The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สารบัณฑิต-ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sukri damkham, 2023-08-23 03:01:33

สารบัณฑิต

สารบัณฑิต-ebook

280 เก็บเล็กผสมน้อย อนุโมทนา แด่ พระโสภณธรรมวาที พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ยมฺปิจฺฉํ น ลภติตมฺปิทุกฺขํ  แปลว่า ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมปรารถนาก็เป็นทุกข์ ดังนั้นเมื่อได้สิ่งที่ต้องการนั้นก็เป็นสุข ข้าพเจ้าดีใจเป็นพิเศษ ที่ท่านพระครูปลัดสุวัฒนพุทธคุณ (บุญมา อาคมปุญฺโ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส รองอาจารย์ใหญ่ สำ นักเรียน รองผู้อำ นวยการโรงเรียนพระพุทธศาสนาวัน อาทิตย์กรรมการมูลนิธิเทพประสิทธิคุณ มูลนิธิหลวงตา แพร เยื่อไม้และเลขานุการองค์การปกครองวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่ “พระโสภณธรรมวาที” ชื่อนี้นอกจะไพเราะแล้ว ยังสอดคล้อง ต้องกับปฏิปทาของท่านเจ้าคุณ ซึ่งเป็นผู้ที่มีวาทศิลป์อันไพเราะ เพราะพริ้งอีกด้วย ท่านเจ้าคุณพระโสภณธรรมวาทีเป็นพระที่สุภาพ เรียบร้อย อ่อนโยน ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “การอ่อนน้อมถ่อม ตนเป็นมนต์อันศักดิ์สิทธิ์” คุณธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ มีความ กตัญญูเป็นเลิศ นอกจากนี้ยังได้บำ เพ็ญประโยชน์ให้แก่วัด และแก่พระพุทธศาสนาตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 281 ถ้าเปรียบชีวิตของท่านเจ้าคุณ ก็เปรียบได้กับกล้วยไม้ ที่มีปรกติอาศัยต้นไม้อื่นเกาะ รากไม่มีพิษ ไม่แย่งอาหารจาก ต้นไม้ที่เกาะ และมีดอกสวยงาม น่าภิรมย์ชมชื่น บางต้นมี ราคาเรือนพัน ตรงข้ามกับกาฝาก ซึ่งมีลักษณะ อาศัยต้นไม้อื่น เกาะเหมือนกัน แต่รากมีพิษ และมีปรกติแย่งอาหารจากต้น ที่เกาะ ด้วยเหตุนี้แหละ จึงทำ ให้ต้นไม้ทีมีกาฝากไปเกาะ ต้อง แห้งเหี่ยวและตายในที่สุด เฉกเช่นเดียวกับคนที่ไม่ดีไปอยู่ ที่ไหนก็เดือดร้อนที่นั่น ทั้งยังไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้ ปรากฏ ซึ่งท่านเรียกคนประเภทนี้ว่า “คนรกโลก” หรือคน กาฝาก” ท่านเจ้าคุณพระโสภณธรรมวาทีจัดเป็น “พระกล้วยไม้” เพราะมีแต่สร้างประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่ได้ทำ ความเดือดร้อน ให้แก่ใครๆ ข้าพเจ้าต้องการพระแบบนี้มาประดับวัด เพราะฉะนั้น การที่ท่านพระปลัดสุวัฒนพุทธคุณ ได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์ครั้งนี้ข้าพเจ้าจึงดีใจเป็นพิเศษ เพราะ สมความปรารถนา ขออวยพรให้ท่านเจ้าคุณพระโสภณธรรมวาทีเจริญ รุ่งเรืองอยู่ในพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้ช่วยกันจรรโลง ส่งเสริม วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป สิ้น กาลนานเทอญ ๏ ๏ ๏


282 เก็บเล็กผสมน้อย ๘๐ ปีที่ทรงคุณค่า: พระครูพิศิษฏ์ธรรมวิธูร ในวาระสมัยที่ท่านพระครูพิศิษฏ์ธรรมวิธูร เจริญชนมายุ พรรษา ๘๐ ปีบรรดาชาววัดประยุรวงศาวาสทั้งบรรพชิตและ คฤหัสถ์ต่างพร้อมใจกัน จัดงานทำ บุญฉลองชนมายุให้แก่ท่าน พระครูฯ ทั้งๆ ที่ท่านไม่ปรารถนาจะให้ทำ เพราะความเกรงใจ แต่ด้วยความรัก เคารพ นับถือของชาววัดประยุรวงศ์ฯ ที่มีอยู่อย่างท่วมท้นในท่านพระครูฯ งานจึงสำ เร็จขึ้นด้วย ประการฉะนี้ พูดถึงท่านพระครูท่านเป็นพระที่พูดน้อย แต่ทำ มาก ท่านทำ งานมีระเบียบ ละเอียดลออ มีความซื่อสัตย์สุจริต ท่านเป็นนักเสียสละไม่สะสม มีจิตเมตตา ชอบช่วยสงเคราะห์ คนยากคนจน จึงนับได้ว่าชีวิตของท่าน ที่ล่วงกาลผ่านวัยมา ตลอดระยะเวลา ๘๐ ปีจึงเป็นชีวิตที่ทรงคุณค่า ข้าเจ้าขอแสดงความชื่นชมยินดีต่อชาววัดประยุรวงศ์ฯ ทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์ที่ได้มีนํ้าใจไมตรีร่วมกันจัดงาน ครั้งนี้ขึ้น เพื่อบูชาคุณงามความดีของท่าน


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 283 อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ๏ ๏ ๏ สัมโมทนียกถา แด่ พระครูสุทธิปริยัตยาทร กล้วยไม้-กาฝาก ต้นไม้๒ ชนิดนี้ที่มีลักษณะเหมือนกัน คือ ต่างก็เกาะอาศัยต้นไม้อื่นเกาะ แต่ที่ต่างกันก็คือ กล้วยไม้ รากไม่เป็นพิษ ไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ที่เกาะและมีดอก สวยงาม บางต้นราคาแพง เป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไป นับว่า เป็นต้นไม้ที่มีเสน่ห์ ส่วนกาฝากรากเป็นพิษ มีปรกติแย่งอาหารจากต้นไม้ ที่เกาะ และไม่มีดอกดวงอะไรที่น่าอภิรมย์ชมชื่นเป็นดอกไม้ ที่อาภัพ ไม่มีใครปรารถนา เนื่องจากรากมีพิษนี่เอง เมื่อไป เกาะที่ต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นก็มีอันต้องเหี่ยวแห้งและตายในที่สุด


284 เก็บเล็กผสมน้อย ต้นไม้๒ ชนิดนี้เมื่อนำ มาเปรียบเทียบกับคนเรา ก็จะได้ ข้อปฏิบัติอันลํ้าค่า กล่าวคือ ประเภทกล้วยไม้เป็นคนมีเสน่ห์เป็นลูกใคร พ่อแม่ก็ โปรดปราณ เป็นศิษย์ใครครูบาอาจารย์ก็รัก เป็นพระอยู่ วัดไหน ก็ทำ ความเจริญให้แก่วัดนั้น เป็นพระที่มีประโยชน์ เคร่งครัดต่อพระวินัย สุภาพเรียบร้อย ทำ ชื่อเสียงให้แก่วัด สมภารก็สบายใจ นี่คือคนกล้วยไม้ ส่วนประเภทคนกาฝาก เป็นคนมีพิษ เป็นลูกใครพ่อแม่ ก็เดือดร้อน สร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล เป็นศิษย์ ใครครูบาอาจารย์ก็เอือมระอา ทำ ให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง พระก็เป็นพระที่ไม่เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย ไม่สนใจต่อ กิจวัตร ขี้คร้านต่อการทำ วัตรไหว้พระสวดมนต์ไม่สุภาพ เรียบร้อย ชอบนอกรีตนอกรอย ดื้อรั้น ทำ ให้วัดเสื่อมเสียชื่อ เสียง ทำ ให้สมภารหนักใจ กล้วยไม้เป็นต้นไม้ที่ไร้พิษสง ดอกสวย มีราคา เป็นต้น ไม้มีเสน่ห์เฉกเช่น พระครูสุทธิปริยัตยาทร (สมชาย จารุวฑฺฒโน) ก็ฉันนั้น เมื่อเธอได้รับสมณศักดิ์ครั้งนี้จึงเป็นการเหมาะสม ที่สุด นี่ก็สอดคล้องกับคำ ที่ว่า “ทุกสิ่งประสงค์จงใจ จักเสร็จ สมได้ด้วยความดี”


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 285 ในงานครั้งนี้ได้จัดพิมพ์หนังสือขึ้นเล่มเล่ม มีชื่อว่า “เก็บ เล็กผสมน้อย เล่ม ๒” สำ หรับแจกแก่ท่านที่มาแสดงมุทิตา สักการะแด่เธอ หนังสือเล่มนี้จักมีประโยชน์แก่ผู้อ่านมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับผู้อ่านเป็นสำ คัญ ข้าพเจ้าชอบคำ ประพันธ์ของอาจารย์โรงเรียนอัสสัมชัญ ท่านหนึ่ง “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นเปลือกตม คนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย” คือช่องเดียวกันแต่เห็นคนละอย่าง เจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คน ตาย และบรรพชิต ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณถ่องแท้ ผลก็คือทำ ให้พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา เพราะทรงเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย ตรงกันข้ามกับชาวโลกทั้งหลาย ซึ่งเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย เห็นอยู่เต็มตาทุกวี่ทุกวัน เห็นแล้วก็เห็นไป มิได้สนใจ พิจารณาอะไร ผลสุดท้ายสัตว์โลกทั้งหลายก็ยังเวียนว่ายอยู่ ในวังวนแห่งวัฏสงสารอย่างไม่รู้จบสิ้น เพราะเขาเหล่านั้นมอง เห็นเป็นเปลือกตมไปหมด


286 เก็บเล็กผสมน้อย ขออวยพรให้พระครูสุทธิปริยัตยาทร จงเจริญรุ่งเรื่อง ในชีวิตของสมณะตลอดไป เพื่อจะได้ช่วยกันจรรโลงส่งเสริม วัดประยูรฯ และพระพุทธศาสนา ให้วัฒนาสถาพรยิ่งๆ ขึ้นไป ชั่วกาลนานเทอญ ๏ ๏ ๏ แด่พระผู้บำเพ็ญประโยชน์ วันที่ ๓๑ คุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ตรงกับ วันอังคาร ขึ้น ๘ คํ่า เดือน ๑๒ นับว่าเป็นวันสำ คัญวันหนึ่ง เพราะเป็นวัน ตรงกับวันเกิดของท่านทั้ง ๒ คือ พระปลัดชน และพระครู สังฆรักษ์สุรินทร์ ด้วยว่าท่านทั้ง ๒ นี้ได้บำ เพ็ญประโยชน์ให้แก่วัด และ พระพุทธศาสนามาโดยตลอด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในวงการ แห่งพุทธบริษัท อันผู้ที่จะปฏิบัติตนได้เช่นนี้ก็เพราะอาศัย มีจิตสำ นึกว่า เราได้ทำ ประโยชน์อะไรให้แก่วัดบ้าง แทนที่จะ คิดว่า วัดได้ให้อะไรแก่เราบ้าง พระพุทธเจ้าตรัสเตือนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงบำ เพ็ญ ประโยชน์ของตน และของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 287 เถิด” พระพุทธภาษิตนี้คล้ายจะทรงบอกพระทั้งหลายว่า “เธอ ทั้งหลายอย่าเป็นคนรกโลก อย่าเป็นคนรกบ้าน อย่าเป็นคน รกวัด ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน จงอย่าลืมทำ ประโยชน์เธออย่า อยู่เฉยๆ เดียวจะถูกหาว่าเป็นคนรกโลกอยู่หนักแผ่นดิน อย่า ลืมว่าคนที่ดีมีค่านั้น คือคนที่ทำ ประโยชน์ ขออวยพรให้ท่านทั้ง ๒ มีอายุยั่งยืนนาน โดยปราศจาก โรคาพยาธินิราศอันตรายทั้งปวง ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้อยู่ทำ ประโยชน์ต่อไปอีกนานๆ ๏ ๏ ๏ ขอชมเชย พระครูสังฆรักษ์วิเขียร วชิรธมฺโม พระครูสังฆรักษ์วิเชียร เป็นศิษย์อยู่ในสำ นักวัดประยุรวงศาวาส ได้ศึกษาภาษาบาลีจนสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค และสอบได้ปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เวลานี้กำ ลังศึกษา ปริญญาโทสาขาศาสนาเปรียบเทียบ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมกิจการงานต่างๆ ภายในวัด ประยุรวงศาวาสอีกมากมายหลายอย่าง นับว่าเธอได้เป็น


288 เก็บเล็กผสมน้อย ขุมกำ ลังอันสำ คัญของวัดองค์หนึ่ง ว่าถึงในเชิงปฏิภาณโวหาร ด้านนักเทศน์นักปาฐกถา การบรรยายก็จัดว่าอยู่ในความนิยม ของผู้ฟังทั้งหลาย ในส่วนคุณสมบัติของเธอนั้นพอจะประมวลได้ดังนี้มี เสียงดังฟังชัดกิริยาอาการแคล่วคล่องว่องไวเอาการเอางาน ขยันทำ งานใจคอหนักแน่น กว้างขวาง เป็นนักเสียสละ เป็น คนมีเหตุผล มีความกตัญญูสูง บัดนี้เธอได้ปริญญาบัตรระดับปริญญาตรีพุทธศาสตร บัณฑิต มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อันทรงเกียรติพร้อม ทั้งจะได้จัดการประกอบพิธีฉลองสมโภชในคราวนี้ด้วย ในนามคณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส ขอแสดงความชื่นชม ยินดีอนุโมทนา ในความสำ เร็จครั้งยิ่งใหญ่ของเธอ พร้อมทั้ง ขออวยพรให้เธอมีชีวิตรุ่งโรจน์โชติช่วงตลอดกาลเป็นนิตย์ เทอญ ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 289 นี่แหละคือนํ้าใจ: ส.ณ.วิรัตน์ณุศรีจันทร์ คณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส ขอแสดงความชื่นชมยินดี ต่อสามเณรวิรัตน์ณุศรีจันทร์ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่วัด ประยุรวงศาวาสโดยที่เธอสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้ ขณะที่ยังเป็นสามเณรทราบว่าเธอได้รับฉลองหลายครั้งหลาย แห่งด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพราะอาศัยอานุภาพแห่งเสน่ห์ของเธอ นั่นเอง เรื่องการฉลองนี้มีมาช้านานแล้วจะเรียกคู่กับโลกก็ว่าได้ ในสมัยครั้งพุทธกาลเมื่อนางวิสาขาสร้างบุพพารามมหาวิหาร เสร็จแล้วก็จัดฉลอง ๓ วัน ๓ คืน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อสร้างพระเชตวันมหาวิหาร เสร็จแล้วก็จัดการฉลองสิ้น ๗ วัน ๗ คืน ต่อมาเมื่อสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงสร้างและ ปฏิสังขรณ์พระมหาเจดีย์๘๔,๐๐๐ องค์แล้ว ทรงฉลองนานถึง ๗ ปี๗ เดือน มีผู้ถามว่าทำ อะไรเสร็จแล้วจะไม่ฉลองได้ไหม ตอบว่าไม่ฉลองก็ได้แต่ฉลองนั่นแหละดีเหมือนกับว่า ถ้า รับประทานอาหารคาวแล้วจะไม่รับประทานของหวานอีกก็ได้ แต่รับประทานนั้นแหละดีจะได้อิ่มอย่างสมบูรณ์แบบ


290 เก็บเล็กผสมน้อย การฉลองนั้นจัดว่าเป็นประเภทบุญกำ ไร เพราะเป็นการ เพิ่มบุญให้มากขึ้นเป็นทวีตรีคูณ เป็นการประกาศความสำ เร็จ เป็นการชักชวนให้ผู้อื่นมาอนุโมทนาทำ บุญร่วมกัน เป็นการ รักษาประเพณีที่ดีเอาไว้ไม่ให้เสื่อมสูญไป ขออำ นาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองรักษา สามเณรวิรัตน์ณุศรีจันทร์ให้เธอครองสมณเพศอยู่ตลอดไป จวบจนกระทั่งบั้นปลายของชีวิตของเธอนั้นเทอญ ๏ ๏ ๏ อานุภาพของนํ้าใจ: พระมหาเติม ผคุโณ เนื่องจากท่านพระมหาเติม ผคุโณ เป็นพระที่มากด้วย นํ้าใจด้วยเหตุนี้ในงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน ข้าพเจ้า จึงขอเสนอเรื่องอานุภาพของนํ้าใจมาร่วมในงานนี้ตามคำ ขอร้องของท่านเจ้าคุณพระเทพปัญญาสุธีผู้ที่ข้าพเจ้ารักและ นับถือมานานแล้ว เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง เป็นเรื่องจริงไม่ใช่อิงนิยายใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 291 กรุงเทพฯ ยังมีรถรางชายชราคนหนึ่งหิ้วของพะรุงพะรังขึ้นมา บนรถราง หาที่นั่งไม่ได้เพราะคนแน่นมาก โดยที่วันนั้นเป็น วันกาชาด ชายชราเก้ๆ กังๆ ถอยหน้าถอยหลังเพราะไม่รู้จะนั่ง ที่ไหนบังเอิญมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมีนํ้าใจลุกขึ้นแล้วเชิญให้ชาย ชรานั่งแทนชายชราพูดขอบอกขอบใจเป็นการใหญ่ ครั้นถึงเวลาจะลงจากรถรางเด็กหนุ่มผู้นั้นยังไม่หมด นํ้าใจยังได้ช่วยชายชราหิ้วของไปส่งถึงที่บ้าน ด้วยว่าบ้าน ชายชรากับบ้านของตนเองอยู่ซอยเดียวกัน ด้วยอานุภาพของนํ้าใจ ในกาลต่อมาเด็กหนุ่มผู้นี้ก็มา เป็นหลานเขยของชายชราและได้รับมรดกจากชายชราเป็น จำ นวนมากมีตึกหลังใหญ่ราคาหลายล้านมีตึกแถวมีที่นา ที่สวนอีกหลายแห่งเข้าเลยกลายเป็นเศรษฐีย่อยๆ ไปด้วย ประการฉะนี้ น่าอัศจรรย์ไหมท่านว่าฤทธิ์เดชของนํ้าใจนั้นศักดิ์สิทธิ์ เพียงใดเพียงคำ พูดห้าหกคำ “เชิญคุณลุงมานั่งเถิดครับ” และ ที่นั่งก็ไม่ใช่ของตัว เป็นของรัฐบาล คำ พูดเหล่านี้แหละที่เข้าไปประทับอยู่ในหัวใจของชาย ชราจนถึงกับบันดาลให้เกิดความรักอย่างสุดซึ้งในเด็กหนุ่มผู้นี้ จนถึงกับยกสมบัติให้


292 เก็บเล็กผสมน้อย นี่แหละอานุภาพของน้าใจ ํ สมกับโบราณท่านว่าไว้ว่า “น้าบ่อน ํ ้าคลองยังเป็นรองน ํ ้าใจ ํน้าแควน้อยแควใหญ่ก็สู้น ํ ้าใจ ํ ไม่ได้” พันเอกปิ่น มุทุกันต์เขียนไว้ว่า “ความรักมาเพราะน้าใจ ํ มีความรักหนีเพราะนํ้าใจหมด ความรักหดเพราะนํ้าใจแห้ง” สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงพระ ราชนิพนธ์ไว้ว่า “อันความกรุณาปรานีจะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู้แดนดิน” และธรรมะสุภาษิตที่ว่า “โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา เมตตาคํ้าจุน โลก” ก็หมายถึงนํ้าใจนี้เอง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า นํ้าใจนี่แหละ เป็นผู้คุ้มครองโลก ดังคำ กล่าวที่ว่า “โลกร่มเย็นเป็นสุขเพราะ มีนํ้าใจโลกจะบรรลัยเพราะนํ้าใจไม่มี” อนึ่งงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระมหาเติม ผคุโณ ครั้งนี้สำ เร็จลงด้วยดีก็เพราะอาศัยทุกท่านมีนํ้าใจ ๏ ๏ ๏


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 293 คิดถึงท่านพระครูสาราณียคุณ การจากไปของท่านพระครูฯ ครั้งนี้ใครๆ ก็พากันเสียดาย เพราะท่านพระครูฯมีอะไรหลายๆ อย่างภายในตัว ที่สามารถ ทำ ให้ผู้อื่นรักใคร่นับถือ สมกับพระราชทินนามของท่านว่า สาราณียคุณ ซึ่งแปลว่า มีความดีที่สามารถชวนให้ผู้อื่น ระลึกถึง บางคนเกิดมาไม่ได้สร้างคุณงามความดีให้ปรากฏ มีแต่ สร้างความเดือดร้อนรำ คาญให้ผู้อื่น คนประเภทนี้จัดว่าเป็น คนรกโลก อยู่ก็ไม่มีใครรัก จากก็ไม่มีใครเสียดาย ตายเสียได้ ก็ดีคนอย่างนี้มีตัวอย่างให้เห็นเช่นพระเจ้าปิงคละ พากันเล่น มหรสพ ๗ วัน ๗ คืน แต่ยังมีนายประตูคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ มหาอำ มาตย์เห็นเข้าเกิดสงสัยเข้าไปถามว่า “เธอร้องไห้ ทำ ไม คิดถึงพระเจ้าปิงคละหรือ” “เปล่า” นายประตูตอบ “แล้วร้องไห้ทำ ไมละ” มหาอำ มาตย์ซัก “ร้องไห้เพราะกลัวว่า พระเจ้าปิงคละจะกลับมาเกิดอีก ด้วยว่าเมื่อพระองค์ตายไปจากที่นี่แล้ว ก็จะไปตกนรกแล้วจะ ไปเบียดเบียนพระยายม จนกระทั้งพระยายมทนไม่ไหวจึงไล่


294 เก็บเล็กผสมน้อย ให้มาเกิดที่นี่อีกแล้วพระองค์ก็จะมาเบียดเบียนพวกเราอีก” นายประตูสาธยาย “ยังงั้นหรือ” มหาอำ มาตย์อุทาน ท่านพระครูสาราณียคุณ (ประยูร โกวิโท ป.ธ. ๔) เป็น พระมหาเถระที่มีปฏิปทาตรงกันข้ามกับพระเจ้าปิงคละดุจฟ้า กับแผ่นดิน ดังนั้นใครๆ จึงเสียดาย โดยที่ไม่อยากให้ท่าน จากไป ขอท่านพระครูฯ จงสถิตอยู่อย่างสุขสำ ราญเถิด พวกเรา ทุกคนยังระลึกถึงท่านพระครูฯเสมอ และได้ร่วมกันทำ บุญ อุทิศถวายอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ขาดสาย ขอท่านพระครูฯ โปรดรับทราบและอนุโมทนาด้วย ๏ ๏ ๏ โฆษกเสียงเสน่ห์ เจ้าภาพงานพระราชทานเพลิงศพคุณปรีชา ทรัพย์โสภา ได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนคำ ไว้อาลัยเพื่อร่วมกับงานครั้งนี้ด้วย ข้าพเจ้าเขียนไว้ดังนี้


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 295 แด่ท่านผู้มีพรสวรรค์ คุณปรีชา ทรัพย์โสภา เกิดมาเพื่อสร้างความอภิรมย์ ชมชื่นให้แก่ประชาชนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ คุณปรีชา เคยพูดตลกๆ ว่า นามสกุลของผมว่า ทรัพย์โสภา แต่ความจริงผมจนไม่ได้รํ่ารวยดังนามสกุลหรอก ข้าพเจ้าฟังแล้วยังนึกขำ อยู่ในใจว่าถ้าจะเปลี่ยนนามสกุล เสียใหม่ว่า เสียงโสภา คงจะเหมาะสมดีเพราะเสียงของท่าน ฟังแล้วจับใจจริงๆ ใครๆ ก็ชอบ บัดนี้ท่านได้จากเราไปแล้วพร้อมกับทิ้งความเสียดายไว้ ให้แก่พวกเราอย่างยากที่จะลืม ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงจะไปรับ หน้าที่เป็นโฆษกอยู่บนสวรรค์ให้เทวดาทั้งหลายได้อภิรมย์ ชมชื่นเช่นเดียวกับพวกเราที่ได้เคยสัมผัสมาแล้ว ถ้าโอกาสอำ นวยขอให้คุณปรีชาลงมาเกิดในเมืองไทย ให้พวกเราได้อภิรมย์ชมชื่นในนํ้าเสียงของท่านอีกต่อไปเถิด โดยมากพวกเรามีแต่พรแสวง ที่จะมีพรสวรรค์อย่างคุณปรีชา ทรัพย์โสภานั้นหายากจริงๆ ๏ ๏ ๏


296 เก็บเล็กผสมน้อย คติสอนใจ ทางก้าวหน้า ซื่อสัตย์สามัคคีมีนํ้าใจ อภัยทาน อาเพศ ดินไร้ป่า ฟ้าไร้ฝน คนไร้นํ้าใจ อานิสงส์การบูชา ทำ ชีวิตให้ก้าวหน้า พาไปสู่สวรรค์ป้องกันภัยพิบัติกำ จัด สรรพกิเลส ไม่เสียชาติเกิด เกิดมาเป็นคนอย่าให้จนความดีเกิดมาทั้งทีต้องให้มีดี ติดตน คนมีศักดิ์ศรี อยู่อย่างจนๆ แต่มีศักดิ์ศรีดีกว่าอยู่อย่างเศรษฐีแต่หาดี ไม่ได้


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 297 การให้ ก่อนให้ตั้งใจ กำ ลังให้เต็มใจ ให้แล้วดีใจไม่เสียดาย ลักษณะคนมีนํ้าใจ ยามอยู่ก็พึ่งพาอาศัย ยามไข้ก็รักษา ยามมรณาก็ทำ ศพให้ แก่สมบูรณ์ ตาสองชั้น (สวมแว่น) ฟันสองหน (ใส่ฟันปลอม) คน สามขา (ถือไม้เท้า) สิ่งมีฤทธิ์มีอำ นาจ ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะเอาชนะหัวใจมนุษย์ได้ดีกว่าความอ่อน โยนของคนเรา ปากหวาน ตัวอ่อน มือเป็นหงอน อยู่ที่ไหน ไม่อด คนอาภัพ หนี้สินรุงรัง นายชัง เมียชั่ว อยู่บ้านหลังคารั่ว ขี้โรค


298 เก็บเล็กผสมน้อย พรนรก เล่นการพนัน มือขึ้น รํ่ารวย นี่คือพรนรก คนดื้อ ใครห้ามไม่ฟัง ใครยั้งไม่อยู่ ใครกู่ไม่กลับ คุณสมบัติของฝึ้ง ขยันหา บินไม่สูงนัก รักความสะอาด ฉลาดสะสม นิยม สามัคคี สันโดษ ลักษณะของคนมีสันโดษ คือ พอใจเท่าที่มียินดีเท่า ที่ได้ หลักการฟัง ตั้งใจฟัง ตั้งใจจำ ตั้งใจนำ ไปปฏิบัติ


พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) 299 เหตุแห่งความเสื่อม คะนองคือพินาศ ประมาทคือความตาย วิธีใช้ทรัพย์ ทิ้งเหวตื้น คืนให้ท่าน หมั่นทำ บุญ อุดหนุนลูกหลาน คาถาภาวนาแก้กลุ้ม ให้ภาวนาว่า "โลกๆๆๆๆๆๆๆ" แล้วความกลุ้มใจจะ หายไปทันทีเคยใช้ได้ผลมาแล้ว คาถากันสุนัขกัด ไอ้จอ ไอ้จอ หางงอ หูกาง เอ็นดูกูบ้าง อะระหัง พุทโธ เพี้ยง ดูไว้ได้ประโยชน์ คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ ซื้อเรือให้ดูไม้ซื้อไร่ให้ดูดิน ๏ ๏ ๏


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 301 ท่านพระเถรานุเถระและว่าที่พระธรรมกถึกทุกรูป ท่านทั้งหลายคงสังเกตเห็นว่า เมื่อผมขึ้นมาบนเวทีผม ได้ไปกราบพระรัตนตรัยที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วมากราบที่ภาพของ บุรพาจารย์ทั้งสามรูป ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือว่าเป็นปรมาจารย์ ของนักเทศน์วัดประยุรวงศาวาส รูปแรกคือเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(จี่ อินฺทสรมหาเถร ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส รูปที่ ๓ เป็นพระธรรมกถึกที่มีเทศนาโวหารดีเป็นผู้มีลีลาการเทศน์ อย่างสาลิกาป้อนเหยื่อ สมัยที่ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระเทพโมลีได้รับสร้อยนามว่า “มหาธรรมกถึก” ดังปรากฏในราชทินนามเต็มว่า “พระเทพโมลี ตรีปิฎกธรา มหาธรรมกถึกคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี” เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้วางแบบแผนการเทศน์ลีลาสาลิกา ป้อนเหยื่อให้กับสำ นักของเรา หลักการและวิธีการเทศน์* *พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙) ศาสตราจารย์ ราชบัณฑิต กิตติมศักดิ์ บรรยายแก่ผู้เข้ารับการอบรมพระนักเทศน์ ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ]


302 หลักการและวิธีการเทศน์ รูปที่สองคือพระเดชพระคุณพระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจนมหาเถร ป.ธ.๕) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส รูปที่ ๑๓ พระเดชพระคุณฯ เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ เป็น ผู้จัดให้มีการอบรมหลักสูตรวิชาการเทศนาขึ้น ในสมัยที่ พระเดชพระคุณฯ เป็นเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสมีเจ้าอาวาส มาถึงตัวผมนับเป็นรูปที่ ๑๔ รูปที่สามคือพระครูพิศาลธรรมโกศล (สุพจน์) ท่านเป็น เจ้าของนามปากกา หลวงตา-แพรเยื่อไม้ผู้เขียนนิยายธรรมะ และหนังสือเรื่องสั้นธรรมะชุด หลวงตา ถือว่าเป็นพระสงฆ์ รูปแรกที่วงการภาพยนตร์นำ บทประพันธ์ไปทำ เป็นภาพยนตร์ ชื่อเรื่องว่า หลวงตา แสดงนำ โดย ล้อต๊อก ผู้สร้างภาพยนตร์มาติดต่อพระครูพิศาลธรรมโกศล (หลวงตา แพร-เยื่อไม้) ท่านก็อิดออดไม่อยากให้เอาไปสร้าง ท่านบอกว่า ไม่รู้ว่าให้ไปสร้างภาพยนตร์แล้วหลวงตาในเรื่อง จะเป็นล้อต๊อก หรือว่าล้อต๊อกจะเป็นหลวงตา ถ้าหลวงตาเป็น ล้อต๊อกคือกลายเป็นตัวตลก เพราะคนแสดงเป็นดาราตลก แต่ถ้าล้อต๊อกแสดงเป็นหลวงตาแล้วเข้าถึงบทบาทเหมือนกับ ในหนังสือจะเป็นเรื่องที่น่านิยม ผลออกมา สร้างถึง ๒ ภาค เพราะล้อต๊อกแสดงเป็นหลวงตาได้ดีมากๆ จนได้รับรางวัล ตุ๊กตาทอง ในบทบาทของหลวงตา


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 303 เพราะฉะนั้น นักเทศน์วัดประยูรฯ ทำ ได้หลากหลาย ใน ยุคก่อนนี้ขึ้นธรรมาสน์จับคัมภีร์เทศน์มาในยุคหลวงตา-แพร เยื่อไม้เขียนบทละคร บทภาพยนตร์มาในยุคสมัยใหม่ ยุคไอที มีคอมพิวเตอร์นำ เสนอ และพัฒนารูปแบบหลากหลาย เทศน์ ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ออกไปเทศน์กันทั่วโลก แต่ ไม่ว่าจะไปเทศน์ที่ไหนต้องมีหลักการเทศนา จะทิ้งหลักการ เทศนาไม่ได้ วิธีการอาจจะหลากหลายรูปแบบและต่างกันตามลีลา แต่หลักการเทศนาหรือการสอนธรรมะต้องมีเหมือนกัน ทิ้ง ไม่ได้ถ้าทิ้งหลักการเทศนา การเทศน์แม้จะสนุกแต่อาจจะ เป็นตลกคาเฟ่ ท่านอาจจะเทศน์ได้น่าสนใจแต่ไม่มีใครศรัทธา ก็ไม่ต่างจากสอนหนังสือในโรงเรียนทั่วไป ถ้าหากท่านสอน พุทธประวัติได้สนุก แต่คนไม่ได้ศรัทธาในพระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น ท่านก็ไม่ต่างจากครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น การเทศนาจึงมีหลักการเป็นสำ คัญ เนื่องจากการเรียนฝึกเทศน์ของท่านทั้งหลายเป็นเรื่องที่จะ ต้องนำ เอาไปใช้เป็นการเรียนเพื่อฝึกปฏิบัติท่านจะต้อง จำ หลักการวิธีการให้ได้ก่อน เพราะพวกท่านไม่ได้มาเรียน สักแต่ว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ท่านเรียนเหมือนกับคนสอบ ใบขับขี่รถยนต์ต้องรู้กฎจราจร รู้วิธีขับรถตามทฤษฎีจากนั้น ต้องไปหัดขับรถจริงๆ ที่ถนนใหญ่


304 หลักการและวิธีการเทศน์ จดบันทึก การที่ท่านทั้งหลายมีวัตถุประสงค์ซึ่งต่างจากการเรียน ธรรมดา ท่านต้องจดจำ และนำ เอาไปปฏิบัติเมื่อเขาบอกให้ ฝึกท่านต้องฝึก แต่การจะฝึกท่านต้องจดจำ ให้ได้จำ ไว้ดีกว่า จด แต่ถ้าจำ ไม่หมด จดไว้ดีกว่าจำ  นักเทศน์ต้องเป็นนักจดบันทึก จะจดใส่กระดาษ บันทึก ลงในไอแพดหรือไอโฟน หรือคอมพิวเตอร์ก็ได้จดจำ คำ พูด คมๆของผู้บรรยาย เพราะกว่าผู้บรรยายแต่ละท่านจะไป ค้นคว้าหาข้อมูลได้ต้องใช้เวลาสั่งสมข้อมูลนานมาก วิทยากร แต่ละท่านที่มาพูดให้ท่านฟังจะถ่ายทอดจากประสบการณ์ ชีวิตที่ได้ค้นคว้ามาและผ่านการเจียระไนความคิดจนตกผลึก มาให้พวกเรา ถ้าเราไปค้นคว้าเองอาจจะต้องใช้เวลาเป็นสิบปี แต่เราได้นักเทศน์สุดยอดมาบรรยายให้ท่านฟัง ถ่ายทอด วิทยายุทธ์ให้ท่านมีหน้าที่บันทึกจดจำ องค์ความรู้ที่วิทยากร นำ มาถ่ายทอด ไม่ได้หมายความว่าท่านจะเลียนแบบวิทยากร ทุกประเด็น เลียนแบบได้เฉพาะเรื่องของการตีความหรือลีลา ท่วงทำ นองที่เข้ากับเราได้ หลักการพูดและหลักการเทศน์ก็เหมือนกัน คือเวลา ท่านพูดให้คนฟังจำ นวนมาก ท่านต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคำ กว่าที่คุยกันปกติพูดช้าลงนิดหนึ่งเพราะเทคโนโลยีคือไมโครโฟน ต้องการเวลาลำ เลียงเสียงท่านไปหาผู้ฟัง เพราะเสียงเคลื่อนที่


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 305 ช้ากว่าแสง ท่านเห็นภาพผมก็จริงแต่กว่าเสียงจะวิ่งผ่านสายไป ถึงพวกท่านมันกินเวลา ท่านจึงต้องพูดให้ช้าและชัด พูดเป็น จังหวะจะโคนเน้นย้ำ เมื่อควรเน้นย้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นศิลปะที่ท่าน จะต้องฝึกฝน แม้กระทั่งกำ หนดให้ปากของเราอยู่ห่างจาก ไมโครโฟนประมาณ ๑ ฝ่ามือ ทุกท่านที่เข้ามาฝึกฝนในหลักสูตรวิชาการเทศนาของ วัดประยุรวงศาวาส ถือได้ว่าท่านเป็นศิษย์มีครูต้องเดินตาม หลักที่บุรพาจารย์ได้วางไว้เป็นแบบอย่าง ศิษย์มีครูเหมือนงู มีพิษ ศิษย์ไม่มีครูเหมือนงูไม่มีพิษ ศรีปราชญ์แต่งโคลงได้ไพเราะเพราะพริ้ง เมื่อเขาจะถูก ประหารชีวิตยังคิดถึงครู ปรมาจารย์ของโคลงสี่สุภาพคือ ศรีปราชญ์ปรมาจารย์ของกลอนแปดคือสุนทรภู่ เมื่อจะถูก ประหารชีวิต ศรีปราชญ์ได้ฝากโคลงบทสุดท้ายในชีวิตก่อนที่ จะตายว่า ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหาร เราชอบ เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง


306 หลักการและวิธีการเทศน์ ท่านทั้งหลายเป็นศิษย์มีครูมีอาจารย์เมื่อขึ้นธรรมาสน์ ต้องตั้งนะโมเพื่อไหว้ครูพระพุทธเจ้าเป็นบรมครูของนักเทศน์ เพราะฉะนั้นที่นี่เราให้ความสำ คัญแก่การไหว้ครูการไหว้ครู ในการเทศน์ก็คือการตั้งนะโม ๕ ชั้น รุ่นก่อนๆเห็นฝึกตั้งนะโม ตั้งหลายสัปดาห์กว่าจะไหว้ครูเป็น บางคนเวลาขึ้นธรรมาสน์ ยังไหว้ครูไม่เป็นตั้งนะโมยังไม่ถูก ท่านฟังผมข้างล่างเหมือนกับ จะตั้งนะโมได้ง่ายๆ แต่พอขึ้นเวทีจริงกลับไหว้ครูคือตั้งนะโม ๕ ชั้นไม่เป็น ดังนั้น ในพรรษา ๓ เดือนนี้ถ้าทุกรูปตั้งนะโม ๕ ชั้นได้ถูกต้องถือว่าเรียนสำ เร็จไปแล้วครึ่งหลักสูตร พระครูพิศาลธรรมโกศลหรือหลวงตา แพรเยื่อไม้พำ นัก อยู่ที่กุฏิคณะ ๙ วัดประยุรวงศาวาส ผมอยู่คณะเดียวกัน กับท่าน ผมสังเกตเห็นห้องสมุดส่วนตัวของท่านมีหนังสือเต็ม ไปหมด สมัยก่อนไม่ได้พิมพ์หนังสือธรรมะมากมายเหมือน ปัจจุบันนี้หนังสือธรรมะกี่เล่มๆท่านซื้อหมด หลวงตาจะบันทึก ย่อเรื่องที่ท่านอ่าน จดคำ คมต่างๆ ลงในสมุดไดอารี่ นี่คือ ตัวอย่างของนักเทศน์ที่ทำ บันทึกช่วยจำ  เมื่อท่านทั้งหลายนั่งฟังวิทยากร ควรจดบันทึกไปด้วย ท่านจะได้ทั้งฟังและเขียน ตาดูภาพ หูฟังเสียง มือยังเขียน บันทึก ทำ ให้เรื่องเข้าถึงสมองได้ง่าย เหมือนกับจารึกลงใน แผ่นศิลา ฟังอย่างเดียวเหมือนจารึกลงในรอยทราย ตาดูหูฟัง พร้อมกันเหมือนจารึกในแผ่นไม้แต่ถ้าตาดูหูฟังพร้อมกับ


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 307 เขียนบันทึกไปด้วยก็เหมือนจารึกลงในแผ่นศิลา แต่ข้อสำ คัญ อย่าไปตั้งหน้าตั้งตาจดบันทึกจนฟังไม่รู้เรื่อง ท่านฟังให้เข้าใจ แล้วเขียนสรุปเนื้อหาสำ คัญก็พอ เมื่อได้ยินคำ คมดีๆ ให้รีบจด ไว้ผมเรียนรู้วิธีการค้นคว้าหาความรู้และจดบันทึกจากหลวงตา หนึ่งในหลายวิธีการเก็บเพชรที่ผมได้แบบมาจากหลวงตาแพร เยื่อไม้ การจดบันทึกคือการเก็บเพชร ถามว่าอะไรคือเพชร ตอบว่าสิ่งที่วิทยากรบรรยายถวายความรู้ในวิชาต่างๆ ตลอด หลักสูตร นั่นคือเพชรและท่านต้องเก็บเพชรด้วยการบันทึก จดจำ ดังมีเรื่องเล่าว่า มีกองคาราวานเดินทางไปด้วยเกวียนบ้างม้าบ้าง เดินทาง ข้ามดินแดนกันดาร หัวหน้ากองเกวียนพาคนกลุ่มนี้เดินทาง เขาเรียกว่าคนเผ่าเร่ร่อนไปที่ไหนก็ตั้งหลักปักฐาน พอไม่มีนํ้า ก็ไปเรื่อย แล้วเขาจะมีสิ่งที่มัดใจให้เกิดเอกภาพเกิดความ สามัคคีภาษาสมัยนี้เรียกว่าความปรองดอง เขาจะนับถือบูชา เทพเจ้า ตกตอนเย็นทุกคนต้องมารวมกันทำ พิธีไหว้เทพเจ้า มี การสวดมนต์ตามแบบของพวกเขา จนกระทั่งคํ่าวันหนึ่ง ขณะกำ ลังสวดมนต์ได้ยินเสียงพายุอื้ออึงพัดมา ฝุ่นฟุ้งตลบ หัวหน้าเผ่าบอกว่า “เทพเจ้าปรากฏองค์แล้ว ตั้งใจฟัง ท่าน กำ ลังจะบอกขุมทรัพย์ให้พวกเรา จะได้รวยกันเสียที”


308 หลักการและวิธีการเทศน์ ทุกคนพนมมือรอฟัง ฉับพลันก็มีเสียงดังก้องมาจากฝุ่น ที่ฟุ้งเป็นลมหมุนติ้วนั้นว่า “สูทั้งหลายฟังให้ดีและจงจำ ไว้ว่า พรุ่งนี้เดินทางไปพบก้อนกรวดที่ใดก็ตาม จงเก็บใส่กระเป๋าที่ ติดกับอานม้าแล้วสูเจ้าจะทั้งดีใจและเสียใจ” เทพเจ้าพูดเป็นปริศนาอย่างนี้แล้วก็หายไป คนทั้งหลายพากันผิดหวังว่าแทนที่เทพเจ้าจะบอก ขุมทรัพย์ให้กลับบอกให้เก็บก้อนกรวดใส่กระเป๋า วันรุ่งขึ้น พวกเขาพากันเดินทางไปเห็นก้อนกรวด ระหว่างทางก็เก็บบ้างไม่เก็บบ้าง ตกเย็นไปตั้งกระโจมรับ ประทานอาหารและสวดมนต์บูชาเทพเจ้า หัวหน้าเผ่านึกได้ว่าเมื่อวานเทพเจ้าสั่งให้เราเก็บก้อน กรวด จึงถามขึ้นว่าใครเก็บก้อนกรวดมาบ้าง พวกผู้ชายเอา กระเป๋ามาวางไว้แล้วล้วงเข้าไปภายในกระเป๋า ใช้มือกำ สิ่งที่ เข้าใจว่าเป็นก้อนกรวดออกมาแล้วแบมืออวดกัน พอแบมือ ออกมาเท่านั้น ก็ดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อเห็นแสงแวววาวท่ามกลาง แสงไฟ แท้ที่จริง สิ่งที่เข้าใจว่าเป็นก้อนกรวดนั้นก็คือเพชร พวกเขาดีใจที่เห็นก้อนกรวดกลายเป็นเพชร แต่เสียใจที่ เก็บมาน้อยไปหน่อย


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 309 เตรียมตัวให้พร้อม พวกเราบางคนที่เรียนวิชาการเทศนาที่วัดประยุรวงศาวาสฟังบ้างจดบ้างอย่างเสียไม่ได้เพราะนึกว่าเก็บก้อนกรวด พอถึงเวลาจะใช้เทศน์จริง จึงรู้ว่าสิ่งที่เราจดบันทึกมานั้นมีค่า ดังเพชร เราเสียใจที่จดบันทึกมาน้อยไปหน่อย ดังนั้น เพื่อมิให้ เสียใจภายหลัง เราจะต้องตั้งใจเก็บก้อนกรวดซึ่งวันหนึ่งจะกลาย เป็นเพชร นี่คือการเตรียมพร้อมในการเรียนหลักสูตรวิชาการ เทศนา เพราะว่าในการเทศน์นั้น ท่านจะต้องเตรียมตัวพร้อม เสมอ สมดังภาษิตที่ว่า “จะปลูกพืชต้องเตรียมดิน จะกิน ต้องเตรียมอาหาร จะเทศนาว่าการก็ต้องเตรียมตัว” ผมขอเตือนนักเทศน์มือใหม่หัดขับทั้งหลายว่า อย่า เทศน์โดยไม่มีการเตรียมตัวเป็นอันขาด เพราะว่า ถ้าไม่ เตรียมตัวและไม่เรียบเรียงความคิดก่อนเทศน์การเทศน์ของ ท่านจะไม่ราบรื่น รวบรัดและตรงประเด็น หากไม่เตรียมตัว ให้ดีก็จะเหมือนขี่ม้าเลียบค่าย คือ ตั้งหัวข้อแบบหนึ่งแต่อธิบาย ไปคนละเรื่อง เช่น เขาให้เทศน์เรื่องนํ้าท่วมกลับไปพูดเรื่อง ฝนแล้งการเทศน์โดยไม่เตรียมตัวทำ ให้นักเทศน์ตกธรรมาสน์ กันมามากต่อมากแล้ว


310 หลักการและวิธีการเทศน์ ถ้าท่านเทศน์โดยไม่เตรียมตัวก็เหมือนครูที่ไม่เตรียมการ สอน ซึ่งทำ ให้ผู้ฟังเสียเวลาเปล่า ท่านต้องให้ผู้ฟังรู้สึกคุ้มค่า กับเวลาที่เสียไป จำ ไว้ว่า การเทศน์โดยไม่เตรียมตัวเป็นการ ดูถูกสติปัญญาของผู้ฟัง ดังนั้น ก่อนจะเทศน์เราต้องเตรียม เรื่องให้ถูกกับงาน เมื่อวาน ผมไปเทศน์งานศพที่วัดเทพศิรินทราวาส ก่อน เทศน์ผมอ่านประวัติของผู้วายชนม์พบว่า เขามีอายุ๑๐๑ ปี เป็นเจ้าของบริษัทอ้วยอันโอสถ ผมได้หัวข้อเทศน์ทันทีนั่นคือ เรื่องธรรมะที่ทำ ให้คนอายุยืน ได้แก่อิทธิบาท ๔ ผมอธิบายว่า อิทธิบาท ๔ ทำ ให้คนอายุยืนได้อย่างไร นี่คือการเตรียมเรื่อง ประเด็นต่อมาคือการเตรียมใจ การเป็นนักเทศน์ไม่ใช่ ว่าเราจะเทศน์ดีทุกครั้ง นักร้องที่ร้องเพลงดีไม่ได้หมายความ ว่าจะร้องดีทุกเวทีบางเวทีเขาไม่มีอารมณ์ร้อง การร้องเพลง จึงไม่ดีเท่าที่ควร การเตรียมใจหมายถึงเราสร้างอารมณ์ร่วมกับเรื่องที่ กำ ลังพูด เวลาที่เราพูดเรื่องอะไรก็ตาม เราต้องมีอารมณ์ ตามนั้นด้วย ถ้าพูดเรื่องสนุกท่านต้องมีอารมณ์ขัน ถ้าเล่าเรื่อง น่ากลัว เราจะต้องใส่อารมณ์คล้อยตามความน่ากลัวด้วย ไม่ใช่เล่าทื่อๆ


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 311 ปีนี้เป็นปีพุทธชยันตีฉลอง ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า เราต้องเล่าเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์สู้กับ พระยามารใต้ต้นโพธิ์ด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยมในหัวใจของเรา นอกจากนี้การเตรียมใจยังหมายถึงการทำ ใจให้มีสมาธิ หนักแน่น ไม่เกิดประหม่าเมื่อขึ้นธรรมาสน์บางท่านลงทุนเสก คาถาเท่าที่จะนึกหามาได้ก่อนขึ้นธรรมาสน์ทุกครั้ง แท้ที่จริง การตั้งนะโมนั่นแหละเป็นการเตรียมใจอย่างดี เพราะนะโมเป็นการไหว้ครู  ถ้าเราตั้งนะโมได้หนักแน่น ใจ ของเราจะเป็นสมาธิตั้งแต่เริ่มต้น การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำ เร็จ ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่สำ นักพระราชวังมานิมนต์ผมให้ไป เทศน์ถวายหน้าพระที่นั่งในงานสมเด็จย่า ณ พระที่นั่งดุสิต มหาปราสาท เจ้าหน้าที่บอกผมให้เทศน์ดังๆ เพราะเจ้านาย อยากฟังเทศน์นักเทศน์พอขึ้นเทศน์หน้าพระที่นั่งมักจะตก ประหม่าจนเสียงแหบหายไปหมด พอผมขึ้นธรรมาสน์แล้วตั้งนะโม ๕ ชั้นจบ ผมรู้ตัวว่า งานนี้ผมไปรอด เพราะหลังตั้งนะโมจบ ผมหายประหม่า เมื่อ เทศน์จบ ผมเอาเทปบันทึกเสียงมาเปิดฟัง ลูกศิษย์ถามว่า ทำ ไมตั้งนะโมมีลูกคอร่วนเชียว ผมฟังเสียงแล้วบอกเขาว่า นี่ ไม่ใช่ลูกคอ แต่เป็นเสียงสั่น แต่พอตั้งนะโมครบสามจบแล้ว เสียงหายสั่น การเทศน์ก็ดำ เนินไปด้วยดี


312 หลักการและวิธีการเทศน์ นักเทศน์สมัยก่อนถือว่านะโมเป็นบทไหว้ครูสมัยโบราณ ยังไม่มีไมโครโฟน พระครูโวทานธรรมาจารย์อดีตเจ้าอาวาส วัดดาวดึงษาราม ตั้งนะโมเสียงดังมาก ญาติโยมที่กำลังตำ หมาก คุยกันพากันเงียบทันที  เพราะเสียงท่านกัดแก้วหูถึงขนาดสุนัข ที่นอนอยู่ใต้ธรรมาสน์ลุกขึ้นสะบัดหูเดินหนีไปเลย เพราะฉะนั้น นักเทศน์ที่ดีต้องเตรียมเรื่อง เตรียมตัว และเตรียมใจ ในเรื่องการเตรียมตัว ขอยกเดมอสเธนิส (Demos thenes) มาเป็นตัวอย่าง เดมอสเธนิสเป็นนักพูดดังระดับ โลก มีชีวิตเมื่อสองพันปี  มาแล้ว เขาเป็นยอดนักพูดของกรีก เดมอสเธนิสเป็นคนพูดติดอ่าง แต่กลายเป็นนักพูดดังของโลก ครั้งแรกเขาพูดในที่ชุมนุมชน คนฟังหัวเราะเยาะเพราะเขาพูด ติดอ่าง ยิ่งคนหัวเราะ เขายิ่งพูดติดอ่าง ผลก็คือตกม้าตาย เขาไม่กล้าพูดในที่สาธารณะไปอีกนาน ต่อมา เดมอสเธนิสเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการฝึกซ้อม อย่างหนักเหมือนนักกีฬาสมัยนี้ที่เก็บตัวฝึกซ้อมก่อนเข้า แข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขาเลือกชายทะเลเป็นที่เก็บตัวอาศัยอยู่ ในถํ้าชายทะเลแล้วฝึกพูดอย่างเดียว จุดอ่อนของเขาคือ พูดติดอ่าง เขาแก้ด้วยการนำ ก้อนกรวดมาอมไว้ใต้ลิ้นเพื่อคุม ประสาทลิ้น เวลาพูดต้องระวังไม่ให้ก้อนกรวดหายเข้าไป ในลำ คอ เขาใช้ก้อนกรวดคุมประสาทลิ้นไม่ให้พูดติดอ่าง


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 313 เขาจินตนาการให้คลื่นที่ซัดกระทบฝั่งเหมือนกับคนโห่ฮา และ เขาต้องตะโกนสู้เสียงคลื่น ในช่วงเก็บตัวเตรียมพร้อมนี้เขา โกนศีรษะครึ่งหนึ่งเพื่อคุมตัวเองไม่ให้ออกไปไหน อีกตัวอย่างของการเตรียมตัวคือไผ่ในประเทศจีน หน่อ ของไผ่นี้ขึ้นโดดเดี่ยว ไม่เป็นกอ คนจีนเรียกว่าไผ่เมาซูฝรั่ง เรียกว่าไผ่โมโซ่ เป็นไผ่ยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก ไผ่เมาซูนี่แปลก มาก ปลูก ๕ ปีสูงนิดเดียว คนแก่ไม่อยากปลูกแต่คนหนุ่ม สาวชอบปลูก เพราะหลังจาก ๕ ปีไผ่นี้จะโตวันละ ๒ ฟุตครึ่ง สูงเต็มที่ถึง ๗๕ ฟุต ภายใน ๖ สัปดาห์หลังจากที่สูงถึง ๗๕ ฟุตแล้ว มันจะไม่สูงอีกต่อไป แต่จะขยายออกเป็นปล้องใหญ่ มาก นักพฤกษศาสตร์สงสัยว่า ทำ ไม ๕ ปีแรกไผ่จึงไม่โต พอขุดลงไปดูรากใต้ดินจึงรู้ว่า ตอน ๕ ปีแรก ไผ่โตอยู่ใต้ดิน รากมันงอกอยู่ใต้ดินเพื่อเตรียมพร้อมในการดูดซับอาหาร ราก วงเป็นขนด ถ้ายืดขยายออกไปจะยาวเป็นกิโลเมตร นี่แสดง ว่าไผ่เตรียมพร้อมในการดูดซับอาหาร เมื่อถึงเวลาครบ ๕ ปี จึงดูดซับอาหารจนโตพรวดพราด ขงจื้อสอนว่า “อย่าห่วงว่าคนไม่รู้ว่าท่านเก่งหรือมีความ สามารถหรือไม่ ห่วงแต่ว่าสักวันหนึ่งเมื่อคนเขายกย่องท่าน ให้โอกาสท่าน  ท่านมีความเก่งและความสามารถสมกับที่เขา ยกย่องท่านหรือเปล่า” นี่คือเตรียมตัวให้พร้อม


314 หลักการและวิธีการเทศน์ ธรรมะก�ำมือเดียว ขอพูดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมเรื่อง เราจะเทศน์ ครึ่งชั่วโมงควรจะมีเนื้อหาอะไรบ้าง อย่าอัดข้อมูลมากจนผู้ฟัง หูอื้อตาลายไปหมด หลักการเตรียมเรื่องเทศน์มีอยู่ว่า ไม่เทศน์ ทุกเรื่องที่เรารู้ต้องเทศน์เรื่องที่เขาควรรู้ซึ่งเหมาะแก่ผู้ฟัง ทุกท่านคงเคยได้ยินเรื่องธรรมะกำ มือเดียว สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ป่าประดู่ลายพร้อมกับ พระสงฆ์จำ นวนมาก พระองค์ประทับนั่งในป่าใต้ต้นประดู่ลาย แล้วหยิบใบไม้ขึ้นมากำ มือหนึ่งแล้วถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย ใบไม้ในกำ มือของเรากับใบไม้ในป่า อันไหนมากกว่ากัน” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ใบไม้ในกำ มือของพระองค์ น้อยกว่า ใบไม้ในป่ามากกว่า” พระพุทธเจ้าตรัสต่อไปว่า “ภิกษุทั้งหลาย ใบไม้ในป่า มากกว่าใบไม้ในกำ มือของเรา ข้อนี้เหมือนกับความรู้ที่เรา ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูมากมายมหาศาลประดุจดังใบไม้ในป่า ทั้งป่า แต่ธรรมที่เรานำ มาสอนเธอทั้งหลายน้อยนิดประดุจดัง ใบไม้กำ มือเดียวเท่านั้น เราไม่ได้สอนทั้งหมดที่เราตรัสรู้เป็น สัพพัญญูเราสอนเฉพาะที่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลาย กำ หนัด เพื่อดับทุกข์เพื่อนิพพาน เพื่อประโยชน์แก่เธอทั้งหลาย เท่านั้น”


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 315 ในอีกที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อนุราธะ อดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดีเราสอนอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น คือเรื่องทุกข์กับความ ดับทุกข์” นั่นคือตรัสสอนเรื่องอริยสัจ ๔ เท่านั้น พระพุทธเจ้าสอนธรรมะกำ มือเดียวคืออริยสัจ ๔  ตลอด เวลา ๔๕ พรรษา ในทำ นองเดียวกัน เราไม่เทศน์ทุกเรื่องที่เรารู้แต่เทศน์ เรื่องที่เขาอยากรู้หรือควรรู้ นักเทศน์บางท่านเทศน์ทุกเรื่องที่ตนรู้เพราะอยากอวด ภูมิรู้จนคนฟังตามไม่ทัน เขาบ่นว่าผู้ฟังโง่ มีของดีไม่รู้คุณค่า เหมือนสีซอให้ควายฟัง ใครก็ตามที่พูดอย่างนี้แสดงว่า สีซอ ไม่เป็น ถ้าสีซอเป็น ควายต้องฟัง นักสีซอคนหนึ่งไปนั่งซ้อมสีซออยู่ริมคันนา มีควายเล็ม หญ้าอยู่ใกล้ๆ ตัวหนึ่ง เขาคิดว่าสีซอแล้วควายไม่ฟังจริงหรือ เราก็มือสีซออันดับ ๑ ของแผ่นดิน ลองสีซอให้ควายฟัง สักหน่อย เขาเริ่มสีซอเป็นเพลงเขมรไล่ควาย ควายก็ไม่สนใจ เขา สีเป็นเพลงอะไรต่อมิอะไร ควายยังกินหญ้าเฉยอยู่   พอเขาสีซอให้เป็นเสียงยุงร้อง ควายกระดิกหูไล่ยุง เขาสีเป็นเสียงสุนัขกัดกัน เสียงง่องแง่งๆ ควายเบิ่งมอง เพราะกลัวลูกหลง


316 หลักการและวิธีการเทศน์ เขาสีซอเป็นเสียงลูกแหง่ร้อง ควายหยุดกินหญ้าหันมา เบิ่งดูเขานึกว่าใครเอาลูกของมันซ่อนไว้แถวนั้น นี่แหละคือศิลปะแห่งการสีซอให้เป็น ถ้าสีซอเป็น ควาย จะฟัง ถ้าใครสีซอแล้วควายไม่ฟัง ต้องมาเรียนหลักสูตรวิชาการ เทศนาที่นี่ หลักสูตรนี้มีชื่อว่า หลักสูตรสีซอให้ควายฟัง นักเทศน์ที่ดีต้องเทศน์สอนคนได้ทุกระดับ เด็กฟังรู้เรื่อง ผู้ใหญ่หรือนักการเมืองฟังได้หมด พระพุทธเจ้าเทศน์สอนคน ตั้งแต่ชาวไร่ชาวนาจนถึงพระราชามหากษัตริย์ดังที่ชาวนา คนหนึ่งพบพระพุทธเจ้ากำ ลังบิณฑบาตก็กล่าวว่า “พระองค์ ควรทำ นาจะได้มีข้าวเสวย” พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “เราก็เป็นชาวนาเหมือนกัน” ชาวนาถามว่า “อุปกรณ์ในการทำ นาอยู่ที่ไหน” พระพุทธเจ้าตอบว่า “หิริอีสา มโน โยตฺตํ  สติเม ผาลปาจนํ” แปลว่า “หิริของเราเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติเป็น ผาลและปฏัก” เป็นต้น เมื่อพระพุทธเจ้าเทศน์สอนชาวนาก็ทรงใช้ถ้อยคำ สำ นวน ของชาวนา เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าต้องสามารถ เทศน์สอนคนได้ทุกระดับ ถ้าเราเทศน์แล้วคนไม่สนใจฟัง อย่า ไปตำ หนิผู้ฟัง แสดงว่าเราต้องปรับปรุงตัวเอง ดังภาษิตอุทานธรรมที่ว่า


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 317 “ถ้าพูดไปเขาไม่รู้อย่าขู่เขา ว่าโง่เง่างมเงอะเซอะหนักหนา ตัวของเราทำ ไมไม่โกรธา ว่าพูดจาให้เขาไม่เข้าใจ” มีคนถามผมว่า ถ้าผู้ฟังคละกันมีทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ มีทั้งชาวนาจนถึงรัฐมนตรีเราจะพูดอย่างไร คำ ตอบมีอยู่ว่า ถ้าคนกลุ่มไหนมาก ท่านไม่อยากให้คน กลุ่มนั้นวุ่นวาย ท่านพูดสะกดกลุ่มคนที่มากที่สุดเอาไว้ก่อน กลุ่มเล็กที่เหลือก็จะเกรงใจกลุ่มใหญ่พลอยฟังไปด้วย แต่ถ้ามี เด็กเล็กอยู่มากพอควร เราต้องพูดระดับที่เด็กเล็กเข้าใจแล้ว เด็กโตจะพลอยฟังเข้าใจไปด้วย ถ้าเราเน้นที่เด็กโตเป็นหลัก พอเด็กเล็กฟังไม่รู้เรื่อง พวกเขาจะก่อกวนที่ประชุมจนเสีย บรรยากาศ ทางที่ดีควรพูดตรึงเด็กเล็กไว้ก่อน มีคำ ถามเกี่ยวกับภาษาที่ใช้แทนตัวเราเอง ในห้อง ประชุมนี้มีทั้งพระทั้งญาติโยม เราถือเอาเสียงส่วนใหญ่เป็น หลัก ในที่นี้พระมีมากกว่าญาติโยม ผมใช้สรรพนามแทนตัว ว่า “ผม” ถ้าญาติโยมเป็นเสียงส่วนมาก ให้ใช้สรรพนามแทน ตัวว่า “อาตมา” และถ้าพระและญาติโยมมีจำ นวนเท่ากัน เรา ใช้คำ แทนตัวว่า “ข้าพเจ้า” เวลาขึ้นธรรมาสน์เทศน์ห้ามเปลี่ยนสรรพนามไปตาม กลุ่มผู้ฟัง ต้องใช้คำ ว่า อาตมภาพ ในทุกกรณี


318 หลักการและวิธีการเทศน์ ต่อไปขอพูดถึงหลักการเทศนา ผมได้หลักการเทศนามา จากคำ สั่งของพระพุทธเจ้าที่มีต่อพระอรหันต์๖๐ รูป ในคราว ที่ส่งไปประกาศพระศาสนาครั้งแรก ประโยคคำ สั่งมีอยู่ว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย” แปลความว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์แก่คนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่คนเป็นอัน มาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก” “เทเสถ ธมฺมํ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ” แปลความว่า “จงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามใน ท่ามกลาง งามในที่สุด” เป้าหมายของการเทศน์ก็คือ เทศน์ให้งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด คำ ว่า “งาม” แปลมาจากภาษาบาลีว่า “กัลยาณะ” สมัยนี้ไม่มีใครชมเทศนาว่างาม แต่คนมักชมว่า ท่าน เทศน์ได้ไพเราะ คำ ว่า กัลยาณะ เราไม่ได้แปลว่า “งาม” อย่างเดียว เรา แปลว่า “ไพเราะ” ก็ได้  เหมือนคำ ภาษาอังกฤษว่า beautiful แปลว่า งามหรือไพเราะก็ได้เช่นคำ ว่า beautiful song


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 319 ไม่ได้แปลว่า “เพลงงาม” แต่แปลว่า “เพลงไพเราะ” รากศัพท์ ภาษาบาลีกับภาษาอังกฤษเป็นอันเดียวกัน คำ ว่า กัลยาณะ จึงเหมือนกับคำ ว่า beautiful  แปลว่าไพเราะก็ได้ ดังนั้น เทศนาจึงไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง และไพเราะในที่สุด การเทศน์ได้ไพเราะคือสุดยอดของการ เทศน์ การเทศน์ไพเราะเพราะมีอุเทศ นิเทศ และปฏินิเทศ เทศน์ไพเราะในเบื้องต้นด้วยอุเทศ คือยกหัวข้อขึ้นแสดง เทศน์ไพเราะในท่ามกลาง ด้วยนิเทศ คืออธิบายขยาย ความ เทศน์ไพเราะในที่สุดด้วยปฏินิเทศ คือสรุปจบประทับใจ อุเทศ อุเทศประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ ๑. ตั้งนะโม ๕ ชั้น ๒. เดินบาลีนิกเขปบท ๓. อารัมภกถาหรืออารัมภบท เมื่อตั้งนะโมได้ถูกต้อง เดินคาถาหรืออ้างพุทธศาสนสุภาษิตได้ถูกต้อง และมีอารัมภบทถูกต้องชื่อว่าไพเราะในเบี้องต้น


320 หลักการและวิธีการเทศน์ ถ้าท่านทำ ๓ อย่างได้ถูกต้อง เรียกว่าศิษย์มีครูถ้าท่านทำ ๓ อย่างผิด ผู้รู้บอกว่าท่านเทศน์ไม่เป็น ตั้งนะโมเทศน์ถูกต้องคือตั้งนะโมห้าชั้น ซึ่งหมายถึงหยุด ๕ ครั้ง เวลาให้ศีล เราตั้งนะโม ๓ ชั้น คือ ๓ จบ เราหยุด ๓ ครั้ง ดังนี้ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส / นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส / นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส // ส่วนการตั้งนะโมเวลาเทศน์ให้หยุด ๕ ครั้ง เรียกว่า นโม ๕ ชั้น ดังนี้ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส / ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส / นโม ตสฺส ภควโต /   อรหโต สมฺมา / สมฺพุทฺธสฺส // พอตั้งนะโมเสร็จอย่าหยุดนาน ให้ว่าบาลีนิกเขปบทต่อ ไปทันทีเช่น อตฺตา หิอตฺตโน นาโถติ


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 321 คำ สุดท้ายว่า “ติ” นิยมออกเสียงยาวมีลูกคอนิดหน่อย ว่า “ติ-อิ-อิ” พอตั้งนะโม ๕ ชั้นเสร็จแล้วให้ว่าบาลีนิกเขปบทต่อทันที สมมติว่าวันนี้ผมเทศน์ฉลองการรับปริญญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมตั้งหัวข้อเทศน์เรื่อง ปัณฑิตกถา เมื่อตั้งนะโมเสร็จแล้วก็ว่าบาลีอุเทศนิกเขปบท ติดต่อกันว่า ทิฏฺเ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติปวุจฺจตีติ จากนั้นเป็นอารัมภบทหรืออารัมภกถา ส่วนนี้นักเทศน์ ใหม่ต้องท่องจำ ให้แม่นยำ เพราะเป็นแบบ ดังต่อไปนี้ “ณ บัดนี้อาตมภาพจักรับประทานแสดงพระธรรมเทศนา ในปัณฑิตกถา เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธา ประดับปัญญาบารมีเพิ่มกุศลบุญราศีของท่านสาธุชนทั้งหลาย ผู้มาประชุมกัน ณ พระอุโบสถวัดประยุรวงศาวาสแห่งนี้ตาม สมควรแก่เวลาสืบต่อไป” ช่วงอารัมภกถาทำ เสียงให้ช้าและชัดเจน แต่หลังจากว่า อารัมภกถาให้ทำ เสียงปกติไม่ต้องยืดมาก ไม่ต้องไปดัดเสียง มาก แค่ทำ เป็นพิธีตอนต้น ไม่ใช่เทศน์เสียงราบเรียบไปหมด คนฟังจะหลับ ต้องเทศน์ให้มีเสียงสูงต่ำ ตามท้องเรื่อง


322 หลักการและวิธีการเทศน์ เริ่มอารัมภบทให้ช้าชัดในตอนต้น เปรียบเหมือนรถไฟ เริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานีหัวลำ โพง ลากขบวนยาวจึง ออกตัวช้า พอพ้นสถานีความเร็วรถไฟจะเพิ่มมากขึ้นแล้วไป จบลงอย่างแช่มช้าเมื่อถึงสถานีปลายทาง มีข้อสังเกตว่านักเทศน์ใหม่มักออกเสียงคำ ว่า “อาตมภาพ” เป็น “อาตมาภาพ” ซึ่งไม่ถูกต้องที่ถูกต้องให้ใช้คำ ว่า “อาตมภาพ” ไม่นิยมใช้คำ ว่า “อาตมา” ในการเทศน์ ข้อความว่า “รับประทานแสดงพระธรรมเทศนา” นั้น เลียนแบบการเทศน์ถวายเทศนาในวังที่ใช้ข้อความว่า “รับ พระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา” หมายถึง ขอพระ ราชทานวโรกาสแสดงธรรมถวาย ในทำ นองเดียวกับข้อความ ว่า “รับประทานแสดงพระธรรมเทศนา” หมายความว่า ขอโอกาส ที่จะเทศน์ให้ฟัง เมื่อเช้าผมเทศน์เรื่อง ขันติกถา ในพระอุโบสถ ผม อารัมภบทว่า “ณ บัดนี้อาตมภาพจักรับประทานแสดงพระธรรม เทศนาในขันติกถา เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองฉลอง ศรัทธา ประดับปัญญาบารมีเพิ่มกุศลบุญราศีของญาติโยม พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้ขวนขวายมาบำ เพ็ญบุญบำ เพ็ญกุศล ณ พระอุโบสถวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ในวันนี้ซึ่งเป็นวันพระ คือวันธัมมัสวนะที่ท่านทั้งหลายจะต้องเข้าวัดฟังธรรม”


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 323 พอจบอารัมภบท ผมก็นำ เข้าสู่นิเทศคือการอธิบาย ขยายความ ดังต่อไปนี้ “ในวันนี้มีผู้มาร่วมฟังเทศน์ฟังธรรมมาบำ เพ็ญกุศลกัน หลายคณะ เริ่มตั้งแต่คณะของสำ นักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร มีท่านเลขานุการสำ นักเทศกิจนำ คณะมา ซึ่งถือว่าเป็นการ ปฏิบัติราชการนอกสถานที่เพราะเหตุที่ว่าเราชาวพุทธควรจะ ได้มีการศึกษาธรรมะ เอาเวลาไหนในหนึ่งสัปดาห์ไปศึกษา ธรรมะเพราะต้องปฏิบัติราชการ ศาสนาอื่นให้คนหยุดทำ งาน ในวันสุดสัปดาห์แล้วไปโบสถ์ฟังธรรมเรียนธรรมของศาสนา เขาในวันอาทิตย์ศาสนาของเราไม่ได้หยุดในวันสุดสัปดาห์ ญาติโยมจึงไม่มีโอกาสเรียนธรรมะโดยตรง เพราะวันฟังธรรม ๘ คํ่า ๑๕ คํ่า มักจะเป็นวันทำ งาน ขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง ต่อส่วนราชการที่อยู่ติดกับวัดประยุรวงศาวาส คือสำ นัก เทศกิจที่ผู้อำ นวยการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่มาฟังเทศน์โดย ถือว่าเป็นเวลาปฏิบัติราชการ วันนี้ให้ท่านทั้งหลายได้รอนิดหน่อยเพราะจะฟังเทศน์ ให้ดีต้องอดทน ถ้าไม่อดทนก็ไม่ได้ฟังเทศน์ไม่อดทนก็จะ ไม่ได้รักษาศีลได้ครบ ๕ ข้อ ความอดทนจึงเป็นพื้นฐานของ การทำ ความดีดังพระบาลีที่อาตมภาพได้ยกเป็นนิกเขปบท เบื้องต้นว่า ขันติหิตสุขาวหา ความอดทนนำ มาซึ่งประโยชน์ เกื้อกูลและความสุข”


324 หลักการและวิธีการเทศน์ นิเทศดีต้องมี๔ ส. การเทศน์จะต่างจากปาฐกถาตรงที่ว่าจะต้องพูดช้ากว่า ปกตินิดหนึ่ง เน้นมากกว่าปกตินิดหนึ่ง เพราะเป็นความขลัง เป็นความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในการเทศน์และเพราะเป็นเรื่องของ ธรรมะที่ท่านจะต้องใส่ความรู้สึกในการเทศน์ในขั้นตอน นิเทศคืออธิบายขยายความนั้น มีหลักการอยู่ว่า เทศน์ดีต้องมี ๔ ส. ดังนี้ ๑. สันทัสสนา แจ่มแจ้งเหมือนเห็นด้วยตา ๒. สมาทปนา จูงใจให้เกิดศรัทธานำ ไปปฏิบัติ ๓. สมุตเตชนา แกล้วกล้าคิดว่าเราก็ทำ ได้ไม่ยากและ น่าทำ ๔. สัมปหังสนา ร่าเริงและบันเทิงในธรรม เกิดธรรมะ ปีติปีติในการฟังธรรม ฟังแล้วเกิดเบาสบายมีความสุข ไม่เครียดเหมือนฟังไฮปาร์คทางการเมือง สมมติว่าเราจะเทศน์เรื่อง จตุพลกถา เราต้องอธิบาย ขยายความบาลีนิกเขปบทที่ยกมาไว้ว่า จัตตารีมานิภิกขะเว พะลานิเป็นต้น เริ่มต้นด้วยการแปลบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย พละ ๔ ประการเหล่านี้มีอะไรบ้าง คือ ปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชพละ และสังคหพละ” จากนั้นเราจึงอธิบายความหมาย ของคำ ว่า “พละ” และอธิบายแจกแจงพละทั้ง ๔ ประการ การอธิบายต้องยึดหลัก ๔ ส. ของพระพุทธเจ้า คือ สันทัสสนา


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 325 (แจ่มแจ้ง) สมาทปนา (จูงใจ) สมุตเตชนา (แกล้วกล้า) สัมปหังสนา (ร่าเริง) ๑. สันทัสสนา (แจ่มแจ้ง) เมื่อคนฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าจบลงแต่ละครั้งจะมี ผู้กล่าวชื่นชมในตอนท้ายว่า “อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ  โภ โคตม แจ่มแจ้งนักพระโคดมผู้เจริญ แจ่มแจ้งนักพระโคดม ผู้เจริญ เทศนาของพระองค์นั้นเหมือนกับหงายของที่คว่ำ จุด ประทีปในที่มืด บอกทางแก่คนหลงทาง” เคยมีใครชมเราอย่างนี้บ้างไหม มีแต่ชมว่าดับประทีป จนมืด เกือบจะเข้าใจอยู่แล้วไม่รู้พูดอะไร มึนไปหมด นี่เขาเรียก ว่าไม่แจ่มแจ้ง หลักในการเทศน์ให้คนเข้าใจแจ่มแจ้งแม้จะเป็น เรื่องยากลึกซึ้ง คือ อย่าพูดในเรื่องที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจ อย่า ท่องไปพูด ท่องพระไตรปิฎก ท่องนั่นท่องนี่มา ขนาดตัวท่าน เองยังไม่รู้แล้วจะไปคาดหวังให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร ปัญหาของ พวกเราอยู่ตรงนี้ กฎแห่งกรรม ปฏิจจสมุปบาท ตัวท่านเองเข้าใจแค่ไหน ถามจริงๆ ถ้าท่านจะพูดให้เด็ก ป.๖ เรื่องอริยสัจ ๔ ท่าน เข้าใจเรื่องอริยสัจ ๔ ลึกซึ้งแค่ไหน นี่แหละที่ผมบอกว่า ถ้า ท่านจะเทศน์๑ ชั่วโมงเรื่องอริยสัจ ๔ ท่านต้องฟังผู้เชี่ยวชาญ นักเทศน์ชั้นเอกเทศน์เรื่องนี้มานับสิบชั่วโมง แต่ละคนพูดว่า


326 หลักการและวิธีการเทศน์ อย่างไร อยากจะเขียนรายงาน ๑ บท ท่านจะต้องอ่านหนังสือ กี่เล่ม อ่านให้เราเองเกิดความรู้เรื่องเกิดความเข้าใจแล้วก็นำ มาเรียบเรียงด้วยภาษาของเรา เด็กสมัยนี้เข้าอินเตอร์เน็ต ไปคัดลอกมาทำ รายงาน พอสอบสัมภาษณ์ตกม้าตายไม่รู้ว่า มันคืออะไร เพราะฉะนั้นอาจารย์เขาฉลาด เขาไม่ให้ใช้ก๊อปปี้ ด้วยคอมพิวเตอร์ให้เขียนด้วยลายมือ เพื่อไม่ให้ไปลอกมา โดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่อง เวลาท่านไปลอก ก็คือไปท่องมา ท่าน ควรจะอ่านหนังสือหลายๆ เล่มในเรื่องเดียวกัน เรื่องอริยสัจ ๔ ท่านพุทธทาสเทศน์ว่าอย่างนี้พระพรหมคุณาภรณ์ว่า อย่างนี้พระธรรมโกศาจารย์เทศน์อย่างนี้ตีความคนละอย่าง ท่านจะพูดให้แจ่มแจ้งต้องพูดในเรื่องที่ตัวเองเข้าใจนี่คือ ประเด็นที่ ๑ ท่านจะเล่าเรื่องให้คนฟังเห็นภาพ ถามว่าท่านจินตนาการ เห็นภาพเองหรือยัง ท่านอ่านเรื่องพระเทวทัตกลิ้งหินกะจะให้ ทับพระพุทธเจ้า ท่านอ่านเพื่อจะไปเล่าให้เด็กฟัง ไม่ใช่ท่องไป เล่า ท่านจะต้องเล่าตามที่ท่านเห็นในจินตนาการ คนที่คิด ทำ ร้ายคนอื่นมีสายตาแสดงอารมณ์โกรธ ท่านแสดงสีหน้า พระเทวทัตตอนโกรธไปด้วย เขาเรียกว่ามีจิตนาการในการ เล่าเรื่อง ถ้าท่านเล่าเรื่องตามตัวหนังสือผู้ฟังก็ไม่เข้าใจ ผมจะเล่าเรื่องอเมริกาให้ท่านฟัง ถ้าเคยไปอเมริกามา ก่อนจะเล่าได้เป็นฉากๆ ถ้าไม่เคยไปเราดูเว็บไซต์จนกระทั่ง


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 327 เกิดเห็นภาพ ถ้าหากคนที่เห็นภาพเอามาเล่า เขาจะพูดได้มี นํ้าหนักมาก มีโยมคนหนึ่งบอกว่า วันนี้สั่นไปทั้งตัวเลย คนเขาฆ่ากัน ให้เห็นจนทานก๋วยเตี๋ยวไม่ลง โยมเล่าว่ากำ ลังนั่งตักก๋วยเตี๋ยวทานอยู่ เพื่อนสองคน ทะเลาะกัน เมาทั้งคู่ เถียงกันไปเถียงกันมา คนหนึ่งวิ่งไปคว้า มีดปังตอสับหมูของพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวเอามาสับคอเพื่อนขาด หัวมันกลิ้งลงมาใต้โต๊ะที่ผมกำ ลังกินก๋วยเตี๋ยว ดวงตายังเบิก โพลงจ้องมาที่ผม ผมทานก๋วยเตี๋ยวไม่ลง ที่โยมเล่ามา อาตมาก็เห็นภาพจนฉันข้าวไม่ลงเหมือนกัน คนเล่าไม่ใช่นักเทศน์เป็นโยมธรรมดา แต่เขาเล่าจากที่ เขาเห็นเองรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน ถ้าท่านอ่านก็ดีฟังก็ดีแล้ว เกิดจินตนาการไปด้วยแล้วเล่าต่อตามที่ท่านเข้าใจ เหมือน เรื่องที่เล่านั้นเกิดกับตัวท่านเอง นี่คือเทศน์ได้แจ่มแจ้ง ๒. สมาทปนา จูงใจให้เกิดศรัทธา บางท่านเทศน์ได้ แจ่มแจ้งแต่ไม่จูงใจ ในการพูดก็เหมือนกัน บางท่านพูดได้ ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่ว่าคนไม่ศรัทธาเพราะภาษาที่ใช้เป็นเหตุ เวลาขึ้นธรรมาสน์ท่านต้องเลือกสรรภาษา ท่านจะพูดคำ สบถ คำ หยาบไม่ได้เพราะคนพนมมือฟังท่าน


328 หลักการและวิธีการเทศน์ บางท่านไม่น่าศรัทธาเพราะว่าไม่ได้เตรียมการบ้านให้ดี สมมติว่าไปเทศน์งานศพ คนตายเป็นพ่อชื่อนายประเสริฐ ลูกเป็นเจ้าภาพชื่อนายประสาท นักเทศน์พูดสลับกัน งานศพ คุณประเสริฐเราไปบอกว่าวันนี้มาเทศน์งานศพคุณประสาท เทศน์อย่างนี้ไม่น่าติดกัณฑ์เทศน์ เพราะฉะนั้น การจูงใจเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำ คัญ เทศน์ดี ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่อาจจะไม่จูงใจให้เกิดศรัทธา เคยเห็นโฆษก งานวัดหนึ่งพูดนํ้าไหลไฟดับชักชวนคนทำ บุญ ตอนแรกโยมก็ จะควักเงินทำ บุญ ๑๐๐ บาท แต่พอฟังไปฟังมาลดเงินลงไป เรื่อยๆ พูดอะไรก็ไม่รู้ศรัทธาไม่เกิด พูดเก่งพูดคล่องแต่ ไม่ทำ ให้เกิดศรัทธา นอกจากนี้ท่านต้องใส่ความรู้สึกในการพูดในการเทศน์ ผมเล่าเรื่องป่าประดู่ลายเมื่อสักครู่นี้เวลาผมเล่าเรื่องพระพุทธเจ้า ผมจะมีความรู้สึกซาบซึ้ง เวลาผมเล่าเรื่องสมเด็จพุทธโฆษาจารย์(จี่) ผมยังเกิดความรู้สึกอิน พอเกิดความรู้สึกอินใน เรื่องนั้นๆ คำ ว่า อิน มาจากคำ ว่า Internalization ให้จมหาย แล้วกลายเป็นเรา สิ่งที่เราศึกษากลายเป็นเนื้อเป็นตัวเป็น ความรู้สึกของเรา เวลาสอนญาติโยม ถ้ามีคนมานิมนต์ผมให้ไปพูดเรื่อง เมืองไทยใสสะอาดคือไม่มีคอรัปชั่น ผมรับทันทีเพราะโดย ส่วนลึก ผมแอนตี้คอรัปชั่น


พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 329 ผมใช้เงินสร้างมหาจุฬาฯ ไปไม่ตํ่ากว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท มีคนถามว่า ทำ ไมสร้างได้ถูก ผมตอบในใจว่าสร้างได้ถูกถ้าไม่คอรัปชั่น ถ้าคอรัปชั่น มีเงินเท่าไรก็ไม่พอ ถ้าจะสร้างแบบนี้ที่ไต้หวัน ต้องแพงกว่าที่ไทย ๕ เท่า เพราะที่นั่นมีแผ่นดินไหว เสาต้องใหญ่กว่านี้๕ เท่า สร้างตึก ที่ไต้หวันจึงแพงมหาศาล แต่พอสร้างอาคารที่เมืองไทย บาง แห่งเบิกเงินหลวงแพงเท่าที่ไต้หวัน ทั้งที่ใช้เสาเล็กนิดเดียว เงินหายไปไหนหมด ถ้าเราสร้างด้วยเงินจริงๆ เราจะพัฒนา ประเทศได้เร็วกว่านี้ อีกตัวอย่างหนึ่ง ผมได้พูดชักชวนให้ญาติโยมมาทำ บุญ บริจาคสร้างมหาจุฬาฯเป็นพันล้าน ผมพูดตามความรู้สึกว่า อาตมาจะสร้างสถานที่ให้พระได้เรียนหนังสือ พระทั่วโลกมา เรียนกัน ทั้งที่อาตมาถนัดในการสอนมากกว่าการสร้าง อาตมา จะรีบสร้างให้เสร็จ ตั้งใจว่าจะทำ หน้าที่ในการเทศน์ในการสอน มากกว่าสร้าง ถ้าอยากจะฟังอาตมาเทศน์ให้รีบช่วยกันบริจาค ปรากฏว่าคนช่วยบริจาคกันยกใหญ่ เมื่อสร้างมาจนถึงครึ่งทาง ผมพูดใหม่ว่า การสร้าง อนุสรณ์สถานไว้ในพระศาสนา เป็นศาสนวัตถุ เราควรจะมี ส่วนในการสร้าง อย่าช้านะโยม เพราะใกล้เสร็จแล้ว รีบ


Click to View FlipBook Version