230 เก็บเล็กผสมน้อย ในคืนนั้นเปรตตนนั้นทำ อย่างนั้นทำ อย่างนี้ตลอดทั้งคืน แต่ก็ไม่สามารถจัดระเบียบของคนเหล่านอนหลับเหล่านั้น ให้ได้ดังใจเลย เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรเป็นไปดังใจเราได้ทุกอย่าง ถ้ารู้จักปรับใจให้เป็นระเบียบ ก็จะไม่เหน็ดเหนื่อยเหมือนเปรต ตนนี้ ๏ ๏ ๏ กาลัญญุตา คำ นี้มีความหมายว่า รู้ว่าเวลาไหนควรทำ อะไร และ ทำ ให้ตรงเวลา ทำ ให้เป็นเวลา ทำ ให้พอเวลา ทำ ให้เหมาะ เวลา ทำ ให้ถูกเวลา ๏ ๏ ๏
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 231 ที่มาของลูกประคำ ๑๐๘ ลูกประคำ จำ นวน ๑๐๘ นี้มาจากพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ คือพุทธคุณ ๕๖ นับเรียงตัวอักษรเริ่มแต่ อิติปิโส ภควา อรหัง เรื่อยไปจนถึง ภควาติ ธรรมคุณ ๓๘ นับเรียงตัวอักษรเช่นกันเริ่มแต่ สวากฺขาโต � ภควตา ธมฺโม จนถึง เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ สังฆคุณ ๑๔ นับเรียงเฉพาะท่อนต้น เริ่มแต่ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ เพราะฉะนั้นเมื่อรวมพุทธคุณ ๕๖ ธรรมคุณ ๓๘ สังฆคุณ ๑๔ จึงรวมเป็น ๑๐๘ นี่คือที่มาของลูกประคำ ๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้ ๏ ๏ ๏
232 เก็บเล็กผสมน้อย ที่มาของรังนก รังนกที่เรารู้จักกันที่จริงแล้วเป็นนํ้าลายของนกที่สำ รอก ออกมาผสมกับขนแล้วจับตัวแข็งกลายเป็นรังนก ประมาณ เดือนกุมภาพันธ์เมษายน สิงหาคม เป็นช่วงที่เริ่มเก็บรังนก ได้เดือนเมษายนเป็นช่วงที่เริ่มวางไข่ ก่อนที่จะวางไข่ นกเริ่ม ทำ รังใหม่ ระยะนี้ต่อมนํ้าลายของนกจะผลิตนํ้าลายออกมา มากเป็นพิเศษ ๏ ๏ ๏ ประวัติของพุทธมณฑล เมื่อสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (ท่านผู้นี้เป็นนายกนานถึง ๘ สมัย) ระยะหนึ่งตกอยู่ใน พ.ศ. ๒๕๐๐ ถือกันว่ากึ่งพุทธกาล เพราะเชื่อกันว่าพุทธศาสนาของ เรานี้จะมีอายุ ๕,๐๐๐ ปีก็จะศูนย์สิ้นศาสนา นี่เป็นคำ ทำ นาย ของพระอรรถกถาจารย์ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 233 คณะรัฐมนตรีจึงประชุมปรึกษาหารือกันว่าเมื่อกึ่งพุทธกาล เช่นนี้จะทำ อะไรเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ประชุมตกลงกันว่า ควรสร้างพุทธมณฑลซึ่งเป็นศูนย์รวมสิ่งสำ คัญทางพระพุทธศาสนา ที่ประชุมตกลงเป็นเอกฉันท์เริ่มต้นก็หาที่ได้ทางบางกระทึก ตำ บลศาลายา อำ เภอนครไชยศรีจังหวัดนครปฐม เป็นเนื้อที่ ๒,๕๐๐ ไร่ (ตรงกับ พ.ศ. ๒๕๐๐) วาระต่อไปก็ปรึกษากันอีกว่ากึ่งกลางของพุทธมณฑล จะสร้างอะไรดีตกลงกันว่าควรสร้างพระพุทธรูปเอาปางที่ สวยที่สุดในระหว่างพระพุทธรูป ๖๐ กว่าปาง ได้ปางลีลาคือ ท่าเดินที่สวยงามตอนที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากโปรดพระพุทธมารดาแล้ว (ปางนี้บางท่านเรียกเพี้ยน ไปว่าปางกำ แพงเขย่ง) กรมศิลปากรเป็นผู้สร้างพระปางนี้มีลักษณะประทับยืน ยกพระหัตถ์ซ้ายป้องไปข้างหน้าพระหัตถ์ขวาแนบพระวรกาย พระบาทซ้ายก้าวไปข้างหน้า หล่อด้วยทองสำ ริด สูง ๒,๕๐๐ กระเบียด (ตรงกับ พ.ศ. ๒๕๐๐) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระนาม พระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระศรีศากยทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์” ๏ ๏ ๏
234 เก็บเล็กผสมน้อย ดอกไม้สื่อรัก กุหลาบเป็นดอกไม้ที่สวยงามสง่ากว่าดอกไม้ชนิดอื่นๆ ในบรรดาดอกไม้ที่ผู้หญิงโปรดปรานจึงมีดอกกุหลาบรวมอยู่ ด้วยเสมอ และดอกกุหลาบสีแดงก็ยังเป็นสื่อแห่งความรัก อีกด้วย ต้นกุหลาบที่โตที่สุดในโลกอยู่ที่เมืองทูมป์สโตน ในรัฐ อริโซนา สหรัฐอเมริกา ลำ ต้นของมันมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง ๔๐ นิ้ว และสูง ๙ ฟุต ๏ ๏ ๏ เทคนิคการถ่ายรูปยุคปัจจุบัน ในอนาคตฟิล์มถ่ายรูปอาจหมดความหมาย เชื่อไหมว่า บริษัทที่จำ หน่ายฟิล์มถ่ายรูปที่ทุ่มโฆษณากันเป็นล้านๆ อาจ จะต้องเลิกแข่งขันกันในไม่ช้านี้ก็ได้เพราะว่าศตวรรษนี้เรา สามารถถ่ายรูปโดยไม่ต้องใช้ฟิล์มกันแล้ว นอกจากไม่ต้องใช้ ฟิล์มแล้ว เมื่อถ่ายเสร็จก็ยังเอาไปฉายดูทางโทรทัศน์ได้อีกด้วย จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ๏ ๏ ๏
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 235 ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ลิโป้เป็นขุนทัพยอดฝีมือรบเก่งที่สุดในยุคสามก๊ก เมื่อ คราวที่เหล่าขุนศึกรวมตัวเป็นพันธมิตรไปปราบตั้งโต๊ะ ตั้งโต๊ะ ส่งลิโป้ออกรับศึกหน้าด่านหูลูกวน ทหารเอกในข้างพันธมิตร มิมีผู้ใดต้านทานฝีมือลิโป้ได้ แม้กระทั่งเตียวหุย กวนอูเล่าปี่ สามยอดฝีมือร่วมกัน รุมรบลิโป้ผู้เดียว ยังเสมอไม่แพ้ไม่ชนะ และลิโป้จะสู้จะถอยก็ สามารถรุกถอยได้อย่างเสรีลิโป้รบเก่งก็จริง แต่ด้อยกลอุบาย ไม่เก่งเรื่องยุทธศาสตร์ยุทธวิธีดังนั้นแม้ว่าจะเคยตั้งตัวเป็น ใหญ่ได้แต่ในที่สุดก็พ่ายโจโฉ ทหารโจโฉจับตัวลิโป้เป็นเชลย มัดอกแอ่นเข้ามาพบโจโฉ ลิโป้กลัวตายอ้อนวอนเสียงอ่อยว่า “ท่านโจโฉที่เคารพ คู่แข่ง ที่น่ากังวลของท่าน ไม่มีคนไหนมีฝีมือสู้รบเก่งกาจกว่าข้าน้อย อีกแล้ว บัดนี้ข้าน้อยก็สวามิภักดิ์ต่อท่านแล้ว ทั่วหล้านี้ท่าน จึงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ถ้าท่านนำ กองทัพทหารราบ ข้าน้อย จะนำ กองทัพทหารม้าการปราบปรามทั่วหล้าก็ง่ายดาย ประดุจ เป่าขี้เถ้า” โจโฉได้ฟังจึงลังเลเห็นว่ามีเหตุผลดีเหมือนกัน กำ ลัง ใคร่ครวญว่าจะจัดการลิโป้อย่างไรดีจะฆ่าเสียหรือจะชุบเลี้ยง
236 เก็บเล็กผสมน้อย ไว้ใช้ปราบปรามศึกคนอื่น เล่าปี่ยืนอยู่ข้างๆ พูดแสดงความ เห็นขึ้นว่า “ท่านโจโฉท่านไม่เห็นจุดจบของเตงหงวนและตั้ง โต๊ะหรือ” คำ พูดเพียงประโยคเดียวนี้เอง ลิโป้จึงหัวขาดทันที ลิโป้เคยเป็นทหารของเตงหงวน นับถือเตงหงวนเป็น บิดาบุญธรรม ต่อเมื่อตั้งโต๊ะใช้ทรัพย์สินและม้าเร็วเอาเข้าล่อ ลิโป้กลับทรยศฆ่าเตงหงวนทันทีแล้วก็ไปกราบตั้งโต๊ะเป็นพ่อ คนใหม่ แต่เมื่อขัดแย้งกันเรื่องสาวงามนางเตียวเสี้ยน ลิโป้ก็ฆ่า ตั้งโต๊ะพ่อบุญธรรมคนที่สองของตนอีก สรุปแล้วคือลิโป้เลี้ยง ไม่เชื่องโจโฉจึงประหารเสีย แต่เรื่องนี้เล่าปี่แนะนำ โจโฉจาก ใจจริงหรือไม่ยังน่าสงสัย เล่าปี่มีแผนการระยะยาวเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในใจ ตอนนั้นถึงแม้จะพึ่งพาอาศัยโจโฉอยู่ แต่วางแผนเสมอว่า สักวันหนึ่งจะต้องโค่นโจโฉให้ได้ลิโป้ก็เป็นขุนศึกที่กล้าแข็ง อีกคนหนึ่ง มีจังหวะดีก็ควรจะกำ จัดเสีย ขณะนั้นเล่าปี่ยังอ่อน กำ ลังทำ ลายลิโป้ไม่ได้แต่ก็สามารถยืมมือโจโฉฆ่าลิโป้ได้ อีกประการหนึ่งหากปล่อยให้โจโฉชุบเลี้ยงลิโป้โจโฉจะ ยิ่งเข้มแข็งดังพยัคฆ์ติดปีก เมื่อโจโฉร่วมมือกับลิโป้ใครใน แผ่นดินจะรับมือไหว มิสู้ยิงนัดเดียวได้นกสองตัว ยุโจโฉเพียง ประโยคเดียวได้ผลทั้งกำ จัดลิโป้และป้องกันไม่ให้โจโฉมี ทหารเอกที่เข้มแข็งขึ้นอีก
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 237 นี่แลตัวอย่างการใช้ผู้อื่นลงมือในยุคสามก๊ก ท่านผู้มี ปัญญาพึงสดับเถิด ๏ ๏ ๏ คลองสาทรไม่ใช่สาธร สาทรแปลว่าเอื้อเฟื้อ เจ้าสัวยม (ชื่อจริง โพยม) เป็น ผู้ลงทุนลงแรงสร้างต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสาทรราชายุทธ” นี่แหละ ที่มาของชื่อคลองสาทรและถนนสาทร ๏ ๏ ๏ ต้นสักใหญ่ที่สุดในโลก ต้นสักนี้อยู่ที่วนอุทยานสักใหญ่ บ้านปางเจือ ตำ บลน้าใคร้ ํ อำ เภอนํ้าปาด จังหวัดอุตรดิตถ์โดยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อ
238 เก็บเล็กผสมน้อย พ.ศ.๒๔๗๐ มีความสูงประมาณ ๔๗ เมตร อายุของสักต้นนี้ ประมาณ ๑,๕๐๐ ปีขนาดความโต ๑,๐๐๓ ซ.ม. จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๓๙ ๏ ๏ ๏ ร่มชูชีพ ชายชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งชื่อ หลุยส์เลโนร์มาร์ค เป็น ผู้ประดิษฐ์ร่มชูชีพอันแรกขึ้น เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อนจะมีเครื่องบิน ร่มชูชีพอันแรกนี้ออกแบบเพื่อช่วยคนที่กระโดดจากตึกไฟไหม้ ให้ปลอดภัย ๏ ๏ ๏
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 239 เปรียญคฤหัสถ์ สมัยรัตนโกสินทร์มีคฤหัสถ์อยู่สองท่านได้รับพระราชทาน พัดเปรียญแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม สมมตอมรพันธุ์กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมสมมตอมรพันธุ์ทรงศึกษาภาษา บาลีจนมีความเชี่ยวชาญทรงแปลนิบาตชาดกถวายรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ นิบาตชาดก ก็คือนิทานชาดกหรือเรื่อง ราวของการบำ เพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาติต่างๆ ก่อน ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแบ่งเป็นหมวดๆ เรียก ว่า ‘นิบาต’ มีทั้งหมด ๘๐ นิบาต (รวมกับชาติที่บำ เพ็ญบารมี สำ คัญ ๑๐ อย่างมีพระเวสสันดรเป็นชาติสุดท้าย ซึ่งเรียกว่า มหานิบาต ก็นับเป็น ๘๑ นิบาตพอดี) ไม่ทราบว่ากรมสมมตฯ ท่านทรงแปลชาดกไหนผมไม่มีเวลาตรวจสอบ แต่ว่ากันว่า สำ นวนแปลพระองค์เฉียบขาดนัก สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตรวจสำ นวนแปลแล้วมีพระมติว่ากรมสมมตฯทรงมีความ เชี่ยวชาญภาษาบาลีเท่ากับภูมิ๕ ประโยค ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงปรารถนาจะยกย่องให้เป็นที่ปรากฏ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ สร้างพัดเปรียญ ๕ ประโยค ขนาดเล็กกว่าพัดเปรียญของ
240 เก็บเล็กผสมน้อย พระภิกษุเป็นพัดพื้นแพรแดง ปักดิ้นเลื่อมเป็นริ้ว พระราชทาน ให้เป็นเกียรติ ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระเจ้าบรม วงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงแปลจันทกุมารชาดก หนึ่งในจำ นวนพระเจ้าสิบชาติเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบำ เพ็ญ ขันติบารมีของโพธิสัตว์นามว่า จันทกุมาร ทรงแปลแล้ว ประทานให้บัณฑิตยสภา พิมพ์รวมไว้ในหนังสือนิบาดชาดก มหาเถารสมาคมมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานได้ ตรวจสำ นวนแปลแล้ว ยกย่องว่ากรมพระจันทบุรีฯ ทรงมีภูมิรู้ ถึงเปรียญ ๕ ประโยค พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพัดเปรียญ ๕ ประโยค ขนาดเล็ก พระราชทานให้เป็นเครื่องหมายเกียรติยศ เมื่อ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุ- ภาพซึ่งดำ รงตำ แหน่งราชบัณฑิตยสภาสมัยนั้น ได้ยกย่อง พระองค์ตอนหนึ่งไว้ว่า “ควรกล่าวโดยเฉพาะถึงเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถที่ได้ทรงรับแปลจันทกุมารชาดก เพราะคนทั้งหลายยังไม่ทราบว่าได้ทรงพากเพียรเรียนภาษา บาลีจนสามารถแปลได้ดีถึงผู้มีศักดิ์เป็นเปรียญ ผู้อ่านจะพึง เห็นว่าได้ทรงแต่งดีกว่าผู้เป็นเปรียญที่เคยแปลมาแล้วเห็นจะ หลายสำ นวน”
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 241 พระนิพนธ์อันอมตะอีกเล่มหนึ่งของเสด็จในกรมองค์นี้ คือปทานุกรมบาลี-อังกฤษ-สันสกฤต ทรงรวบรวมและแก้ไข จากฉบับเดิมของนายชิลเดอร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์ในคราวอายุครบ ๕ รอบ ของหม่อมหลวงบัว กิติยากร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ ในประวัติศาสตร์การศึกษาภาษาบาลีในประเทศไทย ก็ มีคฤหัสถ์ที่ไม่ได้สอบไล่แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นมหาเปรียญเพียง สองท่านเท่านี้แหละครับ ถ้าหากจะมีอีกนอกเหนือกว่านี้เป็น ได้แค่ ‘มหาเปรียญเถื่อน’ ยุทธจักรดงขมิ้น โดย เสถียรพงษ์ วรรณปก ๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ ๏ ๏ ๏ ปลาหมอตายเพราะปาก ทนายความชื่อชาญชัยไปต่างประเทศพูดเล่น ๆ กับเพื่อน ว่า “ในกระเป๋ามีลูกระเบิด” เจ้าหน้าที่สนามบินได้ยินเข้า เข้าไป ถามเขาก็ยังพูดเล่นไปอีกว่า “มีลูกระเบิดอยู่ในกระเป๋า” (ความ จริงไม่มี) เขาถูกตัดสินจำ คุก ๑ ปี
242 เก็บเล็กผสมน้อย ประวัติธงไตรรงค์ เริ่มมีตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ แทนธงช้าง ตอนเสด็จชัยนาททอดพระเนตรเห็นบ้านหลังหนี่ง ติดธงช้างหงายท้อง จึงทรงประกาศให้เปลี่ยนธงช้างเป็นธง ไตรรงค์ตั้งแต่นั้นมา ๏ ๏ ๏ หลักในการครองเรือน ภายในครอบครัว ระหว่างสามีภรรยา ถ้าต่างคนต่างมี ความอดทนรู้จักยับยั้งชั่งใจ รู้จักถนอมนํ้าใจกัน มีปัญหาอะไร เกิดขึ้น ก็ค่อยๆ พูดจาพาทีกัน หาเหตุตกลงกันด้วยสันติวิธี อันวิธีการอย่างนี้จะทำ ให้บรรยากาศในครอบครัวอบอุ่น มีความสุขมาก ชาวพุทธที่แท้จะทำ อะไร ต้องไม่ตกเป็นทาส ของความโกรธ จะว่ากล่าวสั่งสอนใคร ก็กล่าวแต่โดยดีมี เมตตาปรารภประโยชน์สุขเป็นที่ตั้ง คราวเกิดเรื่องกัน ควรชิงกันยอมแพ้เสียข้างหนึ่ง เรื่อง จะยุติลงได้การยอมแพ้นั้นในสายตาของชาวโลก อาจหาว่า
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 243 เป็นคนขี้ขลาดตาขาว แต่ในสายตาของนักธรรม กลับให้เกียรติ ว่าเป็นผู้ชนะ ดังที่ท่านว่ากันว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” หรือ “แพ้แบบพระ ชนะแบบมาร” ชาวพุทธที่ดีแท้ต้องรู้จักให้อภัย เพราะการให้อภัย เป็นการให้ที่ลงทุนน้อย แต่ได้กำ ไรมากมาย การให้อภัยจัด เป็นทานชิ้นยอดเหนือกว่าทานใดๆ ผู้ที่มีนํ้าใจให้อภัยเป็นนิจ ย่อมมีชีวิตสูงค่า ซึ่งชาวโลก เรียกว่า “พระ” คือ “พระอภัย” อภัยทานเป็นเภสัชขนานเอก ที่จะถ่ายถอนความอาฆาตพยาบาทจองเวรให้หลุดพ้นจาก จิตใจ เพื่อให้ชีวิตได้ประสบสุขสมหวังดังปรารถนา ฉะนั้นสามีภรรยาจึงควรฝึกฝนตนเองให้รู้จักอภัยแก่กัน และกันแต่อภัยจะเกิดขึ้นได้ย่อมต้องอาศัยขันติความอดทน เป็นรากฐานขันติมีประโยชน์มากมายดังกล่าวมา จึงขอเชิญ ชวนท่านทั้งหลายได้ช่วยกันปลูกขันติธรรม ให้งอกงามบน อาณาจักรใจอย่าได้หยุดยั้ง ๏ ๏ ๏
244 เก็บเล็กผสมน้อย คุณธรรมนํ้าใจ ความมีคุณธรรมน้าใจในคนเรา ํ กับความไม่มีคุณธรรม นํ้าใจแตกต่างกันมาก คนที่มีคุณธรรมนํ้าใจ มักมีกิริยาพาที ท่าทางนิ่มนวลสุภาพอยู่เสมอ แม้ว่าจะยังไม่แสดงออกมาให้ ปรากฏเห็นแก่ใครๆ ก็ตาม แต่ว่ามองแล้วชวนมอง ชวน เคารพเลื่อมใส ทั้งนี้เพราะบุคคลนั้น ย่อมฉายรัศมีมาทางกิริยาท่าทาง ต่างๆ อยู่แล้วนั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากคนไม่มีคุณธรรมนํ้าใจ ในใจ แม้จะยังไม่แสดงออกมา คือความเห็นแก่ตัว ความ ทารุณโหดร้าย ความพยาบาทริษยาต่างๆ เหล่านี้ให้เห็น ก็ตาม แต่ทว่าใบหน้ากิริยาท่าทาง ก็จะส่อบอกให้คนทั้งหลาย รู้สังเกตได้ชัดว่าคบยากหรือไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย ๏ ๏ ๏
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 245 คนมีนํ้าใจและคนไม่มีนํ้าใจ คนมีคุณธรรมนํ้าใจ ไม่นิ่งดูดาย ประพฤติบำ เพ็ญตนให้ เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นหรือแก่ส่วนรวม ช่วยเหลืออะไรกัน ได้ก็ช่วยเหลือ เป็นต้นว่าอาจจะช่วยด้วยกำ ลังแรงกำ ลังใจ แม้แต่การไปเยี่ยมคนเจ็บไข้ได้ป่วย หรือญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ นับถือมิตรสหายที่อยู่ไกล นานๆ ก็หาโอกาสไปเยี่ยมเยือน และมีสิ่งของอะไรติดมือไปเป็นของกำ นัลด้วย ส่วนคนไม่มีคุณธรรมนํ้าใจ บางคนเมื่อจากพ่อแม่ ญาติ พี่น้องผู้ใหญ่ไปแล้ว ก็เงียบหายไปเลย ไม่มีการเยี่ยมเยือน ไม่ ส่งข่าวคราวสอบถาม แสดงว่ามีความคับแคบ ไม่มีนํ้าใจ บางคนก็ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เช่นการทำ บุญ สุนทานการบำ เพ็ญกุศลต่างๆ การจัดงานปีใหม่ การพัฒนา สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดต่อส่วนรวม สมควรจะเสียสละจัดทำ กันได้ แต่ก็หลบหลีกเลี่ยงเสีย มิหนำ ซ้ำ ยังเจรจาว่ากล่าวให้เกิด ความเสียๆ หายๆ อีก แสดงว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ปราศจาก คุณธรรมที่ก่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น และส่วนรวม เรียกว่า เป็นคนไม่มีคุณธรรมนํ้าใจ ๏ ๏ ๏
246 เก็บเล็กผสมน้อย ศิลปะการแสดงนํ้าใจ การแสดงนํ้าใจต่อผู้อื่นเป็นศิลปะแห่งการดำ เนินชีวิต ทุกคนปรารถนาให้เพื่อนฝูง ญาติสนิทมิตรสหาย ตลอดจน ผู้บังคับบัญชารักใคร่ การเช่นนั้นจะเกิดได้ผู้นั้นจะต้องเป็น ผู้ที่มีนํ้าใจอันดีงาม ไม่เกียจคร้าน ไม่นิ่งดูดาย โอกาสใดควร จะแสดงนํ้าใจให้ผู้อื่นเห็นได้ก็ควรปฏิบัติจึงจะเป็นบุคคลที่ น่ารัก ไม่มีใครรังเกียจ สรุปแล้วทุกคนควรมีนํ้าใจต่อกัน คือลูกต้องมีนํ้าใจต่อ พ่อแม่ ศิษย์ต้องมีนํ้าใจต่อครูอาจารย์ในทำ นองเดียวกัน พ่อ แม่ก็ต้องมีนํ้าใจต่อลูก ครูอาจารย์ก็ต้องมีนํ้าใจต่อศิษย์สามี ภรรยามิตร ต้องมีนํ้าใจต่อกันและกัน ใครเกี่ยวข้องกันสถานไหน เมื่อมีโอกาสก็ควรแสดง นํ้าใจต่อกันตามสมควร โดยเฉพาะคราวเขาเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกข์ยากลำ บาก หากมีโอกาสได้แสดงนํ้าใจแล้ว ก็สร้างความ ประทับใจไปนาน ฉะนั้นคุณธรรมนํ้าใจนี้จึงเป็นข้อควรปฏิบัติเพื่อจะยัง บุคคลผู้ปฏิบัติให้เป็นที่รักใคร่ชื่นชมของคนทั่วๆ ไป พระ พุทธองค์ทรงสั่งสอนธรรมข้อหนึ่ง คือ “อัตถจริยา” ได้แก่การ ที่บุคคลประพฤติหรือบำ เพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือส่วนรวม เรียกว่า “มีคุณธรรมนํ้าใจ” ๏ ๏ ๏
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 247 ไมตรี “จะปรารถนาสารพัดในปฐพีเอาไมตรีแลกได้ดังใจจง” ข้าพเจ้าชอบภาษิตนี้มาก แม้จะเป็นข้อความสั้นๆ แต่มีความ หมายลึกซึ้ง เป็นคติจับใจนัก จริงอยู่ โดยทั่ว ๆ ไป เงินทองเป็นของที่สามารถใช้แลก เปลี่ยนสิ่งต่างๆ ได้ตามความต้องการ ถึงกับบางท่านได้แต่ง ภาษิตรับรองไว้ว่า “มีเงินทองเจรจาได้มีไม้มีไร่ปลูกเรือนงาม” หรือว่า “มีเงินจะไร้อะไรกับของ มีทองจะไร้อะไรกับแหวน” แต่ท่านลองคิดดูเถิด สิ่งของที่ได้มาจากเงินทอง กับสิ่งของ ที่ได้มาจากไมตรีจิต มีคุณค่าต่างกันมาก คนเราลงได้มีไมตรีจิตต่อกันแล้ว จะต้องการอะไรก็หา ให้ได้สิ่งที่ยากก็กลับเป็นง่าย เรื่องที่ใหญ่ก็กลับเป็นเล็ก ทุก อย่างดีหมดอย่างที่เขาว่า “รักกันก็สารพันว่าดีแต่พอเกลียด กันเข้าซีอัปรีย์สารพัน” มีเรื่องเล่ากันมาว่า ครั้งสมัยแผ่นดินพระจุลจอมเกล้าฯ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง พร้อมด้วยเพื่อนอีก ๒ คน เข้าไปยิงสัตว์ในป่า เกิดหลงทางกลับไม่ได้เดินวกไปเวียนมา เกือบๆ จะมืดอยู่แล้ว บังเอิญพบบ้านเข้าหลังหนึ่ง ต่างดีใจ รีบพากันแวะเข้าไป
248 เก็บเล็กผสมน้อย เจ้าของบ้านผู้อารีย์ก็กุลีกุจอจัดแจงต้อนรับขับสู้ด้วย ไมตรีจิตเรียกลูกชายให้ไปตักนํ้าให้อาบ เรียกภรรยามาหุงหา อาหารให้รับประทาน พร้อมทั้งจัดที่นอนให้เสร็จ อาคันตุกะทั้ง ๓ รู้สึกซาบซึ้งในไมตรีจิตเป็นที่ยิ่ง ไม่นึก เลยว่าชาวป่าจะมีนํ้าใจเช่นนี้นี้แหละเข้าหลักที่ว่า “ข้างนอก ขรุขระ แต่ข้างในสะสวย” ซึ่งดีกว่าชาวเมืองบางคน “ที่ข้าง นอกสุกใส แต่ข้างในไม่ได้เรื่อง” ตอนหนึ่งหัวหน้าอาคันตุกะเอ่ยขึ้นว่า “ลุงต้องการให้ฉัน ช่วยเหลืออะไรบ้าง บอกมาเถิด ไม่ต้องเกรงใจ” “อย่างอื่นก็ไม่ต้องการอะไรดอก” เจ้าของบ้านตอบ “อยากจะให้เจ้าลูกชาย เขาได้เข้าไปอยู่กรุงเทพฯ เท่านั้นแหละ เขาว่าเจริญดีจริงๆ ฉันเองเกิดมาจนป่านนี้เกือบๆ จะเข้าโลง อยู่แล้ว ยังไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ เลย” พูดพร้อมกับหัวเราะ “ดีทีเดียว ฉันก็อยู่กรุงเทพฯ เหมือนกัน ถ้าลุงไม่ขัดข้อง ฉันจะพาไปอยู่ด้วย และจะชุบเลี้ยงให้เต็มที่ลุงไม่ต้องห่วง” แล้วก็หยิบนามบัตรมอบให้๑ แผ่น เด็กคนนี้แหละต่อมาได้เป็นข้าราชการชั้นสูงในกระทรวง แห่งหนึ่ง และมีหลักฐานมั่นคงอยู่ในกรุงเทพฯ อบอุ่นอยู่ใน อ้อมอกของพ่อแม่ ซึ่งท่านได้รับเลี้ยงไว้ด้วย
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 249 นี่คือผลไมตรีจิต ที่ชาวป่าทำ ไว้ครั้งกระโน้น ซึ่งพอดีมา ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “อันบุญกรรมทำ ไว้แต่ปางหลัง เป็นพืชยัง ปางนี้ให้มีผล” เพื่อให้วิสาขบูชาปีนี้ได้ผ่านไปอย่างมีความหมายของ ชาวพุทธทั้งหลาย ขอจงร่วมใจกันแผ่ไมตรีจิต อย่าได้คิดโกรธ เกลียดและริษยาพยาบาทซึ่งกันและกันเลย ชาวโลกจะได้อยู่ กันด้วยความผาสุก เพราะโลกร่มเย็นดับเข็ญได้ด้วยไมตรี โปรดภาวนาไว้เสมอว่า “จะปรารถนาสารพัดในปฐพีเอาไมตรี แลกได้ดังใจจง” ๏ ๏ ๏ คนแจวเรือจ้าง เมื่อหลายปีมาแล้ว ข้าพเจ้าได้โดยสารเรือจ้างไปในกิจ นิมนต์แห่งหนึ่ง คนแจวเรือเป็นชายชรา แต่ดูยังแข็งแรง เป็น คนร่าเริง คุยสนุก แจวพลางคุยพลางตลอดทาง ตอบหนึ่งถามแกว่า “โยมมีครอบครัวหรือป่าว” “มีครับ ภรรยาก็มีลูกก็มีแต่อย่าเอ่ยถึงเขาเลยครับ ฟื้น ฝอยหาตะเข็บ”
250 เก็บเล็กผสมน้อย ซักแกว่า “อ้าว เป็นอย่างไรเล่า โยม” แกว่า “อุตส่าห์เลี้ยงเขามาจนโตด้วยเรือลำ นี้ส่งเสียจน ได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโต แต่เขาลืมพ่อ เหมือนต้นไม้ได้นํ้า ค้างแล้วก็ปลื้มลืมนํ้าเดิม พูดแล้วมันชํ้าใจ แต่บัดนี้ผมก็ตัดใจ ได้แล้ว เลือดก้อนหนึ่งผมตัดได้” ข้าพเจ้าฟังด้วยความเศร้าใจ ลูกหนอลูกทำ ไมจึงเป็น เช่นนี้เพื่อให้แกลืมความหลัง ข้าพเจ้าจึงเอ่ยชมแกว่า “โยม ทานยาอะไร จึงแข็งแรงอย่างนี้” “ยาไม่มีดอกครับ” แกตอบ “แต่ผมมีคาถาสำ หรับ ภาวนาหลวงพ่อท่านให้ไว้นานแล้ว ท่านว่า เสกอยู่เสมอทำ ให้ แข็งแรงอายุยืน” ข้าพเจ้าชักสนใจ ออกปากขอทันที โยมชอบใจหัวเราะอย่างเบิกบาน พูดว่า “ได้ครับ คาถา ของผม จำ ง่าย ใช้สะดวก” ใจเย็น หน้ายิ้ม อายุยืน แข็งแรง ไร้โรค โชคดี “นี่แหล่ะครับดีจริง ๆ ผมขอรับรอง เพราะผมใช้ได้ผล มาแล้ว” จนกระทั้งบัดนี้ข้าพเจ้ายังไม่ลืม ชายชราคาถาขลังผู้ นั้น
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 251 หากเรื่องนี้จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้างแล้วไซร้ ข้าพเจ้าขอถวายเป็นพุทธบูชา ในวาระสมัยแห่งอภิลักขิตกาล วิสาขบูชานี้ด้วยคารวะอย่างสูง ๏ ๏ ๏ เรือลำเดียวมี๓ ล้าน เด็กสองคนกำ ลังเล่นนํ้ากันอยู่แลเห็นคนสองคนแจวเรือ ประทุนมาตามลำ นํ้าจึงตะโกนเรียก “ไอ้แกละ มึงดูซีหัวล้าน ทั้งหัวทั้งท้าย” ทันทีคนที่นั่งในประทุนโผล่ออกมาพร้อมตะโกนว่า “นี้ก็ อีกล้านนึงนะไอ้หนู” เด็กสองคนร้องขึ้นพร้อมกันว่า “โอ เรือประทุนลำ นี้มีตั้ง ๓ ล้านแน่ะ” ๏ ๏ ๏
252 เก็บเล็กผสมน้อย แม่ค้ากล้วยปิ้ง “เฮ้โชติสวัสดีลื้อหายไปไหนเสียนานไม่เห็นหน้าเลย” “เอ้อ สวัสดีชอบ อั๊วไปทำ งานต่างจังหวัดเวลานี้กลับมา อยู่บ้านตามเดิมแล้ว” สองคนนี้ชอบพูดลื้อๆ อั๊วๆ จนเคยปากตั้งแต่สมัยเป็น นักเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน เขารักกันมากเที่ยวด้วยกัน กิน นอนด้วยกัน เห็นโชติที่ไหนก็เห็นชอบที่นั้น นับว่าเป็นเพื่อน คู่หูกันทีเดียวเหมือนกับหูสองข้างอยู่คู่กันตลอดเวลา ใครหนอ เป็นผู้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา ช่างเหมาะจริงๆ ข้าพเจ้าผู้เขียน ข้อสดุดีท่านผู้นั้นด้วยความจริงใจ “เออ โชติเราเข้าไปนั่งพักที่ม้าหินโคนต้นไทรนั้นเถอะ จะได้คุยกันให้หนำ ใจเลยทีเดียว” “นี่ชอบ ลื้อดูซีที่ต้นไทรนี้มีป้ายแผ่นใหญ่เบ้อเร่อเท่อ ติดอยู่แผ่นหนึ่ง ลื้อลองอ่านดูสิ” “คนไทยชอบความสะอาดไม่ทิ้งของเรี่ยราดให้อุจาด นัยน์ตา” “เข้าท่าดีเข้าทีด้วย” ชอบอ่านเสียงดังพร้อมทั้งอุทาน ด้วย
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 253 “ชอบ อั๊วว่าคงเป็นอิทธิพลของแผ่นป้ายนี่เองที่บันดาล ให้บริเวณนี้สะอาดสะอ้าน สวยงาม นี่ถ้าสถานที่ทั่วๆ ไปมี สภาพสะอาดเช่นนี้เมืองไทยเราคงเจริญขึ้นมากทีเดียว เออ ชอบ อั๊วจะเล่าอะไรให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง คือ เมื่อหลายปีมาแล้ว มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ๒ คน ไปดูงานที่สวิสเซอร์แลนด์ตอน เช้าเขาพากันออกจากโรงแรม เดินชมภูมิประเทศของเขา คน หนึ่งควักบุหรี่มาจุดสูบ แต่หาที่ทิ้งก้านไม้ขีดไม่ได้เพราะพื้นที่ ของเขาสะอาดเหลือเกินไม่มีขยะมูลฝอย เลยละอายใจไม่กล้า ทิ้งจึงนำ เอาใส่กระเป๋ากางเกง เอามาทิ้งที่โรงแรมที่พัก ทีนี้หันมาดูเมืองไทยบ้าง คราวหนึ่งอั๊วขับรถตามหลังรถ เบนซ์คันหนึ่งไปปรากฏว่าคนในรถเก๋งคันงามคันนั้นทิ้งเศษ อาหาร ลงมาบนถนน อั๊วเห็นกับตารู้สึกฉุนกึกขึ้นมาทันทีคน อะไรขี่รถคันงามแต่ใจทรามชะมัด อย่างนี้ต้องตบให้หัวหมุน เป็นลูกข่าง มันถึงจะสาแกใจ คนประเภทนี้เมื่อไหร่จึงจะ หมดไปจากเมืองไทยเราก็ไม่รู้ซิ” “เออ โชติเรามาพูดถึงเรื่องส่วนตัวกันบ้างเถอะ นี่ โชติ ลื้อยังสูบบุหรี่อยู่หรือเลิกแล้ว” “อ๋อ เลิกมาหลายเดือนแล้ว” “อะไรเป็นเหตุให้ลื้อเลิกบุหรี่ได้” “อ๋อด้วยเหตุ ๓ ประการคือ
254 เก็บเล็กผสมน้อย ๑. กลัวเป็นมะเร็ง ๒. เพื่อปฏิบัติตามนโยบายทางราชการ ๓. เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ลูกๆ เพราะอั๊วถือคติตามที่ท่าน สอนไว้ว่า “รักลูกถูกวิธีจงทำ ดีให้ลูกดู” และอีกคติหนึ่งก็คือ “ทำ ตัวอย่างให้ดูเพียงครั้งเดียว ดีกว่าสอนตั้ง ๑๐ ครั้ง” “ดีใจด้วยโชติอั๊วดีใจด้วยที่ลื้อเลิกบุหรี่ได้เวลานี้ทาง ราชการกำ ลังเร่งรณรงค์ขอร้องให้ประชาชนเลิกสูบบุหรี่เป็น การใหญ่ถึงกับพาดพิงมาถึงวงการคณะสงฆ์ด้วย ตัวอย่าง แผ่นโฆษณาเชิญชวนแผ่นหนึ่งใจความว่า “การถวายบุหรี่แก่ พระภิกษุสงฆ์เป็นบาป” ข้อความนี้พระสงฆ์จะสะดุ้งหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะยัง เห็นท่านสูบกันเกร่อ บางรูปติดเอามาก ๆ ถึงกับฉันอาหาร คาวเสร็จ ท่านจะต้องจุดบุหรี่สูบแล้วฉันอาหารหวานต่อ เห็น แล้วก็ต้องปลงอนิจจัง อาจารย์เสฐียรพงษ์วรรณปก เล่าว่า ชาวพุทธในลังกา ถ้าพระเณรรูปไหนสูบบุหรี่จะไม่ไหว้ไม่นับถือทันทีหาว่าพระ เณรรูปนั้นมีความผิดอย่างฉกาจฉกรรจ์ถึงขั้นปาราชิกทีเดียว โชติอั๊วอยาก เห็นประเทศไทยของเราเป็นอย่าลังกา บ้าง”
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 255 “อือ อั๊วเห็นด้วย” ชอบรับคำ “เออ เราเข้าเรื่องของเรา ต่อเถอะ นี่ชอบ แม่อี๊ดเทพธิดาของลื้อน่ะ เวลานี้เป็นอย่างไรบ้าง” “อ๋อ แม่อี๊ดนะหรือ เธอเปลี่ยนชื่อใหม่แล้วว่าอรไท อั๊ว เห็นว่าเป็นชื่อที่ไพเราะและแปลกดีจึงแอบไปถามท่านมหา ที่วัด ท่านบอกว่าอรไทแปลว่านางผู้มีสกุล หรือนางผู้เป็นใหญ่ หลังจากเธอออกจากโรงเรียนแล้วก็มาช่วยแม่ปิ้งกล้วยขาย อย่างเป็นล่ำ เป็นสัน ปรากฏว่าร้านของเธอขายดิบขายดี เพราะเธอขายกล้วยด้วย ขายยิ้มด้วย หน้าเธอนี้มีรอยยิ้มตลอดเวลาไม่เคยเห็นหน้าเง้าหน้างอ ทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยว่าเธอยึดสุภาษิตที่ว่า “ยิ้มไว้ใจสดชื่น อายุยืนไร้โรคา รูปร่างงามโสภา เป็นเสน่ห์แก่ปวงชน” และอีกบทหนึ่งของท่านบรมครูสุนทรภู่ที่ว่า “จะเล่า เรียนวิชาทางค้าขาย อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย จะซื้อง่าย ขายดีมีกำ ไร ด้วยเขาไม่เคืองจิตคิดระอา” โชติอั๊วว่าแม่อรไทคนนี้มีเสน่ห์มากๆ ใครๆ ก็มาหลง รักเธอ แต่ผลสุดท้ายทุกคนก็แพ้เจ้ากมล ลูกชายคนเดียวของ ท่านกำ นันโกศลเศรษฐีในอำ เภอนี้ท่านมีทั้งโรงสีโรงนํ้าแข็ง มี ที่นาที่สวนเยอะแยะ ดังนั้นลูกชายของท่านจึงเป็นดาวดวงเด่น ท่านกำ นันก็ ปลื้มใจที่มีลูกดีเพราะโบราณท่านกล่าวว่า
256 เก็บเล็กผสมน้อย มีลูกดีเป็นศรีสง่าหน้า ญาติวงศ์พงศาก็ผ่องใส ทั้งเพื่อนญาติมิตรสหายที่ใกล้ไกล ก็พอใจสรรเสริญเจริญพร แม้ท่านกำ นันท่านจะมีลูกเพียงคนเดียวแต่ก็ภูมิใจว่า ดี ว่ามีลูกหลายคนแต่หาดีไม่ได้สมกับที่ท่านกล่าวว่า “มีลูกดี เพียงหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยลูกชั่วให้มัวหมอง” ด้วยเหตุนี้ แหละจึงปรากฏว่ามีหญิงสาวมาหลงรักเจ้ากมลมากมายมีทั้ง แม่สื่อแม่ชักมาติดต่อจนเรียกว่าหัวบันไดไม่แห้งกันเลยทีเดียว ท่านกำ นันโกศลมีสายตายาวไกล โดยพิจารณาเห็นว่า แม่อรไทคนนี้รูปร่างก็สวยแม้จะจนด้วยฐานะไม่ดีแต่เธอก็มี คุณสมบัติสูงมากหากได้เธอมาเป็นสะใภ้แล้วก็จะเหมาะสม ที่สุดเข้าขั้นกิ่งทองใบหยกทีเดียว ท่านกำ นันจึงนำ เรื่องไป ปรึกษาลูกชายๆ ก็ดีใจตอบตกลงทันทีเพราะเจ้าตัวก็จ้องตา เป็นมันอยู่แล้ว ผลสุดท้ายแม่อรไทก็ได้เข้ามาอยู่ในบ้านของท่านกำ นัน โกศลในฐานะภรรยาของนายกมล และในฐานะของศรีสะใภ้ ของท่านกำ นันโกศล แม่อรไทก็พาแม่ไปอยู่ด้วย เธออยู่ตึก หลังหนึ่งบริเวณเดียวกับบ้านของกำ นันอยู่พร้อมสามีและแม่ เนื่องจากเธอเป็นคนมีมีอัธยาศัยดีไม่ว่าใครจะเป็นญาติ ก็ตามไม่ใช่ญาติก็ตาม เมื่อมาหาแล้วเธอจะต้อนรับขับสู้เป็น
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 257 อย่างดีโดยยึดถือคติที่ว่า “ประเพณีไทยแท้แต่โบราณ ใครมา ถึงเรือนชานต้องต้อนรับ” เพราะว่าดีของเธอนี่เองใครๆ ก็รักเธอ ยิ่งกำ นันด้วย แล้วถึงกับหลงด้วยว่าเธอเข้าใจปฏิบัติไปไหนกลับมาต้องซื้อ ของติดมือมาฝากมาฝากท่านกำ นันฝากสามีอย่างนี้ใครล่ะ จะลืมเธอได้ลงคอ อีกอย่างหนึ่งที่น่ายกย่องคือเธอเป็นคนใจบุญ หมั่นสวด มนต์ไหว้พระ และใส่บาตรทุกเช้า ใครจะทำ บุญอะไรเธอมัก จะร่วมด้วยเสมอ เธอมีทายาทอยู่ ๒ คนดัวยกัน ชาย ๑ คน หญิง ๑ คน เธอมาอยู่บ้านนี้ได้๓ ปีแม่ก็ตาย เธอก็ได้จัดงาน ศพให้แม่อย่างสมเกียรติทุกประการ “เออ โชติลื้อได้ฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง” “อ๋อ ก็พลอยปลื้มปีติไปโชควาสนาบารมีของเธอด้วยซี” “นี่ โชติความดีของเธอยังไม่หมดยังมีอีกนะ ว่าถึง ความกตัญญูแล้วนับว่าเธอเป็นยอดทีเดียว เธอรักแม่ของเธอ มาก เมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ก็เฝ้าปรนนิบัติเป็นอย่างดี เมื่อแม่เธอตายลงก็ได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆ ถวายอุทิศ บุญให้แม่ อาหารอะไรที่แม่ชอบก็สรรหามาใส่บาตรพระ ภายใน ห้องนอนของเธอมีรูปของแม่กับเธอกำ ลังปิ้งกล้วยขาย ใต้ภาพมี
258 เก็บเล็กผสมน้อย หนังสือจารึกไว้ว่า “แม่ค้ากล้วยปิ้ง แม่สำ อาง ลูกอรไท แม่จ๋า ลูกรักแม่ และคิดถึงแม่เหลือเกิน แม่จ๋า” ๏ ๏ ๏ นกยางเจ้าเล่ห์ "ลุงๆ ทำ ไมลุงจึงหงอยเหงาเศร้าสร้อยอยู่นี่ล่ะ” ปลา ตัวหนึ่งถามนกยางที่เกาะอยู่ ณ บนต้นไม้ใกล้สระ “ไม่ให้หงอยได้อย่างไร เพราะสงสารพวกเจ้าน่ะซี” นก ยางตอบ “เพราะในไม่ช้านี้น้าจะแห้งหมดสระพวกเจ้าก็จะต้อง ํ ตายหมด” ปลาตกใจอ้อนวอนขอให้นกยางช่วย นกยางตอบว่า “ข้าจะช่วยเจ้าเอาบุญ” นับตั้งแต่วันนั้นมานกยางเจ้าเล่ห์ก็คาบปลาครั้งละตัว สองตัวนำ ไปกินที่ต้นไม้ใกล้สระอีกแห่งหนึ่งจนกระทั่งหมด สระเหลือแต่ปูตัวเดียว ปูเฝ้าดูอากัปกิริยาของนกยางแล้วรู้สึกไม่น่าไว้ใจ ด้วย ไหวพริบไม่ประมาทตอนที่นกยางจะคาบปูไป ปูก็คีบนกยางไว้
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 259 เพื่อความปลอดภัย นกยางหางเชิดบินพาปูไปที่ต้นไม้ปูเห็นที่ โคนต้นไม้มีแต่ก้างปลาเกลื่อนไปหมด ก็รู้ได้ทันทีว่านกยาง เล่นไม่ซื่อ จึงบอกนกยางว่า “ทำ ไมไม่เอาข้าพเจ้าไปปล่อยลง สระล่ะ” นกยางตอบว่า “เอาไปปล่อยให้โง่นะซีข้าปล่อยเจ้าเข้า ท้องของข้าไม่ดีกว่าหรือ” ปูจึงคีบนกยางหนักขึ้นพลางสำ ทับว่า “ถ้าไม่เอา ข้าพเจ้าไปปล่อยลงสระ ข้าพเจ้าจะคีบคอท่านให้ขาดทีเดียว” นกยางจำ ต้องยอมจำ นนพาปูไปปล่อยที่สระ ก่อนจะถึง นํ้าปูกล่าวว่า “เจ้านกยางเจ้าเล่ห์เจ้าอยู่ไปก็หนักแผ่นดินก่อ ความเดือดร้อนให้ผู้อื่นเจ้าตายเสียเถอะ” ว่าแล้วปูก็หนีบคอ นกยางเจ้าเล่ห์ขาดใจตายอยู่ ณ ที่นั่นเอง ๏ ๏ ๏ จระเข้ไม่มีลิ้นจริงหรือ ว่ากันว่าจระเข้ไม่มีลิ้น เพราะถูกกระต่ายถีบจนลิ้นขาด มีเรื่องเล่ากันมาว่า จระเข้ตัวหนึ่งงับกระต่ายเอาไว้ได้ก่อนที่ มันจะกินก็คำ ราม ฮือๆๆ
260 เก็บเล็กผสมน้อย กระต่ายเจ้าปัญญาก็บอกจระเข้ว่า “ร้องฮือๆๆ ข้าพเจ้า ไม่กลัวหรอก ต้องร้องฮาๆๆ” จระเข้หลงเชื่ออ้าปากร้อง “ฮาๆๆ” กระต่ายได้ทีกระโดด ถีบลิ้นจระเข้ขาด ขณะเดียวกันจระเข้ก็งับหางกระตายขาด เพราะฉะนั้น จระเข้ไม่มีลิ้น และกระต่ายก็หางกุดตั้งแต่นั้นมา แต่ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ในวันเสาร์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ว่า ความจริงจระเข้มีลิ้นแต่แลบไม่ได้กระดกไม่ ได้เรื่องจริงเป็นอย่างไรขอท่านไปพิสูจน์ได้ที่ฟาร์มจระเข้จังหวัด สมุทรปราการ นั้นเถิด ๏ ๏ ๏ เรื่องหนอนขี้เมา หนอนตัวหนึ่งคลานไปคลานมา คลานไปเจอกับเจ้า หยดสุราที่ชายเพื่อนกันสองคนซึ่งจากกันไปช้านาน เมื่อมา พบกันเข้าก็ดีใจจึงเลี้ยงเหล้ากันเป็นการฉลอง หนอนจึงคลานเข้าไปกินหยดเหล้าที่ชายสองคนทำ หกไว้มันดูดกินด้วยความอร่อยจนท้องกาง ด้วยความเมา
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 261 มันคลานต่อไปจนถึงกองอุจจาระตัวมันยุบลงไปพระกอง อุจจาระเปียก มันเข้าใจว่าเป็นเจ้าโลกแล้ว ดูซีขนาดแผ่นดิน ยังต้านทานตัวเราไม่ได้ถึงกับยุบตัวลง เราเป็นเจ้าโลกแน่ พอดี ขณะนั้นมีช้างเชือกหนึ่งเดินมาพอได้กลิ่นอุจจาระก็เดินหนี หนอนเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจว่าช้างกลัวจึงร้องท้าช้างว่า “เจ้า ก็กลัวมาพบประสบข้า ผู้แกล้วกล้าเก่งกาจองอาจหาญ แน่ะ ช้างเอ่ยเคยเก่งไม่เกรงราญ มาประหารรุกรบจะหลบใย” ช้างได้ยินก็คิดว่า “ชิๆ เจ้าหนอนนี่ช่างบังอาจมาท้าได้ เราเหม็นอุจจาระดอก จึงเลี่ยงไป มันหาว่าเรากลัวจำ ต้องให้ มันเห็นฤทธิ์เราเสียบ้าง” ว่าแล้วช้างก็เดินเข้าไปใกล้หนอนร้อง สำ ทับว่า “หนอนเอ๋ยหนอน ข้ามานี่เพื่อบี้เจ้า งวงงาเท้าไม่ ต้องใช้เพราะไม่สม จักขยี้ชีวาเจ้าด้วยอาจมลงทับถมตัวเจ้า ให้เข้ากัน” ว่าแล้วช้างก็ถ่ายอุจจาระเผละลงไปบนตัวหนอน หนอนเจ้าโลกในความฝันก็จบชีวิตลงด้วยประการฉะนี้ ๏ ๏ ๏
262 เก็บเล็กผสมน้อย ฉลาดแกมโกง เจ้าแก้วเห็นยายมิ่งแม่ค้าขายขนมถ้วยตะไล มันนึกอยาก จะกินเหลือเกิน แต่ไม่มีเงินจะซื้อ แต่มันฉลาดแกมโกง จึง เดินเข้าไปหายาย “ยายๆ ทำ ไมแก้มยายจึงตอบอย่างนี้ล่ะ” ยายมิ่งก็ว่า “ก็ฟันของยายหักหมดนะซีแก้มจึงตอบ” เจ้าแก้วจึงว่า “อ่อดีแล้วยาย ฉันมีวิธีที่ทำ ให้ฟันของยาย ให้ดีได้ยายจะเอาไหม “ก็ดีซี” ยายตอบ เจ้าแก้วก็ออกลวดลาย “ยายๆ ตอนนี้ฉันกำ ลังหิว ไม่มี แรงจะทำ ฟันของยายให้ดีได้ต้องขอฉันกินขนมก่อนนะ” ยายกำ ลังดีใจจะกลับเป็นสาวขึ้น จึงยอมให้เจ้าแก้วกิน ขนมถ้วยเสียจนท้องกาง “เอาละยายฉันพร้อมแล้ว ไหนยายอ้าปากซิ” ยายดีใจ อ้าปากจนกว้าง “โอ้ยายอย่างนี้ฉันทำ ไม่ได้หรอก เพราะฟันของยาย หลุดนี่ไม่ใช่หัก ฉันทำ ไม่ได้ๆ” ยายมิ่งบ่นพึมพำ “เราเกิดมาจนหัวหงอก ก็เพิ่งมาถูก เด็กหลอกวันนี้เอง ซวยจริงๆ”
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 263 มันเข้าตำ ราโบราณว่า “ผีมันหลอกช่างผีตามทีมัน คน เหมือนกันหลอกกันเองมันน่ากลัวเกรงนัก” เสียขนมน่ะไม่ว่า แต่มันเสียรู้นี่สิมันน่าเจ็บใจนัก และซํ้าร้ายเสียรู้เด็กเสียด้วย ๏ ๏ ๏ สมเด็จโต ปะทะคารม กับแขกแพะ วันหนึ่งศิษย์วัดระฆังเข้าไปฟ้องสมเด็จฯ ว่า “หลวงพ่อ ครับ แขกที่ข้างวัด มันปล่อยให้แพะที่มันเลี้ยงไว้มากินใบโพธิ์ ที่นำ มาจากพุทธคยา ประเทศอินเดียหมดแล้ว” สมเด็จฯ ท่านลงมาจากกุฏิแล้วเข้าไปต่อว่าเจ้าแขก คนนั้น แต่ต้องสงบคำ เมื่อเจ้าแขกมันย้อนว่า “ต้นโพธิ์ต้นนี้ คนละต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ต้นที่ประทับตรัสรู้อยู่ที่ประเทศ อินเดียนู่น” ในวันต่อมาเจ้าแขกเลี้ยงแพะก็เข้ามาฟ้องสมเด็จฯ ว่า “ศิษย์ของสมเด็จฯ กลั่นแกล้ง โดยนำ เนื้อหมูลงไปคลุกใน กระทะ”
264 เก็บเล็กผสมน้อย สมเด็จฯ ได้ทีปลอบใจแขกเลี้ยงแพะว่า “หมูตัวนี้มัน คนละตัวกับที่พระเจ้าห้าม เหมือนต้นโพธิ์นั้นล่ะ” เจ้าแขกเลยไม่กล้าติดใจเอาความกับสมเด็จฯ อีกต่อไป ๏ ๏ ๏ แมว ๕ หมา ๔ เป็นกาลกิณีจริงหรือ บัณฑิตคนหนึ่งไปเยี่ยมเพื่อนบ้านเห็นกำ ลังนำ ลูกสุนัข ใส่เข่งจึงถามว่า “นี่คุณจะนำ สุนัขนี่ไปไหน” “เอาไปปล่อยที่วัด” เพื่อนตอบ บัณฑิตสงสัยจึงถามว่า “เอ ก็สุนัขทั้ง ๔ ตัวน่ะน่ารัก น่า เอ็นดูทำ ไมคุณจะปล่อยไปเสียหล่ะ” เพื่อนชี้แจงว่า “โบราณท่านถือว่า แมว ๕ หมา ๔ ห้าม เลี้ยงเป็นกาลกิณีใครเลี้ยงไว้เป็นอัปมงคล” บัณฑิตขออนุญาตรับสุนัขทั้ง ๔ ตัวมาเลี้ยงเอง สุนัขทั้ง ๔ โตวันโตคืน เพราะการได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมันรักเจ้าของ มากไปไหนก็ตามไปด้วย
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 265 วันหนึ่งบัณฑิตออกจากบ้าน เจ้าสุนัขทั้ง ๔ ก็ล้อมหน้า ล้อมหลังตามไปเป็นพรวน ขณะนั้นเองงูเห่าตัวหนึ่งพุ่งตัวออก มาจากพงหญ้า ทำ ท่าจะกัดบัณฑิต สุนัขตัวหนึ่งกระโจน เข้าไปกัดคองูเห่า อีก ๓ ตัวก็กระโจนเข้าไปรุมกัดงูเห่าตัวนั้น จนกระทั่งตายอยู่ ณ ตรงนั้นเอง บัณฑิตดีใจเป็นที่สุด เข้าไปโอบกอดสุนัขทั้ง ๔ ด้วยนํ้า ตา แล้วพูดว่า “เออข้ารอดตายมาได้คราวนี้ก็เพราะพวกเจ้า ช่วยป้องกันมิฉะนั้นแล้ว ข้าต้องตายแน่ๆ ฉะนั้นโบราณว่า แมว ๕ หมา ๔ เป็นกาลกิณีนั้นไม่จริง ข้าไม่เชื่อ” ๏ ๏ ๏ คนมือด้วนลักกระทะ คนมือด้วนไปลักกระทะ เจ้าของกระทะจับได้คาหนัง คาเขานำ ตัวมาสถานีตำ รวจ ให้เจ้าหน้าที่ตำ รวจตัดสิน ชาย มือด้วนปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมกับชูแขนสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ “ดูซิครับท่านมือผมด้วนทั้งสองข้างอย่างนี้จะลักกระทะของ ท่านได้อย่างไร ผมมันซวยแท้ๆ ที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นจริง”
266 เก็บเล็กผสมน้อย เจ้าหน้าที่รับสมอ้าง “เออ จริงของแก มือไม้อย่างนี้จะ ลักกระทะได้ยังไง” พลางหันไปทางเจ้าของกระทะพูดว่า “แก นี่บาปหนา ไปโทษคนพิการหาว่าเขาเป็นขโมย ดังนั้นข้าพเจ้า ขอรับให้กระทะใบนี้เป็นของขวัญแก่แก ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่ เป็นธรรม” เจ้าของกระทะเสียหน้าบ่นพึมพำ “เรามันเคราะห์ร้าย กระทะเราแท้ๆ กลับกลายตกเป็นของคนอื่น” เจ้าขโมยมือด้วนดีใจตรงเข้าไปที่กระทะเอาแขนด้วน สอดเข้าไปในหูกระทะยกครอบศีรษะพร้อมกับผิวปากด้วย ความโชคดีเดินดุ่มๆ ออกไปทันที “เดี่ยวๆ หยุดก่อนๆ ไหนบอกว่ามือด้วนลักกระทะไม่ได้ ไงล่ะ อย่างนี้ต้องเข้าคุก” เจ้าหน้าที่กล่าว เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าปฏิภาณไหวพริบนั้นช่วยได้เสมอ ๏ ๏ ๏
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 267 เหตุเกิดที่โรงละคร ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดไปว่าโรงละครแห่งชาติที่ ตั้งตระหง่านเป็นสง่าอยู่ใกล้สนามหลวงหลังนั้น เพราะเรื่องนี้ เกิดขึ้นที่ชนบทแห่งหนึ่ง ท่านเจ้าของบ้านจะประกอบพิธีแก้บนจึงหาละครชาตรี มาแสดงวันนั้น แสดงเรื่องสังข์ทอง ตอนพระสังข์ถูกถ่วงนํ้า เพชฌฆาตที่ทำ หน้าที่นำ พระสังข์ไปถ่วงตัวดำ รูปร่างใหญ่โต น่าเกรงขาม ส่วนพระสังข์นั้นตัวเล็กเอวบางร่างน้อยเมื่อรู้ตัวว่าจะถูก ถ่วงนํ้าก็ตกใจวิ่งหนีปากก็ร้องตะโกนให้คนช่วย แถมวิ่งเตลิด ออกไปนอกโรง เข้าไปกอดขาแม่ค้าขายขนมถ้วยตะไล ที่มา ยืนดูอยู่ด้วย โดยแกถือไม้คานที่หาบกระจาดขนมถ้วยตะไล ท่าทางเหมือนท้าวเวสสุวัณอย่างไรอย่างนั้น ปากก็ร้อง อ้อนวอน “ยายจ๋าช่วยหนูด้วย ยายช่วยหนูด้วย เขาจะเอาหนู ไปถ่วงนํ้า” ยายแม่ค้าแสนจะสงสารหนูน้อยเป็นกำ ลัง พอเพชฌฆาต ตรงเข้ามายื้อยุดฉุดแขนสังข์ทอง ยายแม่ค้าแกลืมตัวยกไม้ คานฟาดลงบนหัวเพชฌฆาตเต็มแรง พลางสำ ทับเสียงลั่น “นี่แน่ะไอ้ใจร้าย มึงนะมึง รังแกแม้กระทั้งเด็กตัวเล็กๆ”
268 เก็บเล็กผสมน้อย ผลแกถูกจับไปโรงพักฐานทำ ร้ายผู้อื่น โดยปรับพร้อม เสียค่าสินไหมอีกจำ นวนหนึ่ง คติธรรมเรื่องนี้คือ อันดับหนึ่ง การที่ยายขายขนมถ้วย ตะไลทำ ไปเช่นนั้น เพราะขาดสติโดยแกลืมนึกไปว่านั่นเป็น เรื่องสมมุติถือเป็นเรื่องจริงจึงเกิดเรื่องขึ้น อันดับสองยายคนนั้นแกใช้กรุณาผิดที่หวังดีผิดเวลา จึง ต้องพาให้เสียเงิน ทั้งนี้แกลืมคติธรรมที่ว่า “สติมาปัญญาก็ เกิด ถ้าสติเตลิดก็เกิดปัญหา” ดังนั้นพระท่านจึงสอนว่า “สติสพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำ ปรารถนาในที่ทั้งปวง” แม้แต่ในโรงละครก็อย่าลืมสติ ๏ ๏ ๏ เรื่องของยอดนักเทศน์ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์สิริจนฺโท) นักเทศน์เรืองนาม อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส วันหนึ่งท่าน ขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 269 เมื่อเทศน์จบเสร็จท่านก็ยังนิ่งอยู่บนธรรมาสน์นั่นเอง จนโยมสงสัยจึงขึ้นไปถามท่านว่า “เทศน์จบแล้ว ทำ ไมหลวงพ่อ จึงไม่ลงจากธรรมาสน์เล่าครับ” ท่านจึงตอบว่า “ จะลงได้ยังไง เพราะขาฉันหักนี่” ปรากฏว่าขณะที่ท่านขึ้นธรรมาสน์ขาท่านไปกระทบกับ บันไดธรรมาสน์เลยขาหักไป แต่ท่านมีความอดทนเป็นยอด ท่านแสดงอาการปรกติประคองเทศน์ไปจนจบ ต่อมามีคนเรียนถามท่านว่า “เจ้าคุณขาหักแล้วยังเทศน์ ได้หรือ” ท่านตอบว่า “ขาฉันหักแต่ธรรมไม่ได้หักนี่” ท่านมรณภาพปีพ.ศ. ๒๔๔๖ ณ ที่วัดบรมนิวาส ๏ ๏ ๏ ไอ้บ้า กับ ท่านคึกฤทธิ์ พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ซึ่งคนทั่วไปเรียกท่าน ว่า เจ้าคุณนอ เจ้าคุณนรรัตน์ท่านเป็นพระที่อยู่อย่างเงียบๆ ไม่ออกธุดงค์ตามป่าตามเขา ท่านธุดงค์เงียบๆ อยู่ในวัด เทพศิรินทร์ตามแบบของท่าน
270 เก็บเล็กผสมน้อย เจ้าคุณนอ ท่านโด่งดังก็เพราะความเงียบ ท่านพูดน้อย เขียนน้อย อยู่ในวัด แต่ท่านทำ มาก ท่านอยู่เงียบๆ อยู่ในกุฏิ แคบๆ ของท่านแต่ผู้เดียว แต่มีเสียงลืออกไปว่าท่านเป็น อรหันต์แล้ว วันหนึ่งท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ปราโมช ไป พบท่านเจ้าคุณนอ ที่วัดเทพศิรินทร์แล้วจึงเข้าไปกราบท่าน แล้วจึงเรียนถามท่านว่า “ไต้เท้า สำ เร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จริงหรือครับ” ท่านดึงหูคึกฤทธิ์เข้าไปใกล้ๆ แล้วกระซิบว่า “ไอ้บ้า” ๏ ๏ ๏ หลวงพ่อบุดดา ถาวโร คราวหนึ่งหลวงพ่อไปจำ พรรษาที่จังหวัดระยอง วันหนึ่ง ท่านมีธุระต้องเดินทางไปกุฏิหลังหนึ่ง หนทางที่จะไปต้องข้าม สะพานไม้ไป ปรากฏว่ามีสุนัขตัวหนึ่งนอนขวางทางอยู่ แทนที่ หลวงพ่อจะไล่สุนัขให้ลุก ทั้งยังไม่เดินข้ามอีกด้วย ท่านกลับ เดินลงไปลุยโคลนข้างล่าง (เรื่องคล้ายหลวงพ่อโต)
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 271 อีกคราวหนึ่ง ท่านได้รับนิมนต์ไปเทศน์คู่กับท่านเจ้าคุณ องค์หนึ่งเป็นเปรียญ ๘ ประโยค ท่านเจ้าคุณถามหลวงพ่อ ว่า “จะเทศเรื่องอะไร” หลวงพ่อตอบว่า “จะเทศน์เรื่องตัวโกรธ” ท่านเจ้าคุณถามต่อไปว่า “หน้าตาตัวโกรธมันเป็นอย่างไร” หลวงพ่อตอบว่า “หน้าตาตัวโกรธมันก็เหมือนส้นตีน นี่แหละ” ท่านเจ้าคุณโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่ยอมเทศน์กับหลวง พ่ออีกต่อไป หลวงพ่อเลยต้องเทศน์องค์เดียวจนจบ เมื่อลงธรรมาสน์แล้วหลวงพ่อก็กราบท่านเจ้าคุณพร้อม กับอธิบายว่า “ผมแสดงเพื่อให้เห็นจริงเห็นจังว่าความโกรธนั้น ทำ ให้หน้าแดงมือไม้สั่น จนต้องเลิกเทศน์อย่างท่านเจ้าคุณ นี่่แหละ” เรื่องก็ยุติลงเพียงแค่นี้ ๏ ๏ ๏
272 เก็บเล็กผสมน้อย เทวดากับหนอน ชาย ๒ คน เป็นเพื่อนกันคนหนึ่งมีนิสัยดีมีศีลธรรมชอบ ทำ บุญกุศลเสมอ ส่วนอักคนหนึ่งตรงข้ามกัน นิสัยไม่ดีไม่ชอบ ทำ บุญกุศลอะไร ชอบเที่ยวเตร่ กินเหล้าเมายา แต่ถึงกระนั้น ทั้ง ๒ คนก็ยังรักใคร่กัน ต่อมาเมื่อคนทั้ง ๒ ตาย คนที่มีศีลธรรมไปเกิดเป็น เทวดาในสวรรค์ส่วนอีกคนที่ไม่ไหนไปเกิดเป็นหนอนอยู่ใน ส้วม (ส้วมโบราณสมัยเก่า) วันหนึ่งเทวดานึกถึงเพื่อน จึงสอดส่องทิพยเนตรลงมา ก็ทราบว่าไปเกิดเป็นหนอน สงสารอยากจะให้มาเกิดอยู่ ด้วยกัน จึงลงจากสวรรค์ไปหาหนอน ชวนให้ไปเกิดที่สวรรค์ โดยชี้แจงว่า “ที่สวรรค์นั้นสวยงามสมบูรณ์ด้วยความสุข อาหารก็เป็น ทิพย์ต้องการอะไรเนรมิตได้ตามความต้องการ จึงขยั้นขยอ เพื่อให้หนอนพอใจ ที่จะไปสวรรค์ด้วย” แต่เทวดาต้องผิดหวัง เพราะหนอนปฏิเสธ โดยอ้างว่า “ที่นี่ดีกว่าสวรรค์ทุกประการ ว่าด้วยเรื่องอาหารการกินแล้ว บริบูรณ์มาก ไม่ต้องไปเสียเวลาเนรมิต เพราะมีผู้เนรมิตให้ เดี๋ยวเผล่ะ เดียวเผล่ะ รับไม่หวาดไม่ไหว
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 273 ข้าพเจ้าขอบใจท่านมากที่มีความหวังดีต่อข้าพเจ้า อุตส่าห์ลงมาชักชวนถึงที่นี่” เทวดาต้องกลับวิมานด้วยความผิดหวัง เรื่องนี้เป็นข้อเปรียบเทียบ เหมือนกับคนที่ชอบประพฤติ ไปในทางอบายมุข ใครจะช่วยแนะนำ ให้เลิกก็ไม่สนใจ หรือ คนที่ชอบทำ บาปอกุศล เขาแนะนำ ให้เข้าวัดฟังธรรม ก็ไม่ สนใจ ก็เหมือนหนอนในเรื่องนั่นเอง ๏ ๏ ๏ หัวล้านใจน้อย เช้าวันหนึ่งท่านปลัดฟูท่านอยู่คณะ ๖ วัดประยุรวงศาวาส เมื่อฉันเช้าเสร็จแล้ว ก็มานั่งอยู่ที่หน้าต่างริมถนนทางเดิน คุณหลวงประดิษฐการประสิทธิ์ท่านจะไปทำ งานที่กรม เจ้าท่า เดินผ่านมาทางนั้น จึงร้องทักท่านปลัดฟูว่า “ท่านปลัด ครับทำ ไมท่านไม่ทำ ร้านให้ฟักทองมันไต่ละครับ จะได้มีลูกดกๆ” ท่านปลัดฟูไม่พูดอะไร เพียงแต่หัวเราะหึๆ พอตกตอน บ่าย ท่านปลัดฟูสั่งให้ลูกศิษย์ถอนเถาฟักทองทิ้งหมด
274 เก็บเล็กผสมน้อย ทั้งนี้เป็นด้วยว่า คำ ว่า “ร้าน” ของคุณหลวงนั้น มันกระทบ กระเทือนไปถึง “ล้าน” ของท่านปลัดฟูอย่างรุนแรง เพราะ ศีรษะของท่านนั้น มีลักษณะเข้าขั้นเป็นชะโดตีแปลงเลย ทีเดียว ๏ ๏ ๏ อนุโมทนา แด่ พระเทพโสภณ ทันทีท่านได้รับข่าวว่า ท่านเจ้าคุณพระราชวรมุนี(ประยูร ธมฺมจิตโต ป.ธ. ๙) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ที่ พระ เทพโสภณ ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจเป็นที่สุดทั้งนี้เพราะสมความ ปรารถนาที่ตั้งไว้มานานแล้วซึ่งก็พอดีมาสอดคล้องกับที่ พระพุทธเจ้าดำ รัสไว้ว่า ยมฺปิจฺฉํ น ลภติตมฺปิทุกฺขํ ปรารถนา สิ่งใดไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์แต่คราวนี้เหตุการณ์ ตรงกันข้ามคือ ยมฺปิจฺฉํ ลภติตมฺปิสุขํ ปรารถนาสิ่งใด ได้ สิ่งนั้นสมปรารถนาก็เป็นสุข อนึ่ง การที่เจ้าคุณพระราชวรมุนีได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ ครั้งนี้นับเป็นความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ด้วยว่าท่าน
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 275 เจ้าคุณเป็นพระที่มีความรู้ดีมีความสามารถดีและมีความ ประพฤติดีเรียกว่ามีครบวงจร ซึ่งพระประเภทนี้หาได้ไม่ง่ายนัก คุณธรรมอีกอย่างของท่านเจ้าคุณคือ ความอ่อนน้อม ความสุภาพเรียบร้อยยิ้มแย้มแจ่มใส และมีปรกติอย่างที่เรียก กันว่า “คมในฝัก” คือมีความรู้ความสามารถดีแต่ยังไม่ถึง เวลาก็ยังไม่แสดงให้ปรากฏ ปฏิปทาของท่านเจ้าคุณมีลักษณะ ตรงกับโครงโลกนิติบทหนึ่งเฉพาะท่อนต้นว่า นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย เลื้อยบ่ทำ เดโช แช่มช้า มีพระเถระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้กรุณามาชมต่อหน้าข้าพเจ้า ว่า วัดประยุรฯ นี้ดีนะมีพระชนิดเพชรงามๆ เยอะ ล้วนแต่ เป็นเพชรนํ้าหนึ่งทั้งนั้น ข้าพเจ้าฟังแล้วครึ้มในใจว่า ยังมีเพชร อีกหลายเม็ดซึ่งพร้อมที่จะเลื่อนอันดับขึ้นไปเป็นเพชรน้าหนึ่ง ํ อีกต่อไป การได้รับตำ แหน่งพระเทพโสภณ ครั้งนี้มิใช่ว่าจะนำ มา ซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงเฉพาะท่านผู้ที่ได้รับเท่านั้นก็หาไม่ แต่ ยังแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางสู่วัด สู่วงศาคณาญาติสู่ เพื่อนสหธรรมิก และสู่ทายกทายิกาสาธุชนทั้งหลายอีกเป็น จำ นวนมาก
276 เก็บเล็กผสมน้อย ข้าพเจ้าภูมิใจที่วัดประยุรฯ ของเราได้รับพระราชาคณะ ชั้นเทพ เกิดขึ้นมาประดับวัดอีกองค์หนึ่ง ของอวยพรให้ท่านเจ้าคุณพระเทพโสภณ จงดำ รงอยู่ใน สมณเพศด้วยความร่มเย็นเป็นสุข เพื่อจะได้ช่วยกันจรรโลง ส่งเสริมพระพุทธศาสนา และเป็นศรีสง่าคู่กับวัดประยุรวงศาวาส ต่อไป ๏ ๏ ๏ อนุโมทนา แด่ พระครูวิวิธธรรมโกศล พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ปรากฏอยู่ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันว่าด้วยเรื่องของทุกขอริยสัจ ตอนหนึ่งว่า ยมฺปิจฺฉํ น ลภติตมฺปิทุกฺขํ แปลว่า ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมปรารถนา ก็เป็นทุกข์ดังนั้นในทำ นองตรงกันข้าม เมื่อปรารถนาสิ่งใด แล้ว ได้สิ่งนั้นสมปรารถนาก็เป็นสุข ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ตั้งความปรารถนาไว้นานแล้วว่า จะ สนับสนุนเธอรูปนี้ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น เพื่อจะได้ช่วยกันเป็นกำ ลัง ของวัด ของศาสนา และของประชาชน
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 277 บัดนี้สิ่งนี้ก็พลันสำ เร็จขึ้นมาแล้ว โดยที่เธออยู่ในฐานะ นักเทศน์ที่มีชื่อเสียง อันนับว่าเป็นศักดิ์เป็นศรีและเป็นเกียรติ แก่วัดมาก ทั้งนี้ก็เพราะอาศัยที่เธอมีองค์คุณของพระธรรมกถึก ๕ ประการด้วยกัน คือ มีความรู้พอเพียง เสียงมีกังวาน ปฏิภาณว่องไว จิตใจสะอาด มารยาทเรียบร้อย นอกจากนี้เธอยังเป็นนักเสียสละ ใจคอกว้างขวาง ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ตัวเองมิได้เป็นเปรียญแต่ก็ได้ชุบเลี้ยง ศิษย์ให้ได้เป็นมหาเปรียญหลายรุ่น และหลายรูปด้วยกัน ถึง ขั้นเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค ก็มีเรียกว่าไม่ทำ ตนเป็น เพียงปฏิคาหก คือ ผู้รับเพียงอย่างเดียว ยังบำ เพ็ญตนให้เป็น ทายกผู้ให้อยู่เสมอเป็นนิจศิลอีกด้วย คุณธรรมที่เด่นอีกอย่างหนึ่งของเธอก็คือ ความกตัญญู ซึ่งเธอปฏิบัติด้วยดีตลอดมา ด้วยเหตุนี้แหละการที่พระครู ปลัดชัยวัฒน์ธมฺมวฑฺฒโน ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร ที่ พระครูวิวิธธรรมโกศล ในครั้งนี้จึง เป็นการเหมาะสมโดยประการทั้งปวง ข้าพเจ้าดีใจที่สมปรารถนา จึงขออนุโมทนา ๏ ๏ ๏
278 เก็บเล็กผสมน้อย บุญบันดาล: พระพิจิตรธรรพาที พระครูวิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ธมฺมวฑฺฒโน) ซึ่งได้รับ พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรด เกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระราชาคณะ ที่ “พระ พิจิตรธรรมพาที” นับเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่เหนือจากเรื่อง ธรรมดา ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยในพระ ธรรมเทศนาที่เธอแสดงถวาย ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในงานพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นเกียรติประวัติชั้นยอด ซึ่ง ไม่เคยปรากฏมาก่อนแต่อดีตกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเนตรพระกรรณ แหลมคม ทรงสนพระทัย และซาบซึ้งในรสพระธรรมเป็น อย่างยิ่ง สมกับสุภาษิตที่ท่านผู้หนึ่งได้ประพันธ์ไว้ว่า สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย ดังนั้นพระองค์จึงทรงพระราชทานตำ แหน่งสมณศักดิ์ อันมีเกียรติให้แก่เธอ เพื่อบูชาความดีซึ่งตรงกับพระบาลีที่ว่า ปคคณฺเห ปคฺคหารหํ พึงยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง
พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 279 พระครูวิวิธธรรมโกศล ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ครั้งนี้อันเป็นกรณีพิเศษสุด ซึ่งไม่มีใครเหมือนและก็ไม่เหมือน ใคร ก็ด้วยอำ นาจแห่งบุญเก่ากุศลก่อนที่เธอได้สร้างเอาไว้ที่ เรียกว่า ปุพเพกตปุญญตา ประกอบกับการตั้งตนไว้ชอบ คือ อัตตสัมมาปณิธิรวมเรียกว่าเธอดีครบวงจร คือ รู้ดีสามารถดี และประพฤติดี คุณธรรมที่พิเศษและโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเธอ คือ ความกตัญญูข้าพเจ้าคิดว่า เนื่องจากคุณธรรมข้อนี้เองที่มี ส่วนสนับสนุนให้ชีวิตของเธอรุ่งโรจน์มาโดยลำ ดับ สมกับ ธรรมภาษิตที่ว่า ภูมิเว สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความ กตัญญูกตเวทีเป็นดุจภาคพื้นรองรับความดีทั้งหลาย ฉะนั้น ในนามคณะสงฆ์และชาววัดประยุรวงศาวาส ขอแสดง ความชื่นชมยินดีต่อเจ้าคุณพระพิจิตรธรรมพาทีด้วยความ จริงใจมา ณ โอกาสนี้ด้วย ๏ ๏ ๏