ชานันท์ ยอดหงษ์ 169 Boyd, Kelly & McWilliam, Rohan. The Victorian Studies Reader. (Abingdon, Oxon : Routledge, 2007), pp. 370-379. ๔๗ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, บทละครพูดเรื่องหัวใจ นักรบ...๔๘ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “หลักราชการ” ใน ประมวล บทพระราชนิพนธ์. (พระนคร : โรงพิมพ์ศิริสาร), น. ๗๐-๗๒.๔๙ “พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช ๒๔๕๖”, อ้างถึงใน อมรดรุณารักษ์,จมื่น, พระราชกรณียกิจสำาคัญในพระบาทสมเด็จพระมกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว เรื่อง กำาเนิดนามสกุล เล่ม ๑. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๑).๕๐ Davidoff, Leonore & Hall, Catherine, “Separate Spheres” in Boyd, Kelly & McWilliam, Rohan. The Victorian Studies Reader. (Abingdon, Oxon : Routledge, 2007), pp. 307-317. ๕๑ Tosh, John, A Mans Place : Masculinity and the Middle-Class Home in Victorian England. (New Haven : Yale University Press, 1999).; Davidoff & Hall, “Separate Spheres…, pp. 307-317.๕๒ Francis, Martin, “The Domestication of the Male? Recent Research on Nineteenth-and Twentieth-Century British Masculinity” in The Historical Journal 45 : 3 (September, 2002), pp. 637-652. ๕๓ Davidoff & Hall, “Separate spheres…, pp. 307-317.๕๔ Tosh, A Mans Place...๕๕ Francis, “The Domestication of the Male?..., pp. 637-652.๕๖ วชิราวุโธ, “ไก่ขาว ไม้เท้าผีสิง หญิงรูปงาม” ใน ทวีปัญญา เล่ม ๑ (กันยายน ร.ศ. ๑๒๓), น. ๒๗๕-๒๗๘.๕๗ อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนินพระราชทานเพลิงศพ พระสุจริต สุดา (เปรื่อง สุจริตกุล). อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนินพระราชทานเพลิง ศพ พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) ท.จ.ว. พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๖ ณ เมรุ หน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖, น. (๑๘).๕๘ ราม วชิราวุธ, เรื่องเดียวกัน.๕๙ เรื่องเดียวกัน, น. ๓๘.๖๐ เรื่องเดียวกัน, น. ๕๐.
170 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ๖๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๕๑.๖๒ มัลคอล์ม สมิธ, ราชสำานักสยามในทรรศนะของหมอสมิธ. ศุกลรัตน์ ธาราศักดิ์ (แปล), (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๗), น. ๑๕๐.๖๓ อมรดรุณารักษ์,จมื่น, ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ : หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๑๓), พิมพ์ในงาน พระบรมราชานุสรณ์ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๓, น. ๓๒๘.๖๔ มณีพันธ์ จารุดุล, รวมปาฐกถาของนายมณีพันธ์ จารุดุล (นักเรียน มหาดเล็กหลวง) ว่าด้วยเรื่องต่างๆ เกี่ยวด้วยพระราชกรณียกิจของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและคำากล่าวแก้การทำาลายพระเกียรติ. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ, ๒๕๔๕), น. ๑๔.๖๕ อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนินพระราชทานเพลิงศพ พระสุจริต สุดา..., น. (๑๕). ๖๖ อมรดรุณารักษ์,จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒. (กรุงเทพฯ : คุรุสภา, ๒๕๑๓), น. ๒๖๗-๒๖๘.๖๗ รามจิตติ, เรื่องเดียวกัน, น. ๘๓.๖๘ Phillips, Richard, Mapping Men and Empire. (London : Routledge, 1997), p. 8.๖๙ Ibid., pp. 36, 45-46.๗๐ มัลคอล์ม สมิธ, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๕๐.๗๑ อัจฉราพร กมุทพิสมัย “การบริหารราชการแผ่นดินของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”,วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๑๕, น. ๔๓.๗๒ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เสือป่าและลูกเสือในประวัติศาสตร์รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอน ๔. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ คุรุสภา, ๒๕๑๔), น. ๗๔-๗๗.๗๓ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “การเสด็จจากพระนคร” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ประมวลบทพระราชนิพนธ์ภาค ปกิณกะ..., น. ๑๐๗-๑๑๒.๗๔ Barmé, Scot, Woman, Man, Bangkok : Love, Sex, and Popular Culture in Thailand. (Chiang Mai, Thailand : Silkworm Book, 2006), p. 73.๗๕ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “เครื่องหมายแห่งความ รุ่งเรืองคือสภาพแห่งสตรี” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ,
ชานันท์ ยอดหงษ์ 171 ประมวลบทพระราชนิพนธ์ภาคปกิณกะ..., น. ๙๓-๑๐๖.๗๖ ผกาวรรณ เดชเทวพร, “พระราชพินัยกรรม” ใน สารานุกรมพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๐), น. ๓๗๗-๓๘๔.๗๗ หจช., ร.๖ ศ. ๔/๕๙, เรื่องโรงเรียนมหาดเล็กหลวง. ลงวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๓-๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๗.๗๘ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “บทที่ ๑ เสือป่าคืออะไร..., น. ๑-๑๑.๗๙ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ,แบบสั่งสอนเสือป่าและลูก เสือ. ม.ป.ป., (ลายพระราชหัตถเลขา). ๘๐ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, จดหมายเหตุรายวันใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗, น. ๑๕๔.๘๑ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “หลักราชการ”..., น. ๗๐- ๗๒.๘๒ วชิราวุธวิทยาลัย, เพลงโรงเรียน. (กรุงเทพฯ : วชิราวุธวิทยาลัย, ๒๕๔๓), เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๙๐ ปีแห่งการสถาปนาโรงเรียน.๘๓ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ,แบบสั่งสอนเสือป่าและลูก เสือ...๘๔ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ตามเสด็จโคราช. พิมพ์เป็น อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระอดิศัยสวามิภักดิ์ (ต.จ.ว.) (สรร สันติเสวี), ๒๕๓๐, น. ๕๙-๖๖.๘๕ นายแก้ว,จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๒๘ ของสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช. (พระนคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๐๒).๘๖ อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนินพระราชทานเพลิงศพ พระสุจริต สุดา..., น. (๑๗). ๘๗ พระขรรค์เพชร, น้อยอินทเสน. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๑๘), น. ๔-๕.๘๘ Phillips, Mapping Men and Empire..., p. 116.๘๙ Sussman, Herbert L., Victorian Masculinities : Manhood and Masculine Poetics in Early Victorian Literature and Art. (Cambridge : Cambridge
172 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ University Press, 1995), pp. 60-61.๙๐ รามจิตติ, เรื่องเดียวกัน, น. ๘๐-๘๑.๙๑ ดุษฎี มาลากุล ณ อยุธยา, คนห้าแผ่นดิน อัตตะชีวะประวัติของ ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล (ภาคแรก). (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๘), น. ๑๖-๑๗.๙๒ อมรดรุณารักษ์,จมื่น, กำาเนิดพระราชวังสนามจันทร์และพระปฐมเจดีย์ พระมหาธีรราชเจ้ากับดอนเจดีย์ อนุสรณ์ของเสือป่าและลูกเสือ. (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๑), น. ๗๒.๙๓ ปิ่น มาลากุล, ม.ล., “การซ้อมรบเสือป่า” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ปลุกใจเสือป่า. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๓๐), น. ๓๔.๙๔ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระบรมราโชวาทพระ ราชทานแก่อาจารย์ครูและนักเรียนในโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ในงาน ประจำาปีของโรงเรียน วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕” ใน วชิราวุธวิทยาลัย, พระบรมราโชวาท..., น. ๗๕-๗๗.๙๕ รามจิตติ, เรื่องเดียวกัน.๙๖ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, แก้แค้น...๙๗ มหาเทพกษัตรสมุห, พระ(รวบรวม), เสือป่า. (ม.ป.ท. : มูลนิธิมหามกุฏ ราชวิทยาลัย, ๒๕๑๑), น. ๑๓-๑๕.๙๘ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, พญาราชวังสันและสามัคคี เสวก...๙๙ รามจิตติ, เรื่องเดียวกัน.๑๐๐ เรื่องเดียวกัน, น. ๕.๑๐๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๖๘.๑๐๒ เรื่องเดียวกัน, น. ๓๒.๑๐๓ เรื่องเดียวกัน.๑๐๔ Rotundo, E. Anthony, “Romantic Friendship : Male Intimacy and Middle-Class Youth in the Northern United States, 1800-1900” in Journal of Social History 23 : 1 (Autumn, 1989), pp. 1-25. ๑๐๕ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, รวมเรื่องพระร่วง..., น. ๑๓๓, ๑๓๖, ๑๓๘.๑๐๖ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เวนิสวาณิช พระราชนิพนธ์
ชานันท์ ยอดหงษ์ 173 ในรัชกาลที่ ๖. (พระนคร : มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๖).๑๐๗ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒..., น. ๑๖๓-๑๘๘.๑๐๘ “เก็บเล็กผสมน้อย” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๑ : ฉบับที่ ๕ (๒๔๖๑), น. ๑๒๘-๑๒๙.๑๐๙ “โลกะสากัจจา ๒๕ เรื่อง ‘ซ้อมรบเสือป่า’” ใน ดุสิตสมิต เล่ม ๖ : ฉบับ ๖๐ (๒๔๖๒), น. ๘๑-๘๒.๑๑๐ Barmé, Woman, Man, Bangkok..., p. 86.
เพศภาวะของนายใน ๖
พระราชส�านักฝ่ายในชายของรัชกาลที่ ๖ กลาย เป็นพื้นที่ที่นายในใช้ชีวิต กินนอน เสพสุข และเผชิญ กับความยากล�าบากร ่วมกันตลอดเวลา จนท�าให ้มี สถานะไม่ต่างไปจากกลุ่มเพื่อนชาย ทีมกีฬา โรงเรียน ชายล้วน กองทัพ หรือแม้แต่เรือนจ�า ที่เป็น “สังคม ชายล้วน” (homosociality) หรือชุมชนชายล้วน ที่ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีเพศสรีระ (sex) เดียวกันเท่านั้น๑ สมาชิกจะมีพฤติกรรม ค่านิยม และความพึง พอใจร่วมกันและสร้างความเป็นหมู่คณะที่มีเพศภาวะ (gender) ร ่วมกัน๒ ซึ่งในแต ่ละสังคมชายล ้วนมัก ก�าหนดเพศภาวะและลักษณะ “ความเป็นชาย” ร่วมกัน แม ้ว ่าไม ่ใช ่หัวข ้อที่น�ามาพูดกันหรือเป ็นสาระ ส�าคัญในกิจวัตรประจ�าวัน ทว ่าเป ็นส�านึกที่แฝงฝ ัง อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงการสนทนาภายในสังคม๓ เช ่นเดียวกับกิจกรรมต ่างๆ ในสังคมชายล ้วนของ รัชกาลที่ ๖ เช่น การซ้อมรบผจญภัยของเสือป่า การ สร ้างบ ้านตุ ๊กตา การสังสรรค ์เข ้าสมาคมสโมสร การ เขียนบทความลงหนังสือพิมพ ์ การเล่นโขนละคร ฟุตบอล และการฟ ังพระบรมราโชวาทที่น�าไปสู ่การ ก�าหนดคุณค ่าและรูปแบบเพศภาวะภายในพระราช
176 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ส�านักฝ่ายในชาย ในฐานะนายใน ด ้วยโครงสร ้างภายในพระราชส�านักฝ ่ายในชาย สถานภาพทาง สังคมของนายในจึงมีบทบาทคล้ายกับเพศภาวะหญิงที่จะต้อง “ท�ำหน้ำที่ เป็นบำทบริจำริกำไปนอนอยู่ชิดห้องพระบรรทมเพื่อถวำยควำมอำรักขำ” เช่น พระยาอนิรุทธเทวา๔ พอๆกับพระยานรรัตนราชมานิตผู้ซึ่งม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมช เคยเห็นนั่งชุนพระสนับเพลาจีน พลางบ่นอุบอิบราวกับ ผู้หญิง๕ ยิ่งนายในที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระองค์ ยิ่งมีหน้าที่ที่ต้องใกล้ ชิดสัมผัสพระวรกายมากขึ้น คล้ายกับบทบาทหน้าที่ของเมียตาม “เบญจนารีธรรม” ใน “พระ นลค�าหลวง” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ เอง ที่จะต้องรักผัวดั่งชีวิต คอยบ�าเรอตลอดทั้งวันทั้งคืนไม ่ให ้ห ่างกาย หมั่นแสวงหาวิธีปรนนิบัติ ให้ชื่นใจแม้จะชอบใจหรือไม่ก็ตาม จงรักภักดีไม่นอกใจพร้อมร่วมทุกข์ กับผัว เชื่อฟ ังผัวไม ่คัดค ้านและพร ้อมปฏิบัติตาม และคอยประกาศ ความดีงามของผัวอยู่เสมอ๖ โดยเฉพาะนายในกองห ้องที่พระบรรทมและกองตั้งเครื่อง บทบาทหน ้าที่การถวายงานก็ท�าให ้ได ้ทั้งเห็นและสัมผัสแทบทุกสัดส ่วน ของพระวรกายรัชกาลที่ ๖ อย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ทรงตื่นพระบรรทม เพราะจะต ้องถวายเครื่องแต ่งพระองค ์ตั้งแต ่ฉลองพระองค ์ชั้นใน๗ ไป จนถึงผ ้าสรงน�้าและผ ้าขนหนูเช็ดพระองค ์ ถวายพระสุคนธ ์น�้าอบไทย ลูบไล้ไปตามพระวรกาย๘ นายในที่มีหน ้าที่ถวายงานนวดโดยตรงยิ่งต ้อง “...ถวำยอยู่งำน นวดทุกส่วนแห่งพระองค์แล้วแต่พระรำชประสงค์ บำงครั้งต้องถวำย โถลงพระบังคนเบำ...” จึงท�าให้มีโอกาสใกล้ชิดพระวรกายแทบทุกส่วน เป็นเวลานาน๙ เหมือนที่จมื่นมานิตย ์นเรศผ ู้ถวายงานนวดใต ้โต ๊ะเสวย เล่าว่าหลังการเสวยพระกระยาหารเสร็จ พระองค์จะทรงเอนพระวรกาย ลงบนพระเก ้าอี้และเหยียดพระบาทพาดบ ่าทั้งสองของนายใน เพื่อ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 177 ให ้นายในเอามือค่อยๆ แทรกระหว ่างต้นพระเพลากับพระนาภี ค่อยๆ กดและช ้อนพระอันตะให ้หลุดออกจากช ่องพระนาภี จนได ้ยินเสียง “จ๊อก”๑๐ ซึ่งใกล้ชิดพระวรกายพระองค์อย่างมากถึงขนาดนายในใต้โต๊ะ สามารถสูดดมกลิ่นพระสุคนธ ์ปรุงร�่าที่อยู ่ตามพระสนับเพลาพระภูษา ได้๑๑ และยิ่งเป ็นนายในคนโปรด ยิ่งได ้สัมผัสพระวรกายนานและ มากกว ่านายในคนอื่นๆ เช่น ที่พระยาอนิรุทธเทวา ซึ่งถ ้าไม ่นอนแอบ ชิดอยู ่ติดกับห ้องพระบรรทมก็ต ้องนอนกับพื้นปลายพระแท ่น๑๒ และ ท�าหน้าที่ถวายการปลงพระมัสสุ เจริญและแต่งพระนขา๑๓ นายในจึงสามารถสัมผัสและเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของรัชกาลที่ ๖ ได้โดยตรง บ่อยครั้งที่นายในเห็นสีพระพักตร์ของรัชกาลที่ ๖ ก�าลัง “ทรงสะเทือนในพระรำชหฤทัยไปในทำงสลดสังเวชมำกกว่ำทรงพิโรธ หรือไม่พอพระทัยอย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง”๑๔ และบางคนก็ได้เห็นเวลาพระองค์ ทรงพระพิโรธ เมื่อทรงอ ่านบทความโต ้ตอบงานพระราชนิพนธ ์ของ พระองค์ พระองค์จะมีพระพักตร์แดงก�่าและพระหัตถ์ที่ทรงจับหนังสือ พิมพ์สั่นเทิ้ม๑๕ นอกเหนือจากการถวายงานอย ่างใกล ้ชิดเสมือนเมีย รัชกาล ที่ ๖ เองก็ทรงพยายามสร้างความสนิทสนมลึกซึ้งกับนายใน มากกว่า การเป ็นนายกับบ ่าว ทรงโปรดให้นายในเป็นพระสหายร่วมเล่นต่างๆ ตั้งแต่ออกก�าลังกาย เล่นบ้านตุ๊กตา ซ้อมละคร ซ่อนหา เล่าเรื่องผี ยิ่งเวลาที่รัชกาลที่ ๖ ประทับกันตามล�าพังสองต ่อสองกับนาย ใน พระองค์ยิ่งทรงสร้างความสนิทสนมเป็นการส่วนพระองค์มากยิ่งขึ้น เช่น ที่ทรงให ้ความสนิทสนมกับพระยานรรัตนราชมานิตฉันเพื่อนใน พื้นที่ส่วนพระองค์ และทรงน�าพระราชบันทึกส่วนพระองค์ขณะยังทรง เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯมาสอนภาษาอังกฤษนายจ่ายวด(ปาณี ไกรฤกษ์)๑๖คล้ายกับที่รัชกาลที่ ๕ ทรงสอนภาษาอังกฤษให้เจ้าจอมสดับ ด้วยพระองค์เอง ก่อนเสวยพระกระยาหารทุกคืน๑๗ นายในจึงรักและผูกพันกับรัชกาลที่ ๖ อย่างมาก ส�าหรับพระยา คทาธรบดีสีหราชบาลเมือง การใช้ชีวิตเป็นนายในตลอด ๒๐ ปีของการ
178 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เป ็นนายในถือว ่าเป ็น “๒๐ ปีแห่งควำมสุขอันแท้จริง”๑๘ เช ่นเดียวกับ ที่พระธรรมราชนิเทศกล ่าวถึงพระยาอนิรุทธเทวาว ่า “...ได้เกิดมำใน โลกนี้เพื่อประดับพระบำรมีล้นเกล้ำล้นกระหม่อมในรัชกำลที่ ๖ แท้ๆ ทีเดียว ท่ำนเจ้ำคุณเป็นเนื้อเป็นตัวและเป็นฝั่งเป็นฝำขึ้นก็เพรำะในหลวง รัชกำลที่ ๖ ทรงชุบเลี้ยง ท่ำนเจ้ำคุณมีชีวิตอยู่ก็เพื่อในหลวงรัชกำลที่ ๖ และในที่สุดเมื่อท่ำนเจ้ำคุณถึงแก่อนิจกรรม ท่ำนก็ตำยในท่ำมกลำงสิ่ง แวดล้อมอันเป็นอนุสรณ์ของในหลวงรัชกำลที่ ๖...”๑๙ เนื่องจากนายในถูกจัดวางบทบาทสถานะเสมือนข้าบาทบริจาริกา รัชกาลที่ ๖ กฎมนเทียรบาลโดยเฉพาะการควบคุมเรื่องเพศจึงถูกใช ้ ก�ากับนายใน นายในที่ต ้องการจะแต ่งงานครองเรือนต ้องขอพระบรม ราชานุญาตตามกฎมนเทียรบาลที่มีรายละเอียดและขั้นตอนซับซ ้อน อย่างมาก และต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดภายใต้กฎลงโทษที่ชัดเจน๒๐ อย ่างไรก็ตาม ไม ่ใช ่เฉพาะระเบียบกฎเกณฑ ์ในพระราชส�านักที่ ท�าให้นายในไม่ได้ใกล้ชิดกับผู้หญิง แต่ความรักความเทิดทูนต่อรัชกาล ที่ ๖ ท�าให้นายในบางคนเลือกที่จะท�าหน้าที่ข้าบาทบริจาริกามากกว่าจะ แต ่งงานมีครอบครัว เช่น พระยานรรัตนราชมานิตที่ไม ่ได ้แต ่งงาน ตลอดชีวิต แม ้ว ่าบรรดานายในของพระองค ์ขอพระบรมราชานุญาต แต่งงาน หลังจากที่พระองค ์เริ่มมีพระมเหสีเทวี แต ่พระยานรรัตนราช มานิตกลับไม่ยอมขอ แม้ว่ามีคู่หมั้นแล้ว อ้างว่าเพราะต้องการถวายงาน ปรนนิบัติรับใช ้โดยไม ่มีเรื่องครอบครัวให ้ต ้องกังวลใจ และไม่อยาก ห่างพระองค์ เพราะเท่าที่อยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาทก็มีความสุขมากเพียง พอแล้ว ซึ่งการแต่งงานจะเป็นการตัดทอนความสุขที่จะถวายงาน๒๑ ด้วยความสัมพันธ์ของนายในต่อรัชกาลที่ ๖ ส�านึกเกี่ยวกับการ แต ่งงานและมีครอบครัวในพระราชส�านักจึงเหมือนเป ็นเส ้นขนานกับ การเป็นนายใน ที่นายในจะต้องเลือกข้าง ความสัมพันธ์ต่อเพื่อนชายและสมาชิกสังคมชายล้วนจึงมีอ�านาจ มากพอจะกีดกันไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิง เหมือนที่รัชกาลที่ ๖ มีอิทธิพล ต่อการแต่งและไม่ได้แต่งงานของนายในแล้วแต่จะพระราชทานพระบรม ราชานุญาตตามกฎมนเทียรบาล ทั้งนี้เพราะพระองค ์ไม ่ได ้อยู ่ในฐานะ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 179 สมาชิกสังคมชายล ้วนเท ่านั้น แต ่อยู ่ในฐานะเจ ้าของสังคมชายล ้วน และเจ ้าชีวิตของนายใน อย ่างไรก็ตามนายในเองก็เป ็นป ัจจัยส�าคัญใน การคัดสรรและปลดพระมเหสีเทวีเช ่นกัน แต ่ก็เฉพาะเจ ้าพระยาราม ราฆพนายในคนเสน่หาเท่านั้น เพราะ “ความเป ็นหญิง” เสมือนฝ ่ายตรงข ้ามและเป ็นภัยของ “ความเป็นชาย” ส�าหรับพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงสวย เหมือน ในหนังสือพิมพ ์ดุสิตสมิตที่ “ในโลกนี้ไม่มีมนุษย์อะไรน่ำร�ำคำญยิ่งไป กว่ำหญิงสวยที่รู้ว่ำตัวสวย.” ๒๒ เหตุผลหนึ่งที่พระยานรรัตนราชมานิต ยอมหมั้นกับ ชุบ เมนะเศวต คือนางไม ่สวย๒๓ และเมื่อสิ้นรัชกาล ที่ ๖ พระยานรรัตนราชมานิตในฐานะพระสงฆ์ยังอ้างว่าวิญญาณพระองค์ ไม ่ทรงพอพระราชหฤทัยกับการที่เอาพระปรมาภิไธยของพระองค ์มา เรียกชื่อนางงามผู้ประกวดชนะเลิศในงานวชิราวุธานุสรณ์ ว่า “นำงงำม วชิรำวุธ”๒๔ นอกเหนือจากใกล้ชิดรัชกาลที่ ๖ จนสามารถสัมผัสพระวรกาย แทบทุกสัดส ่วน เป ็นไปไม ่ได ้เลยที่เด็กหนุ ่มจะไม ่เห็นและสัมผัสถูก เนื้อต ้องตัวกันเองผ ่านการถวายงาน เช่น ในการอารักขารัชกาลที่ ๖ ขณะสรงน�้าทะเลและร ่วมก ่อปราสาททรายกับพระองค ์๒๕ ที่ไม ่เพียง นายในจะได ้เห็นพระวรกายของรัชกาลที่ ๖ ในระยะประชิด นายใน ยังมีโอกาสเห็นเรือนร ่างของกันและกันพอๆ กับที่พระองค ์ทรงทอด พระเนตรด้วย ขณะเดียวกันการร่วมเล่นกิจกรรมตามพระราชด�าริ เช่น จูงนางเข ้าห ้อง ตี่จับ ขี่ม ้าส ่งเมือง ก็ยิ่งท�าให ้นายในได ้สัมผัสแนบชิด ร ่างกายมากยิ่งขึ้น แม ้แต ่กิจกรรมเล ่าเรื่องผีกลางดึก เพราะนายในจะ นั่งเบียดเสียดเกาะกันเป็นกลุ่มรอบรัชกาลที่ ๖ ภายใต้ไฟสลัวๆ ที่ตั้งใจ หรี่ลง ซึ่งบางเรื่องน ่ากลัวจนท�าให ้นายในบางคนที่ต ้องนอนร ่วมกัน กลัวจนนอนไม ่หลับ๒๖ จนดูเหมือนว ่าไม ่เพียงแต ่การมองเห็น การ สัมผัสจับต ้องเรือนร ่างกันและกันยังเป ็นเรื่องที่ยอมรับกันได ้ในชุมชน ชายล้วนอย่างพระราชส�านักฝ่ายในชายของพระองค์ ด ้วยส�านึกของการให ้ความส�าคัญกับการกีฬาและการออกก�าลัง กายเรือนร่างที่ผ่านการออกก�าลังกายฝึกหัดกีฬาจึงกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
180 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ที่นายในให้ความส�าคัญและหันมาสนใจเนื้อตัวเรือนร่างของตนเองนอก เหนือเรือนร ่างที่ละม ้ายคล ้ายผู ้หญิง ม.ล. ปิ ่น มาลากุล ขณะที่เป ็น นักเรียนมหาดเล็กรับใช้ จึงสังเกตว่าร่างกายใหญ่โตขึ้นจากการตามเสด็จ แปรพระราชฐานแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการแปรพระราชฐานตามชายหาด เพราะในตอนเช ้าและเย็นจะได ้เล ่นสนุก วิ่งแข ่งบนชายหาด เล ่นถีบ กระดานบนทะเลตม แข่งม้า แข่งจักรยาน ว่ายน�้าทะเล๒๗ เช่นเดียวกับ พระยานรรัตนราชมานิตจากที่มีร่างกายอ่อนแอไม่แข็งแรง เมื่อเข้ามาเป็น นายในรับใช้รัชกาลที่ ๖ จึงเริ่มฝึกออกก�าลังกายใช้เครื่องช่วยประกอบ เช่นซันดาวน์ดัมเบลล์กริ๊บอินเดียนคลับบาร์ จนมีร่างกายแข็งแรงผิด กว่าเดิมเป็นคนละคน เพื่อได้สนองพระเดชพระคุณได้อย่างเต็มที่๒๘ มากไปกว่านั้นนายในยังสนใจและจับจ้องเรือนร่างผู้ชายคนอื่นๆ นายในคนใดที่รูปร ่างใหญ ่โตสง ่าผ ่าเผยสมเป ็นนักกีฬามักได ้รับความ ชื่นชมชื่นชอบอย ่างตรงไปตรงมา เช่น พระยาสุนทรพิพิธชื่นชมเรือน ร่างพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมืองว่ามีร่างกายสมเป็นลูกผู้ชาย เป็น นักกีฬาสมบูรณ์พร้อม และมีบุคลิกเป็นสุภาพบุรุษ๒๙ เนื่องจากใกล ้ชิดสนิทสนมกันตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน นายใน จึงรักใคร ่สามัคคี ถ ้อยทีถ ้อยอาศัย แบ ่งป ันสิ่งต ่างๆ ที่ดีงามร ่วมกัน นายในเด็กหนุ่มจึงมีความรักใคร่เป็นหมู่คณะ เช่นกลุ่มของเนื่อง สาคริก, อั้นบุนนาค, เฉลิมเศวตนันทน์และชิดบุนนาคได้รับพระบรมราโชวาท ในคราวถวายตัวเป ็นนายในในกองวิเศษตั้งเครื่องเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ ต่างปลื้มปีติต่างกอดคอกันและกัน พร้อมกับกล่าวค�ามั่นสัญญาต่อกัน โดยไม่ได้นัดหมายว่าหากได้ความรู้ใหม่จะรีบน�ามาเผยแพร่แลกเปลี่ยน ทุกครั้ง ซึ่งทั้ง ๔ คน ต่างปฏิบัติอย่างเคร่งครัด๓๐ เช ่นเดียวกับความสนิทสนมรักใคร ่กันเป ็นกลุ ่มเพื่อนระหว ่าง พระยาสุนทรพิพิธ จมื่นมานิตย ์นเรศ จมื่นเทพดรุณาทร และหลวง สรรสารกิจที่ “...ชีวิตที่ได้ร่วมหม้อข้ำวร่วมเจ้ำเหนือหัวกันมำตั้งแต่เยำว์ อันมีลักษณำกำรไม่ต่ำงอะไรกับพี่น้องคลำนตำมกันออกมำ...”๓๑ ในฐานะสังคมชายล ้วนส�าหรับเด็กวัยรุ ่นใกล ้โตเป ็นหนุ ่มเต็มที่ มิตรภาพของเด็กผู้ชายโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวัยรุ่นตอนปลายจนถึงต้น
ชานันท์ ยอดหงษ์ 181 ขวบปีที่ ๒๐ซึ่งมักใกล้ชิดสนิทสนมอย่างเข้มข้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญจาก การเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมชั้นร่วมสถาบันการศึกษา และแน่นอน ที่สุดเพื่อนร ่วมห ้องนอนที่มักแบ ่งป ันเตียงนอนร ่วมกัน จนเป็นความ สัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและมีพลังมาก ซึ่งเชื่อมกระชับความแน่นแฟ้นด้วย ความซื่อสัตย ์จริงใจต ่อกัน และถูกท�าให ้ทรงพลังมีชีวิตชีวาด ้วยการ แบ่งปันความสนุกสนานเพลิดเพลิน ในบางคู ่ มิตรภาพความสัมพันธ ์ฉันเพื่อนสามารถงอกงามไปสู ่ ความห ่วงใยรักใคร ่และความรู ้สึกที่อ ่อนไหว ความทะนุถนอมห ่วงหา อาทรซึ่งกันและกันจนน�าไปสู่ความเสน่หาหรือเกือบจะเสน่หาซึ่งกันและ (จากซ้าย) ม.จ. ดุลภากร วรวรรณ, ม.ล. ปิ่น มาลากุล และจมื่นอมรดรุณา รักษ์ (ภาพจาก อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล. พ.ศ. ๒๕๓๙)
182 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ กัน แม้ว่าจะตรงกันข้ามกับรูปแบบ “ความเป็นชาย” ที่ต้องก้าวร้าวดุดัน ก็ตาม๓๒ การที่นายในต ่างถูกตัดขาดจากพื้นที่ภายนอกที่มีผู ้หญิง ต้อง อยู ่ร ่วมกับชายหนุ ่มด ้วยกันทั้งวันทั้งคืนที่ “จะมองไปทำงไหนก็เห็น แต่มหำดเล็กเด็กชำเต็มไปหมด” ๓๓ ซึ่งในสายตาของนายใน การใช้ ชีวิตในพระราชส�านักจึง “...เป็นวิธีกำรที่เรียกว่ำอยู่กันอย่ำงแบบชำย โสด...” ๓๔ จนการใกล้ชิดผู้หญิงของนายในไม่ใช่เรื่องง่ายแต่การใกล้ชิด กับผู้ชายด้วยกันเป็นเรื่องง่ายกว่า นายในบางคนจึงสนิทสนมผูกพันระหว่างกันเป็นคู่ น�าไปสู่ความ สัมพันธ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นการส่วนตัวสองต่อสองนอกเหนือ จากความผูกพันร่วมกันในหมู่คณะ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพระยา รามราฆพกับพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง ที่พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมืองพรรณนาหลังเจ ้าพระยารามราฆพถึงแก ่อสัญกรรมว ่า “...ร่วมเล่น ร่วมสนุก ร่วมงำน ร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ตั้งแต่สมัยปฐมวัยจนปัจฉิมวัย แม้ว่ำในตอนท้ำยแห่งอำยุเรำจะต้อง แยกจำกกันโดยธรรมชำติธรรมดำ แต่ควำมติดต่อสัมพันธ์ทั้งทำงร่ำงกำย และจิตใจก็คงมีอยู่เป็นอันดี...”๓๕ เช่นเดียวกับนายในที่พระองค์ทรงอุปการะตั้งแต่อายุยังน้อย ใกล้ โตเป็นหนุ่มแน่น เช่น คู่ของ ม.จ.ชัชวลิต เกษมสันต์ กับ เจ้าพระยา รามราฆพ ที่รู ้จักใกล ้ชิดกันตั้งแต ่ทั้งคู ่เป ็นมหาดเล็กสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯเจ้าพระยารามราฆพที่ถวายตัวก่อนคอยเลี้ยงดูม.จ.ชัชวลิต เสมือนน ้อง แนะน�าสั่งสอนประเพณีในพระราชส�านักเป ็นการส ่วนตัว และมักชวนไปไหนมาไหนตลอดเวลา๓๖ ทั้งคู่จึงมีความผูกพันกันมาก ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงรับสั่งให้ม.จ.ชัชวลิตอาศัยในหอสมุดสวน จิตรลดา เจ้าพระยารามราฆพถึงกับเดือดร้อนแทน เพราะห่วงเรื่องการ กินอยู่และกลัวจะ “ว่ำเหว่เปล่ำเปลี่ยว” จึงจัดให้อยู่ในบ้านนรสิงห์ บ้าน พระราชทานของเจ้าพระยารามราฆพ พร ้อมกับจัดหาอุปกรณ ์ อาหาร ทุกอย่าง๓๗ และเมื่อ ม.จ. ชัชวลิตได้เป็นปลัดของผู้ส�าเร็จราชการเพราะ เจ้าพระยารามราฆพ ก็สามารถเข ้าไปปรึกษาเวลาใดก็ได ้ แม้นอกเวลา
ชานันท์ ยอดหงษ์ 183 ท�างานที่เจ้าพระยารามราฆพจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่ใช่กับ ม.จ. ชัชวลิต ซึ่ง เข้าหาได้แม้แต่ในห้องนอนเมื่อมีราชการด่วน๓๘ ยิ่งนายในนักเรียนมหาดเล็กรับใช้ยิ่งท�าให้ความสนิทสนมผูกพัน ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพราะต ้องใช ้ชีวิตร ่วมกัน พึ่งพาอาศัยผ ่านการท�างาน ร่วมกันตั้งแต่เด็ก เช่น การถวายงานพัด ที่นักเรียนมหาดเล็กรับใช้ต่าง มีหน้าที่ถวายอยู่งานพัดคนละหนึ่งชั่วโมงผลัดกันและเพื่อให้ผู้รับหน้าที่ ต่อมาตรงเวลา ไม่ผิดนัดที่นัดหมายหรือช่วยผลัดเปลี่ยนในเวลาที่อีกคน ไม่ยอมมาผลัดเปลี่ยนตามที่นัดหมาย นักเรียนมหาดเล็กรับใช้ “จึงต้อง มีกำรผูกพันกันเป็นส่วนตัว” ตามที่พระยาสุนทรพิพิธกล ่าว๓๙ นายใน เด็กๆ ของพระองค ์บางคนสนิทสนมใกล ้ชิดกันอย ่างมาก เช่น ปาณี ไกรฤกษ์ สนิทสนมกับ ม.ร.ว. เฉลิมลาภ ทวีวงศ์ และ ม.ล. ปิ่น มาลา กุล๔๐ บางคืนปาณี ไกรฤกษ์ อยู่เวรห้องพระบรรทม จึงชวน ม.ล. ปิ่น มาลากุลมานอนด้วยทั้งคู่นอนกระซิบกระซาบยั่วหัวเราะกันจนบางครั้ง ต้องแอบคลานออกมาหัวเราะเพื่อไม่ให้รัชกาลที่ ๖ ทรงตื่นพระบรรทม๔๑ ด ้วยความใกล ้ชิด นายในจึงยกระดับความสัมพันธ ์ให ้เสมือน พี่น้อง เครือญาติ เช่นความสัมพันธ์แบบสองต่อสอง รักใคร่ผูกพันเป็น การส ่วนตัวของพระยาสุนทรพิพิธที่รู ้สึกต ่อหลวงสรรสารกิจว ่า “...เคย มีอุปกำระมีควำมร่วมสุขร่วมทุกข์ มีกำรแนะประโยชน์และมีควำมรักใคร่ อย่ำงซื่อสัตย์สุจริต เรำ (รวมทั้งครอบครัว) ต่ำงมีควำมนับถือรักใคร่ไว้ วำงใจกันไม่ต่ำงอะไรกับญำติสนิท ได้ร่วมเป็นข้ำจ้ำวเดียวกันอยู่ในวัง ร่วมกันเมื่อเป็นเด็ก ได้เที่ยวเตร่ทัศนำจรร่วมกันทั้งในที่ใกล้และที่ไกล ได้ประกอบอำชีพส่วนตัวร่วมกัน และรับรำชกำรร่วมกัน...”๔๒ บางคู่ยัง “สนิทสนมกันมำคล้ำยญำติสืบสำยโลหิตเดียวกัน” ดัง ที่พระยานเรนทรราชา (ม.ล. อุรา คเนจร) อธิบายความสัมพันธ ์ของ ตนเองกับพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง เนื่องจากขณะที่พระยา นเรนทรราชายังเป็นเด็กและถวายตัวอยู่กับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่พระราชวังสราญรมย์ พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมืองเมตตารักใคร่ คอยดูแลแนะน�าตักเตือนด ้วยความรักอารีประดุจน ้องแท ้ๆ จนรัชกาล ที่ ๖ ทรงทราบ และทรงมอบพระยานเรนทรราชาให้พระยาคทาธรบดี
184 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ สีหราชบาลเมืองเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลทุกข์สุขตลอดมา๔๓ เป ็นที่เห็นได ้ชัดเจนในสังคมชายล ้วนทั่วไป สมาชิกจะมีความ สนิทสนมใกล้ชิดกันอย่างมาก จนไม่ต่างไปจากการสร้างครอบครัวร่วม กันหรือสถานภาพสมรส เพราะต่างใช้ชีวิตร่วมกัน แบ่งพื้นที่เตียงนอน ทะนุถนอมห่วงหาอาทรและให้ก�าลังใจ มีการให้ค�ามั่นสัญญา ไปจนถึง การแลกเปลี่ยนความลับซึ่งกันและกันระหว ่างผู ้ชาย เช ่นเดียวกับที่ E. Anthony Rotundo สังเกตว่า บางคู่สนิทสนมจนน�าไปสู่การแลก เปลี่ยนการแสดงออกความรักใคร ่ทางร ่างกายบนเตียงซึ่งกันและกัน การสัมผัสแตะต ้อง จูบ และลูบไล ้กัน ทว ่าไม ่ได ้มีหลักฐานชัดเจนว ่า เพื่อนชายที่เสน่หากันจะร่วมเพศกันนอกจากนี้เขายังได้เสนออีกว่าการ อยู่กินของเด็กหนุ่มในสังคมชายล ้วนเสมือนเป ็นการซ้อมเตรียมตัวที่จะ แต่งงานในอีกช่วงหนึ่งของชีวิตที่ความเสน่หาระหว่างเพื่อนชายในวัยรุ่น เป ็นโอกาสจ�าลองบทบาทสมมุติคู ่สมรสหรือในอีกความหมายหนึ่งคือ การทดสอบความสัมพันธ ์แบบผู ้ใหญ ่๔๔ แม ้ว ่าการร ่วมเพศถูกอนุญาต ให ้เกิดขึ้นภายใต ้การแต ่งงานและสถาบันครอบครัวระหว ่างชายหญิง เท่านั้น ไม่ต่างไปจากความชอบพอระหว่างพระยาอนิรุทธเทวากับพระยา อุดมราชภักดี ที่เมื่อทั้งสองแต ่งงาน ทั้งสองครอบครัวก็สนิทสนมกัน จนเฉลา อนิรุทธเทวา เมียของพระยาอนิรุทธเทวา ตั้งข้อสังเกตว่าเป็น “กัลยำณมิตรที่สนิทเสน่หำ” จน “รักใครประดุจพี่น้อง” ซึ่งตั้งแต่พระยา อนิรุทธเทวาเจ็บป่วยจนถึงแก่อนิจกรรม พระยาอุดมราชภักดีเป็นภาระ อยู ่ตลอด๔๕ และดูเหมือนว ่าพระยาอนิรุทธเทวาจะมีความสัมพันธ ์ แน ่นแฟ ้นกับพระยาอุดมราชภักดีมากกว ่าเมียตนเอง เพราะส�าหรับ เฉลา อนิรุทธเทวาแล ้ว พระยาอนิรุทธเทวาเปรียบเสมือนพ ่อมากกว ่า ผัว ที่ทั้งเรียกพระยาอนิรุทธเทวาว่า “พ่อ” และ “เคำรพนับถือ รักและ บูชำ...เป็นเสมือนพ่อ”๔๖ เช ่นเดียวกับความสัมพันธ ์ระหว ่างพระมหาเทพกษัตรสมุหกับ จมื่นมานิตย ์นเรศที่ทั้งคู ่เข ้ารับราชการในกองมหาดเล็กตั้งเครื่อง วันเดียวกัน รับพระราชทานสัญญาบัตรพร ้อมกัน ๔ ครั้ง แต่ไม่ได้
ชานันท์ ยอดหงษ์ 185 ถึงแก ่กรรมพร ้อมกัน ซึ่งเมื่อจมื่นมานิตย ์นเรศถึงแก ่กรรม พระมหา เทพกษัตรสมุหได ้บรรยายความสัมพันธ ์ไว ้ว ่า “...เรำประพฤติและ ปฏิบัติต่อกันเหมือนหรือยิ่งกว่ำพี่น้องเสียอีก เช่น ใครรู้อะไรมำใหม่ๆ ก็สอนกัน ใครลุแก่อ�ำนำจโทษะโมหะก็คอยเตือนกัน จะตักเตือนว่ำ กล่ำวกันอย่ำงรุนแรงไปบ้ำง ก็ให้อภัยกันอย่ำงบริสุทธิ์ใจจริงๆ...”๔๗ ในกรณีการถึงแก ่กรรมของหลวงสรรสารกิจ จากค�ากล่าวของ พระยาสุนทรพิพิธ ทันทีที่ตนทราบข ่าวจากหลานสาวก็ถึงกับโกรธจัด ตะคอกใส ่ทันที เพราะไม ่เชื่อว ่าเพื่อนรักที่เป ็นยิ่งกว ่าพี่น ้องจะตายและ พระยาอนิรุทธเทวาถ่ายร่วมกับคุณหญิงเฉลา อนิรุทธเทวา ในคราวสมรส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยา อนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๔๙๔)
186 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ คิดว่าหลานสาวโกหก๔๘ ซึ่งท�าให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ส�าหรับนายใน ที่รักใคร ่กันแล ้ว ผู ้ที่พูดถึงเพื่อนรักในแง ่ร ้ายสามารถสร ้างความโกรธ เคืองอย่างรุนแรง แม้ว่าจะเป็นคนในครอบครัวก็ตาม ความตายกลายเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความรักความลึกซึ้งระหว่าง นายในที่ใช ้ชีวิตร ่วมกันว ่ามากพอที่ความตายจะพรากไปได ้หรือไม ่ ด ้วยเหตุนี้หลวงสรรสารกิจกับจมื่นเทพดรุณาทรที่ทั้งคู ่สนิทสนมรัก ใคร่กัน เรียนที่เดียวกัน รับราชการวันเดียวกัน เป็นขุนนางพร้อมๆ กัน เลื่อนยศพร้อมกัน หลวงสรรสารกิจเป็นนายรองพลพัน ส่วนจมื่นเทพ ดรุณาทรเป็นนายรองสนองราชบรรหารและออกจากราชการพร้อมกัน๔๙ เมื่อหลวงสรรสารกิจเห็นโคลงสี่สุภาพบนพวงมาลาวางหน้าโกศพระยาศรี ภูริปรีชาที่กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงพระนิพนธ์ว่า ร่วมปีร่วมมำศตั้ง ชีวิต ร่วมชำติร่วมรำชกิจ ร่วมเจ้ำ ร่วมโรคหำกโชคผิด ผลแผก หนึ่งวิโยคหนึ่งโศกเฝ้ำ ฝำกอนี้เสนอถวิลฯ จึงบอกกับจมื่นเทพดรุณาทรว ่า “แกตำย กันจะเอำโคลงบทนี้ วำงที่ศพแก” แต่จมื่นเทพดรุณาทรตอบว่า “เรำสองคนยิ่งกว่ำโลงนี้เสีย อีก”๕๐ แม้ว่าเพื่อนรักตายลงแต่สายสัมพันธ์ไม่ได้ตัดขาดจากกัน เพราะ ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างเชื่อมโยงนายในอยู่ เช ่นเดียวกัน ความตายของนายในก็เป ิดเผยความรู ้สึกอันลึก ซึ้งของรัชกาลที่ ๖ ต่อนายใน เช่น ความตายของนายจ่ายวด (ปาณี ไกรฤกษ์) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ ที่ได้เปิดเผยอารมณ์ของพระองค์ที่ทรง คร�่าครวญถึงนายในเด็กชายที่จากไปกะทันหันผ ่าน “ศรีอยุธยา” ใน “ร�าพึงถึง นายจ่ายวด (ปาณี ไกรฤกษ์)” ว่า เหลือบไปแทบเห็นหน้ำ เพื่อนถนัด นำพ่อ เงี่ยโสตร์แทบยินพัจน์ เพื่อนแจ้ว เผลอๆ แทบสัมผัส มือเพื่อน เจียวนำ พรำกมิตร์ จิตข้ำแคล้ว เคลื่อนคล้อยตำมหำฯ๕๑ ที่ให้ภาพทั้งความผูกพันทางใจและความใกล้ชิดทางกายระหว่าง
ชานันท์ ยอดหงษ์ 187 พระองค์กับนายใน ในอีกความหมายหนึ่ง ความตายจึงเป ็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป ิดเผย ความรักความผูกพันระหว ่างผู ้ชายที่ใช ้ชีวิตท�ากิจกรรมร ่วมกันตลอด เวลา ซึ่งเป ็นลักษณะที่ปรากฏกับชุมชนชายล ้วนอื่นๆ นอกพระราช ส�านักฝ่ายในชาย ทันทีที่พระองค์สวรรคต นายในบางคนที่รักพระองค์ มากน�าผ ้ามาทาบพระบาทที่ถูกทาด ้วยขมิ้น เก็บรอยพระบาทที่ติดอยู ่ บนผ้าไว้บูชา๕๒ และเป็นการสูญเสียที่สร้างความสะเทือนใจมากกว่าการ สูญเสียสมาชิกในครอบครัว เหมือนพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง ที่สูญเสียคนในครอบครัวที่เป ็นผู ้หญิง ๒ คน ในเดือนเดียวกันคือ ยายและลูกสาว แต ่ไม ่สร ้างความทุกข ์ได ้เท ่าการสวรรคตของรัชกาลที่ ๖ พระองค์เดียวในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเมื่อทราบข่าว พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมืองร ้องไห ้เสียใจแทบจะขาดใจและกล ่าวว ่าตน “หัวขำด เสียแล้ว”๕๓ ความผูกพันระหว่างนายในกับรัชกาลที่ ๖ จึงแทบไม่ต่าง ไปจากความผูกพันระหว ่างนางในในพระราชส�านักฝ ่ายในของรัชกาลที่ ผ่านมา ขณะที่นางในในรัชกาลที่ ๕ ต่าง “...ร้องไห้คร�่ำครวญอยู่ระงม เซ็งแซ่ และทุ่มทอดกำยอยู่ทั่วไปประดุจต้นไม้ใหญ่ที่ถูกลมพำยุใหญ่พัด ต้นแลกิ่งก้ำนหักล้มรำบไปฉะนั้น...” เมื่อสิ้นรัชสมัย๕๔ นายในบางคนเมื่อ ทราบว่ารัชกาลที่ ๖ สวรรคตก็รู้สึกว่า “...ทั้งฟ้ำทั้งแผ่นดิน และโลกได้ แตกสลำยดับลงไปตรงหน้ำ...”๕๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายในคนโปรดอย่างพระยานรรัตนราชมานิต ดูเหมือนว ่าจะกลายเป ็นคนเสียสติ และเจ ้าพระยารามราฆพกล ่าวกัน ว ่าพฤติกรรมเปลี่ยนไปเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๖ ที่จะไม ่ยอมออกแสดงโขน หากไม่ได้สักการะพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๖ จนต้องมีการบัญชาให้หา พระบรมรูปให ้ได ้ในคราวที่เล ่นโขนร ่วมกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และยังเชื่ออีกว ่า คืนก ่อนการแสดง พระองค ์เสด็จเข ้าฝ ันและรับสั่งให ้ มอบแหวนเพชรกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เป็นที่ระลึก๕๖ เมื่อความตายไม ่สามารถตัดขาดความสัมพันธ ์ระหว ่างสมาชิก สังคมชายล้วนในพระราชส�านักได้การสลายตัวของพระราชส�านักฝ่ายใน ชายไปพร้อมกับการสวรรคตของรัชกาลที่ ๖ จึงไม่ได้ท�าให้ความสัมพันธ์
188 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ระหว ่างนายในจืดจางหรือตายลง แม ้ต ้องแยกย ้ายออกไปอยู ่บ ้านและ คฤหาสน ์กับครอบครัวของตนเอง ซึ่งต ่างยังคงรักษาความสัมพันธ ์ที่ แน ่นแฟ ้นสนิทสนม พระยาสุนทรพิพิธกับหลวงสรรสารกิจยังคงพึ่งพา ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คอยพยาบาลยามเจ็บป่วยและให้ที่พักอาศัย๕๗ มากไปกว่านั้นบางคู่กลับก่อตัวมากขึ้นหลังจากการสวรรคตของ พระองค์ เช่น พระยาอนิรุทธเทวากับพระราชธรรมนิเทศ ที่กล่าวกันว่า “...(พระยำอนิรุทธเทวำ) อยู่กับบ้ำนอย่ำงสุภำพบุรุษที่เป็นตัวของตัวเอง ข้ำพเจ้ำ (พระราชธรรมนิเทศ-ผู้เขียน) ก็อยู่อย่ำงเป็นตัวของข้ำพเจ้ำเอง ต่ำงฝ่ำยต่ำงคบหำกันโดยชอบพออัธยำศัยกัน ไม่มีอะไรเป็นข้อผูกมัด ให้ต้องคบกัน เรำคบกันด้วยควำมบริสุทธิ์ใจ...”๕๘ ในฐานะนายละคร แม้ว่านางละครเป็นราชูปโภคของกษัตริย์โดยเฉพาะและพระองค์ เองก็โปรดให ้ละครของพระองค ์มีความสมจริงมากที่สุด ทั้งฉาก แสง สี เครื่องแต ่งกาย การแต่งหน้า ทรงผม แม ้แต ่ฉากโขนหนุมานเผา กรุงลงกา พระองค ์โปรดให ้ฉากกรุงลงกาเหมือนปราสาทราชมณเฑียร ของจริง และทรงใช้ไฟจริงเผาจริงในการแสดง สร้างความตื่นตาตื่นใจ อย่างมาก๕๙ แต ่ด ้วยที่พระองค ์ทรงโปรดการใช ้ชีวิตร ่วมกับชายหนุ ่ม มากกว่า ตัวละครจึงเป็นผู้ชายล้วนทั้งโรง ท�าให้ก่อนหน้านั้นนายในจึง ต้องมีความสามารถในการแสดงทั้งผู้หญิงและผู้ชายให้สมจริงมากที่สุด ทั้งน�้าเสียง กิริยาท่าทาง นอกเหนือจากเครื่องแต่งกาย ทรงผม หน้าตา ที่ต ้องแต ่งอย ่างบรรจง เช่น คราวเสด็จประพาสหัวเมืองป ักษ ์ใต ้ นาย หลาบเป็น “แม่ถนอม” ม.ล. ฟื้นเป็น “แม่จัน” นายพงษ์เป็น “แม่เอม” ในละคร “ปล่อยแก่”๖๐ ยิ่งนายในที่มีลักษณะคล้ายผู้หญิงมักได้รับการคัดเลือกให้รับบท ตัวนาง นายในที่ตัวเล็ก ร่างกายบอบบาง หน้าเด่น ผิวขาว ดูสวยคล้าย ผู้หญิงอย่าง ม.ร.ว. เฉลิมลาภ ทวีวงศ์ จึงมักได้รับบทเด็กหรือผู้หญิง ทั้งละครพูด ละครร�า พูดสลับร�า โขน เช่น บทแม่เฉลิมในเรื่องหาโล่
ชานันท์ ยอดหงษ์ 189 พระยาอนิรุทธเทวาในชุดผู้หญิง (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. กรม ศิลปากร)
190 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เอเลนในวิวาห์พระสมุทร นางสุวรรณเกศาปลอมในพระเกียรติรถ พระ ภรตกุมารในศกุนตลา Betty Smith ลูกสาว John Smith ที่รับบทโดย รัชกาลที่ ๖ ในเรื่องล่ามดี รวมทั้งรับบทเป็นแม่พระคงคาตอนจองถนน๖๑ เช ่นเดียวกับนายหยิบ ณ นคร ลูกเจ ้าพระยาบดินทร ์เดชาที่ได ้รับบท ตัวนางเพราะ “...มีหน้ำตำสวยเกลี้ยงเกลำ...” จนกลายเป็นผู้หนึ่งที่มีความ สามารถในการเล่นตัวนาง๖๒ รวมทั้ง ม.ล. ปิ่น มาลากุล ที่เคยเล่นละคร เป็นนางก�านัลและนางเอกปลอมในพระเกียรติรถ๖๓ แน่นอนที่สุดนายใน ที่ทั้งคล้ายผู้หญิงและเป็นที่โปรดปรานย่อมได้รับบทเด่นกว่า เช่น พระยา อนิรุทธเทวารับบทนางเอกประจ�าทุกเรื่องคู่กับเจ้าพระยารามราฆพที่เป็น พระเอก๖๔ แต่ถ้าพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมืองร่วมเล่นมักจะได้รับ บทพระ และเจ้าพระยารามราฆพรับบทนางแทน๖๕ ด ้วยเหตุนี้ ในพระราชส�านักฝ ่ายในชายจึงมีการยอมรับนายใน หลายคนที่มีลักษณะอ ้อนแอ ้นบอบบาง หน ้าตาสวยคล ้ายผู ้หญิง เช ่น นายจ่ายวด (ปาณี ไกรฤกษ์) นายในที่รัชกาลที่ ๖ ทรงอุปการะตั้งแต่ ยังเด็กซึ่ง “...เป็นคนเก๋มำกรูปร่ำงสวย...”๖๖ เมื่อแต ่งหญิงแล ้วเหมือน น้องสาวของตนเอง เพราะทั้งเครื่องหน้าคิ้วตาจมูกปากเหมือนกันแม้แต่ น ้องสาวของนายจ ่ายวดเองชมพี่ชายตนเองว ่าหน ้านายจ ่ายวดเรียวและ สวยกว่า๖๗ เช่นเดียวกับพระยาอนิรุทธเทวาที่ไม่เพียง “...มีจริตกิริยำอัน แช่มช้อย...”๖๘ แต่ยังมี “...เอวบำงร่ำงน้อยจริตกิริยำเหมือนผู้หญิง...”๖๙ แม้พระองค์จะทรงสนับสนุนนายในเล่นกีฬา ดังนั้น แม้ส�านึก “ความเป็นชาย” ในพระราชส�านักของพระองค์ จะรังเกียจผู้หญิงแต่ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจต่อการแต่งหญิงหรือการ มีลักษณะคล ้ายผู ้หญิงของผู ้ชาย พระองค ์ทรงมีกิจกรรมให ้ข ้าราชการ และมหาดเล็กรับพระราชทานฉลาก เพื่อรับพระราชทานเครื่องแต ่งตัว “แปลกๆ” ตามเลขในฉลาก เพื่อความข�าขัน ซึ่งรวมไปถึงการ “แต่ง หญิง” ด้วย๗๐ ดังนั้น การแต ่งหญิงในพระราชส�านักของพระองค ์ มี จุดประสงค ์ให ้ดูประหลาดตาเพื่อความขบข�า อย ่างไรก็ตามส�าหรับ พระองค์ หากใครแต ่งได ้เหมาะสมก็ไม ่ได ้ถือเป ็นเรื่องตลกเพราะไม ่ดู แปลกประหลาด เช ่น เจ ้าพระยารามราฆพ นายกุหลาบ โกสุมภ ์
ชานันท์ ยอดหงษ์ 191 เจ้าพระยารามราฆพในชุดผู้หญิง (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. กรม ศิลปากร)
192 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เพราะรูปร ่างหน ้าตาพอจะเป ็นผู ้หญิงได ้ และเคยสวมบทตัวละครเป ็น ผู้หญิงมาแล้ว๗๑ มากไปกว่านั้นยังดูเหมือนว่า “การแต่งหญิง” เสมือน การท ้าทายความสามารถของนายในว ่าใครจะสามารถท�าให ้คล ้ายคลึง ได ้มากที่สุดแค ่ไหน ผู ้ที่แต ่งและแสดงได ้เหมือนจะได ้รับค�าชม เช่น ที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธวงษวิจิตร ทรงชมพระยาอนิรุทธ เทวาในบทตัวนางว่า “เล่นได้อย่ำงแนบเนียน”และทรงชม ม.ร.ว. เฉลิม ลาภ ทวีวงศ์ ที่รับบทน้องสาวนางเอกใน “หาโล่” ว่า “ฉันนิยมคุณชำย มำกในตอนนี้ เพรำะแต่งเป็นหญิงแล้ว เหมือนเด็กรุ่นสำวที่น่ำเอ็นดู ไม่มีผิด และแสดงได้สมบทดีเสียด้วย” ๗๒ ดังนั้น เป็นไปได้ที่การแต่ง หญิง การแสดงออกท ่าทางเหมือนผู ้หญิงในบริบทของการเล ่นละคร ไม่เป็นสิ่งผิดปรกติแต่ได้รับการนิยมชมชอบ เมื่อเปรียบเทียบกับสังคมชายล ้วนอื่นๆ การแบ่ง “ความเป็น ชาย” ในพระราชส�านักฝ่ายในชายของพระองค์ จึงคล้ายคลึงกับสังคม ชายล้วนทั่วไป เช่น คุก เรือขนส่ง หรือเรือรบกลางทะเล ตรงที่สามารถ แบ่ง “ความเป็นชาย” ออกเป็น ๓ กลุ่มตามพฤติกรรมทางเพศ ได้แก่ พวกผู้ชายรักต่างเพศ พวกเด็กผู้ชาย และคนหนุ่มที่ออกสาวและชอบ ร่วมเพศทางทวารหนัก๗๓ การเล่นละครปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่พระราชส�านักฝ่ายในชายแม้แต่ ในกองเสือป ่าลูกเสือที่นายในจะต ้องเป ็นนักรบจับอาวุธ แสดงออกถึง ความก้าวร้าวกล้าหาญ แต่ละครที่มีการ “แต่งหญิง”ถูกจัดขึ้นเป็นประจ�า ระหว่างซ้อมรบและเดินทางไกลในค่ายเสือป่า เหมือนกับค่ายทหารของ อังกฤษที่การแสดงชายแต ่งหญิง มีทั้งล ้อเลียนผู ้หญิงแบบตลกๆ เช่น หญิงขี้เหร ่ หญิงอ ้วน เรียกว ่า “mimicry” และเพื่อดึงดูดทางเพศที่ นักแสดงพยายามเล ่นบทผู ้หญิงอย ่างสมจริงและมักเกิดขึ้นบ ่อยครั้ง เรียกว่า “mimesis” หรือ “glamour drag” ซึ่งเป็นการแสดงที่มีมา ตั้งแต่ราว ค.ศ. ๑๘๖๐ และเป็นการเสพสุขและความบันเทิงของผู้ชาย ไม่ว่ามีความต้องการทางเพศแบบใดก็ตาม๗๔ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ ความบันเทิงและปลุกขวัญแก ่ทหารที่อยู ่ในแนวหน ้าซึ่งเป ็นกิจกรรมได ้ รับการยอมรับและเห็นชอบจากทางการอังกฤษ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 193 ในกองพลจึงมีหน ่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการแสดงแบบ นี้โดยเฉพาะ ซึ่งถูกเรียกอ้อมๆ ว่า “concert party” หรือ “evening entertainment” ซึ่งมีบทบาทส�าคัญอย่างมากต่อการสร้าง “esprit de corps” กันในหมู ่ทหาร มากไปกว ่านั้นยังเป ็นการสลายความขัดแย ้ง ทางชนชั้นในหมู่ทหาร๗๕ เห็นได้ชัดว่าผู้ชายแต่งหญิงพอจะเป็นที่อดทน หรือยอมรับได ้ของวัฒนธรรมอังกฤษในช ่วงร ่วมสมัยกับรัชกาลที่ ๖ บนเงื่อนไขของการแสดงบนเวทีในสังคมชายล ้วนเท ่านั้น เพราะการ แต่งกายข้ามเพศเป็นอาชญากรรมร้ายแรงพอๆกับการรักเพศเดียวกัน๗๖ การแต่งกายสลับเพศไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เลวร้าย และอาชญา กรรมในพระราชส�านักของรัชกาลที่ ๖ เพราะการแต ่งกายแฟนซีเป ็น พระราชนิยมอย ่างหนึ่งมาตั้งแต ่รัชกาลที่ ๕ ซึ่งมักโปรดเกล ้าฯ ให ้มี แต่งแฟนซีในงานเลี้ยงฉลองตามโอกาสต่างๆ๗๗ ชุดแฟนซีที่ท�าให้ผู้แต่ง ได้รับความสนใจเป็นพิเศษและมักได้รับรางวัลในการประกวดคือเครื่อง แบบของข ้าราชการประเภทพลทหารต�ารวจ เพราะสมัยนั้นยัง “ถือ” กันมากในเรื่องการที่หญิงชายใช้ของปะปนกัน ท�าให้เครื่องแบบหาใส่ยาก จึงกลายเป็นความท้าทายที่นิยมพยายามหามาใส่แต่ดูเหมือนว่าเป็นการ ที่ผู้หญิงแต่งข้ามเพศเป็นผู้ชายมากกว่าผู้ชายแต่งข้ามเพศเป็นผู้หญิง๗๘ ซึ่งความนิยมการแต ่งกายสลับเพศในงานแฟนซีต ่อเนื่องมาถึงรัชกาล ที่ ๖ ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาได ้โปรดเกล ้าฯ ให ้มีการแต ่งแฟนซี ประกวดเพื่อรับพระราชทานรางวัล ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนกับว ่าเป ็น ความโปรดปรานส่วนพระองค์ เพราะคราวเสด็จประพาสญี่ปุ ่นขณะ ด�ารงพระราชอิสริยยศเป ็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระองค ์ผู ้ มีพระรูปโฉมและพระราชบุคลิกลักษณะคล ้ายคลึงผู ้หญิง๗๙ ทรงฉาย พระรูปในชุดกิโมโน คาดโอบิ ช้องผม ทรงถือพัดแสดงท ่าทางแบบ ผู ้หญิงญี่ปุ ่น และดูเหมือนว ่าทรงโปรดปรานอย ่างมากจนใส ่กรอบไว ้ บนโต๊ะในห้องพระบรรทม๘๐ ไม่เพียง “การแต่งหญิง” ในพระราชส�านักของพระองค์เป็นการ ท้าทายความสามารถของนายในที่พยายามเลียนแบบผู้หญิงให้คล้ายคลึง กับผู้หญิงมากที่สุด ที่จะต้องแต่งกาย สวมวิก แสดงกิริยาท่าทาง น�้า
194 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เสียงแบบผู ้หญิงไปจนถึงกันหน ้าโกนคิ้วขนหน ้าแข ้ง๘๑ แต ่นายในด้วย กันสามารถสัมผัสและแสดงอารมณ ์ความรู ้สึกแบบความสัมพันธ ์ชาย หญิงทั้งกอดกระหวัด กระเง้ากระงอด เกี้ยวพาราสี ในฐานะตัวละคร คู่พระนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายในในกรมมหรสพ ขณะเดียวกันนาย ในยังสามารถสัมผัสและแสดงอารมณ ์ความรู ้สึกความสัมพันธ ์แบบ ชายหญิงได ้ ผ ่านละครที่ต ้องเล ่นเป ็นตัวละครคู ่พระนางท ่ามกลาง สังคมสภาพแวดล ้อมแบบชายล ้วน ซึ่งกลายเป ็นโอกาสและช ่องทาง ของชายที่ชอบแต ่งหญิงและชอบผู ้ชายด ้วยกัน เหมือนกับคณะละคร ของกษัตริย์รัชกาลที่ผ่านมาที่ตอบสนองและเปิดโอกาสให้นางในเปิดเผย รสนิยมทางเพศ แต่งกายข้ามเพศ และเล่นเพื่อน เช่น ลูกสาวพระยา ศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) ชื่อ “ชุ่ม” ครูละครในพระบรมมหาราชวัง ไม่ เพียงร�าตัวละครเจ้าเงาะได้สวยงามและเล่นละครเป็นพระเอกจนนางใน ติดกันมาก แต่ยังแต่งตัวแบบผู้ชาย นุ่งผ้าพื้นผ้าม่วงชักชายพกจนใหญ่ สวมเสื้อมิสกรีผ้าป่าน สูบบุหรี่สะพานโต รวมไปถึงเล่นเพื่อนกับนางใน เมื่อความทราบฝ ่าละอองธุลีพระบาทว ่าเล ่นเพื่อนกับบรรดานางในที่มี บรรดาศักดิ์ จึงถูกลงพระราชอาญา แห่ตระเวนรอบวังแล้วสักหน้าเป็น จุดเล็กๆ สามจุดบนหน้าผาก๘๒ แต่เป็นไปได้ที่การลงโทษเกิดจากการ ร่วมเพศกับนางในชนชั้นสูงมากกว่าการแต่งกายแสดงกิริยาข้ามเพศ กรมมหรสพและโรงละครของรัชกาลที่ ๖ จึงคล ้ายคลึงกับ โรงละครในอังกฤษช ่วงปลายคริสต ์ศตวรรษที่ ๑๙-ต ้นคริสต ์ศตวรรษ ที่ ๒๐ ที่ร่วมสมัยกับพระชนมชีพ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยและลดแรง ต ้านส�าหรับผู ้ชายที่ชอบเพศเดียวกันและชายที่ชอบแต ่งหญิง ด ้วยเหตุ นี้ชายรักเพศเดียวกันและผู ้ที่ชอบแต ่งกายข ้ามเพศจึงเข ้ามาอยู ่ในพื้นที่ ของการละคร โรงละครอังกฤษจึงถูกมองว ่าเป ็นแหล ่งของชายรักเพศเดียวกัน เช ่นกัน ที่มีการแอบท�าเรื่องเพศกันในโรงละคร เช ่นเดียวกับการแต ่ง หญิงเพื่อความบันเทิงและปลุกขวัญทหารอังกฤษในสนามรบก็หนีไม่พ้น ค�าครหาหรือการถูกตีตราในท�านองชายรักเพศเดียวกัน๘๓ ซึ่งในที่สุดมี ผลต่อเพศภาวะของตัวละคร เช่น นางละครผู้ชายอย่างพระยาอนิรุทธ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 195 เทวาผู ้มีลักษณะกระตุ ้งกระติ้งและอ ่อนโยน๘๔ เป ็นที่โจษจันกันว ่าเป ็น กะเทยและมี “ใจเป็นหญิง ชอบเลียนแบบอย่ำงผู้หญิง”๘๕ ซึ่งเห็นได้ชัด ว่า “ความเป็นชาย” ในทัศนคติคนนอกตรงกันข้ามกับ “ความเป็นชาย” ของพระราชส�านักพระองค์ เพราะในสมัยรัชกาลที่ ๖ วัฒนธรรมบันเทิงส�าหรับชนชั้นไพร ่ อย ่างละครนอกที่เป ็นละครผู ้ชายล ้วนและให ้ผู ้ชายสวมบทบาทผู ้หญิง ได ้รับความนิยมน ้อยลง แต ่ละครแบบตะวันตกที่ใช ้ผู ้ชายผู ้หญิงแสดง ได้รับความนิยมมากขึ้น ท�าให้ละครพระราชส�านักฝ่ายในชายกลายเป็น การเป ิดพื้นที่ปลอดภัยให ้ส�าหรับผู ้ชายที่มีลักษณะคล ้ายผู ้หญิงหรือ ต ้องการแสดงออกแบบผู ้หญิง หรืออย ่างน ้อยที่สุดชอบผู ้ชายด ้วยกัน เอง ได้มีบทบาทสนองความต้องการอย่างเปิดเผย เพราะนายในทั้งผู้ชม และผู ้เล ่นต ่างรู ้อยู ่เต็มอกว ่านักแสดงเป ็นเพศชาย แม ้จะแต ่งกายและ รับบทเป็นผู้หญิง เล่นฉากเข้าพระเข้านางที่แสดงความรักกันความชื่นชม ที่ผู ้ชมมีต ่อนักแสดงจึงคือการยอมรับผู ้ชายที่แต ่งหญิงหรือมีจริต จะก้านคล้ายผู้หญิง ในฐานะเสือป่าและลูกเสือ เสือป ่ากลายเป ็นกลุ ่มผู ้ชายที่นิยมการแข ่งขัน ออกก�าลัง เล่น กีฬา เวลาพักผ่อนของเสือป่าในระหว่างเดินทางไกลหรือซ้อมรบในตอน เย็นและค�่าเป็นกรมกองต่างๆมักจัดกิจกรรมการละเล่นถวายนอกจาก ละคร การแข่งขันเชิงกรีฑา เช่น วิ่งวัว วิ่งเปี้ยว ตี่จับ ขี่ม้าชิงเมือง๘๖ และแน ่นอนที่สุด มีการแข ่งขันฟุตบอลที่สร ้างความพอพระราชหฤทัย ให ้กับพระองค ์อย ่างยิ่ง เสด็จพระราชด�าเนินออกมาเป ็นประธานและ พระราชทานรางวัลส�าหรับผู้ที่ชนะทุกครั้ง๘๗ เสือป่าจึงกลายเป็นอีกกลุ่มผู้ชายของพระองค์ที่ฝึกหัดออกก�าลัง กาย เล ่นกีฬาที่เป ็นตัวแทนของสงครามให ้รู ้จักท�างานเป ็นทีม มีความ มานะบากบั่นและสามัคคี ต ่อสู ้เพื่อพวกพ ้องเพื่อให ้ได ้มาซึ่งชัยชนะที่ สามารถโยงไปสู่การท�าสงครามได้ โดยไม่มีผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องในกลุ่ม
196 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ สมุดÿันทึกĀกแข็ง มีรูĀหน้าเสือ พร้อมคติพจน์ “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” เĀ็น สมุดที่รัชกาลที่ ๖ โĀรดเกล้าฯ ให้จัดทำาขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ÿรรดานายและพล เสือĀ่าที่ได้มาร่วมĀระชุมกองเสือĀ่า ถวายชัยมงคล เนื่องในการพระราชพิธีÿรม ราชาภิเษกสมโภช ณ สโมสรเสือĀ่า พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ (ภาพจาก หนังสือที่ระลึกงานเĀิดพระÿรมราชะĀระทรรศนีย์ พระÿาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๕๓๗)
ชานันท์ ยอดหงษ์ 197 และไม ่ใช ้ชีวิตเปล ่าประโยชน ์ไปกับผู ้หญิง และหากพระราชบันทึกของ พระองค์เป็นความจริง ชายหนุ่มที่เป็นเสือป่า “...มีก�ำลังวังชำขึ้นเห็นทัน ตำ ผู้ที่เคยต้องประคับประคองก็กลับแขงแรงขึ้นจนเลี้ยงตัวได้มำกขึ้น เปนล�ำดับ ที่เคยอ่อนแอก็กลับแขงแรง ที่เคยตำมใจอยู่เปนเนืองนิตย์ ก็กลับคิดทรมำนจิตรของตนให้นึกถึงผู้อื่นและนึกถึงคุณ ที่เคยส�ำมะเล เทเมำก็มำลดหย่อนลง และตั้งใจกลับตัวประพฤติให้เรียบร้อย...”๘๘ เช่น เดียวกับพระนาถป ัญญา จากคนที่ไม ่ชอบเล ่นกีฬา แต ่เมื่อเป ็นเสือป ่า ก็มีสุขภาพดีและชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง๘๙ มากไปกว่านั้น “แบบสั่งสอนเสือป่าและลูกเสือ” ของรัชกาลที่ ๖ นอกจากจะเป็นการสร้างไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รู้รักษา เอาตัวรอดจากอันตรายและความยากล�าบากในที่กันดาร ป้องกันตนเอง จากโจร อุบัติภัย และหมาบ้า ยังสอนกิจกรรมในครัวเรือน เช่น หุงหา อาหาร เย็บชุนเครื่องนุ่งห่ม ท�าตะเกียง ปฐมพยาบาล๙๐ จึงท�าให้ผู้ชาย ไม ่ต ้องพึ่งพาผู ้หญิงอีกต ่อไปแม ้แต ่ในพื้นที่ในบ ้าน และสร้างความเป็น ไปได้มากยิ่งขึ้นให้กับการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ชายด้วยกันอย่างปราศจาก ผู ้หญิง ควบคู ่กับ “กันป ่วย” ที่ได ้สร ้างภาพของผู ้หญิงให ้เป ็นภัยต ่อ “ความเป็นชาย” ที่เสือป ่าลูกเสือต ้องยับยั้งชั่งใจ เหมือนกับคู ่มือของ Scout ชื่อ “Scouting for Boys” ที่ได้บรรจุการห้ามการร่วมเพศนอก สถาบันการแต่งงาน และให้การยับยั้งชั่งใจเรื่องเพศในเนื้อหา๙๑ “ความ เป็นชาย” ของเสือป่าและลูกเสือจึงเหมือนกับ Scout ตรงที่ถูกพยายาม ป ้องกันการมีความสัมพันธ ์กับผู ้หญิง ให ้รักษาพรหมจรรย ์เอาชนะ ความอยากทางเพศ และถูกท�าให ้เชื่อว ่าการออกไปเที่ยวกับผู ้หญิงเป ็น นิสัยที่โง่เขลาไร้สาระ๙๒ ขณะที่ผู้หญิงมีความจ�าเป็นน้อยลง และการเที่ยวผู้หญิงเป็นสิ่ง ต้องห้ามส�าหรับเสือป่าและลูกเสือ ซึ่งจะถูกลงโทษด้วยการถอนชื่อออก จาก “ทะเบียฬลูกเสือ” ทันทีถ ้าเที่ยวผู ้หญิง๙๓ ลักษณะของลูกเสือ จึงเป ็นทั้งตรงกันข ้ามกับ “ความเป ็นหญิง” และต ้องอยู ่ห ่างจากผู ้หญิง มากไปกว่านั้นกิจกรรมการรวมกลุ่มของเสือป่าในแต่ละวัน ท�าให้ผู้ชาย ได ้ใกล ้ชิดกับผู ้หญิงน ้อยลง เพราะมีการฝ ึกหัดและศึกษาเสือป ่าตาม
198 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ วันเวลาที่ผู้บังคับกองก�าหนด เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มใช้เวลาว่างตามอ�าเภอ ใจ ซึ่งมีการตรวจชื่อว่าใคร “มา” “ช้า” หรือ “ขาด”๙๔ เสือป่าและลูกเสือ จึงไม ่สามารถเที่ยวเถลไถลได ้ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งในระหว ่างซ ้อมรบ พระองค์ทรงตั้งกองสารวัตร มีเครื่องแบบเลียนแบบสารวัตรทหาร MP ของอังกฤษ ที่มักเป็นกลุ่มเดียวกับสารวัตรในพระราชส�านัก เพื่อรักษา ความสงบภายในค่าย แต ่หน ้าที่หลักดูเหมือนว ่าเป ็นการก�ากับเสือป ่า ออกนอกค่ายหลวง๙๕ เสือป ่าจึงเป ็นการแยกผู ้ชายออกมาจากพื้นที่ที่มีผู ้หญิงและรวม กลุ่มผู้ชายกันเอง เมื่อมี “สโมสรเสือป่า” ซึ่งเป็นที่ชุมนุมสังสรรค์ พัก ผ ่อนหย ่อนใจหาความส�าราญ ซึ่งในวันเสาร ์อาทิตย ์สมาชิกจึงต ่างแต ่ง กายเสือป่าไปชุมนุมอย่างเนืองแน่นแทนการอยู่บ้านกับครอบครัว๙๖ และ ในช ่วงซ ้อมรบหรือเดินทางไกล ที่ผู ้ชายจะต ้องแยกตัวออกจากบ ้าน และสามารถติดต่อสื่อสารกับคนในครอบครัวและบ้านผ่านทางจดหมาย เท่านั้น๙๗ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงสมัยรัชกาลพระองค์มีจ�านวนมากที่ไม่รู้หนังสือ การซ ้อมรบเสือป ่าจึงถูกจัดวางให ้อยู ่ในสถานะตรงกันข ้ามกับการใกล ้ ชิดผู้หญิง ในการเดินทางไกลและซ ้อมรบ ผู ้ชายไม ่สามารถออกไปสร ้าง ความสัมพันธ ์ใกล ้ชิดกับบุคคลอื่นได ้นอกจากเสือป ่าลูกเสือด ้วยกันเอง ในค่ายซ้อมรบ ภายใต้ระเบียบเคร่งครัดตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตั้งแต่ถูก ปลุกขึ้นตอนตี ๕ ให ้แต ่งตัวท�ากิจประจ�าวันให ้เสร็จก ่อนเสียงเป ่าแตร เรียกแถว เพื่อท�าการฝ ึกหัด หลังจากนั้นจึงรับประทานอาหาร เข ้ารับ การอบรมฝึกหัด เล่นกีฬากลางแจ้ง จนกระทั่ง ๒ ทุ่มจึงสวดมนต์แล้ว เข้านอนซึ่งเสือป่าต้องอยู่ในบริเวณจ�ากัดในค่ายเท่านั้นแม้แต่เวลาหยุด พักผ ่อนก็ไม ่สามารถออกนอกค ่ายได ้ ซึ่งมีสารวัตรเสือป ่าซุ ่มจับและ เดินตรวจนอกค่าย๙๘ ขณะเดียวกัน “กำรเดินทำงยิ่งห่ำงไกลตัวจังหวัด ออกไปเท่ำไร ควำมเปนป่ำก็ยิ่งมำกขึ้นทุกที” ก็ท�าให้เต็มไปด้วยข่าวเสือ นอกค ่ายที่พัก ซึ่งได ้สร ้างพื้นที่จ�ากัดให ้กับพวกผู ้ชายคอยระแวดระวัง ภัยร่วมกัน และกระตุ้นเร้าความใกล้ชิดกันมากขึ้น๙๙ เมื่อเสือป่าและลูกเสือปฏิบัติตาม“แบบสั่งสอนเสือป่าและลูกเสือ”
ชานันท์ ยอดหงษ์ 199 ที่เตือนบรรดาชายหนุ ่มว ่าไม ่ควรปล ่อยให ้ตัวเป ียกไม ่ว ่าเหงื่อหรือฝน ควรผึ่งให ้แห ้ง แม ้ไม ่มีเครื่องนุ ่งห ่มเปลี่ยนก็ไม ่ควรอายที่จะเปลื้องผ ้า ผึ่งให้แห้ง และทุกครั้งที่เดินถึงที่พักก็ต้องเปลื้องผ้าให้หมดทันทีเพื่อผึ่ง แม้ว่าจะมีเหงื่อหรือไม่ก็ตามขณะเดียวกันยังสอนว่าก่อนอาบน�้าในล�าธาร ควรเปลื้องผ ้าให ้เหงื่อแห ้งและค ่อยๆ ลงในล�าธาร ไม ่ควรลงทันที๑๐๐ การที่เสือป ่าและลูกเสือสามารถส�ารวจและเห็นเนื้อตัวร ่างกายแทบทุก สัดส่วนของกันและกันจึงไม่ใช่เรื่องยาก อีกทั้งพอหยุดซ้อมรบ เสือป่า กับลูกเสือมักจับคู่นวดให้กัน เป็นคู่ๆ โดยเฉพาะคู่พ่อลูก๑๐๑ การออกรบและเดินทางไกลของเสือป ่าในฤดูหนาวของทุกป ี ไม่ เพียงตอบสนอง “ความเป็นชาย” อดทน เสียสละ รักการผจญภัยและ พร้อมใช้ก�าลัง แต่ช่วยให้ความเสน่หาระหว่างนายในเข้มข้นรุนแรงมาก ยิ่งขึ้น ซึ่งได ้กลายเป ็นอีกลักษณะ “ความเป็นชาย” ของเสือป ่าลูกเสือ ที่มีความรักใคร่สนิทสนมกับผู้ชายด้วยกันเองอย่างลึกซึ้ง เหมือนทหาร นักรบที่ต้องออกสงคราม ต่างต้องเผชิญกับสภาวะกดดัน ความเครียด การที่ต้องอยู่ไกลบ้านความเหงาหดหู่ ซึ่งน�าไปสู่การถ้อยทีถ้อยอาศัยจน เกิดความใกล ้ชิดเข ้าอกเข ้าใจผูกพันกันอย ่างเข ้มข ้น ผ่านการพยาบาล ดูแล ป้อนอาหารในยามเจ็บ โอบกอดขณะเต้นร�า นอนหลับเบียดเสียด ในคืนฤดูหนาวร่วมกัน ซุกกายแนบกันภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน๑๐๒ กลายเป ็นความผูกสัมพันธ ์ทั้งทางกาย ความรู ้สึกทางอารมณ ์ อย่างอ่อนโยน ความเห็นอกเห็นใจ ทะนุถนอมจิตใจให้กัน และห่วงใย ของชายหนุ ่มที่ต ่างปลอบประโลมอารมณ ์ความรู ้สึกซึ่งกันและกัน ท ่ามกลางความตึงเครียดความเป ็นความตายของสภาวะสงคราม และ สานสัมพันธ์กันต่อหลังสภาวะสงครามในกรณีที่รอดชีวิต๑๐๓ แม ้ว ่าความเป ็นความตายของเสือป ่าลูกเสือมีเพียงสัตว ์ป ่าสัตว ์ มีพิษและโรคภัยไข ้เจ็บ แต ่ก็สามารถน�าไปสู ่ความรักและยอมเสียสละ เพื่อเพื่อนร ่วมชาติและจงรักภักดีต ่อผู ้บังคับบัญชาผู ้เป ็นศูนย ์กลาง ของกอง เหมือนที่เสือป่าสงสารผู้บังคับบัญชาสวนสนามผู้ถูกลงโทษให้ หัดเดินขบวนเพียงล�าพังกร�าแดดหลายรอบจนถึงกับน�้าตาไหลขณะยืน พักอยู่ในแถว๑๐๔
200 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ นอกเหนือจากบรรดาชายหนุ่มจะมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นลึก ซึ้งด ้วยกันในสังคมชายล ้วนที่มีการฝ ึกหัดแบบทหาร บรรดาเสือป ่าลูก เสือยังได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับรัชกาลที่ ๖ อย่างเป็นกันเองมากขึ้น ตก ดึกพระองค ์ยังประทับที่เต ๊นท ์แทนพระที่นั่งในพระราชวังสนามจันทร ์ ซึ่งมีเสือป่ารับใช้เพียง ๒-๓ นาย จึงท�าให้ทั้งพระองค์และเสือป่าลูกเสือ ได ้ใกล ้ชิดตลอดเวลา๑๐๕ และเนื่องจากในระหว ่างซ ้อมรบยังอยู ่ในฤดู หนาว พระองค ์จะทรงแจกผ ้าห ่มและกลางดึกจะเสด็จฯ ไปกับพระยา แพทย ์พงษาตรวจดูเสือป ่า ซึ่งถ ้าใครนอนไม ่ได ้ห ่มผ ้า พระองค์จะทรง ห่มให้๑๐๖ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งช ่วงการซ ้อมรบยามค�่าคืน ที่ท�าให ้โอกาสได ้ ใกล้ชิดสัมผัสพระวรกายตั้งแต่เล่นซ้อมรบในพระราชวังสราญรมย์ก่อน พระองค ์เสด็จขึ้นครองราชย ์และมีเสือป ่า ที่บางคืนพระองค ์ทรงแหวก หักกิ่งก ้านต ้นผกากรองมุดเข ้าไปประทับแล ้วรับสั่งให ้นายในเด็กๆ เข้า มาเบียดร่วมกับพระองค์ ซ่อนตัวจากข้าศึกสมมุติ๑๐๗ เมื่อมีการซ้อมรบเสือป่าอย่างจริงจังในที่มืด ยิ่งท�าให้เด็กหนุ่มมี โอกาสปลุกปล�้าฟ ัดเหวี่ยง กอดกวัดสัมผัสร ่างกายกันมากขึ้น ซึ่งอาจ รวมถึงพระวรกายรัชกาลที่ ๖ ด้วย เช่น เรื่องเล ่าคราวซ ้อมรบเสือป ่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ พระองค ์ทรงเป ็นแม ่ทัพฝ ่ายแดง ทรงลอบเข้ามา ลาดตระเวนยามดึกก่อนบุกโจมตีฝ่ายสีขาว จึงถูกนายหมู่สนิท บริสุทธิ์ ฝ ่ายตรงข ้ามที่ไม ่รู ้ว ่าเป ็นพระองค ์เพราะความมืดเข ้าจับกุม จึงเกิดการ ต่อสู้ปลุกปล�้าเป็นเวลานาน กลายเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึงโดยทั่วไป๑๐๘ ทั้งๆ ที่เมื่อเปรียบเทียบกับการออกรบท�าสงครามจริงจังเหมือน ทหารที่ออกไปร่วมสงครามโลกครั้งแรก ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๘ การซ้อม รบเสือป่าเป็นเพียงการแสดงละครทหารออกรบเท่านั้น เสือป่ากับละคร จึงแยกจากกันไม่ออก เหมือนที่ “ต�านานเสือป่า” คือบทละครพระราช นิพนธ์ และเมื่อบรรดาเสือป่าลูกเสือจัดแสดงละครพูดถวาย มักคิดบท สนทนากันเองภายใต้ข้อห้ามไม่ใช้กิริยาภาษาหยาบโลนตามที่พระองค์ ทรงเชื่อว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะเสียคนและมีนิสัยหยาบโลน๑๐๙ แน่นอน ที่สุดไม ่มีเรื่องเพศของหนุ ่มสาวแบบละครทั่วไปนอกพระราชส�านัก ที่
ชานันท์ ยอดหงษ์ 201 พระองค ์ทรงบริภาษเสมอๆ ว ่าเป ็นสิ่งหยาบโลน เพื่อยกระดับละคร ในชุมชนของพระองค ์ให ้สูงและสะอาดกว ่าละครอื่นๆ เสือป ่าและ ลูกเสือจึงกลายเป ็นกลุ ่มผู ้ชายที่ถูกจัดวางให ้เหนือกว ่าผู ้หญิงและเรื่อง เพศแบบชู้สาว ในพื้นที่ของพระราชส�านักฝ่ายในชาย เสือป่าไม่เพียงเป็น กลุ่มผู้ชายที่ถูกจับให้แยกออกจากผู้หญิงและเรื่องเพศกับผู้หญิง แต่ยังอยู่ในฐานะของกลุ่มผู้ชายที่มีลักษณะทางเพศตามจินตกรรม ของรัชกาลที่ ๖ ที่จะต้องรักการผจญภัยแบบวิคตอเรียน กล้าหาญ ซื่อสัตย์ รักพวกพ้องจนสามารถสู้และสละชีวิตเพื่อพวกพ้อง ซึ่ง ไม ่เพียงหมายถึงรัฐสยาม ยังหมายถึงเพื่อนชายด ้วยกันที่อยู ่ในชุมชน ชายล้วน แม ้ว ่าพระองค ์จะมีพระราชด�าริให ้ตั้งกองเสือป ่าหญิง ก็เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ หลังจากมีกองเสือป่าแล้ว ๙ ปี เพื่อให้ผู้หญิงได้เป็นเสือป่า แต ่ก็ไม ่ได ้แพร ่หลายและเป ็นที่ยอมรับในวงกว ้างเพราะจ�ากัดเฉพาะ พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไĀในการĀระลองยุทธ์เสือĀ่า ที่ตำาÿลÿ้านไร่ อำาเภอโพธาราม จังหวัดราชÿุรี โดยมีเจ้าพระยารามราฆพเĀ็นāู้ ขัÿรถพระที่นั่ง และพระยาอนิรุทธเทวานั่งข้างที่Āระทัÿ (ภาพจาก ที่ระลึกในงาน พระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๕๓๗)
202 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระราชวงศ ์ฝ ่ายในที่เคยโดยเสด็จพระราชด�าเนินไปในการซ ้อมรบที่ พระราชวังสนามจันทร์เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงสามัญชน ในฐานะนักเรียนโรงเรียนกินนอนชายล้วน ขณะที่พระราชส�านักฝ ่ายในชายแยกชายหนุ ่มออกจากหญิงสาว โรงเรียนกินนอนชายล ้วนในพระบรมราชูปถัมภ ์ แยกเด็กชายออกจาก เด็กผู ้หญิงและแม ่ มาอยู ่ร ่วมในชุมชนของผู ้ชายด ้วยกัน เพื่อเรียนรู ้ วัฒนธรรมแบบผู ้ชาย เพื่อไม ่ให ้เด็กชายได ้รับการขัดเกลาแบบผู ้หญิง และมีคุณสมบัติแบบผู้หญิง เหมือนที่จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวต นันทน์) ในตอนเด็กที่ยังสามารถเข้าในพระบรมมหาราชวังชั้นในได้ จึง คลุกคลีกับพื้นที่และหญิงชาววัง และได้รับการศึกษาแบบผู้หญิงหลาย อย่าง เช่น เย็บปักถักร้อย ร�่า อบ ฟั่นเทียน จีบผ้า ขัดผ้าลาย ย้อมผ้า ท�ากับข ้าวของกิน จัดดอกไม ้ กวาดถูเช็ดล ้าง จากแม่ แต ่พอมาเรียน โรงเรียนมหาดเล็กหลวง จึงถูกเปลี่ยนแปลง “...อย่ำงหน้ำมือเป็นหลัง มือ คือจำกระเบียบหญิงชำววังมำเป็นระเบียบชำยนักกีฬำ”๑๑๐ ทั้งๆ ที่ลูกชายชนชั้นสูงและเศรษฐีแต ่เดิม ไม ่ถูกแยกออกจากโลกและพื้นที่ ของผู ้หญิงอย ่างชัดเจน ยิ่งเด็กผู ้ชายชนชั้นสูงที่มักอยู ่ร ่วมและคลุกคลี กับพวกผู ้หญิงในพระราชฐานชั้นในได ้จนกว ่าจะโตและพร ้อมมีเพศ สัมพันธ์จึงต้องแยกตัวออกไป เมื่อแยกเด็กชายออกจากบ ้านที่เป ็นโลกของผู ้หญิงมาสู ่โรงเรียน ชายล้วน โรงเรียนจึง “ต้องท�ำหน้ำที่ทั้งฝ่ำยบ้ำนและฝ่ำยโรงเรียน”๑๑๑ นักเรียนจึงได ้รับการดูแล ปกครองเป ็นอย ่างดีตั้งแต ่ยังเป ็นเด็กเล็กจน เติบโตเป ็นเด็กหนุ ่ม ที่ “ตื่นเช้ำมำอำบน�้ำแต่งตัว นักเรียนทุกคนที่อยู่ ตำมบ้ำนต่ำงๆ จะมีพี่เลี้ยงมำคอยจูงผ้ำโจงกระเบนให้ ถ้ำเป็นเด็กเล็กๆ ก็จะเดินแก้ผ้ำมำให้พี่เลี้ยงแต่งตัวให้เลย...”๑๑๒ คณะในโรงเรียนกินนอน ชายล้วนจึงเปรียบเสมือนกับบ้าน เหมือนที่ถูกเรียกว่า “House” เพียง แต่เป็นบ้านเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ด ้วยสังคมชายล ้วนที่เต็มไปด ้วยวัยรุ ่นชาย ความก้าวร้าวความ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 203 คึกคะนองจึงเป็นส่วนหนึ่งของนักเรียนบางคน เช่น ใน พ.ศ. ๒๔๖๒ ที่นักเรียนพากันคว�่าชามข้าวแล้วเดินออกนอกห้องอาหาร เพราะแม่ครัว ท�าไม่อร่อย ท�าให้รัชกาลที่ ๖ ทรงไล่นักเรียนออก๑๑๓ เพศภาวะของนักเรียนตัดไม ่ขาดไปจากการใช ้ความรุนแรงและ การสร้างความสัมพันธ์เชิงอ�านาจยิ่งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นโรงเรียน ส�าหรับผู้มีชาติตระกูลและฐานะทางเศรษฐกิจ ชาติก�าเนิดเป็นส่วนหนึ่ง ของการใช้ความรุนแรง เช่น กรณี เนื่อง สาคริก หัวหน้านักเรียนที่จะ ต้องควบคุมความประพฤติ ดูแลความสงบนักเรียนด้วยกัน แต่มาจาก ชนชั้นต�่าสามัญชน จึงถูกเยาะเย้ยถากถางโดยนายชั้น ผลวัฒน ลูกชาย พระยาอารักษ์ราชพัสดุ นักเรียนที่อายุและชาติตระกูลสูงมากกว่า๑๑๔ เช ่นเดียวกับนักเรียนที่ไม ่เล ่นกีฬา มีร ่างกายบอบบางเหมือน ผู ้หญิงจะถูกรุ ่นพี่บางคนในโรงเรียนข ่มเหงรังแกอย ่างรุนแรงจนต ้อง ร้องไห้ทุกเย็น เช่น เฉลิม เศวตนันทน์ ที่เมื่อแรกเป็นนักเรียนมหาดเล็ก หลวง “...เดินไปไหนถูกโห่ จะกินข้ำวถูกถ่มน�้ำลำยรดอำหำร สมุดถูก รำดด้วยน�้ำหมึก ในห้องเรียนเดินไปไหนถูกกระแทก จะเข้ำนอนมุ้งหำย เกือบจะหำควำมสุขไม่ได้เลย” จนกระทั่ง ยง บุณยารักษ์ เข้ามาปลอบ ว่า “...เพรำะคุณท�ำตัวของคุณให้เขำน่ำรังแก ท�ำหน้ำเซ่อ หย็องกรอด ยังกับผีตำยซำก คุณต้องเล่นกีฬำจึงจะเข้ำกับเขำได้” เฉลิม เศวต นันทน์ จึงเริ่มฝึกหัดออกก�าลังกายโดยมี ยง บุณยารักษ์ เฝ้าติดตาม และเป็น Coach จนสามารถเล ่นห ้อยโหนราวได ้ทุกชนิดรวมไปถึง ฟุตบอล ซึ่งไม ่เพียงจะท�าให ้เฉลิม “...ชักรู้สึกว่ำตัวมันพองขึ้น ควำม หวำดระแวงหำยไป ควำมเชื่อตัวเองเข้ำมำแทนที่ ดั่งนั้นพอมีแรงดันมำ ก็จะได้รับแรงตอบไปทันที...”๑๑๕ การใช้ก�าลังต่อสู้กันในโรงเรียนจึงมักเกิดขึ้นในหมู่นักเรียน เช่น เนื่องสาคริกถูกนายชั้นผลวัฒน พูดกระทบกระเทียบหยาบคายข่มเหง เหยียดหยามเสมอ จนทนไม่ไหวต่อยหน้านายชั้นหงายหลังเลือดก�าเดา ไหล ซึ่งท�าให้เพื่อนๆ ยกย่องเป็นวีรบุรุษ และท�าให้เพื่อนที่เคยข่มเหง กลับย�าเกรง โดยเฉพาะนายชั้นที่เริ่มเคารพ จนทั้งคู่เริ่มรักใคร่สนิทสนม กัน จน “รักกันมำกกว่ำเพื่อน”๑๑๖ ซึ่งการใช้ก�าลังต่อสู้ด้วยการดวล ไม่
204 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เพียงเป ็นการท ้าทายแต ่ยังเป ็นการสร ้างความยอมรับ “ความเป็นชาย” ของนักเรียนโดยมีลานหลังสวนหรือเวทีของโรงเรียนเป็นสถานที่ตัดสิน ในเรื่องที่ตกลงไม่ได้ ซึ่งผู้ที่ชนะก็จะได้เป็น “พระเอก” ขณะที่ผู้แพ้ก็ได้ ชื่อว ่าเป ็น “นักสู ้”๑๑๗ ความแข็งแกร ่ง ก�าย�า มีพละก�าลังจึงกลายเป ็น สิ่งส�าคัญส�าหรับนักเรียนกีฬาจึงมีความส�าคัญในการรองรับความก้าวร้าว และพลังงานของวัยรุ่นชาย ส�านึกของการมีร ่างกายก�าย�ามัดกล ้ามจึงเข ้ามามีความส�าคัญ ต ่อพฤติกรรมของนักเรียนและกระตุ ้นให ้ชอบเล ่นกีฬา ออกก�าลังกาย ส่วนตัว นักเรียนที่พยายามฝึกเพาะกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ถูกเรียกกันว่า “นักกล้าม”นักเรียนนักกล้ามมักรู้สึกว่าเวลาเล่นกีฬา ๑ ชั่วโมง ๔-๕โมง เย็นไม่เพียงพอ จึงพยายามเจียดเวลาพักผ่อนอาบน�้าแต่งตัวของตนเอง ๑๕-๒๐ นาที ก ่อนรับประทานอาหารเย็น ๖ โมง๑๑๘ ขณะเดียวกัน นักเรียนมหาดเล็กหลวงก็มีความภาคภูมิใจในเนื้อตัวร ่างกายและพละ ก�าลังของตนเอง เช่น อรุณ สิงหเสนี ที่ “...เริ่มเป็นนักเรียนเสือป่ำ เป็น พร้อมกันหมดทั้งโรงเรียน ประมำณปี พ.ศ. ๒๔๕๘ อำยุข้ำพเจ้ำเพิ่งได้ ๑๐ ปี แบกพลอง ยังแบกปืนไม่ไหว เพรำะยังเล็กอยู่ แบกปืนเมื่ออำยุ ได้ ๑๓ ปี ถ้ำพิจำรณำรูปร่ำงอย่ำงธรรมดำก็เห็นว่ำยังไม่สมควรแบก แต่ข้ำพเจ้ำแบกไหวเพรำะเป็นนักกล้ำม รูปร่ำงล�่ำสันหน่อยพอสู้ไหวเลย แบกได้คล่องแคล่วไม่เหลือบ่ำกว่ำแรง ได้รับยศเป็นนำยหมู่ตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้เลื่อนยศเป็นนำยหมู่เอก กำรเลื่อนยศ ข้ำมขั้นก็เห็นจะไม่เป็นคนประหลำดอะไรกระมังกะอีแค่สมบัติยศแค่ ชั้นหมู่นักเรียน...”๑๑๙ นอกจากนี้กีฬายังเป ็นอีกกระบวนการสร ้างสายสัมพันธ ์ฉันมิตร ในกลุ่มชายล้วน ท�าให้นักเรียนเป็นพวกเดียวกัน เหมือนที่ ยง บุณยา รักษ์ พูดกับเฉลิมเศวตนันทน์ขณะที่ทั้งคู่เป็นนักเรียนมหาดเล็กหลวงว่า “...คุณต้องเล่นกีฬำจึงจะเข้ำกับเขำได้”๑๒๐ และแน่นอน กีฬาที่เล่นเป็น ทีมอย่างฟุตบอลก็ยิ่งท�าให้นักเรียนเข้ากันได้เร็วและเข้มข้นขึ้นขณะเดียว กันก็กระตุ้นให้นักเรียนสนใจการออกก�าลังมากขึ้น เช่น เนื่อง สาคริก ตั้งนาฬ ิกาปลุกตั้งแต ่ ๔ นาฬ ิกาออกไปวิ่งนอกโรงเรียน ก ่อนจะกลับ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 205 ฟุตÿอลเĀ็นกีฬาĀระเภทหนึ่งที่รัชกาลที่ ๖ ทรงโĀรดสนัÿสนุนให้นักเรียน กินนอนชายล้วนได้เล่นกัน ในภาพนี้คือ ขุนĀระสิทธิ์วิทยากร (ศักดิ์ คุĀตะวาณิช) หรือ “อ้ายฮก” นักเลงฟุตÿอลทีมชาติสยาม ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๗๓ (ภาพ จาก โĀสการ์ดของพิพิธภัณฑ์คณะฟุตÿอลแห่งสยาม ณ พระตำาหนักทัÿแก้ว)
206 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ มาฝ ึกแถววิชาลูกเสือยามเช ้าและเพาะกายเพื่อพัฒนาการเล ่นฟุตบอล ได้ดียิ่งขึ้น วิ่งเร็ว มีก�าลังไม่เหนื่อยง่าย๑๒๑ เมื่อฟุตบอลน�าไปสู ่ความรักพวกพ ้อง ต ่อสู ้เพื่อชัยชนะของทีม ตนเอง ซึ่งตอบรับลัทธิชาตินิยมและ “ความเป็นชาย” ของพระองค์ ระหว ่างโรงเรียนกินนอนชายล ้วนในพระบรมราชูปถัมภ ์จึงมักมีการ แข ่งขันฟุตบอล ซึ่งการแข ่งขันระหว ่างสโมสรโรงเรียนมหาดเล็กหลวง กับคณะฟุตบอลนักเรียนราชวิทยาลัย ได ้สร ้างความสัมพันธ ์อันแน ่น แฟ้นระหว่างโรงเรียนชายล้วนทั้งสองอย่างมาก เมื่อหลังจากการแข่งขัน จบลงและทั้งสองโรงเรียนทานอาหารร ่วมกัน “...คณะฟุตบอลของรำช วิทยำลัยจะเดินไปส่งเพื่อนๆ สโมสรโรงเรียนมหำดเล็กหลวงลงเรือหลวง และต่ำงก็โบกมือให้กันจนเรือวิ่งลับคุ้งน�้ำไป”๑๒๒ แต่มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างภายในกลุ่มผู้ชาย กีฬายังเชื่อม ความสัมพันธ ์แน ่นแฟ ้นลึกซึ้ง ระหว ่างนักเรียนชายหนุ ่มซึ่งกันและกัน แบบสองต่อสอง เช่น ที่ยง บุณยารักษ์ เข้ามาฝึกหัด เฝ้าติดตาม และ เป ็นคู ่ซ ้อมให ้เฉลิม เศวตนันทน ์ จน “ควำมเป็นเพื่อนจึงปรำกฏขึ้น ต่อมำ”๑๒๓ และยิ่งการเล ่นกีฬาบางประเภทก็ท�าให ้นักเรียนได ้สัมผัส แนบกายซึ่งกันและกัน เช่น มวยปล�้า ที่นักเรียนมหาดเล็กหลวงเคย แสดงถวายถึง ๖ คู่ ในวันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่พระต�าหนัก สวนจิตรลดารโหฐาน๑๒๔ ในโลกของโรงเรียนกินนอนชายล้วนกีฬาและการออกก�าลังกาย กระตุ ้นให ้ความสัมพันธ ์ความสนิทสนมรักใคร ่เสน ่หาระหว ่างนักเรียน เข้มข้นมากขึ้น เพราะ “...เมื่อมำอยู่ร่วมโรงเรียนกัน, กินด้วยกัน, นอน ด้วยกัน, เล่นด้วยกัน, เรียนด้วยกัน, แม้องค์พระบำทสมเด็จพระเจ้ำ อยู่หัวก็ทรงพระรำชทำนควำมสนิทสนมเท่ำๆ กัน จึงท�ำให้นักเรียน ทุกคนเกิดควำมรักใคร่ซึ่งกันและกันอย่ำงสนิทสนม.”๑๒๕ นักเรียนในโรงเรียนต่างยอมรับว่า โรงเรียนกินนอนชายล้วนได้ ท�าให้ค�าว่าเพื่อนมีความหมายมากขึ้น เช่น กลุ่มเพื่อนรักของ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ที่มี ม.จ. โวฒยากร วรวรรณ, เนื่อง สาคริก (พระมหาเทพ กษัตรสมุห), อั้น บุนนาค (จมื่นสรรเพธภักดี) จนทั้ง ๓ คน สร้าง
ชานันท์ ยอดหงษ์ 207 กิจกรรมกฎเกณฑ ์เล็กๆ น ่ารักขึ้นมากันเองในกลุ ่ม เช่น ก�าหนดเวลา พูดภาษาอังกฤษหากใครพูดภาษาไทย ต้องถูกปรับ ๕ สตางค์ แล้วน�า มาซื้อกล้วยแขกแอบกินในห้องเรียน๑๒๖ มากไปกว่านั้นจากการเล่าถึงชีวิตตนเองในสมัยที่ยังเป็นนักเรียน มหาดเล็กหลวง นักเรียนบางคนรักกันมาก เช่น กลุ่มของวิลาศ โอสถา นนท์, แจ้ง บุรานนท์, เสริม ศรุตานนท์, ดั่น อิศรเสนา และ ม.ล. ยวง อิศรเสนา ไม่ยอมพรากจากกันถึงกับยอมเรียนซ�้าชั้นมัธยมปีที่ ๗ ถึง ๓ ปี ด้วยการนัดกันไม่ไปสอบ หรือบางปีส่งกระดาษข้อสอบเปล่าเพื่อ ไม่ต้องเลื่อนชั้นไปมัธยมปีที่ ๘ ซึ่งเป็นปีสุดท้าย๑๒๗ เช่นเดียวกับโรงเรียนราชวิทยาลัยที่เป็นโรงเรียนกินนอนชายล้วน คู่กับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ได้ถูกบรรยายถึงบรรยากาศภายในโรงเรียน ว่า “...โรงเรียนรำชวิทยำลัยเป็นโรงเรียนกินนอนที่ตั้งอยู่อย่ำงโดดเดี่ยว ห่ำงไกลจำกสิ่งแวดล้อมภำยนอก เพรำะกำรไปมำติดต่อไม่สะดวกอย่ำง ทุกวันนี้ นักเรียนจึงต้องอยู่ใกล้ชิดกินนอนอยู่ด้วยกันเป็นระยะยำวนำน จึงมีควำมสนิทสนมรักใคร่กันเหมือนพี่น้องในครอบครัวใหญ่ มีจิตใจ รักหมู่รักคณะและรักโรงเรียน กำรกีฬำเป็นส่วนส�ำคัญอย่ำงยิ่งอย่ำงหนึ่ง ในควำมเป็นอยู่ของนักเรียน จึงมีกำรฝึกฝนอบรมเป็นประจ�ำ...”๑๒๘ ความทรงจ�าร ่วมระหว ่างกันจึงเป ็นสิ่งส�าคัญที่เชื่อมกระชับความ สัมพันธ ์ให ้ด�ารงอยู ่และเข ้มข ้นขึ้น นักเรียนมหาดเล็กบางคนจึงรื้อฟ ื ้น ความทรงจ�าเพื่อกระชับความสัมพันธ ์ให ้แน ่นแฟ ้นและขณะเดียวกันก็ เป็นการประกันความมั่นใจในความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนชาย เหมือนที่ ม.ร.ว. เฉลิมลาภ ทวีวงศ์ รู้จักกับ ม.จ. อุปลีสาณ ชุมพล เมื่อมาเรียน ในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ทั้งคู ่มักเข ้าเฝ ้าสมเด็จพระพันป ีหลวง สม�่าเสมอ ทั้งที่พระราชวังพญาไทและพระบรมมหาราชวัง และเคยถูก กริ้วครั้งหนึ่ง ซึ่ง ม.จ. อุปลีสาณ ชุมพล ทรงเล่าว่า “หม่อมทวีเดินอยู่ ข้ำงๆ ข้ำพเจ้ำ เธอชี้พื้นที่ว่ำงๆ แห่งหนึ่งแล้วถำมว่ำเรำถูกกริ้วกันที่นี่ จ�ำได้ไหม? ข้ำพเจ้ำก็ตอบว่ำจ�ำได้ดี ตรงนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของพระที่นั่ง ที่รื้อลงแล้ว คือที่บน หม่อมทวีก็ยิ้มพอใจที่ข้ำพเจ้ำยังไม่ลืม”๑๒๙ นอกเหนือความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในหมู่คณะนักเรียนมหาด
208 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เล็กหลวงบางคู ่เกิดความรักความห ่วงใยและความห ่วงหาอาทรเป ็นการ ส่วนตัว เช่นที่พระมหาเทพกษัตรสมุหขณะที่มีอายุ ๑๘ ปี ปวดฟันจน อยากตายและตัดสินใจโดดตึกฆ ่าตัวตายในเวลาประมาณตี ๓-๔ ที่ นักเรียนคนอื่นหลับกันหมด แต ่ขณะที่โหนหน ้าต ่าง ยกเท ้าขึ้นเหยียบ ขอบหน้าต่างล่าง พร้อมจะพุ่งออกไปแต่เพื่อนร่วมชั้นชื่อเดียร์ อนุเคราะ หานนท์ ซึ่งนอนอยู่เตียงใกล้กัน วิ่งเข้ามาโอบกอดบั้นเอวแน่น เตือนสติ และสารภาพว่าเฝ้าสังเกตอาการอย่างเงียบๆ ด้วยความเป็นห่วงและมัว แต่คิดหาทางช่วยเหลือ จนไม่ยอมนอนหลับ๑๓๐ เวลานอนของนักเรียนจึงเป ็นโอกาสเป ิดเผยและแสดงความ รู้สึกในใจต่อเพื่อน รวมทั้งกระชับความสัมพันธ์ให้สนิทสนมมากยิ่งขึ้น เช่น ม.จ. ดุลภากร วรวรรณ กับ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ที่ทั้งคู่สนิทสนม และต ้องการใกล ้ชิดมากแม ้แต ่ในเวลานอนที่ต ้องแยกห ้องนอนกัน จึง วางผังต ่อสายไฟฟ ้าระหว ่างห ้องนอนของกันและกัน ซึ่งจะต ้องฝ ังลง ใต้ถนน เวลากลางคืนขณะที่นักเรียนคนอื่นนอนหลับ เพื่อติดต ่อกัน ผ ่านสัญญาณไฟฟ ้าที่ทั้งคู ่สร ้างขึ้นใช ้แทนตัวอักษร๑๓๑ ซึ่งตามระเบียบ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง เด็กเล็กจะเข้าห้องนอนเวลา ๒ ทุ่ม และปิด ไฟเวลา ๒ ทุ ่มครึ่ง ขณะที่เด็กโตเข ้าห ้องนอน ๓ ทุ ่ม และดับไฟใน เวลา ๓ ทุ่มครึ่ง๑๓๒ อย่างไรก็ตามความผูกพันสนิทสนมเป็นการส่วนตัวของนักเรียน บางคู่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ส�าหรับโรงเรียนกินนอนชายล้วนหลายๆแห่ง บางคู่แบ่งเตียงนอนร่วมกันซึ่งมักเป็นการแบ่งปันเฉพาะคนพิเศษ เพราะ เตียงคือพื้นที่แห ่งความสนิทสนมใกล ้ชิด ที่มีการสัมผัสเนื้อตัวร ่างกาย กันโดยบังเอิญและแลกเปลี่ยนเรื่องลับเฉพาะ๑๓๓ นอกจากนี้ จากการศึกษาของ E. Anthony Rotundo ความ สัมพันธ ์สนิทสนมระหว ่างนักเรียนมักน�าไปสู ่การมีเพศสัมพันธ ์ร ่วมกัน หรืออย่างน้อยที่สุดการส�าเร็จความใคร่ให้กัน เช่น ในห้องน�้า ห้องอาบ น�้า เตียงนอน หรือในตอนกลางคืนที่นักเรียนหลับกันหมดแล้ว๑๓๔ ซึ่ง การอาบน�้าในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง “ห้องน�้ำมิดชิดใหญ่พอที่จะอำบน�้ำ พร้อมๆ กันได้สัก ๕๐ คน เพรำะมีถังน�้ำก่อด้วยซีเมนต์สูงแค่หน้ำอกใส่
ชานันท์ ยอดหงษ์ 209 น�้ำเต็ม ทุกคนแก้ผ้ำใช้ขันตักอำบน�้ำ...เสร็จแล้วเข้ำห้องแต่งตัว”๑๓๕ ท�าให้ นักเรียนเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะได้เห็นหรือสัมผัสเนื้อตัวร่างกายระหว่างกัน ตลอดเวลาที่ร ่วมสมัยกับพระชนมชีพรัชกาลที่ ๖ ป ับลิคสกูล ถูกมองว่าเป็นแหล่งผลิตความสัมพันธ์ทางสังคมและมีความเย้ายวนทาง เพศระหว ่างเพศชายด ้วยกัน ซึ่งมีอิทธิพลต ่อรสนิยมและลักษณะทาง เพศของชนชั้นน�าทั้งในอังกฤษและเครือจักรภพที่เคยเข ้ามาเรียน และ ถูกควบคุมปราบปรามในอังกฤษ๑๓๖ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งพฤติกรรมทางเพศแบบชายรักชายของ นักเรียนและการเอื้ออ�านวยเพศสัมพันธ ์และความปรารถนาระหว ่าง เพศเดียวกันใน Eton ซึ่งเป็นโรงเรียนแบบอย่างให้กับโรงเรียนกินนอน ชายล ้วนในพระบรมราชูปถัมภ ์ ถูกกล ่าวกันว ่าเป ็นตัวอย ่างที่ชัดเจนที่ สุดของพฤติกรรมรักเพศเดียวกันของนักเรียนในระบบโรงเรียนชายล้วน ซึ่งพฤติกรรมทางเพศแบบชายรักชายเป็นที่ยอมรับและถูกมองข้ามโดย นักเรียนในโรงเรียน และต ่อมาหลังจบการศึกษา นักเรียนชายเหล ่านี้ หันมารักต่างเพศภายหลัง๑๓๗ นอกจากระหว ่างหมู ่คณะและเพื่อนชายที่สนิทสนมเป ็นการ ส่วนตัว นักเรียนยังสนิทสนมกับครูอย่างลึกซึ้ง เพราะนักเรียนมักรู้สึก ว่า “โรงเรียนก็คือบ้านของฉัน” โดยมีครูก�ากับคณะเป็นพ่อ๑๓๘ และมาก ไปกว ่านั้น มีครูที่มีลักษณะท ่าทางคล ้ายผู ้หญิงเสมือนแม ่ เช่น หลวง ธรรมภาษประจิตร (ยอดมีมานัศ) เป ็นครูผู ้ช ่วยก�ากับคณะ เคยสอน วาดเขียนและร ้องเพลงโรงเรียนหญิงล ้วน มีนิสัยละเอียดถี่ถ ้วนเรียบ ร้อย มักมองค ้อนนักเรียนเวลาท�าผิดเหมือนผู ้หญิงและหยิกแขนขา นักเรียนเป็นการท�าโทษทุกครั้ง นักเรียนทุกคนจึงมักเรียกว่า “คุณแม่” ซึ่งหลวงธรรมภาษประจิตรจะยิ้มอย่างพอใจ เช ่นเดียวกัน หลวงธรรมภาษประจิตรเอ็นดูรักใคร ่นักเรียนชาย ชื่อ เนื่อง สาคริก อย่างมากเป็นการส่วนตัว เรียกไปสอนวิชาวาดเขียน และร้องเพลงยามว่าง จนถูกเลือกเป ็นต ้นเสียงเพลงในพระราชพิธี ส�าคัญและสอบวิชาวาดเขียนได้คะแนนดีมาตลอดจนเรียนจบ๑๓๙ ดังนั้น ความสนิทสนมใกล ้ชิดระหว ่างวัยรุ ่นชายกับครูที่ “ออก
210 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ สาว” แบบสองต ่อสองจึงเกิดได ้ในโรงเรียนชายล ้วน การยอมรับและ ใกล ้ชิดแบบสองต ่อสองกับผู ้ชายที่คล ้ายผู ้หญิง ไม ่ว ่ากิริยาท ่าทางหรือ ลักษณะทางกายภาพ จึงกลายเป็นอีกลักษณะหนึ่งของนักเรียนโรงเรียน ชายล้วนของพระองค์ โรงเรียนกินนอนชายล ้วนในพระบรมราชูปถัมภ ์เป ็นการเปลี่ยน แหล ่งศึกษาอบรมคุณสมบัติแบบชาววังในพระราชฐานฝ ่ายในของพระ องค ์ให ้เป ็นแหล ่งศึกษาของนายในแทนที่นางในเหมือนพระราชส�านัก ฝ ่ายในในรัชกาลที่ผ ่านมา๑๔๐ เสมือนโรงเรียนชั้นสูงส�าหรับนางในเพื่อ เรียนรู ้วิชาส�าหรับผู ้หญิงเพื่อออกเรือน ซึ่งเป ็นที่หมายปองของชาย หนุ ่ม ทว ่าโรงเรียนกินนอนชายล ้วนของพระองค ์กลับเป ็นการเรียนรู ้ หลักสูตรวิชาส�าหรับชายหนุ ่ม ที่ไม ่ได ้มีจุดประสงค ์เพื่อออกเรือน แต่ มุ่งผลิตชายในอุดมคติของพระองค์ มากไปกว่านั้น ยังดูเหมือนว่าท�าให้ การออกเรือนส�าหรับนักเรียนเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นตามกฎมนเทียรบาล ในฐานะสมาชิกสโมสรและชุมชนจำาลอง ขณะที่โลกภายนอกรั้วพระราชวัง “Club” หมายถึง “ซ่อง” ที่ ให ้บริการความบันเทิงและความสุขทางเพศแก ่ชายหนุ ่ม มีทั้งผู ้หญิง การเต้นร�า เหล้าฝิ่น และการพนันรวมอยู่ด้วย เพียงแต่ “Club” ถูกใช้ ไม ่เพียงเพื่อเลี่ยงค�าว่า “ซ่อง” ที่ถูกมองว ่าเป ็นการบริการทางเพศ ให ้กับชนชั้นต�่าและคนจีน แต ่ยังแสดงส�านึกของการจ�ากัดแวดวง ชนชั้นและความเข ้าถึงยากกว ่า ซึ่งเมื่อพระองค ์เสด็จนิวัติพระนครจาก อังกฤษ ซ่องในนาม “Club” ได้ขยายตัวมากขึ้นและเป็นที่นิยมในหมู่ ผู้มีฐานะในพระนครแล้ว เช่น ซ่อง “กุหลาบเหลือง” ที่เริ่มกิจการ พ.ศ. ๒๔๕๓ เพื่อบริการทางเพศให ้กับชนชั้นกลางร�่ารวยและชนชั้นสูงและ รู้จักกันในนามของ “Club”๑๔๑ ไม่เพียงการเข้า“Club”ของนายในเป็นการหลีกหนีพวกผู้หญิง เพราะตั้งอยู่พระราชส�านักฝ่ายในชายแต่การสนิทชิดเชื้ออันเนื่องมาจาก การอยู่ร่วมกันภายในของก�าแพงวังเป็นเวลานานของนายในยังถูกกระตุ้น
ชานันท์ ยอดหงษ์ 211 ความสัมพันธ ์ให ้แน ่นแฟ ้นด ้วยการสังสรรค ์เข ้าสมาคมและสโมสรแบบ ตะวันตก เช่น “สโมสรลี่ฟอเทีย” ที่กระตุ ้นเร ้าความสัมพันธ ์เด็กชาย ที่ใกล ้เติบโตเป ็นวัยรุ ่นให ้สนิทสนมใกล ้ชิดกันทั้งวันทั้งคืนแทบกายไม ่ ห ่างกัน ด ้วยการให ้นายในรุ ่นเยาว ์จับคู ่กันอยู ่ประจ�าในห ้องกันสองต ่อ สอง ในเรือนแถวตามก�าแพงพระราชวัง ประมาณ ๒๐ ห้อง โดยสมมุติ ให้เป็นหนึ่งครอบครัวในหมู่บ้าน๑๔๒ มากไปกว ่านั้น ยังท�าความเข ้าใจผู ้หญิงผ ่านหนังสือพิมพ ์ราย สัปดาห์ “ชวนหวว” ซึ่งส่วนมากเป็นพระราชนิพนธ์๑๔๓ ที่มักเสนอภาพ ลักษณ ์ไม ่ดีให ้กับผู ้หญิง เช่น จดหมายของพี่ชายที่ก�าลังเรียนในยุโรป เตือนน ้องชายให ้ห ่างไกลจากความรักที่ “เปนเครื่องล่อชำยให้ตกเหว ฤๅเปนที่พวงคอส�ำหรับสรวมคอ” และผู ้หญิงที่แต ่งกายและกิริยา งดงาม เพราะไม ่ได ้มีความคิดอะไรนอกจากหลอกล ่อผู ้ชายให ้มาเป ็น ผัวซึ่งเหมือน “หำบ่ำวมำข่มขี่”๑๔๔ ขณะที่หนังสือพิมพ์ “ทวีปัญญา” ในสโมสรทวีปัญญา ที่อ้างว่า ท�าให ้คนอ ่านฉลาดมากขึ้นสมกับชื่อหนังสือพิมพ ์ เพราะเป ็นหนังสือ ของคน “สมัยใหม่” ที่มีผลต่อสติปัญญาของผู้อ่าน ไม่เหมือนการอ่าน หนังสือประโลมโลกที่ถูกพระองค ์จัดประเภทให ้เป ็นหนังสือส�าหรับคน หัวโบราณ ที่มักเชื่อว่าผู้ชายอายุ ๑๕ ปี ถือว่าเป็นผู้ใหญ่พอที่จะมีเมีย มีครอบครัว๑๔๕ นายในที่เสพทวีป ัญญา จึงเป ็นไปได ้ที่จะมีความคิด ความอ่านคล้อยตามเนื้อหาในหนังสือ เช่น ไม่แต่งงานเร็ว ดูเหมือนว ่าทวีป ัญญาก็พยายามให ้ผู ้อ ่านไม ่อยากแต ่งงานหรือ ใกล ้ชิดผู ้หญิง ด ้วยการสร ้างภาพตัวแทนผู ้หญิงที่มีเล ่ห ์กลจริตจะก ้าน เล ่ห ์เหลี่ยมมารยา รวมทั้งเยาะเย ้ยชายหนุ ่มที่หลงเชื่อและไว ้ใจผู ้หญิง ผ่าน “เล่ห์กลของสัตรี” ที่ “มีหลำยอย่ำงหลำยวิธีเหลือที่จะพรรณำได้” เพื่อเป ็นคติส�าหรับผู ้ชายโดยเฉพาะอย ่างยิ่งผู ้ชายที่ “ไม่คุ้นเคยร่วมรัก กับสัตรี”ด้วยเรื่องเล่าของหญิงสวยเมียข้าราชการแม้ว่าผัวจะหวงให้อยู่ แต่ในบ้าน แต่นางก็สามารถคบชู้ได้ทั้งทหารและชายรูปงาม ซึ่งสามารถ ออกอุบายให้สามีเชื่อว่านางไม่ได้มีชู้แม้ว่าผัวนางจะพบชายชู้ทั้ง ๒ คน บนบ้านของตนเองซ�้ายังหลงกลนางยินยอมให้ชายรูปงามไปมาหาสู่นาง
212 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ได้เสมอๆ๑๔๖ ทวีป ัญญาสโมสรจึงไม ่เพียงเป ็นการชะลอโลกภายนอกพระราช วังมาตั้งในพระราชส�านักฝ ่ายในชาย เพื่อให ้เด็กหนุ ่มใช ้ชีวิตกินนอน และมีกิจกรรมร่วมกันในโลกส่วนพระองค์อย่างเต็มที่ แต่ยังชะลอคลับ (Club) และวัฒนธรรมการใช ้เวลาว ่างของพวกสุภาพบุรุษชนชั้นผู ้ดี มีฐานะ จบการศึกษาจาก Oxford หรือ Cambridge ที่ Club เปรียบ เสมือนหลุมหลบภัยจากพื้นที่บ ้านของชายหนุ ่มกลุ ่มนี้ ซึ่งตั้งอยู ่ใน West End ย่านการค้าและบันเทิงของ London ที่มีทั้งโรงอาบน�้าที่น่า ตื่นตาตื่นใจ โรงละครจ�านวนมากขณะเดียวกันเป็นพื้นที่ของชายรักชาย ที่มักหาคู่และเพศสัมพันธ์๑๔๗ ซึ่งมีผลต่อ “ความเป็นชาย” ของนายใน ในฐานะสมาชิกสโมสร เช ่นเดียวกัน “ดุสิตธานี” แม ้ดูเหมือนว ่าเป ็นการชวนนายในมา ถกประเด็นเหตุบ้านการเมืองและการปกครอง แต่กิจกรรมหลักคือการ สร ้างตกแต ่งต ่อเติมบ ้านตุ ๊กตามากกว ่า ซึ่งเป ็นวัฒนธรรมความนิยม การสะสมบ้านตุ๊กตาของหญิงชนชั้นสูงอังกฤษ เพียงแต่ส�าหรับพระราช ส�านักฝ่ายในชายในรัชกาลที่ ๖ เป็นที่นิยมกันในกลุ่มนายในและขุนนาง ชายเท่านั้น ซึ่งช่วยตอกย�้าถึงความเป็นอาณาจักรที่ปราศจากผู้หญิงของ ดุสิตธานีถึงแม้ว่า “ธรรมนูญลักษณปกครองคณะนคราภิบาล พระพุทธ ศักราช ๒๔๖๑” กล่าวว่าจังหวัดดุสิตธานีมีทั้งชายและหญิง แต่ในทาง ปฏิบัติพลเมืองดุสิตธานีเป ็นผู ้ชายล ้วน ดุสิตธานีจึงเป ็นกลุ ่มผู ้ชายที่ สร้างบ้านและครอบครัวที่ไม่ต้องการผู้หญิง “ดุสิตสมิต” ไม่เพียงพยายามสื่อสารเพื่อรักษาระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย ์ แต ่เนื้อหาในเล ่มยังสนับสนุนกระบวนการสร ้าง “ความเป็น ชาย” ตามพระราชด�าริ เช่น บทความ “ลูกเสือกับพลศึกษา” ของพระยา ไพศาลศิลปศาสตร ์๑๔๘ รวมไปถึงการเล ่นกีฬาที่สร ้าง “ความเป็นชาย” ตามพระราชนิยมของพระองค์ขณะที่พระองค์ทรงน�าภาพการ์ตูนฟุตบอล จากหนังสือพิมพ ์ภาษาอังกฤษลงในดุสิตสมิต พร ้อมแปลอธิบายเพื่อ กระตุ้นให้สมาชิกหนังสือพิมพ์สนใจฟุตบอลมากขึ้น๑๔๙ พระยาอนิรุทธ เทวาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนชื่นชอบกีฬาที่พระองค ์ทรงโปรดว ่า
ชานันท์ ยอดหงษ์ 213 “กำรเล่นฟุตบอลนี้ไม่ใช่แต่ว่ำจะบ�ำรุงร่ำงกำยอย่ำงเดียวก็หำมิได้; ยัง สำมำรถท�ำให้ได้รับควำมสำมัคคีพร้อมเพรียงซึ่งกันและกันในระหว่ำง ผู้เล่นทั้งสองฝ่ำย,”๑๕๐ ซึ่งสอดคล้องกับ “ความเป็นชาย” ในจินตกรรม ของพระองค์เช่นกัน เพื่อให ้สมาชิกได ้รับการขัดเกลาส�านึกแบบวิคตอเรียน หนังสือ พิมพ์ในสโมสรยังประกาศจุดยืนที่อยู่ตรงกันข้ามกับพื้นที่ที่มีเพศสัมพันธ์ และความใคร ่ปะปนเช ่นเดียวกับมหรสพในพระองค ์ที่ต ่างจากมหรสพ อื่นๆ นายกวด หุ ้มแพร เขียนบทความ “มหรสพรัชสมัยนี้” ในดุสิต สมิตตามแนวพระราชด�าริด้วยการบริภาษละครอื่นๆว่า “ละครที่มีนำม สมญำลงข้ำงท้ำย ‘อัยๆ’ กับ ‘เสรีส�ำเริง’ หรือ ‘ส�ำรำก’ อะไรนั้น” เป็น ละครอย่างเลว ไม ่เพียงใช ้โวหารอย ่างเลว หยาบโลน เต็มไปด ้วยบท ละครประโลมโลกย์ที่ท�าให้หนุ่มสาวใจแตก ใบปลิวยังใช้ถ้อยค�าส�านวน ตลกคะนองตรงกันข้ามกับละครดีอย่างละครศรีอยุธยารมของพระองค์ ราวกับฟ้ากับดินขณะเดียวกันก็สรรเสริญพระราชกรณียกิจด้านมหรสพ และละครของพระองค ์ที่จูงใจผู ้ชายให ้ความส�าคัญของชาติบ ้านเมือง มากกว่าความรักแบบหนุ่มสาว๑๕๑ หนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่ภายในหมู่สมาชิกสโมสร นอกจากแสดง ตัวตนอย ่างชัดเจนว ่าเป ็นสื่อส�าหรับผู ้เสพที่เป ็นผู ้ชายมากกว ่าผู ้หญิง เพื่อให ้ผู ้ชายมีลักษณะ “ความเป็นชาย” ตามพระราชประสงค์ของ พระองค์ ขณะเดียวกันยังพยายามนิยาม“ความเป็นหญิง”อย่างชัดเจนเพื่อ สร้างความแตกต่างจากผู้ชาย เช่นบทความ“ว่ำผู้หญิง, แต่ไม่ใช่ส�ำหรับ ผู้หญิง.”๑๕๒ และ “อำณัติสัญญำณของผู้หญิง”๑๕๓ ที่อธิบายการแสดง ออกและค�าพูดของผู้หญิงที่ไม่ตรงกับจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดซึ่งตรงกัน ข้ามกับความเป็นชายที่พูดตรงๆ และซื่อสัตย์ และให้ภาพของผู้หญิงที่ มองโลกในแง่ร้าย ประชดประชัน อิจฉา เต็มไปด้วยความกระสันทาง เพศเก็บซ ่อนอยู ่ เช ่นเดียวกับคอลัมน ์ “เอ๊ะ” ซึ่งเป ็นการถามตอบเชิง ขบขันแบบเสียดสีประชดประชันของ “ศ. ธนญชัย” ที่น�าเสนอภาพ ตัวแทนผู้หญิง และความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงด้านลบอย่างชัดเจน
214 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ด้วยส�านวนกระแหนะกระแหน แดกดัน และประชดประชัน ไม่ต่างจาก หนังสือรายสัปดาห์ “ชวนหวว” ที่จ�าหน่ายในหมู่มหาดเล็กข้าหลวงเดิม ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ แม้ว่าบางครั้งจะใช้นามปากกาและส�านวนการ เขียนให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นผู้หญิงเขียนก็ตาม๑๕๔ สโมสรของนายในกับรัชกาลที่ ๖ จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่นัด พบระหว่างชายหนุ่มที่ปราศจากผู้หญิง แต่ยังเป็นพื้นที่นินทาและ นิยามตัวตนผู้หญิง ผ่านหนังสือพิมพ์ที่ผู้ชายเขียนในฐานะเพศรู้ หนังสือ อ่านออกเขียนได้ เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างผู้ชายกับ ผู้หญิง ซึ่งเป็นการรักษาความบริสุทธิ์ของผู้ชายตามพระราช ประสงค์ของพระองค์และวาทกรรมหลักวิคตอเรียน ในอีกด้านหนึ่งการเป็นสมาชิก Club ในพระบรมราชูปถัมภ์ของ นายในยังเป ็นกระบวนการฝ ึกหัดให ้นายในรู ้จักธรรมเนียมการสังสรรค ์ มารยาทสังคม “แบบตะวันตก” และ “สมัยใหม ่” ซึ่งเป ็นการฝ ึกฝน เฉพาะกลุ่มผู้มีชาติตระกูลที่ดีมีบรรดาศักดิ์หรือทรัพย์สินเท่านั้นเพราะ ตั้งอยู ่ในเขตพระราชฐาน และต ้องเสียภาษีสังคมสูงเพื่อการสังสรรค ์ เช่น สมาชิกต ้องมีฐานะร�่ารวยมีทรัพย ์สินมากพอจนสามารถแข ่งขัน สร ้างบ ้านตุ ๊กตาให ้พิสดารอลังการ สามารถซ ่อมแซมต ่อเติมเพื่อสนอง พระราชประสงค์๑๕๕ สามารถจ ่ายภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ใบอนุญาต ยานพาหนะ ค่าน�้าค่าไฟจากบ้านแต่ละหลังหรืออย่างน้อยที่สุดมีรายได้ มากพอที่จะเสพหนังสือพิมพ ์ในดุสิตธานีทั้งรายวันรายสัปดาห ์ ท�าให้ เป็นการคัดสมาชิก แม้ว่าสโมสรสมาคมส�าหรับนายในของพระองค์จะมี สมาชิกเป็นสามัญชนมากกว่าพระบรมวงศานุวงศ์แต่สามัญชนในสมาคม คือนายในของพระองค์เอง ส�านึกความบันเทิงใน “ความเป็นชาย” ของพระองค ์จึงเต็มไป ด ้วยส�านึกของชนชั้นสูง ขุนนาง และผู ้มีฐานะชนชั้นต�่า เหมือนการ เดินป่าล่าสัตว์เพื่อความบันเทิงอยู่ในฐานะงานอดิเรกมากกว่าการเลี้ยงชีพ เช ่นเดียวกับบทละครหลายชิ้นของพระองค ์ที่เผยแพร ่ในกลุ ่มนายใน มีนัยยะและเป็นเรื่องราวของตัวละครบางอาชีพโดยเฉพาะ เช่น ขุนนาง ข้าราชการต�ารวจทหาร เสือป่า ซึ่งมีบรรดาศักดิ์ทรัพย์สิน ชนชั้นขุนนาง
ชานันท์ ยอดหงษ์ 215 ÿทความเรื่อง ว่าāู้หญิง, แต่ไม่ใช่สำาหรัÿāู้หญิง เพื่อสร้างความแตกต่างจาก āู้ชาย [ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต เล่ม ๗ (ฉÿัÿที่ ๖๗-๖๙) มูลนิธิมหามกุฏ ราชวิทยาลัย ในพระÿรมราชูĀถัมภ์ จัดพิมพ์โดยเสด็จพระกุศลซึ่งสมเด็จพระเจ้า ภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงÿำาเพ็ญในวันคล้ายวัน สวรรคต พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครÿ ๖๖ Āี ณ พระอุโÿสถ วัดÿวรนิเวศวิหาร วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔, ฉÿัÿที่ ๗๐ น. ๕๑]
216 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ผู ้มีฐานะร�่ารวยหรืออย ่างน ้อยที่สุดเป ็นชายหนุ ่มที่เรียนจบจากยุโรป และมุ ่งผู ้เสพเฉพาะกลุ ่ม เนื่องจากมีราคาสูงเกินที่ชาวบ ้านจะจ ่ายเพื่อ เสพ ซึ่งละครของนายในกับพระองค์ “...บ๊อกซ์มี ๑๒ บ๊อกซ์ มีเก้ำอี้ บ๊อกซ์ละ ๖ เก้ำอี้ ขำยบ๊อกซ์ละ ๓๐ บำทเต็มหมด นอกนั้นก็มีเก้ำอี้ ปลีกและขั้นบันไดให้นั่ง ขำยตั๋วรำคำถูกๆ ตั้งแต่ ๓ บำท ถึง ๑ บำท ได้เงินรวมเบ็ดเสร็จประมำณ ๘๐๐ บำท ยังค่ำโปรแกรมและบทร้องอีก สัก ๔๐ บำท...”๑๕๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะ “โขนสมัครเล่น” ในพระองค์ ที่มีสมาชิก เป ็นเชื้อพระวงศ ์ชั้นหม ่อมเจ ้าลูกชายขุนนางข ้าราชการและมหาดเล็ก ในพระองค์ ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า “ไม่ใช่ถูกกะเกณฑ์หรือเห็นแก่ สินจ้ำงมีควำมประสงค์แต่จะให้ผู้ที่คุ้นเคยชอบพอกันและที่เป็นคนชั้น เดียวกันมีควำมรื่นเริง” ตามสูจิบัตรในงานเปิดโรงเรียนนายร้อย (ทหาร บก) เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๒๑๕๗ และเพื่อเลือกระดับ ผู้จ้างและผู้ชมอัตราโขนบรรดาศักดิ์ถูกตั้งไว้๑๐๐ชั่งคือ ๘,๐๐๐บาท เงินรางวัลต่างหาก อัตรารางวัล ตัวเลวคนละ ๔ ถึง ๑๐ ต�าลึง ตัวกลาง ๒๐ ต�าลึง ตัวดีตัวละ ๑๐๐ ต�าลึงต่อคราวหนึ่ง ส�าหรับเงินโรงต้องมีเศษ ๖ บาท คือ ๑ ต�าลึงกึ่งแถมด้วยทุกจ�านวน เช่น ๑๐ ชั่งต�าลึงกึ่ง ขณะ ที่โขนเชลยศักดิ์หรือโขนเอกชน เงินโรงหรือค ่าจ ้างการแสดงทั่วไปคิด เป็น ๕ ชั่ง อย่างมากไม่เกิน ๑๐ ชั่ง๑๕๘ แม้แต่การเป็นเสือป่าที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชา นาถทรงตั้งข ้อสังเกตว ่ายังต ้องเสียเงินจุกจิกหลายอย ่าง เช่น การเข้า เป็นสมาชิกตอนแรกต้องเสีย ๕๐ บาท รวมทั้งต้องจ่ายค่ารถ เครื่องใช้ เครื่องเรี่ยไร ค่าปรับ ค่าเครื่องแต่งตัวที่วิจิตรพิสดาร๑๕๙ ผู ้ที่ฝ ึกหัดการเป ็นผู ้ชายแบบตะวันตกด ้วยการเข ้าสังคมสมาคม เสพบันเทิงในพระราชส�านักฝ่ายในชาย จึงไม่ต่างไปจากการฝึกหัดให้มี “สมบัติผู ้ดี” ที่ไม ่ได ้หมายถึงจริยธรรมพฤติกรรมอันดีงามเท ่านั้น แต่ เป็นการฝึกฝนเฉพาะกลุ่มผู้มีชาติตระกูลที่ดี จบการศึกษามาจากยุโรป มีบรรดาศักดิ์หรือทรัพย์สินหรือกลุ่มที่เรียกตัวเองและถูกเรียกว่า “ผู้ดี” มากกว่าเป็นการฝึกหัดของกลุ่มชนชั้นต�่า๑๖๐
ชานันท์ ยอดหงษ์ 217 เช ่นเดียวกับดุสิตสมิตที่พยายามแทรกสาระของการมีจริตแบบ ผู้ดีทั้งเนื้อหาสาระความรู้ เช่น การ์ตูน “วิชาสมบัติผู้ดีบนรถราง” ที่ไม่ เพียงสอนพฤติกรรมกิริยามารยาทที่แสดงออกถึงการมี “สมบัติผู ้ดี” แต่ยังอธิบาย “ผู้ดี” ผ่านการแต่งกายและอ�านาจในการใช้จ่ายที่บ่งบอก ถึงรายได ้เศรษฐกิจและอาชีพ ซึ่งในช ่วงเวลานั้น ค ่าโดยสารรถรางชั้น ๑ ราคา ๑๐ สตางค์ ซึ่งแพงกว่าชั้น ๒ ที่มีราคา ๖ สตางค์ อย่างน้อย ที่สุดแสดงออกผ ่านกิริยามารยาท เหมือนโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ การ์ตูน “วิชาสมÿัติāู้ดีÿนรถราง” [ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต เล่ม ๓ (ฉÿัÿที่ ๒๖-๓๗, มิถุนายน-สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๒) มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระÿรมราชูĀถัมภ์ จัดพิมพ์โดยเสด็จพระกุศลซึ่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้า เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงÿำาเพ็ญในวันคล้ายวันสวรรคต พระÿาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครÿ ๖๒ Āี ณ พระอุโÿสถวัดÿวรนิเวศวิหาร วัน ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐, ฉÿัÿที่ ๓๗ น. -]
218 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ต ้องเสียค ่าใช ้จ ่ายแพง ถูกสร ้างขึ้นเพื่อผลิตผู ้ชายตามความปรารถนา ของรัชกาลที่ ๖ และมี “ความเป็นผู้ดี” เพศภาวะของนายในสมาชิกสโมสร จึงเป็นการประกาศ “ความ เป ็นผู ้ดี” ที่แยกไม ่ออกไปจากชนชั้นและฐานะทางสังคมเศรษฐกิจ สร ้างความแตกต ่างไปจากชาวบ ้านชนชั้นต�่าแต ่ก็อยู ่ในสถานะที่นอก เหนือชนชั้นเจ ้า เช ่นเดียวกับที่พระองค ์มีพระบรมราโชวาทไม ่ให ้ไว ้ยศ ศักดิ์ชาติตระกูล เพราะพระองค ์ในฐานะเจ ้าชีวิตทรงพระมหากรุณา ชุบเลี้ยงแล ้ว๑๖๑ เพียงแต ่มีฐานะทางสังคมเศรษฐกิจเหมือนชนชั้นเจ ้า อยู่ในแวดวงชนชั้นเจ้าแต่ไม่ได้มีชาติก�าเนิดแบบเจ้านายในจึงกลายเป็น กลุ่มชนชั้นใหม่ที่มีเพศภาวะแบบชายชนชั้น “ผู้ดี” มีจริตกิริยามารยาท แบบ “ชาวอังกฤษ” ซึ่งถูกให้ความหมายว่าเป็น “ความทันสมัย”