The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 06phitsanulok, 2023-06-28 01:39:51

นายใน

นายใน

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทาน แก่เจ้าพระยารามราฆพ เพื่อแสดงความพึงพอพระราชหฤทัย (ภาพจาก ที่ระลึกใน งานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๕๑๐)


“ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ชานันท์ ยอดหงษ์ ราคา ๒๔๐ บาท


บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) : ๑๒ ถนนเทศบาลนฤมาล ประชานิเวศน ๑ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท ๐-๒๕๘๐-๐๐๒๑ ตอ ๑๓๓๕ โทรสาร ๐-๒๕๘๙-๕๘๑๘ แมพิมพสี-ขาวดำ : กองพิมพสี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ๑๒ ถนนเทศบาลนฤมาล ประชานิเวศน ๑ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท ๐-๒๕๘๐-๐๐๒๑ ตอ ๒๔๐๐-๒๔๐๒ พิมพที่ : โรงพิมพมติชนปากเกร็ด ๒๗/๑ หมู๕ ถนนสุขาประชา สรรค ๒ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี ๑๑๑๒๐ โทรศัพท ๐-๒๕๘๔-๒๑๓๓, ๐-๒๕๘๒-๐๕๙๖ โทรสาร ๐-๒๕๘๒-๐๕๙๗ จัดจำหนายโดย : บริษัท งานดี จำกัด (ในเครือมติชน) ๑๒ ถนน เทศบาลนฤมาล ประชานิเวศน ๑ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท ๐-๒๕๘๐-๐๐๒๑ ตอ ๓๓๕๐, ๓๓๕๑ โทรสาร ๐-๒๕๙๑-๙๐๑๒ Matichon Publishing House a division of Matichon Public Co., Ltd. 12 Tethsabannarueman Rd, Prachanivate 1, Chatuchak, Bangkok 10900 Thailand • ที่ปรึกษาสำนักพิมพ : สุพจน แจงเร็ว, จุฬาลักษณ ภูเกิด, นงนุช สิงหเดชะ • ผูจัดการสำนักพิมพ : กิตติวรรณ เทิงวิเศษ • รองผูจัดการสำนักพิมพ : รุจิรัตน ทิมวัฒน • บรรณาธิการบริหาร : สุลักษณ บุนปาน • หัวหนากองบรรณาธิการ : อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ • พิสูจนอักษร : โชติชวง ระวิน I พัทนนลิน อินทรหอม • ศิลปกรรม : นุสรา สมบูรณรัตน • ออกแบบปก : สุลักษณ บุนปาน • ประชาสัมพันธ : ชัชญา สกุณา หนังสือเลมนี้พิมพดวยหมึก ที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม เพื่อปกปองธรรมชาติ และสุขภาพของผูอาน “นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖ พิมพครั้งแรก : มีนาคม ๒๕๕๖ ราคา ๒๔๐ บาท ขอมูลทางบรรณานุกรม ชานันท ยอดหงษ. “นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๖. ๓๒๘ หนา : ภาพประกอบ. ๑. ผูชาย- -บทบาททางสังคม- - พระราชสำนัก- -มงกุฎเกลาเจาอยูหัว, พระบาทสมเด็จพระ I. ชื่อเรื่อง 305.31 ISBN 978 - 974 - 02 - 1088 - 7 ภาพจากปก (จากซ้าย) ม.จ.ดุลภากร วรวรรณ, ม.ล. ปิ่น มาลากุล และจมืนอมรดรุณารักษ์


ราชองครักษ์เสือĀ่าม้าหลวง รอ. (จากซ้าย) นายกองตรี พระยาอนิรุทธ เทวา, พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และนายกองตรี พระยานรเทพ Āรีดา (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยา อนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๔๙๔)


(6) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ค�าน�าเสนอ (๘) ค�าน�าเสนอ (๑๖) ค�าน�าผู้เขียน (๒๘) ๑ บทนำา ๒ ๒ “นายใน” กับพระราชสำานักรัชกาลที่ ๖ ๑๘ ลักษณะโครงสร้างพระราชส�านักฝ่ายในชาย ๑๙ บทบาทหน้าที่ของนายใน ๒๘ วิถีชีวิตของนายใน ๓๔ ๓ นายในทรงโปรดในรัชกาลที่ ๖ ๕๘ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๕๑๐) ๕๙ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ ณ อยุธยา พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๙๔) ๗๒ พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์ พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๕๑๔) ๗๘ พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์ พ.ศ. ๒๔๒๘-๒๕๑๒) ๘๔ ส า ร บั ญ “นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖


ชานันท์ ยอดหงษ์ (7) ๔ กิจกรรมภายในพระราชสำานักฝ่ายในชาย ๙๔ คณะโขนละคร ๙๖ เสือĀ่า-ลูกเสือ ๑๐๔ โรงเรียนกินนอนชายล้วน ๑๐๙ สโมสรและชุมชนจ�าลอง ๑๑๗ ๕ เพศภาวะชายและ “ความเป็นชาย” ตามพระราชนิยมที่มีอิทธิพลต่อนายใน ๑๓๖ รักชาติ รักกษัตริย์ ๑๓๗ สุขภาพแข็งแรง ร่างกายก�าย�า ๑๔๒ อยู่ห่างจากāู้หญิง ๑๔๘ รักการāจญภัยและธรรมชาติ ๑๕๔ มีความรักระหว่างāู้ชายด้วยกัน ๑๕๙ ๖ เพศภาวะของนายใน ๑๗๔ ในฐานะนายใน ๑๗๖ ในฐานะนายละคร ๑๘๘ ในฐานะเสือĀ่าและลูกเสือ ๑๙๕ ในฐานะนักเรียนโรงเรียนกินนอนชายล้วน ๒๐๒ ในฐานะสมาชิกสโมสรและชุมชนจ�าลอง ๒๑๐ ๗ “นายใน” และพระราชสำานักฝ่ายในชาย ในบริบทสังคมการเมือง ๒๓๐ พื้นที่Āลอดภัยทางการเมืองของรัชกาลที่ ๖ ๒๓๒ พื้นที่Āลอดภัยของชายรักชายและชายแต่งหญิง ๒๔๑ พื้นที่สร้างวัฒนธรรมวิคตอเรียนแÿÿท้องถิ่น (Localized Victorian) ๒๔๗ ๘ บทสรุป ๒๖๒ บรรณานุกรม ๒๗๒


(8) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ข้อสังเกตจากการอ่าน “นายใน” เพศสภาพ/เพศวิถีกับชนชั้นนำาและความเป็นชาติ การดูแลวิทยานิพนธ์เป็นการเดินร่วมทางผจญภัยระหว่าง อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา ระหว่างทางเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหนื่อยหน่ายและร่วมคิดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ท�าให้ต้องปลอบใจ ปนฉุดกระฉากลากถูอยู่เนื่องๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นทางการผจญภัย นี้ท�าให้ได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ หรือใคร่ครวญกรอบแนวคิดทฤษฎีและ ความเข้าใจเดิมหลายเรื่องไปด้วยกัน การได้อ่านร่างต่างๆ ของงานวิทยานิพนธ์ “ ‘นายใน’ : ชีวิต ทางสังคมชายล้วนและเพศภาวะในพระราชส�านักพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ของคุณชานันท์ ท�าให้ได้เห็นข้อมูลที่น่าตื่นเต้น หลายเรื่อง เพราะความขยันในการอ่านเอกสารของคนท�า นอกจากงาน เขียนนี้จะตอบโจทย์หลักของเจ้าของวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับผลของเพศ สภาพของคนในราชส�านักที่ต่างไปจากในรัชสมัยก่อนหน้าแล้ว ยังท�าให้ ได้เห็นการรับเอาระบบความเชื่อ/ความหมาย/ค่านิยมแบบ “วิคตอเรียน” เข้าสู่ราชส�านักไทย ผ่านการคัดสรรและตีความของชนชั้นน�า ความ คำานำาเสนอ “นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖


ชานันท์ ยอดหงษ์ (9) เกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างการนิยามความเป็นชายและการสร้าง “ชาติ” ในฐานะอัตลักษณ์ร่วม และวิถีชีวิตของผู้คนในราชส�านักที่อาจท�าให้ หลายคนต้องตั้งค�าถามกับความเข้าใจว่าด้วยเพศวิถีและการอยู่ร่วมกัน ของคนสยามและชนชั้นสูง คุณชานันท์ให้การบ้านดิฉันโดยการให้เขียนค�าน�าเสนอส�าหรับ หนังสือที่ปรับจากวิทยานิพนธ์ “นายใน” ดิฉันมองบทบาทตนเองเป็น คนชี้ชวนคนอ่านว่ามีประเด็นอะไรที่ดิฉันเห็นว่าน่าสนใจในฐานะคนที่ อ่านวิทยานิพนธ์นี้มาก่อนหลายรอบและหลายร่าง แง่มุมที่อยากชี้ชวน คือส�าหรับดิฉันอะไรบ้างน่าสนใจ และดิฉันคิดว่าหนังสือเล่มนี้อ่านได้ อย่างไรบ้าง ถ้าไม่อ่านแบบ “วิชาการ” เพราะหนังสือปรับปรุงมาจาก วิทยานิพนธ์แล้วจะอ่านแบบอื่นได้อย่างไร “นายใน” ค�าที่ชานันท์ใช้เรียกกลุ่มคนในราชส�านักของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นงานเกี่ยวกับ “เพศสภาพ” ท�าให้ เห็นการนิยาม/แย่งกันนิยามความเป็นชายหญิงในช่วงเวลาเฉพาะ การ เคลื่อนแบบไม่หยุดนิ่งของเพศสภาพ และความเกี่ยวข้องระหว่างเพศ สภาพและแง่มุมอื่นของชีวิตทางสังคม อย่างความเป็นชาติ การสร้าง รัฐและชาตินิยม หลายเรื่องที่ถูกน�าเสนอใน “นายใน” ท�าให้เห็นได้ว่าหลายแง่มุม ของเพศสภาพและความสัมพันธ์ชายหญิงที่เชื่อกันเป็นตุเป็นตะว่าเป็น มรดกทางวัฒนธรรมหรือประเพณีอันดีงามแต่อดีต ดูเหมือนจะเป็นการ “น�าเข้า” โดยชนชั้นน�าที่มีกลิ่นอายรสนิยมส่วนบุคคลและกลิ่นอายสยาม ปะปนอยู่ด้วย กระบวนการปรับเปลี่ยนราชส�านักสยามเพื่อรับเอาระบบ คิดค่านิยมแบบวิคตอเรียนจึงไม่ได้ลอกแบบตามต้นฉบับ แต่เป็นวัฒน ธรรมวิคตอเรียนฉบับท้องถิ่นที่ “นายใน” ท�าให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน งานวิทยานิพนธ์ที่ถูกน�าเสนอในรูปแบบหนังสือ ตอบโจทย์หรือให้ ภาพที่ช่วยคนอ่านเข้าใจประเด็นที่ดูเหมือนจะถูกมองอย่างคลาดเคลื่อน อยู่หลายเรื่อง


(10) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ “การเมืองเรื่องเพศ” การเมืองกับเรื่องเพศ/การเมืองของเรื่องเพศ เรื่องเพศสภาพ/เพศวิถีมักถูกมองเป็นกิจกรรมในพื้นที่ส่วนตัว ที่คนใช้หรือควรจะใช้เสรีภาพในการเลือกท�าหรือไม่ท�าสิ่งต่างๆ ได้เต็ม ที่ แต่เราได้เห็นการควบคุมก�ากับความเชื่อ การกระท�า และวิถีชีวิตทาง เพศและเพศสภาพ ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ว่าอย่างไรจึงเหมาะสม ตรงตามเพศสภาพและถูกต้องตามระเบียบอันดีงามของสังคมว่าด้วย เรื่องเพศ ไปจนถึงความรู้สึก ความปรารถนา การกระท�า และวิถีชีวิต ทางเพศ ดูเหมือนเราจะไม่ได้เลือกเองมากนักว่าจะท�าอย่างไรกับตัวเอง ในเรื่องเพศสภาพและเพศวิถี แต่ถูกบอกโดยตรงและโดยอ้อม หรือถูก ก�ากับอย่างแข็งกร้าวบ้าง อ่อนโยนและสุดละมุนบ้าง ว่าเราควรจะต้อง ท�าอะไรหรือเลือกอย่างไร งานค้นคว้า “นายใน” ท�าให้เราได้เห็นการนิยามว่าความเป็น หญิง/ความเป็นชายโดยชนชั้นน�าผู้ครองอ�านาจรัฐ โดยการเลือกสรร และตีความตามรสนิยม การก�าหนดนั้นกระทบรูปแบบการตกแต่ง ร่างกาย กิริยามารยาท บทบาท การด�าเนินชีวิต ความสัมพันธ์ และ วิถีชีวิตของผู้คนรอบข้าง ผลกระทบนั้นขยายไปสู่คนกลุ่มอื่นผ่านการ ก�าหนดว่าอะไรคือความดีงาม ทันสมัย และเหมาะสม เราได้เห็นการรับเอาความเชื่อค่านิยมหลายประการที่ทิ้งร่อง รอยผ่านกาลเวลา อย่างการให้ภาพความเป็นชายว่าต้องมีร่างกาย ก�าย�า สุขภาพดี และรักการผจญภัย ภาพเช่นนี้ฝังในความเข้าใจของคน มากมายว่าชายไทย/ชายสยามตัวใหญ่ล�่าสันมาแต่โบราณกาล ตัวละคร ในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ ที่ดูก�าย�าเต็มไป ด้วยมัดกล้าม ให้ภาพนักรบร่างใหญ่ อาจสะท้อนภาพความเป็นชายตาม นิยามที่ปรากฏในช่วงเวลาเฉพาะนี้มากกว่าหรือไม่ ที่น่าสนใจคือการนิยามความเป็นชายที่มีองค์ประกอบของความ รักชาติ/รักพระมหากษัตริย์ เพศสภาพชายจึงผูกพันแนบแน่นกับความ


ชานันท์ ยอดหงษ์ (11) เป็นชาติ บทบาทในการป้องกันชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ หน้าที่ และที่ทางของความเป็นชายถูกก�าหนดนิยามโดยเชื่อมโยงกับการมอง ความเป็นชาติและรัฐสมัยใหม่ ที่พื้นที่ส�าหรับบทบาทหญิงชายถูกแยก กันอย่างชัดเจน กิจกรรมในพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องของผู้ชาย และ ผู้หญิงมีบทบาทในครัวเรือน เพศสภาพที่ถูกคัดสรร นิยามและตีความนี้ เป็นหลักปฏิบัติในหมู่ “นายใน” และชนชั้นสูง แล้วส่งผ่านสู่คนกลุ่มอื่น รายละเอียดหลายประการที่ถูกบอกเล่าในหนังสือน่าจะท�าให้คน อ่านได้เห็นร่องรอยของการเปลี่ยนผ่านและก่อตัวของความเป็นหญิงความเป็นชายที่คุ้นเคยกันอยู่ในเวลานี้ และได้คิดต่อไปได้ว่าแท้ที่จริง เพศสภาพเป็นธรรมชาติจริงหรือ หรือเป็นการนิยาม แย่งกันนิยาม และ ปลูกฝังส่งผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนต่อเนื่องเพื่อให้ผู้คนปฏิบัติตาม วิถี ชีวิตและตัวตนเชิงเพศสภาพของคนถูกก�ากับควบคุมเข้มงวดจากหลาย ทิศทาง การโต้เถียงว่าด้วยการควบคุมการแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผม ของคนโดยรัฐไทย สื่อมวลชน ธุรกิจเอกชน ในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๑ สะท้อนความอึดอัดกับการถูกสั่งหรือกดดันให้คนท�ากับร่างกายตนเอง แต่ก็มองข้ามบทบาท ความเชื่อ และค่านิยมอีกมากมายว่าด้วยความ เป็นชายหญิง เช่น ความเป็นแม่และการเลี้ยงลูก การอ่านงานอย่าง “นายใน” น่าจะท�าให้หลายคนตระหนักถึงอ�านาจในการนิยามและการ ก�ากับควบคุมว่าอะไรคือความเป็นหญิง-ความเป็นชายได้ชัดเจนขึ้น ไม่มากก็น้อย การก�ากับโดยอ�านาจนี้อาจให้ภาพลวงตาว่า ผู้ปกครองหรือผู้ ครองอ�านาจรัฐที่ใช้อ�านาจหน้าที่ที่เป็นทางการก�าหนดหรือสั่งผู้อื่นท�าได้ ทุกอย่างตามใจ การอ่าน “นายใน” ท�าให้เราเห็นการยกเว้นหรือก�าหนด มาตรฐานต่างระดับส�าหรับคนบางกลุ่มจากกติกาเรื่องเพศที่ถูกก�าหนด ในช่วงเวลานั้น การครองเรือนที่ถูกจัดเป็นองค์ประกอบส�าคัญของความ เป็นชาย กลายเป็นเรื่องยกเว้นส�าหรับนายใน แต่งานชิ้นนี้ก็ท�าให้เราได้ เห็นว่าผู้ก�าหนดกติกาหรือนิยามความเป็นหญิงชายก็ไม่ได้พ้นจากการ ตัดสินหรือก�ากับโดยกติกาเรื่องเพศ หรือท�าได้ตามใจไปได้ทุกเรื่อง


(12) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ข้อมูลมากมายที่ “นายใน” น�าเสนอสะท้อนการตัดสินเรื่องเพศ สภาพของผู้มีอ�านาจ การก�ากับเรื่องเพศจึงไม่ยกเว้นใครในสังคม ความ แตกต่างอยู่ที่ “ราคา” หรือรูปแบบการลงโทษเมื่อไม่ประพฤติในร่องในรอย ของกรอบเพศสภาพและเพศวิถี และความสามารถในการขัดขืนต่อรอง การเมืองของการแต่งงานและความสัมพันธ์ส่วนตัว ประเด็นเกี่ยวกับการนิยามก�าหนดลักษณะและบทบาทความเป็น ชาย-ความเป็นหญิงที่ “นายใน” น�าเสนอ ท�าให้มองเห็นได้ว่าเรื่องเพศ ถูกก�ากับโดยอ�านาจอย่างไร แต่หนังสือเล่มนี้ก็บอกเราด้วยว่าหลายแง่ มุมของเรื่องเพศถูกใช้เป็น “ทรัพยากร” เพื่อรักษาหรือเพิ่มพูนอ�านาจ ได้เช่นกัน เพศสภาพ-เพศวิถีไม่ได้แยกขาดจากความเป็นไปในอาณา บริเวณสาธารณะที่เราเชื่อว่าควรจะใช้ฐานคิดและหลักการที่แตกต่าง ไป เราได้เห็นการ “แทรกซ้อน” หรือ “ก้าวก่าย” ของปัจจัยส่วนตัวใน กิจกรรมและกระบวนการเลือกและตัดสินใจในพื้นที่สาธารณะของการ ปกครองและการเมืองภาครัฐอย่างซับซ้อน ปกปิดแต่กลับวับแวมพอจะ ให้คนในพื้นที่สาธารณะมองเห็น การแต่งงานและรูปแบบการอยู่ร่วมกันดูเหมือนเป็นเรื่องส่วน ตัวที่คนในความสัมพันธ์ควรเลือกทางเลือกเพื่อความพอใจของตนเป็น หลัก กติกาก�ากับเข้มงวด เป็นเครื่องมือส�าคัญในการสานสัมพันธ์เพื่อ สร้างพันธมิตรทางการเมืองและเศรษฐกิจ การแต่งงานเพื่อวัตถุประสงค์ ท�านองนี้ไม่ได้รวมเอาความรู้สึกหรือความพึงพอใจของเจ้าบ่าว-เจ้าสาว มาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินว่าใครควรจะแต่งงานกับใคร โยงใยความ สัมพันธ์ในระบบหลายเมียและราชส�านักที่ประกอบด้วย “นางใน” ตั้งอยู่ บนฐานการสานสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานและความสัมพันธ์ใกล้ชิด เพื่อ เสริมสร้างความร่วมมือทางการเมืองและเศรษฐกิจผ่านระบบเครือญาติ และการแต่งงาน หลายกรณีการแต่งงานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง และเศรษฐกิจโดยเครือญาติและชุมชนเป็นผู้เลือก อาจท�าให้หญิงชายอยู่


ชานันท์ ยอดหงษ์ (13) ในการแต่งงานนั้นแบบถือ “ไม้เท้ายอดทอง” มากเสียกว่าการแต่งงาน บนฐานความรักแบบโรแมนติคที่พร้อมแตกหักต่างคนต่างไปเมื่อหมดรัก เหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจท�าให้คนอยู่ด้วยกันไปในการแต่งงาน ให้ภาพความมั่นคงยืนยาวของสถาบันการแต่งงานที่หลายคนใฝ่ฝัน ประเด็นส�าคัญอีกประการหนึ่งที่ “นายใน” น�าเสนอ คืออิทธิพล โยงใยและปัจจัยในความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีต่อการตัดสินใจเลือกของ ผู้ปกครองหรือผู้ก�าหนดนโยบายสาธารณะ การเลือกและตัดสินใจในเรื่อง นโยบายสาธารณะได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ ความปรารถนา และโยงใย ความสัมพันธ์ในพื้นที่ส่วนตัว ผู้คนและปัจจัยในพื้นที่ส่วนตัว “แทรกแซง/ ก้าวก่าย” เข้าไปในการท�างานของการเมืองที่เป็นทางการ/การเมืองภาค รัฐ ผ่านความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างคนครองอ�านาจรัฐหรือมีต�าแหน่งที่ เป็นทางการในโครงสร้างสถาบันทางการเมืองภาครัฐ ความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ข้ามพื้นที่เช่นนี้ถูกพูดถึงผ่านการนินทาและวิพากษ์วิจารณ์ผู้มี อ�านาจหรือมีต�าแหน่งเป็นทางการ บนฐานความเชื่อว่าคนและความ สัมพันธ์ในพื้นที่ส่วนตัวไม่ควรข้ามเส้นแบ่งเข้ามากระทบกิจกรรมใน พื้นที่สาธารณะที่ควรค�านึงถึงประโยชน์สุขส่วนรวม แต่การศึกษาความ สัมพันธ์ส่วนตัวของผู้คนในต�าแหน่งแห่งที่ต่างๆ ของสังคม มักจะได้เห็น ร่องรอยมากบ้างน้อยบ้างของการข้ามพื้นที่เข้าไปส่งอิทธิพลต่อบทบาท และกิจกรรมสาธารณะ อ่าน “นายใน” อย่างไรดี หนังสือเล่มนี้อ่านได้หลายแบบ คนอ่านที่สนใจวิถีชีวิต ความ เป็นอยู่ และความสัมพันธ์ของชนชั้นน�า น่าจะสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ กับรายละเอียดหลายประการที่ “นายใน” น�าเสนอ ภาพของชนชั้นสูงที่ ดูเป็นมนุษย์ มีอารมณ์ความรู้สึก และเผชิญปัญหานานาประการ อาจ ท�าให้เราเข้าใจคนในสถานะพิเศษและความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นได้มาก ขึ้น โดยไม่ติดกับการมองมิติเชิงบวกแบบอภิมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว ที่


(14) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เสริมสร้างมายามากกว่าความเข้าใจหรือท�าให้ไม่เอื้อต่อการผูกตนเอง เข้ากับคนชนชั้นสูงกว่า นอกจาก “นายใน” จะสนองความอยากรู้ข้ามชนชั้นแล้ว คน ที่สนใจประเด็นเพศสภาพ เพศวิถี การก่อตัวและปรับเปลี่ยนของ วัฒนธรรมวิคตอเรียนท้องถิ่นแบบสยาม น่าจะได้ประโยชน์จากการอ่าน หนังสือเล่มนี้อยู่มาก ทั้งในเรื่องแนวคิดและตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ดิฉันสนุกสนานกับ “นายใน” มาตั้งแต่ครั้งยังเป็นวิทยานิพนธ์ คาดว่าคนอื่นคงจะอ่านงานนี้สนุกและมีแง่มุมให้คิดต่อเช่นกัน ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๖


ชานันท์ ยอดหงษ์ (15) ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในรัชกาลที่ ๖ (จากซ้าย) เจ้าพระยารามราฆพ, คุณท้าว อินทรสุริยา และพระยาอนิรุทธเทวา (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิง ศพ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๕๑๐)


(16) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ความเป็นชายและความเป็นหญิง ใครที่เติบโตและติดตามชมภาพยนตร์ในช่วงปลายทศวรรษที่ ๑๙๘๐ ก็จะต้องรู้จักตัวละครอย่าง John McClane ที่แสดงโดย Bruce Willis ในภาพยนตร์เรื่อง Die Hard เขาเป็นผู้ชายที่มีครอบครัว แต่ บึกบึนเถื่อนโหด และปากหมา แถมยังไม่มีอะไรพิเศษในตัวแบบวีรบุรุษ ของ Marvel Comic ถ้าจะว่าไปแล้วออกจะดูโง่ๆ เสียด้วยซ�้า แต่เขาก็ มีความกล้าบ้าบิ่นพอที่จะท�าอะไรบางอย่าง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่กลัวเอาเสีย เลย จากคุณสมบัติเหล่านี้ก็พอที่จะท�าให้คนดูเข้าใจต่อไปได้ว่า “เอ็ง ต้องมีปัญหาชีวิตครอบครัวและที่ท�างานเป็นแน่” แต่ตัวละครที่ออกจะ ดู “โง่ๆ” ในสายตาของเหล่าปัญญาชนกลับกลายเป็น “วีรบุรุษจ�าเป็น” ที่ใครๆ ก็อาจจะเป็นได้ แต่นี่ก็อาจจะเป็นเพียงนิยายและความฝันเฟื่อง ของความฝันแบบอเมริกัน ในชีวิตจริงๆ คนที่ถูกดูถูกว่าค่อนข้างจะโง่ๆ แต่ทรงอิทธิพลต่อ โลกอย่างมากก็คงจะไม่มีใครเกิน Georges W. Bush Jr. ประธานาธิบดี สหรัฐที่มักจะพูดจาผิดๆ ถูกๆ นั้นก็เคยได้รับของที่ระลึกเป็นรองเท้าที่ มีคนปาใส่หน้ามาแล้ว ถ้าจะท�าให้อ่อนลงไปหน่อยก็คือความเปิ่นของ คำานำาเสนอ “นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖


ชานันท์ ยอดหงษ์ (17) ท่านประธานาธิบดี พฤติกรรมหลายต่อหลายอย่างของท่านประธานา ธิบดีก็ท�าให้อดคิดถึงตัวละครในภาพยนตร์โทรทัศน์ตลกเรื่อง The Beverly Hillbillies ไปไม่ได้ อย่างไรก็ดีการเป็นผู้น�าส�าคัญของเหล่า นายทุนหัวโบราณและชาตินิยมแบบอเมริกันของท่านประธานาธิบดีผู้นี้ ก็เป็นที่รังเกียจของเหล่าปัญญาชนจากทุกสารทิศ แต่ท่านประธานาธิบดี ก็เป็นคนที่มีการศึกษาดี แม้ว่าคนจ�านวนมากคิดว่าโง่ แต่ก็จบรับปริญญา มาจาก Yale University มหาวิทยาลัยชั้นน�าของโลก แต่คุณสมบัติเหล่า นี้คือความเป็นชายที่แท้จริงหรือไม่? ความเป็นชายที่กล้าหาญบึกบึนเป็นชายชาตินักรบที่ไม่กลัวตาย ถูกท้าทายจากฉากการดวลปืนระหว่างนายทหารกับคนสิบแปดมงกุฎ อย่าง Raymond Barry ที่แสดงโดย Ryan O’Neal ในภาพยนตร์ อย่าง Barry Lyndon ภาพยนตร์ที่สวยงามเรื่องหนึ่งของผู้ก�ากับชื่อดัง Stanley Kubrick ฉากการดวลปืนเพื่อรักษาศักดิ์ศรีเป็นจุดส�าคัญของ ภาพยนตร์ที่ในท้ายที่สุดคนที่กลัวตายกลับเป็นนายทหาร ชายชาติทหาร เมื่อเผชิญกับความตายก็ไม่ได้กล้าหาญขนาดนั้น ผู้ชายเมื่อเจอกับความ ตายเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นผู้ชายตามอุดมคติด้วยเช่นกัน ว่ากันว่าผู้ชาย นักปฏิวัติอย่าง เช เกวาร่า ก็แสดงออกในลักษณะที่กลัวตายไม่แตกต่าง กันเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับความตาย ภาพลักษณ์ของความเป็นชายแบบอุดมคติที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้นอาจจะเป็นภาพลักษณ์แบบใหม่ของผู้ชายที่ไม่ได้กล้าหาญและ พร้อมที่จะตายในสนามรบ ตลอดจนมีความมั่นคงเด็ดเดี่ยวแบบภาพ ลักษณ์ผู้ชายก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถ้าจะว่าไปแล้วภาพยนตร์อย่าง Legends of the Fall ตัวละครผู้ชายสามคนโดยมี Aidan Quinn เล่น เป็นพี่ชายคนโตผู้มีบุคลิกภาพที่สุขุมนุ่มนวลดูเป็นสุภาพบุรุษ เป้าหมาย หลักในชีวิตคือเล่นการเมือง ส่วน Brad Pitt เล่นเป็น Tristan Ludlow ผู้ชายเถื่อนๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่าเขาล�าเนาไพร ชีวิตของเขาเคยต่อสู้กับ หมี ในขณะที่น้องชายคนเล็ก Samuel ที่แสดงโดย Henry Thomas นั้น มีการศึกษาดี จบจาก Harvard University แต่การศึกษาในโครงสร้าง


(18) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ของรัฐประชาชาติ (nation-state) ก็ยิ่งท�าให้เขารับเอาอุดมการณ์ชาติ นิยมและปกป้องรัฐประชาชาติเข้ามาเต็มสมอง เขาต้องการไปต่อสู้กับ เยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในขณะที่พ่อผู้เคยเป็นนายทหารที่ แสดงโดย Anthony Hopkins กลับไม่เห็นด้วยกับการไปรบในสงคราม ในภาพยนตร์ท�าให้เห็นว่าทหารกลับไม่ต้องการท�าสงครามมากเท่ากับ เหล่าคนมีการศึกษา ภาพยนตร์แสดงนัยยะแบบต่อต้านปัญญาชน (antiintellecualism) แบบอเมริกัน ว่าถึงแม้ว่าจะจบ Harvard มาแต่ก็ไร้เดียงสา ชาตินิยมแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่ก็อ่อนต่อโลก จนในที่สุดคนมีการศึกษา สูงก็ไม่สามารถเอาชีวิตรอดในสงคราม สงครามโลกครั้งที่ ๑ ท�าลายอุดมคติของเสรีนิยมและกรอบคิด แบบยุคภูมิธรรม (Enlightenment) ที่เชื่อในความก้าวหน้าและเหตุผล ของมนุษย์ แต่ที่ส�าคัญสงครามครั้งนี้กลับท�าลายอุดมคติและเป้าหมาย ของการเป็นสุภาพบุรุษ เพราะในท้ายที่สุดถ้าโชคดีหน่อยสุภาพบุรุษก็ต้อง กลายเป็นคนพิกลพิการจากบาดแผลสงคราม เช่น ผัวที่มาจากชนชั้นสูง และถูกต้องตามกฎหมายของ Lady Chatterley ในนิยาย Lady Chatterley’s Lover อันโด่งดังของ D.H. Lawrence เป็นต้น สงครามโลกครั้งที่ ๑ ท�าลายความฝันของเหล่าบรรดาผู้เป็นและ อยากเป็นสุภาพบุรุษ นี่นับเป็นโชคร้ายสองชั้นของเหล่าผู้ฝันเฟื่องอยาก จะเป็นสุภาพบุรุษ เพราะสถานะของความเป็นสุภาพบุรุษนั้นก็เป็นกลไก ส�าคัญส�าหรับการลดความคับข้องใจของเหล่าบรรดาผู้ต้องการไต่เต้า ทางชนชั้นเพื่อจะเป็นขุนนาง แต่ “ต�าแหน่งแห่งที่ของขุนนาง” เต็มและ มีไม่มากพอ เช่น ของอังกฤษก็ไม่สามารถดูดกลืนหรือให้ทุกๆ คนขึ้นไป เป็นชนชั้นขุนนางได้หมด สุภาพบุรุษจึงเป็นเพียงต�าแหน่งรางวัลชมเชย หรือรางวัลส�าหรับผู้ล้มเหลวไม่สามารถไต่เต้าเข้าสู่ระบบอภิสิทธิ์ชน (aristocracy) ได้ (ส�าหรับในประเทศไทย กุหลาบ สายประดิษฐ์ อาจจะ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เป็นต้น) เพราะถึงแม้ว่าการศึกษาจากมหา วิทยาลัย Oxford จะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกๆ คนจะได้ รับเกียรติเป็นสมาชิกของ Bullingdon Club ได้เฉกเช่น นายกรัฐมนตรี


ชานันท์ ยอดหงษ์ (19) อังกฤษ David Cameron หรือนายกเทศมนตรีมหานครลอนดอน Boris Johnson ฯลฯ สุภาพบุรุษจึงเป็นเกียรติยศส�าหรับยอดชายนาย กระจอก เพียงแต่สุภาพบุรุษก็จะต้องไม่แสดงออกถึงความรู้สึกเจ็บปวด ใดๆ เหมือนกับเหล่าสุดยอดผู้ชายทั้งหลาย การไม่แสดงความรู้สึกให้คนอื่นๆ เห็น อันเป็นความสามารถ พิเศษส�าหรับผู้ชายชนชั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายอังกฤษ การไม่ แสดงความรู้สึกของผู้ชายชนชั้นสูงกลายมาเป็นปัญหาส�าคัญส�าหรับ โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เนื่องด้วยว่าประเด็นเรื่องความรู้สึกกลาย มาเป็นองค์ประกอบส�าคัญส�าหรับชีวิตจนน�าไปสู่การให้ความส�าคัญกับ Emotional Intelligence ดังนั้นเจ้าชายอังกฤษบางคนจึงมีปัญหากับ เมีย เพราะเมียที่เติบโตมาอีกแบบหนึ่งและต้องการการตอบสนองทาง ความรู้สึกตามมาตรฐานของเหล่าชนชั้นกลาง แต่ฝ่ายชายไม่สามารถ ที่จะแสดงออกได้ก็กลายมาเป็นความขัดแย้ง การหย่าร้างและความตาย จึงกลายเป็นจุดสูงสุดของชีวิต ประหนึ่งดาราที่ตายในช่วงที่ก�าลังโด่งดัง นับตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ชนชั้นสูงของยุโรปโดย เฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษนั้นไม่ต้องการให้ผู้ชายเข้ามาอยู่ในแวดวงหรือ พื้นที่ของผู้หญิง พื้นที่ของผู้หญิงเป็นพื้นที่ในบ้าน กิจกรรมในบ้านเป็น กิจกรรมของผู้หญิง เช่น การเย็บปักถักร้อยอันเป็นกลไกส�าคัญในการ ควบคุมความต้องการทางเพศของผู้หญิง การเย็บปักถักร้อยจะช่วย ท�าให้ผู้หญิงไม่คิดถึงเรื่องเพศ เพราะมัวแต่หลงระเริงอยู่กับการชักเข็ม ขึ้นชักเข็มลง ส่วนผู้ชายก็ต้องใช้ชีวิตนอกบ้านโดยเฉพาะตามป่าเขา ล�าเนาไพร นอนกลางดินกินกลางทราย ส�านึกแบบนี้ก็น�าไปสู่การก่อตั้ง สมาคมนิยมไพรต่างๆ ไปจนถึงส�านึกในการรักธรรมชาติ และการเผชิญ หน้ากับธรรมชาติ นิยายที่เป็นเรื่องราวของผู้ชายเดินทางไปในป่าลึก ต้องผจญภัยกับสัตว์ร้ายต่างก็เกิดขึ้น นิยายของ H. Rider Haggard เช่น King Solomon’s Mines เป็นตัวอย่างที่ดี (ส�าหรับประเทศไทย ก็ปรากฏให้เห็นจาก ล่องไพร ของ น้อย อินทนนท์ มาจนถึง เพชร พระอุมา โดย พนมเทียน เป็นต้น) ผู้ชายที่แข็งแกร่งเหล่านี้จะเป็นผู้ชายที่


(20) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เหมาะจะท�างานให้กับระบบอาณานิคมที่อยู่แดนไกล ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา หรือเอเชีย นอกจากนั้นส�านึกแห่งความเป็นชายที่จะต้องออกไปใช้ชีวิตกับ ธรรมชาติแบบนี้ก็น�าไปสู่การก่อตั้งลูกเสือของ Robert Stephenson Smyth Baden-Powell กิจกรรมลูกเสือก็มีเป้าหมายเพื่อท�าให้ผู้ชายเป็น ผู้ชาย ผู้ชายจะได้ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแม่ (ผู้หญิง) ทั้งนี้ตั้งแต่วัย เด็กเขาเป็นคนไวต่อความรู้สึกและอ่อนไหว หลังจากเลิกนิยมเล่นตุ๊กตา เขาก็มาผูกพันกับเพื่อนผู้ชายมากยิ่งขึ้น ในสมัยที่เขาเป็นทหารเขาก็เล่น ละครสวมบทเป็นผู้หญิง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงเป็นอะไรที่ น่าพิสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงสวย ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรนักกับ ความว่า “ในโลกนี้ไม่มีมนุษย์อะไรน่าร�าคาญยิ่งไปกว่าหญิงสวยที่รู้ตัว ว่าสวย” เพราะความสวยเป็นอาวุธร้ายส�าหรับผู้ชาย ผู้หญิงที่ไม่สวยจึง เป็นภัยน้อยกว่า แต่ในโลกของความเป็นชายที่แท้จริง ไม่มีผู้หญิงเลยจะ เป็นอะไรที่ประเสริฐสุด บุคคลอย่าง Lord Baden-Powell เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากใน การสร้างความเป็นชายที่ไม่ต้องการให้ผู้หญิงเข้ามายุ่มย่ามในอาณาเขต ของผู้ชาย บิดาแห่งลูกเสือเป็นคนที่หลีกเลี่ยงการแต่งงานด้วยการยืด เวลาการแต่งงานออกไปให้นานที่สุด เขาแต่งงานเมื่ออายุได้ ๕๕ ปี แต่ การแต่งงานร่วมเตียงกับผู้หญิงก็ท�าให้เขามีปัญหาทางสุขภาพ เพราะมี อาการปวดหัวอย่างหนัก โดยในท้ายที่สุดเขาก็กลับไปใช้ชีวิตที่ปราศจาก ผู้หญิง ผู้หญิงเป็นอะไรที่สร้างแต่ความหวาดวิตกให้กับบิดาแห่งลูกเสือ ส�าหรับการใช้ชีวิตที่ดีและสูงส่งของผู้ชายนั้นจะต้องอยู่กับผู้ชาย ด้วยกันเท่านั้น เพราะฝ่ายชายเป็นเพศที่สูงส่งกว่าผู้หญิง ด้วยความสูงส่ง กว่าของผู้ชายก็ท�าให้ร่างกายของผู้ชายน่าชื่นชมกว่าของผู้หญิง ถ้าผู้ชาย สูงศักดิ์กว่าผู้หญิงแล้วก็หมายความว่าการอยู่ร่วมกันกับผู้ชายด้วย กันเองล้วนๆ โดยปราศจากผู้หญิงก็เป็นอะไรที่ดูสมเหตุสมผล เพราะ สอดคล้องกันในวิถีชีวิตการเข้าใจโลกและการปฏิบัติต่อโลก ดังนั้นคง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะให้คนจบ Eton และ Oxford ได้เมียเป็นขอทาน


ชานันท์ ยอดหงษ์ (21) บนสะพานลอย ด้วยความสูงส่งของผู้ชาย ร่างกายของผู้ชายจึงงดงาม และน่าดูกว่าร่างกายของผู้หญิง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากบิดา แห่งลูกเสือจะนิยมดูเด็กผู้ชายแก้ผ้าอาบน�้าและชอบดูผู้ชายมีกล้ามเป็น มัดๆ บุคคลที่ Lord Baden-Powell มีความผูกพันมากที่สุดก็คือ Kenneth McLaren นายทหารร่วมประจ�าการ ทั้งคู่พบกันที่อินเดียในปี ๑๘๘๑ สายสัมพันธ์อันสนิทสนมของเขาทั้งสองท�าให้เมื่อ McLaren แต่งงานครั้งที่ ๒ สร้างความไม่พอใจกับ Baden-Powell เป็นอย่างมาก ฝ่ายหลังไม่ชอบผู้หญิงของเพื่อนรัก แต่เมื่อ Baden-Powell แต่งงานเข้า จริงๆ สายสัมพันธ์ของเขาทั้งสองก็จบลง เพราะเมียของ Baden-Powell ขี้หึง สายสัมพันธ์ของทั้งสองจึงน�าไปสู่ค�าถามทางประวัติศาสตร์ว่าทั้ง สองมีสายสัมพันธ์ทางเพศกันหรือไม่? ค�าตอบก็คงไม่ได้ให้กันง่ายๆ เพราะ Baden-Powell นั้นเน้นการ ฝึกฝนบ�าเพ็ญตบะเพื่อให้หลีกหนีจากเรื่องเพศ แม่ของเขาสั่งสอนเขา เหมือนกับผู้หญิงวิคตอเรียนทั่วๆ ไปเรื่องความสกปรกของเพศ ตาม ความคิดแบบวิคตอเรียนและคริสต์ศาสนา แม้กระทั่งในสมองก็จะต้อง คิดอะไรที่ไม่มีเรื่องสกปรก ตลกเรื่องเพศจึงเรียกว่า ตลกสกปรก (dirty joke) เป็นต้น การควบคุมและการเก็บกดทางเพศจึงลึกลงไปถึงระดับ สมอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งยากขึ้นไปอีกว่าบุคคลผู้นี้เป็นพวกรักร่วม เพศหรือไม่ ส�าหรับคนหลายๆ คนก็อาจจะคิดได้ว่าเขาเป็นรักร่วมเพศ แบบเก็บกด ไม่กล้าแสดงออก เป็นพวกแอบจิต กรอบคิดที่ชื่นชมในผู้ชายนั้นเชื่อมโยงกับความคิดของกรีกโบราณ ที่กิจกรรมที่ส�าคัญๆ ทั้งหลายในสังคมการเมืองเป็นกิจกรรมของผู้ชาย ส�าหรับกรีกโบราณมีสี่สิ่งเท่านั้นที่ผู้หญิงท�าได้คือ ๑. แม่ ๒. ทาส ๓. โสเภณี และ ๔. เทพเจ้า ไม่เพียงแต่เท่านั้น ความพยายามใน การสร้างชาวคริสต์ที่มีกล้ามเนื้อก�าย�าล�้าเลิศ (Muscular Christian) ยังเป็นฐานคิดส�าคัญอีกประการหนึ่งที่จะเห็นได้ในครึ่งหลังของศตวรรษ ที่ ๑๙ กรอบคิดของร่างกายที่มีกล้ามและสุขอนามัยที่ดีแข็งแรงกลาย


(22) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ มาเป็นพลังส�าคัญให้กับ Pierre de Coubertin ในการรื้อฟื้นกีฬาโอลิมปิค ส�าหรับการเห็นและให้ความส�าคัญของการเสริมสร้างร่างกายนี้ก็เป็น อะไรที่เขาได้รับมาจากแนวทางพลศึกษาของอังกฤษที่ได้รับความนิยม ในหมู่โรงเรียนชนชั้นสูง ภาพเหล่านี้อาจจะดูปกติธรรมดาไปหรืออาจจะเป็นภาพที่ดีเสีย ด้วยซ�้า แต่ส�าหรับเหล่าบรรดาเฟมินิสต์จ�านวนหนึ่งแล้ว นี่อาจจะเป็นการ น�าเสนอภาพลักษณ์ที่ท�าได้เลวมากๆ เพราะภาพลักษณ์เหล่านี้ดีเกินไป ส�าหรับผู้ชาย ถ้าใช้มุมมองของ Virginia Despentes ผู้ก�ากับภาพยนตร์ ฝรั่งเศส นักเขียนเจ้าของหนังสือที่โด่งดังอย่าง King Kong Theory แล้วก็จะพบว่าภาพของผู้ชายที่กล่าวมาข้างต้นนั้นดีเหลือเกิน เพราะ สิ่งที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนกว่าจากมุมของผู้หญิงที่มีต่อผู้ชายก็คือ “Dead Dad Don’t Rape”ค�ากล่าวดุดันแบบนี้ก็ดูจะต่อเนื่องกับค�ากล่าวในอดีตของ เฟมินิสต์ที่เห็นว่า “ผู้ชายทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นพวกข่มขืน” นี่ย่อม ไม่ใช่ค�านิยามหรือภาพลักษณ์ที่คนจ�านวนมากในแถบนี้มีต่อผู้ชาย ในมุมมองของฝรั่งผิวขาวนับถือคริสต์ศาสนาแล้ว ในเอเชียตะวัน ออก การแบ่งแยกผู้ชายและผู้หญิงไม่มีความชัดเจน ผู้ชายและผู้หญิง ไม่ได้มีการแบ่งกันอย่างเด็ดขาด ภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมชายเหมือน หญิงดูจะเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้จากวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไม่เพียงแต่ เท่านั้น วัฒนธรรมการมีเด็กผู้ชายหน้าตาดีหรือเณรหน้าตาดีจนสามารถ น�าไปประกวดประขันกันได้นั้นก็เป็นวิถีทางที่ส�าคัญของพระญี่ปุ่น แต่ ก็ท�าให้เกิดความสงสัยว่าพระญี่ปุ่นเมื่อเกือบพันปีมาแล้วท�าไมถึงต้อง มีเณรหน้าตาดีๆ ไว้ด้วย? ในความนึกคิดของผู้คนสมัยใหม่ก็ต้องมอง ว่านี่เป็นเรื่องรักร่วมเพศของพระญี่ปุ่น กิจกรรมของรักร่วมเพศญี่ปุ่น ในประวัติศาสตร์ก็จะพบได้เสมอๆ จากพระจนถึงเหล่าซามูไรมาจนถึง ทหารญี่ปุ่น ภาพยนตร์ญี่ปุ่น Gohatto (1999) โดยฝีมือการก�ากับของ Nagasa Oshima อันเป็นเรื่องราวของซามูไร ย้อนกลับจนถึงภาพยนตร์ ของ Oshima อย่าง Merry Christmas Mr. Lawrence (1983) อันเป็น เรื่องราวของทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ล้วนแล้วแต่สะท้อน


ชานันท์ ยอดหงษ์ (23) ให้เห็นวัฒนธรรมรักร่วมเพศในสังคมญี่ปุ่นเป็นอย่างดี การประเมินความใกล้ชิดสนิทสนมกันของผู้ชาย เช่น นอนกอด กัน เดินจูงมือกัน เป็นต้น ว่าเป็นพฤติกรรมส่อเค้ารักร่วมเพศนั้นอาจจะ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะในหลายๆ สังคมความใกล้ชิดสนิทสนม ของผู้ชายเป็นการแสดงออกถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ไม่ได้เป็นเรื่อง ของเพศ สายสัมพันธ์ของผู้ชายอาจจะเป็นเรื่องของการแสดงออกทางจิต วิญญาณ เป็นต้น ดังนั้นถ้าคิดว่าสายสัมพันธ์เหล่านี้เป็นแบบรักร่วมเพศ (homosexual) ก็คงจะต้องถามตนเองว่าท�าไมถึงคิดแบบนั้น? ท�าไมถึง มีความพยายามที่จะหาหลักฐานมายืนยันว่า Lord Baden-Powell เป็นพวกรักร่วมเพศ? แต่นี่ก็เป็นเสรีภาพทางความคิดที่ทุกๆ คนมีกรอบ อะไรบางอย่างที่จะคิดและยืนยันด้วยข้อมูลหลักฐานว่าเขาเป็นอะไร ส�าหรับกรอบคิดของฝรั่งคริสเตียน การแต่งตัวของผู้ชายในชุด ผู้หญิงเป็นเรื่องค่อนข้างจะคอขาดบาดตาย แต่ส�าหรับในประวัติศาสตร์ จีน นี่เป็นเรื่องทรงคุณค่าเป็นอย่างมาก ผู้ชายที่เล่นเป็นบทผู้หญิงเป็น ยอดปรารถนาของผู้ชายจีนจ�านวนมาก ผู้ชายเหล่านี้ก็ยากที่จะบอกว่า เป็นพวกรักร่วมเพศหรือไม่? เพราะคนเหล่านี้จ�านวนมากก็มีลูกมีเมีย หรือว่าคนจีนพวกนี้เป็นพวกสามารถร่วมเพศได้ทั้งกับชายและหญิง? ภาพยนตร์อย่าง Farewell My Concubine (1993) เป็นตัวอย่างของ การแต่งตัวในชุดผู้หญิงของผู้ชาย ดาราอย่าง Leslie Cheung ผู้ล่วงลับ ไปแล้วด้วยการฆ่าตัวตายก็แสดงบทผู้ชายที่มีความงามอย่างผู้หญิงได้ อย่างงดงาม ดาราผู้ชายที่มีความงามแบบผู้หญิงและแต่งตัวเป็นหญิง (cross-dressing) ในอุปรากรจีนนั้นก็เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชนชั้น สูงของจีน นี่ไม่ใช่วิถีชีวิตของชนชั้นต�่าหรือชาวนาจีน ความสัมพันธ์ของ ผู้ชายกับผู้ชายที่มีความงามแบบผู้หญิงนั้นมีคุณลักษณะทางชนชั้นเข้า มาเกี่ยวข้องด้วย การมีสายสัมพันธ์กับคนที่เสมอกันสร้างปัญหาและ ยากที่จะเป็นที่ยอมรับในแวดวงของชนชั้นสูงจีน ส่วนเหล่าดาราอุปรากรจีน ผู้ชายที่งามเหล่านี้ก็จะได้ผู้อุปถัมภ์ เลี้ยงดูจากเหล่าชนชั้นสูง แต่การอุปถัมภ์เหล่านี้ในสายตาของคนสมัย


(24) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ใหม่แยกออกจากการเป็นโสเภณีชายได้ยาก การหันมาให้ผู้ชายที่มีความ งามแบบหญิงขยายตัวอย่างมากในสมัยปลายราชวงศ์หมิง ความสุขของ เหล่าชนชั้นสูงที่ได้จากเหล่าชายที่งดงามแห่งอุปรากรจีนได้รับความนิยม มากจนกระทั่งราชส�านักจีนเองก็หวาดวิตกต่อเหล่าเจ้าหน้าที่รัฐในแบบ เดียวกันกับที่หวาดวิตกต่อผู้หญิง ราชวงศ์หมิงนอกจากห้ามการไปใช้ บริการโสเภณีแล้วก็ยังห้ามการไปใช้บริการกับเหล่านักร้องนักแสดงชาย เหล่านี้ด้วย เจ้าหน้าที่รัฐสมัยราชวงศ์หมิงหลายคนก็ถูกไล่ออกไปเพราะ ใช้เวลาไปหลงระเริงกับชายที่แสนงามจากโรงอุปรากร ส�าหรับในสถานการณ์ของราชวงศ์ชิงนั้นก็เน้นสถานะของการ เป็นฝ่ายรับของผู้ชายที่เหมือนกับหญิงมากกว่าราชวงศ์อื่นๆ ของจีน ผู้ชายที่มีความงามแบบหญิงเป็นที่หมายปองของเหล่าปัญญาชน ผู้ชาย ที่งดงามเหล่านี้ก็จะมีอายุตั้งแต่ ๑๒-๑๘ ปี ความงามของผู้ชายที่สวย มากกว่าจะเป็นผู้ชายหล่อๆ นั้นคือสุดยอดปรารถนาของปัญญาชนจีน ผู้ชาย ความงดงามของผู้ชายสมัยราชวงศ์ชิงยังทดแทนความงามของ ผู้หญิงที่เป็นเพศที่ถูกมองว่าต�่าต้อยกว่าผู้ชาย ดังนั้นผู้ชายที่งดงามแบบ ผู้หญิงในอุปรากรจีนจึงมีความสมบูรณ์ในตัวเองมากที่สุด ส�าหรับในประวัติศาสตร์จีน การเลี้ยงดูนักร้องอุปรากรจีนกัน จริงๆ จังๆ เป็นกิจกรรมที่เหล่าชนชั้นสูงจีนนิยมเป็นอย่างมาก การไป ชมอุปรากรจีนจึงไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าการติดดาราผู้ชายที่งดงาม เหมือนผู้หญิงนั่นเอง ความหลงใหลในอุปรากรของผู้ชายชนชั้นสูงของ จีนจึงแยกไม่ออกจากความต้องการทางเพศ ความนิยมที่มีต่อดารา ผู้ชายที่แสดงเป็นผู้หญิงนั้นมีมากจนกระทั่งเมื่อมีการใช้ผู้หญิงจริงๆ ในอุปรากรจีนในต้นศตวรรษที่ ๒๐ นั้นก็ท�าให้ผู้ชมจ�านวนมากไม่พอใจ เพราะผู้ชมผู้ชายยังคงนิยมที่จะดูผู้ชายที่แต่งเป็นหญิงมากกว่าที่จะเป็น ผู้หญิงจริงๆ ในขณะที่ผลงานด้านมานุษยวิทยาอันโด่งดังเรื่อง The Forest People (1961) ของ Colin Turnbull อันเป็นเรื่องราวของชนเผ่าปิกมี่ ชื่อเอ็มบูติ (Mbuti) ในแอฟริกา ผู้ชายชนเผ่านี้สามารถที่จะสวมกอดเดิน


ชานันท์ ยอดหงษ์ (25) จูงมือกันและมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้เป็น “พวกรักร่วมเพศ” เพราะที่ ยิ่งไปกว่านั้นในสังคมนี้ไม่มีกรอบความคิดเรื่องรักร่วมเพศ การร่วมเพศ ระหว่างชายด้วยกันก็ไม่ได้เป็นตราบาปของสังคมแบบสังคมคริสต์ศาสนา ถ้าในสังคมแบบนี้ไม่ได้มีกรอบตราบาปเรื่องรักร่วมเพศแล้ว การประกอบ กิจกรรมทางเพศของคนเหล่านี้คืออะไร? ส�าหรับกิจกรรมทางเพศของ คนเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงโลกแห่งจิตวิญญาณที่มนุษย์จะมีความ รักต่อธรรมชาติที่เป็นทั้งร่างกายและธรรมชาติเชิงกายภาพ ชนเผ่าเอ็ม บูติสามารถที่จะเต้นร�าเคียงคู่กับธรรมชาติ เสมือนหนึ่งการร่วมเพศกับ ธรรมชาติ เต้นร�าด้วยเสียงเพลงเคียงคู่ไปกับการร่วมเพศกับเสียงเพลง ฯลฯ คนชนเผ่านี้สามารถที่จะเต้นร�าคนเดียวได้ แต่ส�าหรับคนชนเผ่านี้ พวกเขาไม่ได้เต้นคนเดียว เพราะ “คู่” ของคนพวกนี้คือธรรมชาติ ความ สุขของการมีความสัมพันธ์ทางเพศจึงไม่ได้อยู่ที่การถึงจุดสุดยอดหรือ การหลั่ง แต่อยู่ที่การได้สัมผัสกับธรรมชาติ หรือได้สัมผัสกับเรือนร่าง ของมนุษย์ เรือนร่างของต้นไม้ เรือนร่างของป่าเขา เป็นต้น ในสังคมหลายต่อหลายสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย การ สัมผัสกันของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นการจับมือ การจับต้นขา หรือการเดิน กอดคอกัน ฯลฯ ไม่จ�าเป็นต้องเป็นการแสดงออกของพฤติกรรมรักร่วม เพศเสมอไป ตามจริงแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของรักร่วมเพศเลย ก็ว่าได้ วัฒนธรรมในตะวันออกกลาง เช่น อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย ฯลฯ นั้นก็เป็นตัวอย่างที่ดี การจับมือกันของผู้ชายแสดงให้เห็นถึงความผูกพัน ความเป็นน�้าหนึ่งใจเดียวกัน ตลอดจนความเป็นเครือญาติ มิตรภาพ เป็นต้น ส�าหรับวัฒนธรรมผู้ชายบางส่วนของอินเดียก็ด�าเนินไปในลักษณะ คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ด้วยการที่เพศชายและหญิงแยกออกจากกันอย่าง เด็ดขาด การแสดงความรู้สึกสามารถแสดงออกผ่านความสัมพันธ์ ระหว่างเพศเดียวกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ในสายตาของคนคริสเตียนผิวขาว พฤติกรรมของการจับมือ การกอดคอกันของผู้ชายด้วยกัน กลับแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ แบบรักร่วมเพศ ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ ๒๐ ความตื่นตระหนก


(26) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ของฝรั่งคริสเตียนผิวขาวที่เห็นภาพการจูบกันของผู้น�าโซเวียตกับผู้น�า ตะวันออกกลางก็ปรากฏให้เห็นจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่ถ่ายทอดภาพ เหล่านี้ การเดินจูงมือกันของกษัตริย์ในตะวันออกกลางกับผู้น�าสหรัฐ ฯลฯ กลับกระตุ้นความรู้สึกความหวาดกลัวต่อรักร่วมเพศ (homophobia) ของพวกคริสเตียนผิวขาว แต่นั่นก็คงไม่มีใครคิดว่าผู้น�าสหรัฐเปลี่ยน รสนิยมทางเพศ ครั้นถ้ายิ่งย้อนไปก่อนทศวรรษที่ ๑๙๖๐ กลับไป สู่ศตวรรษที่ ๑๘ และ ๑๙ สภาวะของความกลัวกามกิจในหมู่เพศ เดียวกันก็เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น เพราะพฤติกรรมดังกล่าว ผิดกฎหมายและถูกจัดให้เป็นพฤติกรรมของอาชญากร ในสภาวะสมัย ใหม่ (modernity) ก็ต้องติดคุก แต่ถ้าย้อนกลับไปไกลกว่านี้ก็ต้องถูก เผาทั้งเป็น ด้วยพลังของกรอบคิดแบบคริสต์ศาสนาได้ขยายตัวไปทั่วโลก ผ่านระบบอาณานิคมและความทันสมัย (modernization) ที่ถูกก�ากับ ด้วยค่านิยมแบบคริสเตียนก็ท�าให้พฤติกรรมของมิตรภาพถูกมองด้วย กรอบคิดแบบคริสต์ศาสนา แม้กระทั่งในโลกอาหรับเอง การแสดงออก ของมิตรภาพแบบนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป แม้ว่าจะยังไม่ได้เป็น พฤติกรรมที่ไม่เหมาะแบบโลกตะวันตกที่ถูกก�ากับผ่านพลังของคริสต์ ศาสนา ทั้งๆ ที่มีนักคิดนักปรัชญาและผู้เจริญรอยตามความคิดด้วยการ ประกาศว่าพระเจ้าตายแล้วก็ตาม แต่มรดกของพระเจ้าก็ยังเป็นอะไรที่ ผู้คนแย่งชิงกันเพื่อใช้ประโยชน์กันเสมอๆ แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ให้เจตจ�านงเสรีแก่มนุษย์ ดังนั้นสิ่งที่กล่าวมา ทั้งหมดนี้จะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับเจตจ�านงอันเสรีที่คนแต่ละคนจะเชื่อม โยงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของแต่ละคนและเบื้องหน้าของแต่ละคนเข้าด้วย กันอย่างเสรี แม้ว่าความเสรีเหล่านี้จะไร้การควบคุมหรือถูกก�าหนดจาก อะไรอื่นเสียเลย เพราะนับตั้งแต่มานุษยวิทยาวัฒนธรรมภายใต้การน�า ของ Franz Boas และมีศิษย์ที่สะท้านโลกอย่าง Margaret Mead ก็ ท�าให้ความเป็นชายเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมมากกว่าที่จะเป็นเรื่อง ของธรรมชาติล้วนๆ ถึงกระนั้นก็ดีกรอบคิดทางชีววิทยา ประสาทวิทยา


ชานันท์ ยอดหงษ์ (27) (neuroscience) จิตวิทยาวิวัฒนาการ (evolutionary psychology) ก็ยัง คงท�าให้ Testosterone และอัณฑะยังเป็นหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ก�าหนด ความเป็นชาย พลังของชีววิทยา สภาวะสมัยใหม่ที่มนุษย์จ�านวนหนึ่งเชื่อว่าทุกๆ อย่างสามารถ ที่จะก�าหนดหรือเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของมนุษย์เอง เช่น ความสวย ไม่ได้เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นได้จากสมุนไพร จนถึงการท�าศัลยกรรม มนุษย์ที่จ�าเป็นจะต้องมีอะไรใหม่ๆ ด้วยการตัด หรือละทิ้งสิ่งของเดิมๆ หรือชีวิตแบบเดิมๆ เพื่อที่จะได้เป็นหรือมีอะไร ใหม่ๆ เสมอ แต่การตัดขาดจากอดีตก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้เสมอไป จน ท�าให้มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ยากที่จะเป็นหรืออยู่ในสภาวะสมัยใหม่ ได้ เพราะความคิดในท�านองแบบ “ควรจะย้ายโรงเรียนนายร้อยออกไป เสียจากกรุงเทพฯ เพราะในกรุงเทพฯ มีที่เที่ยวมากท�าให้เด็กใจแตก” ความคิดแบบนี้ยังคงมีความต่อเนื่องมาจนถึงศตวรรษที่ ๒๑ ที่ปรากฏ ในกฎหมายว่า สถานบันเทิงห้ามตั้งใกล้สถาบันการศึกษา อย่างไรก็ดี ความคิดแบบนี้คงจะเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดขึ้นในยุโรปที่สถาบันการ ศึกษาตั้งอยู่ในเมือง เพราะซ้ายขวาก็เรียงรายไปด้วยร้านเหล้า การเอา สถาบันการศึกษาออกไปอยู่ในท้องทุ่งประหนึ่งการออกไปตั้ง “Camp” ตามป่าเขาล�าเนาไพร ด้วยการมี “Camp(us)” ก็สะท้อนให้เห็นถึงความ คิดให้การศึกษาไกลจากความเลวร้ายของเมืองและเหล่าหญิงงามเมือง ทั้งหลาย ทั้งนี้เมืองเป็นพื้นที่ของพ่อค้าและคนชั่วจ�านวนมากที่เหล่าผู้มี การศึกษาไม่สมควรที่จะเกลือกกลั้วด้วย ดังนั้นถึงจะมีความคิดว่า “สมัย เปลี่ยนแล้วขอรับ...เพราะฉะนั้น ถ้าใต้เท้าเปลี่ยนสมองตามไม่ทันสมัย ก็ ควรหลีกทางให้คนชั้นใหม่เขาขึ้นนั่งเก้าอี้แทนจะดีกว่า!” ก็ไม่ได้เกิดขึ้น ตามแรงปรารถนาของสภาวะสมัยใหม่และคนสมัยใหม่ ความเป็นของ เก่ายังคงถูกแช่แข็งไว้ในสมองของผู้คนจ�านวนมากในสภาวะสมัยใหม่ ธเนศ วงศ์ยานนาวา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


(28) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ คำานำาผู้เขียน “นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖ หนังสือเล่มนี้มาจากการคัดเลือกเนื้อหาเฉพาะบางส่วนและ ค้นคว้าเพิ่มเติมจาก “นายใน” : ชีวิตทางสังคมชายล้วนและเพศภาวะ ในพระราชส�านักพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาสตรีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอขอบพระคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิทยา นิพนธ์โดยตรง คือ อาจารย์ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ ซึ่งก็ได้เขียนค�าน�าเสนอให้กับหนังสือเล่มนี้ด้วย รวมไปถึง ขอบคุณ อาจารย์นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ กรรมการ และอาจารย์สุกฤตยา จักรปิง ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ และอาจารย์สิทธิพล เครือรัฐติกาล ที่ช่วยผู้เขียนสารพัดอย่างขณะท�าวิทยานิพนธ์ และส�าหรับหนังสือเล่มนี้ ขอขอบคุณ อาจารย์ธเนศ วงศ์ยาน นาวา ที่มอบแนวความคิดที่ส�าคัญหลายประการ สละเวลาอ่านและ เขียนค�าน�าเสนอ พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล และอรรถวุฒิ บุญยวง ที่ให้ ข้อมูลแนวคิดบางประการซึ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา และโดย


ชานันท์ ยอดหงษ์ (29) เฉพาะอย่างยิ่ง อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ ที่ชวนมาพิมพ์เป็นหนังสือ ซึ่ง เป็นหนังสือเล่มแรกของผู้เขียน และจัดเตรียมต้นฉบับอย่างละเอียด และที่ขาดไม่ได้ ขอบพระคุณทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งแม่กับพ่อ ที่เป็นแรงกระตุ้น ผลักดัน และอดทนในทุกๆ เรื่อง จนท�าให้ ผู้เขียนมีวันนี้ อันที่จริง ผู้เขียนไม่ได้เก่ง ฉลาด และไม่ได้มีความรู้มากนัก อย่างที่จะเห็นในบรรณานุกรม ผู้เขียนยังต้องพึ่งพิงผู้รู้มากมายและ เป็นเพียงผู้น�าความรู้ ความคิด สติปัญญา ประสบการณ์ของคนอื่นมา อธิบายอีกทีเท่านั้น เพียงเพื่อก่อให้เกิดการตั้งค�าถาม ถกเถียง และ การค้นคว้าหาข้อมูลหลักฐานเพิ่ม มากกว่าสร้างความรู้หรือน�ามาอ้างอิง เป็นบรรณานุกรม ผู้เขียนจะดีใจและขอบคุณอย่างมาก หากหนังสือเล่ม นี้ช่วยกระตุ้นผู้อ่านหาหลักฐานข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อถกเถียงในแง่มุมต่างๆ ชานันท์ ยอดหงษ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


(30) “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ภาพฝีพระหัตถ์พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เĀ็นภาพเจ้าพระยา รามราฆพ (ตอนนั้นยังด�ารงต�าแหน่งพระยาĀระสิทธิ์ศุภการ) (ภาพจาก พระÿาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. ภาพฝีพระหัตถ์ชนิดภาพล้อเส้นหมึก. ไม่Āรากฏ Āีที่พิมพ์)


ชานันท์ ยอดหงษ์ (31) ภาพฝีพระหัตถ์พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เĀ็นภาพพระยา อนิรุทธเทวา (ภาพจาก พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. ภาพฝีพระหัตถ์ ชนิดภาพล้อเส้นหมึก. ไม่ĀรากฏĀีที่พิมพ์)


“ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖


บทนำา ๑


ตามโครงสร ้างพระราชส�านักรัตนโกสินทร ์ ซึ่งรับอิทธิพลมาจากอโยธยา พระราชส�านักฝ ่ายใน อยู ่ในพื้นที่ทั้งหมดของพระราชฐานชั้นใน ถือว ่าเป ็น ที่รโหฐาน พื้นที่ส ่วนพระองค ์ของกษัตริย ์ส�าหรับ ประทับพักผ ่อนหาความส�าราญส ่วนพระองค ์ร ่วมกับ “นางใน” ซึ่งได้แก่ พระมเหสี พระสนม เจ้าจอม พระราชธิดา ข้าบาทบริจาริกา ข้าราชส�านักฝ่ายใน กษัตริย์จึงแวดล้อมไปด้วยผู้หญิงที่อยู่ในฐานะ “เมีย” และ “คนรับใช้” เป็นพระราชสมบัติส่วนพระองค์ภาย ใต ้กฎมนเทียรบาลที่เข ้มงวด ไม ่ให ้มีความสัมพันธ ์ ทางเพศกับชายอื่นและการตรวจตราผู้ชายเข้าออกใน พระราชส�านักฝ่ายในอย่างเคร่งครัด ผู้ชายที่สามารถ อยู่ในพระราชส�านักฝ่ายใน จึงมีเพียงกษัตริย์กับพระ ราชโอรสที่ยังไม ่ได ้ผ ่านพระราชพิธีโสกันต ์ ซึ่งอายุ มากที่สุดไม่เกิน ๑๓ ชันษา เพราะพระราชพิธีโสกันต์ เป็นพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านช่วงวัยจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ เพื่อ ป้องกันการร่วมเพศกับนางในที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็น ความกังวลและระแวดระวังอย่างมากในพระราชส�านัก ฝ่ายใน๑ เนื่องจากระบบการแต ่งงานแบบ “ผัวเดียว หลายเมีย” มีความส�าคัญอย ่างมากส�าหรับกษัตริย ์


4 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ไม ่เพียงเพื่อแสดง “บารมี” เพราะยิ่งมีเมียและสาวรับใช ้มากก็ยิ่งเป ็น ที่เชิดหน ้าชูตา ประกาศความมั่งคั่งและความสามารถในการเลี้ยง ดูบริวารไพร ่พลได ้๒ แต ่ยังเป ็นการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองที่ กษัตริย ์จะต ้องสมรสกับธิดาเจ ้านายเชื้อพระวงศ ์เพื่อป ้องกันการแย ่งชิง พระราชสมบัติ กับลูกสาวหลานสาวขุนนางข ้าราชการให ้เป ็นเครือญาติ เกี่ยวดองกันเพื่อดึงความจงรักภักดีและสร้างฐาน และกับธิดาเจ้าเมือง ประเทศราชเพื่อเป ็นตัวประกัน ป ้องกันเจ ้าเมืองภายใต ้การปกครอง พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายกัÿ (แถวหลังจากซ้าย) คุณหญิง เฉลา อนิรุทธเทวา, เจ้าพระยารามราฆพ, พระยาอนิรุทธเทวา และคุณĀระจวÿ สุขุม (แถวหน้าจากซ้าย) พระนางเจ้าสุวัทนา และพระสุจริตสุดา ในงานฤดูหนาวราว พ.ศ. ๒๔๖๗ (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาอนิรุทธ เทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๔๙๔)


ชานันท์ ยอดหงษ์ 5 กระด้างกระเดื่องหรือหันไปจงรักภักดีกับรัฐอื่นเป็นการรักษาเสถียรภาพ ทางการเมืองภายนอก นอกเหนือจากสนองความส�าราญและความ ต้องการทางเพศเช่นหญิงสาวจากชนชั้นต่างๆที่งามต้องพระเนตรหรือ มีความสามารถเป็นพิเศษต้องพระราชอัธยาศัยเป็นนักฟ้อนร�า นักมโหรี อย ่างไรก็ตาม ไม ่ใช ่นางในทุกนางจะได ้ปรนนิบัติรับใช ้กษัตริย ์ อย ่างใกล ้ชิด เป ็นที่โปรดปรานและถวายงานไปตลอด เช ่นเดียวกับที่ ไม ่ใช ่นางในทั้งหมดจะได ้เป ็นพระมเหสีเทวีเสมอไป อาจเป ็นเพราะยัง ไม่เคยทรงพบเห็น ไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย หรือยังไม่มีผลประโยชน์ ซึ่งก็มีตั้งแต ่พระบรมวงศ ์ไปจนถึงข ้าราชการในราชส�านักฝ ่ายในและ บริวารของบรรดาพระมเหสีเทวี เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม ส่วนใหญ่ เป็นลูกสาวหลานสาวของผู้ดีมีชาติตระกูลถูกส่งเข้ามาถวายตัวปรนนิบัติ เจ ้านายตั้งแต ่ยังเล็ก เพื่อศึกษาอบรมคุณสมบัติแบบชาววังภายใต ้การ ปกครองของเจ ้าส�านักต ่างๆ นางในกลุ ่มนี้มีสิทธิ์ขอลาออกไปใช ้ชีวิต สังคมภายนอก หรือหากยังคงรับใช ้เจ ้านายของตนอยู ่และเป ็นผู ้มี ความรู ้ความสามารถอาจได ้เลื่อนเป ็นข ้าราชการ พนักงานซึ่งเป ็น ต�าแหน่งอย่างเป็นทางการ๓ ในการปรนนิบัติรับใช ้กษัตริย ์ นางในแต ่ละนางจึงมีบทบาท หน ้าที่แตกต ่างกันตามความถนัด เช่น เจ้าจอมมารดาเที่ยงบังคับ บัญชาการห ้องพระเครื่องต ้น เป ็นผู ้ตั้งเครื่องและถวายงานในเรื่อง ต่างๆ ในราชส�านักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าเจ ้าอยู ่หัว ขณะที่ ในราชส�านักของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล ้าเจ ้าอยู ่หัว เจ้าคุณ จอมมารดาแพถวายเครื่องส�าอางเมื่อตื่นบรรทม ตั้งเครื่องพระกระยา หารต้ม ถวายการรับใช ้ในห ้องบรรทมเมื่อเสด็จขึ้นจากราชการจนถึง เช ้าอย ่างใกล ้ชิดในต ้นรัชกาล, พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีเป็นราช เลขานุการ, พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ควบคุมดูแลห ้องพระ เครื่องต ้น, เจ้าจอมมารดาอ่อนตั้งเครื่องเสวย, เจ้าจอมเอี่ยม ถวายงานนวด, เจ้าจอมมารดาเหมถวายงานทุบ, เจ้าจอมเอิบแต่ง พระองค ์และเปลื้องฉลองพระองค ์๔ หากเป ็นเชื้อพระวงศ ์ชั้นสูงองค ์ใด มีความรู้ความสามารถด้านใดเป็นพิเศษมักเป็นพระอาจารย์ฝึกสอนวิชา


6 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ นั้นๆ เช่น ด้านอักษรศาสตร์ วิชาช่างฝีมือ ส�าหรับนางในเชื้อพระวงศ์ชั้นล่าง เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมตลอด จนลูกหลานข ้าราชการที่ถวายตัวและเคยรับราชการมาตั้งแต ่รัชกาล ก่อน หรือสามัญชนที่อยู่ภายใต้การก�ากับดูแลของเจ้านายระดับสูง จะ รับราชการเป็นพนักงานปฏิบัติงาน มีต�าแหน่งเรียกต่างๆ ตามลักษณะ งาน เช่น พนักงานพระภูษา พนักงานพระสุคนธ์ พนักงานพระสุทธารส พนักงานเฝ ้าหอพระมณเฑียร พนักงานเช็ดกวาดห ้องบนพระที่นั่งไป จนถึงพนักงานลงพระบังคน โขลนดูแลคุกในพระราชวัง โดยได ้รับค ่า ตอบแทนเป็นเบี้ยหวัดส่วนพระองค์๕ หรือเป็นนางมโหรี นางละคร ขับ ร้องฟ้อนร�าถวายเพื่อความส�าราญส่วนพระองค์๖ นับตั้งแต ่รัชกาลที่ ๔ พระราชทานพระบรมราชานุญาตส�าหรับ ข ้าราชส�านักฝ ่ายใน นางพนักงานหรือเจ ้าจอมทั้งหลายที่ไม ่มีโอรสธิดา ทูลลาออกจากราชการไปอาศัยนอกพระบรมมหาราชวังได้ และเจ้าจอม มารดาสามารถกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตออกจากพระบรม มหาราชวัง เพื่อตามเสด็จไปอภิบาลดูแลพระราชโอรสที่เจริญชันษาใน วังที่ประทับใหม ่๗ จึงมีนางในบางส ่วนต ่างค ่อยๆ แยกย ้ายออกมาอย ู่ นอกพระบรมมหาราชวัง ต ่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ นางในบางนางต่างทยอยออกจาก พระบรมมหาราชวังมาประทับในพระราชวังสวนดุสิต สวนสุนันทา และ พญาไท หลังจากรัชกาลที่ ๕ สวรรคต พ.ศ. ๒๔๕๓ รัชกาลที่ ๖ ก็โปรด เกล้าฯ ให ้สร ้างและต ่อเติมสวนสุนันทา เพื่อให ้เจ ้านายฝ ่ายในย ้ายจาก พระบรมมหาราชวังมาประทับที่สวนสุนันทา๘ นอกจากนี้บรรดาพระบรม วงศานุวงศ์ฝ่ายใน เจ้านายฝ่ายในชั้นสูงหลายพระองค์ย้ายไปประทับใน วังส่วนพระองค์ วังพระราชโอรส ส่วนเจ้านายฝ่ายในชั้นพระราชนัดดา ของรัชกาลที่ ๕ ก็มีวังของพระบิดาอยู่ต่างหาก๙ แม้พระบิดาน�ามาฝาก ฝังกับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในพระบรมมหาราชวังเพื่อการศึกษาแต่สามารถ ขออนุญาตกลับไปประทับที่วังของพระบิดาได ้เป ็นครั้งคราวหรือขอ กลับไปอยู่เป็นการถาวรตามต้องการ ขณะเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ ๖ อ�านาจของกษัตริย์ก็มั่นคงพอ


ชานันท์ ยอดหงษ์ 7 จนไม ่จ�าเป ็นต ้องแต ่งงานกับลูกหลานสาวขุนนางมูลนายเพื่อสร ้างเครือ ญาติความเป็นพวกเดียวกันและดึงความจงรักภักดีอีกต่อไปเพราะการ บริหารราชการควบคุมโดยพระบรมวงศานุวงศ์ อีกทั้งรูปแบบการบริหาร รัฐเปลี่ยนไปแล ้ว ขุนนางทั้งส ่วนกลางและหัวเมืองกลายเป ็นข ้าราชการ ที่รับพระราชทานเงินเดือนจากกษัตริย์ ไม่ได้เป็นมูลนายที่มีรายได้และ กองก�าลังจากระบบไพร่เช่นแต่ก่อนสมบูรณาญาสิทธิราชย์๑๐ อย ่างไรก็ตาม เหตุผลประการส�าคัญที่ท�าให ้พระราชส�านักของ รัชกาลที่ ๖ มีจ�านวนนางในน ้อยคือ พระองค์ทรงรับอุปการะชาย หนุ่มมาเป็นข้าราชบริพารมหาดเล็กรับใช้ส่วนพระองค์แทนการ อภิเษกสมรส มีพระมเหสีเทวี ข้าบาทบริจาริกานับตั้งแต่ด�ารงต�าแหน่ง เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งกว่าที่พระองค์ จะมีพระมเหสีก็บั้นปลายพระชนมชีพแล้ว นางในในรัชกาลที่ ๖ จึงมีจ�านวนน้อยมาก ขณะที่ในรัชกาล ที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระภรรยาเจ้า เจ้าจอม มารดา และเจ้าจอมทั้งหมด ๕๔ พระองค์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ ้าอยู ่หัวทรงมีพระสนมเอก ๑ นาง และเจ้าจอมมารดา ๓๑ นาง๑๑ รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระอัครมเหสี มเหสี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม ทั้งสิ้น ๑๕๒ พระองค์๑๒ กว่าที่รัชกาลที่ ๖ จะทรงเริ่มสนพระราชหฤทัย มีนางในอย่างเป็นทางการเมื่อมีพระชนมายุ ๓๘ พรรษา ทรงประกอบ พระราชพิธีหมั้นกับพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี พระธิดาในพระเจ ้าบรมวงศ ์เธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ ์พงศ ์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๓ แล้วโปรดเกล้าฯ ให ้ประทับในพระต�าหนักจิตรลดา รโหฐาน ซึ่งพระองค์เสด็จเยี่ยมทุกวัน๑๓ ทั้งคู่มักทรงปรากฏพระองค์ใน พื้นที่สาธารณะด้วยกันเสมอ โดยปราศจากข้าราชบริพารชายหนุ่มที่เคย ปรนนิบัติรับใช้นั่งเคียงข้างจนเป็นที่สังเกตและพูดถึง๑๔ พระราชส�านักฝ ่ายในจึงเริ่มมีข ้าราชส�านักที่เป ็นผู ้หญิงหรือนาง พระก�านัลอย ่างจริงจัง แต ่ก็เพื่อตามเสด็จพระคู ่หมั้นของพระองค ์ ในเวลาที่โปรดให ้โดยเสด็จพระราชด�าเนินตามงานพระราชพิธีต ่างๆ เท่านั้น ซึ่งทรงคัดเลือกหญิงจากตระกูลชั้นสูงด้วยพระองค์เอง เช่น ศรี


8 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระวรกัญญาĀทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี (ภาพจาก ราชพัสตราภรณ์. สำานัก งานสร้างเสริมเอกลักษณ์ของชาติ สำานักงานĀลัดสำานักนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เฉลิม พระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอÿ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗)


ชานันท์ ยอดหงษ์ 9 ไกรฤกษ์ และเปรื่อง สุจริตกุล๑๕ ขณะเดียวกันก็มีผู ้มาถวายตัวเป ็น นางในจ�านวนมาก๑๖ แต่ ๔ เดือนต่อมา ทรงถอนหมั้นโดยทรงให้เหตุผลว่าไม่เพียง “พระราชอัธยาศัยและพระอัธยาศัย...มิได้ต้องกัน” แต่พระองค์เจ้า วัลลภาเทวีมี “...เส้นประสาทไม่ปรกติ...อาจจะมีผลอันไม่พึงปรารถนา ในทางสืบราชสันตติวงศ์ต่อไปได้...”๑๗ มากไปกว่านั้น ยังพระราชทาน โซ่ทองไปเกาะไม่ให้ออกจากพระบรมมหาราชวัง จากนั้น ดูเหมือนว ่าพระองค ์ก็ทรงคบหากับน ้องสาวต ่างแม ่ ของอดีตพระคู ่หมั้นอย ่างเป ิดเผยซึ่งทั้งคู ่ทรงพบกันระหว ่างที่พระองค ์ ทรงหมั้นอยู ่แล ้ว หลังจากประกาศถอนหมั้นไม ่ถึงเดือนพระองค ์ก็ ทรงสถาปนาให้เป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ และประกาศพระราชพิธีหมั้นอย ่างเป ็นทางการเมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๔ ซึ่งพระองค ์ทรงประกาศว ่าจะทรงมีพระมเหสีเทวีเพียง หนึ่งพระองค ์๑๘ แต ่ก็ไม ่ได ้อภิเษกสมรส หลังจากเฉลิมพระยศได ้ ๑ เดือน ๑๙ วัน พระองค ์ก็ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกสมรสกับลูกสาว ของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม) ชื่อ พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริต กุล) เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ซึ่งเป ็นอดีตนางก�านัล พระคู ่หมั้นพระองค ์แรกและราชเลขานุการในพระองค ์ ถวายงานจัด เครื่องดนตรี เครื่องสายผสมบรรเลงถวายทุกเวลาค�่า๑๙ และทรง “แยก กันอยู ่” กับพระองค ์เจ ้าลักษมีลาวัณที่ได ้รับโปรดเกล ้าฯ สถาปนาเป็น พระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ เสมือน รางวัลปลอบพระทัย ๔ เดือนต ่อมา เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ทรง อภิเษกสมรสกับ ประไพ สุจริตกุล น ้องของพระสุจริตสุดา และ แต ่งตั้งให ้เป ็น พระอินทราณี ต�าแหน่งพระสนมเอก และเมื่อ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕ จึงได้โปรดสถาปนาให้เป็น พระวรราชชายา เธอ พระอินทรศักดิศจี เพื่อยกระดับเป ็นชนชั้นเจ ้า ทั้งนี้เพราะทรง เชื่อว ่าพระนางทรงมีครรภ ์และจะให ้ประสูติเจ ้าฟ ้า ซึ่งถ ้าเป ็นพระราช โอรสจะได้สืบสันตติวงศ์๒๐


10 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ (ภาพจาก ราชพัสตราภรณ์. สำานัก งานสร้างเสริมเอกลักษณ์ของชาติ สำานักงานĀลัดสำานักนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เฉลิม พระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอÿ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗)


ชานันท์ ยอดหงษ์ 11 เนื่องจากทรงเข ้าพระราชหฤทัยว ่ามีพระหน ่อในพระครรภ ์ พระ วรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี จึงกลายเป ็นที่ทรงโปรดปรานเป ็น อย่างมาก ทรงได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดทุกสกุล และได้รับ การสถาปนาเป ็นสมเด็จพระนางเจ ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ซึ่ง เป ็นยศสูงศักดิ์เท ่าสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๕ ในพระราชพิธี เฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕ และแทบตลอด เวลาที่ทรงว่างจากราชการ รัชกาลที่ ๖ จะเสด็จฯ ไปประทับด้วย แม้ เวลาเสวยพระกระยาหารกลางวัน พระองค ์ก็โปรดเสวยที่พระต�าหนัก พระบรมราชินี แทนการเสวยร ่วมกับราชบริพารคนสนิทอย ่างแต ่ก ่อน เมื่อพระองค ์เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ใดแม ้ในต ่างจังหวัด ก็ โปรดให้ตามเสด็จด้วย๒๑ แต่หลังจากที่อ้างว่าทรงแท้งบ่อยครั้ง พระนาง จึงถูกเปลี่ยนพระอิสริยยศจาก “พระบรมราชินี” เป็น “พระวรราชชายา” ใน พ.ศ. ๒๔๖๘๒๒ และในพระราชพินัยกรรมของพระองค ์ ลงวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ สั่งห้ามไม่ให้น�าพระอัฐิของพระนางมาคู่กับ พระบรมอัฐิของพระองค์ “เพราะตั้งแต่ได้มาเป็นเมียข้าพเจ้า ก็ได้บ�ารุง บ�าเรอน�้าใจข้าพเจ้าเพียง ๑ เดือนเท่านั้น ตั้งแต่นั้นมาเอาแต่ความร้อน ใจหรือร�าคาญมาสู่ข้าพเจ้าเป็นเนืองนิตย์”๒๓ หลังจากนั้นรัชกาลที่ ๖ ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนา เครือแก้ว อภัยวงศ์ นางสนมนางละครในกรมมหรสพ ธิดาเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หลานยายของท ้าวศรีสุนทรนาฏ ผู ้อ�านวยการละครหลวงฝ่ายใน ใน พระบรมมหาราชวัง๒๔ ให้เป็น เจ้าจอมสุวัทนา ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ ซึ่ง เหตุที่พระองค ์ได ้โปรดเกล ้าฯ สถาปนาให ้เป ็นเจ ้ามีพระอิสริยยศเป ็น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีทั้งนี้ “เพื่อผดุงพระอิสริยยศแห่ง พระกุมาร ที่จะมีพระประสูติกาลในเบื้องหน้า”๒๕แต่ปรากฏว่าได้ประสูติ พระราชธิดา สมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ใน วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ก่อนสวรรคตเพียง ๑ วัน แม้พระองค์ทรงเริ่มมีพระมเหสีเทวี พระสนม พระคู่หมั้นเพิ่มขึ้น เรื่อยๆช่วง ๖ ปีสุดท้ายของรัชกาลเริ่มจ้างนางในมีเบี้ยหวัดเงินเดือนให้ แต่โปรดเกล้าฯ ให ้รับใช ้พระมเหสีเทวีที่แยกส ่วนกับพระองค ์ที่ยังคง


12 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระสุจริตสุดา (เĀรื่อง สุจริตกุล) (ภาพจาก ราชพัสตราภรณ์. สำานักงานสร้าง เสริมเอกลักษณ์ของชาติ สำานักงานĀลัดสำานักนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอÿ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗)


ชานันท์ ยอดหงษ์ 13 สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา


14 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (ภาพจาก ราชพัสตราภรณ์. สำานักงานสร้าง เสริมเอกลักษณ์ของชาติ สำานักงานĀลัดสำานักนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอÿ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗)


ชานันท์ ยอดหงษ์ 15 ใช้สอยและรับการถวายงานจากนายในเด็กหนุ่ม๒๖ พระองค์ยังคงเสด็จ เข ้าที่พระบรรทมพร ้อมกับบรรดาข ้าราชบริพารชาย การถวายอยู ่งาน ในห ้องพระบรรทมอย ่างงานนวดและผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค ์ยัง คงเป ็นหน ้าที่ของมหาดเล็ก ส ่วนพระชายาพระมเหสี พระองค์โปรด ให ้ขึ้นเข ้าเฝ ้าเป ็นครั้งคราว หรือเมื่อทรงต ้อนรับแขกเมืองและเสวย พระกระยาหาร ซึ่งจะร ่วมโต ๊ะเสวยกับเจ ้าพระยารามราฆพ พระสหาย และมหาดเล็กคนโปรดด้วย๒๗ ด ้วยเหตุนี้ บทบาทหน ้าที่ของข ้าบาทบริจาริกาคอยถวายงาน ปรนนิบัติรับใช ้กษัตริย ์อย ่างใกล ้ชิดกลายมาเป ็นหน ้าที่ของมหาดเล็ก ชายหนุ ่มที่พระองค ์ทรงคัดเลือกและอุปการะไว ้ แม ้จะมีข ้าราชส�านัก ฝ ่ายในเพศหญิงปฏิบัติหน ้าที่ในพระราชฐานชั้นใน แต ่ก็ไม ่ใช ่บทบาท หน ้าที่ที่เกี่ยวข ้องกับพระองค ์โดยตรงหรือรับใช ้ส ่วนพระองค ์ เว้นแต่ นางพนักงานพระภูษาส ่วนพระองค ์ และควบคุมห ้องเครื่องเสวยคาว หวาน ซึ่งเป็น คุณท้าวอินทรสุริยา (ม.ล. เชื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) พี่สาว เจ้าพระยารามราฆพ และพระยาอนิรุทธเทวา มหาดเล็กคนโปรด๒๘


16 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เชิงอรรถ ๑ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, “การศึกษาเปรียบเทียบราชสำานักในสมัย รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาประวัติ ศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๑, น. ๘๘.; พรศิริ บูรณเขตต์, “นางใน : ชีวิตทางสังคมและบทบาทในสังคมไทยสมัยรัชกาลที่ ๕”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๐, น. ๕๖.๒ Loos, Tamara, “Sex in the Inner City : The Fidelity between Sex and Politics in Siam” in The Journal of Asian Studies 64 : 4 (Nov., 2005), pp. 881-909.๓ พรศิริ บูรณเขตต์, เรื่องเดียวกัน, น. ๕๙.๔ วรรณพร บุญญาสถิต, จอมนางแห่งสยาม : ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึง รัชกาลที่ ๖ กับกระแสวัฒนธรรมตะวันตก. (กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, ๒๕๕๒), น. ๖๘-๖๙.๕ สาระ มีผลกิจ, ราชสำานักฝ่ายในสมัยรัตนโกสินทร์. (กรุงเทพฯ : มิวเซียม เพรส, ๒๕๕๑), น. ๑๗๐-๑๗๑.๖ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๑๘-๑๑๙.๗ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๑๖, ๑๑๘.๘ วรรณพร บุญญาสถิต, เรื่องเดียวกัน, น. ๗๔-๗๕, ๘๓.๙ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๒๒.๑๐ Mead, Kullada Kesboonchoo, The Rise and Decline of Thai Absolutism. (London : Routledge, 2004). ๑๑ สมบัติ พลายน้อย, พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์วัง หน้า. (กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๓๖), น. ๒๑๖-๒๔๒. ๑๒ พรศิริ บูรณเขตต์, เรื่องเดียวกัน, น. ๗๖.๑๓ ทวี มุขธระโกษา, พระมหาธีรราชเจ้า. (พระนคร : แพร่พิทยา, ๒๕๐๖), น. ๖๐๙.๑๔ Greene, Stephen Lyon Wakeman, Absolute Dreams : Thai Government under Rama VI, 1910-1925. (Bangkok, Thailand : White Lotus, 1999), p. 132. ๑๕ ภายหลังได้รับการสถาปนาให้เป็น พระสุจริตสุดา พระสนมเอก


ชานันท์ ยอดหงษ์ 17 ๑๖ ลาวัณย์ โชตามระ, พระมเหสีเทวี. (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๒), น. ๑๑๙.๑๗ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๘๔.๑๘ ทวี มุขธระโกษา, เรื่องเดียวกัน, น. ๖๑๘-๖๑๙.๑๙ วรรณพร บุญญาสถิต, เรื่องเดียวกัน, น. ๗๑.๒๐ ทวี มุขธระโกษา, เรื่องเดียวกัน, น. ๖๔๓.๒๑ ลาวัณย์ โชตามระ, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๖๒-๑๖๔.๒๒ ทวี มุขธระโกษา, เรื่องเดียวกัน, น. ๖๔๖.๒๓ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, บันทึกเรื่องพระราชพินัยกรรมรัชกาลที่ ๖ “ฉบับ เต็ม”. (August 14, 2006, http://somsakwork.blogspot.com/2006_08_01_archive. html). ๒๔ หญิงอันเป็นที่รักของพระเจ้าแผ่นดิน. (กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่าอักษร ศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘), น. ๗๑.๒๕ ทวี มุขธระโกษา, เรื่องเดียวกัน, น. ๒๔๗-๒๔๘.๒๖ เจรียง ลัดพลี, “ชีวิตข้าหลวงสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระ วรราชชายาในรัชกาลที่ ๖” ใน มานวสาร ๙ : ๑๐ (ตุลาคม ๒๕๒๙), น. ๓๔- ๔๒.; ๙ : ๑๑ (พฤศจิกายน ๒๕๒๙), น. ๒๙-๓๙.๒๗ อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนินพระราชทานเพลิงศพ พระสุจริต สุดา (เปรื่อง สุจริตกุล). อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนินพระราชทานเพลิง ศพ พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) ท.จ.ว. พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๖ ณ เมรุ หน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖, น. (๑๕).๒๘ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๕๒.


“นายใน” กับพระราชสำานักรัชกาลที่ ๖ ๒


Click to View FlipBook Version