The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สารบัณฑิต-ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sukri damkham, 2023-08-23 03:01:33

สารบัณฑิต

สารบัณฑิต-ebook

330 หลักการและวิธีการเทศน์ บริจาคเสียแต่วันนี้ถ้าสร้างเสร็จแล้วโยมจะไม่มีโอกาส ผม เล่นตัวเสียด้วย ผมไม่ได้ไปขออะไรใคร ผมเป็นอธิการก็ต้องสร้างอาคาร เรียนให้พระเรียน ผมไม่ได้คิดสร้างอาคารเพื่อนั่นเพื่อนี่ ผม อยากสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้พระเณรเรียนอย่างสง่าผ่าเผย เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องไปแอบอาศัยเขาเรียนที่มหาวิทยาลัยชาวบ้าน แบบข้าวนอกนา ตอนนี้พระเณรมีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาของตัวเองแล้ว ๓. สมุตเตชนา แกล้วกล้า คำ ว่า แกล้วกล้า หมายถึงว่า เราต้องหาตัวอย่างที่คนอื่นทำ สำ เร็จมาแล้วมาเป็นตัวอย่าง เหมือนวันนี้ผมพูดถึงคนติดอ่างกลายเป็นนักพูดระดับโลกคือ เดมอสเธนิส ขนาดคนติดอ่างยังพูดโด่งดังมาถึงปัจจุบัน เรา ไม่ติดอ่างก็ต้องทำ ได้ภาษาวิชาการเรียกว่าโมเดลลิ่ง คือ ต้องหาตัวแบบที่เขาทำ สำ เร็จมาแล้วเป็นตัวอย่าง ถ้าเราจะ สอนให้เด็กทำ โน่นทำ นี่ เขาไม่อยากทำ แต่ถ้าเห็นเพื่อนทำ  เด็กจะทำ ตาม ๔. สัมปหังสนา ร่าเริง ฟังเทศน์แล้วไม่เครียด มีความ สุข สนุกในการฟังพระเทศน์มีอารมณ์ขัน ยกนิทานสนุกมา ประกอบการเทศน์ผู้ฟังเกิดความปีติในธรรม ฟังธรรมแล้ว สบายใจเกิดความสุขเกิดศรัทธา


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 331 ทั้ง ๔ ส. นี้ท่านทั้งหลายต้องมีในการแสดงธรรม คือ ๑. สันทัสสนา เทศน์ได้แจ่มแจ้งชัดเจนเข้าใจง่าย ๒. สมาทปนา เทศน์จูงใจให้เกิดศรัทธา ๓. สมุตเตชนา แกล้วกล้าในการนำ ไปปฏิบัติ ๔. สัมปหังสนา ร่าเริงบันเทิงเบิกบานในธรรม เทศน์ทุกครั้งถ้าได้ครบ ๔ ส. ถือว่าเป็นสุดยอดนักเทศน์ ถ้าประเมินตัวเองแล้วพบว่า ได้๔ ส. ให้เกรด เอ (A) ได้๓ ส. ให้เกรด บี(B) ได้๒ ส. ให้เกรด ซี(C) ได้๑ ส. ให้เกรด ดี(D) ผู้ไม่ได้สัก ส. เดียว ถือว่าสอบตก ให้เอฟ (F) ขอ แนะนำ ให้ไปเอาดีทางอื่น อย่ามาฝืนเทศน์ทรมานผู้ฟังอยู่เลย ทำ อย่างไรจึงเทศน์ให้ได้ครบ ๔ ส. ตอนนี้เป็นเรื่องวิธี การเทศน์ซึ่งมี๒ แบบ คือ ๑. แบบธรรมาธิษฐาน สอนธรรมะล้วนๆ ไม่มีตัวอย่าง เหมือนการสอนในอภิธรรมปิฎก บางคนชอบธรรมาธิษฐาน เพราะเป็นปรัชญาลึกซึ้ง


332 หลักการและวิธีการเทศน์ ๒. แบบบุคลาธิษฐาน สอนธรรมะด้วยตัวอย่าง เช่น อ้าง นิทานชาดก ๕๔๗ เรื่องมาประกอบ พระสุตตันตปิฎกเป็นการ สอนแบบบุคลาธิษฐาน วิธีการเทศน์แบบนี้จะทำ ให้ได้๔ ส. เตรียมตัวอย่างไรจึงจะทำ ให้เทศน์ได้แจ่มแจ้งและจูงใจ แกล้วกล้าและร่าเริง สมมติว่าท่านจะเทศน์เรื่องปัณฑิตกถา ก่อนเทศน์เรื่องนี้ จะต้องมีการเตรียมตัว ไม่ใช่อยู่ดีๆก็ขึ้นเทศน์ทันทีนั่นคือ ท่านต้องไปค้นหาบาลีนิกเขปบท เมื่อได้บาลีนิกเขปบทแล้วท่าน จะต้องคิดเตรียมตัวในประเด็นต่อไปนี้ ๑. อรรถาธิบาย ๒. ขยายจำ แนก ๓. สอดแทรกภาษิต ๔. ข้อคิดอุปมา ๕. นิทานสาธก ๖. ยกสื่ออุปกรณ์ ในการเทศน์๑ ชั่วโมง หรือ ๓๐ นาทีต้องพยายามให้ ได้ครบทั้ง ๖ อย่าง อธิบายและขยายจำ แนก จะช่วยให้แจ่มแจ้ง สอดแทรกภาษิต  จะช่วยให้จูงใจ ข้อคิดอุปมา จะได้ทั้งจูงใจและแจ่มแจ้ง


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 333 นิทานสาธก จะได้แจ่มแจ้งและร่าเริง ยกสื่ออุปกรณ์จะทำ ให้แจ่มแจ้ง อรรถาธิบาย ขยายจ�ำแนก เวลาท่านเตรียมเรื่องต้องพยายามวางแผนว่าควรจะมี อรรถาธิบาย ขยายจำ แนก สอดแทรกภาษิต เป็นต้นในตอนไหน คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่ใช้เทศน์ ตัวอย่างเช่น ผมตั้งบาลีเรื่องบัณฑิตกถา ผมต้องนิยาม คำ ว่าบัณฑิตคืออะไร แล้วอธิบายคำ นิยาม อ่านมงคลสูตร ที่ว่า อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ไม่คบคนพาล แต่คบบัณฑิต คำ ว่า บัณฑิต แปลว่า ผู้มีปัญญา ปัญญาในที่นี้หมายปัญญาในทางโลกและปัญญาในทาง ธรรม ขยายจำ แนกอย่างนี้ว่า บัณฑิตทางโลกรู้ปัญญาในทาง โลก เขาจบปริญญาตรีปริญญาโท และปริญญาเอก เรียกว่า บัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตในทางโลกคือรู้ วิชาการทางโลก บัณฑิตทางธรรมรู้สองอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม ดัง พระบาลีที่อาตมภาพได้ยกเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า ทิฏฺเฐ


334 หลักการและวิธีการเทศน์ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติปวุจฺจตีติแปลความว่า “ผู้มีปัญญา ท่านเรียกว่าเป็นบัณฑิต เพราะถือเอาอรรถ ประโยชน์๒ ประการ คือ ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ ๒. สัมปรายิกัตถะ” เราขยายจำ แนกต่อไปว่าทิฏฐธัมมิกัตถะและสัมปรายิกัตถะมีความหมายอย่างไร ต้องตีความ อย่าไปแปลตรงตัว ทิฏฐธัมมิกัตถะ หมายถึงประโยชน์ปัจจุบันเฉพาะหน้า สัมปรายิกัตถะ หมายถึงประโยชน์ระยะยาวหรือประโยชน์ ชั้นสูง คำ ว่า ประโยชน์ปัจจุบันเฉพาะหน้า หมายความว่า อย่างไร ท่านจะต้องตีความ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ เงินทอง เป็นของเฉพาะหน้า เป็นประโยชน์เฉพาะหน้าทันตาเห็น สัมปรายิกัตถะ หมายถึงประโยชน์ชั้นสูง ได้แก่สัมปทา ซึ่งแปลว่าสมบัติมี๔ อย่าง คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา นี่เป็นสมบัติภายใน เพราะฉะนั้น บัณฑิตต้องมีทั้งทรัพย์ ภายนอกและทรัพย์ภายใน ทรัพย์ภายนอก เช่น มีบ้านอยู่ มี คู่ครอง มีของกิน มีสินใช้ บัณฑิตทางธรรมต้องมีประโยชน์ทั้งสองประการนี้รู้จัก คำ ว่าพอเพียง ดังที่ในหลวงทรงสอนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อระดับหนึ่งท่านได้ทรัพย์ภายนอกแล้ว ท่านต้องนำ เอา


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 335 ทรัพย์ภายนอกนี้ไปเจือจานคนอื่นด้วยทรัพย์ภายในคือมี ศรัทธา มีศีล มีจาคะ มีปัญญา  นี่คือขยายจำ แนก สอดแทรกภาษิต ในการอธิบายเรื่องศรัทธา บทกลอนต่อไปนี้บางคนอาจ จะนึกว่าเป็นเรื่องปกติ คนจะงามงามนํ้าใจใช่ใบหน้า คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน  คนจะรวยรวยสินทานใช่บ้านโต จะประยุกต์เกี่ยวกับที่เรื่องที่เทศน์อย่างไร คนจะงามงามนํ้าใจใช่ใบหน้า คือมีศรัทธา คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน  คือมีศีล คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คือปัญญา คนจะรวยรวยสินทานใช่บ้านโต คือจาคะ สรุปแล้วสมบัติ๔ เราเทศน์สนับสนุนไปในทางเดียวกัน สอดแทรกภาษิต คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน ศีลเป็น เครื่องประดับประเสริฐสุดดีกว่าอาภรณ์ทั้งหลาย


336 หลักการและวิธีการเทศน์ มีเรื่องเล่าว่ามีเทพเจ้าพยากรณ์ผ่านคนทรงว่าโสคราตีส เป็นคนฉลาดที่สุด โสคราตีสบอกว่า ผมไม่ได้ฉลาดที่สุด เทพเจ้าโมเมว่า ผมฉลาด ผมจะลองไปโต้วาทีกับคนฉลาด ถ้าผมแพ้เมื่อไร แสดงว่าเทพเจ้าพยากรณ์ผิด โสคราตีสไปโต้วาทีกับคนฉลาดทั่วประเทศกรีก เขาชนะ ตลอด คนไปถามโสคราตีสว่า ทำ ไมท่านชนะตลอด โสคราตีสตอบว่า หนึ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้คือรู้ว่าข้าพเจ้า ไม่รู้อะไร เมื่อรู้ว่าตัวเองโง่เรื่องไหนก็ไปเพิ่มความรู้ในเรื่องนั้นๆ ท่านจะฉลาดขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า “โย พาโล มญฺญตีพาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิเตน โส พาโล จ ปณฺฑิตมานีส เว พาโลติวุจฺจติ” แปล ความว่า “คนโง่ที่รู้ตัวเองว่าโง่ ยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง แต่คนโง่ ที่คิดว่าตัวเองฉลาดแล้ว โง่แท้ๆ” ใครเทศน์ไม่เป็นแล้วรู้ตัวเองว่าเทศน์ไม่ได้เรื่องจึงมา ฝึกเทศน์ที่นี่ยังมีโอกาสเป็นนักเทศน์ได้บ้าง ที่เทศน์ไม่ได้เรื่องแล้วยังฝืนเทศน์โดยไม่มาเรียนที่นี่ นับว่าโง่แท้ๆใช่ไหม


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 337 ผมอ้างพุทธภาษิตสนับสนุนมติของผมอย่างนี้ เช่นเดียวกับสามเณรอ้างพุทธภาษิตเมื่อเถียงกับทายก ทายกบอกว่า สัตว์นํ้ามากกว่าสัตว์บก สามเณรบอกว่า สัตว์บกมากกว่าสัตว์นํ้า ทายกแย้งว่า “เณรเกิดเมื่อวานซืนจะมารู้ว่าสัตว์บกมาก กว่าสัตว์นํ้าได้อย่างไร สัตว์นํ้าต้องมากกว่าสัตว์บก เพราะ ทะเลกว้างใหญ่มาก” สามเณรตอบว่า “โยมอย่าเถียงนะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อตฺตา หิอตฺตโน นาโถ แปลว่า สัตว์บกมากกว่าสัตว์นํ้าแล” ทายกไม่รู้ภาษาบาลีจึงพูดว่า “ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ อย่างนี้ผมก็ยอมละครับ” ทุกวันนี้เรามีปัญหาตรงที่เราเทศน์อัตโนมัติคืออธิบาย ธรรมเองโดยไม่อ้างพระพุทธเจ้า เรารู้เรื่องทางโลกทุกเรื่อง แต่ไม่รู้เรื่องที่พระควรรู้คือพระไตรปิฎก เมื่อไม่รู้ก็ควรยอมรับ ความโง่ของเราแล้วศึกษาพระไตรปิฎกเพิ่มขึ้น ดังที่สมเด็จ มหาวีรวงศ์ (ติสสะ) แต่งเป็นกลอนว่า โง่ไม่เป็นเป็นใหญ่ยากฝากให้คิด ทางชีวิตจะรุ่งโรจน์โสตถิผล ต้องรู้โง่ รู้ฉลาดปราดเปรื่องตน   โง่สิบหนดีกว่าเบ่งเก่งเดี๋ยวเดียว


338 หลักการและวิธีการเทศน์ การฝึกการพัฒนาตนเองเพื่อจะเป็นบัณฑิตต้องรู้ว่าตัว เองโง่ในเรื่องไหนแล้วใฝ่หาความรู้ในเรื่องนั้น เราก็เป็นบัณฑิต ได้บ้าง ข้อคิดอุปมา ประเด็นต่อมาคือข้อคิดอุปมา เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ว่า บัณฑิตจะต้องรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ไม่ใช่ว่ารู้ธรรมะ แล้วเชย ไม่มีศักดิ์ศรีพึ่งตัวเองก็ไม่ได้เทศน์สอนชาวบ้านแต่ ตัวเองเอาตัวไม่รอด ทั้งประโยชน์ทางโลกก็หาไม่ได้ประโยชน์ ทางธรรมก็หาไม่ได้ดังที่พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบว่าคนใน โลกนี้มี๓ ประเภท คือ ๑. อันธจักขุ คนตาบอด ๒. เอกจักขุ คนตาเดียว ๓. ทวิจักขุ คนสองตา มีเรื่องเล่าว่าพระที่วัดเซนแห่งหนึ่งตั้งกฎว่าพระอาคันตุกะ ที่จะมาค้างที่วัดต้องโต้วาทีกับเจ้าอาวาส ถ้าโต้ชนะเจ้าอาวาส จึงจะได้ที่พัก ถ้าแพ้ก็ไม่ได้พัก วันหนึ่ง พระอาคันตุกะรูปหนึ่ง มาขอพักที่วัด คนมาตามเจ้าอาวาสไปโต้วาทีบังเอิญเจ้า อาวาสไม่ว่างจึงส่งพระน้องชายไปโต้วาทีแทน พระน้องชาย ไปที่โบสถ์โต้วาทีกับพระอาคันตุกะ สักพักหนึ่ง พระอาคันตุกะ


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 339 กระหืดกระหอบมามาบอกลาเจ้าอาวาสว่า “ผมลาละครับ ผม แพ้ครับ โต้วาทีสู้พระที่ท่านส่งไปไม่ได้” “นั่นแหละน้องชายของผม ท่านโต้กันอย่างไร” เจ้าอาวาส ถาม พระอาคันตุกะตอบว่า “พอพบหน้าพระน้องชายของ ท่าน ผมยกนิ้วให้หนึ่งนิ้ว หมายถึงว่าในโบสถ์นี้มีพระพุทธ พระน้องชายชูสองนิ้วตอบมาทันทีว่ามีพระพุทธก็ต้องมีพระ ธรรม ผมจึงยกสามนิ้ว หมายความว่า มีพระพุทธ มีพระธรรม ก็ต้องมีพระสงฆ์พระน้องชายของท่านฉลาดจริงๆ ชูกำ ปั้นให้ ผม หมายถึงว่า พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์รวมกันเป็น หนึ่ง ผมยอมแพ้จริงๆ” สักพักหนึ่งพระน้องชายเดินกระหืดกระหอบมาหา เจ้าอาวาสผู้เป็นพระพี่ชาย ถามว่า “พระบ้านั่นอยู่ที่ไหน” เจ้าอาวาสตอบว่า “เขาไปแล้ว โต้วาทีชนะเขาแล้วทำ ไม เรียกเขาว่าพระบ้า” พระน้องชายตอบว่า “ชนะที่ไหนเล่า พอเจอหน้ากัน มัน ยกนิ้วหนึ่งนิ้ว หาว่าผมมีตาข้างเดียว  ผมอุตส่าห์สะกดอารมณ์ พยายามยกนิ้วสองนิ้ว หมายความว่า ถึงผมมีตาเดียว ท่านก็ มีสองตา มันชู๓ นิ้ว หมายความว่า เราสองคนมีตารวมกัน เป็น ๓ ตา ผมโกรธจึงชูกำ ปั้นใส่หน้ามัน พระบ้าจึงวิ่งหนีมา ทางนี้”


340 หลักการและวิธีการเทศน์ ผมกำ ลังพูดเรื่องคน ๓ ประเภท คือ คนตาบอด คนตา เดียว และคนสองตา คนตาบอดคือคนที่ไม่มีความรู้ในทางโลกและทางธรรม ไม่ประสบความสำ เร็จในการประกอบอาชีพ ประโยชน์ปัจจุบัน ก็ไม่ได้ประโยชน์ทางธรรมก็ไม่ได้เรียกว่าตาบอดสองข้าง คนตาเดียวคือคนที่มีความรู้ในทางโลก จึงหาประโยชน์ ปัจจุบันได้  แต่ไม่รู้ธรรมะ คนที่สมบูรณ์คือคนที่มีตาสองข้าง คือคนที่มีความรู้ทั้ง ทางโลกและทางธรรม นี้คือข้อคิดอุปมา ท่านพุทธทาสเปรียบเทียบว่า ชีวิตที่ดี เหมือนการไถนาด้วยควายสองตัว คนสมัยโบราณไถนาด้วย ควาย ๒ ตัว ควายตัวหนึ่งเป็นตัวรู้เพราะรู้ภาษาชาวนา ชาวนาสั่งให้เดินมันก็เดิน สั่งให้หยุดมันก็หยุด แต่มันไม่มีแรง ลากไถ เพราะมันเป็นควายแก่ ชาวนาเอาไปเทียมคู่กับควาย หนุ่มมีแรง ลากไถได้แต่ไม่รู้ภาษาชาวนา สั่งให้หยุดมันก็ไม่ หยุด ชาวนาจึงเอาควายแก่ที่รู้ภาษาชาวนาเทียมคู่กับตัวแรง คือควายหนุ่ม พอชาวนาออกคำ สั่ง ควายตัวรู้คือตัวแก่ที่ไม่มี แรงก็ออกเดิน มันก็กระทบตัวหนุ่มให้เดินตาม พอชาวนาสั่ง ให้หยุด ตัวแก่ก็หยุดและพาตัวหนุ่มหยุดด้วย ควายหนุ่มเป็น ตัวลากไถตามแต่ตัวแก่จะพาไป ชีวิตเหมือนการไถนาด้วย ควายสองตัวคือตัวรู้กับตัวแรง


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 341 ตัวรู้หมายถึงความรู้ในทางธรรม คอยกำ กับตัวแรงคือ ความรู้ในทางโลก เช่น วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีถ้ามีความรู้ ในทางโลกแต่ไม่มีธรรมะ คนอาจจะโกงได้พิสดารยิ่งขึ้น ต้อง เอาธรรมะคือตัวรู้ไปกำ กับตัวแรงจึงจะเป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์ บัณฑิตจึงต้องรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เหมือนการไถนาด้วย ควายสองตัว นี่คืออุปมาเปรียบเทียบ นิทานสาธก เทศน์ดีต้องมีนิทานสาธก  นิทานคือเรื่องที่เล่ากันมา อาจจะเป็นนิทานอีสปก็ได้สาธกคือยกเหตุการณ์เช่นข่าวใน หน้าหนังสือพิมพ์มาประกอบการเทศน์ก่อนที่จะเล่าเรื่อง เรา จะต้องอธิบายธรรมก่อน เช่น คนเรามักจะหาแต่ประโยชน์ ปัจจุบัน ไม่สนใจประโยชน์ระยะยาวก็คือสมบัติภายใน ผู้ที่ รู้จักเศรษฐกิจพอเพียง มีสมบัติภายในคือศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา จะมีความสุขตามอัตภาพ คนอย่างนี้น่าสรรเสริญเป็น บัณฑิตที่แท้จริง เหมือนเรื่องต่อไปนี้ เถ้าแก่จากกรุงเทพฯนำ กฐินไปทอดต่างจังหวัด พอไป ถึงวัด เถ้าแก่เดินลงไปที่ศาลาท่านํ้า ซึ่งเป็นศาลาอกแตก เพื่อ ดูว่าจะพัฒนาอะไรได้บ้าง เห็นลุงคนหนึ่งนุ่งกางเกงตัวเดียว ไม่ใส่เสื้อ นั่งพิงเสาศาลาอยู่ ไม่ทำ อะไร งานทอดกฐินก็ไม่ไป


342 หลักการและวิธีการเทศน์ ช่วย นั่งเหม่อลอยดูกระแสนํ้า เสียพลังงาน ไม่สร้างสรรค์ เถ้าแก่คิดว่าคนขี้เกียจอย่างนี้ไม่น่าจะอยู่ในโลก เรามาทอด กฐิน ไม่ไปช่วยจับช่วยทำ มานั่งทอดหุ่ยอยู่ได้เถ้าแก่กลับไป ทอดกฐินบนศาลา หลังจากทำ พิธีเสร็จก็เดินกลับมาที่ศาลา ท่านํ้าอีก พบว่าลุงคนนั้นยังนั่งอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่รู้ร้อนรู้ หนาว เถ้าแก่ทนไม่ได้ก็ถามว่า “ลุง มานั่งทำ อะไร” แทนที่จะสนใจสนทนา ลุงกลับย้อนว่า “ดูเองไม่เป็นหรือ” “แล้วมานั่งทำ อะไร งานการไม่รู้จักทำ ” ลุงย้อนถามว่า “แล้วงานน่ะ ทำ ไปทำ ไม” “ทำ งานก็จะได้มีเงินน่ะสิ”เถ้าแก่ตอบ “มีเงินแล้วเป็นอย่างไร” “มีเงินจะได้มีความสุขน่ะสิ” เถ้าแก่ตอบ “สุขมันเป็นอย่างไรล่ะ” ลุงถาม “สุขก็คืออยู่สบายๆ ไม่ต้องทำ อะไร” เถ้าแก่ตอบ “นี่ไงสุขแล้ว อยู่สบายๆ ไม่ต้องทำ อะไร” ลุงสรุป ลุงมีสมบัติภายใน เราไปหาว่าเขาขาดโน่นขาดนี่ บางที เราเข้าใจผิด เห็นนักปราชญ์นั่งอยู่เฉยๆ ก็ว่าพวกนี้ขี้เกียจ เห็นพระนั่งกัมมัฏฐานก็ว่าเป็นกาฝากสังคม สมัยหนึ่ง คอมมิวนิสต์กล่าวหาว่าพระสงฆ์เป็นกาฝากสังคมไม่ผลิตอะไร หารู้ไม่ว่าพระสงฆ์ผลิตอริยทรัพย์คือสมบัติภายใน


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 343 ยกสื่ออุปกรณ์ คำ ว่าสื่อหมายถึงเครื่องช่วยให้เกิดความเข้าใจ ถ้าท่าน อธิบายธรรมล้วนๆอย่างเดียวย่อมเป็นที่เข้าใจได้ยาก เพราะ ฉะนั้นท่านต้องหาอะไรมาเป็นสื่อให้คนเข้าถึงธรรม บางท่าน ไม่เข้าใจว่าเวลานั่งบนธรรมาสน์จะใช้สื่อได้อย่างไร เมื่อมือ ต้องประคองคัมภีร์เทศน์การใช้สื่อบนธรรมาสน์เป็นไปได้หรือ มีสำ นวนนิยายกำ ลังภายในอยู่ประโยคหนึ่งว่า “กระบี่อยู่ที่ ใจ” หมายความว่ายอดฝีมือสามารถใช้สิ่งของทุกอย่างเป็น กระบี่ได้แม้แต่กิ่งไม้ก็กลายเป็นกระบี่ฆ่าคนได้ในทำ นอง เดียวกัน สำ หรับสุดยอดนักเทศน์ไม่มีอะไรที่ใช้เป็นอุปกรณ์ สอนธรรมไม่ได้ เวลาไปเทศน์งานศพ อุปกรณ์ในการเทศน์ก็คือโลงศพ ที่ตั้งอยู่บนศาลา เราสามารถเทศน์ถึงผู้วายชนม์ที่นอนอยู่ ภายในโลงว่า “ญาติโยมมาวันนี้เพื่อส่งหลวงพ่อเจ้าอาวาสใน โลงนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนี้ท่านเคยเทศน์สอนญาติโยมอยู่ ทุกวันพระ มาถึงวันนี้ท่านนอนนิ่งอยู่ในโลง ตอนนี้ท่านเทศน์ อยู่ตรงนั้นโดยไม่ต้องพูด ฟังให้ดีเถอะ ร่างอันไร้วิญญาณของ หลวงพ่อสอนธรรมะโดยไม่ต้องพูดว่าในที่สุด ชีวิตคนเราก็มา ถึงจุดนี้กันทุกคน


344 หลักการและวิธีการเทศน์ ร่างที่นอนในโลงอยู่ตรงหน้า แต่ก่อนมาท่านก็เป็นเหมือนเช่นฉัน อย่างที่ท่านนอนอยู่ไซร้ในโลงนั้น ไม่ช้าพลันฉันก็เป็นเช่นท่านเอย เราสอนธรรมคือมรณสติแก่ผู้ฟังโดยใช้โลงที่ตั้งอยู่ตรง หน้าเป็นสื่อการสอน ยกตัวอย่างให้เห็นต่อไปว่า เทียนที่จุดอยู่ เบื้องหน้าอาตมภาพนี้เรียกว่าเทียนส่องธรรม เวลาพระจะขึ้น ธรรมาสน์เขาจะจุดเทียนส่องธรรมก่อน มีหลักจรรยานัก เทศน์อยู่ว่า ถ้ายังไม่จุดเทียนส่องธรรม ห้ามพระเทศน์ขึ้น ธรรมาสน์บางทีโฆษกไม่รู้เรื่อง นิมนต์พระเทศน์ขึ้นธรรมาสน์ ก่อนจุดเทียนส่องธรรม อย่างนี้ใช้ไม่ได้ประธานหรือเจ้าภาพ จุดเทียนส่องธรรมเมื่อไร นักเทศน์กราบพระประธาน ไหว้ เจ้าอาวาสแล้วขึ้นธรรมาสน์ทันทีเทียนส่องธรรมเป็นอุปกรณ์ สอนธรรมที่ตั้งอยู่ติดธรรมาสน์ เราสามารถเทศน์โดยอ้างถึงเทียนส่องธรรมว่า “ญาติโยม ทั้งหลาย ชีวิตคนเราเกิดมาก่อนจะจากโลกนี้ไป ต้องฝากความ ดีไว้กับโลกนี้บ้าง เทียนที่จุดอยู่เบื้องหน้าท่านทั้งหลายนี้เป็น เทียนส่องธรรม จุดแล้วทำ ให้พระได้เทศน์โยมได้ฟังธรรม แต่ เทียนบางเล่มจุดแล้วดับไปอย่างไร้คุณค่า เทียนบางเล่มเผา บ้านเผาเมือง ชีวิตคนเราต้องเหมือนเทียนส่องธรรมคือดับไป อย่างมีคุณค่าฝากไว้ในโลกนี้ดังคำ ประพันธ์ที่ว่า


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 345 “เปลวเทียนละลายแท่ง เพื่อเปล่งแสงอันอำ ไพ ชีวิตมลายไป เพื่ออะไรทิ้งไว้แทน” ในงานทอดผ้าป่า มีต้นผ้าป่าตั้งอยู่หน้าธรรมาสน์เจ้า อาวาสนิมนต์เราไปเทศน์เพื่อระดมทุนสร้างศาลา เราก็บอกว่า ศาลาหลังนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่ใช่สมบัติของเจ้าอาวาส แต่ เป็นสมบัติพระศาสนา ญาติโยมทั้งหลายจะได้มาใช้ประโยชน์ ร่วมกัน เพราะฉะนั้น มาช่วยหลวงพ่อท่านสร้างศาลาเป็น สมบัติฝากไว้ในพระศาสนากันเถิด ช่วยติดต้นผ้าป่าให้ใบหนา กว่านี้ญาติโยมดูต้นผ้าป่านี้มีธนบัตรประดับอยู่ไม่มาก อาตมภาพเคยได้ยินธนบัตรใบละพันคุยกับธนบัตรใบละ ยี่สิบ แบ้งค์ยี่สิบถามแบ้งค์พันว่าวันหยุด ๑๒ สิงหาคมปีนี้ ไปเที่ยวที่ไหนมา แบงค์พันตอบว่าได้เข้าห้าง ได้ขึ้นเครื่องบิน บางทีก็ไปต่างประเทศ ไปถึงบ่อนปอยเปต ได้เที่ยวไปทั่วหมด แบงค์ยี่สิบบอกว่า อิจฉาจังเลย พี่ไปเที่ยวทั่วทุกแห่ง ผม ไม่ได้ไปไหนเลย ได้แต่เข้าวัด วนเวียนติดต้นผ้าป่าอยู่นี่แหละ ญาติโยมทั้งหลาย พาแบงค์พันเข้าวัดติดต้นผ้าป่าบ้างนะ นี่คือการใช้สื่ออุปกรณ์ไม่มีอะไรที่ใช้สอนธรรมะไม่ได้


346 หลักการและวิธีการเทศน์ ปฏินิเทศ ปฏินิเทศคือสรุปจบประทับใจ เมื่อได้นิเทศคืออธิบาย ขยายความมาพอสมควรแก่เวลาก็ถึงขั้นสุดท้ายคือปฏินิเทศ หมายถึงสรุปจบให้ประทับใจ ท่านต้องพยายามโยงธรรม เข้าหาผู้ฟัง เมื่อจะสรุปจบต้องสอนให้น้อมนำ เอาธรรมะที่เรา ได้เทศน์มานี้ไปปฏิบัติเขาเรียกว่าประยุกต์ใช้ธรรม หรือถ้าเรา เทศน์งานศพก็บอกว่า “ธรรมะที่พรรณนามาทำ ให้อายุยืนมี๔ ประการ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ผู้ที่นอนนิ่งอยู่ในโลง ได้ถือปฏิบัติตามนี้จึงมีอายุยืนถึง ๑๐๑ ปีใครอยากมีอายุยืน ก็จงรับเอาไปปฏิบัติ” จากนั้น ลงท้ายด้วยการให้พรแก่ผู้ฟัง บทให้พรนี้ควร จะท่องให้ขึ้นใจ ถ้าเป็นการเทศน์ในงานมงคล ควรให้พรใน ทำ นองนี้ว่า “รตนตฺตฺยานุภาเวน รตนตฺตฺยเตชสา ขอเดชานุภาพ แห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและกุศลผลบุญที่ท่านทั้งหลายได้ บำ เพ็ญมา จงมารวมกันเป็นตบะเดชะ พลวปัจจัย อำ นวย อวยพรให้ท่านสาธุชนทั้งหลายจงเจริญด้วยอายุวรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสารสมบัติธนสารสมบัติปรารถนาสิ่งหนึ่ง ประการใดที่ชอบประกอบด้วยธรรม ก็ขอให้ความปรารถนา นั้นๆ จงพลันสำ เร็จสมมโนรถมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ”


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 347 ถ้าเทศน์ในงานศพ ควรให้พรว่า “อิมินา กตปุญฺเน ขออำ นาจกุศลผลบุญที่คณะท่าน เจ้าภาพได้บำ เพ็ญไว้ดีแล้วในหมู่สงฆ์จงมารวมกันเป็นตบะ เดชะ พลวปัจจัย อุทิศเป็นส่วนกุศลไปให้ท่านผู้วายชนม์เพื่อ สำ เร็จเป็นอิฏฐวิบากสุขสมบัติทิพยสมบัติในสัมปรายภพ สมดัง เจตนาปรารภของคณะท่านเจ้าภาพทุกประการ อนึ่ง ขออำ นาจกุศลผลบุญนี้จงเป็นปฏิพรย้อนสนองให้ คณะท่านเจ้าภาพเจริญด้วย อายุวรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสารสมบัติธนสารสมบัติปรารถนาสิ่งใดที่ชอบประกอบ ด้วยธรรม ก็ขอให้ความปรารถนานั้นๆ จงพลันสำ เร็จสมความ ปรารถนาทุกประการ” เมื่อให้พรเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ลงท้ายอย่างนุ่มนวลว่า “รับประทานแสดงพระธรรมเทศนา ใน...กถา พอสมควร แก่เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้”


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 349 โสตถิธรรมกถา* ว่าด้วยธรรมเพื่อความสวัสดี นาญฺตฺร โพชฺฌาตปสา  นาญฺตฺร อินฺทฺริยสํวรา นาญฺตฺร สพฺพนิสฺสคฺคา  โสตฺถึปสฺสามิปาณินนฺติ (สํ.ส.๑๕/๒๖๕/๗๕) ณ บัดนี้จักรับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในโสตถิ- ธรรมกถา ว่าด้วยธรรมเพื่อความสวัสดีเพื่อเป็นเครื่องประคับ ประคองฉลองศรัทธาประดับปัญญาบารมีอนุโมทนากุศลบุญ ราศีของญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้ตั้งใจมาบำ เพ็ญ บุญบำ เพ็ญกุศล ที่วัดประยุรวงศาวาส วรวิหารแห่งนี้ปรารภ วันพระหรือวันธรรมสวนะซึ่งเป็นวันฟังธรรม อันตรงกับวัน ส่งท้ายปีเก่า ๒๕๕๖ ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๗ ทำ บุญทำ กุศลนี้ก็ เพื่อความสวัสดีมีชัย ต้อนรับปีใหม่ให้มีความสุข ความสำ เร็จ ความสวัสดีและเราก็ส่งความสุขถึงกัน ความสุขที่เราส่งถึงกัน ก็เริ่มต้นด้วยคำ ว่า สวัสดีปีใหม่ ดังนั้น ความสวัสดีจึงเป็น * พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙, Ph.D.) แสดงในวัน ธรรมสวนะ ณ พระอุโบสถวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ]


350 โสตถิธรรมกถา เรื่องที่เราทั้งหลายปรารถนาต้องการ โดยเฉพาะในการเฉลิม ฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เราก็ปรารถนาให้เกิดความ สวัสดีด้วยกัน จึงกล่าวคำ ว่า สวัสดีปีใหม่ ต่อกัน คำ ว่าสวัสดี ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ด้วยคำ พูด ในทางพระพุทธศาสนาต้องให้ เราปฏิบัติธรรมะ มีธรรมเพื่อความสวัสดีด้วย อย่างไรก็ตาม คำ ว่า สวัสดีนั้น ตรงกับภาษาบาลีว่า โสตฺถิดังพระบาลีนิกเขปบทที่อาตมภาพยกขึ้นเป็นอุเทศ ณ เบื้องต้นว่า นาญฺตฺร โพชฺฌาตปสา เป็นต้น แปลความว่า เราตถาคตไม่เห็นความ สวัสดีจะเกิดขึ้นได้ นอกจากมีปัญญา มีตบะ มีอินทรีย์สังวร  และมีความสละสิ่งทั้งปวง ธรรม ๔ ข้อ เรียกว่า ธรรมเพื่อ ความสวัสดีได้แก่ (๑) โพชฌา คือปัญญา (๒) ตปสา ตบะ คือความเพียร (๓) อินทรีย์สังวร คือ การสำ รวมอินทรีย์และ (๔) สัพพนิสสัคคะ ความสละสิ่งทั้งปวง ความสวัสดีในภาษาไทย แปลจากคำ ว่า โสตฺถิในพระ บาลีนี้คำ ว่า โสตฺถิมาจากคำ ว่า สุ-อตฺถิแปลว่า มีความดีงาม บัญญัติเป็นภาษาไทยโดยเทียบกับภาษาสันสกฤตว่าสวัสติ ออกเสียงคนไทยไม่สะดวก พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) จึงได้ให้ออกเสียงว่า สวัสดีแทนที่จะออกเสียง ว่า สวัสติเป็นสันสกฤต ใช้ทักทายกันที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสมัยที่พระยาอุปกิตศิลปสาร สอน อยู่จนเป็นที่นิยมในคณะอักษรศาสตร์แต่ก่อนคนไทยคงไม่มี


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 351 คำ ทักทายเป็นทางการ คำ ว่า สวัสดีใช้เป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นต้นมา นายกรัฐมนตรีจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศเป็นข้อกำ หนดให้คนไทยทั้งประเทศทักทายกันด้วย คำ ว่า สวัสดีฝรั่งต่างชาติมาเมืองไทยก็คุ้นกับคำ ว่า สวัสดีเมื่อ ขึ้นเครื่องบินการบินไทยมีนิตย-สารการบินไทย ชื่อว่า สวัสดี คำ ว่าสวัสดีนั้นติดปากกันมาจนปัจจุบัน แต่เวลาเขา บัญญัติให้สวัสดีก็เลียนแบบฝรั่ง ตอนเช้าฝรั่งทักทายกันว่า Good morning เราก็บัญญัติเป็น อรุณสวัสดิ์สวัสดีตอนเช้า ตอนกลางวันฝรั่งทักทายกันว่า Good day หรือ Good afternoon เราก็ใช้คำ ว่า ทิวาสวัสดิ์ตกตอนค่าฝรั่งทักทาย ํ กันว่า Good evening เราใช้คำ ว่าสายัณห์สวัสดิ์ก่อนนอน ฝรั่งทักทายกันว่า Good night เราใช้คำ ว่า ราตรีสวัสดิ์ ใน ๔ คำ นี้มีคำ ไหนที่โยมใช้กันบ้าง ส่วนมากเราจะเห็น คำ ว่า ราตรีสวัสดิ์อยู่บ้าง แต่เดียวนี้เราใช้คำ ว่า สวัสดีเป็นพื้น เป็นคำ ทักกัน คำ ว่า สวัสดีแปลว่า มีความดีขอให้มีความดีมี ความงามในชีวิต สวัสดีในภาษาบาลีท่านยังหมายถึงว่า ความปลอดภัยคำ ว่าดีงาม ปลอดภัย เป็นความหมายของคำ ว่า สวัสดีเพราะฉะนั้นสวัสดีปีใหม่ก็หมายความว่า ขอให้ท่าน จงมีความดีความงาม ความปลอดภัย ตลอดปีใหม่ และ ตลอดไป


352 โสตถิธรรมกถา ถ้าเราบอกว่า สวัสดีปีใหม่ประเทศไทย เราก็ขอให้ ประเทศไทยมีแต่ความดีความงาม ความปลอดภัย ไปฉลองปี ใหม่กันก็ให้มีแต่ความดีความงาม ความปลอดภัยไปไหนมา ไหนอย่าให้เกิดอุบัติเหตุรถตกเหวหรือเสียชีวิต แต่เอาเข้าจริง ก็เกิดอุบัติเหตุจนได้๓ วันที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ลงข่าวสถิติ ราชการว่า เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปแล้ว ๑๖๑ คน ไปเพื่อ สวัสดีปีใหม่ แต่ไม่ได้ไปดีมีความปลอดภัย เหตุเพราะไม่ ปฏิบัติตามธรรมเพื่อความสวัสดีพรใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่นำ มา ปฏิบัติถ้าเราปฏิบัติแล้วก็จะมีความสวัสดีมีโชค มีชัย ธรรม เพื่อความสวัสดีก็เป็นดังพระบาลีที่ยกขึ้นไว้ณ เบื้องต้น ว่า นาญฺตฺร โพชฺฌาตปสา เป็นต้น แปลความว่า เราตถาคต ไม่ เห็นความสวัสดีจะเกิดขึ้นได้ นอกจากมีปัญญา มีตบะ มี อินทรีย์สังวร และมีความสละสิ่งทั้งปวง พระบาลีนี้มาจากการที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบสุพรหม เทพบุตรผู้กลัวตาย เขาเห็นว่าตัวเองจะอยู่บนสวรรค์ไม่นาน จะ ต้องจุติจุติคือตกสวรรค์จุติแปลว่า เคลื่อนย้าย ถ้าเราตาย จากโลกนี้ไป ก็เรียกว่าจุติเหมือนกัน ย้ายวิญญาณเราไปสู่ภพ ใหม่ ถ้าเราไปเกิดใหม่ เรียกว่า ปฏิสนธิแปลว่า เชื่อมภพใหม่ เทวดาเรามักเรียกว่าจุติแต่คนไม่นิยมเรียกว่าจุติแต่ที่จริงใช้ เหมือนกันหมดในภาษาบาลี


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 353 สุพรหมเทพบุตรรู้ตัวว่า อีก ๗ วันจะจุติจากสวรรค์จึง กลัวตาย พอกลัวตายก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอฟังธรรมเพื่อให้ หายความกลัว ความกังวล พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า เพื่อ ที่จะไม่ให้มีความกลัว ความกังวล และมีความสวัสดีมีชัย คน เราจะต้องมีธรรม ๔ ประการ เทพบุตรบอกว่าความกลัวเกิด มาจาก ๒ เรื่อง คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วกับเรื่องที่ยังไม่เกิด เหตุ ที่เรากังวลมาจาก ๒ เรื่องนี้เหมือนกัน ที่ว่ากลัวเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ ในรอบปีที่ผ่านมา เกิด เรื่องขึ้นมากมายในประเทศไทยที่ทำ ให้คนไทยรู้สึกกลัว นั่น คือ มีการชุมนุมทางการเมืองใหญ่โต เรียกว่า ในช่วงชีวิตเรา มีเรื่องใหญ่โตแบบนี้ไม่บ่อยนัก การชุมนุมทางการเมืองทำ ให้ ชีวิตประจำ วันเรากระทบ ไม่ว่าจะกิจการค้าขาย การจราจร แม้กระทั่งการสูญเสียชีวิต ที่ว่ากังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นคือเกิดความกังวลว่าจะ มีปัญหาแบบเดียวกันไหมในปีใหม่ หรือปัญหาจะหนักกว่าเก่า เรากังวลถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดและอาจจะเกิด บางคนไม่รู้ว่าตอน นี้จะทำ อย่างไร เรื่องที่เกิดแล้วพอทนได้แต่เรื่องที่ยังไม่เกิด อาจจะหนักกว่าปีเก่าหรือไม่ บางคนต้องไปปรึกษาโหราจารย์ แม้วัดประยุรวงศาวาสก็เปิดพระอุโบสถเพราะโหราจารย์ท่าน พยากรณ์ว่า คนที่เกิดปีนั้น ปีนี้ถ้าจะโชคดีต้องมากราบ สักการบูชาหลวงพ่อพระพุทธธรรมวิเชษฐศาสดา พระประธาน


354 โสตถิธรรมกถา ในพระอุโบสถ เจ้าอาวาสจึงต้องสั่งเปิดพระอุโบสถทั้งวันเพื่อ ความสวัสดีมีชัยของคนมาไหว้พระ วัดจัดสวดมนต์ข้ามปี ก็เพื่อความสวัสดีมีชัย ชาวพุทธทำ ทุกอย่างที่ว่ามาก็ดีอยู่ แต่ ต้องปฏิบัติธรรม ๔ ประการชีวิตจึงจะสวัสดีมีชัย ธรรม ๔ ประการมีดังนี้ ประการที่ ๑ โพชฌา ความสวัสดีเกิดจากปัญญา ประการที่ ๒ ตปสา ความสวัสดีเกิดจากการลงมือทำ  ประการที่ ๓ อินทรีย์สังวร ความสวัสดีเกิดจากการ สำ รวมอินทรีย์ ประการที่ ๔ สัพพนิสสัคคะ ความสวัสดีเกิดจากการ สละสิ่งทั้งปวง ๑.โพชฌา คือปัญญา คำ ว่าปัญญาหมายถึงความรอบรู้ รู้เท่าและรู้ทัน รู้เท่าเอาไว้ป้องกัน รู้ทันเอาไว้แก้ไข จะไปไหน มาไหนต้องมีความรู้ในถิ่นนั้น ย่านนั้น เดินคนเดียวปลอดภัย หรือไม่ ถ้าเห็นว่าปลอดภัย จึงไปได้ถ้าเห็นว่าไม่ปลอดภัย ต้องป้องกันอย่างไรความรู้ช่วยให้เราอยู่รอดปลอดภัย ม็อบ ชุมนุมกันมากที่ไหน อย่าเข้าไปที่นั่นเพราะบริษัทประกันภัย ไม่จ่าย เนื่องจากเรารนหาเรื่องเอง นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ไม่เดินทางมาไทย เพราะบริษัทประกันภัยทั่วโลกไม่จ่าย เขา ถือว่าคุณตั้งใจมาหาเรื่องเองและคุณโง่เองไม่รู้ว่าเขากำ ลังจะ ฆ่ากันแล้วยังจะเข้าไป เพราะฉะนั้น บริษัทประกันภัยไม่คุ้มครอง


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 355 ดังนั้น เวลาจะไปไหนมาไหน ต้องมีความรู้ภูมิศาสตร์รู้สถาน ที่ เหมือนคนจะขับรถไปต่างจังหวัด เขาจะเขียนป้ายว่า โค้ง อันตราย ถึงตรงนี้ต้องชะลอลดความเร็ว ความรู้ทำ ให้เราลด ความเร็ว เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา รถบัสแล่นเร็วตรงโค้ง อันตราย รถตกลงจากภูเขา แม้จะมีกำ แพงปูนกั้นไม่ให้ตก เหว รถบัสชนกำ แพงปูนไถลไป ๖๐ เมตรแล้วไปตกเหวตรง สะพาน มีคนตายหลายสิบคน ดังนั้น เวลาเราจะไปไหนมา ไหน ต้องมีความรู้เท่ารู้ทัน สิ่งไหนมีความเสี่ยงสูงทำ ให้เกิด ทุกข์ภัยอย่าไปยุ่ง ถ้าเราเป็นโรคแพ้อาหารอะไร อย่าไปรับ ประทานอาหารแสลง อย่างนี้เป็นต้น รวมความว่า คนเราต้องอยู่ด้วยความรู้ขับรถบนถนน จะไปไหนต้องรู้จุดหมายปลายทาง แล้วขับไปเรื่อยๆ ถ้าบน ถนนนั้นตรงดิ่ง เรารู้ว่าจะไปไหน ก็ขับตรงไป จะไปเลี้ยวที่ไหน หยุดที่ใด เรามีความรู้เราก็ขับรถปลอดภัย และที่สำ คัญรู้ว่า ตรงไหนมีแยกอันตราย บางทีไฟจราจรก็ไม่มีเราไม่รู้เลย ชีวิตของคนเราจะรอดปลอดภัย ต่อเมื่อรู้ว่ามีกับดักมีเหว มี หลุมมรณะ เช่น การลงทุนทางธุรกิจ ช่วงนี้ถ้าทำ ไป จะมี อุปสรรคตรงนี้มีความเสี่ยงตรงนี้เรายินดีที่จะเผชิญความ เสี่ยงไหม บางทีเราไปเชื่อคนมาชวนไปลงทุน มีความเสี่ยงสูง เราจะร่วมลงทุนกับเขาไหม เราศึกษาที่มาที่ไปประวัติเขาดี หรือยัง ถ้าหากเราไม่มีความรู้ให้รู้จักระแวงระวัง


356 โสตถิธรรมกถา สงฺเกยฺย สงฺกิตฺตพฺพานิระแวงในสิ่งที่ควรจะแวง รกฺเขยฺยานาคตํ ภยํระวังภัยที่จะตามมา ถ้าเราไม่มีระแวงระวัง มันก็จะเหมือนเครื่องบินของสาย การบินเกาหลีในปี๒๕๒๖ บินจากสหรัฐอเมริกา จะไปเกาหลีใต้ เขาบินไปที่ขั้วโลกเหนือก่อนแล้ววกลงมาอีกด้านหนึ่ง ก็จะมา ถึงเกาหลีใต้ฉะนั้นจากสหรัฐอเมริกาเขาบินขึ้นขั้วโลกเหนือลง จอดเติมน้ามันที่อลาสกา ํ จากนั้นก็บินเลียบช่องแคบอลาสกา เลียบชายแดนของสหภาพโซเวียตจนมาถึงเกาหลีใต้เส้นทาง การบินเป็นอย่างนั้น แต่เครื่องบินที่ว่านี้เป็นเครื่องบินพาณิชย์ มีผู้โดยสาร ๒๖๐ คน บินเข้าไปในน่านฟ้าของสหภาพโซเวียต กัปตันไม่รู้ว่าบินเข้าไปในน่านฟ้าของโซเวียต เครื่องบินขับไล่ โซเวียตก็ทะยานขึ้นมาไล่ตาม พอไล่ตามมาเครื่องบินพาณิชย์ ลำ นี้ก็ออกจากน่านฟ้าโซเวียตโดยที่ไม่รู้ว่าถูกติดตาม สักพัก เครื่องบินก็วกกลับมาในดินแดนโซเวียตอีก ทีนี้เครื่องบินขับไล่ โซเวียตยิงขีปนาวุธใส่เครื่องบินจนระเบิดกลางอากาศ ตกลงใน ทะเล ๒๖๐ ชีวิตตายเรียบ โดยที่ไม่ทันรู้ตัว การสอบสวนอย่างเป็นทางการในภายหลังพบว่า กัปตัน เป็นเหตุ กัปตันเครื่องบินมี๒ ประเภท คือ กัปตันที่เป็นคน และกัปตันที่เป็นคอมพิวเตอร์เรียกว่าออโตไพลอต (Auto Pilot) กัปตันอัตโนมัติขับเครื่องบินสมัยนี้กัปตันที่เป็นคน ใช้๒ คน เรียกว่าหัวหน้ากัปตันกับผู้ช่วยกัปตัน อาตมภาพ


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 357 เทศน์สอนกัปตันเครื่องบินการบินไทย เวลาเดินทางไปไหน ถ้าเขาจำ ได้ก็นิมนต์เข้าไปในห้องกัปตัน อาตมภาพก็เข้าไปดู กัปตันนั่งคุมแป้นอยู่ แล้วเขาก็บอกว่า เครื่องบินไปเองโดย นักบินอัตโนมัติตั้งแต่เครื่องบินขึ้นจนเครื่องบินลง เรามีหน้า ที่ดูว่าเข้าเส้นทางตามที่ตั้งโปรแกรมตามคอมพิวเตอร์ไหม ถามว่ากัปตันมนุษย์เอาไว้ทำ อะไร เขาก็บอกว่า เครื่องบิน เวลาบิน มันสวนทิศทางลมบ้าง แรงดึงดูดของโลก มันดึงออก นอกทางบ้าง เรามีหน้าที่นำ มันกลับเข้าเส้นทาง ดึงมันเข้าทาง ตรง ให้ไปถึงเป้าหมาย และเวลาจะลงที่สนามบิน มีอันตราย ทุกครั้ง อาจมีพายุเมฆ ฝนฟ้าคะนอง เพราะเวลาที่ขึ้นบินจาก ประเทศไทยไปอเมริกา กว่าจะไปถึงใช้เวลาเกือบ ๒๐ ชั่วโมง พยากรณ์อากาศตอนเครื่องขึ้น ยังไม่มีเมฆฝนเท่าไร แต่พอ เครื่องจะลง เมฆฝนอาจจะมา มีฟ้าแลบที่สนามบิน ฟ้าอาจ ผ่าเครื่องบิน แม้ว่าสมัยนี้จะมีระบบป้องกันฟ้าผ่าบนเครื่องบิน เขาจะหลบก้อนเมฆอันตราย แล้วเข้าไปก้อนเมฆที่ไม่อันตราย เรื่องหลบอันตรายเป็นหน้าที่ของกัปตันที่เป็นมนุษย์ เครื่องบินเกาหลีใช้กัปตันอัตโนมัติคุมตลอด แต่เครื่อง บินเกาหลีที่ว่านี้ตั้งโปรแกรมผิด คือตั้งให้บินเข้าไปในน่านฟ้า ของสหภาพโซเวียต กัปตันมนุษย์ไม่รู้เรื่องเลย เครื่องบินรบ โซเวียตเตือนก็แล้ว เขาถือว่าเป็นเครื่องบินสอดแนม จึงยิง เครื่องบินตก มีคนตายไป ๒๖๐ คน เป็นเหตุให้ประธานาธิบดี


358 โสตถิธรรมกถา สหรัฐฯ ประกาศว่า ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกากำ ลังทำ โครงการระบบกำ หนดที่อยู่บนพื้นผิวโลก ด้วยระบบดาวเทียม เรียกในภาษาปัจจุบันว่าจีพีเอ็ส (GPS) จีพีเอ็สทำ ให้เรารู้ได้ว่า ตอนนี้เรากำ ลังอยู่ที่ตำ แหน่งไหนในโลก มันจะปรากฏในจอ คอมพิวเตอร์สมัยนั้นไม่มีจีพีเอ็ส เมื่อไม่มีจีพีเอ็ส กัปตันจึง ไม่รู้ว่าเครื่องบินออกนอกเส้นทางจึงโดนยิงตก ทำ นองเดียวกัน ทุกวันนี้เราไปไหนปลอดภัย รถยนต์ ของเราจะมีแผนที่ขึ้นบนจอ ถ้าโยมมาเมืองไทยเช่ารถ จะมี แผนที่กรุงเทพฯ ขึ้นอยู่บนจอ ทุกประเทศเขาจะมีหมดใน คอมพิวเตอร์นี่เป็นผลมาจากสายการบินเกาหลี(Korean Air) ถูกยิงตก เพราะความไม่รู้ของกัปตัน ทั้งกัปตันเครื่องบิน ที่เป็นมนุษย์ส่วนกัปตันที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รู้แต่มีคนไม่ หวังดีตั้งระบบคอมพิวเตอร์หลอกไว้ทำ ให้เครื่องบินออกนอก ทางตามที่เขากำ หนดไว้ในคอมพิวเตอร์แต่มนุษย์ไม่รู้จึงตาย กันหมด เราถูกระบบอัตโนมัติหลอกกันทุกวัน มันหลอกให้เรา ออกนอกทาง แล้วเราก็หายนะกันทุกวัน ระบบอัตโนมัติที่ว่านี้ เป็นระบบในชีวิตของท่าน ทุกคนมีระบบอัตโนมัติ อะไรคือระบบอัตโนมัติในชีวิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นระบบอัตโนมัติ เวลาที่เรามีสัญญา แปลว่าความหมายรู้เรามองแล้วจะเกิด


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 359 สัญญารับรู้โดยอัตโนมัติว่า นี่เป็นคน นี่เป็นผู้หญิงผู้ชาย พอเห็นภาพเราก็เกิดเวทนา แปลว่า ความรู้สึกสุข ทุกข์ไม่สุข ไม่ทุกข์อย่างเช่นท่าน นั่งฟังเทศน์อยู่นี้บางคนฟังโหมด อัตโนมัติฟังเทศน์แบบอัตโนมัติฟังไปอย่างนั้น เกิดเวทนา เมื่อย ทุกข์นั่งเหยียดขาไปบ้าง ทำ โดยอัตโนมัติเมื่อมีสัญญา จะเกิดเวทนาความรู้สึก ถ้ามีความสุขท่านก็อยากได้เป็นตัณหา ได้แล้วก็ไม่อยากให้ใครแย่งไป เป็นอุปาทาน ถ้าใครมาแย่ง ก็ทะเลาะกัน ทุกวันนี้เราอยู่ด้วยระบบอัตโนมัติโยมอยู่ด้วยระบบ อัตโนมัติคือไปไหนก็ตามเห็นของสวยๆ งามๆ ความจริง ไม่ได้ตั้งใจซื้อ เดินผ่านหน้าร้านเห็นโฆษณาปีใหม่ลดกระหนํ่า ก็ซื้อทันทีโดยอัตโนมัติจนเงินหมด กลับมาบ้านเห็นของ เต็มบ้าน ลูกถามว่าแม่ซื้อมาทำ ไม ซื้อด้วยความเคยชิน ระบบ อัตโนมัติเป็นแบบนี้เราขับรถไปบนถนนเขาแซงเรา เราก็โกรธ แล้ว ยังมาเปิดกระจกทำ ปากพะงาบ เราจึงขับรถไปด่าว่าเขา ระบบอัตโนมัติทำ งานแล้ว ไม่ได้คิดเลยว่า ควรหรือไม่ควรด่า ปาดกันไปปาดกันมา คนที่ด่าเรามันโกรธเปิดกระจกรถ เอาปืน ยิงมา ฆ่ากันตายกันไปโดยที่ไม่รู้จักกัน เพราะระบบอัตโนมัติ มันทำ งาน เขาเรียกว่า ระบบแห่งกิเลสตัณหา ระบบกิเลส ตัณหาเป็นระบบอัตโนมัติที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ คือ ถ้าชอบ ก็เกิดโลภทันทีถ้าไม่ชอบก็เกิดโทสะทันที


360 โสตถิธรรมกถา ถ้าใครอยากปลอดภัยให้ตั้งระบบสติปัญญาคอยกำ กับ ระบบกิเลสตัณหา คือ ใช้กัปตันที่มีปัญญา เป็นระบบที่ตรวจ สอบได้ด้วยสติปัญญา สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดมักเกิด ปัญหา เราอยู่ด้วยปัญญา อย่าอยู่ด้วยอารมณ์ถ้าเราอยู่ด้วย อารมณ์เกิดปัญหาง่ายมาก พอเปิดทีวีขึ้นมาตอนเช้าหรืออ่าน หนังสือพิมพ์ชวนให้ไปประท้วงที่นั้นที่นี่ เราก็ไปด้วยอารมณ์ แต่ลืมไปว่ามันไม่ปลอดภัย เราอาจตายฟรีจริงอยู่เราไม่ชอบ เราก็อยากไปประท้วง แต่ให้ดูตาม้าตาเรือก่อน อย่าทำ อะไร ด้วยความไม่รู้ต่อไปนี้อย่าทำ อะไรด้วยอารมณ์ทำ ด้วยปัญญา ด้วยเหตุผล ใครด่าก็อย่าไปรีบโกรธเขา ต้องพิจารณาดูก่อน ว่าทำ ไมเขาด่าเรา เราควรด่าตอบไหม เราควรโกรธตอบไหม เขาเรียกว่ายั้งคิดก่อน คิดก่อนพูด คิดก่อนทำ คิดให้รอบคอบ เราก็จะไม่ไปหาเรื่องใคร ทั้งๆ ที่เราโกรธ เราก็จะไม่ไปทะเลาะ กับคนอื่นโดยไม่จำ เป็น ถ้าทำ ด้วยอารมณ์เรียกว่าเป็นคนไม่มี เหตุผล ครอบครัวไม่เป็นสุข บ้านไม่เป็นสุข วัดไม่เป็นสุข ประเทศชาติก็ไม่ปลอดภัย คนต่างประเทศก็ไม่อยากมาเที่ยว ตอนนี้คนออกต่างจังหวัดเยอะ ไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ กัน เหลือโยมมาฟังเทศน์ปีใหม่เท่านี้ก็นับว่าเยอะแล้ว แต่ว่าคืนนี้ จะไปไหน ใช้ปัญญาหน่อย ไปที่ที่ปลอดภัย ในที่ที่คนเมา เยอะ ดื่มสุราเยอะ อย่าไป ไปสวดมนต์ที่สนามหลวงดีกว่า วันนี้ตั้งแต่ ๕ ทุ่มครึ่ง อาตมภาพจะไปนั่งนำ สวดมนต์อยู่ที่


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 361 ท้องสนามหลวง ไปเป็นประธานสวดมนต์ข้ามปีจะมีการ ถ่ายทอดทีวีมาถึงวัดประยุรวงศาวาสด้วย ข้อที่ ๒ ตปสา ความสวัสดีเกิดจากตบะความเพียรเผา กิเลส หมายถึงความเพียรที่จะลดละกิเลส อย่าตามใจความ โลภ ความโกรธ ความหลง ที่บางคนเป็นหนี้เป็นสินติดกับดัก เพราะเราไปเซ็นสัญญาหรือไปตกลงซื้อสินค้าอันนั้น การที่เรา ห้ามใจได้เรียกว่ามีตบะ การหลีกเลี่ยงอบายมุขได้นี่เป็นตบะ เมื่อเราไม่ทำ อะไรตามใจกิเลสตัณหา เรียกว่ามีตบะความเพียร เผากิเลส ชีวิตเราจะปลอดภัย ข้อที่ ๓ อินทรียสังวร ควบคุมประสาทสัมผัส ทำ ตัวเป็น เต่าวัดประยุรวงศาวาสทำ ไมเต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนที่สุดในโลก สุนัขจะกัดมัน มันก็หดหัวหดเท้าอยู่ในกระดองเราเองก็เช่น เดียวกัน อย่าไปแส่หาเรื่อง ใครด่าเราก็อย่ายื่นหูไปฟัง ใคร เขายั่วมา เราก็อย่าไปดูหรือทำ ตัวเป็นลิงสามตัว ตัวหนึ่งปิด หูตัวหนึ่งปิดตา ตัวหนึ่งปิดปาก ตามคติที่ว่า “ปิดหูซ้ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นั่งนอนสบาย” รู้ว่าที่ไหนมี อันตรายอย่าไป ดูทีวีบางช่องแล้วไม่สบายใจก็ไม่ต้องดู พยายามเก็บตัวอยู่ในที่ปลอดภัยเขาเรียกว่า อยู่ในเซฟเฮ้าส์ (Safe house) อยู่ในสถานที่ปลอดภัยก็อย่าทำ ให้จิต ฟุ้งซ่าน ถ้าเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม เจริญกรรมฐาน รับรอง ปลอดภัยอายุยืน


362 โสตถิธรรมกถา ข้อสุดท้าย สัพพนิสัคคา แปลว่า สละสิ่งทั้งปวง บางที เราอุตส่าห์หดตัวอยู่ในกระดองแล้ว ก็ยังยั่วอยู่ได้มากวน อะไรต่างๆ แล้วก็จะเกิดเรื่องถ้าเราไปตอบโต้ถ้าไม่ไปเราก็ จะต้องแพ้เขา เสียหน้า เสียเกียรติเราพยายามคิดปล่อยวาง ว่าไม่เป็นไรหรอกปีใหม่นี้หลบอยู่ในบ้านก็ได้ใครจะว่าเราจน ก็ไม่เป็นไร ฉลองปีใหม่กับครอบครัวที่บ้านปลอดภัยดีที่สุด ใครจะว่าอะไรเราไม่ยึดติด นี่เรียกว่า สัพพนิสัคคา แปลว่า สละสิ่งทั้งปวง บางทีถ้าอยู่ไปทุกข์เหลือเกิน ถอยจนสุดซอย แล้วก็ยังไปไม่รอด ลาออกก็ได้เขาเรียกว่า สัพพนิสัคคา เราก็ จะปลอดภัยไม่มีเรื่อง นี่คือมาตรการสุดท้าย ฉะนั้น ถ้าหากว่า เลือกตั้งเดินหน้าต่อไป คนไทยจะฆ่ากัน ถอยบ้างก็ได้การถอย คือสละความยึดติด ลดทิฐิมานะ ถ้าจะทำ ให้คนตายเยอะ ถอย บ้างดีกว่า ถอยก็คือสละ สละอะไร สละความยึดมั่นถือมั่น ถ้าเราแพ้เขาแล้ว อย่าคิดว่าคดีแพ้แต่คนไม่แพ้เอาปืนไปยิง เขาตาย หรือถูกแย่งคนรักของรัก เราคิดเสียใจอยู่นั่นแหละ จนตายก็ยังไม่ลืมความทุกข์ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้น สัพพนิสัคคา ปล่อยมันไปเถิด อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเราหาใหม่ดีกว่า ถ้าหากว่าเราไปยึดอยู่ตรงนี้มีแต่ความทุกข์เราไปคบคนอื่น ไปที่อื่นมีความสุขกว่า เราจะเริ่มปีใหม่ที่สดใสกว่าเก่า รวมความว่า ความสวัสดีมาจากธรรม ๔ ประการ คือ ๑. ปัญญา มีความรู้เท่าทัน ๒. ความเพียร ทำ ไปตามความรู้ที่


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 363 เราบอกให้ทำ อันไหนดีทำ อันนั้น ๓. อินทรีย์สังวรพยายามที่ จะปิดหูปิดตาอย่าไปดูสิ่งยั่วที่จะทำ ให้เราไปเจออันตราย และ ๔. ข้อสุดท้ายขณะปิดหูซ้ายขวายังถูกยั่ว ถูกกระตุ้นให้คิดถึง ความทุกข์ความพ่ายแพ้เราต้องปล่อยวาง ลืมมันไปเสียบ้าง อภัยกันบ้าง โดยเฉพาะใครมาทำ อะไรเรา ลืมและให้อภัยกัน ถ้าไม่มีการให้อภัยผิด และไม่คิดที่จะลืมซึ่งความหลัง จะหาสามัคคียากลำ บากจัง ความผิดพลั้งย่อมมีทั่วทุกตัวตน ถ้าคนไทยไม่ให้อภัยกัน ความทุกข์ก็จะตามต่อไปยัง ปีใหม่ ก็จะสร้างเงื่อนไข สร้างเหตุปัจจัยแห่งความรุนแรงจาก ทุกฝ่าย และประเทศไทยก็จะเป็นประเทศอันตรายที่นักท่อง เที่ยวมาแล้วเสี่ยงชีวิต ความปลอดภัย ความสวัสดีก็ไม่มี ฉะนั้น ถ้าอยากได้ความสวัสดีมีชัย ต้องมีธรรมเพื่อความสวัสดี ทั้ง ๔ ประการ ปฏิบัติกันทั้งประเทศไทยแล้วประเทศไทยจะมี ความสุข ความงาม ความปลอดภัย สมคำ ว่าสวัสดีปีใหม่กัน ทุกคน รับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในโสตถิธรรมกถา พอสมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ขอ ความสุข ความสวัสดีมีชัย ในปีใหม่ตามพรแห่งพระธรรมที่


364 โสตถิธรรมกถา รับประทานแสดงมา จงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกรูปทุกท่าน ตลอดปี ใหม่และตลอดไป เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 365 อัตตโจทนกถา* ว่าด้วยการเตือนตน อตฺตนา โจทยตฺตานํ ปฏิมํเสตมตฺตนาติ (ขุ.ธ.๒๕/๓๕/๖๖) ณ บัดนี้จักรับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในอัตตโจทนกถา ว่าด้วยการเตือนตนเพื่อเป็นเครื่องประคับประคอง ฉลองศรัทธาประดับปัญญาบารมีอนุโมทนากุศลบุญราศีของ ญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้ขวนขวายมาบำ เพ็ญบุญ บำ เพ็ญกุศล ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหารแห่งนี้ เนื่องในวันพระวันธรรมสวนะ คือวันฟังธรรม การฟัง ธรรมนี้ให้นำ เอาไปพินิจพิจารณาแล้วสอนตัวเอง ถ้าหากฟัง แล้วจดจำ ไม่ได้ไม่นำ ไปสอนตนเอง ธรรมะนั้นไม่ค่อยจะมี ประโยชน์กับตัวเราเท่าไร ฉะนั้นเวลาฟังพระเทศน์ให้ตั้งใจฟัง * พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙,Ph.D.) แสดง ในวันธรรมสวนะ ณ พระอุโบสถวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ]


366 อัตตโจทนกถา ตั้งใจจำ นำ เอาไปสอนตน ธรรมะใดๆ ก็ไร้ค่า ถ้าไม่นำ เอาไป สอนตัวเอง พอสอนตัวเองแล้วจะเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนชีวิตของเรา โดยเฉพาะในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับ ปีใหม่ ๒๕๕๘ มีอะไรดีๆ รอเราอยู่มากมายในปีใหม่ แต่ ถ้าหากว่าเราไม่มีการปรับปรุงตนเอง ไม่มีการเตรียมตัวเพื่อ รับสิ่งที่ดีที่งาม ที่จะเข้ามาสู่ชีวิต บางทีสิ่งดีๆ เหล่านั้น มันก็ จะล่วงเลยเราไปอีก โอกาสไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยและเมื่อมีโอกาส ปรากฏว่าเราไม่พร้อม ไม่พร้อมที่จะรับสิ่งดีๆ ที่ผ่านเข้ามา เลยตกขบวนรถไฟอยู่เรื่อย ดังนั้น ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างนี้จึงเป็น เวลาที่ดีสำ หรับเตรียมตัวให้พร้อม ซักซ้อมให้ดีเข้าไปสู่ชีวิต ใหม่ เดือนใหม่นั้น ในคติที่เรากำ ลังพูดถึงเป็นคติฝรั่งเริ่มจาก เดือนมกราคม ธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายของปีมกราคมเป็น เดือนแรก ซึ่งไม่ใช่คติไทยหรืออินเดีย ในฝ่ายไทยเราเคยขึ้น ปีใหม่กันในวันสงกรานต์ ตามคติฝรั่งนี้เดือนมกราคมเขาเรียกเป็นภาษาอังกฤษ ว่าแจนยัวรี่ (January) เป็นการตั้งตามชื่อของเทพเจ้าประจำ เดือนมกราคม ชื่อว่าเจนัส (Janus) เป็นเทพเจ้าที่มีหน้า สองหน้า หน้าหนึ่งมองไปข้างหน้า อีกหน้าหนึ่งมองไปข้างหลัง


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 367 หน้าหนึ่งมองไปปี๒๕๕๘ ในอนาคต อีกหน้าหนึ่งมองกลับ อดีตปี๒๕๕๗ ที่กำ ลังจะหมดไป ทำ ไมเทพเจ้าเจนัสจึงมี๒ หน้า เพราะว่าเทพเจ้าองค์นี้ตามคติของโรมัน มีหน้าที่เฝ้า ประตูใครเข้าใครออกสวรรค์ต้องผ่านประตูนี้เจนัสต้องคอย เหลียวไปเหลียวมาจนเมื่อยคอเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์ของ โรมันเรียกว่าจูปิเตอร์(Jupiter) จึงบันดาลให้เจนัสไม่ต้อง เหลียวหน้าเหลียวหลัง คือบันดาลให้มี๒ หน้า หน้าหนึ่ง สำ หรับดูคนที่กำ ลังออกไปอีกหน้าหนึ่งสำ หรับดูคนที่จะเข้าจึง เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของปีเก่าที่กำลังจะผ่านไปสู่ปีใหม่ หน้าหนึ่งที่มองอดีตเห็นว่าอะไรที่ไม่ดีให้กันไว้อย่าให้ ตามไปรังควาญเราในปีใหม่นี่คือหน้าที่มองไปข้างหลัง หน้าที่ มองไปข้างหน้าก็เดินไปสู่เป้าหมายที่เราประสงค์ที่ดีงามอะไร ที่ไม่ดีทิ้งไป อะไรที่ดีมุ่งไปสู่ตรงนั้น ถ้ามันดีอยู่แล้วก็พาไปสู่ ปีใหม่ ดังนั้น ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่เป็นเวลาที่เราจะ ตรวจสอบตัวเองและเตือนตนเอง ดังพระบาลีที่อาตมภาพ ได้ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทไว้ณ เบื้องต้นว่า อตฺตนา โจทยตฺตานํ เป็นต้น แปลความว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง จงพิจารณา ตรวจสอบตนเองด้วยตนเอง คือเอาตัวเรา มองตัวเรา ถ้าเรา ไม่ตรวจสอบตัวเอง ไม่เตือนตัวเอง ใครเขาจะมาเตือนเรา ใครจะรู้จักเราดีเท่ากับตัวเราเอง คนที่ใกล้ชิดเรา เขามีเรื่องที่


368 อัตตโจทนกถา จะต้องใส่ใจสนใจ คือตัวเขาเอง เราเองเท่านั้นรู้ว่าอะไรเป็น จุดเด่นในตัวเรา อะไรเป็นจุดด้อยที่จะต้องกำ จัด ฉะนั้น เมื่อพิจารณาจุดเด่น จุดด้อยในรอบปีที่ผ่านมา เราจะได้กำ จัด จุดด้อยเสริมจุดเด่น ด้วยการพิจารณาตรวจสอบ อะไรดี อะไรไม่ดีในตัวเรา เราจึงเตือนตนอยู่เสมอ ตนของตน เตือนตน ให้พ้นผิด ตนเตือนจิต ตนได้ใครจะเหมือน ตนเตือนตน ไม่ได้ใครจะเตือน อย่าแชเชือน เตือนตน ให้พ้นภัย ช่วงเวลานี้ก่อนจะสิ้นปีให้ใช้ใบหน้าที่มองไปข้างหลัง เตือนตัวเรา และให้ใช้ใบหน้าที่มองไปข้างหน้าวางแผน สำ หรับอนาคต การวางแผนสำ หรับอนาคตคือปีหน้าวางให้ ตรงกับจุดเด่นของเรา อย่าไปทำ ตรงจุดด้อย ปีหน้าเราจะทำ อะไรดีบางคนวางแผนในสิ่งที่ตนไม่ถนัด ไม่มีทุน ไม่มีพรรค พวก อยากจะเดินทางไปจังหวัดไหนช่วงปีใหม่ ถามว่าจุดเด่น ของเราอยู่ตรงไหน มีค่ารถ มีค่าเครื่องบินไหม ไปแล้วมีญาติ สนิทมิตรสหายอยู่ที่นั่นหรือไม่ มีใครคอยอำ นวยความสะดวก ไหม ถ้าไม่มีแต่ว่ามีเงิน บริษัททัวร์เขาจัดให้ได้และอากาศ เป็นอย่างไร หนาวเกินไปเหมาะกับเราไหม ร้อนเกินไป เรา ทนไหวไหม เรียกว่าพิจารณาจากจุดที่เรามีไปสู่เป้าหมายที่ เราจะไป เวลาเตือนตนไม่ใช่เตือนมั่วๆ ไม่ใช่นึกจะด่าตัวเราเอง


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 369 ว่าโง่ มันแล้วแต่สถานการณ์บางทีความโง่ก็มีประโยชน์เช่น พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำ ลึงทอง ตอนนี้ต้องหัดโง่บ้าง โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก ฝากให้คิด ทางชีวิต จะรุ่งโรจน์โสตถิผล ต้องรู้โง่ รู้ฉลาด ปราดเปรื่องตน โง่สิบหน ดีกว่าเบ่ง เก่งเดี๋ยวเดียว ตอนไหนต้องแกล้งโง่ ทำ โง่บ้าง เพื่อที่จะให้ไม่ไปขัดใจ หรือไประรานเขา แต่อย่าโง่แนบเนียนเกินไป ฉลาดบ้างก็ได้ เพราะฉะนั้น ต้องรู้โง่ รู้ฉลาด คือเมื่อใดควรจะโง่ เมื่อใดควร จะฉลาด หัดนิ่งเป็นบ้าง หัดโง่เป็นบ้าง หัดแพ้เป็นบ้าง นั่นแหละ ท่านกำ ลังชนะและกำ ลังฉลาดขึ้น หมายความว่า เราจะ เคลื่อนไหวไปทางไหน อยู่ที่เป้าหมายของเรา เราจะทำ อะไร เตือนตัวเองให้ปรับกระบวนยุทธ์ปรับทีท่าให้สอดคล้องกับ เป้าหมายที่ต้องการ วัดประยุรวงศาวาสมีแผนในปีหน้าชัดเจน ถ้าเดินไป ข้างหลังพระอุโบสถ จะเห็นที่โล่งตรงนั้น เรารื้ออาคารไป ๒ หลัง วัดจะสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทนที่ วัดบางวัดเขาสร้าง อาคารเพื่อเป็นที่บำ เพ็ญกุศล เช่นตั้งศพ หรือเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปองค์ใหญ่เรียกว่าวิหาร แต่วัดประยุรวงศาวาส มีหมดแล้ว เราตรวจสอบตัวเอง อะไรคือจุดเด่นของวัด อะไร


370 อัตตโจทนกถา คือจุดด้อย อะไรคือโอกาส และอะไรคืออุปสรรค จุดเด่น ของวัดคือมีนักเทศน์มาก เรียกว่าเป็นดงนักเทศน์มาแต่ โบราณ ดังคำ กล่าวที่ว่า อยากเป็นนักเทศน์ให้อยู่วัดประยุรฯ อยากเป็นเจ้าคุณให้ไปอยู่วัดมหาธาตุฯ อยากเป็นนักปราชญ์ให้อยู่วัดสามพระยา อยากเป็นมหาให้อยู่วัดเบญจมบพิตร จุดเด่นของวัดประยุรวงศาวาสคือมีนักเทศน์จุดด้อยคือ ไม่มีที่จะเทศน์ในวัดพระอุโบสถก็กำ ลังซ่อม อาคารต่างๆ ใช้ สวด เพราะฉะนั้นพระวัดประยุรวงศาวาสเป็นวัดมีนักสวด เพียบ ที่สวดมีมาก แต่ที่เทศน์ไม่ค่อยมีเพราะฉะนั้น เราต้อง แก้จุดอ่อนด้วยการสร้างห้องประชุมใหญ่ ให้โยมมาฟังเทศน์ กันทีหนึ่งได้๕๐๐ คน จะจัดงานใหญ่อย่างนี้ไม่เป็นสัปปายะ จึงจำ เป็นต้องจัดสร้างหอประชุม ๕๐๐ ที่นั่งขึ้นไป มีเครื่อง เสียงเพียบ มีลิฟท์ให้ญาติโยมขึ้นไปฟังเทศน์ ปีหน้าโยมคงได้ขึ้นไปฟังเทศน์ในห้องแอร์เครื่องเสียง อย่างดีอาคาร ๓ ชั้น ชั้นที่ ๓ มีลิฟท์ขึ้นไป จุผู้ฟังอย่างน้อย ๕๐๐ ชั้นที่ ๒ มีห้องพัก ปกติใครจะมาค้างวัดวันปาติโมกข์ วันถือศีลอุโบสถต้องนอนบนศาลา แต่ต่อไปนี้มีห้องพักติดแอร์ พร้อมห้องนํ้าในตัว อยู่ชั้นที่ ๒ ส่วนชั้นล่างสุดเป็นห้องสมุด


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 371 เป็นพิพิธภัณฑ์เรียกว่าเรามีจุดแข็งคือมีนักเทศน์จะให้พระ อยู่เทศน์ประจำ จัดที่เทศน์ที่บรรยายธรรม โอกาสสร้างหอประชุมมาถึงปีหน้าที่จ้าภาพมาทอดกฐิน จองกฐินตั้งแต่ปีนี้ปีหน้ามาทอด เขาถามว่าท่านจะเอาบริวาร กฐินเป็นอะไร ปกติกฐินทอดเป็นผ้าไตรจีวร ส่วนบริวารกฐิน คือปัจจัยหรือของใช้ในวัด เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส มักน้อยบอกไม่เอาอะไรมาก เอาอาคาร ๑ หลัง ๕๐ ล้านบาท ปรากฏว่าเจ้าภาพใจถึงจริงๆ ทอดกฐินทีหนึ่งสร้างอาคาร ๑ หลังถวายเลย โอกาสมาถึง แต่ว่าอาคารนี้ไหนๆ จะสร้าง ต้องยาว คือ สร้างยาวกว่าโรงเรียนส่งเสริมฯ ที่คู่ขนานกัน ที่ โรงเรียนส่งเสริมชั้นล่าง จุได้๒๕๐ คน เพราะฉะนั้น เรามี โอกาสเพราะมีเจ้าภาพดำ เนินการในปีหน้า คำ ถามคือว่า เมื่อมีสถานที่สำ หรับเทศน์สำ หรับสอน แล้ว โยมพร้อมจะไปฟังเทศน์หรือยัง พระพร้อมที่จะไปเทศน์ ตรงนั้นหรือไม่ เขาเรียกว่าตรวจสอบตัวเอง เมื่อมีโอกาสเช่นนี้ ถ้ารายังไม่ได้เป็นนักเทศน์ต้องฝึกเทศน์เตรียมไปสู่เป้าหมาย ในอนาคต ถ้าที่ตรงนี้ดีเราจะใช้ประโยชน์อะไร และเรา พร้อมไหม ถ้าไม่พร้อมต้องฝึกฝนตนเอง ถ้าไม่มีเวทีแสดงก็ แล้วไป แต่เมื่อมีเวทีให้แสดง เราร้องเพลงเป็นไหม เขามาจัด คอนเสิร์ตให้เราแสดง เรารำ เป็นไหม ถ้าเขามาจัดงานที่บ้าน ให้เรารำ เขาบอกอีกครึ่งปีจะมีการจัดงานรำ อวยพรผู้ใหญ่


372 อัตตโจทนกถา ที่บ้านของเรา เรารู้ว่าเรามีจุดอ่อนคือร้องไม่เป็น รำ ไม่เป็น เราต้องฝึกซ้อม นี่เรียกว่าเตือนตัวเอง ไม่ใช่เตือนมั่วๆ เรา เตือนตัวเองให้เตรียมความพร้อม ฉะนั้น เตือนตนในที่นี้คือ เตรียมที่จะทำ ในสิ่งที่เรา ประสงค์เมื่ออายุมากแล้วเราเตรียมอะไรไว้สำ หรับเดินทาง เช่นทำ บุญกุศล จัดการมรดกให้คนอยู่ข้างหลังไม่ต้องทะเลาะ แย่งมรดกกัน นี่เรียกว่าไม่ประมาท อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลย ผ่านไป หลับๆ ตื่นๆ อยู่อย่างไม่มีเป้าหมาย เรียกว่าเป็นคน พาล พาลแปลว่าคนไร้ปัญญา อยู่สักแต่ว่าหายใจเข้า หายใจ ออก ไม่มีแผนการอันเป็นประโยชน์สำ หรับอนาคต ส่วนบัณฑิตคือผู้มีปัญญา นึกถึงประโยชน์ปัจจุบัน และ ประโยชน์ในอนาคตบัณฑิตทำ ประโยชน์ปัจจุบันยังไม่พอ คิด จะทำ ประโยชน์ปีหน้า ปีต่อๆ ไปดังพระบาลีว่า ทิฏฺเ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก เป็นต้น แปลความว่า คนมี ปัญญาท่านเรียกว่าบัณฑิต เพราะคิดถึงประโยชน์ปัจจุบันและ ประโยชน์ระยะยาวในอนาคต ถ้าคิดว่าจะทำ ประโยชน์ใน อนาคตทำ ไมไม่เตรียมตัว จะหุงข้าวเตรียมฟืนหรือยัง จะนั่งดู ที่ดูทางมีการเตรียมกันทั้งนั้น ไม่ใช่หิวขึ้นมาก็จะรับประทาน โดยยังไม่ได้เตรียมอาหาร


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 373 จะปลูกพืชก็ต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร จะเทศนาวาทการก็ต้องเตรียมตัว การเทศน์ทุกครั้งต้องเตรียมตัว ทุกอย่างต้องมีการเตรียม พร้อม เวลาท่านเตรียมตัวต้องพิจารณาดูว่า เราพร้อมที่จะทำ สิ่งที่จะดำ เนินการไหม ถ้าไม่พร้อมต้องเตรียมตัวเตรียมใจ ก่อน ถ้าหากว่ามีอะไรจะต้องแก้ไขปรับปรุงให้เกิดความพร้อม ต้องกลับจิตกลับใจ กลับกลายกลับตัว กลับหางกลับหัว เปลี่ยนชั่วให้เป็นดีอะไรที่ไม่พร้อมไม่ดีที่ผ่านมาอย่าไปเก็บ เอาไว้ทำ สิ่งที่ดีงามให้กับตัวเองและอย่าไปผัดผ่อนให้เวลา ผ่านไปอย่างไร้คุณค่า เวลาทุกนาทีหมดไปแล้วเอากลับคืน ไม่ได้ ปี๒๕๕๗ หมดไปแล้ว เอาคืนได้ไหม บางคนบอกว่า เวลาเป็นเงินเป็นทองอันที่จริง เวลามีค่ากว่าเงินกว่าทอง เพราะเงินทองหล่นหายแล้วตามหาคืนได้หมดแล้วเอามาใหม่ ได้แต่เวลาหมดแล้วหมดเลย หมดไปอย่างไม่มีวันหวนคืนมา อันเงินทองหล่นหายย้อนไปหา  ยังมีถ้าหวังพบประสบสม แต่เวลาผ่านไปไม่ปรารมภ์  จะนิยมย้อนหลังอย่าหวังเลย บางครั้ง โอกาสเพียงครั้งเดียว พลาดแล้วพลาดเลย เหมือนเรื่องดังต่อไปนี้


374 อัตตโจทนกถา นกพิราบกับมดเป็นเพื่อนกัน นกทำ รังอยู่บนต้นไทร ส่วนมดอาศัยอยู่ริมแม่น้าใต้ต้นไทร ํ ต้นไทรอยู่ริมน้าแผ่กิ่งก้าน ํ สาขายื่นไปในแม่นํ้า ส่วนมดทำ รังอยู่กับดินมีครอบครัวอยู่ ตรงนั้น มันเป็นเพื่อนกับนกพิราบ นกรับมดเป็นเพื่อนโดยไม่รังเกียจว่าตัวเล็กจะมีประโยชน์ อะไร คิดว่าอย่างน้อยเอาไว้คุยแก้เหงา สร้างมิตรภาพกัน จน กระทั่งวันหนึ่งฝนตกหนัก นํ้าเจิ่งนองล้นตลิ่ง มดไม่ทันระวัง ตัว นํ้ามาพัดเอามดลอยไปกลางแม่นํ้า นกมองเห็นความทุกข์ของเพื่อนคิดจะช่วย แต่นกว่ายน้าํ ไม่เป็น มันมีจุดอ่อน อะไรคือจุดแข็งของนก จุดแข็งคือนก บินได้เมื่อนกบินได้นกใช้จุดแข็งของตนให้เป็นประโยชน์จะ ช่วยใครต้องพิจารณา นกจึงเตือนตัวเองว่า เพื่อนจะจมนํ้า ตายแล้วถ้าไม่ช่วยตอนนี้มดตายแน่นอน โอกาสมันมีแค่นี้นก เตือนตัวเองให้รีบช่วยมด นกใช้ปัญญาคิดว่าจะทำ อย่างไร นกคาบเอาใบไม้บินโฉบลงไปใกล้มดที่กำ ลังจะจมนํ้า ทิ้งใบไม้ แห้งลงใกล้ตัวมดเหมือนแพกู้ชีพ บอกให้มดปีนขึ้นมาบนใบไม้ มดได้สติเห็นใบไม้รู้สึกขอบคุณนก ปีนขึ้นไปเกาะบนใบไม้ ใบไม้ลอยไปตามนํ้า นกก็บินโฉบมาอีกรอบ เอาปากคาบใบไม้ ที่มีมดอยู่นั้น มาวางไว้บนบกริมตลิ่ง มดรอดชีวิตด้วยความ มีนํ้าใจและการช่วยอย่างทันท่วงทีของนก เวลาไม่คอยท่า การที่นกตัดสินใจอย่างรวดเร็วได้ช่วยมดให้รอดตาย


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 375 เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีจนกระทั่งวันหนึ่ง นายพราน เดินมาใต้ต้นไทร เล็งธนูไปที่นกพิราบ ซึ่งกำ ลังเกาะกิ่งไทร พรานขึ้นธนูเตรียมยิงนก มดอยู่ข้างล่างมองเห็นเหตุการณ์ ตลอด ถ้าไม่ตัดสินใจให้ทันท่วงทีนกตายแน่ มดมีนํ้าใจอยาก จะช่วยเพื่อน แต่ต้องพิจารณาตัวเองเหมือนกัน มดตัวเล็กๆ จะช่วยนกได้อย่างไร เพราะฉะนั้น มดใช้จุดแข็งให้เป็นประโยชน์ ตรวจสอบตัวเองว่ามดมีจุดแข็งอะไรจุดแข็งคือกัดเก่ง เพราะ ฉะนั้น มดก็กัดที่เท้าของนายพรานที่กำ ลังเล็งธนูไปที่นก นายพรานโดนมดกัดร้องเสียงดัง ธนูหลุดมือ นายพราน พอปล่อยธนูอุทานด่ามด นกพิราบได้ยินเสียงก็บินหนีไปและ นึกขอบคุณมดว่า เรารอดตายเพราะเพื่อนตัวน้อยๆ คือมด มดช่วยนกทันการเพราะตัดสินใจทันเวลา ช้านิดเดียวนกตาย แล้ว สัตว์ทั้งสองรู้จักเตือนตนให้รีบทำ การทันเวลา การเตือนตนในช่วงปีใหม่ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ (๑) อ่านตนออก (๒) บอกตนได้(๓) ใช้ตนเป็น (๔) เห็นตนชัด (๑) อ่านตนออก สิ่งที่เราจะทำ ในอนาคตมันตรงกับ จุดแข็งจุดเด่นที่เรามีหรือไม่หาจุดเด่นให้พบ ถ้าไม่มีต้องเสริม จุดด้อยให้เป็นจุดเด่น


376 อัตตโจทนกถา (๒) บอกตนได้คือ สอนตัวเอง บอกตน เตือนตน แก้ไข จุดอ่อนด้วยการพัฒนาตน ปีหน้าเขาจะรวมกันเป็นอาเซียน เราพูดภาษาอาเซียนไม่ได้เราต้องทำ ธุรกิจกับเขาเราจะแก้ จุดด้อยไปเรียนภาษาต่างประเทศ อย่างนี้เรียกว่า บอกตนได้ (๓) ใช้ตนเป็น หมายถึง ตัดสินใจทันเหตุการณ์เมื่อถึง เวลาต้องทำ อย่ามาโอ้เอ้อืดอาด เช่นเดียวกับ มดที่ตัดสินใจ กัดนายพรานช่วยนกให้รอดตาย เวลาไม่คอยท่าใคร เวลาและวารีมิได้มีที่คอยใคร  เรือเมล์และรถไฟต้องไปตามเวลา โอ้เอ้และอืดอาดมักจะพลาดปรารถนา  พลาดแล้วจะโศกาอนิจจาเราช้าเอง ตัดสินใจให้ทันท่วงทีเพราะโอกาสอาจหลุดลอยไป ดัง พระบาลีว่า ขโณ โว มา อุปจฺจคา อย่าให้โอกาสหลุดมือไป (๔) เห็นตนชัด เห็นความไม่เที่ยง เผื่อใจไว้สำ หรับความ ผิดหวังในกรณีที่ไม่เป็นไปตามแผน เตรียมแผนสำ รองไว้ด้วย วันนี้เป็นวันที่สำ คัญที่สุด ถ้าคิดจะเตรียมการเพื่อปีหน้า ที่ดีกว่า ให้ทำ ตั้งแต่ปีนี้เพราะทำ ปีนี้วันนี้คือเตรียมเพื่อปีหน้า อยากจะสร้างอนาคตสำ หรับวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้เริ่มทำ ตั้งแต่ วันนี้


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 377 วันไหนๆ ไม่สำ คัญ เท่าวันนี้ เป็นวันที่ สำ คัญ กว่าวันไหน มะรืนนี้พรุ่งนี้ดีอย่างไร  ก็ยังไม่ สำ คัญ เท่าวันนี้ วันนี้ทำ อะไรได้ให้ทำ เพราะเมื่อทำ แล้วมันจะพาพรุ่งนี้ ซึ่งดีกว่า มาพบเรา ระยะทางหมื่นลี้มันเริ่มที่ก้าวแรก ปีหน้า จะดีแค่ไหน เพียงไร มันอยู่ที่วันนี้และตอนนี้เราได้ทำ ความดี ร่วมกัน คือฟังเทศน์ฟังธรรม มาทำ บุญที่วัดประยุรวงศาวาส เริ่มวันนี้อย่างดีแล้วก็ทำ วันนี้ให้ดีต่อไปด้วยการเตือนตนว่า อย่าประมาท อ่านตนออกว่ามีจุดแข็งอะไรบอกตนได้ถ้าพบ จุดด้อยให้แก้ไข ใช้ตนเป็นเมื่อมีโอกาสต้องตัดสินใจ เห็น ตนชัดคือไม่ประมาท สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างนี้ชื่อว่า เตือนตน สอนตนดังพรรณนามาพอสมควรแก่ เวลา เทสนาปริโยสาเน ในอวสานเป็นที่สุดแห่งพระธรรม เทศนานี้ขออำ นาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่ บำ เพ็ญร่วมกันในวันนี้และก่อนนี้ พร้อมทั้งบารมีธรรม เดชานุภาพของหลวงพ่อพระพุทธธรรมวิเชษฐศาสดา พระ ประธานในพระอุโบสถ หลวงพ่อพระพุทธนาคอันศักดิ์สิทธิ์ ในพระวิหาร และพระบรมสารีริกธาตุบนพระเจดีย์จงมารวมกัน เป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัย อำ นวยอวยพรให้ท่าน


378 อัตตโจทนกถา ทั้งหลายประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นผู้ ไม่ประมาทในการเตือนตน อ่านตนออกบอกตนได้ใช้ตนเป็น เห็นตนชัด เจริญก้าวหน้าในชีวิตด้วย อายุวรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสารสมบัติธนสารสมบัติปรารถนาสิ่งใดที่ชอบ ประกอบด้วยธรรมก็ให้ความปรารถนาเหล่านั้นจงพลันสำ เร็จ สมมโนรถมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ รับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในอัตตโจทนกถา พอ สมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.


สารบัณฑิต พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจนมหาเถร) พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พิมพ์ครั้งที่ ๑ : มกราคม ๒๕๖๐ จำ นวน ๑,๕๐๐ เล่ม อุปถัมภ์การจัดพิมพ์ : มูลนิธิสิริวัฒนภักดี โดย คุณเจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัว ที่ปรึกษา : พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม, อธิการบดี มจร, พระราชวรเมธี, ดร. รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มจร บรรณาธิการ : พระครูสิริสารบัณฑิต (สุกรี สุจิตฺโต) กองบรรณาธิการ : พระครูคัมภีร์ปัญญาวิกรม, พระครูศีลวัฒนาภรณ์ (สุรินทร์) พระครูโสภณปริยัตยานุกิจ (อาทิตย์), พระครูปลัด ศีลวัฒน์ (สุเชษฐ์), พระครูพิศาลสรวุฒิ (จักราวุธ), พระมหาประกาศ อาภากโร, พระมหาเพ็ชร อธิปญฺโญ, พระมหาสุรชัย สุรทสฺสี, พระ มหาสมชาย ปภสฺสโร, พระมหาศุชัยกรณ์ สิทฺธิเมธี, พระมหาชุมพร นิติสาโร, พระมหาสุดใจ ยสวุฑฺโฒ, พระประสงค์ ฐิตธมฺโม, นางสาว สุนันทา เอ๊าเจริญ, นายธวัชชัย ศรีสุข ภาพปก : พระครูวรปัญญาธรรมวิเทศ, พระมหาวันชัย หาสปฺปญฺโญ แบบปก/รูปเล่ม : สุปราณี อภัยแสน ดำ เนินการ : สุวรรณ เคลือบสุวรรณ์ โทร.๐๘๑-๓๓๘-๐๐๗๗ พิมพ์ที่ : หจก.สามลดา โทร. ๐๒-๔๖๒-๐๓๐๓


Click to View FlipBook Version