ชานันท์ ยอดหงษ์ 119 ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๐ หลังจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงลาผนวช เมืองมังก็พัฒนาให ้มีลักษณะเป ็นอาณาจักรสมมุติ มี การท�าถนน โรงเรือนส�าหรับเป็นที่ท�าการ ที่ทานอาหาร ห้องแพทย์ ขุด สระน�้าและปลูกศาลาอยู่ตรงกลาง และเรือนแถวตามก�าแพงพระราชวัง ประมาณ ๒๐ ห้อง ซึ่งนายในรุ่นเยาว์จับคู่กันอยู่ประจ�าในห้องนอนกัน สองต่อสอง๘๖ โดยสมมุติให ้เป ็นหนึ่งครอบครัวในหมู ่บ ้าน ที่จะต ้อง รักษาความสะอาดเรียบร้อย ตกแต่งให้สวยงามเพื่อประกวดและถือว่า เป ็นราษฎรในเขตปกครองเมืองมังที่สามารถออกเสียงเลือกตั้งคณา ภิบาลหรือคณะผู ้ปกครองเพื่อท�าหน ้าที่บริหารปกครอง มีเลขาธิการ เป็นหัวหน้าฝ่ายธุรการ โยธาธิการเป็นหัวหน้าก่อสร้างบ�ารุง นายแพทย์ เป็นหัวหน้าฝ่ายป้องกันรักษาโรคภัยและการอนามัย และเลือกตั้งเชษฐ บุรุษเป ็นผู ้แทนราษฎร และเพื่อรักษาความสงบปลอดภัย อาณาจักร จ�าลองจึงมีกองต�ารวจอยู ่เวรยามโดยใช ้มหาดเล็กชั้นผู ้ใหญ ่เป ็นต�ารวจ คอยเดินตรวจตามหน้าห้องเมื่อถึงเวลาก�าหนดให้เข้านอนแต่ทั้งนี้ก็เพื่อ ป้องกันนายในวัยเยาว์หนีเที่ยวกลางดึกมากกว่า๘๗ เนื่องจากเมืองมังไม ่เพียงมีสิ่งอ�านวยความสะดวกครบครันพอ ที่นายในจะสามารถใช ้ชีวิตโดยไม ่จ�าเป ็นต ้องออกนอกพื้นที่ตามพระ ราชประสงค์ แต่พระองค์ยังพระราชทานแทบทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ต้อง ใช้จ่าย นายในจึงมีเงินเหลือจ่ายทุกเดือน๘๘ ซึ่งพระองค์ทรงเกรงว่าจะ สุรุ ่ยสุร ่ายไม ่รู ้จักออมทรัพย ์ และท�าให ้นายในของพระองค ์ออกไปซื้อ เสพอะไรภายนอกพระราชวัง โดยเฉพาะอย ่างยิ่งผู ้หญิงและโสเภณี พระองค์จึงโปรดให้มีธนาคารกลางส�าหรับฝากและยืมเงินชื่อว่า“แบงก์ ลี่ฟอเทีย” และออกธนบัตรที่มีชื่อเดียวกับธนาคาร เพื่อใช ้แทนเงิน ภายในเมืองสมมุติ๘๙ ส ่วนเงินสดจริงที่นายในจะได ้เป ็นเบี้ยเลี้ยงทุกเดือน พระองค์ โปรดให ้เก็บไว ้ในธนาคารของสโมสรโดยห ้ามไม ่ให ้ทั้งถอนและกู ้ยืม ก ่อนได ้รับพระราชานุญาตอย ่างเด็ดขาด เชื่อกันว ่าธนาคารเมืองมังได ้ พัฒนามาเป ็นธนาคารออมสินเมื่อพระองค ์เสด็จขึ้นครองราชย ์ และ กลายเป็นอีกชื่อของเมืองมังในฐานะสโมสร ซึ่งค�าว่า “ลี่ฟอเทีย” ถือว่า
120 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ธนÿัตรของÿริษัทลี่ฟอเทีย ราคา ๕ ÿาท ที่พิมพ์ใช้ในเมืองมัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ ก่อนจะทรงสร้างเมืองดุสิตธานี มีนายเฟื้อ (เจ้าพระยารามราฆพ) เĀ็น พนักงานเก็ÿเงิน และวชิราวุธ (พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) เĀ็น āู้จัดการ (ภาพจาก หนังสือที่ระลึกงานเĀิดพระÿรมราชะĀระทรรศนีย์ พระÿาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๕๓๗) เป ็นการรวมตัวนายในคนโปรดของพระองค ์ยุคก ่อนรัชกาลที่ ๖ อย่าง เป็นทางการ เพราะทั้งเป ็นการลงทุนร ่วมและเป ็นการน�าชื่อนายในคน โปรดและพระนามของพระองค์มาผสมกัน“ลี่” แปลว่าใหญ่ ในภาษาจีน ที่หมายถึงพระองค ์ที่พระนามว ่า “โต” “ฟอ” มาจากค�าว่า เฟื้อ ชื่อ เจ้าพระยารามราฆพ และ “เทีย” มาจากเทียบชื่อของพระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมือง๙๐ ขณะเดียวกัน นายในรับรู้โลกภายนอก “เมืองมัง” หรือ “สโมสร
ชานันท์ ยอดหงษ์ 121 ลี่ฟอเทีย” ผ่าน “ชวนหวว” หนังสือพิมพ ์รายสัปดาห ์ที่ลงข ่าวและบท ความต่างๆ ซึ่งส ่วนมากเป ็นพระราชนิพนธ ์เกี่ยวกับเรื่องตลกขบขัน และเรื่องน่ารู้๙๑ ซึ่งก็เป็นสื่อที่รัชกาลที่ ๖ ทรงผลิตเอง และเมื่อเสด็จฯ กลับไปประทับที่พระราชวังสราญรมย ์ “ชวนหวว” จึงยุติลงพร ้อมกับ เมืองสมมุติ ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ สโมสรในฐานะโลกสมมุติใบเล็กๆ ของนายใน ถูกเพิ่มลูกเล ่นสีสันให ้โดดเด ่นและเสมือนโลกจริงๆ มากขึ้น ด้วยการ สมมุติให้เป็นจังหวัดหนึ่งชื่อ “ดุสิตธานี”และให้นายในและข้าราชการ ที่รัชกาลที่ ๖ ทรงสนิทสนมเกือบ ๓๐๐ คน จับจองพื้นที่สร้างบ้านและ อาคารพาณิชย์ขนาดเท่าศาลพระภูมิ ตกแต่งก่อสร้างอย่างวิจิตรพิสดาร มีประตูหน้าต่าง ลวดลายฉลุ ตกแต่งด้วยช่างฝีมือดี มีไฟฟ้าจุดกลาง บ้าน ดุสิตธานีมีพัฒนาการมาจากการละเล ่นของนายในกับรัชกาล ที่ ๖ บนหาดเจ ้าส�าราญทุกเย็น ที่พระองค ์ทรงโปรดการก ่อทรายให ้ เป็นรูปบ้านเมือง ปราสาทราชวัง ถนน ป้อมปราการ ต่อมาจึงโปรดให้ น�าบ ้านจ�าลองที่หม ่อมเจ ้าอนุชาติสุขสวัสดิ์ถวายไปวางแทน๙๒ ซึ่งเมื่อ พระองค์เสด็จนิวัติพระนคร ทรงรับสั่งให้พวกนางในที่อาศัยในพระราช วังสวนดุสิตถอยร่นไปอยู่ในกลุ่มสวนสุนันทา๙๓ และโปรดให้สร้างอาณา จักรที่มีพระราชวัง วัด โรงทหาร ศาลารัฐบาล โรงเรียน โรงพยาบาล ธนาคาร ไปรษณีย ์ กองดับเพลิง บริษัทไฟฟ ้าประปา โรงละคร โรง ภาพยนตร์ โรงอาบน�้าร้อน พระราชวังอังกฤษ ภัตตาคาร สโมสร ศูนย ์การค ้า อาคารบ ้านเรือน สวนสาธารณะ ถนน สะพาน คูคลอง ภูเขา น�้าตก น�้าพุขนาดประมาณ ๑ ใน ๒๐ จากของจริงบนพื้นที่ ๒ ไร่ครึ่ง ริมอ่างหยก ซึ่งเป็นอ่างน�้าขนาดใหญ่ กลางพระราชวังสวนดุสิต ก ่อนย ้ายไปตั้งและขยายให ้มีขนาด ๔ ไร่ ในพระราชวังพญาไท ช่วง พ.ศ. ๒๔๖๒ เหมือนกับบ ้านตุ ๊กตาของวัฒนธรรมหญิงชนชั้นสูงช ่วงต ้น ค.ศ. ๑๙๒๐ ในอังกฤษ เช่น Queen Mary’s Doll House ที่ประดับประดา อย่างงดงามมีระบบน�้า ไฟฟ้า และลิฟต์ เพียงแต่เมืองตุ๊กตาในพระราช
122 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ส�านักของรัชกาลที่ ๖ มีชีวิตมากกว่านั้น เพราะมีการจัดเก็บภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ค ่าธรรมเนียม ใบอนุญาตจ�าหน ่ายสุรา ใบอนุญาตยาน พาหนะ การเก็บค ่าน�้าค ่าไฟจากบ ้านแต ่ละหลัง มีงานรื่นเริงและงาน พิธีการบ่อยครั้งซึ่งเกือบทุกคืนมีการแข่งเรือกันในแม่น�้า รวมทั้งมีอาคาร ขนาดเท ่าคนเข ้าไปอยู ่ได ้จริงอย ่างพระต�าหนักเมขลารูจีที่ประทับของ พระองค์ โรงแรมเมโทรโปล ๒ หลังที่มีทั้งโต๊ะบิลเลียดและภัตตาคาร และอาคารยาว เช่นเดียวกับสโมสรอื่นๆ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดุสิตธานีมีการ จ�าหน่ายหนังสือพิมพ์ ๓ ฉบับได้แก่ ดุสิตสมัย ดุสิตสักขีหรือดุสิตริคอร์ เดอร์ ซึ่งมีนายในของพระองค์เป็นบรรณาธิการ และดุสิตสมิตที่พระ องค ์ทรงเป ็นบรรณาธิการและมีกองบรรณาธิการเป ็นนายในทรงโปรด ได้แก่ เจ้าพระยารามราฆพ, พระยาอนิรุทธเทวา, พระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล), ม.จ. ชัชวลิต เกษมสันต์, นายจ่ายวด (ปาณี ไกรฤกษ์), ม.จ. ดุลภากร วรวรรณ, พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ดุสิตสมิตออกทุกวันเสาร์วันประจ�าพระองค์ ฉบับ ละ ๑ บาท มีสมาชิกที่จดทะเบียน ๓๙๐ คน ซึ่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็น สมาชิกของดุสิตธานี๙๔ ชื่อ “ดุสิตสมิต” เชื่อว่ามาจาก Smitten ซึ่งเป็นกิริยาช่องที่ ๓ ของ Smite ภาษาอังกฤษสมัยโบราณหมายถึงการเสียดสี๙๕ ตามจุด ประสงค ์ของหนังสือพิมพ ์ที่ต ้องการล ้อเลียนให ้ผู ้อ ่านยิ้มด ้วยบทความ ตลกขบขัน๙๖ แต ่เป ็นความตลกที่เต็มไปด ้วยความเย ้ยหยัน กระ แหนะกระแหน และถากถาง โดยเฉพาะผู ้ที่ฝ ืนพระราชประสงค ์หรือ มีความคิดขัดแย้งกับพระองค์ เพียงฉบับแรกก็ได้สร้างความโกรธแค้น ให้ผู้เสียหายจนเขียนจดหมายมาต่อว่าและประกาศจะไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ อีก ถึงกระนั้น กองบรรณาธิการกลับโต้ตอบจดหมายด้วยส�านวนดูถูก เหยียดหยามพร ้อมกับยกระดับหนังสือพิมพ ์ตนเองในเวลาเดียวกันว ่า “ดุสิตสมิตไม่ใช่ขีกขินท์สมิต จึงไม่ได้แต่งภาษาลิง แต่ใช้ภาษาคน หาก ไม่ซื้ออ่านก็ไม่แปลกใจ”๙๗ ดุสิตธานีจึงเป็นอีกกระบวนการในการขัดเกลานายใน
ชานันท์ ยอดหงษ์ 123 ลักษณะทั่วไĀของเมืองดุสิตธานี (ÿน) กลุ่มพระมหาĀราสาทที่ได้รัÿการ ÿูรณะแล้วของพระราชวังพระวัชรินทร์ราชนิเวศน์ในดุสิตธานี (ล่าง) (ภาพจาก หนังสือที่ระลึกงานเĀิดพระÿรมราชะĀระทรรศนีย์ พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๕๓๗)
124 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เช่น บทความด ่าทอข ้าราชการชั้น ผู ้ใหญ ่อย ่างตรงไปตรงมาที่ไม ่ยอมไปร ่วมงาน “Our Day” Fête ที่ ชาวอังกฤษแสดงอัธยาศัยไมตรีจัดในสวนสราญรมย์ เพื่อเก็บเงินบ�ารุง สภากาชาดว่า “...ศีรษะหงอกแล้วหลายคน ท�าไมช่างไม่มีความคิดบ้าง เลย?” ซึ่งไม ่เพียงต�าหนิว ่าล ้าสมัย ยังลามไปถึงพฤติกรรมการมีเมีย มาก และยังทิ้งท ้ายไว ้ว ่า “สมัยเปลี่ยนแล้วขอรับ! นี่เป็นรัชกาลของ สมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๖ เพราะฉะนั้น ถ้าใต้เท้าเปลี่ยนสมอง ตามไม่ทันสมัย ก็ควรหลีกทางให้คนชั้นใหม่เขาขึ้นนั่งเก้าอี้แทนจะดี กว่า!” (ขีดเส้นใต้ตามต้นฉบับ)๙๘ ขณะเดียวกันก็ทรงชื่นชมชาวอังกฤษ อย่างตรงไปตรงมา๙๙ ซึ่งนายในไม่เพียงเสพบทความของพระองค์ แต่ ยังต้องผลิตบทความเพื่อแสดงออกถึงความชอบความสนใจและรสนิยม ที่เหมือนกับพระเจ้าแผ่นดิน นอกจากนี้นายในยังสามารถสร้างโอกาสให้พระองค์ทรงพบเห็น ท�าความรู้จักทรงจดจ�าและคุ้นเคยเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การ งาน เลื่อนระดับชั้นทางสังคม นายในในฐานะนาครจึงเข ้าร ่วมประชุม เลือกนคราภิบาลและเข ้ามาตกแต ่งดูแลความสะอาดเรียบร ้อยบ ้านใน ดุสิตธานีอย่างสม�่าเสมอ ท�าให้นายในต่างพยายามเอาอกเอาใจพระองค์ ด้วยการพยายามแข่งขันสร้างบ้านตุ๊กตาให้เป็นหลังที่สวยงามที่สุด และ มีรูปร ่างหลากหลายวิจิตรพิสดารแปลกประหลาดอลังการอย ่างมาก เช่น เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) พ่อของปาณี ไกรฤกษ์ ที่รู้สึกว่า “บ้านเล็กเกินไป ไม่สมฐานะเสนาบดี...เลยต้องให้ท�าใหม่เป็นตึกท�า ด้วยไม้อย่างงดงาม สิ้นค่าท�ากว่า ๓,๐๐๐ บาท...”๑๐๐ แม ้ว ่าเงิน เดือนข ้าราชการชั้นผู ้น ้อยเพียง ๒๐ บาท แต ่ราคาในการสร ้างถูกสุด คือ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ซึ่งในสายตาของนายในด้วยกัน “ดูแทบไม่ได้”๑๐๑ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์รายวัน“ดุสิตสมัย”ของนายในที่เอาใจพระองค์ ด ้วยการเสนอข ่าวในพระราชส�านัก พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ ๖ การซ่อมแซมแก้ไข ขยายต ่อเติม รื้อถอนของอาคารตุ ๊กตาของตนเอง และประกาศโฆษณาสินค้าบริการต่างๆ ของรวงร้านในเมืองจ�าลอง เช่น แจ้งความขายเครื่องเรือนพรมและรับเหมาแต่งบ้านเรือนของ “กรุงเทพ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 125 หนังสือธรรมนูญดุสิตธานี ÿอกลักษณะĀกครองคณะนคราภิÿาล พ.ศ. ๒๔๖๕ (ภาพจาก หนังสือที่ระลึกงานเĀิดพระÿรมราชะĀระทรรศนีย์ พระÿาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๕๓๗)
126 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ และพึ่งบุญบริษัท”๑๐๒ ขณะเดียวกันนายในก็มีสถานะเป ็นด ่านตรวจคนเข ้าเมือง ท�า หน ้าที่ระแวดระวังตรวจตราผู ้ที่จะเข ้ามาภายในเมืองตุ ๊กตา เพราะดุสิต ธานีเปิดโอกาสให้ข้าราชการและชายหนุ่มที่ไม่ใช่นายในได้มีส่วนใกล้ชิด กับพระเจ้าแผ่นดินมากขึ้น ผ่านการเป็นเพื่อนบ้านกับพระองค์ บรรดา ผู้ที่ไม่ได้รับใช้พระองค์โดยตรง อยู่นอกพระราชส�านักฝ่ายในชายจึงมัก หาโอกาสติดต ่อกับนายในเพื่อจับจองพื้นที่ ซื้อที่ดิน เช ่าที่ในดุสิตธานี เพื่อที่จะได้เป็นนาครในดุสิตธานี จนท�าให้อาณาจักรดุสิตธานีขยายพื้นที่ ขึ้นอย่างมากเมื่อย้ายมาตั้งในพระราชวังพญาไท และเพื่อให้เมืองตุ๊กตายังคงมีสีสันความสวยงามไม่เพียงจัดการ ประกวดให ้รางวัลบ ้านที่มีการดูแลรักษาดีเยี่ยม และมีการปรับไหม เจ ้าของบ ้านในราคาแพงค ่าท�าผิดกฎธานิโยบาย ละเลยให้บ้านรกร้าง โดยมีพนักงานชาวที่คอยดูแลตรวจตรา๑๐๓ แต่ยังโปรดให้มีมัคคุเทศก์ คอยชี้แจงแนะน�าสถานที่ต ่างๆ ให ้แขกที่ได ้รับเชิญเข ้ามาชมเมือง เพื่อ ให ้เข ้าถึงความสวยงามและเพลิดเพลินกับดุสิตธานีมากขึ้น๑๐๔ แต ่ถึง กระนั้น จากการสังเกตของจมื่นอมรดรุณารักษ์ เมืองตุ๊กตาก็ไม่ได้เปิด ให้ประชาชนได้เข้าชม มีแต่นายในชาวดุสิตธานีถือโอกาสพาญาติพี่น้อง ไปชมกันเองเป็นบางโอกาสเท่านั้น แม้ว่าจะมีการสอบมัคคุเทศก์ถึง ๑๒ ครั้งก็ตาม๑๐๕ กิจกรรมหลักในดุสิตธานีจึงดูเป็นการเล่นสนุกกับเมือง ตุ๊กตามากกว่าเป็นการฝึกฝนให้ความรู้ ทดลอง ให้ประชาชน ปกครองกันเองดั่งที่พระองค์พระราชทานพระราชด�ารัสในวันเปิด ศาลารัฐบาล อาคารตุ๊กตาในดุสิตธานีว่าทรงทดลองการปกครอง ในดุสิตธานีก่อนใช้จริงในสยาม๑๐๖ มากไปกว่านั้น ดุสิตธานีไม่ได้ฝึกฝนอบรมที่จริงจัง เพราะ กิจกรรมในนครศาลาวนเวียนอยู่แต่เรื่องการเลือกตั้งและยุบสภา ที่เมื่อได้รับการเลือกตั้งและแต่งตั้งบุคคลประกอบเป็นคณะนคราภิบาล แล้ว แต่ไม่รู้จะท�าอะไรต่อไป แม ้แต ่นายในที่รับใช ้พระองค ์อย ่างใกล ้ชิด จมื่นอมรดรุณารักษ ์
ชานันท์ ยอดหงษ์ 127 ก็สารภาพว ่าตนเองมีความรู ้เกี่ยวกับการปกครองและการบริหารงาน ในดุสิตธานีเท ่า “หางอึ่ง”๑๐๗ มากไปกว ่านั้นดุสิตธานีกลับเน ้นแต ่การ รักษาความชอบธรรมในการปกครองระบอบราชาธิปไตยและสร้างความ จงรักภักดีต ่อกษัตริย ์ในฐานะเทวราชามากกว ่า มีการประกอบพิธีดื่ม น�้าพิพัฒน ์สัตยาของชาวดุสิตธานี ที่พระองค ์ทรงรับบทพราหมณ ์ อ ่านโองการแช ่งน�้าที่โปรดเกล ้าฯ ให ้ปรับปรุงใหม ่โดยเฉพาะ ในวัด ธรรมาธิปไตยที่เจ้าพระยารามราฆพเป็นมรรคนายก๑๐๘ ขณะที่บางวัดที่นายในคนอื่นเป ็นมรรคนายกก็กลายเป ็นที่ ประดิษฐานรอยพระบาทจ�าลองของรัชกาลที่ ๖ เช่นวัดพระพุทธบาท๑๐๙ และจากการสอบมัคคุเทศก์ดุสิตธานีครั้งแรก ผู้ที่ได้คะแนน ๙๙ เต็ม ๑๐๐ คือนายในที่ตอบสรรเสริญเยินยอพระองค ์ ทั้งๆ ที่โจทย ์ถามว ่า “ดุสิตธานีมีประโยชน์อย่างไร”๑๑๐ เหมือนชื่อของมัน “ดุสิตธานี” จึงเปรียบได ้กับ “เมืองสวรรค ์” ของพระองค์ผู้เป็นสมมุติเทพและนายในที่เป็นบริวาร ที่ตั้งชื่อคฤหาสน์ อาคารสถานที่ที่ตั้งตามราชทินนามของนายใน เช่น โรงเรียนพึ่งบุญ พิทยาคาร โรงเรียนชมเสวี โรงพยาบาลสุนทรเวช แต ่ไม ่มีเรือกสวน ไร่นา ดุสิตธานีจึงไม ่ต ่างไปจากสโมสรและการสร ้างชุมชนจ�าลองอื่นๆ ที่เป ็นโลกใบเล็กพอที่พระองค ์ทรงสามารถควบคุมและให ้ความรู ้สมัย ใหม ่เพื่อดัดแปลงจริตนายในให ้มี “ความเป ็นตะวันตก” แบบอังกฤษ เพียงแต่มีความโดดเด่นดึงดูดใจด้วยบ้านตุ๊กตา ละครเวทีทางการเมือง ที่พระองค ์ทรงเป ็นเจ ้าของและผู ้ก�ากับการแสดง รวมทั้งทรงแสดงเอง ในบท นายราม ณ กรุงเทพ โดยมีเมืองเนรมิตเป็นฉากและเวทีกลาง แจ้งเท่านั้น
128 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เชิงอรรถ ๑ มัลคอล์ม สมิธ, ราชสำานักสยามในทรรศนะของหมอสมิธ. ศุกลรัตน์ ธาราศักดิ์ (แปล), (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๗), น. ๑๒๘, ๑๙๘-๑๙๙.๒ ปิ่น มาลากุล, ม.ล., “โรงละครและการแสดงละคร” ใน สารานุกรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพระบรมราชา นุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๐), น. ๕๔๓-๕๖๑.๓ จุลลดา ภักดีภูมินทร์, “ ‘พระอาทิตย์’ กับ ‘พระจันทร์’ ของชาววัง” ใน วชิราวุธานุสรณ์สาร ๑๔ : ๔ (๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๗), ๖-๖๘. ๔ อมรดรุณารักษ์ (อุทุมพร สุนทรเวช), “สมเด็จพระบรมราชชนนี” ใน สารานุกรม..., น. ๗๗๙-๗๘๕.๕ สมภพ จันทรประภา, สมเด็จพระศรีวชรินทิราบรมราชเทวี พระพัน วัสสาอัยยิกาเจ้า. (พระนคร : ผดุงศึกษา, ๒๕๑๕), น. ๙๙.๖ ปิ่น มาลากุล, ม.ล., งานละครของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรี สินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย วัฒนาพานิช, ๒๕๑๘), น. ๔๖-๕๐.๗ ปิ่น มาลากุล, ม.ล., “โรงละครและการแสดงละคร..., น. ๕๔๓ -๕๖๑. ๘ ปิ่น มาลากุล, ม.ล., งานละคร..., น. ๔๘-๕๐.๙ เรื่องเดียวกัน, น. ๕๑.๑๐ หจช., ร.๕ ต. ๔๙/๑๓, หนังสือพระยาราชวัลลภานุสิษฐ์ กราบบังคม ทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑).๑๑ สุทธวงษวิจิตร, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า, ใน ประเพณีในพระราช สำานัก (บางเรื่อง). พิมพ์ฉลองพระคุณในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี หม่อม ทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ (ม.ร.ว. เฉลิมลาภ ทวีวงศ์) ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม., ณ เมรุหน้า พลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔, น. (๓๒)-(๓๗).๑๒ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง (ชัพน์ บุนนาค) ลูกเสือไทยคนแรกและนคราภิบาลคนสุดท้าย.อนุสรณ์งานพระราชทาน เพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง (ชัพน์ บุนนาค) ลูกเสือไทยคนแรกและ นคราภิบาลคนสุดท้าย ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๔, น. ๔๒-๔๓.
ชานันท์ ยอดหงษ์ 129 ๑๓ ธรรมจักร พรหมพ้วย (เรียบเรียง), รามเกียรติ์และนาฏยศิลป์ไทยใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๕๓- ๒๔๖๘. (เอกสารไม่ตีพิมพ์) ๑๔ อนุสรณ์ “ศุกรหัศน์”. เนื่องในพระราชทานเพลิงศพ เสวกโท จมื่น มานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันทน์) วัดมกุฏกษัตริยาราม ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑, น. ๑๔.๑๕ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาสุนทรพิพิธ.อนุสรณ์ในงาน พระราชทานเพลิงศพ พระยาสุนทรพิพิธ ม.ว.ม., ป.ช., ท.จ. (เชย สุนทรพิพิธ) ณ เมรุหน้าศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ๑๘ กันยายน ๒๕๑๖, น. ๒๙.๑๖ ทวี มุขธระโกษา, พระมหาธีรราชเจ้า. (พระนคร : แพร่พิทยา, ๒๕๐๖), น. ๖๘๒.๑๗ มนตรี ตราโมท, “กรมมหรสพ” ใน อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นายประวิตร บัณฑุรัตน์. อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นายประวิตร บัณฑุรัตน์ ณ ฌาปนสถานกรม ตำารวจ วัดตรีทศเทพ กรุงเทพฯ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๒, น. ๑๕๒-๑๕๕.๑๘ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง..., น. ๓๐.๑๙ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒. (กรุงเทพฯ : คุรุ สภา, ๒๕๑๓), น. ๒๖๗-๒๖๘.๒๐ เรื่องเดียวกัน, น. ๒๗๔-๒๗๕.๒๑ มาจากชื่อศาลา “อันเตปุริกธุริณ” หน้าพระที่นั่งอภิเษกดุสิต ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงวัง ทรงพระดำาริให้สร้าง โดยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์เป็นผู้ตั้งชื่อ เพื่อรับรองการจัดเลี้ยงระหว่างประชุม สภา ในช่วงที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครั้งสุดท้าย เพราะการประชุมสภา มักเริ่มเวลาบ่ายจนถึง ๔-๕ ทุ่ม กลุ่มข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่จึงพากันผลัดเวร เลี้ยงอาหารกันเองจนขยายจำานวนสมาชิกและกิจกรรม จัดแตรวงมโหรีปี่พาทย์ แจกพวงดอกไม้หรือของชำาร่วย ฉายภาพยนตร์ และแสดงละครพูดละครรำา และเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชผู้สำาเร็จราชการแผ่นดินรักษาพระนครและ ประธานประชุมที่จะเสด็จกลับก่อนประมาณ ๒ ทุ่ม เข้าร่วมเวรอันเตฯ (อ้าง จาก, สมบัติ พลายน้อย, จดหมายเหตุพระราชประวัติรัชกาลที่ ๖. โดย โสมทัต เทเวศร์ (กรุงเทพฯ : บริษัทรวมสาส์น, ๒๕๒๓), น. ๒๔๒-๒๔๖. ๒๒ อนุสรณ์ “ศุกรหัศน์”..., น. ๑๑, ๑๔.
130 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ๒๓ เรวัต เตมียบุตร, น.ร.ม. พ.อ.,“เรื่องจริงในอดีต : พระราชจริยวัตรประจำา วันของสมเด็จพระมหาธีระราชเจ้า” ใน อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นายประวิตร บัณฑุรัตน์..., น. ๑๘๐-๑๙๗.๒๔ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เวนิสวาณิช พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖. (พระนคร : มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๖).; สมบัติ จันทรวงศ์, “เวนิส วาณิช : ความรักกับสังคมการเมือง” ใน บทพิจารณ์ว่าด้วยวรรณกรรมการเมือง และประวัติศาสตร์. (กรุงเทพฯ : คบไฟ, ๒๕๔๗), น. ๓๑๓-๓๕๗.๒๕ หจช., ร.๖ รล. ๑/๔๖, เบ็ดเตล็ด เรื่องเรียนวิธีปฏิบัติทูลเกล้าถวาย หนังสือ. พ.ศ. ๒๔๖๓-๒๔๖๕. ๒๖ จุลจักรพงษ์, พระองค์เจ้า, เจ้าชีวิต. (พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๐๕), น. ๖๔๖.๒๗ ธรรมจักร พรหมพ้วย, เรื่องเดียวกัน.๒๘ Pryke, Sam, “The Boy Scouts and the ‘Girl Question’” in Sexualities 4 : 2 (2001, May), pp. 191-210. ๒๙ Pryke, “The Boy Scouts and the ‘Girl Question’”..., pp. 191-210.๓๐ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง..., น. ๔๔.๓๑ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๑ เสือป่าคืออะไร” ใน ปลุกใจเสือป่า พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. สมเด็จพระภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภา พัณณวดี โปรดให้พิมพ์เป็นบรรณาการในการบำาเพ็ญพระกุศลคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ ๓๘ ปี วัดบวรนิเวศวิหาร ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๖, น. ๑-๑๑.; อมรดรุณารักษ์, จมื่น, กำาเนิดพระราชวังสนาม จันทร์และพระปฐมเจดีย์ พระมหาธีรราชเจ้ากับดอนเจดีย์ อนุสรณ์ของเสือป่า และลูกเสือ. (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๑), น. ๑๐๓-๑๐๔.๓๒ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “ประโยชน์แห่งถนนในหัว เมือง” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ประมวลบทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคปกิณกะ. (พระนคร : โรงพิมพ์ พระจันทร์, ๒๔๙๔), พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาอนิรุทธ เทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) ๒๒ เมษายน ๒๔๙๔, น. ๑๔๐-๑๔๘.๓๓ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เสือป่าและลูกเสือในประวัติศาสตร์รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอน ๑. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ คุรุสภา, ๒๕๑๔), น. ๗๗.
ชานันท์ ยอดหงษ์ 131 ๓๔ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, กำาเนิดพระราชวังสนามจันทร์..., น. ๕๖-๕๗.๓๕ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เสือป่าและลูกเสือในประวัติศาสตร์รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอน ๓. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ คุรุสภา, ๒๕๑๔), น. ๑๐๙.๓๖ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, กำาเนิดพระราชวังสนามจันทร์..., น. ๘๐.๓๗ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เสือป่าและลูกเสือ... ตอน ๓, น. ๑๐๙.๓๘ สัจจาภิรมย์ อุดมราชภักดี, พระยา, เล่าให้ลูกฟัง. (ม.ป.ท. : ม.ป.ป.), น. ๑๑๐.๓๙ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เสือป่าและลูกเสือ... ตอน ๑, น. ๒๕.๔๐ “ข้อบังคับการซ้อมรบสำาหรับเสือป่า” ใน มหาวิทยาลัยศิลปากร (รวบรวม), เอกสารเรื่องเสือป่าในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและประมวลเรื่องเกี่ยวกับเสือป่า. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ คุรุสภา, ๒๕๑๓), น. ๑๐๘-๑๒๓.๔๑ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, กำาเนิดพระราชวังสนามจันทร์..., น. ๙๒-๙๓.๔๒ แหลมฉาน หัสดินทร, ม.ร.ว., “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย” ใน สารานุกรม..., น. ๔๕๘-๔๕๙.๔๓ ประยุทธ สิทธิพันธ์, พระมหาธีรราชเจ้า. (กรุงเทพฯ : สยาม, ๒๕๑๕), น. ๑๔-๑๕.๔๔ ประยุทธ สิทธิพันธ์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๘.๔๕ ประยุทธ สิทธิพันธ์, เรื่องเดียวกัน, น. ๒๙.๔๖ ประยุทธ สิทธิพันธ์, เรื่องเดียวกัน, น. ๓๐.๔๗ ประยุทธ สิทธิพันธ์, เรื่องเดียวกัน, น. ๓๐-๓๑.๔๘ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, “การศึกษาเปรียบเทียบราชสำานักใน สมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขา ประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๑, น. ๘๙-๙๑. ; พรศิริ บูรณเขตต์,“นางใน : ชีวิตทางสังคมและบทบาทในสังคมไทยสมัยรัชกาล ที่ ๕”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๐, น. ๕๙.๔๙ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระบรมราโชวาทเรื่อง มหาดเล็ก” ใน มหาดเล็ก. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก นายวรการบัญชา(บุญเกิด สุตันตานนท์) ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลา อิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๗, น. ๙๐-๙๖. ๕๐ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก พระมหาเทพกษัตร
132 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ สมุห. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) ต.ม., ว.ป.ร., ป.ป.ร. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑, น. ๑๔๖.๕๑ สงวน เลิศโชคชัย, “ความสำาคัญของโรงเรียนแบบปับลิคสกูลต่อ การศึกษาไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”, วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๓๘, น. ๘๙.๕๒ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง..., น. ๔๐.๕๓ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก..., น. ๑๔๗.๕๔ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒..., น. ๑๕๐. ; อุปลี สาณ ชุมพล, ม.จ., “บันทึกของ ม.จ. อุปลีสาณ ชุมพล” ใน ประเพณีในพระ ราชสำานัก (บางเรื่อง)..., น. (๒๓).๕๕ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก..., น. ๑๔๖-๑๔๙.๕๖ “กำาหนดเทอมและวันปิดโรงเรียนในงานพระราชพิธีและในวันเทศกาล ต่างๆ”อ้างถึงใน วชิราวุธวิทยาลัย, ประวัติวชิราวุธวิทยาลัย. (กรุงเทพฯ : วชิราวุธ วิทยาลัย, ๒๕๔๓), เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๙๐ ปีแห่งการสถาปนา โรงเรียน, น. ๒๒-๒๔.๕๗ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๕๘ ประกอบ หุตะสิงห์, “ชีวิตนักเรียนจากโรงเรียนราชวิทยาลัยและ โรงเรียนวชิราวุธต่อเนื่องกัน” ใน วชิราวุธวิทยาลัย. (กรุงเทพฯ : วชิราวุธวิทยาลัย, ๒๕๓๓), เนื่องในโอกาสวชิราวุธวิทยาลัย ครบ ๘๐ ปี, น. ๕๔-๕๗.๕๙ Dunning, Eric, Sport Matters : Sociological Studies of Sport, Violence and Civilization. (London : Routledge, 1999), p. 96.๖๐ น.ร.ม. เลขที่ ๑๕๙, “สมัยเมื่อเป็น น.ร.ม.” ใน วชิราวุธานุสรณ์ ๒๕๐๔ (พระนคร : เสนาการพิมพ์, ๒๕๐๔), น. ๑๕๗-๑๖๓.; Vella, Walter F. & Vella, Dorothy B., Chaiyo! King Vajiravudh and the Development of Thai Nationalism. (Honolulu : University Press of Hawaii, 1978), pp. 145-146.๖๑ Dunning, Sport Matters..., p. 96.๖๒ ทาโมรา ฟิชเชล, “ลัทธิชาตินิยมกับเรื่องบทบาททางเพศในประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๘”, ปรียา แววหงส์ (แปล), ใน ฟ้าเดียวกัน ๕ : ๔ (ตุลาคมธันวาคม ๒๕๕๐), น. ๑๒๐-๑๔๕. ; Kushnier, Jennifer S., “Educating Boys
ชานันท์ ยอดหงษ์ 133 to be Queer : Braddon’s Lady Audley’s Secret” in Victorian Literature and Culture 30 : 1 (March, 2002), pp. 61-75.; Rotundo, E. Anthony, “Romantic Friendship : Male Intimacy and Middle-Class Youth in the Northern United States, 1800-1900” in Journal of Social History 23 : 1 (Autumn, 1989), pp. 1-25. ๖๓ สงวน เลิศโชคชัย, เรื่องเดียวกัน, น. ๙๔.๖๔ อมรดรุณารักษ์,จมื่น, พระราชประเพณี (ตอน ๒). (กรุงเทพฯ : องค์การ ค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๘), น. ๑๑๘.๖๕ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก..., น. ๑๔๓-๑๔๔.๖๖ ปิ่น มาลากุล, ม.ล., “หม่อมทวีวงศ์ฯ ที่ข้าพเจ้าทราบ” ใน ประเพณี ในพระราชสำานัก (บางเรื่อง)..., น. (๒๔)-(๓๑).๖๗ ขุนตำารวจเอก. (กรุงเทพฯ : คุรุสภา, ๒๕๒๑),อนุสรณ์การบำาเพ็ญกุศล ฉลองอายุครบ ๘๐ ปีของพระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) ๑๙ มิถุนายน ๒๕๒๑, น. ๒๖-๒๗.; ปิ่น มาลากุล, ม.ล., “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัวทรงสอนวิชาวรรณศิลป์” ใน มานวสาร ๑๑ : ๙ (กันยายน ๒๕๓๑), น. ๙-๑๕.; หจช., ร.๖ ศ. ๔/๕๙, เรื่องโรงเรียนมหาดเล็กหลวง. ลงวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๓-๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๗.; อมรดรุณารักษ์, จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒..., น. ๑๔๙-๑๕๐.๖๘ วชิราวุธวิทยาลัย, ประวัติวชิราวุธวิทยาลัย..., น. ๘-๙.๖๙ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๒-๑๓.๗๐ “กำาหนดเทอมและวันปิดโรงเรียนในงานพระราชพิธีและในวันเทศกาล ต่างๆ”..., น. ๒๒-๒๔.๗๑ ขุนตำารวจเอก..., น. ๒๖-๒๗.๗๒ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒..., น. ๑๕๔.๗๓ ขุนตำารวจเอก..., น. ๒๖.๗๔ นางในในสำานักของสมเด็จพระนางเจ ้าเสาวภาผ ่องศรี พระบรมราชินี นาถ หรือ “สำานักสมเด็จที่บน” ขึ้นชื่อเรื่องการทำาดอกไม ้ที่ประณีต สวยงาม แปลกใหม่ ขณะที่ “สำานักสมเด็จตำาหนัก” ของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เป็นแหล่งความรู้เรื่องเย็บทอผ้า สำานักของสมเด็จพระนางเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี หรือ “สำานักพระนาง” นางในมีความรู้เรื่องงาน ฝีมือแบบยุโรป การถักไหมพรม นิตติ้ง โครเชต์ และนางในใน “สำานักท่านองค์ เล็ก”ของพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ มีความเชี่ยวชาญด้าน
134 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ อาหารและของว่างรวมไปถึงการบริการและการขับร้องดนตรีและ“สำานักเจ้าคุณ จอมมารดาแพ” นางในมีความสามารถทำานำ้าปรุงที่หอมมากและนาน (อ้างจาก, วรรณพร บุญญาสถิต, จอมนางแห่งสยาม : ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๖ กับกระแสวัฒนธรรมตะวันตก. (กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, ๒๕๕๒), น. ๕๓-๖๓.๗๕ วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร “นักเรียนวชิราวุธ” ใน วชิราวุธวิทยาลัย..., น. ๗๒-๗๕.๗๖ Greene, Stephen Lyon Wakeman, Absolute Dreams : Thai Government under Rama VI, 1910-1925. (Bangkok, Thailand : White Lotus, 1999), pp. 37-38.๗๗ สมาคมราชวิทยาลัย, ถวายชีวิตไว้รับใช้งาน เป็นข้าเบื้องบทมาลย์จน วันตาย. (กรุงเทพฯ : บัวสรวง, ๒๕๕๑), น. ๔๔. ๗๘ พิทยาลงกรณ์, กรมหมื่น, จดหมายจางวางหรำ่า. โดย น.ม.ส. (พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๐๓), น. ๑-๒.๗๙ ทวี มุขธระโกษา, เรื่องเดียวกัน, น. ๘๕.๘๐ Greene, Absolute Dreams..., p. 3.๘๑ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, พระบรมราโชบายทางการเมือง. (กรุงเทพฯ : คุรุ สภา, ๒๕๑๙), น. ๔.๘๒ Vella, W. & Vella, D., Chaiyo!..., pp. 6-7.๘๓ ชามภูวราช, “ความดีของสโมสร” ใน ทวีปัญญา เล่ม ๓ : ฉบับที่ ๑๖ (กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๔), น. ๓๐๗-๓๑๓.๘๔ Vella, W. & Vella, D., Chaiyo!..., pp. 6-7.๘๕ อมรดรุณารักษ์,จมื่น, ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ : หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๑๓), พิมพ์ในงาน พระบรมราชานุสรณ์ ๑-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๓, น. ๒๒-๒๓.๘๖ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง..., น. ๕๒.๘๗ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, ดุสิตธานี..., น. ๒๔-๒๕.๘๘ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง..., น. ๔๓-๔๔.๘๙ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, ดุสิตธานี..., น. ๒๕-๒๖.๙๐ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก กองเรือใหญ่ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ). (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๑๐),
ชานันท์ ยอดหงษ์ 135 น. ๓๓-๓๔.๙๑ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง..., น. ๕๕.๙๒ ทวี มุขธระโกษา, เรื่องเดียวกัน, น. ๕๕๒.๙๓ อมรดรุณารักษ์,จมื่น, เหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม, ดุสิต ธานี. (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๒), น. ๑๕๔-๑๕๕. ๙๔ ลำาดวน เทียรฆนิธิกุล,“เรื่องจากปก : ดุสิตสมิตฉบับพิเศษ”ใน วชิราวุธา นุสรณ์สาร ๒๓ : ๑ (๑ มกราคม ๒๕๔๗), น. ๖๑-๖๓.๙๕ ลำาดวน เทียรฆนิธิกุล, เรื่องเดียวกัน, น. ๖๑-๖๓.๙๖ “เราชื่อ ‘ดุสิตสมิต’ เราก็ตั้งใจแต่จะให้ผู้อ่านของเราได้ ‘สมิต’ (ยิ้ม) น้อยบ้างใหญ่บ้าง, หรือแห้งบ้างเย้ยบ้างตามทีเท่านั้น.” (อ้างจาก, บรรณาธิการ, “คำานำา” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๑ : ฉบับที่ ๑ (๒๔๖๑), น. ๕-๙.)๙๗ “ไฟไหม้หาง” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๑ : ฉบับที่ ๒ (๒๔๖๑), น. ๓๐-๓๑.๙๘ “วันของเขา, วันของเรา” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๑ : ฉบับที่ ๓ (๒๔๖๑), น. ๔๗ -๔๙.๙๙ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๑๐๐ ดุษฎี มาลากุล ณ อยุธยา, คนห้าแผ่นดิน อัตตะชีวะประวัติของ ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล (ภาคแรก). (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๘), น. ๒๘.๑๐๑ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม..., น. ๑๖๐-๑๖๑.๑๐๒ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, ดุสิตธานี..., น. ๑๗๖.๑๐๓ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม..., น. ๑๖๔.๑๐๔ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, ดุสิตธานี..., น. ๑๑๑.๑๐๕ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๒๓.๑๐๖ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เรื่องเดียวกัน, น. ๓๗-๓๘.๑๐๗ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม..., น. ๒๑๘-๒๒๒.๑๐๘ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, ดุสิตธานี..., น. ๔๙, ๑๖๕.๑๐๙ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เรื่องเดียวกัน, น. ๔๙.๑๑๐ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม..., น. ๒๑๘-๒๒๒.
เพศภาวะชายและ “ความเป็นชาย” ตามพระราชนิยม ที่มีอิทธิพลต่อนายใน ๕
เป็นไปไม่ได้เลยที่กษัตริย์ผู้เคยเป็น Victorian Siam prince อย่างรัชกาลที่ ๖ จะไม่ทรง มีวัฒนธรรมวิคตอเรียนเป็นแบบอย่างของการ ให้ความหมายเพศภาวะและ “ความเป็นชาย” เพราะกิจกรรมต่างๆ ภายในพระราชส�านักฝ่ายใน ชายต่างเป็นวัฒนธรรมวิคตอเรียนที่พระองค์ ทรงจดจ�ามาจากอังกฤษ ซึ่งน�าไปสู่การก�าหนด เพศภาวะชาย รักชาติ รักกษัตริย์ เนื่องจากตั้งแต ่ในรัชกาลก ่อน สยามเปลี่ยน ผ ่านจากรัฐจารีตมาสู ่รัฐสมัยใหม ่ (modern state) ที่มีพื้นที่ดินแดนขอบเขต กลายเป ็นชุมชนที่มีพื้นที่ ชัดเจนบนแผนที่โลกจากการป ักป ันเขตแดน น�าไปสู ่ ความพยายามของรัฐในการประดิษฐ ์ส�านึก “ความ เป ็นชาติ” และความรักความหวงแหนในฐานะชุมชน ร ่วมกันภายในสมาชิก๑ และเพื่อรักษา “ความเป็น ชาติ” แบบใหม่ รัชกาลที่ ๖ จึงทรงพยายามอย่างยิ่ง ในการปลุกเร ้าให ้เกิดความรักความภูมิใจและความ หวงแหนประเทศชาติทั้งพระบรมราโชวาทและด ่าทอ ประชดประชัน๒
138 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ขณะเดียวกัน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ อ�านาจการควบคุมแรงงาน เปลี่ยนผ่านจากมูลนายมาสู่กษัตริย์เพียงผู้เดียวด้วยการค่อยๆยกเลิก ระบบไพร ่ที่จ�ากัดพระราชอ�านาจเอื้อประโยชน ์ให ้กษัตริย ์ได ้น ้อย แล้ว สถาปนากองทัพประจ�าการแทนเพื่อรักษาความปลอดภัยและสร ้างฐาน อ�านาจกษัตริย ์โดยตรง ซึ่งมีการคัดเลือกราชการทหาร ฝ ึกฝนอาวุธ ยุทธวิธี ระเบียบวินัยแบบทหารตะวันตก และสร้างความจงรักภักดีต่อ กษัตริย์ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๐ เกิดกรมยุทธนาธิการ ควบคุมกรมทหาร ต่างๆ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหน่วยงานทหารแบบตะวันตก ที่ไม่ใช่ การเกณฑ ์ไพร ่ไปรบอย ่างแต ่ก ่อนที่ทั้งหละหลวมและไร ้ประสิทธิภาพ และน�าไปสู่การก่อตั้งกระทรวงกลาโหมโดยมีกษัตริย์ด�ารงต�าแหน่งเป็น จอมทัพเหนือเสนาบดีและผู้บัญชาการทหารบก๓ ทั้งการมีรัฐสมัยใหม่และทหารอาชีพ ประกอบกับเกิดเหตุการณ์ ต่างๆ ได้แก่ วิกฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) กบฏเงี้ยว และ กบฏผู ้มีบุญภาคอีสาน ยิ่งได ้กลายมาเป ็นจุดเปลี่ยนส�าคัญให ้อาชีพ ทหารมีความส�าคัญต ่อรัฐมากขึ้น ถูกโยงเข ้ากับการรวบรวม กอบกู ้ ป ้องกันรัฐ เป ็นที่พึ่งของคนในรัฐ และถูกอธิบายในฐานะรั้วและความ ยิ่งใหญ ่ของรัฐ เรื่องราวของทหารจึงกลายเป ็นเรื่องเดียวกับประวัติ “ความเป็นชาติ” ดังนั้นรัชกาลที่ ๖ จึงให้ความส�าคัญกับการเป็นทหารอย่าง มาก โดยเฉพาะอย ่างยิ่ง ในช ่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ทหารกลาย เป ็นตัวแทนของกษัตริย ์ในการท�าสงครามต ่อสู ้ศัตรูของพระองค ์ ดัง ที่พระองค ์ทรงรับสั่งว ่า การที่ทหารไทยได ้ไปเหยียบเยอรมนีในฐานะ ผู ้ชนะสงครามเท ่ากับได ้ต ่อพระบาทของพระองค ์ไปเหยียบราชศัตรู แทนพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าเป็นการ “...ส�าแดงความจงรักภักดี ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, และแผ่เผยพระบรมเดชานุภาพ...” อย ่างหนึ่ง๔ แม ้ว ่าเป ็นการส ่งทหารเข ้าร ่วมรบในช ่วงที่สงครามใกล ้ยุติ แล้วก็ตาม
ชานันท์ ยอดหงษ์ 139 อย ่างไรก็ตาม การเป ็นทหารนักรบไม ่ใช ่อาชีพส�าหรับพระองค ์ แต่เป็นโดยเพศตั้งแต่เกิด ทรงพระราชอรรถาธิบายว่าทหารไม่ได้หมาย ถึงพลรบ แต ่หมายถึงชายหนุ ่มหรือชายฉกรรจ ์๕ การออกไปสู ้รบต ่อ ศัตรูของชาติจึง “เปนน่าที่ของคนไทยทุกคนที่เรียกตนว่าเปนลูกผู้ชาย”๖ ซึ่งทรงอ ้างธรรมชาติเพื่อความน ่าเชื่อถือว ่า ผู ้ชายเกิดมาเป ็นเพศที่มี พละก�าลัง ความแข็งแกร ่งตามธรรมชาติ จึงต ้องมีหน ้าที่ป ้องกันชาติ จับอาวุธเรียนรู้ฝึกหัดซ้อมรบ มีความช�านาญในอาวุธมากกว่าสิ่งอื่น๗ การฝ ึกทหารจึงเป ็นการฝ ึกโดยผู ้ชายเพื่อผู ้ชายและให ้มีความ เป ็นชายเท ่านั้น ไม ่ใช ่การฝ ึกหัดส�าหรับผู ้หญิง เพราะส�านึกการเป ็น ทหารเป ็นเรื่องของผู ้ชายล ้วนๆ ที่ได ้เกิดขึ้นก ่อนรัชสมัยพระองค ์แล ้ว เช ่นเดียวกับส�านึกที่ผู ้ชายจะต ้องแข็งแรง โลดโผน กล้าหาญอย่าง ทหาร๘ เช ่นเดียวกับคุณสมบัติของทหารในอังกฤษ ที่จะต ้องก ้าวร ้าว แข็งแรง กล้าหาญ และอดทน ซึ่งถูกอธิบายซ�้าเสมอในฐานะ “ความเป็น กองบินทหารบกของไทยซึ่งกลับจากราชการสงคราม โดยเรือมิเตา เมื่อครั้ง สงครามโลกครั้งที่ ๑
140 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ชาย” ที่ติดตัวผู ้ชายมาแต ่เกิดตามธรรมชาติ และการเป ็นทหารนักรบ ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นหัวใจของ “ความเป็นชาย” ซึ่งจะบรรลุ “การ เป็นชาย” ที่สมบูรณ์แบบได้จะต้องผ่านการปะทะต่อสู้เสียก่อน๙ ส�าหรับรัชกาลที่ ๖ ความเป ็นเพศจึงเป ็นสิ่งที่ติดตัวมาแต ่เกิด ไม ่ใช ่วัฒนธรรมหรือการขัดเกลาทางสังคม ไม ่สามารถแยกออกจากรัฐ ชาติที่เพิ่งเกิดมาทีหลังมนุษยชาติได ้ และไม ่เฉพาะชายหนุ ่มที่โตเต็มที่ เท ่านั้น แต ่รวมไปถึงเด็กผู ้ชาย เพราะทรงเชื่ออีกว ่า ชาติจะเจริญและ ด�ารงได้ ต ้องปลูกฝ ังอุดมการณ ์ตั้งแต ่ยังเด็กในฐานะที่จะเป ็นผู ้ใหญ ่ ในวันหน้า ดังที่ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทให้นักเรียนมหาดเล็ก หลวง๑๐ ซึ่งน�าไปสู่การสถาปนากองลูกเสือ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเพศภาวะชายของรัชกาลที่ ๖ มีความ เปราะบาง เพราะสามารถถูกท�าลายได ้ด ้วยการมีเหย ้ามีเรือน แต่งงาน มีครอบครัว พระองค ์มีพระราชอรรถาธิบายใน “ปลุกใจเสือป ่า” ว่า ชายไทยที่แต ่งงานมีครอบครัวถือว ่าไม ่ใช ่ทหาร แต ่กลายเป ็นพลเรือน เพราะต้องครองเรือน๑๑ ดังนั้น พระร่วง พระนเรศวร พระเจ้าตากสินใน พระราชนิพนธ ์จึงไม ่พาดพิงถึงชีวิตสมรส อย ่างไรก็ตาม การนิยาม “ความเป็นชาย” แบบทหารที่ต ้องครองตัวเป ็นโสดของพระองค ์กลับมี ความขัดแย้งกันเอง เพราะในขณะเดียวกันทรงอธิบายว่า ไม่ว่าผู้ชายจะ แต่งงานหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องท�าหน้าที่ทหารอยู่ดี๑๒ มากไปกว ่านั้น การเป ็นทหารนักรบของผู ้ชายไม ่ได ้ผูกติดกับ รัฐสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องผูกติดกับกษัตริย์ด้วยเพราะตั้งแต่ รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา การเป็นทหารพลรบกลายเป็นแรงงานในสังกัด กษัตริย์ ไม่ใช่ไพร่สังกัดมูลนายอีกต่อไปและเมื่อถึงรัชกาลที่ ๖ พระองค์ ทรงน�าเข้าลัทธิชาตินิยมแบบวัฒนธรรมอังกฤษ God, Queen, Country ที่พระองค์คุ้นเคยมาใช้ภายในสยาม ทรงแปลเป็นไทยว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ขณะเดียวกันทรงยืนกรานว ่าสยามจะอยู ่ได ้หากมีกษัตริย ์เป ็น รัฐาธิป ัตย ์ และปกครองภายใต ้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ์เท ่านั้น ซึ่งพระองค์ทรงอ้างความชอบธรรมว่า “...ราษฎรทุกคนจึงต้องจงรักภักดี
ชานันท์ ยอดหงษ์ 141 เคารพนับถืออ�านาจของราชาธิบดี เพราะการเคารพในอ�านาจกษัตริย์ก็ เหมือนเคารพตัวเอง เนื่องจากกษัตริย์มีหน้าที่ป้องกันชาติบ้านเมืองมิให้ เป็นอันตรายจากภายนอก และท�าให้ชาติอยู่รอดได้ ดังนั้น กษัตริย์จึงมี อ�านาจอันถือเป็นของคู่กันมากับชาติ ผู้ท�าลายกษัตริย์เท่ากับท�าลายชาติ และความสุขของตน...”๑๓ ตลอดรัชกาล พระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะโฆษณาและเน้น ย�้าลัทธิราชาชาตินิยมผ่านเพลงปลุกใจ บทพระราชนิพนธ์ต่างๆ บทความในหนังสือพิมพ์ พระบรมราโชวาทในบริบทต่างๆ๑๔ การ ออกไปรบของผู้ชาย จึงไม่ใช่เพียงสละชีพเพื่อชาติ หากแต่พลีชีพ เป็นราชพลีและการประกาศถึงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ด้วย เพื่อประกันความมั่นพระราชหฤทัยในความจงรักภักดีการดื่มน�้า พิพัฒน ์สัตยาจึงกลายเป ็นพิธีกรรมส�าคัญที่ถูกจัดสม�่าเสมอในดุสิตธานี กองเสือป่า และโรงเรียนกินนอนในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสบถสาบาน ว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์การรักษาค�าพูดจึงกลายมาเป็นอีกคุณสมบัติ หนึ่งของเพศภาวะชายที่มีความกล้า เพราะการไม่โกหกก็แสดงถึงความ กล้าอย่างหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริงการ สมัครเป็นสมาชิกเสือป่าลูกเสือจึงผ่านการปฏิญาณตนให้สัตย์สัญญา เพื่อพิสูจน ์ว ่าค�าพูดค�าสัญญาของผู ้ชายเป ็นค�าสัตย ์ ผู ้ชายจึง ต ้องกล ้าออกไปรบเพื่อปกป ้องชาติและพระองค ์ ซึ่งมักน�ามาซึ่งความ บาดเจ็บและความตายที่ถือเป็นการท้าทายและการพิสูจน์ว่ารักชาติและ ภักดีต่อพระองค์อย่างจริงใจโดยไม่กลัวตายตามค�าปฏิญาณหรือไม่ ซึ่ง หมายถึงมี “ความเป็นชาย” พอหรือไม่ มากไปกว่านั้น ก็เป็นการยืนยัน ว่ายอมรับพระองค์ในฐานะ “เจ้าชีวิต” จริงๆด้วยเหตุนี้พระองค์จึงโปรด ให้ชายหนุ่มมีความกล้าเสียชีพแต่ไม่กล้าเสียสัตย์ เหมือนค�าปฏิญาณใน กองทัพและหน ่วยรักษาความปลอดภัยส ่วนพระองค ์อย ่างเสือป ่าและ ลูกเสือที่ว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” เมื่อการยอมตายเป็นการพิสูจน์ความจริงการซ้อมรบในพระราช วังสราญรมย์ จึงมีการให้ยิงเป้าเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยตรรกะที่ไม่ สมเหตุสมผลว ่าถ ้าไม ่ตายคือบริสุทธิ์จริง ถ ้าไม ่บริสุทธิ์ก็สมควรตาย๑๕
142 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ การดวลแบบยุโรปที่เป ็นการเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต จึงเข ้ามามีบทบาท ส�าคัญต่อการประกาศ “ความเป็นชาย” และเกียรติยศศักดิ์ศรี ที่ผู้ชาย ต้องอาศัยความกล้า พอๆ กับการแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งหาก เชื่อว่าบริสุทธิ์ใจจริงย่อมกล้าที่จะเผชิญและเสี่ยงชีวิตเพราะเป็นที่เข้าใจ กันดีระหว่างคู่ดวลว่าการดวลจะต้องสิ้นสุดลงด้วยการมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตาย ส�านักการดวลจึงได ้กลายมาเป ็นอีกการแสดงออกของเพศภาวะ ชายของตัวละครในพระราชนิพนธ์ เช่น “หลวงจ�าเนียรเดินทาง”๑๖ ขณะ เดียวกัน การไม่กล้าดวลหรือการกลัวตายก็เป็นการแสดงออกถึงความ ไม่บริสุทธิ์ใจ เช่น ในพระราชนิพนธ์ “แก้แค้น”๑๗ สุขภาพแข็งแรง ร่างกายกำายำา นับตั้งแต่สยามเข้าสู่การเป็นรัฐสมัยใหม่ รัฐก็เริ่มหันมามี ส�านึกใส่ใจสามัญชนมากขึ้นในฐานะประชาชนที่เป็นส่วนหนึ่ง และสร้างรายได้ให้กับรัฐ และเชื่อว่าชาติจะด�าเนินไปได้ถ้าประชาชน มีสุขภาพร ่างกายแข็งแรง พลานามัยสมบูรณ ์ น�าไปสู ่การก ่อตั้งกรม สาธารณสุขแห่งประเทศสยาม เพื่อควบคุมและดูแลรักษาความสะอาด เนื้อตัวร่างกายประชาชน หาความรู้เรื่องคนเกิดคนตายและคนเจ็บด้วย โรคต่างๆ ท�าลายแหล ่งเพาะเชื้อ จัดการป ้องกันและระงับโรคระบาด ร ่างโครงพระราชบัญญัติการสาธารณสุข ควบคุมการบ�าบัดโรค และ ออกกฎหมายด้านสาธารณสุข สุขอนามัย สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มฉกรรจ์ซึ่งส�าหรับรัชกาลที่ ๖ หมาย ถึง “ทหาร” ที่จะต้องแข็งแรง ไม่อ่อนแอปวกเปียกขี้โรค เพราะ “คนที่ ไม่แขงแรงก็ไม่มีประโยชน์ในการสงคราม นับว่าอยู่เปลืองเข้าสุกเปล่า” มากไปกว่านั้นยังจะถูกเรียกว่า “ไม่ใช่ทหาร” ซึ่ง “...เท่ากับถูกเรียกว่า ไม่ใช่ผู้ชาย...”๑๘ เมื่อส�านึกของสุขภาพพลานามัยเพศชายไม่สามารถแยกออกจาก ความมั่นคงของชาติได ้ รัชกาลที่ ๖ จึงพระราชนิพนธ ์ “กันป ่วย” ใน
ชานันท์ ยอดหงษ์ 143 ฐานะหนังสือ “ช่วยตัวเอง” (Self-help) ส�าหรับชายหนุ่มในการบ่มเพาะ ถนอมร่างกาย๑๙ เช่น“อย่าหาโรคใส่ตัว, กินเหล้า, สูบยา หรือคบผู้หญิง ไม่ดีเปนต้น.” ๒๐ “ผู ้หญิงไม ่ดี” หรือหญิงนครโสเภณีจึงถูกจัดประเภท ให้อยู่ในสถานะเดียวกับเหล้าและฝิ่นเพราะเป็นพาหะกามโรคที่บั่นทอน ก�าลังสุขภาพผู้ชาย ในพระราชนิพนธ ์ กามโรคซึ่งเป ็นความเจ็บป ่วยจากการร ่วม เพศกับ “หญิงไม ่ดี” กลายเป ็นโรคที่พระองค ์ทรงอธิบายโทษภัยเป ็น พิเศษกว่าการเจ็บป่วยอื่นๆไว้อย่างละเอียดไม่เพียงท�าให้ต้องหยุดงาน ท�างานได ้น ้อยเหมือนกลายเป ็นคนขี้เกียจ ยังท�าให ้พิการง ่อยเปลี้ยเสีย ขา ตามืดจมูกโหว่ มีแผลลึก เป็นอันตรายแก่ข้อเข่าและถึงตายได้ แต่ ดูเหมือนว่ากามโรคส�าหรับพระองค์เป็นความเจ็บป่วยทางสังคมมากกว่า เพราะทรงแนะน�าการปฏิบัติต ่อผู ้ที่เป ็นกามโรคราวกับเป ็นตัวกาลกิณี นอกจากไม ่ให ้ใช ้ทั้งเครื่องนุ ่งห ่ม ผ ้าเช็ดหน ้า ภาชนะดื่มน�้าร ่วมกับคน เป็นกามโรคและภาชนะที่คนเป็นกามโรคสัมผัสดื่มน�้าหรือกิน พระองค์ ยังเตือนไม่ให้นั่งหรือนอนเบียดซึ่งหากจ�าเป็นต้องสัมผัสร่างกายต้องรีบ ล ้างให ้สะอาดทันทีและแน ่นอนที่สุด “ควรระวังให้คนโรคแตะต้องกาย ของเราให้น้อยที่สุดจะท�าได้.”๒๑ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งส�าหรับนายในของพระองค ์ที่พระองค ์ทรง พระราชนิพนธ์สามัคคีเสวกส�าหรับนายในไว้ว่า มิหน�าซ�้าเสียเวลารักษาป่วย ใครจะช่วยเวทนาก็หาใม่ มีแต่พากันว่าสาแก่ใจ ก็อยากเที่ยวท�าไมช่างหัวมัน ถึงตั้งจิตคิดสนองพระเดชพระคุณ โรคทารุณมันตัดความขยัน กว่าจะหายปกะติสิหลายวัน วิ่งใม่ทันพวกเพื่อนที่ดีๆ เสียเวลาเพราะหาโรคใส่ตน เพราะอยากเที่ยวซุกซนใม่พอที่ สนุกเพียงครู่เดียวเท่านั้นซี ต้องทนทุกข์เทวศทวีหลายเวลา๒๒ เช ่นเดียวกับที่ทรงเตือนนักเรียนมหาดเล็กหลวงชั้นใหญ ่เกี่ยว กับการแสดงออกถึงความโง่ ในงานวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๔๕๙ ว่าความ ประพฤติเพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วด้วยการกินเหล้า เที่ยวกลางคืน และคบผู้หญิง เพราะน�าไปสู่โรคและความเจ็บป่วย ซึ่งชาติจะรุ่งเรืองได้
144 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ถ ้าพลเมืองมีก�าลังกายสมบูรณ ์๒๓ นอกเหนือจากออกกฎมนเทียรบาล ห้ามไม่ให้นายในของพระองค์แต่งงานกับหญิงนครโสเภณี ขณะเดียวกันพระองค์ทรงวาดภาพเพศภาวะหญิงให้อยู่ในสถานะ ตรงข ้ามกับเพศภาวะชาย ผู ้หญิงไม ่เพียงเป ็นเพศที่อ ่อนแอกว ่าผู ้ชาย ตามธรรมชาติ กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงเท่าผู้ชายเพราะไม่ได้ออกก�าลังกาย “ปอดไม่ใคร่จะครองอากาศได้ดี หัวใจไม่ใคร่จะฉีดโลหิตไปได้แรง เพราะอยู่แต่เย่าเฝ้าแต่เรือน ไม่ใคร่จะได้ไปเสพย์อากาศที่บริสุทธินอก บ้านนอกเมืองเหมือนผู้ชาย”๒๔ ในจินตกรรมของพระองค์ “ความเป็นหญิง” เสมือน “เปนโรค โดยเฉภาะของหญิง” ทรงถือว่าเป็น “...โรคเส้นประสาทพิการ ซึ่งแสดง อาการที่จะพูดหรือท�าสิ่งใดด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดโวยวายนั้น...ซึ่งมีเส้น ประสาทตึงเครียดอยู่โดยปรกติ, โรคชนิดนี้ยอมให้แต่หญิงพิการเขา เปนเจ้าของแต่ฝ่ายเดียวเถิด.” ๒๕ เหมือนที่ทรงพระราชบันทึกเกี่ยวกับ พระญาติพระวงศ์ฝ่ายในของพระองค์ว่า “...ส่วน ‘โทษ’ ของหญิงโอนั้น ได้ความว่ามีอยู่คือเคยแผลงฤทธิ์กับแม่ถึงลงนอนดิ้นร้องกรี๊ดๆ, ซึ่งฟัง ดูเปนลักษณะของ ‘ฮีสเตเรีย’ อยู่, แต่เสด็จแม่ทรงพระด�าริห์ว่า ถ้าได้มี ผัวเสียแล้วคงจะหาย ข้อนั้นอาจจะเปนได้ แต่ก็ถ้าไม่หายจะท�าอย่างไร ฉันจะมิต้องมีเมียที่คุ้มดีคุ้มร้ายอยู่หรือ...”๒๖ มากไปกว ่านั้น การใกล ้ชิดคลุกคลีและการร ่วมเพศกับผู ้หญิง ยังน�าไปสู่การติดเชื้อผู้หญิง อ่อนแอ เจ็บป่วย เช่น “สวาย” ใน “หัวใจ นักรบ” ที่ขี้โรค ก�าลังน ้อย ไม ่มีแรงเล ่นฟุตบอล “...มัวฝึกซ้อมออก ก�าลังเสียทางหนึ่ง...” ซึ่งหมายถึงการมีเพศสัมพันธ ์ นอกจากนี้ สวาย ยังมีนิสัยช ่างฟ ้องประจบสอพลอ ชอบน�าความลับของผู ้อื่นออกมาพูด เห็นแก ่ตัว ขี้กลัวขี้ขลาด และในที่สุด ทรยศต ่อประเทศชาติ ในท้าย เรื่อง๒๗ ยิ่งการแต ่งงานและการครองเรือนยิ่งเป ็นกระบวนการท�าให้ ผู้ชายไม่ใช่นักรบเพราะกลายเป็นพลเรือน๒๘ กีฬาจึงเข้ามาตอบสนองพระราชนิยมเพศภาวะนี้ เพราะไม่เพียง พิสูจน ์ความกล ้า ความอดทนของผู ้ชาย ช ่วยให ้พลานามัยแข็งแรง ก�าย�า บึกบึน มีระเบียบวินัย รู้จักรักษาความสะอาด แต่ยังท�าให้ผู้ชาย
ชานันท์ ยอดหงษ์ 145 ไม ่เสียเวลาเปล ่าประโยชน ์กับผู ้หญิง หรือสนใจผู ้หญิงเพื่อตอบสนอง ความต้องการทางเพศเพราะ “...ท�าให้รู้สึกเหนื่อยพอสบาย และจะค่อย วายคิดในทางเรื่องผู้หญิงได้เปนอันมาก.” ๒๙ ในเวลาเดียวกันก็เป ็นอีก กระบวนการสร ้างสายสัมพันธ ์ฉันมิตร ความเป ็นน�้าหนึ่งใจเดียวกันใน กลุ่ม “พวกเรา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่เล่นเป็นทีมซึ่งพระองค์ทรงเลือกฟุตบอล ที่เป ็นที่รู ้จักดีตั้งแต ่ก ่อนรัชกาลที่ ๖ เพราะจากการเสด็จประพาสป ักษ ์ ใต้ พ.ศ. ๒๔๕๘ ทรงพบว่าเป็นกีฬาที่คนปักษ์ใต้สนใจจ�านวนมาก ซึ่ง อาจเป็นเพราะรับอิทธิพลจากรัฐมลายูที่ก�าลังอยู่ภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ จากนั้นช่วงหลังของการเสด็จประพาสปักษ์ใต้ นายในที่ตามเสด็จจึงเริ่ม ตั้งทีมแข ่งขันกับทีมนครศรีธรรมราช ได ้สร ้างความพอพระราชหฤทัย อย่างมาก๓๐ พระองค ์ทรงพระราชอรรถาธิบายถึงฟุตบอลว ่า “...เปนสิ่งที่ได้ ให้ผลดีกว่าอย่างอื่นในการเพาะความรู้สึกเปนมิตร์ และชักน�าให้บุคคล ต่างหมู่ต่างเหล่าได้มามีโอกาสพบปะกระท�าความสามัคคีสนิทสนมซึ่ง กันและกัน...เวลาใดที่คนหนุ่มๆ มาประชุมรวมกันอยู่ในที่แห่งเดียวกัน เป็นจ�านวนมาก จะเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม ความคะนองอันเป็น ธรรมดาแห่งวิสัยหนุ่มจ�าเป็นต้องมีทางระบายออกโดยอาการอย่างใด อย่าง ๑...”๓๑ นอกจากเป ็นกิจกรรมรองรับสังคมชายล ้วน ฟุตบอลยังเป ็น กลไกส�าคัญในการสร้างนักรบเพื่อกษัตริย์และแผ่นดิน ซึ่งส�านึกภายใน สหราชอาณาจักร ฟุตบอลเป ็นการสร ้างชาตินิยมอย ่างเป ็นทางการ ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙ ในฐานะการระบายความเกลียดชังลึกๆ ที่ เกิดจากประวัติศาสตร ์และความทรงจ�าร ่วมของรัฐชาติ แต ่เปลี่ยนผ ่าน มาเป ็นกีฬาที่เต็มไปด ้วยการปะทะกันอย ่างรุนแรงและดุเดือดในแต ่ละ การแข่งขัน๓๒ ฟุตบอลกลายเป ็นตัวแทนของสงคราม เพราะช่วยสนองตอบ ส�านึกชาตินิยมปลดปล่อยความโหยหาความรุนแรงและระบายพลังงาน ความก้าวร้าวของผู้ชาย ฟุตบอลกับชาตินิยมจึงแยกจากกันไม่ออกโดย
146 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ภาพฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นักฟุตบอลจาก คณะฟุตบอลสยาม กับ ราชกรีฑาสโมสร ในการแข่งขันชิงถ้วยทองพระราชทาน
ชานันท์ ยอดหงษ์ 147 เฉพาะฟุตบอลทีมชาติ เพราะอยู ่ในฐานะภาพตัวแทนของประเทศและ พลเมือง๓๓ พระองค ์จึงโปรดให ้มีการตั้งทีมฟุตบอลท ้าแข ่งขันกับทีม ของอังกฤษ น�าไปสู่ “คณะฟุตบอลส�าหรับชาติสยาม”และก่อตั้ง “สมาคม ฟุตบอลแห่งกรุงสยาม” ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ แม ้ว ่าในอังกฤษนับตั้งแต ่ต ้นศตวรรษที่ ๑๙ กลุ ่มผู ้เล ่นกีฬา ฟุตบอลชนชั้นขุนนางลดลง แต ่กลุ ่มผู ้เล ่นชนชั้นกลางขยายตัวมากขึ้น จนกลายเป ็นกีฬาสัญลักษณ ์ของชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานที่เป ็น ฝ ่ายต ่อต ้านอภิชนาธิปไตยและศาสนาคริสต ์ โดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน กลายเป็นงานอดิเรกกิจกรรมพักผ่อนที่มักสร้างสนามใกล้กับศูนย์กลาง ชุมชน๓๔ และส�าหรับชนชั้นผู้ดีฟุตบอลถูกมองว่าเป็นกีฬาชนชั้นต�่า และ เป็นพื้นที่การแสดงออกถึงความรุนแรงของพวกชั้นต�่า๓๕ พระองค์ทรงสนับสนุนอย่างยิ่งให้นายในเล่นฟุตบอลและไม่ทรง แสดงพระอาการหวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนในบางคราวที่บรรดามหาดเล็ก นายในของพระองค์ซ้อมฟุตบอลใกล้ห้องทรงพระอักษรส่งเสียงดังขณะ ที่พระองค์ทรงพระอักษร แต่จะไม่ทรงสามารถทนกับเสียงตุ๊กแกได้๓๖ ด ้วยส�านึกเพศภาวะนี้ ชายหนุ ่มนักกีฬาที่มีร ่างกายก�าย�าบึกบึน แข็งแรงจึงเป ็นที่โปรดปรานของพระองค ์ เมื่อพระองค ์ทอดพระเนตร ร้อยโทเทียบเด็กหนุ่มอายุ๑๘ ปีผู้ซึ่งร่างกายก�าย�าและเคยเป็นนักกีฬา น�าขบวนหลวงสง่างามกว่านายต�ารวจคนอื่นๆจึงรับสั่งให้น�ามาถวายตัว และโปรดให ้ถวายการอยู ่งานอย ่างใกล ้ชิดและทรงชุบเลี้ยงจนได ้เป ็น พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง๓๗ เช่นเดียวกับ ร.ท. แม้น สังขวิจิตร ผู้บังคับกองร้อยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ผู้ “...มีรูปร่างสูงใหญ่ มี สง่าผ่าเผย” พระองค์ทรงโปรดปรานมากจนรับสั่งให้เข้าเฝ้าอยู่เสมอและ ทรงช�าระหนี้ให้จนหมด๓๘ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ารัชกาลที่ ๖ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ โปรดการเล่นกีฬา ผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์ต่างเห็นว่า พระองค์ไม่โปรดออก ก�าลังหรือทรงกีฬา แต ่โปรดทอดพระเนตรชายหนุ ่มเล ่นกีฬามากกว ่า หรือถ้าพระองค์ทรงกีฬาเอง พระองค์จะทรงมีผู้แทนพระองค์ในการออก แรง เช่นเมื่อทรงเล่นราวเดอร์ จะมีนายในวิ่งรอบหลักแทนเมื่อพระองค์
148 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงตีลูกได ้๓๙ และเมื่อยังทรงพระเยาว ์ พระองค ์มักทรงอ ้างที่จะเลี่ยง เล่นกีฬาเสมอๆ๔๐ อยู่ห่างจากผู้หญิง รัชกาลที่ ๖ ทรงเชื่อว่าผู้หญิงและ “ความเป็นหญิง” เป็นชนวน ความเจ็บป่วยเปราะบาง และอ่อนแอให้กับผู้ชายผู้ควรจะมีร่างกายแข็ง แรง พลานามัยสมบูรณ์ จนการเที่ยวกลางคืนและคบผู้หญิงกลายเป็น ความประพฤติและการแสดงออกถึงความโง่๔๑ เหมือนกับที่ Baden-Powell ตั้งกลุ่ม Scout เพื่อให้เด็กชาย รักษาพรหมจรรย ์ เอาชนะความอยากทางเพศ และป ้องกันไม ่ให ้ไปมี ความสัมพันธ ์กับเด็กผู ้หญิง เพราะเชื่อว ่าการออกไปเที่ยวกับผู ้หญิง หลายคืนติดต่อกันเป็นนิสัยที่โง่เขลาไร้สาระ ตามส�านึกวิคตอเรียนและ ต้นเอ็ดวอร์เดียน๔๒ เนื่องจากผู้ชายในอุดมคติของพระองค์ต้องมีความกล้าหาญ เสีย สละ เข ้มแข็ง อย ่างน ้อยที่สุดต ้องไม ่แสดงอาการอ ่อนแอเปราะบาง ที่ เป็นนิสัย “แบบผู้หญิง” ซึ่งอาจจะติดนิสัยได้ด้วยการเข้าใกล้คลุกคลีกับ ผู้หญิง การข้องแวะกับผู้หญิงจึงเป็นภัยอันตรายที่สร้างมลทินต่อความ บริสุทธิ์ของ “ความเป็นชาย” ผู้ชายยิ่งใกล้ชิดผู้หญิงมาก ก็ย่อมน�าไปสู่ การด้อยคุณค่าและคุณสมบัติ “ความเป็นชาย” งานพระราชนิพนธ์ของพระองค์จึงมักวาดภาพผู้หญิงที่มัก เป็นภัยสร้างปัญหาให้กับผู้ชายเสมอเช่น“อุไร” ใน“หัวใจชายหนุ่ม” ที่มีลักษณะปากสว ่างเก็บความลับไม ่อยู ่ ชอบนินทา พูดจาแดกดัน ขี้บ่น เจ้าอารมณ์ โมโหร้าย ประจบสอพลอ จิตใจโลเล เมื่อแต่งงานก็ สร ้างความเสื่อมเสีย ความเดือดร ้อนร�าคาญและหนี้สินให ้แก ่ผัวอย ่าง มาก เพราะผู ้หญิงเป ็นเพศที่มีนิสัยฟุ ่มเฟ ือย และถ ้าเป ็นผู ้หญิงสมัย ใหม ่เมื่อแต ่งงานแล ้วมักไม ่ย�าเกรงผัว กล้าข่มเหง ดุด ่า และแสดง อาการโกรธเคืองผัวต่อหน้าสาธารณชน๔๓ และ “สลับ” ใน “บ่วงมาร” ที่ ชายใดแต ่งงานด ้วยมักได ้รับความเสื่อมเสีย เป ็นที่รังเกียจของเพื่อนๆ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 149 ซึ่งพระองค ์ก็ทรงนิยามว ่า นางเป็น “นางกากีสมัยใหม ่” และ “คน ดอกทอง”๔๔ ขณะเดียวกันพระองค ์มักให ้หนังสือพิมพ์ภายใต้การผลิต ของพระองค ์อธิบายลักษณะหญิงที่เต็มไปด ้วยส�านึกต�าหนิ ล ้อเลียน ถากถาง ดูแคลน อยู่เสมอ๔๕ เหมือนงานเขียนของ Robert Louis Stevenson ที่มีการสร้าง ภาพของผู้หญิงให้เป็นภัย ความเจ็บป่วย ปีศาจ บ่อนท�าลาย และความ ร้ายกาจ เพราะในปลายศตวรรษที่๑๙ เริ่มเกิดการเคลื่อนไหวทางสังคม ของผู้หญิงอย่างชัดเจนแนวคิดทัศนคติที่ให้ผู้หญิงมีบทบาทและตัวตน บนพื้นที่นอกบ ้านขยายตัวมากขึ้น ซึ่งได ้สร ้างความกังวลต ่อผู ้ชายบาง กลุ่มในสถานภาพ บทบาท และอ�านาจตนเองในพื้นที่สาธารณะ๔๖ แน่นอน บทละครของพระองค์บางเรื่องจึงเป็นเรื่องของพระเอก ที่ไม่ได้ใกล้ชิดนางเอกจนกระทั่งแต่งงานซึ่งเนื้อเรื่องก็ไม่ได้เน้นความรัก ความสัมพันธ ์คู ่พระนาง และบางเรื่องก็ไม ่มีทางได ้ใกล ้ชิดกันไปตลอด เหมือนกับหลวงมณีราษฎร์บ�ารุงกับอุไรใน “หัวใจนักรบ”๔๗ พระองค์ทรงเชื่อว่า ผู้ชายต้องออกมาจากพื้นที่บ้าน ท�างานนอก บ้านและฝากบ้านไว้กับเมีย๔๘ เพราะผู้ชายเท่านั้นต้องเป็นหัวหน้าครอบ ครัวไม่ใช่ผู้หญิง๔๙ เหมือนส�านึกครอบครัวแบบวิคตอเรียน ที่หลังจาก การปฏิวัติสังคมอุตสาหกรรมก่อนรัชกาลสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ได ้น�าไปสู ่ครอบครัวเดี่ยวสมัยใหม ่ และการแบ ่งเพศภาวะชายหญิง อย ่างชัดเจนผ ่านการแบ ่งงานกันท�าระหว ่างพื้นที่ในบ ้านกับนอกบ ้าน ผู ้ชายมีบทบาทหน ้าที่ออกมาท�างานบนพื้นที่สาธารณะนอกบ ้านที่กลาย เป็นพื้นที่ส�าหรับผู้ชายเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวที่ประกอบไปด้วยเมียและ ลูก ในฐานะ “หัวหน้าครอบครัว” ขณะที่บ้านเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ผู้หญิง ท�างานและมีบทบาทอย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าเป็นลักษณะเฉพาะ และภาพเหมารวมของวัฒนธรรมวิคตอเรียนทั้งหมด หากแต่เป็นการ นิยามเพศภาวะเฉพาะกลุ ่มชนชั้นกลาง แรงงานมีฝ ีมือ พวกผู ้ดี และ ขุนนางโดยเฉพาะ๕๐ เพราะแม ้ว ่าผู ้ชายมีหน ้าที่ออกนอกบ ้านท�างานหาเลี้ยงเมียและ ลูก มีบทบาทอย ่างมากบนพื้นที่สาธารณะ ผู ้หญิงท�างานภายในบ้าน
150 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ และมีบทบาทเฉพาะในบ ้านและครอบครัว ซึ่งเป ็นพื้นที่ส ่วนตัว แต่ ผู้ชายไม่ได้ถูกตัดขาดจากพื้นที่บ้านและครอบครัวอย่างชัดเจน พอๆกับ ที่ผู้หญิงไม่ได้มีอ�านาจและยึดครองบทบาทภายในบ้านทั้งหมดแม้ผู้หญิง จะมีอ�านาจและบทบาทส�าคัญต ่อพื้นที่บ ้านจริง แต ่ในฐานะเมียและแม ่ หรืออย ่างมากที่สุดคือเทพธิดาในบ ้านเท ่านั้น ผู ้ชายยังคงมีบทบาทต ่อ บ ้านเช ่นกัน ในตอนเย็นหลังจากเลิกงาน ผู ้ชายจะกลับมาดูแลสั่งสอน ลูก ขณะเดียวกันก็เป็นผู้น�าสวดมนต์ในครอบครัว๕๑ เพราะอย่างไรก็ตาม ส�านึก “ความเป็นชาย” ของชายชนชั้นกลาง อังกฤษตลอดคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ โดยเฉพาะก่อน ค.ศ. ๑๘๗๐ นอกจากจะเน ้นไปที่การเป ็นทหารนักรบหรือวีรบุรุษที่สร ้างวีรกรรมเพื่อ ปกป ้องรัฐและขยายจักรวรรดิแล ้ว ยังให ้ความส�าคัญกับผู ้ชายในฐานะ “family man” ที่จะต ้องเป ็นส ่วนหนึ่งของบ ้าน ช ่วยเมียดูแลกิจการ ในครอบครัวอีกด้วย๕๒ ยิ่งในช่วงทศวรรษที่ ๑๘๓๐-๑๘๔๐ ที่สถานการณ์ทางการเมือง ไม ่มั่นคง บ ้านและครอบครัวส�าหรับชนชั้นกลางวิคตอเรียนไม ่เพียง ถูกนิยามชวนเชื่อในฐานะพื้นที่มั่นคงปลอดภัย พื้นที่พักผ ่อนเสมือน หลุมหลบภัยจากโลกภายนอกที่เต็มไปด ้วยการแข ่งขัน และความไม่ มั่นคง๕๓ ยังเป ็นสถานที่ล�้าค ่าที่อยู ่ในความทรงจ�าของผู ้ชายที่ต ้องออก เดินทางไกลออกจากบ้าน เช่น ทหาร กะลาสี๕๔ เพียงแต ่ในภายหลัง ค.ศ. ๑๘๗๐ จักรวรรดินิยมอังกฤษต ้อง แข ่งขันกับมหาอ�านาจอื่นๆ ในการล ่าอาณานิคมและขยายอิทธิพล ท�า ให้ “ความเป ็นชายแบบอังกฤษ” ถูกเน ้นไปที่การผจญภัยบนโลกนอก บ้าน การประสบความส�าเร็จแบบผู ้ชายและต ่อสู ้เป ็นหลัก ซึ่งต ้องแยก ตัวจากครอบครัวและพื้นที่ภายในบ ้าน ที่บ ้านกลายเป ็นโลกของผู ้หญิง และงานบ ้านกลายเป ็นงานของผู ้หญิงอย ่างชัดเจนมากขึ้น ก ่อนการยุติ สงครามโลกครั้งที่ ๑ (หลัง ค.ศ. ๑๙๑๘) และการเสื่อมอ�านาจของ จักรวรรดิอังกฤษที่ท�าให ้ความเป ็นชายหันกลับมาเป ็นส ่วนหนึ่งของ ครอบครัวและพื้นที่บ ้านอย ่างชัดเจน ช ่วยก ่อร ่างสร ้างครอบครัวอีก ครั้ง๕๕
ชานันท์ ยอดหงษ์ 151 แม ้ทรงพยายามอย ่างมากที่จะแยกผู ้ชายออกจากผู ้หญิง แต่ รัชกาลที่ ๖ เองก็ทรงทราบดีว่าผู้ชายไม่อาจจะหลีกหนีที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ ผู้หญิงได้ ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดผู้ชายต้องเลือกที่จะแต่งงานช้า ด ้วยเหตุนี้พระองค ์จึงเริ่มมีพระมเหสีเทวีเมื่อบั้นปลายพระชนม ชีพ ไม ่กี่พรรษาก ่อนสวรรคต ขณะที่พระราชอนุชาธิราชร ่วมสมเด็จ พระราชชนนีต ่างมีพระชายาซึ่งบางพระองค ์ก็มีพระโอรสธิดากันแล ้ว มากไปกว ่านั้น พระองค ์ยังทรงก�าหนดให ้การแต ่งงานอยู ่บนพื้นฐาน ส�านึกของการจัดการพื้นที่ในบ ้านมากกว ่าการร ่วมเพศ ดังที่ทรงกล ่าว ว่า “...ธรรมดาผู้ปกครองเคหะสถานย่อมมีกิจธุระดูแลการงานต่างๆ ถ้า ต้องมัวเปนห่วงในการที่เรียกว่าการบ้านการเรือนเปนต้นฉนี้ ก็จะเปน เครื่องให้เกิดกังวนจนมิอาจจะกระท�าการใหญ่ได้โดยเต็มสติก�าลัง เพราะฉนั้นจึงอาไศรยภรรยาซึ่งต้องใจให้ช่วยเปนธุระในส่วนการบ้าน เรือน...”๕๖ ความสัมพันธ ์ระหว ่างพระองค ์กับพระมเหสีเทวีจึงเป ็นความรัก แบบจงรักภักดีอย่างแบบ“ข้ารักเจ้า”หรือ“บ่าวรักนาย” เช่นที่พระสุจริต สุดาอธิบายถึงความรักต ่อรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป ็นป ัจจัยแห ่งความเข ้าใจที่ ท�าให้พระองค์ทรงชุบเลี้ยงพระนางกระทั่งสวรรคต๕๗ เพราะอย่างไรก็ตามส�าหรับพระองค์ผู้หญิงไม่เพียงสร้างความเจ็บ ป่วยต่อสุขภาพกาย แต่ยังท�าลายสุขภาพจิตและเกียรติยศชื่อเสียงของ ผู้ชาย ในพระราชบันทึกส่วนพระองค์จึงมักทรงระบายความรู้สึกอึดอัด หงุดหงิดเกือบทุกครั้งที่เห็นบรรดานางใน หรือไม่ว่าพวกผู้หญิงท�าอะไร ก็มักขัดหูขัดตาพระองค์เสมอ๕๘ และถ้าหากยิ่งมีจ�านวนมากๆ ก็จะทรง “ร�าคาญจนแทบหน้ามืด” อยากจะไล่ให้พ้นพระเนตรพระกรรณ๕๙ เช่น ในคืนที่รัชกาลที่ ๕ สวรรคต พระองค์ต้องบรรทมที่พระราชวังสวนดุสิต มีเพียงเจ ้าพระยารามราฆพที่รับใช ้คนเดียวเท ่านั้นยามดึก๖๐ พระองค์ ทรงรู้สึก “อัปรีย์เหลือทน” ที่พบพวกผู้หญิงคอยดักเฝ้า บางคนเข้าไป ซ ่อนในห ้องน�้า จนพระองค ์ต ้องให ้หลวงศักดิ์นายเวร (ม.ร.ว. ลพ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา) ไล่พร้อมคาดโทษว่าผู้หญิงคนใดเข้ามาเพ่นพ่าน ใกล ้อีกพระองค ์จะทรงจับเฆี่ยนตามพระราชนิยม๖๑ และระยะเวลา
152 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ ศจี พระวรราชชายา ทรงเครื่องแÿÿนายทหารราชนาวี (ภาพจาก สมเด็จพระบรม ราชินี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. คณะกรรมการอำานวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระÿรมราชินีนาถ จัดพิมพ์เĀ็นที่ระลึกในโอกาสพระราช พิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอÿ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗)
ชานันท์ ยอดหงษ์ 153 ที่เหลือของสมเด็จพระพันป ีหลวง ทุกครั้งที่เสด็จฯ เยี่ยมพระมารดา พระองค ์ก็ไม ่ได ้ประทับในพระราชวังพญาไทจนถึงเวลากลางคืนเหมือน เช ่นพระอนุชาพระองค ์อื่นๆ เพราะไม ่คุ ้นเคยกับสภาพที่แวดล ้อมไป ด้วยผู้หญิง๖๒ นอกจากนี้จะทรงพระพิโรธหากถูกถามถึงการแต ่งงาน เช ่นที่ ข ้าราชการชั้นผู ้ใหญ ่ถูกกริ้วเพราะทูลถามพระองค ์เรื่องไม ่มีพระมเหสี จนไม ่มีนายในคนใดกล ้าถามเรื่องอภิเษกสมรสด ้วยความหวาดกลัว๖๓ และเมื่อพระองค ์อภิเษกสมรสก็จะประทับด ้วยเป ็นการส ่วนพระองค ์ เฉพาะวันมงคลที่ทรงเลือกโดยเฉพาะเท ่านั้น ซึ่งกล ่าวกันว ่าเพื่อให ้มี พระรัชทายาท ไม่ใช่เพื่อความสุขทางเพศ ส่วนในคืนอื่นๆ พระองค์จะ ทรงขลุกพระองค ์ร ่วมกับนายในตลอดเวลาตามปรกติ๖๔ และโปรดให้ พระมเหสีเทวีเข ้าเฝ ้าเป ็นครั้งคราวเท ่านั้น โดยเฉพาะอย ่างยิ่งเมื่อทรง ต ้อนรับแขกเมืองโปรดและเสวยพระกระยาหาร ซึ่งจะร ่วมโต ๊ะเสวย กับเจ้าพระยารามราฆพด้วย๖๕ ในเวลาเดียวกันพระองค ์ก็พยายามให ้ผู ้ชายใกล ้ชิดแวดล ้อม ผู ้หญิงให ้น ้อยที่สุดแม ้ว ่าจะแต ่งงานแล ้วก็ตาม ด ้วยเหตุนี้ผู ้ชายจึงมี เพศสัมพันธ ์กับผู ้หญิงอย ่างมากที่สุดก็เพื่อสืบพันธุ ์เท ่านั้น ผู ้ชายจึงไม ่ จ�าเป ็นที่จะมีเมียมาก ซึ่งพระองค ์ก็พยายามอย ่างยิ่งที่จะจูงใจให ้ผู ้ชาย มีเมียเพียงคนเดียวในครอบครัว แม้ไม่ทรงออกพระราชบัญญัติและกฎมนเทียรบาลให้ผู้ชายและ ข้าราชการชายของพระองค์มีเมียเพียงคนเดียว แต่พระองค์ทรงเต็มไป ด ้วยท ่าทีรังเกียจการแต ่งงานแบบผัวเดียวหลายเมียผ ่านบทความ บท ละคร และพระบรมราโชวาทอย ่างชัดเจนที่ผู ้ชายในจินตกรรมของ พระองค ์จะต ้องไม ่เป ็นนักเลงเจ ้าชู ้ และถ ้าภรรยาห ้ามไม ่ให ้นอกใจก็ไม ่ ควรขัดขืน ดังที่เคยมีพระบรมราโชวาทในงานวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๔๕๗ ในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง๖๖ ซึ่งเป ็นสิ่งหนึ่งที่พระองค ์ทรงเชื่อว ่าพระ องค ์เป ็นผู ้ยกระดับสถานภาพของผู ้หญิง แม ้ว ่าส�าหรับพระองค ์แล ้ว การที่ผู้ชายมีเมียน้อยเป็นความผิดของผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเพราะ “...แท้จริงไม่ควรลืมว่าผู้ชายนั้น ธรรมดาย่อมเป็นสัตว์ที่มีเมีย
154 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ มาก, เช่นเดียวกับสัตว์ตัวผู้ชนิดอื่นๆ, เพราะฉนั้นถ้าหญิงคนใดอยาก ผูกความรักของผัวไว้ให้แน่น ควรจะต้องแต่งตัวงามๆ ให้ยวนตายวน ใจ, ควรปฏิบัติให้เปนไปในทางบ�ารุงความสุขกายสุขใจ, ให้ผัวรู้สึกว่า เปนมิตร์แลที่ปฤกษาด้วย. ถ้าท�าเช่นนี้ได้แล้วก็จะไม่จ�าเปนต้องห้ามผัว มิให้มีเมียน้อยเลย.”๖๗ รักการผจญภัยและธรรมชาติ ด้วยบริบทสังคมการเมืองศตวรรษที่๑๙ จักรวรรดินิยมอังกฤษ ต ้องแข ่งขันกับจักรวรรดิอื่นในการขยายประเทศอาณานิคม ซึ่งการล ่า อาณานิคมของตะวันตกน�าไปสู ่ส�านึกของการวาดแผนที่ การเดินทาง ผจญภัยจ�าเป ็นต ้องรู ้เส ้นทางและวาดแผนที่เพื่ออธิบายตัวตนของพื้นที่ การวาดแผนที่จึงเป็นการประกาศความสามารถของ “ความเป็นชาย”๖๘ การเล ่าเรื่องราวการผจญภัย เผชิญสัตว ์ร ้าย ธรรมชาติอัน น ่ากลัว และคนป ่าผู ้โหดเหี้ยมจึงถูกวางอยู ่ในฐานะเรื่องเล ่าที่ประกาศ การมีเพศภาวะชาย ตลอดปลายศตวรรษที่ ๑๙-ต ้นศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งไม ่เพียงเกี่ยวข ้องกับลักษณะทางภูมิศาสตร ์ไปจนถึงเชื้อชาติ ชนชั้น และอัตลักษณ ์ทางเพศของผู ้ผจญภัย แต ่ยังอธิบายขอบเขตของอัต ลักษณ์และภูมิประเทศของจักรวรรดิอังกฤษยุควิคตอเรียน วรรณกรรมเยาวชนแนวนี้ถูกตีพิมพ ์เผยแพร ่เป ็นจ�านวนมาก ไม ่เพียงเฉพาะในอังกฤษ แต ่ยังแพร ่กระจายไปถึงประเทศอาณานิคม อังกฤษ โดยเฉพาะเรื่องราวการผจญของเด็กหนุ่มชนชั้นกลางคริสเตียน ผิวขาว เป ็นที่นิยมตั้งแต ่กลางคริสต ์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมาใน จักรวรรดิอังกฤษ เช่น วรรณกรรมของ Robert Michael Ballantyne (1825-1894) “The Coral Island” ที่เป็นการรับอิทธิพลจาก วรรณกรรม “Robinson Crusoe” ซึ่งส�านึกการรักผจญภัยก็ได ้ถูก จัดอยู ่ในส ่วนหนึ่งของเพศภาวะชายในรัชกาลสมเด็จพระราชินีนาถ วิคตอเรีย๖๙ รวมทั้งความพยายามสร ้างเพศภาวะชายของรัชกาลที่ ๖ ไม่ให้
ชานันท์ ยอดหงษ์ 155 มีคุณสมบัติแบบผู้หญิงที่เปราะบาง เฉื่อยชา อ่อนแอ และด้อยค่ากว่า ผู ้ชายจึงไม ่ควรอยู ่ติดบ ้าน เพราะอย่างไรแล้วขอบเขตบ้าน (domestic) คือการท�าให้เชื่อง (domesticate) ซึ่งเชื่อง (domesticated) ไม่ใช่ ลักษณะของ “ความเป็นชาย” การอยู ่ให ้ห ่างจากครอบครัวรวมไปถึง การหลีกเลี่ยงการสร ้างครอบครัวจึงเป ็นสิ่งที่พระองค ์ทรงกระท�าเกือบ ตลอดพระชนมชีพ ขณะเดียวกันพระองค ์ทรงห ่างเหินจากคนใกล ้ตัว ในราชวงศ ์อย ่างสมเด็จพระราชชนนีและพระราชอนุชา ตลอดจน พระประยูรญาติ พระองค์มักเสด็จฯ ไปเยี่ยมสมเด็จพระราชชนนีเพียง ปีละ ๒-๓ ครั้ง และประทับเพียงประมาณ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น๗๐ ขณะเดียวกันพระองค ์ยังโปรดประทับและว ่าราชการนอกพระ นครตามหัวเมืองมากกว ่า เช่น พระราชวังบางปะอิน พระราชนิเวศน ์ มฤคทายวัน พระราชวังสนามจันทร์ และระหว่างซ้อมรบเสือป่า๗๑ และ ในกรณีที่ประทับพระราชวังดุสิต พระองค์จะรับสั่งให้กรมราชเลขานุการ น�าโต ๊ะทรงพระอักษรไปตั้งใต ้ต ้นไทรริมอ ่างหยก ต ่อมาจึงรับสั่งให ้ น�า “เรือนผ ้าใบ” ที่เคยใช ้ขณะซ ้อมรบ มาสร ้างไว ้เพื่อเป ็นห ้องทรง พระอักษรและห ้องพระบรรทมในพระราชอุทยาน เพื่อสัมผัสเสียงนก แมลงและคางคกอึ่งอ่าง๗๒ รัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดปรานชนบทมากกว่า เพราะในกรุงเทพฯ เมื่อทอดพระเนตรไปทางไหนก็มักพบแต ่ โรงบ่อน โรงเหล้า โรงหญิง โรงภาพยนตร์๗๓ เนื่องจากในรัชกาลพระองค์ สถานบันเทิงที่เป็นแหล่ง พบปะของหนุ ่มสาวและธุรกิจที่เกี่ยวข ้องกับการร ่วมเพศระหว ่างหญิง ชายเติบโตอย่างรวดเร็วในพระนคร แม้แต่โรงภาพยนตร์ซึ่งได้กลายเป็น สถานที่โรแมนติค เป็นพื้นที่ของหนุ่มสาวนัดพบหรือหาคู่กัน เนื่องจาก ไม ่ได ้แยกที่นั่งระหว ่างหญิงชาย ท�าให ้ผู ้หญิงกับผู ้ชายนั่งเคียงข ้างกัน ได้ตรงกันข้ามกับโรงภาพยนตร์ในปักษ์ใต้ที่มีการแยกที่นั่งอย่างชัดเจน ตามจารีตอิสลามที่เข้มงวด๗๔ และเมื่อทรงเห็นชายชนบทแต่งงานแบบ ผัวเดียวเมียเดียว พระองค ์ก็ยิ่งทรงชมชนบทว ่า “ชาวชนบทไทยเรานี้ แท้จริงใกล้ช่าง ‘ศิวิไลซ์’ มากกว่าคนกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ๆ เสีย ด้วยซ�้า”๗๕ ซึ่งอันที่จริงแล้ว เพราะชายชนบทส่วนใหญ่เป็นสามัญชนจึง
156 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ไม่ต้องทั้งสะสมบารมีและใช้ระบบผัวเดียวหลายเมียเหมือนชนชั้นเจ้า ด ้วยเหตุนี้ พระองค ์จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ ้าพระยา มหิธร ราชเลขาธิการ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ว่า “...ได้เคย แสดงความเห็นหลายครั้งแล้วว่าควรจะย้ายโรงเรียนนายร้อยออกไปเสีย จากกรุงเทพฯ, เพราะในกรุงเทพฯ มีที่เที่ยวมากท�าให้เด็กใจแตก...”๗๖ ขณะเดียวกันก็ทรงสนับสนุนนักเรียนมหาดเล็กหลวงออกเผชิญกับพื้นที่ นอกเมืองตามป่าเขาล�าเนาไพร ศึกษาหาความรู้นอกเหนือจากต�าราและ ชั้นเรียนซึ่งทรงอ้างแกมประชดประชันตามพระอุปนิสัยว่าเพื่อให้เด็กของ พระองค์ไม่เป็น “กบอยู่ในกะลาครอบ” ที่เข้าใจว่าประเทศไทยมีเฉพาะ บางกอก เหมือนนักเรียนบางโรงเรียนในพระนคร๗๗ การเดินทางออกจากบ ้านไปสู ่ชนบทและป ่าไม ้ ไม ่เพียงเป ็นการ ตัดขาดจากโลกและลักษณะของผู้หญิง แต่ยังเป็นอีกกิจกรรมที่ท้าทาย และพิสูจน์ความเป็นชายเพราะการ “ผจญภัย”ต้องอาศัยความสามารถ ความกล้าหาญ ความอดทนกับความยากล�าบาก เผชิญหน้าและใกล้ชิด สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่รุนแรงและโหดร้ายอย่างท้องทะเล ป่าดิบ ชื้น และสัตว์ร้าย การซ ้อมรบของพระองค ์ในพระราชวังสราญรมย ์ ก ่อนเสด็จขึ้น ครองราชย์ จึงมักจ�าลองว ่าเป ็นพื้นที่ชนบท ป่าเขา นอกเมืองมากกว ่า ในเมือง และเมื่อมีกิจการเสือป ่า พระองค ์ก็โปรดให ้เสือป ่าและลูกเสือ ซ้อมรบและเดินทางไกลนอกพระนครตามป่าเขาเรือกสวนไร่นาและทรง ก�าหนดลักษณะผู้ที่ควรเป็นเสือป่าว่า “...ต้องเปนคนที่พอใจในการเที่ยว ในทางป่าและทางทุ่ง รู้จักทางดี เดินทางไหนไม่หลง เพราะรู้จักสังเกต พื้นที่ ตวัน ลม รอยเท้า และสิ่งอื่นๆ...”๗๘ เนื้อหาในพระราชนิพนธ์ “แบบสั่งสอนเสือป่าและลูกเสือ” จึงเน้น การเดินทางและอาศัยอยู่ในป่าในทุ่งการสังเกตธรรมชาติแม่น�้าล�าคลอง สายลม รอยเท้าสัตว์ ดวงดาว การท�านาฬิกาแดด การหาอาหารป่าเลือก เก็บและกินผลไม้ รวมไปถึงการเลือกและท�าที่นอนที่พักแรมในป่า๗๙ ในบางป ีพระองค ์ทรงให ้เสือป ่าเดินทางไกลแทนการซ ้อมรบ ซึ่ง ทรงหาเหตุสนับสนุนว ่า การอยู ่กรุงเทพฯ ท�าให ้สุขภาพทรุดโทรมเร็ว
ชานันท์ ยอดหงษ์ 157 เพราะนอนดึก กินอาหารส�าส่อน ไม่เป็นเวลา หาความเพลิดเพลินมาก เกินไป ท�าให้เส้นประสาทพิการ ซึ่งสามารถรักษาบ�าบัดได้ด้วยการเดิน ทางไกลเพราะเป็นการออกก�าลังกายอย่างหนึ่ง๘๐ ขณะเดียวกันก็พิสูจน์ ความจงรักภักดีต่อเจ้านายว่าจะสละชีวิตเพื่อพระองค์ได้หรือไม่ เพราะ อย่างน้อยที่สุดสะท้อนให้เห็นการเสียสละความสุขส่วนตัว๘๑ นอกจากนี้ การออกไปผจญภัยในสภาพแวดล ้อมธรรมชาติ สัตว ์ป ่าดุร ้ายไม ่ได ้แตกต ่างไปจากการออกจากบ ้านไปผจญกับข ้าศึก ศัตรู เพราะศัตรูส�าหรับพระองค ์มีสถานะเดียวกับสัตว ์ร ้าย เนื่องจาก ไม ่เพียงมี “ความเป ็นอื่น” แต ่ยังก ่อให ้เกิดอันตรายภาพลักษณ ์ของ ศัตรูของชาติอย่างเยอรมันหรือ “ชนชาติฮั่น” จึงเป็นความชั่วร้าย สัตว์ ยักษ ์มารและเหี้ยในหนังสือพิมพ ์ดุสิตสมิต ขณะเดียวกันพระองค ์ ก็น�าสัตว ์มาเปรียบเทียบกับผู ้ที่ไม ่รักชาติหรือจงรักภักดีต ่อพระองค ์ เหมือนพระราชนิพนธ์ประจ�าโรงเรียนมหาดเล็กหลวง๘๒ การเดินทางไกลเข ้าป ่าเขาท�าให ้ผู ้ชายได ้เรียนรู ้กิจกรรมในครัว เรือนหุงต้มอาหาร เย็บชุนเครื่องนุ่งห่มเป็นเอง๘๓ ซึ่งก็ท�าให้ผู้ชายพึ่งพา ผู้หญิงน้อยลง ผู้หญิงจึงถูกลดความจ�าเป็น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงยังเป็น ตัวถ ่วงในการเดินทางผจญภัยหรือเมื่อต ้องเผชิญกับเรื่องยากล�าบาก หรืออย่างน้อยที่สุด เป็นตัวถ่วงเวลา ท�าให้ล่าช้าในการเดินทางออก เช่น เดียวกับจดหมายเหตุรายวันตามเสด็จโคราช ในดุสิตสมิตว ่า “...พิลึก แท้ๆ, เราแต่งตัวเองสัก ๑๐ นาทีเปนอย่างช้าก็แล้วได้; แต่แม่ชื่นใจไป ช่วยแต่งท�าไมกินเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง! ที่จริงผู้ที่มีภรรยาแล้วก็คงจะต้อง เข้าใจอยู่เองแล้วโดยไม่ต้องให้ข้าพเจ้าอธิบาย, ...จนถึงเวลาอันควรจึ่งลา แม่ชื่นใจ (กินเวลาราว ๒๐ นาที) แล้วไปที่สถานีหลวงจิตรลดา,...” ๘๔ ซึ่งถ้าผู้ชายยิ่งมีเมียมากก็ต้องเสียพลังงานไปกับการร�่าลาเมียมากขึ้น๘๕ แน ่นอนที่สุดการเดินทางออกค ้างแรมนอกบ ้านไม ่ใช ่ส�าหรับ ผู ้หญิง แม ้พระสุจริตสุดาและสมเด็จพระนางเจ ้าอินทรศักดิศจีได ้รับ พระราชทานต�าแหน่งเสือป่าหญิงนายกองโทและตามเสด็จร่วมพิธีตรวจ แถวกองเสือป ่าในการซ ้อมรบ แต ่ก็ไม ่ได ้ร ่วมค ้างแรมเหมือนกับเสือป ่า ยังคงประทับที่พระราชวังสนามจันทร ์ และเป ็นการตามเสด็จเฉพาะใน
158 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายกัÿเสือĀ่า (บน) เครื่องแÿÿ เสือĀ่าในช่วงแรกๆ (ล่าง)
ชานันท์ ยอดหงษ์ 159 ช่วงแรกๆ เท่านั้น ในระยะหลังประทับแต่ในพระราชวังพญาไท๘๖ อย ่างไรก็ตาม “ความเป็นชาย” ของพระองค ์ที่เข ้าป ่าล ่าสัตว ์ไม ่ ได้รวมถึงนายพราน ชาวประมง ชาวนาหรือชาวบ้านที่ออกไปหาอาหาร หรืออาศัยอยู ่ในชนบทและป ่าเขา เพราะทั้งการยิงนกตกป ่าล ่าสัตว ์และ เข ้าป ่าของพระองค ์อยู ่ในฐานะกีฬาและกิจกรรมการละเล ่น ที่มุ ่งเน ้น ความท ้าทายและการเสี่ยงตาย เพื่อความบันเทิงพักผ ่อนหย ่อนใจมาก กว่าเลี้ยงชีพและความอยู่รอด เหมือนที่พระสมานบริกรใน “น้อยอินทร เสน”ผู้ซึ่งอายุ๔๐ปีแต่ท่าทางยังหนุ่มและยังไม่เคยล�าบาก“จวนอดตาย” กล่าวว่า “...ผมเป็นสปอตแมน การตกเบ็ดเป็นวิธีของสปอตแมน อ้าย แหอวนหรือโพงพางนั้น มันเป็นวิธีหากินของชาวประมงต่างหาก” ๘๗ เช่นเดียวกับที่การเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่อย่างเสือ ควาย แรด ช้าง วัว กระทิง ไปจนถึงการตกปลา เป็นกีฬาส�าหรับชายชนชั้นสูงใน สยามมานานอยู่แล้วการท่องเที่ยวไปในป่าเขาและต่อสู้กับสัตว์ใหญ่ จึง ไม่เพียงประกาศ “ความเป็นชาย” แต่ยังประกาศถึงชนชั้นและฐานะทาง เศรษฐกิจเช่นเดียวกับการประกาศ“ความเป็นชาย”ตามส�านึกวิคตอเรียน และมากไปกว่านั้น การผจญภัยของชายชนชั้นกลางวิคตอเรียนน�าไปสู่ สายสัมพันธ ์และความต ้องการทางเพศระหว ่างเพศเดียวกัน ที่เกือบ ตลอดคริสต ์ศตวรรษที่ ๒๐ การผจญภัยของชายหนุ ่มนอกจากถูกน�า มาเป ็นสิ่งที่สื่อถึง “ความเป ็นชายรักชาย” ยังจะกลายเป ็นแรงบันดาล ใจให ้กับงานศิลปะที่ยั่วยวนทางเพศระหว ่างผู ้ชายด ้วยกันทั้งละครและ วรรณกรรม๘๘ มีความรักระหว่างผู้ชายด้วยกัน การออกก�าลังกาย ฝึกซ้อมกีฬา การเดินทางไกล รวมไปถึงการ ซ้อมรบและออกรบท�าสงคราม ไม่เพียงจะสอดคล้องและสามารถรับใช้ ราชาชาตินิยมที่ผู ้ชายจะต ้องมีพละก�าลัง จับอาวุธต ่อสู ้กับข ้าศึกศัตรู เพื่อปกป ้องชาติและพระราชบัลลังก ์ แต ่ยังน�าไปสู ่ความสัมพันธ ์สนิท ชิดเชื้อ รักใคร่และผูกสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกันในหมู่คณะชายล้วน
160 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งก็เป็นไปตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๖ พระองค ์ทรงพยายามอย ่างยิ่งที่สร ้างสมาคมสโมสรชายล ้วน พื้นที่การเข ้าสังคมที่ปราศจากผู ้หญิง เหมือนการสร ้างสโมสรสมาคม ชายล ้วนในยุควิคตอเรียน เพื่อเป ็นศูนย ์กลางของชายชนชั้นกลาง กระฎุมพีในการประกอบสร ้างความหมายและลักษณะเพศภาวะชาย และการท�าให้สังคมนิยมความเป็นชาย (Patriarchy)๘๙ ทรงเชื่อว่าเป็น หลุมหลบภัยส�าหรับหลีกหนีจากพื้นที่ที่มีผู้หญิงเช่นบ้าน ซึ่งไม่ใช่ที่สงบ เงียบเพราะต้องอยู่ท่ามกลางลูกเมียยิ่งบ้านที่มีเมียมากยิ่งต้องแวดล้อม ไปด ้วยผู ้หญิงจ�านวนมาก ซึ่งต ่างมีลูกและแก ่งแย ่งชิงดี หึงหวง หา ความสงบไม่ได้๙๐ แม ้ว ่าเงินในการสร ้างสโมสรจะมาจากผู ้หญิงก็ตาม เช่น สโมสรเสือป่าที่เรี่ยไรเงินของลูกเมียเสือป่า๙๑ ด ้วยเหตุนี้พระองค ์จึงโปรดการประทับแวดล ้อมไปด ้วยบรรดา ชายหนุ ่มมากกว ่าพวกผู ้หญิง พระองค ์ทรงโปรดปรานอย ่างมากที่ได ้ ทอดพระเนตรเห็นพวกหนุ่มๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มชายล้วน ทรงแสดง ออกอย ่างเจนชัดว ่ามีความสุขที่เสด็จร ่วมขบวนเสือป ่าจนเป ็นที่สังเกต เห็นได ้ว ่า “พระองค์จะทรงมีดวงพระพักตร์เบิกบาน พระอิริยาบถ คล่องแคล่ว พระอารมณ์สนุกครึกครื้น”๙๒ และในการซ้อมรบครั้งที่๑๓ พ.ศ. ๒๔๖๖ มีพระราชบันทึกว่า “การที่มาอยู่ในท่ามกลางเสือป่า รู้สึก อุ่นหนาฝาคั่งดี”๙๓ เมื่อผู ้ชายรวมกลุ ่มกันแล ้ว สิ่งที่พระองค ์ต ้องการคือความรัก พวกพ้อง หวังประโยชน ์ของคณะ ยอมเสียสละความสุข ไปจนถึง ร่างกายและชีวิตเพื่อประโยชน์ของคณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “Esprit de Corps” ที่หมายถึงดวงใจและวิญญาณของหมู่คณะ๙๔ ขณะเดียวกันความซื่อสัตย ์จริงใจที่เป ็นส ่วนหนึ่งของเพศภาวะ ชายก็เข ้ามามีความส�าคัญในหม ู่คณะที่เพื่อนชายจะต ้องเป ิดเผยโดย ไม่มีความลับ ไม่ปิดบังกันและกัน และกล้าที่จะแลกเปลี่ยนเรื่องราวทุก อย่าง ทั้งความรัก อารมณ์ ความรู้สึก เช่น “ประพันธ์” ใน “หัวใจชาย หนุ ่ม”๙๕ เพราะการมีความลับป ิดบังเพื่อนฝูงไม ่เพียงแสดงถึงความไม ่ จริงใจ ยังน�าไปสู ่การทรยศหักหลังเพื่อนได ้ ซึ่งถือว ่าไม ่มีคุณสมบัติ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 161 “ความเป็นชาย” เช่น พระวิเศษลัญฉการ ในบทละครพูดพระราชนิพนธ์ “แก้แค้น” ที่ไม่เพียงแย่งชิงคนรักของพระประเสริฐไมตรียังกลัวไม่กล้า กินยาพิษปลอมเพื่อพิสูจน์ความจริงใจต่อเพื่อน๙๖ ผู้ที่สามารถท�าร้ายหักหลังเพื่อนได้ ก็ย่อมสามารถหักหลังทรยศ ต ่อหมู ่คณะและชาติได ้ พระองค ์จึงทรงเน ้นย�้าความสัมพันธ ์ที่ซื่อตรง ระหว ่างผู ้ชายด ้วยกัน ผ ่านเนื้อหาทั้งหมดของ “ชนผู ้ไม ่ประทุษร ้ายต ่อ มิตร” ซึ่งเป ็นคาถาประสิทธิพรของพระสงฆ ์ ในพิธีถือน�้าพิพัฒน ์สัตยา กองเสือป่า๙๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายในที่เป็นกลุ่มผู้ชายซึ่งใกล้ชิดกับพระองค์ มากที่สุด นอกจากได ้รับพระราชทานพระราชนิพนธ ์ร ้อยแก ้ว “หลัก ราชการ” ยังได ้รับร ้อยกรอง “บทเสภาสามัคคีเสวก” ชักจูงให ้สามัคคี รักใคร่กันและกัน ด้วยการสร้างจินตนาการถึงการผจญภัย ต้องอาศัย ความร่วมมือพึ่งพาถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเอาชนะธรรมชาติระหว่างเดินทาง เพื่อน�าไปสู่ความสนิทสนมระหว่างหนุ่มๆ ถึงเสวีที่เป็นข้าฝ่าพระบาท ไม่ควรขาดความสมัครสโมสร ในพระราชส�านักพระภูธร เหมือนเรือแล่นสาครสมุทรไทย เหล่าเสวกตกที่กะลาสี ควรคิดถึงหน้าที่นั้นเป็นใหญ่ รักษาตนเคร่งคงตรงวินัย สมานใจจงรักพระจักรี ไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชัง สามัคคีเป็นก�าลังพลังศรี ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี ให้สมที่ร่วมพระเจ้าเราองค์เดียว๙๘ เป ็นที่ปรากฏอย ่างชัดเจนว ่า งานพระราชนิพนธ ์หลายชิ้นของ พระองค์เผยให้เห็นถึงความรักความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างเพื่อนชาย ในรูปแบบต่างๆ นอกจาก “My Friend Jarlet” หรือ “มิตรแท้” ที่ พระองค์ทรงยกประเด็นความรักความผูกพันระหว่าง “มิตรแท้” ต่างวัย มากกว่าความรักระหว่างพ่อกับลูกสาว พระองค์ยังทรงเล่าเรื่องความรัก ความผูกพันระหว่างเพื่อนชายที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันในอังกฤษ ผ่าน ตัวอักษรในจดหมายของ “ประพันธ์” ที่เขียนถึง “พ่อประเสริฐ” ซึ่งเป็น “เพื่อนรัก”หรือ“เพื่อนที่รัก” ใน“หัวใจชายหนุ่ม”๙๙ ด้วยความ“...คิดถึง เหลือเกินจนไม่รู้จะเขียนไปอย่างไรถูก. ตั้งแต่จากกันมาแล้วฉันคิดถึง
162 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เพื่อนทุกวัน, จริงๆ นะ ไม่แกล้งพูดเลย.”๑๐๐ และ “...คิดถึงพ่อประเสริฐ จริงๆ อยากให้กลับเข้ามาอยู่ด้วยกันในกรุงเทพฯ, ถ้าเข้ามาฉันจะต้องจูง เอาพ่อประเสริฐเข้าไปในกรมม้าหลวงด้วยอย่างแน่นอน,”๑๐๑ ส�าหรับประพันธ ์ ประเสริฐคือ “มิตรแท ้” ที่ไม ่เพียงแต ่เขียน จดหมายด้วยความ “...คิดถึงพ่อประเสริฐพิลึก.”๑๐๒ แต่ยังเล่าเรื่องราว ต่างๆ มากมาย ทั้งความสุข ความสมหวัง ระบายความเศร้าความ ขมขื่น เปิดเผยเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิต ขณะเดียวกันประพันธ์ก็ใช้ จดหมายนินทาพวกผู้หญิงที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมความร้ายกาจ อย่าง ซุนฮูหยินและอุไรให ้ประเสริฐอ ่าน แทนการพูดปากต ่อปากซึ่งเป ็น ลักษณะของผู ้หญิง เพราะสมัยนั้นการเขียนอ ่านรู ้หนังสือยังไม ่ใช ่เรื่อง ของผู้หญิง๑๐๓ ประพันธ ์กับประเสริฐจึงเหมือนชายหนุ ่มชนชั้นกลางทั่วไปที่เคย เป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมชั้นสถาบันการศึกษา เพื่อนร่วมห้องนอน แบ ่งป ันเตียงนอนร ่วมกัน จนชีวิตถูกดึงดูดเข ้าหากันโดยบังเอิญ ใน ช ่วงวัยรุ ่นตอนปลายจนถึงช ่วงต ้นขวบป ีที่ ๒๐ ตามที่ E. Anthony Rotundo ศึกษา ซึ่งมิตรภาพงอกงามไปสู ่ความสัมพันธ ์อันอ ่อนไหว พอๆ กับความทะนุถนอมซึ่งกันและกันจนน�าไปสู ่ความเสน ่หา ความ สัมพันธ ์อันอ ่อนไหว ปรากฏผ ่านการติดต ่อทางจดหมายอย ่างเป ็นส ่วน ตัว เช่นเดียวกับ Daniel WebsterกับJames Hervey Bingham เพื่อน ชายที่สนิทสนมกันตั้งแต่วัยเรียนกฎหมาย ทั้งคู่สนทนาผ่านจดหมายที่ เต็มไปด ้วยการแลกเปลี่ยนความฝ ัน ความกลัว ความสงสัยเกี่ยวกับ ผู้หญิงและความรักทั้งคู่ต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตของตนตั้งแต่เรื่อง จุกจิกไปจนถึงความผิดหวัง เรื่องที่อ่อนไหวสะเทือนอารมณ์และเหมือน กับประพันธ ์กับประเสริฐ ทั้งคู ่แบ ่งกันพรรณนาความงามของผู ้หญิง และนินทาด่าผู้หญิงที่มีเล่ห์เหลี่ยม และเป็นที่น่าสังเกตว่าจดหมายทั้งคู่ มักเริ่มต้นด้วย “Lovely Boy”, “Dear Beloved”, “My Dearest”, “My Hervey”, “my dearest J.H.B.,”, “Dear Hervey” และ ลงท้ายด้วย“I am, dear Hervey, your Daniel Webster”, “Accept all the tenderness I have, D.Webster.” มากไปกว่านั้น Daniel
ชานันท์ ยอดหงษ์ 163 ยังพรรณนาถึง “Dear Hervey” ในฐานะ “the only friend of my heart, the partner of my joys, griefs, and affections, the only participator of my most secret thoughts.”๑๐๔ มันจึงเป ็นความสัมพันธ ์ระหว ่างผู ้ชายที่พิเศษลึกซึ้งและสะท ้อน ผ่านการขานแทนชื่อที่เหมือนการเรียกหญิงคนรักหรือระหว่างสามีภรรยา นายมั่นปืนยาวที่รักเทิดทูนพระร่วงอย่างตรงไปตรงมาจึงมักเรียกพระร่วง ว่า “ทูนหัว” เกือบตลอดบทสนทนา ขณะที่ข้าราชบริพารคนอื่นไม่ท�า ใน พระราชนิพนธ์ “พระร่วง” ที่ไม่มีบทรักคู่พระนาง และพระร่วงเองก็ไม่มี เมีย๑๐๕ เช่นเดียวกับพระราชนิพนธ์แปล “เวนิสวาณิช” ที่ความสัมพันธ์ ระหว ่างอันโตนิโยกับบัสสานิโยผูกพันลึกซึ้งพิเศษยิ่งกว ่าเพื่อนคนอื่นๆ ไม่เพียงจะเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวเวนิส แต่พระองค์ยังให้ผู้อ่านประจักษ์ ผ ่านบทสนทนาที่อันโตนิโยสื่อสารกับบัสสานิโยผ ่านจดหมายที่มีค�าว ่า “เพื่อนร่วมใจ” และ “เพื่อนร่วมชีวา” ขณะเดียวกัน บัสสานิโยก็พูดกับ นางปอร ์เชียว ่า “เขาเป ็นคู ่ชีวิตของพี่ยา,” ที่ทั้งแสดงถึงความสัมพันธ ์ ลึกซึ้งและเหมือนกับกีดกันหญิงคนรักออกไปให้เป็นอื่น เป็น “พวกเขา” ส�าหรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย๑๐๖ ด้วยเหตุนี้เพื่อนชายกับหญิงสาวจึงเป็นเสมือนเส้นขนานที่ผู้ชาย จะต ้องฝ ักใฝ ่ฝ ่ายใดฝ ่ายหนึ่งหรือเลือกข ้างว ่าจะอยู ่กับเพื่อนพ ้องเพศ เดียวกันที่สูงส่งหรือกับเพศหญิงที่อ่อนแอและพลอยแปดเปื้อนความเป็น ชาย เหมือนที่ “หลวงมณีราษฎร์บ�ารุง” ในบทละคร “หัวใจนักรบ” ต้อง เลือกระหว่างผู้หญิงเพียงคนเดียวกับผองเพื่อนและลูกน้องเพศชายด้วย กันในกองเสือป่า เมื่อพระยาภิรมย์ฯ ยื่นข้อเสนอจะยอมให้แต่งงานกับ อุไร ลูกสาวของตน ถ้าลาออกจากกองเสือป่า และแน่นอนที่สุดในตอน ท้ายของเรื่อง หลวงมณีราษฎร์บ�ารุงไม่ได้แต่งงานกับอุไร และต้องอ�าลา เดินทางไปพร้อมกับหนุ่มๆ กองเสือป่า ในอีกความหมายหนึ่ง ผู ้ชายที่เลือกหญิงสาวคนรักแทนเพื่อน ชาย ย ่อมน�าไปสู ่การสูญเสียเพื่อนรัก ด ้วยเหตุนี้ “พระพิมลเมธี” ใน “บ่วงมาร”จึงต้องยอมให้เพื่อนสนิทตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อแลกกับการ
164 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ แต่งงาน เช่นเดียวกับ Paul ใน “มิตรแท้” ที่ต้องสูญเสีย Jarlet มิตรแท้ ต่างวัยไปตลอดกาลเพื่อแลกกับการได้แต่งงานกับ Marie หญิงคนรัก เพื่อไม ่ให ้ชายหนุ ่มไปเลือกรักผู ้หญิงแทน พระองค ์จึงยกระดับ ความสัมพันธ ์ระหว ่างเพื่อนชายด ้วยกันเหนือความสัมพันธ ์แบบหนุ ่ม สาว เช่น พระบรมราโชวาทเปรียบเทียบระหว่างผู้หญิงกับเพื่อนชาย พระ องค ์ทรงวางต�าแหน ่งเพื่อนชายอยู ่ข ้างซ ้ายและเมียอยู ่ข ้างหลัง๑๐๗ และ ค�าคมต่างๆ ในหนังสือพิมพ ์ของพระองค ์ที่เปรียบเทียบความสัมพันธ ์ ฉันเพื่อนชายกับฉันชู ้สาวในคอลัมน ์ “เก็บเล็กผสมน ้อย” ว่า “เมียหา ง่ายกว่ามิตร, เพราะฉะนั้น ควรมุ่งหามิตรก่อนหาเมีย, และเมียก็ให้ เป็นมิตรด้วยจึ่งจะเหมาะ.” และ “ชายที่ไร้เมียหรือหญิงที่ไร้ผัวเหมือน ผู้ที่ไร้อาภรณ์อย่างประเสริฐ : แต่ผู้ที่ไร้มิตรเหมือนไร้แขนขา จะแต่ง เท่าใดก็ไม่งาม.”๑๐๘ ขณะเดียวกัน ผู ้ชายที่เลือกจะใกล ้ชิดกับผู ้หญิงมากกว ่าผู ้ชาย ด้วยกัน ให้ความส�าคัญกับผู้หญิงมากกว่าเพื่อนชายพวกพ้อง ย่อมถูก สังคมชายล้วนค่อนแคะกระแหนะกระแหนอย่างก้าวร้าวตามพระอุปนิสัย ช ่างประชดประชันของพระองค ์ เช่น ดุสิตสมิตกระแหนะกระแหน ข ้าราชกระทรวงศึกษาธิการที่ไม ่ยอมไปซ ้อมรบฝ ึกเสือป ่าว ่า “เขาติด ฝึกหัดเต้นร�า!”๑๐๙ เพราะในสมัยนั้น หนุ ่มสาวได ้พบปะท�าความรู ้จัก สัมผัสร่างกายและจับคู่กันผ่านการเต้นร�าที่เป็นกิจกรรมการเข้าสมาคม ตามโรงแรมในพระนคร มากไปกว่านั้น บางโรงแรมมีธุรกิจขายบริการ ทางเพศให ้กับผู ้ชายผ ่านรูปแบบการจัดหา “คู ่เต ้นร�า”๑๑๐ ขณะที่การ สมาคมในเสือป่าเป็นการสัมผัสเนื้อตัวร่างกายระหว่างผู้ชายด้วยกันเอง เป ็นที่น ่าสังเกตว ่า เพศภาวะชายและ “ความเป็นชาย” ตาม พระราชนิยม ไม่เพียงเข้ากันได้ดีกับวิถีชีวิตในพระราชส�านักฝ่ายในชาย และกิจกรรมต่างๆภายในที่ทรงน�าเข้ามาจากอังกฤษตลอดจนลัทธิราชา ชาตินิยมของพระองค์ แต่ยังเปิดโอกาสการสร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ซับซ้อนระหว่างผู้ชายด้วยกันเองภายในพื้นที่ที่ปราศจากผู้หญิง และยก ระดับให้มีคุณค่า ความส�าคัญเหนือกว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับ หญิง ที่ค่อนข้างเป็นภัยและอันตรายต่อเพศภาวะชายตามพระราชนิยม
ชานันท์ ยอดหงษ์ 165 เชิงอรรถ ๑ Anderson, Benedict, Imagined Communities : Refflections on the Origin and Spread of Nationalism. (London and New York : Verso, Revised Edition, 1991).๒ บทความหนังสือพิมพ์ เรื่อง โคลนติดล้อ ของ อัศวพาหุ และเรื่องสืบ เนื่อง. มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จัด พิมพ์เป็นที่ระลึกในวันงานพระบรมราชานุสรณ์ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ณ หอวชิราวุธานุสรณ์.; มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, บทละครพูด เรื่องหัวใจนักรบ. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระตำารวจโท พระยาอนุชิตชาญชัย (พงษ์ สวัสดิ์-ชูโต) ร.ว., ป.ม., ท.จ.ว., ๒๕๑๗.; มงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ประมวลบทพระราชนิพนธ์ในพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคปกิณกะ. (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๙๔), พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) ๒๒ เมษายน ๒๔๙๔.; มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ปลุกใจเสือป่า. พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภา พัณณวดี โปรดให้พิมพ์เป็นบรรณาการในการบำาเพ็ญพระกุศลคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ ๓๘ ปี วัดบวรนิเวศวิหาร ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๖.๓ อัญชลี สุสายัณห์, ความเปลี่ยนแปลงของระบบไพร่และผลกระทบต่อ สังคมไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, ๒๕๕๒), น. ๒๗๗-๒๘๙, ๓๐๕-๓๐๙.๔ “ประถมกรรมจริงๆ” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๑ : ฉบับที่ ๓ (๒๔๖๑), น. ๓๗-๓๘.; “ภาพแสดงการต้อนรับทหารไทย” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๒ : ฉบับที่ ๒๒ (๒๔๖๒), น. ๑๗๑-๑๗๒.๕ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๒ ความมุ่งหมาย ในการที่ตั้งกองเสือป่าขึ้น” ใน ปลุกใจเสือป่า..., น. ๑๒-๒๗.๖ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๑ เสือป่าคืออะไร” ใน ปลุกใจเสือป่า..., น. ๑-๑๑.๗ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๒ ความมุ่งหมาย ในการที่ตั้งกองเสือป่า..., น. ๑๒-๒๗.; “บทที่ ๓ น่าที่ประจำาตัวคนทุกคน” ใน
166 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ปลุกใจเสือป่า..., น. ๒๘-๔๓.๘ หจช., ร.๕ ต. ๔๙/๑๑, ลายพระหัตถ์พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้า สวัสดิโสภณ กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ลงวันที่ ๒๗ กันยายน ร.ศ. ๑๑๔ (พ.ศ. ๒๔๓๘).๙ Dawson, Graham, Soldier Heroes : British Adventure, Empire, and the Imagining of Masculinities. (London : Routledge, 1994), p. 1.๑๐ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระบรมราโชวาทในการ พระราชทานรางวัลนักเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒” ใน วชิราวุธวิทยาลัย. พระบรมราโชวาท. (กรุงเทพฯ : วชิราวุธวิทยาลัย, ๒๕๔๓), เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๙๐ ปีแห่งการสถาปนาโรงเรียน, น. ๗๓-๗๔.๑๑ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๒ ความมุ่งหมาย ในการที่ตั้งกองเสือป่า..., น. ๑๒-๒๗.๑๒ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, รวมเรื่องพระร่วง. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๑), น. ๒๕๒-๒๕๕.๑๓ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๔ ภักดีต่อพระเจ้า แผ่นดิน” ใน ปลุกใจเสือป่า..., น. ๔๔-๕๕.๑๔ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “ความเป็นชาติโดยแท้จริง” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ประมวลบทพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคปกิณกะ..., น. ๘๓-๙๒.; มงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๑ เสือป่าคืออะไร..., น. ๑-๑๑.; มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, บทละครพูดเรื่องหัวใจนักรบ..., น. ๑๔, ๙๙-๑๐๓.; พระรามราชมุนี, พระธรรมเทศนาของพระรามราชมุนี เจ้าอาวาส “วัดธรรมาธิปไตย” แห่ง “ดุสิตธานี”. พิมพ์เป็นอนุสรณ์เนื่องในงานฌาปนกิจศพ นางสริ พลภัทรพิจารณ์ ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓.๑๕ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เสือป่าและลูกเสือในประวัติศาสตร์รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอน ๑. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ คุรุสภา, ๒๕๑๔), น. ๒๙.๑๖ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ลครพูดชวนหัวเรื่องหลวง จำาเนียรเดินทาง (๔ องก์). (พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา, ๒๔๙๘). ๑๗ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ,แก้แค้น ละคอนพูดองก์เดียว.
ชานันท์ ยอดหงษ์ 167 โดย ศรีอยุธยา (นามแฝง) (พระนคร : ม.ป.ท., ม.ป.ป.). ๑๘ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๒ ความมุ่งหมาย ในการที่ตั้งกองเสือป่า..., น. ๑๒-๒๗.๑๙ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, กันป่วย. (ขอนแก่น : โรง พิมพ์รุ่งเกียรติ, ๒๕๑๕), น. ๙.๒๐ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, น. ๘.๒๑ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, น. ๙.๒๒ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, พญาราชวังสันและสามัคคี เสวก. (พระนคร : โรงพิมพ์ภักดีประดิษฐ์, ๒๔๙๔), น. ๖๓-๖๔. ๒๓ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระบรมราโชวาทในงาน วิสาขบูชาทรงแสดงแก่ครูและนักเรียน ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ในพระบรม ราชูปถัมภ์ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๙” ใน วชิราวุธวิทยาลัย, พระบรม ราโชวาท..., น. ๕๖-๖๓.๒๔ แม่วัน, “เทียบเวลาทำาการของผู้หญิง” ใน ทวีปัญญา เล่ม ๒ : ฉบับที่ ๑๒ (มีนาคม ร.ศ. ๑๒๓), น. ๒๖๘-๒๗๓.๒๕ อัศวพาหุ, “อัศวภาษิต” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๕ : ฉบับที่ ๔๘ (๒๔๖๒), น. ๓๖-๓๗.๒๖ ราม วชิราวุธ, ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖. (กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๕), น. ๒๙.๒๗ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, บทละครพูดเรื่องหัวใจ นักรบ...๒๘ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๒ ความมุ่งหมาย ในการที่ตั้งกองเสือป่า..., น. ๑๒-๒๗.๒๙ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, กันป่วย..., น. ๑๑.๓๐ Vella, Walter F. & Vella, Dorothy B., Chaiyo! King Vajiravudh and the Development of Thai Nationalism. (Honolulu : University Press of Hawaii, 1978), pp. 146-147.๓๑ หจช., ร.๖ บ. ๘/๑, นิสิตออกซ์ฟอร์ด (นามแฝง), เรื่องความนิยมฟุตบอล ในเมืองไทย. ลงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘.๓๒ Arshad, Sabeenah, “The Position of Football in Post-Colonial Europe” Unpublished honors paper, Department of History, Honors Program, Rutgers University, 2009, pp. 30-31.
168 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ๓๓ Ibid., pp. 29-31.๓๔ Ibid., pp. 75-76.๓๕ Dunning, Eric, Sport Matters : Sociological Studies of Sport, Violence and Civilization. (London : Routledge, 1999), p. 96.๓๖ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ; สุนัขปริศนา; นามแฝง ของมหาบุรุษ. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๗), น. ๓๐.๓๗ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำารวจตรี พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์). ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำารวจ ตรี พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) ณ เมรุหน้าพลับพลา อิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๑๒, น. ๗.๓๘ เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ. ๑๓๐. (พระนคร : โรงพิมพ์กิมหลีหงวน, ๒๕๐๓), พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงาน ศพ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยา ราม วันอังคารที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๓, น. ๑๒๙-๑๓๐.๓๙ อรุณ สิงหเสนี, ที่ระลึกอายุครบหกรอบ ๒๐ กันยายน ๒๕๒๑. (ม.ป.ท. : ม.ป.ป.), น. ๗๗.๔๐ หจช., ร.๕ ต. ๔๙/๑๓, หนังสือพระยาราชวัลลภานุสิษฐ์ กราบบังคม ทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ลงวันที่ ๒๒ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒).๔๑ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระบรมราโชวาทในงาน วิสาขบูชาทรงแสดงแก่ครูและนักเรียน ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ในพระบรม ราชูปถัมภ์ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๙..., น. ๕๖-๖๓.๔๒ Pryke, Sam, “The Boy Scouts and the ‘Girl Question’” in Sexualities 4 : 2 (2001, May), pp. 191-210. ๔๓ รามจิตติ, หัวใจชายหนุ่ม. (พระนคร : ก้าวหน้า, ๒๕๐๔), น. ๕๐.๔๔ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, บ่วงมาร ละครพูด ๔ ชุด ของศรีอยุธยา. (พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๔๙๑).๔๕ ช.รักเจ้า, “เพาะหัว” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๓ : ฉบับที่ ๓๑ (๒๔๖๒), น. ๙๙-๑๐๐.; “ชวนหัว” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๒ : ฉบับที่ ๑๓ (๒๔๖๒), น. ๓๐-๓๒.; ผาด, “กักไว้ไม่มีประโยชน์” ใน ทวีปัญญา เล่ม ๑ (พฤษภาคม ร.ศ. ๑๒๓), น. ๕๙-๖๔.๔๖ Showalter Elaine, “Homosexuality and Late Victorian Anxiety” in