The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-07-17 11:12:11

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

Keywords: ศาสนิกในประเทศไทย

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ประเพณีและพธิ กี รรมทีส่ ำคัญ

พิธที ี่ทำในเทวาลัยตา่ ง ๆ

พิธีเนาวราตรี คอื บชู าพระแม่อมุ า หรอื พระแมท่ รุ คาเทวี ตรงกบั
ขน้ึ 1 คำ่ เดอื น 5 ถงึ ขน้ึ 9 คำ่ เดอื น 5 จดั ทว่ี ดั เทพมณเฑยี ร และวดั วษิ ณุ ทกุ ปี
พธิ กี ารฉลองวนั อวตารพระราม ตรงกบั ขน้ึ 9 เดอื น 5 จดั ทว่ี ดั เทพมณเฑยี ร
และวัดวิษณุทกุ ปี
พธิ ีสงกรานต์ ตรงกับวนั ท่ี 13 เมษายน ทกุ ปี จัดทเ่ี ทพมณเฑยี ร
พธิ วี นั วสิ าขบชู า ตรงกับวันขน้ึ 15 เดือน 6 จดั ท่ีเทพมณเฑียร
พิธบี ชู าพญานาคและบูชาพระศรหี นุมาน ตรงกบั วนั ขนึ้ 5 ค่ำ เดอื น 9
จดั ท่ีวิษณุมณเฑียร
พธิ กี ารฉลองวันอวตารพระกฤษณะ ตรงกบั แรม 8 ค่ำ เดือน 8 จดั ท่ี
วษิ ณมุ ณเฑียรฮนิ ดธู รรมสภา และจัดทเี่ ทพมณเฑียร สมาคมฮนิ ดสู มาช
พิธีเนาวราตรี บชู าพระแม่ทุรคาเทวี หรอื พระแมอ่ มุ าเทวี ตรงกบั ข้นึ
1 ค่ำ ถงึ 9 คำ่ เดือน 11 เปน็ 9 วัน 9 คนื จัดท่วี ษิ ณมุ ณเฑียรทเ่ี ทพมณเฑียร
และที่เทวาลัยพระศรีมหาอมุ าเทวี
พธิ ีการฉลองวนั วิชยาทศมี หรือ ทศหรา หรือ ดเู ซร่า ตรงกบั ขนึ้ 10 คำ่
เดือน 11 จัดทว่ี ษิ ณุมณเฑียร ที่เทพมณเฑยี ร และท่ีเทวาลยั พระศรีมหาอมุ าเทวี
แตท่ ่ีเทวาลัยพระศรีมหาอมุ าเทวี น้นั จดั พธิ อี ยา่ งมโหฬารกวา่ ทอ่ี ่ืนใดดังกลา่ วมา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
223

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พธิ พี ราหมณ์ ในศาสนพธิ ี

1. พธิ มี งคล หมายถงึ การกระทำในสง่ิ ทด่ี ี หรอื เปน็ การทำบญุ ซง่ึ กระทำ
ให้กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือ การปรารถนาดี ความเคารพที่มีต่อ
เทพยดาส่งิ ศักดสิ์ ทิ ธ์ิทงั้ หลาย
1.1 พิธที ำขวัญเดอื น โกนผมไฟ
1.1.1 คติ พิธนี ี้เปน็ การแสดงความยนิ ดี ของพ่อแม่ ทม่ี ีต่อ
ลกู ของตน เปน็ การรับขวญั และประกาศใหแ้ กญ่ าติพน่ี ้อง ของตน
ได้ทราบถงึ การได้สมาชิกใหม่ ในครอบครวั จึงจัดทำพิธที ำขวัญให้
แกเ่ ดก็ ตามปกตเิ ดก็ ทจ่ี ะมารบั ขวญั นไ้ี มจ่ ำเปน็ ตอ้ งมอี ายคุ รบ 1 เดอื น
พอดี อาจจะทำกอ่ น หรอื หลงั 1 เดอื น แลว้ กไ็ ดต้ ามความเหมาะสม
1.1.2 ขั้นตอนของพธิ ี
ก. ขน้ั ตอนก่อน วันพิธี
- จัดหาฤกษเ์ พือ่ เปน็ มงคล ในการประกอบพิธี โดยไปขอจาก
โหร หรือพราหมณ์

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
224

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ประเพณสี งกรานต์

สงกรานต์ เป็นประเพณีเดอื น 5 ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พมา่
ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทาง
ตะวันออกของประเทศอินเดีย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการ
เคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี
หรือคือการเคลื่อนข้ึนปีใหม่ในความเช่ือของไทยและบางประเทศในเอเชีย
ตะวันออกเฉยี งใต้

สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มา
กับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึง
ประเพณสี ่งท้ายปีเก่า และตอ้ นรบั ปใี หม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการ
สิ้นปี พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชน
บ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้ม
ที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็น
องค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมาย
ของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อ
ความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่
ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาล
สงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำ
สริ ิมงคล เพ่อื ให้เปน็ การเริ่มต้นปีใหม่ท่ีมีความสุข ปัจจุบนั มพี ฒั นาการและมี
แนวโน้มว่าไดม้ ีการเสรมิ จนคลาดเคลอื่ นบิดเบือนไป เกดิ การประชาสมั พันธใ์ น
เชิงการท่องเทีย่ วว่าเป็น Water Festival หรือ สงครามน้ำ เป็นภาพของการ
ใชน้ ้ำเพอื่ แสดงความหมายเพยี งประเพณกี ารเล่นน้ำ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
225

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือ
วนั สงกรานตเ์ ป็นวนั “กลับบ้าน” ทำให้การจราจรคบั คง่ั ในช่วงวันก่อนสงกรานต์
วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง
นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมท่ีเกิดข้ึนตามการเปล่ียนแปลงหลายด้านของ
สังคม นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานตย์ งั ถกู ใชใ้ นการส่งเสริมการท่องเทย่ี ว ท้ังต่อ
คนไทย และต่อนักทอ่ งเท่ยี วต่างประเทศ

ตำนานนางสงกรานต์
ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวตามพระบาลีฝ่าย
รามัญว่า ครง้ั หน่ึงนานมาแล้ว มีเศรษฐคี นหนึ่ง รวยทรพั ย์แต่อาภพั บุตร ตงั้ บ้าน
อยู่ใกลก้ ับนกั เลงสรุ าทีม่ ีบุตรสองคน วนั หนึง่ นกั เลงสุราตอ่ ว่าเศรษฐีจนกระท่งั
เศรษฐนี อ้ ยใจ จงึ ไดบ้ วงสรวงพระอาทติ ย์ พระจนั ทร์ ตง้ั จติ อธษิ ฐานอยกู่ วา่ สามปี
ก็ไร้วี่แววที่จะมีบุตร อยู่มาวันหนึ่งพอถึงช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ
เศรษฐไี ดพ้ าบรวิ ารไปยังต้นไทรริมนำ้ พอถงึ กไ็ ด้เอาขา้ วสารลงลา้ งในน้ำเจ็ดครง้ั
แล้วหุงบชู าอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รกุ ขเทวดาเหน็ ใจเศรษฐี
จงึ เหาะไปเฝา้ พระอินทร์ ไม่ช้าพระอินทร์กม็ เี มตตาประทานให้เทพบุตรองค์หนึง่
นาม “ธรรมบาล” ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไมช่ ้ากค็ ลอดออกมา
เศรษฐีตัง้ ชือ่ ให้กมุ ารน้อยนว้ี ่า ธรรมบาลกมุ าร และได้ปลูกปราสาทไวใ้ ตต้ น้ ไทร
ให้กมุ ารนอี้ ยอู่ าศยั

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
226

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ตอ่ มาเมอ่ื ธรรมบาลกมุ ารโตขน้ึ กไ็ ดเ้ รยี นรซู้ ง่ึ ภาษานก และเรยี นไตรเภท
จบเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เขาได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่างๆ แก่คนทั้งหลาย
อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ
ถา้ ธรรมบาลกมุ ารตอบไดก้ จ็ ะตดั เศยี รบชู า แตถ่ า้ ตอบไมไ่ ดจ้ ะตดั ศรี ษะธรรมบาล
กุมารเสีย ท้าวกบลิ พรหมถามธรรมบาลกมุ ารว่า ตอนเช้าศรีอยู่ทไ่ี หน ตอนเท่ียง
ศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นธรรมบาลกุมารจึงขอผัดผ่อน
กับทา้ วกบิลพรหมเป็นเวลา 7 วนั ทางธรรมบาลกมุ ารก็พยายามคดิ คน้ หาคำตอบ
ล่วงเข้าวันที่ 6 ธรรมบาลกมุ ารกล็ งจากปราสาทมานอนอยู่ใตต้ น้ ตาล เขาคิดวา่
ขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม บังเอิญบนต้นไม้มี
นกอนิ ทรี 2 ตัวผัวเมยี เกาะทำรงั อยู่ นางนกอินทรีถามสามีวา่ พรงุ่ นเ้ี ราจะ
ไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร
ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย ด้วยแก้ปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่า คำถามที่
ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้
สามีจงึ เฉลยว่า ตอนเชา้ ศรจี ะอยู่ทห่ี น้า คนจงึ ตอ้ งลา้ งหนา้ ทกุ ๆ เช้า ตอนเท่ียง
ศรจี ะอย่ทู อี่ ก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมท่อี ก สว่ นตอนเยน็ ศรีจะอย่ทู ่ีเท้า
คนจงึ ตอ้ งล้างเท้าก่อนเขา้ นอน ธรรมบาลกุมารก็ไดท้ ราบเร่ืองทน่ี กอินทรคี ยุ กัน
ตลอด จงึ จดจำไว้
ครน้ั รงุ่ ขน้ึ ทา้ วกบลิ พรหมกม็ าตามสญั ญาทใ่ี หไ้ วท้ กุ ประการ ธรรมบาลกมุ าร
จึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงตรัส
เรยี กธดิ าทง้ั เจด็ อนั เปน็ บาทบาจารกิ าพระอนิ ทรม์ าประชมุ พรอ้ มกนั แลว้ บอกวา่
เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก
ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง
จึงให้ธิดาทัง้ เจ็ดนำพานมารองรับ แล้วก็ตดั เศียรใหน้ างทงุ ษะ ผู้เปน็ ธิดาองคโ์ ต
จากนั้นนางทุงษะก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ
60 นาที แล้วเกบ็ รักษาไวใ้ นถำ้ คนั ธุลี ในเขาไกรลาศ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
227

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
จากน้นั มาทุก ๆ 1 ปี ธิดาของทา้ วกบลิ พรหมทั้ง 7 ก็จะผลัดเปล่ียน
หมุนเวียนมาทำหน้าท่อี ญั เชญิ พระเศยี รท้าวกบิลพรหมแหไ่ ปรอบ เขาพระสเุ มรุ
เปน็ เวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานตามเดมิ ในแต่ละปีนางสงกรานตแ์ ต่ละนาง
จะทำหนา้ ทผ่ี ลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ ดงั น้ี
วนั อาทิตย์ เปน็ วนั มหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม ทุงษะเทวี
ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราช
ภักษาหารอทุ มุ พร (ผลมะเด่อื ) พระหัตถ์ขวาทรงจกั ร
พระหัตถ์ซ้ายทรงสงั ข์ เสดจ็ มาบนหลังครฑุ
วนั จันทร ์ เป็นวนั มหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม โคราคะเทวี
ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดา
ภักษาหารเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์
พระหัตถ์ซ้ายทรงไมเ้ ทา้ เสด็จมาบนหลงั พยัคฆ์ (เสอื )
วันองั คาร เป็นวนั มหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม รากษสเทวี
ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา
ภกั ษาหารโลหิต พระหตั ถ์ขวาทรงตรศี ลู พระหตั ถ์ซา้ ย
ทรงธนู เสดจ็ มาบนหลงั วราหะ (หม)ู
วันพุธ เปน็ วนั มหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มณฑาเทวี
ทรงพาหุรัดทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์
ภักษาหารนมเนย พระหัตถข์ วาทรงเขม็ พระหตั ถซ์ า้ ย
ทรงไม้เท้า เสดจ็ มาบนหลังคัทรภะ (ลา)
วนั พฤหสั บด ี เปน็ วันมหาสงกรานต์ นางสงกรานตน์ าม กริ ิณีเทวี
ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต
ภกั ษาหารถ่ัวงา พระหตั ถข์ วาทรงขอช้าง พระหตั ถ์ซ้าย
ทรงหน้าไม้ เสด็จมาบนหลังคชสาร (ชา้ ง)

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
228

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

วนั ศุกร ์ เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กมิ ิทาเทวี
ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม
ภกั ษาหารกลว้ ยนำ้ พระหตั ถข์ วาทรงขรรค์ พระหตั ถซ์ า้ ย
ทรงพณิ เสด็จมาบนหลงั มหงิ สา (ควาย)
วันเสาร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มโหธรเทวี
ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์
ภกั ษาหารเนอ้ื ทราย พระหตั ถข์ วาทรงจกั ร พระหตั ถซ์ า้ ย
ทรงตรศี ูล เสด็จมาบนหลังมยรุ า (นกยงู )

กจิ กรรมในวนั สงกรานต์ ถือวา่ เปน็ การสรา้ งบญุ สรา้ งกศุ ลใหต้ วั เอง และ
การทำบุญตกั บาตร อทุ ิศสว่ นกศุ ลนน้ั แก่ผลู้ ว่ งลับไปแลว้ การทำบญุ
แบบนี้มักจะเตรียมไว้ล่วงหน้า นำอาหารไป
ตกั บาตรถวายพระภิกษุท่ีศาลาวดั ซ่ึงจดั เปน็ ท่ี
รวมสำหรบั ทำบุญ ในวนั นห้ี ลังจากทไ่ี ดท้ ำบญุ
เสร็จแล้ว ก็จะมีการก่อพระทรายอันเป็น
ประเพณีด้วย
เป็นการอวยพรปีใหมใ่ ห้กนั และกัน นำ้ ที่รดมัก
การรดนำ้ ใช้นำ้ หอมเจอื ด้วยน้ำธรรมดา
จะรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด และ
การสรงนำ้ พระ บางท่จี ัด สรงน้ำพระสงฆ์ ด้วย
กระดกู ญาตผิ ใู้ หญท่ ่ตี ายแล้ว มักก่อเป็นเจดยี ์
บังสุกลุ อัฐิ แลว้ นมิ นตพ์ ระไปบงั สุกลุ


วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
229

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

การรดน้ำผูใ้ หญ่ คือการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
ครบู าอาจารย์ ทา่ นผู้ใหญม่ กั จะนัง่ ลงแล้วผู้ทีร่ ด
ก็จะเอาน้ำหอมเจอื กบั น้ำรดทีม่ อื ท่าน ทา่ นจะ
ให้ศลี ใหพ้ รผูท้ ี่ไปรด ถ้าเป็นพระกจ็ ะนำผ้าสบง
ไปถวายให้ ท่านผลัดเปลี่ยนด้วย หากเป็น
ฆราวาสก็จะหาผ้าถุง ผ้าขาวมา้ ไปให้
การดำหัว ก็คือการรดน้ำนั่นเอง แต่เป็นคำเมืองทาง
ภาคเหนอื การดำหัวเรยี กกันเฉพาะการรดนำ้
ผใู้ หญท่ เ่ี ราเคารพนบั ถอื ผสู้ งู อายุ คอื การขอขมา
ในสิ่งที่ไดล้ ว่ งเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่
จากผู้ใหญ่ของท่ีใช้ในการดำหัวส่วนมาก
มีผา้ ขนหนู มะพร้าว กล้วย และ ส้มปอ่ ย
การปลอ่ ยนกปลอ่ ยปลา ถือเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ เป็นการสะเดาะ
เคราะห์ร้ายให้มีแต่ความสุขความสบายใน
วนั ข้นึ ปีใหม่
การนำทรายเขา้ วดั ทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็น
นิมติ โชคลาภ ใหม้ ีความสุขความเจรญิ เงนิ ทอง
ไหลมาเทมาดจุ ทรายทขี่ นเข้าวัด

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
230

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

สงกรานตใ์ นแต่ละท้องท่ี
แม้สงกรานต์จะมีอยู่ทั่วไปในประเทศแถบคาบสมุทรอินโดจีน เช่น
พม่า ลาว กัมพูชา และมณฑลยูนนานทางตอนใตข้ องประเทศจีน แตส่ งกรานต์
ที่ ย่ิ ง ใ ห ญ่ ที่ สุ ด แ ล ะ มี ชื่ อ เ สี ย ง ม า ก ท่ี สุ ด ใ น ส า ย ต า ช า ว โ ล ก คื อ ส ง ก ร า น ต์
ในประเทศไทย จึงทำให้เทศกาลสงกรานต์ของไทยติดอันดับเทศกาลที่มีสีสัน
ท่สี ดุ 1 ใน 5 ของเอเชยี
สว่ นในตา่ งประเทศ ชาวไต หรือชาวไท ในสิบสองปนั นา โดยเฉพาะ
เมอื งจี่งหง หรอื เมอื งเชยี งรงุ่ จะจดั งานสาดนำ้ สงกรานต์ ในวนั ท่ี 13 - 15 เมษายน
โดยเรยี กวา่ งานเทศกาลพวั สยุ่ เจี๋ย
รูปแบบทว่ั ไป

สงกรานต์ภาคเหนอื (สงกรานต์ลา้ นนา) หรือ “ประเพณปี ีใ๋ หมเ่ มือง”
อนั โดดเดน่ เปน็ เอกลกั ษณ์ เร่มิ ต้ังแต่ “วนั สังขารลอ่ ง” (13 เม.ย.) ทีม่ ีการทำ
ความสะอาดบ้านเพือ่ ความเปน็ สิริมงคล “วันเนา” (14 เม.ย.) วันทหี่ า้ มใครด่า
ทอว่ารา้ ยเพราะจะทำใหโ้ ชคร้ายไปตลอดทัง้ ปี “วันพญาวัน” หรือ “วนั เถลงิ ศก”
(15 เม.ย.) วันน้ชี าวบ้านจะต่นื แตเ่ ชา้ ทำบุญตกั บาตรเข้าวัดฟังธรรม กอ่ นจะไป
รดน้ำดำหวั ขอขมาญาตผิ ู้ใหญใ่ นชว่ งบ่าย “วันปากปี” (16 เม.ย.) ชาวบ้านจะพา
กันไปรดน้ำเจา้ อาวาสตามวัดตา่ งๆ เพอ่ื ขอขมาคารวะ และ “วันปากเดอื น” (17
เม.ย.) เป็นวันท่ชี าวบ้านส่งเคราะหต์ ่างๆ ออกไปจากตวั เพอ่ื ปดิ ฉากประเพณี
สงกรานต์ ลา้ นนา

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
231

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สงกรานต์ภาคอสี าน นิยมจัดกนั อยา่ งเรียบงา่ ย แต่วา่ มากไปด้วยความ
อบอุ่น โดยคนอีสานจะเรียกประเพณสี งกรานต์วา่ “บุญเดอื นหา้ ” หรอื “ตรุษ
สงกรานต”์ บางพื้นท่จี ะเรียกว่า “เนา”และจะถอื ฤกษใ์ นวันขึน้ 15 คำ่ เดอื น 5
เวลาบ่าย 3 โมง เปน็ เวลาเริ่มงานโดยพระสงฆ์จะ ตกี ลองโฮมเปดิ ศกั ราช
จากนั้นญาติโยมจะจัดเตรียมน้ำอบหาบไปรวมกันท่ีศาลาวัดเพื่อสรงน้ำ
พระพทุ ธรูป แลว้ ตอ่ ด้วยการรดนำ้ ดำหัว ปู่ ย่า ตา ยาย และญาตผิ ใู้ หญ่ เพื่อขอ
ขมาลาโทษจากนัน้ กจ็ ะเปน็ การเล่นสาดนำ้ สงกรานต์กันอย่างสนกุ สนาน

สงกรานต์ภาคใต้ ตามความเชือ่ ของประเพณสี งกรานต์แบบด้ังเดมิ ท่ี
ภาคใตแ้ ลว้ สงกรานตเ์ ปน็ ชว่ งเวลาแห่งการผลัดเปล่ียนเทวดาผรู้ กั ษาดวงชะตา
บ้านเมือง พวกเขาจึงถือเอาวันแรกของสงกรานต์ (13 เม.ย.) เป็น “วันส่ง
เจ้าเมืองเก่า” โดยจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์สิ่งไม่ดีออกไป ส่วน “วันว่าง”
(14 เม.ย.) ชาวนครจะไปทำบญุ ตักบาตรท่ีวัด และสรงนำ้ พระพทุ ธรูป และ
วนั สดุ ทา้ ยเปน็ “วนั รบั เจา้ เมอื งใหม”่ (15 เม.ย.) จะทำพธิ ตี อ้ นรบั เทวดาองคใ์ หม่
ด้วยการแต่งองค์ทรงเคร่ืองอยา่ งสวยงามสง่ ท้ายสงกรานตป์ ระเพณีสงกรานต์
สงกรานตภ์ าคกลาง เรม่ิ ขน้ึ ในวนั ท่ี 13 เมษายน เปน็ วนั “มหาสงกรานต”์
วันที่ 14 เป็น “วนั กลาง” หรือ “วนั เนา” วนั ที่ 15 เปน็ “วันเถลิงศก” ท้ัง 3 วนั
ประชาชนจะประกอบพิธีทางศาสนา มกี ารทำบญุ ตกั บาตร ปล่อยนกปลอ่ ยปลา
การกรวดน้ำอุทศิ สว่ นกศุ ลใหแ้ ก่ญาติผลู้ ว่ งลับ การสรงนำ้ พระ การขนทรายเข้า
วัดก่อพระเจดยี ์ทราย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
232

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

คำทำนายเก่ยี วกบั สงกรานต์
ตามตำราพรหมชาติ ฉบบั หลวง ได้ใหค้ ำทำนายเกยี่ วกบั วนั สงกรานต์ไว้
ดงั นี้
วันมหาสงกรานต์
ถา้ ปีใดวันมหาสงกรานตเ์ ปน็ วนั อาทิตย์ ปีน้นั ไรน่ าเรอื กสวน เผอื กมัน
มสิ ู้แพงแล
ถ้าวันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและ
นางพระยาทั้งหลาย
ถ้าวันอังคารและวันเสาร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ จะเกิดอันตราย
กลางเมือง จะเกิดเพลงิ และโจรผู้รา้ ย และจะเจ็บไข้นักแล
ถ้าวนั พุธ เป็นวนั มหาสงกรานต์ ว่าทา้ วพระยาจะได้เครอื่ งบรรณาการ
มาแต่ตา่ งเมอื ง แต่จะแพล้ ูกออ่ นนกั แล
ถา้ วันพฤหสั บดเี ปน็ วนั มหาสงกรานต์ จะแพข้ ้าไท พระสงฆร์ าชาคณะจะ
ได้รบั ความเดือดเนือ้ รอ้ นใจกนั แล
ถ้าวันศกุ ร์เปน็ วันมหาสงกรานต์ ขา้ วนำ้ ลูกหมากรากไมท้ ง้ั หลายจะ
อุดม แตจ่ ะแพ้เดก็ ฝนและพายชุ มุ จะเจบ็ ตากนั มากนกั แล ฯ
วันเนา
ถา้ วันอาทิตย์เป็นวันเนา ข้าวจะตายฝอย จะได้ยนิ เสียงคนตา่ งภาษา
ทา้ วพระยาจะรอ้ นใจนักแล
ถ้าวันจนั ทรเ์ ปน็ วนั เนา เกลือจะแพง นางพระยาจะร้อนใจ มักจะเกิด
ความไขต้ ่าง ๆ
ถ้าวนั องั คารเปน็ วันเนา หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพอ้ ำมาตยม์ นตรี
ทงั้ ปวง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
233

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ถ้าวันพุธเป็นวันเนา ขา้ วจะแพง คนทั้งหลายจะไดร้ บั ความทุกข์รอ้ น
แมห่ มา้ ยจะพลัดทีอ่ ยู่
ถ้าวนั พฤหัสบดเี ปน็ วนั เนา ลูกไมจ้ ะแพง ตระกลู ทัง้ หลายจะรอ้ นใจ
นกั แล
ถา้ วันศกุ ร์เป็นวันเนา ขา้ วจะแพง แรง้ กาจะตายหา่ สัตวใ์ นป่าจะเกิด
อันตราย
ถ้าวันเสารเ์ ปน็ วันเนา ขา้ วปลาจะแพง จะเกดิ เพลงิ กลางใจเมอื ง ขนุ นาง
จะตอ้ งโทษ ข้าวจะตายฝอย น้ำจะนอ้ ยกว่าทุกปี สมณชีพราหมณ์จะรอ้ นใจนัก
ผักปลาจะแพงแล ฯ
วันเถลงิ ศก
ถา้ วนั อาทติ ยเ์ ปน็ วนั เถลงิ ศก พระมหากษตั รยิ จ์ ะรงุ่ เรอื งดว้ ยพระเดชานภุ าพ
จะมีชยั ชนะแกศ่ ัตรูทว่ั ทิศาท้งั ปวงแล
ถา้ วันจนั ทร์เป็นวนั เถลงิ ศก พระราชเทวี และหมู่นางสนม ราชบรพิ าร
จะประกอบไปด้วยสขุ และสมบัตทิ ้ังปวง
ถ้าวันอังคารเป็นวันเถลิงศก อำมาตย์มนตรีทั้งปวงจะอยู่เย็นเป็นสุข
แม้จะตอ่ ยทุ ธด์ ้วยปจั จามิตร ณ ทใี่ ด ๆ กจ็ ะมีชยั ชนะทุกเม่ือแล
ถ้าวันพธุ เป็นวนั เถลิงศก ราชบณั ฑิต ปุโรหติ โหราจารย์ จะมสี ุขสำราญ
เปน็ อนั มาก
ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันเถลิงศก สมณะพราหมณาจารย์จะปฏิบัติชอบ
ดว้ ยธรรมวินยั อนั ประเสริฐแล
ถ้าวันศุกร์เป็นวันเถลิงศก พ่อค้าพานิชทั้งหลาย อันไปค้าขายใน
ประเทศต่าง ๆ จะประกอบไปดว้ ยพสั ดเุ งินทอง และมคี วามสุขเป็นอันมากแล
ถา้ วันเสาร์เปน็ วันเถลงิ ศก หมูท่ แกล้วทหารท้งั ปวง จะประกอบไปดว้ ย
ความสุข และวชิ าการต่าง ๆ แม้จะกระทำยุทธ์ดว้ ยขา้ ศึก ณ ทศิ ใด ๆ กจ็ ะมี
ชัยชนะทกุ เม่ือแล ฯ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
234

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ความสัมพนั ธร์ ะหว่างมนุษย์

ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ยจ์ ำเปน็ ตอ้ งมรี ะเบยี บแบบแผนโดยรวมอนั วา่
ดว้ ยองค์ประกอบส่วนตา่ ง ๆ ของสังคม ซง่ึ ไดแ้ ก่ วรรณะ 4 ซึ่งมีหนา้ ท่ีประจำ
วรรณะอนั เกี่ยวขอ้ งกบั วรรณะอนื่ กับองคป์ ระกอบสังคมไทยในแง่สมาชกิ สงั คม
ซ่ึงสมาชกิ มหี น้าทต่ี อ่ คนอน่ื ตามตำแหน่ง หรอื ฐานะตา่ ง ๆ เช่น บิดา มารดา บุตร
ครอู าจารย์ ผูป้ กครอง

ความสัมพันธร์ ะหว่างมนุษย์ตามวรรณะ

ในศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู มนษุ ยก์ ำเนดิ เปน็ วรรณะจากอวยั วะตา่ ง ๆ ของ
พระพรหม สังคมจะดำรงอยู่เข้มแข็งและมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อส่วนประกอบต่าง ๆ
ทำงานตามหนา้ ทส่ี ง่ เสรมิ ซง่ึ กนั และกนั เสมอื นคนทส่ี มบรู ณย์ อ่ มอาศยั ความเขม้ แขง็
และการทำหน้าท่ปี ระสานกนั ระหวา่ งอวัยวะ วรรณะ 4 ไดแ้ ก่
วรรณะพราหมณ์ กำเนดิ จากพระโอษฐ์ของพระพรหม ทำหนา้ ทีศ่ ึกษา
หาความรู้ ธำรงรักษา ถ่ายทอดวชิ าความรู้ และธรรมมะแกม่ นุษย์
วรรณะกษตั ริย์ กำเนิดจากพระหตั ถข์ องพระพรหม ทำหนา้ ท่พี ิทกั ษ์
คมุ้ ครอง เสยี สละตนแมช้ ีวติ ให้ความมน่ั คงปลอดภัยแกส่ งั คม
วรรณะแพศย์ กำเนิดจากช่วงพระอุระ ถึงพระอุทรของพระพรหม
ทำหน้าที่เลี้ยงดสู ร้างความม่นั คงทางเศรษฐกิจของสังคม
วรรณะศูทร กำเนิดจากพระชานุ ถึงพระบาทของพระพรหม ทำหนา้ ที่
เปน็ แรงงานบรกิ ารผูอ้ น่ื ให้มคี วามสขุ สบาย
โดยนยั ดังกลา่ ว วรรณะไมใ่ ชเ่ ครอ่ื งแบ่งศักดิข์ องมนุษย์ แต่วรรณะเป็น
เครื่องจำแนกหน้าท่ี เพือ่ ความดำรงอยทู่ ่ีดีของมนษุ ยแ์ ละสงั คม การทำหน้าที่
แตล่ ะหนา้ ทเ่ี ปน็ สง่ิ สะทอ้ นความเปน็ พระพรหมโดยเสมอกนั อนั เนอ่ื งจากวรรณะ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
235

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

กำเนดิ จากอวัยวะตา่ ง ๆ ของพระพรหม แตล่ ะวรรณะควรแก่การเคารพทั้งสิ้น
ในฐานะส่วนของพรหมนั และสังคมราบรืน่ สมาชกิ มศี ักดิศ์ รีเม่ือสมาชกิ ปฏบิ ตั ิ
หน้าท่ีประจำวรรณะทีต่ นสังกดั
ในพระคัมภรี ์ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ไดบ้ ญั ญัตกิ ารปฏิบัติระหวา่ ง
บุคคลตอ่ บุคคลไวเ้ ปน็ อันมาก อาทเิ ชน่
1. บีตฤธรรม
คือการปฏิบตั ิหนา้ ทข่ี องบดิ าต่อบุตร บิดาตอ้ งรับหนา้ ท่ีเลีย้ งบุตร จนถงึ
บตุ รมีอายุบรรลุนติ ภิ าวะ ในการเลีย้ งดูบุตรนน้ั บิดาจะตอ้ งปฏบิ ัติดงั ตอ่ ไปน้ี
1. บตุ รมีอายุตั้งแต่เกดิ จนถึง 5 ขวบ จงเล้ยี งดูโดยมีเมตตา กรณุ า
และความรัก
2. ตั้งแต ่ 6 ขวบ จนถึงบรรลุนิตภิ าวะ จงเลีย้ งดโู ดยใหก้ ารศึกษา
อบรมสง่ั สอนอย่างใกล้ชดิ และปกครองดูแลควบคุม โดยสังเกต
ความประพฤติ นิสัยใจคอ อุปนิสัยของบตุ รตลอดไป
3. ตั้งแต่บุตรได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ถือว่าเป็นมิตรสหาย คือเป็น
เพื่อนกัน ให้บุตรนำหน้าคือเป็นผู้นำ ตัวบิดาเองเป็นที่ปรึกษา
ของบุตร และหาคู่ครองทีเ่ หมาะควรให้แกบ่ ตุ ร
2. มาตฤธรรม
คอื การปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องมารดาตอ่ บตุ ร มารดาจะตอ้ งรบั หนา้ ทเ่ี หมอื นบดิ า
แต่เอาใจใสเ่ ปน็ พิเศษกบั บตุ ร ตอนทบ่ี ุตรอยใู่ นบ้าน หากบุตรนนั้ เป็นเพศหญิง
จงรับหน้าท่ีอบรมส่งั สอนเป็นพเิ ศษเพือ่ สรา้ งอนาคตของบตุ รหญงิ นั้น ๆ มารดา
เป็นครคู นแรกของเด็ก ๆ มารดาจึงตอ้ งระมดั ระวังสรา้ งนสิ ัยอุปนิสัยของเด็กกอ่ น
3. อาจารยธรรม
คอื การปฏบิ ัติหน้าที่ของครูอาจารยต์ ่อศษิ ย์ ครอู าจารย์จะต้องรบั หน้าที่
ถ่ายทอดวชิ า ความรู้ใหแ้ ก่ศษิ ย์อย่างถกู ตอ้ ง ยุติธรรม เลยี้ งดูลูกศษิ ยอ์ ย่างท่ี
พ่อแม่เลี้ยงดูบุตร สร้างและแก้ไขความประพฤติ นิสัย อุปนิสัยของลูกศิษย์
ร่วมกับพอ่ แม่ของลกู ศษิ ย์

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
236

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ทั้งบิดา มารดา และครูอาจารย์ ต้องเป็นตัวอย่างต่อบุตรธิดาและ
ลูกศิษย์ หากสง่ั สอนด้วยวาจาเพยี งอย่างเดียว แต่ไมไ่ ด้ปฏิบัติให้ดเู ปน็ ตัวอย่าง
แลว้ กจ็ ะได้ผลน้อยมาก การสัง่ สอนจึงตอ้ งปฏบิ ัตใิ หด้ เู ปน็ แบบอย่างดว้ ย จึงจะ
ให้ผลเตม็ ที่
4. บุตรธรรมและศิษยธรรม
คือการปฏิบัตหิ นา้ ที่ของบุตรตอ่ บดิ ามารดา และการปฏิบัติหนา้ ทีข่ อง
ลกู ศิษยต์ ่อครูอาจารย์ ในตำราของศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู ไดบ้ ัญญัตไิ ว้ว่า
อิมํ มาตฤๅ ภกฺตฺตา ปิตฤภกฺตยฺ า ตมฺ ธยฺ มมฺ
คุร ุ คสฺ รฺ ษู ยาเตวํ พฺรหมฺ โลก ํ สมศนฺ ุ เต
บุคคลท่ีจงรักภกั ดีต่อมารดา ผูน้ ั้นเป็นผชู้ นะโลกน ้ี บคุ คลทจ่ี งรักภักดี
ตอ่ บิดา ผนู้ ้ันยอ่ ม ชนะโลกสวรรค์ และบุคคลทจ่ี งรกั ภักดตี อ่ ครอู าจารย์ผู้นั้น
ยอ่ มชนะพรหมโลก
สรฺเพ ตสมฺ าทฤตา ธรมฺ า ยไสยเต ตตรฺ อาทฤตา
อนาทฤตาสฺต ุ ยไสยเต สรฺวาสตสฺยาผลาห ฺ กฺริยาหฺ
บคุ คลที่ได้ทำการเคารพบิดา มารดา และครู ผนู้ น้ั ชือ่ วา่ ได้ปฏิบตั ิธรรม
ทกุ ประการแต่ผู้ท่ี ทำการดถู กู สถานะแหง่ ทา่ นทงั้ สามนแี้ ลว้ ผู้นั้นยอ่ มได้ถงึ ซงึ่
ความสำเรจ็ ไมว่ า่ จะทำการกุศลมากมายสกั เท่าใด ดว้ ยประการน ้ี ผ้ทู ีต่ อ้ งการ
ความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตนี้ หรือชีวิตหน้าก็ตาม บุคคลผู้นั้นจึงต้อง
เคารพนบั ถอื บดิ า มารดา และครูอาจารยอ์ ย่างจรงิ ใจ ต้องอยู่ในโอวาทเชื่อฟงั
ถ้อยคำและปฏิบัตติ ามคำส่งั สอนของทา่ นอยา่ งเคร่งครดั
5. ภราตฤธรรม
คือการปฏิบัติของพี่ต่อน้อง และน้องต่อพี่ น้องต้องเคารพนับถือพี่
เหมอื นบดิ ามารดาและคร ู จงึ มบี ญั ญตั ไิ วว้ ่า
อาจารฺโย พรฺ าหฺมโณมรู ตหิ ฺ ปิตา มูรฺติหฺ ปรู ชาปเต
มาตา ปฺฤถิวยฺ ามรู ตฺ สิ ตฺ ุ ภฺราตาโสว มรู ติราตฺมนหฺ
อาจารยฺ ศจ ปิตาไจว มาตาภรฺ าตา จ ปูรฺวชหฺ
นาตฺเตนาปยฺ มนฺตวยฺ า พฺราหมฺ เณนวิเศษตหฺ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
237

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

จงถอื วา่ ครอู าจารยเ์ ปน็ รปู พระปรมาตมนั บิดาเปน็ รปู พระประชาบดี
มารดาเป็นรปู พระแมธ่ รณ ี และพ่ีเป็นรปู พระครู จงอยา่ ดูถูกทงั้ บดิ ามารดา
ครแู ละพ ่ี ไมว่ า่ ตนเองอยใู่ นฐานะใดก็ตาม ไม่ว่าตนเองอย่ใู นยามทุกข์ประการใด
กต็ าม หากเปน็ พราหมณ์ จงปฏิบัติเปน็ พิเศษอกี หนอ่ ยหน่งึ เชน่ เดยี วกันนี้
พต่ี ้องเลย้ี งนอ้ ง เหมือนบิดามารดาเลย้ี งบุตร พต่ี ้องอบรมสงั่ สอนน้องเหมอื นครู
สอนศษิ ย์
6. ปตธิ รรม
คือการปฏบิ ัตหิ น้าท่ีของสามีต่อภรรยา ผ้เู ป็นชายต้องเลือกเจา้ สาวผู้ท่ี
เหมาะสมแกต่ ระกลู ของตน เหมาะตอ่ สังคมทีต่ นอาศยั อยู่ ฉะน้ัน ก่อนเลือก
เจ้าสาวจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่ก่อน เมื่อฝ่ายผู้ใหญ่ยินยอม
พร้อมใจแลว้ จงึ ยอมรับเจา้ สาวนั้นเปน็ ภรรยา เม่อื เป็นภรรยาแล้วก็ตอ้ งเล้ยี งดู
กันไปตลอดชีพ เอาใจใส่ต่อภรรยาอย่างจริงจังอย่าเป็นชู้กับหญิงอื่น ถือว่า
ผหู้ ญงิ อน่ื ๆ เปน็ เสมอื นมารดา พ ่ี นอ้ ง ลกู หลานของตน โดยทา่ นบญั ญตั ไิ วว้ า่
ยตฺร นารยฺ สต ุ ปชู ฺยนฺเต รมนฺเต ตตรฺ เทวดาหฺ
ยตฺไรตาสตฺ ุ น ปชู ยฺ นเฺ ต สรฺวาสฺตตฺราผลาหกฺ รฺ ิยาห
สนตฺ ษโฺ ฎ ภารฺยยา ภรฺตา ภารฺยาตไถวจ
ยสมฺ ินฺเนวกุเล นติ ฺยํ กลยฺ าณ ํ ตตรฺ ไวธฺรวม
ที่ไหนเพศสตรี ได้รบั ความนบั ถอื จากฝา่ ยชาย ทีน่ ้ันย่อมมีเทพทั้งหลาย
อาศัยอยตู่ ลอดกาล ท่ีไหนภรรยาได้รบั แต่อนาทร ท่นี นั้ การกระทำการกุศลของ
ฝา่ ยชายกลายเปน็ โมฆะ ตระกลู ใดหรอื ครอบครัวใด ในระหวา่ งสามีกับภรรยามี
ความพอใจซง่ึ กนั และกนั ตระกลู นน้ั หรอื ครอบครวั นน้ั ยอ่ มมแี ตค่ วามสขุ ความเจรญิ
7. ปตนฺ ีธรรม
คือการปฏิบตั ิหนา้ ท่ขี องภรรยาต่อสามี ผู้เป็นภรรยาต้องปฏิบตั หิ น้าที่
ต่อสามีด้วยความซอ่ื สัตย์สจุ รติ ต้องเอาใจใสต่ อ่ สามีอยา่ งจริงจัง ตอ้ งถอื อย่ใู น
จติ ใจของตนเองเสมอวา่ ผ้ชู ายทง้ั หลายเว้นสามขี องตนแลว้ เป็นแต่ บดิ า พี่ น้อง
บุตร หลาน เท่านนั้ อย่าเป็นชสู้ ู่ชายอนื่ อยใู่ นโอวาท และอยใู่ นความควบคุม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
238

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ดแู ลของสามีตลอดสมยั เพราะภรรยาเป็นคนสำคัญทสี่ ดุ ในครอบครัว ทา่ นจงึ
ได้กล่าวไว้ว่า
อปตฺย ํ ธรมฺ การยฺ าณ ิ ศศุ ุรษู า รต ิ รตุ ตฺ มา
ทาราธีนสตฺ ถา สฺวรฺคห ปตฤณามาตมฺ นศ จ หิ
การคลอดบุตร การกุศล การบริการรับใช้อย่างเยี่ยม สวรรคข์ องตน
และสวรรคข์ องบรรพบุรุษ สง่ิ เหล่าน้ีอยู่ในกำมอื ของสตรี
ผู้เป็นสตรนี ั้น ต้องระมัดระวังในการรักษาความบริสทุ ธ์ิ ความเปน็ สาว
จงเป็นภรรยาของชายซึ่งเป็นสามีของตนเองเท่านั้น โดยทุกประการในตำรา
มานวศาสตร์ ท่านจงึ ได้บญั ญตั ไิ ว้ว่า
วยฺ ภจิ าราตตฺ ุ ภรฺตุห ฺ สตฺ ร ี โลเก ปรฺ าปฺโนติ นนิ ฺทยตา
ศฤคาลโยนิ จาปโฺ นต ิ ปาปโรไคศฺจ ปฑิ ยฺ ตา
สตรีใดนอกใจสามีเป็นชกู้ ับชายอื่น สตรีนั้นตอ้ งถูกติเตียนนนิ ทาท้งั ใน
โลกน้แี ละโลกหน้า เกิดเป็นหมาป่าหรือหมาจิง้ จอก นอกจากนแ้ี ล้วได้รับความ
เจบ็ ปวดดว้ ยโรคนา่ เกลียด ทงั้ ในชาตนิ ี้และชาตหิ นา้
เมอ่ื เปน็ สามภี รรยากนั แลว้ จงอยอู่ ยา่ งเปน็ สามภี รรยาตลอดชพี เพอ่ื รกั ษา
ช่อื เสียง วงศ์ตระกลู และเพ่ืออนาคตของลกู หลานดว้ ย ทา่ นจึงไดก้ ล่าวไวว้ า่
นโนยนยฺ ส ฺ ยาวฺยภีจาโร ภเวทามรณานฺตกหฺ
เอษ ธรรมหฺ สมาเสน เควยหฺ สตร ี ปุสโยห ฺ ปรหฺ
ตถา นิตยฺ ยเตยาตำ สตรี ปเุ สา กฤฺ ตกฺริเยา
ยถา นาภิ จเรตำ เตา วิยมุ ตฺ าวติ เรตรมฺ
อย่าให้มีการหย่าร้างกันในระหว่างสามีภรรยาจนตลอดชีวิต นี้เป็น
จุดมุ่งหมายของการจัดพิธีสมรส ตามขนบธรรมเนียมประเพณี และเป็นธรรม
ของสามภี รรยาดว้ ย การไมใ่ หม้ กี ารหยา่ รา้ งกนั ระหวา่ งสามภี รรยานน้ั กม็ แี ตโ่ ดย
วถิ ีทางเดยี วคือ ท้ังสามีและภรรยาต้องปฏิบตั ิตอ่ กันอย่างยตุ ธิ รรม ท่เี ตม็ ไปดว้ ย
ความรัก

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
239

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
8. สวามีเสวกธรรม
คือการปฏิบตั หิ นา้ ท่ีของสวามี คอื นายจ้างตอ่ เสวก คือลูกจ้าง และ
การปฏิบัตหิ น้าทีข่ องเสวก คือลกู จา้ งต่อสวาม ี คือนายจา้ ง
ผู้เป็นนายจา้ งมีหนา้ ท่ีเลี้ยงดลู ูกจา้ งและครอบครัวของเขา จ่ายเงนิ เดอื น
หรือใหค้ า่ ตอบแทนประการใด กค็ วรพิจารณาก่อนวา่ ปัจจัยเครอื่ งอาศยั ท่มี อบ
ให้แกล่ ูกจา้ งนั้น เพียงพอเพื่อการครองชพี ของเขาและครอบครวั ของเขาหรอื ไม่
ตอ้ งเอาใจใสใ่ นความทกุ ข์สขุ ของเขา ทา่ นจงึ กล่าวไว้ในมานวศาสตร์ว่า
ปฺรกลฺปยา ตสฺย ไตรฺวฺฤตฺติห ฺ สฺวกฎุ พาทฺยถารฺหตหฺ
ศกตฺ ํ จาเว จฺย ทากฺษฺยํจ ภฤฺ ตยานำจ ปริตคฺรหมฺ
ผู้เป็นนายจา้ งต้องสังเกตดูวา่ ลูกจ้างน้ันมภี าระประการใด เท่าไร แล้ว
ตงั้ คา่ ตอบแทนเพอ่ื การครองชีพของเขา ตามจำนวนปรมิ าณแหง่ ภาระนัน้ ๆ
เชน่ เดียวกันน้ี ผู้เปน็ ลูกจ้าง ก็มหี น้าทท่ี ่ีจะตอ้ งปฏบิ ตั ิงานอยา่ งซือ่ สตั ย์
สจุ ริตต่อนายจา้ ง ทกุ ประการ จะตอ้ งทำอย่างท่นี ายจา้ งจะไดร้ ับผลประโยชน์
มากท่สี ุด อย่าทำการใด ๆ ให้เสยี ประโยชน์ของนายจ้างทง้ั โดยตรง และโดยออ้ ม
ทา่ นจงึ มีบญั ญตั ไิ ว้วา่
เยน สฺยาลลฺ ฆตุ า วาท ปฑี า จิตเฺ ต ปฺรโภหกฺ ฺวจติ
ปรฺ าณตฺยาเคป ิ ตตฺกรมฺ น กรุ ฺยาต ฺ กลุ เสวกหฺ
การกระทำใดที่ทำให้นายจ้างได้รบั แต่ความดถู กู ความเสียหายทั้งกาย
และใจ ผู้เปน็ ลูกจา้ งอย่าทำซึง่ การนน้ั แม้ว่าจะถงึ ต้องสละชวี ติ ของตนเองก็ตาม
9. ราชธรรม
คือการปฏิบัติหน้าที่ของพระราชาหรือรัฐบาลต่อประชาชน กับการ
ปฏิบัติหน้าที่ของประชาชนต่อพระราชา โดยถือว่าประชาชนเป็นเสมือนบุตร
และเอาใจใส่ความทุกข์สุขของประชาชนอย่างใกล้ชิด ในพระคัมภีร์ทางศาสนา
พราหมณ์ – ฮนิ ดูไดส้ อนไวว้ ่า

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
240

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
กษฺ ตฺรยิ สฺย ปฺโรธรมฺ ห ฺ ปรฺ ชานาเมว ปาลนํ
นริ ฺทษิ ฎ ผลโภกฺตาหิ ราชา ธรเฺ มณ ยชยฺ เต
สรํ กฺษฺย มาโณ ราชา ยํกรุ ุเต ธรฺมมนฺวหํ
เตนายรุ ฺ วรฺธเตราโคย ทรุ วิณํ ราษฎเมวจ
พระมหากษัตริย์มีหน้าที่คือธรรมสูงสุด คือดูแลประชาชน อารักขา
ประชาชนให้ความอบอุ่นแก่ประชาชน โดยถือหลักธรรมใดความอารักขาของ
พระมหากษัตรยิ ์ ประชาชนทีอ่ าศัยอยู่ภายใต้พระบารมขี องพระองค์ กจ็ ะต้อง
ปฏบิ ตั ิ ทางธรรมเปน็ ปฏกิ าระด้วยเช่นกนั โดยทา่ นกลา่ วไว้วา่ ราชา ฑณฑฺ ธโร
คุรุหฺ พระราชาเป็นคร ู พระองคถ์ ือทัณฑคือกฎหมาย หมายถงึ ผใู้ ดไม่ปฏบิ ตั ิ
ทางธรรมผนู้ ้ันยอ่ มจะไดร้ บั โทษจากพระองค ์ เมอ่ื เปน็ เชน่ นแ้ี ลว้ ประชาชนก็ต้อง
ปฏิบตั ิทางธรรม โดยอาศยั บารมีราชธรรม อนั พระราชาได้ทรงไว้ จงึ มแี ตค่ วาม
เจริญก้าวหน้าแก่ประเทศชาต ิ ประชาชนกม็ คี วามสุข พระราชาพระองคน์ ้นั
ก็เจรญิ พระชนมายยุ ง่ิ ยนื นาน
พระราชาธิราชนนั้ พระองค์ทรงเป็นเสมือนเทพเจา้ 8 องค ์ คือ
1. พระอนิ ทร์
2. พระยมราช
3. พระวายุ
4. พระสรู ย
5. พระอัคนิ
6. พระวรุณ
7. พระจันทร์
8. พระกุเวร
ในคมั ภรี ์ไดก้ ล่าวไว้ว่า
อินฺนฺนรานิลยมากรฺณ ี อคเณศฺ จ วรุณสฺย จ
จนฺทรฺ วติ เฺ ตศโยศฺไจว มาตฺรา นิรหฤตยฺ ศาศวฺ ดี

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
241

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
พระพรหมธาดาได้แต่งตั้งพระมหากษัตริย์ โดยเอาพระเดชบารมีของ
เทพเจ้าทง้ั แปดองค์ ดงั กล่าวมาแล้ว เพอ่ื ปกป้องปกครองและรกั ษาประชาชน
ด้วยเหตุนั้นในองค์พระราชาจึงมีเทพเจ้าทั้ง 8 องค์ สถิตอยู่เป็นนิตย์ และใน
พระคัมภีร์ ศรีมัทภควัคคีตา พระกฤษณะได้ทรงอนุศาสน์ไว้ว่า “นราณำ
จ นราธปิ มฺ” เราเป็นพระราชาในมนษุ ยชาติ ดังนี้
10. มานวธรรม
ศภุ าศภุ ผลกรมฺ นโมวาคเฺ ทหสมภวํ
หากเกดิ มาเป็นมนุษย์ จงปฏบิ ัตแิ ต่ทางกุศล
กรฺมชาคตโย นฤณำ อตุ ตฺ โมธมมธฺยมาหฺ
บคุ คลทไ่ี ดก้ ระทำ โดยการพดู โดยกาย โดยใจแลว้ ผลแหง่ การกระทำนน้ั
ก็จักอำนวยให้แก่บุคคลนั้นเป็น มัธยคติ และอุดมคต จึงควรทำแต่กรรมดี
โดยตลอดแตฝ่ ่ายเดียว
ปรทรฺ วฺเยษวฺ ภธิ ยานํ มนสานิษฺฎขินตนมฺ
วติ ถาภนิ เิ วศศ ฺ จ ตรุ วิ ิธํ กรฺม มานสมฺ
คดิ แต่ทรัพยส์ มบตั ิของผู้อื่น คิดแต่การทำเสยี ประโยชนแ์ กผ่ ู้อน่ื ไม่ยอม
นับถือผู้ใหญ่น ้ี เป็นโทษทางจิตใจ จงอย่าทำ
ปารุษยามนฤต ไจว ไปศนู ย จาปสิ รวศห
อสพทธ ปรลาปศ ๗ วางมย สยาจจตรวิธม
การพดู ด่าว่า พูดคำหยาบ พูดความไมจ่ ริง พูดใหร้ า้ ยลับหลงั พูดนินทา
พดู ส่อเสยี ดนี้ เป็นโทษทางวาจา จงึ อยา่ กระทำ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
242



ศาสนาซิกข์

ศาสนาซกิ ข์

ความนำ
ศาสนาซกิ ขเ์ ปน็ หนง่ึ ในหา้ ศาสนา
ทีไ่ ดร้ ับการยอมรบั ตามรฐั ธรรมนญู แหง่
ราชอาณาจักรไทย แต่มีเพียงน้อยคน
เท่านั้นที่รู้จักศาสนาซิกข์ คำว่า “ซิกข์”
(Sikh) มรี ากศพั ทม์ าจากภาษาสนั สกฤต
วา่ “สกิ ขา” ซง่ึ แปลวา่ ศษิ ย์ หรอื ผเู้ รยี นรู้
ฉะนั้นคำว่าซิกข์จึงหมายถึงผู้ใฝ่รู้
ผู้ค้นควา้ หาความรู้
ศาสนาซกิ ขเ์ ปน็ ศาสนาคอ่ นขา้ ง
ใหม่เมอ่ื เทยี บกับอีกสีศ่ าสนา กลา่ วคือ
ศาสนาพทุ ธ อิสลาม คริสต์ และศาสนา ปฐมบรมศาสดา
พราหมณ์-ฮนิ ดู ศาสนาซิกข์เปน็ ศาสนา คุรุนานกั เดว

ประเภทสัจจะนยิ ม ไมใ่ ช่เทวนิยม กำเนิดขึ้นเมอ่ื ปี พ.ศ. 2012 (ค.ศ 1469)
ในแควน้ ปญั จาบ ประเทศอนิ เดยี โดยมพี ระศาสดาครุ ุ นานกั เดว (Guru Nanak Dev Ji)
เปน็ องคป์ ฐมบรมศาสดา พระปรัชญาหลักของพระองคล์ ้วนเน้นถงึ หลักสจั ธรรม
ความเปน็ จรงิ พระองคท์ รงเช่ือม่ันในพระเจา้ องคเ์ ดยี ว ผู้ซง่ึ เปน็ นามธรรม แตจ่ ะ
ปรากฏเป็นรูปธรรมก็ต่อเม่ือเราทุกคนหันหน้าเข้าหาความจริงตามหลักธรรม
อันประเสรฐิ คณุ ลักษณะของพระเจ้าในศาสนาซิกข์และหลกั ปรัชญาแม่บทของ
ศาสนาปรากฏในปฐมบทสวดมลู มนั ตระ (Mool Mantra) ซง่ึ พระศาสดาครุ นุ านกั
ได้รจนาไวว้ ่า

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
244

ศาสนาซิกข์

เอก โองการ สตั ยน์ าม
กรตา ปรุ ขุ นริ เภา
นริ แวร อกาล มรู ัติ
อยูนี แสภํ คุรปุ ระสาทิ

ซึง่ หมายความว่า
พระเจ้าทรงเป็นเอก พระนามของพระองค์ คอื สตั ย (สจั จะ) ไม่มีการ
เปลีย่ นแปลง ทรงเปน็ ผ้สู รา้ ง ทรงไร้ซ่ึงความกลัว ปราศจากศตั รู ทรงอยเู่ หนือ
กาลเวลา ทรงประสูติโดยพระองค์เอง โดยไม่ได้ถือกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิต
และเราท้ังหลายจะหยั่งรู้หรือบรรลุถึงพระองค์ก็ด้วยพระเมตตาของพระองค์
โดยมพี ระศาสดาเปน็ ครุ ุหรอื ครผู ูป้ ระเสริฐเปน็ ผู้นำทางแหง่ แสงสว่าง
หลกั ปรชั ญามลู มนั ตระทไ่ี ดก้ ลา่ วไวห้ ากพจิ ารณาใหด้ จี ะเหน็ วา่ พระศาสดา
มีพระประสงค์จะให้มนุษย์ทั้งหลาย เข้าใจว่าเราทุกคนล้วนกำเนิดมาจาก
พระเจ้าองค์เดียวกัน มนุษย์ทุกคนจึงเสมือนพี่น้องร่วมสายโลหิต ฉะนั้น
จึงไม่ควรมีฉัน ไม่ควรมีเธอ ควรจะมีแต่เราเท่านั้น พระองค์ยังต้องการให้มนุษย์
ทุกคนเข้าใจว่าความจริงหรือสัตยะ หรือสัจธรรมล้วนเป็นหนทางไปสู่มรรคผล
หรือความสุขชั่วนิรันดร์ พระองค์ได้กล่าวว่า หากเราหันหน้าเข้าหาความจริง
ความสุขจะตามมาเสมือนเงาตามตัวยามหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์แต่ในมุมกลับ
หากหนั หลงั ใหค้ วามจรงิ กลา่ วคอื เมนิ ความจรงิ ไมย่ อมรบั ความจรงิ ความสขุ
จะปรากฏอยู่เบื้องหนา้ แตจ่ ะไมม่ วี นั ไดส้ มั ผัส เสมอื นหนึ่งเงาท่ีทอดอย่เู บ้ืองหนา้
ยามหนั หลังให้ดวงอาทิตย์ ฉะนั้นมนุษย์ผ้ใู ดกต็ ามท่ียอมรับความจรงิ แม้ความ
จริงนั้นจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม จะสามารถหาความสุขในความทุกข์นั้นได้ดัง
พระวจนะของพระศาสดาที่ไดก้ ล่าวไว้ตอนหน่ึงวา่
“หากทอ้ งฟา้ มดี วงจนั ทรน์ บั พนั มสี รุ ยิ นั นบั หมนื่ แตด่ วงใจทไี่ รซ้ งึ่ สจั ธรรม
คงมืดมดิ ดุจรตั ตกิ าล”

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
245

ศาสนาซิกข์

คำถามทม่ี กั ตามมาวา่ ความจรงิ หรอื สตั ยทก่ี ลา่ วขา้ งตน้ คอื อะไร อยหู่ นใด
และจะคน้ พบไดอ้ ยา่ งไร พระศาสดาครุ นุ านกั ไดก้ ลา่ วไวใ้ นมลู มนั ตระวา่ ความจรงิ
เหล่านี้ (สัตย) อยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ดับไปกับกาล เวลาและไม่เกรงกลัวต่อ
อำนาจใดๆ แต่ถ้าเราจะค้นคว้าหามาก็จะต้องใช้เวลาอันยาวนาน และในชีวิต
อนั แสนสัน้ ของมนษุ ยอ์ าจจะไม่พบเลย จึงจำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องมผี ปู้ ระเสริฐ
ผู้รู้ ครู หรือคุรุผู้ประเสริฐอีกนัยหนึ่งพระศาสดาเป็นผู้ประสาทให้ เป็นผู้ชี้ให้
เปน็ ผู้แนะให้ เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจอยา่ งถอ่ งแท้ เพ่อื ย่นเวลา และเพอื่ ใหเ้ อาไปประยกุ ต์
ใช้ในชีวิตประจำวันตลอดจนสอนให้มวลมนุษย์เข้าใจต่อๆ กันไปจากยุคสู่ยุค
จากรุ่นส่รู ุ่น พระศาสดาไดก้ ลา่ วไว้ตอนหนึง่ ในพระวจนะของพระองค์วา่ “ผใู้ ดที่
สั่งสอน แนะนำ ช้ีนำ หนทางแหง่ สัจธรรม ผ้นู ั้นแน่แทค้ ือมิตรของฉัน คอื พีน่ อ้ ง
รว่ มสายโลหติ ” ดว้ ยปรชั ญาอนั เปน็ เอกนช้ี าวซกิ ขท์ กุ คนจงึ ไดร้ บั การสง่ั สอนตง้ั แต่
ยงั เด็ก ยงั เยาวว์ ยั ใหใ้ ฝ่รู้ หมน่ั คน้ ควา้ หาความจริงจากหลกั ธรรมอนั ประเสริฐ
พระศาสดานานักทรงมีพระปณิธานที่จะให้ศาสนิกชนต่างศาสนาทุก
ศาสนายดึ มัน่ ในหลกั ธรรมของตนเองอย่างเครง่ ครดั พระองคก์ ล่าวไว้ว่าศาสนา
ทุกศาสนาล้วนเปน็ สง่ิ ประเสริฐ ล้วนมรี ากฐานมาจากพลังแหง่ ความจริงและใหม้ ี
ศรัทธาในศาสนาของตนเองอย่างเคร่งครัดและเหนียวแน่น พระองค์กล่าวไว้ว่า
หากท่านนับถือศาสนาพุทธก็ให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี หากท่านนับถือศาสนา
คริสต์ก็ให้เป็นคริสต์ศาสนิกชนที่ดี หากท่านเป็นฮินดูก็ขอให้ตั้งตนในศาสนา
ของท่าน แตท่ ี่สำคญั ท่สี ุดขอให้ท่านเปน็ มนษุ ย์ที่ดี ด้วยเหตผุ ลอันน้ี ศาสนาซกิ ข์
จึงไม่มีนโยบายเผยแพร่ศาสนาให้ผู้อ่ืนคล้อยตามแต่แนะนำชี้นำและเอ้ืออำนวย
ให้ทุกคนต้งั อยูใ่ นศาสนาของตนเอง

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
246

ศาสนาซิกข์

หลักพระปรัชญาของพระศาสดานานักไม่ได้ถูกสืบทอดต่อโดยบุตรของ
พระองค์เอง แมพ้ ระองคจ์ ะมีบตุ รชายถึงสองคนกต็ าม ด้วยเหตผุ ลทว่ี า่ บุตรชาย
ของพระองคไ์ มม่ คี ณุ สมบตั ถิ งึ แมจ้ ะมภี มู ปิ ญั ญา พระองคท์ รงถา่ ยทอดพระปรชั ญา
ทง้ั หมดใหแ้ กส่ าวกของพระองคน์ ามวา่ ครุ อุ งั คตั เดว (Guru Angad Dev Ji) ผซู้ ง่ึ
เนน้ ให้ศาสนกิ ชนรู้จักกับหลกั ธรรม หลกั สัตย หลักสจั ธรรม ตามแนวทางแหง่
พระศาสดานานัก ต่อมาถูกสืบทอดตอ่ โดยพระศาสดาองคท์ ี่สามคอื พระศาสดา
อามัรดาส (Guru Amardas Ji) ผเู้ นน้ หลักแหง่ การปวารณาตนรบั ใชส้ งั คมหรือ
เซวา่ (Sewa) ครุ ุรามดาส (Guru Ramdas Ji) พระศาสดาองค์ทส่ี ี่ เป็นผูร้ เิ ริม่
สร้างคุรุดวารา (Guru Dwara) หรือศาสนสถานวัดซิกข์ และที่เป็นเอกคือ
สุวรรณวิหาร (Golden Temple) ในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางแห่งศาสนาซิกข์
จวบถึงพระศาสดาองค์ที่ห้าคือพระศาสดาอารยันเดว (Guru Arjan Dev Ji)
พระองค์ทรงเป็นผู้รวบรวมเอาคำส่ังสอนของพระศาสดาทั้งส่ีพระองค์ก่อนหน้า
หลักปรชั ญาของนักพรต นักบวช ทั้งชาวฮนิ ดแู ละมสุ ลิมโดยไม่คำนงึ ถงึ ศาสนา
หรือวรรณะและรวมถึงพระวจนะของพระองค์เองเป็นคัมภีร์ฉบับแรกเรียกว่า
“อาทิครนั ถ์” (Adi Garanth)

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
247

ศาสนาซิกข์

พระมหาคัมภัร์ คุรุครันถ์ ซาฮบิ

นบั เปน็ พระคมั ภรี ฉ์ บบั แรกและฉบบั เดยี วทพ่ี ระศาสดาทรงเปน็ ผเู้ รยี บเรยี ง
รวบรวมด้วยพระองค์เองขณะยังมีพระชนม์ชีพอยู่ พระคัมภีร์ฉบับดังกล่าวได้
เปน็ แมบ่ ทแหง่ พระมหาคมั ภรี ค์ รุ คุ รนั ถ์ ซาฮบิ (Guru Granth Sahib) ทช่ี าวซกิ ข์
นบั ถือจวบจนทกุ วนั นี้
หลกั ปรชั ญาตา่ งๆ ทไ่ี ดก้ ลา่ วไวข้ า้ งตน้ ไดถ้ กู สบื ทอดตอ่ มา โดยพระศาสดา
องค์ท่หี ก ครุ ุฮัรโคบินด์ (Guru Hargobind Ji) พระศาสดาองค์ทีเ่ จ็ด ครุ ฮุ รั ราย
(Guru Harrai Ji) พระศาสดาองค์ที่แปด คุรุฮัรกริชัน (Guru Harkrishan Ji)
พระศาสดาองคท์ เ่ี กา้ ครุ เุ ตค บฮาดรุ (Guru Tegh Bhadur Ji) จวบถงึ พระศาสดา
องคท์ สี่ ิบ คุรโุ คบนิ ด์ซิงห์ (Guru Gobind Singh Ji) ผู้สถาปนาพระมหาคัมภรี ์
คุรุครันถ์ ซาฮิบ เป็นพระศาสดานิรันดร์กาลแห่งศาสนาซิกข์ โดยผนวกเอา
พระวจนะของพระศาสดาองค์ที่เก้าและของนักพรต นักบวชบางส่วนเข้ากับ
พระคัมภีร์อาทิครันถ์ โดยไม่ได้นำเอาพระวจนะของพระองค์เองเข้าบรรจุใน
พระมหาคมั ภีร์ พระมหาคมั ภรี ์ ครุ คุ รนั ถ์ ซาฮิบ รา่ งขน้ึ โดยใชภ้ าษาปัญจาบีหรอื

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
248

ศาสนาซิกข์

ภาษาคุรุมัคคี ซึ่งเป็นภาษาที่ชาวซิกข์ใช้อยู่ทุกวันในปัจจุบันนี้ พระศาสดา
คุรุโคบินด์ซิงห์ ให้ชาวซิกข์ทุกคนตั้งมั่นและปฏิบัติตามหลักคำสั่งสอนใน
พระมหาคัมภรี ์อยา่ งเครง่ ครดั ดงั พระวจนะในพระมหาคัมภีรท์ ว่ี ่า
“พระคัมภรี ค์ อื อาจารย ์
ปรมาจารย์คอื พระคมั ภรี ์
เขา้ ใจใหจ้ งดที กุ ชวี ีมีแต่สุข
พระคัมภีร์คอื อมฤตผูร้ ู้คิดจะเบกิ บาน
ผูป้ ฏิบัติตามจะประสบพบพระองค์”

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
249

ศาสนาซิกข์

พระศาสดาคุรุโคบินด์ซิงห์ ได้มอบสัญลักษณ์ห้า ก ให้แก่ชาวซิกข์
พร้อมให้สาวกห้าคนแรกดื่มน้ำอมฤตซึ่งเป็นน้ำเปล่าบรรจุในขันเหล็กกล้าผสม
นำ้ ตาลผลกึ โดยใชก้ ริชเหลก็ กลา้ กวนพร้อมสวดจากพระมหาคมั ภรี ์ และใหส้ าวก
ทง้ั หา้ สาบานตนวา่ จะตง้ั ตนเป็นซกิ ข์ท่สี มบูรณ์แบบ หรือคาลซา (Khalsa) พรอ้ ม
ปกปอ้ งผทู้ ถ่ี กู ลดิ รอนสทิ ธใิ นความเปน็ มนษุ ย์ สญั ลกั ษณท์ ง้ั หา้ ทไ่ี ดก้ ลา่ วไวข้ า้ งตน้
ถูกสบื ทอดมาจากยุคสยู่ ุค จากสมยั สูส่ มัย จากร่นุ สรู่ ุน่ จวบจนทกุ วนั น้ี ชาวซกิ ข์
ยังคงรักษาสัญลกั ษณ์ท้ังหา้ ก น้ีไว้อย่างเหนียวแน่น สญั ลักษณท์ ั้งหา้ นี้ ลว้ นมี
ความหมายและมีความเป็นมาดังน้ี
ก ทห่ี นง่ึ เกศา คอื ผม ชาวซกิ ข์
จะไม่ปลงผมจากส่วนหน่ึงส่วนใดของ
ร่างกายเนื่องจากผมเป็นสิ่งที่พระเจ้า
ทรงประทานให้ตามหลักแห่งธรรมชาติ
ซ่ึงเป็นสัจธรรมอันยิง่ ใหญ่
ก ทส่ี อง กงั ฆะ คอื หวไี ม้ ชาวซกิ ข์
จะใช้หวีดังกล่าวสางผม เพื่อให้เกศา
ดเู รยี บร้อยและงดงาม
ก ทส่ี าม กาชา่ คอื กางเกงใน
ขาสน้ั เพอ่ื ความสนั ทดั และความกระฉบั
กระเฉงโดยไมป่ ระเจดิ ประเจอ้ ยามทำงาน
ยามออกศึก และยามสงบ
ก ทส่ี ี่ กริ ปาน คือดาบสั้น ทำดว้ ยเหลก็ กลา้ เพ่ือปกป้องผทู้ ีถ่ ูกรงั แก
ถูกริดรอนสทิ ธคิ วามเปน็ มนษุ ย์ และเพอื่ ปกป้องตนเอง โดยไม่ใช้เป็นอาวุธใน
การรกุ รานผู้อ่ืนโดยเดด็ ขาด
ก ทห่ี า้ การ่า คอื กำไลเหล็กกลา้ เปน็ สัญลักษณ์แหง่ ความอดทนและ
เขม้ แขง็ ดจุ เหลก็ กลา้ เปน็ เครอ่ื งเตอื นสตแิ ละเตอื นใจใหล้ ะเวน้ จากการกระทำบาป
และใหต้ ั้งสตอิ ยูใ่ นความชอบธรรม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
250

ศาสนาซิกข์

การเกล้าผมและโพกศีรษะ

จะเห็นได้ว่าชาวซิกข์มีสัญลักษณ์ทั้งห้าทุกคนทั้งชายหญิง ชายจะโพก
ผ้าศีรษะเพื่อศักดิ์ศรีและเพื่อรักษาเกศาให้งดงาม สีของผ้าโพกศีรษะไม่ได้มี
ความสำคัญแตอ่ ย่างใดจะเปน็ สีอะไรกไ็ ด้ จะเปน็ พืน้ สีหรือจะเปน็ ลวดลายดอกก็
แล้วแต่ แต่ละบุคคล ชาวซิกข์ทุกคนถือเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีที่ดำรงไว้ซึ่ง
รูปแบบนี้ ส่วนผู้หญิงจะใช้ผ้าบางคลุมศีรษะและเช่นกันสีไม่ใช้เป็นตัวกำหนด
เปน็ เพียงแต่ตวั เลอื กเพือ่ ความสวยงามเทา่ นน้ั
สรุปซิกข์ก็คือผู้ใดก็ตามที่นับถือพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ ตั้งแต่
พระศาสดาคุรุนานักถึงพระศาสดาคุรุโคบินด์ซิงห์ ผู้สถาปนาพระมหาคัมภีร์
คุรุครนั ถ์ ซาฮบิ เป็นพระศาสดานริ ันดร์กาล และไมย่ ึดถอื ในวัตถุหรือในบุคคล
อีกต่อไป

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
251

ศาสนาซิกข์

ข้อปฏบิ ัติในชวี ติ ประจำวนั

การสวดมนต์

ด้วยพระเมตตาและด้วยพระประสงค์ของวาเฮ่คุรุและด้วยหลักแห่ง
สัจธรรมว่าด้วยการตนื่ นอนตามปรกติวสิ ัยของมนุษย์ ซกิ ขผ์ ู้นอนหลับยามราตรี
จะลกุ ขน้ึ ตน่ื กอ่ นพระอาทติ ยข์ น้ึ พรอ้ มยกมอื พนมเปลง่ สำนวนวาเฮค่ รุ ุ อนั หมายถงึ
การยกย่องขอบคุณพระองค์ที่ได้ประทานความสุขยามราตรี และให้โอกาสตื่น
ขน้ึ มาอกี วนั หนง่ึ เพอ่ื จะระลกึ ถงึ พระองคแ์ ละดำเนนิ ชวี ติ ตามแนวทางของพระองค์
ชาวซิกขจ์ ะอาบนำ้ ชำระกาย แต่งตัวสุภาพพรอ้ มคลมุ ศรี ษะดว้ ยผ้าโพก
ศีรษะในเพศชายและด้วยผา้ บางๆ ในเพศหญิง จากนนั้ จะเขา้ ไปห้องประดษิ ฐาน
พระคมั ภีร์พรอ้ มสวดขอพรซ่งึ เราเรยี กว่าอัรดาส (Ardas) การสวดขอพรครั้งนี้
เป็นการสวดขออนุญาตที่จะอัญเชิญเปิดพระมหาคัมภีร์ซึ่งเราเรียกว่าประกาช
(Parkash) จากน้ันจะน่ังบนแทน่ พร้อมเปดิ พระมหาคัมภรี ด์ ้วยความเคารพและ
ด้วยความสำรวม พระมหาคัมภีร์จะถูกสุ่มเปิดเพื่อนำพระวจนะจากย่อหน้า
สุดท้ายทางหน้าขวามือมาอ่านจนถงึ ย่อหน้าถัดไปของหน้าทางซ้ายมือ เหตผุ ลก็
เพื่อให้ผู้อ่านและผู้ฟังสามารถเข้าใจพระวจนะคติทุกวัน วันละเล็กวันละน้อย
และให้นำไปประยุกต์ในชีวิตประจำวันพร้อมบอกกล่าวให้คนในครอบครัว
มติ รสหายได้รไู้ ดเ้ ข้าใจดว้ ยคำอธิบายทีเ่ รียบงา่ ย
ชาวซิกข์ตอ้ งสวดมนต์จากพระมหาคัมภรี ์ทกุ ๆ วันๆ ละหา้ บท คือ ยปั ยี
ซาฮบิ (Japji Sahib) ยาป ซาฮบิ (Jap Sahib) สวยั ยะ (Saviya) เจาวปี ซาฮิบ
(Chaupi Sahib) และ อนนั ท ซาฮบิ (Anand Sahib) ซง่ึ จะใชเ้ วลาทง้ั หมดประมาณ
30-40 นาที จากน้ันชาวซิกข์จะสวดขอพรหรืออัรดาสอกี คร้งั หนง่ึ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
252

ศาสนาซิกข์

อัรดาส (Ardas)

การสวดขอพร หรอื อรั ดาส

กอ่ นจะดำเนนิ การใดๆ ไมว่ า่ ทางศาสนาหรอื ทางสงั คมประเพณี ชาวซกิ ข์
จะสวดขอพรจากพระศาสดาซง่ึ มเี นอ้ื หาหมายความดงั ตอ่ ไปน้ี “ขา้ แตพ่ ระศาสดา
นานกั องคป์ ฐมบรมศาสดาแหง่ ศาสนาซิกข์ และพระศาสดาอ่ืนๆ ทัง้ หลายจวบถึง
พระศาสดาคุรุโคบินด์ซงิ ห์ ผูส้ ถาปนาพระมหาคัมภรี ์ ศริ ิคุรคุ รันถ์ ซาฮบิ เปน็
พระศาสดานริ นั ดรกาลแห่งศาสนาซกิ ข์ ขอพระองค์ได้โปรดเมตตาประทานพร
ให้......(พร้อมกล่าวกิจกรรมหรือการร้องขอที่ต้องการ).........ท้ายที่สุดบทอัรดาส
จะจบลงด้วยศาสนสำนวนที่ว่า “นานักนาม จัรดี กาลา เตเร่ ปาเน่ ซารบัธ
ดา ปารา่ ” อนั หมายถึงวา่ ในนามของพระศาสดานานกั ขอความรักและสันตสิ ุข
จงประสบแด่มนุษยชาติทั้งหลาย จะเห็นได้ว่าบทสวดขอพรของศาสนาซิกข์
ไม่ใช้เป็นการขอพรเพื่อชาวซิกข์เท่านั้น หากแต่เป็นการร้องขอให้พระองค์ทรง
ประทานพรและเมตตาแด่ชนทุกชั้นทุกวรรณะ ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา
โดยเท่าเทียมกนั

การแบง่ ปัน

ชาวซกิ ขเ์ ชอ่ื ในกฎแหง่ กรรม เชอ่ื วา่ ผใู้ ดทไ่ี ดก้ ระทำความดจี ะไดร้ บั ผลบญุ
ในรูปของความสุข ผู้ใดที่กระทำกรรมชั่วจะเป็นทุกข์ไร้ซึ่งความสุข การทำบุญ
ทำกุศลไม่สามารถจะหักล้างบาปที่ตัวเองได้ก่อไว้ แต่จะสะสมบุญที่ตัวเองได้
สรา้ งไว้ ฉะนน้ั ตามความเชอ่ื แหง่ ศาสนาซกิ ข์ บุญอยสู่ ่วนบญุ บาปอยู่ส่วนบาป

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
253

ศาสนาซิกข์
ไมส่ ามารถหกั ลา้ งกนั ได้ ดว้ ยเหตผุ ลนม้ี นษุ ยท์ กุ คนจงึ มชี วี ติ ทล่ี มุ่ ๆ ดอนๆ กลา่ วคอื
มีทุกข์บ้างมีสุขบ้างสลับกันไปตามกรรมของตนเอง การทำบุญที่สูงที่สุดของ
ชาวซิกข์คือการแบ่งปันเพ่ือผู้อื่นที่ขาดแคลนและเพ่ือสังคมท่ีถูกริดรอนโอกาส
ในศาสนาซกิ ขไ์ มม่ ผี ดู้ อ้ ยโอกาส มแี ตผ่ ทู้ โ่ี อกาสยงั มาไมถ่ งึ ฉะนน้ั การแบง่ ปนั จงึ เปน็
การชว่ ยเหลอื เพอ่ื นมนษุ ยท์ โ่ี อกาสยงั ไมอ่ ำนวย สำหรบั ชาวซกิ ขน์ บั เปน็ ศาสนวนิ ยั
และเปน็ ศาสนบญั ญตั ิท่ตี ้องบริจาคสบิ เปอรเ์ ซ็นต์ของรายได้หลงั จุนเจือครอบครัว
ของตนเองแล้วเพือ่ จรรโลงไวซ้ ึ่งสังคม ไม่ใชศ่ าสนา เราเรียกการแบง่ ปันนี้ว่า
ดัสวนั ต์ หรือ ร้อยชักสิบ ทั้งน้กี ารแบ่งปนั จะไมม่ กี ารบังคับเรยี กรอ้ งแตอ่ ย่างใด
ให้เป็นไปตามดลุ พนิ ิจและศรัทธาของแต่ละบุคคล ตวั อย่างหน่งึ ของการแบ่งปนั
จะเหน็ ไดใ้ นครุ ดุ วาราหรือ ศาสนสถานวัดซิกขท์ ุกแหง่ ทวั่ โลก แมก้ ระทั่งในศาสน
สถานวดั ซกิ ขใ์ นกรงุ เทพมหานครคอื ลงั การหรอื ครวั พระศาสดา จะมกี ารแจกจา่ ย
อาหาร ให้ศาสนิกชนทุกคนทุกศาสนาไม่จำกัด เพศ วัยเชื้อชาติ หรือวรรณะ
แม้คราวใดที่เพื่อนมนุษย์ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือ
ภยั พบิ ตั ดิ ้วยนำ้ มอื ของมนุษยเ์ อง องค์กรทางศาสนาซกิ ข์จะร่วมมอื กบั ศาสนิกชน

ชาวซกิ ขแ์ ละศาสนาอน่ื ๆ ในการ
บรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย
การบริจาคโลหิตเพ่ือช่วยชีวิตเพ่ือนมนุษย์
เปน็ ตวั อยา่ งของการแบง่ ปนั อกี ประเภทหนง่ึ
ท่ีชาวไทยซิกข์ร่วมมือกับสภากาชาดไทย
ดำเนินการด้วยดีตลอดมาจวบจนทุกวันนี้

การสนับสนุนชว่ ยเหลอื เพ่อื นมนุษย์และสงั คม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
254

ศาสนาซิกข์

การแตง่ กาย

ชาวซิกข์ทั้งหญิงชาย จะแต่งกายแบบไหนก็ได้เพียงแต่การแต่งกายนั้น
จะตอ้ งสภุ าพไมอ่ จุ าดสายตาผพู้ บเหน็ สง่ิ ทส่ี ำคญั ชายชาวซกิ ขจ์ ะตอ้ งโพกผา้ ศรี ษะ
ท่ีเราเรียกว่า ดสั ตาร (Dastar) ส่วนหญิงการแตง่ กายแบบสากลนยิ ม ถงึ แม้ไม่ใช่
ต้องห้ามแต่มักปรากฏว่าสตรีชาวซิกข์มักจะไม่นิยมสวมใส่นอกจากเวลาท่ีจะ
ตอ้ งไปทำงานตา่ งสำนกั งานตามความจำเป็น โดยปรกติสตรชี าวซกิ ข์จะแตง่ กาย
ด้วยชดุ ซัลวาร-์ กามีซ (Salwar-Kameez) คือเสือ้ มแี ขน ความยาวของเส้อื ถงึ เข่า
หรือยาวกว่าและกางเกงหูรูดขายาว สีสันและเนอื้ ผา้ ใหเ้ ป็นไปตามสมยั นิยมและ
รสนิยมของผู้สวมใส่ แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือดูบัดตา (Dubatta) ซึ่งหมายถึง
ผ้าคลุมศีรษะ สีสันและแพรพรรณก็เช่นเดียวกันให้เป็นไปตามความชอบของ
ผู้สวมใส่ แต่จะต้องกว้างยาวพอที่จะคลุมศีรษะได้มิดชิด ดูบัดตาที่ได้กล่าว
ขา้ งต้นน้ไี ม่ใชเ่ ป็นผ้าคลมุ ใบหนา้ เป็นเพยี งแตผ่ ้าคลมุ ศรี ษะเท่านั้น ซงึ่ ชาวซกิ ข์ใช้
เป็นการแสดงความเคารพตอ่ บคุ คลและสถานที่ในขณะนั้น อกี ทง้ั ยังเป็นศักดิ์ศรี
ของผสู้ วมใส่

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
255

ศาสนาซิกข์

อาหารการกนิ

ไมม่ ีกฎข้อใดในศาสนาซิกขท์ ่หี า้ มการทานเนื้อสตั ว์ แต่ได้มีบทบญั ญัตใิ น
พระมหาคมั ภรี ค์ รุ คุ รนั ถ์ ซาฮบิ วา่ “หมหู รอื ววั ทง้ั สองตวั กม็ สี ทิ ธอิ ย”ู่ อนั หมายความวา่
สัตว์ทกุ ชนิดในโลกต่างมสี ทิ ธิในชีวติ ของตนเอง จึงไมค่ วรทจ่ี ะริดรอนสิทธิในชวี ติ
ของสตั ว์เหล่านัน้ ฉะน้ันศาสนาซิกข์จะไมห่ ้ามทานเน้อื สตั ว์แต่จะพยายามเลี่ยง
หากจำเป็นจะต้องทานเนื้อสัตว์ก็ต้องทานเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ถูกชำแหละโดย
วิธที รมาน ด้วยเหตุผลท่ปี รากฏในพระมหาคมั ภีร์ว่า มนุษยแ์ ละสตั วโ์ ลกทั้งหลาย
ตอ้ งการหลดุ พน้ จากวฏั จกั รการเวยี นวา่ ยตายเกิด แต่เราจะไม่บ่ันทอนชวี ิตหรือ
เป็นผู้กำหนดชีวิตของสัตว์อื่น หากเรามีความจำเป็นที่จะต้องทานเนื้อสัตว์
เราก็จะต้องปลดปล่อยชีวิตให้หลุดพ้นอย่างทันทีทันใดโดยไม่ทรมาน เนื่องจาก
ศาสนาซิกข์มีถิ่นกำเนิดในแดนแคว้นชมพูทวีปซ่ึงในขณะนั้นประชากรส่วนใหญ่
เป็นพี่น้องชาวฮินดูและพี่น้องชาวมุสลิม ฉะนั้นชาวซิกข์จึงไม่ทานเนื้อวัวและ
เลย่ี งเนอ้ื สกุ ร สว่ นในศาสนสถานวดั ซกิ ขห์ รอื ครุ ดุ วาราอาหารจากครวั พระศาสดา
จะเปน็ เพยี งแต่มังสวิรตั ิเท่านั้น จะไม่มีส่วนประกอบใดๆ จากเนือ้ สตั ว์ เน่อื งจาก
ครวั พระศาสดาเปดิ กวา้ งสำหรบั ศาสนกิ ชนทกุ ศาสนา ฉะนน้ั อาหารมงั สวริ ตั เิ ทา่ นน้ั
จึงจะเป็นท่ียอมรับของศาสนิกชนต่างศาสนาทุกศาสนาและให้เป็นไปตามแนว
ปรัชญาของพระศาสดาตามที่ได้กลา่ วไวข้ า้ งตน้ แลว้

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
256

ศาสนาซิกข์

การทักทาย

การทักทายของชาวซิกข์ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าชายหรือหญิง
จะกลา่ วคำวา่ วาเฮค่ ุรยุ ีกาคาลซ่า วาเฮ่คุรุญกี ีฟาเต้ (Wahe Guru Ji Ka Khalsa
Wahe Guru Ji Ki Fateh) ซึ่งหมายความว่า“ข้าน้อยคือสาวกผู้รับใช้ของ
พระผู้เป็นเจ้า คือศิษย์ของพระศาสดาผู้ประเสริฐ ความสำเร็จของข้าน้อยคือ
ชัยชนะของพระองค์” เห็นได้วา่ ในคำทักทายดังกล่าวจะแฝงด้วยความออ่ นนอ้ ม
ถอ่ มตนของศาสนกิ ชนชาวซกิ ข์ ซกิ ขท์ กุ คนจะตง้ั ตนอยใู่ นเพศคฤหสั ถ์ แตจ่ ะตง้ั จติ
ดง่ั อยใู่ นเพศบรรพชติ ฉะนน้ั จงึ ไมย่ ดึ มน่ั ในวตั ถแุ ละสรรพสง่ิ ในโลกมายา คดิ เสมอวา่
ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทอง ลาภยศ เกยี รตแิ ละศกั ดศ์ิ รลี ว้ นเปน็ สง่ิ ทพ่ี ระเจา้ เปน็ ผปู้ ระทาน
ให้ทั้งสน้ิ หาใช่เปน็ ความสามารถของตน คนท่ีเกง่ กว่า สามารถกว่า กม็ มี ากมาย
เหลือคณานับ แต่โอกาสอาจยงั ไมอ่ ำนวยหรอื ยังมาไม่ถงึ วันน้ีโอกาสเปน็ ของเรา
จงึ ไมค่ วรจะลมื ตนและตง้ั สตมิ น่ั อยใู่ นโอวาทของพระศาสดาทว่ี า่ “ความออ่ นนอ้ ม
ถ่อมตนเป็นสดุ ยอดแหง่ ความดี”10 การยกมอื พนมไหวก้ ็เปน็ การแสดงออกซงึ่
ความเคารพและถอื เปน็ การทักทายอีกนยั หน่ึงด้วย

10 คุรุครันถ์ ซาฮบิ หนา้ 470

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
257

ศาสนาซิกข์

ข้อปฏิบตั ิในชว่ งเปลีย่ นผ่านของชวี ติ

การเกิด

ด้วยพระประสงค์ของพระผูเ้ ป็นเจ้า สตรที ่ีเปน็ ภรรยาไดต้ ั้งครรภ์ นางจะ
กล่อมทารกน้อยในครรภ์ด้วยการสวดมนต์ภาวนา ขอพระองค์ได้โปรดเมตตา
คุ้มครองทารกน้อยในครรภ์อันมืดมดิ วนั เวลาผ่านไปทารกน้อยได้คลอดออกมา
ดโู ลก ครอบครัวชาวซกิ ขร์ ูส้ ึกดีใจและภูมใิ จทมี่ สี มาชิกใหมใ่ นครอบครวั มารดา
ท่ีให้กำเนิดจะได้รับการยกย่องดังคำปรารภของพระศาสดาที่ได้กล่าวไว้ว่า
“สตรผี ู้ให้กำเนดิ แด่องค์ราชันย์ นกั พรต นักรบ นักบวช และผ้กู ลา้ สตรผี ูน้ ้ัน
สมควรไดร้ บั การยกยอ่ ง” เปน็ การแสดงออกซง่ึ สทิ ธสิ ตรใี นอดตี กาลจวบจนทกุ วนั น้ี
ครน้ั เมอ่ื มารดาผใู้ หก้ ำเนดิ แขง็ แรงขน้ึ ภายในสองถงึ สามอาทติ ย์ ครอบครวั ชาวซกิ ข์
จะจัดพิธใี ห้นำ้ อมฤตแด่มารดาและบตุ ร เพ่ือปวารณาตนวา่ จะดูแลบุตรให้อยู่ใน
วินยั ธรรมและจริยธรรมตามแนวทางสจั ธรรมแหง่ พระมหาคัมภรี ์ ครุ ุครนั ถ์ ซาฮบิ
ครอบครัวและญาติมิตรจะแสดงความยินดีซึ่งกันและกันนับเป็นการรับขวัญ
สมาชิกใหมใ่ นครอบครัว

การตัง้ ชือ่ บตุ ร

ครอบครัวชาวซกิ ข์จะนำทารกนอ้ ยไปยงั คุรุดวารา (ศาสนสถานวัดซกิ ข์)
เป็นคร้ังแรกเมอื่ มารดาและบุตรแขง็ แรงดแี ลว้ ปกติประมาณหน่ึงเดือน มารดา
จะอุ้มบุตรไปนมัสการพระมหาคัมภีร์ พร้อมระลึกถึงพระเมตตาของพระองค์
ที่ได้ประทานความสุขอันย่ิงใหญ่อีกทั้งยังร้องขอให้พระองค์ทรงประทานพรและ
ให้พละกำลังแด่ทารกน้อยเพ่ือให้เติบโตข้ึนเป็นมนุษย์ท่ีดีตั้งอยู่ในวินัยธรรม
จริยธรรมและศาสนธรรมอย่างเคร่งครัด ชื่อของบตุ รจะนอ้ มนำเอาอักษรจาก
อักขระหรือวลีแรกของการทำประกาช (ไดก้ ล่าวไว้แลว้ กอ่ นหน้าน้ี) เราเรยี กว่า
มุขวาค หรือศาสนคติประจำวัน ทารกเพศชายจะต้องมีคำลงท้ายด้วยซิงห์
(Singh) หมายถงึ ราชสหี ผ์ ู้แกร่งกลา้ สว่ นทารกเพศหญิงจะมีคำลงท้ายด้วย กอร์
(Kaur) หมายถงึ เจ้าชายผูส้ งา่ งามท้งั รปู ร่างและจติ ใจ

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
258

ศาสนาซิกข์

การศึกษา

ทารกนอ้ ยคอ่ ยๆ เตบิ โตข้ึน ระหวา่ งนี้มารดาและสมาชกิ ในครอบครัวจะ
สอนใหย้ กมอื ไหวผ้ ใู้ หญพ่ รอ้ มกลา่ วคำวา่ “วาเฮค่ รุ ยุ กี าคาลซา่ วาเฮค่ รุ ญุ กี ฟี าเต”้
(Wahe Guru Ji Ka Khalsa Wahe Guru Ji Ki Fateh) อีกทั้งสอนให้รู้จัก
นมัสการพระมหาคัมภีร์ โดยมารดาและผู้ใหญ่ในครอบครัวจะสวดมนต์จาก
พระมหาคัมภรี ์ให้ฟงั เป็นการสรา้ งจติ สำนกึ ในรสพระธรรม ในบางครัง้ จะขบั รอ้ ง
บทสวดจากพระมหาคัมภีร์โดยจะเปิดเครื่องเสียง ทั้งนี้เนื้อหาล้วนมาจาก
พระมหาคมั ภรี ท์ ง้ั สน้ิ ทก่ี ลา่ วมาลว้ นเปน็ ปฐมศกึ ษาของเดก็ ทก่ี ำลงั รบั รเู้ รอ่ื งใหมๆ่
สง่ิ ดงี ามเขา้ มาในชวี ติ ทกุ วนั อาทติ ยแ์ ละวนั สำคญั ทางศาสนามารดาพรอ้ มสมาชกิ
ในครอบครวั จะพาเดก็ นอ้ ยลูกหลานมายงั คุรดุ วารา เพ่อื ใหเ้ ดก็ หดั ฝึกเปน็ นสิ ัยใน
การเข้าวัดอันเป็นรากฐานของชาวซิกข์จวบจนชีวิตจะหาไม่ ครั้นเมื่อเด็กน้อย
เจริญเติบโตขึ้นถึงวัยจะเข้าโรงเรียน มารดาและสมาชิกในครอบครัวจะสวด
ขอพรหรืออรั ดาสเพื่อนำเด็กน้อยไปเขา้ โรงเรียนตามหลกั สูตรสากลนิยม แต่กจ็ ะ
ไม่ละทิ้งการปฏิบัติที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็กยังเยาว์วัย ในประเทศไทยมี
โรงเรียนท่ีอยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาถึงสามโรงเรียนด้วยกันซึ่ง
มหี ลักสตู รอินเตอรฯ์ และหลักสตู รตามกระทรวงศึกษาธิการ

การแตง่ งาน

เมื่อจบการศึกษาก็จะเข้าทำงานตามท่ีตนถนัดแต่จะไม่ลืมกิจวัตรตาม
หลกั ศาสนาทไ่ี ดถ้ กู ปลกู ฝงั มา บดั นไ้ี ดเ้ ตบิ โตขน้ึ เปน็ ผใู้ หญเ่ ตม็ วยั มคี วามรบั ผดิ ชอบ
ต่อครอบครัวต่อสังคมและต่อศาสนา ผู้อาวุโสในครอบครัวเห็นว่าสมควรที่จะมี
คู่ครอง เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปตามกลไกแห่งธรรมชาติของมนุษย์ คุณสมบัติของ
คคู่ รองทจ่ี ะหมน้ั หมายตอ้ งเพยี บพรอ้ มไปดว้ ยคณุ ลกั ษณะและคณุ สมบตั ติ ามหลกั
แห่งศาสนาซิกข์ เมื่อคู่หมั้นหมายได้ถูกกำหนด ครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะไป

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
259

ศาสนาซิกข์
ครุ ดุ วาราศาสนสถานวดั ซกิ ขเ์ พอ่ื ไปขอพรจากพระมหาคมั ภรี ์ หรอื อรั ดาส ขอพระองค์
ได้โปรดเมตตาให้คู่ตุนาหงันมีความสุขความเจริญตามวิถีแห่งซิกข์ และเพื่อ
ประกาศให้ศาสนิกชนญาติมิตรได้รู้กันทั่วว่าหนุ่มสาวคู่น้ีมีคู่หมั้นหมายแล้ว
วันเวลาพิธีแต่งงานจะถูกกำหนดโดยญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย โดยใช้ความ
สะดวกและความพร้อมเป็นหลักในการตัดสินและไม่ใช้ฤกษ์ยามโดยเด็ดขาด
ด้วยเหตุท่ีชาวซิกข์ถือว่าทุกเวลาทุกนาทีทุกฤกษ์ทุกยามล้วนแต่พระเจ้ากำหนด
และลว้ นแตเ่ ปน็ มงคลทง้ั สน้ิ วนั เวลาผา่ นไปวนั แตง่ งานทก่ี ำหนดกม็ าถงึ พธิ แี ตง่ งาน
จะมีขึ้นตอนเวลาเช้า ณ คุรุดวาราต่อหน้าที่ประทับพระมหาคัมภีร์ เมื่อได้เวลา
อันสมควรคูบ่ ่าวสาวจะเดนิ เขา้ มาน่ังขดั สมาธิหน้าท่ปี ระทบั จากนัน้ ศาสนจารย์
จะใหพ้ อ่ แมข่ องคบู่ า่ วสาวพรอ้ มคบู่ า่ วสาวเองลกุ ขน้ึ ยนื อรั ดาส หรอื ขอประทานพร
และประทานอนุญาตให้เริ่มพิธีแต่งงานซึ่งทางศาสนาซิกข์เรียกพิธีแต่งงานน้ีว่า

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
260

ศาสนาซิกข์

อนันตก์ ารัช (Anand Karaj) หมายถึงกิจกรรมทีใ่ ห้ความสุขอยา่ งสงู ศาสนจารย์
จะให้บดิ าฝ่ายหญงิ มอบผา้ มงคลยาวประมาณ 3 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร
ให้คู่บ่าวสาวถือไว้คนละข้าง ผ้ามงคลนี้เปรียบเสมือนสายใยแห่งความรักความ
สัมพันธท์ ีก่ ำลังจะบังเกิดในเวลาอกี ไม่นานขา้ งหนา้ จากนัน้ คบู่ า่ วสาวจะก้มกราบ
พระมหาคัมภีร์ ศาสนจารย์จะอ่านบทสวดจากพระมหาคัมภีร์จำนวนสี่บท
ซึ่งแต่ละบทเป็นการสอนให้คู่บ่าวสาวต้ังจิตให้จงมั่นในพระเจ้าและจะครองคู่กัน
จนกวา่ ชีวติ จะหาไม่ ไมว่ ่าในสุขหรือในทกุ ข์ ในแตล่ ะบทของการสวดคบู่ า่ วสาว
จะเดินรอบพระอาสนะของพระมหาคัมภีร์เปรียบเสมือนหน่ึงการรัดสายใยแห่ง
ความรักในพระเจา้ และในชวี ติ ค่สู มรสให้แนน่ แฟ้นยิง่ ขน้ึ สิ้นสดุ บทสวดรอบทีส่ ่ี
ศาสนสงั คีตจารย์จะสวดบทอนันตซาฮบิ เปน็ อนั เสรจ็ พธิ ีแต่งงาน ในการประกอบ
พธิ แี ตง่ งานของชาวซกิ ขจ์ ะใชเ้ วลาไมเ่ กนิ ยส่ี บิ นาที จากนน้ั ญาตมิ ติ รของคบู่ า่ วสาว
จะแสดงความยนิ ดีซง่ึ กนั และกนั บัดนี้คูบ่ า่ วสาวไดเ้ ป็นสามภี รรยาโดยชอบตาม
หลกั ธรรมแห่งศาสนาซกิ ข์

การครองเรอื น

เม่อื แตง่ งานแล้ว คูบ่ า่ วสาวจะมาอาศยั อยูบ่ ้านพักของสามี ทำมาหากิน
อย่างสุจริตอย่างพอเพียง สามีจะมีหน้าที่หลักในการหาปัจจัยในการเลี้ยงชีพ
ส่วนภรรยาก็มีสิทธิในการทำงานช่วยสามีด้วย แต่ทั้งนี้ภรรยายังมีหน้าที่หลัก
จะตอ้ งดแู ลกจิ กรรมตา่ งๆ ในครวั เรอื นเพอ่ื ใหส้ ถาบนั ครอบครวั สามารถดำรงอยไู่ ด้
ในวนิ ัยแห่งซกิ ข์ กล่าวคอื ต้องตง้ั มน่ั อยู่ในศาสนวินัย เคารพและเช่อื ฟงั ผู้ใหญ่
สำรวมและใหเ้ กยี รตซิ ง่ึ กนั และกนั ชวี ติ คจู่ ะราบรน่ื โดยมคี ำสง่ั สอนและหลกั ปรชั ญา
จากพระมหาคัมภีร์เป็นเข็มทิศ เป็นพลังชี้นำไปสู่ความเจริญ การครองเรือน
ท่สี มบูรณท์ ้งั สามีและภรรยาตอ้ งรู้จกั ควบคุมกิเลสหรือมารทง้ั หา้ คอื กาม โกรธ
โลภ โมหะ และอหังการ อันเป็นเสมือนปลวกที่กัดกินเนื้อไม้ใหผ้ ุสลาย

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
261

ศาสนาซิกข์

ความเจบ็ ปว่ ย

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ลว้ นเป็นสัจธรรมท่เี ล่ียงไมไ่ ด้ ชาวซิกข์ยามเจ็บปว่ ย
กจ็ ะทำการรกั ษาเฉกเชน่ เดยี วกบั มนษุ ยผ์ อู้ น่ื แตก่ ารรกั ษาทางกายกจ็ ะมผี ลตอ่ เมอ่ื
มกี ารรกั ษาทางใจควบคไู่ ปดว้ ย กลา่ วคอื การทำจติ ใจใหส้ งบโดยใชค้ ำสง่ั สอนจาก
พระมหาคมั ภรี ์ ผปู้ ว่ ยจะยอมรบั ในพระประสงคข์ องพระองคแ์ ละสงั วรไวเ้ สมอวา่
ความเจบ็ ป่วยเป็นส่วนหน่งึ ของชีวติ ใหอ้ ดทนเพื่อแสดงว่าหากเจบ็ ปว่ ยได้ก็ตอ้ ง
หายได้ เชื่อม่นั ในกฎแห่งกรรมพรอ้ มทำใจให้เขม้ แขง็ ดว้ ยการสวดพระมหาคมั ภรี ์
หรือฟงั กีรตัน (Kirtan) คือการสวดประกอบดนตรลี ักษณะเป็นการใชด้ นตรีสร้าง
ศรัทธาให้เกิดแสงสว่างและความหวังพร้อมคลายความเครียดความวิตกกังวล
แมก้ ระทง่ั ความกลวั จากอาการเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย ระหวา่ งนค้ี รอบครวั ของผปู้ ว่ ยจะให้
กำลังใจโดยหมัน่ เย่ยี มเยือนและพาไปคุรุดวารา หากสภาพร่างกายพรอ้ ม อกี ทัง้
ยังสวดขอพรจากพระศาสดาขอพระองค์ได้โปรดเมตตาให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น
และหายจากอาการปว่ ยโดยเรว็ ไว

พธิ ีศพ

ความตายตามหลกั ศาสนาซกิ ขไ์ มใ่ ชเ่ ปน็ สง่ิ ทน่ี า่ กลวั สง่ิ ทน่ี า่ กลวั กลบั เปน็
การตายแล้วกลับมาตายอกี ฉะนน้ั ชาวซิกข์จะพยายามอ้อนวอนพระเจ้าวันแลว้
วนั เลา่ ทกุ เวลา ทกุ ลมหายใจ ให้ตนได้ตายเพยี งครั้งเดยี วและไม่กลบั มาตายอีก
กลา่ วคอื ใหห้ ลดุ พน้ จากวฏั จกั รอนั นา่ สงสาร และทส่ี ำคญั ขอใหต้ ายแบบไมท่ รมาน11
ตายอย่างสงบ เมื่อชาวซิกข์เสียชีวิตลงไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม พิธีฌาปนกิจ
จะมีขึ้นภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีการเก็บศพเว้นแต่หากญาติมิตรของผู้ตายอยู่
ห่างไกลและไมส่ ามารถที่จะเดินทางมาทันก็ยอ่ มอนโุ ลมให้พิธีดงั กลา่ วเลื่อนไปได้

11 ครุ ุครนั ถ์ ซาฮบิ หนา้ 1365

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
262

ศาสนาซิกข์

ประมาณสองถึงสามวัน พธิ ีศพจะเรยี บง่าย ญาติๆ จะอาบน้ำศพพรอ้ มเปลี่ยน
เสอ้ื ผา้ ชุดใหม่ทีไ่ ด้เตรียมมา จากนน้ั นำศพไปยังฌาปนสถานซงึ่ อาจจะเปน็ วัดใด
ก็ได้ เมรุใดก็ได้ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลใช้เมรุวัดวิษณุ ซึ่งอยู่ใกล้
วัดดอนยานนาวาเป็นส่วนใหญ่ ในต่างจังหวัดใช้เมรุของวัดในพุทธศาสนาเป็น
ส่วนใหญ่ เมื่อได้เวลาอันสมควรศาสนาจารย์จะสวดอัรดาสขอพรให้พระองค์
ได้โปรดเมตตารับดวงวิญญาณไปสู่อ้อมกอดของพระองค์และไปสู่สุขคติพร้อมให้
ญาตมิ ิตรทำใจในการสูญเสยี บุคคลอนั เปน็ ที่รัก ผ้ใู หเ้ พลงิ แดศ่ พปกติมักจะเป็น
บตุ รชายคนโต จากนน้ั ศาสนสงั คตี จารยจ์ ะสวดบทกรี ตนั ซง่ึ เนอ้ื หาเปน็ การบรรยาย
ถึงสัจธรรมแห่งความตาย การทำใจและยอมรับในสัจธรรมนี้ ผู้ร่วมงานศพ
จะแสดงความเสียใจต่อญาติมิตรของผู้ตายก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน
ส่วนญาติมิตรผู้สนิทจะมุ่งหน้าไปสู่คุรุดวาราศาสนสถานวัดซิกข์เพื่อร่วมกันสวด
จากพระมหาคมั ภรี ์ การสวดดงั กลา่ วจะเปน็ การสวดตง้ั แตป่ ฐมบทจนจบบทสดุ ทา้ ย
ในอดีตญาตมิ ิตรจะรว่ มมือผลดั กนั สวดเอง แตใ่ นปัจจบุ ันศาสนจารยจ์ ะรว่ มดว้ ย
ชว่ ยกนั วนั ทีบ่ ทสวดจบลงจะมีปจั ฉิมพิธีหรอื ที่ชาวซิกขเ์ รยี กว่า “โปค” (Bhog)
ญาติมิตรจะมาร่วมกันอีกคร้ังท่ีคุรุดวาราเพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้ล่วงลับและ
ความเสยี ใจตอ่ ครอบครวั หลงั จากนน้ั ชวี ติ ทกุ อยา่ งกจ็ ะดำเนนิ ไปตามปกติ จะไมม่ ี
การเกบ็ อฐั ิหรือสญั ลกั ษณอ์ ยา่ งอ่ืนของผ้เู สยี ชีวิตโดยเด็ดขาด

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
263

ศาสนาซิกข์

วันสำคญั ทางศาสนา

วนั ประสูติพระศาสดาคุรนุ านกั

ตามที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า พระศาสดานานักทรงเป็นองค์ปฐมบรม
ศาสดาแห่งศาสนาซิกข์ พระปรัชญาของพระองค์ทรงเป็นต้นแบบและเป็น
แม่แบบแห่งศาสนาซิกข์ วันประสูติของพระองค์จึงมีการเฉลิมฉลองอย่าง
ยง่ิ ใหญต่ ามครุ ดุ วาราศาสนสถานวดั ซกิ ขท์ กุ แหง่ ทว่ั โลก วนั ประสตู ขิ องพระศาสดา
ตรงกับวัน สิบห้าค่ำ เดือน สิบเอ็ด ตามปีจันทรคติ ก่อนจะถึงวันดังกล่าว
ประมาณหกสิบชั่วโมง ช่วงเย็นจะมีการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์จำนวนสิบเอ็ด
สรปู (เลม่ ) มาประดษิ ฐานบนอาสนะทไ่ี ดเ้ ตรยี มการไวโ้ ดยเฉพาะ อยา่ งสมพระเกยี รติ
จากน้ันจะอัรดาสสวดขอพรเพื่อเริ่มสวดบทจากพระมหาคัมภีร์อย่างต่อเน่ือง
ซึ่งเราเรียกว่าอคันด์ ปาธ (Akhand Path) ศาสนิกชนจะผลัดเปลี่ยนกันสวด
พระมหาคัมภรี ์ด้วยศรัทธาอันแรงกลา้ ท้ังกลางวันและกลางคนื โดยมศี าสนกิ ชน
มารว่ มฟงั อยา่ งคบั คง่ั ดว้ ยจติ อนั สงบ หนง่ึ พนั สร่ี อ้ ยสามสบิ หนา้ จากพระมหาคมั ภรี ์
จะถูกสวดอ่านตั้งแต่ปฐมบทมูลมันตระ และหกสิบชั่วโมงให้หลังเวลาเช้าตรู่ซึ่ง
ตรงกบั วนั ประสตู ขิ องพระศาสดานานกั การสวดกจ็ ะสน้ิ สดุ ลงทา่ มกลางศาสนกิ ชน
จำนวนมากมายที่มาร่วมเฉลิมฉลอง ในวันดังกล่าวจะมีการแจกจ่ายอาหาร
เครอ่ื งดม่ื ตา่ งๆ มากมายในโรงครวั พระศาสดา ซง่ึ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ อาหารพเิ ศษกวา่
วนั ธรรมดามากมายนกั ศาสนกิ ชนจะทำอาหารจากบา้ นของตนเองหลากหลายชนดิ
หลากหลายรสมาร่วมแจกจา่ ยในโรงครัวพระศาสดาด้วย ตกเย็นของวันเดยี วกัน
ศาสนกิ ชนจะมารวมตวั กันทศี่ าสนสถานอกี คร้ังหนงึ่ เพอ่ื เฉลมิ ฉลอง ศาสนาจารย์
จะสง่ั สอนเทศนจ์ ากพระมหาคมั ภรี ์ ศาสนสงั คตี จารยจ์ ะแสดงกรี ตนั หรอื การเทศน์
ประกอบดนตรี เยาวชนชาวซิกข์ก็จะมาร่วมด้วยช่วยกันและปวารณาตนรับใช้
ศาสนิกชนท่มี าร่วมงานฉลองโดยพรอ้ มเพรียงกัน จวบจนเวลาอันสมควรก็จะมี
พิธีสวดอนันด์ซาฮิบและจบลงด้วยอัรดาสหรือการสวดขอพรพร้อมแยกย้ายกัน
กลบั บา้ น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
264

ศาสนาซิกข์

วันประสตู ิพระศาสดาคุรุโกบนิ ดซ์ งิ ห์

พระศาสดาองค์ที่สิบคุรุโกบินด์ซิงห์เป็นผู้สถาปนาคาลซาหรือซิกข​์ที่
สมบรู ณแ์ บบ ดว้ ยสญั ลกั ษณ ์ หา้ ก ตามทไ่ี ดเ้ คยกลา่ วไวแ้ ลว้ วนั ประสตู ขิ องพระองค์
จึงมีการเฉลิมฉลองอย่างสมพระเกียรติเฉกเช่นเดียวกับพระศาสดาคุรุนานักเดว
การเฉลิมฉลองก็จะคล้ายคลึงกับการเฉลิมฉลองของพระศาสดานานัก เว้นแต่
เนอื้ หาและหลกั ปรัชญาจะเนน้ ของพระศาสดาคุรโุ กบินดซ์ งิ ห์เปน็ หลกั

วนั สละชีพพทิ กั ษ์ธรรม

พระศาสดาองค์ที่ห้าคุรุอารยันเดว ได้สละชีพของพระองค์เองโดยถูก
เจ้าผู้ครองนครในสมัยน้ันบังคับให้นั่งบนกระทะเหล็กที่ต้ังอยู่บนกองไฟ
พระศาสดาได้สละชีพเพ่ือพิทักษ์ไว้ซึ่งความเท่าเทียมและความเสมอภาคของ
มนุษย์ทุกศาสนาและเพื่อดำรงสิทธิในการนับถือและความเชื่อแห่งปรัชญา
ของตน เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละของพระองค์
ชาวซิกข์จึงพร้อมใจกันจัดงานวันสละชีพพิทักษ์ธรรม ในวันดังกล่าวนอกจาก
จะมศี าสนพธิ ใี นครุ ดุ วาราแลว้ ชาวซกิ ขจ์ ะแจกจา่ ยนำ้ ดม่ื ใหแ้ กผ่ สู้ ญั จรไปมาทกุ คน
โดยไมค่ ำนงึ วา่ จะนบั ถอื ศาสนาใด การแจกจา่ ยนำ้ ดม่ื อาจจะเปน็ นำ้ หวาน นำ้ ผลไม้
หรือน้ำเปล่าก็ได้ เพื่อสื่อให้เห็นถึงการดับร้อนผ่อนกระหายผู้อยู่ท่ามกลาง
ความรอ้ นดจุ พระศาสดาทถ่ี กู ทรมานใน
ศาสนสถานครุ ดุ วาราวดั ซกิ ข์ ศาสนกิ ชน
จะนำเอาอัลมอนด์ซึ่งแช่น้ำไว้ต้ังแต่
คืนก่อนมาบดป่ันค้ันเอาน้ำมาผสม
เครือ่ งเทศ น้ำตาลและนำ้ เปล่า มาแจก
จ่ า ย ใ น ห มู่ ศ า ส นิ ก ช น เ พ่ื อ ร ำ ลึ ก ถึ ง
พระเมตตาของพระศาสดาท่ีได้สละชีพ
ปกปอ้ งสทิ ธอิ นั ชอบธรรมของเราในอดตี การแจกจา่ ยน้ำดม่ื ในวนั สละชีพพทิ ักษ์ธรรม

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
265

ศาสนาซิกข์

ความสมั พันธร์ ะหวา่ งมนษุ ย์

พระศาสดาไดก้ ลา่ วไว้ในพระมหาคมั ภรี ์คุรคุ รนั ถ์ ซาฮิบ อยา่ งชัดเจนว่า
“มนุษย์คือมวลมิตร หาใช่ศัตรู หาใชผ่ แู้ ปลกหนา้ ” ดว้ ยพระวจนอันเป็นเอกน้ี
ชาวซกิ ข์ทกุ คนจงึ มีหนา้ ทต่ี ามหลกั ศาสนาท่จี ะต้องตง้ั ตนอย่ใู นสงั คมด้วยความรกั
และความสามคั คตี อ่ กนั อกี ทง้ั ยงั ผกู มติ รกบั ศาสนกิ ชนทกุ ศาสนาดว้ ยความออ่ นนอ้ ม
ถ่อมตน พร้อมรับใช้สงั คมที่ตนอาศัยอยู่ ดว้ ยจติ ปวารณา ด้วยจติ ใจอนั บรสิ ุทธิ์
โดยไม่คำนึงถงึ เชื้อชาติ ศาสนา วรรณะ หรอื ตำแหน่งหนา้ ท่ีการงาน ต่อไปน้ี
จะขอกลา่ วถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างมนษุ ยด์ งั หัวข้อนี้

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งมนุษย์กบั พระเจา้

ตามทไ่ี ดก้ ลา่ วไวก้ อ่ นหนา้ นว้ี า่ พระเจา้ เปน็ เพยี งแตน่ ามธรรม ซง่ึ จะปรากฏ
เปน็ รปู ธรรมกต็ อ่ เมอ่ื เราตง้ั ตนอยใู่ นหลกั ธรรมะตามศาสนา ตามหลกั ความเปน็ จรงิ
หรือสจั ธรรม ฉะน้ันความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ย์กับพระเจ้าก็จะมีขึ้นได้ดว้ ยการ
ประพฤติปฏิบัติแต่กรรมดีเท่านั้น การสวดมนต์การภาวนา หรือการเข้าใจใน
หลักธรรมโดยไม่ปฏิบัติตามไร้ซึ่งประโยชน์และไม่ได้ช่วยสร้างสายใยระหว่าง
มนุษยก์ บั พระเจา้ พระศาสดาได้กล่าวไวว้ า่ “พระเจ้าสถติ อยู่ในดวงใจ เหตไุ ฉน
ใฝ่วัตถุ” อันหมายความวา่ วัตถุมงคลล้วนเปน็ ส่งิ ท่มี นุษย์สรา้ งขึน้ มา ความขลงั
ไมไ่ ดอ้ ยู่ทีว่ ตั ถุแต่อย่ทู จี่ ติ ใจของบคุ คล วตั ถุไม่ได้ช่วยให้บุคคลบรรลุถึงมรรคผล
ปัญญาและการกระทำเท่าน้ันท่ีจะช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากวัฏจักรอันน่าสงสาร
จึงกล่าวได้ว่าสายใยระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าจะแน่นแฟ้นข้ึนได้ก็ด้วยวิธีการ
ปฏิบัตเิ พยี งเทา่ น้ัน

ความสมั พนั ธ์ในครอบครวั

ครอบครัวประกอบด้วย บิดา มารดา บุตร สามี ภรรยา และญาติอื่นๆ
ครอบครัวเสมอื นหน่ึงนาวาท่ีแล่นฝา่ คลืน่ ลมในมหาสมทุ รอันกว้างใหญ่ สมาชกิ
ในครอบครัวเปรียบเสมือนลูกเรือ โดยมีบิดาเป็นกัปตันเรือ มีมารดาเป็น
นายท้าย นอกจากนั้นเป็นฝีพายทั้งหมด คนในครอบครัวต้องเชื่อฟังกัปตัน
คือบิดา โดยมีภรรยาเป็นนายท้ายเป็นตน้ หนคอยดูแลให้เรือครอบครวั มุง่ หน้าไป
ในทิศทางท่ีกัปตันกำหนดโดยใช้คำสั่งสอนจากพระมหาคัมภีร์อันประเสริฐเป็น

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
266

ศาสนาซิกข์
แผนที่เดนิ เรอื คอยหลบหลกี หินโสโครกที่มักจะมใี นระหว่างการเดินทาง ลูกเรือ
หรือสมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นฝีพายต้องพายเรือในทิศทางเดียวกันโดย
พรอ้ มเพรยี ง ไมต่ า่ งฝา่ ยตา่ งจำ้ ไมต่ า่ งฝา่ ยตา่ งพาย ดว้ ยประการฉะน้ี นาวาแหง่
ครอบครัวก็จะสามารถแล่นฝ่ามหาสมุทรแห่งชีวิตแห่งสังคมโดยสงบราบเรียบ
ปราศจากอปุ สรรค

ความสมั พันธ์ระหว่างสามี-ภรรยา

พระศาสดาได้กล่าวไว้ว่า “สามี ภรรยา หาใช่ผู้ร่วมเคียงข้างหมอน
สามีภรรยาที่แท้คือสองร่างซึ่งหล่อหลอมเป็นหนึ่งจิตวิญญาณด้วยศรัทธาและ
คำสง่ั สอนตามหลักแห่งสจั ธรรม” สามีภรรยาจะใช้ชีวิตคูใ่ ห้เกยี รติซึ่งกันและกนั
เสมือนหนึ่งกัปตันและต้นหนเรือ ต่างฝ่ายต่างเคารพซึ่งกันและกัน ให้เกียรติ
ซ่งึ กันและกัน และยกยอ่ งใหเ้ กียรตญิ าติของแตล่ ะฝ่ายประดจุ ญาติของตนเอง
เคารพและยกย่องบุพการีของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งดูแลคนในครอบครัวให้มี
ความสขุ ทัง้ กายและใจตามครรลองแห่งศาสนาท่บี รรญตั ไิ วใ้ นพระมหาคัมภรี ์

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบิดามารดาและบุตร

บิดามารดาผู้ให้กำเนิดประดุจดั่งพระเจ้าของบุตร บิดามารดาจะดูแล

บุตรตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ การปฏิบัติและความสัมพันธ์ระหว่าง
บดิ ามารดาและบตุ รจะเป็นไปตามวยั ตามอายุของบตุ ร ในวัยเดก็ จะเอน็ ดฟู ูมฟัก
และหยอกเล่นเฉกเช่นเด็กไร้เดียงสา ยามเติบใหญ่เป็นหนุ่มสาวก็จะปฏิบัติตน
เสมือนเพอ่ื นคอยถามสารทกุ ขส์ ุกดบิ และให้คำปรึกษาโดยไม่กา้ วก่ายสิทธขิ อง
ผเู้ ปน็ บตุ ร แต่จะเปน็ ไปตามคำส่งั สอน

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
267

ศาสนาซิกข์

ตามหลกั ธรรมแหง่ ศาสนา ทง้ั นอ้ี าจจะยกเอาอทุ าหรณจ์ ากประสบการณ์
ของตนเองและของผ้อู นื่ มาประกอบดว้ ยเหตุและผล ไมใ่ ช้กำลงั เฆ่ยี นตบี ุตร
ยามกระทำผดิ แตจ่ ะใชว้ ธิ กี ารใหอ้ ภยั ดง่ั ทก่ี ลา่ วไวต้ ามหลกั ปรชั ญาแหง่ ศาสนาซกิ ขว์ า่
“การกระทำผดิ ไมใ่ ช่เปน็ ส่ิงผิด แตก่ ารไม่รบั ผิดและไม่แกไ้ ขในสิ่งผดิ เป็นสงิ่ ทผี่ ดิ
มหนั ต”์ บตุ รจะทดแทนบญุ คณุ ของบดิ ามารดาดว้ ยการเชอ่ื ฟงั ศาสนาซกิ ขเ์ ชอ่ื วา่
การเชื่อฟังบุพการีเป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีที่ดีที่สุดและ
เป็นที่พึงปรารถนาของบิดามารดา เป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่บิดามารดาอยากจะ
ได้รับจากบุตรผูก้ ตญั ญู

ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ เพื่อนบ้านและเพื่อน
ต่างศาสนา

ตามท่ไี ดเ้ คยกลา่ วไวว้ ่ามนษุ ย์คือมวลมติ ร หาใชศ่ ตั รู หาใชผ่ ูแ้ ปลกหน้า
ฉะนน้ั เชอ้ื ชาติ วรรณะ ความเชอ่ื และวฒั นธรรมของเพอ่ื นมนษุ ยถ์ งึ แมต้ า่ งศาสนา
ต่างเผ่าพันธุ์จงึ ไมเ่ คยเปน็ อุปสรรคในการดำรงชวี ติ อยู่รว่ มกนั ในสังคม บทพสิ จู น์
ทีจ่ ะเหน็ ไดช้ ัดว่าชาวซิกข์อยกู่ ระจัดกระจายกันอยู่ท่ัวโลก ทกุ ทวปี ทกุ ประเทศ
ดว้ ยความรกั และความสงบ ซกิ ขท์ กุ คนพยายามจะปรบั ตวั เองใหเ้ ขา้ กบั วฒั นธรรม
จารตี ประเพณขี องประเทศ ของสงั คมเจ้าภาพ ทตี่ นเองเข้ามาอาศยั จะปฏิบตั ิ
ตวั เองให้เปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คมจะแบ่งปนั ความสขุ ทรัพย์สินเงินทองตามสมควร
และตามความตอ้ งการตามกาลเวลา ชาวซกิ ขจ์ ะสนบั สนนุ กจิ กรรมของเพอ่ื นบา้ น
จะรว่ มงานบญุ งานกศุ ลดว้ ยศรทั ธา และดว้ ยความเตม็ ใจ ฉะนน้ั จงึ ไมเ่ ปน็ ทแ่ี ปลกใจ
หากท่านเห็นชาวซิกข์ร่วมทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ในศาสนาพุทธ
รว่ มทอดกฐนิ ผา้ ปา่ ตามวดั ตา่ งๆ รว่ มงานแตง่ งาน งานบวช งานศพ ของเพอ่ื นบา้ น
และมิตรต่างศาสนา นอกจากจะไม่มีบทบัญญัติใดๆ ในพระมหาคัมภีร์ที่ห้าม
ไม่ใหร้ ่วมกจิ กรรมตา่ งศาสนาแล้ว ยังแนะนำ ช้ีนำ ให้เคารพในศกั ดศ์ิ รี วิถีชวี ิต
และความเป็นอยู่ของมนุษย์ต่างศาสนา ครัวพระศาสดาในศาสนสถานวัดซิกข์
ก็เป็นอีกหนึ่งในตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันระหว่างเพ่ือนมนุษย์ต่างศาสนา
การรบั ประทานอาหารรว่ มกนั จากหมอ้ ขา้ วเดยี วกนั ยอ่ มแสดงออกซง่ึ ความสมั พนั ธ์
อันดีงาม การบริจาคสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้หลังจุนเจือครอบครัวเพื่อจรรโลง
ไวซ้ ่ึงสังคมเพื่อนมนษุ ย์กเ็ ปน็ แบบอย่างทดี่ ใี นวิถแี หง่ ซกิ ข์

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
268

ศาสนาซิกข์

ซิกข์ศาสนสภุ าษิต

ศาสนาซกิ ข์เช่นเดยี วกบั ศาสนาอ่นื ๆ มีสุภาษติ ตา่ งๆ มากมาย แต่ละบท
ล้วนเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้มนุษย์ตั้งตนอยู่ตามหลักแห่งสัจธรรม ต่อไปนี้
จะขอยกตวั อยา่ งสุภาษิตแห่งศาสนาซกิ ข์เพียงบางบทดังน้ี
ยามอรุณ รงุ่ เชา้ เจา้ ทำกิน
ครัน้ อาทิตยต์ กดนิ เจา้ มอ่ ยหลบั
ชีวิตเจ้าเหตุไฉน ใช้ดั่งเศษอฐิ
เมือ่ พระเจา้ ได้บัญญตั ิ ดุจเพชรนลิ 12
สัตวโ์ ลก หากลม้ ตาย
ซากยังนำ ทำคุณได้
รา่ งมนษุ ย์ ดจุ ขอนไม้
ไหมส้ ลาย ไปกบั ไฟ
เกศาแม้งดงาม ยงั มลายกลายเปน็ จลุ
เหลือแท้ทเ่ี ปน็ ทุน
คอื คุณงามความดเี อย 13
ทง้ั ชวี ีเก็บออม หอมรอมริบ
ดีดลูกคิด มเี งนิ นับหมน่ื แสน
ยามลาโลก ไรแ้ ม้สตงั ด์แดง
จะตะแบงโลภไป ทำไมเอย 14

12 คุรุครันถ์ ซาฮบิ หน้า 156
13 ครุ ุครันถ์ ซาฮิบ หน้า 870
14 ครุ ุครันถ์ ซาฮิบ หน้า 1372

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
269

ศาสนาซิกข์

พระคมั ภรี ์ คืออาจารย์
ปรมาจารย์ คือพระคัมภีร์
เขา้ ใจใหจ้ งดี
ทกุ ชวี ีมแี ต่สุข
พระคัมภรี ์ คืออมฤต
ผ้รู คู้ ิดจะเบิกบาน
ผปู้ ฏิบตั ติ าม จะประสบพบพระองค์ 15
ศตั รหู ้าข้าคนเดยี ว
จะยนื หยดั ได้อยา่ งไร
มันลอ้ ม มันปล้นฆ่า
จะปา่ วก้อง ร้องทกุ ขใ์ คร
มจั จรุ าชไม่อย่างกราย
เพียงเอย่ นามตามพระองค์ 16
โม่แป้งใส่กระสอบออกไปขาย
เดนิ สะดดุ หลุดกระจายลงในตม
แสนระทม ทรพั ยส์ ลายกลายเปน็ จุล
โชคยงั ดที ่ีเคยล้มิ ชมิ ตอนตำ
จะต้ังหมน่ั ทำกิน แต่พอเพียง 17

วาเฮค่ รุ ุยีกาคาลซา่ วาเฮ่คุรญุ กี ฟี าเต้
(Wahe Guru Ji Ka Khalsa Wahe Guru Ji Ki Fateh)

15 ครุ ุครนั ถ์ ซาฮบิ หน้า 982
16 ครุ คุ รนั ถ์ ซาฮบิ หนา้ 155
17 คุรุครันถ์ ซาฮิบ หนา้ 1376

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
270

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
271

วิถีชีวิต 5 ศาสนิกในประเทศไทย
272


Click to View FlipBook Version