The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-07-17 11:12:11

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

Keywords: ศาสนิกในประเทศไทย

คริสต์ศาสนา

แก่ท่านทัง้ หลายว่าทา่ นทำสิ่งใดตอ่ พนี่ ้องผู้ตำ่ ตอ้ ยท่สี ุดของเราคนหนึ่ง ทา่ นก็ทำ
สง่ิ นน้ั ตอ่ เรา” (มทั ธวิ 25: 40) ดงั นน้ั ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนจงึ ตอ้ งมองเหน็ พระครสิ ตเจา้
ในบคุ คลอ่ืนเสมอ ถึงแมจ้ ะเป็นผมู้ ีความเชอ่ื ต่างกนั หรอื แมก้ ระทง่ั ผ้ทู ่ีไม่เช่อื ใน
ศาสนาใดๆ เลยก็ตาม

ความสัมพันธต์ ่อผยู้ ากไรแ้ ละคนชายขอบของสังคม

คริสต์ศาสนาสอนให้ตระหนักว่าพระเจ้าทรงอำนวยพระพรบรรดาผู้ซึ่ง
ให้ความช่วยเหลอื แกผ่ ู้ยากไร้และผู้ทอี่ ยูช่ ายขอบของสังคม “ผ้ใู ดขอกจ็ งให้ และ
อย่าหันหลังให้ ผูท้ มี่ าขอยืมจากท่าน” (มัทธวิ 5:42) “ท่านไดร้ ับมาเปลา่ ๆ
ก็จงให้เขาเปล่าๆ ด้วย” (มทั ธิว 10:9) พระเยซูครสิ ตเ์ จา้ จะทรงรบั รู้ผู้ท่ไี ดร้ ับ
เลือกสรรของพระองค์ เฉพาะส่งิ ทเี่ ขาไดก้ ระทำต่อผูย้ ากไร้ (เทียบ มทั ธวิ 25:31-
46) ขณะที่ “คนจนได้รับข่าวดี” (มัทธิว 11:5) ก็เป็นเครื่องหมายแสดงว่า

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
173

คริสต์ศาสนา

พระครสิ ต์เจ้าทรงประทบั อยู่ (เทียบ ลกู า 4:18) “ความรักของพระศาสนจักร
ต่อผยู้ ากไรน้ ั้น... เปน็ ส่วนหนง่ึ ของธรรมประเพณีท่ีคงเสน้ คงวา” (การเฉลมิ ฉลอง
ปที ี่ 100 ขอ้ 57) ความรักท่ีครสิ ตศ์ าสนกิ ชนพงึ ต่อผูย้ ากไรน้ น้ั ไมม่ ่งุ เพียงความ
ยากจนฝา่ ยกายเทา่ นน้ั แตย่ งั มงุ่ ถงึ ความยากจนทางวฒั นธรรมและทางจติ วญิ ญาณ
ในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย การปฏิบัติต่อคนยากจนและคนที่อยู่ชายขอบของ
สังคมนั้น พระศาสนจกั รได้รบั แรงบนั ดาลใจมาจากพระวรสารเรื่องมหาบญุ ลาภ
เรื่องความยากจนของพระเยซูเจ้า และเรื่องความเอาพระทัยใส่ของพระองค์
ตอ่ ผยู้ ากไร้ (เทยี บ ลกู า 6:20-22; มทั ธวิ 8:20; มาระโก 12:41-44) 9 พระเยซเู จา้
ทรงเป็นแบบอย่างของผู้ท่ีเอาพระทัยใส่ต่อผู้อยู่ชายขอบของสังคมพระองค์มิได้
ทรงรังเกียจคนบาป คนเก็บภาษี (ซึ่งชาวยิวถือว่าเป็นคนฉ้อฉล) หญิงโสเภณี
คนตา่ งดา้ ว คนจน คนพิการ คนผีสิงและคนทเ่ี ปน็ โรครา้ ย พระองคต์ รสั วา่
“คนสบายดีไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บไข้ต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียก
คนชอบธรรม แตเ่ รามาเพอ่ื เรียกคนบาป” (มาระโก 2: 17) ในหนงั สอื คำสอน
ด้านสงั คมของพระศาสนจกั ร พระศาสนจกั รคาทอลกิ ไดย้ ้ำเตอื นคนรวยเสมอให้
ตระหนกั ถงึ การเข้าขา้ งคนจนของพระเจา้

9 http://www.catholic.or.th/archive/catechism

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
174



ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู

ความนำ
ประวตั ศิ าสนาพราหมณ์ – ฮินดู
1. กำเนิดศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู

ในสมัยโบราณแรกเริ่มเดิมที ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูนี้ เรียกกันว่า
“สนาตนธรรม” แปลวา่ “ศาสนาสนาตน”
คำว่า “สนาตน” นี้ หมายถึง “เป็นนิตย์” คือไม่มีสิ้นสุด ไม่รู้จักตาย
เรอื่ ยๆ เสมอๆ หรืออะไรในทำนองนี้ นอกจากน้ันคำวา่ “สนาตน” ยงั แปลไดอ้ กี
อย่างหนึ่งในเมื่อแยกพยางค์ออกแล้ว คือ สนา แปลว่า ไม่รู้จักตาย หรือ
เป็นนติ ย์ กับ ตน แปลวา่ กาย เมื่อรวมกนั เขา้ แล้วแปลตามศัพท์ หรือแปลโดย
พยญั ชนะวา่ กายอันไม่รูจ้ ักตาย แปลเอาความหมายถงึ พระวษิ ณุ หรอื กายอัน
ไมร่ จู้ ักตายกลา่ วคอื พระวษิ ณุ เพราะฉะนนั้ สนาตนธรรมนี้จงึ เรยี กไดอ้ กี อยา่ ง
หนงึ่ วา่ วษิ ณธุ รรม คอื คำสง่ั สอนของพระวิษณุเป็นเจา้ นนั่ เอง
ครน้ั เวลาลว่ งมาหลายพนั ปี ศาสนานไ้ี ดม้ ชี อ่ื เรยี กกนั ตอ่ มาวา่ “ไวทกิ ธรรม”
คือธรรมที่ได้มาจากพระเวท ความจริงพระเวทก็คือ คำสั่งสอนของพระวิษณุ
เป็นเจา้ น่ันเอง
หลายพันปีต่อมา มผี ตู้ ั้งช่ือให้ศาสนานี้ใหมว่ า่ “อารยธรรม” ซึ่งแปลวา่
ธรรมอนั ดงี ามก็ได้ ความเจรญิ ด้วยขนบธรรมเนียมอนั ดีงามก็ได้ รวมความวา่ เปน็
หลกั ธรรมอันเจริญ อนั ดีงามทง้ั สน้ิ
ครั้นเวลาล่วงมาอีกหลายพันปี ศาสนาสนาตนธรรมนี้ เปลี่ยนไป
เรียกกันว่า “พราหมณธรรม” ซ่ึงแปลว่า คำสั่งสอนของพราหมณ์ ในสมัยน้ัน
ชนวรรณะพราหมณ์กำลังครองความเป็นใหญ่มีอำนาจเต็มที่ ผู้ใดไม่เชื่อถือ
คำสั่งสอนของพราหมณ์จัดว่ามีโทษหนัก ดังนี้จึงเห็นได้ว่าทั้งสนาตนธรรม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
176

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ไวทกิ ธรรม อารยธรรม และพราหมณธรรม วา่ ที่จรงิ แลว้ ก็คอื ธรรมะอนั เดียวกนั
น่นั เอง เพียงแตเ่ รียกชือ่ ไปต่างๆ กนั ตามยุคตามสมัย ถึงอย่างไรตำรับพระเวท
กย็ งั คงมีอยู่ แต่ทว่าอยู่ในกำมอื ของพราหมณ์ โดยเฉพาะพราหมณผ์ ู้มีหนา้ ทท่ี ่ี
จะทอ่ งบน่ สาธยาย และสั่งสอนตลอดจนประกอบพธิ ตี า่ งๆ ให้แก่ชนในวรรณะ
ของตน
ครน้ั ตอ่ มา ศาสนาน้ไี ด้เปล่ียนชื่อเรยี กกนั ใหม่วา่ “หินทูธรรม” ซ่งึ เป็น
การเรยี กตามที่นกั ปรชั ญาและนักประวตั ิศาสตร์เรียกกัน อันที่จรงิ คำว่า หินทู นี้
มปี ระวตั มิ าจากคำวา่ สนิ ธุ ซ่งึ เริ่มเรยี กกันมาได้ประมาณเมอ่ื 700 ปีกอ่ นโนน้
แลว้ มากลายเสียง ส เปน็ ห ไปตามภาษาท้องถิ่น เช่น อสฺสม หรือ อัสสัม
ก็มาออกเสยี งเป็น อะหม หรอื อาหม เปน็ ตน้ เพราะฉะนน้ั สนิ ธุ จงึ มากลายเป็น
หนิ ทู ไปบา้ ง
คำวา่ “หินทู” นี้ ถ้าแปลตามหลักไวยากรณ์ภาษาสนั สกฤตแลว้ แปลว่า
“ผทู้ ี่ละเวน้ หงิ สากรรม” คือ อหงิ สก นัน่ เอง เพราะตามหลักไวยากรณ์ภาษา
สันสกฤตมกี ารวเิ คราะห์ศัพท์สมาสนี้วา่ หิงสยา ทยู เต อิตอ หนิ ทฺ ู แปลความวา่
ผใู้ ดละเวน้ จากหิงสากรรมผู้นนั้ คอื “หินท”ู ย่อมจะเห็นไดแ้ ล้ววา่ ท่ใี นภาษาไทย
เรียกหนิ ทู ว่า ฮนิ ดูน้ี ยังมใิ ชค่ ำเรยี กท่ถี กู ตอ้ งนัก คำเรียกท่ถี กู ตอ้ งคือ หินทแู ละ
ด้วยประการฉะนี้ “ฮนิ ดูธรรม” หรือ “หินทูธรรม” จึงแปลว่า ธรรมะทสี่ อน
ลัทธิอหงิ สา
ปญั หาชอื่ ท่วี ่า “สนาตนธรรม” เกิดขึน้ มาตง้ั แตส่ มัยไหนน้นั ความจรงิ
ในโลกนก้ี ย็ งั ไมเ่ คยมใี ครสามารถตอบไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งถอ่ งแทเ้ ลย ไดแ้ ตส่ นั นษิ ฐาน
และอภิปรายให้ความเห็นกันไปต่างๆ ตามทรรศนานทุ รรศนะแหง่ ตนๆ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
177

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ในคัมภรี ์พระเวทตอนหนงึ่ บอกไว้ว่า “สนาตนธรรม” น้ี เปน็ ธรรมทั้ง
อนาทิและเนติ คำว่า อนาทิ (อน+อาทิ) แปลตามศัพท์ก็ว่า ไม่มีต้น หรือ
ไม่สามารถหาตอนปลายได้ หรอื ไม่ร้จู บ น่นั เอง หากจะสรปุ ให้งา่ ย สนาตนธรรม
กค็ อื ธรรมะอนั ไม่มตี ้นและไมม่ ีปลายดว้ ย
อย่างไรกต็ าม ศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู เชอ่ื ถอื กนั ว่า “สนาตนธรรม” นี้
เกดิ ขน้ึ ต้ังแตเ่ มือ่ แรกเรมิ่ ต้นสร้างโลกแล้ว ซ่ึงนบั ไดว้ า่ เป็นเวลาทน่ี านอยา่ งเหลือ
ท่ีจะคณานบั แตถ่ ึงกระนัน้ ใน “สนาตนธรรม” ก็ยงั สอู้ ุตสา่ หน์ บั จำนวนปไี ดถ้ งึ
เลข 15 ตัว คือ 155, 528, 643, 893, 085 (หนงึ่ รอ้ ยหา้ สิบหา้ ลา้ นหา้ แสน
สองหม่ืนแปดพันหกร้อยส่ีสิบสามล้านแปดแสนเก้าหมื่นสามพันแปดสิบห้า)
ปแี ล้ว ตามหลกั ในคัมภรี ์โหราศาสตร์ “สุรยิ สิทธานตะ” ซ่ึงการนบั เช่นนี้ใน
ภาษาฮนิ ดี อันเป็นราษฎรภาษาคอื ภาษากลางแหง่ ชาติของประเทศอินเดยี อ่าน
ตรงกบั ภาษาไทยวา่ “สบิ หา้ นลี ห้าสบิ ห้าขรฺพ ย่สี ิบแปดอรพฺ หกสบิ สี่กโรฑ (โกฏิ)
สามสิบแปดลาข (ล้าน) เก้าสิบสามสหศฺตฺร (พนั ) กบั แปดสิบหา้ ปี เหมอื นกบั ใน
ปัจจบุ นั น้ที ีเ่ รามมี าตรากำหนดนับเวลาได้วา่

60 วินาท ี = 1 นาที
1 ช่ัวโมง
60 นาที = 1 วัน และ คนื
1 เดือน
24 ชัว่ โมง = 1 ปี

30 วนั และ คืน =

365 วันและคืน หรือ 12 เดือน =

ตอ่ ไปก็ยงั มี ปีสว่าง หรือปแี สงอีก ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Light Year
แมใ้ นสมัยโบราณ ตำรา “โชยตษิ ศาสตร”์ กย็ งั มีมาตรากำหนดไวว้ า่

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
178

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

60 วิปล = 1 ปล
60 ปล = 1 ฏี (นาที ชว่ั โมง)
60 นาที = 1 วันและคืน
30 วันและคนื = 1 เดอื น
12 เดอื น = 1 ปี
360 ป ี = 1 เทววรรษ
1200 เทววรรษ = 1 กลยิ ุค
2 กลยิ ุค 2400 เทววรรษ = 1 ทวาปรยคุ
3 กลิยคุ 3600 เทววรรษ = 1 เตรตายุค
4 กลิยคุ 4800 เทววรรษ = 1 สัตยยคุ
10 กลยิ ุค 12000 เทววรรษ = 1 จตรุ ยุค
71 จตุรยคุ เศษ = 1 มนั วนั ตร
1000 จตุรยคุ เศษ หรอื 14 มันวันตร = 1 กลั ป์
2 กลั ป์ = 1 วันและเดือน ของพรหมโลก
(พรหมทนิ )
360 พรหมทิน = 1 พรหมวรรษ
ตามมาตรานี้ถ้าคิดตัวเลขทบทวนดู ก็คงจะประมาณเวลานับตั้งแต่
โลกน้ขี ้นึ มาเม่ือ 50 พรหมวรรษ 2 กัลป์ 6 มันวนั ตร 27 จตุรยุค 1 สัตยยคุ
1 เตรตายุค 1 ทวาปรยุค กบั 5085 ปขี องมนษุ ย์โลกในกลิยุคแล้ว มารวมกันกบั
จำนวนปมี นษุ ยโ์ ลกดังกล่าวมาในทำนองน้ี โลกนก้ี จ็ ะมีอายทุ งั้ หมดได้ 100
พรหมวรรษเตม็
สนาตนธรรม ก่อน 10,000,000,000 ปี
ไวทกิ ธรรม กอ่ น ถึง 100,000,000 ปี
อารยธรรม ถงึ กอ่ น 1,000,000 ปี
พราหมณธรรม ถงึ ก่อน 1000 ปี
ตง้ั แต่ประมาณ พ.ศ. 1500 เรยี กกันวา่ ฮนิ ดธู รรม มาถึงบัดน้ี

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
179

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

2. พระศาสดาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
“ศาสดา” หรอื “ผตู้ ง้ั ศาสนา” ในภาษาสนั สกฤต เรยี กวา่ “ธรมฺ ปรฺ วรตฺ ก
แห่งสนาตนธรรม” แปลอกี นัยหนึ่งให้ตรงกบั ภาษาไทยก็ได้วา่ “พระศาสดาของ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินด”ู และพระศาสดาของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดนู ก้ี ็ยงั มีอยู่
หลายกัลป์
ในบางกลั ป์พระพรหมา หรือปางของพระพรหมาเปน็ ประธาน กเ็ รียก
กัลปน์ ้ันวา่ “พรหมกลั ป์”
ในบางกัลปพ์ ระวิษณุ หรือปางของพระวิษณเุ ปน็ ประธาน ก็เรยี กกลั ป์น้นั
ตามปางของพระวิษณุ มี 10 ปาง เช่น วิษณุกลั ป์ วาราหกลั ป์ เป็นตน้
ในบางกัลป์พระศิวะ หรอื ปางของพระศิวะเป็นประธาน กเ็ รยี กกลั ปน์ ้ัน
ตามปางของพระศวิ ะ มี 11 ปาง เชน่ ศวิ กัลป์ รุทรฺ กลั ป์ เปน็ ต้น
ไม่ว่าในกัลป์ที่พระพรหมาเป็นประธาน หรือพระวิษณุเป็นประธาน
หรอื พระศวิ ะเป็นประธานก็ตามจะได้ยนิ เสยี งจากนภากาศเรยี ก “อากาศวาณี”
จากปรพรหม (พระปรมาตมัน) แล้วนำคำสง่ั สอนนั้นสอนให้แก่ สนกะ ในกลั ปท์ ่ี
พระพรหมาเปน็ ประธานสง่ั สอนแกส่ นกะ, ในกลั ปท์ พ่ี ระวษิ ณเุ ปน็ ประธานสง่ั สอน
ใหแ้ ก่ พระพรหมา แลว้ พระพรหมาสงั่ สอนให้แก่สนกะ, ในกัลปท์ ่ีพระศวิ ะเปน็
ประธานสัง่ สอนใหแ้ ก่พระพรหมา แลว้ พระพรหมาสั่งสอนให้แก่ สนกะ
คำส่ังสอนธรรมะและวิธีปฏิบัตธิ รรม สนกะเปน็ ผู้รบั และสงั่ สอนตอ่ ให้
สนนทฺ น สนนฺทน สอนใหแ้ ก่ สนาตนะ สนตนะสอนใหแ้ ก่ สันตกมุ าร ผู้เปน็
บตุ รของพระพรหมธาดาอกี ชนั้ หนึง่ ครั้นต่อมา พระพรหมธาดา กับสนฺตกมุ าร
ก็ได้สั่งสอนแก่ พระนารทมุนีผู้เป็นเทพฤษีเพื่อให้เผยแพร่ต่อไปยังนานาโลก

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
180

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

แตส่ ำหรับในมนษุ ย์โลกนี้ พระอปุ เทศก คอื พระผ้แู สดงเรื่องราวทาง
ศาสนารองลงมาจากพระนารทมุนีก็คือ พระกปิลมนุ ี ผูเ้ กดิ มาเป็นมนษุ ยแ์ ทๆ้
มตี ัวตนจริงๆ อยู่ในโลกน้ี พระบดิ ามีชือ่ วา่ กรรทมมนุ ี พระมารดาช่อื เทวหตู ิ
พระกปิลมุนีได้แสดงธรรมเทศนาครั้งแรกที่ วินทุอาศรม ครั้นต่อมาก็ได้ตั้ง
อาศรมขึ้นที่ปลายทางแม่น้ำคงคาที่เรียกว่า กันคงคาสาคร ในเดือนธันวาคม
และมกราคม ทุกปีจึงมีประชาชนเป็นจำนวนมากไปจาริกแสวงบุณย์กัน
ณ ท่แี ห่งนั้น
“พระปรมาตมนั เปน็ พระเจา้ สงู สดุ ” ในภาษาสันสกฤตเราอาจจะเรยี ก
หัวเรื่องข้อนี้ได้ว่า “อุปาสฺยเทพแห่งสนาตนธรรม” ในพระสนาตนธรรมนี้มี
อุปาสยเทพอยดู่ ้วยกัน 1 พระองค์ คือ พระพรหมา (หรอื พระพรหมธาดา)
พระวษิ ณุ และพระศวิ ะ ความจรงิ แลว้ กม็ พี ระองคเ์ ดยี วเทา่ นน้ั คอื พระปรมาตมนั
แต่พระปรมาตมนั ไมม่ รี ปู ร่างและไม่มีตวั ตนเปน็ นริ งั การ หรอื นิราการ คือ ไม่มี
อาการปรากฏ หรือปราศจากอาการนน่ั เอง
ครั้นเมื่อพระปรมาตมันมีความประสงค์จะสร้างโลก พระปรมาตมัน
กเ็ ลยกลายเป็น “สาการภาพ” ข้นึ คอื เกิดภาวะอนั มีอาการ และเป็น ตรฺ ยรปู
(สามรปู ) ไดแ้ ก่ พระพรหมธาดา พระวิษณุ และพระศิวะ
พระพรหมา เปน็ พระเจ้าผ้สู ร้างโลกตา่ งๆ
พระวิษณ ุ เปน็ พระเจ้าปาละ คือผคู้ มุ้ ครองโลกต่างๆ
พระศวิ ะ เปน็ พระเจา้ ผู้สงั หาร หรือทำลายโลกตา่ งๆ
เม่ือทั้งสามพระองค์มารวมอยู่เป็นจุดเดียวกันก็กลายเป็นพระปรมาตมัน
ผไู้ มม่ รี ปู กาย แต่หากว่าผ้ใู ดมจี ิตเล่อื มใสศรัทธา ใคร่จะไดท้ รรศนาพระเปน็ เจา้ ทง้ั
3 พระองค์ หรือองคใ์ ดองค์หน่งึ กย็ อ่ มกระทำได้ หากแตต่ ้องตั้งใจปฏิบัติตาม
คำส่งั สอนในคัมภีร์พระเวทอย่างเครง่ ครัดเปน็ เวลานานจึงจะสำเรจ็

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
181

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ปรู ณมทห ปรู ฺณมทิ ํ ปูรณาตฺ ปูรณมุทจฺยเต
ปรู ณฺ สฺย ปรู ณฺ มาทาย ปรู ณเมวาวสษิ ฺยเต
ซ่งึ แปลว่า “น้นั คอื สมบูรณ์, นี้คือสมบรู ณ์, (เขา) ได้ถกู เรียกสมบรู ณ์ดว้ ยสมบูรณ์
(ของเขา),
เอาความสมบรู ณ์ออกจากความสมบรู ณ ์ กจ็ ะมเี หลอื แตค่ วามสมบรู ณ”์
ดังนี้

๐ = ๐ - ๐ = ๐ - ๐ = ๐ - ๐ (ปางพระพรหมาหรอื
พระพรหมธาดา)

พระปรมาตมนั ๐ ๐ = ๐ - ๐ = ๐ - ๐ = ๐ - ๐ (ปางพระนารายณ์)
(พระพรหม) ๐ = ๐ - ๐ = ๐ - ๐ = ๐ -๐ (ปางพระศิวะ)


ในคมั ภีร์เวทานตะ ทา่ นแสดงพระปรมาตมันเทียบเทา่ กับศนู ย์ มีศนู ย์
ตวั หนึง่ ลบศนู ยอ์ อกไปพันๆ ตวั ตามลำดบั แต่ศูนย์เดิมก็ยงั คงอยอู่ ยา่ งเดมิ และ
ศนู ย์ทไ่ี ด้เกิดจากการลบ ก็เป็นศูนย์เปน็ แถวด้วย คือ ศนู ยล์ บศูนย์ ผลลัพธ์ก็เป็น
ศนู ย์ ยงั คงเหลอื ศนู ยเ์ ปน็ เชน่ นั้นเรอื่ ยไป
ยงั มีปางของพระแม่อาทศิ กั ดี และปางนีเ้ ป็นเหตุทีไ่ ด้เหน็ กนั ว่ามเี ทวดา
นานานาม นานารปู และในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีเทวดาในรูปนามเพ่ิมข้ึน
เรอื่ ยๆ ดว้ ย จงึ ไม่มที สี่ ้นิ สดุ เชน่ มีสาวกผ้หู น่ึงอย่ใู นสรณะเทพเจ้าองคห์ น่งึ
แตก่ ่อนนั้นสาวกผู้นน้ั ยงั ไมเ่ คยพบกบั เทพเจ้าองคน์ ้ันมากอ่ น ได้มคี วามรมู้ าจาก
ตำราหรอื จากผอู้ าวโุ ส เขาได้ปฏบิ ตั นิ านาประการและจนิ ตนาการรปู ร่างของ
องคเ์ ทพนน้ั ดว้ ย หลงั จากนน้ั เขากเ็ ลา่ ใหฟ้ งั เกย่ี วกบั รปู รา่ งทเ่ี ขาไดเ้ หน็ มาอกี ไมน่ าน
กม็ หี ลายคนเริ่มนบั ถอื เทพเจ้าองคน์ น้ั ในรูปร่างลักษณะใหม่ และไดต้ ง้ั ชอ่ื ถวาย
พระนามใหม่ขึ้นดว้ ย หมายถงึ จะไดเ้ พม่ิ เทพเจ้าอกี องค์หนงึ่ เชน่ พระแมส่ ันโตษี
ซึ่งเกดิ ขึน้ ในแคว้นราชสถานเม่ือประมาณ 50 ปีมานเี้ อง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
182

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ด้วยเหตุนี้ ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จึงมีเทพเจ้าเป็นจำนวนมากและ
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะศาสนิกชนมีอิสรภาพเสรีเต็มที่ในการนับถือและการ
จินตนาการทางเทวรูปแต่ทิ้งหลักนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาดว่า เทพเจ้าที่เราได้รู้แล้ว
หรือจะได้รู้ในอนาคต เปน็ ส่วนของพระปรมาตมนั นน่ั เอง จึงถอื กนั ว่ามีเอกภาพ
ในพหภุ าพ คอื มเี ทพเจ้าองคเ์ ดยี วในรูปร่างต่างๆ กนั
คำว่า “หลกั ธรรม” หรอื ธรรม น้นั แปลได้หลายอย่าง ธรรม แปลวา่
หน้าที่กไ็ ด้ ส่งิ ทีค่ วรทำกไ็ ด้ การทำความดีและการละเวน้ ความช่วั ก็เป็นธรรมะ
เหมือนกนั นอกจากน้ยี ังแปลไดว้ า่ ความเจรญิ ความรู้ของจรงิ การรคู้ วามถูกตอ้ ง
และรู้นยฺ ายศาสตร์ หรอื ตรรกศาสตร์ ซง่ึ มคี วามหมายว่า ธรรมะ คือสง่ิ ใดสิง่ หนึง่
ซึ่งถา้ หากปราศจากสง่ิ ใดสิ่งหนึ่งนนั้ เสียแลว้ กจ็ ะอยู่ไมไ่ ดอ้ ย่างนน้ั แหละ สิง่ ทีข่ าด
ไปหรอื จากไปนน้ั เรยี กวา่ ธรรมะ ถา้ จะอปุ มาใหเ้ หน็ จรงิ ในเชงิ ตรรกศาสตรจ์ ะเหน็
ไดง้ า่ ยขน้ึ เช่น
ความรอ้ น เปน็ ธรรมะของไฟ หรืออัคนี (ถ้าอัคนไี ม่มีความรอ้ นกผ็ ิด
ธรรมดาไป เรยี กได้ว่า มใิ ชอ่ คั นี) หรอื
ความสวา่ ง และความร้อน เป็นธรรมะของดวงอาทิตย์ (ถา้ ดวงอาทิตย์
ไมม่ คี วามสวา่ งหรอื ไมใ่ หค้ วามรอ้ น กผ็ ดิ ธรรมดาไป สง่ิ นน้ั ยอ่ มมใิ ชด่ วงอาทติ ย)์ หรอื
ความเยน็ เป็นธรรมะของหมิ ะ (ถา้ หิมะไม่มีความเย็น ก็ผดิ ธรรมดาไป
มิใชห่ มิ ะเสียแลว้ )

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
183

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

หลกั ธรรมสำคญั 4 ประการ ทศ่ี าสนาพราหมณย์ ดึ ปฏบิ ตั ิ

การปฏบิ ัติตามหลักธรรม 4 ประการ คือ ปฏิบัตธิ รรมของพระพรหม
ทีจ่ ะนำตนให้เปน็ พรหมเรียกธรรมนว้ี า่ พรหมธรรม คือ
1. เมตตา หมายถงึ ความรกั ความปรารถนาดตี อ่ ผอู้ นื่ สัตวอ์ น่ื ท่ีเกิด
จากส่วนลึกกอปรด้วยความมีน้ำใจสูงโดยไม่มีตัณหามาเกี่ยวข้อง และจะต้อง
มีพร้อมทง้ั กาย วาจา ใจ
2. กรณุ า หมายถึง ความปรารถนาทีจ่ ะให้ผอู้ ่นื สัตว์อ่นื มีสุข โดยท่ตี น
จะช่วยเหลือเมื่อมีโอกาสและจะต้องทำทั้งทางกาย ทางวาจา และแม้ทางใจ
โดยไมม่ ีตณั หามาเกย่ี วข้อง
3. มุทติ า หมายถงึ ความยินดี เม่ือเหน็ ผอู้ ืน่ ได้ดีมคี วามสุข จะต้องทำ
ทัง้ ทางกาย วาจา ใจ โดยไมม่ ตี ณั หามาเกีย่ วข้อง
4. อเุ บกขา หมายถงึ การวางเฉย ในสง่ิ ทใ่ี หร้ า้ ยแกต่ น และการวางเฉย
ในฐานะท่ีเราไม่สามารถทีจ่ ะช่วยเหลือได้ จะต้องมีทัง้ ทางกาย วาจา ใจ
ทา่ นปตญั ชลียังได้อธิบายไว้ใน โยคะสูตรวา่ “....สูตร : ไมตฺร-ี กรุณา-
มุทติ า-อเุ ปกษฺ าณำ-สุข-ทุกข-ปุณฺย-อปุ ณฺยวศิ ยาณำ ภาวนาตศฺ จิตฺตปรฺ สาทนม
(33)
คำแปล:- ความสงบสขุ สำราญใจ (ย่อมเกดิ ข้ึน) จากการภาวนาถงึ เมตตา,
กรณุ า, มุทติ า, อุเบกขา และเรอ่ื งสขุ , ทกุ ข,์ บณุ ย์, และส่ิงทไี่ ม่เปน็ บณุ ย์
(คือบาป)
คำอธบิ าย:- การภาวนาถึงเมตตา, กรณุ า, มทุ ติ า, อุเบกขา การพจิ ารณาถงึ วา่
อะไรเป็นสขุ อะไรเป็นทกุ ข์, อะไรเป็นบณุ ย์ หรอื อะไรเป็นบาป เมตตาตอ่ ผูม้ สี ุข
กรุณาต่อผู้มีทุกข์ มุทิตาในบุณย์ อุเบกขาในบาป สิ่งเหล่านี้แหละ
จะนำทา่ นโยคีไปสู่ความสงบสุข สำราญใจ เพราะการท่ีจติ ใจของคนเราต้อง
งมคลำหาอารมณต์ ่างๆ นานานน้ั มเี หตุอยู่ 2 ประการ คือ ตัณหาและอญั ญาณ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
184

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

แต่ว่าผู้มเี มตตาแผไ่ ปยังสากลสตั วเ์ ขาไมอ่ ิจฉาใคร ผ้ซู ึง่ มกี รุณาต่อปวงชพี เขาไม่
เบียดเบียนใคร ผู้มีมุทิตาในบุณย์เขาไม่ต้องการหาความสำราญหย่อนใจจาก
โลกยี สขุ และผมู้ อี เุ บกขาในบาปเขาไมเ่ ดนิ ทางผดิ ฉะนน้ั ผทู้ รงคณุ ลกั ษณะเชน่ น้ี
ไมต่ ิดขอ้ งอยู่ด้วยกามตัณหาและในทำนองน้ี ผ้ซู งึ่ มคี วามรแู้ จง้ ในสขุ ทกุ ข์ บณุ ย์
และบาป ก็แปลวา่ ทา่ นไมต่ ิดอยใู่ นอัญญาณหรือความโง่เขลา ไม่หลงใหลไปตาม
ทางทไี่ มส่ มควรผู้กอปรดว้ ยลกั ษณาการเชน่ นี้ มีจติ แนว่ แนไ่ มต่ ้องคลำหาอารมณ์
ต่างๆ เพื่อเสวยความสุขอีก ฉะนั้นจิตจึงไม่เหลียวไปในทางนี้ทางนั้น นั่นคือ
จติ ตง้ั มน่ั อยใู่ นความสงบสขุ สำราญ โดยไมม่ สี ง่ิ ใดๆ ทจ่ี ะจงู จติ นน้ั ไปในทางอนั เปน็
เครอื่ งนำไปสู่ความทกุ ขโ์ ทมนสั ไดอ้ กี ....”
ธรรมะทงั้ 4 ประการนีจ้ ะเป็นแนวทางการดำเนินชวี ติ ใหถ้ ึง “พรหม”
ผ้ปู ฏบิ ตั จิ ะต้องสำรวมกาย วาจา ใจ นอ้ มนำธรรมะทั้ง 4 ขอ้ เขา้ มาอยู่ในใจ
คดิ พจิ ารณาให้รอบคอบวา่ สิ่งใดควรจะนำธรรมะข้อใดนำหนา้ แล้วขอ้ ใดตาม
แตจ่ ะตอ้ งมีพรอ้ มท้งั 4 ข้อ การคิดพิจารณาในธรรมะท้งั 4 ขอ้ นี้ จะเปน็ สง่ิ ที่ทำ
ให้จติ มีพลังที่จะดำเนนิ ชวี ิตให้เกดิ ความสขุ จนกระท่งั เข้าถึง “พรหม” ได้ในทส่ี ดุ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
185

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ตรมี รู ต ิ เทพเจ้าสามองคใ์ นรา่ งเดยี วกนั ของพราหมณ-์ ฮนิ ดู

พระศิวะหรอื พระอศิ วร เทพเจ้าผูท้ ำลาย
พระวษิ ณหุ รอื พระนารายณ์ เทพเจา้ ผรู้ กั ษาโลก กบั พระลกั ษมี พระพรหม เทพเจา้ ผสู้ รา้ งโลก และสรรพสง่ิ
วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย

186

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

เหตุทเี่ รียกศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู

ในยุค พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เผยแพร่เข้ามาใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยด้วยในปีพ.ศ. 2512 ทางรัฐบาล
ในสมัยนนั้ ได้ตง้ั องคก์ รศาสนาสมั พนั ธ์ขนึ้ เพื่อให้ผู้นำทางศาสนาได้เข้ามารวมกนั
แกไ้ ขปญั หา ซ่งึ ต้ังแตอ่ ดตี จวบจนปจั จบุ นั พราหมณเ์ ปน็ ศาสนาเกา่ แกท่ ีเ่ ข้ามา
ประกอบพธิ ที างศาสนาตง้ั แตส่ มยั ศรวี ชิ ยั จนกระทง่ั ถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร์ ซง่ึ ไดเ้ ขา้
ถวายงานพระราชพิธีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ส่วนฮินดูเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
ในภายหลงั เมอ่ื รฐั บาลจดั ใหม้ ศี าสนสมั พนั ธจ์ งึ ใหศ้ าสนาหลกั ในประเทศพจิ ารณา
รวบรวมองค์กรข้นึ เพื่อจดทะเบียนกบั กรมการศาสนาซึง่ ได้แก่ ฮินดูธรรมสภา
ฮนิ ดูสมาช และเทวสถาน ซึ่งใชช้ ่ือวา่ สำนกั พราหมณ์ราชครใู นสำนกั พระราชวงั
ซึ่งล้วนสอนหลักธรรมอันดีต่อศาสนิกชน เพื่อเป็นกำลังรักษาวัฒนธรรมของ
ศาสนาในประเทศ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
187

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ขอ้ ปฏบิ ัติในชวี ิตประจำวัน

คำวา่ “หลกั ธรรม” แปลไดห้ ลายอยา่ ง ธรรม แปลวา่ หนา้ ทก่ี ไ็ ด้ สง่ิ ทค่ี วรทำกไ็ ด้
ลกั ษณะธรรมในพระธรรมศาสตร์ 10 ประการ
ในพระธรรมศาสตร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู บัญญัติไว้ว่า ธรรมะ
ย่อมมีลักษณะ 10 ประการ คือ ธฤติ กษฺ มา ทม อสฺเตย เศาจ อินฺทรยิ นคิ รฺ ห
ธี วิทยา สตฺย และ อโกรธฺ ผ้ใู ดปฏบิ ตั ิธรรมท้งั 10 ประการน้ี ผนู้ ั้นก็ไดช้ ื่อว่า
“ธรมฺ าตมา” ลกั ษณะทั้ง 10 ประการของธรรมะนัน้ มีความหมายดังน้ี
1. ธฤติ แปลว่า ความพอใจ คล้ายๆ กับคำว่า สันโดษ ความจริง
ยังแปลได้อีกหลายอย่าง เช่น ความถือ ความมี ความมั่นคง
ความกล้า ความสุข เป็นต้น การถือธรรมะตามลักษณะนี้ก็คือ
มีความพยายามอยู่ด้วยความมั่นคงเสมอ แม้ว่ายังไม่ได้สำเร็จ
ประโยชน์ตามความประสงค์จากส่ิงไรก็ไม่มีความหวั่นวิตก
ประการใด ยงั มีความพยายามอย่ตู ่อไปเสมอ และก็มีความรู้สกึ ยินดี
และพอใจในสิง่ ที่ตนมอี ยู่ โดยปราศจากความโลภ
2. กษฺ มา แปลว่า ความอดกลน้ั หรอื ความอดโทษ พดู โดยสรุปก็คือมี
ความพากเพียรพยายามและอดทน โดยถือเอาความเมตตากรณุ า
เปน็ ที่ตง้ั
3. ทม แปลวา่ การระงับจิตใจ คือร้จู ักขม่ จติ ใจของตนเองดว้ ยความ
สำนึกในเมตตาและมีสติอยู่เสมอ รู้จักอดจิตอดใจ ไม่ปล่อยให้
หว่ันไหวไปตามอารมณไ์ ดง้ า่ ย
4. อสฺเตย แปลวา่ ไมล่ กั ไม่ขโมย ไมก่ ระทำโจรกรรม
5. เศาจ แปลวา่ ความบรสิ ทุ ธ์ิ หมายถงึ การทำตนเองใหม้ คี วามบรสิ ทุ ธ์ิ
ท้งั จิตใจและร่างกาย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
188

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

6. อนิ ทฺ รินคฺรห นิคฺรห แปลวา่ การปราบปราม เพราะฉะนั้น
อนิ ทฺ ริยนิคฺรห จึงหมายถงึ การปราบปรามอนิ ทรยี ท์ งั้ สบิ ได้แก่
ก. พวกชญาเนนฺทริย 5 ได้แก่ อินทรยี ค์ ือประสาทความรู้สึก
ทางความรู้ มี ตา หู จมกู ลนิ้ และผิวหนัง
ข. พวกกฺรเมนทรยิ 5 ไดแ้ ก่ อนิ ทรีย์คอื ประสาทความรู้สกึ ทาง
การกระทำ มี มอื เทา้ ทวารหนัก ทวารเบา และลำคอ
ค. พวกอนตฺ รเรนทริย (อนฺตร+อนิ ทรยิ ) ไดแ้ ก่ อนิ ทรียค์ อื
ประสาทความรสู้ กึ ภายในซง่ึ นบั แยกออกไปตา่ งหาก มจี ติ ใจ
และอหังการ รวม 3 อย่างเพิ่มเข้ามา (ภาษาสันสกฤต
เรียกวา่ จิตตฺ มน อหงฺการ)
ท่ีว่าปราบปรามหรือระงับอินทรีย์นั้นก็หมายถึงให้หม่ันสำรวจ
ตรวจดเู สมอดว้ ยตนเองวา่ อินทรีย์ทง้ั 10 นัน้ ไดร้ ับการบริหาร
ไปในทางที่ถกู ต้องดีหรอื ไม่ประการใด เพราะธรรมศาสตร์ของ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่ตอ้ งการใหค้ นเราปลอ่ ยอินทรยี ์ไป
ในด้านมัวเมาอย่างไม่มีขอบเขต ต้องการให้คนเรารู้จักมี
ความพอ เช่น ให้แสวงหาความสุขทางอินทรีย์ที่มีขอบเขต
ดงั ตัวอย่าง อนิ ทฺ รฺ ยชิหฺวา (ประสาทความร้สู กึ ทางล้ิน) ชอบ
รสหวานแต่ถ้าปล่อยตัวเองให้กินแต่ของหวานมากเกินไป
กอ็ าจกลายเปน็ โรคเบาหวานได้ ตรงกนั ข้ามถา้ บคุ คลกนิ ของ
หวานนั้นให้อยู่แต่ในมาตรฐานหรือภายในขอบเขตจำกัด
กย็ อ่ มจะไดผ้ ลดแี กร่ า่ งกายของบคุ คลนัน้ ดงั นี้เป็นต้น
7. ธี แปลเหมอื นกบั ธิติ หรอื ธรี หรือพุทธิ หมายถึงปญั ญา สติ มติ
ความคดิ ความม่ันคงยนื นาน เป็นลักษณะหนงึ่ ใน 10 ประการ
ของ “ธรรมาตมา” กลา่ วคอื ควรจะมคี วามรูท้ ั่วไป มีปญั ญา และ
รจู้ กั ระเบยี บวธิ กี ารตา่ งๆ ทง้ั ทางขนบธรรมเนยี มประเพณี ธรรมสงั คม
และวัฒนธรรม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
189

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

8. วิทยา แปลเหมือนกับญาณ ในภาษาบาลีหรือชญาณ ในภาษา
สนั สกฤต หมายถึงความรู้ทางปรัชญาศาสตร์ คือรูล้ ึกซงึ้ และมี
ความรูเ้ ก่ยี วขอ้ งกบั ชวี ะกบั มายา และกับพระพรหมอยา่ งไรบ้าง
9. สตฺย แปลว่า จรงิ หรอื ความจรงิ หรือศทุ ธมติ (ความเห็นอนั
บริสุทธิ์) ความเห็นอันสุจริต กล่าวคือความแสดงความซื่อสัตย์
ต่อกนั และกนั จนถึงทำให้เป็นที่ไว้วางใจและเชอ่ื ถอื ได้โดยไม่คดิ คด
ทรยศตอ่ กนั
10. อโกรธฺ แปลว่า ไม่โกรธ คนทจี่ ะมคี วามไมโ่ กรธน้ันก็คือตอ้ งมีขนั ติ
และโสรัจจะ นัยหนง่ึ มีความอดทน มคี วามสงบเสง่ียม และรูจ้ กั ทำ
จิตใจให้สงบ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ให้เอาชนะความโกรธได้ด้วยความ
ไม่โกรธ
ธรรม อรรถ กาม และโมกษ ทั้ง 4 นร้ี วมกัน เรยี กวา่ “ปุรุษารฺถ” หรอื
“ปรุ ษุ ารถฺ จตรุ วฺ ธิ ” (อรรถสำหรบั ปรุ ษุ รวม 4 ประการ) ผใู้ ดไดป้ ฏบิ ตั ติ นสำเรจ็ ขน้ั
ปุรษุ ารถฺ นีแ้ ล้วก็เรยี กว่าสำเร็จข้นั กรรมโยค กรมฺ โยค คือ หลกั กรรม
กรรม แปลว่า การกระทำ หรือการงาน ส่วนโยค แปลว่า ประกอบ
ร่วมการรวม หรืออาจจะแปลว่าทิพย์ หรือนิโรธแห่งพฤติการณ์ของจิตก็ได้
เพราะฉะนั้นเมื่อคำทั้งสองนี้มารวมกันเข้าแล้ว จึงหมายความว่า กรรมทิพย์
หรือทิพยกรรม คือการกระทำดี กรรมโยค แปลได้อีกนัยหนึ่งว่า การนิโรธ
แห่งพฤติการณ์ของจิต แต่การที่จะทำให้พฤติการณ์ของจิตนิโรธไปได้นั้น
เราต้องละเว้นกรรมชั่วเสียให้ได้โดยสิ้นเชิง และทำแต่กรรมดีโดยเฉพาะ
สว่ นเดียว
ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูพระคัมภีร์ทุกเล่มอ้างไว้ว่า กรรมเป็นสิ่งที่
สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา ชีวของคนแต่ละคนล้วนเวียนว่ายตายเกิด
ลว้ นประสบทกุ ข์ประสบสุขก็แต่โดยอาศยั กรรมทง้ั สิน้ ในทำนองเดียวกนั คนเรา
จะหลดุ พน้ จากการเวียนวา่ ยตายเกิดไดก้ ต็ อ้ งอาศยั แรงกรรมอยู่อกี นน่ั เอง
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้กล่าวไว้ว่า กรรมใดที่ได้เลือกกระทำโดย
ใช้ชฺญาณ และโดยถือเอาภกฺติเป็นทางเลือกกรรมนั้นย่อมเป็นเหตุแห่ง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
190

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ความสขุ แหง่ ยศ และแห่งเกยี รตใิ นยามท่บี คุ คลนน้ั ยงั มชี ีวิตอยู่ และทง้ั จะได้
ประสบความสุขในชีวิตหน้าต่อไปอีกด้วย ไม่ว่าจะไปเกิดในภพไหน ตรงกัน
ข้ามกรรมใดที่ได้เลือกทำโดยปราศจากชฺญาณ และโดยไม่ถือเอาภกฺติเป็น
เกณฑเ์ สียเลย กรรมนน้ั ก็ยอ่ มเป็นเหตุแหง่ ความทกุ ข์ ความเส่ือมยศและความ
เสื่อมเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นในภพนี้หรือในภพหน้า จึงถือได้ว่ากรรมที่เลือก
กระทำโดยใช้ชฺญาณเป็นเกณฑ์และโดยถือเอาภกฺติเป็นที่ตั้ง อย่างมิได้มีความ
ประสงคจ์ ะขอรบั สงิ่ ใดเปน็ เครื่องตอบแทนดว้ ยนนั่ แหละ กรรมนน้ั จึงจะเป็นเหตุ
แหง่ โมกษะ
กรรมทิพย์ คือ ทิพยกรรม หรือกรรมโยค ดังได้กล่าวมาแล้วนี้
แบง่ ออกเป็น 2 อยา่ ง คอื
1. สกามกรรมโยค ไดแ้ ก่ การกระทำทีท่ ำไปโดยปรารถนาสงิ่ ตอบแทน
แบง่ ออกเป็นสองอยา่ ง คือ
ก. สกามกรรมท่ีปฏิบัติตามหลักที่ถูกต้องโดยใช้ชฺญาณและภกฺติ
เปน็ หลกั
ข. สกามกรรมที่ปฏิบัติอย่างไม่เป็นไปตามหลัก คือมิได้ใช้ชฺญาณ
และภกตฺ ิ หรือขาดอยา่ งใดอย่างหนึง่
2. นิษกามกรรมโยค ได้แก่ การกระทำที่ทำไปโดยมิได้ปรารถนา
ผลตอบแทนหากแตป่ ฏบิ ตั ไิ ปตามหลักอนั ถกู ตอ้ งเท่านนั้ แบง่ ออก
เปน็ สองอยา่ ง คือ
ก. นษิ กามกรรม โดยถือเอาหนา้ ทเี่ ปน็ หลกั คือถอื วา่ เมื่อเกิดมา
เป็นมนุษย์ไม่ว่าจะกระทำการใดๆ ก็ต้องทำไปโดยถือชฺญาณ
และภกตฺ ิเป็นเกณฑ์
ข. นษิ กามกรรม โดยถือเอาพระพรหม หรอื อาตฺมาเปน็ หลกั คอื
ถอื วา่ ในโลกน ้ี ชวี ทง้ั ปวงเปน็ รปู พระพรหม เพราะอาตมฺ าของตน
เป็นอังศะของปรมาตฺมา (พระพรหม) และดังได้กล่าวแล้วว่า
อาตฺมานั้นมีอยู่ในชีวทั้งปวง โดยทำนองนี้แหละในโลกนี้
ถ้าปราศจากพระพรหมเสียแล้วก็ย่อมจะไม่มีอะไรเป็น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
191

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

แก่นสารเลย ด้วยเหตุนี้เราจึงควรมีความเห็นชอบไว้เป็นหลัก
และมีการปฏิบัติต่อส่ิงท้ังปวงโดยเสมอภาคกันเพราะว่าทุกสิ่ง
ทุกอย่างในโลกนี้ก็คือสิ่งเดียวกันนั่นเอง จะทำการอะไรลงไป
จึงควรปฏิบัติโดยถือหลักชฺญาณแลภกฺติไว้ด้วยกันเป็นเบ้ืองต้น
ชฺญาณโยค
ชฺาน แปลว่า ความรู้ ความเห็น ความชอบ ความถูกต้อง ความวเิ วก
เป็นต้น เพราะฉะนั้น ชฺาณโยค ก็คือความเห็นชอบที่เป็นผลมาจากการ
พิจารณาโดยบริสุทธิ์ใจ หรือการลงมติโดยศุทธพุทธิ คือ พุทธิหรือความรู้
อันบริสุทธิ์ที่ไม่สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่บรรดาชีวทั้งหลาย หากคิดแต่จะ
สร้างผลประโยชน์ความดีงามให้แก่ส่วนรวมเพียงฝ่ายเดียว ในคัมภีร์ของ
ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดูบ่งไว้ว่าผู้ใดท่ตี อ้ งการจะปฏิบัติเพื่อ “ศุทธพุทธิ” ผู้น้นั ควร
จะปฏบิ ตั ิตามหลักธรรม 8 ประการทเ่ี รียกวา่ “อษั ฏางคโยค” ได้แก่ ยม นยิ ม
อาสน ปฺราณายาม ปฺรตยฺ าหาร ธารณา ธฺยาน และสมาธิ หลักธรรมท้งั 8
ประการน้ันมคี วามหมายดงั น้ี
1. ยม แบง่ ออกเปน็ 10 อย่าง คอื
(1) พรฺ หฺมจรฺย ได้แก่ ภาวะของพรหมจารี ซง่ึ หมายถงึ ว่าควร
สงวนรักษาน้ำกามอันเป็นสารสำคัญของร่างกายไว้มิให้หลั่ง
ออกมา คำวา่ พรหมจรรย์นี้แปลได้อีกนัยหนงึ่ วา่ อนสุ รณ์ของ
พรหมมารฺค
(2) ทยา ได้แก่ ความเมตตากรณุ าต่อชีวท้ังหลาย
(3) กษานติ ไดแ้ ก่ ขันติ คือความเพียร ความอดกลัน้ หรือ
ความอดทน
(4) ธฺยาน ได้แก่ ความเพ่งเล็งให้แน่วแน่อยู่ที่จุดเดียว เพราะ
ธรรมดาแลว้ จิตใจทพ่ี ะวงั วนเวียนอยเู่ สมอนัน้ ยากทจ่ี ะสกัดก้นั
ใหแ้ น่วแน่อย่เู ปน็ จดุ เดียวได ้ เพราะฉะนั้นตอ้ งพยายามรวบรวม
ใหเ้ ข้ามาเปน็ จดุ เดยี วกนั
(5) สตยฺ ไดแ้ ก่ ความจรงิ หรือศุทธมติ คือความบรสิ ุทธ์ิ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
192

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

(6) อกลฺกตา กลฺกตา แปลว่า ความชั่ว หรือความบาป
เพราะฉะนัน้ อกลกฺ ตาก็หมายถงึ ความปราศจากความช่ัว ไมม่ ี
ความชั่วหรือไม่มีบาปด้วยประการใด ๆ
(7) อหิงสา ไดแ้ ก่ ความไมเ่ บยี ดเบยี น ไมฆ่ า่ สตั ว์ ไม่ฆ่ามนุษย์
ตลอดจนกระทั่งไม่ให้ความทกุ ขเ์ วทนาแก่บรรดาชวี ทัง้ ปวง
(8) อสฺเตย ได้แก่ ไม่ลัก ไมข่ โมย
(9) มาธรุ ย ได้แก่ การปฏบิ ตั ิตามวนิ ัย และเคารพเช่อื ฟังตามคำสั่ง
สอนของบิดามารดา ครูบาอาจารย์และผู้มีอาวุโสทั้งปวง
รวมทั้งรู้จักทำจิตใจให้สงบ กล่าวคือ ไม่โกรธตอบเมื่อถูก
บริภาษ สามารถหักห้ามกิริยาอันน่าเกลียดมิให้เกิดขึ้นได้ทั้ง
ทางกายและทางวาจา
(10) ทม ได้แก่ การระงับจิตใจ ด้วยสำนึกในเมตตา และมีสติ
อยู่เสมอ
2. นยิ ม ข้อปฏบิ ัติแบ่งออกได้เปน็ 10 ประการ คือ
(1) สนาน ได้แก่ การอาบนำ้ ชำระรา่ งกายใหส้ ะอาด
(2) เมาน ได้แก่ ความเงียบ หมายถึง มูคภาพ (ความใบ้) หรือ
นิโรธวาจา (การไม่ออกเสียง) จะออกเสยี งกใ็ ห้ออกเสียงอยา่ ง
ปิยวาจา คอื ให้มคี วามสำรวมในการออกเสยี ง
(3) อุปวาส ได้แก่ การอดอาหาร คอื ให้รจู้ กั อดกล้ันต่อความหวิ
ตา่ ง ๆ โดยต้งั กตกิ าให้แกต่ นเองไว้ เป็นต้นวา่ จะอดอาหาร
สัปดาหล์ ะ 1 วนั หรือจะอดอาหารทกุ วันอาทิตย์ เป็นตน้
(4) ชยา ได้แก่ การเคารพบูชา เช่น ควรเคารพบชู ามารดาบิดา
ครบู าอาจารย์ พระธรรม คมั ภรี พ์ ระเวท พระพรหม (ปรมาตมฺ า)
หรอื อะไรอื่นท่ีควรเคารพดว้ ยทง้ั หมด
(5) สวาธยฺ าย ไดแ้ ก่ การอา่ น หรอื การฟงั พระเวท และคมั ภรี ต์ า่ งๆ
เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
แจม่ แจง้ ย่งิ ข้ึน

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
193

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

(6) อุปสถนิคฺรห ได้แก่ การเว้นจากความประพฤติผิดทาง
กามารมณ์
(7) ครุ ุสศุ รฺ ูษา ไดแ้ ก่ การปฏิบัตติ อ่ ครูบาอาจารย์ หรือศาสนา
ดว้ ยความเชื่อถอื และคารวะดว้ ยความจงรักภกั ดี
(8) เศาจ ไดแ้ ก่ ความบริสทุ ธิ์ ทำตนเองใหม้ ีความบริสุทธทิ์ ้ังจติ ใจ
และรา่ งกาย
(9) อโกรฺธ ไดแ้ ก่ความไมโ่ กรธ ต้องมขี นั ตแิ ละโสรัจจะ
(10) อปรมาท ไดแ้ ก่ ความไมป่ ระมาท ทัง้ ทางกาย วาจา และใจ
1. อาสน แปลตามตัวว่า นั่ง ทีน่ ั่ง หรือวธิ นี ัง่ ตา่ งๆ ท่าทาง
ที่นั่งนั้นเป็นอย่างไรก็มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น ท่าภัทราสน
สขุ าสน ปัทมาสน ภชุ งคาสน วกาสน วรี าสน ศรี ษาสน
เป็นต้น แต่ละอาสนก็มีประโยชน์ในทางสมาธิ และมี
ประโยชนต์ ่อร่างกายดว้ ย
2. ปราณายาม หมายถึง การระบายลมหายใจอยา่ งวเิ ศษ
ทางจมูก ดว้ ยการระงบั หรือบังคับลมปราณ (ลมแหง่ การ
หายใจ) กลา่ วคอื เมอ่ื หายใจเขา้ ไปลมปราณทห่ี ายใจเขา้ ไป
นั่นเรียกว่า “ปรูก” ครั้นหายใจเข้าไปเพิ่มแล้วก็กักกั้น
ลมภายในเสยี เวลาทก่ี กั กน้ั ลมนใ้ี นขณะเดยี วกนั กค็ อยเพม่ิ
การหายใจใหม้ ากขน้ึ แตใ่ หส้ ะดวกขน้ึ ดว้ ย การกน้ั ลมเชน่ น้ี
เรยี กวา่ “กุมภก” สว่ นการระบายลมหายใจออก เรียกว่า
“เรจก”
3. ปรตฺยาหาร หมายถงึ การสกัดจิต หรือการระงบั จิต
ได้แก่การบังคับมิให้จิตใจมีความนึกคิดในสิ่งที่
ไม่ต้องการคิด กล่าวคือ การบังคับข่มจิตใจของตนเอง
หรอื อีกนยั หนึ่งการระงบั องเคนทรีย์ หรอื อนิ ทริยารถของ
ตนเอง ซงึ่ เปน็ เรอ่ื งท่ีตอ้ งใช้กำลังใจอย่างมากมาย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
194

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
4. ธารณา หมายถึง การทรงไว้ การถือไว้ การมีไว้ จะ
แปลวา่ ความม่ันใจ ความตง้ั ใจ หรอื การทำจติ ใจให้ตรง
กับส่งิ ที่ต้องการคดิ หรือให้เปน็ ไปตามทคี่ ดิ ก็ได้
5. ธยฺ าน คือการทำจิตใจใหแ้ นว่ แนอ่ ย่เู ฉพาะท่ีจดุ เดียวกัน
และใหเ้ ปน็ เวลานานเทา่ ทต่ี ้องการได้
6. สมาธิ ไดแ้ กก่ ารทำให้จิตใจและสมองคอื ความรู้ ความ
เฉลียวฉลาดมาสมานกนั เขา้ เปน็ อันหนึ่งอนั เดียวกัน ด้วย
การเพ่งมนสั พิจารณาสภาพแห่งความเปน็ จรงิ (สตั ยชาต)ิ
ของปราณหรืออศวะ เมื่อผู้ใดก็ตามได้ทำจิตใจให้ถึง
สภาพเช่นนี้แล้วก็แสดงว่าผู้นั้นมิได้มีเจตนา หรือไม่มี
สติปัญญาทางภายนอกหลงเหลืออยู่แล้ว จะรู้สึกก็แต่
ความปิติสุขภายในจิตใจของตนเองเท่านั้น แม้ความหิว
ความกระหาย หรือความทุกขเวทนาใดๆ เขาก็จะไม่มี
ความร้สู กึ เลย
คติหรือหนทางไปอันนี้เองที่เรียกว่า “ปรมคติ” คือหนทางอันเลอเลิศ
หรือ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ปรมานนฺท” หรือ “พรหมานันท์” ก็ได้ ในภาพ
เช่นน้ีจะมีการพจิ ารณาและการลงความเหน็ เกิดข้นึ การพจิ ารณานนั้ กย็ ่อมจะ
เปน็ ประโยชน์แก่ผสู้ าธก คือ ผทู้ ไ่ี ด้กระทำลลุ ่วงหรอื ผูก้ ระทำสำเรจ็ และแก่ผอู้ ่นื
โดยทั่วไปด้วย และเพราะเหตุนี้เองศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จึงได้สั่งสอนว่า
คนเราควรทำจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยอัษฎางคโยคนี้แล้วใช้ความพิจารณาหรือ
ไตรต่ รองปฏิบัติดูด้วย โดยถอื ภกฺตโิ ยคเปน็ เครอ่ื งสนบั สนนุ อกี ช้ันหน่ึง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
195

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ภกฺตโิ ยค
ภกฺติโยค คือ ความจงรกั ภกั ดี หรอื ความตง้ั ใจรับใช้ เม่ือมารวมเขา้ กับ
คำวา่ โยค เป็นภกฺติโยค จึงหมายถงึ การบำเรอรับใช้กรรมดว้ ยความม่ันใจ ความ
จงรกั ภักดีต่อการกระทำทก่ี ำลงั ปฏบิ ตั ิรบั ผดิ ชอบอยู่ กล่าวได้ว่า ภกฺตนเ้ี องเป็น
เหตุให้พบปะกล่าวคือมีทั้งความสนใจและภควานกับภกฺต กล่าวคือระหว่าง
พระผ้เู ป็นเจ้ากับสาวกผภู้ ักดี
ภควาน คอื พระปรมาตมนั หมายถงึ ชวี ทง้ั หลาย เพราะสรรพสง่ิ ทกุ อยา่ ง
ทุกประการลว้ นเปน็ “รูป” ของพระปรมาตมันนน้ั เอง สว่ นภกตฺ คือชวี เฉพาะที่
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิภกฺติต่อภกฺติภควาน เพราะฉะน้นั จึงกลา่ วไดอ้ ีกอยา่ งหน่ึงวา่
ผู้ใดมีความปรารถนาจะได้ประสบพบพระปรมาตมันผู้น้ันควรจะปฏิบัติตนโดย
การใหค้ วามเหน็ ให้คำแนะนำปรึกษา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในทางที่ดีงาม
แกช่ ีวทงั้ ปวง
ภกตฺ ิโยค จำแนกการบำเรอรับใช้ออกได้เปน็ 9 ประการ คือ
1. ศุรวณ ไดแ้ ก่ การฟงั เป็นธรรมดาสำหรบั คนเรา ถา้ หากมีความ
ประสงค์จะได้ทราบเรื่องอันเป็นความรู้เก่ียวกับส่ิงใดส่ิงหนึ่งแล้ว
ก็ควรที่จะพยายามฟังเกี่ยวกับสิ่งนั้น หรือเรื่องนั้นให้มากๆ ไว้
การศึกษาหรือการเล่าเรียนก็สรุปรวมอยู่ในข้อการฟังน้ีด้วย
เหมือนกนั

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
196

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
2. กรี ตน เป็นการยอ่ ยในลำดับต่อมา คอื หลังจากท่ีไดฟ้ งั มาแล้วก็
ควรจะบอกกล่าวหรือประกาศเกียรติให้เป็นที่ปรากฏทั่วไป หรือ
มิฉะน้ันก็พิจารณาตรวจสอบอภิปรายหาข้อยุติในสิ่งที่ได้ยินได้
ฟังมาแล้วนั้นๆ ให้เป็นที่เข้าใจกันอย่างแจ่มแจ้งโดยปราศจาก
ขอ้ สงสัย
3. สมฺ าณ ได้แก่ การหมั่นคดิ พิจารณาไตร่ตรองในส่งิ ที่ไดฟ้ งั มาแล้ว
และฝกึ ฝนจดจำไวโ้ ดยใช้จินตนาการบอ่ ยๆ เพ่ือให้ความรู้ความคิด
น้ันแตกฉานมากย่ิงขน้ึ
4. จรณเสวา หรอื บางทเี รียกส้นั ๆ ว่า “เสวา” จรณ แปลวา่ เทา้ หรอื
ฝ่าเท้า เสวา แปลว่า การรับใช้ เพราะฉะนัน้ เมอ่ื รวม 2 คำเขา้
ด้วยกันแล้วก็หมายถึงประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนโดยอยู่ท่ี
ใกลๆ้ ฝ่าเท้า หรอื อยแู่ ทบเท้าของพระเปน็ เจ้า
5. ปชู า คือ การทำสักการบชู าตอ่ สิ่งศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ เช่น พระปรมาตมัน
(พระพรหม) หรือกระทำการใด ๆ ก็ได้ที่ได้ตั้งใจไว้แล้ว ด้วย
ความนับถอื และเคารพบูชา
6. วนทฺ นา คือ การนอบน้อมกราบไหว้
7. ทาสย คอื ภาวะแห่งความเป็นทาส คนเราควรถอื วา่ ตนเป็นทาส
ของพระเป็นเจ้าเสมอ เพราะฉะนั้น ก็ควรปฏิบัติตามคำสั่งสอน
ของพระปรมาตมันไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกลขนาดไหนก็ตาม
มิบังควรจะให้ขัดคำสั่งสอนของพระเป็นเจ้าแม้แต่ประการหนึ่ง
ประการใด
8. สขฺย คือ ภาวะแห่งความเป็นเพื่อน หมายความว่าให้ถือว่า
พระปรมาตมันเป็นมิตรที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้น เราควรปฏิบัติต่อ
พระพรหมเสมือนเป็นมิตรที่ดี และเป็นเพื่อนที่อยู่ใกล้ชิดตัวเรา
ตลอดเวลา ด้วยเหตุที่พระปรมาตมันอยู่ใกล้ชิดตัวเราตลอดเวลา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
197

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
นี่เอง เราจงึ ควรพยายามกระทำแตค่ วามดีเทา่ นนั้ เม่ือใดทีเ่ ราทำ
ความชั่วเมอ่ื นน้ั ก็อาจเปน็ สาเหตุให้มติ รที่ดขี องเราคือ พระพรหม
ต้องจากเราไปได้ และใครจะเชื่อได้ว่าในอนาคตเราอาจจะ
ต้องไปเกิดเป็นสัตว์อื่นในภพอื่น แล้วเราจะมีอาสามาปฏิบัติตาม
หลักธรรมดังกล่าวมานี้ได้หรือไม่ ในกรณีดังกล่าวจึงต้องตั้งอยู่
ในความไมป่ ระมาทเสมอ
9. อาตมสมรปณ คือ ภาวะอันมีแลว้ หรอื เจริญแลว้ เปน็ ของตนเอง
ได้แกก่ ายของตน ทรพั ย์สมบตั ิของตน ลกู หลานของตน เป็นต้น
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ถือว่าเป็นพระปรมาตมัน พระปรมาตมัน
ท่านย่อมมีสิทธิ์เต็มที่ เมื่อใดที่ท่านต้องการจะเอาคืนก็ยอมคืนให้
ท่านไปได้ หรือหากท่านจะยกให้แก่ผู้อื่นท่านก็ยอมยกให้ได้
สำหรับตัวเราก็ไม่ต้องวิตกหรือเศร้าหมอง หากควรจะแสดง
ความยินดีที่ท่านได้โปรดช่วยให้ภาระของเราลดน้อยลงไป
ให้กระทำความแยบคายไว้ในใจว่าส่ิงของทั้งหมดเป็นของ
พระปรมาตมัน ไม่ถือเปน็ ของเราเลยแมส้ ักอย่างเดียว
กรรมท่ีบุคคลไดก้ ระทำไป โดยมที ้งั ชฺาณและภกตฺ ิเขา้ ชว่ ยนน้ั ลว้ นแต่
เปน็ กรรมดีทั้งสิน้ แต่ในคมั ภรี ์พระเวท คำว่า ชฺาน มีความหมายถงึ ท้ังชฺานและ
วชิ ฺานรวมเข้าดว้ ยกัน ชาฺ น หมายถงึ ความรูท้ างปรชั ญา สว่ นวิชฺาน หมายถงึ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติทางกรรมโยคถ้าจะให้
ได้ผลดีจริงๆ ควรใชท้ ั้งชาฺ น วชิ ฺาน และภกตฺ ิ รวมเขา้ ด้วยกันทงั้ 3 ประการ
จะขาดอนั ใดอันหนึ่งไปเสยี มไิ ด้
หากจะใช้อุปมาอุปไมย สมมุติว่าเราจะต้องรักษาคนเจ็บสักคนหนึ่ง
ให้หายปลอดภัยอย่างเรียบร้อยดี ในขั้นแรกเราก็ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับโรค
หรือเก่ียวกับชีววิทยาและรู้ตลอดแม้จนกระท่ังวิธีปฏิบัติต่อตัวคนเจ็บผู้นั้น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
198

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
นี่แหละคอื ชฺาน สว่ นขนั้ ต่อไปเราก็ตอ้ งมเี ครื่องอุปกรณ์เพอ่ื ตรวจโรค และมียา
เพื่อรักษาโรคด้วยจะฉีดหรือจะกินก็แล้วแต่ความเหมาะสม ขั้นที่สองนี้อุปมา
ได้ดังวิชฺาน ครั้นในขั้นสุดท้ายเราก็ควรมีคนพยาบาลหรือคนรับใช้ที่มี
ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ป่วย คนจำพวกนี้จะเป็นนายแพทย์ผู้บริการทาง
โรงพยาบาลหรือเป็นพี่น้องกันมาอยู่ช่วยดูแลก็สุดแล้วแต่ อุปมาได้ดังภกฺติ
เช่นนี้จึงจะบริบูรณ์ หากขาดไปเพียงประการใดประการหนึ่ง ก็อาจทำให้
ไม่ไดป้ ระโยชนต์ ามความประสงค์ หรือไดป้ ระโยชนไ์ มเ่ ตม็ ที่
ด้วยเหตนุ ี้ จึงกล่าวเปน็ หลกั ได้วา่ การกระทำทุกสงิ่ ทุกอยา่ ง ถา้ จะให้
ได้ผลดีสำเร็จตามความประสงค์แล้ว ก็ควรต้องประกอบพร้อมด้วยองค์ 3 นี้
คือ ชฺาน วิชฺาน และภกฺติ หากมีแต่ชฺาน ส่วนวิชฺานและภกฺติไม่มี ชฺานนั้นก็
เพียงเป็นไปเพื่อการเจรจาพูดคุยกันเล่นๆ เท่านั้น หรือถ้ามีแต่วิชฺานส่วนชฺาน
และภกฺติไม่มี วิชฺานนั้นก็รังแต่จะกลายเป็นเครื่องยังความพินาศหรือภยานฺก
ให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง ถ้าหากจะมีแต่ภกฺติ ส่วนชฺานและวิชฺานไม่มี ภกฺตินั้น
ก็จะต้องกลายเป็นอัมพาต ทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะเคลื่อนไหว จะทำได้ก็แค่
การนั่งร้องไห้เท่านั้น แต่โลกนี้ยังมีอะไรแปลกประหลาดมหัศจรรย์อยู่มาก
เหมือนกัน บางทีการนั่งร้องไห้นี้อาจได้ผลอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดก็เป็นได้
นนั่ เปน็ เพราะทฤษฎีแห่งอวตารวาท คอื การทจุ ริตของเทพดาหรือการกำเนิดมา
ในรา่ งของพระวิษณอุ นั เป็นเรื่องเกี่ยวกบั เทพเจา้ ยงั มีอยแู่ ละเป็นทีเ่ ช่อื ถือกนั อยู่
อยา่ งแน่นแฟ้น ว่าสามารถชว่ ยปกปกั รกั ษาผู้ทพุ พลภาพได้
มนุษยชาติจะพบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้ ถ้าสามารถนำเอาชฺาน
วิชฺานและภกฺติทั้ง 3 ประการนี้มาใช้ในชีวิตจริงๆ ท่านจะปลอดพ้นจากความ
เศร้าใจ และความยากลำบากนานนปั การ การติดต่อสมั พนั ธ์กันระหว่างมนุษย์
ก็จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้าทั้งในส่วนตัว ในครอบครัว ในสมาคมหรือสังคม
และกว้างขวางออกไปตลอดถงึ ระหวา่ งประเทศชาติ และทว่ั โลกดว้ ย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
199

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ขอ้ ปฏบิ ตั ิในชว่ งเปลย่ี นผา่ นของชวี ิต

หลักแห่งอาศรมอันเป็นสถาบันหน่ึงของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น
แบง่ ชวี ติ มนษุ ยอ์ อกไปเปน็ 4 ขน้ั ตอน แตล่ ะตอนนน้ั เรยี กวา่ “อาศรม” โดยถอื วา่
มนษุ ยเ์ หลา่ นส้ี ่วนเฉล่ียของอายุคดิ แล้วได้ 100 ปี แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 4 ภาค หรอื
อาศรม ๆ ละประมาณ 25 ปี ดังตอ่ ไปน้ี
1. พฺรหฺมจรยฺ อาศรม ในช่วงเวลา 25 ปีแรกน้ันมนุษยม์ หี นา้ ท่รี ับแต่
การศกึ ษาไปตามวรรณะของตนเทา่ นน้ั ผทู้ เ่ี ขา้ มาอยใู่ นอาศรมนเ้ี รยี กวา่ พรหมจารี
เขา้ มาอยโู่ ดยประกอบพธิ ที เ่ี รยี กวา่ อปุ นยนสนสฺ การ ซง่ึ จดั ทำแกเ่ ดก็ ในขณะมวี ยั ได้
8 ขวบ ถึง 12 ขวบ กลา่ วคอื ส่วนมากเด็กท่ีมีลกั ษณะวรรณะกษตั รยิ ์ กจ็ ะจดั ทำ
พิธีนีล้ ่าออกไปบา้ ง คอื ประมาณ 11-12 ขวบ ส่วนเด็กท่ีมลี ักษณะตรงกับวรรณะ
ไวศยะ ก็จะกระทำพธิ ีน้ีในอายุประมาณ 12 ขวบ หรอื ลา่ ไปกว่าน้ันเล็กน้อย
แต่สำหรับเด็กทมี่ ลี กั ษณะตรงกับวรรณะศูทรแล้ว ไมม่ กี ารกำหนดอายุ เพราะ
พวกนต้ี ้องรับการศึกษาทางภาคปฏิบตั ิมากกว่าวชิ าหนังสอื บรรดาพรหมจารี
จะตอ้ งอยู่ในพรฺ หฺมจรยฺ าศรมจนถงึ อายุ 25 ปเี ต็ม ในระหวา่ งทีอ่ ยใู่ นอาศรมกบั
อาจารย์ ผู้เปน็ พรหมจารีจะตอ้ งปฏิบตั ติ นดังต่อไปน้ี
ก. เช่ือฟงั คำสงั่ สอนของครบู าอาจารย์ทุกประการ และตอ้ งถือวา่
ตนเองน้ันคือทาสของครู
ข. ออกไปรบั ภกิ ษา สง่ิ ของตา่ ง ๆ ทไ่ี ดร้ บั มากต็ อ้ งนำมาใหอ้ าจารย์
เสียกอ่ น เมือ่ อาจารย์อนุญาตใหร้ ับประทาน แลว้ จงึ จะเรมิ่
รับประทานได้ ถ้าไมอ่ นุญาตกร็ บั ประทานไมไ่ ด้
ค. สงวน หรือรกั ษานำ้ กามอนั เป็นสาระสำคัญของร่างกายไว้ให้
จงดี ด้วยวิธกี ารดงั ต่อไปนี้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
200

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
(1) รบั ประทานอาหารแตท่ ด่ี แี ละมปี ระโยชนต์ อ่ รา่ งกาย ไดแ้ ก่ ผกั ผลไม้
ขา้ วสาร ขา้ วสาลี นมวัว เปน็ ต้น ในทำนองตรงข้าม ก็ไมค่ วรจะ
รับประทานอาหารทไี่ ม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือเปน็ เหตใุ ห้ไป
เพม่ิ ความรอ้ นขน้ึ ในรา่ งกาย เชน่ หวั หอม กระเทยี ม เนอ้ื สตั วต์ า่ ง ๆ
สรุ า บหุ รี่ ยาเสพติดและของมนึ เมาทุกชนิด เช่น ยาฉุน เป็นต้น
(2) ก. ไมค่ วรอา่ นหนงั สอื เรอ่ื งเพศ และเรอ่ื งรกั ๆ ใคร่ ๆ หรอื หนงั สอื
ประโลมโลก
ข. ไม่ควรดลู ะครหรือภาพยนตร์ท่มี กี ารแสดงเร่ืองเพศ และเรื่อง
รกั ๆ ใคร่ ๆ อันไมเ่ ป็นที่ตงั้ แหง่ ความสงบใจ
ค. ไม่ควรแต่งตัวให้มากเกินไป สมัยโบราณห้ามไม่ให้ตัดผม
และไม่ให้โกนหนวดด้วย
(3) ควรอย่เู สียใหห้ ่างไกลจากเพศตรงข้าม เชน่
ก. ไมค่ วรมีจนิ ตนาการถงึ เพศตรงขา้ ม ดว้ ยประการทั้งปวง
ข. ไม่ควรสนทนากันดว้ ยเรอ่ื งเพศ
ค. ไมค่ วรเลน่ สนุกกบั เพศตรงข้าม
ง. ไมค่ วรสนทนากบั เพศตรงขา้ มโดยไมม่ ีผอู้ ืน่ อยดู่ ว้ ย
จ. ไมค่ วรมองหนา้ เพศตรงข้าม
ฉ. ไม่ควรมคี วามปรารถนาแต่ประการใดเก่ียวกบั เร่ืองเพศ
ช. ไม่ควรพยายามพบปะหรอื คบหาสมาคมกับเพศตรงขา้ ม
ซ. ไม่ควรมจี ินตนาการถึงการประพฤตเิ มถุนธรรม
(4) ต้องไม่ทำประการใดประการหน่ึงที่จะให้น้ำกามอันเป็นสาระสำคัญ
ของรา่ งกายตอ้ งมอี นั หลงั่ ลน้ เสยี หายไป
(5) ควรตงั้ ใจในการศกึ ษาเล่าเรยี นอยเู่ สมอ และควรพำนักอย่ทู อ่ี าศรม
ของอาจารยโ์ ดยตลอด

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
201

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ผู้เป็นพรหมจารีพึงปฏิบัติดังกล่าวมานี้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่มีเวลา
วา่ งเว้น จนกระท่งั เมอ่ื อายุ 25 ปเี ต็มหรือใกลเ้ คียงกัน สำเร็จการศึกษาแล้วจงึ
ขออนญุ าตจากอาจารยท์ ำพธิ ี “เกศานตฺ สนสฺ การ” คอื ตดั ผมทไ่ี วย้ าวออกใหห้ มด
แลว้ กถ็ วายสง่ิ ของแกค่ รอู าจารยท์ เ่ี รยี กวา่ “ครุ ทุ กษฺ ณิ า” เมอ่ื เสรจ็ พธิ นี แ้ี ลว้ กเ็ ปน็
อนั เรยี บร้อย ลาครอู าจารย์กลับบา้ นได้
2. คฺฤหสฺถาศรม เป็นช่วงระยะที่ 2 แห่งชีวิต กล่าวคือเมื่อสำเร็จ
การศึกษาออกจากอาศรมของครูอาจารย์มาแล้ว ก็มาช่วยแบ่งเบาภาระจาก
บิดามารดาด้วยการช่วยทำงานและจัดแจงพิธีสมรสเพื่อรักษาวงศ์ตระกูล
ใหม้ ัน่ คงยืนนานตอ่ ไป กบั ท้ังย่างก้าวเข้าส่คู วามเป็นคฤหสั ถ์ หรอื ฆราวาส แล้ว
จัดการงานไปตามวรรณะของตน เพื่อการครองชพี ต่อไปเป็นระยะเวลานานอีก
ประมาณ 25 ปี คือตอ่ จากพรฺ หมฺจรยาศรฺ มไปจนถงึ อายุประมาณ 50 ปี หรือ
จนถงึ บุตรธิดาของตนเปน็ คฤหัสถ์ไปแล้ว จะเห็นได้ว่าเขาทำทุกสง่ิ ทกุ อยา่ งโดยมี
วรรณะและธรรมะเป็นหลักอย่างแนน่ แฟน้
3. วานปฺรสถฺ าศรม เปน็ ชว่ งระยะท่ี 3 แห่งชีวิต กลา่ วคือเมอ่ื บตุ รธดิ า
ได้สำเร็จการศึกษาออกไปเป็นคฤหัสถ์แล้ว ตัวบิดามารดาผู้ชราก็ควรจะยก
ทรัพย์สมบัติมอบให้แก่บุตรธิดา แล้วตนเองก็ออกไปอยู่เสียที่อาศรมอันตั้งอยู่
ในป่าเพื่อเสียสละอุทิศกำลังร่างกายของตนออกทำงานให้แก่สังคมส่วนรวม
ดว้ ยการเป็นครูอาจารยท์ ำหนา้ ทใ่ี หก้ ารศึกษา และนกึ คดิ แตใ่ นทางทีจ่ ะทำให้
สังคมเจริญแลว้ กป็ ฏบิ ตั กิ ารให้เปน็ ไปตามนนั้ สำหรบั สตรีถ้าไมม่ คี วามประสงค์
จะไปอยู่ในอาศรมในป่ากับสามี ก็อาจจะอยู่กับบุตรธิดาต่อไปได้ ส่วนผู้ใดไม่
ตอ้ งการจะออกไปอยู่ ณ อาศรมในป่า กอ็ าจจะอยู่ที่บา้ นได้ แต่ตอ้ งบำเพญ็ กิจ
เพื่ออทุ ศิ ตนใหแ้ กส่ งั คมต่อไป จนกว่าจะอายถุ ึง 75 ปี

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
202

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
4. สนฺยสฺตาศรม เป็นระยะสดุ ท้ายแหง่ ชวี ิต คืออายยุ ่างเขา้ 75 ปี
ผชู้ ราในวยั นย้ี อ่ มรสู้ กึ ไดด้ ว้ ยตนเองวา่ ตนมอี ายมุ ากแลว้ เพราะฉะนน้ั กพ็ าตนเอง
เข้าสู่สนฺยสฺตาศรม คือบวชเป็นสันยาสีในอาศรมนี้ บำเพ็ญสมาธิ และพยายาม
แสวงหาโมกษธรรมหรอื ความจริง ว่าตนเองเป็นใคร พระพรหมคือใคร ในโลกนี้
มีสารวสฺตุอะไรบ้าง เหล่านี้เป็นต้น เมื่อได้คำตอบสำหรับตนแล้ว ก็เผยแพร่
ใหค้ ำตอบนน้ั ไดเ้ ปน็ ทร่ี จู้ กั กนั ทว่ั ๆ ไปโดยถอื วา่ มนษุ ยท์ ง้ั ปวงเปน็ ประดจุ สมาชกิ
ในครอบครัวหรือบริวารของตน และในทำนองเดียวกันกเ็ ปน็ อนฺส คือ สว่ นหนง่ึ
ของพระปรมาตมนั ดว้ ย ในอาศรมท่ี 4 นเ้ี หมอื นกบั อาศรมทห่ี นง่ึ เกอื บทกุ ประการ
เพียงแตไ่ ม่มีการเรียนเหมือนอยา่ งอาศรมที่ 1 เทา่ นนั้ หากมีจนิ ตนาการหรอื
การเขา้ สมาธมิ าบรรจแุ ทนท่ี
อาศรมท้ัง 4 น้ี จะกลา่ วอีกนยั หนงึ่ กไ็ ดว้ า่
1. ศกึ ษากาล ไดแ้ ก่พรหมจรยาศรม หมายถงึ เป็นเวลาแหง่ การ
กระทำเพ่ือตนเอง คือการเล่าเรยี น
2. บริวารกาล ไดแ้ ก่ คฤหสั ถาศรม หมายถึงเปน็ เวลาแห่งการ
กระทำเพือ่ ครอบครัว
3. สงั คมกาล ไดแ้ ก่ วานปรสั ถาศรม หมายถึงเป็นเวลาแหง่ การ
กระทำเพือ่ สงั คมและประเทศชาติ
4. วศิ วกาล ไดแ้ ก่ สนั ยสั ตาศรม หมายถงึ เปน็ เวลาแหง่ การ
กระทำเพ่ือมนุษยช์ าตทิ ้งั ปวง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
203

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

วันสำคัญทางศาสนา

พระราชพธิ ี

พระราชพิธตี รียมั พวายตรปี วาย

พระราชพธิ นี ี้ เปน็ พธิ ีสองพิธตี อ่ กัน คือ พธิ ีตรยี ัมพวาย กบั พิธีตรปี วาย
กระทำในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวันแรม 1 ค่ำ
เดือนยี่ ของทุกปี เป็นเวลา 15 วัน
ตลอดเวลาดังกล่าวมีการอ่านโศลก
สรรเสริญ และถวายโภชนาหารแด่
เทพเจา้ พธิ นี เ้ี กย่ี วเนอ่ื งกบั พธิ แี รกนาขวญั
ซง่ึ พธิ แี รกนาขวญั เปน็ พธิ ขี อพรใหพ้ ชื พนั ธุ์
อดุ มสมบรู ณ์ เป็นตน้ ฤดกู าลเพาะปลูก
ส่วนพิธีตรียัมพวาย เป็นพิธีที่ทำหลังจากเก็บเกี่ยวพืชพันธ์ุธัญญาหารแล้ว
พราหมณ์จงึ จดั ขอถวาย เป็นการระลกึ ถึงพระเมตตาของเทพเจ้าท่ที รงกรณุ าให้
พืชพนั ธแ์ุ กม่ นษุ ย์ พธิ นี จ้ี ะมีพธิ ีโลช้ ิงช้ารวมอยู่ดว้ ย หมายถงึ การหย่งั ความม่นั คง
ของแผ่นดินและเปน็ การเสรมิ สร้างใหแ้ ผน่ ดนิ มคี วามมั่นคงยิ่งขนึ้ เป็นคตแิ ต่
โบราณพระราชพิธีตรยี มั พวายตรีปวายน้มี ลี ำดบั การดงั ต่อไปน้ี
พิธีเปิดประตศู ิวาลยั อญั เชญิ เทพเจา้ เพื่อทรงประทานพร จากน้นั เป็น
พธิ ีโลช้ ิงชา้ ของนาลิวัน
การถวายสักการะด้วยโภชนาหาร มีข้าวตอกดอกไม้ขนมนมเนยและ
เผือกมัน เปน็ ตน้
โดยการอ่านโศลกสรรเสริญเทพเจา้
การสงนำ้ เทพเจ้า แล้วอญั เชิญข้นึ บรมหงส์ ซึง่ จะเปน็ การส่งเทพเจา้ กลับ
ซึ่งเรยี กว่ากล่อมหงส์ หรือชา้ หงส์
ในวันสุดทา้ ยของพิธี พราหมณจ์ ะทำบุญทางพระพุทธศาสนามพี ระสงฆ์
เจริญพระพุทธมนต์ตัดจุกให้แก่เด็กทั่วๆ ไป และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์
เปน็ เสร็จพิธี

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
204

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พระราชพิธพี ชื มงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวญั

พระราชพธิ ีมงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั เปน็ พระราชพิธีสองพธิ ี
ต่อเน่อื งกนั คือ พระราชพิธีพชื มงคล ซง่ึ เป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพิธีในพระอโุ บสถ
วดั พระศรรี ตั นศาสดารามและพระราชพธิ จี รดพระนังคลั แรกนาขวญั ซงึ่ เปน็ พธิ ี
พราหมณ์ ประกอบพิธีที่มณฑลท้องสนามหลวง พระราชพิธีจรดพระนังคัล
แรกนาขวญั นีแ้ ต่เดมิ มแี ตพ่ ิธีพราหมณ์มาเร่มิ มพี ิธสี งฆ์ในสมัยรัชกาลที่ 4
พธิ ีแรกนาขวัญมปี รากฏในคมั ภีรร์ ามายณะ ตอนมีทา้ วชนกไถนาพบ
นางสดี า ณ เมอื งมิถลิ า (ปัจจบุ ันอยู่ในบริเวณเมอื งดารภังคะ แควน้ พิหาร) แสดง
ถึงพระมหากษตั ริยท์ รงทำพธิ นี ีก้ เ็ พื่อความเจริญรุ่งเรอื ง ความอดุ มสมบูรณ์ของ
พืชพันธ์ุธัญญาหาร ในประเทศไทยก็มีบันทึกเรื่องพิธีแรกนาขวัญอยู่ในเรื่อง
นางนพมาศ ครง้ั สมยั กรุงสุโขทัย
ความหมายของพระราชพธิ พี ชื มงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั นน้ั กเ็ พอ่ื
ต้องการให้พชื พันธุธ์ ญั ญาหารในพระราชอาณาจักร อุดมสมบรู ณ์ตลอดฤดูกาล
เพาะปลูก โดยขอพรจากเทพเจ้าให้ทรงพระเมตตาต่อประชาราษฎร์ทั้งมวล
อกี นยั หนง่ึ กเ็ ปรยี บเสมอื นวา่ พระเจา้ แผน่ ดนิ ทรงประกอบการเกษตรดว้ ยและเปน็
นมิ ติ หมายว่า ฤดูกาลเพาะปลูกไดเ้ รม่ิ ข้นึ แล้ว เพราะสมยั โบราณไม่มีปฏิทนิ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
205

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

พระราชพิธีนี้เป็นพิธีสถาปนาพระเจ้าแผ่นดินขึ้นปกครองแผ่นดิน
เป็นใหญใ่ นทิศทัง้ 8 และเปน็ การประกาศให้ประชาชนทราบโดยทวั่ กัน ตามคติ
พราหมณ์จะทำพิธีอัญเชิญเทพเจ้าเพื่อทำการสถาปนาให้พระมหากษัตริย์
ข้นึ เปน็ สมมติเทพ ดำรงธรรม 10 ประการ ปกครองประเทศดว้ ยความรม่ เยน็
ลำดบั พิธโี ดยย่อ คอื
- ทำน้ำอภิเษก เปดิ ประตศู วิ าลยั อัญเชิญพระอศิ วร เพอ่ื ประสาทพร
- สรงมรุ ธาภเิ ษก คือ การสรงน้ำ เพอื่ ความเปน็ มงคล
- ถวายสงั วาลยพ์ ราหมณ์ แสดงว่าพระองคเ์ ป็นพราหมณ์
- ถวายพระมหาพชิ ยั มงกฎุ ประกาศการปกครองประเทศโดยธรรม
- เลียบพระนครเพื่อแสดงพระองค์แก่ทวยราษฎร์ และประทักษิณ
พระนครเพ่อื ให้ประชาชนมสี ันตสิ ุข

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
206

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พระราชพธิ ีถือน้ำพระพิพฒั สัตยา

พระราชพิธนี ้เี ป็นพธิ สี าบานตน ในการรบั ราชการ จะซอื่ ตรงตอ่ แผน่ ดิน
และปกป้องชาติบ้านเมอื งให้เกดิ ความสงบสขุ โดยขา้ ราชการทั้งหลาย จะต้อง
ดื่มน้ำสาบานตนจำเพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง
โดยพราหมณ์จะทำพิธี เสกน้ำสาบานนี้แล้วนำพระแสง (อาวุธ) ต่างๆ ของ
พระมหากษัตริย์ ลงชุบในน้ำที่เสกนั้น เพื่อหมายให้ผู้ที่ไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน
จะตอ้ งไดร้ ับโทษตา่ ง ๆ นานา
ปจั จบุ นั จะทำพระราชพธิ นี ร้ี วมกบั การพระราชทานเครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์
อันมีศกั ด์ริ ามาธบิ ดเี ฉพาะบุคคลทไ่ี ด้รบั พระราชทานเทา่ นั้น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
207

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พระราชพธิ เี ปลี่ยนเครอื่ งทรงพระแกว้ มรกต

พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ถือเป็น
พระราชกรณียกิจสำคัญ ที่จะต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนด้วย
พระองคเ์ อง เว้นแตท่ รงมีพระราชกรณยี กิจจำเป็น ไม่อาจเสดจ็ ฯ ได้ จงึ จะทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์ เสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทน
พระองค์ ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พระอุโบสถ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปยังบันไดที่ฐานชุกชี ด้านหลังบุษบก
ทีป่ ระดษิ ฐานพระพุทธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร เมอ่ื เสด็จฯ ข้นึ ถงึ บุษบกทรงกราบ
แลว้ ทรงเปลอ้ื งมงกฎุ หรอื พระศกศริ าภรณอ์ อกจากพระเศยี ร ทรงหลง่ั พระสคุ นธ์
ดว้ ยพระมหาสงั ข์ ซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั สรา้ งถวายไวป้ ระจำ
พระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร มมี งั สเี ปน็ คนั ทวย ตง้ั อยหู่ นา้ บษุ บก แลว้ ทรงหลง่ั
พระสคุ นธด์ ว้ ยพระมหาสงั ขเ์ พชรนอ้ ย เสรจ็ แลว้ ทรงซบั องคพ์ ระดว้ ยผา้ ขาว 4 ผนื

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
208

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
จากน้นั ถวายมงกุฎ แลว้ เสดจ็ ลงจากเกย ไปประทบั พระเก้าอี้ขา้ งมุมฐานชกุ ชี
ดา้ นเหนือ ทรงจ่มุ ผ้าขาวทีซ่ บั องคพ์ ระลงในหม้อพระสุคนธ์ แล้วทรงบดิ นำ้ ลงใน
โถแกว้ และหมอ้ นำ้ เพอ่ื เปน็ นำ้ พระพทุ ธมนต์ ตอ่ จากนน้ั เสดจ็ ฯ ออกหนา้ ฐานชกุ ช ี
ทรงเปลย่ี นยอดพระรศั มพี ระสมั พุทธพรรณี (ฤดูร้อนกะไหล่ทอง ฤดฝู นเปน็ แกว้
สีนำ้ เงนิ ฤดูหนาวเป็นแก้วขาว) ซึง่ เป็นพระพทุ ธรูปของรัชกาลท่ี 4 สรา้ งไว้ แลว้
ทรงจดุ ธปู เทยี นบชู าพระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร พระสมั พทุ ธพรรณี พระพทุ ธรปู
ฉลองพระองค์ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช พระพทุ ธรปู
ฉลองพระองค์ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย แล้วทรงจดุ ธปู เทียน
เครื่องนมัสการทองใหญ่ บูชาพระรัตนตรัย เสด็จไปประทับพระราชอาสน์
เจ้าหน้าที่ภูษามาลาทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาสังข์เพชรน้อยบรรจุพระสุคนธ์
ที่สรงองค์พระ พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ที่พระเศียร
ของพระองค์เอง และพระบรมวงศานุวงศ์ตามลำดับ แล้วทรงพระสุหร่าย
พระราชทานแกข่ า้ ทูลละอองพระบาทซึ่งเฝ้าฯ อย่ภู ายในพระอุโบสถแล้วประทบั
พระราชอาสน์ หัวหน้าพราหมณเ์ บิกแว่น พราหมณเ์ ปา่ สังข์ พนักงานประโคม
มโหระทกึ สังข์ แตร ดรุ ยิ างค์ แล้วเวยี นเทียนสมโภชจนครบ 3 รอบ หวั หน้า
พราหมณข์ น้ึ บนั ไดเกย ไปเจมิ พระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร หลงั จากนน้ั เจา้ หนา้ ท่ี
วดั พระศรีรัตนศาสดาราม ผูซ้ ึ่งเปล้ืองเคร่ืองทรงพระพุทธมหามณีรตั นปฏิมากร
ออก ก่อนเวลาเสด็จพระราชดำเนินมาในพิธี ได้แต่งเครื่องทรงฤดูใหม่ถวาย
พระบาทสมเด็จเจา้ อยหู่ ัวเสด็จฯ ไปทรงกราบท่ีหนา้ เครอื่ งนมสั การอีกครั้งกอ่ น
เสด็จพระราชดำเนินออกไปพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระสุหร่ายแก่
ประชาชนรอบพระอุโบสถ ตลอดพระราชพิธีมหาดเล็กจะถือเชิญตามเสด็จฯ
ด้วยพระแสงดาบคาบค่ายที่รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่พระแสงต้น
กองพระราชพิธจี ะถวายเมื่อเสด็จฯ มาประกอบพธิ นี ี ้ และจะพระราชทานคนื
ก่อนเสด็จฯ กลับทกุ คร้งั

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
209

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

วนั สำคญั ทางศาสนา 12 เดือน

วันสำคัญในเดือนอา้ ย

ในเดือนอ้าย พธิ พี ราหมณ์ มอี ยู่ 2 พธิ คี ือ พิธไี ลเ่ รอื และ พธิ ีจองเปรยี ง
พธิ ีไล่น้ำ
การพระราชพิธีในเดอื นอา้ ย ตามที่ในตามกฎมนเทียรบาลเรยี กวา่ ไล่เรอื
เถลงิ พธิ ตี รยี มั พวายใหน้ ำ้ ลดเรว็ ๆ คอื ถงึ เดอื นอา้ ยแลว้ นำ้ ยงั มากไมล่ ด เมลด็ ขา้ ว
ในรวงแก่หล่นลงในน้ำ ถึงจะค้างอยู่ก็เป็นข้าวเมล็ดหักละเอียด เพราะเกี่ยว
ไมไ่ ดด้ ว้ ยนำ้ มาก จงึ ตอ้ งขวนขวายทจ่ี ะใหน้ ำ้ ลด พธิ นี จ้ี ะตอ้ งทำในเดอื นอา้ ย จะเลอ่ื น
ไปเดอื นยก่ี เ็ ปน็ เวลาเกนิ ตอ้ งการไป ตามในกฎมนเทยี รบาลกลา่ วไวว้ า่ พระเจา้ แผน่ ดนิ
และพระอคั รมเหสี พระเจา้ ลกู เธอ หลานเธอ และพระสนม แต่งอยา่ งเตม็ ยศ
โบราณลงเรือพระท่นี ัง่ เจา้ พระยามหาเสนาตฆี ้อง มอี าลกั ษณห์ รือราชบณั ฑติ
อ่านคำประกาศตั้งสัตยาอธิษฐาน นมัสการพระรัตนตรัยและเทพยดา และ
พระเจ้าแผน่ ดินซึ่งนับเปน็ สมมตเิ ทพยดา แล้วอ้างความสัตยซ์ ง่ึ ได้มีความนบั ถอื
ต่อเทพยดาทง้ั สาม คือ วสิ ุทธเิ ทพยดาอปุ ปาติกเทพยดา สมมติเทพยดา ขอให้
นำ้ ลดลงไปตามความประสงค์
พธิ ีจองเปรียง
พระราชพิธีจองเปรียงนี้ เป็นพิธีพราหมณ์ ทำแต่ฝ่ายเดียว ต่อมา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เพ่มิ พิธสี งฆ์เข้าดว้ ย
เรอ่ื งความเปน็ มาแหง่ พธิ ี ยกโคมตามประทปี บชู า พระเปน็ เจา้ ทง้ั สาม คอื
พระอศิ วร พระพรหม พระนารายณ์ ตามกำหนดทย่ี กโคมนน้ั คือเดือน 12 ถ้าปใี ด
มีอธิกมาสใหย้ กโคมมาตง้ั แตข่ ึน้ 1 คำ่ เดือน 12 เปน็ ตน้ ไป จนถึงวนั แรม 2 ค่ำ
จงึ เปน็ วนั ลดโคม และถา้ ปใี ดไมม่ อี ธกิ มาส ใหย้ กโคมขน้ึ ในวนั ขน้ึ 13 คำ่ เดอื นอา้ ย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
210

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ขึ้นค่ำหนึ่งเป็นวันลดโคมลง ในพิธีนี้พราหมณ์เป็นผู้ทำในพระบรมมหาราชวัง
คือ พราหมณ์ประชุมกันผูกพรต พระราชครูฯ ต้องกินถั่วกินงาสิบห้าวัน
สว่ นพราหมณ์นอกนัน้ กนิ 3 วนั เวลาเชา้ พราหมณต์ ้องถวายน้ำมหาสงั ขท์ ุกวัน
จนถงึ วนั ลดโคมลงเทยี นทจ่ี ะจดุ ในวนั นน้ั ตอ้ งเอามาถวายใหท้ รงทาเปรยี งเสยี กอ่ น
ก่อนเวลาท่ีจะยกโคมข้นึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้สวดมนต์เย็น
ฉนั เช้า พระสงฆ์ที่มาสวดมนตน์ นั้ ใช้พระราชาคณะไทย 1 พระครปู รติ รไทย 4
พระราชาคณะรามญั 1 พระครูปริตรรามัญ 4 รวมเปน็ 10 รูป เม่อื ทรงศีลแล้ว
อาลักษณ์อ่านประกาศเร่ืองพระราชพิธีและพระราชดำริซ่ึงได้ทรงจัดเพิ่มเติม
และพระราชทานแผพ่ ระราชกศุ ลใหแ้ กเ่ ทพยดา แลว้ พระสงฆจ์ งึ ไดส้ วดมนตต์ อ่ ไป
เวลาเชา้ พระสงฆส์ วดมนตต์ อ่ ไปจนกระทง่ั ไดฤ้ กษ์ เมอ่ื ไดฤ้ กษแ์ ลว้ ทรงหลง่ั นำ้ สงั ข์
และจณุ เจิมเสาโคมชัย แลว้ จึงไดย้ กโคมขน้ึ ในเวลาทยี่ กโคมขึน้ นน้ั พระสงฆ์ฉัน
เสร็จแล้วถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ฯ ของที่จะใช้ในพิธี มีขวดน้ำมัน
ไส้ตะเกยี งโคม ใหต้ ้องกันกบั พระราชพธิ ีเสาโคมชัยสามตน้ โคมประเทยี บ 3 ต้น
เสาใช้ไม้แก่นยาว 11 วา เสาโคมชยั ท่ียอดมฉี ตั ร ผา้ ขาว 7 ช้ัน ตลอดเสาทา
ด้วยนำ้ ปนู ขาว มหี งสต์ ิดลกู กระพรวนชักขน้ึ ไปให้มเี สียงดงั ในเวลาท่ีลมพัด โคมท่ี
เปน็ บริวารนนั้ เสาทำด้วยไมไ้ ผ่ ทีย่ อดฉัตรทำด้วยผา้ ขาวเป็น 3 ชั้น เชน่ เดียวกนั

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
211

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

วันสำคัญในเดือนยี่

ขึ้น 15 คำ่ เดอื น 12 เรยี กว่า ศารทียปรู ณิมาทสี่ องหรือการตกิ ีปรู ณิมา
วันน้ีเป็นการจัดการบูชาถวายพระวิษณุและถวายประทีปแก่เทพเจ้าท้ังหลายใน
เทวาลยั ต่างๆ บนท้องฟ้า และในน้ำ ถอื กันวา่ เม่อื ถวายประทีปไปแล้วจะได้
รับแสงสวา่ งในภายใน ดวงประทปี จะนำวญิ ญาณของผู้ถวายเม่อื ตายไปสู่คติทีด่ ี
ขึ้น 6 ค่ำ ถึงแรม 6 ค่ำ เดือนยี่ รวมเวลา 15 วัน เป็นพระราชพิธี
ตรียัมพวายตรีปาวาย เป็นพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุปถัมภ์ให้
พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีบูชาพระอิศวรและพระนารยณ์ เรียกว่า
“ตรปี าวาย” เป็นเวลา 5 วนั พระราชพิธีตรยี ัมพวายตรีปาวายเป็นพระราชพิธที ่ี
เก่ียวเนื่องกบั พระราชพิธจี รดพระนังคลั แรกนาขวัญ ซง่ึ ทำในเดือน 6 อนั เป็น
พธิ เี รมิ่ การเพาะปลูก ส่วนพชื พนั ธธ์ุ ัญญาหารพระราชพธิ ีตรียัมพวายตรีปาวาย
เป็นพิธีเฉลิมฉลองที่พระเป็นเจ้าเสด็จมายังโลกและยังเป็นพิธีหลังการเก็บเกี่ยว
พืชพันธ์ุธัญญาหารแล้ว จึงจัดธัญญาหารและพลาหารถวายแด่เทพเจ้าที่เสด็จ
มาเพื่อระลึกถึงพระคุณ เป็นการแสดงซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อเทวดาที่ทรง
ประทานพรให้ข้าวกล้าและธัญญพืชพลาหารทำให้ประเทศชาติและประชาชนมี
ความอุดมสมบูรณ์โดยทั่วกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงอุปถัมภ์
พระราชพธิ นี มี้ าแตโ่ บราณกาลจนปจั จบุ นั น้ี

วันสำคญั ในเดอื น 3

ขนึ้ 1 คำ่ เดอื น 3 เรียกว่า วสันตปญั จมี วนั น้ชี าวพราหมณ์-ฮนิ ดจู ะ
ทำการบชู าพระแมเ่ จา้ สรสั วดี เพอ่ื ใหผ้ บู้ ชู ามสี ตปิ ญั ญาดขี น้ึ และวนั นก้ี ไ็ ดท้ ำการบชู า
พระกามเทพดว้ ย เพอ่ื ปอ้ งกนั มใิ หจ้ ติ ตกไปสอู่ ารมณฝ์ า่ ยตำ่ และวนั เดยี วกนั นก้ี ไ็ ด้
บชู าพระวษิ ณเุ จา้ ดว้ ย เดอื น 3 น้ี ถอื กนั วา่ เปน็ เดอื นทำบญุ ตลอด ประชาชนจะพา
กนั ไปสแู่ มน่ ำ้ ทกุ สายเพอ่ื อาบนำ้ ลา้ งบาป บางคนไปพกั อยใู่ กลแ้ มน่ ำ้ ตลอดทง้ั เดอื น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
212

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ขึ้น 15 คำ่ เดอื น 3 เรยี กวา่ มาฆีปูรณมิ า ผู้นบั ถอื เทพเจ้าองค์ใดก็จะ

บชู าเจ้าองค์นั้น ถอื วา่ วนั น้เี ป็นวนั สำคญั มากในด้านการบชู าการกุศล คือกุศล
ผลบญุ ที่บงั เกดิ ขึน้ เนือ่ งจากการบชู า
วันท่ี 14 มกราคม ทกุ ๆ ปี เปน็ วันสงกรานต์เรยี กวา่ วันมาฆสงกรานต์
ชาวพราหมณ-์ ฮนิ ดนู ำเอาขา้ วกบั ถ่วั ปนกันถวายเทพเจ้า พราหมณ์ และสันยาสี
วนั น้ีเปน็ วนั ทำบญุ กนั เป็นการใหญเ่ รยี กวนั น้ีวา่ ขีจรี
แรม 14 ค่ำ เดอื น 3 เรยี กว่า สิวราตรี วันน้ีชาวพราหมณ-์ ฮินดจู ะบชู า
พระศิวะตลอด 24 ชั่วโมง ผู้นับถือเคร่งครัดอดอาหารและอดนอนตลอด
24 ชั่วโมง วันนี้เป็นวันปรากฏของพระศิวะและอภิเษกสมรสของพระศิวะ
เช่ือกนั วา่ บชู าพระศวิ ะแล้วจะไดค้ ชู่ วี ติ ทด่ี แี ละมีความสขุ ความเจริญ

วันสำคญั ในเดือน 4

ขน้ึ 15 คำ่ เดือน 4 เรยี กวา่ โหลีปูรณิมา วนั น้เี ปน็ วนั ทช่ี าวฮนิ ดนู ำเอา
ของสกปรกออกจากบ้านไปรวมไว้ที่ใดท่หี นึ่ง แล้วเผา ในขณะท่ีเผานั้น ชาวบา้ น
จะรอ้ งเพลงประเภทลกู ทงุ่ ทเี่ รยี กวา่ เพลงโหลิ
แรม 1 คำ่ เดือน 4 เรยี กว่า โหลี หรอื โหลา หรอื ผคุวา มีการฉลองโหลี
ด้วยการเล่นสาดสีต่างๆ เชื่อกันว่า ด้วยการเล่นสีสาดกันนั้นเชื้อโรคต่างๆ
หมดสน้ิ ไป คนสว่ นมากถอื กนั วา่ วนั โหลเิ ปน็ วนั ตรษุ อนิ เดยี วนั นเ้ี ปน็ วนั สำคญั ของ
พวกกรรมกร หรือพวกวรรณะศทู ร แตผ่ คู้ นก็ร่วมสนกุ สนานกันทกุ วรรณะ
ทางปฏทิ ินโหราศาสตร์ วนั ข้ึน 1 ค่ำ เดอื น 5 เป็นวันแรกของปี และ
วันแรม 15 คำ่ เดือน 4 เป็นวันส้นิ ปี
แรมหรือข้ึน 8 คำ่ แรมและข้นึ 11 คำ่ แรมและหรือขึน้ 15 ค่ำ ถือวา่
เป็นวันพระของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โรงเรียน สถานศึกษา วิทยาลัย
มหาวิทยาลยั ทีส่ อนคัมภีร์พระเวทต้องหยุดวนั พระเดือนละ 6 วนั
พิธกี ารฉลองและบูชาพระมหาลักษมี ตรงกับแรม 15 ค่ำ เดือน 11
จดั ที่มนเทียรวิษณแุ ละอารยสมาช
พิธีการฉลองและบูชาพระศิวะ ตรงกับแรม 14 ค่ำ เดือน 3 จัดที่
วดั วษิ ณุมนเทยี รและที่เทพมณเทียร

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
213

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พิธีโหลี โหลา หรอื พควุ า คือการฉลองปใี หม่ จดั ท่ีวษิ ณุมนเทียร
พธิ ปี ระจำสปั ดาห์ มกี ารสวดมนตบ์ ชู าทกุ วนั อาทติ ย์ เพอ่ื ความเหมาะสมและ
อนวุ ตั รตามสงั คมทน่ี ยิ มหยดุ งานกนั ในวนั อาทติ ย์ ทเ่ี ทพมนเทยี ร เวลา 8.00-10.00 น.
ทอ่ี ารยสมาช เวลา 9.00-11.00 น. และที่วษิ ณมุ นเทยี ร เวลา 13.00-17.00 น.
นอกจากน้ี หากศาสนกิ ชนผู้มีความเล่อื มใสศรัทธาประสงค์จะจัดงานใด
ทางเทวาลัยจะจัดพธิ ีใหต้ ามความประสงค์ของเจา้ ภาพ เช่น พิธีเนื่องในการหมนั้
การแตง่ งาน การตาย ตามโอกาสและตามความเหมาะสมและความเป็นไปได้
หรืออน่ื ๆ เป็นตน้

วนั สำคญั ในเดือน 5

วันสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เริ่มต้นศักราชใหม่ตามปฏิทิน
โหราศาสตร์ตรงกบั วันขนึ้ 1 ค่ำ เดือน 5
ขึน้ 1 ค่ำ เดือน 5 ถึง ขึน้ 9 ค่ำ เรียกวา่ นวราตรี ชาวพราหมณ์-ฮินดู
ทำการบูชาเจ้าแม่อุมา ซ่ึงมี 9 ปางด้วยกนั แต่ละราตรที ำการบชู าแตล่ ะปาง ดงั นี้
1. ไศลปตุ รี เป็นปางแรก ปางน้ีพระแม่เจ้าอุมาเปน็ บตุ รีของภเู ขา คือ
เปน็ ธิดาของหมิ พานต์ ซ่ึงเปน็ ราชาแหง่ ภูเขาทงั้ หลาย
2. พรหมจาริณี เป็นปางที่สอง ปางนี้เป็นปางที่พระแม่เจ้าอุมา
เกิดขนึ้ เอง ไม่มีพอ่ แม่ ปางน้ีพระนางอมุ า อยเู่ ปน็ โสดตลอดกาล
3. จันทรฆัณฎา เป็นปางท่ีสาม ปางนเ้ี ป็นปางทีพ่ ระแม่เจ้าอมุ าปราบ
อสรู ดว้ ยเสยี งระฆงั
4. กษู มาณฑา เปน็ ปางทีส่ ี่ หรือเรยี กชอื่ อีกอยา่ งหนงึ่ ว่า ปางทรุ คา
ปางนีเ้ ป็นปางที่พระเจา้ อุมาปราบอสรู ดว้ ยอาวุธ ท้ัง 4 กร
5. สกนั ทมาตา เปน็ ปางทีห่ ้า ปางนี้เปน็ ปางที่พระแมเ่ จา้ อมุ าเลย้ี ง
พระขันธกมุ ารเปน็ โอรสพระศิวะกบั อมุ าเทวี หรอื ปารวตี ซ่งึ จะไป
ปราบอสูรต่อไป
6. กาตยายนี เป็นปางท่หี ก ปางนเี้ ปน็ ปางทพ่ี ระแม่เจ้าอุมาเทวีเป็น
เทวขี องปศี าจโดยใช้พวกภูตผปี ศี าจเปน็ พลพรรคไปปราบอสรู

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
214

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

7. กาลราตรี หรือกาลี เปน็ ปางทเี่ จ็ด ปางน้เี ปน็ ปางทพ่ี ระแมเ่ จ้าอมุ า
เทวเี สวยเลือดของอสูร
8. มหาเคารี เป็นปางทแี่ ปด ปางนเี้ ป็นปางทีพ่ ระแมเ่ จา้ อุมาเทวีทรง
เปน็ เจ้าแมแ่ หง่ ธัญชาติ จึงเรียกชอ่ื ว่า อันนปรู ณา หมายถึง เจา้ แม่
ทีท่ ำให้ธัญชาตสิ มบรู ณ์
9. สทิ ธิทาตรี เป็นปางทเี่ กา้ ปางน้เี ปน็ ปางที่เจา้ แม่อุมาเทวีกลบั เป็น
เจา้ แม่แห่งความสำเรจ็ ทุกอยา่ งทกุ ประการ
เมื่อทำการบูชาครบทั้ง 9 วัน 9 ปาง
เสร็จแล้ว ก็ทำการบูชาไฟ คือโหมกุณฑ์และ
เชญิ กมุ ารี 9 คน แทนปางท่ี 9 โดยใชเ้ ดก็ ผหู้ ญงิ
มอี ายุไมเ่ กิน 10 ขวบ ตามลำดบั ดังน้ี ปางแรก
เด็กผู้หญิงมีอายุ 2 ขวบ ปางที่สองเด็กมีอายุ
3 ขวบ อยา่ งนเ้ี รอ่ื ยไปตามลำดบั จนถงึ ปางท่ี 9
ใช้เด็กผู้หญิงมีอายุ ๒ ขวบ เมื่อเสร็จพิธีเสร็จ
ประชาชนทง้ั หลายทม่ี ารว่ มชมุ นมุ ในงาน กม็ อบ
สง่ิ ของแกเ่ ดก็ ทง้ั 9 คน ประชาชนผนู้ บั ถอื ศาสนา
พราหมณ-์ ฮนิ ดู เชอ่ื กนั วา่ เมอ่ื ทำพธิ นี เ้ี สรจ็ แลว้ จะไดค้ วามศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ ง้ั กายและใจ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
215

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

วนั สำคญั ในเดือน 6

ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 6 เรียกชื่อว่า อกษัตยริติยา การทำบุญกันในวันนี้
เชือ่ กนั ว่าบญุ ทีท่ ำในวันนนี้ ัน้ จะทรงอยชู่ วั่ นริ นั ดร และในวันน้ี ปางที่ 5 ของ
พระวิษณุ ชอื่ ปรศรุ ามจะมาปรากฏ
ขน้ึ 14 คำ่ เดอื น 6 เรยี กวา่ นฤสงิ หจตรุ ทศี เปน็ วนั ปรากฏของพระวษิ ณุ
ปางท่ี 3 ชื่อ นฤสิงห์ การประกอบพิธเี พื่อบชู าพระวิษณุเจา้ ในวนั นีเ้ พ่อื พิชติ ศัตรู
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เรียกว่า ไวศาขีปูรณิมา เป็นวันศูนย์กลางของ
สงกรานต์วันนี้ ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ถือว่าสำคัญมาก เพราะตาม
สุริยคตินั้นถือว่าเป็นวันเพ็ญแรกของปี ประชาชนทำพิธีบูชาไฟและทำบุญตาม
ประเพณีของตระกูล แต่ละตระกูลในวันนี้ถ้าสถานที่แห่งใดมีพระพุทธรูป
ประดิษฐานอยู่ จะตอ้ งจดั การแห่พระพทุ ธรปู นั้น
เดือน 6 เรียกว่า พระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็น
พระราชพธิ ี 2 วนั กำหนดวนั โดยคำนวณตามหลกั วิชาโหราศาสตร์ ดังนั้น วันใน
แต่ละปีจะไม่ตรงกันแต่พิธีพืชมงคลเป็นพิธีสงฆ์ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เปน็ พธิ พี ราหมณค์ วามหมายของพระราชพธิ พี ชื มงคล จรดพระนงั คลั แรกนาขวญั นน้ั
ก็เพื่อต้องการให้พืชพันธ์ุธัญญาหารในพระราชอาณาจักร อุดมสมบูรณ์ตลอด
ฤดูกาลการเพาะปลูก โดยขอพรจากเทพเจ้าให้ทรงเมตตาต่อประชาราษฎร์
ทง้ั มวล อกี นยั หนง่ึ กเ็ ปรยี บเสมอื นวา่ พระเจา้ แผน่ ดนิ เองทรงประกอบการเกษตร
ดว้ ยและเปน็ นมิ ิตหมายวา่ ฤดกู ารเกษตรไดเ้ รมิ่ ตน้ ขึน้ แล้ว
วันท่ี 13 เมษายนทุกปี อันเป็นวันสงกรานต์ ฉะนัน้ จึงเรียกกันว่า
เมษสงกรานติ หรือ สตุอาสงกรานติ จัดทำการบชู าพระวษิ ณุ และจดั การทำบญุ
ด้วยขนมสตุและน้ำเพื่อเป็นการบำบัดทุกข์แก่คนอื่นด้วยของกินและน้ำ
บางแควน้ ในประเทศอนิ เดยี ถอื วา่ วนั นเ้ี ปน็ ปใี หมด่ ว้ ย เชน่ แควน้ ปญั จาบ เปน็ ตน้
เพราะในปัญจาบเดือนนี้เป็นเดือนที่เก็บข้าวสาลีเสร็จ เมื่อการเก็บเกี่ยวเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว ก็ฉลองปีใหมเ่ ลย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
216

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

วันสำคญั ในเดือน 7

ขน้ึ 10 ค่ำ เดอื น 7 วนั นเี้ ป็นวันแรกท่นี ้ำของแม่นำ้ คงคาจากพรหมโลก
ไหลลงสโู่ ลกนี้ คอื บนพระเศียรของพระศวิ ะและน้ำพระแมค่ งคาจากพระเศียร
ของพระศิวะก็ไหลลงสู่ภูเขาหิมาลัย จากภูเขาหิมาลัยจึงไหลลงสู่แม่น้ำ
ตั้งแต่นั้นแม่น้ำสายนี้จึงเรียกว่าแม่น้ำคงคา ถือกันว่า เป็นวันที่แม่น้ำคงคา
เกิดขึ้นในโลกจึงขนานนามว่า คงคาทศมี หรือคังคาทสหรา ชาวบ้านที่ตั้ง
บา้ นเรอื นอยู่ใกล้แมน่ ำ้ คงคา และตลอดถงึ แมน่ ้ำอ่ืนๆ จะจดั เลน่ กีฬาในนำ้ กนั
เชน่ การแข่งเรอื วา่ ยน้ำ และอ่ืนๆ
ข้ึน 11 ค่ำ เดือน 7 เรยี กกันว่า นริ ชลาเอกทศี วนั บชู าพระวษิ ณุเจา้
โดยการอดอาหารและน้ำเป็นเวลา 24 ชว่ั โมง คอื ไมด่ ื่มน้ำและงดรับประทาน
สิ่งของใดๆ ทงั้ สิน้
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เรียกว่า เชษฐีปูรณิมา วันเริ่มจากจตุรมาศ คือ
วนั เรม่ิ ต้นแห่งการเขา้ พรรษา เปน็ เวลา 4 เดือน ผู้เปน็ สันยาสีจะตอ้ งอยู่ประจำที่
เปน็ เวลา 4 เดอื นเหตุท่ีงดเดินทาง 4 เดอื น เพราะเป็นฤดูฝนไปมาไม่สะดวก
ในฤดูนี้มีแมลงต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย กลัวจะเดินเหยียบย่ำสัตว์ให้ตาย จะเป็น
บาปติดตัว

วันสำคัญในเดอื น 8

ขน้ึ 2 คำ่ เดอื น 8 เรยี กวา่ วนั รถยาตรา นำเอารปู ปฏมิ าของพระวษิ ณเุ จา้
ขน้ึ แหภ่ ายในเขตหมบู่ า้ น เพอ่ื ใหค้ นบชู า ถอื กนั วา่ ผทู้ ม่ี โี อกาสไดบ้ ชู าพระรปู นน้ั แลว้
จะมีความสุขความเจริญและพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ในเมืองชคันนาถปุรี
แควน้ อัสสัม มกี ารฉลองพิธีนี้อย่างใหญ่โต
ขน้ึ 15 ค่ำ เดือน 8 เรยี กว่า ครุ ปุ ูรณิมาหรืออวยาสปูรณมิ า เปน็ วันบชู า
ครบู าอาจารยใ์ นวนั น้ี มหาฤษวี ยาสไดร้ บั ความสำเรจ็ ในการแตง่ ตำราตา่ งๆ เปน็ วนั
เรม่ิ ต้นเขยี นตำรา เป็นวนั เขียนตำราจบ และเปน็ วนั เริ่มสอนศิลปวิทยาความรู้
ตา่ งๆ แก่ศิษยานุศิษย์ซ่งึ ทงั้ 3 วาระ เปน็ วนั เดียวกัน

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
217

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

วนั สำคัญในเดอื น 9

ขึน้ 5 คำ่ เดอื น 9 เรยี กกนั ว่า นาคปัญจมี ในวนั นชี้ าวพราหมณ์-ฮินดู
ทำการบูชาพญานาค โดยเอาน้ำนมให้งูและพญานาคกิน ประชาชนถือกันว่า
ถา้ งกู นิ น้ำนมของผู้ใด งจู ะไมท่ ำอนั ตรายใดๆ แก่ครอบครวั นั้นตลอดระยะเวลา
1 ปี ในวันเดียวกนั น้ไี ดจ้ ัดการแสดงศิลปะทางกายและทางอาวุธ เช่น มวยปลำ้
ฟันดาบ เป็นต้น
ขึ้น 15 เดือน 9 เรียกว่า ศราวณีปูรณิมา เป็นวันสำคัญโดยเฉพาะ
สำหรบั วรรณะพราหมณ์ แตก่ ็มีความสำคัญแกว่ รรณะอ่ืนๆ ด้วย พวกพราหมณ์
จะพากนั ไปสู่แม่นำ้ สายตา่ งๆ ตัง้ แต่เชา้ ทำพิธีทางพระเวทจนกระทง่ั ถึงตอนบ่าย
ต้องอยู่ในน้ำตลอดระยะเวลาที่อ่านคัมภีร์พระเวท โดยการกล่าวอุทิศกุศล
ที่ทำนน้ั ให้แก่บรรพบรุ ษุ ทกุ ๆ คนในตระกูลของตน คือ ทำการบูชาพระฤ ษี
ทล่ี ่วงลับไปแลว้ เรยี กวา่ ฤ ษีบูชา ทำการบชู าเทพตา่ งๆ เรียกวา่ เทวรูป
ตอนเยน็ จะมศี ิษยานศุ ษิ ยม์ หาพราหมณาจารย์ พรหมณาจารย์กผ็ ูกด้วย
สายสิญจนท์ ข่ี ้อมือใหแ้ ก่ศษิ ย์ และศิษยถ์ ือวา่ เปน็ มงคลตลอดปี ตามประเพณี
สมัยใหม่ พี่สาวและน้องสาวผูกด้าย
ให้แกพ่ ี่ชายและนอ้ งชายดว้ ย เพ่ือความ
เปน็ มงคลของครอบครัว พราหมณ์ทเ่ี ขา้
ทำพธิ ีในวันน้ี ล้วนแตไ่ ดผ้ ่านพธิ อี ปุ นยน
สันการมยี ญั โยปวติ ทง้ั สิน้
แรม 4 ค่ำ เดือน 9 เรียกว่า
คเณเศจตรุ ถี วนั นเ้ี ปน็ วนั บชู าพระคเณศ
ผบู้ ชู าตอ้ งอดอาหารตลอดวนั จนกวา่ จะ
ทำพิธีเสร็จแล้ว และไหว้พระจันทร์ที่
ปรากฏขน้ึ แลว้ จงึ จะรบั ประทานอาหารได้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
218

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

แรม 6 ค่ำ เดือน 9 เรยี กวา่ หลษัษฐี เป็นวนั บชู าพระสุรยิ เทพ และ
พช่ี ายพระกฤษณะ ชื่อวา่ พลเทพ อนั เปน็ อวตารของพญานาค
แรม 8 ค่ำ เดือน 9 เรียกว่า ศรีกฤษณะชนมาอัฎฐมี วันนี้เป็นวันที่
พระกฤษณะมาปรากฏเป็นการฉลองวันอุบัติขึ้นของพระกฤษณะอย่างมโหฬาร
ผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาจะอดอาหารตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงคืน เมื่อบูชาพระกฤษณะ
เสร็จในเวลาเท่ยี งคนื แลว้ จึงมารับประทานอาหาร
แรม 15 ค่ำ เดือน 9 เรยี กวา่ กโุ ศตปาฎนีอมาวสยา พราหมณาจารย์
และศษิ ยานุศษิ ยท์ ก่ี ำลังเรียนพระเวทอยู่ ไปเกบ็ กุศ คือ หญ้าคาเพอ่ื นำมาใช้ใน
พิธีต่างๆ ตามปกติหญ้าคาที่จะนำมาใช้ในพิธีทุกวันนี้ที่ไปนำมาในวันอื่นนั้น
ใชไ้ ดเ้ พียง ๒๔ ช่ัวโมง แต่หญ้าคาท่เี กบ็ มาใชใ้ นวนั นใ้ี ช้ไดต้ ลอดปี

วนั สำคัญในเดอื น 10

ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 10 เรียกว่า หรตาสิกาตฤติยา เป็นวันสำคัญของ
พระแมเ่ จ้าอมุ าและพระศวิ ะ ตอนท่พี ระแมอ่ มุ ายังเปน็ พรหมจารณิ กี มุ ารีอยู่นั้น
พระนางทรงบำเพ็ญตบะวิงวอนให้พระศิวะแต่งงานกับพระองค์ พระศิวะได้
เสด็จมาให้ปรากฏต่อพระพักตร์ของพระนาง พร้อมกับให้สัจจะสัญญาว่าจะ
แต่งงานกับพระนาง และให้พรว่า สตรีใดบำเพ็ญตบะในวันนี้ จะได้สามีที่ดี
และทม่ี ีสามแี ล้วกจ็ ะอยู่รว่ มกันอย่างมคี วามสขุ
ข้นึ 15 คำ่ เดือน 10 เรยี กวา่ มหาลัยปรู ณิมา ต้งั แต่วันนี้ไปจนถึงวัน
แรม 15 ค่ำ เดือนเดียวกัน เปน็ เวลา 16 วนั ผู้นบั ถอื ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
จะทำพธิ ีบชู าสกั การะดวงวญิ ญาณของบรรพบรุ ุษทีล่ ่วงลับไปแล้ว โดยการเชิญ
พราหมณห์ รือสนั ยาสมี าฉันอาหารท่ีบา้ น ทั้งน้ี เพอ่ื เปน็ การทำบุญใหแ้ กผ่ ูต้ าย
การทำบญุ น้ี จะตอ้ งกำหนดวนั ใหต้ รงกบั ดถิ ที ต่ี ายของบรรพบรุ ษุ เชน่ บรรพบรุ ษุ
ตาย 3 ค่ำเดือน 7 ผู้ทำบุญก็เลือกเอาเฉพาะเลข 3 ในระหว่าง 16 วัน
ดงั กล่าวแลว้ ซ่งึ ตรงกับวันศารท หรือ ปติ ฤปักษะ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
219

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

วนั สำคญั ในเดือน 11

ข้นึ 1 ค่ำ เดือน 11 ถงึ 9 ค่ำ เดอื นเดยี วกัน เปน็ เวลา 9 วัน เรียกวา่
นวราตรีโดยจัดเปน็ พธิ ีบชู าตดิ ตอ่ กันไปเปน็ เวลา 9 วัน ความพิสดารมีอธบิ าย
อย่างเดยี วกนั กับวนั สำคญั ในเดือน 5
ขนึ้ 10 ค่ำ เดอื น 11 เรียกว่า วิชยาทศมี เป็นพธิ ีบชู าพระอุมาเทวี
โดยอ่านออกพระนามว่า วชิ ยาเทวี วนั น้เี ป็นวนั ท่ไี ดร้ ับชยั ชนะสำเรจ็ อย่างเด็ด
ขาดของพระนางอมุ าในการปราบอสรู ชื่อมหษิ าสรุ ะ คอื ยักษต์ นหน่งึ ทีแ่ ปลงมา
เป็นควายป่าทำร้ายมนุษย์พระนางทุรคาเทวีทรงฆ่าสุรตนนั้นตายที่เมืองไมซอร์
แควน้ กรณาตกั ใครบูชาพระนางในวนั น้จี ะได้ชัยชนะตลอดปี วนั นถ้ี อื วา่ เป็น
วันสำคัญของวรรณะกษตั รยิ ์ อาวธุ ทุกประเภทที่มีอยู่ในบา้ นเรือน จะตอ้ งออกมา
ให้พราหมณเ์ จมิ เพ่อื ความเปน็ สิรมิ งคลแก่เจ้าของบ้าน
ข้นึ 15 ค่ำ เดือน 11 เรียกวา่ ศรทปรู ณมิ า หรือ ศสศษปุรณมิ า
ในเวลากลางคืนผนู้ ับถือศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู ทำพธิ บี ูชาพระวิษณุเจ้า สงิ่ ของที่
นำมาบูชาพระวิษณุเจ้าในวันน้ันจะเป็นประเภทอาหารหรืออื่นใดก็ตามจะต้อง
เปน็ สีขาวล้วน เพราะท้องฟา้ แจ่มใสในการภาวนาในวันนั้น ก็ให้ภาวนาในใจว่า
วนั นเ้ี ปน็ วนั ปราศจากเมฆหมอกขอใหจ้ ติ ใจของเราจงแจม่ ใสปราศจาก โลภะ โทสะ
โมหะ เถดิ วันน้ีเปน็ วนั บรรจบครบจตุรมาศ วนั นี้ บรรดาพราหมณ์ พรหมจารี
และสนั ยาสี จะออกเดนิ ทางจารกิ สง่ั สอนประชาชน
แรม 13 คำ่ เดอื น 11 เรยี กวา่ อันเตรสั วนั นผ้ี นู้ บั ถือศาสนาพราหมณ์
และฮินดูได้ทำพิธีบูชาพระลักษมี พระคเณศ และพระกุเวร พระแม่สวัสวดี
พระอินทร์ เมอ่ื ผู้ทำพิธีกรรมได้ทำการบชู าเสร็จแลว้ ตอ้ งไปซือ้ ภาชนะ หรอื
เครอื่ งอาภรณ์ใหมๆ่ เชื่อกันว่าการซอ้ื สิง่ ของในวนั นีเ้ ป็นมงคล
แรม 14 ค่ำ เดอื น 11 เรยี กวา่ นรกจตุรทสี วนั น้ีในเวลากลางวันพวก
พราหมณ์-ฮินดูได้ทำการบูชาพระยายม ด้วยเครื่องสักการะ ในเวลากลางคืน
ไดจ้ ดุ ประทีปถวายแก่พยายม เช่ือกนั วา่ เม่ือบูชาพระยายมและได้ถวายประทปี
แก่พระองค์แล้วตายไปจะไม่ไปสู่นรก หากทำกรรมอย่างหนักหนีนรกไม่พ้น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
220

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ผตู้ ายจะเดินทางไปนรกโดยมีประทปี นำทางใหส้ ว่าง วนั น้ถี อื กันว่า เป็นวันเกดิ
ของพระหนมุ าน อนั เปน็ ปางหนงึ่ ของพระศวิ ะดว้ ย วันน้ีมีการบชู าพระหนุมาน
ดว้ ยการบูชาพระหนมุ านนี้ จะไดพ้ รจากพระองค์ผบู้ ูชามกั จะไปทโ่ี บสถ์อันเปน็ ที่
สถิตของพระหนุมาน แต่สว่ นการบชู าพระยายมทำกนั ที่บ้านของตน
แรม 15 ค่ำ เดอื น 11 ทปี มาลกิ า หรอื ทปี าวลี หรอื ทีวาลี วันนช้ี าว
พราหมณ-์ ฮินดจู ะทำการบชู าเทพเจา้ ท้งั 5 พระองค์ เหมอื นกนั กับทีก่ ล่าวไว้
ในวันสำคัญ ในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 11 และถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของ
พระแม่เจ้ามหาลักษมี การบูชานั้นจัดทำกันในตอนเย็น โดยการจุดประทีป
โคมไฟไว้ในบ้านตลอดคืนเพื่อเป็นการต้อนรับพระแม่เจ้ามหาลักษมี เชื่อกันว่า
เม่อื บูชาพระแมเ่ จา้ มหาลกั ษมแี ลว้ จะไดร้ ับทรพั ยส์ ินเงนิ ทองตา่ งๆ เชอื้ โรคต่างๆ
จะถกู ทำลายดว้ ยดวงประทปี เพราะเป็นเดือนทีไ่ ม่มแี มลง วนั นี้เป็นวนั สำคญั
ของวรรณะแพศย์

วันสำคัญในเดือน 12

ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 เรียกว่า อันนกูฏะ ในวันนี้ผู้ทำพิธีจะต้องนำ
อาหาร 56 อย่าง ไปถวายเทพเจา้ ในเทวาลยั ทกุ แหง่ เทา่ ที่สามารถจะไปได้
ขึน้ 2 คำ่ เดือน 12 เรียกวา่ ยมทวติ ยี า หรือภราตฤทลตยี า วนั นีพ้ ีช่ าย
หรอื นอ้ งชายต้องไปรบั ประทานอาหารท่บี า้ นพส่ี าวหรอื น้องสาว ผู้ชายต้องนำ
ของขวญั ไปให้พส่ี าวหรือนอ้ งสาวของตน และรบั ประทานอาหารด้วย เสร็จแลว้
พีส่ าวหรือน้องสาวกเ็ จิมดิลกที่หน้าให้พ่ีชายหรือน้องชาย เพอ่ื เปน็ สิรมิ งคล
ขนึ้ 12 คำ่ เดือน 12 เรียกว่า วามนทวาทศี วนั น้ีเปน็ วนั ประสูตขิ อง
พระวามนะ ซ่ึงเปน็ ปางที่ 5 ของพระนารยณ์ ชาวพราหมณ์-ฮินดู ได้ทำการบูชา
ถวายพระวามนะหรอื พระวิษณเุ จา้ ผลท่ไี ดแ้ กผ่ ทู้ ำาการบูชาก็คอื ทำให้เปน็ ผมู้ ี
สติปญั ญาร่งุ เรือง
ในคัมภรี พ์ ระเวทหรือคัมภรี ์โบราณของภารตวรรษ ได้ระบุแสดงไวว้ ่า
งานดูเซร่าเป็นเทศกาลที่ต้องมีการเฉาลิมฉลองอยางเอิกเกริก เพราะเป็น
งานฉลองชัยชนะระหว่างความดีและความชั่ว ตามเรื่องราวในรามายัณที่

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
221

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สิ้นสุดด้วยความปราชัยของทศกัณฐ์ ด้วยพระบารมีของพระแม่วิชยเทวี
ชาวเมืองจึงมีการเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ มีการประดับประดาประทีปโคม
ไฟสวา่ งไสว มกี ารแสดงนาฏลีลา การประกอบพธิ ีกรรม การบชู าเพลิงมกี ารอา่ น
คัมภรี พ์ ระเวทอนั ศกั ดิส์ ิทธิ์ และลงทา้ ยด้วยการนำองคเ์ ทพเทวและเทพี ออกแห่
ไปตามถนนสายตา่ งๆ ในวนั วิชัยทัสมี
ในงานพิธีเนาวราตรีหรือดูเซร่านี้ ประชาชนพากันถือศีล บ้างก็
บำเพ็ญกุศลบนบานศาลกลา่ วขอโชคลาภกันตามเจตนารมณ ์ เพราะในระยะนี้
ถือวา่ เปน็ วาระท่อี งค์เทพเจ้า และองค์เจแ้ มศ่ รีอุมาเทวี จะเสดจ็ มารับการคารวะ
บูชาจากบรรดาสานุศิษย์ทั่วสารทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันวิชัยทัสมี
เจ้าแม่อุมาเทวีจะปรากฏในเรือนร่างของคนทรง เพื่อแสดงนาฏลีลา นำหน้า
ขบวนแห่ไปเยี่ยมเยียนบรรดาสนุศิษย์ผู้ศรัทธาตามเคหะสถานบ้านเรือนต่างๆ
เพ่ือเปน็ การประสิทธิป์ ระสาทพรแก่สานุศษิ ย์โดยทวั่ หนา้ กัน
การประกอบพิธีเนาวราตรีนี้จะต้องมีการปลุกเสกร่ายพระเวทรวม
9 วนั 9 คืน ถอื กันว่าผู้ทีม่ าร่วมกุศลในระหวา่ งพธิ ีนี้ จะไดร้ ับพระชัยมงคลและ
เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอย่างยิ่ง ชาวภารตจึงได้ยึดถือและปฏิบัติ
พิธีดังกล่าวนี้สืบต่อกันมาจนกระทั่งทุกวันี้ โดยมีสานุศิษย์ชายไทย จีน และ
ต่างชาติคอยต้อนรับขบวนแห่องค์เจ้าแม่ในวันวิชัยทัสมีด้วยความศรัทธา
ซึง่ ในงานวนั วชิ ัยทัสมี โดยเฉพาะวนั แหน่ ้ี จะมีสานุศษิ ยผ์ ้เู ข้าร่วมขบวนและผู้รว่ ม
ชมงานประมาณ 3-4 หม่นื คน
ข้นึ 15 คำ่ เดือน 12 เรียกวา่ ไวกณุ ฐจตรุ ทศี วนั น้เี ป็นวนั ทำการบชู า
พระวิษณเุ จ้าผูท้ ำการบูชาแลว้ หากตายไปจะไปเกดิ ในโลกไวกุณฐะ อันเป็นที่
สถิตของพระวิษณุในวันนี้ยังได้มีการบูชาพระวิษณุ และพระศิวะสลับกันไป
ตามปกติคนจะบูชาพระวิษณุเจ้าด้วยใบกะเพราแดง และถวายบูชาพระศิวะ
ด้วยใบมะตูม แต่วันนี้การถวายจะตรงกันข้าม การบูชาพระวิษณุในวันนี้ย่อม
ได้ผลในทางจิตใจ ส่วนการบูชาพระศิวะในวนั น้ีจะได้ผลในทางวัตถุ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
222


Click to View FlipBook Version