The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารคำสอนวิชาท่องเที่ยวชุมชน1.64ปริวรรต)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by parichats969, 2021-07-28 00:10:57

เอกสารคำสอนวิชาท่องเที่ยวชุมชน1.64ปริวรรต)

เอกสารคำสอนวิชาท่องเที่ยวชุมชน1.64ปริวรรต)

Keywords: เอกสารคำสอนวิชาท่องเที่ยวชุมชน1.64ปริวรรต)

เอกสารคำสอน

รหสั วชิ า 1449 335

การจดั การท่องเทย่ี ว
โดยชมุ ชนอย่างสร้างสรรค์

(ฉบบั ปรับปรุง ครงั้ ท่ี 2/2564)

Z

โดย ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรวิ รรต สมนกึ
ปีการศกึ ษา 2564

สาขาการจัดการการท่องเทยี่ วและการบริการ
คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

(ก)

คำนำ

เอกสารคำสอนวิชา 1449 335 การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ เรียบเรียงขึ้นเพื่อให้
นักศึกษาใช้ประกอบการเรียนการสอนภายในชั่วโมงการบรรยาย ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะบังคับตามหลักสูตร
ศิลปศาสตรบณั ฑติ สาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั อุบลราชธานี
ในการเรยี บเรยี งเอกสารประกอบการสอนเลม่ น้ีน้นั ผ้สู อนไดเ้ รยี บเรียงข้ึนจากประสบการณ์การทำงานดา้ นการ
ท่องเที่ยวโดยชุมชน และจากการศึกษาหนังสือตำราวิชาการ บทความวิจัย บทความวิชาการ ทั้งจาก
ภายในประเทศและต่างประเทศ และจากงานวิจัยของผู้สอนเอง ซึ่งผู้สอนต้องขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสาร
ทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ หากผู้อ่านได้มีโอกาสอ่านและค้นคว้าเพิ่มเติม ก็จะทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์มาก
ยิ่งขึ้น ซึ่งเอกสารประกอบการสอนเล่มนี้มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ ลักษณะทั่วไปของการท่องเที่ยวโดยชุมชน
และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ หลักการ ความเป็นไปได้ก่อนตัดสินใจเลือกพื้นที่ทำเป็นชุมชนการท่องเที่ยว
ความเป็นไปได้ในการทำเป็นชุมชนการท่องเที่ยวร่วมกับคนในชุมชน การวางแผนการจัดการ การบริหาร
จัดการที่พักสัมผสั วฒั นธรรมชนบท (เกณฑ์มาตรฐานความปลอดภยั ด้านสขุ อนามัย) การบริหารจัดการองค์กร
การท่องเที่ยว การจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนและการกำหนดราคาขาย การสื่อความหมาย
การตลาดของการท่องเที่ยวโดยชุมชน การติดตามประเมินผลการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน เกณฑ์ประเมิน
มาตรฐานแหลง่ ท่องเทยี่ วตามสภาการท่องเทย่ี วอยา่ งยั่งยืนโลก เกณฑ์การพัฒนาการท่องเท่ียวโดยชุมชน ภาคี
และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนศึกษาการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนของ
ประเทศเพอ่ื นบา้ นในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานทางวิชาการฉบับนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้ง
นักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว และผู้สนใจทั่วไปที่จะศึกษาค้นคว้า
เนอื้ หาด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชมุ ชนอยา่ งสร้างสรรค์ และในการท่ีจะประยกุ ต์องค์ความรู้ทไี่ ด้ศึกษาสู่การ
นำไปปฏิบัติจริงต่อวิชาชีพของตน หากผู้อ่านมีข้อเสนอแนะประการใดที่จะทำให้เอกสารคำสอนเล่มนี้มีความ
สมบูรณม์ ากยิ่งขึ้น ขอให้แจ้งกลบั มาทีผ่ สู้ อนโดยตรง เพอื่ จักไดท้ ำการแกไ้ ขปรับปรงุ ในคร้ังตอ่ ไป

ท้ายนี้ ผู้เขียนขอยกคุณงามความดีทั้งหลายของการเขียนผลงานทางวิชาการเล่มนี้ให้แด่บิดา มารดา
ญาติพี่น้อง และครูบาอาจารย์ทุกท่านของผู้สอนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หากไม่มีท่านทั้งหลายเหล่านี้ เอกสาร
เล่มนคี้ งไม่สามารถสำเร็จลุล่วงลงไดด้ ว้ ยดี และขอขอบพระคณุ แรงบนั ดาลใจท่ีสำคญั ยิ่งของผูส้ อน น่ันคอื ความ
ตั้งใจที่จะผลิตผลงานทางวิชาการที่มีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เพื่อมุ่งหวังที่จะพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษาของประชากรไทยให้ดีขน้ึ อนั จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยสบื ไป

ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ปรวิ รรต สมนึก

(ข)

สารบญั

หนา้

คำนำ (ก)

สารบญั (ข)

สารบัญตาราง (ซ)

สารบญั แผนภาพ (ฌ)

บทท่ี 1 ความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกับการท่องเท่ียวโดยชุมชนและการท่องเทย่ี วเชงิ สรา้ งสรรค์ 1
1.1 แนวคดิ เบื้องตน้ ทางด้านการท่องเทีย่ วนำสู่การท่องเที่ยวโดยชมุ ชน 3
1.2 ความหมายและความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการท่องเที่ยวโดยชุมชนกบั การท่องเทย่ี วชนิดตา่ งๆ 8
1.3 ความเป็นมาและความหมายของการท่องเทยี่ วโดยชุมชน 10
1.4 ความหมายของการท่องเท่ยี วเชงิ สร้างสรรค์ 15
1.5 ความสัมพนั ธ์ระหว่างการท่องเท่ียวโดยชุมชนกับการท่องเทย่ี วเชิงสรา้ งสรรค์ 15
1.6 ตวั อยา่ งการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชงิ สรา้ งสรรค์ 18
1.7 เอกสารบทความวิชาการ/งานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง 19
1.8 บทสรุป 20
1.9 กจิ กรรมเสริมการเรียนรู้ท้ายบทเรยี น
21
บทที่ 2 หลักการของการท่องเท่ยี วโดยชุมชน 22
2.1 หลกั การของการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชน 23
2.2 องค์ประกอบของการจดั การท่องเที่ยวโดยชมุ ชน 27
2.3 การท่องเทย่ี วโดยชุมชนกบั การพฒั นาชมุ ชน 33
2.4 หลกั การพัฒนาชุมชน 38
2.5 ตัวอย่างการใช้หลกั การของการทอ่ งเทย่ี วโดยชมุ ชน 39
2.6 เอกสารบทความวิชาการ/งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้อง 39
2.7 บทสรปุ 40
2.8 คำถามทา้ ยบทเรยี น
2.9 กจิ กรรมเสรมิ การเรียนรู้ท้ายบทเรียน 42
43
บทที่ 3 การศกึ ษาความเป็นไปได้ก่อนตดั สนิ ใจเลือกพ้นื ท่ที ำเปน็ ชมุ ชนการท่องเทย่ี ว
3.1 ศกั ยภาพของชุมชน
3.2 แนวโนม้ ทางการตลาดของการท่องเที่ยวโดยชมุ ชน

สารบญั (ตอ่ )

หนา้

บทที่ 3 การศกึ ษาความเป็นไปไดก้ ่อนตดั สนิ ใจเลือกพืน้ ทท่ี ำเปน็ ชุมชนการท่องเทีย่ ว

3.3 นโยบายของรฐั และบทบาทของรัฐท้องถิ่นในการสนบั สนุน CBT 46

3.4 องคก์ รพ่ีเลย้ี ง และแหล่งสนบั สนุน 47

3.5 ตวั อยา่ งชุมชนทไ่ี ดร้ ับการสนบั สนุนจากองค์กรพเ่ี ลีย้ งและแหล่งสนับสนนุ 54

3.6 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง 58

3.7 บทสรปุ 59

3.8 คำถามทา้ ยบทเรยี น 59

3.9 กิจกรรมเสรมิ การเรยี นรู้ท้ายบทเรียน 60

บทที่ 4 การศึกษาความเป็นไปได้ในการทำเป็นชุมชนการทอ่ งเท่ียวร่วมกบั คนในชุมชน

4.1 เป้าหมายและแรงจงู ใจของชมุ ชนในการทำการท่องเท่ียวโดยชุมชน 62

4.2 ความเขา้ ใจเรื่อง CBT 63

4.3 ผลกระทบเชิงบวก/ลบ ของการท่องเทย่ี ว 63

4.4 การศกึ ษาศักยภาพและข้อจำกัดของชุมชน 65

4.5 วเิ คราะหข์ อ้ มูลรว่ มกนั 66

4.6 ตัวอยา่ งการศึกษาความเปน็ ไปได้ในการทำเปน็ ชุมชนการท่องเที่ยวรว่ มกบั คนในชมุ ชน 70

4.7 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้อง 76

4.8 บทสรุป 77

4.9 คำถามท้ายบทเรยี น 78

4.10 กิจกรรมเสริมการเรยี นรทู้ า้ ยบทเรยี น 78

บทท่ี 5 การวางแผนการจัดการทอ่ งเท่ยี วโดยชุมชน

5.1 การกำหนดวิสัยทัศนแ์ ละวัตถุประสงคข์ องการทอ่ งเที่ยว 79

5.2 การวางแผน 82

5.3 ตวั อยา่ งชุมชนท่องเทย่ี วท่มี ีการวางแผนการจัดการท่องเที่ยว 92

5.4 เอกสารบทความทางวิชาการ/งานวจิ ยั ท่เี กย่ี วขอ้ ง 96

5.5 บทสรปุ 97

5.6 คำถามท้ายบทเรยี น 97

5.7 กจิ กรรมเสรมิ การเรยี นรู้ทา้ ยบทเรียน 98

บทท่ี 6 การบรหิ ารจัดการที่พักสมั ผัสวัฒนธรรมชนบทและเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสขุ อนามัย

6.1 แนวทางการจัดการทพ่ี ักสัมผัสวฒั นธรรมชนบท 99

6.2 การบรหิ ารจดั การท่พี ักสัมผสั วัฒนธรรมชนบท 104

สารบัญ (ต่อ)

หนา้

บทท่ี 6 การบรหิ ารจัดการท่ีพกั สัมผสั วัฒนธรรมชนบท และเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย

6.3 กรอบดชั นชี ี้วดั คณุ ภาพมาตรฐานโฮมสเตย์ 109

6.4 เกณฑม์ าตรฐานความปลอดภยั ด้านสขุ อนามยั 115

6.5 ตวั อย่างชมุ ชนทม่ี ีการบริหารจัดการทีพ่ ักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท 116

6.6 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง 118

6.7 บทสรุป 119

6.8 คำถามประจำบทเรยี น 120

6.9 กิจกรรมเสริมการเรียนร้ทู า้ ยบทเรยี น 120

บทท่ี 7 การบริหารจดั การองค์กรการท่องเที่ยวโดยชมุ ชน

7.1 การบริหารจดั การองค์กรการท่องเทีย่ วโดยชุมชน 121

7.2 ปจั จยั ที่มีผลตอ่ การดำเนนิ งานการท่องเที่ยวโดยชุมชน 127

7.3 ตวั อยา่ งชุมชนที่มกี ารบริหารจัดการองค์กรการทอ่ งเที่ยวโดยชมุ ชน 130

7.4 เอกสารบทความวิชาการ/งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวข้อง 137

7.5 บทสรปุ 138

7.6 คำถามท้ายบทเรยี น 139

7.7 กจิ กรรมเสริมการเรียนรู้ท้ายบทเรียน 139

บทท่ี 8 การจดั ทำโปรแกรมการทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชนและการกำหนดราคาขาย

8.1 การจดั ทำโปรแกรมการท่องเทย่ี ว 140

8.2 ตัวอยา่ งชมุ ชนท่ีมกี ารจัดทำโปรแกรมการท่องเท่ยี ว 149

8.3 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง 156

8.4 บทสรปุ 157

8.5 คำถามประจำบทเรียน 157

8.6 กิจกรรเสรมิ มการเรยี นรูท้ า้ ยบทเรยี น 158

บทที่ 9 การส่ือความหมายของการท่องเที่ยวโดยชุมชน

9.1 การส่ือความหมาย 159

9.2 การทดลองจดั การท่องเท่ยี วโดยชมุ ชน (ทวั ร์นำรอ่ ง) 166

9.3 ตัวอย่างชุมชนทีม่ ีการส่ือความหมายของการทอ่ งเท่ียวโดยชุมชน 169

9.4 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง 176

9.5 บทสรปุ 177

9.6 คำถามทา้ ยบทเรียน 178

สารบญั (ตอ่ ) หนา้

บทที่ 9 การส่ือความหมายของการท่องเท่ยี วโดยชมุ ชน 178
9.7 กจิ กรรมเสริมการเรียนรทู้ ้ายบทเรยี น
179
บทที่ 10 รปู แบบการตลาดการท่องเทย่ี วโดยชมุ ชน 179
10.1 รปู แบบการตลาดของการท่องเท่ยี วโดยชุมชน 180
10.2 ปจั จยั ทตี่ ้องใหค้ วามสำคัญในการวางแผนดา้ นการตลาดของ CBT 190
10.3 แนวทางการจดั ทำแผนการตลาดท่องเทีย่ วเชงิ กลยทุ ธข์ อง CBT 194
10.4 ตวั อยา่ งชุมชนในการจัดการตลาดการท่องเที่ยวโดยชมุ ชน 195
10.5 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้อง 196
10.6 บทสรปุ 196
10.7 คำถามท้ายบทเรยี น
10.8 กิจกรรมเสรมิ การเรียนรทู้ า้ ยบทเรียน 197
197
บทที่ 11 การตดิ ตามและประเมินผลการจดั การท่องเท่ยี วโดยชมุ ชน 198
11.1 ความหมายของการการตดิ ตามและประเมินผล 198
11.2 ประโยชน์ของการติดตาม 198
11.3 ระยะเวลาในการติดตาม 201
11.4 กรอบในการติดตาม 203
11.5 เคร่อื งมือในการติดตาม 203
11.6 ดชั นี 208
11.7 ขัน้ ตอนต่างๆของการประเมนิ ผล 213
11.8 ขดี ความสามารถในการรองรบั ของพื้นที่ 214
11.8 ตวั อยา่ งชมุ ชนท่มี กี ารติดตามประเมนิ ผลการจดั การท่องเท่ียวโดยชุมชน 214
11.9 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้อง 215
11.10 สรุปผล
11.11 คำถามทา้ ยบทเรียน 216
11.12 กิจกรรมเสริมการเรียนรทู้ ้ายบทเรยี น 218

บทท่ี 12 เกณฑป์ ระเมินมาตรฐานแหลง่ ท่องเท่ียวตามสภาการท่องเทย่ี วอย่างย่ังยืนโลก
12.1 ความเปน็ มาของเกณฑป์ ระเมนิ มาตรฐานแหล่งท่องเท่ยี วตามสภาการท่องเที่ยว
อย่างยัง่ ยนื โลก
12.2 การนำหลักเกณฑ์ดา้ นการท่องเที่ยวอย่างยงั่ ยนื สำหรบั แหลง่ ทอ่ งเทีย่ วไปใช้

สารบญั (ตอ่ )

หน้า

บทที่ 12 เกณฑป์ ระเมินมาตรฐานแหล่งท่องเท่ียวตามสภาการทอ่ งเท่ยี วอย่างยง่ั ยืนโลก

12.3 การประยุกต์ใช้หลกั เกณฑ์ประเมินมาตรฐานแหลง่ ท่องเที่ยวตามสภาการท่องเท่ยี ว

อย่างยง่ั ยนื โลก 218

12.4 หลักเกณฑและตัวชว้ี ัดหลักเกณฑด้านการทองเทยี่ วอย่างยง่ั ยืนสำหรบั แหล่งทองเท่ียว 219

12.5 ตวั อย่างชมุ ชนทีม่ กี ารใช้เกณฑป์ ระเมนิ มาตรฐานแหล่งท่องเทย่ี วตามสภาการท่องเทีย่ ว

อย่างยั่งยืนโลก 228

12.6 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง 233

12.7 สรุปผล 234

12.8 คำถามท้ายบทเรียน 235

12.9 กิจกรรมเสริมการเรยี นรู้ทา้ ยบทเรียน 235

บทท่ี 13 เกณฑ์การพฒั นาการทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชน

13.1 ความเปน็ มาของมาตรฐานการท่องเทยี่ วโดยชมุ ชนในประเทศไทย 236

13.2 หลักการประเมินมาตรฐานการทอ่ งเที่ยวโดยชมุ ชน 238

13.3 การเตรยี มความพร้อมในการประเมนิ มาตรฐานการทอ่ งเท่ียวโดยชุมชน 239

13.4 องค์ประกอบของการรบั รองมาตรฐานการทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชน 239

13.5 ขอบเขตของเกณฑ์มาตรฐานการท่องเทยี่ วโดยชุมชน 240

13.6 ประเมินมาตรฐานการทองเท่ยี วโดยชมุ ชน 240

13.7 ตัวอยา่ งชมุ ชนที่มีการใช้เกณฑก์ ารพัฒนาการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชน 252

13.8 เอกสารบทความวิชาการ/งานวิจัยท่เี กยี่ วข้อง 254

13.9 บทสรปุ 256

13.10 คำถามทา้ ยบทเรียน 256

13.11 กิจกรรมเสริมการเรียนรูท้ ้ายบทเรียน 256

บทที่ 14 ภาคแี ละเครือขา่ ยท่ีเก่ียวขอ้ งกับการท่องเท่ียวโดยชมุ ชน

14.1 ภาคีที่เก่ยี วขอ้ งการท่องเท่ียวโดยชมุ ชน 257

14.2 เครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน 263

14.3 ตวั อย่างชุมชนทมี่ ภี าคแี ละเครือขา่ ยที่เกยี่ วข้องกับการท่องเที่ยวโดยชมุ ชน 267

14.4 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวิจัยทเี่ ก่ียวข้อง 273

14.5 สรปุ ผล 274

14.6 คำถามท้ายบทเรียน 274

สารบัญ (ตอ่ ) หนา้

บทท่ี 14 ภาคีและเครือข่ายที่เกย่ี วขอ้ งกบั การท่องเท่ยี วโดยชมุ ชน 275
14.7 กจิ กรรมเสริมการเรียนรทู้ ้ายบทเรยี น
276
บทที่ 15 กรณศี ึกษาการจัดการทอ่ งเทยี่ วโดยชมุ ชนของประเทศเพื่อนบา้ นในภูมิภาคอาเซียน 278
15.1 ความเป็นมาของประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน (AEC) 284
15.2 การจดั การท่องเท่ียวโดยชมุ ชนของประเทศเพือ่ นบา้ นในภูมภิ าคอาเซยี น 297
15.3 ตัวอยา่ งชมุ ชนจดั การท่องเทย่ี วโดยชุมชนของประเทศเพ่ือนบา้ นในภูมภิ าคอาเซยี น 299
15.4 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง 299
15.5 สรปุ ผล 300
15.6 คำถามทา้ ยบทเรยี น 301
15.7 กจิ กรรมเสริมการเรยี นรู้ทา้ ยบทเรียน

บรรณานกุ รม

(ซ) หน้า

สารบัญตาราง 8
26
ตารางท่ี 67
69
1.1 การเปรยี บเทียบความแตกตา่ งระหว่างการท่องเทยี่ วเชงิ นิเวศกับการท่องเทีย่ วโดยชุมชน 87
2.1 การเปรียบเทยี บการทอ่ งเทยี่ วกบั การพัฒนาอยา่ งเป็นองค์รวม 88
4.1 ประเด็นการวิเคราะห์ข้อมลู รว่ มกนั 100
4.2 การวิเคราะหโ์ อกาสและความเส่ียงในการตัดสนิ ใจเรื่องการท่องเทย่ี วโดยชุมชน 260
5.1 ยทุ ธศาสตรแ์ ละแผนงานที่สอดคล้อง 260
5.2 กรอบในการวางแผนและตวั อย่างแผนงานและกจิ กรรมของการท่องเท่ียวโดยชุมชน 261
6.1 การเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งระหวา่ ง Home Lodge และ Home Stay
14.1 แสดงผลดี-ผลเสยี ของการทำงานแบบ Joint venture ระหวา่ งชุมชนกบั ภาคธุรกจิ เอกชน
14.2 แสดงความมุ่งหวังของแตล่ ะองค์กรในการดำเนนิ การเรอ่ื งการท่องเท่ยี วโดยชุมชน
14.3 แสดงบทบาทของผูม้ ีส่วนได้-ส่วนเสยี จากการท่องเท่ียว

(ฌ)

สารบญั แผนภาพ

หน้า

แผนภาพท่ี

1.1 รปู แบบการท่องเทย่ี วแบบยั่งยนื ตามแผนปฏบิ ัตกิ าร 21 ( Agenda 21 ) 6

1.2 การท่องเท่ยี วโดยชมุ ชนบ้านนำ้ ฮู จังหวดั แม่ฮอ่ งสอน 7

1.3 ตวั อยา่ งกจิ กรรมการท่องเทยี่ วโดยชมุ ชนทใ่ี หก้ บั นักทอ่ งเทีย่ ว 10

1.4 ช้นั ของการออกแบบสร้างสรรค์ 14

1.5 ตัวอยา่ งกจิ กรรมการท่องเทยี่ วเชงิ สรา้ งสรรค์ ชมุ ชนวดั พระเกิด 15

1.6 ตวั อย่างกิจกรรมการท่องเท่ียวเชงิ สร้างสรรค์ ชมุ ชนวัดโพธ์ศิ รี บ้านนาเวียงใหญ่ 16

1.7 ตัวอยา่ งกิจกรรมการท่องเทย่ี วเชงิ สรา้ งสรรค์ Paddle boats Mekong Delta ประเทศเวยี ดนาม 17

1.8 ตวั อย่างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ตกั บาตรข้าวเหนียว หลวงพระบาง 17

2.1 ตัวอย่างการใชห้ ลกั การของการท่องเทย่ี วโดยชุมชนของชมุ ชนบา้ นแมก่ ำปอง จงั หวดั เชยี งใหม่ 33

2.2 ตวั อยา่ งการใช้หลักการของการท่องเทีย่ วโดยชมุ ชนของชมุ ชนบา้ นนาตน้ จนั่ จงั หวดั สโุ ขทยั 35

2.3 ตัวอยา่ งการใชห้ ลกั การของการท่องเท่ียวโดยชุมชนของชมุ ชนชมุ ชนอเิ นะ (Ine-Cho) ประเทศ

ญ่ปี นุ่ 36

2.4 ตัวอย่างการใช้หลักการของการท่องเท่ียวโดยชมุ ชนของกวา๋ งบิง่ (Quảng Bình) ประเทศ

เวียดนาม 37

3.1 ชมุ ชนบางกอบัว เสน่ห์รมิ นำ้ แห่งคงุ้ บางกะเจา้ จังหวัดสมทุ รปราการ 54

3.2 ชมุ ชนบา้ นเมอื งปอน จังหวดั แม่ฮ่องสอน 55

3.3 โรงแรมเวียงแก้ว อำเภอภูเพียง จงั หวดั นา่ น 56

3.4 โครงการจรรยาบรรณเพอื่ การปกป้องเด็ก ประเทศญ่ีป่นุ 57

4.1 ชมุ ชนบ้านดอนแดงประชุมรว่ มกนั ในการการศึกษาความเป็นไปไดใ้ นการทำเป็นชมุ ชนการท่องเทยี่ ว 71

4.2 การจัดการท่องเทีย่ วเชิงอนุรกั ษ์ลอ่ งเรือวงั เลาของเทศบาลตำบลเอราวัณ อำเภอเอราวณั จงั หวัดเลย 71

4.3 การทอ่ งเทย่ี วของอำเภอเขาคอ้ จังหวดั เพชรบรู ณ์ 72

4.4 เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง 74

4.5 เมอื งพุกาม เมืองมรดกโลกแหง่ ใหมข่ องพมา่ 75

5.1 ตัวอยา่ งวสิ ัยทศั น์ 80

5.2 ต้นไม้ทอ่ งเท่ียว 81

5.3 แผนผังแสดงกระบวนการวางแผนงานดา้ นการท่องเท่ียวโดยชุมชน 83

สารบญั แผนภาพ (ต่อ) หนา้

แผนภาพท่ี 93
5.4 ชุมชนทอ่ งเที่ยวบ้านเขาดิน 94
5.5 กรุงมะนลิ า ประเทศฟิลิปปินส์ 95
5.6 การท่องเทย่ี วเชิงมสุ ลิมของประเทศบรไู น 103
6.1 โฮมสเตยบ์ ้านแม่กำปอง อำเภอแม่ออน จงั หวัดเชยี งใหม่ 115
6.2 เกณฑม์ าตรฐาน 10 ดา้ น 31 ตัวช้ีวดั ของโฮมสเตย์ 117
6.3 วิสาหกิจท่องเท่ียวชมุ ชนบ้านถ้ำเสอื รบั รางวัลมาตรฐานความปลอดภัยดา้ นสุขอนามัย 118
6.4 โฮมสเตยข์ องชุมชนทเ่ี มอื งหลินอ้ี (Linyi) มณฑลชานตง ประเทศจนี 130
7.1 วิสาหกิจชมุ ชนทอ่ งเท่ยี วบ้านนำ้ เชย่ี ว 132
7.2 ชุมชนบ้านเมาะหลวง อำเภอแมเ่ มาะ จงั หวดั ลำปาง 135
7.3 ชมุ ชน Banteay Chhmar จงั หวัด Banteay Meanchey ประเทศกมั พูชา 136
7.4 ชุมชนท่องเทีย่ วเมืองเวียงไซ แขวงหวั พนั สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว 149
8.1 ชุมชนบ้านกุดจกิ ตำบลนาคำ อำเภอวานรนิวาส จงั หวัดสกลนคร 149
8.2 การทำกิจกรรมของชุมชนบา้ นกุดจกิ ตำบลนาคำ อำเภอวานรนวิ าส จังหวดั สกลนคร 151
8.3 ชมุ ชนบ้านโป่งนำ้ ร้อน ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง จังหวดั เชยี งราย 153
8.4 รายการนำเทย่ี วของชุมชนบ้านโป่งน้ำรอ้ น 154
8.5 เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว 156
8.6 เมอื งซากะ ประเทศญ่ีปุ่น 165
9.1 ตวั อยา่ งนักส่อื ความหมาย (มัคคเุ ทศก์) 170
9.2 หนา้ ปกเส้นทางการท่องเที่ยวในตำบลดู่ใต้ 170
9.3 เสน้ ทางการท่องเที่ยวในตำบลดู่ใต้ 171
9.4 ข้อมลู เส้นทางการท่องเท่ียวในตำบลด่ใู ต้ 172
9.5 การใช้งานโครงการมัคคุเทศกด์ ิจิทลั ทชี่ มุ ชนทา่ ฉลอม 172
9.6 มคั คุเทศกด์ จิ ทิ ัลทีช่ ุมชนทา่ ฉลอม 174
9.7 คู่มอื เสน้ ทางท่องเทีย่ วเมืองกานากาวา่ 175
9.8 เกาะนามิ ประเทศเกาหลี 175
9.9 คู่มอื เสน้ ทางท่องเท่ียวเกาะนามิ ประเทศเกาหลี

สารบญั แผนภาพ (ต่อ) หน้า

แผนภาพที่ 188
10.1 บทบาทของการส่งเสริมการตลาดในแผนการตลาดท่องเทยี่ ว 190
10.2 บ้านกดุ จิก ตำบลนาคาํ อำเภอวานรนวิ าส จังหวัดสกลนคร 208
11.1 ชมุ ชนริมนำ้ จันทบูร อำเภอเมอื ง จังหวดั จันทบุรี 210
11.2 ชมุ ชนบา้ นเชียง จังหวดั อุดรธานี 228
12.1 ชุมชนคลองโคน อำเภอเมือง จงั หวัดสมุทรสงคราม 230
12.2 ชุมชนตำบลคันธลุ ี อำเภอทา่ ชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 232
12.3 ชุมชนเกาะ Samos ประเทศกรซี 238
13.1 กรอบแนวคิดของเกณฑ์มาตรฐานการทอ่ งเทย่ี วโดยชุมชน 252
13.2 ชุมชนกกสะทอน อำเภอดา่ นซา้ ย จงั หวดั เลย 254
13.2 ชมุ ชนบ้านไรก่ องขงิ อำเภอหางดง จังหวดั เชยี งใหม่ 254
13.3 ชมรมส่งเสรมิ การท่องเทยี่ วชุมชนบา้ นไรก่ องขงิ 267
14.1 ชมุ ชนบา้ นแม่กำปอง ตำบลหว้ ยแก้ว อำเภอแมอ่ อน จงั หวดั เชยี งใหม่ 270
14.2 ชุมชนในตลาดร้อยปสี ามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสพุ รรณบรุ ี 272
14.3 ชมุ ชนเมอื งวงั เวียง แขวงเวียงจนั ทน์ สาธารรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว 277
15.1 ดวงตราอาเซียน 278
15.2 ธงชาติประเทศบรูไน 279
15.3 ธงชาติประเทศกัมพูชา 279
15.4 ธงชาตปิ ระเทศอินโดนีเซีย 280
15.5 ธงชาติประเทศลาว 280
15.6 ธงชาติประเทศมาเลเซีย 281
15.7 ธงชาตปิ ระเทศพมา่ 282
15.8 ธงชาติประเทศฟิลิปปินส์ 282
15.9 ธงชาติประเทศสงิ คโปร์ 283
15.10 ธงชาติประเทศเวยี ดนาม 284
15.11 ธงชาตปิ ระเทศไทย 285
15.12 ชมุ ชนหมู่บา้ นกลางน้ำกมั ปง อายเยอ่ ร์ 286
15.13 ชมุ ชนทอ่ งเที่ยวตำบลกมั ปงพลวั ะ 286
15.14 หมบู่ ้านชาวเขาท่ีมณฑลครี ี 287
15.15 ชมุ ชนเกาะบาหลี (Bali) 288
15.16 ระบำเคชกั ยามพระอาทิตยต์ กที่อลู วู าตู

สารบัญแผนภาพ (ตอ่ ) หน้า

แผนภาพที่ 288
15.17 วงั เวียง 290
15.18 ชุมชนกัมปงไอเยอร์ (Kampong Ayer) 291
15.19 ชุมชนชาวประมงเกา่ แก่ (Chew Jetty) รัฐปีนงั 291
15.20 ชุมชนริมทะเลสาบ อินเล (Inle Lake) 292
15.21 ชมุ ชนเขตนครประวตั ศิ าสตรว์ กี ัน (Historic Town of Vigan) 293
15.22 กจิ กรรมทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเขตวีกนั 294
15.23 ชมุ ชนลิตเตลิ้ อินเดยี (Little India) 294
15.24 หมบู่ ้าน Nam Dam 295
15.25 หมบู่ ้านแม่กำปอง 296
15.26 หมบู่ า้ นน้ำเชี่ยว

1 การจดั การทอ่ งเทย่ี วโดยชมุ ชนอยา่ งสร้างสรรค์ 1449335

บทที่ 1

ความรเู้ บื้องตน้ เก่ยี วกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน และการท่องเท่ียวเชิงสรา้ งสรรค์

วตั ถุประสงคป์ ระจำบทเรียน
1. เพอื่ ใหน้ ักศึกษาได้ทราบถึงแนวคดิ เบ้ืองตน้ ทางดา้ นการท่องเท่ยี วซึ่งนำไปสู่แนวคิดเบ้ืองต้นของการ

ทอ่ งเทีย่ วโดยชมุ ชน
2. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงความหมายและความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวโดยชุมชนกับการ

ทอ่ งเทยี่ วชนดิ ต่าง ๆ
3. เพ่อื ใหน้ กั ศึกษาไดท้ ราบถึงความเปน็ มาและความหมายของการท่องเทย่ี วโดยชุมชน
4. เพื่อให้นักศกึ ษาไดท้ ราบถึงความเปน็ มาและความหมายของการท่องเที่ยวเชิงสรา้ งสรรค์

เน้ือหาของบทเรยี น
1.1 แนวคิดเบื้องตน้ ทางด้านการทอ่ งเทย่ี วนำส่กู ารท่องเท่ียวโดยชุมชน
1.2 ความหมายและความสัมพันธร์ ะหวา่ งการท่องเทยี่ วโดยชมุ ชนกับการท่องเที่ยวชนดิ ตา่ ง ๆ
1.3 ความเปน็ มาและความหมายของการทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชน
1.4 ความหมายของการท่องเทยี่ วเชิงสรา้ งสรรค์
1.5 ความสัมพันธร์ ะหว่างการท่องเที่ยวโดยชมุ ชนกบั การท่องเท่ยี วเชิงสรา้ งสรรค์
1.6 ตัวอยา่ งการท่องเทีย่ วโดยชมุ ชนเชิงสรา้ งสรรค์
1.7 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้อง
1.8 บทสรปุ
1.9 กจิ กรรมเสริมการเรียนรู้ท้ายบทเรียน

1.1 แนวคิดเบ้อื งต้นทางดา้ นการทอ่ งเท่ียวนำสกู่ ารท่องเที่ยวโดยชุมชน

การท่องเที่ยว (Tourism) เป็นกิจกรรมการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง สหพันธ์องค์การ
ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวว่า จะต้องเป็นการท่องเที่ยวที่มี
เง่ือนไขตามหลกั สากลดังต่อไปน้ี คือ ( Goeldner & Ritchie, 2006: 7 )

1. ต้องเปน็ การเดนิ ทางจากทีอ่ ยูอ่ าศยั ปกติไปยังที่อื่นเปน็ การชวั่ คราว

2. ตอ้ งเปน็ การเดินทางดว้ ยความสมัครใจ

3. ตอ้ งเปน็ การเดินทางดว้ ยวัตถุประสงค์ใดๆก็ตามทม่ี ิใช่เพื่อประกอบอาชีพหรือหารายได้ในการนน้ั

2 การจดั การท่องเท่ียวโดยชมุ ชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

1.1.1 สถานการณก์ ารท่องเท่ยี วของโลก

พรพิมล วกิ รยั พฒั น์ ( 2546: 172 ) กลา่ ววา่ การทอ่ งเท่ียวในความหมายเดมิ หมายถงึ การเคลื่อนท่ี
ของคนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อแสวงหาสิ่งที่แปลกใหม่จากถิ่นที่อยู่เดิม และเรียนรู้ความแตกต่างทาง
วัฒนธรรมและสังคม ดังนั้น การท่องเที่ยวในยุคแรกจึงยังไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือผลกระทบ
(Impact) แกส่ ังคมและวัฒนธรรมมากนัก แต่ในปัจจุบันการท่องเที่ยวทำใหเ้ กิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม
และสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิสัยทัศน์ และโลกทัศน์อันเกิดจากการ
แลกเปลย่ี นทางวัฒนธรรมและด้านอืน่ ๆ

นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เกิดการเปลี่ยนแปลงกับปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ
การท่องเที่ยวโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และการคมนาคมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว อาทิ การขนส่ง
ทางอากาศ ซึ่งพัฒนาตัวเองจากการขนส่งทางการทหารมาเป็นการขนส่งเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว
นอกจากน้นั สภาพเศรษฐกจิ สงั คม และสภาพทางการเมืองเริม่ คล่คี ลาย ประกอบกับคนมีเวลาว่างมากขึ้น การ
เดนิ ทางทอ่ งเทย่ี วของคนกล่มุ ใหญ่จงึ เกดิ ขึ้นเป็นลักษณะ Mass Tour โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งจากกลุ่มประเทศที่มี
ความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจ นอกจากนั้นเหล่าประเทศดังกล่าวยังมีนโยบายเกี่ยวกับด้านการบริหาร
ทรัพยากรมนุษย์ว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของมนุษย์จะต้องเกิดจากการที่มนุษย์มีการพักผ่อน มีการ
นันทนาการ ดังนั้นองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจึงส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวมากขึ้น มีการจัดนำเที่ยวใน
ลกั ษณะ Intensive Tour ตลอดจนการทศั นศึกษา และศกึ ษาดงู านของหน่วยงานต่างๆ

ดว้ ยค่าใชจ้ า่ ยที่ถกู กว่าและทรัพยากรธรรมชาตริ วมท้ังวฒั นธรรมทมี่ ีความหลากหลาย ประเทศท่ีกำลัง
พฒั นาส่วนใหญจ่ ึงเปน็ ฝ่ายรองรับการท่องเท่ียว(Taker) ในขณะทป่ี ระเทศท่พี ัฒนาแลว้ ซึ่งมฐี านะทางเศรษฐกิจ
ท่ดี กี วา่ มีฐานะเป็นผู้ให้(Givers) อยา่ งไรกต็ ามเน่ืองจากอุตสาหกรรมการท่องเท่ยี ว เปน็ อุตสาหกรรมท่ีมีขนาด
ใหญ่และเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังมีความเกี่ยวข้องกับหลายธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม
ผลกระทบของการท่องเที่ยวจึงเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างชัดเจนและรุนแรงไม่ว่าจะเป็นด้วยเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากมองผลกระทบในแง่เศรษฐกิจและมองที่ตัวรายได้จากการท่องเที่ยว ภาพท่ี
ออกมาจะคอ่ นข้างเป็นไปในแงบ่ วกแต่หากปัญหาตา่ งๆ ท่ีเกดิ ขึน้ จากการทอ่ งเทีย่ ว จะเหน็ วา่ เกิดภาวะค่าครอง
ชีพสูงขึ้น เกิดการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม การนำเอาวัฒนธรรม มาทำเป็น
การคา้ ( Commercial Culture ) ปญั หาสังคม อาชญากรรม โสเภณี และยาเสพตดิ เปน็ ตน้

จากประเด็นปัญหาต่างๆ ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนพร้อมๆกับความเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
องคก์ รทเ่ี ก่ียวข้อง นกั วชิ าการ เชน่ นักนเิ วศวทิ ยา นกั สังคมศาสตร์และมานุษยวทิ ยา นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ
เร่ิมไม่แน่ใจและเกดิ คำถามว่า ในบางท่ีการทอ่ งเท่ยี วทำให้เกิดรายได้เฉพาะเศรษฐกจิ แตผ่ ลกระทบตา่ งๆ ท้ังใน
ด้านเศรษฐกจิ สังคมและส่งิ แวดล้อม ควรจะมแี นวทางในการจดั การกับปัญหาเหลา่ นี้ได้อย่างไร และถ้าจะมอง
ไปในอนาคต ปญั หาดังกลา่ วก็จะทวีความรนุ แรงยิ่งขึน้ เน่อื งจากแนวโนม้ การเตบิ โตทางดา้ นประชากรของโลก

3 การจัดการทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

1.1.2 การทอ่ งเที่ยวแบบใหม่

นักวิชาการและหนว่ ยงานที่เกี่ยวขอ้ งกับการท่องเท่ียว ได้พยายามหาทางออกและเสนอแนวคิดใหม่ๆ
เพื่อแก้ปัญหาการท่องเที่ยวแบบเดิม ซึ่งมีลักษณะเป็นการท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ ( Mass Tourism ) สามารถ
สรปุ และรวบรวมแนวคิดต่างๆ ไว้ดังน้ี:-

1.1.2.1 การท่องเท่ียวแบบเรียนรู้ ( Academic Tourism )
1.1.2.2 การทอ่ งเทย่ี วเชิงผจญภัย ( Adventure Tourism )
1.1.2.3 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ( Agro-Tourism )
1.1.2.4 การทอ่ งเทย่ี วทางเลอื กใหม่ ( Alternative Tourism )
1.1.2.5 การท่องเที่ยวท่เี หมาะสม ( Appropriate Tourism )
1.1.2.6 การทอ่ งเท่ยี วเชิงนิเวศ ( Ecotourism, Ecologically Tourism )
1.1.2.7 การท่องเท่ียวเชงิ วฒั นธรรม ( Culture Tourism )
1.1.2.8 การทอ่ งเที่ยวเชงิ อนุรักษส์ ภาพแวดลอ้ ม ( Environmental Friendly Tourism )
1.1.2.9 การท่องเทย่ี วสเี ขยี ว ( Green Tourism )
1.1.2.10 การท่องเท่ยี วธรรมชาติ ( Nature Tourism )
1.1.2.11 การทอ่ งเทีย่ วแบบย่ังยนื ( Sustainable Tourism )
1.1.2.12 การท่องเทีย่ วแบบวิทยาศาสตร์ ( Scientific Tourism )

นอกจากนน้ั ยังมกี ารท่องเที่ยวทจ่ี ำแนกออกตามกลุ่มตลาด เช่น กลุ่มตลาดผู้เกษยี ณอายุ กลุ่มตลาด
เฉพาะตามความสนใจ เป็นต้น ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะหรือนัยที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบเดิมอย่าง
ชัดเจน

อย่างไรก็ตามแนวคิดต่างๆดังที่สรุปมา สามารถสรุปเป็นแนวคิดที่ชัดเจนมีความสำคัญและกำลังเป็น
ประเดน็ สนใจในกระแสโลกดงั น้ี:-

- การท่องเท่ยี วแบบย่งั ยืน ( Sustainable Tourism )
- การท่องเทย่ี วเชงิ นิเวศ ( Ecotourism Tourism )
- การทอ่ งเทีย่ วโดยชมุ ชน ( Community - based Tourism )

1.2 ความหมายและความสัมพันธ์ระหวา่ งการทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชนกับการท่องเที่ยวชนิดต่างๆ

การทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชนมคี วามสัมพนั ธ์กบั การท่องเท่ยี วชนดิ ตา่ งๆ ทใ่ี กล้เคยี งกันดังน้ี:-

1.2.1 การท่องเทย่ี วแบบยั่งยนื ( Sustainable Tourism )

แนวคิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเกิดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่หมายถึง การ
พัฒนาโดยนำทรัพยากร ณ ปัจจุบันมาใช้ให้เกิดสภาวะสมดุล คำนึงถึงอนุชนรุ่นหลัง ดังนั้นเมื่อนำหลักการ
พัฒนาอย่างยั่งยืนมาใช้กับการท่องเที่ยว จึงกลายเป็นแนวคิดที่มีความหมายกว้างกว่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

4 การจัดการท่องเที่ยวโดยชมุ ชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

กล่าวคือ การท่องเที่ยวใดๆ ที่ได้มีการจัดการอย่างเหมาะสมมีสภาพแวดล้อมและบริการที่มีอยู่ แนวคิดการ
ท่องเที่ยวอย่างยัง่ ยนื ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ เนื่องจากความยั่งยืนหรือไม่น้ัน เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาใน
อนาคตเข้ามาพิสูจน์ อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสถานการณ์การท่องเที่ยว
ปัจจบุ ัน ( กฤษดา มมตะขบ, 2546 )

ในทศั นะของ Butler ( 1993: 29 ) การท่องเทย่ี วแบบยั่งยืน หมายถงึ การท่องเที่ยวทีไ่ ด้รบั การพัฒนา
และการทะนุบำรุงรักษาทั้งด้านกิจกรรมและกระบวนการภายใต้บริบทของชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิด
ความสถาพรของระดับคณุ ค่าและไม่ทำให้เกิดความเสื่อมต่อสภาพกายภาพและการดำรงชวี ิตของมนุษย์ ทั้งใน
ปจั จุบันและอนาคต

ในขณะเดียวกนั บุญเลิศ จติ ตั้งวัฒนา ( 2542: 7 ) ไดจ้ ำกดั ความการท่องเท่ียวแบบยั่งยืนว่า หมายถึง
การท่องเท่ยี วกลุ่มใหญ่และกลุ่มเลก็ ที่มีการจัดการอย่างดีเยี่ยม เพอื่ สามารถดำรงไว้ซ่ึงทรัพยากรการท่องเที่ยว
ให้มีความดึงดูดใจอย่างไม่เสื่อมคลาย ธุรกิจการท่องเที่ยวมีการปรับปรุงคุณภาพให้มีผลกำไรอย่างเป็นธรรม
ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างเหมาะสม โดยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนสม่ำเสมอ
อย่างเพียงพอ แตม่ ีผลกระทบทางลบตอ่ สิง่ แวดล้อมน้อยท่ีสุดหรอื ไมม่ เี ลยอย่างยนื ยาว

Robert Cleverton & WTO ( อ้างถึงใน สรัสวดี อาสาสรรพกิจ, 2543: 10 ) ได้ให้นิยาม การ
ทอ่ งเทยี่ วแบบยง่ั ยนื ว่า เปน็ การพัฒนาการท่องเที่ยวทสี่ ามารถตอบสนองความต้องการของนกั ท่องเที่ยวและผู้
เป็นเจ้าของท้องถิ่นในปัจจุบัน โดยมีการปกป้องและสงวนรักษาโอกาสให้ถึงอนุชนรุ่นหลัง โดยการจัดการ
ท่องเที่ยว มีความหมายต่อการจัดทรัพยากร เพื่อตอบสนองความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม และความงาม
ทางสุนทรยี ภาพ ในขณะท่ียงั สามารถรกั ษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศได้ด้วย อุตสาหกรรมการ
ท่องเทีย่ วโดยรวม ต้องปรบั สภาพการจัดการเพื่อเข้าสู่ยุคใหมข่ องกระแสโลกทเ่ี ปล่ียนไป จึงมีขอบเขตของการ
พัฒนาที่ครอบคลมุ ทกุ ส่วนของการทอ่ งเท่ยี ว ได้แก่:-

1. กิจกรรมการทอ่ งเทีย่ วจะต้องดำรงอยไู่ ด้

2. มีนักทอ่ งเท่ียวมาเยี่ยมเยือนอยา่ งสมำ่ เสมอ

3. ทรัพยากรการท่องเท่ียวยังคงรักษาความดึงดูดใจได้ไมเ่ ส่ือมคลาย

4. กิจกรรมการบรกิ ารมกี ำไร แมต้ ้องมกี ารปรบั ปรงุ เปลี่ยนแปลงการให้บรกิ ารอยเู่ สมอ

5. ต้องไมม่ ผี ลกระทบต่อสง่ิ แวดลอ้ มทั้งทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม

จากความหมายทีก่ ลา่ วมาท้งั หมดจึงพอสรุปได้วา่ การท่องเที่ยวแบบยั่งยนื หมายถงึ การท่องเที่ยวท่ี
ทรงคุณค่าอยู่เสมอ โดยนักท่องเที่ยวและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างได้รับความพึงพอใจทุกครั้งในการลงทุน และ
ผลตอบแทนที่เสมอกัน ภายใต้การมีส่วนร่วมในการรักษาสภาพแวดล้อม ทั้งทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และ
ทรพั ยากรการทอ่ งเท่ียวใหย้ งั คงคณุ คา่ ไม่เส่ือมคลาย เป็นมรดกสบื ทอดสู่คนรนุ่ ตอ่ ๆไป

5 การจัดการทอ่ งเท่ยี วโดยชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

นิศา ชัชกุล ( 2550 ) ระบุไว้ว่า จากกรอบแนวทางปฏิบัติของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน 10 ประการ
ทำให้ประเทศต่างๆ พยายามหารูปแบบการท่องเที่ยวที่จะนำไปสู่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน จึงเป็นเหตุให้เกิด
การจัดประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ( The United Nations Conference on
Environment and Development ) หรือที่เรียกว่า ประชุม Earth Summit ขึ้นที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร
ประเทศบราซิล เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1992 ( พ.ศ. 2535 ) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Rio Summit (ปฏิญญาริ
โอ) และได้ร่วมลงนามรับรองเอกสารสำคัญ 5 ฉบับ โดยมีแผนปฏิบัติการ 21 ( Agenda 21 ) เป็นแผนแม่บท
ของโลกสำหรับการดำเนินงานท่ีจะทำให้เกิดการพฒั นาอย่างยั่งยืนทัง้ ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดลอ้ ม
โดยมีผู้นำจากทั่วโลก 179 ประเทศร่วมลงนามรับรอง ซึ่งแผนปฏิบัติการ 21 นี้เป็นแนวทางเพื่อการพัฒนา
อย่างยั่งยืนด้วยการกำหนดนโยบายของภาครัฐบาล เอกชน และสำหรับเป็นทางเลือกของบุคคลในศตวรรษที่
21 ที่กล่าวไว้ว่า ประชากร การบริโภค และเทคโนโลยี นับเป็นพลังงานผลักดันหลักที่ทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม มีการเสนอนโยบายและแผนงานในการที่จะบรรลุถึงความสมดุลอย่างยั่งยืน
ระหว่างการบริโภค ประชากร และสมรรถนะของโลกต่อการค้ำจุนสิ่งมีชีวิต รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและ
เทคนิคต่างๆที่จะต้องตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ในขณะเดียวกันจะต้องมีการจัดการทรัพยากรทาง
ธรรมชาติอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งได้ย้ำถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จะเป็นหนทางเอาช นะในเรื่องของความ
ยากจนและการทำลายส่ิงแวดล้อม โดยความรว่ มมือความรับผิดชอบร่วมกันระดับโลก (Global Partnership)
ทที่ ำใหม้ ั่นใจวา่ ทุกๆประเทศจะมีอนาคตมั่นคงและปลอดภัยร่วมกนั มากย่งิ ข้นึ

จากแผนปฏิบัติการ 21 ทำให้การท่องเที่ยวต้องปรับตัวสู่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่ต้องคำนึงถึง
ผลกระทบตอ่ ส่ิงแวดล้อมดว้ ย และจากการทอ่ งเที่ยวแบบย่ังยืนนี้นำไปสกู่ ารทอ่ งเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แล้วจากการ
ทอ่ งเท่ยี วเชงิ อนรุ ักษ์ก็นำไปสกู่ ารทอ่ งเทีย่ วรปู แบบใหม่อกี 2 รูปแบบ ( ดังภาพท่ี 1.1 ) คือ

รูปแบบที่ 1 การทอ่ งเทยี่ วเชิงนิเวศ ( Ecotourism ) เป็นการท่องเท่ยี วในแหลง่ ท่องเท่ียวธรรมชาติท่ี
มเี อกลกั ษณเ์ ฉพาะถิน่ และแหลง่ วฒั นธรรมที่เกย่ี วเนอื่ งกบั ระบบนเิ วศ เพอื่ ใหไ้ ด้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน
และมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างดี
รวมถึงการมสี ่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น โดยมงุ่ เน้นใหเ้ กิดจติ สำนึกต่อการรักษาระบบนิเวศอยา่ งย่งั ยนื อันได้แก่
การท่องเที่ยวเชิงการศึกษาธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยว
ธรณวี ทิ ยา เป็นตน้

รูปแบบที่ 2 การทอ่ งเทย่ี วเชิงวัฒนธรรม ( Cultural Tourism ) เปน็ การทอ่ งเทยี่ วในแหล่งทอ่ งเที่ยว
วัฒนธรรมหรือชมงานประเพณีต่างๆที่ชุมชนท้องถิ่นนัน้ จัดข้ึน เพื่อให้ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน พร้อม
ทั้งได้ศึกษาความเชื่อ ความเข้าใจต่อสภาพสังคมและวัฒนธรรม มีประสบการณ์ใหม่ๆเพิ่มข้ึน ภายใต้การ
จัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างดี รวมถึงการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นให้มจี ิตสำนึกต่อการ
รักษาสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน อันได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวงาน
ประเพณีและศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตในชนบท การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและบันเทิง การ
ท่องเทยี่ วเชิงสุขภาพทางวัฒนธรรม เป็นต้น

6 การจดั การทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335
แผนปฏิบัติการ 21(Agenda 21)

การทอ่ งเทย่ี วแบบย่งั ยืน
การท่องเท่ียวเชงิ อนรุ กั ษ์

การท่องเทยี่ วเชงิ นิเวศ การทอ่ งเท่ียวเชิงวฒั นธรรม

1.การทอ่ งเที่ยวเชิงการศกึ ษาธรรมชาติ 1.การทอ่ งเทยี่ วเชงิ ประวตั ิศาสตร์

2.การทอ่ งเท่ยี วเชงิ ผจญภัย 2.การทอ่ งเทย่ี วงานประเพณแี ละ
ศิลปวฒั นธรรม
3.การท่องเท่ยี วเชิงเกษตร
3.การท่องเท่ียวชมวิถีชีวติ ในชนบท
4.การท่องเทยี่ วเชงิ ธรณีวทิ ยา หรอื ศิลา
สญั จร 4.การท่องเทีย่ วเชงิ กีฬาและบันเทงิ

ภาพท่ี 1.1 รปู แบบการท่องเท่ยี วแบบยั่งยืนตามแผนปฏิบัตกิ าร 21 ( Agenda 21 )

ท่มี า : ( นศิ า ชชั กุล, 2550 )

1.2.2 การท่องเทย่ี วเชงิ นเิ วศ (Ecotourism)

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หมายถึง การท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติที่มี
เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมทีเ่ ก่ียวเนือ่ งกับระบบนิเวศในพื้นที่ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกนั
ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นให้
เกิดจิตสำนกึ ตอ่ การรักษาระบบนเิ วศอย่างยั่งยืน ( การท่องเที่ยวแหง่ ประเทศไทย, 2540 )

7 การจดั การท่องเทย่ี วโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

1.2.2.1 องค์ประกอบของการจัดการท่องเทีย่ วเชิงนิเวศ ( Elements of Ecotourism )
1. ดา้ นพื้นท่ี

1.1 แหลง่ ท่องเทีย่ วธรรมชาติ
1.2 มีเอกลักษณเ์ ฉพาะถ่ิน
2. ดา้ นการจดั การ
2.1 มีการจดั การอยา่ งยง่ั ยืน
2. สร้างความรับผดิ ชอบ และไม่กอ่ ผลกระทบต่อส่งิ แวดล้อม
3. ด้านกิจกรรมและกระบวนการ
3.1 ใหก้ ารศึกษาเก่ียวกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ
3.2 สร้างความตระหนักและปลูกจิตสำนึกต่อนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และประชาชน
ทอ้ งถน่ิ
4. ดา้ นการมีสว่ นร่วม
4.1 ให้ชุมชนและประชาชนท้องถน่ิ มสี ่วนร่วม
4.2 กระจายรายได้และยกระดบั คณุ ภาพชวี ติ
4.3 ผลตอบแทนจากการท่องเที่ยวนำกลับมาพฒั นาแหล่งท่องเท่ียว

ภาพท่ี 1.2 การท่องเท่ยี วโดยชุมชนบา้ นนำ้ ฮู จงั หวดั แม่ฮ่องสอน
ที่มา: เวบ็ ไซด์ http://maehongson4u.com/cbt.htm [ สืบคน้ เม่อื 11 พ.ย. 54 ]

8 การจัดการท่องเทีย่ วโดยชุมชนอยา่ งสร้างสรรค์ 1449335

ตารางท่ี 1.1 การเปรียบเทยี บความแตกตา่ งระหว่างการท่องเทีย่ วเชิงนเิ วศกับการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชน

การทอ่ งเท่ียวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวโดยชุมชน

1.วตั ถุประสงค์การท่องเที่ยว

รบั ผิดชอบต่อแหลง่ ธรรมชาติ เอกลักษณ์เฉพาะ รบั ผดิ ชอบตอ่ ส่ิงแวดล้อม ทรพั ยากรธรรมชาติ

วฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ สงั คม วฒั นธรรม และตอบสนองความต้องการ

ของชุมชน

2.ความเป็นเจา้ ของ ชุมชนเปน็ เจ้าของ
ไม่ไดก้ ำหนดวา่ ใครเป็นเจ้าของ

3.การจดั การทอ่ งเที่ยว

ไมไ่ ด้กำหนดวา่ เปน็ ใครเป็นผู้จดั การ ทุกคนเปน็ ผู้จัดการ

4.การเช่อื มโยงของการท่องเทยี่ ว

เนน้ หนักการท่องเที่ยวกับสง่ิ แวดล้อม เนน้ หนักการพฒั นาแบบองค์รวม

** ความแตกต่างท่ชี ัดเจนของการท่องเทีย่ วโดยชมุ ชนกับการท่องเท่ียวเชงิ นิเวศ คือ เรอื่ ง ความเปน็ เจ้าของ

ที่มา: ( พจนา สวนศรี, 2546 )

1.3 ความเปน็ มาและความหมายของการท่องเที่ยวโดยชุมชน

การท่องเที่ยวทางเลือก ( Alternative tourism ) นับเป็นต้นธารของการเกิดแนวคิดการท่องเที่ยว
แบบยงั่ ยืนในเวลาต่อมา ทัง้ นี้ตามทศั นะของ Fennell ( 1999: 7-10 ) ไดร้ ะบปุ ญั หาที่เกิดข้นึ จากการทอ่ งเที่ยว
แบบมวลชนกอ่ ใหเ้ กิดข้อเสนอถึง “ทางเลือกทีด่ ีกว่า” ในการพัฒนาการท่องเท่ียวเพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ทาง
เศรษฐกิจแก่คนในท้องถ่ินในระยะยาวเป็นการใช้เทคโนโลยีเทา่ ทจ่ี ำเป็นและไม่ชว่ งชิงประโยชนจ์ ากสิ่งแวดล้อม
มีการรุกล้ำทรัพยากรธรรมชาติและวฒั นธรรมน้อยทส่ี ุด และตอบสนองต่อความต้องการของคนในท้องถิ่นมาก
ที่สุด ทั้งนี้คุณลักษณะของการจัดการท่องเที่ยวทางเลือกจงึ ประกอบด้วย 4 ลักษณะ ได้แก่ (1) มีผลประโยชน์
ตอบแทนคนในท้องถิ่นในฐานะเจ้าของที่พักในท้องถิ่น ขณะที่คนในท้องถิ่นต้องไดร้ ับการฝึกฝนเกี่ยวกับทกั ษะ
การจัดการท่องเที่ยว (2) ประโยชน์ที่คนในท้องถิ่นได้รับต้องนำไปสู่การยกระดับความเป็นอยู่และ
สาธารณูปโภคในท้องถ่ิน (3) ลดการร่วั ไหลของรายได้ที่จะออกไปสู่กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ และ (4) ก่อให้เกิด
จิตสำนึกแก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ไม่เคยสัมผัสกับท้องถิ่น ซึ่งก็คือ แนวทางใหม่ของการท่องเที่ยวที่ให้
ความสำคัญต่อสิทธิการจัดการชุมชนด้วยตัวของคนในชุมชนเอง ทั้งในด้านของการวางแผน การจัดการที่
รวมถึงการสร้างกระบวนการเรยี นรู้ในการจัดการท่องเท่ียว การกระจายรายได้ท่ีเกดิ จากการท่องเท่ยี ว อันเป็น

9 การจัดการท่องเท่ียวโดยชมุ ชนอยา่ งสร้างสรรค์ 1449335

ส่ิงที่สำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยว อาจกล่าวได้ว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวก็คือ การท่องเที่ยวโดยชุมชน ท่ี
มองเห็นสิ่งที่ชุมชนควรได้รบั เพือ่ แลกกบั สง่ิ สำคัญท่ชี ุมชนจะตอ้ งเสยี ไปในลักษณะของการไดก้ บั ได้ ( win-win)
ท้งั ระหว่างนกั ท่องเท่ียว ผูป้ ระกอบการ รฐั และคนในชุมชน

1.3.1 ความเปน็ มา

ชุมชนไม่สามารถโดดเดี่ยวตนเองได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในระบบโลกทัศน์ การ
เผชิญหน้าของชุมชนต่อโลกภายนอกย่อมมิใช่เรื่องง่ายถ้าชุมชนไม่มี “ทุนทางสังคม วัฒนธรรม และฐานการ
ผลิต” ที่เข้มแข็งพอ ชุมชนไทยผ่านช่วงของการพึ่งตนองสู่การพึ่งพาภายนอกมากขึ้น ในขณะที่
ทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นฐานการผลิตทีส่ ำคัญถกู ทำลาย กระแสการบริโภคนิยมเข้าไปสั่นคลอนระบบสังคม
และวัฒนธรรมของชุมชน การศึกษาและปกครองทีต่ ้องเป็นมาตรฐานที่สร้างจากรฐั สว่ นกลาง ทำให้ชุมชนต้อง
ขน้ึ อยู่กับรัฐมากข้ึน

จากกระแสของคนในสังคมที่เกิดความตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ความเป็นประชาธปิ ไตยของสงั คมไทยทเ่ี ปิดโอกาสให้ประชาชนมสี ่วนร่วมในการแสดงความคิดเหน็ และกำหนด
ทิศทางการพัฒนามากขึ้น การให้ความสำคัญของเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยการเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์และ
ความเท่าเทียมของคนในสังคม ซึ่งกระแสเหล่านี้อิงกับกระแสโลกโดยสหประชาชาติ องค์กรนานาชาติ
นักวิชาการ และนักอนุรักษ์ที่พูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยที่ความเข้าใจของคนในสังคมที่มีต่อชุมชนชนบทท่ี
เป็นฐานสำคัญของการพฒั นายังมชี ่องว่าง การท่องเทยี่ วจึงเป็นช่องทางหนึง่ ท่จี ะนำพาผู้คนต่างวฒั นธรรมให้ได้
เรยี นรู้แลกเปลยี่ นกัน สร้างความเข้าใจทีแ่ ทจ้ รงิ และสรา้ งพนั ธมติ รในการพฒั นาสังคม

อย่างไรก็ตาม บทเรียนของการท่องเที่ยวกว่า 50 ปีนับแต่โลกเข้าสู่อุตสาหกรรมการทอ่ งเที่ยว ชุมชน
ไดป้ ระโยชนน์ ้อยมากหรอื แทบจะไม่ได้ประโยชนจ์ ากการท่องเทย่ี วเลย ในทางตรงขา้ มกลบั ไดร้ ับผลกระทบจาก
การท่องเที่ยวในหลายด้านทั้งการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม การ
ทอ่ งเท่ยี วโดยชุมชนไม่ได้เกิดจากการตอบคำถามว่า “ชมุ ชนจะได้ประโยชน์อยา่ งไรจากการท่องเทยี่ ว” แต่เป็น
การสร้างโจทยใ์ หมว่ า่ “ การทอ่ งเท่ียวจะเป็นประโยชน์ต่อการพฒั นาชุมชนไดอ้ ย่างไร ”

1.3.2 ความหมาย

พจนา สวนศรี ( 2546: 11 ) กล่าวว่า การท่องเที่ยวโดยชุมชน ( Community-based Tourism –
CBT ) เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีลักษณะเฉพาะตัว แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการท่องเที่ยวโดยทั่วไป CBT
ไมใ่ ช่เพยี งแค่ “ผลติ ภัณฑ์การทอ่ งเทย่ี ว ( Tourism Product )” ซึง่ เมอ่ื ถูกผลิตแลว้ จะหมุนไปตามกลไกตลาด
และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หากแต่ CBT เป็นการพัฒนาชุมชนที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือโดยการ
สร้างความเข้มแข็งขององค์กรชาวบ้านในการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวโดยการมีส่วนรว่ มของประชาชน
ในทอ้ งถ่ิน

10 การจัดการทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

CBT ไมใ่ ช่คำตอบสำเร็จรปู และไม่ใช่คำตอบสุดทา้ ยของชมุ ชน ไมใ่ ชย่ าวเิ ศษหรืออัศวินม้าขาวท่ีจะเข้า
ไปแก้ไขปัญหาชุมชน ในทางกลับกันหากไม่ระมัดระวัง CBT ก็อาจจะกลายเป็นยาพิษ เป็นช่องทางในการนำ
หายนะมาสูช่ มุ ชนได้เชน่ กนั กอ่ นจะลงไปสนับสนุนการทำ CBT จงึ ตอ้ งคดั เลอื กชุมชนท่เี หมาะสม มีการเตรียม
ความพร้อมของชุมชนก่อนการตัดสินใจดำเนินการ CBT และสามารถหยุดการดำเนินงานได้เมื่อเกิน
ความสามารถของชุมชนในการจดั การหรือกอ่ ผลกระทบต่อชุมชน

ในขณะที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ( สกว. ) ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของชุมชนใน
การจัดการท่องเที่ยวของตนเอง โดยได้นิยามเชิงปฏิบัติการในงานการท่องเที่ยวโดยชุมชนว่า หมายถึง
“ทางเลือกในการจัดการท่องเที่ยวที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการท่องเที่ยวบนฐานคิด
ท่วี า่ ชาวบา้ นทุกคนเป็นเจ้าของทรัพยากรและเป็นผู้มสี ว่ นได้เสียจากการท่องเที่ยว โดยการนำเอาทรัพยากรที่
มีอยู่ในท้องถิ่นด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตและวิถีการผลิต
ของชุมชน มาใชเ้ ป็นต้นทนุ หรือปัจจัยในการจัดการท่องเท่ียวอย่างเหมาะสม รวมทั้งมกี ารพัฒนาศักยภาพของ
คนในชมุ ชนใหม้ ีความรู้ความสามารถในการดำเนนิ งาน ต้งั แต่การตัดสินใจ การวางแผน การดำเนนิ งาน การ
สรุปบทเรียน โดยเน้นให้เกิดความยั่งยืนสู่คนรุ่นลูกรุ่นหลานและเกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น ตลอดจนคำนึงถึง
ความสามารถในการรองรบั ของธรรมชาตเิ ปน็ สำคัญ” ( สินธ์ุ สโรบล และอดุ ร วงษ์ทับทิม, 2546: 12 )

ภาพท่ี 1.3 ตัวอย่างกจิ กรรมการทอ่ งเท่ียวโดยชุมชนทใี่ หก้ ับนักทอ่ งเทย่ี ว
ท่มี า: ( สนิ ธุ์ สโรบล และอุดร วงษท์ ับทิม, 2546 )
1.4 ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่มีการท่องเที่ยวซึ่งมอบโอกาสให้กับผู้เดินทางในการพัฒนาศักยภาพการ
สร้างสรรคข์ องตน ผา่ นการมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรียนรู้ดว้ ยประสบการณจ์ รงิ

11 การจดั การท่องเทย่ี วโดยชมุ ชนอย่างสรา้ งสรรค์ 1449335

1.4.1 ความหมาย

คริสปิน เรย์มอนด์ และ เกร็ก ริชาร์ด (2543) กล่าวว่า Creative Tourism (การท่องเที่ยวเชิง
สร้างสรรค์) บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกโดยในความหมายที่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นการท่องเที่ยวประเภทหนึ่ง“การ
ท่องเที่ยวซึ่งมอบโอกาสให้กับผู้เดินทางในการพัฒนาศักยภาพการสร้างสรรค์ของตน ผ่านการมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริง ที่เป็นไปตามลักษณะเฉพาะของพื้นที่เป้าหมายที่ได้ท่องเที่ยว” ต่อ
คริสปิน เรยม์ อนด์ (2550) ไดป้ รบั นยิ ามของการทอ่ งเท่ยี วเชิงสร้างสรรค์ข้นึ ใหม่ “คือรูปแบบอันย่งั ยืนของการ
ท่องเที่ยวซึ่งมอบความรู้สึกที่แท้จริงของวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการลงมื อปฏิบัติและประสบการณ์เชิง
สร้างสรรค์อย่างไม่เป็นทางการ โดยการลงมือปฏิบัตนิ ั้นเกิดขึ้นในกลุ่มขนาดเล็กที่บ้านหรือสถานที่ทำงานของ
ผู้สอน โดยพวกเขายินยอมท่ีจะให้นักทอ่ งเท่ียวได้เรยี นรู้ความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของตนเองไปพรอ้ ม ๆ ไป
กับไดใ้ กลช้ ิดกบั ผูค้ นในท้องถน่ิ ท่ีได้มาเยอื น

คณะทำงานต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยความร่วมมือขององค์การการพัฒนาพื้นที่พิเศษ
เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ร่วมกับคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(2555) ได้ให้นิยาม “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ไว้ดังนี้ “การท่องเที่ยวที่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวได้
แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพือ่ ทำความเข้าใจในคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมของพื้นที่การท่องเท่ยี ว
อย่างลึกซึ้ง โดยผ่านประสบการณ์ตรงร่วมกับเจา้ ของพื้นที่หรอื เจา้ ของวัฒนธรรม” สอดคล้องกับ คณะทำงาน
โครงการต้นแบบการทอ่ งเทยี่ วเชิงสร้างสรรค์ “การทอ่ งเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism)” ว่าหมายถึง
"การท่องเทีย่ วท่สี ัมพันธ์กับประวตั ิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม วถิ ชี ุมชนและเอกลักษณส์ ถานที่ โดยนักท่องเที่ยวได้
เรียนรู้เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงร่วมกับเจ้าของวัฒนธรรม และมีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับเจ้าของสถานท่ี
และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม วิถีชุมชนและเอกลักษณ์ของสถานที่ไม่ใช่
กจิ กรรมท่ีเนน้ รายไดข้ องชุมชน แต่เปน็ กิจกรรมทเี่ นน้ คุณคา่ ของชุมชนเท่านนั้ "

ธีระ สินเดชารักษ์ และ นาฬิกอติภัค แสงสนิท (2557) กล่าวว่า “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
(Creative Tourism)” หมายถึง การท่องเที่ยวที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม วิถีชุมชนและ
เอกลกั ษณ์สถานท่ี โดยนักทอ่ งเท่ียวไดเ้ รียนรเู้ พ่ือสร้างประสบการณต์ รงรว่ มกับเจ้าของวัฒนธรรม และมโี อกาส
ไดใ้ ช้ชวี ิตรว่ มกันกับเจา้ ของสถานท่ี และเปน็ การสร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับประวตั ิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม วิถีชุมชน
และเอกลกั ษณข์ องสถานท่ไี มใ่ ช่กจิ กรรมท่ีเนน้ รายไดข้ องชมุ ชน แต่เปน็ กจิ กรรมท่เี น้นคณุ คา่ ของชมุ ชนเทา่ นนั้

อัศม์เดช เตชัสพิสิษฐ์ (2561) กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ คือ การปลูกจิตสำนึกให้แก่
นักท่องเท่ียวและชุมชนแหล่งท่องเที่ยว ให้ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของสถานท่ีนั้น
ๆ โดยที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสและเรยี นรู้ดว้ ยประสบการณ์ตรงกับคนในชุมชนดังกล่าวด้วยการลงมือทำ
เพื่อสร้างสรรค์แนวคิดร่วมกันในการเพิ่มคุณค่าให้กบั แหล่งท่องเทีย่ ว โดยไม่ทำลายเอกลักษณ์ทางวถิ ีชีวิตและ
วัฒนธรรมเดิม ในขอบเขตของการอนุรักษแ์ ละพัฒนาไปพร้อมกัน

12 การจดั การท่องเทย่ี วโดยชมุ ชนอย่างสรา้ งสรรค์ 1449335

1.4.2 ท่มี าและพฒั นาการของการท่องเที่ยวเชิงสรา้ งสรรคใ์ นไทย

วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2555 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่าง
ยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการ
ต้นแบบ การท่องเที่ยวเชงิ สร้างสรรค์” เพื่อดำเนินงานพัฒนาต้นแบบการท่องเท่ียวเชิงสร้างสรรค์ ในการสร้าง
ความ สมดลุ ของชมุ ชนในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสงิ่ แวดล้อม

การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในประเทศไทย (Creative Tourism Thailand)เป็นผลมาจาก
ความ เปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกจิ และสังคมของประเทศ และเปน็ พฒั นาการมาจากความคาดหวังที่มองเห็นว่า
“การทอ่ งเทย่ี ว” (Tourism) คือ เครื่องมือทส่ี ำคัญต่อการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ รัฐบาลไทยมี
ความ มุ่งมั่นที่จะปรับโครงสร้างการผลิตและบริการของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเน้นการ
ผลักดันเรื่อง การเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการบนฐานความรู้และนวัตกรรมมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคม แห่งชาติตั้งแต่ฉบับท่ี 8 (2540-2544) จนถึงแผนพัฒนาฯฉบับท่ี 10 (2050-2554) โดยที่สำนักงาน
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไดจ้ ดั แบง่ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ของไทยออกเป็น
4 สาขาหลัก 14 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อยโดยยึดตามกรอบขององค์การความร่วมมือเพื่อ การค้าและการพัฒนา
(UNCTAD) และ “การทอ่ งเที่ยวเชงิ วัฒนธรรม” ถือเป็นหนงึ่ ในอตุ สาหกรรมสรา้ งสรรค์ ท่ีถอื ว่ามีศักยภาพของ
ประเทศ (สำนักงานบริหารและพฒั นาองค์ความรู้ : มปป.) ดังนี้

1) มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage or Cultural Heritage)

1.1 งานฝีมือและหัตถกรรม (Crafts)

1.2 การทอ่ งเท่ียวเชงิ วฒั นธรรม (Cultural & Heritage Tourism)

1.3 การแพทย์แผนไทย (Thai Traditional Medicine)

1.4 อาหารไทย (Thai Food)

2) ศลิ ปะ (Arts)

2.1 ศิลปะการแสดง (Performing Arts)

2.2 ทศั นศิลป์ (Vitual Arts)

3) ส่อื (Media)

3.1 การพมิ พแ์ ละสือ่ การพมิ พ์ (Publishing)

3.2 การกระจายเสยี ง (Broadcasting)

13 การจดั การทอ่ งเทยี่ วโดยชมุ ชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

3.3 ภาพยนตร์และวดี ิทศั น์ (Film & Video)

3.4 ดนตรี (Music)

4) งานสรา้ งสรรคต์ ามลักษณะงาน (Functional Creation)

4.1 งานออกแบบ (Design)

4.2 แฟชั่น (Fashion)

4.3 งานโฆษณา (Advertising)

4.4 สถาปตั ยกรรม (Architecture)

4.5 ซอฟต์แวร์ (Software)

การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่อันเป็นผลมาจากเงื่อนไขทาง
เศรษฐกจิ และ สังคมของโลกซง่ึ เปน็ สว่ นหน่งึ ของการท่องเท่ียวในความสนใจพิเศษ การท่องเทย่ี วเชิงสรา้ งสรรค์
เป็นการ ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ หลังจากได้ริเริ่มพัฒนาขึ้นที่ประเทศนิวซีแลนด์ ก่อนที่จะขยายรูปแบบที่
แตกต่างกันไป อย่างกว้างขวางในเมืองและประเทศต่างๆ เช่น Creative Paris , Barcelona Creative
Tourism, Creative Life Industries : Taiwan, 12 UNESCO Creative Tourism Destinations.แ ล ะ ก า ร
ท่องเทยี่ วเชงิ สร้างสรรค์ : ประเทศไทย (Creative Tourism Thailand : New Destination)

1.4.3 หลักเกณฑ์ 10 ประการ ในการพัฒนากิจกรรมทอ่ งเทยี่ วเชงิ สรา้ งสรรค์

1) กิจกรรมถูกออกแบบมาจากพื้นฐานทองทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ
ทอ้ งถิน่

2) มีปราชญ์/ศิลปิน หรือคนเล่าเรื่องที่สามารถออกแบบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและเกิดความ
ดึงดดู ความนา่ สนใจในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงาน

3) การออกแบบกิจกรรมเป็นการเรียนรู้จากผู้รู้ที่มีประสบการณ์จริง ได้ร่วมทำจริง ทำให้เกิดความรู้
ความเข้าใจอย่างลึกซึง้ และไดค้ วามสนกุ

4) มีการออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้มีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ในการทำ
กจิ กรรม ได้ลงมอื ปฏิบัติร่วมกนั ระหวา่ งผมู้ าเยือนกบั เจา้ ของบา้ นหรือศิลปิน

5) กิจกรรมออกแบบโดยใช้ประสาทสัมผัสได้อย่างเด่นชัด (มีสุนทรียภาพขณะการทำกิจกรรม) เช่น
รูป รส กลิน่ เสยี ง สมั ผสั และ (ใจ) จิตวญิ ญาณ

14 การจดั การท่องเทยี่ วโดยชมุ ชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

6) สถานที่จัดกิจกรรมมีการออกแบบไว้อย่างเหมาะสมกับการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนและสร้างสรรค์
ผลงาน

7) กิจกรรมถูกออกแบบไว้ให้มีความไหลลื่นสามารถกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และ
สุนทรยี ภาพ

8) การออกแบบกิจกรรมเปิดโอกาสให้พัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง ซ่ึง
กิจกรรมดังกล่าวอาจจะถึงขั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทั้งผู้มาเยือนและเจ้าบ้าน
หรือศลิ ปนิ

9) นักออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวสร้างสรรค์มีศักยภาพในการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างทางการ
ตลาดอย่างสร้างสรรค์

10) นักออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวสร้างสรรค์มีความพรอ้ มในการสื่อสารกจิ กรรมได้อยา่ งสร้างสรรค์
ในรูปแบบตา่ ง ๆ อย่างต่อเน่ือง (ความคดิ สร้างสรรคไ์ มห่ ยดุ น่งิ )

Peter Nilsons (2011) ได้จำแนกแยกชั้นของการออกแบบสร้างสรรค์เป็น 5 ระดับ ทั้งนี้ เราไม่ได้ให้
นำหนักว่าสิ่งใดมีคุณค่ามากกว่าสิ่งใด ขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานการณ์ ตลอดจนการให้คุณค่าของผู้มาเยือน
ความคิดสร้างสรรค์มีตั้งแต่การถ่ายทอดของเดิมให้เหมือนต้นฉบับ ราวกับออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ซึ่งเป็น
ประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์ สืบสาน มรดกทกี่ ำลังจะสญู หายไป จนถึงการนำสงิ่ ทไ่ี ด้เหน็ สมั ผสั และกระทบใจ
มาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ ที่แตกต่างจากต้นทางจนไม่เหลือเค้าโครงร่างเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นตัวตนที่มี
เอกลกั ษณ์ของผสู้ ร้างสรรค์ผลงาน Richards.

ภาพท่ี 1.4 ชนั้ ของการออกแบบสรา้ งสรรค์
ทมี่ า: ( Peter Nilsons, 2011 )

15 การจัดการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

โดยรวมแล้ว การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ คือ การท่องเที่ยวที่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวได้
แลกเปลยี่ นเรียนรูเ้ พือ่ ทำความเข้าใจในคณุ ค่าทางสงั คม วฒั นธรรมและสภาพแวดล้อมของพ้นื ทที่ ่องเท่ียวอย่าง
ลกึ ซึง้ โดยผ่าน ประสบการณต์ รงรว่ มกับเจา้ ของพ้ืนทีห่ รือเจา้ ของวัฒนธรรม
1.5 ความสมั พันธร์ ะหว่างการทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชนกบั การท่องเที่ยวเชงิ สร้างสรรค์

การท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวที่มีการขับเคลื่อนด้วยการบริหารจัดการของชุมชน ผ่าน
ทรัพยากรการท่องเทยี่ วโดยชุมชน วถิ ีชีวติ วัฒนธรรมของคนในชมุ ชนท่ีมเี อกลักษณ์อันโดดเด่นน้ัน นำไปสู่การ
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ การเข้ามาเยือนของนักท่องเที่ยว ทำให้การท่องเที่ยวของชมุ ชนน้ันค่อยๆเติบโต และเป็นท่ี
รู้จักมายิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นกระบวนการพัฒนาชุมชนโดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้เกิด
กระบวนการมสี ่วนรว่ มของคนในชุมชน เกิดกจิ กรรมการแลกเปลย่ี นเรียนรู้ระหวา่ งชาวบ้านและผูม้ าเยือน เกิด
อาชพี เกิดการจา้ งงาน ส่ิงเหลา่ นี้อนั จะนำมาซ่งึ การเตบิ โตอยา่ งยัง่ ยนื เปน็ เศรษฐกจิ บนรากฐานของชมุ ชน และ
เป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุรักษ์
ทรัพยากรทางธรรมชาติวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตอนั ดีงาม การที่จะนำไปสู่การท่องเทีย่ วโดยชุมชนเชงิ
สร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า “การท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Community Based
Tourism: C-CBT)”

1.6 ตัวอยา่ งการทอ่ งเท่ยี วโดยชุมชนเชิงสรา้ งสรรค์
1.6.1 ตวั อยา่ งการท่องเทีย่ วโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ในประเทศไทย
1.6.1.1 ชุมชนวัดพระเกิด ต.ในเวียง อ.เมอื งนา่ น จ.นา่ น

ภาพท่ี 1.5 ตัวอยา่ งกจิ กรรมการทอ่ งเทีย่ วเชิงสร้างสรรค์ ชุมชนวัดพระเกิด
ทม่ี า: ( https://tis.dasta.or.th/, 2564 )

16 การจดั การทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

ตุงค่าคิง สัญลักษณแ์ ห่งความศรัทธา และความงามของศิลปะท้องถ่นิ ตงุ เป็นภาษาพ้ืนเมือง
ที่ชาวบ้านในเขตภาคเหนือตอนบนหรือล้านนานิยมเรียกกัน ตุง หมายถึง ธง ที่ทำขึ้นจาก ผ้า กระดาษ โลหะ
เสน้ ด้าย หรือไมแ้ กะสลกั เป็นสญั ลกั ษณท์ ่แี สดงให้เห็นถึงความศรทั ธาในพระพุทธศาสนาอยา่ งแน่นแฟ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะถวายตุงนั้น จะได้ลงมือติด คิ้ว ตา จมูก และปาก ซึ่งเป็นงานที่ต้อง
ใช้ความตั้งใจ ประณีต เป็นงานศิลปะ จากตุงที่มีความยาวเท่าตัวคนจึงกลายเป็นตุงที่สวยงามและสอดรับกับ
ศรัทธาความเชื่อท่ีอยู่เบื้องหลัง อีกท้งั คนน่านจะถูกสอนมาต้ังแต่เด็กๆ ว่าต้องเขา้ วัด พออยู่วัดก็จะรู้สึกสุขกาย
สุขใจ จึงทำให้เมื่อมีการรวมกลุ่มกันในชุมชน บริเวณวัด พระเกิด จะมีผู้สูงอายุรวมตัวกันอาสาเป็นครูผู้
ถ่ายทอด กิจกรรมเรียนรู้การทาตุงค่าคิง ให้กับนักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจ เพื่อร่วมสืบทอด และเรียนรู้
วัฒนธรรมแห่งความศรัทธาและความงดงามของศลิ ปะลา้ นนา

1.6.1.2 ชมุ ชนวดั โพธศ์ิ รี บา้ นนาเวยี งใหญ่ ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซา้ ย จ.เลย

ภาพท่ี 1.6 ตัวอยา่ งกจิ กรรมการท่องเท่ยี วเชิงสรา้ งสรรค์ ชมุ ชนวดั โพธศ์ิ รี บ้านนาเวยี งใหญ่
ท่มี า: ( https://tis.dasta.or.th/, 2564 )

หน้ากากผีตาโขน ผีตาโขน คือ หน้ากากซึ่งประกอบขึ้นจากวัสดุตามธรรมชาติที่หาได้จาก
ท้องถิ่น เช่น กาบมะพร้าวและหวดนึ่งข้าวเหนียวที่สานจากไม้ไผ่ หน้ากากผีตาโขนมีความเกี่ยวโยงอย่างแนบ
แนน่ กับวิถชี ีวติ และความเชื่อของชาวดา่ นซ้าย

หน้ากากผีตาโขนที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และผู้ที่สนใจถูกนำมาเผยแพร่ให้ศึกษาเรียนรู้ใน
รูปแบบของการร่วมลงมือปฏิบัติในกิจกรรม “วาดหน้ากากผีตาโขน” โดยจะได้ลองวาดหน้ากากผีตาโขนที่

17 การจัดการท่องเท่ียวโดยชมุ ชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

สามารถเติมแต่งลายได้ตามจินตนาการ การแต่งตัวตามลักษณะผีตาโขนที่ใช้เล่นกันในงานประเพณีบุญหลวง
และการถ่ายภาพความประทับใจในสถานที่ไฮไลท์ของชุมชนเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้มาสัมผัสกับวัฒนธรรม
อนั เก่าแก่ของชาวด่านซ้าย

1.6.2 ตัวอย่างการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ตา่ งประเทศ
1.6.2.1 Paddle boats Mekong Delta ประเทศเวยี ดนาม

ภาพท่ี 1.7 ตัวอยา่ งกิจกรรมการท่องเทยี่ วเชงิ สร้างสรรค์ Paddle boats Mekong Delta ประเทศเวียดนาม
ที่มา: ( https://www.traveloka.com/, 2564 )

กิจกรรมการท่องเทยี่ วเชงิ สรา้ งสรรค์ บริเวณปากแมน่ ำ้ โขงที่จะไหลลงทะเลทางตอนใตข้ อง
เวียดนาม สำหรบั นักท่องเทีย่ วทีช่ น่ื ชอบการท่องเทีย่ วทางวัฒนธรรม ระหวา่ งทางลอ่ งเรือ จะได้เย่ยี มชม
ชาวบ้านพายเรือจับปลา หรือคา้ ขายกันแบบพืน้ เมือง และสมั ผัสวิถีชวี ติ ของชาวบ้าน

1.6.2.2 ตกั บาตรขา้ วเหนียว หลวงพระบาง สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว
การตักบาตรข้าวเหนียว ตอนเช้าในหลวงพระบาง ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก ด้าน

วัฒนธรรม ถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยังคงสืบทอดยึดถือปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน
นอกเหนอื จากมนต์เสน่หข์ องสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติทส่ี วยงาม การตักบาตรขา้ วเหนียวท่ี
หลวงพระบาง ชาวบา้ นจะฟงั เสยี งกลองของวดั ซึง่ เป็นสัญญาณใหช้ าวบ้านหลวงพระบางเตรยี มตัวปูเส่ือรออยู่
ริมทางที่พระท่านจะเดินบิณฑบาต โดยการแต่งตัวของผูห้ ญิงจะต้องนุ่งผ้าซิ่น มีแพรเบี่ยงหรือผ้าสไบพาดไหล่
ผู้ชายจะตอ้ งนงุ่ กางเกงขายาวและมีผ้าพาดเช่นกนั ทัง้ นต้ี อนใส่บาตร ผูใ้ ส่บาตรจะต้องน่ังคกุ เขา่

18 การจดั การทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

ภาพท่ี 1.8 ตวั อย่างกจิ กรรมการทอ่ งเทย่ี วเชงิ สรา้ งสรรค์ ตกั บาตรข้าวเหนยี ว หลวงพระบาง
ที่มา: ( https://palanla.com/, 2564 )

1.7 เอกสารบทความวิชาการ/งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง
1.7.1 บทความวิชาการเรื่อง “การท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อชมุ ชนและท้องถิ่น (Community Based

Tourism for Community and Locality)”โดย สุดถนอม ตันเจริญ (2559) ได้อธิบายการท่องเที่ยวโดย
ชุมชนไวด้ งั น้ี

การท่องเที่ยวโดยชุมชนแสดงถึงการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคม และ
วัฒนธรรม ชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางการจัดการการท่องเที่ยว จัดการดูแล
ทรพั ยากรการทอ่ งเทย่ี วเพอื่ ให้เกิดการเรียนรู้แกผ่ ู้มาเยอื น เช่น

1.7.1.1 ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม องค์กรชุมชน การจัดการ และการเรียนรู้ โดยทุก
ส่วนจะเกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ ของชุมชน

1.7.1.2 ชุมชนยังต้องการความร่วมมือภายในชุมชนต่าง ๆ รวมถึงการมีส่วนร่วมระหว่าง
ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถช่วยกันเสริมสร้าง
ความร้คู วามเข้าใจดา้ นการจดั การทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชนอย่างยงั่ ยืน

1.7.1.3 การพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนโดยทำความเข้าใจในบทบาทด้านการวางแผน
การตัดสินใจ การดำเนินการ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างย่ังยืนสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไปและ
เกดิ ประโยชนต์ ่อท้องถนิ่ ทง้ั ดา้ นการสรา้ งงานสร้างรายได้ ความเขม้ แข็งของชุมชนและการพึ่งตนเอง ตลอดจน
คณุ ภาพของแหลง่ ท่องเท่ียวและปริมาณของนกั ท่องเที่ยวมากยง่ิ ข้ึน

ผู้เขียนเห็นว่าการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน ชุมชนจะมีบทบาทเป็นเจ้าของ ซึ่งทำหน้าที่กำหนด
ทิศทางการจัดการการท่องเที่ยว และเกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม องค์กรชุมชน การจัดการการ

19 การจัดการทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชนอย่างสรา้ งสรรค์ 1449335

ทอ่ งเท่ียวภายในชุมชน ตลอดจนเกดิ การเรยี นรู้ และเพ่ิมพูนประสบการณ์ที่แปลกใหมส่ ำหรับนักท่องเท่ียวและ
คนในชุมชน อกี ทงั้ การจัดการการทอ่ งเทีย่ วโดยชมุ ชนอย่างย่ังยนื สคู่ นร่นุ ต่อ ๆ ไปและเกดิ ประโยชน์ต่อท้องถนิ่

1.7.2 บทความวิชาการเรอื่ ง Creative tourism and local development by Greg Richards
(2009) ได้อธบิ ายไว้วา่

Creative tourism is a new form of tourism which has the potential change existing
models of tourism development and to make a contribution to diversifying and innovating the
tourist experience.

Creative tourism can help to stimulate local economic, social and cultural
development. This paper examines the background and development of the creative tourism
concept, showing how the production and consumption of experiences has shifted from
cultural tourism to creative tourism.

ผู้เขียนเห็นว่า การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพใน
การเปลี่ยนแปลงรปู แบบของการพัฒนาการท่องเท่ียวที่มีอยู่และเกิดความหลากหลายและสร้างสรรค์และเพมิ่
ประสบการณ์การท่องเทยี่ วใหก้ บั นกั ท่องเทีย่ วไดเ้ ปน็ อยา่ งย่ิง

1.8 บทสรุป
การท่องเที่ยวทางเลือก นับเปน็ ตน้ ธารของการเกิดแนวคิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในเวลาต่อมา ทั้งนี้

ตามทัศนะของ Fennell ได้ระบปุ ัญหาที่เกดิ ข้ึนจากการท่องเที่ยวแบบมวลชนก่อให้เกิดข้อเสนอถึง “ทางเลือก
ที่ดกี วา่ ” ในการพัฒนาการท่องเทีย่ วเพื่อก่อให้เกดิ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแกค่ นในท้องถน่ิ ในระยะยาว เป็น
การใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นและไม่ช่วงชิงประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม มีการรุกล้ำทรัพยากรธรรมชาติและ
วัฒนธรรมน้อยที่สุด และตอบสนองต่อความต้องการของคนในท้องถิ่นมากที่สุด ทั้งนี้คุณลักษณะของการ
จดั การทอ่ งเท่ียวทางเลือกจึงประกอบด้วย 4 ลักษณะ ไดแ้ ก่ (1) มผี ลประโยชน์ตอบแทนคนในท้องถ่ินในฐานะ
เจ้าของที่พักในท้องถิ่น ขณะที่คนในท้องถิ่นต้องได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับทักษะการจัดการท่องเที่ยว
(2) ประโยชน์ที่คนในท้องถิ่นได้รับต้องนำไปสู่การยกระดับความเป็นอยู่และสาธารณูปโภคในท้องถิ่น (3) ลด
การรั่วไหลของรายได้ท่จี ะออกไปสู่กลุม่ ธุรกจิ ต่างประเทศ และ (4) ก่อใหเ้ กดิ จิตสำนึกแก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่
ไม่เคยสัมผัสกับท้องถิ่น ซึ่งก็คือ แนวทางใหม่ของการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญต่อสิทธิการจัดการชุมชนด้วย
ตัวของคนในชุมชนเอง ทั้งในด้านของการวางแผน การจัดการที่รวมถึงการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการ
จัดการท่องเที่ยว การกระจายรายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยว อันเป็นสิ่งที่สำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยว
อาจกล่าวได้ว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวกค็ ือ การท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มองเห็นสิ่งที่ชุมชนควรได้รับ เพื่อแลกกับ
สิง่ สำคัญท่ชี มุ ชนจะตอ้ งเสยี ไปในลกั ษณะของการได้กบั ได้ ( win-win ) ท้ังระหว่างนักทอ่ งเทยี่ ว ผปู้ ระกอบการ
ภาครฐั และคนในชมุ ชน

20 การจัดการทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชนอยา่ งสร้างสรรค์ 1449335

1.9 คำถามทา้ ยบทเรยี น
1.9.1 จงอธบิ ายการทอ่ งเท่ียวสกู่ ารทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนเปน็ อยา่ งไร
1.9.2 จงอธิบายววิ ัฒนาการของการท่องเทย่ี วโดยชมุ ชนเป็นอย่างไร
1.9.3 จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวโดยชุมชนกับการท่องเที่ยวชนิดต่าง ๆเหมือนกัน

หรอื แตกตา่ งกนั อย่างไร
1.9.4 จงอธบิ ายลักษณะเฉพาะของการทอ่ งเที่ยวโดยชมุ ชนเป็นอยา่ งไร
1.9.5 จงอธิบายลักษณะเฉพาะของการทอ่ งเทย่ี วเชิงสรา้ งสรรค์เป็นอย่างไร

1.10 กจิ กรรมเสริมการเรยี นรทู้ า้ ยบทเรียน
ให้นักศึกษาหาข้อมูลการท่องเที่ยวในชุมชนใน 4 ภูมิภาคของไทย อันประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาค

อีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ภูมิภาคละ 1 แห่ง แล้วนำเสนอหน้าชั้นเรียนประกอบด้วยหัวข้อ ประวัติความ
เป็นมา สถานที่ตั้ง โครงสร้างการบริหารงาน กิจกรรมการท่องเที่ยว และวิเคราะห์ความเหมาะสมของการ
บริหารจัดการของแตล่ ะชมุ ชน โดยใชแ้ นวคิดและทฤษฎีประกอบการวเิ คราะห์

21 การจัดการทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

บทท่ี 2

หลกั การของการท่องเท่ียวโดยชมุ ชน

วตั ถุประสงคป์ ระจำบทเรียน
1. เพอื่ ใหน้ กั ศกึ ษาไดท้ ราบถงึ หลกั การของการท่องเทย่ี วโดยชมุ ชน
2. เพอ่ื ให้นักศึกษาไดท้ ราบถงึ องคป์ ระกอบของการจดั การท่องเทย่ี วโดยชมุ ชน
3. เพื่อให้นกั ศึกษาไดท้ ราบถงึ ชื่อและความหมายท่ใี กล้เคยี งกบั การท่องเท่ียวโดยชมุ ชน
4. เพื่อใหน้ ักศกึ ษาไดท้ ราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเท่ยี วโดยชุมชนกับการพัฒนาชมุ ชน
5. เพื่อใหน้ กั ศึกษาไดท้ ราบถึงความแตกต่างของการทอ่ งเทีย่ วในชุมชนกบั การท่องเทย่ี วโดยชมุ ชน
6. เพอ่ื ใหน้ ักศกึ ษาไดท้ ราบถึงหลกั การพัฒนาชมุ ชน

เนอ้ื หาของบทเรยี น
2.1 หลกั การของการท่องเทีย่ วโดยชุมชน
2.2 องค์ประกอบของการจัดการทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชน
2.3 การทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชนกับการพฒั นาชุมชน
2.4 หลกั การพัฒนาชมุ ชน
2.5 ตวั อย่างการใชห้ ลักการของการทอ่ งเทยี่ วโดยชมุ ชน
2.6 เอกสารบทความวชิ าการ/งานวิจัยทเี่ กยี่ วข้อง
2.7 บทสรุป
2.8 คำถามท้ายบทเรียน
2.9 กจิ กรรมเสรมิ การเรยี นรู้ท้ายบทเรยี น

2.1 หลักการของการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชน

พจนา สวนศรี ( 2546: 12 ) ไดก้ ำหนดหลักการของการทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชนเพ่ือให้เห็นจดุ ยืนของการ
ท่องเที่ยวโดยชมุ ชนทใ่ี ชก้ ารทอ่ งเท่ียวเปน็ เคร่อื งมอื ในการพฒั นาชมุ ชน ได้แก่ :-

1. ชุมชนเป็นเจา้ ของ

2. ชาวบา้ นเขา้ มามสี ่วนรว่ มในการตดั สินใจและกำหนดทิศทาง

3. สง่ เสริมความภาคภมู ใิ จในตนเอง

4. ยกระดับคุณภาพชวี ิต

5. มคี วามยัง่ ยืนทางดา้ นสิง่ แวดลอ้ ม

6. คงเอกลกั ษณแ์ ละวัฒนธรรมท้องถ่ิน

22 การจดั การทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

7. ก่อใหเ้ กดิ การเรียนรู้ระหวา่ งคนตา่ งวัฒนธรรม

8. เคารพในวัฒนธรรมทีแ่ ตกต่างและศกั ด์ิศรขี องความเป็นมนุษย์

9. เกดิ ผลตอบแทนทเี่ ปน็ ธรรมแกค่ นท้องถน่ิ

10. มีการกระจายรายไดส้ ู่สาธารณประโยชนข์ องชมุ ชน

การที่จะให้ชุมชนดำเนินการท่องเที่ยวตามหลักการดังกล่าวข้างต้น มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียม
ความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการจัดการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันก็ตอ้ งรณรงค์กับคนใน
สังคมให้เห็นความแตกต่างของการท่องเที่ยวโดยชุมชนกับการท่องเที่ยวทั่วไป กระตุ้นให้เห็นความสำคัญและ
การเป็นนักท่องเที่ยวแบบ CBT ให้มากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อบทบาทของชุมชนท้องถิ่นใน
การอนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละสืบสานวฒั นธรรมดั้งเดิม

การท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ได้เกิดจากคำถามว่า “ชุมชน” จะได้ประโยชน์อะไรจากการท่องเที่ยว แต่
กลับเป็นการสรา้ งโจทยใ์ หม่ท่วี า่ “การท่องเท่ยี วนั้นจะเป็นประโยชน์ตอ่ การพฒั นาชมุ ชนได้อย่างไร”

2.2 องค์ประกอบของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ( 2548: 3-4 ) กล่าวว่าการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมี
องคป์ ระกอบทสี่ ำคญั ท่ีต้องพจิ ารณา 4 ประการ คอื :-

1. ทรัพยากรการทอ่ งเทย่ี ว

2. องค์กรชมุ ชนและการมสี ว่ นรว่ ม

3. การบรหิ ารจัดการ

4. การเรียนรู้

2.2.1 ทรพั ยากรการท่องเทีย่ ว

ทรพั ยากรการท่องเที่ยวของชุมชนจะหมายรวมถงึ ฐานทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีอุดมสมบูรณ์ วิถีการผลิต
ที่พึ่งพาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน วัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น โดยสามารถ
แบง่ เป็นประเภทตา่ งๆ ไดด้ ังน้ี:-

1.1 แหลง่ ธรรมชาตทิ ่ีมีความสวยงาม โดดเด่น เปน็ เอกลกั ษณ์ของท้องถ่ิน เช่น ป่าไม้ ภเู ขา น้ำตก
ถำ้ ทะเล

1.2 แหล่งโบราณคด/ี แหลง่ ประวตั ิศาสตร/์ ศาสนสถานท่สี วยงาม
1.3 พิพธิ ภณั ฑ์พืน้ บา้ น
1.4 งานบุญพื้นบา้ น งานประเพณพี นื้ เมอื ง

23 การจดั การท่องเท่ยี วโดยชมุ ชนอย่างสรา้ งสรรค์ 1449335

1.5 ภมู ปิ ัญญาพืน้ บา้ น วิถชี วี ิตพื้นบ้าน และการประกอบอาชพี หลกั ในชุมชน
1.6 ไร่นา สวนเกษตร และฟารม์ เลี้ยงสัตว์ต่างๆ
1.7 บุคลากรในท้องถิ่นที่มีความสามารถทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวด้านบริการอย่างมีคุณภาพใน

แต่ละสาขา เช่น บริการรถนำเที่ยว เรือนำเที่ยว บริการร้านอาหาร และบริการนำเที่ยว
(มคั คุเทศกท์ อ้ งถนิ่ หรอื วทิ ยากรในท้องถิ่น) เปน็ ตน้
2.2.2 องคก์ รชมุ ชนและการมีส่วนรว่ ม

องค์กรชุมชนหรือกลุ่มประชาชน ซ่งึ เป็นองค์กรท่ีเล็กที่สุดและมีบทบาทเปน็ เจ้าของท้องถ่ินโดยชุมชน
ต้องมีระบบสังคมที่เข้าใจกัน มีปราชญ์ หรือผู้มีความรู้และทักษะในเรื่องต่างๆ ที่หลากหลาย รวมทั้งเข้ามามี
ส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา ตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับประโยชน์ และร่วมในการ
ตดิ ตามประเมินผล

2.2.3 การบรหิ ารจดั การ

องคป์ ระกอบดา้ นการบริหารจดั การ จะตอ้ งครอบคลุมไปถึง

3.1 มีองค์กรหรือกลไกในการทำงานเพื่อจัดการท่องเที่ยวและสามารถเช่ือมโยงการท่องเที่ยวกบั
การพฒั นาชุมชนโดยรวมได้

3.2 มกี ฎ กติกาในการจัดการสงิ่ แวดลอ้ ม วัฒนธรรม และการท่องเทย่ี ว
3.3 มกี ารกระจายผลประโยชน์ทีเ่ ป็นธรรม
3.4 มีกองทุนของชุมชนที่เอื้อประโยชน์ตอ่ การพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมของชุมชน
3.5 มีระบบการจดั การใหเ้ กดิ กระบวนการเรียนรู้ระหว่างชาวบา้ นกับผมู้ าเยือน
3.6 สร้างจิตสำนกึ เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมท้ังในสว่ นของชาวบ้านและ

ผ้มู าเยือน

ท้ังน้ี การบริหารจัดการท่องเท่ยี ว จะครอบคลุมถึง

3.7 การบริหารจัดการแหล่งทอ่ งเทีย่ ว
3.8 การบริหารจัดการนำเที่ยวและมัคคเุ ทศก์
3.9 การบรหิ ารจดั การทพ่ี ักและการให้บริการ
3.10 การพัฒนาสินค้าของที่ระลึก
3.11 การประชาสัมพนั ธ์

2.2.4 การเรียนรู้

องค์ประกอบด้านการเรียนรู้ จะต้องคำนึงถึงลักษณะของกิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถสร้างการ
เรียนรู้ และความเขา้ ใจในวถิ ีชวี ติ และวฒั นธรรมทีแ่ ตกตา่ ง

2.3 การท่องเที่ยวโดยชมุ ชนกับการพฒั นาชุมชน

24 การจดั การทอ่ งเท่ยี วโดยชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

เจตนารมณ์ของการท่องเทยี่ วโดยชมุ ชน คอื การใช้การทอ่ งเที่ยวเป็นเครอ่ื งมือในการพัฒนาชุมชนและ
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ของชุมชนที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่
เพื่อที่จะเชื่อมโยงเรื่องการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชน และมองการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม โดยให้
ความสำคญั กับการพฒั นาสังคม วฒั นธรรม เศรษฐกิจ สงิ่ แวดล้อม และการเมือง

2.3.1 องคป์ ระกอบหลกั 5 ด้านของการพัฒนาชุมชน

องคป์ ระกอบหลกั 5 ดา้ น จะต้องครอบคลมุ ไปถึง

1. ด้านเศรษฐกจิ
1.1 มรี ายได้จากการผลิต
1.2 มีการพัฒนาดา้ นเศรษฐกจิ ท่หี ลากหลาย
1.3 พ่ึงตนเองได้

2. ด้านสังคม
2.1 คนเปน็ ศูนย์กลางของการพฒั นา
2.2 ดำรงความยตุ ิธรรมในสังคม
2.3 มคี ุณภาพชวี ติ ท่ีดี
2.4 มีองค์กรชมุ ชน

3. ด้านวฒั นธรรม
3.1 การศึกษา
3.2 การรับรู้ ถา่ ยทอดวฒั นธรรม
3.3 การอนรุ กั ษว์ ฒั นธรรม

4. ด้านสิง่ แวดล้อม
4.1 สิทธใิ นการจัดการทรัพยากร
4.2 การดูแลเอาใจใสด่ ้านส่งิ แวดลอ้ ม
4.3 การอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

5. ดา้ นการเมอื ง
5.1 การมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชน
5.2 การพัฒนาจากความตอ้ งการของประชาชน
5.3 ความเป็นประชาธปิ ไตย

2.3.2 สถานการณ์โดยภาพรวมของชมุ ชน

ชุมชนไทยในชนบทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และ
การเมืองมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีนับแต่ประเทศเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกจิ ในปี 2504 และเปิดประเทศสู่
การผลิตเพื่อส่งออก มีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับ
มิติต่างๆของการพัฒนาในปัจจุบันเป็นไปในภาวะที่น่าเป็นห่วง ก่อนเริ่มต้นกำหนดวัตถุประสงค์ของการ
ทอ่ งเทยี่ ว ควรมีการทบทวนความสมั พันธข์ องชมุ ชนกบั มิตติ า่ งๆของการพัฒนาและผลทีเ่ กิดขึน้ เชน่

25 การจัดการทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชนอย่างสรา้ งสรรค์ 1449335

- ชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติ ( สทิ ธิ,การแยง่ ชงิ ทรัพยากร )
- ชุมชนกับวัฒนธรรมด้งั เดมิ ( การสืบทอด )
- ชมุ ชนกบั การพัฒนาส่คู วามทนั สมยั ( คุณภาพชวี ิต,บริโภคนิยม )
- ชุมชนกบั การพัฒนาเศรษฐกิจ ( ความม่ันคงดา้ นอาชพี และรายได้ )
- ชมุ ชนกับสิทธิในการปกครองตนเอง ( อบต. การมสี ่วนรว่ ม )

2.3.3 CBT กบั การพฒั นาชุมชนในปัจจบุ ันและอนาคต

การท่องเที่ยวมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาชุมชนอย่างเปน็ องค์รวม เน่อื งจากทรัพยากรการท่องเที่ยว
กับทรัพยากรท่ีชมุ ชนใชเ้ ป็นฐานการผลิตเป็นทรัพยากรเดียวกัน วัฒนธรรมและสังคมเป็นตวั ขับเคลื่อนเร่ืองจิต
วิญญาณของชุมชนในการสร้างความสัมพันธ์กันภายในชมุ ชนและการสัมพันธ์กับภายนอก ควรจะเชื่อมโยงให้
เห็นการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นองค์รวม และเห็นแนวทางการใช้ CBT เป็นเครื่องมือในการ
พฒั นาชมุ ชนได้

2.3.4 CBT กับการพัฒนาชมุ ชนอยา่ งเป็นองคร์ วม ประกอบดว้ ย

CBT กับการพัฒนาชุมชนอยา่ งเป็นองค์รวม ประกอบด้วย:-

1. ด้านเศรษฐกจิ
1.1 เกดิ กองทุนในการพัฒนาหมบู่ ้าน
1.2 สรา้ งงานท่ีเกย่ี วเน่ืองกับการท่องเทย่ี ว
1.3 สร้างรายได้ใหก้ ับชาวบา้ น

2. ดา้ นสงั คม
2.1 พัฒนาคุณภาพชวี ิต
2.2 ภาคภูมิใจในตนเอง
2.3 แบง่ บทบาทการทำงาน หญิงชาย หนมุ่ สาว ผอู้ าวโุ ส
2.4 เกิดองค์กรชมุ ชนในการจดั การ

3. ดา้ นวฒั นธรรม
3.1 เคารพในวัฒนธรรมท่ีแตกตา่ ง
3.2 แลกเปลย่ี นเรยี นร้รู ะหวา่ งกนั
3.3 เติบโตจากรากฐานทางวฒั นธรรมของตนเอง

4. ด้านสง่ิ แวดล้อม
4.1 พิจารณาขีดความสามารถในการรองรบั
4.2 มีการจัดการของเสีย
4.3 สร้างสำนึกการอนุรกั ษ์ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม

5. ดา้ นการเมอื ง
5.1 ชาวบา้ นมีสว่ นร่วม
5.2 สามารถตอ่ รองกบั ภายนอก
5.3 มีสทิ ธใิ นการจัดการทรพั ยากรของชมุ ชน

26 การจดั การทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

2.3.5 การเปรยี บเทยี บการทอ่ งเที่ยวกับการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม

การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน หากมองว่าการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชนต้องไป
ในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นในแต่ละมิติของการท่องเที่ยวควรจะเข้าไปส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับการ
พัฒนาชุมชน การเปรียบเทียบการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชน จึงเป็นเสมือนการเปรียบเทียบและสร้าง
ตวั ชี้วัดของการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน โดยทมี่ กี รอบของการพฒั นาชุมชนเป็นแนวทาง

ตารางที่ 2.1 การเปรียบเทยี บการท่องเทยี่ วกบั การพฒั นาอยา่ งเป็นองค์รวม

มติ ขิ องการพัฒนา การพัฒนาที่ยัง่ ยนื การทอ่ งเที่ยวโดยชมุ ชน

ด้านเศรษฐกิจ - มีรายไดจ้ ากการผลติ - เกดิ กองทนุ พัฒนาชุมชน

-มกี ารพัฒนาเศรษฐกจิ ทีห่ ลากหลาย - สร้างงานในชมุ ชน

- เศรษฐกจิ ท่พี งึ่ ตนเอง - สรา้ งรายได้ให้กับชาวบา้ น

ด้านสังคม - คนเปน็ ศนู ยก์ ลางการพฒั นา -ชุมชนมกี ารพฒั นาคณุ ภาพชีวิต

- ดำรงความยตุ ิธรรมในสงั คม -ชาวบา้ นมีความภาคภมู ิใจในตนเอง

- มคี ุณภาพชีวติ ท่ดี ี -เกิดการแบ่งบทบาทการทำงาน หญิงชาย
- มอี งคก์ รชุมชน หนุ่มสาว ผอู้ าวโุ ส

-เกิดองค์กรชาวบา้ นในการจัดการ

ดา้ นวฒั นธรรม -ชาวบา้ นมีการศึกษา -มีความเคารพในวฒั นธรรมทีแ่ ตกตา่ ง

-เกิดการรับรู้และถ่ายทอดทาง -สร้างการแลกเปล่ยี นเรยี นร้รู ะหวา่ งชาวบ้าน

วัฒนธรรม กับผู้มาเยือน

-มกี ารอนรุ กั ษ์วัฒนธรรม -เป็นการพัฒนาที่เติบโตจากรากฐานของ
ตนเอง

ดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม -ชุมชนมสี ทิ ธใิ นการจัดการทรัพยากร -พจิ ารณาขีดความสามารถในการรองรบั

-มีระบบการดูแลสงิ่ แวดล้อม -มรี ะบบการจดั การของเสยี

-มีการสรา้ งสำนกึ การอนรุ กั ษ์

27 การจัดการท่องเทีย่ วโดยชมุ ชนอยา่ งสร้างสรรค์ 1449335

-ช ุ ม ช น เ ก ิ ด ก า ร อ น ุ ร ั ก ษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติ

มิตขิ องการพัฒนา การพฒั นาทยี่ งั่ ยนื การทอ่ งเท่ียวโดยชุมชน

ด้านการเมือง -ชมุ ชนเข้ามามีส่วนรว่ มในการพฒั นา -ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการการ

-การพัฒนาจากความต้องการของ ทอ่ งเที่ยว

ประชาชน -สามารถต่อรองผลประโยชนก์ ับภายนอกได้

-ชมุ ชนมีความเปน็ ประชาธปิ ไตย -ชุมชนมสี ิทธใิ นการจัดการการทอ่ งเที่ยว

ทม่ี า: (สถาบันวจิ ัยสงั คม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่, 2548 )

2.4 หลกั การพัฒนาชุมชน

การขยายตัวของกลมุ่ หรอื ชุมชนมมี ากข้นึ เกิดมีผู้นำ ผู้ตาม ผู้ปกครองและผถู้ กู ปกครองเพ่มิ มากขึ้น มี
กลุ่มที่เจริญกว่าและกลุ่มผู้ด้อยกว่า ดังนั้นเมื่อเกิดมีกลุ่มในลักษณะที่สัมพันธ์กันมากขึ้น จึงทำให้ต้องมีการ
จัดระบบการดำเนินชีวิตร่วมกัน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และผลประโยชน์ร่วมกันของแต่ละฝ่าย จึงทำให้เกิดมี
แนวความคิดในการจัดระบบการดำเนินชีวิตร่วมกันในชุมชน จีรพรรณ กาญจนจิตรา (2523) กล่าวว่า การ
พฒั นาชมุ ชนมแี นวความคดิ มูลฐานอยู่ 3 ประการ ดงั นี้

1. การช่วยเหลือตนเองและการช่วยเหลือเพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ประชาชนในท้องถิ่น
จะต้องช่วยตนเองในรูปแบบของแรงงาน วัสดุและทรัพย์สินเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง หากเกิน
ความสามารถรัฐบาลจึงจะให้การสนับสนุนตามสมควร เช่น ความช่วยเหลือด้านวิชาการงบประมาณ เป็นต้น
ความช่วยเหลือจากภายนอกจึงมีความจำเป็นที่จะข้ามาแก้สถานการณ์ โดยมีวัตถุประสงค์ว่า จะช่วยเหลือให้
ประชาชนสามารถชว่ ยเหลือตนเองไปได้ตลอดรอดฝั่ง

2. การพัฒนาชุมชนเป็นการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ ปัญหาของชุมชนหรือประเทศไม่อาจแก้ไขไดโ้ ดยวิธี
ใดวิธีหนึ่งหรือโดยหนว่ ยงานใดหนว่ ยงานหนงึ่ แต่ตอ้ งเป็นการประสานการปฏิบัติของหน่วยงานท่เี ก่ียวข้องและ
เป็นการประสานวิธีการหลายวิธีและหลายด้าน หากเราศึกษาปัญหาของชุมชนอย่างละเอียดจะพบว่า ปัญหา
ของชุมชนนนั้ มีสาเหตหุ ลายประการ ฉะนน้ั จงึ ต้องดำเนนิ การดว้ ยวธิ ีการต่าง ๆ พร้อมกันไป เช่น การยกระดับ
การครองชีพของประชาชน จะต้องพัฒนาทางด้านทักษะการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อม การวางแผน
ครอบครวั เปน็ ตน้ การกำหนดวิธีการแก้ปัญหาของชุมชนจึงต้องหยิบยกปัญหาของชุมชนนั้นมาพิจารณาอย่าง
ละเอียด และต้องระลึกว่าปัญหาหนึ่งจะเกีย่ วกันหรือกระทบไปยังอีกปัญหาหน่ึงหรือหลายปัญหาเสมอ ดังนั้น

28 การจดั การทอ่ งเท่ยี วโดยชุมชนอยา่ งสร้างสรรค์ 1449335

โครงการหรือกิจกรรมที่กำหนดขึ้นมาจะต้องเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้หลาย
ปัญหา

3. การพัฒนาชุมชนเป็นการดำเนินงานที่เริ่มจากท้องถิ่นชนบท โดยมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับ
นโยบายการพัฒนาประเทศ (มิได้หมายความว่า นโยบายชาติเป็นตัวกำหนดนโยบายท้องถิ่น แต่หมายถึง
กิจกรรมในท้องถ่ินจะได้รบั การสนับสนุนให้เปน็ กำลังสำคัญในการคา้ จนุ นโยบายชาต)ิ การสนบั สนุนจากรฐั บาล
ในที่นี้คือด้านวัสดุ กำลังคน ฉะนั้นการดำเนินงานของท้องถิ่นใดเป็นเอกเทศ ปราศจากเปูาหมายที่สอดคล้อง
กบั นโยบายของชาติ ย่อมจะไมไ่ ดร้ ับการสนับสนุนจากรัฐบาลเทา่ ท่คี วร

จะเห็นได้ว่าแนวคิดพืน้ ฐานของการพฒั นาชุมชนถือได้ว่าเปน็ สิ่งสำคัญทจี่ ะช่วยให้นักพัฒนาสามารถท
างานร่วมกับประชาชนได้อย่างถูกต้องและก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ทำงานจะต้องมีความเข้าใจใน
แนวความคิดในการพัฒนาชุมชนเป็นอย่างดีเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและมี
ประสทิ ธิภาพ นอกจากนั้นยังจำเปน็ ตอ้ งพิจารณาแนวความคิดในการพัฒนาชมุ ชน ดังนี้

1. คนมีความสำคัญมากที่สุด (Man is a Most Important) การพัฒนาชมุ ชนเชื่อม่ันในศักยภาพหรอื
พลังความสามารถของคน เพราะการดำรงอยู่หรือการล่มสลายของชุมชน การพัฒนาหรือการเสื่อมถอยของ
ชุมชนขึ้นอยู่กับคนในชุมชนเป็นสำคัญจึงต้องให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาด้วย การพัฒนาคนให้มี
ศักยภาพในการพัฒนาตนเองและชุมชน ร่วมกันสร้างมาตรฐานในการดำรงชีวิตหรือคุณภาพชีวิตที่ดีมีความ
พรอ้ มที่จะพฒั นาชุมชนของตนเอง

2. การมีส่วนร่วมของประชาชน (People Participation) การพัฒนาชุมชนเป็นการให้คนในชุมชนได้
เข้ามาศึกษา ร่วมคิด ร่วมวิเคราะห์ ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติงาน ร่วมประเมินผลและร่วมรับผลประโยชน์ที่
เกดิ ขน้ึ ซ่งึ อาจกล่าวได้ว่า การพัฒนาชุมชนนั้นเป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพอื่ ประชาชนนัน่ เอง

3. การพึ่งตนเองของชุมชน (Self-Reliance) จากแนวความคิดที่เชื่อในศักยภาพและพลัง
ความสามารถของชุมชน แนวความคิดของการพัฒนาชุมชนจึงเชื่อมั่นว่า การเสริมสร้างขีดความสามารถของ
ประชาชนและชุมชนนั้น ทำให้คนสามารถที่จะพัฒนาชุมชนได้ด้วยตนเอง สามารถสร้างชุมชนให้มีความ
เขม้ แข็งและพึ่งตนเองได้

4. การช่วยเหลือตนเอง (Aided Self-Help) เป็นแนวทางในการพัฒนาที่ยึดเป็นหลักการสำคัญ
ประการหนึ่ง คือต้องพัฒนาให้ประชาชนพึ่งตนเองให้มากขึ้นและให้ได้มากที่สุด โดยมีรัฐเป็นผู้คอยให้การ
ช่วยเหลือ สนบั สนุนในสว่ นทเี่ กดิ ขดี ความสามารถของประชาชนตามโอกาสและหลักเกณฑ์ทเ่ี หมาะสม

5. การใช้ทรัพยากรในชุมชนให้คุ้มค่า (Community Natural Resources Utiliz) ผลประโยชน์ใน
การพัฒนาชุมชนใดย่อมเกิดขึ้นแก่ชุมชนนั้น ดังนั้นจึงต้องใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ของชุมชน เช่น คน เงิน วัสดุ
อุปกรณ์ ทุนทางสังคมและทรัพยากรต่าง ๆ ไม่พึ่งพาชุมชนอื่น ๆ ในการพัฒนาชุมชนของตนเอง เพราะแต่ละ
ชมุ ชนต่างก็มีความจำเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งใชท้ รพั ยากร เพื่อพฒั นาชุมชนของตนเองเชน่ เดียวกนั

29 การจัดการทอ่ งเทยี่ วโดยชมุ ชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

6. การริเริ่มของประชาชนในชุมชน (Initiative) แนวความคิดของการพัฒนาชุมชนเชื่อมั่นในสิทธิ
เสรีภาพของคน การพฒั นาชมุ ชนต้องเกิดจากความต้องการท่ีแทจ้ ริงของประชาชนในชุมชนโดยประชาชนเป็น
ผู้ริเริ่มในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหา จัดทำแผนและโครงการไม่ใช่ถูกกำหนดโดยบุคคลหรือหน่วยงานนอก
ชุมชน การดำเนินงานพัฒนาในขั้นตอนต่าง ๆ ต้องให้ประชาชนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มและรับผิดชอบ หน่วยงาน
นอกชุมชนอื่น ๆ เป็นหน่วยท่ีสนบั สนนุ ส่งเสริมเทา่ นัน้ แนวความคิดดังกล่าวน้ีจะเกดิ ข้ึนได้โดยวิธีใหก้ ารศึกษา
แก่คนในชุมชนจนมีความรู้ความสามารถในระดับที่เรียกว่า“คิดเป็นทำเป็น” จนสามารถที่จะค้นหาปัญหา
วเิ คราะหป์ ญั หา กำหนดวธิ กี ารแกไ้ ขปญั หาและดำเนนิ การแก้ไขปญั หาไดด้ ้วยตนเอง

7. ความต้องการของชุมชน (Felt-Needs) จากความเชื่อข้อที่ว่า คนมีศักยภาพและความสามารถใน
การพัฒนา แนวความคิดของการพัฒนาชุมชนจึงเชื่อมั่นว่าการเสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชนและ
ชมุ ชนน้นั ทำใหค้ นสามารถท่ีจะพัฒนาชุมชนไดด้ ้วยตนเอง สามารถสร้างชมุ ชนให้มคี วามเขม้ แข็งและพ่ึงตนเอง
ไดต้ ามความต้องการของชมุ ชนเอง

8. ขีดความสามารถของชุมชนและของรัฐบาล (Community and Government) การพัฒนาชุมชน
มุ่งเน้นให้ดำเนินการโดยคนและทรัพยากรในชุมชนเป็นสำคัญ เพราะรัฐบาลมีขีดความสามารถจำกัด ทั้งด้าน
บคุ ลากร งบประมาณและระบบการบรหิ าร สว่ นชุมชนก็มขี ีดจำกัดในเร่ืองความไม่พร้อมของคนและทรัพยากร
ท่ีใชใ้ นการพฒั นาไมเ่ พยี งพอ ดงั น้ันการดำเนนิ งานพฒั นาชุมชนจงึ ต้องคำนึงถึงขีดความสามารถของชุมชนและ
รัฐบาล กล่าวคือชุมชนที่มีความพร้อมมากก็พึ่งตนเองให้มาก ชุมชนที่มีความพร้อมน้อย รัฐก็ให้การสนับสนุน
มากขึน้ ขดี ความสามารถของชุมชนและรฐั น้ีจะตอ้ งได้สัดสว่ นและสอดคล้องซ่งึ กนั และกนั

9. การร่วมมือกันระหว่างรัฐกับประชาชน (Co-Operation Between) การพัฒนาชุมชนจะประสบ
ความสำเร็จได้จะต้องเกิดจากการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและประชาชน ไม่ปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว เพราะรัฐบาลและประชาชนในชุมชนต่างก็มีข้อจำกัด ไม่สามารถดำเนินงานพัฒนา
ชุมชนให้มีประสิทธิภาพได้เต็มที่ดังกล่าวมาแล้ว การร่วมมือระหว่างรัฐบาลและประชาชนนี้ต้องตั้งอยู่บน
พื้นฐานของการช่วยเหลือตัวเอง การใช้ทรัพยากรในชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการสนับสนุน
สง่ เสรมิ ของรัฐบาลอย่างเหมาะสมเปน็ สำคัญ

10. การพัฒนาแบบบูรณาการ (Integrated Development) การพัฒนาชุมชนจะต้องดำเนินการไป
พรอ้ ม ๆ กัน หลาย ๆ ดา้ น จะมงุ่ เพียงดา้ นใดดา้ นหน่งึ ไมไ่ ด้ เพราะกิจกรรมในการพฒั นาชุมชนมีหลายกิจกรรม
การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ต้องสอดคล้องและเป็นแนวทางเดียวกันเพื่อการประหยัดแรงงาน งบประมาณและ
เวลาที่ใช้ การดำเนินงานพัฒนาชมุ ชนจึงต้องประสานงานกับคน หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ และงบประมาณจึง
จะประสบผลสำเรจ็

11. ความสมดุลในการพัฒนา (Development as Equality) การพัฒนาชุมชนต้องดำเนินการไป
พร้อมกันทุกด้าน ไม่มุ่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะทุกกิจกรรมมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด จึง
ต้องคำนึงถึงความสมดุลในการพัฒนาด้วย เช่น ความสมดุลระหว่างการพัฒนาคนกับสิ่งแวดล้อม ความสมดุล

30 การจัดการทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชนอยา่ งสร้างสรรค์ 1449335

ระหว่างสิ่งที่เป็นรูปธรรมกับนามธรรม ความสมดุลระหว่างการด้านพัฒนาวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจคน
ความสมดุลระหวา่ งเพศและวัย ความสมดุลระหว่างภมู ปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ กับภมู ปิ ญั ญาสากล เปน็ ต้น

12. การศึกษาภาคชีวิต (Lifelong Education) คือมีลักษณะเป็นการให้การศึกษาแก่ประชาชนทุก
เพศทุกวัยอย่างต่อเนื่องกันไปตลอดชีวิต เป็นการศึกษาที่เน้นให้รู้จักตวั เอง รู้จักโลกและเรียนรู้ที่จะอยู่รว่ มกัน
กบั สรรพส่งิ ทงั้ ที่เป็นมนษุ ย์ ธรรมชาตหิ รือส่ิงทเ่ี หนือธรรมชาติ อันกอ่ ใหเ้ กดิ ปัญญาเพ่ือปรับสภาพความเป็นอยู่
ใหส้ อดคล้องสมดุล การศกึ ษาภาคชีวิตเปน็ เคร่ืองมือที่สำคญั ซ่ึงจะทำให้มีความสามารถปรับตัวเองอยู่ในชุมชน
และสังคมได้อย่างเป็นสุขตามอัตภาพ การนำเสนอแนวคิดการศึกษาภาคชีวิต (Lifelong Education) เป็นผล
จากการนำเสนอรายงานขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ที่ได้
นำเสนอไว้ว่า มนุษย์แต่ละคนจะต้องอยู่ในภาวะแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเขา ฉะนั้นแนวความคิดของ
การศึกษาภาคชีวติ จงึ เปรียบเหมอื นกญุ แจดอกสำคัญของสงั คมแห่งการเรยี นรู้

ดังนั้นการพัฒนาชุมชนที่เป็นกระบวนการเรียนรู้บนฐานของการทำความเข้าใจชีวิต จึงนับได้ว่าเป็น
การศึกษาภาคชีวิตและเป็นการศึกษาทีม่ ีความต่อเนื่องกันไปตราบเทา่ อายุขัยของแต่ละบคุ คลนั่นแสดงว่าการ
พฒั นาชมุ ชนนน้ั ไม่มที ส่ี น้ิ สุด แตจ่ ะหมนุ เวยี นเปลีย่ นไปตามความตอ้ งการและสถานการณ์ของชมุ ชน

13. การพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนการ เป็นวิธีการ เป็นโครงการและเป็นกระบวนการทางสังคม ซ่ึง
แซนเดอรส์ (Sanders, 1958 อา้ งถึงในรชั นีกร เศรษโฐ, 2528) ได้อธบิ ายไว้ดังน้ี

13.1 การพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนการ (Process) คือมีการดำเนินงานสัมพันธ์อย่างเป็น
ข้ันตอนต่อเนอื่ งกนั เป็นลำดับและจะขาดข้นั ตอนใดข้ันตอนหนง่ึ ไม่ได้

13.2 การพัฒนาชุมชนเป็นวิธีการ (Method) เพื่อพัฒนาคน กลุ่มและองค์กรด้วยการให้
การศึกษาชมุ ชนและการจดั ระเบียบสงั คม จงึ ต้องกำหนดวตั ถุประสงค์และวิธกี ารดำเนนิ การให้ชดั เจน

13.3 การพัฒนาชุมชนเป็นโครงการ (Program) คือมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าโดยเน้น
ความคิดริเริ่มของชุมชน การสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพของคนในชุมชน การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การ
สนับสนนุ จากรัฐบาลและการประสานงานระหวา่ งบคุ คลและหนว่ ยงานที่เกี่ยวข้องเปน็ ต้น

13.4 การพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนการทางสังคม (Movement) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแพร่
ระบาดทางอารมณ์อันก่อให้เกิดพฤติกรรมกรมีสว่ นรว่ มของบุคคลในชุมชน การพฒั นาชุมชนจงึ ต้องใช้แรงจูงใจ
กระตุ้นเร่งเร้าให้ประชาชนมีความตื่นตัว เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่เฉื่อยชาหรือท้อถอย แต่มีส่วนร่วมใน
กิจกรรมการพัฒนาอยา่ งต่อเนอ่ื ง จนการพัฒนาชมุ ชนประสบความสำเรจ็

2.4.1 ลักษณะของการพฒั นาชุมชน

จากความหมาย ปรัชญา แนวความคดิ และหลกั การพัฒนาชมุ ชน จะเหน็ วา่ การพฒั นาชมุ ชนมีลักษณะ
สำคญั หลายประการ ดังน้ี

31 การจดั การท่องเทย่ี วโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

1. เป็นการดำเนินงานโดยคนในชุมชน ใช้ทุนและทรัพยากรในชุมชนเป็นสำคัญ ไม่พึ่งพา
บุคคลหรือทรัพยากรนอกชุมชนเพียงฝา่ ยเดียว นอกจากมีความจำเปน็ จรงิ ๆ คือเมื่อเกินขดี ความสามารถของ
ชุมชนเทา่ น้ัน

2. เป็นการร่วมมือกันระหวา่ งคนในชุมชนด้วยกนั คนในชุมชนกบั หนว่ ยงานของรัฐหรือคนใน
ชุมชนกับภาคเอกชนร่วมมือกัน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้การพัฒนาชุมชนประสบความสำเร็จตามขีด
ความสามารถท่ีมีอยู่

3. เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีเป้าหมายหรือทิศทาง คือมีแผนและโครงการที่สามารถควบคุ
ความสมดุลที่จะเปลี่ยนแปลงได้ กำหนดปริมาณ คุณภาพและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคนในชุมชนและ
สิ่งแวดล้อมได้

4. เกิดจากความตั้งใจและการกระทำของมนุษย์เป็นการดำเนินงานตามแผนและโครงการที่
กำหนดขนึ้ ไมใ่ ช่เกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ

5. เป็นการพัฒนาคุณภาพของคนในชุมชน ให้เป็นผู้มีความรู้ มีความสามารถในการพัฒนา
ตนเอง บุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อม เพื่อนไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนและชุมชนตามมาตรฐานที่
ต้องการ

6. เป็นกระบวนการให้การศึกษาตลอดชีวิต การพัฒนาชุมชนใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือใน
การเรียนรู้และพัฒนาคนในชุมชนทุกช่วงชีวิตให้มีคุณภาพ มีความพร้อมที่จะรองรับการพัฒนาและดำรงชีวิต
อยู่ในชมุ ชนอยา่ งมคี วามสุข

7. เป็นกระบวนการจัดองค์กรหรือกลุ่ม เพราะการพัฒนาชุมชนเป็นการผนึกกำลังด้วยการ
รวมตัวของคนในชุมชนเข้าด้วยกัน เพ่อื ให้เกดิ ศกั ยภาพหรือพลงั ของชมุ ชนและนำมาใชใ้ นการพัฒนาชุมชน

8. เป็นการมีส่วนร่วมของสมาชิกหรือคนในชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การร่วมศึกษาปัญหา
ของชมุ ชน วิเคราะหป์ ญั หา สรปุ บทเรยี นท่ผี า่ นมา จัดทำแผน โครงการ รว่ มปฏบิ ัตงิ าน และตดิ ตามประเมินผล
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน รักหวงแหนชุมชนและร่วมกันพัฒนา
ชมุ ชน

2.4.2 องค์ประกอบของการพฒั นาชมุ ชน

ถ้าพิจารณาจากลักษณะที่สำคัญของการพัฒนาชุมชนแล้ว การพัฒนาชุมชนมีองค์ประกอบที่สำคัญ
ดงั ตอ่ ไปนี้

32 การจดั การทอ่ งเทีย่ วโดยชมุ ชนอย่างสรา้ งสรรค์ 1449335

1. คนในชุมชน คนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาชุมชน เนื่องจากการพัฒนา
ชุมชนเป็นการพัฒนาคน โดยความร่วมมือกันของคนในชุมชน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของคนในชุมชนด้วยกัน
เอง การพัฒนาชุมชนจงึ เปน็ ส่งิ ทเี่ กยี่ วข้องกับคนในชมุ ชนโดยตรง ทั้งทเ่ี ปน็ บุคคล กลุ่มและองคก์ รตา่ ง ๆ

2. ทนุ ของชมุ ชน ท้งั ทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกจิ และทุนสง่ิ แวดล้อม

2.1 ทุนทางสังคม ได้แก่ คุณภาพของคน การจัดระเบียบทางสังคม สถาบันทาง
สังคม กลุม่ และองคก์ รตา่ ง ๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม เทคโนโลยตี า่ ง ๆ ฯลฯ

2.2 ทุนทางเศรษฐกิจ ได้แก่ อาชพี ผลิตภณั ฑ์ รายได้ แหล่งทนุ ของชุมชน ฯลฯ

2.3 ทุนสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ป่าไม้ แร่ธาตุ ภูเขา แม่น้ำ ลำคลอง น้ำตก ฯลฯ ทุนของ
ชุมชนเหล่านี้จะเปน็ สว่ นสำคญั ทสี่ นับสนนุ ใหก้ ารพัฒนาชุมชนประสบความสำเร็จ

3. วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา เช่น วัสดุสำนักงาน วัสดุก่อสร้าง เครื่องอำนวย
ความสะดวกต่าง ๆ ยานพาหนะ เคร่อื งมอื เครื่องจักร เครอื่ งคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยวสั ดุอุปกรณ์เหล่าน้ีต้อง
มคี ณุ ภาพที่เหมาะสม ทันสมยั และเพียงพอกบั กิจกรรมการพฒั นาชุมชนทีก่ ำหนดขึ้น

4. ยุทธศาสตรห์ รอื วธิ ีการพัฒนา การพัฒนาชมุ ชนมหี ลายวิธกี าร เช่น การใหก้ ารศึกษาอบรม
การจัดระเบียบชุมชน การสร้างผู้นำ การสร้างกลุ่มและองค์กร การวางแผนและโครงการ การประสานงาน
เป็นต้น ยุทธศาสตร์เหล่นี้เมื่อนำมาใช้ในการพัฒนาชุมชนต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับชุมชนจึงจะเป็น
ประโยชน์และสนับสนนุ การพัฒนาใหป้ ระสบความสำเรจ็

5. กระบวนการพัฒนาชุมชน จะเป็นลักษณะมีล าดับขั้นตอนในดำเนินงาน คือการศึกษา
ชุมชน การวิเคราะห์ชุมชน การวางแผนและโครงการ การดำเนินงาน การประเมินผลและการทบทวนเพื่อไข
ปญั หาและอปุ สรรค ซ่ึงตอ้ งดำเนินงานไปตามลำดับต้งั แตเ่ ริ่มต้นจนส้ินสุดกระบวนการ

6. การสนับสนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลและภาคเอกชน เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือเฉพาะใน
ส่งิ ทมี่ คี วามจำเป็น เกนิ ขีดความสามารถของชมุ ชน หรอื เพ่ือกระตุ้นเรง่ เร้าให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและเข้า
รว่ มในกระบวนการพัฒนา

7. การบริหารและจัดการที่ดี เป็นการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุคคล กลุ่ม องค์กร การเงิน
เวลา พสั ดุ ครุภัณฑ์ อาคารสถานที่ เปน็ ตน้ ให้มีประสทิ ธิภาพ

8. นักพัฒนาชุมชน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นเตือน จูงใจ ประสานงาน ระดมพลังหรือ
ศักยภาพของชุมชนมาใชใ้ นการพัฒนา

33 การจัดการทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

9. การประสานงาน เพื่อเป็นการเชื่อมประสานระหว่างบุคคล กลุ่ม องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ
ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การพัฒนาชุมชนให้ดำเนินกิจกรรมสอดคล้องกนั เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเป็นลำดับขั้นตอน
ทีก่ ำหนดไว้

10. ผลของการพัฒนา คือเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานพัฒนาชุมชน ซึ่งจะทำให้
คนทรี่ ่วมการพฒั นามีขวัญและกำลงั ใจทดี่ ี มงุ่ ม่ันทีจ่ ะรว่ มกนั พฒั นาชุมชนให้ประสบความสำเร็จต่อไป

องค์ประกอบทั้ง 10 ประการของการพัฒนาชุมชนนี้ จะมีลักษณะความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันซึ่งจะ
ส่งผลกระทบต่อกันและกันเป็นห่วงโซ่ของการดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน ดังนั้นนักพัฒนาจึงต้อง
ดำเนินงานไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการดำเนินงานดา้ นการพฒั นาชุมชนให้ประสบความสำเร็จได้น้ันก็จะต้องทำการ
พัฒนาองค์ประกอบเหล่านี้ให้มีคณุ ภาพ มปี รมิ าณทเ่ี พ่ิมข้ึนและเหมาะสมกับการนำมาใชใ้ นการพฒั นาชุมชน
2.5 ตัวอย่างการใชห้ ลกั การของการทอ่ งเทยี่ วโดยชุมชน

2.5.1 ตัวอยา่ งการใช้หลักการของการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนในประเทศไทย
2.5.1.1 ตัวอย่างการใช้หลักการของการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชุมชนบ้านแม่กำปอง จังหวัด
เชียงใหม่

ภาพท่ี 2.1 ตัวอยา่ งการใช้หลกั การของการท่องเท่ียวโดยชุมชนของชุมชนบา้ นแม่กำปอง จงั หวดั เชยี งใหม่
ท่ีมา : (http://community.onep.go.th/location/ban-mae-gom-pong-chiangmai/, 2564 )

ชุมชนบ้านแม่กำปอง ก่อตั้งเมื่อประมาณ 100 กว่าปีก่อน ประชากรส่วนใหญ่อพยพมาจาก อ.ดอย
สะเก็ด เพื่อเข้ามาทำสวนเมี่ยงเป็นอาชีพ (“เมี่ยง” เป็นคำเมืองในภาคเหนือ มีความหมายว่า “ชา” ใบชาที่
หมักไว้ระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงนำมาใช้บริโภคโดยการอม และดูด ผสมกับเกลือหรือน้ำตาล นิยมใช้บริโภคใน
ชนบทภาคเหนือตอนบน) และตั้งบ้านเรือนบริเวณใกล้แม่น้ำลำห้วย ซึ่งในสมัยก่อนมีดอกไม้ชนิดหนึ่ง ขึ้นอยู่
ตามริมแม่น้ำลำห้วย มีดอกสีเหลืองแดง เรียกว่า “ดอกกำปอง” ด้วยเหตุนี้เองชื่อของหมู่บา้ น จึงถูกเรียกตาม
ชื่อของ ดอกไม้รวมกับแมน่ ำ้ เป็น “บา้ นแมก่ ำปอง”

34 การจัดการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ 1449335

ชุมชนบ้านแม่กำปองเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา มีลำธารไหลผ่านหมู่บ้าน มี
ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนเิ วศป่าไม้ที่มีความสมบูรณ์ สง่ ผลให้สภาพอากาศที่นคี่ ่อนข้างเย็นสบายตลอดปี
จึงเป็นแรงดึงดูดทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังชุมชนในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ประกอบกับนโยบายของ
ภาครัฐที่พยายามผลักดันให้บา้ นแมก่ ำปองพัฒนาเป็นหมูบ่ ้านการท่องเท่ียว ส่งผลใหช้ มุ ชนในขณะน้ัน ซ่ึงยังไม่
มคี วามพรอ้ มในการบรหิ ารจัดการชมุ ชนการท่องเที่ยว รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดขึน้ ต่อสิง่ แวดลอ้ ม อาทิ ปัญหา
การลักลอบนำกล้วยไม้เฉพาะถิ่นออกไปเพื่อเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปัญหาขยะมูลฝอย เป็นต้น ทำให้คนในชุมชน
เกิดความตะหนัก เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างความร่วมมือในการบริหารจัดการชุมชน และการเตรียม
ความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรธรรมชาติ การบริหารจัดการรายได้ เพื่อกำหนด
มาตรการ วางแผนบริหารจัดการสำหรับรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนในปัจจุบันและใน
อนาคต

จากการการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนให้มีประสทิ ธิภาพและมีความยัง่ ยืน ประกอบ
กับการมีส่วนร่วมและการให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันของคนในชุมชน ทำให้ในปัจจุบัน หมู่บ้านแม่กำปองก
ลายเป็นสถานท่ีท่องเที่ยวอนั ดับต้นๆ ของประเทศไทยและจังหวัดเชยี งใหม่ ได้รับรางวัลด้านการบริหารจัดการ
ส่งิ แวดล้อมและการท่องเทย่ี วจากหนว่ ยงานตา่ งๆ มากมาย อาทิ

– หมู่บ้านทอ่ งเทย่ี วเชิงอนรุ กั ษ์ ภายใต้โครงการประชารฐั พ.ศ. 2559

– รางวลั อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวไทย พ.ศ. 2550

– การรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย พ.ศ. 2548

– ชนะเลศิ หม่บู า้ นเศรษฐกจิ พอเพียง อยูเ่ ยน็ เปน็ สุข พ.ศ. 2558

– ศนู ย์เรียนรูช้ ุมชนดเี ดน่ จงั หวดั เชยี งใหม่ พ.ศ. 2560

– หมบู่ า้ นปลอดการเผา

– ชนะเลศิ ดา้ นวัฒนธรรมและวถิ ีชีวติ ดีเดน่ จากเวทรี ะดับอาเซียน

– หมบู่ ้านต้องแอว่ ท่องเทยี่ วเชงิ นิเวศ ดา้ นศาสนาศลิ ปวัฒนธรรมและสขุ ภาพ

– ชุมชนตน้ แบบพลังงานสะอาด ชาติสดใส

– ชมุ ชนผูน้ ำเขม้ แขง็

35 การจัดการท่องเทยี่ วโดยชมุ ชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

2.5.1.2 ตัวอย่างการใช้หลักการของการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชุมชนบ้านนาต้นจั่น จังหวัด
สโุ ขทัย

ภาพท่ี 2.2 ตัวอยา่ งการใช้หลักการของการท่องเทยี่ วโดยชมุ ชนของชุมชนบา้ นนาตน้ จั่น จังหวดั สุโขทยั
ท่ีมา : ( http://community.onep.go.th/location/ban-na-ton-jun-sukhothai/, 2564 )

บ้านนาต้นจ่ัน ต้งั อยู่ในตำบลบ้านตกึ อำเภอศรีสชั นาลัย จงั หวดั สุโขทัย เป็นแหลง่ ท่องเท่ียวที่
นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน ในเชิงอนุรักษ์ได้ท่องเที่ยวสัมผัสกับธรรมชาติแบบครบวงจร
โดยได้จัดเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้มาพักร่วมกับเจ้าของบ้านทำกิจกรรมรว่ มกันเรียนรู้วิถีชวี ิต
ตามชมุ ชน บ้านนาตน้ จน่ั เป็นชุมชมด้ังเดิมอพยพมาจากเมืองเหนือ และเมอื งลับแล ภาษาท่ีใช้เป็นภาษาเหนือ
หมู่บ้านนาตน้ จ่ันเปน็ หมู่บ้านเล็กๆ มตี น้ จ่นั ข้ึนอยู่มากมาย จึงตัง้ ชอ่ื หมูบ่ า้ นวา่ “บ้านนาต้นจั่น” บ้านนาต้นจ่ัน
เปน็ หมบู่ ้านทอ่ งเทย่ี วต้นแบบท่คี รบองค์ประกอบทงั้ เรอื่ งทรัพยากรธรรมชาตแิ ละเสน่ห์ของคนในพนื้ ท่ี ชุมชนมี
การพฒั นาเรื่องการท่องเทยี่ วของท้องถน่ิ มากว่า 10 ปีแลว้

ชุมชนมีการนำหลักการการท่องเที่ยวมาพัฒนาชุมชน และสามารถสร้างสรรค์การท่องเที่ยว
ได้ ทั้งยังเป็นต้นแบบโฮมสเตย์และต้นแบบ CBT (Community Based Tourism) หรือการท่องเที่ยวโดย
ชุมชนที่เข้มแข็ง เริ่มจากชีวิตความเป็นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ใน
พื้นที่ของบ้านนาต้นจั่นที่อยู่ในอำเภอศรีสัชนาลัย และชุมชนได้มีโอกาสไปร่วมศึกษาดูงานเร่ืองหมู่บ้านโฮมส
เตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้แกนนำชุมชนเกิดแนวคิดในการพัฒนาหมู่บ้านให้กลายเป็นเป็นหมู่บ้านเพื่อการ
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ บวกกับความพร้อมของต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทางชุมชนได้
ร่วมกันรักษาเอาไว้ จึงทำให้เกิด “โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น” ในเวลาต่อมา โดยมีผู้ช่วยศาสตร์จารย์ ดร.วศิน
ปัญญาวุธตระกูล เป็นกำลังสำคัญในการช่วยผลักดันให้เกิดเป็นโฮมเสตย์ขึ้นในหมู่บ้านนาต้นจั่น จนมีชื่อเสียง
โด่งดังในเรื่องของการท่องเที่ยว ภูมิปัญญา และกิจกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง กลายเป็นจุดสนใจของ
นักท่องเที่ยวทัง้ ชาวไทยและชาวต่างชาติทีแ่ วะเวียนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เป็น 1 ใน 2 ของหมู่บ้านโฮมสเตย์
ในประเทศไทย ทไี่ ดร้ บั รางวลั PATA Gold Awards 2012 ประเภท การอนุรักษ์ภูมปิ ญั ญา จากสมาคมส่งเสริม

36 การจดั การทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

การท่องเทย่ี วภูมิภาคเอเชียแปซิฟกิ (Pacific Asia Travel Association -PATA) เมอ่ื ปี พ.ศ. 2555 นอกจากนี้
ยังมีรางวัลอื่นๆ อาทิ

– รางวัลยอดเยี่ยม ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว ในการประกวด
รางวลั อุตสาหกรรมท่องเท่ยี วไทยปี 2556

– รางวลั Thailand Homesty Standard
– ศูนย์เรียนร้กู ารผลิตทีเ่ ป็นมิตรกับส่งิ แวดลอ้ ม
– รางวลั ประกาศเกยี รตคิ ุณ รางวัลสงิ หท์ อง ระดบั จงั หวดั ปี 2558
– หมู่บ้านเศรษฐกจิ พอเพียง “อยู่เยน็ เปน็ สุข”
– แกนหลักในการพฒั นาหม่บู ้านดเี ดน่ ระดบั จังหวัด ประจำปี 2558
2.5.2 ตวั อยา่ งการใชห้ ลักการของการท่องเทยี่ วโดยชุมชนต่างประเทศ
2.5.2.1 ตัวอย่างการใช้หลักการของการท่องเที่ยวโดยชุมชนอิเนะ (Ine-Cho) ประเทศ
ญีป่ ุน่

ภาพที่ 2.3 ตวั อยา่ งการใชห้ ลักการของการท่องเทย่ี วโดยชุมชนของชมุ ชนอิเนะ (Ine-Cho) ประเทศญ่ีปุ่น
ท่ีมา : ( https://www.talonjapan.com/ine-cho/, 2564 )

ชุมชนอิเนะ เป็นหมู่บ้านชาวประมงอนุรักษ์ที่หลงเหลือยู่เพียงไม่ก่ีแห่งของประเทศญี่ปุ่น อยู่
ทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต แต่ที่นี่นั้นมีจุดเด่นเฉพาะตัวแตกต่างจากท่ีอืน่ ๆ คือจะมีการทำบ้านยื่นออกไป
ในน้ำแลว้ มชี อ่ งจอดเรืออยภู่ ายในบ้าน เหมือนๆกบั ที่เหน็ ตามเมอื งในยโุ รปเช่น เมอื งเวนสิ ประเทศอติ าลี ตงั้ อยู่

37 การจดั การท่องเท่ียวโดยชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1449335

ริมอ่าวอิเนะ (Ine Bay) ซึ่งจะสร้างอยู่ติดกันเรียงตลอดแนวยาวของชายฝั่งเกิดเปน็ ทศั นียภาพที่สวยงามแปลก
ตาไมเ่ หมือนกบั ทใ่ี ดๆในญี่ป่นุ โดยบา้ นแบบน้ีเรยี กวา่ “ฟนู ะยะ (Funaya)”

หมู่บ้านอิเนะในปัจจุบัน มีการพัฒนาชุมชนตามหลักการท่องเที่ยว โดยนำทรัพยากรที่มี
เอกลักษณ์ นำมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับเชิ่งวัฒนธรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของ
ชาวประมงแบบโบราณ ตั้งแต่การตกปลา การปลูกข้าว และอื่นๆ รวมทั้งยังขึ้นชื่อด้านอาหารทะเลสดใหม่ อีก
ทง้ั เปน็ ชุมชนทเ่ี กดิ จากความร่วมมอื ของคนในชมุ ชนท่มี ีความต้องการจะพฒั นาเป็นชมุ ชนทอ่ งเทย่ี ว

2.5.2.2 ตัวอย่างการใช้หลักการของการท่องเที่ยวโดยชุมชนกว๋างบิ่ง (Quảng Bình)
ประเทศเวยี ดนาม

ภาพที่ 2.4 ตัวอยา่ งการใชห้ ลักการของการท่องเทย่ี วโดยชมุ ชนกวา๋ งบงิ่ (Quảng Bình) ประเทศเวยี ดนาม
ท่มี า : ( https://vovworld.vn/th-TH/, 2564 )

กว๋างบิ่ง (Quảng Bình) เป็นชื่อจังหวัดหนึ่งที่อยู่ทางภาคกลางเวียดนามที่อาจจะมี
ความคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวที่เคยมีโอกาสมาเที่ยว ถ้ำฟองญาแก๋บ่างหรือได้ศึกษาผ่านหนังสือการท่องเที่ยว
โดยเฉพาะผู้ท่ีชอบการท่องเทีย่ วแบบผจญภัย เซินด่อง- Son Doong Cave ซึ่งเป็นถำ้ ท่ีใหญ่ท่ี สุดในโลกที่เพิ่ง
ถูกค้นพบในเวียดนามแต่ธรรมชาติที่สวยงามของกว๋างบิงห์ยังเปรียบเสมือนเป็นเพชรธรรมชาติที่ยังไม่ได้ผ่าน
การเจียระไน ซึ่งเพื่อผลักดันการพัฒนาการท่องเที่ยวกว๋างบิ่งห์ ทางการท้องถิ่นได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการ
ทอ่ งเทย่ี วโฮมสเตยห์ รือฟาร์มสเตย์

เมื่อกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้น คนในชุมชนเริ่มมีการรวมกลุ่ม และพัฒนาเป็นเมือง
ท่องเที่ยว และคนในชุใชนเริ่มมีเปลี่ยนมาประกอบอาชีพ เริ่มทำโฮมสเตย์ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มา
เทยี่ วน้ันชอบพักท่บี า้ นกบั ชาวท้องถนิ่ อกี ทั้งไดส้ ัมผสั กับวิถชี วี ติ ท่แี ท้จรงิ อยากเปลีย่ นบรรยากาศเปน็ เกษตรกร
ไถนา ปลูกข้าว เลี้ยงวัวควาย เป็นต้น และมีการพัฒนามีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในหลายด้าน โดยมี
ธรรมชาติ มีถํ้าหินปูนกว่า 300 แห่งที่มีหินย้อยหินงอกที่ตระการตาและแปลกใหม่ รวมทั้งป่าสงวน


Click to View FlipBook Version