The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-07-17 11:12:11

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

Keywords: ศาสนิกในประเทศไทย

ศาสนาอิสลาม
เน่ืองด้วยความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันดังกล่าวนั้นอัลกุรอานระบุชัดว่า
“มนุษย์เปน็ ประชาชาตดิ ยี วกนั ” (2:213,21:92)
บนพน้ื ฐานทรรศนะวา่ สงิ่ ทง้ั หลายเป็นอนั หน่ึงอันเดยี วกนั อิสลามได้วาง
หลักคุณธรรมการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งท้ังหลายโดยให้มนุษย์กระทำ
สิ่งที่ดี ละเลิกการกระทำที่ไม่ดี ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์และจักรวาลได้รับประโยชน์
สูงสุดสมตามคุณลักษณะความเมตตากรุณาของพระเป็นเจ้าซึ่งแสดงออก
โดยการประทานจักรวาล ควบค่กู ับศาสดาท่วี ่า “เรามไิ ดส้ ่งเจ้า (มุฮัมมัด) มาเพือ่
วตั ถุประสงคอ์ ่ืนใด นอกจากเป็นความเมตตาแกส่ ากลโลก” (21:107)
หลกั คณุ ธรรมการปฏบิ ตั ติ อ่ ผอู้ น่ื ปรากฏอยทู่ ว่ั ไปในแหลง่ คำสอนตา่ ง ๆ ของ
อสิ ลามทีก่ ลา่ วมาแลว้ และอน่ื ดงั ตัวอย่างเหล่านี้
“สากลจกั รวาลเปน็ ครอบครวั ของอัลลอฮ ์ ดง้ั นั้นสง่ิ อันเปน็ ทรี่ ักทส่ี ดุ ใน
สากลจักรวาล คอื ผู้ปฏบิ ตั ดิ ที สี่ ดุ ตอ่ ครอบครวั ของพระองค”์ (หะดีษ บัยฮะกยี )์
“จงกรุณาตอ่ บรรดาผู้ทีอ่ ยใู่ นโลกนี้ แล้วบรรดาผูท้ ีอ่ ยู่เบ้อื งบนจะกรณุ า
ต่อท่าน” (หะดษี อบดู าวูด และติรมซิ )ี
“อัลลอฮ์มิทรงเมตตาแก่ผู้ที่ไม่เมตตาแก่มนุษย์” (หะดีษบุคอรีและ
มุสลิม)
“จงอยา่ มกั ได้ในโลก แลว้ อัลลอฮจ์ ะทรงรักท่าน และจงอยา่ มักได้ของ
ของมนุษย์ แล้วมนุษยจ์ ะรกั ท่าน” (หะดีษอิบนุมาญะฮ์ ฯลฯ)
“ผู้ท่ีไม่ขอบคณุ มนษุ ย ์ ไม่ขอบคุณอัลลอฮ์” (หะดษี บุคอร)ี
“ภมู ปิ ญั ญาหลกั จากศาสนาคอื รกั มนษุ ย์ และปฏบิ ตั ดิ ตี อ่ ทกุ คน ไมว่ า่ คนดี
หรือคนบาป” (ดารกฏุ นีย์)
“จงใหเ้ ถดิ ลูกหลานของอาดมั เอย๋ แลว้ ฉนั (อัลลอฮ์) จะให้แกเ่ จ้า”
(หะดีษบคุ อรี และมุสลมิ )
“จงทำดเี ชน่ ทีอ่ ัลลอฮไ์ ด้ทรงทำดตี ่อเจา้ และจงอย่ารนหาความเสียหาย
ณ แผน่ ดิน แท้จรงิ อลั ลอฮ์มทิ รงรักผู้กอ่ ความเสยี หาย” (28:77)

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
123

ศาสนาอิสลาม

การปฏบิ ตั ติ อ่ เพอ่ื นมนษุ ยจ์ ากความเชอ่ื ทว่ี า่ มนษุ ยเ์ ปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั
เหน็ ไดว้ า่ ประกอบดว้ ยคณุ ธรรมหลกั คอื ความรกั ตอ่ เพอ่ื นมนษุ ย์ และการปฏบิ ตั ิ
ต่อผู้อื่นโดยปราศจากอคติ และการเลือกปฏิบัติ เพราะถือตนเป็นใหญ่ และ
รงั เกียจผูอ้ ื่นเพราะความแตกต่างในเช้ือชาติ ทอ้ งถนิ่ ภาษา วัฒนธรรม ฐานะ
ทา่ นศาสดามฮุ มั มดั และผ้ทู รงคณุ ธรรมร่วมกนั
ท่านได้สร้างความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันขึ้นในสังคมท่ีแตกแยกเป็นอริ
กันเนื่องจากความแตกต่างเหล่าน้นั ด้วยความเชื่อ และคุณธรรมที่กลา่ วมา
2) การเน้นความสำคัญสงู สดุ ของศาสนธรรม
ศาสนธรรมในท่ีนี้หมายถึงวิถีชีวิตที่ดีงามท่ีพระเป็นเจ้าประทานให้แก่
มนษุ ย์ ในอิสลามมนษุ ย์ถกู สร้างให้มีคุณสมบตั ทิ ี่แตกต่างจากส่ิงอ่นื คือ จติ สำนึก
รับผิดชอบช่ัวดี (91:7-8) ซงึ่ จะช่วยให้มนษุ ยป์ ระสบความสำเรจ็ ในการปกครอง
สากลจักรวาล หรือทำหน้าท่ีมนษุ ย์จนบรรลคุ วามดีสูงสุด อย่างไรกต็ ามจิตสำนึก
ดังกลา่ วไมเ่ พยี งพอทีจ่ ะชว่ ยใหม้ นุษย์ตอบปัญหาทว่ี ่า อะไรคอื วถิ ีชวี ติ ท่ีดีไดอ้ ยา่ ง
เบ็ดเสรจ็ มนุษยจ์ งึ ต้องได้รับศาสนธรรมจากพระผเู้ ปน็ เจา้ เปน็ เคร่อื งจำแนก
คุณคา่ ของมนษุ ย์ หรอื คณุ ค่าลกู หลานอาดัม ดังโองการทว่ี ่า
“มนุษย์เอ่ย แท้จริงเราได้กำเนิดสูเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และ
ได้ทรงทำใหส้ ูเจ้าเปน็ ชาติพันธ์ุ และตระกลู ต่าง ๆ เพ่ือสเู จ้าจะได้รูจ้ ักกัน แทจ้ รงิ
ผูม้ เี กยี รตสิ ูงสดุ ในหมู่สเู จา้ ตามทรรศนะของอัลลอฮน์ ัน้ คือ ผ้สู ำรวมตนดที ่สี ุด”
(49:13)
“ลูก ๆ ของอาดัมเอ๋ย แน่นอนเราได้ประทานอาภรณ์ลงมาให้แก่สูเจ้า
เพอ่ื ปกปดิ สง่ิ ทพ่ี งึ อายของสเู จา้ และเปน็ เครอ่ื งประดบั แตอ่ าภรณแ์ หง่ การสำรวม
ตนจากความชว่ั น้นั ประเสริฐทสี่ ดุ ” (7:26)
เนื่องด้วยศาสนธรรมเป็นหลักดำรงชีวิตของมนุษย์ พระผู้เป็นเจ้าจึง
ประทานศาสนธรรมใหแ้ กม่ นษุ ยผ์ า่ นอ่ื ของพระองคใ์ นทกุ ชนชาตเิ รยี กวา่ เราะซลู
(ศาสนทตู , Messenger) หรอื นบี (ศาสดา,ศาสดาพยากรณ,์ Prophet) ดงั ความทว่ี า่

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
124

ศาสนาอิสลาม

“มนุษย์ได้เป็นประชาชาติเดียวกัน ดังนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงตั้งบรรดา
นบี เป็นผู้แจง้ ข่าวดี และผตู้ ักเตอื น” (2:213)
“สำหรับทกุ ๆ ชาตนิ นั้ มเี ราะซลู ” (10:47)
“เรามไิ ดส้ ่งเราะซูลใด เว้นแตด่ ้วยภาษาของประชาชาติ ของเขา เพ่อื เขา
จะได้บรรยายให้เป็นทีก่ ระจ่างแกพ่ วกเขา” (2:213)
การปฏบิ ตั ติ อ่ เพอ่ื นมนษุ ยจ์ ากการใหค้ วามสำคญั แกศ่ าสนธรรมประกอบ
ด้วยวิธีเหลา่ น้ีเป็นต้น
1. การประกาศศาสนา ซึ่งเป็นการเจริญรอยตามศาสนทตู ท้ังหลาย
ของอลั ลอฮ์ ผนู้ ำแสงสว่างจากพระเป็นเจา้ สูม่ วลมนุษย์ เพื่อประโยชน์สขุ แกม่ วล
มนุษย์ มสุ ลมิ หรือผูศ้ รทั ธาทแ่ี ทจ้ รงิ เปน็ แบบอยา่ งหรือพยานถึงการตง้ั มั่นอยใู่ น
คณุ ธรรมตอ่ มวลมนษุ ยเ์ ชน่ เดยี วกบั ทศ่ี าสนทตู เปน็ พยานตอ่ พวกเขา (2:143,22:72)
บทบาทสำคัญในการประกาศศาสนาต่อมนษุ ย์ คอื “เชญิ ชวนไปสคู่ วามดี กำชบั
ในเรื่องดีงาม และห้ามปรามในเรื่องชั่วช้า” (3: 103) “สูเจ้าเป็นหมู่ชนที่ดียิ่ง
ถกู อบุ ัติข้ึนสำหรับมนษุ ยชาติ สเู จ้ากำชับการดี และหา้ มปรามการชั่ว” (3:109)
2. การมจี รยิ ธรรมในการประกาศศาสนา อัลกรุ อานระบุหลักการ
ประกาศศาสนาไว้อยา่ งกวา้ งๆ วา่ “จงเชญิ ชวนยงั ทางของพระผู้อภิบาลของเจา้
ดว้ ยภมู ปิ ญั ญาและการตกั เตอื นทด่ี ี และจงโตแ้ ยง้ พวกเขาดว้ ยวธิ ที ด่ี ยี ง่ิ ” (16:125)
วธิ ปี ฏบิ ตั ทิ ด่ี ตี ามหลกั การดงั กลา่ วมหี ลายประการเชน่ การไมบ่ งั คบั ใหผ้ อู้ น่ื นบั ถอื
ศาสนา (2: 256,18:29,76:3) “ใหอ้ ดทน สำรวมตนจากความชว่ั มคี วามรกั ตอ่ ผอู้ น่ื

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
125

ศาสนาอิสลาม

แมใ้ นยามทีถ่ ูกกดข่ขี ่มเหง” (3:118-119) “ไม่กล่าวร้ายตอ่ ส่ิงทผี่ ู้อน่ื เคารพบูชา”
(6:109) “การอดทน อดกล้นั ไมเ่ อาโทษผูท้ ีใ่ หโ้ ทษ ดกี วา่ การใหโ้ ทษตอบแทน”
(16: 126 – 127)
3. การประเมินค่าเพื่อนมนุษย์และตนเองอย่างแยกแยะด้วย
คุณธรรม เนื่องด้วยหลักการที่ว่าพระเป็นเจ้าประทาน ศาสนธรรมแก่มนุษย์
ทุกชนชาติจนกลายมาเป็นหลักศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ และในบรรดาศาสดา
อิสลามยอมรับว่ามนุษยม์ มี าตรฐานศีลธรรมบางอย่างท่ีเป็นสากล และมาตรฐาน
ดงั กล่าวนี้เป็นเครอ่ื งจำแนกแยกแยะคณุ ค่าของมนุษย์ ไม่ใชค่ วามแตกต่างหรอื
ความเหมอื นกันระหว่างศาสนาแต่ในนาม นั่นคอื ในแต่ละศาสนาอาจมีผู้ที่มแี ละ
ผู้ที่ขาดคุณธรรมตามมาตรฐานนี้ ไม่เว้นแม้แต่ในศาสนาอิสลาม ดังปรากฏ
หลักฐานเป็นอันมากที่มีคำสอนตำหนิเพื่อเตือนมุสลิม เมื่อมีความประพฤติ
ไม่ถูกต้องถงึ กับพระเป็นเจ้าทรงเตอื นวา่ หากพวกเขาละเมดิ คณุ ธรรม พระองคก์ ็
จะทรงเปลย่ี นใหป้ ระชาชาตอิ น่ื มาแทน (5:54,47:38) ในทำนองเดยี วกนั มหี ลกั ฐาน
เปน็ อนั มากทอ่ี ลั ลอฮท์ รงชว้ี า่ ในหมอู่ ะฮล์ ลุ กติ าบ (ชาวคมั ภรี ์ หมายถงึ ชาวยวิ และ
ชาวคริสต์) มผี ูท้ ี่ประพฤติมชิ อบ และผูท้ ต่ี งั้ มนั่ ในคณุ ธรรมอย่างแน่วแน่ และจะ
ไดร้ บั ผลตอบแทนที่ดจี ากอัลลอฮ์ (3:112 – 113,98, 5:66,5:83-84,7:159)
การประเมินค่าเพื่อนมนุษย์และตนเองอย่างแยกแยะเสริมสร้างให้เกิด
การมอง และความรู้สึกในแง่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ มีความสามารถวิพากษ์วิจารณ์
และปรับปรุงแก้ไขตนเอง ไม่มองว่าผู้อื่น คนกลุ่มอื่นมีแต่ข้อเสีย ไม่มีข้อดี
อะไรเลย ตนเอง กล่มุ ของตนเองมีแต่ข้อดี ไม่มขี อ้ เสยี อะไรเลย อันเป็นที่มาของ
ความประพฤตทิ ผ่ี ดิ ตอ่ ผูอ้ น่ื เป็นอันมาก ความประพฤติดังกลา่ วเป็นส่งิ ตอ้ งหา้ ม
ไม่ว่าจะเป็นการให้ร้ายผู้อื่นในลักษณะหรือในระดับความรุนแรงใดก็ตามคำสอน
และข้อบัญญัติจากอัลกุรอานที่เน้นยำเรื่องนี้มีอยู่มากมาย เช่นที่ว่า “ผู้ใดฆ่า
คนบรสิ ุทธค์ิ นหน่งึ เสมอื นฆ่ามนษุ ยท์ ้ังมวล ไว้ชีวติ คนคนหนึง่ เสมือนรกั ษาชวี ติ
มนษุ ย์ทง้ั มวล” (5:32)

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
126

ศาสนาอิสลาม

3) การเคารพเสรีภาพในความเชือ่
อสิ ลามมที า่ ทตี อ่ ศาสนาอสิ ลามเองวา่ เปน็ วถิ ชี วี ติ โดยรวม ซง่ึ มคี วามเชอ่ื
ความศรัทธาเป็นพื้นฐาน พร้อมกันนั้นก็รังเกียจการเลือกปฏิบัติต่อศาสนาของ
ตนเอง คือยึดถือบางส่วน ละเว้นบางส่วน รวมทั้งการแก้ไขดัดแปลงศาสนา
การเลยี นแบบศาสนาอน่ื และการผสมผสานระหว่างศาสนา โดยเฉพาะอย่างย่งิ
ในส่วนที่เป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏชัดในศาสนานั้น ๆ อันได้แก่ พิธีกรรม และสิ่ง
เคารพบูชา การประกาศและเผยแพร่ศาสนาเปน็ เสรีภาพ แต่หากไม่มกี ารเปล่ยี น
ศาสนาอสิ ลามส่งเสรมิ ให้ต่างฝา่ ยคงอัตลกั ษณ์ คือ ความเป็นตวั ของตัวเองเอาไว้
อย่างสมบรู ณ์ และอาศัยอยู่รว่ มกนั อยา่ งสันติ และมีมนุษยธรรม
อาจกล่าวได้ว่าความพยายามปกป้อง ความพยายามปกป้องท่าที
ดังกล่าวยังผลให้อิสลามมีมิติความรุนแรง คือ มีคำสอนให้ใช้ความรุนแรงอัน
สะท้อนมาจากสถานการณ์ในประวัติศาสตร์การประกาศอิสลามของศาสนา
เมื่อมสุ ลมิ ถกู บบี ค้ันต้องเลอื กระหว่าง 3 ทางเลอื กน้ี คอื
(1) ละท้ิงศาสนาของตนเพราะถกู บงั คบั
(2) ถกู เข่นฆ่าทำลายล้าง
(3) ต่อส้เู พื่อปกปอ้ งสทิ ธิ เสรีภาพในศาสนา และชวี ติ ตราบเท่าทก่ี าร
ทำลายลา้ งยังดำรงอยู่ และความพยายามยุตกิ ารสร้างสันตไิ ม่ได้ผล
ในประวตั ิศาสตร์มุสลิมเลอื กทางเลือกที่ 3 คอื เมอื่ ถูกรกุ รานบบี บงั คับ
ใหเ้ ลือกทางเลอื กที่ 1 และทางเลือกท่ี 2 กว่าครง่ึ หนึง่ ของชีวติ การเป็นศาสดาคือ
เวลาประมาณ 13 ปที ีน่ ครมักกะฮ์ (คริสตศักราช 610 – 622) ศาสดามุฮมั มัด
และมสุ ลมิ เปน็ ชนกลมุ่ น้อยท่ามกลางชาวมกั กะฮส์ ว่ นใหญท่ ต่ี ่อต้าน กดี กนั กดข่ี
และระรานจนถึงข้นั สงั หาร ส่งิ ท่ีชุมชนมสุ ลิมคือความอดกลัน้ อดทน การอพยพ
ผ้คู นไปพึง่ กษตั รยิ ์ตา่ งแดน การปลกี ตนไปประกาศอสิ ลามต่างถน่ิ และการยอม
กักตัวถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
กบั ผู้ตอ่ ตา้ น ในท่สี ดุ ศาสดาและบรรดาผู้ศรทั ธาก็อพยพ (ฮิจญ์เราะฮ์) ครง้ั ใหญ่

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
127

ศาสนาอิสลาม

ท้งิ นครมกั กะฮ์บ้านเกิดเมอื งนอนของตนไปสู่นครมะดีนะฮ์ (เดิมชื่อยษั รบิ ) ในปี
622 ซง่ึ ทนี่ ั่นมสุ ลมิ กลายเปน็ ชนส่วนใหญ่ เปน็ เจ้าของนครรฐั เสมอนครมกั กะฮ์
ภายใตก้ ารปกครองของท่านศาสดาโดยท่ีการรกุ รานของชาวมกั กะฮย์ งั คงดำเนิน
ตอ่ ไป เนือ่ งจากมุสลิมยังยดึ มน่ั ในอิสลาม ดังความในคมั ภีรอ์ ลั กุรอานท่วี า่
“พวกเขามเิ ลิกเขน่ ฆ่าพวกสูเจ้า จนกวา่ พวกเขาหนั พวกสเู จา้ จากศาสนา
ของสเู จ้า หากพวกเขาทำได้” (2:217)
โองการน้บี ่งชัดวา่ ผู้รุกรานมสุ ลมิ มีความมงุ่ หมายเพอ่ื ให้มุสลมิ ละท้งิ
ศาสนา หากไม่ทงิ้ ศาสนากต็ อ้ งถูกขจดั ให้ลม้ หายตายจาก ดว้ ยเหตุน้ีเองมสุ ลิม
จึงตอ้ งลกุ ข้ึนตอ่ สู้ ซง่ึ เปน็ สง่ิ ท่ีต้องกระทำทัง้ ๆ ท่ีไม่อยากกระทำ
การลุกขึ้นทำสงครามของมุสลิมได้ย้ำอย่างชัดแจ้งถึงการได้รับความ
ไม่เป็นธรรม และการปกป้องสิทธิเสรีภาพในทางความเชื่อ เป็นสิทธิเสรีภาพ
ที่มุสลิมไม่เพียงรักษาไว้สำหรับตนเองเท่าน้ันหากยังรักษาไว้สำหรับเพ่ือนมนุษย์
ตา่ งศาสนาดว้ ย ดงั ความที่ว่า
“เปน็ ทอ่ี นญุ าตใหต้ อ่ สเู้ มอ่ื พวกเขาถกู รกุ ราน เพราะพวกเขาถกู กดขข่ี ม่ เหง..
สำหรบั บรรดาผถู้ ูกขับไสออกจากบ้านของพวกเขาอยา่ งไมเ่ ป็นธรรม เพยี งเพราะ
พวกเขากลา่ วว่า อลั ลอฮ์คอื พระผู้อภบิ าลของเรา และหากอัลลอฮ์ มทิ รงยบั ย้งั
มนุษยบ์ างพวกดว้ ยมนษุ ยอ์ กี บางพวก บรรดาสถานปฏบิ ัตธิ รรม และโบสถ์ของ
ชาวครสิ ต์ ศาสนสถานของชาวยวิ และมสั ยดิ ทง้ั หลาย ทซ่ี ง่ึ มกี ารรำลกึ ถงึ พระนาม
ของอัลลอฮ์อย่างมากมาย จะต้องถกู ทำลายลงอยา่ งแนน่ อน” (22:39 – 40)
4) การมมี นุษยธรรมไร้ขอบเขต
มนุษยธรรมในท่ีน้ีหมายถึงความดีงามท้ังภายในความรู้สึกนึกคิด
และการกระทำ เช่น ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดี ความห่วงใย
ความสำนึกยุติธรรม ความซื่อสัตย์ การไม่เบียดเบียน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ความร่วมมือ การช่วยเหลือ การรักษาพันธะสัญญา ความอดทนอดกลั้น
การใหอ้ ภยั ไมอ่ าฆาตพยาบาท ทา่ นนบยี กยอ่ งคนทอ่ี ยกู่ บั คนอน่ื ดว้ ยความอดกลน้ั
อดทน หรอื ขันตธิ รรมว่า

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
128

ศาสนาอิสลาม
“ผู้ศรัทธาที่อยู่กับผู้คน และทนต่อการให้ร้ายของพวกเขา ดีกว่าคนที่
ไม่อยู่กับผู้คน หรอื ทนตอ่ การให้ร้ายของพวกเขา” (หะดษี บคุ อร)ี
การมีมนุษยธรรมไร้ขอบเขต หมายถึง การดำรงรักษาและแสดงความ
ดงี ามต่าง ๆ เชน่ ทก่ี ลา่ วมาตอ่ ผู้อื่น แมแ้ ต่ตอ่ สัตวแ์ ละโลก ไมจ่ ำกดั เฉพาะตอ่ ผ้ทู ่ี
เป็นคนกลมุ่ เดยี วกนั หรอื พวกพอ้ งรว่ มศรัทธา แนวคดิ หมคู่ ณะชาตพิ นั ธ์ุ ที่อยู่
การงาน ฐานะ ฯลฯ
แท้ท่ีจริงแลว้ อสิ ลามโดยแบบฉบับของทา่ นนบมี ุฮัมมดั ไดป้ ฏิรปู สงั คม
มนุษย์ทอ่ี าศัยบริบทสังคมอาหรับเป็นอทุ าหรณแ์ ก่โลก ในลักษณะท่ีมงุ่ ขจัดความ
เลวรา้ ย และขจดั มนษุ ยธรรมทม่ี ขี อบเขตจำกดั ลงอยา่ งเดน่ ชดั (แมใ้ นสงั คมอาหรบั
ที่มืดมนก่อนเข้ารับอิสลาม) ท่านนบีมุฮัมมัดได้รับการยกย่องเป็นที่รู้จักกันใน
สงั คมของทา่ นวา่ เปน็ “อลั อามนี ” คอื ผทู้ ท่ี รงสจั จะ ไวว้ างใจได้ เมอ่ื ทา่ นประกาศ
อิสลาม กลุ่มชนชาตขิ องทา่ นแมถ้ อื วา่ ท่านเป็นศัตรทู ี่ต้องขจดั ก็ยงั ฝากทรัพย์สิน
ไวก้ บั ทา่ น และทา่ นคืนให้เมือ่ ตอ้ งอพยพจากการปองร้ายของพวกเขา ครั้นทา่ น
อพยพไปเปน็ เจา้ ผคู้ รองนครมดนี ะฮ์ ทา่ นไมถ่ อื โทษราษฎรตา่ งศาสนกิ ทเ่ี ฝา้ ประณาม
ท้งั ยังแสดงความหว่ งใย เอื้ออาทรในยามท่คี นทปี่ ระณามท่านเจบ็ ปว่ ย ไมว่ ่าทา่ น
และผศู้ รทั ธารว่ มกบั ทา่ นจะถกู กดขข่ี ม่ เหงเปน็ ปรปกั ษเ์ พยี งใด ทา่ นไมเ่ คยอาฆาต
มาดรา้ ยผูกพยาบาทหรือสาปแช่งผคู้ นเหล่านั้น (43:88, 46:35) ทา่ นยืนหยดั
อยใู่ นฐานะทท่ี า่ นมบี ทบาทรว่ มกับศาสดาทงั้ หลายนน้ั คอื ทำหน้าท่ี.“แจง้ ข่าวด”ี
และ“ตกั เตอื นมนษุ ย”์ (2:213, 6:48) ไมใ่ ชม่ าใหร้ า้ ยมนษุ ย์ สว่ นในความเสยี หาย
ทม่ี นษุ ยก์ อ่ ขน้ึ มนษุ ยต์ อ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ การกระทำของตนเอง (10:108) สาเหตหุ นง่ึ
ของการไม่ยอมรับ และการเป็นปฏิปักษ์ของผู้คนต่อศาสดาและศาสนาอิสลาม
กส็ บื เนือ่ งมาจากความไมร่ ู้ของพวกเขา
ขอ้ พสิ จู นค์ ณุ ธรรมทก่ี ลา่ วมาของศาสดาไดอ้ ยา่ งชดั เจนทส่ี ดุ ประการหนง่ึ
กค็ อื แมม้ สุ ลมิ จะถกู กดขข่ี ม่ เหง ขบั ไสจากถน่ิ ของตนเอง แลว้ หนไี มพ่ น้ จนในทส่ี ดุ
ต้องลุกขึ้นทำสงครามหลายครั้ง จนได้รับชัยชนะสามารถยกพลเข้าพิชิต

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
129

ศาสนาอิสลาม

นครมักกะฮ์อันเป็นศูนย์กลางของปรปักษ์ สิ่งที่ศาสดาและผู้ศรัธาทั้งหลาย
กระทำมิใช่การล้างแค้น หรือเอาโทษพวกเขาแต่อย่างใด หากเป็นการสดุดี
พระเกียรตขิ องพระเปน็ เจา้ และการขออภัยบาปต่อพระองค์ ดงั ใจความท่ีว่า
“เมือ่ การชว่ ยเหลือของอลั ลอฮ์ และชัยชนะได้มาถงึ และเจา้ ได้เห็นผูค้ น
เข้ามาในศาสนาของอัลลอฮ์เป็นหมู่ ๆ ดังนั้น จงเทิดพระเกียรติพระผู้อภิบาล
ของเจ้า และขออภัยโทษจากพระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงนิรโทษโดย
ปรานเี สมอ” (110 :1 – 3)
นั่นหมายถึงสถานการณ์ที่ผู้ศรัทธาแสดงคุณธรรม มนุษยธรรม เช่น
ความรกั ความเมตตา การใหอ้ ภยั และสนั ตภิ าพอยา่ งกวา้ งขวาง กา้ วพน้ ขดี จำกดั
ความแตกตา่ งระหวา่ งมนษุ ย์

สรปุ

วิถีชีวิตทุกด้านของมนุษย์มีความเกี่ยวโยงกัน และมีรากฐานมาจาก
ความศรัทธาประการต่างๆ ศูนย์กลางความศรัทธาคือ อัลลอฮ์ พระเป็นเจ้า
พระองค์เดียว การมีพระเป็นเจา้ เป็นสงิ่ สงู สุดพระองคเ์ ดยี ว มิได้เปน็ รากฐานให้
มุสลิมมีวิถีชีวิตเปน็ หนง่ึ เดยี วทมี่ าจากพระองค์ เพอ่ื แสดงกิจการยอมตนเคารพ
ภกั ดพี ระองคโ์ ดยเฉพาะปราศจากการเคารพบชู าสง่ิ อน่ื ใดเทา่ นน้ั หากเปน็ รากฐาน
ของทรรศนะว่ามคี วามเปน็ หนง่ึ เดียวของสากลจักรวาล และความเป็นหนึง่ เดียว
ของมนุษย์ชาติ เพราะฉะนนั้ วิถีชวี ิตของมสุ ลิม หรอื ผ้ยู อมตนจำนนต่ออลั ลอฮ์
ย่อมประกอบไปด้วยความดีงามภายใน และการแสดงออกถึงความดีงามใน
การแสดงออกต่อพระเป็นเจ้า เพื่อนมนษุ ย์ และสรรพส่ิง ตามคุณลักษณอนั สงู ส่ง
ของพระเป็นเจา้
วิถีชีวิตดังกล่าวเป็นวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานให้แก่มนุษย์
มใิ ช่เปน็ ของผใู้ ด หรอื ของคนกลมุ่ ใดโดยเฉพาะ เมอื่ ผู้ใด คนกลมุ่ ใดศรัทธา และ
ปฏิบตั ติ ามวิถีทางดังกล่าว มิใช่วถิ ีทางท่ขี ัดแย้ง ผู้นัน้ คนกลมุ่ น้ัน เปน็ มุสลิม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
130



คริสต์ศาสนา

คริสตศ์ าสนา

ความนำ

ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนมใิ ชเ่ พยี งแตจ่ ะเรยี นรหู้ ลกั คำสอนและการปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ
ในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่า ความเป็นคริสต์
ศาสนกิ ชนทแ่ี ทน้ นั้ จะตอ้ งแสดงออกมาใหเ้ ห็น ผา่ นทางการดำเนินชีวิตในทุกมติ ิ
ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต ในทางดา้ นศิลปะ วฒั นธรรม สังคม เศรษฐกจิ และ
การเมือง ความเชอ่ื หรือศรทั ธาจะตอ้ งส่งผล ตอ่ การ ตดั สนิ ใจ การกระทำและ
การปฏบิ ตั ติ น ไมว่ า่ จะเปน็ การปฏบิ ตั ติ อ่ ตนเอง ตอ่ ผอู้ น่ื ตอ่ ธรรมชาตแิ ละสรรพสง่ิ
ทง้ั หลาย และตอ่ สง่ิ สงู สดุ ดงั นน้ั การทจ่ี ะเขา้ ใจเรอ่ื งราวในชวี ติ ของครสิ ตศ์ าสนกิ ชน
ไมว่ ่าจะเปน็ มุมมองของคนใน (insiders) หรอื มุมมองจากคนนอก (outsiders)
ก็จะต้องเข้าใจถึงมุมมองที่คริสต์ศาสนิกชนมีต่อชีวิต โลก สิ่งสูงสุดและความ
รอดพ้น คำถามตา่ งๆ ทีม่ ีนยั สำคญั อาทิ ชีวิตคอื อะไร ธรรมชาติคอื อะไร ใครเป็น
ผ้สู รา้ งธรรมชาติหรือผู้กอ่ ใหเ้ กิดชีวิต ชวี ติ เริม่ ต้นเม่ือไร ชีวติ มคี วามหมายหรอื ไม่
อะไรคอื คุณค่าของชวี ิต ชวี ติ ส้นิ สุดเม่ือไร มชี วี ติ หลงั ความตายหรือไม่ ตายแล้ว
จะไปไหน ความรอดพ้นคืออะไร มนษุ ย์เราจะบรรลุถงึ ความรอดพ้นได้อยา่ งไร
คำตอบทค่ี รสิ ตศ์ าสนกิ ชนมตี อ่ คำถามเหลา่ น้ี จะเปน็ เครอ่ื งชใ้ี หเ้ หน็ ความเปน็ ตวั ตน
หรืออัตลักษณ์ของความเป็นครสิ ตศ์ าสนิกชน แตเ่ พ่ือใหแ้ นใ่ จถงึ ความเป็นคริสต์
ศาสนกิ ชนทแ่ี ทก้ ็จะต้องดกู ารปฏบิ ัติตนของเขา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
132

คริสต์ศาสนา
คำตอบและโลกทัศน์ที่คริสต์ศาสนิกชนมีต่อโลก ต่อชีวิต ต่อตนเอง
ต่อผู้อื่นและต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่มีศูนย์กลางอยู่ที่ความเชื่อหรือ
ศรทั ธาในพระเจา้ (God) เร่ิมต้นจากการทช่ี าวครสิ ต์เช่อื ว่าโลกเกดิ ขน้ึ เองไม่ได้
ตอ้ งมีผ้สู ร้างและผ้สู ร้างนัน้ คอื พระเจ้าผ้ทู รงสรรพานุภาพ (omnipotent) ผู้ทรง
เป็นองค์สัพพัญญู (omniscient) และผู้ทรงเป็นองค์ความดีบริบูรณ์ (omni-
benevolent) พระองค์ทรงดำรงอยู่นิรันดร ทรงอยู่เหนือโลกและกาลเวลา
คริสต์ศาสนิกชนเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างและประทานชีวิตให้แก่มนุษย์ซ่ึง
ประกอบด้วยร่างกาย และวญิ ญาณ มนุษยค์ ู่แรกคอื อาดัม และเอวา ผลจากท่ี
อาดัมและเอวาทำบาป มนษุ ยจ์ งึ ตอ้ งตาย ครสิ ต์ศาสนกิ ชนเชอื่ ว่าศาสนาเปน็
ความสัมพันธ์ระหว่าง “พระเจ้า” กับ “มนษุ ย์” พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองคเ์ อง
ผ่านทางประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น (จากความตายและการตกเป็นทาส
ของบาป) หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงก็คือผ่านทางประวัติศาสตร์ของชนชาติ
อสิ ราเอล ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนเชอ่ื วา่ พระเจา้ เทย่ี งแทม้ ธี รรมชาตหิ นง่ึ เดยี ว แตแ่ บง่ ออก
เปน็ สามพระบคุ คลคอื พระบดิ า พระบตุ ร และพระจติ (หรอื พระวญิ ญาณบรสิ ทุ ธ)์ิ
ทัง้ สามพระบุคคลเรียกรวมกนั ว่าพระตรีเอกภาพ (Trinity) ศูนย์กลางของครสิ ต์
ศาสนาอย่ทู พ่ี ระเยซคู ริสตเจ้า ซ่งึ คริสต์ศาสนกิ ชนเช่ือวา่ เป็นพระบตุ รทีท่ รงเสด็จ
มาบังเกิดเปน็ มนษุ ย์ (incarnation) ดงั น้ัน ครสิ ต์ศาสนกิ ชนจึงเชื่อวา่ พระเยซเู จ้า
เปน็ ทง้ั พระเจา้ แทแ้ ละมนษุ ยแ์ ท้ การเปน็ มนษุ ยแ์ ทข้ องพระองคค์ อื การเปน็ มนษุ ย์
เพอ่ื ผอู้ น่ื (man for others) พระองคท์ รงยอมพลพี ระชนมบ์ นไมก้ างเขนเพอ่ื ไถบ่ าป
ของมวลมนษุ ย์ เมือ่ พระองค์ทรงเป็นขน้ึ มาจากความตาย (resurrection) และ
เสดจ็ สู่สวรรค์ พระศาสนจกั ร (The Church) ซึง่ เปน็ สญั ลกั ษณท์ ีม่ องเห็นไดข้ อง
พระองค์ ดำเนินพันธกจิ สืบตอ่ ในฐานะทีเ่ ปน็ ประชาคมของผูร้ ับใช้ (servant
community) ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนเชอ่ื วา่ การทจ่ี ะเปน็ ชาวครสิ ตท์ แ่ี ทน้ น้ั จะตอ้ งเจรญิ
รอยตามพระเยซเู จา้ นน่ั คอื ตอ้ งเปน็ มนษุ ยเ์ พอ่ื ผอู้ น่ื ผทู้ ท่ี ำไดเ้ ชน่ นก้ี จ็ ะมชี วี ติ นริ นั ดร

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
133

คริสต์ศาสนา

คณุ ธรรมทางเทววทิ ยาทส่ี ำคญั ในครสิ ตศ์ าสนามอี ยู่ 3 ประการคอื ความเชอ่ื
หรือศรัทธา (faith) ความหวัง (hope) และความรัก (love) คริสต์ศาสนิกชน
เชอื่ ว่าตอ้ งเริ่มตน้ ดว้ ยศรทั ธาทีม่ ีตอ่ พระเจา้ และคำส่ังสอนของพระองค์ซ่งึ ปรากฏ
อยู่ในคัมภรี ์ไบเบลิ และมองเห็นความสมั พนั ธ์ของพระองคก์ ับมนุษยบ์ นรากฐาน
ของความรักแบบไมม่ เี งือ่ นไข (agape) ทั้งในพนั ธสัญญาเดิม (กอ่ นพระเยซเู จา้
บงั เกิด) และพันธสญั ญาใหม่ (ชีวประวัตแิ ละคำสอนของพระเยซูเจา้ จนถึงคมั ภีร์
วิวรณ์)
แต่เนื่องจากว่า มนุษย์เป็นผู้อ่อนแอและทำความผิดพลาดอยู่เสมอ
ครสิ ตศ์ าสนิกชนเชือ่ ว่าถงึ จะผดิ พลาดนบั ครัง้ ไม่ถ้วนก็ยงั ตอ้ งมีความหวังอย่เู สมอ
ไม่ท้อแท้สิ้นหวังและหมดกำลังใจ เมื่อผิดพลาดก็พร้อมที่จะกลับใจ โดยที่หวัง
และเช่ือม่ันวา่ พระเจ้าทรงพร้อมที่จะให้อภัยเสมอ เน่ืองจากพระองค์ทรงเปน็ องค์
ความรักที่ซือ่ สตั ย์มน่ั คง (God is Love) ดงั นนั้ สิ่งที่อยู่เบ้ืองหลงั แนวคิดและวถิ ี
การดำเนินชีวิตของผู้นับถือคริสต์ศาสนา จึงมีความผูกพันกับพระเจ้าซึ่งมอง
ไมเ่ หน็ ดว้ ยตาเปลา่ แตเ่ ชอ่ื วา่ พระองคท์ รงเปน็ พระผสู้ รา้ ง ผปู้ ระทานชวี ติ ผปู้ กปอ้ ง
ดแู ล ผปู้ ระทานความชว่ ยเหลอื ผบู้ รรเทาใจในยามทกุ ขย์ าก และผชู้ ว่ ยใหร้ อดพน้
จากบาปและความตาย และตระหนักว่า ครสิ ตศ์ าสนิกชนทีแ่ ท้ตอ้ งเสยี สละตน
รบั ใชผ้ ้อู นื่ ซึ่งจะเปน็ การมสี ว่ นร่วมในการไถบ่ าปของพระองค์

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
134

คริสต์ศาสนา

ขอ้ ปฏิบตั ิในชวี ติ ประจำวัน

การภาวนา (Prayer) :

บทข้าแต่พระบิดา หรือบทภาวนาที่
พระศาสนจักรได้ประพันธ์ขึ้น แต่ใน
เวลาเดียวกันการภาวนาด้วยบทภาวนา
ท่แี ตล่ ะคนอธษิ ฐานแบบเงยี บๆ ภาย
ในใจหรอื ดว้ ยวาจา กเ็ ปน็ การภาวนา
เช่นกนั นอกจากนั้น คริสต์ศาสนิกชน
ภาวนาแม้ขณะที่กำลังทำงาน หรือ
เปน็ รปู แบบความผกู พนั ระหวา่ ง ทำกิจการต่างๆ ในชีวิต หากคิดถึง
มนษุ ยก์ บั พระเป็นเจ้า เป็นการสะท้อน พระเจา้ ในกจิ การทุกอย่างทท่ี ำ เหลา่ นี้
ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ที่ลึกซึ้งตาม กล็ ว้ นแต่เปน็ การภาวนาทั้งสน้ิ
ประสามนุษย์ว่า “เราจะบอกว่าเรา
รักกนั ได้อยา่ งไรหากเราไม่เคยคดิ ถงึ กนั
ไมเ่ คยสนทนากนั ไมเ่ คยมปี ฏสิ มั พนั ธก์ นั
ไม่เคยคดิ ท่จี ะทำส่ิงดดี ใี หแ้ ก่กันและกนั
หรือเม่ือคิดถึงแล้วก็ไม่เคยปฏิบัติส่ิงที่ดี
ต่อกัน” การภาวนาสำหรับคริสต์
ศาสนิกชนจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์แสดงออก
ถงึ ความสมั พนั ธด์ งั กลา่ ว โดยมบี ทภาวนา
ทค่ี รสิ ตศ์ าสนกิ ชนทกุ คนสามารถอธษิ ฐาน
ภาวนารว่ มกันได้ เป็นบทภาวนาทใ่ี ช้ใน
การอธิษฐานสาธารณะ เพือ่ แสดงความ
เป็นนำ้ หน่ึงใจเดียวกัน เปน็ บทภาวนา
จากคัมภรี ไ์ บเบิล เชน่ บทเพลงสดุดี

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
135

คริสต์ศาสนา (มทั ธิว 6: 9-13)

บทภาวนา “ข้าแต่พระบดิ า”

ขา้ แต่พระบดิ าของข้าพเจา้ ท้งั หลาย พระองคส์ ถิตในสวรรค์ พระนาม
พระองคจ์ งเปน็ ทส่ี กั การะ พระอาณาจกั รจงมาถงึ พระประสงคจ์ งสำเรจ็ ในแผน่ ดนิ
เหมือนในสวรรค์ โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้
โปรดประทานอภยั แกข่ ้าพเจา้ เหมือนขา้ พเจา้ ให้อภยั แก่ผ้อู นื่ โปรดช่วยข้าพเจา้
ไม่ใหแ้ พ้การผจญ แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความช่ัวรา้ ยเทอญ อาเมน1

การรว่ มในพธิ มี สิ ซา : พธิ มี สิ ซา
คือ พิธีบูชาขอบพระคุณพระเป็นเจ้า
เป็นการแสดงออกซ่ึงความเป็นหนึ่ง
เดียวกันของคริสต์ศาสนิกชน โดยมี
องค์พระเยซูเจ้าเป็นเคร่ืองบูชาเพื่อไถ่
บาปมนษุ ย์ อาศยั พระกายและพระโลหติ
ที่พระองค์ทรงยอมสละและพลีชีวิต ดังนั้น การร่วมในพิธีมิสซา จึงหมายถึง
ความเป็นน้ำหนึง่ ใจเดยี วกัน ทคี่ ริสต์ศาสนิกชนจะขอบพระคณุ พระเจ้าที่ได้ทรง
ประทานพระบุตรของพระองค์ลงมาไถ่บาปของมนษุ ยท์ กุ คน

1 http://www.catholic.or.th/spiritual/prayer/prayernew.pdf

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
136

คริสต์ศาสนา

คำวา่ “มสิ ซา” (Missal) หมายถงึ ในพิธีมสิ ซาฯ ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนเช่อื ว่า
“การถกู ส่งไป” เพอื่ ประกาศขา่ วดีและ องค์พระเยซเู จา้ ประทับอยู่อยา่ งแทจ้ รงิ
เปน็ แบบอยา่ ง รวมท้งั มอบตนเองและ ใน 3 วธิ ีการ คือ (1) จากพระวาจา
ชวี ติ ใหม้ ีคุณคา่ ต่อคนอื่นๆ เชน่ เดยี วกัน ของพระองค์ในบทอ่านจากพระคัมภีร์
กับที่เราได้รับจากพระเจ้าความหมาย (2) ระหวา่ งการเสกปัง และเหล้าองุน่
ทแ่ี ทจ้ รงิ ของคำวา่ “มสิ ซา” จงึ ไมถ่ กู ตอ้ ง (3) การรับศีลมหาสนิท ซึ่งเป็น
ตรงกับที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เราจึงควร “ปงั ทรงชีวติ ”2
เรยี กพธิ กี รรมในปจั จบุ นั วา่ “พธิ บี ชู าขอบ
พระคณุ ” (Eucharistic Celebration)
โดยเน้นที่ความหมายของพิธีกรรมว่า
เป็นการขอบพระคุณอย่างแท้จริง คือ
พระเยซูเจ้าเป็นทั้งผู้ถวายและเป็น
เคร่อื งบชู าเอง โดยผา่ นทางพิธกี ารหกั
ปงั บนพระแทน่ เพอ่ื ขอบพระคณุ พระบดิ า

2 http://my.dek-d.com/sakura_express/story/viewlongc.php?id=219715&chapter=

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
137

คริสต์ศาสนา

การพลีกรรม : คือ การยอมรบั ความทกุ ข์ยากลำบาก ความเจบ็ ปวด
หรือการปฏิเสธตนเองท่ีจะละเว้นกิจกรรมที่นำความสุขหรือความสนุกส่วนตัว
หรอื ตั้งใจ ลด-ละ-เลกิ กิจการที่ไมด่ ี ซงึ่ อาจจะเป็นการยดึ ติดในบาปตา่ งๆ หรอื
นิสัยทไี่ ม่ดีของตนเอง โดยเปน็ การกระทำทเี่ กดิ ข้ึนจากความตั้งใจ ความจรงิ ใจ
และด้วยใจเสรี โดยมีจดุ ประสงค์เพื่อจะได้ทำตวั เองใหใ้ กลช้ ิดพระเจ้ามากยิง่ ขึ้น
การพลกี รรมเปน็ การกระทำเพอ่ื จะทำใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั นิ น้ั ได้ “หนั หลงั ” ใหก้ บั
ความโน้มเอียงไปในทางบาป และในเวลาเดียวกันการพลีกรรมทำให้เราได้
“หนั หนา้ ” เขา้ หาพระเจา้ การพลกี รรมเปน็ วตั รปฏบิ ตั ปิ ระการหนง่ึ ในวถิ ชี วี ติ ของ
ครสิ ตศ์ าสนกิ ชน ทง้ั นเ้ี พอ่ื จะไดเ้ ขา้ มสี ว่ นรว่ มกบั พระมหาทรมานของพระเยซคู รสิ ต์
ตามทพ่ี ระองคท์ รงสอนวา่ “ถา้ ผใู้ ดอยากตดิ ตามเรากจ็ งเลกิ นกึ ถงึ ตนเอง จงแบก
ไม้กางเขนของตนทุกวนั และติดตามเรา” (ลูกา 9:23) การพลีกรรมจะชว่ ยทำให้
ผู้ปฏิบัติได้มีจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เป็นความสุขที่สืบเนื่องมาจาก
ความรกั ความเป็นพ่ีเป็นนอ้ ง และการเป็นสานศุ ิษย์ทแ่ี ท้จริงของพระเยซเู จ้า
การทำบุญให้ทาน : คำสอนสำคัญของคริสต์ศาสนา คือ “จงรัก
พระเปน็ เจา้ และจงรักเพื่อนมนษุ ย”์ (เทียบ มทั ธิว 22:37-39, ยอห์น 3:16) ดงั นน้ั
การทำบุญให้ทานจึงเป็นกิจการที่คริสต์ศาสนิกชนแสดงออกซึ่งความรักที่มีต่อ
พระเป็นเจ้า ด้วยการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่พระเป็นเจ้าทรงสร้างมาตาม
พระฉายาลกั ษณข์ องพระองค์

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
138

คริสต์ศาสนา
การทำบุญ หมายถึง การกระทำกิจกรรมอันดีต่อพระเป็นเจ้าและต่อ
เพอ่ื นมนษุ ย์ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคแ์ ละความตง้ั ใจอนั ดที จ่ี ะทำใหผ้ อู้ น่ื มคี วามสขุ ดว้ ย
นำ้ ใจอสิ ระของตนเอง
การใหท้ าน หมายถงึ การใหห้ รอื การบรจิ าคทรพั ยส์ นิ หรอื สง่ิ ของเพอ่ื ผอู้ น่ื
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการทำนุบำรุงพระศาสนจักร เพื่อการสังคมสงเคราะห์
เพอ่ื การช่วยเหลือผทู้ ่ีตกทุกขไ์ ดย้ าก และเพอื่ การเสริมสร้างความดีของส่วนรวม

การแตง่ กาย : การแต่งกายเป็นส่วนหน่งึ ของวฒั นธรรมของคนแต่ละ
ชาติ แต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีความดีงามความเหมาะสมตามแต่ละบริบทของตน
ดงั นนั้ ครสิ ตศ์ าสนาจงึ ปรับตนเองให้เข้ากบั แตล่ ะวฒั นธรรมโดยคริสตศ์ าสนกิ ชน
สามารถแต่งกายได้ตามจารตี ประเพณี เช่น การแตง่ กายไปร่วมในพธิ ีมสิ ซาก็จะ
เป็นการแต่งกายสุภาพเรียบร้อยตามประเพณีนิยม การแต่งกายไปร่วมในพิธี
แต่งงานหรืองานศพก็จะเป็นการแต่งกายด้วยสีเสื้อที่เหมาะสมกับกาลเทศะ
มเี พยี งการแตง่ กายในพธิ กี รรมเทา่ นน้ั ทย่ี งั คงรกั ษาเอกลกั ษณต์ ามจารตี ประเพณี
ของแตล่ ะนกิ าย เช่น นกิ ายโรมันคาทอลิก นกิ ายกรกี ออรโ์ ธด็อกซ์ และนิกาย
โปรแตสแตนท์ โดยผู้ประกอบพิธีกรรมจะมีการแต่งกายที่เฉพาะเจาะจง
นอกจากนั้น ในบางนิกาย เชน่ นิกายโรมนั คาทอลิก ยงั มสี ญั ลักษณเ์ คร่ือง
แต่งกายอันแสดงถึงความเป็นนายชุมพาบาล และความเป็นผู้นำกลุ่มคริสต์
ศาสนกิ ชน เชน่ หมวก และไม้เท้า

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
139

คริสต์ศาสนา
อาหารการกิน : ครสิ ต์ศาสนกิ ชนนิกายโรมันคาทอลิก จะอดเนอ้ื ใน
วนั ศกุ ร์ทกุ สัปดาห์ตลอดทั้งปี เพราะถือวา่ เปน็ วันพลกี รรมทวั่ ไป แตใ่ นเทศกาล
มหาพรต (ระยะเวลาประมาณ 40 วัน ก่อนวันระลึกถึงพระมหาทรมานของ
พระเยซเู จา้ หรอื วนั ศกุ รศ์ กั ดส์ิ ทิ ธ์ิ (Good Friday)) ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนจะอดอาหาร
ในวนั พธุ รบั เถา้ (วันแรกของเทศกาลมหาพรต) และวันศุกร์ศักด์ิสิทธิ์ (วนั ทรี่ ะลกึ
ถงึ การสน้ิ พระชนม์ของพระเยซเู จา้ ) “การอดเนอ้ื ” ในที่นีห้ มายถงึ การละเวน้
จากการรบั ประทานเนือ้ สัตวส์ ี่เท้า สัตว์ปีก เพราะถอื วา่ เปน็ สัตวใ์ หญ่ เช่น หมู
ววั ไก่ นก ฯลฯ อกี ท้งั เนือ้ เหลา่ นใี้ นอดีตมีราคาแพง จดุ ประสงค์ของการอดเน้ือ
กเ็ พอ่ื ละเวน้ จากการเสพสขุ และเขา้ รว่ มทกุ ขก์ บั องคพ์ ระเยซเู จา้ เปน็ การอดอาหาร
ท่มี รี าคาแพง หรืออร่อยลิ้น เพราะเนือ้ นำมาปรงุ อาหารได้หลากหลาย แตจ่ ะ
กนิ อาหารเรียบงา่ ยไมฟ่ มุ่ เฟอื ย เช่น ผัก เตา้ หู้ หรือแปง้ แทน เมื่อเปน็ เช่นนี้
จึงไมก่ ินความไปถงึ สัตวน์ ำ้ เช่น กุง้ หอย ปู ปลา ฯลฯ เพราะสตั ว์เหล่าน้ีแต่เดมิ
เปน็ สตั ว์เลก็ ราคาไม่แพง ทอดแหหาตามริมคลอง ตลงิ่ หน้าบา้ น ฯลฯ คล้ายๆ
เดด็ ยอดผกั ริมรั้วมาทำอาหารกิน ไมไ่ ดฟ้ ่มุ เฟือยอะไร แตใ่ นปจั จบุ ัน แม้จะมไิ ด้
หา้ มอาหารทะเล หรือสัตวน์ ำ้ กจ็ รงิ แต่เพอื่ รว่ มทุกข์กับพระเยซูเจ้า จึงไมส่ มควร
ทจ่ี ะทานอาหารทะเล (sea food) ราคาแพงๆ ซง่ึ เปน็ การไมม่ ธั ยสั ถ์ ตามขอ้ บงั คบั
ของพระศาสนจักร คริสตศ์ าสนิกชนคาทอลกิ ทม่ี อี ายตุ ้งั แต่ 14 ปี ขึน้ ไป จนถงึ
60 ปี ตอ้ งอดอาหารและอดเนอื้ (ในวันพธุ รับเถา้ และวันศกุ รศ์ กั ดิ์สทิ ธ์)ิ ยกเวน้
ผ้ปู ่วย แต่หากไมม่ ที างเลอื ก อาจจะเขีย่ เน้อื ออกไปหรอื ไมต่ ักเนอ้ื รบั ประทาน
แตถ่ า้ จำเปน็ ถงึ ท่สี ุดกร็ ับประทานได้ เพราะไม่มตี วั เลือก แต่ตอ้ งไปทำกิจศรทั ธา
อน่ื ชดเชย เช่น สวดภาวนา สวดสายประคำ หรือไปเฝ้าศลี มหาสนิทในโบสถ์

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
140

คริสต์ศาสนา
การทักทาย : เรามักจะได้พบการทักทายหรือคำบอกลาที่แสดงถึง
ความเป็นคริสตศ์ าสนิกชนอยู่บอ่ ยๆ ทัง้ ในภาพยนตร์หรือในการเขา้ สังคม อาทิ
“ขอพระเจา้ สถิตกับท่าน” “ขอพระเจ้าค้มุ ครอง” “รักในพระคริสต์” “สุขสนั ต์
วนั ครสิ ตม์ าส” (Merry Christmas) “สขุ สนั ตว์ นั ปสั กา” (Happy Easter) “สนั ตสิ ขุ
จงอยกู่ บั ท่าน” (Peace be with you) จนบางครงั้ อดสงสยั ไม่ได้วา่ คำทักทาย
การจบั มอื การกอด การเอาแกม้ สัมผสั กนั หรือคำกล่าวลา เปน็ ส่วนหนึง่ ของวธิ ี
ปฏบิ ตั ิท่ีแสดงออกถึงความคริสตศ์ าสนกิ ชนดว้ ยหรือไม่ หรือเปน็ วัฒนธรรมของ
แตล่ ะทอ้ งถน่ิ จรงิ ๆ แลว้ การทกั ทายเปน็ สว่ นหนง่ึ ของคำอวยพรทค่ี รสิ ตศ์ าสนกิ ชน
มใี หแ้ กก่ นั ในทกุ วนั เวลาของชวี ติ ในการพบปะกนั ทา่ มกลางผมู้ คี วามเชอ่ื เดยี วกนั
ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนตระหนกั ดีวา่ พระพรต่างๆ มิได้มาจากตนเอง ดังนั้น มนุษย์จงึ
ออ้ นวอนขอพระเจา้ ไดโ้ ปรดประทานพระพร เพอ่ื ใหท้ กุ สง่ิ เปน็ ไปตามพระประสงค์
ของพระองค์ ดังนัน้ คริสตศ์ าสนกิ ชนจงึ มกี ารนำความเชื่อดงั กล่าวมาประยุกต์ใช้
ในชีวติ ประจำวนั ตามวัฒนธรรมของตน แต่มิได้เปน็ สัญลักษณ์ภายนอกของการ
แสดงตนเปน็ คริสตศ์ าสนิกชนแตป่ ระการใด

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
141

คริสต์ศาสนา

ข้อปฏบิ ัติในชว่ งเปลยี่ นผา่ นของชวี ติ

การเกิด : คริสต์ศาสนิกชนเชื่อว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตาม
พระฉายาลักษณข์ องพระองค์ (ปฐมกาล 1:26-27; 9:6) ประกาศกเยเรมยี ์บอก
เราวา่ พระเจ้าทรงรจู้ กั เรากอ่ นท่ีพระองคจ์ ะได้กอ่ ร่างตัวเราทีใ่ นครรภ์ (เยเรมหี ์
1:5) นอกจากนั้นในบทเพลงสดุดียงั พูดเก่ียวกบั บทบาทของพระเจ้าในการทรง
ลงมือสร้างและปนั้ แต่งเราในครรภ์ (เพลงสดุดี 139:13-16) น่ีบอกชดั เจนว่า
การเกดิ เปน็ พระพรของพระเจา้ ชวี ติ มนษุ ยจ์ งึ มคี ณุ คา่ และศกั ดศ์ิ รี เพราะพระเจา้
ทรงสรา้ งมนษุ ยข์ น้ึ มาตามพระฉายาของพระองค์ แตก่ ารเกดิ นเ้ี ปน็ แตเ่ พยี งการเกดิ
ฝ่ายเนื้อหนังหรือการเกิดฝ่ายโลก คริสต์ศาสนิกชนให้ความสำคัญกับชีวิตและ
การปฏิบัตติ อ่ เพอื่ นพ่นี ้อง การเกดิ ใหม่สำหรับคริสตศ์ าสนิกชน คอื การเกิดใหม่
ฝ่ายจิตวิญญาณ หรือในการรับความเชื่อและปฏเิ สธความบาปนนั่ เอง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
142

คริสต์ศาสนา

ศลี ลา้ งบาปหรอื ศลี จุ่ม (Baptism) : เมือ่ มนษุ ยถ์ ือกำเนดิ พวกเขาได้
เกิดในชีวิตฝ่ายโลก แต่เนื่องจากพระเจ้าได้สถาปนามนุษย์ไว้ในมิตรภาพของ
พระองค์ มนษุ ยจ์ งึ เปน็ สง่ิ สรา้ งฝา่ ยจติ มนษุ ยจ์ ะสามารถดำเนนิ ชวี ติ อยใู่ นมติ รภาพ
อันน้ไี ด้ ก็แต่ในแบบของการนอบนอ้ มเช่อื ฟงั พระเจ้า การรบั พิธีล้างจึงเป็นการ
เกิดใหมใ่ นชวี ิตฝ่ายจติ
บาปแรกของมนษุ ย์ เกิดข้นึ เมื่อมนษุ ยถ์ ูกปศี าจล่อลวง ปลอ่ ยให้ความ
ไวเ้ นือ้ เชอ่ื ใจตอ่ พระผูส้ รา้ งตนขึ้นมาตายไปจากใจ และโดยการใช้เสรภี าพของตน
ในทางที่ผิด ก็ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า ในทำนองนี้เองที่บาปแรกของมนุษย์
เกิดขน้ึ (เทยี บ ปฐมกาล 3:1-11; โรม 5:19) บาปทกุ ชนดิ ในระยะตอ่ มาจงึ เป็น
การขัดขนื ไม่ยอมเคารพเช่ือฟงั ต่อพระเจา้ และขาดความวางใจในพระมหากรุณา
ของพระองค์ ในบาปประการน้ี มนษุ ยเ์ ลอื กเอาตวั เองสำคญั กวา่ พระเจา้ และจาก

การคิดดงั นี้ มนษุ ย์ก็ได้หม่นิ ประมาท
พระเจ้า มนุษย์ได้เลือกตัวเขาเองใน
ลักษณะท่ีเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า
ไม่ยอมทำตามข้อกำหนดในสภาวะของ
สง่ิ สรา้ ง ดงั นน้ั จงึ เปน็ การขดั ขนื ตอ่ สง่ิ ท่ี
เปน็ คณุ ประโยชนแ์ กต่ นเอง พระเปน็ เจา้
สร้างมนุษย์มาให้อยู่ในสภาพศักด์ิสิทธิ์
ในพระสิริโรจนา แต่การล่อลวงของ
ปีศาจ ทำให้มนุษย์ ต้องการที่จะ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
143

คริสต์ศาสนา
“เป็นเหมือนพระเจ้า” แต่ “โดยปราศจากพระเจ้า...และมใิ ชต่ ามนำ้ พระทัยของ
พระเจา้ ” (St. Maximus the Confessor; PG 91,1156C; เทียบ ปฐมกาล 3:5)
พระคัมภีร์ช้ีให้เห็นผลสืบเน่ืองอันน่าสะพรึงกลัวของการไม่เชื่อฟังครั้งแรกนั้น
อาดัมและเอวาสญู เสยี พระหรรษทานแหง่ ความศกั ดิ์สิทธด์ิ ้งั เดมิ ไปในทนั ที(เทียบ
โรม 3:23)

นบั ตง้ั แต่ไดม้ กี ารทำบาปเป็นครัง้ แรก “การบกุ รุก” ของบาปหนักต่างๆ
ก็แผ่ขยายไปทั่วโลก บาปของคาอินที่สังหารอาแบลผู้เป็นน้องชายความชั่วช้า
แผ่ไปทว่ั โลกเพราะการกระทำบาป ในทำนองเดียวกนั ในประวตั ศิ าสตรช์ นชาติ
อิสราเอล บาปจะสำแดงให้เป็นที่ประจักษ์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในรูปของการ
ไม่ซ่ือสัตย์ตอ่ พระเจ้าแห่งพนั ธสัญญา และการละเมิดบญั ญัติของโมเสส หลงั จาก
ที่พระคริสตไ์ ด้ไถก่ ู้โลกแล้วก็เช่นกนั ในบรรดาครสิ ต์ศาสนิกชน บาปก็ยังสำแดง
ใหเ้ ห็นในลักษณะตา่ งๆ มากมาย (เทียบ ปฐมกาล 4: 3-15; 6: 5, 12,
โรม 1:18-32; 1 โครินธ์ 1-6; วิวรณ์ 2-3) พระคัมภีร์และธรรมประเพณีของ
พระศาสนจักรคอยเตือนอยู่เสมอให้สำนึกถงึ การปรากฏอยู่ของบาปทั่วสากลโลก
ในประวตั ศิ าสตรข์ องมนุษย์ 3

3 http://www.baanjomyut.com/library/christianity/07.html

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
144

คริสต์ศาสนา
ด้วยเหตุนี้ศีลล้างบาปหรือศีล
จุ่มจึงเป็นพิธีท่ีมีความสำคัญสำหรับ
ครสิ ต์ศาสนกิ ชน ในพิธีกรรมประกอบ
ด้วยการใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์เทลงบน
หนา้ ผากในพระนามของพระตรเี อกภาพ
การแสดงตนละทง้ิ ปศี าจ และการยนื ยนั
ความเชือ่ ถึงพระเจา้ เท่ียงแท้
การศกึ ษา : เปน็ การหลอ่ หลอมทางวฒั นธรรม เพอ่ื ใหค้ รสิ ตศ์ าสนกิ ชน
เตบิ โตขน้ึ มาในบรรยากาศแหง่ ความเชอ่ื การปฏบิ ตั ศิ าสนกิจ พิธีกรรม และ
พฤตกิ รรมทส่ี อดคลอ้ งกบั บทบญั ญตั ทิ างศาสนา การศกึ ษาทส่ี ำคญั คอื การศกึ ษา
ทางศาสนาอันประกอบด้วย พระคัมภีร์และหนังสือคำสอน สำหรับนิกาย
โรมันคาทอลิก การศกึ ษาในลักษณะน้ี มักจะนยิ มเรยี กวา่ “การเรียนคำสอน”
ซงึ่ จะเรียนกนั ทีโ่ บสถห์ รอื โรงเรยี นที่บริหารโดยนกั บวชในคริสต์ศาสนา ถา้ เป็น
คริสต์ศาสนิกชนตง้ั แตแ่ รกเกดิ มกั จะเรียนกนั ตั้งแตว่ ัยเด็กเม่อื อายุรูค้ วาม แต่ถ้า
รบั ความเชื่อเมือ่ เป็นผใู้ หญ่แลว้ จะเรียนกอ่ นรับศลี ล้างบาปและศลี ศักด์ิสิทธอ์ิ น่ื ๆ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
145

คริสต์ศาสนา
นอกจากน้ัน การเรียนคำสอนมกั จะเรยี นในทุก ๆ ช่วงเปลยี่ นผ่านของชีวิตดว้ ย
เช่น การแต่งงาน โดยคู่สมรสจะเข้ารับการอบรมเตรียมตวั ก่อนเขา้ พิธเี ปน็ ระยะ
เวลาประมาณ 4 สปั ดาห์ ท้ังนเ้ี พื่อเตรียมตัวสำหรบั การครองเรอื น และเรียนรู้
กฎหมายพระศาสนจักรสำหรับชีวิตสมรส สำหรับการศึกษาวิชาความรู้ทั่วไป
หรือชีวติ ฝา่ ยฆราวาสนนั้ คริสตศ์ าสนาถือวา่ เปน็ ส่งิ สำคญั และจำเปน็ เพอ่ื พฒั นา
ตนเองใหเ้ ปน็ ผมู้ สี ตปิ ญั ญา มคี วามรคู้ วามสามารถ และนำความรแู้ ละทกั ษะมาใช้
ในการดำเนนิ ชวี ติ รกั และรบั ใชเ้ พอ่ื นพน่ี อ้ ง และเสรมิ สรา้ งสงั คมใหเ้ กดิ สนั ตสิ ขุ
การแต่งงาน : เปน็ การแยกจากบดิ ามารดา เพอ่ื ไปสร้างครอบครัวใหม่
เป็นศีลศักด์ิสิทธ์ิซ่ึงรวมชายหญิงคู่หนึ่งต่อพระพักตร์พระเจ้าเพ่ือจะได้สร้าง
ครอบครัวครสิ ตศ์ าสนิกชนที่สมบรู ณ์ สามีภรรยาจะอย่รู ่วมกนั โดยมีความรักและ
ซ่อื สตั ย์ตอ่ กนั จนวันตาย ยอมรบั บตุ รทีพ่ ระเจ้าประทานมาให้ พธิ แี ต่งงานต้องทำ
ต่อหนา้ พระสงฆ์หรอื ผูแ้ ทนของพระศาสนจักรและตอ่ หน้าพยานอกี สองคน โดย
คบู่ ่าวสาวประกาศความรกั และความซ่ือสตั ยต์ ่อกนั อย่างเปดิ เผย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
146

คริสต์ศาสนา
การครองเรือน : เมื่อสมรสแล้ว สามีภรรยามีหน้าที่ต่อกันในการ
เสรมิ สรา้ งความรกั และสนั ตสิ ขุ ภายในครอบครวั ตอ้ งครองเรอื นดว้ ยความซอ่ื สตั ย์
รักและให้อภัยกัน และต้องช่วยกันอบรมเลี้ยงดูบุตรที่พระเจ้าจะประทานให้
เพือ่ ให้เขาไดเ้ ติบโตเปน็ ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนท่ีดตี อ่ ไปในภายภาคหน้า

ความเจบ็ ป่วย : สำหรบั ครสิ ตศ์ าสนิกชน การเจบ็ ป่วยเปน็ ธรรมชาติ
ของชีวิตฝ่ายร่างกาย เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่มนุษย์ต้องแสวงหาและ
คน้ พบวา่ พระองคท์ รงประสงคส์ ง่ิ ใดจากความเจบ็ ปว่ ยนน้ั ไมว่ า่ จะเปน็ ความเจบ็ ปว่ ย
ทเ่ี กิดแกต่ นเอง แกบ่ ุคคลอันเป็นที่รกั หรือบุคคลทัว่ ไป เพอ่ื จะได้พร้อมนอ้ มรับ
ตอ่ ทกุ สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ และผา่ นความเจบ็ ปว่ ยเหลา่ นน้ั ไปสพู่ ระเกยี รตมิ งคลของพระเจา้
ไม่ว่าความเจ็บป่วยนัน้ จะสามารถรกั ษาใหห้ ายได้ หรือนำมาซึง่ ความตาย ความ
เจบ็ ไขไ้ ด้ปว่ ยหรอื ความทุกข์ทรมาน อาจเปน็ โอกาสอันดีทคี่ ริสต์ศาสนกิ ชนจะ
พลีกรรมเพื่อชดเชยใช้โทษบาปของตน ขออภัยโทษตอ่ พระเจ้าสำหรับความผิด
ที่ตนได้กระทำ หรืออุทิศเป็นบูชาถวายแด่พระเจ้า หรือมีส่วนร่วมในพระมหา
ทรมานและการส้นิ พระชนม์ขององคพ์ ระคริสต์เจา้ ความตายจงึ เป็นสิ่งจำเปน็
เพราะเป็นหนทางไปสูช่ ีวติ นริ ันดร ทีพ่ ระเจา้ จะทรงประทานใหเ้ มื่อวันเวลานน้ั
มาถึง พระเจ้าทรงประทานชีวิตให้ พระองค์ทรงเรยี กกลับคืน คริสตศ์ าสนกิ ชน
จึงมคี วามหวัง เพราะสวรรคค์ อื รางวัลสำหรบั ผ้ทู ด่ี ำเนนิ ชวี ติ ตามพระวาจาของ
พระเจา้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
147

คริสต์ศาสนา

พธิ ศี พ : เมอ่ื รา่ งกายปราศจากชวี ติ แลว้ ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนจะเรยี กวา่ ศพ
พิธศี พหรอื พิธปี ลงศพเป็นพิธกี รรมเพ่อื อทุ ศิ แกผ่ ู้ล่วงลบั ตามประเพณที ่ีมมี าแต่
โบราณ ทอ่ี งคพ์ ระครสิ ตเ์ จา้ ทรงถกู ฝงั ไวใ้ นคหู า บรรดาครสิ ตศ์ าสนกิ ชนในยคุ แรก
จึงทำพิธีฝังศพคริสต์ศาสนิกชนที่ล่วงลับไว้ในเนินดิน และปฏิบัติสืบต่อกันมา
แม้วา่ จะมกี ารเผาศพบา้ งในชว่ งท่ีมีโรคระบาดอยา่ งรนุ แรง แตโ่ ดยปกตแิ ลว้ ก็มกั
จะนยิ มการฝัง โดยมีการประยกุ ต์ให้เข้าวฒั นธรรมท้องถน่ิ เช่น การสวดภาวนา
อทุ ิศใหแ้ กผ่ ้ลู ่วงลบั ก่อนจะทำพธิ ีปลงศพ และการแตง่ กายสีดำไว้ทกุ ข์ การฝังศพ
นิยมทำในสุสานของคริสต์ศาสนิกชน โดยมีเครื่องหมายกางเขนเป็นสัญลักษณ์
ฝงั ในทา่ นอนแหงนหนา้ ขน้ึ เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความเชอ่ื ในเรอ่ื งของการกลบั เปน็
ข้นึ มาจากความตายในวันสุดทา้ ยหรอื ที่เรียกวา่ “วนั พพิ ากษา” สำหรบั ในยโุ รป
สมัยกลาง มกี ารฝงั ศพบคุ คลสำคญั ในโบสถ์ เพือ่ เป็นการใหเ้ กียรติแกผ่ ูล้ ว่ งลบั
สำหรับครสิ ต์ศาสนกิ ชนทป่ี ระพฤตติ นไมด่ ี ทำบาปหนักอันเปน็ ที่สะดดุ แก่ชุมชน
อาจไม่ได้รับอนุญาตให้มีพิธีศพหรือฝังศพในสุสานแต่ต้องฝังศพนอกเขตสุสาน
หรอื หันหน้าศพให้แตกต่างจากศพท่ัวไปให้เปน็ ท่รี ับทราบโดยท่ัวกนั เพ่ือเตอื นใจ
ให้ทกุ คนได้ใช้ชีวิตอย่างดีจนถงึ วาระสุดทา้ ยของชีวิต

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
148

คริสต์ศาสนา

วันสำคัญทางศาสนา

วนั ครสิ ต์สมภพ หรือวันคริสตม์ าส 4 คือ วันฉลองการ

บังเกดิ ของพระเยซเู จ้า ตรงกบั วนั ท่ี 25 ธันวาคมของทุกปี คำว่า “ครสิ ตม์ าส”
เปน็ คำทับศพั ทภ์ าษาองั กฤษว่า “Christmas” มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า
“Christes Maesse” ทีแ่ ปลว่า “บชู ามิสซาของพระครสิ ตเ์ จา้ ” พบคร้ังแรกใน
เอกสารโบราณในปี ค.ศ. 1038 และคำนก้ี ไ็ ดแ้ ปรเปลย่ี นมาเปน็ คำวา่ “Christmas”
สำหรบั ในภาษาไทย “ครสิ ต์มาส” ก็มคี วามหมายเชน่ กนั เพราะคำวา่ “มาส”
แปลว่า”เดือน” ดงั น้ัน คริสตม์ าสจึงเป็นเดือนท่ีระลกึ ถงึ พระครสิ ตเ์ จา้ เปน็ พิเศษ
หรืออกี ความหมายหน่งึ คำว่า“มาส” ห มายถึง“ดวงจนั ทร์”ครสิ ต์มาสจึงหมายถงึ
พระคริสต์เจ้าผูท้ รงเป็นแสงสวา่ งสอ่ งโลก ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด เปน็
เหมือนดวงจันทร์ท่ีสอ่ งสว่างในตอนกลางคืน ในวันครสิ ตม์ าสนิยมอวยพรกันดว้ ย
คำวา่ “Merry X’mas” คำว่า “Merry” ในภาษาองั กฤษโบราณแปลว่า “สันติสุข
และความสงบทางใจ”เปน็ คำทใ่ี ชอ้ วยพรขอใหไ้ ดร้ บั สนั ตสิ ขุ และความสงบทางใจ
การเฉลิมฉลองนเ้ี กิดจากการประยกุ ตป์ ระเพณีท้องถิ่น เน่อื งจากทกุ ปชี าวโรมัน

4 http://www.chanforchan.com/index.php?lay=show&ac=article&ld=
538726991&Ntype=5

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
149

คริสต์ศาสนา

จะมีการเฉลิมฉลองพระเสาร์ (Saturn) และ เรียกเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ว่า
“Saturnalia” ซ่ึงเรมิ่ ตง้ั แต่กลางเดอื นธันวาคมและไปสิ้นสดุ ในวันท่ี 1 มกราคม
ของทกุ ปี เชอ่ื กันวา่ จกั รพรรดิคอนสแตนตนิ (280-337) ซ่ึงกลบั ใจหนั มานับถือ
ศาสนาคริสต์ทรงปรารถนาท่ีจะฉลองการเสด็จมาบังเกิดของพระกุมารเยซูใน
เวลาเดียวกันกับที่คนต่างศาสนาเฉลิมฉลองเทพเจ้าของเขา พระองค์จึงทรง
กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคมของทุกปีเป็นการเฉลิมฉลองวันประสูติของ
พระกุมารเยซู เมื่อชาวโรมันกลับใจหันมานับถือศาสนาคริสต์ประเพณีการ
เฉลิมฉลองพระเสาร์กห็ ายไป คงเหลือแต่การเฉลมิ ฉลองการเสด็จมาบงั เกดิ ของ
พระเยซเู จ้า พระศาสนจักรโรมันคาทอลิกจึงไดถ้ อื เอาวันท่ี 25 ธนั วาคมของทุกปี
เป็นวนั สมโภชพระคริสตสมภพนับตงั้ แตบ่ ดั นน้ั ประเพณนี ไ้ี ด้เรม่ิ มาจากกรงุ โรม
ในศตวรรษท่ี 4 และคอ่ ยๆ เผยแพรไ่ ปในยโุ รปและทวปี ตา่ งๆ ทว่ั โลกในเวลาตอ่ มา
ครสิ ตม์ าสสำหรบั ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนจงึ เปน็ วนั สำคญั วนั หนง่ึ เปน็ วนั ทร่ี ะลกึ
ถึงการท่ีพระบุตรของพระเจ้าทรงเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อไถ่บาปและนำ
มวลมนษุ ย์ไมว่ า่ จะเป็นชนชาตใิ ด จะรวยหรอื จน คนศรัทธาหรือคนบาปกลบั
ไปหาพระบิดาเจา้ เทศกาลคริสต์มาสจงึ เปน็ หน่ึงในเทศกาลแหง่ ความชืน่ ชมยินดี
และเปน็ เทศกาลแหง่ การให้

ตน้ ครสิ ตม์ าส มปี ระวตั คิ วามเปน็ มาแตกตา่ งหลากหลาย ครสิ ตศ์ าสนกิ ชน
ในอดีตมีท้ังที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจนอาจกล่าวได้ว่าประวัติของต้นคริสต์มาส
คอื เรื่องราวของการถกเถียงกนั (a tale of controversy) ฝา่ ยท่ีไมเ่ ห็นด้วย
บางคนอาจอ้างถึงประกาศกเยเรมีย์ที่ประณามคนต่างศาสนาในดินแดน
ตะวนั ออกกลางทต่ี ดั ตน้ ไมแ้ ละนำมาประดบั ประดาทบ่ี า้ นเรอื นของตน ทง้ั ๆ ทส่ี มยั
ของประกาศกเยเรมยี เ์ ปน็ ยคุ สมยั กอ่ นพระเยซบู งั เกดิ บางคนทไ่ี มเ่ หน็ ดว้ ยกอ็ า้ งวา่
มันเป็นประเพณีที่ได้รับมาจากคนต่างศาสนา ในสมัยที่ชาวโรมันโบราณ
เฉลิมฉลองเทศกาล “Saturnalia” นนั้ พวกเขาจะประดับประดาบ้านชอ่ งด้วย
พวงมาลยั และตน้ ไมท้ เ่ี ขยี วขจี บนตน้ ไมจ้ ะมกี ารแขวนเทยี นไว้ การมตี น้ ครสิ ตม์ าส
ไว้ที่บ้านก็เหมือนกับการไปเลียนแบบคนเหล่านั้น คริสต์ศาสนิกชนในสมัยนั้น
จึงถูกหา้ ม การให้ความหมายแกต่ น้ คริสต์มาสกแ็ ตกต่างกนั ไป นับตัง้ แต่บอกว่า

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
150

คริสต์ศาสนา

ต้นคริสต์มาสเป็นต้นไม้แห่งชีวิตไปจนกระทั่งถึงการเป็นสัญลักษณ์ของ
พระตรีเอกภาพนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมาคริสต์ศาสนิกชนจะมีการ
แสดงละครท่หี น้าโบสถ์เพ่ือรำลกึ ถึงการเสด็จมาบังเกิดของพระบุตร และแสดง
ความหมายของคริสตม์ าส โดยจะเอาต้นไม้ต้นหนึง่ ไว้ตรงกลางเพอื่ ประดับฉาก
แสดงถงึ บาปกำเนดิ หรือบาปการไมเ่ ชอ่ื ฟังพระเจา้ ของอาดัมและเอวา โดยตน้ ไม้
ทใ่ี ชม้ กั นยิ มใช้เปน็ ต้นสน เน่ืองจากเป็นตน้ ไมท้ ีห่ างา่ ยทสี่ ุดในประเทศเหล่านั้น
ในช่วงเวลานั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้มีมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี
จนถงึ ศตวรรษท่ี 15 พระสงั ฆราชหลายแหง่ ไดห้ า้ มมิใหม้ ีการแสดง เนอ่ื งจาก
การแสดงในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการละเล่น เหมอื นเป็นลเิ กลอ้ เลยี นผู้ปกครอง
ฝา่ ยบา้ นเมอื งและฝา่ ยศาสนา ซง่ึ ไมต่ รงกบั เจตนารมณข์ องการฉลอง ชาวบา้ นรสู้ กึ
เสียดายทไี่ มม่ โี อกาสดูละครสนุกๆ แบบน้ันอกี จึงไปละเลน่ กันทบ่ี า้ นของตนโดย
เอาต้นไม้มาไว้ที่บา้ น จากนน้ั ก็เร่มิ มีการแขวนลูกแอปเป้ลิ แทนผลไม้ เมือ่ ละเลน่
เสรจ็ แลว้ กน็ ำไปแบง่ กนั รบั ประทาน ตามจติ ตารมณค์ วามรกั และการแบง่ ปนั ของ
องค์พระคริสต์เจ้า ต่อมาจึงมีการแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท
จนในทส่ี ดุ กก็ ลายเปน็ ขนมและของขวญั อยา่ งทเ่ี หน็ อยทู่ กุ วนั น้ี ในอดตี ตน้ ครสิ ตม์ าส
อาจถกู หา้ มตามยคุ สมยั ดว้ ยเหตผุ ลทต่ี า่ งกนั เชน่ ในยคุ ลา่ อาณานคิ มชาวเพยี วรติ นั
จะไมม่ กี ารใชต้ น้ คริสตม์ าสอย่างเดด็ ขาด แตใ่ นปจั จบุ นั ปญั หาต่างๆ เริม่ หมดไป
เพราะมกี ารใช้ตน้ ไมป้ ระดษิ ฐ์แทนต้นไมจ้ รงิ ไม่มีการตดั ต้นไมท้ ำลายป่าเหมอื น
เชน่ ในอดีต ดงั น้ัน ครสิ ต์ศาสนิกชนในปัจจบุ นั จึงยงั นิยมกนั อยู่เพราะเห็นว่ามี

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
151

คริสต์ศาสนา

ความหมาย สีทใ่ี ช้กันในเทศกาลคริสต์มาสมกั จะเป็นสีเขยี วและสแี ดง สเี ขยี ว
หมายถึงชีวิตนิรันดร ต้นคริสต์มาสซึ่งเขียวสดตลอดปีโดยไม่มีการผลัดใบจึง
เปรยี บเสมือนตน้ ไม้แหง่ ชวี ติ นริ ันดร สว่ นสแี ดงหมายถงึ พระโลหิตของพระเยซทู ี่
ไหลหลัง่ บนไมก้ างเขนเพอ่ื ไถบ่ าปของมนษุ ย์ นอกจากน้ัน สีขาว สีเงนิ และสที อง
กเ็ ปน็ ทน่ี ยิ มเชน่ กนั การใหค้ วามหมายแกต่ น้ ครสิ ตม์ าสมแี ตกตา่ งกนั ไปตามอธั ยาศยั
เพราะพระศาสนจักรปจั จบุ นั ไมไ่ ดห้ า้ ม เชน่ คนที่มองลกั ษณะของตน้ ครสิ ตม์ าส
มลี กั ษณะเปน็ สามเหลย่ี มคลา้ ยใบเมเปล้ิ กอ็ าจมองวา่ ตน้ ครสิ ตม์ าสเปน็ สญั ลกั ษณ์
ของพระตรเี อกภาพ คนทม่ี องดสู เี ขียวตลอดทั้งปกี ็อาจมองวา่ ตน้ คริสตม์ าสเปน็
สญั ลกั ษณ์ของชีวติ นริ นั ดร คนทม่ี องดกู ระด่งิ ระฆงั เทวดาองคน์ อ้ ยๆ ทั้งทีก่ ำลงั
โบยบนิ และเปา่ แตร ดอกไม้ เทยี นไขท่ีแขวนอยู่ กอ็ าจมองว่าตน้ คริสต์มาสเป็น
สญั ลกั ษณข์ องความช่นื ชมยินดี สว่ นคนท่ีมองดูผลไม้ ขนมและของขวัญแขวนอยู่
ก็อาจมองวา่ ตน้ ครสิ ตม์ าสเปน็ สัญลกั ษณข์ องการใหแ้ ละการแบ่งปนั ดงั น้ีเป็นตน้
ซานตาครอส (Santa Claus) เป็นจดุ เด่นหรือสญั ลักษณ์ที่เด็กและ
ผคู้ นนยิ มกนั มากทสี่ ุดในเทศกาลครสิ ต์มาส แต่ทจ่ี ริง ซานตาครอสแทบจะไม่มี
สว่ นเกย่ี วข้องกับเทศกาลน้ีเลย ชอื่ ซานตาครอส มาจากนกั บญุ นิโคลสั (Saint
Nicholas) ซึ่งเป็นชาวกรีกเกิดที่เมืองไลเซียในเอเชียไมเนอร์ ชาวฮอลแลนด์
นับถือว่าท่านเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราชแห่ง
ไมรา มชี ีวิตอยใู่ นศตวรรษที่ 4 และเสยี ชีวติ ในวนั ที่ 6 ธันวาคม วันท่ี 6 ธันวาคม
จึงเป็นวนั ฉลองระลกึ ถึงทา่ นในหลายๆ ประเทศ แต่ชาวฮอลแลนด์มักจะฉลองใน

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
152

คริสต์ศาสนา

คืนวันท่ี 5 ธนั วาคม เม่อื ชาวฮอลแลนดก์ ลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรฐั อเมริกา
กย็ งั รกั ษาประเพณนี ไ้ี ว้ คือฉลองนักบุญนโิ คลสั ในคืนวันท่ี 5 ธนั วาคมของทุกปี
เช่ือกนั วา่ นักบญุ องค์นจี้ ะมาเย่ยี มเด็กๆ และเอาของขวญั มาให้ เดก็ อืน่ ๆ ท่ไี มใ่ ช่
ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา กร็ ู้สกึ อยากมสี ่วนร่วมในประเพณีแบบน้ี
บ้างเพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปทั่วอเมริกา
โดยมกี ารเปล่ียนชอื่ นักบญุ นิโคลสั เป็นซานตาคลอส และแทนทจี่ ะเปน็ สงั ฆราช
กก็ ลายเปน็ ชายแกอ่ ว้ นใสช่ ดุ สแี ดง อาศยั อยทู่ ข่ี ว้ั โลกเหนอื มเี ลอ่ื นเปน็ ยานพาหนะ
ที่มกี วางเรนเดยี รล์ าก และจะมาเย่ียมเด็กๆ ทุกคนในโลกนีใ้ นโอกาสครสิ ตม์ าส
โดยลงมาทางปล่องไฟของบา้ น เพือ่ เอาของขวัญมาให้เดก็ เหล่านนั้ มากนอ้ ยตาม
ความประพฤติของแตล่ ะคน ลักษณะภายนอกของซานตาคลอสทถ่ี ูกสมมตขิ ้ึนนี้
ดเู หมอื นวา่ จะลอกเลยี นแบบมาจากเทพเจา้ ทอร์ (Thor) ซง่ึ เปน็ เทพเจา้ ในเทพนยิ าย
ของสแกนดเิ นเวยี ทเ่ี ดนิ ทางดว้ ยรถศกึ มแี พะลาก และลอกเลยี นแบบนกั บญุ นโิ คลสั
ทน่ี ำของขวัญมาแจกเด็กๆ อันท่ีจรงิ ซานตาคลอสเป็นรูปแบบทนี่ ่ารัก เหมาะ
สำหรับเปน็ กศุ โลบาย หรอื เปน็ นิยายใหเ้ ดก็ ๆ เช่ือเพอ่ื จะได้ประพฤตติ นเปน็ คนดี
แตบ่ างครง้ั อาจทำใหค้ นทว่ั ไปเขา้ ใจผดิ คดิ วา่ เทศกาลครสิ ตม์ าสเปน็ การเฉลมิ ฉลอง
ซานตาครอสแทนทจ่ี ะเขา้ ใจวา่ เปน็ การเฉลมิ ฉลองการบงั เกดิ ของพระเยซู ซง่ึ เปน็
จุดศูนยก์ ลางของเทศกาลคริสตม์ าส

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
153

คริสต์ศาสนา
การร้องเพลงคริสต์มาส เพลงครสิ ต์มาส (Christmas carols) ท่เี ปน็
ภาษาองั กฤษ ปรากฏใหเ้ หน็ เปน็ ครง้ั แรกในปี ค.ศ. 1426 จากผลงานการรวบรวม
เพลง 15 เพลงของคุณพ่อ จอหน์ ออดีเลย์ (John Audelay) เพลงคริสต์มาส
ภาษาอังกฤษทีน่ ยิ มร้องในปัจจุบนั แตง่ ขึ้นตา่ งยุคต่างสมัย บางเพลงมีอายเุ กา่ แก่
เปน็ เวลาหลายศตวรรษ สำหรับเพลงท่ีมชี ่ือเสียงดั่งเช่น “Silent Night, Holy
Night” หรือ เรยี กเป็นภาษาไทยวา่ “ราตรสี งดั ราตรีสวัสดิ์” มคี วามเป็นมา
ดงั นีค้ ือ ในปี ค.ศ. 1816 คุณพอ่ โจเซฟ โมร์ (Joseph Mohr) ได้แตง่ บทกวีเป็น
ภาษาเยอรมนั ชือ่ “Stille Nacht! Heilige Nacht!” ขนึ้ มาในชว่ งเวลาทท่ี ่าน

อยู่ในหมบู่ ้านอัลไพน์ (Alpine village) ต่อมาในปี ค.ศ. 1817 ท่านได้รบั การ
แต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าอาวาสโบสถ์นักบุญนิโคลัส ที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อ
โอเบิรน์ ดอรฟ์ (Oberndorf) ในประเทศออสเตรยี (Austria) ณ ที่นีท้ ่านไดร้ ู้จกั
และเป็นเพอ่ื นสนทิ กับฟร้านซ์ ซาเวอร์ กรเู บอร์ (Franz Xaver Gruber) ซง่ึ เป็น
ครโู รงเรยี นอารน์ สด์ อรฟ์ (Arnsdorf) และชว่ ยกจิ การในโบสถร์ วมทง้ั เลน่ ออรแ์ กน
ดว้ ย เป็นที่เล่าขานกันในตน้ ศตวรรษท่ี 20 วา่ ในวนั ท่ี 24 ธันวาคม ค.ศ. 1818
ออร์แกนในวดั เสยี ทำใหไ้ มส่ ามารถเล่นเพลงตามปกติได้ คณุ พ่อโจเซฟ โมร์จึงรบี
เดินไปหากรเู บอรท์ ีโ่ รงเรียนอาร์นส์ดอร์ฟซ่ึงใชเ้ วลาประมาณ 15 นาที โดยให้ใส่
ทำนองให้กบั บทกวที ่ที ่านแต่งโดยใชก้ ตี าร์ ในคืนวนั น้นั เพลง “Stille Nacht!
Heilige Nacht!” จงึ ไดร้ บั การบรรเลงครง้ั แรกโดยใชก้ ตี าร์ และดงั กระหม่ึ กอ้ งโลก
มานับตัง้ แต่บดั นั้น และมกี ารแปลเป็นภาษาตา่ งๆ มากมาย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
154

คริสต์ศาสนา
การทำพิธมี สิ ซาเที่ยงคืน เมอื่ พระสันตะปาปาจูลอี ัสที่ 1 ไดป้ ระกาศ
ให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันสมโภชพระคริสตสมภพ (วันครสิ ต์มาส) อย่างเปน็
ทางการในปี ค.ศ. 349 ในปีนั้นเองพระสันตะปาปาและสัตบุรุษผู้มีจิตศรัทธา
ได้พากันเดินสวดภาวนาและขับร้อง ไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ ที่ตำบล
เบธเลเฮม พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืน พระสันตะปาปาก็ทรงถวายมิสซา
บชู า ณ ทน่ี น้ั เมอ่ื เสรจ็ แลว้ กเ็ สดจ็ กลบั มาทพ่ี กั เปน็ เวลาเชา้ มดื ราวๆ ตี 3 พระองค์
ก็ทรงถวายมิสซาอีกครั้งแล้วสัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ปัญหาก็คือยังมี
สัตบรุ ุษหลายคนทไ่ี ม่ได้ไปรว่ ม พระสันตะปาปาจึงทรงถวายมสิ ซาอีกครง้ั หน่งึ
เป็นครงั้ ท่ี 3 สำหรบั สัตบุรษุ ที่ไมไ่ ดไ้ ปร่วม ดว้ ยเหตนุ เี้ องพระสนั ตะปาปาจงึ ทรง
อนุญาตใหพ้ ระสงฆ์ถวายมสิ ซาได้ 3 คร้ังในวันคริสต์มาส เหมอื นกบั การปฏิบัติ
ของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืนในวัน
คริสต์มาส (คืนวันที่ 24 ธันวาคม) และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาบูชา
ขอบพระคณุ ได ้ 3 ครง้ั ในวนั ครสิ ตม์ าส (25 ธันวาคม)

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
155

คริสต์ศาสนา

วนั อสี เตอร์ หรอื วันปัสกา 5 คอื วันระลกึ ถึงวันท่พี ระเยซูเจา้

ทรงกลบั คนื พระชนมช์ ีพจากความตาย ซง่ึ ตรงกับวันอาทิตย์ คำวา่ “อีสเตอร์”
ท่นี ำมาใช้สำหรบั การสมโภชน้นั มาจากคำวา่ “EOSTRE” ซงึ่ เป็นชอ่ื ของเทพเจา้
แ ห่ ง ฤ ดู ใ บ ไ ม้ ผ ลิ ข อ ง พ ว ก ทู โ ท นิ ค
เทพองค์นี้เป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้ืน
คืนชีพ เพราะก่อนถึงฤดูนี้ ใบไม้จะ
ร่วงหล่นจนเหลือแต่เพียงลำต้นและ
ก่งิ กา้ น พอถงึ ฤดใู บไมผ้ ลิต้นไม้จะกลบั
มาผลิดอกออกใบ มีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หนึ่ง ฉะนั้นฤดูใบไม้ผลิจึงถูกนำมา
เปรยี บกบั การเสดจ็ กลบั คนื พระชนมช์ พี
ของพระเยซดู ว้ ย ด้วยเหตุนจ้ี งึ เรียก
วันนว้ี า่ “อสี เตอร”์

5 http://www.catholic.or.th/spiritual/article/article2009/article01.html

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
156

คริสต์ศาสนา
สมัยก่อนพระศาสนจักรตามที่ต่างๆ จัดฉลองสมโภชวันอีสเตอร์ใน
วันอาทิตย์ที่ไม่ตรงกัน จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 325 สภาสังคายนาไนเซียซึ่งเป็น
สภาสังคายนาทผ่ี ้นู ำของครสิ ต์ศาสนาทว่ั โลก ได้มาประชมุ พรอ้ มหนา้ กนั และมี
มติกำหนดให้คริสต์ศาสนิกชนท่ัวโลกทำการฉลองสมโภชเทศกาลอีสเตอร์ให้
ตรงกนั โดยคำนวณตามระบบจันทรคติ ทั้งนีเ้ นอ่ื งจากต้องการให้การฉลองวนั ที่
พระเยซูทรงกลับคืนพระชนม์ชีพจากความตาย ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน
ครั้งแรกจรงิ ๆ
การฉลองวนั อสี เตอรห์ รอื ปสั กาในอดตี โดยทว่ั ไปจะเรม่ิ ตง้ั แตเ่ ชา้ มดื ของ
วนั อาทติ ย์ คริสต์ศาสนิกชนจะไปรวมตัวกันท่โี บสถ์ หรือท่ีสุสาน หรอื ในทงุ่ กวา้ ง
หรือตามป่าเขา รอ้ งเพลงนมัสการพระเจา้ ตัง้ แตย่ ังมืดอยู่ พอดวงอาทติ ยค์ อ่ ยๆ
โผลข่ ึน้ จากขอบฟา้ เสียงเพลง “เป็นข้ึนแลว้ ” ก็จะดังกระหึ่มขนึ้ เขาจะรอ้ งเพลง
อธษิ ฐานโมทนาพระคณุ พระเจา้ และสรรเสรญิ พระองคท์ ท่ี รงเปน็ พระเจา้ ผยู้ ง่ิ ใหญ่
และมีชัยชนะเหนอื ความตาย หลังจากนน้ั กจ็ ะเปน็ การบรรยายถึงการกลับคืน
พระชนม์ชีพจากความตายของพระเยซูคริสต์ มีการเทศน์สอนหนุนใจให้
คริสต์ศาสนิกชนยืนหยัดอยู่ในศรัทธาที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และดำเนินชีวิต
อย่างมีชัยเหนือบาปทั้งปวง เพื่อจะสามารถพิชิตความตายและมีชีวิตนิรันดร
จากนั้นก็จะมีการรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน บางแห่งก็อาจจะมีการเล่น
เกมสนุกๆ บางแห่งกน็ ยิ มเอาไขม่ าระบายสตี า่ งๆ ใหแ้ ลดสู วยงาม และนำไปซอ่ น
ใหเ้ ดก็ ๆ และหน่มุ สาวคน้ หากันอย่างสนุกสนาน
ในปจั จุบันในสปั ดาหศ์ ักด์ิสิทธกิ์ ่อนการฉลองสมโภชปัสกา จะมีพิธีกรรม
ต่างๆ เร่มิ ต้งั แตว่ นั พฤหัสฯ ศักดิ์สทิ ธิ์ ในช่วงเช้าของวนั พฤหสั ฯ ศกั ด์ิสิทธ์ิ จะมีพธิ ี
เสกน้ำมันศักดส์ิ ิทธใิ์ นตอนค่ำจะมีพิธรี ะลึกถงึ พระเยซทู รงต้งั ศีลมหาสนทิ ในพธิ ี
มิสซาบูชาตอนคำ่ วนั พฤหัสฯ ศกั ด์สิ ทิ ธิ์ พระสงฆผ์ ู้ประกอบพธิ ี จะทำพิธีลา้ งเท้า
ตัวแทนสัตบรุ ุษ 12 คน ทงั้ นเ้ี พอ่ื เปน็ การระลึกถงึ การที่พระเยซูเจา้ ทรงล้างเทา้
อัครสาวก 12 คนก่อนอาหารค่ำมื้อสุดท้ายเพื่อเป็นการสอนให้รู้ว่าผู้ที่จะเป็น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
157

คริสต์ศาสนา
ผู้นำ ตอ้ งรู้จักถ่อมตนรบั ใชผ้ อู้ น่ื ในวันศกุ รศ์ ักดิ์สทิ ธิ์ซ่งึ เป็นวนั ที่พระเยซูเจา้ ทรง
รบั ทรมานและสน้ิ พระชนมบ์ นไมก้ างเขน ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนจะตอ้ งถอื ศลี อดอาหาร
และอดเนื้อ ในตอนค่ำจะไม่มีพิธีมิสซาแต่จะมีการอ่านบทอ่านที่บรรยายถึง
พระมหาทรมานของพระเยซูเจา้ และมกี ารนมสั การกางเขน สำหรับวันเสาร์
ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ถอื วา่ เปน็ คนื ตน่ื เฝา้ ปสั กา กอ่ นพธิ มี สิ ซาบชู าขอบพระคณุ จะมกี ารเสกไฟ
แห่เทยี นปสั กาและเสกน้ำ หลงั จากนั้นกจ็ ะเป็นการฟังบทอ่านซ่ึงมีท้งั หมด 6 บท
ในโบสถ์บางแหง่ จะมกี ารโปรดศีลล้างบาปและศีลกำลงั ให้กับพน่ี อ้ งที่สมัครใจ
มาเปน็ ครสิ ตศ์ าสนิกชนใหม่ พิธีมิสซาในวนั นีจ้ ะงดงามสง่าและเตม็ เปีย่ มไปดว้ ย
ความยนิ ดีเป็นพิเศษ
คนโบราณ ในประเทศตะวันตก เชื่อกันว่า ไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิต
เพราะกำลงั จะมชี วี ติ ใหมเ่ กดิ ขน้ึ จงึ ไดม้ กี ารใชไ้ ข่ เปน็ สญั ลกั ษณข์ องวนั อสี เตอรก์ นั
คริสต์ศาสนิกชนถือว่า วันอีสเตอร์หรือวันปัสกาซึ่งเป็นวันที่พระเยซูคริสต์ทรง
กลบั คนื พระชนมช์ พี จากความตาย เปน็ วนั ทส่ี ำคญั ทส่ี ดุ เปน็ หวั ใจของขา่ วประเสรฐิ
เพราะถา้ ไมม่ วี นั อสี เตอร์ วนั ครสิ ตม์ าสกไ็ มม่ คี วามหมายอะไร เพราะถา้ พระเยซเู จา้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
158

คริสต์ศาสนา
เสด็จมาบงั เกิด และส้ินพระชนมโ์ ดย
ไม่ไดท้ รงกลบั คนื พระชนมช์ ีพ พระองค์
ก็ จ ะ เ ป็ น เ พี ย ง ค น ธ ร ร ม ด า ค น ห นึ่ ง
ที่ตายไปแล้ว แตเ่ ม่ือพระองคไ์ ดช้ ยั ชนะ
เหนือความตาย บรรดาผู้มีความเชื่อ
จึงมีความหวัง ที่จะกลับเป็นขึ้นจาก
ความตาย มีชีวิตนิรันดรในสวรรค์กับ
พระเจ้า มีความมั่นใจในชีวิตนิรันดร
หลงั ความตาย พระคัมภีรบ์ ันทึกไวว้ า่
หลังจากพระเยซูคริสต์ทรงกลับคืน
พระชนมช์ พี แลว้ พระองคไ์ ดไ้ ปปรากฏในทต่ี า่ งๆ หลายแหง่ ทา่ มกลางสาวก และ
ได้อยกู่ บั สาวกเป็นเวลา 50 วนั จงึ ได้เสด็จสูส่ วรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน
กอ่ นเสดจ็ สสู่ วรรคพ์ ระองคต์ รสั สง่ั สาวกใหไ้ ปประกาศขา่ วประเสรฐิ จนถงึ สดุ ปลาย
แผน่ ดนิ โลก (มทั ธวิ 28: 18-20) และพระองคท์ รงสญั ญาว่าจะอยู่กับพวกเขา
จนกว่าจะสน้ิ พิภพ และยังทรงสญั ญาว่าจะกลับมารบั พวกเขาไปอยกู่ ับพระองค์
พวกสาวกจึงไดอ้ อกไปประกาศข่าวประเสริฐ โดยไมก่ ลัวอันตรายใดๆ บา้ งกถ็ ูก
ตอ่ ตา้ น ถกู จบั ทรมาน ถูกฆ่าตาย แต่พวกเขากไ็ มเ่ คยหยุดยั้งในการยนื ยนั ถึง
สจั ธรรมทพี่ วกเขาเช่อื วา่ เปน็ ความจริง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
159

คริสต์ศาสนา
กระต่ายอีสเตอร์ (Easter Bunny) มีความหมายในทำนองเดียวกบั
ไขป่ สั กา กระตา่ ยเปน็ สญั ลกั ษณข์ อง “ชวี ติ ใหม”่ ทอ่ี อกลกู มากมายในฤดใู บไมผ้ ลิ
ชาวอยี ปิ ตโ์ บราณเชอ่ื กนั วา่ กระตา่ ยเปน็ สญั ลกั ษณข์ อง “ดวงจนั ทร”์ ครสิ ตศ์ าสนกิ ชน
ยดึ ถือเอาปฏทิ นิ ทางจันทรคติมากำหนดวนั ปสั กาหรืออสี เตอรใ์ นแตล่ ะปี ดงั นั้น
กระต่ายจึงเป็นของแถมที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของอีสเตอร์อีกอย่างหน่ึงเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีตำนานสมัยใหม่เกี่ยวกับกระต่ายอีกว่า สตรีนางหนึ่งซ่อน
ไข่อีสเตอร์ไว้สำหรับลูกๆ ของนางเพื่อเอาไว้กินในช่วงกันดารอาหาร ในตอน
ทเี่ ดก็ ๆ พบไขท่ ี่แม่ซ่อนไว้น้ัน พวกเขามองเหน็ กระต่ายตวั โตตัวหนงึ่ กระโดดออก
มาจากหลุมท่ีซอ่ นไข่ไว้ พวกเด็กๆ เข้าใจว่า กระต่ายเป็นผู้เอาไขอ่ ีสเตอรม์ าให้
กระต่ายจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตใหม่ท่ีรอดพ้นจากความอดอยาก
หวิ โหย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
160

คริสต์ศาสนา

วนั ฉลองที่เปน็ ร้จู กั แพร่หลาย
: เดอื นกมุ ภาพันธ์ ไดแ้ ก่ วนั วาเลนไทน์ (Valentine) 6

วันวาเลนไทนม์ าจากชอ่ื ของนกั บญุ วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผูซ้ ง่ึ
มชี วี ติ อยู่ ในสมยั จักรพรรดเิ คลาดิอุส (Claudius) ท่ี 2 แห่งกรุงโรม ในสมัยนัน้
จกั รพรรดิเคลาดอิ ุสได้ออกกฎห้ามราษฎรมิใหม้ กี ารแต่งงานในเมอื งของพระองค์
เพราะทรงต้องการทำศกึ สงคราม พระองค์ทรงประสงคใ์ ห้ผู้ชายทุกคนเป็นทหาร
พระองคท์ รงเชื่อวา่ ถา้ ไมม่ ีการแต่งงาน ผูช้ ายจะมงุ่ สนใจ แต่การทำศกึ สงคราม
แต่เพียงอยา่ งเดยี ว นักบญุ หรอื เซนตว์ าเลนไทน์ไมเ่ ห็นด้วยกบั บทบญั ญตั ขิ อง
กฎหมายดงั กล่าว ในฐานะทีเ่ ป็นบาทหลวงทา่ นฝา่ ฝืนกฎหมายโดยการประกอบ
พิธแี ต่งงานให้หนุ่มสาวทต่ี อ้ งการแต่งงานอยา่ งลับๆ วันหน่งึ ข่าวการประกอบ
พธิ ีสมรสกไ็ ปถึงพระกรรณของจกั รพรรดิ เคลาดอิ สุ พระองคจ์ ึงทรงสง่ั ทหารไป
จับบาทหลวง วาเลนไทน์ มาขังคกุ รอวนั ประหาร ระหวา่ งท่ีอยใู่ นคกุ คูบ่ ่าวสาว

6 http://www.cefiroclub.com/cms/board/index.php?topic=1406.0

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
161

คริสต์ศาสนา

ท่ีท่านเคยประกอบพิธสี มรสให้ ก็แอบไปเย่ียมเยยี นอย่างสมำ่ เสมอ ท่นี ่ันทา่ นยัง
ได้รู้จกั หญิงสาวผ้หู น่ึง ซง่ึ เปน็ ลกู สาวของผคู้ มุ นางพูดคยุ กบั ทา่ นและบอกท่าน
เสมอวา่ ท่านทำถูกตอ้ งแลว้ บาทหลวงวาเลนไทนถ์ ูกประหารชีวิตด้วยการตัด
ศีรษะเม่ือวนั ที่ 14 กมุ ภาพันธ์ ในปี ค.ศ. 269 ก่อนตายท่านไดฝ้ ากบนั ทึกสนั้ ๆ
ถงึ เพอ่ื นคนหนง่ึ ของทา่ นวา่ “Love from your Valentine” ตอ่ มาในปี ค.ศ. 496
พระสันตะปาปาเกลาสอิ สุ (Gelasius) ไดท้ รงประกาศแตง่ ตง้ั ให้ท่านเปน็ นักบุญ
และให้ถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันฉลองนักบุญวาเลนไทน์
เพ่อื เป็นอนุสรณร์ ำลึกถึงคุณความดี ความกล้าหาญ และความเสยี สละของท่าน
ผคู้ นโดยทว่ั ไปจงึ ยดึ ถอื เอาวนั น้ี เปน็ วนั แหง่ ความรกั แตใ่ นเวลาตอ่ มาวนั วาเลนไทน์
มกั ใช้แทนความรกั ของหนุม่ สาวเปน็ ส่วนใหญ่ โดยในวันนีจ้ ะมีการส่งขนม เชน่
ช็อกโกแลต และดอกไม้เช่น ดอกกุหลาบให้กับคนรัก

: เดือนพฤศจกิ ายน ได้แก่ วันฮาโลวีน (Halloween) 7

วันฮาโลวนี หรือทเี่ รยี กกันวนั ปลอ่ ยผ ี ในวนั ดังกลา่ วมักมีการจัดตกแตง่
บ้านเรือนและร้านค้าโดยใช้ฟักทองที่คว้านเป็นรูปผีหรือใช้วัสดุอื่นๆ ประดิษฐ์
เป็นตวั ผีหรือทำให้มหี นา้ ตาเป็นผี เพื่อสรา้ งบรรยากาศ ให้กลายเปน็ งานร่นื เรงิ
“Halloween” เปน็ คำภาษาอังกฤษ เพ้ียนมาจากคำ “All Hallows Eve”

7 http://www.dek-d.com/boa

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
162

คริสต์ศาสนา

ซง่ึ แปลวา่ วนั กอ่ นวนั สมโภชนกั บญุ ทง้ั หลาย โดย “Hallow + Even (evening) =
Halloween”คำว่า “Hallow”เปน็ คำแองโกลแซกซันแปลวา่ “ทำให้ศักดสิ์ ทิ ธ”ิ์
ตรงกับภาษาเยอรมันว่า “heiligen” ในปจั จบุ นั นิยมใช้คำมาจากภาษาละตินวา่
“sanctify” คำ “Hallow” ยงั มีใช้ในบทสวดอธิษฐานเก่าๆ เช่น “Hallowed
be Thy name” (ขอพระนามจงเป็นท่ีสักการะ) นอกจากนนั้ คำว่า “Hallow”
ยงั แปลวา่ สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ผศู้ กั ดส์ิ ทิ ธ์ิ หรอื นกั บญุ คำ “All Hallowmas” จงึ แปลวา่
วนั สมโภชนกั บญุ ทง้ั หลาย ในปจั จบุ นั วนั กอ่ นวนั สมโภชครสิ ตม์ าสมี “Christmas
Eve” วันก่อนวันสมโภชนักบุญทัง้ หลายกม็ ี “All Hallowmas Eve” ซึง่ ตอ่ มา
ย่อเป็น Halloween โดยมีงานรื่นเริงและพิธีกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกับ
คืนก่อนวันคริสต์มาส ในเวลาต่อมาคริสต์ศาสนิกชนพร้อมใจกันเลื่อนพิธีกรรม
ทางศาสนาไปหลงั วนั สมโภชนกั บญุ ทง้ั หลาย และเรยี กวา่ วนั วญิ ญาณในแดนชำระ
(All Souls Day) เพอื่ ใหค้ วบคกู่ บั วันสมโภชนกั บุญทั้งหลาย (All Saints Day)
การสมโภชนักบุญทั้งหลายเริ่มโดยพระสันตะปาปาโบนีฟาสที่ 4
(Boniface IV) โดยกำหนดวันท่ี 13 พฤษภาคมของทกุ ปี นบั ตง้ั แต่ ค.ศ. 613
เปน็ ตน้ มา ซง่ึ ตรงกบั วนั เปดิ โบสถแ์ พนทอี นั (Pantheon) อนั เปน็ โบสถส์ รรพเทพ
ของชาวโรมนั มาแตเ่ ดมิ และจกั รพรรดโิ ฟกสั (Phocas) ยกใหเ้ ปน็ ของครสิ ตศ์ าสนา
ตอ่ มาพระสันตะปาปาเกรโกรที ่ี 4 (Gregory IV) ทรงเปลยี่ นวนั สมโภชนกั บุญ
ทง้ั หลายมาเปน็ วนั ที่ 1 พฤศจิกายน นับตง้ั แต่ ปี ค.ศ. 834 เปน็ ตน้ มา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
163

คริสต์ศาสนา

ครสิ ต์ศาสนกิ ชนคาทอลกิ ในชว่ งเวลาน้ัน ถอื วา่ วนั ฮาโลวนี มีความสำคญั
เคียงคู่กันกับวันคริสต์มาสและวันอีสเตอร์จึงเร่ิมงานต้ังแต่วันก่อนวันฉลองหรือ
วนั สุกดิบ ขณะน้นั เกาะอังกฤษยังรับอำนาจของพระสนั ตะปาปาอยู่ ชาวอังกฤษ
จึงรับนโยบายของพระสันตะปาปาไปปฏิบัติตาม ด้วยเหตุที่ชาวเผ่าเคลต์ของ
เกาะอังกฤษ (ไอร์แลนด์และสก็อตแลนด์) ถือเอาวันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวัน
เรมิ่ ตน้ ฤดูหนาว และเป็นวันขึ้นปใี หม่ (Samhoin) มาเป็นเวลานานแลว้ โดยจัด
พิธเี ป็น 2 วนั คอื วันสกุ ดบิ (31 ตุลาคม) เปน็ วันทำบุญเลย้ี งผี ซึ่งเชือ่ กันว่าท้ังคืน
จะมผี ีออกเพ่นพา่ นรับส่วนบญุ เมื่อจัดทำพธิ ียกอาหารทำบญุ ทำทานแลว้ ก็ปิด
ประตหู นา้ ตา่ งอยแู่ ต่ในบ้านอธษิ ฐานขอใหผ้ ไี ปที่ชอบๆ วันรุ่งขึน้ (1 พฤศจิกายน)
เปน็ วนั ปใี หม่ ไดท้ ำพธิ บี ชู าเทพเจา้ ตามดว้ ยการรน่ื เรงิ ตามประเพณี เมอ่ื ชนพวกน้ี
ยอมรับนับถือคริสตศ์ าสนาแล้วกย็ งั คงปฏิบตั ปิ ระเพณีน้สี ืบตอ่ มา ครัน้ ได้รับการ
ประกาศรับรองจากพระสันตะปาปา ผู้นำศาสนาก็หาวิธีแทรกพิธีกรรมของ
ครสิ ตศ์ าสนาเข้ากบั ประเพณีดง้ั เดิม วนั สุกดิบจงึ กลายเป็นวันทำบุญใหว้ ญิ ญาณ
ของผลู้ ว่ งลบั คอื วญิ ญาณทย่ี งั อยใู่ นแดนชำระ (purgatory) จงึ ทำพธิ สี วดออ้ นวอน
ขอพระเจา้ ทรงเมตตาให้ไดข้ ้นึ สวรรค์
วิญญาณเหลา่ นจี้ ึงไม่น่ากลวั เหมือนผีทเี่ รร่ อ่ นขอส่วนบญุ เม่ือชาวบา้ น
หันมานับถือคริสต์ศาสนาแล้วก็ไม่เช่ือเร่ืองผีมาที่ออกมาขอส่วนบุญแต่ก็ยัง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
164

คริสต์ศาสนา

สบื ทอดประเพณนี ีต้ อ่ ไป โดยปรับให้เข้ากบั สถานการณ์ กล่าวคอื คนื วนั สุกดิบ
ถอื เป็นคืนเลน่ ผี มผี ู้แต่งตวั สมมตุ ิเปน็ ผีออกมาเพ่นพา่ นขอสว่ นบญุ ใครทีไ่ ม่ชอบ
แตง่ ตวั เป็นผีกย็ นิ ดจี ดั เลี้ยงต้อนรบั ผีในครอบครวั ของตน โดยคว้านฟกั ทองหรือ
ใช้วัสดอุ ่ืนทำใหม้ หี นา้ ตาเป็นผ ี สรา้ งบรรยากาศใหม้ ผี ีในบ้านตอ้ นรบั ผนี อกบ้าน
กลายเป็นงานสนุกสนานรื่นเริงที่มีบรรยากาศแปลก วันรุ่งขึ้นจึงเป็นวันสมโภช
นกั บุญท้งั หลาย และต่ออีกวนั หน่ึงจงึ เปน็ วันทำบญุ ให้วิญญาณในแดนชำระ
เมื่อชาวไอริชและชาวสก็อต อพยพไปตั้งหลักแหล่งในประเทศ
สหรฐั อเมรกิ ากน็ ำเอาประเพณนี ไ้ี ปปฏบิ ตั ิ ปรากฏวา่ ถกู ใจชาวอเมรกิ นั ทกุ เชอ้ื ชาติ
จึงปฏิบัติตามกันอย่างจริงจังตลอดมา และตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19
เป็นตน้ มาก็กลายเปน็ เทศกาลประจำชาติมาจนทกุ วันน้ี

วนั อาทติ ย์

หนง่ึ ในพระบญั ญตั ิ 10 ประการคือ “วนั พระเจา้ อยา่ ลืมฉลองเปน็ วัน
ศักด์สิ ทิ ธิ”์ วันพระเจ้าถอื เปน็ วันหยุดพกั ผ่อน การพกั ผ่อนเป็นการถือตามแบบ
พระเปน็ เจา้ ทไ่ี ดท้ รงพกั จากงาน “เนรมติ สรา้ งโลก” เดมิ วนั พระเจา้ ตรงกบั วนั เสาร์
ท่ชี นชาวอสิ ราเอลเรยี กว่า “วันสบั บาโต” ศาสนายดู าหย์ ังคงยดึ ถอื วันเสารเ์ ป็น
วนั ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ แต่สำหรับคริสตศ์ าสนานับตัง้ แตส่ มัยอคั รสาวก วันพระเจ้าได้เลือ่ น
มาเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันระลึกถึงการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูเจ้า
ผู้ทรงไถบ่ าปของมนุษย์

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
165

คริสต์ศาสนา
ความมุ่งหมายสำคัญของการถอื “วนั พระเจา้ ” เป็นวนั ฉลองศักด์ิสทิ ธิ์ คือการ
ส่งเสริมให้กราบนมัสการและถวายคารวะแด่พระผู้เป็นเจ้าโดยร่วมพิธีกรรม
ทางศาสนา โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ พธิ มี สิ ซาบชู าขอบพระคณุ นอกนัน้ ยงั เป็นการ
สง่ เสรมิ ชวี ติ ครอบครวั ชวี ติ ชมุ ชนเพราะสมาชกิ ทห่ี ยดุ พกั จากการทำงานมโี อกาส
อย่รู วมกัน ไดพ้ บปะสังสรรค์ ชว่ ยเหลอื แบ่งปนั ประสบการณ์ และร่วมกจิ กรรม
ท่ีส่งเสริมความศรัทธารวมทงั้ ความรกั ความสามคั คใี นหมูค่ ณะ นอกจากนี้ยังเปน็
โอกาสทแ่ี ตล่ ะคนจะไดพ้ ฒั นาจติ ใจและจติ วญิ ญาณของตน โดยมเี วลาฟงั พระวาจา
ของพระเจา้ ศึกษาคำสอนของศาสนา และพจิ ารณาทบทวนการกระทำของตน
ในชว่ งเวลาที่ผ่านมาโดยมุ่งหวงั ทีจ่ ะพฒั นาตนเองให้ดียงิ่ ขน้ึ
พระบัญญัติประการนี้ ห้ามการทำงานที่เป็นอุปสรรคต่อเป้าหมาย
ดงั กลา่ วนี้ งานทหี่ ้ามทำคอื งานการอาชพี แตง่ านทเ่ี ป็นการพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ
หรือเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่คิดหวังผลตอบแทนก็ย่อมสามารถทำได้
ตลอดเวลา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
166

คริสต์ศาสนา

ความสัมพันธร์ ะหวา่ งมนุษย์

ความสมั พันธ์ระหว่างมนุษยก์ ับพระเจ้า

หลักความเชื่อพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของคริสต์ศาสนิกชน คือ
พันธสัญญาระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ พระเจ้าทรงสร้างโลกและสรรพสิ่ง
ทรงสร้างมนษุ ย์ขึน้ มาใหค้ รอบครองสิ่งทีพ่ ระองคท์ รงสรา้ งข้นึ มนุษย์อยรู่ ่วมกับ
พระเจา้ อย่างมคี วามสุข อย่างไรก็ตาม ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งพระเจ้า (God) กบั
มนุษย์ (human beings) ขาดสะบ้นั ลงเมื่อมนษุ ย์ได้ทำบาปโดยการไม่เช่ือฟัง
พระองค์ บาปทำให้ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพระเจา้ กับมนุษย์ตอ้ งสิน้ สุดลง มนุษย์
พยายามแสวงหาวิถที างต่างๆ ทจ่ี ะคืนดกี บั พระเจ้า และเพราะพระเจ้าทรงรัก
มนุษย์จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์มาไถ่บาปให้แก่มวล
มนุษย์โดยการตายบนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าจึงเป็นสะพานเชื่อมให้มนุษย์
คนื ดกี ับพระเจ้า “การเปน็ พยานน้ีคือ พระเจ้าประทานชีวิตนริ นั ดรแก่เรา และ
ชวี ติ นอ้ี ยใู่ นพระบตุ รของพระองค์ ผใู้ ดมพี ระบตุ รยอ่ มมชี วี ติ และผใู้ ดไมม่ พี ระบตุ ร
ขอพระเจา้ ยอ่ มไม่มชี วี ิต” (1 ยอหน์ 5:11-12) 8

8 http://www.christianthai.net/Man.html

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
167

คริสต์ศาสนา

ความสมั พนั ธ์ต่อบดิ ามารดา

พระเจา้ ทรงสรา้ งมนษุ ยข์ น้ึ ตามพระฉายาลกั ษณข์ องพระองค์ บดิ ามารดา
เป็นผู้ร่วมสร้างกับพระองค์ พระบิดาเป็นแหล่งที่มาของครอบครัวทั้งหลาย
(เทยี บ เอเฟซสั 3:15) ความเปน็ บดิ าของพระเจา้ จึงเปน็ พ้นื ฐานของ เกียรติ
และศกั ดศิ์ รที ี่บุตรต้องมีให้กบั บิดามารดาของตน ความเคารพนบั ถอื ของบุตรต่อ
บดิ ามารดาของตน ความนบนอบเช่ือฟัง (เทียบ สุภาษติ 1:8; โทบิต 4:3-4)
เป็นสิง่ ทพี่ ระบญั ญัติของพระเจา้ เรยี กร้อง “จงนับถือบดิ ามารดา อายุจะไดย้ ืน”
(อพยพ 20:12)
ความเคารพนบั ถอื ของบุตรต่อบิดามารดา สบื เนอื่ งมาจากความกตัญญู
ของบตุ รทม่ี ตี อ่ ผทู้ น่ี ำเขามาสโู่ ลก ผอู้ บรมเลย้ี งดเู ขาใหเ้ จรญิ เตบิ โตทง้ั ดา้ นรา่ งกาย
สติปญั ญา อารมณ์และจติ วิญญาณ ด้วยความรกั และหว่ งใย “จงนับถือบดิ าของ
เจ้าดว้ ยความเคารพเหนือเกลา้ อย่าลืมมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าด้วยความเจบ็ ปวด
อย่าลืมว่าท่านทั้งสองเป็นผู้บังเกิดเกล้า พระคุณของท่านต่อเจ้าจะเอาอะไรมา
ตอบแทนได้” (บตุ รสริ า 7:27-28) ความเคารพนับถอื ในฐานะบตุ รแสดงออก
โดยทางการว่านอนสอนง่ายและด้วยการนบนอบเชื่อฟังอย่างแท้จริง “ลูกรัก
จงปฏบิ ตั ิตามคำสง่ั ของบดิ าเจา้ ไม่ดูหมน่ิ คำสอนของมารดาเจ้า เมอ่ื เจ้าเดิน
ท่านก็นำทางเจา้ เมือ่ เจ้านอนพกั ผ่อน ทา่ นกจ็ ะตนื่ เฝ้าดูแลเจ้า เมื่อเจา้ ตืน่ ขนึ้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
168

คริสต์ศาสนา
ทา่ นก็จะพูดกบั เจ้า” (สุภาษติ 6:20-22) “บตุ รท่ีฉลาดฟงั คำเตือนสตขิ องบิดาตน
คนจองหองนน้ั ไมฟ่ งั คำตเิ ตอื น” (สภุ าษติ 13:1) ตลอดเวลาทบ่ี ตุ รอาศยั อยใู่ นบา้ น
ของบิดามารดา บุตรจะต้องนบนอบเชื่อฟังต่อข้อเรียกร้องของบิดามารดาเพื่อ
ความดีของตนหรือของครอบครัว “บรรดาบุตรทั้งหลาย จงนอบน้อมเชื่อฟัง
บดิ ามารดาในองคพ์ ระผเู้ ปน็ เจา้ เพราะการกระทำเช่นนถ้ี กู ตอ้ ง” (โคโลสี 3:20;
เทยี บ เอเฟซสั 6:1) บตุ รยงั ตอ้ งเชอ่ื ฟงั ตอ่ คำสง่ั สอนทม่ี เี หตผุ ลของผอู้ บรมสง่ั สอน
และบรรดาผซู้ ง่ึ บดิ ามารดาไดม้ อบหมายใหด้ แู ล บตุ รไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งนบนอบเชอ่ื ฟงั
ก็ต่อเมื่อคำสั่งสอนของบิดามารดาที่ให้มานั้นขัดกับหลักศีลธรรม ในกรณีเช่นนี้
บุตรต้องเชื่อมั่นในมโนธรรมของตนเอง ซึ่งก็คือนบนอบเชื่อฟังพระเจ้านั่นเอง
แตส่ ำหรบั ความเคารพนบั ถอื นน้ั บตุ รจะตอ้ งมใี หแ้ กบ่ ดิ ามารดาของตนจนวนั ตาย

ความสมั พนั ธ์ระหว่างสามภี รรยา

เมอ่ื ชายและหญงิ แตง่ งานเปน็ สามภี รรยากนั ทง้ั สองตา่ งละจากบดิ ามารดา
ของตนเพือ่ มาสรา้ งครอบครวั ใหม่ ท้ังสองจะอยู่ร่วมกันบนพืน้ ฐานของความรัก
ในองคพ์ ระครสิ ตเ์ จา้ ทง้ั สองจะรกั และซอ่ื สตั ยต์ อ่ กนั จนกวา่ ชวี ติ จะหาไม่ ยอมรบั
บตุ รหรอื ธดิ าท่พี ระเจ้าประทานให้เปน็ ของขวญั เมือ่ แต่งงานกนั แลว้ สามีภรรยา
มหี นา้ ทต่ี อ่ กนั ในการเสรมิ สรา้ งความรกั และสนั ตสิ ขุ ภายในครอบครวั ดแู ลเอาใจใส่
ซึง่ กนั และกัน รกั และให้อภยั กนั และกนั และช่วยกันอบรมเลยี้ งดบู ุตรทพี่ ระเจ้า
ประทานให้ เพือ่ ใหเ้ ขาไดเ้ ติบโตเปน็ คริสต์ศาสนิกชนทีด่ ี

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
169

คริสต์ศาสนา

ความสมั พนั ธต์ ่อบุตรและธดิ า

ความสมบูรณ์แห่งความรักของคู่สามีภรรยาไม่เป็นแต่เพียงการให้
กำเนิดบตุ ร และเล้ียงดูให้เตบิ โตเท่านัน้ แตต่ ้องขยายออกไปส่กู ารใหก้ ารศึกษา
และการอบรมทางดา้ นศีลธรรมและจติ ใจแกพ่ วกเขาดว้ ย หนา้ ทขี่ องบิดามารดา
ในการให้การศกึ ษาอบรม มีความสำคัญอยา่ งย่งิ ยวด เพราะถา้ ขาดการอบรม
ของพอ่ แมก่ ย็ ากทหี่ าการอบรมอน่ื ใดมาทดแทนได้ หนา้ ทข่ี องบดิ ามารดาในการ
ใหก้ ารศกึ ษาอบรมลกู ๆ นน้ั เปน็ ภารกจิ เบอ้ื งตน้ ทไ่ี มอ่ าจจะละเลยได้ บดิ ามารดา
จะต้องถอื วา่ บุตรของตนเปน็ ลกู พระเจา้ และใหค้ วามเคารพในความเป็นบคุ คล
ของบุตร ควรอบรมลูกๆ ให้ประพฤติปฏิบัติตน ตามพระบัญญัติของพระเจ้า
อย่างครบถ้วน โดยการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุตรธิดา บิดามารดาต้องมี
ความเคารพยำเกรงพระเจ้า และทำตามน้ำพระทยั ของพระองค์ ผา่ นทางการ
สร้างครอบครัวที่ดี มีความนุ่มนวลอ่อนโยน เคารพให้เกียรติ รัก เสียสละ
ให้อภยั และซอื่ สตั ย์ตอ่ กนั ครอบครัวเป็นสถานทีเ่ หมาะสมอยา่ งยงิ่ ในการอบรม
สั่งสอนด้านคุณธรรมจริยธรรม บิดามารดาต้องอบรมสั่งสอนบุตรธิดา ให้รู้จัก
แยกแยะผิดถูกชั่วดี เรียกร้องให้ฝึกฝนการปฏิเสธตนเอง สอนให้รู้จักตนเอง
ใหร้ จู้ กั ขอ้ บกพรอ่ งและปรบั ปรงุ แกไ้ ข สอนใหเ้ ปน็ นายเหนอื ตนเองและรจู้ กั เสยี สละ
รับใช้ผู้อื่น บิดามารดาพึงระลึกเสมอว่าการกระทำย่อมดังกว่าคำพูด ดังนั้น
จึงไมม่ ีการอบรมทางศลี ธรรมใดๆ ทที่ รงอิทธพิ ลมากไปกว่าการประพฤตติ นเป็น
แบบอย่างท่ดี ีใหแ้ ก่บุตรหลาน

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
170

คริสต์ศาสนา

ความสัมพันธร์ ะหว่างเพือ่ นมนุษย์

ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนเชอ่ื วา่ มนษุ ยท์ กุ คนถกู สรา้ งขน้ึ มาตามพระฉายาลกั ษณ์
ของพระเจ้าองคเ์ ดยี วกนั ทกุ คนมเี จตจำนงเสรี มวี ญิ ญาณท่ีรู้เหตุผลเหมอื นกนั
มธี รรมชาตเิ ดยี วกนั และมที ม่ี าเดยี วกนั ทกุ คนมสี ทิ ธไิ ดร้ บั การไถบ่ าป โดยการตาย
บนไม้กางเขนของพระเยซคู รสิ ตเ์ จา้ ทุกคนไดร้ ับเรยี กจากพระเจ้า ดงั นนั้ ทกุ คน
จึงมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน การแบ่งแยกกีดกันทุกรูปแบบใน
เรอ่ื งสทิ ธขิ น้ั มลู ฐานของบคุ คลไมว่ า่ จะดว้ ยเหตผุ ลใดๆ อาทเิ ชน่ ตา่ งเพศ ตา่ งเชอ้ื ชาติ
ต่างสผี วิ ตา่ งฐานะทางสังคม ตา่ งภาษาหรอื ต่างศาสนา ตอ้ งละเวน้ ทำไม่ได้
เพราะขัดต่อเจตจำนงของพระเจา้ (พระศาสนจักรในโลกสมัยนี้ ข้อ 29.2) มนษุ ย์
ทกุ คนเกดิ มาในโลก ไมม่ ใี ครพรอ้ มสมบรู ณไ์ ปหมดทกุ อยา่ ง ดงั นน้ั การพฒั นาชวี ติ
ของแตล่ ะคนไมว่ า่ จะเปน็ ในดา้ นใดกต็ ามจงึ จำเปน็ ตอ้ งอาศยั บคุ คลอน่ื เหน็ ไดช้ ดั วา่
มนษุ ยแ์ ต่ละคนมคี วามแตกต่างกนั ไมว่ า่ จะเปน็ เร่อื งของอายุ ความสามารถทาง
กายภาพ ความสามารถทางสตปิ ัญญา เจตคตทิ างศีลธรรม หรือเรอื่ งอ่ืนๆ (เทียบ
พระศาสนจกั รในโลกสมัยน้ี ขอ้ 29.2) คริสต์ศาสนกิ ชนเชือ่ ว่า เป็นนำ้ พระทยั
ของพระเจ้าท่ีทรงมีพระประสงค์ให้มนุษย์แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน
แตพ่ ระองคไ์ ม่ได้ทรงเรยี กรอ้ งจากมนษุ ย์เกนิ ความสามารถของเขา เขา้ ทำนองว่า
“ผู้ทีไ่ ด้รับมากกต็ ้องคนื มาก ผทู้ ่ไี ดร้ ับน้อยก็ต้องคนื น้อย” (เทยี บ มทั ธวิ 25:14-
30; ลกู า 19:11-27) ความแตกตา่ งจงึ เปน็ แผนการของพระเจา้ ผทู้ รงมพี ระประสงค์
ให้แตล่ ะคนมีโอกาสในการสร้างกุศลและทำความดี เชน่ ถ้าหากทุกคนในโลกน้ี
รำ่ รวยเงินทอง กย็ อ่ มไมม่ ีใครมีโอกาสทำบญุ ทำทานดว้ ยเงินทอง ไม่มีใครในโลก
ทม่ี ที กุ อยา่ งหรอื ขาดทกุ อยา่ ง ทกุ คนตา่ งกม็ บี างสง่ิ และขาดบางสง่ิ บางอยา่ งเสมอ
ดังนั้นมนุษย์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน คริสต์ศาสนาสอนให้
ศาสนกิ ชนรจู้ กั รกั และรับใชผ้ ้อู นื่ ตามศักยภาพ ท่ีไดร้ บั มา ไม่วา่ ผู้อื่นน้นั จะเปน็
ใครกต็ าม แมก้ ระท่งั ศตั รเู ม่ือมีโอกาสกต็ ้องชว่ ยเหลอื เขา พระเยซูเจ้าตรัสสอนวา่
“ทา่ นท้งั หลายไดย้ ินคำกล่าวว่า จงรกั เพือ่ นบ้าน จงเกลยี ดศตั รู แตเ่ รากลา่ วแก่

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
171

คริสต์ศาสนา

ทา่ นว่าจงรกั ศัตรู จงอธิษฐานภาวนาให้ผ้ทู ่ีเบียดเบียนท่าน” (มัทธวิ 5: 43-44)
บญั ญัติ 10 ประการของคริสต์ศาสนาสามารถทอนลงมาให้เหลือแตเ่ พียง 2 ข้อ
คือ “ท่านต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ
สดุ สตปิ ัญญาของทา่ น นคี่ ือบทบญั ญัตเิ อกและเป็นบทบัญญตั ิแรก บทบญั ญัติ
ประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง”
(มทั ธิว 22: 37-39) นกั บญุ เปาโลหรอื เซนต์ปอลไดส้ าธยายความรกั ทีม่ ีต่อเพ่ือน
มนุษย์ไว้ว่า“ความรกั ยอ่ มอดทนมใี จเอ้อื เฟ้ือไมอ่ จิ ฉาไม่โอ้อวดตนเองไมจ่ องหอง
ไมห่ ยาบคาย ไมเ่ ห็นแก่ตัว ความรกั ไมฉ่ ุนเฉยี ว ไม่จดจำความผิดท่ีได้รับ ไม่ยินดี
ในความชว่ั แตร่ ว่ มยนิ ดีในความถูกตอ้ ง ความรักใหอ้ ภัยทกุ อยา่ ง เชื่อทุกอย่าง
หวังทุกอยา่ ง อดทนทกุ อยา่ ง” (1 โครนิ ธ์ 13: 4-7)

ความสัมพนั ธร์ ะหว่างพนี่ ้องที่มีความเชอ่ื ต่าง

ครสิ ตศ์ าสนาไมป่ ดั ทง้ิ สง่ิ ใดทจ่ี รงิ และศกั ดส์ิ ทิ ธใ์ิ นศาสนาตา่ งๆ พระศาสนจกั ร
พิจารณาเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติ และแบบแผนการดำรงชีวิต ตลอดจนกฎบัญญัติ
และหลกั ธรรมคำสอน ในศาสนาของพน่ี อ้ งที่มีความเชือ่ ตา่ ง ด้วยความเคารพ
จริงใจ ถึงแม้จะแตกต่างจากที่ตนเองยึดถือปฏิบัติก็ตาม เพราะตระหนักว่า
แนวท๋างเข้าถึงสัจธรรมมีได้หลายทาง เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ฉายส่องมาจาก
ดวงอาทติ ยอ์ ยา่ งไรกต็ าม พระศาสนจกั รตระหนกั ดถี งึ พนั ธกจิ ในการประกาศขา่ ว
ประเสริฐที่ว่าองคพ์ ระครสิ ต์เจ้าทรงเปน็ หนทาง ความจรงิ และชวี ิต (ยอห์น 14:6)
พระเจา้ ทรงทำใหโ้ ลกคนื ดกี บั พระองคใ์ นองคพ์ ระครสิ ตเ์ จา้ (ดู 2 โครนิ ธ์ 5:18-19)
ฉะน้ันพระศาสนจักรจึงย้ำเตือนให้คริสต์ศาสนิกชนตระหนักถึงพันธกิจดังกล่าว
แต่ทง้ั นี้จะต้องไม่เข้าใจผดิ เก่ยี วกับพระวาจาของพระเยซูเจา้ ทว่ี า่ “ไม่มีใครไปเฝา้
พระบดิ าเจา้ ได้นอกจากผา่ นทางเรา” (ยอห์น 14: 6) คำว่า “เรา” ไม่ได้หมายถงึ
เฉพาะคริสต์ศาสนิกชนเท่านั้น แต่คำว่า “เรา” ที่พระเยซูเจ้าใช้ พระองค์
หมายถงึ มนุษย์ทกุ คน เหมอื นด่ังพระวาจาของพระองค์ที่ว่า “เราบอกความจรงิ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
172


Click to View FlipBook Version