นนทบรุ ีศรีมหานคร 95
ผลผลติ จากตน้ มะพรา้ ว นอกจากขายผลมะพรา้ วแลว้ ชาวสวนจะนำ� ทางมะพรา้ วทรี่ ว่ งมารดิ เอากา้ นออก
ทางมะพร้าวใช้ท�ำฟืนเผาเครื่องปั้นดินเผาท่ีมีผู้มารับซ้ือทางมะพร้าวถึงบ้านชาวสวน ก้านที่ริดจากทางมะพร้าว
เมื่อเหลาเอาใบออกแล้ว ก้านมะพร้าวใช้ท�ำไม้กวาด หรือน�ำมาตัดท�ำเป็นไม้กลัด เย็บกระทง หรือห่อขนม
ห่อห่อหมกได้
ขนมไทยหอ่ ใบตอง ขนมไทยห่อใบตอง
ฝมี อื ชาวบ้านชุมชนวดั แคนอก
ตลาดน�้ำประชารัฐ วัดแคนอก
ตำ� บลบางกระสอ
อำ� เภอเมืองนนทบรุ ี
ดงั น้นั ชาวสวนจงึ มกี จิ กรรมเพื่อสรา้ งรายไดแ้ กค่ รอบครัวตลอดทุกวัน
ระบบการซอ้ื ขายทเี่ ปน็ รายไดป้ ระจำ� วนั ของชาวสวนดงั กลา่ วขา้ งตน้ นี้ ถา้ ชาวสวนไมน่ ำ� ไปจำ� หนา่ ยโดยตรง
ทต่ี ลาดหรอื จำ� หนา่ ยโดยตรงกบั ผซู้ อื้ ชาวสวนมกั ใชร้ ะบบการซอ้ื ขายตามขนบของชาวสวน กลา่ วคอื เจา้ ของสวน
จะนำ� ผลผลติ ไปวางไวท้ ท่ี า่ นำ้� หนา้ บา้ น ผซู้ อ้ื จะจอดเรอื นำ� สนิ คา้ ทเี่ ปน็ ของชาวสวนไปและวางเงนิ คา่ สนิ คา้ ทซ่ี อื้ ไวใ้ ห้
วิธีนี้ผู้ซ้ือผู้ขายไม่ต้องพบกันก็ได้ หรือผู้ขายบอกว่าไม่ต้องจ่ายเป็นเงินแต่ขอให้ซ้ือหมู ซ้ือปลาทู ฯลฯ มาให้ก็ได้
ดงั กลา่ วน้คี ือวฒั นธรรมการซอ้ื ขายของชาวสวน
ระบบการซื้อขายของสวนของ
ชาวสวนนนทบุรีเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
ของชมุ ชนชาวสวนเมอื งนนทบรุ ที หี่ ลอ่ หลอม
อยู่ในวิถีชีวิตของชาวสวนมาอย่างยาวนาน
อนั เปน็ วถิ ชี วี ติ ทอี่ ยบู่ นพนื้ ฐานของเศรษฐกจิ
แบบพอเพียงและความไว้เน้ือเชื่อใจกัน
มคี วามเออื้ เฟอ้ื แบง่ ปนั กนั ทไี่ ดผ้ ลเป็นก�ำไร
ทางจิตใจตอบแทนท้ังผู้ซื้อและผู้ขาย
สืบต่อมาอย่างยาวนานและด�ำรงชีวิตอย่าง
สงบสุข
บา้ นชาวสวนรมิ คลองแม่น้�ำออ้ ม
วางผลผลิตไว้ท่ที ่านำ้� รอการซือ้ ขาย
ดว้ ยความไว้เนือ้ เชอ่ื ใจ
สวนผลไม้และสวนทเุ รยี นของบ้านนางไสว ทศั นียเวช อ�ำเภอเมอื งนนทบรุ ี
เปดิ เปน็ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทใ่ี ห้ความรแู้ ก่ผ้มู าเยอื นตามนัดหมาย (พ.ศ. ๒๕๕๒)
ประเพณีและศรัทธาท่ที ำ� บญุ ดว้ ยผลไมน้ านาของชาวสวนนนท์
ชาวสวนทุกคนท่ีดูแลปลูกไม้ผลต่างพยายามคัดเลือกไม้พันธุ์ดีไว้ปลูกในสวนของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ทุเรียน ชาวสวนขวนขวายหาพนั ธทุ์ ุเรียนดี ๆ มาปลูกหรือเพาะพนั ธ์ใุ หม่ ๆ ท่มี ผี ลผลิตเปน็ ทเุ รยี นพนั ธุ์ดเี ช่นเดยี ว
กบั ผลไมอ้ ่นื เช่น กระทอ้ น มังคุด เงาะ ขนุน เปน็ ตน้ เมือ่ ถึงฤดผู ลไม้ ชาวสวนมิได้ค�ำนงึ ถึงแต่รายได้จากการขาย
ผลไม้เทา่ นั้น แต่ศรทั ธาทมี่ ตี ่อศาสนา โดยเฉพาะความเช่ือทเ่ี ป็นพ้ืนฐานของชาวสวน และชาวนาไทยทั่วไปทีว่ า่
พืชผลท่ีได้จากการท�ำสวน ท�ำนาต้องแบ่งไปท�ำบุญท�ำทาน จะเป็นสิริมงคล อีกทั้งเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้
บรรพบรุ ุษผู้เปน็ เจ้าของสวนมาก่อนด้วย
จากความเชอ่ื และศรทั ธาดงั กลา่ ว จงึ มปี ระเพณสี ลากภตั ทุเรียนใน
ชุมชนสวนนนทบุรี ชาวสวนแต่ละชุมชนจะก�ำหนดงานท�ำบุญสลากภัต
ทุเรียนขึ้นที่วัดของแต่ละชุมชน ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม หรือ
มิถนุ ายน ซ่งึ เปน็ ชว่ งทผี่ ลไมต้ า่ ง ๆ ออกผลชกุ
เนอื่ งจากทเุ รยี นเปน็ ราชาของผลไมข้ องชาวสวนนนทบรุ ี จงึ ถกู น�ำมา
เปน็ ชอ่ื ของผลไมส้ ำ� หรบั ทำ� บญุ สลากภตั อีกทั้งเมื่อน�ำผลทุเรียนท้ังลูกมา
จัดกระจาดสลากภัต เป็นการช่วยท�ำให้งานบุญสลากภัตยิ่งมีคุณค่ามาก
ย่ิงข้ึน แตท่ งั้ นส้ี ลากภตั ทเุ รยี นไมไ่ ดเ้ จาะจง จะมีเฉพาะทุเรียนท่ีน�ำมาถวาย
พระเท่านั้น ในกระจาดสลากภัตจงึ มผี ลไมอ้ น่ื ๆ ดว้ ย เชน่ มะม่วง มังคุด
เงาะ กระท้อน ส้ม ส้มโอ สุดแต่ผู้ศรัทธาจะจดั มา แตท่ กุ กระจาดสลากภตั
จะตอ้ งมที เุ รยี นอยา่ งนอ้ ย ๑ ผล จะมากกว่า ๑ ผล ก็ได้
สลากภัตผลไม้ สลากภัตทุเรยี น
นนทบุรศี รมี หานคร 97
ผลไมท้ จี่ ดั ถวายสลากภตั จะจดั อยใู่ นกระจาดทมี่ กี ารประดบั ตกแตง่ อยา่ งสวยงาม ครอบครวั ละ ๑ กระจาด
หรอื มากกวา่ นก้ี ไ็ ด้ ในวนั ทำ� บญุ สลากภตั ชาวบา้ นจะมารวมกนั ทว่ี ดั มกี ารทำ� บญุ เลย้ี งพระเหมอื นการทำ� บญุ วนั พระ
แต่วันนีพ้ ิเศษที่มีการถวายสลากภตั ทเุ รียน
ในการทำ� บญุ สลากภตั เปน็ การทำ� บญุ ทถี่ อื วา่ ไดบ้ ญุ มาก เพราะผถู้ วายมไิ ดเ้ จาะจงถวายแดพ่ ระสงฆอ์ งคใ์ ด
องค์หนงึ่ โดยเฉพาะ แต่ให้ผถู้ วายมาจับหมายเลขพระสงฆส์ ามเณรที่มารบั สลากภัต ซง่ึ ทางวัดจดั ทำ� ไว้ ชาวสวนท่ี
นำ� กระจาดผลไมม้ าท�ำบุญจะเป็นผ้ไู ปจับสลากหมายเลขพระสงฆ์ สามเณร เมอ่ื จบั ได้หมายเลขใด กน็ ำ� กระจาด
สลากภัตไปถวายแด่พระสงฆ์หรอื สามเณรตามหมายเลขทต่ี นจับได้
ประเพณีท�ำบุญสลากภัตทุเรียนจึงเป็นประเพณีท่ีชาวสวนนนทบุรีปฏิบัติสืบต่อมาแต่โบราณกาลจนถึง
ปัจจบุ นั น้ี
วฒั นธรรมและจารีตวถิ ชี ีวติ ของชาวนาเมืองนนทบุรี
นอกจากวถิ ชี วี ติ ชาวสวนนนทบรุ ที ม่ี อี ยใู่ นทอ้ งทอี่ ำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี อำ� เภอบางกรวย อำ� เภอบางใหญ่ และ
บางต�ำบลของอำ� เภอบางบวั ทอง อำ� เภอปากเกรด็ พ้นื ท่ีอีกสว่ นหนง่ึ เปน็ พื้นทชี่ าวนา โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งท่อี ำ� เภอ
ไทรนอ้ ยทงั้ หมด และบางต�ำบลของอ�ำเภอบางบัวทอง อำ� เภอบางใหญ่ และอ�ำเภอปากเกรด็ พ้นื ท่ีดังกล่าวนี้เป็น
พน้ื ทข่ี องชาวนา
วถิ วี ฒั นธรรมของชาวนานนทบรุ ี มพี น้ื ฐานความเชอ่ื ในพระพทุ ธศาสนาเปน็ แนวทางปฏบิ ตั ใิ นวถิ ชี วี ติ ของ
ชาวนาท้ังหลาย โดยเฉพาะในเร่ืองของความกตัญญูรู้คุณ ชาวนาจึงมีพิธีกรรมต่าง ๆ ท่ีแสดงความเคารพความ
ส�ำนึกในความส�ำคัญของข้าว ตลอดจนควายซึ่งเป็นเพ่ือนคู่ทุกข์ยากในการท�ำนา ชาวนามีพิธีกรรมมีความเช่ือ
เกีย่ วกบั ควาย ในฐานะผูท้ �ำคุณ จงึ มพี ธิ รี ับขวัญควาย และดูแลควายเป็นอย่างดีในฐานะเปน็ สมาชิกในครอบครวั
ไม่ใช่เพียงแค่สัตว์เลี้ยง พิธีกรรมที่แสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณของข้าวที่เป็นอาหารหล่อเล้ียงชีวิตของคน
ทั้งโลก อีกทัง้ วฒั นธรรมในการสรา้ งความสามัคคีในชมุ ชนชาวนาท่นี ำ� พาไปสูส่ งั คมสันติสุขที่แทจ้ ริง
ทำ� ขวัญควายเล้ยี งดคู วายดว้ ยใจผูกพัน
ควายในทศั นะของชาวนาทว่ั ไปในจงั หวดั นนทบรุ แี ละชาวนาทงั้ หลายในจงั หวดั อน่ื ๆ ทใี่ ชค้ วายชว่ ยทำ� นา
จะมีจารตี ของสังคมชาวนาท่ีตระหนักถึงคุณค่าและความสำ� คญั ของควาย ทัง้ น้เี พราะการทำ� นาในยุคก่อนซง่ึ ไมม่ ี
เครื่องจกั รกลเขา้ มามบี ทบาทในการทำ� นา ววั ควายเปน็ เครอื่ งมอื ส�ำคญั ของชาวนาทช่ี ว่ ยในการท�ำนา ตง้ั แตไ่ ถนา
คราดนา ลากขา้ ว นวดข้าว ตลอดจนใช้เทยี มเกวียนเทียมเลื่อนบรรทุกสงิ่ ของได้ และควายต้องมบี ัตรประจ�ำตัว
แสดงเพศและรูปพรรณสัณฐาน เรียกว่า “ตั๋วรูปพรรณควาย” ที่เจ้าของต้องดูแลเก็บไว้ ชาวนาจึงให้ความรัก
ความผูกพันกับควายเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว คอยดูแลไม่ให้ริ้นยุงมากัดด้วยการสุมไฟไล่ริ้นยุง หาหญ้า
มาให้กินหรือจูงไปหากินหญ้า พาไปอาบน้�ำ ในบางคร้ังที่การท�ำนาได้ผลผลิตดี ชาวนาจะท�ำพิธีสู่ขวัญควาย
เพื่อเป็นการขอบคุณที่ควายได้ช่วยท�ำงานอย่างดีจนได้ มีข้าวในนามากมาย ในวันพระต้องให้ควายได้หยุดงาน
ดงั นั้นในทกุ วันพระจึงไมม่ ีการไถนา คราดนา หรอื นวดขา้ วดว้ ยควาย
ควายท่ีอายุมากท�ำงานไม่ไหว ชาวนาจะคงเล้ียงควายนั้นไว้ แม้จะใช้ท�ำงานไม่ได้ก็ตาม เมื่อควายถึงแก่
ความตาย โดยทั่วไปแลว้ ชาวนาผูเ้ ปน็ เจา้ ของจะมอบซากควายน้ันใหแ้ กช่ าวบา้ นเพ่ือเปน็ อาหาร แต่เจ้าของควาย
จะไมก่ ินเนื้อควายท่ีตนเลย้ี ง หนังควายมักจะถวายวัดใช้ท�ำกลองของวดั ได้
98 นนทบุรศี รมี หานคร
ตัว๋ รูปพรรณควาย เม่ือมกี ารเปล่ยี นเจ้าของต้องมีการบนั ทกึ ในตว๋ั
โดยเจ้าหน้าท่รี าชการด้วย
ขา้ วคอื เทพเจ้าผู้มีคุณ
ดว้ ยความสำ� นกึ ในบญุ คณุ ของขา้ วทเี่ ปน็ อาหารของมนษุ ย์ ขา้ วจงึ ไดร้ บั การนบั ถอื จากชาวนาวา่ เปน็ เทพเจา้
เปน็ แมโ่ พสพ ชาวนาตอ้ งเคารพกราบไหว้ และมพี ธิ กี รรมเกย่ี วกบั การทำ� นาตงั้ แตเ่ รม่ิ แรกไถนาจนการเกบ็ เกยี่ วขา้ ว
ดงั น้ี
ครง้ั ท่ี ๑ เมอ่ื แรกไถนา
คร้งั ท่ี ๒ เมื่อแรกหวา่ นขา้ วหรือแรกด�ำนา
ครั้งที่ ๓ เมือ่ ข้าวเร่ิมรัดและยืนต้นดแี ล้ว
คร้ังที่ ๔ เม่อื ข้าวเรมิ่ ต้ังทอ้ ง
ครั้งที่ ๕ เมื่อเก่ยี วขา้ วและทำ� บุญกองขา้ ว
ทำ� บุญลานข้าว
ครง้ั ท่ี ๖ เมื่อนำ� ขา้ วเขา้ ยุ้ง
ปจั จบุ นั การทำ� นาไดเ้ ปลย่ี นแปลงจากกรรมวธิ ดี ง้ั เดมิ
ไปมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงการน�ำเคร่ืองจักรกลมาใช้ในการ
ทำ� นา ดงั นน้ั จงึ เปน็ การปดิ ตำ� นานการใชว้ วั ควายในการทำ� นา
อย่างส้ินเชิง แต่การบูชาแม่โพสพยังคงมีอยู่ มีการเซ่นไหว้
ตั้งแต่เม่ือแรกไถนา เม่ือต้นข้าวเร่ิมรัดและยืนต้น เมื่อข้าว
เรมิ่ ตง้ั ทอ้ ง และการทำ� ขวญั แมโ่ พสพ หลงั จากเกบ็ เกย่ี วขา้ วแลว้
การทำ� ขวัญขา้ วของชาวนา
ท่อี ำ� เภอไทรนอ้ ย
นนทบรุ ีศรมี หานคร 99
การท�ำขวญั แม่โพสพของชาวนาจังหวดั นนทบุรี ขณะนค้ี งมอี ยูใ่ นชมุ ชนชาวนา อ�ำเภอปากเกรด็ อ�ำเภอ
บางบวั ทอง และอำ� เภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี
การท�ำขวัญแม่โพสพ เป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับข้าวอันมีพ้ืนฐานจากความส�ำคัญ
ความรคู้ ณุ ของขา้ วทเี่ ปน็ อาหารหลกั หลอ่ เลยี้ งชวี ติ ของผคู้ นมาแตบ่ รรพกาล ขา้ วจงึ มบี ญุ คณุ ตอ่ การมชี วี ติ อยรู่ อด
ของผู้คนท้ังหลายท่ัวโลก ในขณะเดียวกันการปลูกข้าวมีความส�ำคัญและต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียอันเกิดจากภัย
ธรรมชาตนิ านา คอ่ นขา้ งสงู ดงั นน้ั เพอื่ เปน็ การทดแทนคณุ ของแมโ่ พสพทบ่ี นั ดาลใหม้ ขี า้ ว และปดั ปอ้ งภยั พบิ ตั นิ านา
ทีจ่ ะทำ� ใหต้ น้ ขา้ วเสียหาย และเพื่อให้ได้ผลผลิตขา้ วในนาสมบูรณด์ ี ชาวนาจึงมีพธิ เี ซน่ ไหวบ้ ูชาแมโ่ พสพเทวีแห่ง
ธัญชาติ ท�ำขวัญแมโ่ พสพ ทำ� ขวญั ข้าว และทำ� ขวญั ควายผมู้ คี ุณชว่ ยท�ำนาดว้ ย
นอกจากจะท�ำขวัญแม่โพสพ ท�ำขวัญข้าวแล้ว ชาวนาจะไม่กระท�ำการใด ๆ อันเป็นการแสดงความ
ไม่เคารพแม่โพสพผู้มีบุญคุณ ผู้คอยพิทักษ์รักษาต้นข้าวและดลบันดาลให้ข้าวกล้าในนาสมบูรณ์ มีข้าวเต็มยุ้ง
เต็มฉาง ไม่ท�ำการใด ๆ ท่ีท�ำให้แม่โพสพเสียขวัญหนีจากไป จะท�ำให้อดอยาก ข้าวกล้าในนาเสียหาย ไม่กล้า
ที่จะเผาตน้ ข้าวยามท่มี ีโรคข้าวระบาด
ความเชอื่ ของชาวนาตอ่ แมโ่ พสพตอ่ ความสำ� คญั ของขา้ วเปน็ วถิ วี ฒั นธรรมของชาวนาทมี่ ขี นบหรอื จารตี ที่
อยู่บนพื้นฐานของความกตญั ญู รูค้ ุณตอ่ บคุ คลหรือสงิ่ ท่ีมีบญุ คุณ เป็นคุณธรรมสำ� คญั ประการหน่ึงทบี่ ัญญตั ิไวใ้ น
พระพุทธศาสนา ชาวพุทธจึงแสดงความกตัญญูไม่เพียงเฉพาะต่อบุคคล แม้ส่ิงของใดที่มีคุณต่อการด�ำรงพัฒนา
ชวี ติ กค็ วรทจ่ี ะนกึ ถงึ และสงวนรกั ษาสง่ิ มบี ญุ คณุ นน้ั ไวเ้ พอื่ เปน็ ประโยชนแ์ กก่ ารสรา้ งสนั ตสิ ขุ ใหแ้ กโ่ ลกและตวั เอง
ทเ่ี ป็นผ้มู ีคณุ ธรรม มคี วามกตญั ญรู คู้ ุณเช่นนี้
ปจั จบุ ันชาวนาไดน้ ำ� เคร่อื งจกั รกลมาเปน็ อปุ กรณใ์ นการท�ำนาและขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ในการทำ� นารวบรดั ไป
จากวถิ ดี ง้ั เดมิ มาก เชน่ ไมม่ กี ารนวดขา้ ว ไมม่ กี ารนำ� ขา้ วเปลอื กเขา้ เกบ็ ในยงุ้ ในฉาง การปลกู ขา้ วเปน็ การปลกู เพอื่
การนำ� ไปสภู่ าคเศรษฐกจิ อยา่ งเตม็ ที่ บทบาทชาวนาภาคสงั คมแบบวถิ วี ฒั นธรรมชาวนาแบบดงั้ เดมิ จงึ เปลย่ี นแปลง
ไปอย่างมากมาย
ลงแขกดำ� นา ลงแขกเกยี่ วขา้ ววถิ วี ฒั นธรรมลำ�้ คา่ ของชาวนาทว่ั ไป
จังหวัดนนทบุรีเป็นแหล่งท�ำนาที่มีพื้นท่ีกว้างขวางกระจายอยู่ในทุกอ�ำเภอของจังหวัดนนทบุรี กิจกรรม
ทางสังคมของชาวนาที่น่าอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวนาท่ีเรียกว่า “ลงแขก” เป็นกิจกรรมที่มีอยู่ใน
ทุกชุมชนชาวนามาแต่โบราณกาล
การทำ� นาตอ้ งมขี ้ันตอนต่าง ๆ ตงั้ แตเ่ รมิ่ ไถ คราด หวา่ นข้าว ตกกล้า ปักด�ำ เก่ียวขา้ ว นวดขา้ ว น�ำข้าว
เข้ายุ้ง บางขั้นตอนต้องใช้แรงงานมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงด�ำนา และเก่ียวข้าว ซ่ึงนอกจากจะต้องเร่งรีบท�ำแล้ว
ยังต้องใช้แรงงานหรือคนท�ำงานมาก เพ่ือให้การด�ำนาหรือเกี่ยวข้าวเสร็จโดยเร็ว จึงเกิดการขอแรงหรือไหว้วาน
เพือ่ นบา้ นมารว่ มลงแขกด�ำนา ลงแขกเก่ยี วข้าว
เมอื่ กลา้ ทห่ี วา่ นไวเ้ ตบิ โตเตม็ ทพี่ รอ้ มจะนำ� ไปปกั ดำ� ในแปลงนาทไี่ ดไ้ ถคราดไวพ้ รอ้ มแลว้ ชาวนาจะ “เอาแรง”
ไปช่วยกัน “ลงแขกด�ำนา” เจา้ ของนาจะไปบอก “ขอแรง” เพื่อนบา้ นมาช่วยกนั “ลงแขกด�ำนา” จดั วนั เวลา
ไมใ่ หซ้ ำ�้ ซอ้ นกบั การลงแขกดำ� นาของเพอ่ื นบา้ น อกี ทง้ั ตอ้ งแจง้ ใหก้ บั เพอื่ นบา้ นมารว่ มลงแขกกแ่ี รง (จำ� นวนคนมา
ช่วยดำ� นา) และก่วี นั
100 นนทบรุ ีศรีมหานคร
ในวนั ลงแขกดำ� นา เจ้าของนาต้องจัดเตรียมอาหารไว้เล้ยี งเพือ่ นบ้านท่มี าร่วมลงแขกด�ำนาด้วย
เม่ือถึงวันลงแขกด�ำนาของเพ่ือนบ้านท่ีได้มาลงแขกช่วยด�ำนาตามค�ำขอแรง ผู้ขอแรงต้องไป “ใช้แรง”
ช่วยด�ำนาในการด�ำนาของเพ่ือนบ้านที่เขามาลงแขก ถ้าตนเองไม่สามารถไปใช้แรงเองได้ต้องให้คนอื่นไปใช้แรง
แทนจะด้วยวธิ กี ารจา้ งหรือขอแรงให้ผใู้ ดไปด�ำนาแทนก็ได้
การลงแขกเกย่ี วขา้ ว เช่นเดยี วกบั การลงแขกดำ� นา กลา่ วคือ มีการ “ขอแรง” “ลงแรง” หรือ “ลงแขก
เกยี่ วขา้ ว” และ “การใชแ้ รง” แตก่ ารลงแขกเกยี่ วขา้ วมกั ใชค้ นและเวลามากกวา่ การลงแขกดำ� นา เพราะปรมิ าณ
งานเก่ยี วข้าวมากกว่าแมพ้ นื้ ทีก่ ารท�ำงานจะเทา่ กัน
การลงแขกเกย่ี วข้าวจงึ เปน็ งานใหญ่งานหน่งึ ในรอบของการท�ำนารอบหน่งึ นอกจากเก่ียวข้าวแลว้ ยังจะ
ตอ้ งชว่ ยกันมัดขา้ วเป็นฟ่อน ลากข้าวหรอื หาบขา้ วเขา้ บ้าน การลงแขกเกยี่ วข้าวบางครอบครวั ท่ีท�ำนามากจงึ ตอ้ ง
ใชเ้ วลาหลายวัน และท�ำงานต้ังแตเ่ ช้าถงึ เย็น การเลี้ยงอาหารจงึ ต้องจดั ทั้งเวลากลางวัน และเวลาเย็น
การลงแขกเป็นรูปแบบของการระดมแรงงานจากสมาชิกในชุมชนท้ังท่ีเป็นญาติพ่ีน้องและเพื่อนบ้าน
รูปแบบของการลงแขกอาจมองว่าเป็นการรวมกลุ่มกันท�ำงานเฉพาะกิจมิได้มีโครงสร้างที่จะท�ำให้มีการรวมกลุ่ม
อย่างต่อเน่ืองถาวร แต่การลงแขกเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นด้วยมีความจ�ำเป็นและขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติ
และช่วงเวลาที่จะต้องรีบเร่งท�ำการให้ทันกับโอกาสที่เปิดให้หรือโอกาสที่มี มิฉะนั้นพืชผลท่ีเพาะปลูกไว้จะได้รับ
ความเสียหาย จ�ำเปน็ ต้องอาศยั แรงงานทีม่ ากกว่าท่ีมีในครอบครัว
ปจั จยั ต่าง ๆ ทง้ั ทางเศรษฐกจิ และสงั คมทอ่ี ยูเ่ บ้ืองหลงั กิจกรรมในวถิ ชี วี ติ ชาวนาเหล่าน้ี ลว้ นแสดงใหเ้ ห็น
ถงึ และอธบิ ายไดว้ า่ การลงแขกนน้ั เปน็ การรวมกลมุ่ แรงงานทมี่ โี ครงสรา้ งทางสงั คมรองรบั และสรา้ งขนึ้ อยา่ งมรี ะบบ
ดังน้ันแม้ว่าจ�ำนวนของสมาชิกในการลงแขกแต่ละครั้งจะไม่แน่นอน เพราะข้ึนอยู่กับความต้องการของเจ้าของ
งานแต่ละครั้งก็ตาม แต่พันธสัญญาระหว่างผู้ขอแรงกับผู้ลงแขกออกแรงที่คู่กรณีจะต้องแลกเปล่ียนการลงแรง
กล่าวคือ ผู้ขอแรงต้องใช้แรง เป็นการชดใช้ เป็นท่ีรับรู้กันได้อย่างแน่ชัดว่าต้องตอบแทนในสัดส่วนเดียวกัน
และแมว้ า่ ในบางครง้ั ถา้ จำ� เปน็ เมอื่ มกี ารไมร่ ว่ มลงแขกตอบแทน หรอื มกี ารใชแ้ รงใหผ้ ทู้ เี่ คยมารว่ มลงแขกในทนี่ า
ของตนก่อน ไม่สามารถท�ำได้ ก็สามารถจ่ายเป็นเงินด้วยการจ้างผู้อื่นไปใช้แรงทดแทนได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว
หากไม่เกิดความจ�ำเป็นจริง ๆ ไม่อาจเล่ียงได้ก็จะตอบแทนกันเป็นแรงงานมากกว่า ด้วยการจ้างผู้อ่ืนไปใช้
แรงงาน เพราะในชว่ งเวลาทม่ี ีการลงแขกน้นั เป็นช่วงเวลาทตี่ ้องการแรงงานมากทีส่ ุด
การขอแรง การร่วมมือถือได้วา่ เปน็ กระบวนการถกั ทอสายใยสังคมทไี่ ดผ้ ลิตผลงดงาม ต้งั อยบู่ นพ้นื ฐาน
ของความเออื้ อาทรต่อกันของคนในสงั คม กระบวนการลงแขกท่ีมกี ารขอแรง มีการให้ความร่วมมือ น�ำไปสคู่ วาม
เคารพนับถอื และความสามัคคีในชมุ ชน อนั สามารถบนั ดาลดลใหช้ มุ ชนเกดิ ความสงบสุขสนั ติ ด้วยภมู ิปัญญาอัน
สูงส่งของบรรพชนที่น�ำแนวปฏิบัติตามค�ำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สอนให้ชาวพุทธมีความ
เมตตาตอ่ กนั และใหก้ ารสงเคราะหซ์ งึ่ กนั และกนั มาเปน็ กจิ กรรมชว่ ยเหลอื กนั ในรปู ของการลงแขก จงึ เปน็ กจิ กรรม
ทีถ่ ักทอหลอ่ หลอมวถิ วี ฒั นธรรมของชาวไทยมาแต่โบราณกาล เกิดความงดงามทางจติ ในบรรดาผ้คู นท่อี ยรู่ ว่ มใน
สงั คม ไม่ว่าจะเปน็ สังคมชาวนา ชาวสวน ทั้งในจงั หวัดนนทบรุ ี และทว่ั ประเทศไทย
นนทบุรีศรีมหานคร 101
วัฒนธรรม “ลงแขก” ได้เป็นกระบวนการสร้างบ้านแปงเมอื ง
วฒั นธรรมลงแขกไดเ้ ปน็ วถิ ใี นการสรา้ งจติ สำ� นกั ในการมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาบา้ นเมอื ง ชาวบา้ นในชมุ ชน
ท่ีคุ้นต่อการลงแขกช่วยเหลือท�ำกิจกรรมร่วมกันได้พัฒนากระบวนความคิด การมีส่วนร่วมของชาวบ้านช่วยงาน
ชาวบา้ นเปน็ การลงแขกพฒั นาบา้ นเมอื ง หรอื พฒั นาชมุ ชน มกี ารรว่ มมอื ลงแขก สรา้ งศาสนสถาน สาธารณปู โภค
ในชมุ ชน เชน่ ลงแขกสรา้ งถนน สะพาน ตลอดจนรว่ มมอื กนั สรา้ งสถานทร่ี าชการ เชน่ สรา้ งโรงเรยี น สรา้ งทว่ี า่ การ
อ�ำเภอ เปน็ ตน้
ทางราชการเคยนำ� ประเพณกี ารลงแขกเชน่ นม้ี าใชใ้ นการพฒั นาชมุ ชน และไดร้ บั ความรว่ มแรงรว่ มใจจาก
ผู้น�ำชุมชน และชาวบ้าน ตลอดถึงพระสงฆ์เป็นอย่างดี ก่อนที่จะมีวิธีการสร้างงานเพื่อสร้างเศรษฐกิจในชุมชน
ดว้ ยวิธีการจา้ ง
ชาวบา้ นช่วยกนั ทำ� ถนนผ่านทุ่งนาเขา้ หมู่บ้านเปน็ วฒั นธรรม “ลงแขก”
(รายงานจังหวัดนนทบรุ ี พ.ศ. ๒๕๐๑)
๔
ลำ� คลขอองงคนรนรทลบอรุ งี ชวี ิต
คลองสายหลกั ในจงั หวดั นนทบรุ ี
จงั หวดั นนทบรุ นี อกจากจะมแี มน่ ำ�้ เจา้ พระยามหานทที เี่ ปรยี บเสมอื นเสน้ โลหติ ใหญท่ ห่ี ลอ่ เลย้ี งบรรดาผคู้ น
ทง้ั หลายในจังหวดั นนทบรุ มี าอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน จงั หวดั นนทบรุ ียงั มคี ลองมากมาย ดุจเสน้ โลหิตฝอย
ทีก่ ระจายไปท่วั กายมนุษย์ คลองตา่ ง ๆ ในจงั หวัดนนทบุรที มี่ ีมากกว่า ๑๐๐ คลอง มีทั้งคลองท่เี กิดตามธรรมชาติ
อันเป็นสาขาของแม่น�้ำเจ้าพระยามาแต่อดีตกาลนานมาแล้ว มีคลองท่ีเกิดข้ึนจากการขุด ซึ่งมีมาแต่โบราณกาล
เช่นกันจนถึงเปน็ คลองท่ขี ดุ ขึน้ ในชว่ งเวลาไม่นานกว่าศตวรรษที่ผ่านมากม็ ีอยูห่ ลายคลอง
คลองเหลา่ นน้ี อกจากมบี ทบาทสำ� คญั ตอ่ ผคู้ นในจงั หวดั นนทบรุ ี และบคุ คลภายนอก ทไ่ี ดร้ บั ประโยชนจ์ าก
คลองดังกล่าวน้ีด้วยทั้งในด้านการคมนาคม การค้า การเป็นแหล่งน�้ำส�ำหรับการบริโภค การใช้ประโยชน์ด้าน
การเกษตร และดา้ นอน่ื ๆ ในการดำ� รงชวี ติ แลว้ คลองเหลา่ นย้ี งั เปน็ แหลง่ ชมุ ชนทมี่ ปี ระวตั ศิ าสตร์ ศลิ ปวฒั นธรรม
ทมี่ คี ณุ คา่ ของชาตอิ กี ดว้ ย โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ มคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั จงั หวดั นนทบรุ แี ละชาวเมอื งนนทบรุ ี คลองสายหลกั
ในจังหวดั นนทบรุ ี ได้แก่
คลองมหาสวสั ด์ิ รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ใหข้ ดุ
ในช่วงเวลาท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุ พระองค์ได้เสด็จ
จาริกไปพบพระเจดยี เ์ กา่ องคห์ นงึ่ ซง่ึ ราษฎรเรยี กวา่ พระประธม พระองคไ์ ดศ้ กึ ษาจากจารกึ โบราณตา่ ง ๆ แลว้ ทรง
เชอื่ วา่ เปน็ พระเจดีย์ท่ีสร้างข้ึนยุคแรกท่ีพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ทรงตั้งพระปณิธานจะบูรณะ
พระเจดยี ์พระประธมให้ใหญ่โต สวยงาม เปน็ ศาสนสถานทีส่ ำ� คัญดังเช่นพระพทุ ธบาทสระบรุ ี ประชาชนจะไดม้ า
สกั การบชู าที่พระเจดีย์องค์น้ี
เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองแยกจากคลองบางกอกน้อย ตรงไปเชื่อมแม่น้�ำท่าจีน
ท่ีบ้านงิ้วราย เม่ือ พ.ศ. ๒๔๐๓ เดิมคลองนี้เป็นคลองเล็กขุดแยกจากคลองบางกอกน้อยไปทางทิศตะวันตก
ผา่ นวดั ชยั พฤกษมาลา เรยี กวา่ คลองขวาง เพราะขดุ ขวางกบั คลองบางกอกนอ้ ยและเปน็ คลองทมี่ คี วามยาวเพยี ง
๘ เส้น หรือ ๑๖๐ วาเทา่ นั้น หนังสอื พงศาวดาร กรงุ รตั นโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๔ กล่าวถงึ การขุดคลองสายน้วี า่
“ไดล้ งมือขดุ เม่อื ณ วนั พธุ เดอื น ๑๐ แรม ๑๐ ค�ำ่ ปมี ะเส็ง นพศก คลองยาว ๖๗๖ เสน้ ... รวมทง้ั
คลองเกา่ ดว้ ย ๘ เสน้ เปน็ ๖๘๔ เส้น ขดุ ทะลเุ มื่อวันพฤหัสบดี เดอื น ๖ แรม ๑๓ ค�่ำ ปวี อก โทศก พระราชทาน
ชือ่ คลองมหาสวสั ด์”ิ โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ พระยารววิ งศ์มหาโกษาธบิ ดเี ปน็ แม่กองขุด...
...ค่าจ้างจีนขุดคลองเป็นเงิน ๑,๑๐๐ ชั่ง ๑๐ ต�ำลึง ใช้เงินของท้าวเทพอากร ซึ่งเป็นผู้ผูกขาด
เก็บอากรตลาดในกรุงเทพมหานคร และเมืองนนทบุรี เป็นเงิน ๑,๐๐๐ ชั่ง เงินพระคลังสมทบ ๑๐๐ ช่ัง
และเจา้ พระยารววิ งศม์ หาโกษาธบิ ดี ผูอ้ ำ� นวยการขดุ คลอง และบรู ณะพระปฐมเจดียอ์ อกเงินสมทบอกี ๑ ช่งั
๑๐ ตำ� ลึง”
เม่ือขุดคลองมหาสวัสดิ์แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองเจดีย์บูชาต่อจากบ้านงิ้วรายแยกจากแม่น้�ำท่าจีน
ไปสอู่ งค์พระปฐมเจดยี ์
104 นนทบุรศี รีมหานคร
ศาลารมิ คลองมหาสวสั ดิ์
จากปากคลองมหาสวัสด์ิที่แยกจากคลองบางกอกน้อย วัดชัยพฤกษมาลาจนถึงบ้านง้ิวรายท่ีปลายคลอง
มหาสวสั ดิ์บรรจบกับแม่นำ้� ทา่ จีน พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั โปรดเกลา้ ฯ ให้สร้างศาลาไวร้ มิ คลอง
ทกุ ๑๐๐ เสน้ หรอื ทุก ๔ กโิ ลเมตร สำ� หรับคนเดนิ ทางไดพ้ ักผ่อน
ศาลาเหล่าน้ีถูกรื้อทิ้งหมดแล้วโดยไม่มีใครไยดี คงเหลือไว้แต่ชื่อของศาลาบางหลัง อย่างเช่นศาลายา
ศาลากลางและศาลาท�ำศพทีแ่ ผลงเปน็ ศาลาธรรมสพน์ เป็นตน้ ศาลายาเป็นศาลาทม่ี กี ารจารึกต�ำรายาไว้เพอื่ ให้
ราษฎรไดจ้ ดจ�ำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ถกู ร้อื ไปเม่ือมีการขุดขยายคลอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐
ชุมชนคลองมหาสวัสด์ิ ฝั่งเหนือของคลองมหาสวัสดิ์ ต�ำบลศาลากลาง และต�ำบลปลายบาง อ�ำเภอ
บางกรวย จงั หวดั นนทบรุ ี ยงั คงเปน็ ชมุ ชนเกษตร มกี ารทำ� สวนกลว้ ยไม้ สวนผลไม้ นาบวั และนาขา้ วอยตู่ ามชมุ ชน
ชาวคลองมหาสวัสด์ิ
คลองมหาสวัสดิ์ คลองกำ� หนดเขตกรุงเทพมหานครกบั จังหวัดนนทบรุ ี
เขตจังหวัดนนทบุรีทางด้านทิศใต้บริเวณคลองบางกอกน้อยที่ติดกับกรุงเทพมหานครด้านทิศเหนือ
แต่เดิมแบ่งเขตกันที่คลองสวนแดนใกล้ถนนสวนผักในปัจจุบัน เพราะตามประกาศปฏิสังขรณ์วัดชัยพฤกษมาลา
วัดเขมาภิรตาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๔ คลองมหาสวัสดิ์อยใู่ นเขตจงั หวัดนนทบุรี ดังนี้
“มพี ระบรมราชโองการมานพระบณั ฑรู สรุ สงิ หนาทในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ซงึ่ เปน็
พระเจา้ แผน่ ดินใหญท่ ี่ ๔ ในพระบรมราชวงศ์น้ี ให้ประกาศแก่พระภิกษสุ งฆส์ ามเณรบรรพชิตทั้งปวง...
...ขอประกาศแกพ่ ระเถระนุเถราท่ีอาราธนานมิ นตป์ ระชุม เพอ่ื จะรับจีวรลาภไทยธรรมบริขาร ซึง่ จะ
พระราชทานในสมาคมนใ้ี หท้ ราบทวั่ กนั วา่ วดั ชยั พฤกษมาลาทอี่ ยปู่ ากคลองบางขวาง ซงึ่ พระราชทานนามใหม่
ว่าคลองมหาสวสั ดิ์ แขวงเมอื งนนทบุร.ี ..”
เดิมเขตจังหวัดนนทบุรีบริเวณคลองมหาสวัสดิ์ทางทิศใต้ไปจดคลองสวนแดนซึ่งอยู่ใต้วัดชัยพฤกษมาลา
ดงั นน้ั คลองมหาสวสั ดจิ์ งึ อยใู่ นเขตจงั หวดั นนทบรุ ี แตป่ จั จบุ นั มกี ารกำ� หนดเขตการปกครองโดยใชค้ ลองมหาสวสั ด์ิ
เป็นแนวแบ่งเขตการปกครองของจังหวัดนนทบุรี กับกรุงเทพมหานคร ดังน้ันพื้นที่ฝั่งทิศเหนือจากปากคลอง
มหาสวสั ดไิ์ ปตามลำ� คลองจนจดเขตอำ� เภอพทุ ธมณฑล จงั หวดั นครปฐม ซง่ึ ไดแ้ ก่ ตำ� บลมหาสวสั ดิ์ ตำ� บลปลายบาง
ต�ำบลศาลากลาง อำ� เภอบางกรวย อยู่ในเขตอำ� เภอบางกรวย จังหวดั นนทบุรี
คลองมหาสวัสด์ิ ชว่ งต�ำบลศาลากลาง อ�ำเภอบางกรวย จงั หวัดนนทบรุ ี ฝัง่ ซ้ายเปน็ กรงุ เทพมหานคร
นนทบรุ ีศรมี หานคร 105
คลองเปรมประชากร คลองขดุ เชือ่ มกรงุ เทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี กรงุ เกา่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองจากกรุงเทพมหานคร เชื่อมกับ
เมอื งนนทบรุ ี เมอื งปทุมธานีและกรงุ เกา่ (พระนครศรอี ยุธยา) คลองนีเ้ ป็นคลองสายแรกท่ีขดุ ในรัชสมยั พระบาท
สมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั รชั กาลที่ ๕ ขณะท่พี ระองคม์ ีพระชนมายุเพียง ๑๗ พรรษา พระราชทานนาม
คลองสวสั ดเิ ปรมประชากร ชยั เรอื งศลิ ป์ นกั เขยี นประวตั ศิ าสตรเ์ ศรษฐกจิ และสงั คมไทย ไดก้ ลา่ วถงึ การขดุ คลองนวี้ า่
“...พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบคุณงามความดีที่เป็นคุณประโยชน์
แก่บา้ นเมอื งมากมายหลายประการ แตข่ ้าพเจา้ คิดวา่ คงไม่มีงานอน่ื ใดประทบั ใจราษฎรอย่างซาบซึ้งเท่ากับ
การขดุ คลองเปรมประชากร เพราะขณะให้ขดุ คลองนั้น พระองค์มอี ายเุ พยี ง ๑๗ ปี คือ ยงั เปน็ เดก็ อยู่ แตเ่ ป็น
เดก็ ทมี่ นี ำ�้ ใจเสยี สละเงนิ ตงั้ สองแสนบาท อนั เปน็ เงนิ สว่ นตวั ขดุ คลองเพอื่ ใหร้ าษฎรมที ดี่ นิ ทำ� มาหากนิ มากขนึ้
เงนิ สองแสนบาทสมยั นนั้ มคี า่ มากกวา่ สองแสนบาทสมยั นห้ี ลายเทา่ การยอมสละเงนิ ตง้ั สองแสนบาทของเดก็
อายุ ๑๗ ขวบ จงึ เป็นเหตุการณ์ทไ่ี ม่เคยมีเยย่ี งอย่างมากอ่ น...”
คลองสวัสดเิ ปรมประชากรยาว ๕๑.๑ กโิ ลเมตร เร่มิ ลงมือขดุ เมอ่ื วนั ท่ี ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๕ ขดุ เสรจ็
เม่อื วนั ที่ ๒ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๑๕ โปรดเกล้าฯ ใหป้ กั หลักศิลาทุกระยะ ๑๐๐ เส้น หรือ ๔ กิโลเมตร เรมิ่ ขุดแยก
จากคลองผดงุ กรงุ เกษม หนา้ ทำ� เนยี บรฐั บาลในปจั จบุ นั ตรงมาบางเขน ดอนเมอื ง ปทมุ ธานี ไปจดแมน่ ำ้� เจา้ พระยา
ทีต่ �ำบลบางกระส้ัน อำ� เภอบางปะอิน จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา
โครงการขุดคลองสายนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงด�ำริไว้จะขุดคลองแยกจาก
คลองผดุงกรุงเกษมตรงไปวดั พนัญเชิง จะเป็นทางลัดในการเดนิ ทางจากกรุงเทพมหานคร ไปพระนครศรีอยุธยา
ใกล้กว่าเดินทางตามแม่น้�ำเจ้าพระยา หนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ฉบับวันที่ ๓ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๖๕
(พ.ศ. ๒๔๐๘) หน้า ๒๒๖ - ๒๒๗ ว่า รัชกาลที่ ๔ จะทรงพระกรณุ าให้ขุดคลอง ตง้ั แต่วัดพระนางเชงิ ตัดท้องทุ่ง
ดอนเมือง ตรงตลอดมาโดยลำ� ดับ มาออกตรงวัดโสมนสั วิหาร ขา้ พเจา้ มคี วามยินดีด้วยนกั หนา
ท่ีว่าต้ังแต่วัดพระนางเชิง หรือวัดพนัญเชิงไม่ได้ท�ำ คงตัดย่อมา เริ่มท่ีใกล้เกาะเกิด ต�ำบลบางกระส้ัน
ซ่งึ อย่ใู ต้ลงไป
คำ� วา่ ขา้ พเจา้ ในขา่ ว ควรหมายถงึ หมอบรดั เลย์ ทสี่ นบั สนนุ วา่ คลองขดุ ใหมจ่ ะเปน็ ประโยชนแ์ กบ่ า้ นเมอื ง
คือราษฎรจะได้อาศัยท�ำนา อันเป็นผลให้มีเมล็ดข้าว มีภาษีงอกเงยขึ้น นอกน้ันคือราษฎรจะได้ชวนกันตั้ง
บา้ นเรือนอยู่อยา่ งเป็นสขุ สบายด้วย
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงดำ� เนนิ การสบื ตอ่ มา แตท่ รงเปลยี่ นแนวคลองเชอ่ื มแมน่ ำ้� เจา้ พระยา
ใตแ้ นวเดิมทก่ี �ำหนดไวท้ ่ีวัดพนัญเชงิ เปลย่ี นเปน็ ท่ีตำ� บลบางกระสนั้ อ�ำเภอบางปะอนิ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ มเดจ็ เจา้ พระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ์ (ชว่ ง บนุ นาค) เปน็ ผอู้ ำ� นวยการขดุ เจา้ พระยาสรุ วงศไ์ วยวฒั น์
(วร บนุ นาค) บุตรชายเป็นแม่กอง พระชลธารวนิ ิจจยั (กปั ตันฉุน) เป็นผปู้ ักหมายกรุยแนวคลอง
106 นนทบุรีศรมี หานคร
ชมุ ชนเมอื งนนทบรุ ที ีค่ ลองเปรมประชากร
นายตาบ บตุ รสนุ ทรภู่ ไดต้ ามเสดจ็ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ กรงุ เกา่
(พระนครศรีอยธุ ยา) เมอื่ ปีมะแม พระพทุ ธศักราช ๒๔๑๕ นายตาบได้แต่งนิราศกล่าวถงึ ชมุ ชน สถานท่ตี า่ ง ๆ
ตามเส้นทางคลองเปรมประชากร เม่ือผ่านเขตเมืองนนทบุรีไว้ ดังนี้
ถงึ พรมแดนแผ่นดนิ ถิ่นสถาน พระราชทานเขตแคว้นปักแดนให้
เปน็ แขวงนนทบรุ มี ีแตไ่ ร ดว้ ยว่าไกลกรุงเทพฯหนทางจร
ใหฝ้ ูงราษฎร์ประชาอยูอ่ าศัย ได้ดบั ภัยภญิ โญสโมสร
แตแ่ รกเร่มิ เดมิ ทเี ป็นทดี่ อน แตป่ างก่อนคลองไปก็ไมม่ ี
สมเดจ็ พระบาทจฬุ าลงกรณ์เกลา้ เจ้าอยู่หวั สังเกตทั่วทุ่งแถวแนววถิ ี
มีพระทัยใสศรทั ธาโปรดปรานี หนทางน้ตี ดั ทงุ่ ไปกรุงตรง
เมอื่ เสดจ็ ถงึ ดอนเมอื งขณะนน้ั ยงั คงเปน็ ปา่ มสี ตั วป์ า่ ในบรเิ วณนมี้ าก นายตาบไดก้ ลา่ วถงึ กวางทดี่ อนเมอื ง ดงั น้ี
เสด็จลงทรงพระดำ� เนินนาด สง่ั ให้ไล่มฤคมาศว่งิ โผนเผน่
พวกขุนนางไม้ฟาดน�ำ้ สาดกระเซน็ เน้อื ก็เผน่ โผนไปในคงคา
เสดจ็ ลงทรงที่น่ังเรือมว่ งน้อย เทย่ี วพายลอดลัดพงในดงหญา้
เสียงตงั ตังดงั ก้องในท้องนา มฤคาล้มดนิ้ สิ้นชีวัน
เรื่องของสัตว์ป่าในย่านคลองเปรมประชากรที่หลักสี่ ดอนเมือง เม่ือร้อยกว่าปีมาแล้วเป็นเร่ืองปกติของ
ดินแดนเมืองนนทบรุ ีในยุคนน้ั แม้ชา้ งป่ากม็ ีใหเ้ ป็นท่กี ล่าวขวัญของชาวบา้ นมอญ หลกั สี่ ดอนเมือง ทลี่ กู หลานยงั
จดจำ� สบื ตอ่ กนั มาถงึ ช้างงาเดยี วในทุ่งหลกั สจ่ี นถึงทุกวนั นี้
พ้ืนที่ด้านตะวันออกของจังหวัดนนทบุรี แต่เดิมจดคลองเปรมประชากร ตั้งแต่คลองบางเขนทางด้านใต้
บรรจบคลองเปรมประชากร ดา้ นเหนือจดคลองบา้ นใหม่ บรรจบคลองเปรมประชากร
ปัจจุบันเขตการปกครองของจังหวัดนนทบุรีด้านทิศตะวันออกได้ใช้คลองประปาเป็นก�ำหนดเขตการ
ปกครอง พ้ืนที่ฝั่งตะวันตกของคลองประปาในท้องท่ีอ�ำเภอเมืองนนทบุรี และอ�ำเภอปากเกร็ด เป็นพื้นท่ีในเขต
ปกครองของจังหวดั นนทบรุ ี
คลองบางเขน
คลองบางเขนเป็นคลองทเี่ กดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ แยกจากแมน่ ้�ำเจ้าพระยา ทางด้านใต้ของจังหวัดนนทบุรี
เป็นคลองที่ก�ำหนดเขตการปกครองของจังหวัดนนทบุรีกับกรุงเทพมหานคร ปากคลองอยู่ท่ีวัดปากน้�ำ และ
บ้านเกิดของจอมพล ป.พบิ ลู สงคราม อดตี นายกรฐั มนตรี ต�ำบลสวนใหญ่ อำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี จังหวดั นนทบรุ ี
คลองบางเขนเป็นคลองโบราณทีไ่ ดก้ ล่าวไว้ในโคลงก�ำสรวลสมทุ ร สมยั อยุธยาตอนต้น ดงั น้ี
นนทบุรศี รมี หานคร 107
มาทุ่งทุเรศพ ้ี บางเขน
เขนข่าวอกนมเฉลา ที่ต้ัง
ปิน่ กามกระเวนหัว ใจพ่ี พระเอย
ฤ บ่ให้แกว้ กั้ง พี่คง คนื คง
บรเิ วณปากคลองบางเขนเปน็ ยา่ นทม่ี คี วามเจรญิ มาตงั้ แตส่ มยั อยธุ ยา มวี ดั โบราณสมยั อยธุ ยาอยใู่ นบรเิ วณนี้
หลายวดั เชน่ วดั เขมาภริ ตาราม วดั ปากนำ้� วดั พลบั พลา วดั ฝาง วดั คา้ งคาว เปน็ ตน้ อกี ทง้ั เปน็ ทต่ี งั้ ตลาดนำ้� ดงั ปรากฏ
ในหนงั สอื เสดจ็ ประพาสตน้ ในรชั กาลท่ี ๕ พระราชนพิ นธ์ เรอ่ื ง เสดจ็ ประพาสตน้ ครง้ั ทส่ี อง เสดจ็ ไปถา่ ยรปู ท่ตี ลาด
บางเขน เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ดังนี้
“วนั ที่ ๒๘ เชา้ โมงคร่ึง ถ่ายรปู รับกรมการผู้ใหญบ่ า้ นและพระวินัยรักขิต ถวายเงินชัง่ ๑ แลว้ ลงเรอื
ไปตลาดบางเขน ถ่ายรปู ท่ดี ่านภาษี กลับขึ้นเรือชื่นใจ ผ่านหน้าวดั เขมา เวลา ๓ โมง ๑๕ มินิต...”
คลองบางใหญ่ คลองเชอ่ื มแม่น�้ำสองสาย
แมน่ ำ้� เจา้ พระยาทไ่ี หลโคง้ ยอ้ นจากบา้ นตลาดขวญั มาทางตะวนั ตก แลว้ วกลงทางใตไ้ ปบางใหญ่ บางกรวย
แลว้ อ้อมไปทางทศิ ตะวันออกท่ีวดั เขมาภิรตาราม จากนน้ั จึงไหลลงทางทิศใต้ส่บู างกอก
ความคดเค้ียวของแม่น�้ำเจ้าพระยาในลักษณะเช่นนี้ย่อมใช้เวลาในการเดินทางทางเรือเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การเดนิ ทางจากกรงุ ศรอี ยธุ ยาไปนครชยั ศรี นครปฐม ธรรมชาตไิ ดส้ รา้ งคลองบางใหญเ่ ปน็ คลองลดั
จากเมอื งนนทบรุ ลี ดั ไปนครชยั ศรี นครปฐม โดยไมต่ อ้ งออกไปทางสมทุ รสาครแลว้ ยอ้ นขน้ึ มานครชยั ศรี นครปฐม หรอื
คนเมอื งนนทบรุ ี คนบางกอกจะเดนิ ทางไปสพุ รรณบรุ กี ไ็ มต่ อ้ งเดนิ ทางไปอยธุ ยาเขา้ แมน่ ำ�้ นอ้ ยไปบางปลามา้ สพุ รรณบรุ ี
ธรรมชาตไิ ด้สร้างคลองบางใหญไ่ วเ้ ป็นทางลัดและเชื่อมแม่น้ำ� เจา้ พระยา (สายเดมิ ) ท่อี ำ� เภอบางใหญไ่ ป
บา้ นคลองโยง บา้ นลานตากฟ้า บรรจบแมน่ ำ�้ ทา่ จนี ท่ีบ้านลานตากฟ้า นครชัยศรี ซึง่ สามารถเดนิ ทางไปนครปฐม
หรือสพุ รรณบุรีได้
คลองบางใหญแ่ ยกจากแมน่ ำ้� เจา้ พระยา หรอื ปจั จบุ นั เปน็ คลองแมน่ ำ�้ ออ้ มทวี่ ดั ราษฎรป์ ระคองธรรม อำ� เภอ
บางใหญไ่ ปทางทิศตะวนั ตก ไปตำ� บลบางใหญ่สายเดมิ ตลาดบางคลู ดั ตำ� บลบา้ นลานตากฟ้า
สุนทรภเู่ ดินทางไปนครปฐม และสุพรรณบรุ ี ไดเ้ ดนิ ทางจากกรงุ เทพฯ เขา้ คลองบางกอกน้อย เขา้ คลอง
บางใหญ่ ไปแมน่ ้ำ� ทา่ จีนแลว้ เดินทางต่อไปนครปฐม และสพุ รรณบรุ ี สุนทรภูไ่ ด้แตง่ นิราศพระประธม และนิราศ
สพุ รรณ ได้กล่าวถงึ คลองบางใหญ่ในนริ าศทัง้ สองด้วย
108 นนทบรุ ีศรีมหานคร
คลองบางใหญเ่ ดมิ เปน็ คลองธรรมชาตทิ ค่ี ดเค้ยี วมาก
สนุ ทรภู่เม่อื เดนิ ทางไปสพุ รรณบรุ ี ผา่ นคลองบางใหญ่ ได้กล่าวถึงคลองบางใหญ่ทค่ี ดเคย้ี วไว้ ดังน้ี
ล่องทางบางใหญบ่ า้ น ดา่ นคอย
เลย้ี วลอ่ งคลองเลก็ ลอย เลื่อนชา้
สองฝ่ังพรงั่ พฤกษพ์ ลอย เพลนิ ชนื่ ชมเอย
แลเหลา่ ชาวสวนหนา้ เสน่ห์นอ้ งคลองสนอม
คลองคดลดเล้ียวลว้ น หลกั ตอ
เกะกะระเรือรอ ร่องน้ำ�
คดคลอง ช่องแคบพอ พายต่อ พ่อเอย
คนคดลดเล้ียวล�ำ้ กวา่ น�้ำลำ� คลอง
ตอ่ มา คลองบางใหญไ่ ด้มีการปรับเสน้ ทางที่คดเคีย้ ว มีการขุดปรับแนวคลองใหต้ รงไมค่ ดเคย้ี ว สะดวกใน
การเดินทางของเรือขนาดใหญ่ จึงมีเรือยนต์โดยสารขนาดใหญ่สองช้ันเดินทางรับ - ส่ง ผู้โดยสารระหว่าง
กรุงเทพฯ - สุพรรณบุรี ผ่านคลองบางกอกน้อย คลองแม่น้�ำอ้อม เข้าคลองบางใหญ่ไปออกแม่น�้ำท่าจีนท่ี
บา้ นลานตากฟ้า อ�ำเภอนครชัยศรี อำ� เภอบางเลน จังหวดั นครปฐม อำ� เภอสองพี่นอ้ ง และอ�ำเภอเมืองสพุ รรณบรุ ี
จังหวดั สพุ รรณบุรี
คลองบางใหญ่ (พ.ศ. ๒๕๕๒)
นนทบุรีศรีมหานคร 109
คลองโยง
คลองโยง เปน็ คลองทเ่ี ชอ่ื มตอ่ จากคลองบางใหญไ่ ปบรรจบแมน่ ำ้� ทา่ จนี ทบ่ี า้ นลานตากฟา้ อำ� เภอนครชยั ศรี
จังหวัดนครปฐม ปลายคลองบางใหญ่ บริเวณบ้านใหม่ก่อนถึงบ้านลานตากฟ้า เป็นส่วนท่ีต้ืนเขินมากในช่วง
หน้าแล้งจะมีน�้ำน้อย ถ้าเป็นเรือเล็กก็พอจะถ่อค้�ำไปได้ด้วยแรงคน แต่ถ้าเป็นเรือใหญ่ผ่านไปมาล�ำบากมาก
ตอ้ งใชค้ วายลากเรอื ไปตามลำ� คลอง เมอ่ื มเี รอื หลายลำ� จงึ มกี ารนำ� เรอื เหลา่ นน้ั ผกู โยงตอ่ ๆ กนั แลว้ ใชค้ วายหลายตวั
ชว่ ยกนั ลากเรอื ในขณะเดยี วกนั คนบนเรอื จะใชเ้ ชอื กผกู กบั หลกั หรอื ตน้ ไมด้ า้ นหนา้ แลว้ โยงมาผกู กบั เรอื คนบนเรอื
ช่วยกนั ดงึ เชอื กลากไปข้างหน้าพรอ้ มกับควายท่กี ำ� ลังลากเรอื ดว้ ย ชาวบ้านจึงเรียกคลองนว้ี า่ คลองโยง
ตอ่ มาพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ใหข้ ดุ คลองทววี ฒั นา เชอ่ื มคลองภาษเี จรญิ
กบั คลองมหาสวสั ดิ์ จากนนั้ มกี ารขดุ คลองทววี ฒั นาตอ่ จากคลองมหาสวสั ดม์ิ าบรรจบคลองโยงเปน็ สแี่ ยกคลองโยง
ทำ� ใหก้ ระแสน้�ำไหลผา่ นคลองโยง คลองบางใหญ่มีปรมิ าณมากข้ึน อกี ทัง้ มกี ารขดุ คลองบางใหญใ่ ห้เปน็ คลองตรง
ไมค่ ดเคย้ี วเหมอื นเดมิ ทำ� ใหค้ ลองโยงมนี ำ้� มากขนึ้ ดว้ ย ปญั หาการตน้ื เขนิ ของคลองโยงจงึ ลดไป การใชค้ วายลากเรอื
จงึ ไม่จำ� เปน็ ต้องใช้อีกต่อไป
คลองโยง (พ.ศ. ๒๕๕๒)
110 นนทบรุ ศี รีมหานคร
การใช้ควายลากเรือที่คลองโยงมีมาแต่โบราณ สุนทรภู่เมื่อเดินทางไปสุพรรณบุรี เม่ือ พ.ศ. ๒๓๘๔ ได้
กล่าวถึงคลองโยงและควายลากเรือท่ีคลองโยงไวใ้ นโคลงนิราศสพุ รรณ ดงั น้ี
ล้วนยา่ นบ้านวัดรา้ ง เรอื นโรง
ตกท่งุ ถึงคลองโยง หย่อมไม้
วัดใหมธ่ งทองโถง ทตี่ ิด ต้ืนแฮ
ควายลาก ฝากเชือกไขว ้ เคลอ่ื นคลอ้ ยลอยเลน
สนุ ทรภู่ ไดก้ ลา่ วถึงสภาพการเดินทางเมื่อมาถงึ คลองโยงในนริ าศพระประธม ดังนี้
มีบา้ นช่องสองฝั่งชือ่ บางเชอื ก ล้วนตมเปอื กเปรอะประสวะไสว
มเี รือนอ้ ยลอยคล่อง ค่อยล่องไป ท่ีเรือใหญโ่ ป้งโล้งตอ้ งโยงควาย
เวทนากาสรตอ้ งถอนถีบ เขาตรี ีบเร่งไปนา่ ใจหาย
ถึงแสนชาตมิ าเกดิ กำ� เนิดกาย อยา่ เปน็ ควายรบั จา้ งท่ที างโยง
ควายทลี่ ากเรอื ทค่ี ลองโยงตอ้ งใชแ้ รงอยา่ งมาก และเปน็ งานหนกั ยง่ิ กวา่ การไถนา เพราะควายตอ้ งลากเรอื
ที่หนักมากและต้องเดินลุยไปในโคลนตม การก้าวย่างของควายในโคลนตมที่ลึกจนแทบจะยกขาไม่ข้ึน ย่ิงท�ำให้
ควายตอ้ งใชพ้ ละกำ� ลงั มากขนึ้ และเหนด็ เหนอื่ ยยง่ิ นกั อกี ทงั้ โดนเฆย่ี นตจี ากคนเพอ่ื ใหเ้ ดนิ ลยุ โคลนไปขา้ งหนา้ ดว้ ย
ความเหนือ่ ยยากแสนสาหสั สุนทรภู่ ได้กล่าวถงึ ทุกข์ของควายลากเรือที่คลองโยงในโคลงนริ าศสพุ รรณไว้ดงั น้ี
คนขี่ตีต้อนเรง่ รนั ควาย
ถอนถบี กบี กอม ตะกาย โก่งโก้
เหน่อื ยนกั ชกั เชอื กหงาย แหงนเบ่ิง เบือนแฮ
คนหวดปวดป่วนโอ้ สะอกึ เต้นเผ่นโผน
ทกุ ขใ์ ดในโลกล้น ล้�ำเหลือ
ไม่เทา่ ควายลากเรอื รับจา้ ง
หอบฮกั จักขเุ จอื เจ่งิ ชมุ่ ชลแฮ
มนุษยด์ จุ ติดค้าง เฆีย่ นเรา้ เอาเงนิ
สงั เวชเหตุดว้ ยทรพั ย์ ศฤงคาร
พาสตั ว์วฏั สงสาร โศกเศรา้
ตรวดน้�ำร�ำ่ ศลี ทาน ทั่วสัตว์ สวัสดิ์เอย
จงสุขทุกคำ่� เช้า ชาติพ้นชนมาน
นนทบรุ ศี รมี หานคร 111
คลองโยงได้ใช้ควายลากเรือมาแต่โบราณ และเป็นที่รู้จักของผู้คนท้ังหลาย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั หมอบรัดเลย์ได้จัดพิมพห์ นงั สือ อักขราภิธานศรับท์ พ.ศ. ๒๔๑๖ ไดอ้ ธบิ ายความหมาย
ของ “โยง” ตอนหนงึ่ ว่า “...เหมือนอยา่ งทีค่ ลองโยง เขาผูกเรอื ติดเนื่องกนั ใหค้ วายมันลากไปนัน้ ” การอา้ งถงึ
คลองโยงดงั กล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า เมอื่ พ.ศ. ๒๔๑๖ น้นั คลองโยงยงั ต้องใชค้ วายลากเรอื อยู่
ตอ่ มาพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ใหข้ ดุ คลองทววี ฒั นามาถงึ คลองโยง กระแสนำ้�
จากคลองทวีวัฒนาพัดพาน�้ำจากคลองมหาสวัสด์ิเข้ามาท�ำให้คลองโยง คลองบางใหญ่มีน้�ำมากขึ้น การโยงเรือ
ด้วยควายจึงเลิกไปเมื่อมีการขุดคลองบางใหญ่ให้ตรงไม่คดเค้ียว การต้ืนเขินของล�ำคลองจึงหมดไป ปัจจุบัน
กรมชลประทานได้ท�ำประตูน้�ำท้ังท่ีปากคลองบางใหญ่ อ�ำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และท่ีคลองโยงบรรจบ
แม่น้�ำท่าจีนท่ีบ้านลานตากฟ้า อ�ำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม การสัญจรทางน้�ำของชาวบ้านเปล่ียนแปลง
ไปแทบจะไมม่ เี รอื ไปมาในคลองแห่งนี้
ปัจจุบันมีการสร้างประตูระบายน้�ำที่ปากคลองบางใหญ่ ใกล้ส�ำนักงานเทศบาลต�ำบลบ้านบางม่วง
อำ� เภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และท่ีปากคลองโยงบรรจบแม่น้�ำท่าจีนท่ีวัดลานตากฟ้า อ�ำเภอนครชัยศรี
จังหวัดนครปฐม ท�ำให้สามารถกักเก็บน�้ำไว้ได้ตลอดปี อีกทั้งมีการขุดลอกคลองโยง คลองบางใหญ่ และ
คลองทวีวัฒนาอย่ตู ลอดเวลา จึงท�ำให้ปัญหาการต้ืนเขินของคลองโยงหมดไป คลองโยงในปัจจุบันเป็นคลองท่ี
มีความส�ำคัญต่อการท�ำการเกษตรของเกษตรกรในจังหวดั นนทบรุ ี และจังหวัดนครปฐม
ประตรู ะบายน้ำ� ทปี่ ากคลองบางใหญ่ (พ.ศ. ๒๕๕๒)
112 นนทบรุ ศี รมี หานคร
ประตรู ะบายน้ำ� ปากคลองโยง ทก่ี �ำลังก่อสร้าง สว่ นทบ่ี รรจบแม่น้ำ� ท่าจนี
ท่บี ้านลานตากฟา้ อ�ำเภอนครชยั ศรี จงั หวัดนครปฐม (พ.ศ. ๒๕๕๒)
คลองบางบวั ทอง
คลองบางบัวทองเป็นคลองสาขาของแม่น�้ำเจ้าพระยา ปากคลองแยกจากแม่น้�ำเจ้าพระยาไปทาง
ทิศตะวันตก ฝั่งใต้ของปากคลองบางบัวทอง อยู่ในเขตต�ำบลท่าอิฐ อ�ำเภอปากเกร็ด ฝั่งเหนือของปากคลอง
คลองบางบวั ทอง อยใู่ นเขตตำ� บลออ้ มเกรด็ จงั หวดั นนทบรุ ี ปลายคลองอยใู่ นเขตอำ� เภอบางบวั ทอง จงั หวดั นนทบรุ ี
สองฝั่งคลองบางบัวทองเป็นท่ีลุ่ม แต่เดิมมามีบัวขึ้นอยู่เต็มไปหมดท่ัวพื้นที่สองฝั่งคลอง จึงเป็นที่มาของ
ช่ือคลองบางบัวทอง คลองบางบัวทองยาวประมาณ ๖.๘ กโิ ลเมตร ปลายคลองบรรจบกับคลองลำ� โพ ท่เี ป็นที่ต้ัง
โรงพยาบาลบางบัวทองในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๓๓ มีการขุดคลองพระราชาพิมลแยกจากปลายคลองบางบัวทอง
ไปทางทิศตะวันตกบรรจบกับแม่น�้ำท่าจีนท่ีอ�ำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม คลองบางบัวทองจึงเป็นคลองท่ีมี
ความสำ� คัญทงั้ ดา้ นการคมนาคม และการเกษตรกรรม
คลองบางบวั ทอง
นนทบรุ ศี รีมหานคร 113
คลองทววี ฒั นา
คลองทวีวฒั นา
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)
เป็นแม่กองขุดคลองทวีวัฒนา เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๒๑ เป็นคลองที่ขดุ เช่อื มคลองภาษีเจริญ และคลองมหาสวัสด์ิ
ต่อมาได้มีการขุดคลองทวีวัฒนามาตัดกับคลองโยงท่ีสี่แยกคลองโยง จากน้ันได้ขุดต่อไปทางอำ� เภอไทรน้อย
จังหวดั นนทบรุ ี
คลองนราภิรมย์
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จ้าพระยาสุรวงศไ์ วยวัฒน์ (วร บุนนาค) เปน็
แมก่ องขดุ คลองนราภริ มย์ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๒๑ ถงึ พ.ศ. ๒๔๒๓ คลองนราภริ มยเ์ ออื้ ประโยชนต์ อ่ เกษตรกรในจงั หวดั
นนทบรุ แี ละจังหวัดนครปฐมในการท�ำนาทำ� สวนเป็นอยา่ งมาก
คลองนราภิรมย์
114 นนทบรุ ีศรีมหานคร
คลองพระราชาพิมล หรือคลองพระพมิ ล
คลองพระราชาพมิ ล หรอื คลองพระพมิ ล เปน็ คลอง
ขุดท่ีมีบทบาทส�ำคัญท้ังทางด้านการคมนาคม และ
การเกษตรของผู้คนในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม และ
พระนครศรอี ยธุ ยา พระราชาภมิ ณฑ์ (เพง็ ) ไดร้ บั พระบรม
ราชานุญาตให้ขดุ คลอง เม่อื พ.ศ. ๒๔๓๓ ขุดจากปลาย
คลองบางบัวทอง ตรงบริเวณท่ีต้งั โรงพยาบาลบางบัวทอง
ในปัจจุบันไปทางทิศตะวันตก ไปบรรจบกับแม่น้�ำท่าจีน
ที่อ�ำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เรม่ิ ขดุ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๓๓
เป็นคลองกวา้ ง ๓ วา ลึก ๕ ศอก แตก่ ารขดุ คลองยงั ไมแ่ ลว้
เสร็จ ขดุ ไปได้ประมาณ ๒๐ กโิ ลเมตร ถงึ บรเิ วณวัดยอด
พระพิมล ต�ำบลขุนศรี อ�ำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี
พระราชาภมิ ณฑ์ถึงแก่กรรม การขดุ คลองจึงยตุ ลิ ง จนถงึ
วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พันเอกพระยาพหล
พลพยหุ เสนา หวั หนา้ คณะราษฎรและอดตี นายกรฐั มนตรี
ได้เดินทางมาร่วมพิธีเก่ียวข้าว และประกวดพันธุ์ข้าวที่
อ�ำเภอบางบวั ทอง จงั หวดั นนทบรุ ี การเดนิ ทางของหวั หนา้
คณะราษฎร และอดีตนายกรัฐมนตรีคร้ังน้ันได้รับความ
ล�ำบากมาก เนอ่ื งจากการตน้ื เขนิ ของคลองพระราชาพมิ ล
หลังจากน้ันพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาจึงสั่งให้
กรมชลประทานด�ำเนินการขุดคลองพระราชาพิมลให้ลึก
และกว้างกว่าเดิม และให้ขุดต่อไปบรรจบแม่น้�ำท่าจีนที่
อ�ำเภอบางเลน จังหวดั นครปฐม
คลองพระราชาพมิ ลมคี วามยาว ๓๑.๕๐ กโิ ลเมตร คลองพระราชาพิมล
มกี ารขดุ คลองแยกจากคลองพระราชาพมิ ลอกี หลายคลอง
เชน่ คลองขนุ ศรี คลองลากคอ้ น คลองบางภาษี คลองมะสง
เป็นต้น คลองพระราชาพิมลจึงเป็นคลองสายหลักท่ีผ่าน
อ�ำเภอบางบวั ทอง อำ� เภอไทรนอ้ ย จงั หวดั นนทบุรี และ
อำ� เภอบางเลน จังหวัดนครปฐม
กรมชลประทานได้สร้างประตูน้�ำบางบัวทอง ที่อ�ำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และท่ีปลายคลอง
พระราชาพิมล ที่อ�ำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ท�ำให้สามารถกักเก็บน�้ำไว้ในคลองพระราชาพิมลได้ตลอดปี
ท�ำให้เกิดประโยชน์การท�ำนา ท�ำสวนของเกษตรกรในอ�ำเภอบางบัวทอง อ�ำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี และ
อ�ำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เปน็ อย่างมาก
นนทบุรีศรมี หานคร 115
คลองประปา
คลองประปาเมอ่ื แรกขดุ ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ใหก้ รมสขุ าภบิ าล
ขุดคลองประปาเพ่ือให้ราษฎรได้มีน�้ำสะอาดใช้บริโภคในพระนคร โปรดให้ว่าจ้างช่างชาวฝร่ังเศสมาส�ำรวจเพื่อ
ด�ำเนินการขุดคลองต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๔๖ งานขุดคลองได้เร่ิมลงมือท�ำในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ โดยท�ำ
ทก่ี กั เกบ็ นำ้� จากแมน่ ำ�้ เจา้ พระยาทว่ี ดั สำ� แล จงั หวดั ปทมุ ธานี อนั เปน็ เขตพนื้ ทนี่ ำ�้ เคม็ ทกุ ฤดกู าลขน้ึ ไมถ่ งึ คลองประปา
เมื่อแรกขุดได้ขดุ ผา่ นพนื้ ทขี่ องอำ� เภอปากเกรด็ และอำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี จังหวดั นนทบรุ ี ไปสู่กรงุ เทพฯ ขณะนั้น
เขตจงั หวัดนนทบรุ ที างดา้ นตะวนั ออกเลยคลองประปาไปจดคลองเปรมประชากร
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนจังหวัดนนทบุรี และจังหวัดพระนคร ให้ต�ำบลทุ่งสองห้อง ต�ำบลสีกัน
อ�ำเภอปากเกร็ด และต�ำบลลาดโตนด อ�ำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ไปข้ึนกับจังหวัดพระนคร (ก่อนจะ
เปล่ียนเปน็ กรงุ เทพฯ) โดยใหค้ ลองประปาเปน็ แนวแบ่งเขตของจังหวัดนนทบรุ ีกับกรุงเทพมหานคร ฝัง่ ตะวันตก
ของคลองประปาอยูเ่ ขตจงั หวดั นนทบุรี ฝั่งตะวนั ออกคลองประปาอยู่ในเขตกรุงเทพฯ
คลองประปาสายใหม่
ปัจจุบันการประปานครหลวงได้ขุดคลองประปาสายใหม่ทางตะวันตกผ่านอ�ำเภอไทรน้อย อ�ำเภอ
บางบวั ทอง อ�ำเภอบางใหญ่ และอ�ำเภอบางกรวย จังหวดั นนทบุรี ไปทโ่ี รงผลิตน�ำ้ ประปามหาสวัสดิ์ คลองประปา
เปน็ คลองทขี่ ดุ ขน้ึ เพอื่ ใชป้ ระโยชนใ์ นการประปาเทา่ นนั้ ซงึ่ ตา่ งจากคลองอนื่ ๆ ทใ่ี ชป้ ระโยชนใ์ นการคมนาคมและ
การเกษตร บรรยากาศตลอดสองฝ่ังคลองประปาจงึ มกี ารดแู ลรักษาอย่างเป็นระเบียบและสะอาด
คลองประปาสายใหม่ในชว่ งพ้นื ทอ่ี ำ� เภอบางใหญ่ อยูฝ่ ่งั ตะวันตกของแมน่ ้ำ� เจ้าพระยา
๕
คชวมุ ามชนหนลนากทหบลรุ าแี ยลขะอองาผชคู้พี น
เมอื งนนทบรุ ี ความหลากหลายของผคู้ นและชมุ ชน
ผลติ ผลของพหสุ ังคม
ดว้ ยภมู นิ เิ วศทต่ี ง้ั ของเมอื งนนทบรุ เี ปน็ พน้ื ทที่ อี่ ดุ มสมบรู ณ์ มแี หลง่ นำ�้ และพชื พนั ธ์ุ ธญั ญาหาร ในนำ้� มปี ลา
ในนามีขา้ ว จึงทำ� ให้เปน็ พ้ืนที่ที่ดงึ ดูดผู้คนหลากหลายชาติพนั ธุ์เข้ามาอยูอ่ าศยั และท�ำมาหากนิ อยู่ในนนทบรุ ี
ต�ำแหนง่ ทต่ี งั้ ของเมืองนนทบรุ ีท่ีเป็นท่ตี ัง้ ด่านและป้อมปราการ ตงั้ แต่สมัยอยุธยาถงึ สมัยตน้ รัตนโกสนิ ทร์
ในภาวะคับขันหลังเสียเมืองแก่พม่า เม่ือ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระมหากษัตริย์ไทยโปรดเกล้าฯ ให้คนมอญมาดูแล
รกั ษาดา่ นเพื่อความมั่นคงของชาติ ตอ่ มาภายหลังการปอ้ งกันบา้ นเมืองเปลี่ยนระบบไป ด่านคงทำ� หนา้ ท่ีเฉพาะ
การเก็บภาษี คนจีนท�ำหน้าท่ีเป็นนายอากรบ่อนเบ้ีย คนมอญท�ำหน้าที่ท�ำอิฐมอญ และท�ำนาร่วมกับชาวไทย
มสุ ลมิ ทมี่ าอยเู่ มอื งนนทบรุ ี และมนี วิ าสสถานใกลช้ มุ ชนมอญ อกี ทง้ั มชี าวลาว เขมร ซาว ขมุ มารว่ มทำ� นาอยอู่ าศยั
ในเมอื งนนทบุรี เพื่อไว้เปน็ เสบียงหากมีศกึ เขา้ มารกุ ราน
แม้ในยามที่บ้านเมืองสงบ มีการเปิดพื้นที่ท่ีอุดมสมบูรณ์ของเมืองนนทบุรีเป็นแหล่งผลิตข้าว ผัก ผลไม้
เกิดเรือกสวน ไร่นา ขยายพ้ืนท่ีมากข้ึน ล้วนเป็นปัจจัยน�ำผู้คนทั้งไทย มอญ จีน ญวน ไทยมุสลิม จ�ำนวนมาก
เข้ามาประกอบการทำ� มาหากินในเมืองนนทบุรีมากย่งิ ข้ึน
คนไทยพ้ืนถ่ินท่รี อบรู้ในการเกษตร ได้ท�ำสวน ทำ� นา จนท�ำใหเ้ มืองนนทบุรเี ปน็ แหลง่ ผลไมร้ สเลศิ และ
แหลง่ ปลกู ขา้ วทม่ี พี นื้ ทกี่ วา้ งใหญไ่ พศาล โดยมคี นมอญและไทยอสิ ลาม ไดร้ ว่ มกนั บกุ เบกิ พฒั นาแหลง่ ปลกู ขา้ วดงั กลา่ ว
คนมอญท่ีมีความถนัดในการท�ำเครื่องปั้นดินเผาได้ช่วยกันท�ำเครื่องปั้นจนท�ำให้เมืองนนทบุรีเป็นแหล่งผลิต
เคร่ืองปั้นดินเผาแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ คนจีนที่มีความถนัดในการค้าขายและการท�ำสวนผัก ท�ำให้
เมอื งนนทบรุ เี ปน็ แหลง่ คา้ ขา้ ว และคา้ ผกั แหลง่ ใหญ่ นำ� พาใหเ้ กดิ เศรษฐกจิ รดุ หนา้ พฒั นาเมอื งนนทบรุ ใี หเ้ จรญิ กา้ วไกล
ในความเป็นคนเมืองนนท์ ซ่งึ ประกอบด้วยผ้คู นหลากหลายชาตพิ นั ธเุ์ ปน็ พหุสงั คม แต่ละกลุ่มชนต่างทำ�
หน้าท่ีตามแบบแผน ขนบธรรมเนียมประเพณี และความศรัทธาในวัฒนธรรมท่ีตนสังกัด กลุ่มชนใดมีความเช่ือ
มคี วามศรัทธา มีภาษา ประเพณี พิธีกรรม อย่างใด กป็ ระพฤตปิ ฏิบัติตามจารตี วฒั นธรรม และความศรทั ธาของ
ตนเองเชน่ นนั้ ดงั กลา่ วนค้ี อื สสี นั ทป่ี ระดบั อยใู่ นพหสุ งั คมนเิ วศวฒั นธรรมของคนเมอื งนนทบรุ ที ม่ี ผี คู้ นอยคู่ ละปะปนกนั
และร้อยประสานบทบาทของแต่ละกลุ่มชนมารวมกันเป็นคนนนทบุรีได้อย่างดีและงดงาม แม้เร่ืองราวของกลุ่ม
ผู้คนแต่ละชาติพันธุ์ท่ีเป็นคนเมืองนนท์ มีประวัติความเป็นมา มีวัฒนธรรม มีความศรัทธาแตกต่างกันไปตาม
ครรลองของแตล่ ะชาตพิ นั ธ์ุ แตค่ วามผดิ แผกแตกตา่ งกลบั กลายเปน็ เสมอื น “แผน่ จก๊ิ ซอว”์ เมอื่ นำ� มาตอ่ ประสาน
กันแล้ว ชว่ ยให้เกดิ เป็นภาพใหญ่ท่ีเป็นความงดงามของเมืองนนทบุรี
จากการศึกษาประวัติศาสตรข์ องจงั หวัดนนทบุรีและจากการออกสำ� รวจชมุ ชนต่าง ๆ ในจังหวดั นนทบุรี
พบว่า มผี คู้ นหลายกลุ่มหลายภาษาอาศยั อยูใ่ นชุมชนต่าง ๆ ในจงั หวดั นนทบุรี ซึง่ มที งั้ ไทย มอญ จีน ไทยมสุ ลิม
ญวน และลาว
สาเหตุท่ีมีผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์นอกจากไทยพ้ืนถ่ินที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนนทบุรีอยู่แล้ว ผู้คนกลุ่ม
ชาตพิ นั ธอ์ุ น่ื ๆ ทม่ี าอยใู่ นจงั หวดั นนทบรุ สี ว่ นใหญม่ กั จะมสี าเหตมุ าจากสงคราม โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ คนมอญทตี่ อ้ ง
118 นนทบรุ ศี รีมหานคร
อพยพล้ีภัยจากการรุกรานของพม่าท่ีเข้ายึดครองแผ่นดินมอญ แม้คนจีนส่วนหน่ึงที่อพยพเข้ามาอยู่ประเทศไทย
เพราะเกิดสงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคก๊กมินต๋ัง ผู้คนเหล่านี้เมื่อเข้ามาอยู่ในจังหวัดนนทบุรี
จะตงั้ บ้านเรอื นอยเู่ ป็นกลุ่ม ๆ ของตนและเปน็ ชุมชนหรือเป็นยา่ น ๆ มีวดั หรอื ศาสนสถานของตน
แต่มีผู้คนบางกลุ่มท่ีเข้ามาอยู่ในจังหวัดนนทบุรีเพ่ือหาแหล่งที่ท�ำมาหากิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม่ือมีการ
เปดิ พน้ื ทที่ ำ� นาทท่ี งุ่ บางบวั ทอง อำ� เภอบางบวั ทอง และปา่ กระทมุ่ มดื อำ� เภอไทรนอ้ ย ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๔๓๓ เปน็ ตน้ มา
ประกอบกับไทยมีนโยบายเปิดค้าข้าวให้แก่ต่างประเทศ และส่งเสริมให้คนไทยท�ำนามากข้ึน ยกเลิกระบบไพร่
ท่ชี ายไทยไมต่ ้องถูกเกณฑ์เข้าท�ำงาน ทำ� ใหม้ ผี คู้ นหล่ังไหลไปจับจองที่ดินบกุ เบิกทำ� นากันมาก ซ่งึ มีทงั้ ไทย มอญ
จนี ไทยมสุ ลิม และญวน
ข้อความบางสว่ นและแผนท่ีจากเอกสารจดหมายเหตสุ มยั รชั กาลท่ี ๕
ทีร่ าษฎรขอจบั จองทนี่ า มีทงั้ มอญและมุสลิม
นนทบุรีศรมี หานคร 119
เม่ือมีผู้คนมาอยู่มากข้ึน มีการขยายชุมชน ชาวนา ชาวสวน และมีชาวจีนมาค้าขายตามหมู่บ้าน และ
ข้ึนล่องค้าขายตามแมน่ ้ำ� เจ้าพระยา และล�ำคลองตา่ ง ๆ ท่ีเชอ่ื มเขา้ สชู่ มุ ชนตา่ ง ๆ ด้วย เกดิ โรงสีขา้ วกระจายอยู่
ตามชมุ ชนชาวนา เกดิ ตลาดตามรมิ แมน่ ้ำ� เจา้ พระยา และบริเวณปากคลองต่าง ๆ ในจังหวัดนนทบุรี ชาวจีนจึงมี
แทรกอยตู่ ามชมุ ชนตา่ ง ๆ ในยา่ นชมุ ชน หรอื ชมุ ทางทางนำ้� เชน่ บรเิ วณปากคลองทเี่ ชอื่ มกบั ลำ� นำ�้ หรอื คลองสายหลกั
มีร้านคา้ หรอื แพค้าขายของคนจนี ยา่ นเหล่าน้ตี อ่ มาได้พัฒนาเปน็ ตลาด หรือเปน็ ยา่ นชมุ ชนเมือง
ศนู ย์กลางของชมุ ชนของไทย มอญ คอื วัด เพราะคนไทยและคนมอญ นบั ถอื ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท
เชน่ เดยี วกนั จะมวี ดั ในชมุ ชนของตน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ สองฝง่ั แมน่ ำ�้ เจา้ พระยา และสองฝง่ั คลองในจงั หวดั นนทบรุ ี
จงึ มวี ัดทีส่ วยงามสร้างไว้มากมายทกุ ชุมชน
ในชมุ ชนชาวจีนมีศาลเจ้าและวัดจนี นิกายที่สวยงามอยใู่ นชมุ ชนจนี
ชมุ ชนไทยมสุ ลมิ มมี สั ยดิ อยใู่ นชมุ ชนไทยมสุ ลมิ ในอำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี อำ� เภอปากเกรด็ อำ� เภอบางบวั ทอง
และอำ� เภอไทรนอ้ ย
ชุมชนญวน มีโบสถ์ท่ีวัดพระแม่สกลสงเคราะห์ อ�ำเภอบางบัวทอง และวัดพระแม่มหาการุณย์ อ�ำเภอ
ปากเกรด็ จังหวดั นนทบรุ ี
มอญเมืองนนท์
หลงั จากการลม่ สลายของกรงุ ศรอี ยุธยา เมอื่ พ.ศ. ๒๓๑๐ และในชว่ งเวลาไมน่ านสมเด็จพระเจา้ ตากสิน
มหาราชทรงน�ำกองก�ำลังกู้ชาติขับไล่กองทัพพม่าออกจากราชอาณาจักรสยาม ทรงสถาปนากรุงธนบุรีข้ึนเป็น
ราชธานีของสยาม ในช่วงเวลาเดียวกันนี้คนมอญที่ต้องสูญสิ้นเอกราชด้วยกองทัพพม่าได้ยึดราชอาณาจักรมอญ
เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๐๐ เผาผลาญทำ� ลายบ้านเมอื งมอญจนหมดสิ้น ต่อมาพมา่ ได้เกณฑ์มอญใหม้ าทำ� เส้นทางเดนิ ทพั
และสะสมเสบยี งอาหารเพอ่ื จะเตรยี มเขา้ บกุ ทำ� ลายกรงุ ธนบรุ ี โดยใหพ้ ญาเจง่ หวั หนา้ มอญ คมุ กองมอญมาทำ� ทาง
และสะสมเสบยี งอาหาร
ขณะทกี่ องมอญต้องมาทำ� งานรับใชพ้ มา่ ทหารพมา่ เขา้ คกุ คามท�ำเขญ็ แกบ่ รรดาครอบครวั มอญท่อี ย่ตู าม
ชมุ ชนมอญ พญาเจ่งและกองมอญที่ถกู พมา่ เกณฑไ์ ปท�ำทางและสะสมเสบียงจงึ รวมตวั กันกลับ และร่วมกนั ขบั ไล่
กองทหารพมา่ ทยี่ ดึ ครองเมอื งมอญไว้ พญาเจง่ สามารถยดึ เมอื งตา่ ง ๆ ของมอญได้ แตพ่ มา่ ไดส้ ง่ กำ� ลงั กองทพั ใหญ่
มากำ� จดั กองกำ� ลงั กชู้ าตขิ องมอญ พญาเจง่ จงึ ตอ้ งนำ� กองกำ� ลงั มอญซงึ่ นอ้ ยกวา่ พมา่ เขา้ มาพง่ึ พระบรมโพธสิ มภาร
สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๗ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบบั พระราชหตั ถเลขา เลม่ ๒
หนา้ ๑๘๗ ไดบ้ นั ทึกไว้ ดงั น้ี
“...ฝา่ ยขา้ งกรงุ รตั นปรุ ะองั วะ พระเจา้ มงั ระทราบวา่ กรงุ ไทย พระยาตาก ตงั้ ตวั ขน้ึ เปน็ พระเจา้ แผน่ ดนิ
สร้างเมืองบางกอกข้ึนใหม่เป็นราชธานีใหญ่แทนกรุงศรีอยุธยา ซ่ึงพินาศฉิบหาย นั้น กลับต้ังตัวต่อรบ
จงึ ทรงพระดำ� รวิ า่ จะละไวช้ า้ มไิ ด้ ไทยจะมกี ำ� ลงั กำ� เรบิ มากขนึ้ จำ� จะแตง่ กองทพั ใหญใ่ หไ้ ปตปี ราบปรามเสยี สน้ิ
เสี้ยนหนามราบคาบ อย่าให้แผ่นดินไทยต้ังตัวเป็นปึกแผ่นแน่นหนาขึ้นได้สืบไปภายหน้า จึงให้แพกิจจา
120 นนทบุรีศรมี หานคร
คมุ ทหารพมา่ ๕๐๐ ถอื หนงั สอื รบั สง่ั ลงมาถงึ ปะกนั หวนุ่ เจา้ เมอื งเมาะตะมะใหเ้ กณฑพ์ ลรามญั เมอื งเมาะตะมะ
๓,๐๐๐ เข้ากองแพกิจจาเป็นนายทัพยกไปท�ำทางและตั้งค่ายปลูกยุ้งฉางที่ต�ำบลสามสบท่าดินแดง จัดแจง
ขนเสบียงอาหารผ่อนไปไว้ก่อน แล้วภายหลังจึงจะให้กองทัพใหญ่ยกไปตีเอาเมืองบางกอกซึ่งต้ังข้ึนใหม่น้ัน
จงได้ แลปะกันหวุ่นให้เกณฑ์คนรามัญเมืองเมาะตะมะและเมืองข้ึน ๑๒ เมือง เป็นคน ๓๐๐ ให้พญาเจ่ง
พระยาอู่ ตะละเสย้ี ง ตะละเกลบ็ คมุ มา กองแพกจิ จานายทพั แพกจิ จากย็ กทพั มา ณ สามสบทา่ ดนิ แดง จดั แจง
การทงั้ ปวงตามรบั สงั่ พระเจา้ องั วะ ฝา่ ยปะกนั หวนุ่ เจา้ เมอื งเมาะตะมะ ใหเ้ รง่ รดั เกบ็ เอาทองเงนิ แกค่ รอบครวั
สมงิ รามญั และไพรพ่ ลเมอื งทง้ั ปวงไดร้ บั ความลำ� บากยากแคน้ บา้ งหลบหนมี าบอกกนั ยงั กองทพั และนาย กอง
รามัญท้ังปวงก็โกรธว่าพม่าข่มเหง เบียดเบียน ครอบครัวข้างหลัง จึงชวนกันคิดกบฏฆ่าแพกิจจานายทัพ
กบั ทัง่ ไพรพ่ ลพม่า ๕๐๐ เสยี ทงั้ ส้นิ ทท่ี ่าดินแดง แล้วยกกองทพั กลบั ไปยงั เมืองเมาะตะมะ และบรรดารามัญ
นายไพร่ ท่อี ยูท่ ่เี มืองเมาะตะมะ และเมอื งขน้ึ ทั้งปวงนั้นกพ็ ร้อมใจเขา้ ด้วยกันทง้ั สิ้น ชวนกันยกข้ึนปลน้ เมือง
เมาะตะมะ ในเพลากลางคืนโห่เป็นเสียงไทย ปะกันหวุ่นและกรมการพม่าท้ังปวงตกใจไม่สู้รบ ท้ิงเมืองเสีย
ลงเรอื หนไี ปเมืองย่างกุ้ง แลว้ บอกข้นึ ไปถึงเมอื งอังวะวา่ มอญเมอื งเมาะตะมะกบฏสน้ิ ทั้งเมอื ง
ฝา่ ยนายทพั นายกองสมงิ รามญั เมอื งเมาะตะมะ กย็ กกองทพั รามญั ตดิ ตามขนึ้ ไปตเี มอื งจติ ตอง เมอื ง
หงสาวดี แล้วยกเข้าตีเมืองย่างกุ้ง เข้าตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ แล้วยกเข้าปล้นไว้ได้ครึ่งหนึ่ง คร้ันพระเจ้าอังวะ
ทราบในหนงั สือบอก จงึ ใหอ้ ะแซหว่นุ กี้ถือพลพม่า ๑๐,๐๐๐ ยกลงมารบกบฏมอญ กองทัพหน้าอะแซหวุน่ กี้
กย็ กตดิ ตามลงมา รามญั ทง้ั ปวงเหน็ เหลอื กำ� ลงั จะสพู้ มา่ มไิ ดก้ ก็ วาดครอบครวั หนเี ขา้ มาพง่ึ พระบรมโพธสิ มภาร
ณ กรงุ พระมหานครศรอี ยธุ ยา แยกกนั เปน็ หลายพวกเขา้ มาทางดา่ นพระเจดยี ์ ๓ องคบ์ า้ ง ทางดา่ นเมอื งตากบา้ ง...
ฝ่ายพวกรามญั ซ่ึงหนีพม่ามานัน้ พญาเจ่ง ตะละเสยี้ ง ตะละเกล็บกับพระยากลางเมือง ซงึ่ หนีเข้ามา
ครง้ั กรงุ เก่า พม่าตีกรงุ ได้ ไดต้ ัวกลบั ไปและสมิงรามัญ นายไพร่ ทั้งปวงพาครอบครวั เข้ามาทกุ ด่านทุกทางให้
ขา้ หลวงไปรบั มาถงึ พระนครพรอ้ มกนั แลว้ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ งั้ บา้ นเรอื นอยแู่ ขวงเมอื งนนทบ์ า้ ง
เมอื งสามโคกบา้ ง แตฉ่ กรรจจ์ ดั ได้ ๓,๐๐๐ โปรดใหห้ ลวงบำ� เรอภกั ดิ์ ครงั้ กรงุ เกา่ เปน็ เชอ้ื รามญั ใหเ้ ปน็ พระยา
รามัญวงศ์ เรียกวา่ จกั รมี อญ ควบคุมกองมอญใหม่ท้งั ส้นิ และโปรดใหพ้ ระราชทานตราภูมิคมุ้ ห้ามสรรพากร
ขนอนตลาดทง้ั ปวง ใหค้ ้าขายทำ� กนิ เปน็ สขุ ...”
สดม่านเดขจ็นพอรนะเเจม้าตืองานกสนินทมบหุรีาราชโปรดเกล้าฯ ให้คนมอญมาอยทู่ ี่
การตงั้ บา้ นเรอื นของคนมอญทเี่ ขา้ มาพงึ่ พระบรมโพธสิ มภารครง้ั น้ี สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช โปรดเกลา้ ฯ
ใหพ้ ญาเจ่ง และมอญที่อพยพมาได้ตงั้ บา้ นเรือนอยทู่ ย่ี า่ นปากคลองบางตลาด บ้านบางตลาด และบ้านทา่ ทราย
เมอื งนนทบุรี ซ่งึ เป็นทีต่ ง้ั ด่านขนอนของกรุงศรอี ยุธยามาก่อน อีกท้ังยงั เป็นยา่ นของชุมชนมอญมากอ่ นตงั้ แตค่ ร้ัง
สมยั อยธุ ยาเชน่ กนั และเปน็ ท่ตี ง้ั วดั ในชุมชนมอญ เชน่ วดั เชิงทา่ วดั หน้าโบสถ์ วดั ชมภูเวก วดั ต�ำหนักใต้ เป็นตน้
มอญทำ� หนา้ ที่เปน็ นายดา่ น และจดั สง่ เสบียงให้กรุงธนบุรี
ด่านขนอนบ้านปากเกร็ด เมืองนนทบุรีเป็นด่านที่มีความส�ำคัญต่อกรุงธนบุรี โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเร่ือง
ความม่ันคงของกรุงธนบรุ ี พมา่ มคี วามช�ำนาญเส้นทางเดินทพั มาตกี รงุ ศรีอยุธยา เพ่ือความม่ันคง ปลอดภัยของ
กรุงธนบรุ ี จึงโปรดเกล้าฯ ใหค้ นมอญท่ีอพยพเข้ามาพ่ึงพระบรมโพธิสมภาร ท่ีมีพญาเจง่ เป็นหวั หน้า มาเฝ้าดา่ นท่ี
เมืองนนทบรุ ี และตง้ั บา้ นเรือนตามริมแม่น�้ำเจ้าพระยา จากเมอื งนนทบุรีถึงเมอื งสามโคก (ปทมุ ธานี)
นนทบรุ ศี รีมหานคร 121
มอญเมืองนนทบุรีมีหน้าท่ีต้องท�ำนาส่งเสบียงให้กรุงธนบุรีด้วย เนื่องจากในช่วงแรกการต้ังกรุงธนบุรีน้ัน
บา้ นเมอื งยงั ไมส่ งบสขุ เกดิ ขา้ วยากหมากแพง คนมอญเมอื งนนทใ์ นชว่ งเวลานน้ั นอกจากมหี นา้ ทเี่ ปน็ นายดา่ นแลว้
ยังมหี น้าทีท่ �ำนาส่งเสบยี งใหก้ รงุ ธนบุรดี ว้ ย
พญาเจ่งหวั หนา้ มอญท่นี ำ� ครอบครัวมอญเขา้ มาพง่ึ พระบรมโพธิสมภารคร้งั สมยั ธนบรุ ีน้นั ในรชั กาล
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช โปรดเกลา้ ฯ พระราชทานบรรดาศกั ดเ์ิ ปน็ เจา้ พระยามหาโยธา
ตำ� แหนง่ จกั รมี อญ ตน้ ตระกลู คชเสนี ตงั้ บา้ นเรอื นอยทู่ บ่ี า้ นทา่ ทราย เมอื งนนทบรุ ี ไดบ้ รู ณะวดั เชงิ ทา่ วดั หนา้ โบสถ์
จังหวัดนนทบรุ ี บตุ รชายของทา่ นช่ือ ทอเรี่ยะ ไดร้ บั ต�ำแหน่งจกั รมี อญ และได้รบั พระราชทาน บรรดาศักดิ์
เจ้าพระยามหาโยธา ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจ้าอย่หู ัว
บรเิ วณตำ� บลทา่ ทราย ตำ� บลบางกระสอ อำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี ตอ่ เนอ่ื งไปถงึ อำ� เภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบรุ ี
เกดิ เป็นชมุ ชนมอญใหญ่ขนึ้ ในเวลาตอ่ มา แม้เมอ่ื มกี ารตั้งท่ีทำ� การเมอื งนนทบรุ ี นายเนียม คนมอญ ได้รบั แต่งตง้ั
เปน็ ปลัดเมือง ดูแลคนมอญคู่กับปลดั เมอื งฝา่ ยไทยทมี่ บี รรดาศักดิ์ ดังน้ี พระสยามนนทเขตขยนั ดูแลปกครอง
คนไทย พระรามัญนนทเขตคดี ดูแลปกครองคนมอญ ต่อมาเมื่อตั้งอ�ำเภอบ้านแหลมใหญ่ และเกาะศาลากุน
พระรามญั นนทเขตคดี ไดร้ บั แตง่ ตง้ั เปน็ นายอำ� เภอบา้ นแหลมใหญ่ และเกาะศาลากนุ ตอ่ มาอำ� เภอบา้ นแหลมใหญ่
และเกาะศาลากุนได้เปล่ียนชื่อเป็นอ�ำเภอปากเกร็ด พระรามัญนนทเขตคดีได้เป็นนายอ�ำเภอคนแรกของอ�ำเภอ
ปากเกรด็
โปรดเกลา้ ฯ พระราชทานสมณศักดิ์พระสงฆม์ อญรามญั นกิ าย
พระสงฆ์มอญในจังหวัดนนทบุรี ได้รับพระราชทานสมณศักด์ิเป็นพระราชาคณะฝ่ายรามัญนิกาย ได้แก่
พระสเุ มธาจารย์ (ตำ� แหนง่ พระสงั ฆราชา อธบิ ดสี งฆฝ์ า่ ยรามญั นกิ าย) พระคณุ วงศ์ พระรามญั มนุ ี พระสเุ มธมนุ ี
พระไตรสรณธัช พระธรรมวิสารทะ เปน็ ต้น
ปจั จบุ นั ชมุ ชนมอญในจงั หวดั นนทบรุ มี ที ตี่ ำ� บลทา่ ทราย อำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี ตำ� บลเกาะเกรด็ ตำ� บลบางตลาด
ต�ำบลคลองเกลอื ต�ำบลบางพดู ตำ� บลปากเกร็ด ต�ำบลบางตะไนย์ ตำ� บลคลองพระอุดม อำ� เภอปากเกรด็ ต�ำบล
ไทรน้อย ต�ำบลไทรใหญ่ ต�ำบลขนุ ศรี อำ� เภอไทรน้อย จังหวดั นนทบรุ ี
จนี นนทบุรี
คนจนี ไดม้ าอยทู่ เี่ มอื งนนทบรุ ตี งั้ แตเ่ มอ่ื ใด เปน็ เรอื่ งยากหากจะระบถุ งึ ปที ชี่ าวจนี มาอยใู่ นแผน่ ดนิ นนทบรุ ี
แตจ่ ากประวตั ขิ องจงั หวดั นนทบรุ ที เ่ี คยเปน็ แหลง่ การคา้ มาตง้ั แตส่ มยั อยธุ ยาตอนตน้ ดว้ ยเปน็ ทต่ี ง้ั ของตลาดแกว้
และตลาดขวัญ ย่านการค้าท่ีส�ำคัญของเมืองนนทบุรีทั้งสองแห่งน้ีสันนิษฐานว่า มีชาวจีนค้าขายอยู่ท่ีตลาดท้ัง
๒ แห่งนี้อยู่แล้ว เมื่อตลาดขวัญได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองนนทบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๒ ตลาดขวัญจึงได้เป็น
ยา่ นการคา้ ท่ีสำ� คญั ย่ิงข้นึ
122 นนทบรุ ีศรมี หานคร
ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๒๔๓ - ๒๓๐๙ ปลายสมัยอยุธยา มีคณะทูตสยามเดินทางไปจีน ทั้งท่ีเป็นทูต
ทางการ อย่างนอ้ ย ๑๒ คณะ และคณะทูตก่ึงทางการอีก ๔ คณะ เฉลยี่ ประมาณ ๔ ปตี ่อคร้ัง ทงั้ นีก้ ารเดินทาง
ไปจีนของคณะทูตสยามมีความถ่ีมากพอควร ขณะเดียวกันมีส�ำเภาจากจีนเดินทางมาสยามด้วย ทั้งในนาม
ราชสำ� นกั จนี และเอกชนทต่ี อ้ งการแสวงหาแหลง่ คา้ ขาย และทท่ี ำ� มาหากนิ โดยเฉพาะชาวจนี จากมณฑลฮกเกย้ี น
และกวางตงุ้ ทถ่ี กู บีบบงั คบั ทางเศรษฐกิจอยา่ งมาก
เน่ืองจากชาวจีนท่ีเดินทางออกนอกประเทศส่วนใหญ่เป็นแต่เพียงสามัญชน หรือเป็นพ่อค้านักแสวงโชค
เมือ่ มาอยตู่ ามหัวเมืองต่าง ๆ ในเมอื งสยาม จึงไม่มกี ารบันทึกหรอื ปรากฏเปน็ หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรโ์ ดยตรง
เวน้ แตจ่ ะมเี หตกุ ารณท์ พ่ี าดพงิ กบั ทางราชการหรอื ราชสำ� นกั สยาม จงึ จะมปี รากฏเปน็ หลกั ฐาน หรอื มกี ารกลา่ วถงึ
ชาวจนี นนทบรุ คี งมีถ่นิ ที่อยูอ่ ันเป็นย่านการค้านอกจากท่ีตลาดแก้วและตลาดขวญั แล้ว ชาวจนี ต้ังถน่ิ ฐาน
อยทู่ ด่ี า่ นขนอน บ้านปากเกร็ดอันเปน็ ทช่ี ุมนมุ ของเรอื สนิ คา้ ท้ังของสยามและของตา่ งชาตมิ าตง้ั แต่สมัยอยธุ ยา
ในสมยั ธนบรุ ถี งึ สมยั ตน้ รตั นโกสนิ ทร์ ชาวจนี จำ� นวนมากไดเ้ ดนิ ทางมาอยปู่ ระเทศไทย ในรชั กาลพระบาท
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ชาวจีนจ�ำนวนมากได้ประกอบการค้าท้ังภายในประเทศไทย และระหว่าง
ประเทศไทยและจีน พ่อค้าจีนจ�ำนวนมากมีบทบาทรับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์และราชส�ำนัก และได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดช์ิ ั้นสูงของไทย
จีนกุนเป็นพ่อค้าชาวจีนท่ีมีอาชีพค้าขายสินค้าระหว่างไทยและจีน ได้มารวบรวมสินค้าของไทยท่ีด่าน
ขนอนบา้ นปากเกรด็ เมอื งนนทบรุ เี พอ่ื นำ� ไปขายทป่ี ระเทศจนี จนี กนุ เปน็ บตุ รจนี กยุ่ ซง่ึ เปน็ พอ่ คา้ จนี คา้ ขายสนิ คา้
ระหวา่ งไทยและจนี มาเปน็ เวลายาวนานถงึ ๓ รชั กาล ตง้ั แตร่ ชั สมยั สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช พระบาทสมเดจ็
พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช และพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลัย
จีนกุนได้ท�ำการค้าต่อมาจากบิดา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ พระราชทาน
บรรดาศักด์ิ เจา้ พระยารัตนาธิเบศร์ เปน็ ต้นสกุล รัตนกุล
เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ มีส�ำเภาขนส่งสินค้าหลายล�ำ สินค้าส่วนหนึ่งมีผู้น�ำมาจ�ำหน่ายที่ด่านขนอนบ้าน
ปากเกรด็ เจา้ พระยารตั นาธเิ บศรจ์ งึ นำ� สำ� เภาไปจอดรอรบั ซอ้ื สนิ คา้ ทด่ี า่ นขนอนบา้ นปากเกรด็ ไดส้ รา้ งศาลาหลงั ใหญ่
ไวท้ างดา้ นใตข้ องเกาะเกรด็ ใกลด้ า่ นขนอน ปากเกรด็ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ทพ่ี กั สนิ คา้ ทพี่ กั คนงาน รวมทงั้ เปน็ ทจี่ อดสำ� เภา
ศาลาแหง่ น้ีจงึ เรียกว่า ศาลาจีนกุน หรอื ศาลากุน และไดเ้ ป็นช่อื เกาะศาลากนุ กอ่ นทจ่ี ะมาเรยี กวา่ เกาะเกรด็
ดังเช่นปจั จบุ นั นี้
ดา่ นขนอนพัฒนาเปน็ ย่านการคา้
ด่านขนอนบ้านปากเกร็ดไม่ได้ท�ำหน้าที่เพียงด่านเพ่ือตรวจสิ่งของต้องห้ามหรือเก็บภาษีสินค้าเท่านั้น
แตด่ า่ นขนอนบา้ นปากเกรด็ ไดพ้ ฒั นาเปน็ ยา่ นการคา้ “บา้ นบางตลาด” คนจนี คา้ ขายสนิ คา้ เครอ่ื งอปุ โภค บรโิ ภค
ที่ตลาดบางตลาดอย่างเป็นล�่ำเป็นสัน มีทั้งค้าขายในเรือและบนเรือนแพ การค้าขายคึกคักด้วยเป็นที่ชุมนุม
ของส�ำเภาท้ังของคนไทย ของคนจีน และส�ำเภาของชาวตา่ งชาตอิ ่นื ๆ
สถานท่ีตั้งด่านขนอนแห่งน้ีในปัจจุบันอยู่ในเขตพ้ืนท่ีของต�ำบลท่าทราย อ�ำเภอเมืองนนทบุรี และต�ำบล
บางตลาด อ�ำเภอปากเกรด็ จงั หวัดนนทบุรี
นนทบุรศี รมี หานคร 123
คนจีนเปน็ นายด่าน
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงท�ำการค้ากับจีน ทรงเห็นความรอบรู้ความสามารถของคนจีน
ในการท�ำธรุ กิจการคา้ ด้านตา่ ง ๆ เม่ือมคี นจีนเสนอขอประมูลการจดั เก็บภาษดี ่านขนอน โปรดเกล้าฯ ให้คนจีน
ประมูลการเก็บภาษีท่ีด่านขนอนบ้านปากเกร็ด ดังปรากฏหลักฐานในนิราศทวารวดีของหลวงจักรปาณี (ฤกษ์)
ไดก้ ลา่ วถึงคนจนี ทีเ่ ปน็ เจ้าภาษีทีด่ ่านขนอน บา้ นปากเกร็ด เม่ือ พ.ศ. ๒๔๐๔ ดังนี้
ปากเตรจ็ ปากเตรร่ อ้ ง หาใคร
เตร็จเตรียบทีเ่ ตร็จไกล เตรห่ อ้ ง
มาโหยคระหนใน คลองเคลอื ก แลแม่
เทีย่ วเตร็จเตร่เร่รอ้ ง ร�่ำไหห้ าสมร
ออกคลองลแุ หล่งเจา้ ภาษี
จนี เรียกเบิกเรือต ี แตฆ่ ้อง
รับทรวงพี่โสก ี คงคู่ ฆ้องเอย
จะใครเ่ บิกทุกขร์ ้อน เรียกเจ้าในใจ
คนจนี นอกจากประมลู เปน็ เจา้ ภาษที ดี่ า่ นขนอนบา้ นปากเกรด็ แลว้ คนจนี ยงั ประมลู ไดเ้ ปน็ นายอากรบอ่ นเบย้ี
อกี ด้วย ในเมอื งนนทบรุ ีมีโรงบ่อนอย่ใู นยา่ นชุมชน เช่น ตลาดขวัญ ตลาดปากเกรด็ เป็นตน้
โรงยาฝน่ิ เป็นอกี กิจการหนง่ึ ที่คนจีนขออนญุ าตเปิดโรงยาฝิ่นในชุมชน โดยเสยี ภาษีแกท่ างราชการ
คนจนี จงึ เขา้ มามบี ทบาทในการคา้ และในกระบวนการจัดเก็บภาษีในรูปแบบของ “เจา้ ภาษี” ในจังหวดั
นนทบรุ อี ยา่ งกวา้ งขวางยง่ิ ขนึ้ คนจนี ดงั กลา่ วนจ้ี งึ มบี ทบาททงั้ ทางดา้ นการคา้ ขายสว่ นบคุ คล และการดำ� เนนิ ธรุ กจิ
บางประการของราชการ
เมอื งนนทบุรีในชว่ ง พ.ศ. ๒๔๕๘ มีดา่ นซงึ่ มหี น้าทเ่ี กบ็ ภาษีอากรท่ีเป็นด่านใหญ่ และดา่ นย่อย ดังนี้
๑. ด่านใหญป่ ากคลองอ้อม ๒. ดา่ นบางเขน
๓. ด่านยอ่ ยปากคลองมหาสวสั ด ์ิ ๔. ดา่ นย่อยปากคลองบางใหญ่
๕. ดา่ นยอ่ ยคลองบ้านแหลม ๖. ดา่ นยอ่ ยคลองบางบวั ทอง
๗. ด่านย่อยปากคลองลดั เกรด็ ๘. ดา่ นยอ่ ยบางพดู
๙. ดา่ นยอ่ ยปากคลองบางสที อง
ด่านท่ีกล่าวข้างต้นนี้มีนายอากรเป็นชาวจีนดูแลรับผิดชอบการจัดเก็บภาษี ในย่านท่ีเป็นท่ีต้ังด่านจึงมี
ครอบครวั จีนอย่ใู นบริเวณทีต่ ้ังด่านและมีลูกหลานทายาทสืบตอ่ มาจนถึงปัจจบุ นั นี้
124 นนทบรุ ีศรีมหานคร
จีนฮวด คนจนี ได้เปน็ นายอ�ำเภอตลาดขวัญคนแรก
พระอินทรเทพบดี ศรีสมุห ข้าหลวงรักษาราชการเมืองนนทบุรี ได้ท�ำหนังสือรายงานกิจการของ
เมอื งนนทบรุ ี ทูลถวายพระเจา้ น้องยาเธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดกี ระทรวงนครบาล ตามหนงั สอื ลงวันท่ี
๑ ธันวาคม ร.ศ. ๑๑๘ ไดก้ ล่าวถึงนายอำ� เภอตลาดขวัญท่ีเปน็ จีน ดังนี้
“อำ� เภอตลาดขวญั หรอื อำ� เภอเมอื ง จนี ฮวดเปน็ กรมการอ�ำเภอ ต้ังอย่ทู ่ีตำ� บลบางสร้อยทอง...”
จนี จงผรู้ บั เหมาสรา้ งทว่ี า่ การอำ� เภอบางบวั ทอง อำ� เภอบางใหญ่
เมื่อทางราชการได้อนุมัติให้สร้างที่ว่าการอ�ำเภอบางบัวทอง และอ�ำเภอบางใหญ่ (อ�ำเภอบางกรวยเดิม
เรยี กว่า อ�ำเภอบางใหญ)่ เมือ่ พ.ศ. ๒๔๔๕ จนี จงเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ดังปรากฏในใบบอกทหี่ ลวงวิสูตรบริหาร
ขา้ หลวงรกั ษาราชการเมอื งนนทบรุ ี ทลู เกลา้ ฯ รายงานพระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธ์ิ เสนาบดกี ระทรวง
นครบาล ตามหนงั สือ ท่ี ๓๓๗/๒๔๑๙ วันที่ ๓๑ ตลุ าคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๒๑
“...ขา้ พระพุทธเจา้ เห็นดว้ ยเกล้าฯ ดังน้ี จึงไดจ้ ดั หาชา่ งปลูกสรา้ งทีว่ า่ การ ๒ ตำ� บลน้ี จนี จงนายช่าง
ขอรบั เหมาทำ� ตามแปลนท่ีโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานข้ึนไปน้ัน เปน็ ราคาหลงั ละ ๒๐๐๐ บาท ๒ หลงั ๔๐๐๐
บาท แลรบั ทำ� ใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในก�ำหนด ๓ เดอื น นบั ตั้งแต่วันไดร้ บั เงนิ ล่วงหน้าของงวดที่ ๑ เปน็ ต้นไป...”
นายอ�ำเภอบางบวั ทองคนที่ ๒ เป็นคนจีน
เมอ่ื มกี ารจดั ตง้ั อำ� เภอบางบวั ทอง เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๔๒ มะธมั มะตาหรอื หลวงวถิ ผี ดงุ ชน คนมอญไดร้ บั แตง่ ตง้ั
เป็นนายอ�ำเภอบางบัวทองคนแรก ตอ่ มาหลวงบุเรศผดุงกิจ คนจีนซ่งึ เปน็ นายอากรมาก่อน ได้รบั แตง่ ตัง้ เปน็
นายอำ� เภอบางบัวทองคนที่สอง
ชาวจนี ทเี่ ขา้ มาอยใู่ นจงั หวดั นนทบรุ ใี นชว่ งสมยั รชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั สว่ นใหญ่
อยใู่ นอ�ำเภอตลาดขวัญ (อำ� เภอเมอื งนนทบุร)ี ตลาดปากเกรด็ บา้ นบางตลาด อ�ำเภอปากเกรด็ อำ� เภอบางบวั ทอง
บางสว่ นไปคา้ ขายอยทู่ บี่ า้ นจนี อำ� เภอบางกรวย ซงึ่ ปจั จบุ นั คอื บรเิ วณชมุ ชนวดั ไทยเจรญิ อำ� เภอบางกรวย จงั หวดั
นนทบรุ ี
ชมุ ชนจนี ขนาดใหญท่ อี่ ยใู่ นจงั หวดั นนทบรุ ตี ง้ั แตส่ มยั ตน้ รตั นโกสนิ ทร์ คอื ทต่ี ลาดขวญั และตลาดแกว้ ตอ่ มา
เกิดตลาดทด่ี า่ นขนอนบ้านปากเกรด็ หรือท่ีเรยี กทัว่ ไปว่า ตลาดบางตลาด อ�ำเภอปากเกรด็ และตลาดปากเกร็ด
เป็นตลาดริมแม่น�ำ้ เจา้ พระยา มีเรือนแพค้าขายตามริมแมน่ �้ำจากวัดสนามเหนอื ถึงหนา้ วัดบอ่ ตลาดปากเกรด็ ได้
พฒั นาเปน็ ยา่ นการคา้ ทใี่ หญใ่ นรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เปน็ ทต่ี งั้ ทว่ี า่ การอำ� เภอปากเกรด็
และอำ� เภอบางบวั ทอง (กอ่ นที่จะแยกมาตง้ั ทว่ี า่ การอ�ำเภอบางบัวทอง เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๔๕) ตลาดปากเกร็ด ชาวจีน
ไดส้ รา้ งศาลเจา้ ปนุ เถา้ กงมา่ และศาลเจา้ แมท่ บั ทมิ อกี ทง้ั มโี รงบอ่ นทชี่ าวจนี ไดร้ บั อนญุ าตใหต้ งั้ ทอ่ี ำ� เภอปากเกรด็ ดว้ ย
ชมุ ชนจนี ทต่ี ลาดขวญั ใตว้ ดั ทา้ ยเมอื ง อ�ำเภอเมอื งนนทบรุ ี เปน็ ตลาดของชมุ ชนชาวจนี ทค่ี งสบื ตอ่ การเปน็
ย่านการค้าอยา่ งต่อเนื่องสบื มา
นนทบรุ ีศรีมหานคร 125
คนจนี หลงั่ ไหลอพยพมาอยนู่ นทบรุ มี ากขนึ้ เมอื่ ขยายพนื้ ทที่ ำ� นา
ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๔๓๓ - ๒๔๔๒ คนจนี ไดม้ าทำ� หนา้ ทร่ี บั เหมาขดุ คลองทอ่ี ำ� เภอบางบวั ทอง พระราชาภมิ ณฑ์ (เพง็ )
ไดร้ บั พระบรมราชานญุ าตใหข้ ดุ คลองเชอื่ มแมน่ ำ�้ เจา้ พระยาจากปลายคลองบางบวั ทอง ไปบรรจบกบั แมน่ ้�ำทา่ จนี
ทอี่ ำ� เภอบางเลน จงั หวัดนครปฐม
ชาวจนี จำ� นวนหนงึ่ เปน็ ผรู้ บั เหมาขดุ คลองพระราชาพมิ ล จงึ เรมิ่ มชี าวจนี อพยพมาอยทู่ อี่ ำ� เภอบางบวั ทองมากขนึ้
จากนน้ั มกี ารขดุ คลองในบรเิ วณนอี้ กี หลายคลอง จนเกดิ เปน็ แหลง่ ทำ� นาแหลง่ ใหญข่ องจงั หวดั นนทบรุ ใี นพนื้ ทขี่ องอำ� เภอ
บางบวั ทอง อำ� เภอไทรนอ้ ย อำ� เภอบางใหญ่ และในอำ� เภอบางเลน จงั หวดั นครปฐม อำ� เภอลาดหลมุ แกว้ จงั หวดั ปทมุ ธานี
ชาวจีนท่ีอยู่ท่อี �ำเภอปากเกร็ด ตลาดปากเกรด็ และทีด่ ่านขนอนบา้ นปากเกรด็ จงึ ยา้ ยแหล่งทอ่ี ยอู่ าศยั มา
อยู่ท่ีอ�ำเภอบางบัวทองมากข้ึน รวมท้งั คนจีนจากกรงุ เทพฯ และที่เพง่ิ อพยพมาจากประเทศจนี ได้มาอยู่ที่อ�ำเภอ
บางบัวทองเพมิ่ มากข้ึนอย่างรวดเร็ว
เมื่อพ้นื ทที่ างตะวันตกของจงั หวัดนนทบรุ ตี งั้ แต่คลองมหาสวัสดิ์ ในเขตอำ� เภอบางกรวย ตอ่ เนือ่ งมาทาง
ทศิ เหนอื ในดา้ นตะวนั ตกของอำ� เภอบางใหญ่ ถงึ อำ� เภอบางบวั ทอง และอำ� เภอไทรนอ้ ย ไดเ้ ปลย่ี นสภาพจากปา่ รก
เป็นนาข้าวทม่ี ีพื้นที่กว้างใหญไ่ พศาลมาก คนจีนจ�ำนวนมากไดอ้ พยพมาอยทู่ ่ีอ�ำเภอบางบวั ทอง อำ� เภอบางใหญ่
และอ�ำเภอบางกรวย มากขน้ึ
ระหวา่ ง พ.ศ. ๒๔๖๐ - ๒๔๙๐ เป็นชว่ งเวลาทชี่ าวจนี อพยพมาอยูท่ ีอ่ ำ� เภอบางบัวทอง อ�ำเภอบางใหญ่
มากทสี่ ดุ ทงั้ นเี้ นอ่ื งจากปญั หาการบรหิ ารบา้ นเมอื งของจนี และปญั หาเรอ่ื งการตกตำ่� ทางเศรษฐกจิ ของจนี ทำ� ใหช้ าว
จนี จำ� นวนมากยา้ ยถน่ิ ฐานทอ่ี ยเู่ ขา้ มาอยทู่ ปี่ ระเทศไทย ทจ่ี งั หวดั นนทบรุ มี ชี าวจนี มาอยจู่ ำ� นวนมาก เริ่มต้ังแต่มีการ
เปล่ยี นแผ่นดินในราชวงศใ์ หมข่ องจนี ซ่ึงเกิดข้นึ กอ่ น พ.ศ. ๒๔๗๐ และหลงั จาก พ.ศ. ๒๔๗๐ ประชาชนในมณฑล
ฮกเกยี้ นกวางตงุ้ เรม่ิ เผชญิ กบั ลทั ธกิ ารเมอื ง จากนน้ั เกดิ ปญั หาความขดั แยง้ ในประเทศจนี เกดิ ความเดอื ดรอ้ นทว่ั ไป
ทำ� ใหช้ าวจนี ได้อพยพออกนอกประเทศมากขน้ึ
พ.ศ. ๒๔๘๔ เกดิ สงครามมหาเอเชยี บรู พา และหลงั พ.ศ. ๒๔๘๘ คลน่ื มหาศาลของชาวจนี อพยพยงิ่ มมี ากขน้ึ
เม่ือเกิดสงครามกลางเมือง เกิดการรบพุ่งอย่างยืดเย้ือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋ง พรรค
คอมมวิ นสิ ตย์ ดึ ครองประเทศจนี ไดเ้ มอ่ื พ.ศ. ๒๔๙๒ ชว่ งนจ้ี งึ มชี าวจนี อพยพมาอยทู่ ป่ี ระเทศไทย ทจี่ งั หวดั นนทบรุ ี
ได้เปน็ แหลง่ อพยพของชาวจีนเขา้ มาอยู่อาศยั มากเช่นกนั โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ทอี่ ำ� เภอบางบัวทองมากทีส่ ดุ
ชาวจนี ที่อพยพมาอยู่ทจี่ งั หวดั นนทบุรสี ่วนใหญม่ ญี าตพิ ่ีนอ้ งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร หรอื ที่จงั หวัดนนทบุรี
ชาวจีนที่อพยพมาเหล่าน้ีมีอาชีพหลากหลาย เช่น ท�ำไร่ ท�ำสวนผัก ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างต่อเรือ อาชีพค้าขาย
รับซอื้ ขา้ วเปลอื ก เปน็ ต้น
คณุ ลักษณะทด่ี ีของชาวจีนในการพัฒนาตนเองและสงั คม
ชาวจนี ทอ่ี พยพมาตงั้ ถน่ิ ฐานอยใู่ นจงั หวดั นนทบรุ เี ปน็ ผทู้ ยี่ ดึ มนั่ ในอดุ มการณต์ ามคำ� สอนของขงจอื๊ ทสี่ อน
ให้คนจนี มรี ะเบียบวินัย โดยเฉพาะอย่างย่ิงความม่ันคงในการดำ� เนินชวี ิต ๓ ประการ
๑. ท�ำงานหนักและอดออมเพอื่ สะสมทนุ ไว้ส�ำหรบั น�ำไปขยายกิจการในภายหนา้ ใหเ้ จริญรงุ่ เรือง
๒. มคี วามซื่อสัตย์และภักดตี อ่ กนั อย่างแนน่ อนม่ันคงภายในครอบครัว และมีความกตญั ญูต่อผ้มู ีพระคณุ
๓. เสรมิ สรา้ งความมนั่ คงใหย้ าวนาน ดว้ ยการสนบั สนนุ บุตรหลานใหไ้ ด้รบั การศกึ ษาสงู ๆ เพอื่ สืบทอด
กิจการของตระกลู ให้มนั่ คงเจริญก้าวหน้าตอ่ ไป
126 นนทบุรีศรีมหานคร
ชมุ ชนชาวจีนในจังหวดั นนทบรุ ี
นับตง้ั แต่สมยั รัตนโกสินทร์ตอนตน้ เป็นตน้ มา เม่อื บ้านเมอื งสงบสขุ ชาวจีนไดเ้ ขา้ มาอยใู่ นจังหวัดนนทบรุ ี
ตอ่ เนอ่ื งมาจากสมยั อยธุ ยา บทบาทของชาวจนี ทเี่ กยี่ วกบั การคา้ ขายมบี ทบาทมากยงิ่ ขนึ้ กวา่ ในสมยั อยธุ ยา แตใ่ น
สมยั ต้นรัตนโกสินทร์ ชาวจีนนอกจากมีบทบาททางการคา้ แล้วชาวจีนยงั ท�ำหนา้ ทีเ่ ปน็ นายดา่ น เจ้าภาษอี กี ดว้ ย
ชาวจีนจงึ กระจายถ่ินฐานของตนเองไปอยตู่ ามชมุ ชนต่าง ๆ ในฐานะเป็นพอ่ คา้ ทแ่ี หล่งค้าขาย หรอื เปน็
พ่อคา้ เร่แลกเปล่ยี นสินค้า เชน่ แลกข้าว แลกมะพรา้ วกบั สนิ คา้ อุปโภคบรโิ ภคกับชาวนา ชาวสวนนนทบุรี เปน็ ตน้
อาชีพชาวจีน รับซอื้ ขา้ วเปลอื ก ทำ� กิจการโรงสี
ผลติ เครอื่ งมอื การเกษตร
กจิ การรบั ซอื้ ขา้ วเปลอื ก หรอื เรยี กกนั ทวั่ ไปวา่ “ตวงขา้ ว”
เปน็ อาชพี ของชาวจนี ในจงั หวดั นนทบรุ ี ชาวจนี ไม่นิยมประกอบ
อาชีพท�ำนา แต่มีความช�ำนาญในการรับซื้อ - ขายข้าวเปลือก
เมื่อถึงฤดูเก็บเก่ียวพ่อค้าจีนจะออกไปรับซ้ือข้าวเปลือกตาม
บา้ นเรือนของชาวนา ที่เรยี ก “ตวงข้าว”
เมอ่ื ชาวนาตวงขา้ วแลว้ พอ่ คา้ จนี จะนำ� ขา้ วเปลอื กทร่ี บั ซอ้ื
ไวไ้ ปขายใหโ้ รงสขี า้ วซง่ึ เจา้ ของโรงสขี า้ วเปน็ คนจนี
โรงสีข้าวในจังหวัดนนทบุรีจะมีอยู่ทุกอ�ำเภอของจังหวัด
นนทบุรี อำ� เภอบางบัวทอง และอ�ำเภอไทรนอ้ ย เป็นอ�ำเภอที่มี
โรงสีข้าวมากท่ีสุด อ�ำเภอบางใหญ่มีโรงสีข้าวย่านคลองบางใหญ่
บ้านบางคูลัด อ�ำเภอบางกรวย มีโรงสีขา้ วย่านคลองมหาสวสั ดิ์
อ�ำเภอเมอื งนนทบรุ ี และอำ� เภอปากเกร็ด มโี รงสีกระจายอยู่ริม
แมน่ �้ำเจา้ พระยา
อาชีพผลิตและค้าเครือ่ งมือการเกษตร เชน่ ระหดั วดิ นำ้�
สฝี ดั แครงวิดน้�ำ จอบ เสยี ม เคยี วเกย่ี วข้าว ฯลฯ เป็นอาชีพของ ใบโฆษณากจิ การคา้ ของคนจนี ทอ่ี �ำเภอบางบัวทอง
คนจีน ตลาดจ�ำหน่ายเครื่องมือการเกษตรแหล่งใหญ่ คือ ตลาด จังหวดั นนทบรุ ี เมอื่ พ.ศ. ๒๔๗๗
บางบัวทอง อ�ำเภอบางบัวทอง ตลาดบางคลู ัด อ�ำเภอบางใหญ่
ตลาดวดั มะเกลอื อำ� เภอไทรนอ้ ย จังหวัดนนทบุรี ทมี่ า: หลวงโยธีพทิ กั ษ.์ สมดุ ท่รี ะลกึ อำ� เภอบางบวั ทอง.
พระนคร: โรงพมิ พศ์ รหี งษ,์ ๒๔๗๗.
อาชพี เลี้ยงเป็ดเนอ้ื และเป็ดไข่เปน็ อาชพี ชาวจนี แตเ่ ดมิ มา
ชาวจีนบางใหญ่ และชาวจีนบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีความรู้ ความช�ำนาญในการเลี้ยงเป็ดทั้ง
เปด็ เน้อื และเป็ดไข่ รจู้ กั วธิ ีฟักไข่ และขายลูกเป็ด
นอกจากนั้นชาวจีนบางใหญ่มีความช�ำนาญในการท�ำอาหาร เป็ดพะโล้จึงท�ำให้ตลาดบางคูลัด อ�ำเภอ
บางใหญ่ เป็นแหล่งเป็ดพะโล้รสเลิศของจังหวดั นนทบรุ ี
นนทบุรีศรมี หานคร 127
ชาวจนี ไมไ่ ดส้ ังกัดระบบไพร่ จึงมอี ิสระในการทำ� การคา้
คนจีนท่มี าอย่ใู นพระราชอาณาจักรไทยตอ้ งเสยี ภาษีตา่ งดา้ วทเี่ รียกว่า “ผูกปี”้ ซง่ึ ตา่ งจากคนมอญ ลาว
เขมร ท่ีมาอยู่ในพระราชอาณาจักรไทยท่ีผู้ชายต้องสังกัดอยู่ในระบบ “ไพร่หลวง” ต้องสักเลขประจ�ำสังกัดท่ี
รับผิดชอบ ดังน้ันคนจีนจึงมีโอกาสประกอบอาชีพส่วนตัว แต่ต้องจ่ายภาษีต่างด้าว และไม่มีต้นสังกัด ชาวจีน
เมอ่ื แรกเขา้ มาอยใู่ นพระราชอาณาจกั รไทยจงึ ตอ้ งไปจดทะเบยี นตา่ งดา้ ว และชำ� ระภาษตี า่ งดา้ วใหแ้ กท่ างราชการ
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู วั โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกระบบไพร่และทาส และทรงสง่ เสริมให้
ราษฎร “ท�ำนา” มากย่งิ ขึ้น การปลกู ข้าวและการขยายพ้นื ทีป่ ลูกขา้ วจงึ เกดิ ขนึ้ มากในอำ� เภอบางบวั ทอง อำ� เภอ
ไทรนอ้ ย อำ� เภอบางใหญ่ อ�ำเภอบางกรวย อำ� เภอปากเกร็ด จงั หวดั นนทบรุ ี ชาวจนี ไดก้ ระจายไปอย่ตู ามชุมชน
ชาวนาในพน้ื ที่ดงั กลา่ วน้ีมากขน้ึ เพื่อรบั ซ้ือข้าวเปลือก หรอื แลกข้าว ด้วยการน�ำสนิ คา้ อุปโภคบริโภคมาแลกข้าว
ชาวจนี มักจะเรม่ิ มาต้ังบ้านเรอื นค้าขายไปเกอื บทกุ หมูบ่ ้าน และรวมตวั กันเป็นยา่ นการค้า จนเป็นตลาด
ในชุมชน และพัฒนาเป็นตลาดหรือย่านการค้าใหญ่ เช่นท่ีตลาดบางบัวทอง ตลาดปากเกร็ด ตลาดขวัญ ตลาด
บางใหญ่ ตลาดเทศบาลนครนนทบรุ ี เปน็ ตน้
คนจนี สว่ นหนง่ึ ไดแ้ ตง่ งานกบั คนไทยและคนมอญเกดิ ลกู หลานทถ่ี อื วา่ เปน็ คนไทย แตล่ กู หลานยงั คงมอี าชพี
คา้ ขายมากกวา่ ทจ่ี ะไปประกอบอาชพี อน่ื ทต่ี ลาดปากเกรด็ เปน็ ชมุ ชนจนี ทมี่ คี นจนี จำ� นวนมากแตง่ งานกบั คนมอญ
กิจกรรมเพอื่ สังคมสงเคราะหข์ องชาวจีนนนทบุรี
ชาวจีนในจังหวัดนนทบุรี ได้ร่วมมือกันท�ำกิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์สาธารณะ มีการจัดต้ังมูลนิธิ ได้แก่
มลู นธิ ปิ ากเกร็ด บางบัวทองมูลนธิ ิ สร้างศาลาประชาคม ศาลเจา้ โรงเจ วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนสุ รณ์ และ
โรงเรียน ได้แก่ โรงเรยี นมลู นธิ ปิ ากเกรด็ วิทยา ทอี่ �ำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบรุ ี เปน็ ต้น
ชาวจนี ทม่ี าอยใู่ นจงั หวดั นนทบรุ นี อกจากจะมอี าชพี หลกั ทางการคา้ ขายทว่ั ไปแลว้ ยงั มชี าวจนี จำ� นวนหนงึ่
ท่ีท�ำธุรกิจเก่ียวกับโรงสีข้าว การค้าข้าว และปลูกผัก อาชีพหรือธุรกิจดังกล่าวน้ีเป็นอาชีพหรือธุรกิจของคนจีน
เท่านั้น
ธุรกิจหลายอย่างนอกจากการค้าข้าว กิจการโรงสี การปลูกผัก ค้าขายผักแล้ว ยังมีธุรกิจการค้าอื่น ๆ
อกี มากมายทเ่ี ปน็ กจิ การของคนจนี ยกเวน้ การทำ� สวนผลไม้ การทำ� นา
ชมุ ชนชาวจนี ทใี่ หญม่ ากในจงั หวดั นนทบรุ ี ไดแ้ ก่ ชมุ ชนจนี ตลาดบางบวั ทอง อำ� เภอบางบวั ทอง ชมุ ชนจนี
ตลาดปากเกรด็ อ�ำเภอปากเกรด็ ชมุ ชนจีนตลาดบางคลู ัด ศนู ย์การคา้ บางใหญ่ อำ� เภอบางใหญ่ ชุมชนจนี ตลาด
เทศบาลนครนนทบรุ ี อำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี จงั หวดั นนทบรุ ี นอกจากชมุ ชนจนี ขนาดใหญด่ งั กลา่ ว ในจงั หวดั นนทบรุ ี
มชี มุ ชนจนี กระจายอยทู่ ว่ั ไปทตี่ ลาดตา่ ง ๆ ภายในจงั หวดั นนทบรุ ี เชน่ ทตี่ ลาดเทศบาลบางกรวย อำ� เภอบางกรวย
ตลาดเทศบาลไทรนอ้ ย อ�ำเภอไทรนอ้ ย จังหวัดนนทบุรี เป็นต้น
ชุมชนจีนบางบัวทองได้พัฒนาเป็นศูนย์รวมธุรกิจและการสังคมสงเคราะห์ของชาวจีนในจังหวัดนนทบุรี
และชุมชนจีนในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ชุมชนจีนอ�ำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ชุมชนจีนอ�ำเภอลาดหลุมแก้ว
จังหวดั ปทมุ ธานี เปน็ ตน้
ปัจจุบันนีท้ อี่ ำ� เภอบางกรวยเปน็ ทตี่ ้ังของสมาคมสหพันธ์การกศุ ล “เต็กก่า” แห่งประเทศไทย
128 นนทบุรศี รมี หานคร
เต็กก่า คือ องค์กรการกุศลหน่ึงของชุมชนชาวบ้านท่ีร่วมกันบ�ำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และส่งเสริม
การสร้างคุณธรรมจริยธรรมเพื่อพัฒนาจิตและสังคมมนุษย์ให้ด�ำเนินไปสู่สังคมคุณธรรม
หลักสิบบ�ำเพ็ญ และแปดบัญญัติเป็นวัตรปฏิบัติส�ำคัญของบรรดาชาวเต็กก่า
หลักสิบบ�ำเพ็ญ ถือเป็นหลักปรัชญาในการด�ำเนินชีวิตตามแนวทางค�ำสอนของขงจื๊อ เป็นหลักการใน
การสร้างคุณธรรม ได้แก่
ความกตัญญู - ได้ปรนนิบัติพ่อแม่ หม่ันเพียรทดแทนบุญคุณท่าน
ความรักพี่น้อง - มีน้�ำใจต่อกัน เคารพพ่ีไมตรีน้อง
ความจงรักภักดี - ปฏิบัติหน้าท่ีเต็มความสามารถ เทิดทูนชาติบ้านเมืองด้วยความภักดี
ความมีสัจจะ - มีสัจจะจริงใจ พูดจริงท�ำจริง
ความซ่ือสัตย์สุจริต - กระท�ำถูกต้องตามท�ำนองคลองธรรม ตั้งม่ันในคุณธรรม ความดีงาม
ความสมถะสันโดษ - ถือสันโดษด�ำรงชีวิตอย่างพอเพียง เรียบง่าย บริสุทธิ์สมถะละโลภ
ความละอายต่อความชั่ว - กายใจรู้ละอายบาปชั่ว ละความทุจริต กาย วาจา ใจ
ความมีมนุษยธรรม - มีเมตตาการุณย์จิต ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
ความมีสติปัญญา - พึงต้องฉลาดเฉลียว หม่ันศึกษาหาความรู้
นอกจากหลักสิบบ�ำเพ็ญแล้ว ชาวเต็กก่าจะต้องด�ำเนินชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแปดประการ คือ
ไม่ฉ้อฉลข่มเหง ไม่ปลิ้นปล้อนหลอกลวง
ไม่โลภโมโทสัน ไม่โกหกมดเท็จ
ไม่เย่อหย่ิงจองหอง ไม่เกียจคร้าน เฉ่ือยชา
ไม่พาลโทษโกรธเกลียด ไม่เคียดแค้นชิงชัง
อาคารสมาคมการกุศล “เต็กก่า” แหง่ ประเทศไทย ท่ีอ�ำเภอบางกรวย จงั หวดั นนทบรุ ี
นนทบุรศี รีมหานคร 129
ชมุ ชนญวนในจงั หวัดนนทบุรี
ชาวญวนไดเ้ ขา้ มาตง้ั ถน่ิ ฐานอยทู่ อ่ี ำ� เภอบางบวั ทอง จงั หวดั นนทบรุ ี เมอ่ื ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๓ เปน็ ตน้ มา
ชาวญวนเหล่านี้เดิมอยู่ท่ีบ้านญวนสามเสน กรุงเทพฯ บรรพบุรุษเป็นคนญวนท่ีเข้ามาอยู่ประเทศไทยในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจ้าอยหู่ ัวและคนญวนดงั กลา่ วนนี้ บั ถอื ศาสนาคริสต์นกิ ายคาทอลิก
เมอื่ พระราชาภมิ ณฑเ์ รม่ิ ขดุ คลองพระราชาพมิ ล แยกจากปลายคลองบางบวั ทองบรเิ วณทเี่ ปน็ โรงพยาบาล
บางบวั ทองปจั จบุ นั ตรงไปทางตะวนั ตก ผา่ นอ�ำเภอไทรนอ้ ยไปบรรจบแมน่ ้�ำทา่ จนี ทอ่ี ำ� เภอบางเลนจงั หวดั นครปฐม
และให้ราษฎรได้เข้าจับจองทด่ี ินสองฝั่งคลองทข่ี ดุ ใหม่
กลมุ่ ชาวญวนไดจ้ บั จองทดี่ นิ บรเิ วณสองฝง่ั ของปากคลองพระราชาพมิ ล นายบาและนางหา้ ง พนั ธมุ จนิ ดา
ได้เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณปากคลองพระราชาพิมลแปลงใหญ่ ได้บริจาคที่ดินที่อยู่ปากคลองพระราชาพิมล
ดา้ นเหนอื จำ� นวน ๙ ไร่ ใหแ้ กร่ าชการเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๕๘ เพอ่ื สรา้ งทวี่ า่ การอำ� เภอบางบวั ทอง และสถานตี ำ� รวจภธู ร
อำ� เภอบางบัวทอง
ชาวญวนคาทอลิกจากอ�ำเภอสองพ่ีน้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้อพยพมาอยู่ในชุมชนญวนบางบัวทองอีก
หลายครอบครัว ทำ� ให้ชมุ ชนญวนบางบวั ทองขยายเปน็ ชุมชนใหญ่ ตระกูลพนั ธมุ จนิ ดา ผวิ เกลี้ยง ชจู ติ ต์ สังขรัตน์
บญุ ลาภ เปน็ ตน้ เปน็ ครอบครวั ชาวไทยเชอ้ื สายญวนทม่ี าอยใู่ นชมุ ชนญวนบางบวั ทอง ในระยะแรกทมี่ ชี มุ ชนญวน
ในจังหวดั นนทบุรี
เมอ่ื เจา้ พระยาวรพงศพ์ พิ ฒั น์ (ม.ร.ว. เยน็ อศิ รเสนา) เปดิ การเดนิ รถไฟบรษิ ทั รถไฟสายบางบวั ทอง คนญวน
ไดเ้ ขา้ มาอยใู่ นตลาดบางบวั ทองมากขน้ึ นายบาและนางหา้ ง พนั ธมุ จนิ ดา ไดส้ รา้ งตลาดขนาดใหญบ่ นพน้ื ทแี่ ปลงใหญ่
ทางฝ่ังเหนือของคลองพระราชาพมิ ล ตรงข้ามสถานีรถไฟบางบวั ทอง และตลาดเจา้ พระยาวรพงศพ์ พิ ัฒน์ ช่วงน้ี
มชี าวญวนมาอยทู่ ต่ี ลาดบางบวั ทองมากขนึ้ ชาวญวนเหลา่ นสี้ ว่ นใหญม่ สี ญั ชาตไิ ทย สามารถเปน็ ผถู้ อื ครองทด่ี นิ ได้
แต่ไม่มีผู้ใดประกอบอาชีพท�ำนา ส่วนใหญ่ชาวญวนมีอาชีพค้าขายและเล้ียงหมูเพื่อส่งขายเน้ือหมูที่ตลาด
บางบัวทอง
ส�ำหรับศูนย์รวมศรัทธาของชาวญวนคาทอลิกในระยะแรกยังไม่มีโบสถ์ส�ำหรับปฏิบัติศาสนกิจ แต่มี
บาทหลวงจากวัดที่สามเสน กรุงเทพฯ ได้เดินทางมาโปรดศีลล้างบาปให้แก่คริสต์ศาสนิกชนท่ีชุมชนชาวญวนที่
บางบัวทอง ต้งั แต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ เปน็ ต้นมา
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๗ มกี ารสรา้ งวดั พระแมส่ กลสงเคราะห์ทางทา้ ยตลาดบางบัวทอง ชาวญวนและชาวจีน
ในยา่ นตลาดบางบัวทองไดม้ ีศาสนสถานส�ำหรับประกอบศาสนกิจได้
วัดพระแม่สกลสงเคราะห์ได้จัดต้ังหมู่บ้านพลมารี* ใกล้วัดพระแม่สกลสงเคราะห์ ชุมชนชาวญวนแห่ง
นี้จึงอยู่ในย่านการค้าของอ�ำเภอบางบัวทอง มีโรงเรียนพระแม่สกลสงเคราะห์เป็นสถานศึกษาท่ีด�ำเนินการโดย
คณะสงฆว์ ดั พระแมส่ กลสงเคราะห์และชมุ ชนชาวคาทอลกิ บางบัวทอง
พ.ศ. ๒๕๑๗ ชาวไทยเชื้อสายญวน ได้สร้างวัดพระแม่มหาการุณย์ ที่อ�ำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
และเกิดเป็นชุมชนชาวไทยเชอ้ื สายญวนทตี่ �ำบลบา้ นใหม่ อำ� เภอปากเกรด็ จังหวดั นนทบุรี
* ปจั จุบนั เรยี กว่า หม่บู า้ นพรมาลี
130 นนทบุรศี รมี หานคร
วดั และโรงเรียนพระแม่สกลสงเคราะห์ ตลาดบางบวั ทอง อ�ำเภอบางบัวทอง จงั หวดั นนทบรุ ี
ลาวเมืองนนท์
ชุมชนลาวในจังหวดั นนทบรุ มี ี ๒ แหง่ คอื
๑. บา้ นลาวปากเกรด็ ชมุ ชนลาวปากเกรด็ อยทู่ บ่ี า้ นลาว ตำ� บลบางพดู อำ� เภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบรุ ี
เป็นชมุ ชนขนาดเล็กแทรกอยใู่ นชมุ ชนมอญบางพูด
ชาวลาวในชมุ ชนบา้ นลาวเปน็ กลมุ่ ชาวลาวทตี่ ดิ ตามเจา้ พระยามหาโยธา (ทอเรยี่ ะ) จกั รมี อญ เมอ่ื ครง้ั เสรจ็ ศกึ
เจ้าอนุวงศ์ ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจา้ อย่หู วั เม่ือ พ.ศ. ๒๓๖๙
ในศกึ เจา้ อนวุ งศค์ รงั้ น้ี พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ พระยามหาโยธา (ทอเรยี่ ะ)
นำ� กองกำ� ลงั มอญทเ่ี พงิ่ กลบั จากการศกึ ทพ่ี มา่ และใหย้ กกองมอญไปสมทบกองทพั หลวงของสมเดจ็ กรมพระราชวงั
บวรมหาศกั ดพิ ลเสพทเี่ มอื งนครราชสมี า เจา้ พระยามหาโยธาพรอ้ มกองมอญและทหารผใู้ หญข่ องวงั หนา้ ไดย้ กทพั
ตดิ ตามทพั เจ้าอนุวงศ์ไปที่หนองบวั ลำ� ภู และได้ปะทะกบั กองก�ำลังของเจา้ อนวุ งศท์ ี่หนองบัวล�ำภู ในการสู้รบกัน
ครงั้ นพ้ี ระยาเกยี รตบิ์ ตุ รชายเจา้ พระยามหาโยธา (ทอเรยี่ ะ) เสยี ชวี ติ เนอ่ื งจากถกู กองทพั เจา้ อนวุ งศด์ กั ซมุ่ โจมตใี น
ขณะทม่ี กี ารปะทะสรู้ บกนั แตก่ องกำ� ลงั มอญรว่ มกบั กองทพั กรมพระราชวงั บวรสามารถตคี า่ ยทห่ี นองบวั ลำ� ภแู ตก
และเข้าจับกมุ นายทพั และตีคา่ ยอื่น ๆ ไดแ้ ละตเี มืองเวียงจันทนไ์ ดใ้ นเวลาตอ่ มา
เมือ่ เสรจ็ ศึกเจ้าอนุวงศ์ เจา้ พระยามหาโยธา (ทอเร่ียะ) เดนิ ทางกลบั มคี รอบครวั ลาวกลุ่มหนึ่งได้ติดตาม
มาดว้ ย เจา้ พระยามหาโยธา (ทอเรยี่ ะ) ไดใ้ หค้ รอบครวั ลาวทต่ี ดิ ตามมาดว้ ยนน้ั ไดต้ งั้ บา้ นเรอื นอยใู่ นตำ� บลบางพดู
แทรกอยู่ในชุมชนมอญ ซ่ึงเป็นนิวาสสถานของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรี่ยะ) บริเวณปากคลองบางพูดใกล้วัด
เกาะพญาเจง่
สุนทรภู่ได้เดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แต่งนิราศวัดเจ้าฟ้า เม่ือ พ.ศ. ๒๓๗๕ ได้กล่าวถึง
บ้านลาวที่ปากเกรด็ ดงั น้ี
ถงึ บ้านลาวเห็นแตล่ าวพวกชาวบ้าน ล้วนหยู านอยา่ งบว่ งเหมอื นหว่ งหวาย
ไมเ่ หมอื นลาวชาวกรุงที่นงุ่ ลาย ล้วนกรีดกรายหยิบโหย่งทรงสำ� อาง
นนทบรุ ีศรีมหานคร 131
ปัจจุบันบ้านลาวแห่งน้ีไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ท่ีบอกให้รู้ว่าเป็นบ้านลาว คนลาวท่ีมาอยู่ในชุมชนแห่งน้ีใน
อดตี ได้มคี วามสัมพันธก์ ับคนไทยคนมอญ ในเวลาตอ่ มาจนกลายเป็นชุมชนมอญบางพดู ไป คงมีผสู้ งู อายุในชมุ ชน
ทีย่ ังคงเรยี กชอ่ื ชมุ ชนด้ังเดมิ แห่งนวี้ ่า บ้านลาว
๒. ชุมชนลาวบ้านโสนลอย อ�ำเภอบางบวั ทอง จังหวดั นนทบรุ ี
ชุมชนลาวบางบัวทอง ต้ังอยู่ปลายคลองบางบัวทองใกล้ตลาดบางบัวทอง และชุมชนเขมรบางบัวทอง
ชุมชนลาวบางบัวทองได้ร่วมกันสร้างวัดละหารขน้ึ ในชมุ ชน แตเ่ ดิมวัดละหารจงึ มีชอ่ื เรียกกันมาก่อนวา่ วัดลาว
ชมุ ชนลาวแหง่ นคี้ งเปน็ ชมุ ชนเลก็ เมอื่ มกี ารพฒั นาพน้ื ทใี่ นชมุ ชนเปน็ ตลาดบางบวั ทอง ผคู้ นภายนอกชมุ ชน
ซึ่งมีทงั้ ไทย จีน ญวน และมอญ มาอยมู่ ากขึน้ ชุมชนลาวแหง่ นี้จึงรวมกับผู้คนกล่มุ ชาติพนั ธ์อุ น่ื ๆ แมว้ ัดละหาร
เปน็ วัดท่ผี คู้ นหลายกลมุ่ ทั้งไทย จนี มอญ ลาว มาร่วมท�ำบุญทวี่ ดั ละหาร
เขมรเมอื งนนท์
ทางด้านเหนอื ของตลาดบางบัวทอง ตรงบรเิ วณสี่แยกถนนกาญจนาภเิ ษก (ตล่ิงชัน - สุพรรณบรุ ี) ตัดกับ
ถนนบางกรวย - ไทรนอ้ ย มีคลองเล็ก ๆ แยกจากปลายคลองบางบวั ทองใกล้ปากคลองพระพมิ ลราชา คลองน้ี
มีชื่อว่าคลองเขมร สันนิษฐานว่าเดิมมีชุมชนเขมรอาศัยอยู่บริเวณปากคลองเขมร หลังโรงพยาบาลบางบัวทอง
ในปัจจบุ ัน
ชุมชนเขมรแห่งนี้คงเป็นชุมชนขนาดเล็ก เมื่อมีการขยายพ้ืนท่ีท�ำนาในอ�ำเภอบางบัวทอง ผู้คนในชุมชน
เขมรคงกระจายไปจับจองที่ดินเพ่ือหาแหล่งท�ำนา และได้อยู่ร่วมกับคนไทย สภาพของชุมชนเขมรจึงหมดไป
คงเหลอื แตเ่ พียงชอ่ื คลองเขมร
รชั กาลท่ี ๑ โปรดเกล้าฯ ใหช้ าวขา่ ชาวซาว และ
มสุ ลมิ มาอยทู่ ่ีเมอื งนนท์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแล้ว
ทรงพจิ ารณาเหน็ วา่ เมอื งนนทบรุ ยี งั คงมชี มุ ชน หมบู่ า้ นทร่ี า้ งไมม่ ผี คู้ นอยอู่ าศยั เพราะราษฎรหลบหนกี องทพั พมา่
ละทิ้งบ้านเรือน วัดวาอาราม เป็นวัดร้าง บ้านร้างจ�ำนวนมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้คนท่ีมาจากถิ่นอ่ืนมาอยู่ท่ี
เมืองนนทบุรีดว้ ย
ชนชาวเหนือ ได้แก่ ชาวซาว และชาวข่า หรือข่ามุ โปรดเกล้าฯ ให้มาอยู่ในชุมชนบ้านบางศรีเมือง
ซึง่ ปัจจุบันน้อี ยใู่ นตำ� บลบางศรเี มือง อ�ำเภอเมืองนนทบุรี จงั หวดั นนทบุรี เดิมชมุ ชนของชาวซาวเหนือจะเรยี กว่า
ตำ� บลบางซาวเหนือ ชมุ ชนชาวขา่ เรียกว่า ต�ำบลบางขา่
132 นนทบรุ ีศรีมหานคร
ตามหนงั สอื ทำ� เนยี บคณะสงฆ์ กระทรวงธรรมการ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๘) ไดก้ ลา่ วถงึ วดั ของชาวซาวเหนอื
ในชมุ ชนบางซาวเหนอื ดังนี้
วดั บางศรเี มอื ง ตำ� บลบางซาวเหนือ พระอว่ ม เจ้าอาวาส
วดั ตะโหนด ต�ำบลบางซาวเหนอื พระนุ่ม เจ้าอาวาส
วดั บางระโหง ต�ำบลบางซาวเหนือ พระเทพ เจ้าอาวาส
วัดบางซาวเหนือ ต�ำบลบางซาวเหนือ พระเสงี่ยม เจา้ อาวาส
ท�ำเนยี บคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๘) ได้กล่าวถงึ วดั ของชาวข่าในตำ� บลบางขา่ ดงั น้ี
วดั บางข่า ตำ� บลบางข่า พระแก้ว เจ้าอาวาส
ตอ่ มาในสมัยการก�ำหนดนโยบายรัฐนยิ มของราชการทีต่ อ้ งการสร้างความเปน็ ไทยของชาติ ช่ือบา้ นนาม
เมอื งใดท่มี ีช่ือของชนชาตอิ ื่นตอ้ งเปล่ยี นชอ่ื ใหแ้ สดงความเป็นชนชาติไทยอยา่ งแทจ้ ริง ดงั นั้นบางซาวเหนอื และ
บางขา่ ซ่ึงเปน็ ชื่อของชมุ ชนและชอ่ื วัดจึงตอ้ งเปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ ดงั น้ี
ต�ำบลบางซาวเหนอื และตำ� บลบางข่า เปน็ ตำ� บลบางศรเี มือง และต�ำบลบางกร่าง
วัดบางซาวเหนือ เป็น วดั พฒุ ปิ รางคป์ ราโมทย์
วัดบางขา่ เป็น วดั ขวัญเมือง
มสุ ลมิ นนทบรุ ี - โปรดเกลา้ ฯ สรา้ งมสั ยดิ แหง่ แรก
ในเมอื งนนท์
คนเมอื งนนทท์ อี่ ยรู่ วมกนั เปน็ พหสุ งั คมของเมอื งนนทบรุ ี ชนชาวไทยมสุ ลมิ นนทบรุ เี ปน็ ผทู้ ม่ี บี ทบาทและรว่ ม
เปน็ สว่ นหนง่ึ ของพหสุ งั คมคนเมอื งนนทม์ าอยา่ งดแี ละดว้ ยกาลเวลาทย่ี าวนาน ตง้ั แตส่ มยั อยธุ ยามาจนถงึ ปจั จบุ นั
ชมุ ชนมสุ ลมิ เมอื งนนทบรุ ไี ดม้ าอยทู่ เี่ มอื งนนทบรุ ที ตี่ ำ� บลบางกระสอ และทบี่ า้ นตลาดแกว้ ตง้ั แตส่ มยั อยธุ ยา
พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งมสั ยดิ พระราชทานแกพ่ ระพเ่ี ลยี้ ง ทบี่ า้ นตลาดขวญั
ต�ำบลบางกระสอ เมอื งนนทบุรี มัสยดิ แหง่ นม้ี ีชือ่ ว่า มัสยดิ บา้ นตลาดขวัญ
ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้คุณยายหยา
พระนมพระพี่เล้ียงพระองค์ สร้างมัสยิดหลังใหม่แทนหลังเดิมท่ีช�ำรุดไปตามกาลเวลาที่สร้างไว้มานาน ตั้งแต่
รัชสมยั รชั กาลที่ ๓ พระสยามนธิ กิ ารภกั ดี ชาวเมอื งชาม ประเทศซเี รยี เปน็ สถาปนกิ ผอู้ อกแบบงานสถาปตั ยกรรม
รูปแบบของอาคารมสั ยดิ มีลกั ษณะคลา้ ยบยั ตุ้ลเลาะห์ ลวดลายปนู ป้นั เป็นลายอาหรับผสมไทย ประกอบด้วยไม้
ฉลลุ ายทส่ี วยงาม เป็นอาคารก่ออิฐถอื ปูนสองชนั้ มีขนาดกวา้ ง ๑๐ เมตร ยาว ๑๗ เมตร ฐานรากของอาคารใช้
ไมซ้ งุ เรยี งซอ้ นแบบแกงได เปน็ ฐานรากแทนเสาเขม็ พรอ้ มทงั้ หออาซานเมยี๊ ะหรอบ ไดส้ รา้ งขน้ึ พรอ้ มอาคารมสั ยดิ
พ.ศ. ๒๔๙๒ ไดจ้ ดทะเบยี นช่อื วา่ “มสั ยิดบา้ นตลาดขวญั ”
ตอ่ มาไดเ้ ปลย่ี นชอื่ ในทะเบยี น เปน็ “มสั ยดิ ฮดิ ายาตลุ้ อมุ มะฮ”์ มคี วามหมายวา่ รศั มแี สงสวา่ งอนั เปน็ ทาง
น�ำศรทั ธาของท่านนบมี ฮู มั หมาด (ซ.ล.)
มัสยิดตลาดขวัญ ฮิดายาตุ้ลอุมมะฮ์ ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ต�ำบลบางกระสอ อ�ำเภอ
เมืองนนทบรุ ี จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเปน็ มสั ยิดแหง่ แรกของจงั หวดั นนทบรุ ี
มสั ยิดตลาดขวญั
ทมี่ า: สมดุ ภาพนนทบรุ ี วถิ แี หง่ การพฒั นา. นนทบรุ .ี สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นนทบรุ ,ี ๒๕๕๕. หนา้ ๘๕.
สรา้ งมสั ยดิ ตอ่ มาในชุมชนมสุ ลิมนนทบุรี
ชมุ ชนมสุ ลมิ ตลาดแกว้ ซง่ึ เปน็ ชมุ ชนมสุ ลมิ ทมี่ าตงั้ หลกั แหลง่ ทำ� มาหากนิ ทบี่ า้ นตลาดแกว้ ตงั้ แตส่ มยั อยธุ ยา
เช่นกัน ได้ร่วมกันสร้างมัสยิดทีช่ มุ ชนมสุ ลิม บา้ นตลาดแกว้
พ.ศ. ๒๓๙๐ ตวน อบั ดลุ เลาะห์ ได้สร้างอาคารมสั ยิด เปน็ เรอื นไมท้ รงปั้นหยาสำ� หรบั ประกอบ อมิ าตะห์
พ.ศ. ๒๔๕๒ จางวางฝา่ บตุ รชายของตวน อบั ดลุ เลาะห์ ไดส้ รา้ งอาคารมสั ยดิ เปน็ อาคารกอ่ อฐิ ถอื ปนู เชอ่ื ม
ตดิ ตอ่ กัน มัสยดิ แห่งนี้ เรียกวา่ มัสยิดตลาดแกว้ หรอื มัสยดิ บางเขน จดทะเบียนมสั ยิด เม่ือวันท่ี ๒๖ มกราคม
พ.ศ. ๒๔๙๒ โดยมตี วนแพ แกว้ ประดบั เป็นอิหมา่ ม
ปัจจุบัน มสั ยิดตลาดแกว้ ไดเ้ ปลย่ี นชอ่ื เปน็ มัสยิดรย่ี าตส๊ิ สนุ ัน เม่อื วนั ที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ตั้งอยทู่ ี่
ตำ� บลสวนใหญ่ อ�ำเภอเมืองนนทบรุ ี จงั หวดั นนทบุรี
ชมุ ชนมสุ ลิมจังหวดั นนทบรุ ี
ชมุ ชนมสุ ลมิ ในจงั หวดั นนทบรุ มี อี ยใู่ นอำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี อำ� เภอปากเกรด็ อำ� เภอบางบวั ทอง และอำ� เภอ
ไทรนอ้ ย
ชุมชนมสุ ลมิ อำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี อย่ทู ่ีตำ� บลตลาดขวญั ต�ำบลบางเขน และต�ำบลท่าทราย
ชมุ ชนมุสลมิ อำ� เภอปากเกร็ด อยทู่ ีต่ �ำบลท่าอิฐ ต�ำบลเกาะเกรด็ และต�ำบลบางตลาด
ชมุ ชนมุสลมิ อ�ำเภอบางบวั ทอง อยทู่ ่ตี �ำบลโสนลอย ต�ำบลละหาร ตำ� บลพิมลราช และตำ� บลบางบัวทอง
ชุมชนมุสลมิ อ�ำเภอไทรนอ้ ย อย่ทู ตี่ ำ� บลขนุ ศรี และต�ำบลทวีวัฒนา
ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีและชุมชนมุสลิมนนทบุรี ได้ร่วมกันสร้างศูนย์บริหารกิจการ
ศาสนาอสิ ลามประจำ� จงั หวดั นนทบรุ ี ทตี่ �ำบลละหาร อ�ำเภอบางบวั ทอง จงั หวดั นนทบรุ ี เปน็ อาคารทสี่ วยงามดว้ ย
ศิลปกรรมอาหรับ สำ� หรบั เป็นศูนย์รวมกจิ กรรมของพน่ี ้องมสุ ลิมนนทบุรี
134 นนทบุรศี รีมหานคร
ศูนยบ์ ริหารกิจการศาสนาอสิ ลามประจำ� จงั หวดั นนทบุรี
ตง้ั อยู่ทตี่ �ำบลละหาร อ�ำเภอบางบัวทอง จังหวดั นนทบรุ ี
งานหัตถกรรมพนื้ บา้ น อาชีพทีม่ ชี อ่ื เสยี ง
ของเมอื งนนทบรุ ใี นอดตี
จากรายงานของพระกรงุ ศรีบุรีรกั ษ์ ผ้วู า่ ราชการเมืองนนทบุรี ถึงเจา้ พระยายมราช เสนาบดกี ระทรวง
นครบาล เมอื่ พ.ศ. ๒๔๖๓ ไดก้ ลา่ วถงึ การประกอบอาชพี ของชาวนนทบรุ ที เี่ ปน็ หตั ถกรรมพนื้ บา้ นทม่ี ชี อื่ เสยี ง ดงั น้ี
“การหตั ถกรรมซง่ึ เปน็ ของพนื้ เมอื ง มกี ารทำ� เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผาอยา่ งหนงึ่ เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผานนั้ ชาวบา้ น
แถวปากคลองบางตะนาวศรที �ำหม้อ ชาวบา้ นแถวเกาะเกร็ดป้ันโอ่งอ่างกระถางต้นไม้ เครือ่ งป้ันดนิ เผานีเ้ ปน็
ของพน้ื เมอื งมมี านาน ทำ� ไดอ้ ยา่ งดี ไมม่ ที อี่ นื่ สู้ ดนิ ทใี่ ชท้ ำ� เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผาใชด้ นิ ทอ้ งนาทใ่ี นบรเิ วณเกาะศาลากนุ
และบ้านแหลมใหญ่ วิธีน้ันซื้อนากันเป็นแปลง ๆ แล้วขุดเอาดินท่ีนาน้ันมาใช้ นอกจากดินในที่ ๒ แห่งนี้
ใชไ้ มไ่ ด้หรือจะใช้ก็ไม่ดี
ส่วนการจักสานมีการท�ำงอบและเข่งปลาทู พวกท�ำงอบอยู่แถวคลองบางกรวย และบางราวนก
บางคูเวียง พวกท�ำเข่งปลาทูอย่แู ถวตัง้ แต่บางแพรกไปจนคลองบางตลาด”
นนทบุรีศรีมหานคร 135
นนทบุรีแหล่งผลติ เครอื่ งป้ันชั้นดมี ีชอ่ื คือตราสัญลักษณ์
จังหวดั นนทบุรี
แหลง่ ผลติ เครือ่ งปนั้ ดนิ เผาในจังหวดั นนทบุรมี ี ๒ แหง่ คือ ทบี่ ้านมอญ ต�ำบลเกาะเกร็ด อ�ำเภอปากเกร็ด
จังหวัดนนทบุรี ผลิตเคร่ืองปั้นประเภทโอ่ง อ่าง ครก กระปุก เป็นต้น ส่วนแหล่งผลิตเคร่ืองปั้นอีกแห่งหน่ึงใน
จังหวดั นนทบรุ คี อื ท่บี ้านบางตะนาวศรี อำ� เภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เครอ่ื งปนั้ ดินเผาท่ผี ลติ จากแหลง่
ผลติ ทงั้ สองนเี้ รม่ิ ผลติ มาตงั้ แตส่ มยั ธนบรุ ตี อ่ เนอื่ งมาจนถงึ ปจั จบุ นั เปน็ สนิ คา้ ทท่ี ำ� รายไดท้ ด่ี แี กผ่ ผู้ ลติ และผจู้ ำ� หนา่ ย
มาแตอ่ ดตี ดงั ปรากฏหลกั ฐานในหนงั สอื พระอนิ ทรเทพบดี ศรสี มหุ เจา้ กรมพระตำ� รวจใหญข่ วา ขา้ หลวงรกั ษา
ราชการเมอื งนนทบรุ ี ลงวนั ที่ ๑ ธนั วาคม ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒) กราบทลู พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธ์ิ
เสนาบดกี ระทรวงนครบาล ไดก้ ลา่ วถงึ การผลติ เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผาทบ่ี า้ นโอง่ อา่ ง เกาะเกรด็ อำ� เภอปากเกรด็ และทบี่ า้ นหมอ้
บางตะนาวศรี อ�ำเภอเมืองนนทบุรี จังหวดั นนทบุรี ดังน้ี
“...ที่เป็นสินค้าของเมืองน้ัน ซึ่งควรนับได้ว่าเป็นสินค้าใหญ่ และเป็นบ่อเกิดของการหัตถกรรม คือ
เคร่ืองป้นั ดินเผาสุก มีราษฎรตำ� บลบา้ นหมอ้ บางตะนาวศรที �ำหมอ้ ต�ำบลหนึง่ ราษฎรรามัญภาษาตำ� บลบ้าน
โอ่งอา่ งแหง่ เกาะศาลากุนท�ำโอง่ อ่างต�ำบลหน่งึ เป็นสนิ ค้าดมี ีผลมาก หม้อขนาดใหญร่ าคาร้อยละ ๒๐ บาท
ขนาดกลางรอ้ ยละ ๕ บาท ขนาดเลก็ ร้อยละ ๒ บาท ๓๒ อฐั เทียบกบั ปี ร.ศ. ๑๑๗ ผิดกันดว้ ยปนี รี้ าคาสงู
ขนาดใหญข่ น้ึ ถงึ ๔ บาท เพราะเหตฟุ นื ขนึ้ ราคา จ�ำนวนหมอ้ ทำ� ขน้ึ ในปนี ถ้ี งึ เดอื นพฤศจกิ ายน ร.ศ. ๑๑๘ รวม
ท้งั สามขนาด ประมาณไดห้ ม้อ ๒๗๔,๐๐๐
โอง่ ขนาดใหญ่ ราคา ๑๐๐ ละ ๑๕๐ บาท ขนาดกลาง ๑๐๐ ละ ๙๐ บาท ขนาดเลก็ ๑๐๐ ละ ๑๐ บาท
เทียบกับปี รศ. ๑๑๗ ผิดกัน เพราะปีน้ีราคาสูง ขนาดใหญ่ขึ้นถึง ๔ บาท เพราะฟืนข้ึนราคา จ�ำนวนโอ่งท่ี
ทำ� ขึน้ ในปนี ีถ้ ึงสิ้นเดอื นพฤศจกิ ายน ร.ศ. ๑๑๘ รวมทงั้ ๓ ขนาด ประมาณ ๑๖๘,๐๐๐ โอ่งทำ� ไมท่ นั ผู้ซอ้ื ...”
ตราสญั ลกั ษณ์ประจำ� จังหวัดนนทบุรี ท่อี ธิบายถงึ การเปน็ อาชพี ดัง้ เดมิ มาแตโ่ บราณ
รปู หมอ้ น�ำ้ สลกั ลายวจิ ิตรท่ขี ึ้นชื่อของจงั หวดั นนทบรุ ีท่ีปรากฏในรายงานจงั หวดั นนทบรุ ี พ.ศ. ๒๕๐๒
136 นนทบุรีศรีมหานคร
จ�ำนวนรวมการผลิตเครือ่ งปน้ั ดงั กลา่ ว แสดงใหเ้ ห็นว่าการผลติ เครอ่ื งปั้นดินเผาของจงั หวัดนนทบรุ ีสรา้ ง
รายไดภ้ ายในชมุ ชนมมี ลู คา่ สงู มาก ทง้ั นยี้ งั ไมไ่ ดน้ ำ� รายไดจ้ ากการผลติ จำ� หนา่ ยเครอ่ื งปน้ั อน่ื ๆ เชน่ ครก อา่ ง หวด
กระทะ เปน็ ตน้ ถา้ รวมจำ� นวนของเครอื่ งปน้ั อนื่ ๆ นอกจากโอง่ และหมอ้ แลว้ ยอดรวมของผลติ ภณั ฑจ์ ะมมี ากกวา่ นี้
เคร่ืองปั้นดินเผาบ้านเกาะเกร็ดมีความสวยงาม และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น จนเป็นต้นแบบของตรา
สัญลักษณ์จังหวัดนนทบุรี ท่ีใช้รูปหม้อน�้ำสลักลายวิจิตรบ้านเกาะเกร็ดมาเป็นตราสัญลักษณ์ประจ�ำจังหวัด
นนทบุรี
บ้านเกาะเกรด็ เปน็ แหล่งผลติ เครอ่ื งป้นั ดนิ เผา และกระถางตน้ ไม้ทมี่ ีช่ือเสยี งของจังหวัดนนทบรุ ี
(รายงานจงั หวัดนนทบุรี พ.ศ. ๒๕๐๑)
เคร่ืองปั้นดินเผาบ้านบางตะนาวศรี บางตะนาวศรีเป็นชุมชนใหญ่อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยาทางตะวันออก
ระหว่างวัดเขมาภิรตาราม และศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเดิมเป็นชุมชนช่างปั้นหม้อฝีมือดี ช่างปั้นเป็น
ชาวเมืองตะนาวศรี ภาคใต้ของราชอาณาจักรมอญเมืองหงสาวดี ได้อพยพมาอยู่ท่ีเมืองนนทบุรี เมื่อสมัยปลาย
กรงุ ศรีอยธุ ยา
บา้ นบางตะนาวศรีเปน็ แหลง่ ผลติ หม้อดนิ เผาและเตาขนมครกที่มชี ื่อเสยี ง
(รายงานจังหวดั นนทบุรี พ.ศ. ๒๕๐๑)
นนทบรุ ศี รีมหานคร 137
ชมุ ชนบางตะนาวศรีเป็นแหลง่ ช่างป้นั มีฝมี อื ปั้นหม้อท่ีมชี ่ือ มีคุณภาพ ค่กู บั ชมุ ชนมอญเกาะเกรด็ ทเี่ ปน็
ช่างปัน้ โอ่ง อ่าง ครก หมอ้ ทีผ่ ลิตในชุมชนแหง่ นี้ จึงมีชือ่ เรียกวา่ หม้อบางตะนาวศรี มชี ่อื เสียงมากจนมคี ำ� กล่าว
ทวั่ ไปว่า หม้อบางตะนาวศรี ขัดมนั ดี ใชท้ นทาน
บางตะนาวศรีเปน็ ชุมชนใหญ่ เปน็ แหลง่ คา้ เครือ่ งป้นั ดินเผาท่ีได้รบั การยกฐานะขึ้นเป็น ตำ� บลบางตะนาว
ศรี ขน้ึ กับอำ� เภอตลาดขวัญ (อ�ำเภอเมืองนนทบรุ ี) ภายในต�ำบลมศี าลาโรงธรรม ซึง่ เปน็ สถานท่ีเปน็ ส่วนรวมของ
ชมุ ชนทมี่ ารว่ มกนั ทำ� บญุ รกั ษาศลี ฟงั ธรรมในเทศกาลสำ� คญั เชน่ วนั สงกรานต์ วนั ตรษุ วนั สารท เปน็ ตน้ ปจั จบุ นั
ศาลาโรงธรรมไดเ้ ป็นสถานทปี่ ระชมุ หรอื ประกอบกิจกรรมอ่ืน ๆ ของชุมชน
นอกจากน้นั ในชุมชนบางตะนาวศรีเปน็ ท่ตี ้ังของสถานีตำ� รวจตำ� บลบางตะนาวศรี ด้วย
ตอ่ มาในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตามนโยบายรัฐนยิ ม ก�ำหนดให้ชอ่ื บ้านนามเมือง ตอ้ งแสดง
ความเปน็ ไทย ตำ� บลบางตะนาวศรี จงึ เปลยี่ นเปน็ ตำ� บลสวนใหญ่ เพราะเปน็ แหลง่ ปลกู ทเุ รยี นแหลง่ ใหญใ่ นยา่ นน้ี
บางตะนาวศรีปจั จุบันน้เี ปน็ ชื่อคลองบางตะนาวศรี อยใู่ นชมุ ชนแหง่ น้ี
การปัน้ หม้อเปน็ อาชพี ทท่ี �ำรายได้ดมี าก ตอ่ มามชี าวบ้านบางไผฝ่ ัง่ ตรงข้ามบางตะนาวศรไี ด้ประกอบอาชพี
ปน้ั หม้อ ปัจจบุ นั นี้ทีบ่ า้ นบางไผ่ยังคงมีชา่ งปนั้ หมอ้ อยใู่ นชุมชน แตเ่ ครื่องปนั้ จากทัง้ ๒ ชุมชน คงเรยี กวา่ หมอ้ บาง
ตะนาวศรี และเป็นที่มาของค�ำท่ีรับรองคุณภาพเคร่ืองปั้นดินเผาบ้านบางตะนาวศรีท่ีว่า หม้อบางตะนาวศรี
ขัดมันดี ใช้ทนทาน
การทำ� โอง่ น�้ำ ผลติ ภัณฑเ์ ครือ่ งป้ันดินเผาท่ีมชี ่อื เสยี งของจังหวดั นนทบรุ ี
(รายงานจงั หวดั นนทบุรี พ.ศ. ๒๕๐๑)
138 นนทบรุ ีศรมี หานคร
การทำ� งอบ
งอบเปน็ เครือ่ งสวมศรี ษะชนิดหนึ่งทำ� จากใบลานหรอื ใบตาลและไมไ้ ผ่ การสวมงอบเพอ่ื ปอ้ งกนั แดดและ
ฝนมักใช้ในเวลาทำ� งาน หรอื ขณะเดินทางกลางแดดหรือขณะฝนตก ทางภาคกลางมักเรยี กว่า “เย็บงอบ” เพราะ
กรรมวธิ กี ารทำ� งอบตอ้ งเย็บเป็นส่วนใหญ่ เชน่ ตอ้ งเอาใบลานหลาย ๆ แผน่ มาเยบ็ เขา้ กบั โครงของงอบใหเ้ ปน็ รูป
และเย็บส่วนต่าง ๆ ตอ่ ไปอกี จนส�ำเรจ็ เป็นงอบซง่ึ ไดแ้ ก่
โครงงอบ ทำ� จากไมไ้ ผ่สานเป็นรปู งอบ มตี าคล้ายตาชะลอม การสานมหี ุน่ ไม้ สานทบั ลงไปจนสำ� เร็จ
รงั งอบ ไดแ้ ก่ ไมไ้ ผส่ านเปน็ ทรงกระบอก มชี อ่ งโปรง่ สำ� หรบั ตดิ กบั เพดานของงอบ เพอื่ ครอบรดั ศรี ษะเวลาสวม
รังงอบ งอบ
เสน้ ประกอบขอบงอบ ได้แก่ ไม่ไผเ่ หลากลมประดบั ใบลานไว้รอบชายโครงงอบ
กระหม่อมงอบ ได้แก่ แผน่ ใบลานกลมเล็ก ๆ ทีป่ ิดรกู ลางส่วนบนของงอบตรงท่ีใบลานประจบกัน
การสานเขง่ ปลาทู ชาวบ้านขณะก�ำลังสานเขง่ ปลาทู
เขง่ ปลาทเู ปน็ ภาชนะสำ� หรบั ใสป่ ลาทเู วลานง่ึ และ
นำ� ไปจำ� หนา่ ย ทำ� จากไมไ้ ผ่ การทำ� เขง่ ปลาทเู ปน็ อาชพี เสรมิ
ของชาวบ้านต้ังแต่คลองบางแพรก ฝั่งตะวันออกของ
แม่น�้ำเจ้าพระยาใกล้วัดท้ายเมืองต่อเน่ืองไปทางเหนือท่ี
ตำ� บลบางกระสอ ตำ� บลทา่ ทราย บา้ นบางตลาด และทาง
ฝง่ั ตะวนั ตกของแมน่ ำ�้ เจา้ พระยามชี มุ ชนทสี่ านเขง่ ปลาทู
ท่ีด้านใต้ของเกาะเกร็ด และชุมชนบางก�ำลังใกล้วัดแดง
ต�ำบลไทรม้า ชุมชนท่ีสานเข่งปลาทูกระจายอยู่ตามริม
แมน่ ำ�้ เจา้ พระยาตอนเหนอื ของอำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี และ
ตอนใตข้ องอำ� เภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบรุ ี ซง่ึ เปน็ พน้ื ท่ี
ต่อเนื่องกนั ทำ� กนั มานานกว่า ๑๐๐ ปี
นนทบุรีศรมี หานคร 139
คนจนี ทมี่ าอยทู่ ต่ี ำ� บลทา่ ทรายไดเ้ รม่ิ ทำ� เขง่ ปลาทู จากนนั้ ไดม้ คี นไทยและมอญทอี่ ยใู่ นตำ� บลทา่ ทราย ตำ� บล
บางตลาดได้ท�ำเข่งปลาทูเป็นอาชีพเสริม การท�ำเข่งปลาทูจึงได้เกิดข้ึนในชุมชนใกล้เคียงกับชาวชุมชน ท่าทราย
บางตลาด ในเวลาตอ่ มา ปจั จบุ ันน้ยี งั คงมีชาวบ้านในต�ำบลท่าทราย อำ� เภอเมอื งนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี บริเวณ
ใกล้วัดชมภเู วก วัดต�ำหนกั ใตแ้ ละพทุ ธสถานเชิงท่าหน้าโบสถ์ ยงั คงสานเข่งปลาทูอยหู่ ลายครอบครวั
การสานเขง่ ปลาทู เปน็ อาชีพทชี่ าวบ้านในต�ำบลทา่ ทราย อำ� เภอเมืองนนทบรุ ี จังหวดั นนทบรุ ี ได้ทำ� กนั
มานานกว่า ๑๐๐ ปี ส่วนใหญ่จะท�ำเป็นอาชีพเสริมจากการท�ำนาท�ำสวน แต่เดิมน้ันท�ำกันเกือบทุกครัวเรือน
ท้ังเดก็ และผู้ใหญ่ เขง่ ปลาทูท�ำจากไม้ไผท่ ่จี กั เป็นแผน่ บาง ๆ ท่เี รยี กว่า เสน้ ตอก หรอื ตอก นำ� ตอกมาสานให้เป็น
เข่งสำ� หรบั ใส่ปลาทนู ่งึ เรียกว่า เข่งปลาทู เขง่ ปลาทมู ี ๓ ขนาด คอื
๑. เขง่ พวง หรือเขง่ เลก็ ขนาดเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ ๑๒ ซ.ม. ไม่มีขอบ เมื่อทำ� เสรจ็ แลว้ จะน�ำมารอ้ ย
เปน็ พวง จึงเรยี กว่า เขง่ พวง
๒. เขง่ ขอบ หรอื เข่งใหญ่ เข่งขอบพัฒนามาจากเข่งเลก็ ด้วยการท�ำขอบดว้ ยไมไ้ ผ่ที่เปน็ ไม้วงรอบผูกดว้ ย
หวายหรอื เชอื กพลาสตกิ เขง่ ขอบมี ๒ ขนาด คอื เขง่ ขอบขนาดเลก็ และเขง่ ขอบขนาดใหญ่ ใสป่ ลาทไู ด้ ๒ - ๓ ตวั
แล้วแต่ขนาดของปลาทู
๓. เขง่ ตะแกรง พัฒนามาจากเขง่ ขอบ แต่มขี นาดใหญ่ ใสป่ ลาทไู ดป้ ระมาณ ๑๐ ตวั
ปัจจุบันชาวบ้านท่าทรายยังคงสานเข่งปลาทู เป็นอาชีพอยู่ ถึงแม้จะมีเพียงไม่กี่ครอบครัว แต่ปลาทูนึ่ง
ยังคงเป็นอาหารหลักของคนไทยอยู่ เข่งปลาทูยังคงอยู่เคียงคู่กับปลาทูน่ึงตลอดไป โดยเฉพาะปลาทูรสเลิศ
ที่เรียกวา่ ปลาทูหนา้ งอคอหักที่ยังคงนอนนิ่งอยใู่ นเข่งปลาทอู ยจู่ นถงึ ทกุ วนั น้ี
เข่งปลาทู มีเขง่ ขอบขนาดใหญแ่ ละเขง่ ขนาดเล็ก เขง่ พวง ไม่มีขอบ
(วางช้อนไว้เพื่อให้ทราบขนาดของเข่ง)
140 นนทบรุ ีศรมี หานคร
การทำ� หุ่นตะลมุ่ พานแว่นฟา้
ชาวสวนบา้ นบางเลน อำ� เภอบางใหญ่ จงั หวดั นนทบรุ ี เปน็ ชมุ ชนทม่ี ฝี มี อื ในการทำ� หนุ่ ตะลมุ่ และพานแวน่ ฟา้
ใส่ส่ิงของทีม่ อบใหผ้ ู้ใหญ่ ผ้อู าวุโส พระภกิ ษสุ งฆ์ ประโยชนใ์ ชส้ อย เชน่ เดียวกับพานซ่งึ เป็นภาชนะท่มี ีขารอง แต่
ท�ำจากไม้ประดับตกแต่งด้วยมุก กระจกสี หรือเขียนลายทองรดน�้ำ ส่วนพานแว่นฟ้าเป็นภาชนะท่ีรองรับหรือ
ส�ำหรับวางผา้ ไตรในการประกอบพธิ ีอุปสมบท หรอื พิธีทอดกฐนิ ตะลมุ่ และพานแวน่ ฟา้ ถอื วา่ เป็นงานหตั ถกรรม
ช้ันสงู ของช่างไทย
วัตถุดิบส�ำคัญที่ใช้ท�ำหุ่นของตะลุ่มและพานแว่นฟ้า คือ
ไม้ทองหลางซ่ึงมีอยู่ท่ัวไปในสวนทุเรียนทุกขนัดในจังหวัดนนทบุรี
การปลูกทุเรียนของชาวสวนเมืองนนทบุรี ต้องปลูกต้นทองหลางไว้
เป็นพี่เลี้ยง คุ้มแดดให้แก่ต้นทุเรียน ต้นทองหลางเมื่อมีอายุมาก
ตรงโคนต้นจะเกิดการขยายส่วนโคนเป็นแผงหรือปีกไม้ล้อมโคนต้น
เน้ือไม้ท่ีเป็นปีกน้ีมีคุณสมบัติเหมาะแก่การไปท�ำเป็นแผ่นไม้และ
น�ำมาประกอบใหเ้ ป็นตะล่มุ หรือพานแวน่ ฟ้าได้
ชาวบ้านที่บ้านบางเลน อ�ำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
หลายครอบครวั เชน่ ครอบครวั นายการะเวก แจม่ จริ ารกั ษ์ ไดท้ ำ� ตะลมุ่
และพานแวน่ ฟา้ สบื ตอ่ มาจากบรรพบรุ ษุ ตอ่ มานายการะเวก แจม่ จริ ารกั ษ์
จงึ นำ� หนุ่ ตะลมุ่ และหนุ่ พานแวน่ ฟา้ มาตบแตง่ ประดบั ลายมกุ เขยี นลายทอง
รดนำ�้ หรอื ปดิ ทองจนเปน็ หตั ถกรรมทมี่ ชี อ่ื เสยี งของจงั หวดั นนทบรุ ใี น พานแวน่ ฟา้
ปัจจุบนั
พานแว่นฟา้ ฝมี อื ครอบครัวนายการะเวก แจ่มจิรารักษ์
อำ� เภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบรุ ี (พ.ศ. ๒๕๓๐) ปัจจุบันสืบทอดโดย นายเสนห่ ์ แจม่ จิรารักษ์
นนทบุรศี รีมหานคร 141
การสานเส่ือมอญ
ชาวบ้านในชุมชนมอญ อ�ำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี มีการสร้างรายได้เสริมนอกจากการท�ำนา คือ
การสานเสอื่ กก เสอื่ ของชาวมอญเปน็ เสอื่ ทมี่ สี สี วยสลบั ลายตา่ ง ๆ แตกตา่ งจากเสอื่ จนั ทบรุ ี นอกจากสานเสอื่ แลว้
ชาวบา้ นไดส้ านอาสนะสำ� หรับพระใชเ้ ปน็ ท่รี องนั่งท่มี ขี นาดเล็กกวา่ เสือ่ ทั่วไป มกี ารสานเป็นลายยกดอก
อาสนะ
สานเปน็ ลวดลายยกดอก
เสือ่ มอญ
การท�ำระหัดและสฝี ัด
กอ่ นทจี่ ะมกี ารใชเ้ ครอ่ื งยนตส์ บู นำ้� เชน่ ในปจั จบุ นั แตก่ อ่ นมาชาวนา ชาวสวน ใชร้ ะหดั วดิ นำ�้ ระหดั วดิ นำ้� ท�ำ
ดว้ ยไมส้ กั ไมว่ า่ จะเปน็ รางระหดั หรอื ใบระหดั ทำ� ดว้ ยไมส้ กั ทง้ั หมด การทำ� ระหดั เปน็ หตั ถกรรมทเ่ี กา่ แกอ่ ยา่ งหนง่ึ
ของชาวจนี บางบวั ทอง ตลาดบางบวั ทองในอดตี ไดเ้ ปน็ แหลง่ ผลติ และจำ� หนา่ ยระหดั วดิ นำ�้ แหง่ เดยี วในจงั หวดั นนทบรุ ี
เชน่ เดยี วกบั สีฝดั เปน็ อุปกรณส์ �ำคัญของชาวนาทีต่ ้องใช้สีฝัดในการคดั แยกเศษฟางข้าว และเศษผงต่าง ๆ
ออกจากข้าวเปลือก หลังจากได้ผา่ นการนวดข้าวแลว้
ชาวจีนตลาดบางบัวทองมีความช�ำนาญ
ในการทำ� สฝี ดั เชน่ เดยี วกับการทำ� ระหดั วดิ น�้ำ
ตลาดบางบัวทอง อ�ำเภอบางบัวทอง
จงั หวดั นนทบรุ ี จงึ เปน็ แหลง่ ผลติ ระหดั วดิ นำ�้ และ
สฝี ดั ชาวนาทมี่ าซอ้ื ระหดั วดิ นำ�้ และสฝี ดั ทตี่ ลาด
บางบวั ทอง เปน็ ชาวนาจงั หวดั นนทบรุ ี ปทมุ ธานี
นครปฐม และพระนครศรอี ยุธยา
สฝี ัด
๖
เขา้ สสอู่ ราา้รงยมธรรรรคมานนท์
จากป่ามาเป็นนาไรเ่ ตบิ ใหญต่ อ่ มา
เปน็ บ้านเปน็ เมอื ง
สภาพภูมิประเทศของจังหวัดนนทบุรี เมื่อมีการขุดคลองลัดแม่น้�ำเจ้าพระยา เม่ือครั้งรัชกาลพระเจ้า
ปราสาททอง ท�ำให้เกิดล�ำน้�ำเจ้าพระยาสายใหม่ และแยกพื้นท่ีของจังหวัดนนทบุรี เป็นพ้ืนท่ีฝั่งตะวันออก
และฝ่ังตะวนั ตกของแมน่ ้�ำเจ้าพระยา
พฒั นาการของจงั หวดั นนทบรุ ที ม่ี ตี อ่ เนอื่ งยาวนานมานบั ตง้ั แตส่ มเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิ โปรดเกลา้ ฯ ยกฐานะ
บ้านตลาดขวัญเป็นเมืองนนทบุรี เม่ือ พ.ศ. ๒๐๙๒ เป็นต้นมา เมืองนนทบุรีในฐานะท่ีเป็นที่ตั้งของด่านขนอน
และเมืองหนา้ ด่าน ทั้งของกรุงศรีอยธุ ยา กรงุ ธนบุรี ต่อเนอ่ื งมาจนถึงกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ต้ังแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองนนทบุรีได้มีการปรับปรุงการบริหาร
การปกครอง มกี ารแบง่ การปกครองเปน็ อำ� เภอ ต�ำบล และหมบู่ า้ นตา่ ง ๆ โปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรขุดคลองและ
ขยายพ้ืนที่การท�ำนาเพื่อเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ และการสร้างความมั่นคงในการด�ำรงชีพของราษฎร
ซึ่งเป็นการสรา้ งความเข้มแข็งของสังคมไทย จากระดับพ้ืนฐานสคู่ วามเจรญิ ของชาติโดยส่วนรวม
การตั้งถ่ินฐานของราษฎรตัง้ แต่อดตี มาอาศยั อยรู่ มิ แมน่ ำ้� ลำ� คลอง
จังหวัดนนทบุรีในยุคพัฒนานี้จึงมีผู้มีความรู้ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ท่ีดีย่ิงในการพัฒนาจังหวัด
นนทบรุ ที ี่สมควรแกก่ ารยกยอ่ งหลายทา่ น อาทิ
พระราชาภิมณฑ์ (เพ็ง) ท่ีได้รับพระบรมราชานุญาตให้ขุดคลองพระราชาพิมล หรือคลองพระพิมล
ท่ขี ุดแยกจากปลายคลองบางบวั ทอง จังหวัดนนทบุรี ไปทางทศิ ตะวันตกผา่ นป่ากระท่มุ มืดไปบรรจบแมน่ �้ำท่าจนี
ทอ่ี �ำเภอบางเลน จงั หวดั นครปฐม คลองนขี้ ดุ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๓๓
144 นนทบุรศี รมี หานคร
ผลงานของพระราชาภมิ ณฑท์ ขี่ ดุ คลองพระราชาพมิ ลแลว้ กอ่ ใหเ้ กดิ แหลง่ ปลกู ขา้ วพน้ื ทกี่ วา้ งใหญไ่ พศาล
ข้ึนในฟากตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดนนทบุรี และบางส่วนของพ้ืนท่ีอ�ำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี
อ�ำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และอ�ำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เฉพาะในเขตพ้ืนท่ีทาง
ฝั่งตะวันตกของแม่น�้ำเจ้าพระยาในจังหวัดนนทบุรี ได้มีการพัฒนาทางด้านกายภาพไปอย่างรวดเร็ว เกิดชุมชน
ชาวนาเกดิ แหลง่ ผลติ ขา้ วและคา้ ขา้ วทเี่ ปน็ แหลง่ ใหญท่ สี่ ดุ ของจงั หวดั นนทบรุ ี อนั สง่ ผลใหท้ างราชการไดย้ กฐานะ
ชมุ ชนขนึ้ เปน็ อำ� เภอบางบวั ทอง เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๔๓ และกงิ่ อำ� เภอบางแมน่ าง ตอ่ มาไดย้ กฐานะเปน็ อำ� เภอบางแมน่ าง
เมือ่ วนั ที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๔ และได้เปล่ยี นชือ่ เปน็ อ�ำเภอบางใหญ่ เมอ่ื วันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒
น่งั รถไฟไปเมืองนนท์
ต�ำนานการเดินทางไปจงั หวดั นนทบุรคี รัง้ หน่ึงในประวัตศิ าสตร์คือ การนั่งรถไฟไปจงั หวัดนนทบุรี
การเดนิ ทางของผคู้ นแตเ่ ดมิ ทเี่ ดนิ ทางระหวา่ งกรงุ เทพฯ และจงั หวดั นนทบรุ ที ส่ี ะดวกทสี่ ดุ คอื การเดนิ ทาง
ทางน�้ำด้วยเรอื โดยมแี มน่ ้ำ� เจ้าพระยาและคลองตา่ ง ๆ เป็นเส้นทางการเดินทาง แตถ่ า้ เป็นฤดแู ล้ง ในบางพืน้ ท่ี
คลองจะแหง้ การเดนิ ทางดว้ ยเท้าเปน็ การเดนิ ทางโดยปกติของผู้คนในอดตี
วนั ท่ี ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖ เกดิ ปรากฏการณค์ รงั้ สำ� คญั ในสยามประเทศ วนั นเ้ี ปน็ วนั เปดิ การเดนิ รถไฟ
สายกรงุ เทพฯ - ปากนำ้� เปน็ รถไฟสายแรกของประเทศไทย เปน็ ของเอกชนชาวเดนมารก์ ทไ่ี ดร้ บั พระบรมราชานญุ าต
ให้ด�ำเนนิ กจิ การเดนิ รถไฟสายน้ี
วันท่ี ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเปิดการ
เดนิ รถไฟหลวงช่วงแรกระหวา่ งกรงุ เทพฯ - พระนครศรอี ยธุ ยา
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเหน็ ประโยชนข์ องรถไฟทช่ี ว่ ยในการเดนิ ทางของประชาชน
และการขนส่ง โปรดเกลา้ ฯ ให้มีการสรา้ งทางรถไฟสายแรกในประเทศไทยทีเ่ ป็นของราชการคอื สายกรุงเทพฯ
- อยธุ ยา เพือ่ เป็นการทดลอง และมพี ธิ เี ปิดการเดนิ รถไฟเมอ่ื วันที่ ๒๖ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๓๙
การเดินทางโดยรถไฟจึงเป็นที่นิยมของผู้คนในประเทศไทยอย่างมาก ในเวลาต่อมาทางราชการได้
จัดตง้ั กรมรถไฟหลวงเพอื่ ดำ� เนินกจิ การรถไฟและใหบ้ ริการแกป่ ระชาชน ขณะเดียวกนั โปรดเกลา้ ฯ พระราชทาน
พระบรมราชานุญาตให้เอกชนด�ำเนินกิจการรถไฟได้ จึงเกิดรถไฟสายธนบุรี - สมุทรสาคร - แม่กลอง
สายท่าเรือ - พระพุทธบาท และสายธนบรุ ี - นนทบุรี - บางบวั ทอง - ลาดหลุมแกว้ ในเวลาต่อมา
ตำ� นานรถไฟสายบางบัวทอง
เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา) ได้ด�ำริท่ีจะด�ำเนินกิจการรถไฟสายบางบัวทองตั้งแต่
พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นรถไฟเอกชนอีกสายหนึ่ง เพราะได้เห็นประโยชน์ของรถไฟท่ีใช้เป็นพาหนะขนไม้และต้นไม้ที่
ขุดจากดงพญาเย็นมาปลูกท่ีพระราชวังดุสิต ซ่ึงเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ เป็นผู้รับผิดชอบภารกิจน้ี เร่ืองรถไฟ
จึงอยู่ในความคิดของเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ตลอดมา ประกอบกับมีญาติทางฝ่ายหม่อมมารดาอยู่ที่จังหวัด
นนทบรุ ี ไดเ้ หน็ ความยากล�ำบากในการเดินทางในการขนส่งนำ� ผลไม้ไปขายของชาวบ้าน ชาวสวน เมอื งนนทบุรี
เจ้าพระยาวรพงศ์พพิ ัฒนจ์ ึงดำ� ริทีจ่ ะเปดิ ด�ำเนนิ กจิ การรถไฟในจงั หวดั นนทบุรี