The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สารบัณฑิต-ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sukri damkham, 2023-08-23 03:01:33

สารบัณฑิต

สารบัณฑิต-ebook

Ñ


สารบัณฑิต รวมบทความและพระธรรมเทศนาของ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจนมหาเถร) พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) คณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร มูลนิธิสิริวัฒนภักดี โดย... คุณเจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัว พิมพ์ถวายเป็นมุทิตาในโอกาสที่ พระครูวินัยธรสุกรี สุจิตฺโต ป.ธ.๕, พธ.บ., สส.ม. ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ ในราชทินนามที่ พระครูสิริสารบัณฑิต


(3) คำปรารภ หนังสือเล่มนี้ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมตตาตั้งชื่อและเขียนด้วยลายมือของพระเดช พระคุณเองว่า “สารบัณฑิต” จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการแก่ผู้ มาร่วมแสดงมุทิตาในโอกาสที่ข้าพเจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรผู้ช่วย เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ ในราชทินนามที่ พระครูสิริสารบัณฑิต สารบัณฑิต ส่วนที่หนึ่งเป็นผลงานของพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจนมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพุทธวรญาณ ถือว่าเป็นปรมาจารย์ ของนักเทศน์วัดประยุรวงศาวาสวรวิหารรูปหนึ่ง และมีงานนิพนธ์ ที่สะท้อนอารมณ์ของผู้อ่านด้วยความงดงามด้านภาษาวรรณกรรมที่รวบรวมและถ่ายทอดสถานการณ์ต่างๆ เสมือนอนุทิน บันทึกเรื่องราวต่างๆ ของกาลเวลา ทำ ให้ผู้อ่านได้รับหลากหลาย รสจากการอ่าน ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เขียนคำ อนุโมทนาไว้ในหนังสือ “เก็บเล็กผสมน้อย” ที่มีผู้ขออนุญาต จัดพิมพ์ไว้ตอนหนึ่งว่า


(4) “ข้าพเจ้ายินดีอนุญาตด้วยความเต็มใจ และขออนุโมทนา ในกุศลเจตนาที่จะช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการจัด พิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทานในโอกาสพิเศษนี้ อันประโยชน์ของการอ่านหนังสือที่จะมีมากหรือน้อยนั้น ก็สุดแต่ผู้อ่านเป็นสำ คัญ คือถ้าอ่านโดยใช้โยนิโสมนสิการคือ พิจารณาโดยอุบายอันแยบคาย อันได้แก่ เข้าใจโดยถ่องแท้แล้ว ก็ได้รับประโยชน์มาก ข้าพเจ้าชอบใจบทประพันธ์ของอาจารย์โรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ท่านกล่าวไว้ว่า “สองคนยลตามช่องคนหนึ่งมองเห็นเปือกตม อีกคนตามแหลมคมมองเห็นดาวอยู่พราวพราย ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าการอ่านหนังสือที่จะให้ประโยชน์ มากหรือน้อยนั้น ข้อสำ คัญย่อมขึ้นอยู่กับผู้อ่านเอง ผู้ได้รับ ยกย่องว่าเขียนวรรณกรรมได้อย่างยอดเยี่ยม คือท่านมหาปิ่น มุทุกันต์ ได้เขียนไว้ว่า “เรื่องของธรรมะนั้นต้องขบให้แตก แยก ให้ละเอียด จึงจะเกิดรสชาติ เหมือนกันกับการกินถั่ว ก่อนที่ จะกลืน ต้องเคี้ยวให้ละเอียด จึงจะโอชารส” ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่ท่านอ่านหนังสือ โปรดอย่าลืมนึกถึง ถั่ว” สารบัณฑิต ส่วนที่สองเป็นผลงานปาฐกถาและพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)


(5) กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส รูปปัจจุบัน พระเดชพระคุณฯ เป็นนักปราชญ์ เป็นราชบัณฑิต กิตติมศักดิ์ มีชื่อเสียงในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาหลากหลาย รูปแบบ เป็นที่ยอมรับในสังคมของบัณฑิตชนทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ พระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต ได้เสนอหลักการในการ เทศนาหรือการเผยแผ่ดังความตอนหนึ่งว่า “วิธีการอาจจะหลากหลายรูปแบบและต่างกันตามลีลา แต่หลักการเทศนาหรือการสอนธรรมต้องมีเหมือนกัน ทิ้งไม่ได้ ถ้าทิ้งหลักการเทศนา การเทศน์แม้จะสนุก แต่อาจจะเป็นตลก คาเฟ่ ท่านอาจจะเทศน์ได้น่าสนใจแต่ไม่มีใครศรัทธา ก็ไม่ต่าง จากสอนหนังสือในโรงเรียนทั่วไป ถ้าหากท่านสอนพุทธประวัติ ได้สนุก แต่คนไม่ได้ศรัทธาในพระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น ท่านก็ไม่ต่าง จากครูสอนประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น การเทศนาจึงมีหลักการเป็นสำ คัญ เนื่องจาก การเรียนฝึกเทศน์ของท่านทั้งหลายเป็นเรื่องที่ต้องนำ เอาไปใช้ เป็นการเรียนเพื่อฝึกปฏิบัติ ท่านจะต้องจำ หลักการวิธีการให้ ได้ก่อน เพราะท่านไม่ได้มาเรียนเพื่อสักแต่ว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่า แบกหาม ท่านเรียนเหมือนกับคนสอบใบขับขี่รถยนต์ ต้องรู้ กฎจราจร รู้วิธีขับรถตามทฤษฎี จากนั้นต้องไปหัดขับรถจริงๆ ที่ถนนใหญ่”


(6) ด้วยเหตุดังกล่าว สารบัณฑิต จึงเป็นการรวบรวมผลงาน ของนักปราชญ์ ราชบัณฑิต ให้ปรากฏในบรรณพิภพอีกเล่มหนึ่ง ขออนุโมทนาขอบพระคุณผู้มีพระคุณต่อข้าพเจ้าทุกท่าน และขออนุโมทนาเป็นพิเศษต่อมูลนิธิสิริวัฒนภักดี โดยคุณเจริญคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัว ที่อุปถัมภ์การ จัดพิมพ์ครั้งนี้ (พระครูสิริสารบัณฑิต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ผู้อำ นวยการสำ นักงานสภามหาวิทยาลัย


(7) คำอนุโมทนา ในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ตั้ง พระครูวินัยธร สุกรี สุจิตฺโต ป.ธ.๕, พธ.บ., สส.ม. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ผู้อำ นวยการสำ นักงานสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นพระครู สัญญาบัตรผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ ใน ราชทินนามที่ พระครูสิริสารบัณฑิต และกำ หนดเข้ารับ พระราชทานสมณศักดิ์ พัดยศและผ้าไตร ในวันพุธที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ศกนี้ พระครูสิริสารบัณฑิต ขณะยังเป็นสามเณร ได้เข้ามา ศึกษาเล่าเรียนในสำ นักวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมื่อปี ๒๕๓๕ โดยมาพำ นักอยู่ที่กุฏิสุริยาซึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้ปกครอง ในครั้งนั้น ต่อมาได้ขอให้เธอย้ายไปอยู่คณะ ๙ ซึ่งในขณะนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้รักษาการเจ้าคณะผู้ปกครองอยู่ เพื่อให้ช่วย ดูแลคณะ ๙ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


(8) พระครูสิริสารบัณฑิตเป็นบัณฑิตโดยแท้เพราะเธอ เป็นผู้ใฝ่การศึกษาจนสำ เร็จปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และศึกษา ต่อจนสำ เร็จเป็นมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในส่วนงานพิเศษที่ได้รับมอบหมายนั้น เธอได้ทำ งาน เกี่ยวกับเอกสารสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร โดยให้ ช่วยพิสูจน์อักษรต้นฉบับที่เป็นผลงานของข้าพเจ้า ต่อมา ได้พัฒนาตนเองโดยการถอดคำ บรรยาย และฝึกฝนจนมี ความชำ นาญในการจัดทำ ต้นฉบับในหน้าที่บรรณาธิการหนังสือ ทั้งที่จัดพิมพ์ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ดังนั้น การที่เธอได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ ในราชทินนามมีคำ ว่า สารบัณฑิต จึงนับว่าเหมาะสมกับ ความรู้ความสามารถของเธอในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านเอกสารสิ่งพิมพ์ ในวาระอันเป็นมงคลนี้ คณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร ได้จัดพิมพ์หนังสือ สารบัณฑิต ซึ่งรวบรวมผลงาน ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพุทธวรญาณ (มงคล


(9) วิโรจนมหาเถร) และพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เพื่อมอบเป็นธรรมบรรณาการแก่ผู้มาร่วมแสดงมุทิตาสักการะ ขออำ นาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยจงอภิบาลรักษาให้ พระครูสิริสารบัณฑิต เจริญยิ่งขึ้นไปในพระบวรพุทธศาสนา ตลอดกาลนาน เทอญ (พระพรหมบัณฑิต) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เจ้าคณะภาค ๒ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


(10) สารบัณฑิต ในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมานี้ พระครูวินัยธรสุกรี สุจิตฺโต (ป.ธ.๕, พธ.บ., สส.ม.) ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารผู้อำ นวยการสำ นักงาน สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระ อารามหลวง ชั้นพิเศษ ในราชทินนามที่ พระครูสิริสารบัณฑิต และจะเข้ารับประทานสัญญาบัตรพัดยศ ในวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๐ ณ วัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม พระครูสิริสารบัณฑิต เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำ นวยการ สำ นักงานสภามหาวิทยาลัย มีภาระหน้าที่รับผิดชอบดูแลงาน สภามหาวิทยาลัย และงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย ท่านได้ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีจนเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา ส่วนหน้าที่ในวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และงานคณะสงฆ์ พระครูสิริสารบัณฑิต ได้รับมอบหมายให้ช่วยงานฝ่ายเลขานุการ ของวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และเป็นเจ้าหน้าที่สำ นักงาน


(11) เจ้าคณะภาค ๒ ช่วยประสานงานกับคณะสงฆ์ในภารกิจต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้รับความไว้วางใจเป็นพิเศษให้เป็นผู้ประสาน งานและดำ เนินการจัดพิมพ์หนังสือทั้งในส่วนของวัดและ มหาวิทยาลัย พระครูสิริสารบัณฑิต ได้ทุ่มเทกำ ลังกาย และสติปัญญา ตั้งใจสนองงานคณะสงฆ์ และมหาวิทยาลัย ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ก่อให้เกิดหิตานุหิตประโยชน์อย่างไพศาลต่อสังคม ประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัย เป็นอเนก ประการ การที่พระครูสิริสารบัณฑิต ได้รับพระราชทานสมศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้น พิเศษ ในนามมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยครั้งนี้ จึงนับว่าเป็นเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ และเกียรติคุณแก่วงศ์ตระกูล ของท่านพระครูเอง คณะสงฆ์ และมหาวิทยาลัย นำ ความ ปลาบปลื้มใจและปีติยินดีมาสู่เพื่อนสหธรรมิก ผู้ร่วมงาน ญาติมิตร และ ศิษยานุศิษย์ที่เคารพนับถือ ขออำ นาจคุณพระศรีรัตนตรัย และกุศลจริยาสัมมาปฏิบัติ ที่ได้บำ เพ็ญแล้ว จงมารวมกันเป็นพลวปัจจัย อำ นวยพรให้


(12) พระครูสิริสารบัณฑิต เจริญงอกงามไพบูลย์ในบวรพระพุทธศาสนา และเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปในสมณธรรมตลอดกาลเป็นนิตย์ เทอญ (พระราชวรเมธี, ดร) รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาส/ประธานองค์การศึกษา วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร


(13) มุทิตา พระครูสิริสารบัณฑิต (พระมหาสุกรี สุจิตฺโต) พระครูสิริสารบัณฑิต นามนิมิตสื่อสารการศึกษา ร้อยกรองกานท์สาธุมุทิตา เคารพรักศรัทธาผู้กล้าคม เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฉลาดหลัก งานประจักษ์มากคุณค่าสง่าสม วัดประยุรญาติปราชญ์ชั้นพรหม ชนชื่นชมเก่งแก่นธรรมพระสัมมา วินัยธรเกษียณเปลี่ยนชื่อใหม่ ก้าวขึ้นสู่ตำ แหน่งหวังไร้กังขา ถวายอกตามรอยบาทพระศาสดา บุญนำ พาเรียนรู้ทิศกิจการ ชื่อสุกรี ดำ คำ ยํ้าไม่เปลี่ยน จบเปรียญห้าประโยคสมโชคท่าน ตำ บลโพนแดนโนนกุงทุ่งดอกจาน บ่งบอกบ้านของพระดีศรีสกล


(14) โบสถ์วิหารลานเจดีย์วันนี้สุข เหมือนสิ้นทุกข์ตัดวงจรคลายร้อนพ้น พฤกษชาติแย้มยิ้มอิ่มกมล ศิษย์ทุกคนพลอยปลื้มดํ่าดื่มแทน กราบพระครูสิริสารบัณฑิต ร้อยดวงจิตศิษย์ใกล้ไกลซึ้งใจแสน มหาบัณฑิตเอกอุทะลุแกน เสียงพิณแคนบรรเลงขับรับเมธี ยกพานแพมาลาสักการะ คารวะด้วยบทกลอนอักษรศรี หัวหน้าฝ่ายมากมายงานทุกด้านมี บาทวิถีพัฒนาสถาบัน จากผลงานถึงผลงานทุกด้านครบ รักเคารพผู้นำ ทางเกินสร้างสรรค์ สมตำ แหน่งอารามใหญ่ได้จำ นรรจ์ สุขนิรันดรสร้างฝันต่อ...รอเจ้าคุณ รศ.ดร.สมชัย ศรีนอก (ช.ศรีนอก)


(15) ประวัติสังเขป พระครูสิริสารบัณฑิต (สุกรี สุจิตฺโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร ผู้อำนวยการสำนักงานสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระครูสิริสารบัณฑิต ฉายา สุจิตฺโต นามเดิม สุกรี นามสกุล ดำ คำ วิทยฐานะ น.ธ.เอก, ป.ธ.๕, พธ.บ., สส.ม. เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ บ้านเลขที่ ๑๓๔ หมู่ที่ ๙ บ้านโนนกุง ตำ บลบ้านโพน อำ เภอเมือง สกลนคร จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบัน ตำ บลเชียงสือ อำ เภอ โพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร) ปัจจุบันดำ รงตำแหน่งสำ คัญ คือ - ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร - ผู้อำ นวยการสำ นักงานสภาพมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ]


(16) บรรพชาอุปสมบท บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ณ วัดศรีรัตนโนนกุง ตำ บลบ้านโพน อำ เภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีพระครูสิริรัตนาภิบาล (นารี อตฺถกาโม) เจ้าคณะตำ บลบ้านโพน และเจ้าอาวาสวัดศรีรัตนโนนกุง อำ เภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร มีพระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นพระ อุปัชฌาย์ พระราชปริยัติดิลก (วิชิต อิสฺสโร) วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระสุนทรวิหารการ (เลื่อน ถาวรธมฺโม) วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ วุฒิการศึกษา - สอบได้นักธรรมชั้นเอก สำ นักเรียนวัดคลองวาฬ ตำ บลคลองวาฬ อำ เภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓


(17) - สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค สำ นักเรียนวัด คลองวาฬ ตำ บลคลองวาฬ อำ เภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ - สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค สำ นักเรียนวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ - สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค สำ นักเรียนวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ - สำ เร็จปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) สาขา รัฐศาสตร์ เอกบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ - สำ เร็จปริญญาสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต (สส.ม.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ตำแหน่งการปฏิบัติงานคณะสงฆ์ - เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำ นักเรียนวัดประยุร วงศาวาสวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ - เป็นเจ้าหน้าที่สำ นักงานเจ้าคณะภาค ๒ ทำ หน้าที่ ในการจัดทำ เอกสารประกอบการประชุมพระสังฆาธิการ


(18) ระดับเจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด ในเขตปกครอง คณะสงฆ์ ภาค ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ - ปัจจุบัน - เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ตำแหน่งการปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย - บรรจุแต่งตั้งเป็นบุคลากรประจำ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ - เป็นรักษาหัวหน้าฝ่ายพิธีการและงานประชุม (รูปแรก) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ - เป็นหัวหน้าฝ่ายพิธีการและงานประชุม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ - เป็นรักษาการหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป อีกตำ แหน่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๒ - เป็นรักษาการหัวหน้าฝ่ายยานพาหนะ อีกตำ แหน่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ - เป็นกรรมการและเลขานุการฝ่ายซ้อมรับปริญญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๔ - ปัจจุบัน


(19) - เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการฝ่ายพิธีการ จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำ คัญ สากลของโลก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๖ - ปัจจุบัน - เป็นรักษาการผู้อำ นวยการกองกลาง และรักษาการ ผู้อำ นวยการสำ นักงานสภามหาวิทยาลัย อีกตำ แหน่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ - เป็นผู้อำ นวยการสำ นักงานสภามหาวิทยาลัย (รูปแรก) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๗ สมณศักดิ์ - ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรม ในพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๒ เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ พระครูวินัยธร - ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ ในราชทินนามที่ พระครูสิริสารบัณฑิต


(20) สารบัญ คำ ปรารภ (๓) คำอนุโมทนา โดย พระพรหมบัณฑิต (๗) สารบัณฑิต โดย พระราชวรเมธี (๑๐) มุทิตา โดย ช.ศรีนอก (๑๓) เก็บเล็กผสมน้อย ๑ โดย พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจนมหาเถรร) หลักการและวิธีการเทศน์ ๓๐๑ โดย พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตโต) โสตถิธรรมกถา ว่าด้วยธรรมเพื่อความสวัสดี ๓๔๙ โดย พระพรหมบัณฑิต อัตตโจทนกถา ว่าด้วยการเตือนตน ๓๖๕ โดย พระพรหมบัณฑิต


เก็บเล็กผสมน้อย โดย พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจนมหาเถร)


2 เก็บเล็กผสมน้อย กล้วยไม้ กาฝาก ต้นไม้ ๒ ชนิด ที่มีลักษณะเหมือนกันคือต่างก็อาศัย ต้นไม้อื่นเกาะ แต่ที่ต่างกันก็คือ กล้วยไม้รากไม่เป็นพิษ ไม่ แย่งอาหารจากต้นไม้ที่เกาะ และมีดอกสวยงาม บางต้นราคา แพงเป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไป นับว่าเป็นต้นไม้ที่มีเสน่ห์ ส่วนกาฝากรากเป็นพิษ มีปกติแย่งอาหารจากต้นไม้ที่ ไปเกาะและไม่มีดอกดวงอะไรที่น่าอภิรมย์ชมชื่น เป็นต้นไม้ที่ อาภัพไม่มีใครปรารถนาเนื่องจากรากที่มีพิษนี่เอง เมื่อไปเกาะ ที่ต้นไม้ใดต้นไม้นั้นก็มีอันต้องเหี่ยวแห้งและตายไปในที่สุด คนกล้วยไม้เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นลูกใครพ่อแม่ก็โปรดปราน เป็นศิษย์ใครครูบาอาจารย์ก็รักใคร่ เป็นพระอยู่วัดไหนก็ทำ ความเจริญให้แก่วัดนั้น เป็นพระที่มีประโยชน์ เคร่งครัดต่อ พระธรรมวินัย สุภาพเรียบร้อย ทำ ชื่อเสียงให้แก่วัด สมภารก็ สบายใจ ส่วนคนกาฝาก เป็นคนมีพิษ เป็นลูกใครพ่อแม่ก็เดือดร้อน สร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล เป็นศิษย์ใครครูอาจารย์ ก็เอือมระอา ทำ ให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง หากเป็นพระก็เป็นพระ ไม่เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย ไม่สนใจต่อกิจวัตร ขี้คร้านต่อ การทำ วัตรไหว้พระสวดมนต์ ไม่สุภาพเรียบร้อย ชอบนอกรีต นอกรอย ดื้อรั้น ทำ ให้วัดเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำ ให้สมภารหนักใจ


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 3 จอมโจรองคุลิมาล องคุลิมาลเดิมชื่ออหิงสกะ แปลว่าไม่เบียดเบียนใคร บิดาเป็นผู้ตั้งให้ทั้งนี้เพื่อให้เหตุร้ายกลายเป็นดีหรือที่เรียกว่า ตัดไม้ข่มนาม เพราะเมื่อเกิดใหม่ๆ มีเหตุอัศจรรย์คือเครื่อง ศัตราวุธภายในบ้านมีประกายแสงแวววาว ท่านบิดาซึ่งเป็นโหราจารย์ประจำ ราชสำ นัก ตรวจดู ชะตาลูกชายก็ทราบว่าต่อไปลูกคนนี้จะกลายเป็นโจรตัว ฉกาจ จะฆ่าฟันประชาชนชาวเมืองล้มตายเป็นจำ นวนมาก จึงใคร่จะฆ่าลูกชายคนนี้เสีย เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม จึงนำ ความ เรื่องนี้กราบทูลถวายพระราชาทรงทราบ แต่พระราชาไม่ทรง เห็นด้วย เพราะการกระทำ เช่นนั้นเป็นการตีตนไปก่อนไข้ ดรุณวัย อหิงสกะจึงรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด พออายุ๑๖ ปี ท่านบิดาก็ส่งให้ไปศึกษาเล่าเรียนที่เมืองตักกสิลา ด้วยท่าน บิดาตระหนักดีว่า “รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือ การศึกษา” อหิงสกะไปอยู่กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ณ เมืองตักกสิลา เนื่องจากเธอเรียนหนังสือเก่ง ปฏิบัติอาจารย์ดีเรียกว่า ดีครบ


4 เก็บเล็กผสมน้อย วงจร คือ มีความรู้ดีมีความสามารถดีมีความประพฤติดี เธอจึงเป็นที่รักของอาจารย์มาก นี่คือจุดเริ่มแรกที่ทำ ให้ศิษย์ ที่อยู่มาก่อนเกิดความริษยา แรงริษยา หลวงวิจิตรวาทการ เคยถูกมรสุมของแรงริษยามา อย่างหนัก ถึงกับระบายอารมณ์ออกมาเป็นตัวอักษรว่า “อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำ ดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน” บรรดาศิษย์แบ่งออกกันเป็น ๓ พวก พากันทยอยเข้าไป ยุยงท่านอาจารย์ตามลำ ดับ พวกที่ ๑ เข้าไปยุยงท่านอาจารย์โดยกล่าวหาว่า อหิงสกะ จะทำ ลายท่านอาจารย์แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นอาจารย์ แทน แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่เชื่อ ต่อมาพวกที่ ๒ ก็เข้าไปยุยงอีก คราวนี้ท่านอาจารย์ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พอพวกที่ ๓ เข้าไปยุยง คราวนี้ท่านอาจารย์ก็เชื่อ อย่างสนิท นี่แหละท่านจึงได้ว่า


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 5 “อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักหนักเข้าเสายังไหว” และว่า   “จะป่วยกล่าวไปใยใจมนุษย์ คนชั่วฉุดแล้วก็คงไม่ตรงที่ ถึงมิมอมมัวหน้าก็ราคี ที่จะดีอยู่นั้นอย่าสงกา” แผนก�ำจัดอหิงสกะ ท่านอาจารย์จึงได้วางแผนเพื่อกำ จัดอหิงสกะ โดยลวง ว่าจะมอบวิชาวิษณุมนต์ให้ซึ่งวิชานี้ยังไม่เคยสอนให้แก่ใคร มาก่อนเลย แต่เพราะเป็นวิชาพิเศษจำ ต้องอาศัยนิ้วมือมนุษย์ จำ นวน ๑,๐๐๐ นิ้ว มาเป็นเครื่องประกอบพิธี ตอนแรกอหิงสกะปฏิเสธ เพราะกลัวบาป แต่เพราะ อาศัยเล่ห์ลิ้นของอาจารย์พักเดียว อหิงสกะก็ยอมจำ นน นี่ก็เข้าตำ ราที่บรมครูสุนทรภู่ท่านว่า “จะพลิกพลิ้วชิวหาเป็น อาวุธสังหารบุตรเจ้าลงกาให้อาสัญ” นั่นเทียว


6 เก็บเล็กผสมน้อย การฆ่ามนุษย์เพื่อเอานิ้วมือ จำ เดิมแต่นั้นมา แผนการอันลามกก็เริ่มขึ้น อหิงสกะ ผู้น่าสงสารก็ลงมือ ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่าทุกคนที่เขาพบ แล้วตัด เอานิ้วมือมาร้อยเป็นพวงมาลัยสวมคอ ด้วยเหตุนี้อหิงสกะ จึงได้ชื่อใหม่ว่า “องคุลิมาล” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีพวงมาลัยนิ้วมือ” ประชาชนต่างตระหนกตกใจขวัญหนีดีฝ่อไม่กล้าออกไป ทำ ไร่ไถนา ดังนั้น ประชาชนจึงพากันทำ ฎีกาถวายต่อพระเจ้า ปเสนทิโกศล พระองค์จึงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ออกปราบทั้งจับเป็น และจับตาย หัวอกพ่อหัวอกแม่ ฝ่ายท่านภัคคะผู้เป็นบิดา และนางมันตานีผู้เป็นมารดา ของโจรองคุลิมาล เมื่อได้ทราบข่าวนี้ก็อกสั่นขวัญแขวน เกรง ว่าลูกจะได้รับอันตราย นางมันตานีจึงรีบติดตามหาลูกรัก ทันทีโดยมิได้หวั่นกลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ชื่อว่า “รักแท้คือแม่รัก รักขนาด สุดใจกันทีเดียว ถึงแม้ลูกจะเลวทรามอย่างไร รักของแม่ก็ฆ่า ลูกไม่ตายขายลูกไม่ขาด”


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 7 ความรักของแม่ หญิงคนหนึ่งไปจ่ายตลาดสด สามีไปรับราชการ ปล่อย ลูก ๒ คนไว้ที่บ้าน ขณะที่กำ ลังเพลิดเพลินในการจ่ายตลาด อยู่นั่นเอง ก็ได้ยินเสียงตะโกนว่า “ไฟไหม้ไฟไหม้ไฟไหม้” หญิงคนนั้นตกใจ มองไปก็รู้ว่าไฟไหม้แถวบ้านของตัว เอง นึกถึงลูก ๒ คน ถึงกับกระจาดหลุดจากสะเอว ครึ่งวิ่ง ครึ่งเดิน พอถึงบ้านของตัวเองซึ่งพระเพลิงกำ ลังโหมอย่างหนัก พลางตะโกนเรียกลูกว่า “ลูกแม่อยู่ไหน ลูกแม่อยู่ไหน” แล้วก็ กระโจนฝ่ากองเพลิงเข้าไปในบ้าน ผลสุดท้ายเมื่อไฟสงบ ก็เห็นสามแม่ลูกกอดกันกลม ตัวดำ เป็นตอตะโก ตายอยู่ ณ ที่นั้นเอง นี่แหละความรักของแม่ รักแท้ที่แม่รัก จะหาความรัก ชนิดนี้ไม่มีในที่อื่น นอกจากที่แม่เท่านั้น ก็ท่านล่ะรักแม่บ้าง หรือเปล่า พระมาโปรด นางมันตานีเดินไปร้องไห้ไปด้วยเกรงว่าลูกจะถูกฆ่า เช้ามืดวันนั้นองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงตรวจดูสัตว์โลก นางมันตานีกับโจรองคุลิมาลก็มาปรากฏในข่ายพระญาณ


8 เก็บเล็กผสมน้อย ทรงพิจารณาทราบว่าถ้าพระองค์จะไม่เสด็จไปโปรดแล้ว โจร องคุลิมาลก็จะต้องฆ่าแม่และโจรองคุลิมาลก็จะต้องเป็นโจร ไปตลอดชาติ แต่ถ้าพระองค์เสด็จไปโปรด โจรองคุลิมาลก็จะเลิกเป็น โจร แล้วจะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และ จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในกาลต่อไป ส่วนนางมันตานีก็จะ ไม่ต้องจบชีวิตลงเพราะนํ้ามือของลูกชาย พุทธานุภาพ ดังนั้น ด้วยอำ นาจของพระเมตตา ซึ่งมีเปี่ยมอยู่ในพระองค์ จึงได้เสด็จออกจากพระคันธกุฎีมุ่งตรงไปยังที่อยู่ของจอมโจร องคุลิมาลทันที พอโจรองคุลิมาลเห็นก็ดีใจว่า วันนี้จะได้นิ้วมือครบ หนึ่งพันนิ้วตามที่อาจารย์กำ หนดไว้พอดีจึงควงดาบวิ่งไล่ตาม พระพุทธเจ้า แต่วิ่งไล่ตามไปเท่าไรๆ ก็หาตามทันไม่ จึงตะโกน ร้องเรียกว่า “พระหยุดก่อน พระหยุดก่อน พระหยุดก่อน” พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เ ร าหยุดแล้ ว  เธอสิ ยังไม่หยุด” โจรองคุลิมาลจึงกล่าวว่า “พระคุณเจ้ากล่าวเท็จ เพราะ เดินอยู่แท้ๆ บอกว่าหยุดได้อย่างไร”


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 9 พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า “ที่ว่าเราหยุดนั้น คือหยุด จากการทำ บาป หยุดจากการทำ ความชั่ว ส่วนเธอยังไม่หยุด  เพราะยังฆ่า ยังทำ บาปอยู่” จอมโจรกลับใจ พระดำ รัสทุกคำ ของพระพุทธเจ้า ชุ่มด้วยพระเมตตา ทำ ให้เกิดอำ นาจไหลเลื่อนเคลื่อนเข้าจับหัวใจของโจรองคุลิมาล เธอกลับได้สติทันทีทิ้งดาบแล้วตรงเข้าไปกอดพระยุคลบาท ของพระบรมศาสดาด้วยนํ้าตาของมหาโจร ปฏิญาณตนเลิก เป็นโจร พระพุทธองค์จึงประทานอุปสมบท ให้เป็นพระภิกษุใน พระพุทธศาสนา ยามที่ท่านเข้าไปบิณฑบาต ประชาชนที่ พบเห็นท่านต่างพากันวิ่งหนีโดยพากันคิดว่าท่านปลอมบวช มาเพื่อจะฆ่าพวกเขา เป็นเหตุให้ท่านต้องอดอาหารอยู่หลายวัน สัจจกิริยาแห่งความผาสุก คราวหนึ่งท่านมีโอกาสทำ นํ้าพระพุทธมนต์ให้หญิง มีครรภ์คนหนึ่ง ทำ ให้หญิงคนนั้นคลอดบุตรได้โดยง่าย ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของพระองคุลิมาลก็โด่งดัง เป็นที่เลื่อมใส ของมหาชน มนต์ของท่านความว่า


10 เก็บเล็กผสมน้อย “ยโตหํ ภคินิอริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญฺจิญฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สจฺเจน โสตฺถิเต โหตุ โสตฺถิคพฺภสฺส” แปลว่า “ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดมาโดยอริยชาติ เจตนาที่จะแกล้งฆ่าสัตว์มิได้มีแก่เราเลย ข้อนี้เป็นความจริง ด้วยอานุภาพแห่งสัจจวาจานี้ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่เธอ และครรภ์ของเธอเถิด” บรรลุพระอรหันต์ จำ เดิมแต่นั้นมา ใครมีทุกข์ร้อนอะไรจะไปหาท่าน ท่าน ก็เมตตาช่วยสงเคราะห์โดยมิได้รังเกียจ จึงมีผู้คนเคารพ นับถือเป็นจำ นวนมาก ท่านอาศัยความไม่ประมาทเร่งรีบ ทำ ความเพียรอย่างแรงกล้า ผลก็คือท่านได้บรรลุเป็นพระ อรหันต์ในเวลาไม่นานนัก วันหนึ่งท่านพักอยู่ในที่อันสงัดได้หวนรำ ลึกถึงชีวิตเบื้อง หลังของท่านซึ่งมีทั้งความเศร้าและความสุข ด้วยความสังเวช สลดใจระคนด้วยความปลื้มปีติที่ท่านได้พ้นจากกิเลสอันแสน จะอลวนวุ่นวายนี้ไปได้แล้วท่านก็เปล่งอุทานเป็นคาถาว่า “โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา”


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 11 แปลว่า “ผู้ใดประมาทแล้วในเบื้องต้น แต่ภายหลัง ไม่ประมาท ผู้นั้นได้ชื่อว่ายังโลกนี้ให้สว่าง เหมือนพระจันทร์ ที่พ้นแล้วจากหมอกฉะนั้น” พอกล่าวจบท่านก็นิพพาน คติสอนใจ เรื่องจอมโจรองคุลิมาลจบลงแล้ว แต่สำ หรับข้อปฏิบัติ ยังไม่จบจะต้องศึกษากันต่อไปอีก เรื่องนี้แม้จะเกี่ยวกับจอมโจร ใจเหี้ยมแต่ก็มีธรรมข้อปฏิบัติตลอดทั้งเรื่อง ทุกท่านจึงไม่ควร รังเกียจที่จะยกขึ้นมาปฏิบัติดังที่โบราณท่านกล่าวว่า “แร้งเหม็นสาบคาบแก้วมาใส่กร ควรรีบร้อนเร่งเอามาอย่าแสยง ถึงเหม็นสาบแรงร้ายก็กายแร้ง แก้วมีแสงอันละเอียดเกลียดทำ ไม” เรามาพิจารณาดูข้อปฏิบัติต่างๆ ภายในเรื่องท่านปุโรหิตา จารย์ทำ นายได้แม่นมาก สมกับทำ งานอยู่ในราชสำ นัก อีก อย่างหนึ่งที่น่ายกย่อง สำ หรับท่านปุโรหิตาจารย์ก็คือ ความ ยุติธรรม เมื่อเห็นว่าลูกของท่านจะสร้างความเดือดร้อน เป็นภัย ต่อบ้านเมือง ท่านก็ยอมสละจะฆ่าลูกของท่าน เพื่อความปกติ


12 เก็บเล็กผสมน้อย สุขของบ้านเมือง ผิดกับพ่อแม่บางคน เข้าข้างลูกตะพึดตะพือ ไม่ว่าจะผิดถูกอย่างใดไม่ฟังเสียง พ่อแม่ประเภทนี้ไม่น่านับถือ ผู้ที่น่าสงสารที่สุดก็คืออาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่ถูกลูก ศิษย์ต้มเสียจนเปื่อย แต่ก็น่าเห็นใจเพราะ “จะป่วยกล่าวไปใย ใจมนุษย์ คนชั่วฉุดแล้วก็คงไม่ตรงที่ ถึงมิมอมมัวหน้าก็ราคี ที่จะดีอยู่นั้นอย่าสงกา” อันนี้จะเห็นได้ว่า ฤทธิ์ของลมปากนั้น ร้ายแรงจริงๆ ว่าก็ว่าเถอะ พิษของลมปาก เมื่อพูดถึงกระบวนลมกันแล้ว ลมต่างๆ ที่มีอยู่หลาย ประเภท เช่น ลมทะเล ลมกรด ลมแดด ลมบก ตลอดถึงลมเพ ลมพัด สารพัดกระบวนลมก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับลมปาก คนที่ เสียผู้เสียคนเสียบ้านเสียเมืองเพราะลมปากก็มีไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้น เรื่องลมปาก จงระวังกันไว้ให้จงหนัก จากเรื่อง จอมโจรองคุลิมาลนี้ทำ ให้ธรรมภาษิตที่ว่า “อรติโลกนาสิกา ความริษยายังโลกให้พินาศ” เด่นชัดขึ้น คิด ดูเถอะคนดีแท้ๆ อย่างอหิงสกะ เป็นสุภาพบุรุษ แต่กลายเป็น มหาโจรใจเหี้ยม นี่ก็เกิดมาจากแรงริษยา ผู้คนล้มตายกันเป็น เรือนพันก็เพราะสืบเนื่องมาจากแรงริษยา ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 13 กลับตัวกลับใจ ดังนั้นเราทั้งหลายจงมาช่วยกันดับเพลิงริษยากันเถิด จงคิดไว้เสมอว่า “โลกพินาศเพราะขาดมุทิตา โลกโสภา เพราะมุทิตาคํ้าจุน” สาระสำ คัญอีกอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือ การกลับตัว ขนาดเป็นมหาโจรยังกลับตัวได้เรายังไม่เป็นถึง ขนาดนั้นทำ ไมจะกลับตัวไม่ได้ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เคยเขียนไว้ว่า “เราเดินทาง ผิด เราจะขืนเดินต่อไปทั้งผิดๆ กับการกลับมาเดินทางที่ถูก อันไหนจะดีกว่ากัน เรานุ่งผ้าขาด ขืนนุ่งต่อไปทั้งๆ ที่ขาด กับเย็บปะเสียให้ดีแล้วนุ่ง อย่างไหนจะดีกว่ากัน” เมื่อเราผิดมาแล้วอย่าขืนดันทุรังเรื่อยไป เรื่องนี้ พระพุทธเจ้าเคยผิดมาแล้ว สมัยเมื่อพระองค์เคยเป็นนักเลง ชื่อปุนาสิภายหลังได้ฟังคำ ของบัณฑิตก็เลิกเป็นนักเลงได้ ดังนั้น เรามาเริ่มต้นกลับตัวกันเถิด เพราะยังไม่สายเกินไป เมื่อท่านอ่านเรื่องนี้แล้วให้นึกถึงการรับประทานปลา เราควรเลือกรับประทานแต่เนื้อปลาส่วนที่เป็นก้างปลา ขี้ปลา ทิ้งมันไปเสีย ถ้าใครขืนไปรับประทานถือว่าเป็นกรรมของท่าน ๏ ๏ ๏


14 เก็บเล็กผสมน้อย บ่วงกรรม มีโยมคนหนึ่ง บ้านอยู่ข้างวัดกัลยาณ์เล่าให้ฟังว่า สมัย ก่อนโน้น ที่ริมแม่นํ้าเจ้าพระยาตรงหน้าวัด มีบ้านเรือนแพอยู่ ๓-๔ หลัง เช้าวันหนึ่งเจ้าของแพกำ ลังหั่นปลาอยู่บนเขียง ก็มี แมวตัวหนึ่งเข้ามา เอาตีนเขี่ยจะกินปลา ขว้างของไล่ออกไป สามสี่ครั้งมันก็ยังวนเวียนมาอีก เจ้าของแพโกรธจัดจับขาแมวไว้แล้วก็เอามีดสับขาแมว จนขาดกระเด็น เลือดกระฉูด มันร้องอย่างน่าเวทนา ทั้งดิ้น พราดๆ ดิ้นไปจนตกนํ้าตายที่หัวแพ ต่อมาอีกสามเดือนหญิงเจ้าของแพตั้งครรภ์เมื่อคลอด บุตรออกมา มือข้างซ้ายด้วน พอเด็กเริ่มคลานได้วันหนึ่ง คลานไปคลานมา เลยตกนํ้าตายตรงหัวแพที่แมวตกตาย เรื่องนี้หลวงพ่อเส่งวัดกัลยาณ์ก็เคยเล่าให้ฟัง ซึ่งมี เค้าเรื่องตรงกัน ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 15 คำว่าสำเหร่ “ท่านอาจารย์ครับ ผมสงสัยคำ ว่าสำ เหร่ ผมเคยถามพระ ท่านก็บอกว่าท่านก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เคยได้ยินเขาเล่ากันมา ว่า เมื่อก่อนที่ตำ บลนี้มีตาเหล่อยู่ ๓ คน เลยเรียกว่าสามเหล่ ต่อมามันเพี้ยนเป็นสำ เหร่ไป ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไร ครับในเรื่องนี้” “อาจารย์ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จะขอค้นดูในหนังสือ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ดูผลของการค้นก็ทราบ ว่าคำ ว่าสำ เหร่นั้น เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง ดอกสีมชมพู” ๏ ๏ ๏ การทำบุญศพ ๗ วัน เ มื่อมีผู้ไปถามท่านอาจารย์ปิ่น มุทุกันต์ว่า “การ ทำ บุญ ๗ วัน นับกันอย่างไร ที่ได้ยินมามักไม่ใคร่ตรงกัน” อาจารย์ปิ่น มุทุกันต์อธิบายว่า “ควรนับตามแบบ ราชการ คือทำ ตรงกับวันตาย หมายความว่า ตายวันไหน ก็


16 เก็บเล็กผสมน้อย ทำ บุญตรงกับวันตาย เช่น ตายวันอาทิตย์ก็ทำ บุญ ๗ วัน ใน วันอาทิตย์ตายวันจันทร์ก็ทำ บุญ ๗ วัน ในวันจันทร์” ผู้ถาม “สาธุ” หมดสงสัย ๏ ๏ ๏ ทำดีเมื่อใด ก็ฤกษ์ดีเมื่อนั้น ชายคนหนึ่งไปหาพระอาจารย์ท่านถามว่า “มาธุระ อะไร” เขาตอบว่า “มาหาฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ครับหลวงพ่อ” ท่านถามว่า “บ้านเสร็จแล้วหรือยัง” เขาตอบว่า “เสร็จแล้วครับ” ท่านถามอีกว่า “บันไดล่ะมีแล้วหรือยัง” เขาตอบว่า “มีแล้วครับ” ท่านจึงบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นขึ้นบ้านได้เลย นี่แหละฤกษ์ ดีแล้ว ไม่ต้องหาอีกแล้วละ” ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 17 พระสงฆ์ไทยโกนคิ้ว ท่านประสกอธิบายไว้ว่าไม่มีหลักฐานแน่นอน แต่มีเรื่อง เล่ากันมาว่าพระสงฆ์ไทยเพิ่งจะมาโกนคิ้วเมื่อสมัยกรุงศรี อยุธยานี่เอง สาเหตุเนื่องมาจากพระหนุ่มๆ ไปวาดลวดลาย เจ้าชู้ยักคิ้วหลิ่วตา เกี้ยวพาราสีสนมนางในของพระเจ้าแผ่น ดินพระองค์ทรงกริ้ว จึงรับสั่งให้พระโกนคิ้ว เพื่อไม่ให้ ไม่ไว้ยักอีกต่อไป อนึ่งพระอินเดีย พระพม่าไม่โกนคิ้ว ๏ ๏ ๏ ลักษณะของการพูดเพ้อเจ้อ การพูดพล่าม ได้แก่อาการที่พูดมากในเรื่องที่เหลวไหล ไร้สาระ อาการที่พูดพล่ามจนเสียประโยชน์อาการที่พูด ไม่รู้จักจบ เพื่อเข้าใจง่ายขอยกตัวอย่างคำ พูดเพ้อเจ้อ เช่น การพูดเล่นสำ นวนอย่างไปถามคนทางเหนือว่า “น้าทางเหนือนี้ ํ เป็นอย่างไร” แกตอบว่า “อ๋อ มันก็เหลวๆ เหมือนอย่างนํ้าทางใต้ นั่นแหละ”


18 เก็บเล็กผสมน้อย ถามชาวป่าว่า “ลุงๆ แถวนี้มีเสือไหม” ลุงตอบว่า “ใครจะไปรู้เสือมีหรือเสือจน มันไม่เคยแบก ถุงเงินถุงทองมาให้นี่” “ไม่ใช่ ลุง เสือมันเคยมากินเป็ด กินไก่ ที่ลุงเลี้ยงไว้บ้าง หรือเปล่า” “เออ ก็มันไม่มากิน ใครจะหิ้วไปให้มันกินล่ะ” ชาย ๒ คน รีบลากลับทันทีเพราะขืนอยู่เป็นเกิดเรื่อง แน่ บางคนสวดมนต์ผิดเพี้ยน เช่น สฺวากขาโต ก็สวดเป็น สฺวากขาใหญ่ เมื่อมีคนท้วงก็แก้ว่า “โตกับใหญ่ก็มีความหมายเดียวกัน” บางทีแปลบาลีผิดไปจากแบบ เช่น นหารูแปลว่า ปลาไหล สัพพัง แปลว่า จอบ พระไปเยี่ยมโยมที่บ้าน โยมพูดเสียคนเดียว หาช่องลา ไม่ได้พอดีแกไปห้ามสุนัขที่กัดกัน พระเลยได้ช่องลากลับบ้าน ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 19 บททดสอบแม่ชี แม่ชีรูปหนึ่งมีนิสัยชอบคุยโอ้อวดว่าตนปฏิบัติธรรม ได้สำ เร็จอย่างนั้น ได้สำ เร็จอย่างนี้วันหนึ่งแม่ชีผู้นี้เข้าไปหา ท่านเจ้าคุณพระศาสนโสภณ อดีตเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม และพูดกับท่านเจ้าคุณว่า “ดิฉันละกิเลสได้มากแล้ว ความโกรธ ก็ละได้เกือบหมดแล้ว” ท่านเจ้าคุณคงจะรำ คาญในการคุยโม้โอ้อวดของแก ท่านจึงย้อนถามว่า “จริงหรือแม่ชีอีตอแหล” เท่านั้นเอง แม่ชีรูปนั้นลุกขึ้นชี้หน้าท่านเจ้าคุณแล้วพูดว่า “ท่านเจ้าคุณนี่ พูดจาหยาบคาย” แล้วก็สะบัดก้นออกไปจาก กุฏิทันที ท่านเจ้าคุณหัวเราะแล้วสำ ทับตามหลังไปว่า “แม่ชีนี่ เป็นแค่ทดสอบขั้นต้นเท่านั้นเองนะแม่ชี” ท่านเจ้าคุณรูปนี้เป็นชาวเพชรบุรีท่านชอบแต่งโคลง กลอน มีกลอนบทหนึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายก็คือ “นึกถึงความตายสบายนัก มันหักรักหักหลงในสงสาร บรรเทามืดโมหันต์อันธกาล ทำ ให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ” ๏ ๏ ๏


20 เก็บเล็กผสมน้อย ปฏิภาณของหลาน คุณตาเลี้ยงแมวไว้๒ ตัว เจาะช่องฝาไว้๒ ช่อง ช่อง หนึ่งใหญ่สำ หรับให้แมวตัวใหญ่เข้าออก ส่วนช่องหนึ่งเล็กไว้ สำ หรับให้แมวตัวเล็กเข้าออก วันหนึ่งหลานชายถามว่า “คุณตาครับ ทำ ไมคุณตาต้อง เจาะไว้ตั้ง ๒ ช่องล่ะครับ” คุณตาก็อธิบายให้ฟัง หลานชายออกความเห็นว่า “เจาะช่องใหญ่ช่องเดียว ก็พอแล้วครับ เพราะทั้งแมวตัวเล็กตัวใหญ่ก็ออกช่องใหญ่ รวมกันได้ครับ โดยที่ไม่ต้องเสียฝาที่เจาะถึง ๒ ช่อง” ตาบอกว่า “เออ จริงซิไอ้หลานชาย ตาเข้าใจผิดไป หน่อย” ที่คบเด็กสร้างบ้านนั้น คตินี้ควรเลิกใช้ได้แล้ว ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 21 หนังสือพิมพ์ฉบับแรก หนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกของไทย คือหนังสือพิมพ์ บางกอกรีคอร์เดอร์ออกเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๑ จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ๑๑ เมษายน ๒๕๓๘ ๏ ๏ ๏ ชีวิตตัวอย่าง สมเด็จกรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ผู้ทรงคิดพระนาม เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๕ ว่า “ปิยมหาราช” ทรงเป็น พระโอรสในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ พระมารดาของท่านมีนาม ว่า เจ้าจอมมารดาชุ่ม เป็นคนธรรมดาสามัญ พอล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ สวรรคต ก็ออกจากวังมาปลูกบ้านอยู่กับลูก ท่านหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จกรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า พระบิดาเป็นเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย ก่อนที่จะไปทำ งานจะทรงเดินไปที่บ้าน พระมารดาซึ่งอยู่ติดกับวังของพระองค์ท่าน พอถึงบ้าน พระมารดาก็ขึ้นไปกราบพระมารดา ถ้าพระมารดานั่งที่เก้าอี้


22 เก็บเล็กผสมน้อย พระองค์ท่านจะทรงกราบที่เท้า ถ้าพระมารดานั่งพับเพียบ พระองค์ท่านก็จะทรงกราบที่ตัก เสร็จแล้วก็ทรงถามว่า “แม่ ต้องการอะไรบ้าง จะซื้อมาฝาก” พระองค์ท่านจะปฏิบัติอย่างนี้เป็นปกติที่พบโดยทั่วไป ลูกเรียนหนังสืออยู่กรุงเทพฯ ถ้าเขียนจดหมายขอเงินพ่อแม่ ก็จะเขียนว่า “กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพอย่างสูง” แต่ เมื่อกลับถึงบ้านแล้วไม่เคยกราบเท้าท่านเลย จาก...หนังสือวารสารสามมุข ๏ ๏ ๏ โลภมากลาภหาย ตระกูลหนึ่งมีสมาชิก ๓ คน คือ พ่อ แม่ และลูก ต่อมา พ่อตายไปเกิดเป็นหงส์ทอง ตระกูลก็ยากจนลง เพราะขาด หัวหน้าครอบครัว หงส์ทองระลึกชาติได้สงสารครอบครัว จึง ไปสลัดขนทองให้ครั้งละ ๑ ขน ครอบครัวก็ได้อาศัยเลี้ยงชีพ ต่อไปพอสมควรแก่อัตภาพ


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 23 ภายหลังแม่เกิดความโลภอยากจะได้ขนหมดทั้งตัว เพื่อเอาไปขายตั้งหลักฐาน จึงปรึกษากับลูกสาวว่า “ธรรมดา สัตว์เดรัจฉาน มีใจกลับกลอก จะหวังพึ่งพาในระระยาวไม่ได้ ควรที่จะจับหงส์ทองถอนขนทองออกมาทั้งหมด เพื่อรวบรวม เอาไปขาย เอาทรัพย์มาเป็นทุนในการสร้างหลักฐาน” แต่ ลูกสาวคัดค้านไม่เห็นด้วย แต่แม่ไม่ฟังเสียงคัดค้านของ ลูกสาว วันหนึ่งหงส์ทองมาเยี่ยมตามเคย แม่จึงจับหงส์ทองไว้ แล้วลงมือถอนขนหงส์ทองจนหมดทั้งตัว แต่อนิจจา เจ้ากรรม ขนที่ถอนออกมากลายเป็นขนธรรมดา ไม่เป็นทอง จึงจับหงส์ ทองขังเอาไว้อีก โดยคิดว่าเมื่อขนงอกออกมาใหม่ คงจะเป็น ทองตามเดิมแต่ก็ผิดคาด เพราะเมื่อขนงอกออกมาใหม่ ก็กลายเป็นขนธรรมดาหาเป็นทองไม่ ผลสุดท้ายตระกูลนี้ ก็ยากจนลง ถึงกับต้องขอทานเขากิน นี่แหละโทษของ ความโลภ โบราณท่านหวังดีจึงมอบคาถากันโลภไว้ว่า “พอใจเท่า ที่มียินดีเท่าที่ได้” ๏ ๏ ๏


24 เก็บเล็กผสมน้อย ใคร่ครวญแล้วจึงทำดีกว่า ชาวนาเลี้ยงพังพอนไว้ตัวหนึ่ง วันหนึ่งออกไปไถนา ปล่อยให้พังพอนผู้ซื่อสัตย์อยู่เฝ้าลูกซึ่งนอนอยู่ในเปล ตอนที่ พังพอนหลับไปก็มีงูเห่าแอบเลื้อยเข้าไปในเปลกัดลูกชาวนา ในเปลตาย พังพอนตื่นขึ้นมาจึงกระโจนเข้าไปกัดงูสู้กันไป สู้กันมา ผลสุดท้ายงูเห่าเสียท่า ถูกพังพอนกัดตาย ชาวนากลับจากไถนา เข้าไปรับขวัญลูก แต่ลูกกลาย เป็นศพไปแล้ว ครั้นหันมาดูพังพอน เห็นที่ปากของมันเต็มไป ด้วยเลือด ก็คิดว่า คงจะเป็นเจ้าพังพอนตัวนี้เองกัดลูกของแก ตาย จึงเอาพร้าฟันไปที่ตัวพังพอน ถูกพังพอนขาดเป็นสอง ท่อน แล้วก็เดินมาด้วยความเสียใจ ทันทีก็ไปเห็นงูเห่านอน ตายอยู่ริมฝาเรือน ก็เดาเหตุการณ์ได้โดยตลอด ชาวนาถึงกับ ปล่อยโฮ ออกมาอย่างน่าเวทนา ชาวนาที่สูญเสียลูกน้อย และเสียพังพอนผู้ซื่อสัตย์ก็ เพราะขาดการใคร่ครวญให้รอบคอบ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “นิสมฺม กรณํ เสยฺโย แปลว่า ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ดีกว่า” ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 25 สำคัญที่เสา ธรรมดาบ้านเรือน เสาเป็นส่วนประกอบที่สำ คัญที่สุด เพราะส่วนต่างๆ ของบ้านเรือน เช่น พื้นฝา หลังคา เป็นต้น ก็ต้องอาศัยยึดเกาะอยู่กับเสา มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นกองไม้ไป อีกอย่างหนึ่งถ้าเสาโย้เย้ตั้งอยู่ไม่คงที่ สิ่งต่างๆ ที่ ยึดเกาะติดอยู่กับเสา ก็จะโย้เย้กันไปหมด ฉันใด ภายใน ครอบครัว พ่อก็เป็นเสาต้นหนึ่ง แม่ก็เป็นเสาต้นหนึ่ง ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ต่างก็เป็นเสาแต่ละต้น ถ้าเสาเหล่านี้ เกิดโย้เย้เช่น พ่อขี้เมา แม่ชอบเล่นการพนัน ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา เป็นนักเลง เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดาลูกหลาน ก็ จะพลอยโย้เย้กลายเป็นคนขี้เหล้า เมายา ชอบการพนัน และ เป็นนักเลงตามไปด้วย ฉะนั้น จึงใคร่ขอร้องผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว จงเป็น เสาที่ตรง อย่าได้โย้เย้เป็นอันขาด ครอบครัวของท่านก็ จะเจริญประเทศชาติบ้านเมืองก็จะก้าวหน้า ขอนักปกครอง ทุกประเภททุกระดับ อย่าลืมคำ ว่า “สำ คัญที่เสา” ๏ ๏ ๏


26 เก็บเล็กผสมน้อย ที่มาของไข่มุก หอยชนิดหนึ่ง ขณะที่ออกหากิน บังเอิญมีก้อนกรวด ก้อนหินพลัดเข้าไปในปาก ก้อนหินก้อนกรวดเหล่านี้ทำ ให้ หอยเกิดความระคายเคืองเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติ จึงผลิตนํ้ายาออกมาเคลือบก้อนหินก้อนกรวดเหล่านั้น เคลือบ มาเคลือบไป เคลือบไปเคลือบมา จนกระทั่งเกิดเป็นแสง แวววาวและนี่แหละคือที่มาของสิ่งที่มีค่าที่เราเรียกกันว่า “ไข่มุก” หากเราจะนำ เรื่องนี้มาเป็นตัวอย่างในทางปฏิบัติคือ ให้รู้จักเคลือบอารมณ์แล้ว เราก็จะได้ไข่มุกเกิดขึ้นในดวงใจ ของเรามากมาย ตัวอย่างเช่น ถ้าคนใช้ทำ แก้วแตก เจ้านาย ที่ไม่รู้จักเคลือบอารมณ์ก็จะดุด่าเฆี่ยนตีคนใช้แล้วก็บ่นไป ๗ คืน ๗ วัน เจ้านายนั้นก็จะกลายเป็นทาสของกิเลสไปอย่าง น่าสงสาร แต่ถ้าเจ้านายผู้นั้นรู้จักเคลือบอารมณ์แล้ว ก็จะคิดว่า เป็นธรรมดาของมันแตกได้คนเรายังตายได้หรือคิดว่าเรา ก็เคยทำ อะไรแตกหักมาแล้วเหมือนกัน ครั้นแล้วก็ชี้แจง ตักเตือนด้วยเมตตาอย่างนี้ก็จะทำ ให้คนใช้ผู้นั้นเกิดความรัก ความนับถือเจ้านายผู้นั้นขึ้นมาอีกมากทีเดียว


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 27 พระเวสสันดรก็เคยทรงใช้วิธีเคลือบอารมณ์นี้เหมือนกัน คือ ตอนที่พระองค์ประทานสองกุมารให้แก่ชูชกแล้ว ตาแก่ ก็ฉุดกระชาก เฆี่ยนตีสองกุมารต่อพระพักตร์อย่างไม่เกรง พระทัยอันเป็นภาพที่สะเทือนพระทัยสุดที่จะประมาณ ถึงกับ ทรงรํ่าๆ จะฆ่าเฒ่าชราตาชูชกเสียแล้ว แต่หากพระองค์ทรง รู้จักเคลือบอารมณ์คือ ทรงดำ ริว่า เราก็ให้ลูกเป็นทานไปแล้ว เขาจะทำ อะไรก็เป็นเรื่องของเขา อนึ่งเราก็หวังพระโพธิญาณ ในภายภาคหน้า เมื่อดำ ริดังนี้แล้วจึงเสด็จเข้าสู่พระอาศรม ตั้งพระทัยจะเชยชมพระบารมี อานุภาพแห่งการเคลือบอารมณ์ได้ในลักษณะเช่นนี้ผล ก็คือพระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา ตกลงไข่มุก ก็เป็นครูได้เหมือนกัน ๏ ๏ ๏


28 เก็บเล็กผสมน้อย คุณพระช่วยไม่ได้ “โอย! คุณพระช่วยด้วย” หญิงคนหนึ่งตกลงไปในท่อ ที่เขาเปิดฝาท่อทิ้งไว้ร้องขึ้นด้วยความตกใจ ยายซิ้มซึ่งอยู่ห้องแถวใกล้กับท่อถลันออกมาจากห้อง แถวพลางบอกว่า “คุณพระช่วยไม่ได้หรอก เพราะเมื่อเช้านี้ คุณพระมาบิณฑบาต ก็ตกลงไปในท่อนี้เหมือนกัน” ๏ ๏ ๏ สวัสดี พ ระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนชีวะ) เป็นผู้บัญญัติ คำ ว่า สวัสดีท่านเป็นชาวกรุงเทพฯ ได้อุปสมบทอยู่ที่วัด สุทัศนเทพวราราม เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 29 สมเด็จถกเขมรเข็นเรือ พระมหาเถระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งท่าน เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ท่านอาศัย เรือแหวด (ชื่อเรือแจวชนิดหนึ่ง มีเก๋งรูปยาวๆ ด้านท้ายโต และสูง) ไปในงานหลวง เข้าไปในคลอง บังเอิญนํ้าแห้ง เรือ ติดเลนลูกศิษย์ช่วยลงไปช่วยกันเข็นก็ยังไปไม่ได้ สมเด็จท่านจึงถกเขมรลงไปช่วยเข็นเรือ ชาวบ้านเห็น เข้าจึงตะโกนบอกกันว่า “แน่ะๆ สมเด็จเข็นเรือ” สมเด็จท่านชี้ไปที่เก๋งพร้อมกับบอกว่า “สมเด็จอยู่ในเก๋ง ที่เข็นเรือนี่ขรัวโตไม่ใช่สมเด็จ” สมเด็จท่านเป็นพระชนิด ที่เรียกว่าปาปมุติคือทำ อะไรไม่มีใครถือโทษ เจ้าคุณรูปหนึ่ง เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง เป็นคนถือตัว วันหนึ่งท่านเจ้าภาพเอาแท็กซี่มารับ ท่านก็กระฟัดกระเฟียด แสดงอาการไม่พอใจ เจ้าคุณรูปนี้คงจะลืมธรรมภาษิตที่ ว่า “ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย ได้ยศแล้วอย่าเมา” ปฏิปทาของ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง ขอทิ้งท้าย ด้วยโคลงโลกนิติบทหนึ่งว่า


Click to View FlipBook Version