The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-07-17 11:12:11

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

Keywords: ศาสนิกในประเทศไทย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิก

ในประเทศไทย

พุทธ อิสลาม ครสิ ต์
พราหมณ-์ ฮนิ ดู ซิกข์

วถิ ชี วี ิต 5 ศาสนกิ ในประเทศไทย

ISBN : 978-616-543-200-9
เนื้อหา คณะอนุกรรมาธกิ ารส่งเสรมิ กจิ การศาสนาและศาสนกิ สมั พันธ์
คณะกรรมาธิการการศาสนา คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒสิ ภา

ทป่ี รึกษา พระมหาราชครพู ิธศี รีวิสทุ ธคิ ุณ
นายมานสั ทารัตนใ์ จ อธบิ ดีกรมการศาสนา
นางพมิ พก์ าญจน์ ชัยจิตร์สกุล รองอธบิ ดีกรมการศาสนา
นางสาวพิไล จริ ไกรศริ ิ ท่ปี รกึ ษากรมการศาสนา
นายชวลติ ศริ ิภิรมย ์ ทีป่ รกึ ษากรมการศาสนา
นางศรนี วล ลัภกิตโร ผ้อู ำนวยการสำนักพฒั นาคุณธรรมจรยิ ธรรม
นายสำรวย นกั การเรยี น เลขานกุ ารกรมการศาสนา

อำนวยการผลิต นายเกรียงศักดิ์ บญุ ประสิทธิ์ ผ้อู ำนวยการกองศาสนูปถมั ภ์

คณะผเู้ ขยี น
พระพทุ ธศาสนา อาจารยว์ รเดช อมรวรพิพฒั น์
ศาสนาอสิ ลาม รองศาสตราจารย์ พิเชฎฐ์ กาลามเกษตร์
อิหมา่ มวุฒิวัย หวงั บู่
ดร.วสิ ูตร ดารากยั
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นริ ันดร์ พันทรกจิ
ดร.จรูญ ลงสุวรรณ
ศาสนาครสิ ต์ ดร.ประทปี ฉตั รสุภางค์
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วรยทุ ธ ศรวี รกุล
ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู พราหมณป์ กรณ์ วฒุ ิพราหมณ์
พราหมณ์ตรัณ บรุ ณศริ ิ
ศาสนาซิกข์ มานิต สจั จะมติ ร

บรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ พเิ ชฎฐ์ กาลามเกษตร์

ผู้ชว่ ยบรรณาธิการ ดร.จรญู ลงสวุ รรณ
นายวเิ ชยี ร อนันตศริ ิรัตน์
นางสพุ ตั รา หะยอี ับดุลรอมาน

พิมพค์ รง้ั ท่ี 3 พ.ศ. 2560 จำนวน 5,000 เล่ม

พิมพ์ที่ โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย 11-17 ถ.มหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

พระบรมราโชวาทและพระราชดำรสั

“...ประเทศไทยไดถ้ อื เปน็ นโยบายเสมอมา ในการใหป้ ระชาชนพลเมอื ง
มเี สรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา ชาวไทยทกุ คน มเี สรภี าพอยา่ งเตม็ ท่ี ในการเลอื ก
นับถือศาสนาใดๆ ตลอดท้งั การปฏบิ ตั บิ ูชาตามความเช่ือถอื ของตน โดยเหตนุ ี้
ผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ กันในประเทศไทย จึงมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันด้วย
ความผาสุก...”

ความตอนหน่งึ ในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในโอกาสทเี่ อกอคั รราชทตู แห่งวาตกิ นั เข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์ ตราตั้ง

ณ พระทีน่ ัง่ จกั รมี หาปราสาท
วันท่ี ๑๖ ตลุ าคม ๒๕๑๒

“...ศาสนาทุกศาสนามุ่งสอนให้คนประพฤติดี ให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม
ศาสนาเป็นท่ีพงึ่ ตลอดไปของมนษุ ย์ ทั้งในยามสขุ และในยามทกุ ข์ ช่วยเตอื น
สติเราไม่ให้ประมาทหลงระเริงในยามยินดีมีความสุข ช่วยเราไม่ให้หมดสติ
รู้สกึ เควง้ ควา้ งในยามมีทุกข.์ ..”

พระราชดำรสั ของสมเดจ็ พระนางเจา้ สิรกิ ิติ์ พระบรมราชินนี าถ
ในพธิ ีเปิดงานโครงการวันแม่

ณ หอประชุมโรงเรยี นเซนตค์ าเบรียล
วนั ท่ี ๔ ตลุ าคม ๒๕๑๕

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


คำนยิ ม
ประธานวุฒสิ ภา

ขา้ พเจา้ รสู้ กึ ยนิ ดเี ปน็ อยา่ งยง่ิ ทค่ี ณะอนกุ รรมาธกิ ารสง่ เสรมิ กจิ การศาสนา
และศาสนิกสัมพันธ์ ในคณะกรรมาธกิ ารการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ
และวฒั นธรรม วฒุ สิ ภา รว่ มกบั กรมการศาสนาไดจ้ ดั ทำหนงั สอื “วถิ ชี วี ติ 5 ศาสนกิ
ในประเทศไทย” เพอื่ เผยแพรแ่ ละเข้าใจตอ่ กนั ของแตล่ ะศาสนกิ
หนงั สอื “วถิ ีชีวติ 5 ศาสนกิ ในประเทศไทย” ควรค่าแก่การเป็นแหลง่
ความรู้ทางศาสนาของสงั คมไทย เนือ่ งจากไดป้ ระมวลสาระของศาสนาท้งั 5 ใน
ประเทศไทย ท่เี ป็นเรอ่ื งใกล้ตวั ซง่ึ ศาสนาต่าง ๆ มีสว่ นร่วมใ๋ นลักษณะข้อปฏิบตั ิ
อันเป็นรปู ธรรมตลอดชวี ิต ท้งั ชวี ิตส่วนตวั และชวี ิตส่วนรวมของศาสนกิ ทงั้ ยงั ได้
นำเสนอลักษณะคำสอนอันเปน็ องค์ประกอบพื้นฐานของข้อปฏบิ ัติ เป็นการปพู ้นื
และทง้ั เสนอขอ้ คำนงึ ในการทำความเข้าใจระหวา่ งศาสนาโดยรวม
ในยามที่สังคมไทยประสบวิกฤติ และสามารถสืบสาเหตุได้ว่า วิกฤติ
ทัง้ หลายมตี น้ ตอมาจากตวั มนษุ ย์ เพราะความห่างไกลของมนษุ ย์จากหลักธรรม
คำสอนของศาสนาเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงควรเป็นทางออกหลัก
เป็นที่พึ่งอันสำคัญของสังคมไทย อันสมควรที่หนังสือ “วิถีชีวิต 5 ศาสนิกใน
ประเทศไทย” จะได้มีสว่ นเสรมิ สรา้ งพลังใหส้ ังคมไทยรอดพ้นจากวกิ ฤติตา่ ง ๆ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช)
ประธานวุฒิสภา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


คำนิยม

ประธานคณะกรรมาธกิ ารการศาสนา คุณธรรม
จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒสิ ภา

ผมรสู้ กึ ยนิ ดตี ามทค่ี ณะอนกุ รรมาธกิ ารสง่ เสรมิ กจิ การศาสนาและศาสนกิ
สัมพนั ธ์ ซง่ึ มี นายสรุ ยิ า ปนั จอร์ เปน็ ประธาน ได้นำเสนอหนังสือ “วถิ ีชีวติ 5
ศาสนกิ ในประเทศไทย” หนงั สอื เลม่ นไ้ี มเ่ พยี งแตส่ นองตอ่ วตั ถปุ ระสงคข์ องหนงั สอื
โดยเฉพาะแลว้ ยงั ชว่ ยใหค้ วามพยายามของอนกุ รรมาธกิ ารชดุ นบ้ี รรลเุ จตนารมณ์
ท่ีจะส่งเสริมกิจการศาสนา และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งศาสนกิ ในสังคมไทย
หนังสือ “วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย จะเป็นแหล่งการเรียนรู้
ท่ีทรงคุณคา่ ดว้ ยเน้อื หา หลักธรรมคำสอน ศาสนกิจ ของทุกศาสนาบนพน้ื ฐาน
ของความหลากหลายทางศาสนา และวัฒนธรรม
ศาสนิกสัมพันธ์ จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมสันติสุข ด้วยการ
ยอมรบั ในจดุ เหมอื น เรยี นรจู้ ดุ ตา่ ง และดำเนนิ ชวี ติ ตามหลกั ธรรมของแตล่ ะศาสนา
นับเป็นบทบาทสำคัญในการใช้ศาสนาเป็นกลไกในการเสริมสร้างความสามัคคี
ของคนในชาติ
ขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมกิจการศาสนาและศาสนิกสัมพันธ์
และกรมการศาสนา ทร่ี บั ไปจดั เผยแพร่ หนงั สอื เลม่ น ้ี นบั วา่ เปน็ เครอ่ื งชว่ ยสำคญั
สำหรับการบูรณะฟนื้ ฟู บำรงุ รักษารากฐานอนั สำคญั ดงั กลา่ วของสังคมไทย

(นายอนศุ าสน ์ สวุ รรณมงคล )
ประธานคณะกรรมาธิการ

การศาสนา คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ศลิ ปะและวฒั นธรรม
วุฒิสภา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


คำปรารภ

หนงั สอื “วถิ ชี วี ติ 5 ศาสนกิ ในประเทศไทย” เปน็ ผลงานชน้ิ หนง่ึ ของคณะอนกุ รรมาธกิ าร
สง่ เสรมิ กจิ การศาสนา และศาสนกิ สมั พนั ธ์ ในคณะกรรมาธกิ ารการศาสนา คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ศลิ ปะและวัฒนธรรม วฒุ ิสภา อันเกิดจากเจตนารมณ์ทีจ่ ะสง่ เสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรม
การแก้ไขปญั หาต่าง ๆ และการพฒั นาสงั คมไทย โดยอาศัยหลักคำสอน และความร่วมมือ
ระหวา่ งศาสนกิ ศาสนาตา่ งๆ ในประเทศไทย โดยเจตนารมณด์ งั กลา่ วน้ี คณะอนกุ รรมาธกิ ารฯ
คำนงึ ถงึ ความสำคญั และดำรทิ จ่ี ะบรรจคุ ำสอนของศาสนาในประเทศทกุ ศาสนา แตด่ ว้ ยขอ้ จำกดั
หลายประการ ในชน้ั นจ้ี งึ เสนอไดเ้ พยี งคำสอนของศาสนาพทุ ธ ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู และศาสนาซกิ ข์
เดมิ คณะอนกุ รรมาธกิ ารฯ ดำรทิ จ่ี ะใหง้ านชน้ิ นเ้ี ปน็ คมู่ อื สำหรบั เยาวชนซง่ึ เปน็ อนาคต
ของชาติ ดว้ ยความตง้ั ใจทจ่ี ะใหเ้ ยาวชนไดม้ หี นงั สอื ทางศาสนาทไ่ี มย่ ากนกั แกก่ ารศกึ ษาเรยี นรู้
เพอ่ื นำไปเปน็ หลกั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ และไดแ้ ลกเปลย่ี นเรยี นรรู้ ะหวา่ งศาสนา เปน็ รากฐานใหเ้ กดิ
พลังสร้างสรรคร์ ว่ มกนั ในสังคมไทย อย่างไรกต็ ามอนุกรรมาธกิ ารไดท้ บทวนดำริเดิมเหน็ ว่า
งานชิน้ นีม้ ุ่งประโยชน์แก่สงั คมโดยรวม และทกุ ศาสนามุ่งให้ประโยชน์มนุษย์โดยไม่จำกดั
สถานะ เพราะฉะนน้ั เนอ้ื หาและชอ่ื หนงั สอื จงึ มสี ว่ นลกึ และใชช้ อ่ื ทเ่ี ปดิ กวา้ งสำหรบั คนทว่ั ไป
ไมส่ อื่ ใหเ้ หน็ ว่าเปน็ งานเขยี นสำหรบั เยาวชนเท่านัน้
อนง่ึ การดำเนนิ งานดงั กลา่ วของอนกุ รรมาธกิ ารสง่ เสรมิ กจิ การศาสนา และศาสนกิ สมั พนั ธ์
นบั แตก่ ารดำริ การกำหนดสาระ การกำหนดผ้ทู รงคุณวุฒเิ ขยี นผลงาน การพจิ ารณาผลงาน
และการจัดการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างศาสนาทั้งภายในและ
ภายนอก อนุกรรมาธกิ ารสง่ เสริมกิจการศาสนา และศาสนิกสัมพนั ธ์
อนกุ รรมาธกิ ารฯ คาดหวงั ทจ่ี ะใหห้ นงั สอื “วถิ ชี วี ติ 5 ศาสนกิ ในประเทศไทย” ไดร้ บั
การรว่ มมือระหวา่ งศาสนกิ ในวงกวา้ ง โดยการนำไปใช้ประโยชน์ แนะนำผอู้ ่นื ให้ขอ้ คิดเหน็
เพื่อการแก้ไขปรับปรุง สร้างผลงานต่อเนื่อง หรือทำการใดก็ตามที่จะช่วยเสริมสร้างให้
เจตนารมณ์ที่จะใหศ้ าสนาเป็นหลักสร้างสรรคส์ งั คมไทยไดข้ ยายผลต่อไป

สรุ ยิ า ปนั จอร์
ประธานคณะอนุกรรมาธกิ าร
ส่งเสรมิ กจิ การศาสนา และศาสนกิ สัมพันธ์
คณะกรรมาธกิ ารการศาสนา คุณธรรม จรยิ ธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม

วฒุ สิ ภา
วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย



กิตตกิ รรมประกาศ

หนังสือเล่มนี้เป็นภารกิจที่สำเร็จได้ด้วยการส่งเสริม สนับสนุน และ
ความพยายามทมุ่ เทดว้ ยประการต่างๆ ท้ังโดยตรง และโดยทางอ้อมจากบุคคล
เปน็ จำนวนมากอันสมควรแกก่ ารขอบคุณ และไดร้ ับอานสิ งส์จากคณุ ูปการท่ี
ทา่ นได้ทำไวเ้ ป็นอย่างยงิ่ แม้มิไดเ้ อย่ นามทา่ นไว้ ณ ทนี่ ้ีท้งั หมด
ขอขอบพระคณุ คณะอนกุ รรมาธิการส่งเสริมกิจการศาสนาและศาสนิก
สมั พนั ธ์ ทป่ี รกึ ษา และเจา้ หนา้ ทท่ี ม่ี สี ว่ นรว่ มในกระบวนการพจิ ารณาและดำเนนิ การ
ร่วมกับผู้เขียน และผู้เขียนเนื้อหาศาสนาต่างๆ ตลอดจนผู้ช่วยจัดเตรียม
เนอ้ื หา ซึง่ ประกอบดว้ ย นายแพทยจ์ กั รธรรม ธรรมศกั ดิ์ พ.ต.อ.วัชระ สารคร
อาจารย์ ดร.ประทีป ฉัตรสภุ างค์ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วรยทุ ธ ศรีวรกุล
อิหม่ามวฒุ วิ ัย หวังบ่ ู ดร.วิสตู ร ดารากัย ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นริ นั ดร์
พันทรกิจ ดร.จรญู ลงสวุ รรณ คณุ ฐติ ิกรณ ์ ยาวไิ ชย คุณสพุ ตั รา นริ ดั
คณุ ระววี รรณ เซ็นสม และรองศาสตราจารยพ์ ิเชฏฐ ์ กาลามเกษตร์
ขอขอบพระคณุ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ
การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศลิ ปะและวัฒนธรรม วฒุ สิ ภา ที่เป็นท้ังแรง
บันดาลใจ และส่งเสริมสนบั สนุนภารกิจนข้ี องคณะอนกุ รรมาธิการฯ
อนง่ึ หนงั สอื เลม่ นจ้ี ะปรากฏออกสู่สงั คมมิได้ หากมิได้รบั การสนบั สนุน
ค่าใช้จ่ายในการจัดพมิ พจ์ าก อธิบดีกรมศาสนา ซ่ึงขอขอบคณุ และจารึกการมี
สว่ นร่วมสรา้ งสรรค์ของท่านในการสร้างผลงานช้นิ นไ้ี ว้ ณ ท่นี ้ี

สรุ ิยา ปันจอร์

ประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร
ส่งเสรมิ กิจการศาสนาและศาสนกิ สมั พนั ธ์
คณะกรรมาธกิ ารการศาสนา คณุ ธรรม จริยธรรม ศลิ ปะและวฒั นธรรม

วฒุ ิสภา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


บทบรรณาธิการแถลง

ศาสนาทั้งห้าคือ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม
ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู และศาสนาซกิ ข์ เป็นเรอ่ื งใหญ่ อยา่ งน้อยก็ดว้ ยการเปน็
ศาสนาสำคัญไม่เพียงแต่สำหรบั สงั คมไทยเทา่ นนั้ แตส่ ำหรบั โลก และดว้ ยการ
มีเนอื้ หาสาระคำสอน และแง่มุมอันหลากหลายของศาสนาท้งั 5 ยืนหยัดอยู่มา
ยงั่ ยนื นานในประวตั ศิ าสตร ์ เพราะฉะน้ันจงึ ย่อมเปน็ เรื่องยาก กระทง่ั อาจเป็น
ไปไมไ่ ดเ้ ลยทใ่ี ครคนใดคนหนง่ึ จะรทู้ กุ เรอ่ื งในทกุ ศาสนา แมแ้ ตใ่ นศาสนาทต่ี นเอง
นบั ถอื ในชว่ั ชวี ติ น้ี เพราะฉะนน้ั จงึ จำเปน็ ตอ้ งนำผลงานเชงิ วรรณกรรมทางศาสนา
มาอา้ งโดยจำกดั ขอบเขตตามวัตถปุ ระสงค์บางอย่าง
ในที่น้ี คณะอนุกรรมาธกิ ารส่งเสริมกจิ การศาสนา และศาสนกิ สมั พันธ์
เห็นวา่ สงั คมไทยโดยทั่วไปจำเปน็ อย่างยง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งหนั มาพึ่งศาสนา มศี รัทธาและ
ยึดหลกั คำสอนในศาสนาเพอ่ื การดำรงชวี ติ ทด่ี ี ในขณะเดยี วกนั ประเทศไทยเป็น
สงั คมหลากหลายศาสนา ศาสนกิ ต่าง ๆ ตอ้ งเกีย่ วข้องสัมพันธ์กนั มีผลกระทบ
ตอ่ กัน และได้รบั ผลกระทบจากสภาวการณ์ตา่ งๆ ของประเทศรว่ มกนั แตบ่ ่อย
คร้งั ท่นี านาศาสนิกมีทัศนคติหรือการปฏิบัติบางอย่างกระทบกระเทือนความร้สู ึก
และการวางตัวที่ลำบากระหว่างกัน อันเนื่องมาจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจหรือ
การเข้าใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงในศาสนาของเพื่อนต่างศาสนา หรือแม้แต่
ในศาสนาของตนเอง เพราะฉะนั้น อนกุ รรมาธิการจึงเลือกหยิบยกประเดน็ ท่ีทกุ
ศาสนิกคุ้นเคย และเป็นเรื่องที่ปรากฏร่วมกันในวัฒนธรรมต่าง ๆ ของมนุษย์
มานำเสนอได้แก่ 4 เรอื่ งนี้
1. ข้อปฏิบัตใิ นชวี ิตประจำวัน
2. ขอ้ ปฏบิ ตั ิในชว่ งเปลี่ยนผ่านของชีวิต
3. วนั สำคญั ทางศาสนา
4. ความสมั พันธ์ระหว่างมนุษย์

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


เนื่องจากสาระ 4 เรอื่ ง เปน็ องค์ประกอบของสาระอนื่ ๆ ของศาสนา
ท้ั ง ร ะ บ บ ซ่ึ ง เช่ื อ ม โ ย ง ป ร ะ ก อ บ กั น เ ป็ น รู ป แ บ บ เ ด่ น เ ฉ พ า ะ ข อ ง แ ต่ ล ะ ศ า ส น า
และมีรากฐานมาจากหลักคำสอน พื้นฐานของศาสนานั้นๆ ซึ่งผู้ศึกษาศาสนา
จะเข้าใจศาสนากระจ่างข้ึนหากได้ศึกษาทำความเข้าใจรูปแบบและหลักคำสอน
พื้นฐานของศาสนาที่รองรับประเด็นเหล่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนที่จะกล่าวถึง
ประเด็นทั้ง 4 ของแต่ละศาสนา จะมีการเกริ่นนำถึงรูปแบบ และหลักคำสอน
พ้นื ฐานปูพนื้ ไว้กอ่ นในตอนตน้ ของแต่ละศาสนา
อนึ่ง งานชิ้นนี้แม้คณะผู้ทำงานทั้งหมดมีความประสงค์และพยายาม
จะให้งานมีความสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่สมบูรณ์ตามที่ประสงค์
เมื่อกำหนดประเด็นสาระแล้ว คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมกิจการศาสนา
และศาสนิกสัมพันธ์จึงได้ขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละศาสนาเขียนผลงานในแง่มุม
ศาสนาที่ท่านนับถือ เพื่อจะได้สะท้อนวิถีชีวิตของศาสนิกแต่ละศาสนาไปด้วย
ถึงกระนั้นการนำเสนอสาระก็นับเป็นเรื่องท่ีอยู่ในดุลยพินิจส่วนบุคคลท่ีคงถือว่า
เป็นตัวแทนของศาสนาท้งั หมดไมไ่ ด้ อีกประการหนงึ่ แนวเนอื้ หาทน่ี ำเสนอแมจ้ ะ
เป็นประเดน็ ร่วมกนั แต่กเ็ ป็นแต่เพยี งประเดน็ กว้าง ๆ ไมไ่ ดจ้ ำแนกประเดน็ ย่อย
เพราะฉะนั้นเน้ือหาในแต่ละประเด็นตามดุลยพินิจของผู้เขียนจึงอาจจะไม่ล้อกัน
เสยี ทีเดยี ว ไดแ้ ตค่ าดหวังวา่ ผูศ้ กึ ษา นักวจิ ัย นักวิชาการ ครบู าอาจารย์ จะได้
ชว่ ยกันเสริมสร้างองค์ความรู้เหลา่ นใี้ หป้ ระณตี ลกึ ซง้ึ ตอ่ ไปในอนาคต

พิเชฎฐ์ กาลามเกษตร์
บรรณาธิการ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


คำนำในการพมิ พ์คร้ังท่ี 1

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2550 มาตรา 79 ท่ีบัญญัติ
“รฐั ต้องใหค้ วามอุปถัมภ์ และคุม้ ครองพระพทุ ธศาสนา ซ่งึ เป็นศาสนาทปี่ ระชาชน
ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน และศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดี
และความสมานฉนั ท์ระหว่างศาสนิกชนทุกศาสนา รวมทงั้ สนบั สนุนการนำหลกั ธรรม
ของศาสนามาใช้เพ่ือเสริมสร้างคุณธรรมและพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ”
เพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงคต์ ามเจตนารมณแ์ หง่ รฐั ธรรมนญู นน้ั กรมการศาสนา
จึงไดจ้ ดั พิมพ์หนงั สอื “วถิ ชี วี ติ 5 ศาสนกิ ในประเทศไทย” โดยไดร้ ับความอนเุ คราะห์
เนื้อหาจากคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมกิจการศาสนาและศาสนิกสัมพันธ์
ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จรยิ ธรรม ศลิ ปะและวฒั นธรรม วฒุ ิสภา
อนั สบื เนอ่ื งมาจากทางคณะอนกุ รรมาธกิ ารชดุ น้ี นำโดยวฒุ สิ มาชกิ สรุ ยิ า ปนั จอร์
ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ และนายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองประธาน
คณะอนุกรรมาธิการฯ และผู้บริหารงานคณะอนุกรรมาธิการดังกล่าว ได้มาเยี่ยม
กรมการศาสนา เม่ือวนั ที่ 13 ธนั วาคม 2554 และเหน็ ความสอดคลอ้ งในเจตนารมณ์
และภารกจิ ระหวา่ งกรมการศาสนาและองคก์ รวฒุ สิ ภา ในการจรรโลงสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ให้
ศาสนาเป็นเสาหลักท่ีทรงคณุ คา่ และพลังสรา้ งสรรคส์ ังคมไทย ผ่านการศกึ ษาเรยี นรู้
ศาสนาและความรว่ มมอื ระหวา่ งศาสนกิ และศาสนาตา่ ง ๆ ของประเทศโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ
ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซกิ ข์
กรมการศาสนา ขอแสดงความชน่ื ชมและขอขอบคณุ ทางคณะอนกุ รรมาธกิ าร
ส่งเสรมิ กจิ การศาสนาและศาสนิกสัมพันธ์ ในคณะกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม
จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ในการดำเนินภารกิจด้านศาสนาและ
ส่งเสรมิ สนับสนุนกรมการศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้อนุญาตต้นฉบับหนังสือ
วิถีชีวติ 5 ศาสนกิ ในประเทศไทย มาดำเนินการจดั พิมพแ์ ละเผยแพร่ เชอ่ื วา่ หนงั สือ
ดงั กลา่ วจะก่อใหเ้ กิดประโยชนแ์ ก่สงั คมประเทศชาติตอ่ ไป

(นายปรชี า กันธิยะ)
อธบิ ดีกรมการศาสนา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


คำนำในการพมิ พค์ รง้ั ท่ี 2

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้จดั พมิ พห์ นังสือวิถีชีวิต ๕ ศาสนิก
ในประเทศไทย มาแลว้ ๑ ครง้ั โดยไดร้ บั ความอนเุ คราะหเ์ นอ้ื หาจากคณะอนกุ รรมาธกิ าร
สง่ เสริมกจิ การศาสนาและศาสนิกสัมพันธ์ ในคณะกรรมาธกิ ารการศาสนา คณุ ธรรม
จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เพื่อให้ศาสนิกชนศาสนาต่างๆ ได้เรียนรู้
หลกั ปฏบิ ตั ขิ องแตล่ ะศาสนา เขา้ ใจหลกั ธรรมทางศาสนาระหวา่ งศาสนกิ ชนของทกุ ศาสนา
อันเป็นการลดปัญหาหรือป้องกันความขัดแย้งและความรุนแรง และได้เผยแพร่
ไปยงั หนว่ ยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา องคก์ รเครือข่ายทางศาสนา และประชาชน
ผสู้ นใจทว่ั ไปจนไดร้ บั ความสนใจกวา้ งขวางเปน็ อยา่ งมาก ทำใหไ้ มเ่ พยี งพอในการเผยแพร่
ในการจดั พมิ พห์ นงั สอื วถิ ชี วี ติ ๕ ศาสนกิ ในประเทศไทย ครง้ั ท่ี ๒ กรมการศาสนา
ได้เห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้ศาสนิกชนศาสนาต่างๆ ได้เรียนรู้และสามารถ
นำหลักธรรมทางศาสนาดำเนนิ ชวี ติ ในทางสายกลาง โดยน้อมนำปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงไปประยุกต์ใช้และปฏิบัติในชีวิตได้อย่างเหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลง
ในดา้ นตา่ งๆ หนงั สอื เลม่ นจ้ี งึ มเี นอ้ื หาสาระในเรอ่ื งของหลกั ธรรมคำสอน ศาสนกจิ ของ
ทกุ ศาสนา และหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง อนั เปน็ การพฒั นาคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
เสรมิ สรา้ งความเขา้ ใจอนั ดรี ะหวา่ งศาสนกิ ชนตา่ งศาสนา การเหน็ คณุ คา่ ของการอยรู่ ว่ มกนั
และการดำรงชีวิตอยา่ งพอเพียง ก่อให้เกิดความสมานฉนั ท์และสันติสุขในสงั คมและ
ประเทศชาติ
หวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ หนงั สอื วถิ ชี วี ติ ๕ ศาสนกิ ในประเทศไทย จะทำใหผ้ สู้ นใจ
ได้เรียนรู้และเข้าใจในหลักธรรมทางศาสนาและสามารถน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ อนั เปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คมและประเทศชาตไิ ดเ้ ปน็ อยา่ งดี

(นายกฤษศญพงษ ์ ศิริ)
อธบิ ดีกรมการศาสนา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


คำนำ

กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม ได้จดั พมิ พ์หนงั สือวถิ ีชีวติ ๕ ศาสนกิ
ในประเทศไทย มาแลว้ ๒ ครง้ั โดยไดร้ บั ความอนเุ คราะหเ์ นอ้ื หาจากคณะอนกุ รรมาธกิ าร
ส่งเสริมกิจการศาสนาและศาสนิกสัมพันธ์ ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คณุ ธรรม
จริยธรรม ศลิ ปะและวฒั นธรรม วฒุ สิ ภา เพอื่ ใหศ้ าสนิกชนศาสนาตา่ งๆ ไดเ้ รยี นรู้
หลักปฏิบัติของแต่ละศาสนา เข้าใจหลักธรรมทางศาสนาระหว่างศาสนิกชนของ
ทกุ ศาสนา โดยได้เผยแพร่ไปยังหนว่ ยงานภาครัฐ สถาบนั การศึกษา องคก์ รเครอื ข่าย
ทางศาสนา และประชาชนผ้สู นใจท่วั ไป จนไดร้ ับความสนใจกวา้ งขวางเปน็ อย่างมาก
ทำให้ไม่เพียงพอในการเผยแพร ่
ในฐานะท่ีกรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม เปน็ หน่วยงานในการส่งเสรมิ
คณุ ธรรมจรยิ ธรรม ไดเ้ หน็ ถงึ ความสำคญั ในการสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ใหศ้ าสนาเปน็ เสาหลกั
ที่ทรงคุณค่า ผ่านการศึกษาเรียนรู้ศาสนาและความร่วมมือระหว่างศาสนิกและ
ศาสนาต่างๆ ของประเทศ อันประกอบด้วย พระพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม
ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู และศาสนาซิกข์ จงึ ไดจ้ ดั พิมพห์ นงั สือวิถชี วี ิต
๕ ศาสนิกในประเทศไทย ครั้งที่ ๓ ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้ปรับปรุงเนื้อหา ให้มี
ความสมบรู ณ์ ซง่ึ มีเน้ือหาสาระในเรื่องของหลักธรรมคำสอน ศาสนกิจของทกุ ศาสนา
และหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง อนั เปน็ การเสริมสรา้ งความเขา้ ใจอนั ดีระหวา่ ง
ศาสนกิ ชนต่างศาสนา การพฒั นาคุณธรรมจรยิ ธรรม การเหน็ คุณค่าของการอย่รู ่วมกนั
และการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ก่อให้เกิดความสมานฉันท์และสันติสุขในสังคมและ
ประเทศชาติ
หวงั เปน็ อย่างย่ิงว่า หนงั สือวถิ ีชีวิต ๕ ศาสนกิ ในประเทศไทย จะทำใหผ้ ู้ศึกษา
ได้เรียนรู้และเข้าใจในหลักธรรมทางศาสนาเพิ่มข้ึนจากการศึกษาศาสนาของตนและ
การแลกเปลย่ี นเรยี นรรู้ ะหวา่ งศาสนา รวมทง้ั สามารถนอ้ มนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิต อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคมและประเทศชาติ
อยา่ งดยี ง่ิ

(นายมานสั ทารตั น์ใจ)
อธิบดกี รมการศาสนา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


สารบญั

หนา้

พระบรมราโชวาทและพระราชดำรสั ก

คำนิยม ประธานวฒุ ิสภา ข

คำนยิ ม ประธานคณะกรรมาธกิ ารการศาสนา ค

คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา

คำปรารภ ง

กติ ตกิ รรมประกาศ จ

บทบรรณาธกิ ารแถลง ฉ

คำนำในการพมิ พค์ รัง้ ที่ 1 ซ

คำนำในการพิมพค์ รง้ั ที่ 2 ฌ

คำนำ ญ

ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง (1)

บทนำ 1
พระพทุ ธศาสนา 19

ข้อปฏิบตั ิในชีวิตประจำวนั 32

ขอ้ ปฏิบตั ิในช่วงเปล่ยี นผา่ นของชีวติ 39

วันสำคญั ทางศาสนา 44

ความสมั พนั ธ์ระหว่างมนุษย ์ 53

ศาสนาอสิ ลาม 65

ข้อปฏบิ ัติในชีวิตประจำวนั 77

ข้อปฏิบัติในช่วงเปล่ยี นผ่านของชีวติ 83

วนั สำคญั ทางศาสนา 88

ความสัมพันธร์ ะหว่างมนุษย์ 99

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


สารบัญ (ตอ่ ) หน้า

ศาสนาคริสต์ 131

ขอ้ ปฏบิ ัติในชวี ติ ประจำวนั 135
ขอ้ ปฏบิ ตั ิในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต 142
วนั สำคัญทางศาสนา 149
ความสัมพันธ์ระหวา่ งมนุษย์ 167

ศาสนาพราหมณ-์ ฮินด ู 175

ข้อปฏิบตั ิในชวี ิตประจำวนั 188
ขอ้ ปฏบิ ตั ิในชว่ งเปลีย่ นผา่ นของชวี ติ 200
วนั สำคัญทางศาสนา 204
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมนุษย ์ 235

ศาสนาซกิ ข์ 243

ขอ้ ปฏบิ ตั ิในชีวติ ประจำวัน 252
ขอ้ ปฏบิ ัติในชว่ งเปล่ยี นผ่านของชีวิต 258
วนั สำคัญทางศาสนา 264
ความสมั พันธ์ระหวา่ งมนษุ ย์ 266

บรรณานกุ รมและแหล่งศึกษาเพิม่ เตมิ 271

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


¦ |¬ »”¢¯ }¨‚º£ž¤‹|ƒ¯ ™¨º™° ‚

ÖćøóĆçîćêćöĀúĆÖđýøþåÖÝĉ óĂđóĊ÷Ü ÙČĂ ÖćøóçĆ îćìêĊę ÜĚĆ ïîóČĚîåćî
×ĂÜìćÜÿć÷ÖúćÜ ÙüćöĕöðŠ øąöćì ēé÷ÙćĞ îċÜëÜċ ÙüćöóĂðøąöćè
ÙüćööđĊ Āêñč úÖćøÿøćš ÜõöĎ Ùĉ öšč ÖîĆ ìéęĊ ĔĊ îêüĆ êúĂéÝîĔßÙš üćöø šĎ ÙüćöøĂïÙĂï

ĒúąÙèč íøøöðøąÖĂïÖćøüćÜĒñî ÖćøêĆéÿĉîĔÝ ĒúąÖćøÖøąìĞć

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย


ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกจิ พอเพียง เปน็ ปรชั ญาช้ถี งึ แนวทางการดำรงอยแู่ ละปฏบิ ตั ติ น
ของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ
ทงั้ ในการพัฒนาและบรหิ ารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะ
การพัฒนาเศรษฐกจิ เพ่อื กา้ วทนั ตอ่ โลกยุคโลกาภิวตั น์ ความพอเพียง หมายถงึ
ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล รวมถงึ ความจำเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งมรี ะบบภมู คิ มุ้ กนั
ในตัวที่ดี พอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้ง
ภายนอกและภายใน ท้งั นจ้ี ะต้องอาศยั ความรอบรู้ ความรอบคอบและความ
ระมดั ระวงั อยา่ งยง่ิ ในการนำวชิ าการตา่ งๆ มาใชใ้ นการวางแผนและการดำเนนิ การ
ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกใน
คณุ ธรรม ความซื่อสตั ยส์ จุ ริต และใหม้ ีความรอบรทู้ ่ีเหมาะสม ดำเนินชวี ติ
ด้วยความอดทน ความเพียร มสี ติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อใหส้ มดุล
และพรอ้ มตอ่ การรองรบั การเปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ และกวา้ งขวางทง้ั ดา้ นวตั ถุ
สงั คม ส่ิงแวดล้อม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกได้เปน็ อย่างดี

ประมวลและกลน่ั กรองจากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรสั เกย่ี วกบั เศรษฐกจิ
พอเพยี ง ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั พระราชทานในวโรกาสต่างๆ รวมท้งั
พระราชดำรสั อ่นื ๆ โดยสำนักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคม
แหง่ ชาติ (สศช.) ไดร้ บั พระราชทานพระบรมราชานญุ าต ใหน้ ำไปเผยแพร่ เพอ่ื เปน็
แนวทางปฏบิ ตั ขิ องทกุ ฝา่ ยและประชาชนโดยทว่ั ไป เมอ่ื วนั ท่ี ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๒

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(1)

องค์ประกอบของ

“ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง”

พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทอดพระเนตรเหน็ ความเสย่ี งของเศรษฐกจิ
สงั คมไทย ทพ่ี ง่ึ พงิ ปจั จยั ภายนอกสงู ภายใตก้ ระแสโลกาภวิ ตั นแ์ ละการเปลย่ี นแปลง
ตา่ งๆ อย่างรวดเรว็ จึงทรงเตือนใหพ้ สกนิกรตระหนกั ถึงความสำคัญของปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียง ซ่ึงนำส่กู ารพัฒนาที่ยงั่ ยนื และทรงเน้นยำ้ ว่า การพฒั นา
ต้องเรม่ิ จากการ “พึ่งตนเอง” สรา้ งพน้ื ฐานให้พอมี พอกิน พอใช้ ดว้ ยวธิ ีการ
ประหยัดและถกู ต้องตามหลกั วชิ าการให้ไดก้ อ่ น โดยตอ้ งรู้จักประมาณตนและ
ดำเนินการด้วยความรอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวัง และ “ทำตามลำดบั ขน้ั ตอน”
สกู่ าร “รว่ มมอื ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั ” เมอ่ื พฒั นาตนเองและชมุ ชนใหเ้ ขม้ แขง็ แลว้
จะได้ “พัฒนาเครือข่ายเชือ่ มสสู่ งั คมภายนอกอยา่ งเขม้ แข็ง มัน่ คง และยง่ั ยนื ”
ต่อไป
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั พระราชทาน ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ใหเ้ ปน็ แนวทางการดำเนนิ ชวี ติ และวถิ ปี ฏบิ ตั นิ ำสคู่ วามสมดลุ อนั สง่ ผลใหม้ คี วามสขุ
อยา่ งยง่ั ยืน โดยมีองค์ประกอบสำคญั ดังนี้
ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดีตอ่ ความจำเป็นและเหมาะสม
กบั ฐานะของตนเอง สงั คม สง่ิ แวดลอ้ ม รวมทง้ั วฒั นธรรมในแตล่ ะทอ้ งถน่ิ ไมม่ าก
เกินไป ไมน่ ้อยเกินไป และตอ้ งไมเ่ บยี ดเบียนตนเองและผอู้ ื่น
ความมเี หตผุ ล หมายถึง การตัดสินใจดำเนนิ การอยา่ งมเี หตุผลตาม
หลกั วชิ าการ หลกั กฎหมาย หลักคุณธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยคำนึงถึง
ปจั จยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งอยา่ งถว้ นถ่ี “รจู้ ดุ ออ่ นจดุ แขง็ โอกาส อปุ สรรค” และคาดการณ์
ผลที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ “รู้เขา รู้เรา รู้จักเลือกนำสิ่งที่ดีและเหมาะสม
มาประยกุ ตใ์ ช”้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(2)

การมภี มู คิ มุ้ กนั ในตวั ทด่ี ี หมายถงึ การเตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ มรบั ผลกระทบ
และการเปลยี่ นแปลงด้านเศรษฐกิจ สงั คม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากทง้ั ใน
และตา่ งประเทศ เพื่อใหส้ ามารถบริหารความเสี่ยง ปรับตวั และรบั มือได้อยา่ ง
ทนั ท่วงที
การปฏิบตั ิเพ่ือให้เกดิ ความพอเพยี งนั้น จะต้องเสริมสร้างให้คนในชาติ
มีพื้นฐานจิตใจในการปฏบิ ัติตน ดังนี้
มีคุณธรรม ทงั้ นี้ บุคคล ครอบครัว องคก์ ร และชมุ ชนท่ีจะนำปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ต้องนำระบบคุณธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตมา
ประพฤตปิ ฏิบตั กิ ่อน โดยเร่ิมจากการอบรมเล้ียงดูในครอบครัว การศกึ ษาอบรม
ในโรงเรียน การส่ังสอนศลี ธรรมจากศาสนา ตลอดจนการฝกึ จติ ข่มใจของตนเอง
ใชห้ ลกั วชิ า–ความรู้ โดยนำหลกั วชิ าและความรเู้ ทคโนโลยที เ่ี หมาะสม
มาใช้ ทง้ั ในขน้ั การวางแผนและปฏบิ ตั ิ ดว้ ยความรอบรู้ รอบคอบ และระมดั ระวงั
อยา่ งย่งิ
ดำเนินชีวิตด้วยความเพียร ความอดทน มีสติปัญญา และความ
รอบคอบ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(3)

การนอ้ มนำ....“ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง”
สู่การปฏบิ ัติ

ทุกคนสามารถน้อมนำหลกั ปรชั ญาฯ มาเป็นหลกั ปฏบิ ัติในการดำเนิน
ชีวิตได้ โดยต้อง “ระเบิดจากข้างใน” คือการเกิดจิตสำนึก มีความศรัทธา
เชื่อมั่น เห็นคุณค่า และนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง แล้วจึงขยายไปสู่ครอบครัว
ชุมชน องคก์ ร สงั คม และประเทศชาติต่อไป
ความพอเพยี งระดบั บุคคลและครอบครวั
แนวทางปฏิบตั ิ โดยเรมิ่ จากตัวเองก่อน ด้วยการฝึกจติ ขม่ ใจตนเองและ
อบรมเลยี้ งดูคนในครอบครวั ใหม้ ีคณุ ธรรม กนิ อยตู่ ามอัตภาพ พึง่ พาตนเองอยา่ ง
เต็มความสามารถ ไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่ลงทุนเกินขนาด ดำเนินชีวิตโดย
ไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผอู้ น่ื ใฝร่ ู้ ใฝศ่ กึ ษา และมกี ารพฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
เพื่อความมั่นคงในอนาคต และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นได้ในที่สุด เช่น การหาปัจจัยสี่
มาเลี้ยงตนเองและครอบครัวจากการประกอบสัมมาชีพ การจัดทำบัญชีรายรับ
รายจา่ ย ประหยดั แตไ่ ม่ใชต่ ระหนี่ ลด ละ เลกิ อบายมุข ร้จู ักคณุ คา่ รจู้ กั ใช้
รู้จักออมเงิน และสิ่งของเครื่องใช้ ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง มีการแบ่งปัน
ภายในครอบครวั ชุมชน และสงั คมรอบขา้ ง รวมถึงการรักษาวัฒนธรรมประเพณี
และการอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
รวมท้งั บรหิ ารความเสีย่ งดว้ ยการสรา้ งภูมคิ ้มุ กันดา้ นวตั ถุ สงั คม สิง่ แวดลอ้ ม
และวฒั นธรรม
ตวั อยา่ งความพอเพยี ง เชน่ ถา้ มกี ระเปา๋ ถอื อยู่ ๔ ใบ แตอ่ ยากซอ้ื ใบท่ี ๕
ต้องคำนึงถงึ หลักสำคัญในองคป์ ระกอบของปรชั ญาฯ คอื พอประมาณ มีเหตุผล
และภมู คิ มุ้ กนั หากซอ้ื แลว้ ตอ้ งพจิ ารณาวา่ มเี งนิ พอใชถ้ งึ สน้ิ เดอื นหรอื ไม่ หากไมพ่ อ
แสดงว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงไม่ควรซื้อกระเป๋า แต่หากมีเงินเดือนมากพอ
ไม่เดือดร้อน และจำเป็นต้องใช้ ก็สามารถซื้อได้แต่ราคาต้องเหมาะสมด้วย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(4)

หรอื หากครอบครัวมีปัญหาเร่ืองเปน็ หน้ี ต้องไปดูเหตปุ ัจจยั ของการเปน็ หนที้ ั้งท่ี
ควบคุมไดแ้ ละควบคุมไม่ได ้ โดยลงบัญชีแบ่งประเภทรายรับรายจา่ ย หากราย
จา่ ยใดสามารถควบคมุ ได้และเป็นรายจา่ ยท่ีไม่จำเป็น ก็ใหล้ ดหรือยกเลิกไป เช่น
โทรศพั ทม์ ือถอื ร่นุ ใหม่ หรอื สงิ่ ของท่เี ป็นอบายมุขทั้งปวง
ความพอเพยี งในสถานศึกษา
แนวทางปฏบิ ตั ิ เรม่ิ จาก ครแู ละผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา เลง็ เหน็ ความสำคญั
และนอ้ มนำปรชั ญาฯ มาปฏบิ ัตใิ ห้เปน็ ตวั อย่าง เป็นแม่พมิ พ/์ พ่อพิมพท์ ี่ดีท้งั ใน
ด้านการดำเนินชีวิตโดยยึดหลักคุณธรรม อาทิ ขยัน อดทน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับ
การพนนั และอบายมขุ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฯลฯ และพัฒนาระบบการเรยี นการสอนตาม
หลกั ปรชั ญาฯ อาทิ ต้งั ใจสอน หมั่นหาความรเู้ พมิ่ เติม เปดิ โอกาสให้เด็กแสดง
ความคิดเห็น เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูกับนักเรียน กระตุ้นให้เด็กรัก
การเรียน คิดเปน็ ทำเปน็ และปลกู ฝังคุณธรรมเพอื่ เป็นการสร้างคนดี คนเก่ง
ใหแ้ ก่สังคม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(5)

สำหรบั นกั เรยี น นกั ศกึ ษา ตอ้ งรจู้ กั แบง่ เวลาเรยี น เลน่ และดำเนนิ ชวี ติ
อยา่ งเหมาะสมและพอประมาณกับตนเอง ใฝห่ าความรู้ ใชห้ ลักวชิ าและความรู้
จรงิ ในการตัดสินใจลงมอื ทำสงิ่ ตา่ งๆ คบเพอ่ื นเปน็ กัลยาณมติ ร รู้ รัก สามัคคี
ขยนั หมน่ั เพยี ร ซอ่ื สตั ย์ แบง่ ปนั กตญั ญู รจู้ กั ใชจ้ า่ ยเงนิ อยา่ งมเี หตผุ ลและรอบคอบ
รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันทางศีลธรรมให้แก่ตนเอง อาทิ ไม่ลักขโมย ไม่พูดปด
ไมส่ ูบบุหร่ี และไมด่ มื่ สุรา
ตัวอย่างความพอเพียง เชน่ ครู ตอ้ งเป็นตน้ แบบท่ีดใี หเ้ ด็กเห็นและ
นำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ด้านการบริหารและการเรียนการสอน
ของโรงเรียน ควรปรบั ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละแห่ง โรงเรยี นในเมอื งก็
ปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนในเมือง โรงเรียนในชนบทก็ปรับให้เข้ากับวิถีชีวิต
ในชนบท สอนให้นักเรียน นักศึกษา รู้ รัก สามัคคี เรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักการทำงาน การปลูกผักสวนครัว
การใช้ประโยชนจ์ ากวตั ถุดิบที่มีอยู่ในทอ้ งถิน่ มาแปรรปู เปน็ สนิ ค้า/งานหัตถกรรม
มีการฝากเงินในธนาคารออมทรัพย์ของโรงเรยี น จดั กิจกรรมลด ละ เลกิ อบายมขุ
ชว่ ยเหลอื ผู้ด้อยโอกาส
สำหรับ นักเรียน นักศึกษา ต้องมีวินัย เป็นเด็กดี มีความกตัญญู
ต้งั ใจเรียน และใชเ้ งนิ อย่างประหยดั รจู้ ักอดออม โดยใช้หลักรายได้ลบเงินออม
เท่ากับรายจา่ ย ขยันหมน่ั เพยี ร เรียนรู้ พัฒนา โดยใช้สติ ปัญญา อยา่ งรอบคอบ
เปน็ ตน้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(6)

ความพอเพียงในชุมชน
แนวทางปฏบิ ตั ิ คนในชมุ ชนมกี ารรวมกลมุ่ กนั ทำประโยชนเ์ พอ่ื สว่ นรวม
ช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในชุมชนบนหลักของความรู้ รัก สามัคคี สร้างเป็น
เครือขา่ ยเชื่อมโยงกันในชุมชนและนอกชมุ ชน ท้ังด้านเศรษฐกิจสังคมทรพั ยากร
ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม เช่น การรวมกลมุ่ อาชพี กลุ่มออมทรพั ย์ หรือองคก์ ร
การเงินชุมชน สวัสดิการชมุ ชน การชว่ ยดแู ลรกั ษาความสงบ ความสะอาด
ความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย รวมทง้ั การใชภ้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ และทรพั ยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดล้อมในชุมชนมาสรา้ งประโยชนส์ ขุ ได้อยา่ งเหมาะสม
ตวั อย่างความพอเพยี ง คนในชมุ ชนร่วมกนั ศึกษาข้อมลู ในชมุ ชนเพอื่
ใหร้ ้จู ักตวั เอง ชมุ ชน ทรพั ยากรในชมุ ชน โลกภายนอก และรสู้ าเหตปุ ัญหา ทม่ี า
ของผลกระทบต่างๆ แล้วร่วมกันหาวิธีแก้ปัญหาและวางแผนป้องกันปัญหา
ที่คาดวา่ จะเกิดข้นึ ในอนาคต รวมถงึ พัฒนาสิ่งดีๆ ท่มี อี ยู่ เช่น ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ
และทรพั ยากรธรรมชาติ แล้วนำมาตอ่ ยอดเพอี่ สรา้ งความเปล่ยี นแปลงในชมุ ชน
ในทางท่ดี ขี ึน้ ขณะเดยี วกนั ต้องเสรมิ สร้างพ้ืนฐานจติ ใจของคนในชุมชนให้มี
ความ “รู้ รกั สามคั ค”ี มคี วามรอบรทู้ ่เี หมาะสม ดำเนนิ ชีวติ ด้วยความอดทน
รอบคอบ มีความเพียร มีสติปัญญา และทส่ี ำคัญคอื มีความสขุ บนความพอเพียง
ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่โลภ ไม่ติดการพนัน ไม่เป็นหนี้ ไม่ลุ่มหลงอบายมุข ดังตัวอย่าง
ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในชว่ งเกดิ วกิ ฤตเศรษฐกจิ ชมุ ชนทไ่ี มป่ ฏบิ ตั เิ ชน่ นก้ี ไ็ ปไมร่ อด ตรงขา้ มกบั
ชมุ ชนท่ีปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก็สามารถคงความเขม้ แขง็ และ
ยืนอย่ไู ดด้ ว้ ยตนเอง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(7)

ความพอเพยี งในภาคธุรกจิ เอกชน
แนวทางปฏบิ ตั ิ เรม่ิ จากความมงุ่ มน่ั ในการดำเนนิ ธรุ กจิ ทห่ี วงั ผลประโยชน์
หรอื กำไรในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น แสวงหาผลตอบแทนบนพน้ื ฐานของ
การแบง่ ปนั มงุ่ ใหท้ กุ ฝา่ ยทเ่ี กย่ี วขอ้ งไดร้ บั ประโยชนอ์ ยา่ งเหมาะสมและเปน็ ธรรม
ทั้งลูกคา้ คคู่ ้า ผ้ถู อื หุ้น และพนักงาน ด้านการขยายธุรกจิ ต้องทำอยา่ งคอ่ ยเป็น
คอ่ ยไป ไม่ค้ากำไรเกินควร ไมล่ งทนุ เกินขนาด ไมก่ ู้จนเกนิ ตัว รวมท้งั ต้องมี
ความรู้และเขา้ ใจธุรกิจของตนเอง รจู้ กั ลกู คา้ ศึกษาคูแ่ ขง่ และเรยี นรู้การตลาด
อย่างถ่องแท้ ผลิตในส่ิงท่ถี นดั และทำตามกำลัง สรา้ งเอกลักษณ์ที่แตกต่างและ
พฒั นาคณุ ภาพผลติ ภณั ฑอ์ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง มกี ารเตรยี มความพรอ้ มตอ่ การเปลย่ี นแปลง
ที่อาจเกิดขึ้น มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อสังคมและป้องกันผลกระทบต่อ
สงิ่ แวดลอ้ ม ท่สี ำคัญตอ้ งสรา้ งเสรมิ ความรู้และจัดสวัสดิการให้แกพ่ นักงานอยา่ ง
เหมาะสม
ตวั อยา่ งความพอเพยี ง เชน่ นกั ธรุ กจิ ทก่ี ำลงั รเิ รม่ิ โครงการใหม่ นอกจาก
ตอ้ งมีความรอบรู้ทเ่ี หมาะสมท่จี ะศึกษาดูตน้ ทุนของตัวเอง พร้อมกับศึกษาตลาด
และคู่แข่งขันแล้ว ต้องสร้างฐานของธุรกิจให้มั่นคงด้วย ในช่วงแรกๆ ต้องเริ่ม
แบบคอ่ ยเป็นคอ่ ยไป ไม่โลภมาก ตอ้ งอดทน มคี วามเพยี ร มีสติปัญญา เป็นตน้
และเมอ่ื ประสบความสำเรจ็ ในระดบั หนง่ึ แลว้ จงึ คอ่ ยๆ ขยายกจิ การตอ่ ไป แตต่ อ้ ง
มคี วามรอบคอบ ระมัดระวงั ในการลงทุน ไมเ่ ล็งผลเลศิ จนเกนิ ไป โดยใชเ้ งินท่เี กบ็
ออมไว้มาขยายกจิ การหรอื ก้เู งินมาก็ได ้ แตต่ อ้ งประเมินแลว้ ว่าสามารถใชค้ ืนได้
นอกจากดูแลผ้ถู ือหนุ้ และคนื ทนุ ให้ลกู ค้าแลว้ ตอ้ งพัฒนาบุคลากรใน
องค์กรให้เป็นผู้มีความรู้ ให้ผลประโยชน์ตอบแทนและสวัสดิการแก่พนักงาน
อยา่ งเป็นธรรม รวมถึงชว่ ยเหลอื สงั คมตามโอกาสทีเ่ หมาะสม เชน่ การบริจาค
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ การบริจาคเงินให้แก่องค์กรสาธารณกุศล
เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือการให้พนักงานร่วมเป็นอาสาสมัครออกไป
ชว่ ยเหลือสงั คม เพอ่ื เชอื่ มโยงธุรกจิ เขา้ กับสงั คมไดอ้ ยา่ งแท้จรงิ และยงั่ ยนื

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(8)

ความพอเพียงในองค์กรภาครฐั
แนวทางปฏบิ ตั ิ ยึดม่ันในจรรยาบรรณข้าราชการทดี่ ี โดยระดบั องค์กร
หรือผูบ้ รหิ าร บริหารงานอยา่ งมธี รรมาภบิ าล โปร่งใส มคี ณุ ธรรม ประหยัด ค้มุ คา่
มกี ารบริหารความเสี่ยง ไมท่ ำโครงการที่เกนิ ตัว ปรับขนาดองค์กรใหเ้ หมาะสม
และจัดกำลังคนตามสมรรถนะ ความรู้ความสามารถ ถ่ายทอดความรู้ใน
การปฏบิ ตั ิงาน มีการพฒั นาทีมงาน และสรา้ งผู้สืบทอดท่ีดี เกง่ ยึดประโยชน์สขุ
ของส่วนรวมเปน็ ทีต่ ั้ง
ระดับเจ้าหนา้ ที่ ควรปรับวถิ ีและใชช้ ีวิตแบบพอเพียง ร้จู ักพอประมาณ
และมีเหตุผล ซือ่ สตั ยส์ ุจริต ปฏิบตั หิ น้าทีด่ ว้ ยความรบั ผดิ ชอบ รอบรู้ รอบคอบ
ระมดั ระวัง ใชจ้ ่ายอย่างคุ้มคา่ เหมาะสมกับรายได้ พฒั นาตนเองและความรู้
อยเู่ สมอ หลกี เลีย่ งอบายมุขรกั ษาวฒั นธรรมไทย ย ดึ ประโยชนส์ ุขของส่วนรวม
รู้ รัก สามัคคี แบ่งปัน ให้บริการและช่วยเหลือประชาชนด้วยน้ำใจไมตรี
อย่างรวดเรว็ เสมอภาค และสมั ฤทธิผ์ ล
ตัวอยา่ งความพอเพียงในระดับองคก์ รหรอื ผู้บริหาร สรา้ งวัฒนธรรม
องค์กรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นแนวทางปฏิบัติ เน้นการ
สรา้ งปัญญาใหค้ นในองคก์ ร เพราะว่าคนเปน็ ทรัพยากรทีม่ ีคา่ ทสี่ ดุ ขององค์กร
การดำเนินงานคำนึงถึงประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
บริหารจัดการการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส ประหยัด มีประสิทธิภาพ
ใช้หลกั ธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารเงนิ และคน
ระดับเจ้าหน้าที่ ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต
ไมฟ่ มุ่ เฟอื ย ไมเ่ สพอบายมขุ ใชส้ มรรถนะ ความรู้ ความสามารถ ในการปฏบิ ตั งิ าน
อย่างเต็มที่ เอาใจใสใ่ หบ้ รกิ ารประชาชนอย่างรวดเรว็ สัมฤทธ์ผิ ล เสมอภาค
ย้ิมแย้มแจม่ ใส ไม่รบั สนิ บน ใช้ทรัพยากรของหน่วยงานอย่างประหยัด คุ้มค่า
เช่น การใชก้ ระดาษรไี ซเคลิ และการประหยดั พลังงาน เป็นตน้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(9)

ความพอเพยี งระดบั ประเทศ
แนวทางปฏิบัติ เน้นการบริหารจัดการประเทศ โดยเริ่มจากการ
วางรากฐานใหป้ ระชาชนสว่ นใหญอ่ ยอู่ ยา่ งพอมพี อกนิ และพง่ึ ตนเองได้ มคี วามรู้
และคุณธรรมในการดำเนินชีวิต มีการรวมกลุ่มของชุมชนหลายๆ แห่งเพื่อ
แลกเปลย่ี นความรู้ สืบทอดภูมปิ ญั ญา และรว่ มกนั พัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจ
พอเพียงอยา่ งรู้ รกั สามัคคี เสรมิ สรา้ งเครอื ข่ายเชอื่ มโยงระหวา่ งชมุ ชนให้เกิด
ความพอเพยี ง นำสู่ “สงั คมอย่เู ยน็ เปน็ สุขรว่ มกนั ” อยา่ งเข้มแข็ง มั่นคง และ
ยั่งยนื สบื ไป
ตวั อย่างความพอเพียง เชน่ การกำหนดนโนบายพฒั นาประเทศ และ
การเปิดเสรี ควรกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเน้นการเพิ่มภูมิคุ้มกันและ
เสรมิ สรา้ งทนุ มนษุ ย์ ทนุ เศรษฐกจิ ทนุ สงั คม ทนุ วฒั นธรรม ทนุ ทรพั ยากรธรรมชาติ
และสง่ิ แวดลอ้ ม ปลกู ฝงั คณุ ธรรม ความสามคั คี ความรู้ ความเพยี ร ความอดทน
เก้อื กลู แบง่ ปนั ความซือ่ สตั ยแ์ ละความกตญั ญูให้กวา้ งขวาง การดำเนนิ นโยบาย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(10)

การเงินการคลังและการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐท่ีก่อให้เกิดผล
กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ต้องดำเนินการอย่างรอบรู้ รอบคอบ
ระมัดระวงั คำนงึ ถึงความพอประมาณ ค้มุ คา่ มเี หตผุ ล โปรง่ ใส สอดคลอ้ งกับ
การเปลี่ยนแปลง และพอดีกับทรัพยากร รวมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่
ประชาชนอย่างแท้จริง
มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะท่ีจะเป็นประโยชน์ในการ
สบื ทอดภูมิปัญญา แลกเปลีย่ นความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพฒั นา
หรือร่วมมือกันพัฒนาตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ทำใหป้ ระเทศอนั เป็น
สังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่างๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่าง
พอเพียง กลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลักการแห่ง
ความพอเพียง รู้ รกั สามคั คี ไมเ่ บียดเบยี น แบง่ ปนั และช่วยเหลอื ซง่ึ กันและกนั
ไดใ้ นทส่ี ุด
“ความพอเพียง” ในการดำเนนิ ชีวิตดา้ นตา่ ง ๆ
การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชใ้ นระดับตา่ งๆ น้นั ต้องมี
พื้นฐานคือ การพึ่งตนเองได้ โดยพิจารณาถึงความพอเพียงในการดำเนินชีวิต
ทกุ ยา่ งกา้ ว ไดแ้ ก่
ดา้ นเศรษฐกจิ ไม่ใชจ้ ่ายเกนิ ตัว ไม่ลงทุนเกนิ ขนาด คิดและวางแผน
อย่างมีเหตุผลและคุณธรรม รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ดว้ ยการบริหารความเสย่ี งท่เี หมาะสม สมั ฤทธผิ์ ลและทนั กาล
ด้านจิตใจ เข้มแข็ง กตัญญู มีความเพียร มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง
มีคุณธรรมอันมน่ั คง สุจริต จรงิ ใจ คดิ ดี ทำดี แจม่ ใส เอือ้ อาทร แบ่งปัน
เหน็ แก่ประโยชน์สว่ นรวมเปน็ สำคญั

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(11)

ด้านสงั คมและวัฒนธรรม ช่วยเหลอื เก้อื กูลกนั ประสานสมั พนั ธ์ รู้ รัก
สามคั คี เสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ ใหค้ รอบครวั และชมุ ชน รักษาเอกลกั ษณ์ ภาษา
ภูมิปญั ญาและวัฒนธรรมไทย
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่าง
ฉลาด ประหยัดและรอบคอบ ฟืน้ ฟทู รพั ยากรเพ่อื ใหเ้ กิดความยง่ั ยนื และคงอยู่
ชั่วลกู หลาน
ดา้ นเทคโนโลยี รจู้ กั ใชเ้ ทคโนโลยที เ่ี หมาะสม สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ
และสภาพแวดลอ้ มตามภูมิสังคม พฒั นาเทคโนโลยจี ากภมู ปิ ัญญาชาวบา้ น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
(12)

บทนำ

การแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหวา่ งศาสนา

สำหรับศาสนิกชนแต่ละคนและแตล่ ะกล่มุ ศาสนาเปน็ ของสงู เปน็ หลัก
ของชีวติ ช่วยใหช้ วี ิต แต่ละคนมีคณุ ค่า เปา้ หมาย และความหวัง ศาสนาเป็น
รากฐานให้ชีวิตคนแต่ละคนมีความสงบสุข และมีบุคลิกภาพเฉพาะตัวหรือ
เอกลักษณ์
ในแง่กลมุ่ คน ศาสนาผูกโยงศาสนกิ ชนเปน็ สังคมศาสนิกศาสนาเดียวกนั
มีเป้าหมายและพฤติกรรมร่วมกัน ศาสนาละลายความแตกต่างหลายอย่าง
ระหว่างบุคคลลงไป เกดิ ลกั ษณะวิถีชวี ติ หรอื วัฒนธรรมของสงั คมเด่นเฉพาะกลุ่ม
ทเ่ี รยี กวา่ อตั ลกั ษณ ์ ซง่ึ มคี วามสำคญั ตอ่ การอยรู่ ว่ มกนั เปน็ สงั คมอยา่ งเหนยี วแนน่
ม่ันคง ไม่เส่ือมสลาย ในฐานะที่ศาสนามคี วามสำคัญตอ่ บุคคล และต่อกลุ่มคน
ดังกล่าวศาสนายอ่ มเปน็ ส่ิงสำคัญท่ศี าสนกิ ชนเกิดความภาคภมู ิใจ ห วงแหน แ ละ
รสู้ กึ เปน็ ปฏปิ กั ษต์ อ่ ความเขา้ ใจศาสนาทต่ี นนบั ถอื อยา่ งผดิ พลาดคลาดเคลอ่ื น และ
การดหู มนิ่ เหยยี ดหยาม ไม่วา่ ศาสนกิ ชนจะมีความร้คู วามเข้าใจ และเครง่ ครดั ใน
ศาสนาของตนมากหรอื น้อยเพียงใดก็ตาม และไม่วา่ ทา่ ทีดังกลา่ วจะมตี อ่ ศาสนา
ในดา้ นหลักคำสอนท่เี ป็นนามธรรม ด้านการปฏบิ ตั ิ และสญั ลักษณ์ท่จี บั ตอ้ งได้
อ่ืนๆ เช่น คมั ภีร์ บุคคล ศาสนสถาน หรือวตั ถุธรรมอนื่ ใดก็ตาม
เพราะฉะน้ันการเรียนรศู้ าสนาทตี่ นนบั ถือ และศาสนาท่ีผู้อน่ื นับถอื จงึ มี
ความสำคัญตอ่ ศาสนกิ ชนในศาสนาต่าง ๆ หรือแม้ตอ่ ผู้ทไ่ี มถ่ อื ว่าตนเป็นศาสนกิ
ของศาสนาใดเลยก็ตาม สำหรับศาสนิกชนอย่างน้อยการเรียนรู้ศาสนาต่าง ๆ
ช่วยให้ศาสนิกชนได้ทบทวนศาสนาที่ตนนับถือ ทบทวนตนเอง เพิ่มพูนความรู้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
1

และเสริมสร้างตนเองให้บรรลุคุณค่าตามหลักคำสอนศาสนา พร้อมทั้งรู้จัก
อัตลักษณ์ศาสนาของตนมากข้ึนจากการทำความเข้าใจศาสนาที่ผู้อื่น
รอบข้างศรัทธา นอกจากนั้นสำหรับผู้ใฝ่รู้โดยทั่วไป การศึกษาศาสนาต่าง ๆ
อาจนบั ไดว้ า่ เปน็ ประโยชนไ์ มน่ อ้ ย ดงั ท่ี นเิ นยี น สมารท์ (Ninian Smart) ปราชญ์
ทางศาสนศกึ ษาผ้มู ชี อ่ื เสยี งทา่ นหน่งึ ได้กลา่ วในบทนำหนังสือ The World’s
Religions (ศาสนาของโลก) ของท่านว่า ความเข้าใจศาสนาของโลกมี
ความสำคญั 3 สถานดังนี้
1. ศาสนาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของวิถีชีวิต อันหลากหลายของ
มวลมนุษยชาติ จึงควรค่าแก่การย้อนรำลึกเท่าที่เราจะสามารถทำได้ ในฐานะ
ศาสนาเป็นมรดกอันย่งิ ใหญ่ของอารยธรรมมนษุ ย์
2. ความเข้าใจความหมายและคุณค่าของโลกหลากวัฒนธรรม (Plural
cultures) ทกุ วันน้ี เราจำเป็นต้องร้บู างสงิ่ บางอย่างของโลกทัศน์ต่าง ๆ ที่อยู่
เบอื้ งหลงั วัฒนธรรมน้ันๆ ซง่ึ เกีย่ วข้องกับศาสนา ข้อน้นี บั วา่ สำคัญยง่ิ กวา่ ข้อแรก
และนับว่าเป็นเรื่องสำคัญเรง่ ดว่ น
3. ในฐานะท่ีเราแต่ละคนพยายามหาภาพความเป็นจริงท่ีลงตัว
เป็นทน่ี า่ พอใจสำหรบั ตนเอง และเร่อื งนีเ้ กย่ี วขอ้ งกับการพจิ ารณาความคดิ และ
การปฏิบัติของวัฒนธรรมและอารยธรรมที่สำคัญมากมาย เราจึงต้องไม่ละเลย
ศาสนาและอุดมการณ์ทั้งหลาย ที่แทรกผสานอยู่ในวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งสร้าง
อารยธรรมมนษุ ย์ดว้ ยวิถที างบางอย่าง (Ninian Smart,1998)
นอกจากคุณค่าที่กล่าวมาแล้ว สังคมปัจจุบันโดยเฉพาะสังคมไทย
ซึ่งประกอบด้วยศาสนิกชนหลายศาสนา สังคมมีความคาดหวังที่จะเห็น
สังคมนานาศาสนิกชนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ไม่มีความขัดแย้ง ความรุนแรง
ทางศาสนา ย่ิงไปกว่านนั้ ยังคาดหวังความรว่ มมือระหว่างศาสนาเพ่อื แกป้ ญั หา
วกิ ฤตแิ ละพัฒนาในด้านตา่ ง ๆ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
2

คุณค่าเหล่าน้ีอาจบรรลุได้ทางหน่ึงด้วยการแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่าง
ศาสนา แต่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างศาสนาไม่ใช่เรื่องที่จะประสบความ
สำเรจ็ ไดโ้ ดยงา่ ย แมว้ า่ ปจั จบุ นั สอ่ื และอปุ กรณใ์ นการเรยี นรจู้ ะอำนวยใหม้ ากกวา่
แต่ก่อนก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากศาสนาและการยึดถือศาสนามีลักษณะจำเพาะ
ผิดกับลักษณะ และการยึดถือเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นการคำนึงเหตุปัจจัยที่
มีผลต่อการศึกษาศาสนาที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็น
ในดา้ นอุปสรรคหรอื ดา้ นท่เี กือ้ กลู อาจเสรมิ สรา้ งใหเ้ ห็นข้อท่คี วรระมดั ระวงั ส่งิ ที่
ควรคาดหวัง และแนวทางการบรรลคุ วามคาดหวังเหล่าน้ัน
ศตั รเู ทา่ ท่ีนา่ เห็นใจ มิตรใหม่ทคี่ วรระวงั ในการเรยี นร้รู ะหวา่ งศาสนา
ตลอดเวลาที่ศาสนาใหญ่ ๆ ของโลกดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน และมี
อิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์และอารยธรรมของโลก ศาสนาเองก็ได้รับผลกระทบจาก
การเปลย่ี นแปลงของโลกไมใ่ ชน่ อ้ ย ตวั อยา่ งทเ่ี หน็ ไดช้ ดั คอื ศาสนาซง่ึ อาจไดศ้ าสนกิ
เพม่ิ ขน้ึ แตผ่ คู้ นไดห้ นั ไปยดึ วถิ ชี วี ติ ปลอดศรทั ธาในศาสนา ดงั ทเ่ี รยี กวา่ เซคลู ารสิ ม์
(secularism) ซึ่งเกิดควบคู่กับความศรัทธาที่ว่าเหตุผล สติปัญญาของมนุษย์
เปน็ ทพ่ี ง่ึ ทส่ี ามารถบอกความจรงิ และชท้ี างผดิ ชอบชว่ั ดใี หแ้ กม่ นษุ ยอ์ ยา่ งเพยี งพอ
ไม่มีหรือ ไม่จำเปน็ ตอ้ งมที พ่ี ่ึงจากแหลง่ ความรู้อืน่ นอกเหนือจากสติปัญญาของ
มนุษย์ วิธีคดิ แบบนี้ไมใ่ ช่เร่ืองใหม่ อย่างนอ้ ยในชนชาวกรีกก่อนครสิ ตกาลเคยมี
วธิ คี ดิ เชน่ น้ี เพยี งแตว่ ธิ คี ดิ เชน่ น้ี ไดร้ บั การรอ้ื ฟน้ื อยา่ งขนานใหญใ่ นยคุ ฟน้ื ฟขู องยโุ รป
(renaissance) ซึ่งตั้งเค้ามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 จนปรากฏชัดใน
ครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 16 เปน็ รากฐานความกา้ วหนา้ ของวทิ ยาศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์
ประยุกต์ หรอื เทคโนโลยีสมัยใหม่ จนถงึ การปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรม และโลกทกุ วนั นี้
การคน้ พบทางวทิ ยาศาสตรอ์ าศยั เหตผุ ล และขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์ คอื สง่ิ ทพ่ี บเหน็
สัมผสั ได้ ทดลองพิสูจน์ยืนยนั ได้ และนำมาสรา้ งสิ่งอำนวยความสขุ ให้แก่มนษุ ย์
ได้อย่างมากมายมหาศาล นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
3

ย่งิ ดึงดูดผคู้ น ใหศ้ รัทธาในเหตผุ ลและความรเู้ ชงิ ประจกั ษ์ จนกระท่งั วชิ าการที่
อาศยั วธิ คี ดิ แบบวทิ ยาศาสตรธ์ รรมชาตมิ าทำความเขา้ ใจในปรากฏการณพ์ ฤตกิ รรม
ในสังคมมนุษย์ เชน่ สงั คมวทิ ยา มนุษยวทิ ยา จติ วิทยา ถึงกับมีทรรศนะว่าส่งิ ที่
มนุษย์เชื่อว่ามีอยู่จริง เหนือสภาวะที่เรารับรู้ตามธรรมดา เช่น พระเป็นเจ้า
ชวี ิตหลังตาย รวมทั้งกฎศีลธรรมทเ่ี กี่ยวข้อง ก็ล้วนแล้วแตเ่ ปน็ สงิ่ ที่มนุษยค์ ดิ ขึ้น
การมองโลกแบบนีส้ ามารถทำให้ผคู้ นปฏิเสธ หรือตะขดิ ตะขวงใจ ท่จี ะประกาศ
ตนหรือถกู เรียกวา่ เปน็ ศาสนกิ ของศาสนาใด ๆ ลักษณะเช่นน้ีคงพิจารณาได้จาก
ความสำคัญของการศึกษาศาสนา ประการท่ี 3 ของ นิเนยี น สมารท์ ทดี่ เู หมอื น
จะเลย่ี งการใชค้ ำวา่ การศกึ ษาศาสนาตา่ ง ๆ อาจชว่ ยใหผ้ ศู้ กึ ษาหนั เขา้ ยดึ ถอื ศาสนา
เป็นทางเลือกให้กับชีวิตโดยตรง แต่กล่าวถึงศาสนาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของ
วฒั นธรรม อารยธรรม ซง่ึ หากมผี เู้ ลือกเข้ารบั นับถือศาสนาใด ศาสนิกชนศาสนา
นั้นคงต้องรับผู้เลือกมาเป็นผู้ร่วมศรัทธาด้วยความยินดี ในทางกลับกันสังคม
ศาสนิกชนไม่ยินดีที่จะเห็นผู้ร่วมศรัทธาหันเหออกจากศาสนาเนื่องจาก
เซคูลาริสม์ หรือเน่ืองจากเหตอุ น่ื ใดกต็ าม
เซคูลาริสม์ ในหลายแง่มุมถูกมองว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับศาสนา แต่
เซคูลาริสม์ก็สามารถให้คุณค่าเป็นอันมาก การสอนให้มนุษย์ถามหาเหตุผล
และวิพากษ์วิจารณ์ไปเสียทุกเร่ืองอาจรบกวนความรู้สึกลึกซึ้งในศาสนาอันเป็น
พลังสำคัญที่ผลักดันให้ศาสนิกมีความมั่นคงในศีลธรรมและมีความสงบสุข
แต่เซคูลาริสม์ ก็สอนให้ศาสนิกชนรู้ว่า หากศาสนาไม่มีเหตุผลพอที่จะปกป้อง
คำสอนศาสนาจากการโจมตีของเหตุผล ความผูกพันอันลึกซึ้งในศาสนาก็อาจ
คลอนแคลน อีกประการหนึ่งศาสนาอาจไม่เป็นที่ศรัทธา ไม่เป็นที่ดึงดูดใจ
คนท่ัวไป หากศาสนกิ ไมพ่ ิสูจน์ให้เห็นวา่ ศาสนาสามารถสร้างความเป็นอยูท่ ดี่ ีพอ
ให้แก่มนุษย์ เมื่อเทียบกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีอันเป็นผลผลิตสำคัญของ
เซคูลาริสม์ นอกจากนี้ในสถานการณ์ที่ศาสนาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากมายนัก
แมข้ ณะทีโ่ ลกกำลังกา้ วไกล ไปในด้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี แต่ปัญหาของ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
4

โลกก็ยังมีมาก และนับวันจะมีมากขึ้นในหลายด้าน หากวงการศาสนาหวังให้
ศาสนาเปน็ พลงั การเปลยี่ นแปลงสังคม วงการศาสนาอาจต้องเรยี นรู้การมองโลก
อยา่ งมเี หตุมผี ล เชน่ ท่วี ิทยาศาสตร์ตา่ ง ๆ มอง แล้ววงการศาสนาก็อาศยั ความรู้
เหลา่ นม้ี าเพอ่ื การพฒั นา นน่ั คอื การจดั กระบวนการสรา้ งเหตปุ จั จยั ของการพฒั นา
นำไปสเู่ ปา้ หมายของการพัฒนา โดยอาศยั ความรจู้ ากประสบการณ์ทางวชิ าการ
สามัญของเซคูลารสิ ม์ ยง่ิ กว่านนั้ แม้การมองโลกแบบเซคูลาริสม์ จะคลายความ
ยดึ มน่ั ในศาสนาลงไปไมม่ ากกน็ อ้ ย แตก่ ารมองโลกเชน่ นอ้ี าจจะลดทา่ ทหี ลายอยา่ ง
ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจในศาสนา ความเข้าใจอันดีในระหว่างศาสนิก และ
ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา อันเนื่องมาจากการยึดถือศาสนาด้วย ท่าทีแบบ
วัฒนธรรมนิยม อนุรักษนิยม
ท่าทีแบบวัฒนธรรมนิยม (Ethnocentrism) เป็นลักษณะธรรมชาติ
อย่างหนึ่งของมนุษย์ วัฒนธรรมนิยม คือความโน้มเอียงยึดถือตนเองเป็นใหญ่
ตนเองเปน็ ศนู ยก์ ลาง วถิ ชี วี ติ ของตน ของกลมุ่ ของตนไมว่ า่ จะเปน็ ความรสู้ กึ นกึ คดิ
ความเช่อื การกระทำ และสงิ่ ที่ตนทำขนึ้ เปน็ เร่ืองถูกต้องดงี าม เป็นเร่อื งปกติ
แต่วิถีชีวิตของคนอื่นแปลกประหลาด ด้อยกว่า หรือไม่ถูกต้อง ท่าทีเช่นนี้มัก
ปรากฏชดั ในเร่อื งการยดึ ถือศาสนา สอดคล้องกบั ท่าทที ่เี รียกว่า “ทางสายเดียว”
(Exclusivism) นน่ั คอื การยดึ มน่ั ถอื มน่ั วา่ ศาสนาแบบทต่ี นศรทั ธา แบบทต่ี นเขา้ ใจ
เท่านั้นที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรม เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่นำพามนุษย์สู่ภาวะ
สงู สดุ ได้ ศาสนาอน่ื แนวคดิ อน่ื แมก้ ระทง่ั แนวคดิ ทผ่ี ดิ แผกไปจากของตนในศาสนา
เดยี วกนั กไ็ มถ่ กู ตอ้ ง ทา่ ทแี บบวฒั นธรรมนยิ มโนม้ นำไปสกู่ ารมองหาความแตกตา่ ง
จากตนเองในวัฒนธรรมอื่น ในลักษณะจับผิด หาข้อด้อย การเดียดฉันท์ และ
เลือกปฏิบัติในที่สุด ท่าทีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในยุคล่าอาณานิคม
และคงยกตัวอย่างดูได้ไม่ยากในสมัยต่อมาตราบจนทุกวันนี้ เราคงนึกภาพได้ว่า
ในเมอ่ื ตา่ งคนตา่ งกลมุ่ ตา่ งวฒั นธรรม มาเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธก์ นั โดยทท่ี กุ คนทกุ ฝา่ ย
ต่างกม็ ที ัศนคตแิ บบวฒั นธรรมนิยม หรือศาสนานยิ ม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
5

อะไรจะเกดิ ขนึ้ ความขัดแยง้ การกระทบกระทงั่ กัน ยอ่ มเกิดขน้ึ ไดง้ ่าย
นอกจากนั้นปัญหาดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อ เพราะวัฒนธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาซึ่งเป็นชีวิตจิตใจของมนุษย์ เปลี่ยนแปลงได้ยาก
สอดรับกับท่าทีอนุรักษ์นิยมของมนุษย์ที่คอยเหน่ียวร้ังการเปลี่ยนแปลงมนุษย์
หากไม่ถึงขั้นวิกฤต หรือมีเหตุกระทบที่รุนแรงแม้มนุษย์จะมีชีวิตอย่างไม่เป็น
ปกติสุขนัก ไม่ว่าในขณะใดขณะหนึ่ง ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่มนุษย์ก็ยัง
ดำรงอยู่ได้ในฐานะผลผลิตของอดีต ส่วนอนาคตแม้จะให้ความหวังอันเลอเลิศ
แตก่ ไ็ มใ่ หค้ วามมน่ั ใจเทา่ กบั อดตี ทม่ี นษุ ยค์ นุ้ เคยและเคยชนิ มา เพราะฉะนน้ั มนษุ ย์
มักมีทา่ ทีแบบอนรุ ักษนิยม คอื ยึดติดกบั วิถีชวี ิตทเ่ี คยมีมาเป็นมา อดีตคือคำตอบ
สำหรับปัจจุบันและอนาคต เหตุผลที่คนหัวอนุรักษนิยมอย่างรุนแรงมักใช้อ้าง
เพอื่ ปฏิเสธเพือ่ การเปล่ยี นแปลงกค็ ือสิ่งใหมเ่ ป็นสง่ิ ท่ตี นไมเ่ คยทำมากอ่ น สิ่งใหม่
เป็นสงิ่ ทไี่ มม่ ีใครเคยทำมาก่อน
ถึงกระนั้น วัฒนธรรมนิยมและอนุรักษนิยมก็ไม่สามารถแม้แต่ที่จะ
อนุรักษ์ตนเองไว้ได้ จำเป็นต้องเปิดทางให้แก่แนวทรรศนะอื่น ๆ ที่ส่งเสริมการ
เปิดใจกว้าง การตรวจสอบตนเอง และการอดกลั้นต่อท่าทีอื่นที่แตกต่าง หรือ
แม้แต่แย้งกับท่าทีของตนเอง แนวทรรศนะอื่นดังกล่าว ซึ่งในด้านสังคมวิทยา
มานษุ ยวทิ ยามที รรศนะทเ่ี รยี กวา่ สมั พทั ธนยิ มทางวฒั นธรรม (Cultural relativism)
ในทางศาสนามที รรศนะแบบ “ทางสายรว่ ม” (inclusivism) และ “ทางทกุ สาย”
(pluralism) สมั พทั ธนยิ มทางวฒั นธรรมไดอ้ านสิ งสจ์ ากการมองโลก และการขยาย
ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ อนั เปน็ รากฐานของเซคลู ารสิ ม์ ดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้ นน่ั คอื
ความพยายามมองหาความจริงวา่ ปรากฏการณ์สงั คมเปน็ อยอู่ ย่างไร เกดิ ขนึ้ ด้วย
เหตปุ ัจจยั อะไร มแี บบแผนอย่างไร โดยไมไ่ ด้ถามหาความถกู ผดิ น่าพอใจ หรือ
ไมน่ า่ พอใจ ตามทศั นะนว้ี ฒั นธรรมแตล่ ะวฒั นธรรม ซง่ึ รวมศาสนาไวด้ ว้ ย เปน็ สง่ิ ท่ี
สังคมสร้างขึ้น เพ่อื ตอบสนองความเปน็ อยทู่ ี่ดี ภายใตเ้ งอ่ื นไขสภาพการณ์ของ
ตนเอง จนกลายเป็นการเสนอหลักคิดเชิงจริยศาสตร์หรือสัมพัทธ์นิยมทาง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
6

จริยศาสตร์ (Ethical Relativism) ที่ถือว่า การถือเอาวัฒนธรรมหนึ่ง
ไปตีค่าวัฒนธรรมอีกวัฒนธรรมหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เข้าทำนองที่ว่า
“ใครทำอะไรอย่างไรกถ็ ูกของเขา” การไปตดั สนิ เขาตามมาตรฐานของเราวา่ เขา
ผดิ ดงั ท่เี ป็นอยใู่ นท่าทีแบบวัฒนธรรมนิยมยอ่ มไม่ถูกตอ้ งไม่พึงกระทำ ท่าทเี ช่นน้ี
ดูสอดรับกับท่าที “ทางสายร่วม” ที่ถือว่าแนวคิดศาสนาที่ต่างไปจากแนวคิด
กระแสหลัก ก็นำไปสู่ความจริง ความถูกต้องดีงามได้เช่นกัน ซึ่งช่วยลดความ
ขัดแย้งความรุนแรงทางสังคมที่ศาสนาหนึ่งมีหลายนิกาย หรือแนวคิด และ
สอดคล้องกับท่าทีที่เปิดกว้างไปกว่านั้นคือ “ทางทุกสาย” ที่ถือว่าทุกศาสนา
ล้วนนำมนษุ ยไ์ ปสคู่ วามจริง ความดี ความงาม เข้ากับคำกลา่ วท่ีเราไดย้ นิ กนั อยู่
เนืองๆ ทวี่ า่ “ศาสนาทุกศาสนาสอนคนใหเ้ ปน็ คนด”ี เพราะฉะนน้ั คนเราจึงควร
ใหค้ ่าแก่คนอนื่ เทา่ กบั เรา ไม่ดหู ม่ินดแู คลนคนอนื่ ที่มวี ถิ ชี ีวิตแตกต่างไปจากเรา
ทรรศนะท้งั หลายท่กี ล่าวมานั้น นับวา่ ช่วยบรรเทาความขดั แยง้ ในสงั คม
ตา่ งความเชอ่ื อนั เปน็ ผลมาจากวฒั นธรรมนยิ มไดไ้ มม่ ากกน็ อ้ ย และอาจจะมคี วาม
สำคัญสูงจนนับได้ว่าเป็นความจำเป็นสำหรับโลกปัจจุบันที่เน้นในเรื่องศักด์ิศรี
ความเป็นมนษุ ย์ สทิ ธมิ นษุ ยชน เสรีภาพ และความเสมอภาค และเปน็ โลกที่
รองรบั ผคู้ นทม่ี กี ารศกึ ษากนั อยา่ งกวา้ งขวางขน้ึ และสงู ขน้ึ ตา่ งคนตา่ งรเู้ ทา่ ทนั กนั
และไมย่ อมกันงา่ ย ๆ ดงั คำกล่าวของ วลิ เล่ยี ม เบลค ทวี่ า่ “คนมคี วามรปู้ กครอง
ง่ายแต่ครอบงำยาก และกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (โครงการ มหาวิทยาลัยชีวิต
สถาบนั การเรยี นรู้เพือ่ ปวงชน 2554 น.36) ในสงั คมทีใ่ ครไมย่ อมใครงา่ ย ๆ
หากตา่ งคนต่างมีจุดยนื แบบวัฒนธรรมนยิ ม อนุรกั ษนยิ ม สงั คมหากไม่ลม่ สลาย
กค็ งจมอยกู่ บั วิกฤตความขัดแยง้ ความระส่ำระสายจนต้องเปลี่ยนทา่ ที

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
7

ขอ้ ที่ควรระวงั ในการแสวงหาคณุ คา่ จากท่าทตี ่าง ๆ
สัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรม สัมพัทธนิยมทางจริยศาสตร์ ทรรศนะแบบ
ทางสายร่วม และทรรศนะแบบทางทุกสาย ที่ขานรับการเปลี่ยนท่าทีในสังคม
ปจั จบุ นั ดเู หมอื นจะเปน็ มติ รใหมท่ ท่ี ำใหท้ า่ ทแี บบวฒั นธรรมนยิ มและอนรุ กั ษนยิ ม
เปน็ ศัตรเู กา่ ของการแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ และการอยู่รว่ มกันอยา่ งสงบสขุ ระหวา่ ง
ศาสนิกต่างศาสนา ถงึ กระนนั้ ในการพจิ ารณาตามแนวคิดเหลา่ นีก้ บั เร่อื งศาสนา
คงไมใ่ ชเ่ รอ่ื งราบรน่ื นกั ทเ่ี ราจะรบั หรอื เลอื กปฏเิ สธทา่ ทใี ดอยา่ งสน้ิ เชงิ ทง้ั นเ้ี นอ่ื งจาก
แต่ละท่าทมี ีข้อจำกัดทคี่ วรแกก่ ารระมัดระวงั อยหู่ ลายประการ
1. ท่าทีแบบสัมพัทธนิยม ทางสายร่วม และทางทุกสายแม้จะดูเป็น
ปฏิปักษ์ต่อการยึดตนเองเป็นใหญ่แบบวัฒนธรรมนิยม แต่ท่าทีเหล่านั้นอาจถูก
ยดึ ถอื จนเปน็ วฒั นธรรมนยิ มเสยี เอง และแสดงออกตอ่ คนอน่ื ทำนอง “ใครใจแคบ
อยา่ คบ” หรือ “ใครไม่รกั สันติ ฆา่ มัน”
2. หากยึดถือตามแนวสัมพัทธนิยมว่าแต่ละวัฒนธรรม แต่ละวิถีชีวิต
จะเปน็ ไปเชน่ ใดยอ่ มเปน็ ไปตามเหตปุ จั จยั เฉพาะท่ี เวลา สงั คมและสภาพแวดลอ้ ม
ของตนเอง ไมค่ วรตคี า่ กันและกนั ว่าถกู ผดิ ดีกว่า ด้อยกว่า จากมาตรฐานของอกี
วฒั นธรรม กเ็ ทา่ กบั แนะนำให้มีการมองโลกแบบไรค้ วามรู้สกึ ผดิ ชอบชั่วดี มีแต่
รปู แบบของสง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ และเหตปุ จั จยั ซง่ึ ขดั กบั ธรรมชาตขิ องมนษุ ยใ์ นสามญั สำนกึ
หากเราได้ยินข่าวว่าไอ้โม่งทำการข่มขืนแล้วฆ่า พิจารณาตามแนวคิดที่ว่ามานี้
เราคงไมม่ อี ะไรจะพดู วา่ ไอโ้ มง่ ทำชว่ั เราพดู ไดเ้ พยี งวา่ การกระทำของไอโ้ มง่ มสี าเหตุ
มาจากชวี ติ ครอบครวั ของเขาทม่ี ีปัญหา เป็นตน้ ทส่ี ำคัญย่งิ กว่านัน้ ท่าทดี ังกล่าว
ขดั กบั การอุบตั ขิ นึ้ ของศาสนาใหญ่ๆ ของโลก เช่น พุทธศาสนา ศาสนาคริสต์
และอสิ ลาม เพราะศาสนาเหลา่ นล้ี ว้ นแลว้ แตเ่ กดิ ทา่ มกลางลทั ธิ ความเชอ่ื วถิ ชี วี ติ
ท่ตี ่างออกไป หากศาสนาเหล่านไี้ ม่แตกตา่ งหรือไม่ดกี ว่าความเชอื่ ที่มีอยู่เดิมหรือ
มอี ยแู่ ลว้ ในขณะนน้ั ศาสนาเหลา่ นก้ี ไ็ มน่ า่ จะมเี หตผุ ลทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ มาอกี หากศาสนา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
8

ประกาศคำสอนทต่ี ดั สนิ วา่ วถิ ชี วี ติ ทเ่ี ปน็ อยผู่ ดิ ศาสดากย็ อ่ มกระทำผดิ ในทรรศนะ
ของสมั พทั ธนยิ มทางวฒั นธรรมมากกวา่ คนอน่ื ๆ ขณะทศ่ี าสนาสอน และศาสนกิ ชน
เชื่อวา่ ศาสดาเปน็ บคุ คลในอดุ มคตสิ งู สดุ
3. ท่าทีแบบสัมพัทธนิยม ทางสายร่วม และทางทุกสาย ที่ดูว่าจะ
ส่งเสริมการเปิดใจกว้างให้มีการยอมรับและเคารพกันระหว่างคนที่มีวิถีชีวิต
แตกตา่ งกัน แตก่ ็เสีย่ งตอ่ การลิดรอนโลกทรรศนท์ ก่ี ว้างไกลและสัมบรู ณนิยมของ
ศาสนา แต่ละศาสนาสอนความจริงแบบเบ็ดเสรจ็ เป็นจรงิ สำหรับทกุ คนในทุกที่
และทุกเม่ือ ความจรงิ ดงั กลา่ วว่าดว้ ยท่สี ดุ ของชวี ติ และจักรวาลซงึ่ มีสว่ นสำคัญท่ี
เกินประสบการณ์ปกติธรรมดาของมนุษย์ เช่น เรื่องชีวิตหลังความตาย ที่สุด
ของโลก วิถีชีวิตมนุษย์จะว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิดล้วนเกี่ยวโยงกับเรื่องเหล่านี้
แนวทรรศนะเซคูลารสิ ม์ อาจมองวา่ ความเชื่อในเรอื่ งเหล่าน้ีงมงายเพราะพสิ ูจน์
ไม่ได้ แนวทรรศนะสัมพัทธนิยมบอกวา่ เราไม่ควรตดั สนิ วถิ ีชวี ติ คนอื่นจากจุดยืน
ศาสนาของตน ขณะที่ทางสายร่วม และทางทุกสายนำสู่สิ่งมีค่าได้ไม่แพ้กัน
ดงั คำทวี่ า่ “ทุกศาสนาสอนให้คนเปน็ คนด”ี แนวทรรศนะเหลา่ นท้ี ง้ั หมดสามารถ
ให้ประโยชน์บางอย่างได้ แตไ่ มส่ ามารถพิสจู น์ไดว้ า่ “ดี” หรอื “ไม่ด”ี คอื การนำ
ไปสเู่ ปา้ หมายสูงสดุ ทแ่ี ตล่ ะศาสนาหมายถงึ หรือไม่ เพราะฉะนนั้ ทรรศนะเหล่านี้
หากเป็นที่ยึดถือ ก็กลายเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งที่ยากจะหาข้อยุติได้ ผิดกับ
เรอื่ งอื่นในประสบการณธ์ รรมดา เชน่ ถ้าเราเช่ือว่าเงนิ ทเ่ี ราฝากไว้ในธนาคารยัง
อยู่ครบถ้วน แล้วเราสงสยั เม่อื ลองเบกิ เงินเราก็จะทราบว่าความเชอื่ ของเราถกู
หรอื ไม่ ถนนทีว่ า่ ดีเราอาจหมายถึง สภาพถนนดี มเี ครื่องหมายจราจรครบถว้ น
ไดม้ าตรฐาน และอาจนำไปถงึ เป้าหมายดว้ ยระยะทางที่ส้นั กวา่ องคป์ ระกอบ
เหลา่ นีส้ ามารถประเมนิ ได้ แต่ศาสนาซึ่งเปน็ ทางชีวติ อาจประเมินได้ด้วยเหตุผล
ในระดบั หนง่ึ เท่านั้น เช่น เปน็ ทางทผี่ ยู้ ดึ ถอื มีความสงบสุข แต่เหตุผลไม่สามารถ
พอทจ่ี ะยนื ยนั ไดว้ า่ วถิ ชี วี ติ นน้ั นำมนษุ ยส์ เู่ ปา้ หมายทเ่ี กนิ ประสบการณธ์ รรมดาได้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
9

เพราะฉะนัน้ การตัดสนิ ว่าวถิ ชี วี ติ ทุกแบบมีคุณคา่ ในตวั เอง และนำไปส่สู ิง่ ดงี าม
ได้ทงั้ ส้ินเปน็ การทอนศาสนาให้ติดอยู่กบั โลกแหง่ เหตุผลท่มี ีขอบเขตจำกดั และ
ไม่สามารถหักล้างลักษณะของศาสนาที่เอื้อให้เกิดสัมพัทธนิยม หรือศาสนานิยม
และอนรุ กั ษนยิ มได้
4. ทา่ ทขี องสมั พทั ธนยิ มวา่ เราไมค่ วรตคี า่ วฒั นธรรมหนง่ึ จากมาตรฐาน
ของอีกวัฒนธรรมหน่ึง เนือ่ งจากแตล่ ะวฒั นธรรมมีอัตลักษณต์ ามเหตุปจั จยั ของ
ตนเอง แมแ้ ต่ท่าทีทางสายรว่ ม และทางทุกสาย เป็นการบ่งช้ีวา่ ไมม่ หี รือไมค่ วรมี
เกณฑ์กลางที่สามารถยึดถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลสำหรับประเมินวิถีชีวิต
ร่วมกนั ระหว่างวฒั นธรรมได้ แตข่ อ้ เสนอดงั กลา่ วก็กลบั แสดงทา่ ทีเปน็ มาตรฐาน
สากลเสยี เอง และยงั เปน็ ขอ้ เสนอทไ่ี มส่ อดคลอ้ งกบั ความเปน็ จรงิ ของสงั คมมนษุ ย์
เสยี ทีเดียว
น่ันคือแม้ว่ามนุษย์จะมีวิถีชีวิตท่ีแตกต่างกันด้วยเหตุปัจจัยท่ีต่างกัน
แต่มนุษย์ก็มีลักษณะร่วมกันเป็นอันมาก อย่างน้อยทุกสังคมให้คุณค่าแก่ความ
มั่นคงเป็นปึกแผ่นของสังคม การไม่เบียดเบียนกันเอง การมีสุขภาพที่สมบูรณ์
แข็งแรง
นอกจากคุณคา่ ดงั กล่าวแล้ว สังคมมนุษยต์ ่างวฒั นธรรมกันในโลกนี้ต่าง
ก็มีเร่ืองหลายเรื่องปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตของสังคมนั้นซึ่งเป็นปรากฏการณ์สากล
ดังที่ ยอร์ช ปีเตอร์ เมอรด์ อค (George Peter Murdock) ไดจ้ ำแนกไว้ถงึ
73 เรื่อง เช่น เรื่องการนับวัย ปฏิทิน การแต่งตัว สุขอนามัย การบันเทิง
การประดับประดา การแต่งงาน การห้ามแต่งงานระหว่างคนร่วมสายเลือด
การศกึ ษา การปกครอง จริยธรรม พธิ กี รรมทางศาสนา
การมเี รอ่ื งตา่ ง ๆ รว่ มกนั เปน็ สากลแมจ้ ะแสดงออกผดิ แผกกนั ไป ยงั แสดงวา่
มนษุ ย์มีลักษณะธรรมชาติหลายอยา่ งร่วมกนั เช่น สภาพจติ ใจ ความจำเปน็ ตอ้ ง
อยรู่ ่วมกันเปน็ สงั คม และการปรับตวั ตามสภาพปญั หาขอ้ จำกดั ต่างๆ (Broom,
1981 : 63-64)

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
10

ในดา้ นศาสนาแมศ้ าสนาจะมคี วามแตกตา่ งกนั เพยี งใด แตก่ ม็ อี งคป์ ระกอบ
หลกั ร่วมกัน ดังเช่นที่ นเิ นียน สมาร์ท ได้จำแนกไว้ในงานเขยี นที่อ้างถงึ ข้างต้นวา่
มอี งคป์ ระกอบหรอื มิติ (dimension) 7 อยา่ ง ซึ่งได้แก่
(1) แนวปฏิบัตแิ ละพธิ ีกรรม (practical and ritual)
(2) ประสบการณ์และความรู้สกึ (experiential and emotional)
(3) เรอ่ื งราวหรอื ตำนาน (narrative or mythic)
(4) หลกั คำสอนและปรชั ญา (doctrinal and philosophical)
(5) จรยิ ธรรมและขอ้ บญั ญตั ิ (ethical and legal)
(6) สังคมและสถาบนั (social and institutional)
(7) วัตถุ (material)
บทเรียนเพือ่ การแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ระหว่างศาสนา
ตามที่ได้กล่าวถึงแนวคิด ท่าทีต่าง ๆ เกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรม วิถีชีวิต
และศาสนา อาจจะกล่าวไดว้ ่าทรรศนะตา่ ง ๆ มที ่ีมาทไ่ี ป มคี ุณค่า และข้อทีช่ วน
ใหร้ ะมดั ระวงั ไมม่ ที า่ ทใี ดเปน็ มติ รหรอื ศตั รตู อ่ การแลกเปลย่ี นเรยี นรไู้ ปเสยี ทง้ั หมด
บทเรียนท่ีได้อาจวิเคราะห์เป็นแนวทางสำหรับการแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่าง
ศาสนาได้ไม่น้อยดงั นี้
1. วฒั นธรรมนิยม และอนุรกั ษนิยม แม้อาจชวนใหเ้ กิดอคติและการ
เหยยี ดหยามระหว่างศาสนา แต่ทา่ ทีอ่นื ใดกส็ ามารถมีลกั ษณะดงั กลา่ วได้ หากมี
การยึดม่ันโดยปราศจากการไตรต่ รอง วฒั นธรรมนิยม และอนุรักษนิยมเมอ่ื เป็น
เรอ่ื งศาสนา
2. การยึดมั่นมักฝังลึกและแน่นหนาเนื่องจากศาสนามีลักษณะ
สมั บูรณนิยม และ กินขอบเขตความจรงิ เกินกว่าที่เหตุผลจะหกั ล้างหรอื ยืนยนั ได้
ผดิ จากประสบการณธ์ รรมดาทว่ั ไป หากศาสนาจะมผี ลดไี ดด้ ว้ ยการเลอ่ื มใสศรทั ธา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
11

เป็นเบื้องต้น และการปฏิบัติตามมา คงไม่ผิดหากศาสนิกจะภูมิใจในศาสนาที่
ตนนับถอื เชน่ เดียวกบั ความภูมิใจเร่อื งอ่ืน เราคงไม่ชอบทจี่ ะเหน็ และไมอ่ ยากได้
ครู อาจารย์ แพทย์ วิศวกร สถาปนกิ จติ รกร ท่ไี มศ่ รัทธา ทไ่ี มภ่ มู ใิ จในวิชาชพี
และปกป้องวิชาชพี ของตนเอง
3. สัมพัทธนิยม ทางสายร่วม และทางทุกสาย ที่มีความโดดเด่นใน
กระแสท่าที “ปลอดศาสนา” (secularism) ของโลกปจั จบุ ันรวมท้งั ข้อวจิ ารณ์
ทา่ ทเี หลา่ น้ี สอนใหเ้ รารวู้ า่ การยดึ ถอื ศาสนาแบบวฒั นธรรมนยิ มเองและอนรุ กั ษนยิ ม
มีส่วนเป็นเหตุให้ท่าทีเหล่านี้เกิดขึ้น สอนให้เรารู้ว่าการเบนไปมองสาเหตุ
ของความแตกต่างระหว่างศาสนาสามารถลดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันที่มัก
เกดิ ขน้ึ จากทา่ ทมี องความแตกตา่ งดว้ ยการตดั สนิ วา่ ไมถ่ กู ตอ้ ง แลว้ ชงิ ชงั ทง้ั ยงั ให้
ข้อคิดว่าวงการศาสนาก็สามารถใช้วิธีการและองค์ความรู้ของการมองโลกแบบมี
เหตผุ ลมาเปน็ เคร่ืองมือในการพฒั นา
4. แม้มนุษย์จะมีอัตลักษณ์ที่แตกต่าง แต่ก็มีลักษณะร่วมกัน และ
สามารถมองหาลกั ษณะดงั กล่าวน้ีได้หลายแง่โดยทไ่ี ม่เป็นการตดั สนิ คา่ หาข้อดี
ข้อดอ้ ยระหว่างศาสนา หรือลดความศรัทธาในวิถชี ีวติ ของตนเองและของคนอื่น
การเรยี นรวู้ า่ วถิ ชี วี ติ มนษุ ยท์ ว่ั โลกมเี รอ่ื งราวตา่ ง ๆ เหมอื นกนั เปน็ อนั มาก
แต่ต่างกันในรายละเอียดหรือการแสดงออก ช่วยให้เห็นว่าคนอื่นมีหัวใจอย่าง
เดยี วกบั เรา แตแ่ สดงออกตา่ งจากเรา เชน่ มนษุ ยต์ า่ งมคี วามรสู้ กึ ถงึ ความสวยงาม
แตม่ องเหน็ และจดั การกบั เรอ่ื งความงามไมเ่ หมอื นกนั มคี วามรสู้ กึ เคารพแตแ่ สดง
ความเคารพผิดกัน มคี วามร้สู ึกอรอ่ ย แต่อาหารแตกตา่ งกัน
5. มติ หิ รอื องคป์ ระกอบของศาสนาทน่ี เิ นยี น สมารท์ เสนอไว้ 7 ประการ
ช่วยให้เห็นเค้าโครงลักษณะศาสนา ทั้งยังอาจนำเค้าโครงนี้ไปอธิบายวิถีชีวิต
ทไ่ี มเ่ รยี กวา่ ศาสนา เปน็ ประโยชนแ์ กก่ ารกำหนดบทบาทของศาสนา ลทั ธวิ ตั ถนุ ยิ ม
บริโภคนิยม ในโลกทุนนิยมปัจจุบัน เราไม่เรียกว่าเป็นศาสนา แต่วิถีชีวิต
ดงั กลา่ วกม็ ี ซ่ึงมเี จ้าสำนกั คิดเสมอื นศาสดา มีองคค์ วามรเู้ สมือนคมั ภีร์ มกี ลไก

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
12

ราคาและตลาดเปน็ หลกั คำสอน มคี ตชิ วี ติ ทด่ี คี อื ชวี ติ ทม่ี คี วามสขุ กบั การครอบครอง
บริโภควัตถุ และการแข่งขันเสรีเป็นปรัชญาและจริยธรรม มีกำไรเป็นอุดมคติ
มีสำนักคดิ สถานประกอบการธรุ กจิ ขายตรง วงการแฟชัน่ ศนู ย์การคา้ ผู้บรโิ ภค
เปน็ สังคม สถาบนั นกิ าย ศาสนสถาน สาวกและศาสนกิ สง่ิ เหล่านสี้ ามารถจดั
เข้ามิตติ า่ งๆ ข้างต้นได้ และช่วยให้ภาพศาสนาและลกั ษณะรว่ มระหวา่ งศาสนา
ชัดเจนขึน้
6. นอกจากความสอดคลอ้ งในมมุ มองอน่ื เชน่ ในดา้ นลกั ษณะองคป์ ระกอบ
ของศาสนาดงั กลา่ ว ความสอดคล้องระหว่างศาสนายังอาจพิจารณาหาได้ในด้าน
คำสอน กรณตี วั อยา่ งจากหลกั คำสอนของทกุ ศาสนา ทแ่ี สดงลกั ษณะรว่ มระหวา่ ง
ศาสนามีอยมู่ าก เช่น คำสอนต่อไปน้ี

พระพทุ ธศาสนา ปพุ พฺ าจรยิ าติ วุจฺจเร
พฺรหฺมาติ มาตาปติ โร ปชาย อนุกมฺปกา ฯ
อาหเุ นยยฺ า จ ปตุ ฺตานํ สกกฺ เรยยฺ าถ ปณฺฑิโต
ตสฺมา หิ เน นมสฺเสยฺย วตเฺ ถน สยเนน จ
อนเฺ นน อถ ปาเนน ปาทาน โธวเนน จ
อจุ ฺฉาทเนน นฺหาปเนน มาตาปิตสู ุ ปณฑฺ ติ า
ตาย ปริจริยาย เปจฺจ สคเฺ ค ปโมทตีติ
อิเธว น ํ ปสสํ นฺต ิ
(องฺ.ติก. (บาล)ี 20/470/167)

“มารดาบดิ าผอู้ นุเคราะห์บตุ ร ท่านเรียกว่าพรหม ว่าบุรพาจารย์และวา่
อาหุไนยบุคคล เพราะฉะน้นั [บุตร] บณั ฑติ พงึ นมสั การและสักการะ มารดาบดิ า
ด้วยขา้ ว นำ้ ผา้ ท่นี อน การอบกลิ่น การใหอ้ าบนำ้ และการล้างเท้าทัง้ สอง
เพราะการปรนนบิ ัติในมารดาบิดา นน้ั แล บณั ฑิตยอ่ มสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง
เขาละไปแล้ว ยอ่ มบนั เทิงในสวรรค์”

(องั .ติก.(ไทย) 20/470/150)

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
13

ศาสนาอิสลาม
“จงแสวงหาที่พำนักแห่งปรโลกด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ประทานแก่เจ้า และ
อย่าลืมส่วนของเจ้าแห่งโลกนี้ และจงทำดี เช่นที่อัลลอฮ์ได้ทรงทำดีแก่เจ้า และ
จงอยา่ “กอ่ ” ความเสยี หาย ณ แผน่ ดนิ แทจ้ รงิ อลั ลอฮม์ ทิ รงรกั ผกู้ อ่ การเสยี หาย”

(อลั กุรอาน : 28:77)

ศาสนาครสิ ต์
“จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของ
พระองคก์ ่อน แลว้ พระองคจ์ ะทรงเพมิ่ ทกุ สิ่งเหลา่ น้ีให้”

(มัทธวิ บทท่ี 6 ข้อ 33)

ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู
“ ศภุ าศุภผลกรฺม นโมวาคเฺ ทหสฺ มภวํ
หากเกิดมาเป็นมนษุ ย ์ จงปฏบิ ตั แิ ตท่ างกศุ ล
กรฺม ชาคตโม นฤณำ อุตตฺ โมธมมธยฺ มาหฺ
บคุ คลใดทไ่ี ดก้ ระทำโดยการพดู โดยกาย โดยใจแลว้ ผลแหง่ การกระทำนน้ั
กจ็ กั อำนวยใหแ้ กบ่ คุ คลนน้ั เปน็ มธั ยคตแิ ละอดุ มคติ จงึ ควรทำแตก่ รรมดี
โดยตลอดฝา่ ยเดียว”

ศาสนาซิกข์
“ พระคมั ภีร์ คือ อาจารย์
ปรมาจารย์ คอื พระคมั ภีร์
เข้าใจให้จงดีทกุ ชวี ีมีแต่สขุ
พระคมั ภีร์ คอื อมฤต ผู้รคู้ ดิ จะเบิกบาน
ผปู้ ฏบิ ัติตาม จะประสบพบพระองค”์

(คุรคุ รนั ถ์ ซาฮมิ หน้า 982)

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
14

หลักคำสอนจากคัมภีร์ทั้ง 5 ศาสนา แม้จะปรากฏความแตกต่าง หรือ
สามารถหาความแตกต่างได้มากมายแต่เราก็สามารถหาลักษณะสำคัญร่วมได้
อยา่ งนอ้ ยในประการเหลา่ นี้
(1) ศาสนาทง้ั 5 สอนในเรอ่ื งความประพฤติท่ีดงี าม
(2) ความประพฤติที่ดีงามของมนุษย์ในโลกปัจจุบันมีผล
คาบเก่ียวกบั สถานะของมนษุ ยใ์ นภาวะเหนือโลกธรรมดา
(3) การกระทำของมนษุ ยม์ ผี ลตอ่ ชวี ติ มนษุ ยใ์ นโลกปจั จบุ นั และ
โลกอนาคต
(4) โลกปัจจุบนั ไมใ่ ชข่ อ้ คำนงึ ทีเ่ พยี งพอ หรือ คำตอบสุดทา้ ย
สำหรับชีวิต
ภายใตก้ รอบความคิดดงั กลา่ วนี้ ศาสนาท้ัง 5 ได้ชใ้ี หเ้ ห็นว่ารากฐาน
ความดีทีจ่ ะนำไปสู่ประโยชน์สุขอันประเสรฐิ คอื ความประพฤตใิ นแนวการให้
มากกวา่ รบั การสละมากกว่าการครอบครอง การจดั การกับความต้องการในตัว
ของมนุษย์เองมากกว่าการจัดการหาส่ิงภายนอกมาสนองความต้องการช่ัวแล่น
ในแบบวัตถุนิยม ทนุ นิยม บรโิ ภคนิยม
7. ศาสนาต่าง ๆ อาจนำปัญหาทส่ี ังคมเผชิญอยู่มาเปน็ ประเด็นร่วม
เชน่ การกำหนดทา่ ทรี ว่ มกนั ระหวา่ งศาสนาในการเผชญิ หนา้ กบั สถานการณส์ งั คม
ท่กี ำลงั เปล่ยี นแปลง ดงั ท่ที า่ นพทุ ธทาสภิกขุไดใ้ ห้ข้อเสนอในปณิธาน 3 ประการ
สำหรับสังคมระหว่างศาสนาคือ
(1) พยายามเข้าถงึ หวั ใจศาสนาของตน
(2) การทำความเข้าใจระหวา่ งศาสนา
(3) การนำโลกออกมาเสียจากวัตถนุ ิยม (ดร.เจมส์ รตั นนันโท
ภกิ ษุ, 2536)
ข้อเสนอดังกล่าว เป็นนัยว่าศาสนิกยังต้องการความเข้มแข็งในศาสนา
ท่ีตนนับถือ และพัฒนาความเข้าใจซงึ่ กนั และกนั โดยการทำความเขา้ ใจระหว่าง
ศาสนา ทง้ั ตอ้ งการพลงั ในการเผชญิ กบั วตั ถนุ ยิ มทก่ี ำลงั แผอ่ ำนาจครอบครองโลก

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
15

เราเห็นได้ชัดว่าศาสนาต่างๆ มีลักษณะที่เอื้อต่อการร่วมมือกัน เผชิญ
วัตถนุ ิยม เพราะศาสนามโี ครงสร้างทสี่ อดคล้องกนั อันตา่ งไปจากวัตถุนิยม เชน่
ศาสนาเสนอว่ามีความจริงนอกเหนือจากโลกวัตถุ มีความสุขที่มนุษย์พึงได้
จากการขัดเกลาตนเองเหนอื กวา่ ความสขุ ท่ไี ดจ้ ากการเสพวตั ถุ มนุษยส์ ามารถมี
ความสขุ ไดโ้ ดยการเอาชนะตนเอง ไมต่ อ้ งลดิ รอนคนอน่ื หรอื แลกความสขุ กบั การ
สญู เสยี ทรพั ยากรธรรมชาติ ไมม่ ศี าสนาใดปฏเิ สธความสุขอนั เกิดจากการบรโิ ภค
วตั ถุ หรอื อยา่ งน้อยกใ็ หค้ วามหวังแกม่ นุษยว์ ่า มนุษยย์ งั มีทางเลือกมากกวา่ กลุ่ม
วตั ถนุ ิยม บริโภคนยิ มทน่ี ำพาให้มนษุ ย์มองไมเ่ ห็นหรอื สิ้นหวงั ท่ีจะมีความดงี าม
อยา่ งอน่ื นอกจากการถือครองส้องเสพวัตถดุ ้วยตน้ ทนุ ท่ีสงู ลว่ิ
แมโ้ ลกทศั น์แบบวตั ถนุ ยิ มจะให้ทางเลอื กทจี่ ำกัดแก่มนุษยแ์ ต่วตั ถุนยิ มก็
สามารถมีอิทธิพลครอบงำสังคมได้สูงด้วยการผลิตคนให้เห็นว่าการครอบครอง
และการบรโิ ภคในสงิ่ ทมี่ นษุ ย์ไมเ่ คยคดิ วา่ เปน็ ส่ิงจำเปน็ กลายเป็นสิง่ จะเป็น ท้งั นี้
ก็เน่ืองด้วยโลกวัตถุนิยมมีวิธีการทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ในกรอบของ
ศาสตรส์ าขาตา่ งๆ และอาศยั ความร้เู หลา่ นัน้ มาใชใ้ นการผลติ สมาชกิ คือ สรา้ ง
สังคมบรโิ ภคนยิ ม สถานการณ์เช่นน้ีท้าทายวงการศาสนาว่าในการเผชิญหนา้ กบั
วัตถุนิยม ศาสนาแต่ละศาสนาจะประสบความสำเร็จได้โดยการก้าวไปอย่าง
โดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกันระหว่างศาสนา หรือสามารถก้าวไปโดยละเลยต่อองค์
ความร้ทู ่โี ลกวัตถนุ ยิ มใชเ้ ปน็ เครื่องมอื ได้หรือไม่
8. ศาสนาต่าง ๆ มหี ลักคำสอนทสี่ ามารถใชข้ อ้ ดีและหลีกเลี่ยงขอ้ เสยี
ของท่าทแี บบตา่ ง ๆ ตามลักษณะเฉพาะของแตล่ ะศาสนา โดยไมข่ ัดแยง้ ระหวา่ ง
ศาสนา และไม่คลายการยึดมั่นในศาสนา การที่ศาสนาสอนถึงสิ่งเหนือ
ประสบการณ์ธรรมดาเป็นเหตุให้ศาสนิกมีความยึดถืออย่างม่ันคงเพราะยากแก่
การถูกหักล้างด้วยเหตุผลตามประสบการณ์ธรรมดา อันโน้มไปสู่วัฒนธรรมนยิ ม
แตแ่ ฝงไวด้ ว้ ยขอ้ เตอื นใจวา่ ความเชอ่ื ของคนอน่ื ทม่ี เี รอ่ื งเหนอื ประสบการณธ์ รรมดา
เช่นกันโดยแก่นแท้อาจไม่ได้ต่างจากความเชื่อของตน เพียงแต่เรื่องนี้อยู่เหนือ
หรอื อยา่ งน้อยก็ยากแก่การพิสจู น์ยืนยันหรือหักลา้ ง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
16

9. นอกจากนน้ั ในแงว่ ธิ กี ารบรรลคุ วามจรงิ ศาสนาแตล่ ะศาสนาไดส้ อน
วถิ ชี วี ติ บอกวา่ สง่ิ ใดถกู สง่ิ ใดผดิ มนษุ ยจ์ ะบรรลเุ ปา้ หมายชวี ติ ไดด้ ว้ ยการประพฤติ
ปฏิบัติตน ไม่ใช่ด้วยการยึดถือหรืออวดอ้างว่าศาสนาที่ตนยึดถือถูกต้องที่สุด
ของคนอื่นผิดหรือด้อยกว่าตน แต่เมื่อความภูมิใจมีคุณค่าเพราะเป็นปัจจัย
หลอ่ เลี้ยงการยดึ มั่นในศาสนา ศาสนกิ ชนสามารถกา้ วพน้ การยดึ ถือศาสนาอยา่ ง
ผิวเผินแบบวัฒนธรรมนิยมแม้แต่สัมพัทธนิยม ทางสายร่วม ทางทุกสายไปสู่
ความภูมิใจในการก้าวไปในวิถีชีวิตที่ศาสนาวางไว้ และภูมิใจกับความสำเร็จใน
การยกระดับตนเองใหบ้ รรลคุ ณุ ธรรมต่างๆ ในศาสนา น่นั คือภมู ใิ จในการควบคมุ
ขดั เกลาตนเอง ภมู ิใจในการอดกลั้นอดทน ภมู ใิ จในความรกั ความเมตตา ความมี
นำ้ ใจต่อเพอ่ื นมนษุ ย์ ภูมิใจในการเสียสละ ภูมิใจในการไมเ่ บยี ดเบยี น ภมู ิใจใน
การสร้างคุณประโยชนใ์ ห้แก่โลก ภูมใิ จในการเชิญชวนสนบั สนุนซง่ึ กันและกันใน
เรอื่ งเหลา่ น้ี และเสยี ใจในการกระทำของตนในทางตรงกันขา้ ม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
17

สรุป

ในการนำเสนอสาระต่อไปน้ีหนงั สือ“วิถชี วี ิต5ศาสนิกในประเทศไทย”
คาดหวงั วา่ ผศู้ กึ ษาจะไดร้ บั ประโยชนเ์ พม่ิ พนู จากการศกึ ษาศาสนาของตน และการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างศาสนา โดยคำนึงถึงท่าทีหรือแนวทรรศนะต่าง ๆ
ที่กล่าวมาขา้ งตน้ ประกอบการพิจารณาใครค่ รวญ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
18



พระพุทธศาสนา

พระพทุ ธศาสนา

ความนำ

นบั ตง้ั แตอ่ งคพ์ ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระบรมศาสดาแหง่ พระพทุ ธศาสนา
ตรัสร้ซู งึ่ อาจสรปุ ลงได้เปน็ หลักอริยสัจ 4 คือ การมอี ยู่ของความจรงิ 4 ประการ
คือ
ทกุ ข์
เหตแุ ห่งทุกข์
ความดับทกุ ข์
และหนทางไปสู่ความดับทกุ ข์
เมอื่ สี่สิบห้าปีก่อนพทุ ธศักราช พระพุทธองคท์ รงเผยแผค่ ำส่งั สอนไปยงั
มหาชน จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในความรู้แจ้ง เห็นจริง และลักษณะเด่นของ
พระพุทธศาสนาที่สอนให้พึ่งพาตนเอง โดยใช้หลักวิเคราะห์ที่มีลักษณะเป็น
วทิ ยาศาสตร์ คือ มีเหตุและผลที่สามารถอธบิ ายได้ และสามารถนำไปปฏิบตั ใิ น
ชวี ิตประจำวันได้จรงิ พทุ ธศาสนกิ ชนทั่วโลกจึงมพี ระพทุ ธศาสนาเป็นท่ียดึ เหน่ยี ว
จิตใจและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข บนหนทางแห่งความไม่ประมาท
และความเรยี บงา่ ย ดงั คำสอนของพระพทุ ธองคท์ ท่ี รงเผยแผไ่ วแ้ ตค่ รง้ั โบราณกาล
หากยังคงหลักแห่งความเป็นจริงที่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ แม้ใน
ยามที่โลกแปรเปลี่ยนไปจนเทคโนโลยีบางอย่างเองยังตกยุคหายสาบสูญไป
แตพ่ ระพุทธศาสนากย็ งั คงทนั ยุคทนั สมยั อยู่อยา่ งไมเ่ ปลีย่ นแปลง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
20

พระพุทธศาสนา

ความหมายของพระพทุ ธศาสนา

พระพุทธศาสนา คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ครั้งพุทธกาล เมื่อ
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธศาสนายังไม่ถือกำเนิดขึ้น จนอีกสองเดือนต่อมา
เมื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) จึงทำให้เกิด
พระพุทธศาสนาขึ้น และมีผฟู้ ัง หรอื สาวก (“สาวก” แปลวา่ ผ้ฟู งั ผู้ฟังคำสงั่ สอน
ศิษย์ คำคู่กับ “สาวิกา” คือ ผู้ฟังหรือศิษย์ฝ่ายหญิง) กับหมู่ชนที่นับถือ
พระพทุ ธศาสนา เรียกอกี ชอื่ หนงึ่ ว่าพทุ ธบริษทั มี 4 คือ ภิกษุ ภิกษณุ ี อบุ าสก
อบุ าสิกา ซึง่ เม่อื ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วก็นำไปปฏิบตั ติ าม ต่อมาเม่ือมผี ้ฟู ัง
และผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก ก็มีการจัดตั้งเป็น
ชุมชน เป็นสถาบัน เป็นองค์กร เพื่อรับผิดชอบดูแลการเรียนและการปฏิบัติ
ตลอดจนมี ศาสนพธิ ี ศาสนวตั ถุ ศาสนสถาน และกจิ การต่าง ๆ ความหมายของ
พระพทุ ธศาสนาจงึ ขยายกวา้ งออกไปครอบคลมุ สิง่ ต่าง ๆ เหล่านดี้ ้วย

พระรัตนตรยั

พระรตั นตรยั แปลวา่ “แกว้ ประเสรฐิ 3 ดวง” หมายถงึ สง่ิ ทม่ี คี า่ และ
เคารพบชู าสงู สดุ ของพทุ ธศาสนกิ ชน 3 อยา่ ง คอื พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
พระพุทธ หรือ พระพทุ ธเจา้
หรือที่เรียกเตม็ ว่า พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้
หมายถึง พระผู้ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ
คือรู้อริยสัจ 4 โดยไม่เคยได้เรียนรู้จาก
ผอู้ ่นื แลว้ ทรงเป็นผูเ้ รมิ่ ประกาศสัจธรรม
ทรงเป็นผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนา
สอนมนุษย์ให้ประพฤติชอบด้วยกาย
วาจา ใจ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
21

พระพุทธศาสนา
พระพทุ ธคุณอาจจำแนกได้หลายหมวด แตท่ ีก่ ล่าวถงึ ท่วั ไปจำแนกเปน็
หมวด 3 คอื
1. พระปญั ญาคณุ พระองค์ทรงมีพระปัญญาทีท่ รงรูแ้ จง้ เหน็ จริงในส่ิง
ทัง้ หลายตามความเปน็ จริง
2. พระบริสุทธิคุณ พระองค์ทรงมีพระทัยบริสุทธิ์สะอาดหมดจด
ปราศจากอาสวกิเลสคอื สง่ิ ทีท่ ำใหจ้ ติ เศรา้ หมองท้งั ปวง
3. พระมหากรณุ าคณุ พระองคท์ รงมพี ระมหากรณุ า ซง่ึ ทรงมงุ่ ชว่ ยเหลอื
ชาวโลกและสรรพสตั ว์ทงั้ ปวงรวมทงั้ เทวดาและพรหม ให้หลดุ พน้ จากความทุกข์

พระธรรม คอื คำสง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ ซง่ึ ประกอบดว้ ยหลกั ความจรงิ
และหลักความประพฤติ คำสั่งสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า มีคำเรียกเต็มว่า
พระธรรมวินัย ซึ่งประกอบด้วยธรรม ได้แก่ คำสอนแสดงหลักความจริงและ
แนะนำความประพฤติ และวินยั ไดแ้ กบ่ ทบัญญตั ทิ ก่ี ำหนดระเบยี บความเปน็ อยู่
และกำกับความประพฤติ
พระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงมอบพระธรรมวนิ ยั ใหเ้ ปน็ พระศาสดาของชาวพทุ ธ
ดงั พระพุทธพจนใ์ นมหาปรนิ พิ พานสูตร [ทฆี นกิ าย มหาวรรค (ท.ี ม.) 10/141]
ทีต่ รัสว่า “ดูกอ่ นอานนท์ ธรรมและวินัยใด ทเี่ ราได้แสดงแล้ว และบญั ญัติแล้ว
แก่เธอทงั้ หลาย ธรรมและวินยั น้ัน จะเป็นศาสดาของเธอท้ังหลายโดยกาลท่ี
เราล่วงลับไป”

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
22


Click to View FlipBook Version