ชานันท์ ยอดหงษ์ 69 รามราฆพมาขออนุญาตพิมพ์ ข้าพเจ้าก็ขัดไม่ได้,” เพื่อน�ามาแจกในงาน ฉลองสุพรรณบัฏเจ้าพระยาของตน๒๙ เจ้าพระยารามราฆพ มีบารมีมากจนท�าให ้ค�าน�าในหนังสือได ้รับ การยกเว้นเป็นพิเศษให้ใช้ว่า “เรียนท่าน” พระยาประสิทธิ์ศุภการ เพราะ ตามปรกติการร ่างหนังสือถึงยศและต�าแหน ่งสูงกว ่าใช ้ค�าน�าว่า “เรียน ท่าน” ถ้ายศและต�าแหน่งเท่ากันใช้ “เรียน” เท่านั้น แม้ว่าผู้เขียนหนังสือ ถึงจะเป็นข้าราชการอาวุโสกว่า มีต�าแหน่งและยศน้อยกว่าก็ตาม๓๐ รวม ทั้งเจ ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการยังต ้องปรึกษาเจ ้าพระยารามราฆพ เช่น บันทึกที่เจ ้าพระยามหิธรท�าขึ้นเกี่ยวกับการจัดหนังสือราชการ ถวายสมเด็จพระเจ ้าบรมวงศ ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ ์ วรเดช ต ้องให ้เจ ้าพระยารามราฆพดูก ่อนน�าขึ้นทูลถวาย เช ่นเดียวกับ จดหมายต่างๆ ที่ต้องผ่านเจ้าพระยารามราฆพก่อนถึงรัชกาลที่ ๖ เช่น พระยาปรีชานุสาสน ์ เมื่อยังเป ็นพระราชดรุณารักษ ์ได ้ส ่งโทรเลขมายัง เจ้าพระยารามราฆพ ว่า “เจ้าคุณประสิทธิ์ศุภการ กรุงเทพ...ขอใต้เท้า ได้โปรดน�าความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา...” ๓๑ และหลายครั้งที่ มีจดหมายถึงเจ้าพระยารามราฆพว่า “ขอประทานเรียนปฏิบัติ” เพื่อให้ เจ ้าพระยารามราฆพไปสั่งงานแทน แม ้ว ่าเป ็นงานในขอบเขตที่ต ้อง วินิจฉัยก็ตาม๓๒ แม ้แต ่น ้องชายที่เติบโตด ้วยกันยังต ้องแสดงความ เคารพนอบน ้อมต ่อพี่ชายด ้วยเช ่นกัน ทันทีที่เจ ้าพระยารามราฆพมา บ ้านบรรทมสินธุ ์ พระยาอนิรุทธเทวาพร ้อมขบวนใหญ ่จะต ้องกระวี กระวาดลงมารับที่หน ้าตึกหรือที่หน ้าโป ๊ะต�าหนักน�้า เพื่อเข ้าไปกราบ ต้อนรับด้วยความเคารพอย่างสูง๓๓ กล ่าวกันในเชิงกระซิบว ่าเจ ้าพระยารามราฆพยังมีอิทธิพลและ ความส�าคัญอย่างยิ่งต่อการจัดสรร สถาปนาและปลดพระมเหสีเทวีและ พระคู ่หมั้นของรัชกาลที่ ๖ หากเจ้าพระยารามราฆพไม่ชอบใจบรรดา นางในก็ไม่สามารถอยู่ในราชส�านักได้ เช่นเรื่องเล่าที่ว่า เจ้าพระยาราม ราฆพมีความขัดแย้งกับพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภา เทวี เพราะไม่ทรงยอมให้เจ้าพระยารามราฆพรับพระหัตถ์ เมื่อ พระองค์เสด็จมาถึงพระราชวังพญาไท ตาม “ประเพณีฝรั่ง” ซึ่งเรื่องที่
70 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เข ้าถึงพระกรรณรัชกาลที่ ๖ กลับเป ็นว ่าพระนางทรงสะบัดมือและ แสดงพระกิริยาดูถูก จึงท�าให ้พระองค ์ทรงพระพิโรธอย ่างมาก บท ร ้อยกรองพระราชนิพนธ ์ในดุสิตสมิตจึงถูกเข ้าใจกันว ่าเป ็นการบริภาษ พระนางว่า อย่าทะนงอวดองค์ว่างามเลิศ สวยประเสริฐยากที่จะเปรียบได้ อย่าทะนงอวดองค์ว่าวิไล อันสุรางค์นางในยังมากมี อย่าทะนงอวดองค์ว่าทรงศักดิ์ จะใฝ่รักแต่องค์พระทรงศรี นั่งรถยนต์โอ่อ่าวางท่าที เป็นผู้ดีแต่ใจไพล่เป็นกา อย่าดูถูกลูกผู้ชายที่เจียมตน อย่าดูถูกฝูงชนที่ต�่ากว่า อย่าทะนงอวดองค์ว่าโสภา อันชายใดฤๅจะกล้าง้องอน๓๔ ใครที่จะเป ็นพระมเหสีเทวีหรือพระคู ่หมั้นของรัชกาลที่ ๖ ไม่ เพียงจะได้ใกล้ชิดกับพระองค์ยังต้องใกล้ชิดกับเจ้าพระยารามราฆพด้วย เสมอ ซึ่งขณะที่พระนางเธอลักษมีลาวัณ ยังทรงเป ็นหม ่อมเจ ้าหญิง วรรณพิมลวรวรรณ เจ้าพระยารามราฆพเคยไปเยี่ยมพระนางซึ่งรัชกาล ที่ ๖ ก็ทรงฝาก “จดหมายรัก” พระราชทานมาด้วย๓๕ และในละครพูด แบบมีผู้หญิงร่วมแสดงด้วยเรื่อง “โพงพาง” รัชกาลที่ ๖ ทรงรับบทเป็น พระยาสมุทโยธินคู่กับพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีที่ยัง ทรงหมั้นกันอยู่ ทรงแสดงเป็นคุณหญิงสมุท ก็โปรดให้พระยาประสิทธิ์ ศุภการ ที่รับบทเป ็น นายเรือเอก หลวงเชี่ยวชลธีคู ่กับหม ่อมเจ ้าหญิง วรรณพิมล วรวรรณ ที่ทรงแสดงเป็นนางสาวสายหยุด สมุทานนท์๓๖ แน ่นอนที่สุด อ�านาจอันมากล ้นของเจ ้าพระยารามราฆพแทบ แยกไม่ออกอย่างเด็ดขาดกับพระราชอ�านาจของพระเจ้าอยู่หัวหลายครั้ง ที่เจ ้าพระยารามราฆพมักเป ็นผู ้แทนพระองค ์ให ้โอวาท อัญเชิญพระ กระแสรับสั่ง หรือโต้ตอบข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น การปฏิเสธการรื้อฟื้น รัฐมนตรีสภาในสมัยรัชกาลที่ ๕๓๗ รวมถึงการคัดเลือกนักแสดงละคร หลวง ซึ่งมีเพียงรัชกาลที่ ๖ กับเจ ้าพระยารามราฆพเท ่านั้นที่เป ็น ผู ้ตัดสิน แม ้แต ่เรื่องส ่วนพระองค ์ เช่น “จดหมายรัก” ถึงหม ่อมเจ ้า หญิงลักษมีลาวัณ ไม ่เพียงพระองค ์จะฝากเจ ้าพระยารามราฆพ แต่ เจ้าพระยารามราฆพยังสามารถอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมจากจดหมาย
ชานันท์ ยอดหงษ์ 71 เนื่องจากล่วงรู้ความในพระราชหฤทัยทั้งหมด๓๘ เนื่องจากเป ็นผู ้ที่พระองค ์ทรง “ได้ทรงใช้สรอยใกล้ชิดสนิท พระยุคลบาทอยู่เป็นนิตย์นิรันด์มา” ๓๙ ท�าให ้ไม ่เพียงล ่วงรู ้พระราช หฤทัยรัชกาลที่ ๖ เจ้าพระยารามราฆพยังรู้ “ประวัติความเป็นไป” ของ พระองค ์เป ็นอย ่างดีตราบจนสิ้นรัชกาล๔๐ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ทรง พระประชวร เจ้าพระยารามราฆพจะมาเฝ้าทุกคืน และเมื่อใกล้ สวรรคต เจ้าพระยารามราฆพเป็นผู้ที่รัชกาลที่ ๖ ทรงวางพระหัตถ์ ที่มือจนกระทั่งสวรรคต และเคียงข้างกายพระองค์บนพื้น พระแท่นบรรทม ขณะที่บรรดาแพทย์ต้องผลัดกันอยู่ในห้องไม่ สามารถนั่งได้นาน เนื่องจากพระอันตะของพระองค์ส่งกลิ่นเหม็น มากระหว่างใกล้สวรรคต๔๑ เมื่อสวรรคตลง พระราชสมบัติส ่วนพระองค ์ชิ้นใดที่พระองค ์ ทรงซื้อมาด ้วยทุนส ่วนพระองค ์เอง มักจะตกเป ็นของเจ ้าพระยาราม ราฆพและพระยาอนิรุทธเทวา มากกว่าที่พระองค์จะทรงยกให้เป็นพระ ราชมรดกแก ่พระมเหสีและพระราชธิดา ซึ่งพระองค ์ยังทรงมอบสวน นันทอุทยานในนครปฐมให ้เจ ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธ เทวา ในฐานะบ�าเหน็จ “ที่ทั้งคู่อุปถากเป็นนิตย์จนเป็นที่สะดวกสบาย ทั้งกายและใจ” และยกที่ดินในต�าบลบ้านโป่ง ราชบุรี ให้กับเจ้าพระยา รามราฆพในฐานะพระราชมฤดก๔๒ จากประวัติเจ ้าพระยารามราฆพ สะท ้อนให ้เห็นถึงเชื้อพระวงศ ์ ชั้นปลายที่อยู ่ในพระราชส�านักที่ผ ่านมาอย ่างไม ่สง ่างาม แต่สามารถ สถาปนาบารมี อ�านาจ และอิทธิพลทางการเมืองได้โดยการใกล้ชิดสนิท สนมเป ็นพระสหายชายที่เสน ่หาของรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป ็นการยกระดับ ทางสังคมที่มีประสิทธิผลมากกว ่าการเป ็นนางในในรัชกาลที่ผ ่านมา ของผู ้หญิงจากเชื้อพระวงศ ์ปลายแถว เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติของ เจ้าจอมมารดาแขหม่อมนางในในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งอยู่ในสายตระกูลเดียว กับเจ้าพระยารามราฆพ๔๓
72 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ ณ อยุธยา พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๙๔) น ้องชายเจ ้าพระยารามราฆพก็เป ็นนายในทรงโปรดอีกคนที่ได ้ รับความไว้วางพระราชหฤทัยเช่นกัน เพียงแต่ “เสนหา” ไม่โดดเด่นเท่า พี่ชาย พระยาอนิรุทธเทวาเดิมชื่อม.ล. ฟื้นเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก ห ้องที่พระบรรทมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ พร ้อมกับพี่ชาย ซึ่งขณะยังเป ็น เด็ก ทั้งสองพี่น ้องเมื่อกลับจากโรงเรียนและมีเวลาว ่างก็คอยถวายงาน รับใช้พระองค์๔๔ นอกเหนือจากถวายงานปรนนิบัติรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิดโดย เฉพาะงานพระราชพิธีต่างๆ ที่พระองค์ทรงม้าพระที่นั่ง เช่น งานเสด็จฯ พระราชทานทอดผ ้าพระกฐิน หรือขบวนรถม ้าพระที่นั่งในการเสด็จฯ ตรวจพลสวนสนาม ที่ถือว่าเป็นหน้าที่ของพระยาอนิรุทธเทวา ในฐานะ นายม ้าต ้นสังกัดกรมพระอัศวราช ซึ่งเป ็นต�าแหน ่งที่ได ้รับเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ และถือว ่าเป ็นนายม ้าต ้นคนแรกในกรมที่เพิ่งตั้งขึ้น ที่ขณะนั้น มีบรรดาศักดิ์เป็นนายสุนทรมโนมัย ชั้นหุ้มแพร พระยาอนิรุทธเทวายัง ต ้องถวายงานเป ็นการส ่วนพระองค ์เพื่อพระส�าราญพระอิริยาบถ เช่น คราวพระองค์ประทับบางปะอินถ้าทรงเรือกรรเชียง พระยาอนิรุทธเทวา มักนั่งตอนท้ายเรือร่วมกับพระองค์ คอยถือหางเสือซึ่งบางครั้งพระองค์ ทรงถือหางเสือแทน ส่วนเจ้าพระยารามราฆพจะแล่นเรือยนต์โฉบไปมา เพื่อตรวจดูความเรียบร ้อย และจูงเรือพระที่นั่งถ ้าเห็นว ่าพระองค ์ทรง เหนื่อยหรือเริ่มมืดค�่าแล้ว ขณะที่นายในคนอื่นๆ ที่ตามเสด็จลงเรือ กรรเชียงล�าอื่น๔๕ จนเป็นที่กล่าวกันว่าตลอดรัชกาลไม่ว่ารัชกาลที่ ๖ ประทับหรือ เสด็จพระราชด�าเนินยังที่ใดมักจะพบพระยาอนิรุทธเทวาเสมอ เช ่นที่ พระธรรมราชนิเทศกล่าวว่า “...ติดสอยห้อยตามพระยุคลบาทเหมือนเงา ตามพระองค์ ไม่ว่าจะประทับอยู่ ณ ที่ใด จะเป็นในห้องพระบรรทมก็ดี ห้องพระอักษรก็ดี ในโรงละครก็ดี ในสนามเล่นก็ดี ในสนามเสือป่าก็ดี
ชานันท์ ยอดหงษ์ 73 ในการเสด็จออกขุนนางก็ดี หรือในการเสด็จประพาสรถยนตร์เรือยนตร์ ก็ดี...”๔๖ หน้าที่พระยาอนิรุทธเทวาแตกต่างจากพี่ชายคือรับผิดชอบ ราชการ ที่คล้ายข้าบาทบริจาริกามากกว่า เพราะต้องคอยถวายเครื่อง สรงน�้า จัดเตรียมของเสวยมื้อแรก เตรียมฉลองพระองค ์ตามหมาย ก�าหนดการในแต ่ละวัน๔๗ ดูความเรียบร ้อยที่นายในจัดแต ่งถวายเข ้า หุ่นก่อนถวายแต่งพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งพระองค์เต็มยศ แม้เมื่อพระองค์ทรงมีนางในแล้วก็ตาม๔๘ พระยาอนิรุทธเทวา (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๔๙๔)
74 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระยาอนิรุทธเทวาต ้องคอยปรนนิบัติรับใช ้พระองค ์ทั้งวันทั้ง คืน บริหารปกครองดูแลบรรดามหาดเล็กในกองห ้องพระบรรทมและ กองตั้งเครื่อง ยิ่งเป็นงานที่ต้องสัมผัสพระวรกายของรัชกาลที่ ๖ ถือว่า เป็นหน้าที่โดยตรงของพระยาอนิรุทธเทวาที่จะต้องถวายการตัดแต่งพระ นขา (เล็บ) ปลงพระมัสสุ (โกนหนวด) ที่ “ไม่มีใครท�าถวายได้เป็นที่พอ พระราชหฤทัยเท่า...” และ “…ถวายพระราชปรนนิบัติยิ่งเสียกว่าพระ มเหสี...”๔๙ นอกจากนี้ยัง “...ท�าหน้าที่เป็นบาทบริจาริกาไปนอนอยู่ใกล้ ชิดอยู่ริมห้องพระบรรทมเพื่อถวายความอารักขา”๕๐ ซึ่งถ้าไม่นอนแอบ ชิดอยู่ติดกับห้องพระบรรทมก็ต้องนอนกับพื้นปลายพระแท่น และเมื่อ พระองค์ทรงตื่นบรรทมจะรับสั่งว่า “ฟื้น พ่อตื่นแล้ว”๕๑ แม้ในยามที่พระองค์บรรทมในเต๊นท์ริม “อ่างหยก” อ่างน�้าใหญ่ ในบริเวณดุสิตธานี พระราชวังดุสิต พระยาอนิรุทธเทวาก็มานอนใกล้ๆ เพื่อถวายงานรับใช้๕๒ ยกเว้นที่รโหฐานโดยเฉพาะอย่าง “ไวกูณฑ์เทพย สถาน” ในพระราชวังพญาไทเท่านั้น ซึ่งพระยาอนิรุทธเทวาต้องนอนอยู่ ที่ชั้นล ่างสุดของอาคาร จะขึ้นไปเฝ ้ารับใช ้ได ้เมื่อพระองค ์ทรงเรียกด ้วย การกระตุกเชือกที่ล่ามกระดิ่งไว้๕๓ ดังนั้น พระยาอนิรุทธเทวาจึงใกล ้ชิดกับรัชกาลที่ ๖ อย่างมาก แทบตลอดเวลาแม้แต่ยามสรง แต ่งพระองค ์ที่ต ้องดูแลการจัดเครื่อง และแต่งถวายหรือเวลาบรรทมไม่เพียงได้ร่วมโต๊ะเสวยกับพระองค์แต่ ยังได้ร่วมกิจกรรมที่พระองค์โปรดเสมอทั้งการเล่นและการจริง ในยาม ทรงพระส�าราญและยามประชวร จนเป ็นผู ้ล ่วงรู ้พระราชานุกิจและ พระราชหฤทัยเป ็นอย ่างดี จนสามารถถวายค�าแนะน�าแก ่ผู ้ที่จะมาเป ็น พระชายาในเรื่องของการปฏิบัติราชการส่วนพระองค์๕๔ นอกจากนี้ พระยาอนิรุทธเทวายังคอยสร ้างความส�าราญให ้กับ พระองค์ ร่วมกิจกรรมที่พระองค์ทรงโปรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งโขนละคร ที่ใส ่ใจเป ็นพิเศษ ซึ่งต ่อมาพระองค ์ได ้โปรดเกล ้าฯ สถาปนาพระยา อนิรุทธเทวาให ้เป ็นผู ้บังคับบัญชากรมมหรสพ ในวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๗ ต ่อจากพระยาประสิทธิ์ศุภการผู ้เป ็นพี่ชายจนสิ้นรัชกาล และทั้งเจ ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวามักเล ่นละคร
ชานันท์ ยอดหงษ์ 75 ร ่วมกับพระองค ์เสมอๆ ทั้งตัวพระตัวนางและตัวรอง ด้วยความเป็น น้องชายเจ้าพระยารามราฆพใกล้ชิดกับรัชกาลที่ ๖ และใส่ใจในกิจกรรม ที่พระองค ์ทรงโปรดปราน จึงได ้รับการยกระดับฐานะทางสังคมและ เศรษฐกิจอย ่างต ่อเนื่อง ไม ่เพียงได ้รับพระราชทานเงิน ๒,๕๐๐ บาท ต ่อเดือน ตั้งแต ่ พ.ศ. ๒๔๖๘ ยังได ้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็น พระยาอนิรุทธเทวา พระยาพานทองซึ่งเป็น พระยาชั้นสูง เมื่ออายุเพียง ๒๓ ปี และเป็นอธิบดีกรมมหาดเล็กอายุ เพียง ๒๖ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๒ รวมทั้งสิ่งของเพื่อแสดงความโปรดปรานมากมาย เช่น นาฬิกา พก พร ้อมลายเซ็นพระปรมาภิไธยว ่า “ให้ฟื้น” พระบรมฉายาลักษณ ์ พร ้อมลายเซ็นพระปรมาภิไธยและข ้อความ “ให ้ฟ ื ้นเป ็นรางวัลในการ ที่ได ้ส�าแดงความตั้งใจปฏิบัติให ้ได ้รับความพอใจ” และซองบุหรี่จารึก พระปรมาภิไธยย ่อ จ.ป.ร. เมื่อขณะยังเป ็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราชฯ โดยเฉพาะใน พ.ศ. ๒๔๕๓ ดูเหมือนว่า ม.ล. ฟื้น “ก�าลังขึ้น” เนื่องจากได้รับพระราชทานสิ่งของต่างๆ มากมาย เช่น ซองบุหรี่ซึ่งได้ รับพระราชทานถึง ๓ ครั้ง เหรียญพอพระราชหฤทัย เข็มสายนาฬิกา ชั้น ๑ ม.ว. พระบรมรูปพร้อมลายเซ็น “ให้หม่อมหลวงฟื้น” และเมื่อ โปรดเกล้าฯ ให ้หล ่อรูปท ้าวหิรัญพนาสูรครั้งแรกด ้วยทองสัมฤทธิ์ โปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ที่บ้านของพระยาอนิรุทธเทวา และในวัน ที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ได้รับพระราชทานรอยพระบาทจ�าลอง ของพระองค์ นอกจากนี้ พระยาอนิรุทธเทวายังได ้รับพระราชทานคฤหาสน ์ “บ ้านบรรทมสินธุ ์” ที่ปลูกขึ้นโดยพระราชทรัพย ์ส ่วนพระองค ์๕๕ ตั้ง ชื่อตามประติมากรรมพระนารายณ ์บรรทมสินธุ ์พร ้อมมเหสีพระลักษมี นั่งปลายพระบาทที่ประดิษฐานอยู ่บนแท ่นศิลาในอ ่างน�้าพุหน ้าตึกใหญ ่ ซึ่งไม ่เพียงเป ็นสัญลักษณ ์พระราชทานให ้เป ็นเครื่องหมายประจ�า ตระกูล๕๖ แต่ยังประกาศถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างพระ เจ้าแผ่นดินกับนายในผู้นี้ว่าพระยาอนิรุทธเทวาเปรียบเสมือนพระ ลักษมี คอยปรนนิบัติรับใช้สวามีบนไวกูณฑ์ เช่นเดียวกับที่พระองค์
76 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เปรียบพระองค์เองว่าประดุจพระนารายณ์ และพระราชทานชื่อที่บรรทม ส่วนพระองค์ในต�าหนักในพระราชวังพญาไท “ไวกูณฑ์เทพยสถาน”๕๗ ยิ่งกว ่าต�าหนักนางในในรัชกาลที่ผ ่านมา แบบบ ้านบรรทมสินธุ ์ ถูกเลือกโดยรัชกาลที่ ๖ เป ็นสถาป ัตยกรรม Italian Baroque โดย สถาปนิกชุดเดียวกับที่สร ้างพระที่นั่งอนันตสมาคมและบ ้านนรสิงห ์ เริ่มต้นสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ด้วยการขุดสระใหญ่ขึ้นมาถมที่ ขนหิน บางส ่วนจากราชบุรีกับสระบุรีมาเป ็นฐานสร ้างตึกใหญ ่และสร ้างตัวบ ้าน ไว้อย่างวิจิตรอลังการอย่างมาก๕๘ ทว ่าไม ่เท ่าคฤหาสน ์นรสิงห ์ เช ่นเดียวกับ “บ ้านทับแก ้ว” ที่ถูก ใช้เป็นบ ้านของพระยาอนิรุทธเทวาและที่ตั้งของกองบัญชาการเสือป ่า ภาพฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระยา อนิรุทธเทวาในวันเกิด (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยา อนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๔๙๔)
ชานันท์ ยอดหงษ์ 77 กองร ้อยเสนาน ้อยราบเบารักษาพระองค ์ขณะที่มีการซ ้อมรบเสือป ่า ซึ่ง มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับบ้านทับเจริญของเจ้าพระยารามราฆพ๕๙ พระยาอนิรุทธเทวาไม ่ได ้มีอ�านาจในการบริหารราชการมากล ้น และชัดเจนเท่าเจ้าพระยารามราฆพ ที่ขยายไปถึงกระทรวงกลาโหมเพียง แต ่ถวายงานรับใช ้รัชกาลที่ ๖ เสมือนนางในมากกว ่า ในยามทรงพระ ประชวร ก็จะ “ถวายป้อนพระกระยาหาร...”๖๐ และเมื่อพระองค ์ใกล ้ สวรรคต พระยาอนิรุทธเทวาท�าหน้าที่ “อ�านวยการพยาบาล” และเฝ้าใน เวลากลางวันสลับกับเจ ้าพระยารามราฆพที่จะมาเฝ ้าในเวลากลางคืน๖๑ จนได้บ�าเหน็จ “เป็นซองบุหรี่ (หรือหีบ) ทอง, มีตราลงยาเป็นอักษรย่อ ร.ร.๖ กับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ประกอบติดที่ซองและมีอักษรจารึกนาม ผู้รับและความชอบ”๖๒ นอกจากนี้พระราชพิธีพระบรมศพ พระองค์ก็ได้ มีพระบรมราชโองการที่แสดงพระราชประสงค์ในการจัดงานไว้ในพระราช พินัยกรรมฉบับที่พระยาอนิรุทธเทวาเป็นผู้รักษา๖๓ กล่าวกันว่า พระยาอนิรุทธเทวา “...ตายในท่ามกลางสิ่งแวดล้อม อันเป็นอนุสรณ์ของในหลวงรัชกาลที่ ๖…”๖๔ หลังออกจากราชการ พระยาอนิรุทธเทวาตั้งคณะละครและรับจ้างจัดการแสดง เล่นโขนละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทละครพระราชนิพนธ์ ตามที่ต่างๆ เพื่อสร้างความ บันเทิงในหมู่ชนชั้นสูง๖๕ ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงชมว่า “...เป็นนักระบ�าอันร�าอย่างสวยงามยิ่ง เป็นที่น่าดูน่าชมและ น�าความสุขเจริญตา...”๖๖ ซึ่งเป็นเพียงบทบาทเดียวที่มีความส�าคัญหลัง สิ้นรัชกาลที่ ๖ และอภิวัฒน ์ ๒๔๗๕ และเมื่อเทียบกับพี่ชายที่หมด อ�านาจบารมีพร้อมกันแล้ว พระยาอนิรุทธเทวาดูเหมือนเป็นที่เกลียดชัง จากพระญาติพระวงศ์น้อยกว่า๖๗ จากประวัติชีวิตพระยาอนิรุทธเทวาเห็นได ้ชัดว ่า การปรนนิบัติ รับใช ้ใกล ้ชิด ถวายงานราวนางใน ให ้ความสนใจการละครซึ่งเป ็นสิ่งที่ พระองค ์คลั่งไคล ้ และการเป็นน้องของนายในคนโปรด ท�าให้พระยา อนิรุทธเทวาได้รับยกระดับทางสังคมอย่างรวดเร็ว
78 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์ พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๕๑๔) ไม ่เฉพาะแต ่พระยาอนิรุทธเทวา ที่ “...มีชีวิตอยู่ก็เพื่อในหลวง รัชกาลที่ ๖...”๖๘ แต ่ดูเหมือนว ่าพระยานรรัตนราชมานิตยังเป ็นอีก ผู ้หนึ่งที่ทั้งชีวิตพลีให ้รัชกาลที่ ๖ ไม ่เฉพาะระหว ่างมีพระชนมชีพ แต่รวมไปถึงเมื่อสวรรคตไปแล้ว พระยานรรัตนราชมานิตเดิมชื่อว่า “ตรึก” เป็นลูกของข้าราชการ นายด่านภาษีที่มหาชัย สมุทรสาคร มีอายุห่างจากรัชกาลที่ ๖ ประมาณ ๑๗ ปี และเมื่ออายุ ๑๗ ปี เล่าว่าได้เป็นนายในเพราะเรียนโรงเรียน ข ้าราชการพลเรือน จึงต ้องไปซ ้อมรบเสือป ่าที่จังหวัดนครปฐมและ จังหวัดราชบุรี ขณะนั้นรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชประสงค์จะได้นักเรียน เสือป่าเข้าไปเป็นมหาดเล็กรับใช้จึงให้บรรดานายในไปคัดเลือกเด็กผู้ชาย หน้าตาดีคล่องแคล่วเข้ามาสัก ๔-๕ คน ซึ่งตรึกรวมอยู่ในนั้นด้วย จึง ต ้องออกจากโรงเรียนข ้าราชการพลเรือนมารับราชการในกรมมหาดเล็ก แผนกตั้งเครื่อง ยศมหาดเล็กพิเศษ ขณะเดียวกันก็มีเรื่องเล ่ากันว ่า ที่ได ้เป ็นนายในรับใช ้พระองค ์ เพราะขณะที่เรียนวิชารัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายซึ่งขณะนั้นยังรวมอยู่ ที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้มีงานเลี้ยงที่เป็นพระราชพิธีในพระบรม มหาราชวัง เป ็นงานใหญ ่ที่บรรดามหาดเล็กเด็กชายไม ่เพียงพอส�าหรับ ต�าแหน ่งพนักงานเดินโต ๊ะและรับใช ้อื่นๆ นักเรียนรัฐศาสตร ์ที่มีหน ้าตา หน่วยก้านดีจึงถูกเกณฑ์ไปช่วยงานในหน้าที่นั้นและกล่าวกันว่า “...เมื่อ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณและหน่วยก้านของ หนุ่มน้อยตรึกเข้าก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับรับสั่งให้เข้าเฝ้า แล้วทรงไต่ถามถึงเหล่ากอพงศ์พันธ์ เมื่อพระองค์ทรงทราบจะแจ้งดีแล้ว ก็ด�ารัสว่า ‘เมื่อเรียนจบแล้วมาอยู่กับข้า’...” ซึ่งเป ็นความพอพระราช หฤทัยเมื่อแรกทอดพระเนตรเห็น๖๙ ไม่ว่ามหาดเล็กเป็นผู้คัดเลือกหรือ พระองค์เป็นผู้ทอดพระเนตรเห็นเอง แต่ท�าให้เข้าใจได้ว่า ปัจจัยส�าคัญ อีกประการในการได ้รับคัดเลือกเป ็นนายในของพระองค ์ คือเป ็นชาย
ชานันท์ ยอดหงษ์ 79 พระยานรรัตนราชมานิต ในเครื่องแบบองคมนตรี (ภาพจาก อนุสรณ์เจ้าคุณนร รัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) พระอุดมสารโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส ผู้จัดทำา, บรรจง มีแสงพราว รวบรวมและเรียบเรียง)
80 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ที่อยู ่ในวัยรุ ่น มีรูปร ่างหน ้าตา ผิวพรรณดี เป ็นที่พอพระราชหฤทัย เพราะแม ้มหาดเล็กเป ็นผู ้คัดเลือกเข ้ามาในพระราชส�านัก ก็ย ่อมรู ้พระ ราชนิยมของพระองค์เป็นอย่างดี เมื่อแรกเข้ามาอยู่ในพระราชส�านัก ท�าหน้าที่เชิญเครื่องโต๊ะเสวย เปิดน�้าโซดา รินใส่แก้วถวาย ซึ่งเล่ากันว่าครั้งหนึ่งได้ท�าน�้าโซดาหกเลอะ ผ ้าปูโต ๊ะ ด ้วยอากัปกิริยาตื่นกลัวและด ้วยความที่หน ้าตาดี พระองค์ จึงไม ่กริ้วตามพระราชอุปนิสัยที่จะทรงกริ้วอย ่างมากกับเรื่องนี้ ทว่า พระองค ์กลับทรงพระสรวลและทรงรับสั่งถามประวัติพระยานรรัตน ราชมานิตจากเจ ้าพระยารามราฆพ๗๐ ซึ่งน ่าจะเป ็นช ่วงเวลาที่พระองค ์ ทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยนายตรึกมากขึ้น เพียงระยะเวลา ๑ ปี ๑ เดือนกว่านายตรึกกลายเป็นที่โปรดปราน ไว ้วางพระราชหฤทัย จนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล ้าฯ ให้ย้ายเข้า ไปประจ�าห ้องที่พระบรรทมทันทีที่เริ่ม พ.ศ. ๒๔๕๙ ไม ่เพียงมีหน ้าที่ ถวายอยู ่งานนวดเป ็นประจ�า ยังต ้องจัดการพระกระยาหารเช ้าและพระ เครื่องว่างในเวลาที่ต้องพระราชประสงค์ รวมทั้งแต่งและควบคุมการแต่ง พระองค์ ติดตรา และถอดฉลองพระองค์ในห้องพระบรรทม จึงท�าให้ พระยานรรัตนราชมานิตได้ใกล้ชิดพระวรกายรัชกาลที่ ๖ อย่างมาก๗๑ เมื่อเปรียบกับพระราชส�านักในรัชกาลที่ผ ่านมา พระยานรรัตน ราชมานิตมีบทบาทสถานภาพไม ่ต ่างไปจากพระมเหสีเทวีนางในของ กษัตริย ์ ที่ปรนนิบัติหน ้าที่ได ้เป ็นอย ่างดี โดยเฉพาะอย ่างยิ่งการจัดหา จัดเตรียมเครื่องนุ่งห่มต่างๆจากค�าบอกเล่าของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช ว่าขณะที่ยังเป ็นเด็กและชอบเล ่นซนในพระราชฐาน เคยเห็นพระยา นรรัตนราชมานิตนั่งชุนพระสนับเพลาจีน (กางเกงจีน) เก่าๆ พลางบ่น อุบอิบในล�าคอว่า “เป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แต่ก็ชอบนุ่งกางเกงขาดๆ เก่าๆ อย่างนี้แหละ หาใหม่ให้ก็ไม่เอา ครั้นจะปล่อยให้นุ่งกางเกงขาด ก็ขายขี้หน้าเขา” ๗๒ และแม ้ว ่างานแต ่งและถอดฉลองพระองค ์เป ็นงาน ยากส�าหรับนายในที่จะปรนนิบัติให้ได้ดั่งพระราชหฤทัยรัชกาลที่ ๖ โดย เฉพาะอย ่างยิ่งการถอดฉลองพระองค ์ซึ่งต ้องท�าอย ่างรีบเร ่งรวดเร็วกัน หลายคนเพราะพระองค์มีพระวรกายอ้วนขี้ร้อนจึงต้องรีบถอดกระดุม
ชานันท์ ยอดหงษ์ 81 ฉลองพระองค์และถุงพระบาทฉลองพระบาทให้ทันพระราชหฤทัยขณะ ที่มีพัดลมเปิดถวายคราวละ ๔-๕ เครื่องพร้อมกัน๗๓ แต่เป็นที่กล่าวกันว่า พระยานรรัตนราชมานิตสามารถปฏิบัติได้ อย ่างไม ่เป ็นที่ขัดเคืองพระราชหฤทัยและไม ่เคยถูกพระองค ์ทรงกริ้ว เลย แต ่กลับถูกพระราชหฤทัยทุกครั้ง๗๔ ทั้งๆ ที่พระองค ์โมโหร ้าย ทรงกริ้วผู ้ที่อยู ่รอบข ้างเสมอ แต ่เวลาพระองค ์ทรงสบตากับพระยานร รัตนราชมานิตก็ทรงหายกริ้วทันที๗๕ และครั้งหนึ่งที่พระองค์ทรงเครื่อง แบบจอมทัพเรือ โดยมีพระยานรรัตนราชมานิตถวายการตกแต ่งจน เสร็จ ยกเว ้นการเกาะขอกระบี่กับเข็มขัด ที่มอบภาระให ้มหาดเล็กชั้น รองลงมา เมื่อถอยออกมาจนเกือบพ ้นจากห ้องที่ทรงแต ่งพระองค ์ก็ได ้ ยินเสียงทรงกริ้วตวาดมหาดเล็กว่า “ท�าไม สั้นเต่อขึ้นมาอย่างนี้” พระยา นรรัตนราชมานิตจึงรีบกลับเข ้ามาจับสายกระบี่ ดึงขึ้นดึงลงพอเป ็นพิธี ซึ่งไม่ได้ท�าให้สายกระบี่ยาวลงมา แต่พระองค์กลับรับสั่งว่า “เออ เอาละ ค่อยยาวลงไปหน่อย ใช้ได้แล้ว”๗๖ นอกจากนี้พระยานรรัตนราชมานิตยังร่วมกิจกรรมที่พระองค์ทรง โปรดปรานเป็นพิเศษด้วยการเล่นโขนละครซึ่งเป็นทั้งตัวพระและตัวนาง ได้เป็นอย่างดีและได้รับการยกย่อง๗๗ พระยานรรัตนราชมานิตปรนนิบัติรับใช ้เป ็นที่ถูกพระราชหฤทัย และโปรดปรานเป ็นพิเศษ ไม ่เพียงได ้รับพระราชทานนามสกุล “จินต ยานนท์” ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ ยังได้เลื่อนต�าแหน่งหน้าที่และรับเงินเดือน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อย้ายมาถวายงานในสังกัดกองห้องที่ พระบรรทม จนได้รับพระราชทานเงินเดือนสูงสุด ๗๐๐ บาท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ และเป็นเจ้ากรมมหาดเล็กห้องที่พระบรรทม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ซึ่งถือว่าเป็นต�าแหน่งส�าคัญเพราะต้องถวายงานรัชกาลที่ ๖ อย่างใกล้ชิด ในป ีเดียวกัน ก ่อนวันคล ้ายวันพระราชสมภพในวันที่ ๑ มกราคม ได ้รับพระราชทานเลื่อนชั้นบรรดาศักดิ์จากจมื่นสรรเพธภักดี เป็น พระยานรรัตนราชมานิต ซึ่งนับว ่าเป ็นพระยาพานทองที่ยังหนุ ่มและ อายุน้อยมาก เพราะมีอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น เนื่องจากได้รับพระราช ทานเครื่องราชอิสริยาภรณ ์ตระกูลจุลจอมเกล ้าชั้นตติยจุลจอมเกล ้า
82 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ วิเศษในป ีเดียวกัน และชั้นทุติยจุลจอมเกล ้า ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ และ เนื่องจาก“เป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของเราเป็นองคมนตรี รับปฤกษาราชการ ในตัวเรา” (เรา-รัชกาลที่ ๖)๗๘ จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น องคมนตรี ขณะที่มีอายุเพียง ๒๗ ปี หลังจากนั้นในวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ และได ้รับยศจางวางตรี ในวันคล ้ายวันพระราชสมภพ ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ นอกจากได้รับการชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี พระยานรรัตนราชมานิต ยังได ้รับพระราชทานสิ่งของที่แสดงถึงความโปรดปรานอย ่างพระราช ทานที่ดินขนาด ๕ ไร่ พร ้อมกับพระราชทานเงินปลูกบ ้านหนึ่งหมื่น สองพันบาทเพื่อให้ปลูกบ้านอยู่อาศัยแทนเช่าอยู่๗๙ นอกจากนี้พระองค์ มีพระกรุณาโปรดให้สถาปนิกฝีมือดีจากอิตาลีมาออกแบบเพื่อทรงสร้าง ที่อยู ่ให ้แก ่พระยานรรัตนราชมานิตซึ่งปล ่อยที่ดินที่พระราชทานให ้รก ร้าง ให ้เหมือนกับคฤหาสน ์ของเจ ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธ เทวา แต่พระยานรรัตนราชมานิตปฏิเสธแม้จะท�าให้พระองค์กริ้วก็ตาม อย ่างไรก็ตามครั้งหนึ่งพระยานรรัตนนราชมานิตเคยถวายหนังสือกราบ บังคมทูลขอที่ดินหลังวัดโสมนัสวิหาร ขณะที่พระองค์ประทับที่โต๊ะเสวย แต ่ถูกเจ ้าพระยารามราฆพซึ่งนั่งร ่วมโต ๊ะด ้วยและเป ็นผู ้พิจารณาถวาย ความเห็นเช ่นรายอื่นๆ ตามปกติคัดค ้านพร ้อมอ ้างว ่าที่ดินแปลงที่ขอ เป็นมรดกของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ไม่เพียงแต่โปรดปรานเป็นที่น่าสังเกตว่า พระยานรรัตนราชมานิต ยังเป ็นที่ทั้งห ่วงและหวงของรัชกาลที่ ๖ พระองค ์ทรงห ่วงถึงกับทรง รับสั่งเตือนไม ่ให ้หมกมุ ่นวิชาสะกดจิตเพ ่งกสิณท�านายโชคชะตาเพราะ ทรงเกรงพระยานรรัตนราชมานิตเป ็นบ ้า๘๐ และหวงจนรับสั่งกับผู ้ใกล ้ ชิดว่า “ส�าหรับพระยานรรัตนราชมานิต ฉันขอใครอย่าไปรบกวนแกเป็น อันขาด เพราะแกตั้งใจปฏิบัติรับใช้ฉันแต่ผู้เดียว” ๘๑ และเมื่อพระยา นรรัตนราชมานิตรับใช ้พระองค ์ตามล�าพัง ขณะที่ทั้งคู ่อยู ่ด ้วยกันสอง ต่อสอง พระองค ์ทรงมีพระกระแสรับสั่งกับพระยานรรัตนราชมานิตว ่า “ตรึก นี่เราเป็นเพื่อนกันนะ แต่เวลาออกงานออกการแล้ว เราจึงจะเป็น เจ้าเป็นข้ากัน”๘๒
ชานันท์ ยอดหงษ์ 83 เช ่นเดียวกัน พระยานรรัตนราชมานิตห ่วงหาเอาใจใส ่ปรนนิบัติ รับใช ้พระองค ์แทนข ้าบาทบริจาริกาในห ้องพระบรรทมตลอดทั้งรัชกาล โดยไม ่เคยกลับไปนอนที่บ ้าน คงอยู ่ค ้างคืนในพระราชฐาน จะกลับ บ ้านเพียงเวลาออกเวรกลางวันเพื่อกินมื้อเย็นเท ่านั้น๘๓ รวมไปถึงใน วันว ่างเวร ก็ยังคงประจ�าอยู ่ในห ้องพระบรรทม จะออกไปท�าธุระเมื่อ รัชกาลที่ ๖ เสด็จออกจากห้องพระบรรทมหรือเวลาที่เข้าที่พระบรรทม แล้วเท่านั้น ถึงกับเป็นที่กล่าวกันว่า เมื่อรัชกาลที่ ๖ ทรงตื่นพระบรรทม ลืมพระเนตรจะทอดพระเนตรเห็นพระยานรรัตนราชมานิตหมอบ คลานเฝ้าคอยถวายงานแทบทุกครั้ง๘๔ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งในช ่วงที่รัชกาลที่ ๖ ใกล้สวรรคต พระ อาการพระประชวรได้สร้างความทุกข์ร ้อนกังวลใจจนแทบไม่เป ็นอันกิน อันนอน๘๕ ถึงกับไม ่ยอมอยู ่ห ่างพระองค ์เพื่อถวายการพยาบาลตลอด เวลา ยกเว ้นตอนเช ้าที่จะรีบปลีกตัวอาบน�้าเปลี่ยนเสื้อผ ้าเท ่านั้น และ รับหน้าที่เป็น “หัวน่าดูแลก�ากับผู้ชายที่ท�าการพยาบาล” จนได้บ�าเหน็จ ชั้นที่ ๑๘๖ เป็นซองบุหรี่ (หรือหีบ) ทอง, มีตราลงยาเป็นอักษรย่อ ร.ร. ๖ กับเครื่องราชกกุธภัณฑ ์ประกอบติดที่ซองและมีอักษรจารึกนาม ผู ้รับและความชอบเช ่นเดียวกับเจ ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธ เทวา๘๗ เมื่อพระองค ์สวรรคต สิ่งที่ท�าให ้พระยานรรัตนราชมานิต “บ้า” ดูเหมือนไม ่ใช ่วิชาทางด ้านไสยศาสตร ์อย ่างที่พระองค ์ทรงกังวล ทว่า เป็นพระองค์เอง เพราะการสวรรคตของพระองค์สร้างความโศกเศร้า เสียใจอย ่างยิ่งถึงกับลือว ่าเสียสติ เพราะมีผู ้พบเห็นพระยานรรัตน ราชมานิตมักให ้คนเก็บหญ ้าแพรกใส ่ถาดเอามาเคี้ยวกิน ไม ่ยอมอยู ่ดี กินดี แม้แต่นายในคนโปรดร่วมพระราชส�านักอย่างเจ้าพระยารามราฆพ ซึ่งยังใช ้ชีวิตหรูหราเช ่นเคยยังเชื่อว ่าพระยานรรัตนราชมานิตมี “จิตใจ ไม่ปรกติ”๘๘ แม ้ว ่าไม ่ต ้องถวายการปรนนิบัติรับใช ้พระองค ์อีกต ่อไป แทนที่ จะแต ่งงานกับ ชุบ เมนะเศวต คู ่หมั้น พระยานรรัตนราชมานิตกลับ อุปสมบทที่วัดเทพศิรินทราวาสในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาล
84 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ที่ ๖ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ และไปถวายพระเพลิงพร้อม ด ้วยพระอุป ัชฌาย ์ที่พระเมรุท ้องสนามหลวง เหมือนบวชหน ้าไฟ ทว่า ไม่สึกจนแก่และมรณภาพในวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งพระยา นรรัตนราชมานิต หรือ “ธมฺมวิตกฺโก” ครองเพศบรรพชิตมาตลอด ได้ให้เหตุผลว่า “...เคยสุขสุดยอดมาแล้ว...”๘๙ ส�าหรับพระยานรรัตนราชมานิตเป็นลักษณะของเด็กหนุ่มสามัญ ชนอีกคนในพระราชส�านักฝ่ายในชายของรัชกาลที่ ๖ ที่ใช้การปรนนิบัติ รับใช้พระเจ้าแผ่นดินเป็นการส่วนพระองค์เสมือนนางในเป็นช่องทางใน การเคลื่อนที่ทางสังคม ยกระดับชนชั้นของตนเอง เช ่นเดียวกับเจ ้า พระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวาซึ่งเป ็นเชื้อพระวงศ ์ชั้นปลาย ที่ไม ่ได ้รับการยอมรับในพระราชส�านักในรัชกาลก ่อน เพียงแต ่พระยา นรรัตนราชมานิตไม ่ได ้เล ่นการเมืองเหมือนสองพี่น ้องที่เล ่นจนมีอ�านาจ และบทบาทภายในและนอกพระราชฐานชั้นใน ซึ่งท�าให ้เข ้าใจว ่าชนชั้น และชาติตระกูลไม ่ใช ่ป ัจจัยส�าคัญในการยกระดับทางสังคมให ้เป ็นนาย ในทรงโปรด ได ้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และหน ้าที่บทบาทตามชาติ ก�าเนิดเหมือนนางในแต่หน้าตารูปร่างและการพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ พระเจ้าแผ่นดินต่างหากที่มีความส�าคัญกว่า พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์ พ.ศ. ๒๔๒๘-๒๕๑๒) นอกเหนือจากเจ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวา นาย ในที่พระองค์ทรงโปรดปรานเป็น “นัมเบอร์วัน” ตั้งแต่ยังไม่ได้เสด็จขึ้น ครองราชย์ ดูเหมือนว ่าจะเป ็นพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมืองเองซึ่ง มีอายุห ่างจากพระองค ์ ๕ ป ี เพราะเมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จนิวัติพระนครจากยุโรป ได ้ทอดพระเนตรเห็นนายเทียบซึ่งเป ็น ร ้อยโทประจ�าโรงพักนางเลิ้ง มีอายุประมาณ ๑๗-๑๘ ป ี โตเป ็นหนุ ่ม เต็มที่ เคยเป็นนักกีฬาและช�านาญในการขี่ม้ามาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนราช วิทยาลัย ขี่ม้าน�าขบวนหลวงสง่างามกว่านายต�ารวจคนอื่นๆ จึงรับสั่งให้
ชานันท์ ยอดหงษ์ 85 พระยาคทาธรÿดีสีหราชÿาลเมือง (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. กรม ศิลĀากร)
86 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระยาบ�าเรอภักดิ์ (ณ มหาชัย) น�ามาถวายเป็น“มหาดเล็กสมเด็จพระ บรมฯ” โปรดให้ถวายงานตามพระราชประสงค์ และทรงชุบเลี้ยงจนได้ เป็นพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์)๙๐ ก ่อนที่เจ ้าพระยารามราฆพจะเป ็นที่โปรดปราน ถือว ่าเป ็นช ่วง “ก�าลังขึ้น” ของพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมืองอย ่างยิ่ง จนรัชกาล ที่ ๕ ทรงรับสั่งว่า “นายเทียบ คนของลูกโต” และถูกเรียกกันติดปากว่า “คนของสมเด็จพระบรมฯ”๙๑ แต ่ความสัมพันธ ์ระหว ่างนายเทียบกับพระองค ์ดูเหมือนว ่าจะ ประสบปัญหา เมื่อคราวจะทรงผนวช พระองค์เคยตรัสประชดประชัน ว่า “แกไปทางโลก ฉันไปทางธรรม ทั้งสองร่วมทางกันไม่ได้” ด้วย ความน ้อยพระราชหฤทัยที่นายเทียบจะแต ่งงานกับหลี จุลกะ ลูกสาว พระภาษีสมบัติ แต ่พระองค ์ทรงต ้องการให ้เป ็นลูกศิษย ์ประจ�าอยู ่วัด บวรนิเวศราชวรวิหาร๙๒ ทว ่าพระองค ์ก็ทรงใช ้สอยพระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมืองอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืนจนแทบจะไม่มีเวลานอนเรือนหอ ตนเอง ต ้องคอยรับใช ้พระองค ์เกือบตลอดเวลา กว ่าจะกลับถึงบ ้าน ก็ประมาณตี ๒-๓ และต ้องกลับไปวัดตอนจะเสด็จออกบิณฑบาตใน เช้าตรู่๙๓ บทบาทหน้าที่ของนายเทียบไม่เพียงเป็นมหาดเล็กขับรถพระที่นั่ง ทั้งรถยนต ์และรถม ้า ถวายการอยู ่งานตามเสด็จประพาสมณฑลต ่างๆ และเป ็นผู ้รับบัญชาเกี่ยวกับหมายก�าหนดการประพาส๙๔ แต ่ยังคอย รับใช ้อย ่างใกล ้ชิดและปฏิบัติตามพระราชประสงค ์ของสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ ให ้ถูกพระราชหฤทัยตลอดมา จนได ้เป ็นหัวหน ้านายใน ในพระราชวังสราญรมย์ปกครองมหาดเล็กทั้งห้องบรรทมและห้องเครื่อง ติดต ่อราชการในวังหลวงและกระทรวงกรมต ่างๆ รวมถึงสืบอาการ พระประชวรของรัชกาลที่ ๕ ก่อนสวรรคตให้กับสมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ๙๕ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ภาระงานของพระยาคทาธรบดีสีหราชบาล เมือง ไม ่เหมือนนายในทรงโปรดคนอื่นๆ อย่างเจ้าพระยารามราฆพ พระยาอนิรุทธเทวา และพระยานรรัตนราชมานิตที่ต ้องปรนนิบัติรับใช ้
ชานันท์ ยอดหงษ์ 87 เสมือนข ้าบาทบริจาริกานางใน เพราะได ้ด�ารงต�าแหน ่งเป ็นเจ ้ากรมราช พาหนะและอธิบดีกรมอัศวราชในเวลาต่อมา๙๖ และคอยสนองพระราช ประสงค์ในราชการที่ต้องห่างพระเนตรพระกรรณมากกว่า เช่น ต้องไป ออสเตรเลียเกือบ ๑ ปี เพื่อหาซื้อม้าและเครื่องรถม้าในพระราชพิธีจ�านวน มาก๙๗ ตรวจงานราชการในมณฑลภาคใต้ ประจ�าอยู่ส�านักอุปราชภาค ใต้ ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรี ราเมศร์ ทรงด�ารงต�าแหน่งอยู่ และต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้รับ ราชการเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๕ ซึ่งเป็น มณฑลโปรดของพระองค์ที่เสด็จฯไปประทับนานถึง ๖ เดือนของทุกปี๙๘ เมื่อเปรียบเทียบกับนายในทรงโปรดคนอื่นๆแล้ว พระยาคทาธร บดีสีหราชบาลเมืองจึงมีโอกาสใกล้ชิดรัชกาลที่ ๖ น้อยกว่า แต่มีบทบาท หน้าที่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกพระราชส�านักฝ่ายในชายมากกว่า
88 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เชิงอรรถ ๑ ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม, ชีวประวัติเจ้าพระยากรุงรัตนโกสินทร์. (กรุงเทพฯ : บันดาลสาส์น, ๒๕๑๗), น. ๓๓๘.๒ ลาวัณย์ โชตามระ, รักแรกของรัชกาลที่ ๖. (กรุงเทพฯ : ดวงกมล, ๒๕๒๔), น. ๑๒๖.๓ พรศิริ บูรณเขตต์, “นางใน : ชีวิตทางสังคมและบทบาทในสังคมไทย สมัยรัชกาลที่ ๕”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๐, น. ๕๖, น. ๑๓๘.๔ พรศิริ บูรณเขตต์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๕๙-๑๖๑.๕ ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, เจ้าพระยา, พระราชพงศาวดารกรุงรัตน โกสินทร์ รัชกาลที่ ๓. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๘), น. ๑๓๑-๑๓๒.๖ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน. ๗ พระบรมราโชวาทและประกาศ ตั้งเจ้าพระยารามราฆพ. (พระนคร : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์, ๒๔๕๗).๘ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ). (พระนคร : โรงพิมพ์ธนาคารกรุงเทพ, ๒๕๑๐).๙ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก กองเรือใหญ่ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ). (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๑๐), น. ๒๙-๓๐.๑๐ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยารามราฆพ...๑๑ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๑๒ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระราชนิพนธ์คำานำา เรื่องรามเกียรติ์ แจกในงานฉลองสุพรรณบัฏ ของเจ้าพระยารามราฆพ” ใน พระราชนิพนธ์คำานำาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. พิมพ์ในการ พระราชทานเพลิงศพ มหาเสวกโท พระยาพิทักษ์ภูบาล (สวัสดิ์ วิเศษศิริ) วัด บรมนิวาส ๑๗ มีนาคม ๒๔๗๙, น. ๓๖-๔๒.๑๓ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต-คนไม่ถูกนินทา และอดีต วีรกษัตริย์ที่ทรงเป็นโสด. (กรุงเทพฯ : คุรุสภา, ๒๕๑๗), น. ๔๖.๑๔ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๖-๔๗.
ชานันท์ ยอดหงษ์ 89 ๑๕ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยารามราฆพ..., น. ๓๑- ๓๒.๑๖ สัจจาภิรมย์ อุดมราชภักดี, พระยา, เล่าให้ลูกฟัง. (ม.ป.ท. : ม.ป.ป.), น. ๑๐๓-๑๐๔, ๑๑๐.๑๗ สัจจาภิรมย์, พระยา, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๓๘.๑๘ นายแก้ว, จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๒๘ ของสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช. (พระนคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๐๒).๑๙ มนตรี ตราโมท, “กรมมหรสพ” ใน อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นายประวิตร บัณฑุรัตน์. อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นายประวิตร บัณฑุรัตน์ ณ ฌาปนสถานกรม ตำารวจ วัดตรีทศเทพ กรุงเทพฯ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๒, น. ๑๕๒-๑๕๕.๒๐ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, “การศึกษาเปรียบเทียบราชสำานักในสมัย รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาประวัติ ศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๑, น. ๑๔๖.๒๑ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยารามราฆพ...๒๒ ภิรมย์ภักดี, พระยา, ประวัติพระยาภิรมย์ภักดี กับประวัติโรงเบียร์. (พระนคร : บริษัทบุญรอดบริวเวอรี, ๒๔๙๓), พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิง ศพ อำามาตย์เอก พระยาภิรมย์ภักดี ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๙๓, น. ๔๙-๕๐.๒๓ คณิตา เลขะกุล (บรรณาธิการ), สมุดภาพทำาเนียบรัฐบาลและนายก รัฐมนตรี ๒๕๓๒. (กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำาสมุด, ทำาเนียบ รัฐบาล, ๒๕๓๒), น. ๖.๒๔ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต..., น. ๔๖-๔๗.๒๕ Sunon Palakavong Na Ayudhya, “Sanam Chandra Palace” in Silpakorn University International Journal. 2 : 2 (July-December, 2002), pp. 5-24.๒๖ อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนินพระราชทานเพลิงศพ พระสุจริต สุดา (เปรื่อง สุจริตกุล). อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนินพระราชทานเพลิง ศพ พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) ท.จ.ว. พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๖ ณ เมรุ หน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖, น. (๒).๒๗ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เวนิสวาณิช พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖. (พระนคร : มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๖).๒๘ ชัชวลิต เกษมสันต์, ม.จ., “คำาปรารภเหตุ” ใน พระบรมราโชวาทและ พระบรมราชานุศาสนีย์แสดงคุณานุคุณในงานวิศาขะบูชา. หม่อมเจ้าชัชวลิต
90 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เกษมสันต์ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวง เฟื้อ พึ่งบุญ) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๐, น. ก-ง.๒๙ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระราชนิพนธ์คำานำาเรื่อง รามเกียรติ์..., น. ๓๖-๔๒.๓๐ หจช., ร.๖ รล. ๔/๑, สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช ทรง สั่งหนังสือราชการแทนพระองค์.๓๑ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยาร ชุน), ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน) ณ เมรุวัดธาตุทอง พระโขนง วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗, น. ๖.๓๒ หจช., ร.๖ รล. ๔/๑, เรื่องเดียวกัน.๓๓ เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา, “อาลัย ลุงราม” ใน ที่ระลึกในงานพระราชทาน เพลิงศพ เจ้าพระยารามราฆพ...๓๔ ทวี มุขธระโกษา, พระมหาธีรราชเจ้า. (พระนคร : แพร่พิทยา, ๒๕๐๖), น. ๖๑๐-๖๑๑.๓๕ หญิงอันเป็นที่รักของพระเจ้าแผ่นดิน. (กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่าอักษร ศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘), น. ๑๖.๓๖ ลาวัณย์ โชตามระ, พระมเหสีเทวี. (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๒), น. ๑๒๕.๓๗ มัทนา เกษกมล, “การวิเคราะห์ในเชิงประวัติศาสตร์เรื่องการเมืองและ การปกครองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๕๓- ๒๔๖๘)”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๑๗, น. ๑๒๔.๓๘ หญิงอันเป็นที่รักของพระเจ้าแผ่นดิน..., น. ๑๖.๓๙ พระบรมราโชวาทและประกาศ ตั้งเจ้าพระยารามราฆพ...๔๐ ราม วชิราวุธ, ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖. (กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๕), น. ๕.๔๑ Mendelson, Ralph Waldo, “I lost a king” ใน ปวีณา บุหร่า (บรรณาธิการ), รวมบทความทางวิชาการเนื่องในงานแสดงมุทิตาจิต เกษียณอายุ ราชการของรองศาสตราจารย์สุรีย์ พงศ์จันทร์ วันเสาร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๙, ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ (แปล), อภิชาติ ฉวีกุลรัตน์ (เรียบเรียง), (พิษณุโลก : สาขา วิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๔๙), น. ๑๒๗-
ชานันท์ ยอดหงษ์ 91 ๑๖๕.๔๒ คดีพระราชมฤดก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. (พระนคร : กรุงเทพบรรณาคาร, ม.ป.ป.), น. ๑-๓.๔๓ พรศิริ บูรณเขตต์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๖๑.๔๔ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระราชนิพนธ์คำานำาเรื่อง พระบรมราโชวาทในงานวิสาขบูชา แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระนมทัด พึ่งบุญ” ใน พระราชนิพนธ์คำานำาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว..., น. ๓๒-๓๓.๔๕ เรวัต เตมียบุตร, น.ร.ม. พ.อ., “เรื่องจริงในอดีต : พระราชจริยวัตร ประจำาวันของสมเด็จพระมหาธีระราชเจ้า” ใน อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นาย ประวิตร บัณฑุรัตน์. อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นายประวิตร บัณฑุรัตน์ ณ ฌาปน สถานกรมตำารวจ วัดตรีทศเทพ กรุงเทพฯ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๒, น. ๑๘๐-๑๙๗.๔๖ ธรรมราชนิเทศ, พระ, “‘อนิรุทธ’ รำาลึก” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ประมวลบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ภาคปกิณกะ. (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๙๔), พิมพ์ในงาน พระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) ๒๒ เมษายน ๒๔๙๔, น. (๕)-(๑๐).๔๗ เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา, “สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี” ใน วชิราวุธานุสรณ์สาร ๑๖ : ๔ (๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐), น. ๔๘-๕๓.๔๘ เฉลา อนิรุทธเทวา, “ฟื้นรำาลึก” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาท สมเด็จพระ, ประมวลบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว ภาคปกิณกะ..., น. (๑๑)-(๑๕).๔๙ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๕๐ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต..., น. ๔๖.๕๑ เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา, สมเด็จพระเจ้าภคินี..., น. ๔๘-๕๓.๕๒ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ; สุนัขปริศนา; นามแฝง ของมหาบุรุษ. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๗), น. ๒๓-๒๔.๕๓ เรื่องเดียวกัน, น. ๒๕-๒๖.; เจรียง ลัดพลี, “ชีวิตข้าหลวงสมเด็จพระนาง เจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ ๖” ใน มานวสาร ๙ : ๑๐ (ตุลาคม ๒๕๒๙), น. ๓๔-๔๒.๕๔ เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา, สมเด็จพระเจ้าภคินี..., น. ๔๘-๕๓.
92 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ๕๕ เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา, บ้านพิษณุโลก จากความทรงจำาของ พล.ต. เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ๒๕๒๕), น. ๑๑.๕๖ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๕.๕๗ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๒๕-๒๖.๕๘ เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา, บ้านพิษณุโลก...๕๙ Sunon Palakavong Na Ayudhya, “Sanam Chandra Palace..., pp. 5-24.๖๐ เฉลา อนิรุทธเทวา, เรื่องเดียวกัน, น. (๑๑)-(๑๕).๖๑ Mendelson, “I lost a king”..., pp. 127-165.๖๒ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, บันทึกเรื่องพระราชพินัยกรรมรัชกาลที่ ๖ “ฉบับ เต็ม”. (August 14, 2006, http://somsakwork.blogspot.com/2006_08_01_archive. html).๖๓ ทวี มุขธระโกษา, เรื่องเดียวกัน, น. ๖๑๓.๖๔ ธรรมราชนิเทศ, พระ, เรื่องเดียวกัน, น. (๕)-(๑๐).๖๕ เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา, บ้านพิษณุโลก..., น. ๑๕.๖๖ “ลายพระหัตถ์ไว้อาลัยของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ประมวลบทพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคปกิณกะ..., น. ๑-๒.๖๗ พูนพิศมัย ดิศกุล, ม.จ., สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลง การปกครอง ๒๔๗๕. (กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๔).๖๘ ธรรมราชนิเทศ, พระ, เรื่องเดียวกัน, น. (๕)-(๑๐).๖๙ บรรจง มีแสงพราว, อนุสรณ์เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยา นนท์). (พระนคร : อนันต์การพิมพ์, ๒๕๑๔), น. ๔. ๗๐ ทองหยก เลียงพิบูลย์, ท่านผู้ให้แสงสว่าง ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกฺขุ พระยา นรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์). (นครหลวงฯ : โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๑๕), น. ๘-๙.๗๑ การุณย์ เหมวนิช และ เสทื้อน ศุภโศภน, ภาพพระเครื่องและประวัติ ท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มิตรสยาม, ๒๕๑๖), น. ๑๐๐.; บรรจง มีแสงพราว, เรื่องเดียวกัน.; อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก มหาเสวกตรี พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) (พระนคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, ๒๕๑๕).๗๒ บรรจง มีแสงพราว, เรื่องเดียวกัน, น. ๖๔.
ชานันท์ ยอดหงษ์ 93 ๗๓ การุณย์ เหมวนิช และ เสทื้อน ศุภโศภน, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๐๑.๗๔ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๐๐-๑๐๑.; ทองหยก เลียงพิบูลย์, เรื่องเดียวกัน.๗๕ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก..., น. ๑๒-๑๓.๗๖ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๗๗ การุณย์ เหมวนิช และ เสทื้อน ศุภโศภน, เรื่องเดียวกัน, น. ๒๖.๗๘ บรรจง มีแสงพราว, เรื่องเดียวกัน, น. ๙.๗๙ ทองหยก เลียงพิบูลย์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๑.๘๐ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๐-๑๑.๘๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๐.๘๒ การุณย์ เหมวนิช และ เสทื้อน ศุภโศภน, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๐๓.๘๓ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก...๘๔ การุณย์ เหมวนิช และ เสทื้อน ศุภโศภน, เรื่องเดียวกัน, น. ๙๙-๑๐๐.๘๕ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก..., น. ๑๕.๘๖ บำาเหน็จทั้งหมดมี ๓ ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ ๑ ชั้นที่ ๒ และชั้นพิเศษสำาหรับ ผู้หญิง๘๗ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, เรื่องเดียวกัน.๘๘ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก..., น. ๑๖.๘๙ บรรจง มีแสงพราว, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๐๘.๙๐ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำารวจตรี พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์). ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำารวจ ตรี พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) ณ เมรุหน้าพลับพลา อิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๑๒, น. ๗.๙๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๑-๑๒.๙๒ เรื่องเดียวกัน, น. ๘.๙๓ เรื่องเดียวกัน, น. ๙. ๙๔ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๑-๑๒.๙๕ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๗.๙๖ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๐. ๙๗ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๐-๔๒.๙๘ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๗.
กิจกรรมภายในพระราชสำานัก ฝ่ายในชาย ๔
ขณะที่วันๆ หนึ่ง นางในหมดเวลาไปกับการ นอน จับกลุ่มนินทา เย็บปักถักร้อย สูบยา เดินเก็บ ดอกไม้ในอุทยาน เลี้ยงดูนกและปลาทอง ร้องเพลง ร ่ายร�า เล ่นว ่าว ดูหนังใหญ ่ หุ ่นกระบอก ละครร�า เล่นไพ่และหวยในราชส�านัก ซึ่งเรียกว่า “หวย ก.ข.” ออกวันละ ๒ ครั้ง เวลาเช้ากับเย็น มีวิถีชีวิตวนเวียน ซ�้าซากอยู่แต่กินนอนแต่งตัวและหาเรื่องเพลิดเพลิน ไปวันๆ กับความสนุกสนาน๑ นายในมีกิจกรรมในแต่ละวันที่มีเชื่อม โยงกับกษัตริย์และสังคมการเมืองมากกว่า เพราะ ไม่เพียงต้องถวายงานปรนนิบัติรับใช้แต่ยังต้อง มีส่วนร่วมในกิจกรรม และโครงการต่างๆ ตาม พระราชด�าริซึ่งเป็นการขัดเกลาความรู้ความคิด สมัยใหม่และมีต้นแบบมาจากอังกฤษในช่วงที่ พระองค์เคยประทับก่อนครองราชย์ เช่น การ เล ่นกีฬา เข ้าสโมสรสังสรรค ์ และร ่วมกิจกรรม ที่พระองค ์ทรงโปรดยามค�่าคืน ซึ่งส ่วนใหญ ่เป ็น วัฒนธรรมใหม ่ที่ทรงจดจ�ามา ซึ่งนอกจากเป ็นการ บังคับแล ้ว แต ่กิจกรรมเหล ่านี้เป ็นโอกาสและช ่อง ทางในการใกล ้ชิดพระเจ ้าแผ ่นดิน น�าไปสู ่การเติบโต ในหน้าที่การงาน
96 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ คณะโขนละคร ในรัชกาลที่ ๖ สิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในราชส�านัก ไม่เฉพาะ เป ็นกษัตริย ์ทรงโปรดการประทับร ่วมกับผู ้ชายและแวดล ้อมไปด ้วย มหาดเล็กชายหนุ ่มคอยรับใช ้อย ่างใกล ้ชิดแทนข ้าบาทบริจาริกา แต่ยัง ทรงสวมบทตัวละครในบททั้งชายและหญิงต่อหน้าที่สาธารณะ ซึ่งเป็นพฤติกรรมตั้งแต่พระองค์ยังไม่เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พระองค์ทรง รับเสด็จพระบิดาที่เจนีวาด ้วยการ “แต่งหญิง” ระบ�าญี่ปุ ่นถวายและ ทรงจัดการแสดงละครพูดเรื่อง My Friend Jarlet ของ Arnold Golsworthy และ E.B. Norman ซึ่งทรงแสดงเป็น Marie นางเอก ของเรื่องและตัวละครโปรดของพระองค ์ ที่ทรงสวมบทเดิมอีกครั้ง เมื่อเสด็จพระราชด�าเนินไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก รุสเซีย เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๓๒ โดยเฉพาะการฉลองพระองค ์ในชุดผู ้หญิง ที่น ่าจะทรงโปรด ปรานอย ่างมากถึงกับน�าพระบรมฉายาลักษณ ์ในชุดกิโมโนอย ่างผู ้หญิง ญี่ปุ ่น คราวเสด็จประพาสญี่ปุ ่น และใส่กรอบไว้บนโต๊ะในห้องพระ บรรทม๓ ด ้วยพระองค ์ทรงมีพระรูปโฉมและพระราชบุคลิกลักษณะ คล้ายคลึงผู้หญิง๔ การทรง “แต่งหญิง” เล่นละครจึงน่าจะลื่นไหลสมจริง และไม่น่าจะทรงเคอะเขินมาก แต่ก็นับเป็นสิ่งแปลกประหลาดจนสร้างความเคอะเขิน และล�าบากพระทัยให้กับเจ้านายฝ่ายในผู้ใหญ่บางพระองค์ ซึ่ง ทุกครั้งรัชกาลที่ ๖ เสด็จออกมาแสดงละคร สมเด็จพระมาตุจฉาเจ ้า สว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ต้องทรงแกล้งค้นหาของในหีบหมากเสวย ทุกครั้งจนเป็นที่สังเกตได้๕ รวมไปถึงพระราชชนนีของพระองค์ สมเด็จ พระพันปีหลวงไม่พอพระทัยอย่างมากกับความคลั่งไคล้ในการโขนละคร ของพระองค์ การแสดงเป็นสิ่งที่รัชกาลที่ ๖ ทรงหลงใหลอย่างมากตั้งแต่ยังทรง พระเยาว์ ขณะที่ยังทรงศึกษาที่อังกฤษพระองค์มักทรงใช้เวลาว่างเสด็จ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 97 พระราชด�าเนินไปทอดพระเนตรละครที่ลอนดอนซึ่งมีโรงละครประมาณ ๔๐-๕๐ โรงเสมอๆ คราวละหลายเรื่อง และบางครั้งพระองค ์เสด็จ พระราชด�าเนินเข ้าลอนดอนเพื่อทอดพระเนตรละครเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะ๖ จนทรงรู้จักนักแสดงละครที่มีชื่อเสียงมาก๗ ซึ่งครั้งหนึ่งได้ มีผู้เชิญเสด็จฯ ไปหลังเวทีเพื่อไปพบกับ Hicks พระเอกของเรื่อง A Court Scandal ในโรงละคร Count Theater๘ และเมื่อเสด็จประพาส ประเทศต่างๆ พระองค ์ก็มักทรงหาโอกาสเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร ละครตามที่นั้นๆ ซึ่งคราวเสด็จฯ ไปปารีส ระหว ่างปลายมกราคมถึง ต้นกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๑ภายใน ๗ วัน พระองค์ทอดพระเนตรละคร พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงเĀ็นมารี เลอรูซ์ นางเอก ในละครเรื่องมิตรแท้ (My Friend Jarlet) (ภาพจาก สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า. พ.ศ. ๒๕๒๙)
98 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ถึง ๙ เรื่อง๙ พระองค์ทรงโปรดกับการเล่นละครมากถึงกับทรงสอบตก หลายวิชา ซึ่งสร้างความไม่พอพระทัยให้กับพระบิดาและพระอภิบาล๑๐ ด้วยความที่พระองค์ทรงโปรดโขนละคร ทรงตั้ง “โขนบรรดา ศักดิ์” ซึ่งเป็นคณะโขนละครของพระองค์โดยเฉพาะ แต่แทนที่จะเป็น โขนผู ้หญิงและนางละคร ที่เป ็นราชูปโภคของกษัตริย ์รัชกาลที่ผ ่านมา โดยเฉพาะเพื่อประดับบารมี พระองค์กลับทรงเลี้ยงโขนผู้ชายนาย ละครหนุ่มแทน ซึ่งไม่เพียงเพื่อสร้างกลุ่มชายล้วนที่มีโขนเป็น กิจกรรมร่วม แต่ยังสร้างยกระดับ สร้างชนชั้นกลุ่มนักแสดงของ พระองค์ให้เหนือกว่ากลุ่มนักแสดงอื่นที่ถูกเรียกว่า “โขนเชลย ศักดิ์” ด ้วยชื่อ ซึ่งนักแสดงโขนของพระองค ์มีทั้งนายในคนโปรด พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (Āระทัÿนั่งกลางภาพ) ทรงแสดง เĀ็นนางเอกในเรื่องมิตรแท้ (My Friend Jarlet)
ชานันท์ ยอดหงษ์ 99 เช่น เจ ้าพระยารามราฆพที่รับบทพระรามหรือพระเอก พระยาอนิรุทธ เทวาหากไม ่ได ้รับบทพระลักษมณ ์ก็รับบทนางเอกประจ�าทุกเรื่อง๑๑ และนายในที่ไม ่ได ้โปรดปราน ซึ่งพระองค ์โปรดให ้เล ่นเป ็นตัวพระ ลิง ยักษ์ “โขนบรรดาศักดิ์” ในพระราชส�านักฝ่ายในชายล้วนมีวิวัฒนาการ มาจาก “โขนสมัครเล่น” เมื่อยังทรงเป็นพระยุพราช ซึ่งกล่าวกันว่าเกิด จากการที่ ม.ล. ฟื้น นายในคนโปรดได ้พาบรรดามหาดเล็กเด็กชาย เที่ยวงานประจ�าปีภูเขาทอง และพบร้านขายหัวโขนและเครื่องเล่นละคร จึงซื้อมาเล ่น แต ่เพราะสวมหัวโขนจึงไม ่ได ้ยินเสียงสัญญาณแตรรถ พระที่นั่ง เมื่อพระองค ์เสด็จฯ มาถึงจึงได ้ทอดพระเนตรเด็กหนุ ่มเล ่น โขนกัน จากนั้นพระองค ์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล ้าฯ ให ้ครูโขนมา ฝึกสอนมหาดเล็กที่พระราชวังสราญรมย์ เพื่อให้เล่นได้ดีกว่าโขนส�านัก อื่นๆ๑๒ ซึ่งคณะละครโขนชายล ้วนของพระองค ์รับจ ้างเล ่นตามสังคม ชนชั้นสูงเท่านั้น และทรงตั้งค่าแสดงโขนราคาแพง๑๓ รัชกาลที่ ๖ ทรงทุ่มเทและพิถีพิถันอย่างมาก ทรงควบคุมก�ากับ แต่งหน้านักแสดง ทรงเลือกตัวละครและซ้อมด้วยพระองค์เอง๑๔ บาง คืนนายในบางคนถูกปลุกกลางดึกเพื่อฝึกโขนกับพระองค์๑๕ ต่อมา “โขนบรรดาศักดิ์” ได ้รับการยกระดับให ้เป ็นราชการ มากขึ้นด ้วยการทรงสถาปนาเป ็น “กรมมหรสพ” เพื่อฝ ึกซ ้อมอยู ่เสมอ และตามเสด็จประพาสในขบวนหลวงด ้วยเป ็นประจ�า ซึ่งอยู ่ภายใต ้ กระทรวงวังและแบ่งออกเป็นหลายแผนก เช่น กองโขนหลวง กองช่าง กองดุริยางค ์ไทย มีข ้าราชการตามล�าดับชั้นความรู ้และอาวุโส มียศ ต�าแหน่ง อัตราเงินเดือน เหมือนระเบียบราชการกรมอื่นๆ๑๖ พระองค์ ทรงอุปถัมภ ์ข ้าราชการในกรมมหรสพเป ็นอย ่างดี โปรดให ้อาศัยใน ห้องแถวติดก�าแพงวังจันทรเกษม มีอาหาร ๓ เวลา ๘ โมงเช้า เที่ยง และ ๔ โมงเย็น๑๗ บรรดาครูสอนโขน นักพากย์ จ�าอวด ไปจนถึงคน รักษาโรงโขน ได ้รับบรรดาศักดิ์ที่พระองค ์ทรงตั้งขึ้นใหม ่อย ่างไพเราะ และตรงกับต�าแหน่งหน้าที่ เช่น พระยาสุนทรเทพระบ�า (ครูพระ) พระ บริรักษ์นาฏกาคาร (คนรักษาโรงโขน) หลวงรามภรตศาสตร์ (ครูยักษ์)
100 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ขุนวาดพิศวง (ครูนาง) เจ้าหมื่นชวนส�าเริญสราญ และพันส�าราญสมิต สุข (จ�าอวด) กรมมหรสพจึงกลายเป็นกรมใหญ่กว่าทุกๆ กรม ซึ่งนาย ใน นายลิขิตสารสนองกล่าวว่ามีข้าราชการในกรมจ�านวนนับพัน๑๘ นอกจากนี้ ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียน เพื่อให ้การศึกษาสามัญในกรมมหรสพแต ่อยู ่ภายใต ้สภากรรมการ โรงเรียนมหาดเล็กหลวงชื่อ “โรงเรียนทหารกระบี่หลวง”๑๙ ตาม ชื่อกองเสือป ่าพิเศษ “ทหารกระบี่” ที่เป ็นกองเสือป ่าเฉพาะข ้าราชการ และนักเรียนในกรมมหรสพ ส�าหรับสอนหนังสือวิชาสามัญเฉพาะตอน เช้าให้กับเด็กร้อยกว่าคนที่ถวายตัวมาฝึกโขน ละคร และดนตรีในกรม มหรสพ พระองค ์พระราชทานหีบเหล็กส�าหรับเก็บของคนละใบ ซึ่ง มีผ ้าห ่มหมอนมุ ้ง เครื่องแต ่งกายประจ�าป ีเป ็นผ ้าพื้นนุ ่ง ๒ ผืน เสื้อ ชั้นในสีขาว ๒ ตัว เครื่องแบบนักเรียน ๒ ชุด หนังสือเรียนเครื่องเขียน พร้อมพระราชทานเงินเดือนตามความช�านาญในแต่ละงานและทรงออก ค่าใช้จ่ายส�าหรับค่าอาหารค่ารักษาพยาบาลของครูและนักเรียนที่พักอยู่ ด ้วยกัน๒๐ เมื่อเปลี่ยนชื่อเป ็น “กรมเสือป ่าพรานหลวงรักษาพระองค ์” โรงเรียนจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนพรานหลวง” ในรัชกาลพระองค ์การโขนละครกลับมาเป ็นที่นิยมอย ่างมากอีก ครั้งในพระราชส�านักฝ่ายในชายหนุ่ม เพราะนอกจากเป็นที่ชื่นชอบของ พระเจ ้าแผ ่นดิน ยังเป ็นช ่องทางในการใกล ้ชิดพระองค ์และสร ้างความ โปรดปราน ยิ่งเล ่นละครให ้พระองค ์พอพระราชฤทัยก็จะยิ่งได ้ใกล ้ชิด พระองค ์มากขึ้น เหมือนในสมัยที่พระองค ์ทรงด�ารงพระอิสริยยศเป ็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จมื่นมานิตย ์นเรศเขียนบทละครเรื่อง “คบคนดีเป็นศรีแก่ตัว” และแสดงถวายในงานเลี้ยงอันเตฯ๒๑ เป็นที่พอ พระราชหฤทัยอย ่างมาก จึงทรงคัดเข ้าแสดงละครหลวงที่พระองค ์ ทรงร่วมแสดงด้วย๒๒ รวมทั้งเป ็นช ่องทางสร ้างความก ้าวหน ้าเติบโต ทางราชการและยกระดับฐานะทางสังคม เพราะพระองค ์ง ่ายที่จะพระ ราชทานบรรดาศักดิ์ต�าแหน่งและเพิ่มเงินเดือนเพียงขอพระราชทานผ่าน การแสดงจ�าอวดจนเป ็นที่พอพระราชหฤทัยโดยไม ่ต ้องมีความดีความ ชอบก็ได ้๒๓ ด ้วยเหตุนี้ จึงมีผู ้น�าเด็กชายมาถวายตัวในกรมมหรสพ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 101 เป็นจ�านวนมาก หรือในอีกมุมตรงข ้าม พระองค ์ทรงสร ้างแรงจูงใจนายในให ้ สนใจการละครด ้วยการพระราชทานบรรดาศักดิ์ ทรัพย ์สินมีค ่า รวม ไปถึงเคหสถาน ซึ่งเจ้าพระยารามราฆพ พระยาอนิรุทธเทวา ที่ร่วมเล่น โขนละครร ่วมกับพระองค ์เป ็นประจ�าทั้งตัวพระและนาง ได ้รับความ ใกล ้ชิดสนิทสนมให ้เป ็นพระสหาย ไม ่เพียงเจริญเติบโตในหน ้าที่การ งานอย่างรวดเร็ว พระองค์โปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าพระยารามราฆพซึ่ง ขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป ็นพระยาประสิทธิ์ศุภการเป ็นผู ้บัญชาการกรม มหรสพ ก่อนที่จะโปรดเกล้าฯสถาปนาพระยาอนิรุทธเทวาให้เป็นต่อจาก พี่ชายใน พ.ศ. ๒๔๖๗ จนสิ้นรัชกาล ทั้งสองพี่น้องไม่เพียงได้รับพระ ราชทานบรรดาศักดิ์ สิ่งของที่แสดงความรักใคร ่ และเงินเดือนจ�านวน มากกว่านายในคนอื่นๆ รวมทั้งคฤหาสน์ใหญ่โตและวิจิตรอลังการ คฤหาสน ์ที่เจ ้าพระยารามราฆพได ้รับพระราชทานชื่อ “บ้าน นรสิงห์” เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเคยด�ารงต�าแหน่งผู้บัญชาการกรมมหรสพที่ มีสัญลักษณ์เป็นนรสิงห์ มีสถาปัตยกรรมและการตกแต่งคล้ายปราสาท ริมน�้าใน Venice “Palazzo Ducale” สร ้างขึ้นใน ค.ศ. ๑๓๐๙- ๑๔๒๔ และ “Ca’ d’Oro” สร ้างตั้งแต ่ ค.ศ. ๑๔๒๘-๑๔๓๐ ซึ่ง เป ็นที่น ่าสังเกตว ่า บ ้านนรสิงห ์ที่เป ็นเรือนหอของเจ ้าพระยารามราฆพ กับลูกสาวเจ ้าพระยายมราช ประจวบ สุขุม เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ราวกับถูกสร้างขึ้นเพื่อจ�าลองบรรยากาศจากละคร “The Merchant of Venice” ซึ่งเป ็นเรื่องราวภายในเมือง Venice ใน คริสต ์ศตวรรษที่ ๑๔ แล ้วถูกแปลเป ็นกลอนบทละครโดยพระองค ์ ชื่อ “เวนิสวาณิช” ราว พ.ศ. ๒๔๕๘-๒๔๕๙ พระองค์มีพระราชหัตถ เลขาพระราชทานเจ ้าพระยารามราฆพขณะที่ยังเป ็นพระยาประสิทธิ์ ศุภการว่า “ให้พระยาประสิทธิ์ศุภการผู้เป็นสหายและมิตรเอก, ชอบพอ กันด้วยความภักดีเหมือนอันโตนิโอกับบัสสานิโยในเรื่องนี้แล” ลงวัน ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ เวนิสวาณิชเป ็นเรื่องของการช ่วงชิงความเหนือกว ่าระหว ่างความ รักของเพื่อนชายต่างวัยอย่างพ่อค้าผู้มั่งคั่งและยังไม่ได้แต่งงาน Antonio
102 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ที่สนิทสนมรักใคร่กับ Bassanio เด็กหนุ่มเชื้อสายผู้ดี ที่ไม่เก่งเฉลียว ฉลาด ปราศจากความยั้งคิด สุรุ่ยสุร่าย แต่งกายหรูหรา จึงคอยปรน เปรอ Bassanio เสมอจนเสี่ยงภัยเกือบถึงชีวิต กับความรักของผัวเมีย อย่าง Portia ที่แต ่งงานกับ Bassanio ซึ่งอันโตนิโยมักเปรียบเทียบ ความรักของตนกับความรักของปอร ์เชีย ขณะเดียวกันก็ยอมตายเพื่อ บัสสานิโยด ้วยความเชื่อว ่าจะสามารถเอาชนะนางปอร ์เชียและได ้ความ รักของบัสสานิโยกลับคืนมา แต ่สุดท ้ายบัสสานิโยครองรักกับนางปอร ์ เชีย แล้วอันโตนิโยก็ยังคงเป็นโสดตามเดิม๒๔ พระองค ์ทรงแยกบทบาทสมมุติของตัวละครกับบทบาทหน ้าที่ ของกษัตริย ์ไม ่ออกอย ่างชัดเจน ท ้องพระโรงพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย ์ ส�าหรับเสด็จออกขุนนางประกอบพระราชพิธี พระองค์ทรงใช้เป็นโรง ละครโรงโขนจนมีชื่อเรียกติดปากชาวบ้านว่า “โรงโขน” นอกจากนี้ตาม จารีตของระบอบเทวราชาที่กษัตริย ์ถูกสมมุติเป ็น “พระราม” นายใน สังกัดกรมมหรสพจึงถูกโปรดให ้กลายเป ็นทหารลิงของพระองค ์ในนาม “ทหารกระบี่หลวง” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เสือป่าพรานหลวง” ไม ่ว ่าประทับที่ใดร ่วมกับนายใน พระองค ์มักสร ้างโรงละครใน สถานที่ประทับด ้วยเสมอ เพื่อร ่วมเล ่นและฝ ึกซ ้อมกับนายใน เช่น โรงละครไม ่ถาวรหลังพระที่นั่งบรมพิมานติดกับบริเวณสวนศิวาลัย ในพระบรมมหาราชวัง สร ้างขึ้นในงานเฉลิมพระชนมายุสมเด็จพระศรี พัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันป ีหลวง มีพระชน มายุครบ ๖๐ พรรษา, โรงละครในพระราชวังดุสิต สร้างต่อท้ายพระ ที่นั่งอัมพรสถานด ้านตะวันตก ซึ่งเป ็นอาคารไม ้มีโรงละครอยู ่ชั้นบน, โรงละครไม ้ในพระราชอุทยานสราญรมย ์, โรงละครในพระราชวัง บางปะอิน ตั้งอยู ่มุมสนามหน ้าพระที่นั่งเวหาศน ์จ�ารูญ, โรงละคร ในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ใกล้ห้องพระบรรทมและห้องทรงอักษร โดยเฉพาะอย ่างยิ่งโรงละครสวนมิสกวัน ในวังปารุสกวัน ก ่อสร ้างขึ้น มาตามแบบอย ่างโรงละครตะวันตก เป ็นอาคารไม ้ทั้งหลังสลักอย ่าง งดงามและมีขนาดใหญ ่โต มีเวทีแสดงขนาดใหญ ่ มีระบบชักรอกให ้ นักแสดงลอยมากลางเวทีได ้ในบทเหาะเหินเดินอากาศ ซึ่งสร ้างขึ้นใน
ชานันท์ ยอดหงษ์ 103 ขณะที่พระองค์ยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อย ่างไรก็ตาม นายในไม ่ได ้เล ่นละครเพื่อตอบสนองต ่อความ ส�าราญของรัชกาลที่ ๖ เท ่านั้น แต ่ยังสร ้างสาธารณกุศลตามพระราช ด�าริ เช่นคราวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ พระองค์โปรดให้มีการเล่น ละคร เรื่อง “ปล่อยแก่” เพื่อเรี่ยไรเก็บเงินค่าเข้าชมแล้วพระราชทานอุทิศ เป็นค่าปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช เช่นเดียวกับโปรด ให้แสดงละครเพื่อน�าเงินบ�ารุงโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งทั้งผู้ชมและผู้ แสดงส่วนใหญ่ในละครของพระองค์ เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้ว เพราะค่าเข้าชมละครของพระองค์กับนายในมีราคาแพง และเล่นตามวัง เจ้านายชั้นสูงหรือโปรดให้เชิญพระญาติพระวงศ์ ข้าราชการในกระทรวง กรมต่างๆ พร ้อมกับครอบครัวมาชมละครที่พระองค ์ทรง๒๕ ซึ่งเป ็น กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี สามารถจ่ายและบริจาคเงินเพื่อละครการ กุศลได้ จุดขายของคณะละครนายในจึงไม ่เพียงรวบรวมบุคคลส�าคัญ ตั้งแต ่ข ้าราชการไปจนถึงพระองค ์เองเป ็นตัวละคร แต ่เป ็นที่รู ้กันว ่า คณะละครของพระองค์เป็นผู้ชายล้วนทั้งโรง โปรดให้ผู้ชายสวมบทเป็น ผู้หญิงแทน พอๆ กับที่พระองค์จะทรงรับบทคนรับใช้ และมหาดเล็ก รับบทเจ ้านายของพระองค ์ ซึ่งกว ่าจะเริ่มโปรดให ้เจ ้านายฝ ่ายในที่เป ็น ผู ้หญิงเข ้ามาปะปนแสดงเป ็นตัวผู ้หญิงในละคร เหมือนคณะละคร ตะวันตกที่ต้องใช้ผู้เล่นทั้งชายและหญิง ก็เมื่อพระองค์เริ่มมีมเหสีชายา และเชิญหม ่อมเจ ้าหญิงและสุภาพสตรีร ่วมสนุกสนานในพระราชส�านัก ของพระองค์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นต้นมา๒๖ แม้ว่าพระองค์จะโปรดให้ หัดละครหลวงผู้หญิงแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นไปตามที่เจ้าพระยา รามราฆพได้ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยมีพระนมทัด พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็น ผู้จัดการคณะละคร แต่มีบทบาทเพียงจัดแสดงในงานพระราชพิธีต่างๆ ตามอย ่างโบราณราชประเพณีเท ่านั้น ไม ่ได ้เพื่อสร ้างความส�าราญส่วน พระองค์และแยกต่างหากจากคณะละครนายใน๒๗
104 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เสือป่า-ลูกเสือ ขณะที่ Scout ถูกก่อตั้งขึ้นในอังกฤษ โดย Robert Stephenson Smyth Baden-Powell (ค.ศ. ๑๘๕๗-๑๙๔๑) ผู้ซึ่งแต่งงานช้า เหมือนรัชกาลที่ ๖ เมื่ออายุ ๕๕ ปี และเป็นที่ถกเถียงและเต็มไปด้วย ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของเขาอย่างกว้างขวางว่าเป็นชาย รักชายที่ปกปิดตัวตน กล่าวกันว่า Baden-Powell ไม่เพียงมี Kenneth Mclaren เป ็นเพื่อนสนิทที่มีความส�าคัญทางอารมณ ์มากที่สุดในชีวิต และสานความสัมพันธ ์ยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งแบ ่งป ันที่หลับที่นอน กันบ่อยครั้งแต่ยังมีความสุขกับการอยู่ในกลุ่มและกิจกรรมชายล้วน๒๘ อย ่างไรก็ตาม ดูเหมือนว ่า Scout จะเป ็นเพียงคณะที่ดึงดูดเด็กหนุ ่ม เข ้ามาเล ่นสนุกร ่วมกันเพื่อกีดกันเด็กหนุ ่มท�าความรู ้จักหรือออกไปไหน กับหญิงสาวด้วยกันสองต่อสองเท่านั้น มากกว่าที่จะมีบทบาทส�าคัญใน การฝึกหัดระเบียบวินัยและวิชาทหาร๒๙ ขณะยังทรงเป ็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และประทับใน พระราชวังสราญรมย ์ พระองค ์ทรงเลียนแบบกิจกรรม Scout ด้วย การฝ ึกหัดการรบ ระเบียบวินัยให ้กับมหาดเล็กเด็กชายยามค�่าคืนใน อุทยาน๓๐ หลังจากขึ้นครองราชย ์จึงทรงพระราชทานชื่อกิจกรรมนี้ว ่า “เสือป่า” ตามชื่อหน ่วยทหารสอดแนมเสมือน “ทหารกองโจร” ใน สมัยสมเด็จพระนเรศวร๓๑ ที่เป็นรัชสมัยในอุดมคติของรัชกาลที่ ๖๓๒ แต่ส�าหรับพระราชส�านักฝ่ายในชาย “เสือป่า” เปรียบเสมือนหน่วยรักษา ความปลอดภัยและกองทัพส่วนพระองค์มากกว่า นายในทุกคนต่างถูก เกณฑ ์ให ้เป ็นเสือป ่า ภายใต ้การบังคับบัญชาของพระองค ์เองในฐานะ นายกองใหญ่๓๓ เสือป่าส�าหรับนายในมีชื่อว่า“กองเสือป่ารักษาพระองค์”หรือ “กองเสือป่าหลวง” ตรงกันข้ามกับ “กองเสือป่ารักษาแผ่นดิน”ที่ เป ็นเสือป ่าส�าหรับข ้าราชการ สามัญชนพลเรือนทั่วพระนครและตาม มณฑลแน่นอนกองเสือป่าหลวงของนายในได้รับความใส่พระราชหฤทัย และโอกาสใกล้ชิดพระองค์มากกว่ากองเสือป่ารักษาดินแดนและกองทัพ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 105 พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายพร้อมกัÿเสือĀ่า (บน) พระÿาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ซ้อมเสือĀ่าที่ÿ้านไร่ จังหวัดราชÿุรี (ล่าง) (ภาพจาก สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า. พ.ศ. ๒๕๒๙)
106 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ทหารอย่างมาก เพราะอยู ่ภายใต ้การบริหารของพระองค ์โดยตรงใน การซ ้อมรบและเดินทางไกล ซึ่งในระหว ่างซ ้อมรบพระองค ์ประทับ และบรรทมที่เต๊นท์เช่นเดียวกับเสือป่าแทนพระที่นั่งในพระราชวังสนาม จันทร์๓๔ ขณะที่เสือป ่าส�าหรับชายหนุ ่มอายุ ๒๐ ป ีขึ้นไป “กองลูกเสือ” ส�าหรับเด็กชายอายุ ๑๑ ป ีขึ้นไป เพื่อสร ้างกองทัพเด็กชายส�าหรับ พระองค์ ซึ่งนักเรียนมหาดเล็กรับใช ้และนักเรียนโรงเรียนในพระบรม ราชูปถัมภ ์ ภายใต ้การดูแลของกรมมหาดเล็กที่จะต ้องเป ็นลูกเสือ เสนารักษาพระองค ์หรือ “ลูกเสือหลวง”๓๕ ก็ได ้รับความสนพระราช หฤทัยเป ็นพิเศษมากกว ่ากองลูกเสือกองอื่น ที่ไม ่เพียงพระองค ์เสด็จฯ ไปจัดขบวนเดินลูกเสือด ้วยพระองค ์เองในการเดินทางไปซ ้อมรบโดย เฉพาะ๓๖ แต่ในคราวซ้อมรบครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๕๗ พระองค์ยังทรงยก ระดับกองลูกเสือหลวงให ้เหนือกว ่าลูกเสือกองอื่นๆ เสมอเสือป ่า ผ่าน การโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “กองนักเรียนเสือป่า”๓๗ ในฐานะเสือป ่า นายในมีกิจกรรมส�าคัญคือการประลองยุทธ ์ที่ นครปฐมและราชบุรี ระหว่างเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่ง หากไม ่ซ ้อมรบพระองค ์จะรับสั่งให ้เดินทางไกลแทนในบางป ี อย่างไร ก็ตาม การซ ้อมรบประจ�าป ีก็เป ็นเพียงการละเล ่นเพื่อความสนุกสนาน ส่วนพระองค์ร่วมกับนายในเสมือนการแสดงละครในบทของทหารออก รบเช ่นเดียวกับการแสดงละครในกองเสือป ่าที่มีบ ่อยครั้ง มากกว่าจะ เป ็นความพยายามในการฝ ึกหัดวิชาทหารเพื่อออกรบจริงจัง๓๘ เพียง แต ่มีเวทีและฉากเป ็นธรรมชาติป ่าไม ้ไร ่สวนจริง ที่พระองค ์ทรงสมมุติ สถานการณ์บนพื้นที่ชนบท ป่าเขา นอกเมืองมากกว่าในเมือง โดยแบ่ง พวกออกเป ็นฝ ่ายรุกกับฝ ่ายรับ เช ่นเดียวกับการซ ้อมรบในพระราช อุทยานสราญรมย ์ตั้งแต ่ยังไม ่ได ้เสด็จขึ้นครองราชย ์ พระองค ์ไม ่เพียง เป ็นกรรมการตัดสินแพ ้ชนะ แต ่ยังทรงร ่วมเล ่นด ้วยหรือบางครั้งทรง แสดงเป็นพ่อบ้านอิสระ ตั้งภูมิล�าเนาระหว่างเขตแดนกองทัพทั้ง ๒ ฝ่าย๓๙ การตะลุมบอนในการซ้อมรบเสือป่า จึงปราศจากการท�าอันตรายกันไม่ ว่าด้วยอาวุธหรืออาการ และการต่อสู้ประจัญบานในระยะประชิดทั้ง ๒
ชานันท์ ยอดหงษ์ 107 กองต้องอยู่ห่างกันอย่างน้อยที่สุด ๑๐ ก้าว หรือ ๒๐ ก้าวส�าหรับเสือป่า เหล่าม้า โดยมีกรรมการตัดสินว่ากองใดรุกหรือถอย๔๐ การซ ้อมรบในแต ่ละครั้งจะเสร็จสิ้นเมื่อมีการตัดสินให ้ฝ ่ายใด ฝ ่ายหนึ่งแพ ้ชนะอย ่างชัดเจนหรือมีคนตาย ซึ่งใช ้เวลาหลายวันติดต ่อ กัน แล ้วพระองค ์จะพระราชทานพระบรมราโชวาทและพระราชวิจารณ ์ การซ้อมรบ พระราชทานเลี้ยง มีการแสดงเพื่อพักผ่อนให้ความบันเทิง แก่เสือป่าและลูกเสือ ซึ่งทรงร่วมแสดงด้วย แน่นอนที่สุดเป็นบทละคร พระราชนิพนธ ์ของพระองค ์ที่ไม ่พ ้นความพยายามในการสร ้างความรัก พวกพ้อง ความเชื่อฟ ังภักดีต ่อผู ้บังคับบัญชาซึ่งหมายถึงพระองค ์เอง และมีกิจกรรมการละเล่นต่างๆ ที่เป็นการแข่งขันเชิงกรีฑาระหว่างกรม กองต่างๆจัดถวายในเวลาพักผ่อนช่วงเย็นและค�่า เพื่อฝึกฝนให้ร่างกาย ก�าย�าสามารถเผชิญหน้ากับข้าศึก เช่น วิ่งวัว วิ่งเปี้ยว ตี่จับ ขี่ม้าชิงเมือง ในคราวเดินทางไกลไปต�าบลหนองสาหร่าย๔๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ แข่งขันฟุตบอลเป็นกิจกรรมที่โปรดเกล้าฯ ให้จัดบ่อยครั้ง ซึ่งพระองค์ จะเสด็จพระราชด�าเนินมาเป ็นประธานเสมอ เพื่อพระราชทานรางวัล ส�าหรับผู้ที่ชนะรวมทั้งพระบรมราโชวาท๔๒ เสือป ่าไม ่เพียงเป ็นกิจกรรมให ้นายในย�าเกรงอ�านาจและจงรัก ภักดีอย ่างเป ็นทางการของพระองค ์ในฐานะผู ้บังคับบัญชาสูงสุดและ พระเจ้าแผ่นดิน ผ่านพิธีดื่มน�้าพิพัฒน์สัตยา พระบรมราโชวาท เทศนา เสือป่า บทเพลงเสือป่า และละครปลุกใจราชาชาตินิยม หรือ “ต�านาน เสือป่า”ขณะเดียวกัน เสือป่าก็กลายเป็นฐานในการก้าวขึ้นสู่อ�านาจ ของสามัญชน ผ่านการใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าแผ่นดินหรือ นายในคนโปรดของพระองค์ เพื่อยกระดับทางสังคม ได ้รับการ อุปถัมภ ์ในฐานะนายในสนองพระเดชพระคุณพระองค ์โดยตรง เช่น นายเพิ่ม ครูในมณฑลปราจีนบุรี ที่กลายมาเป ็นพระดรุณรักษา ปลัด จางวางมหาดเล็ก ก ่อนที่จะเป ็นพระดรุณรักษา นายเพิ่มมีอาชีพเป ็นครูในมณฑล ปราจีนบุรี เมื่อมีการซ ้อมรบ พ.ศ. ๒๔๕๗ พระองค ์มีพระบรมราช โองการให ้เสือป ่าและลูกเสือมณฑลปราจีนบุรีและจันทบุรีไปสมทบกับ
108 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ กองเสือป่ารักษาพระองค์ นายเพิ่มจึงมีโอกาสเดินทางไปร่วมซ้อมรบใน ฐานะผู้บังคับกองลูกเสือ ระหว่างนั้น โปรดเกล้าฯ ให้มีการแข่งขันกีฬา ระหว่างกรมกองต่างๆซึ่งนายเพิ่มชนะกีฬาวิ่งเปี้ยวและกระโดดสูงสร้าง ความประทับพระราชหฤทัยอย่างมาก หลังจากพระราชทานรางวัลด้วย พระองค์เอง ทรงพระราชปรารภชมเชยเป็นการส่วนพระองค์กับพระยา ประสิทธิ์ศุภการบนโต๊ะเสวยตอนกลางคืน๔๓ นายเพิ่มที่อายุ ๒๓ ป ี เป ็นหนุ ่มเต็มที่และทะเยอทะยานต ้อง การเข้าไปอยู่ในพระราชส�านัก เมื่อทราบค�าชมเชยจากนายในก็พยายาม เรียกร ้องความสนพระราชหฤทัยจากพระองค ์ด ้วยการกวดขันแถว ลูกเสือให ้เดินอย ่างผึ่งผายและพร ้อมเพรียงเป ็นระเบียบเรียบร ้อยตาม พระราชนิยม เมื่อผ ่านที่ประทับจึงบอกแถวแสดงความเคารพระองค ์ ด ้วยการกระทืบเท ้าให ้ดังและพร ้อมเพรียงกันขณะที่ก�าลังทรงอักษร ก็ ยิ่งทวีความพึงพอพระราชหฤทัยมากขึ้น พระองค ์ทรงลุกขึ้นรับความ เคารพพร ้อมทรงส ่งยิ้มให ้นายเพิ่ม๔๔ เมื่อเป ็นที่ต ้องการของรัชกาล ที่ ๖ พระยาประสิทธิ์ศุภการจึงท�าหนังสือขอตัวนายเพิ่มจากกระทรวง ศึกษาธิการมาเป็นครูในโรงเรียนทหารกระบี่หลวงและผู้บังคับกองทหาร กระบี่หลวง กรมมหรสพ ที่พระยาประสิทธิ์ศุภการเป ็นผู ้บังคับบัญชา จึงท�าให้นายเพิ่มกลายเป็นคนในสังกัดพระยาประสิทธิ์ศุภการ ไม่เพียง ได ้รับแหนบรูปเทวดาเชิญพระแสง ยังได ้รับโอวาทการตักเตือนด ้วย ความห่วงใยเสมอๆ นายเพิ่มให ้ความใส ่ใจอย ่างมากกับกิจกรรมเสือป ่าในฐานะผู ้ บังคับกองทหารกระบี่หลวงหรือพรานหลวงรักษาพระองค ์ กองโปรด พระองค์ ทุกครั้งที่น�าทัพไปประลองยุทธ ์ก็มักจะได ้รับค�าชมเชยจาก พระองค ์อยู ่เสมอ และมีพระราชโองการให ้ตามเสด็จทุกครั้ง๔๕ จึงท�า ให ้ใกล ้ชิดกับพระองค ์มากขึ้นเรื่อยๆ ทว ่ายังไม ่มากพอส�าหรับพระองค ์ จึงโปรดเกล ้าฯ ให ้เจ ้าพระยารามราฆพพยายามหาต�าแหน ่งหน ้าที่อื่น แทนครู และเมื่อนายเวรผู้ช่วยมหาดเล็กกองตั้งเครื่องตายลง พระองค์ จึงโปรดเกล ้าฯ ให ้เป ็นนายเวรผู ้ช ่วยมหาดเล็กกองตั้งเครื่องในปลาย พ.ศ. ๒๔๖๒ ยิ่งท�าให้ทั้งคู่สนิทสนมกันมากขึ้น จนได้รับพระราชทาน
ชานันท์ ยอดหงษ์ 109 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เลื่อนยศเป็นนายกองเอกเสือป่าและราชองครักษ์ ประจ�าพระองค์ รวมทั้งบ้านบนถนนนครไชยศรี๔๖ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น พระดรุณรักษา ปลัดจางวางมหาดเล็ก ตามเสด็จทุกที่ในฐานะราชองค รักษ์และเพื่อสร้างความส�าราญให้กับพระองค์ ไม่ว่าเล่านิทาน เล่นกีฬา และละครซึ่งมักรับบทคู ่ปรับศัตรูที่ทรงซ ้อมนัดแนะท ่าทางให ้แสดง อาการหยาบคายต่อพระองค์เสมอ๔๗ เสือป่าจึงกลายเป็นช่องทางเข้าหาพระองค์หรือนายในที่สนิทสนม กับพระองค ์และเลื่อนชั้นทางสังคม อย ่างไรก็ตาม ไม ่ใช ่สมาชิกเสือป ่า ทุกคนจะมีโอกาส เนื่องจากเสือป ่ายังมีการแบ ่งชนชั้นภายในสมาชิก เสือป่า เห็นได้ชัดระหว่างเสือป่าหลวงกับเสือป่าในมณฑลต่างๆ เสือป่า บางคนจึงต ้องสร ้างความโดดเด ่นดึงดูดความสนพระราชหฤทัยจาก พระองค ์เช ่นพระดรุณรักษา แต ่ส�าหรับพระราชส�านักชายล ้วน เสือป ่า กลับเป ็นเครื่องมือและช ่องทางในการเพิ่มนายในและพระสหาย เพราะ เป ็นกิจกรรมที่สร ้างความรู ้จักคุ ้นเคยระหว ่างพระองค ์กับชายหนุ ่มที่ไม ่ ได้เป็นนายใน และคัดเลือกเด็กหนุ ่มที่พระองค ์ต ้องพระราชหฤทัยทั้ง ร่างกายและกิริยาท่าทางจากเสือป่ากองต่างๆ ที่พระองค์ทรงพบและรับ เข้ามาในพระราชส�านักชายล้วนเพื่อเป็นนายในรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิด เช่น พระยานรรัตนราชมานิต ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพระราชส�านัก รัชกาลที่ ๖ เท่านั้นและแน่นอนที่สุดเมื่อสิ้นรัชกาลพระองค์กองเสือป่า ก็เลิกไปอย ่างปริยายโดยไม ่ต ้องประกาศยกเลิกหรือเพิกถอนต�าแหน่ง หน้าที่อย่างเป็นทางการ โรงเรียนกินนอนชายล้วน ขณะที่พระราชส�านักฝ่ายในแต่ละรัชกาลที่ผ่านมาเสมือน มหาวิทยาลัย แหล่งความรู้การศึกษาส�าหรับผู้หญิงชนชั้นสูงเพื่อ เรียนรู้กิริยามารยาทและวิชาการต่างๆ เพื่อ “ถวายตัวท�าราชการ ฝ่ายใน”๔๘ ทว่าพระราชส�านักฝ่ายในในรัชกาลที่ ๖ กลับเป็น
110 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ แหล่งวิชาความรู้และมีหลักสูตรมุ่งผลิตเด็กหนุ่มส�าหรับผู้ชาย ที่ถวายตัวเป็นนายใน ให้รู้จักธรรมเนียมปฏิบัติเป็นการส่วน พระองค์ โดยมีพระองค ์เป ็นผู ้สอนด ้วยพระองค ์เอง๔๙ ด้วยการสร้าง โรงเรียนกินนอนชายล ้วนภายใต ้พระบรมราชูปถัมภ ์และการควบคุม ของกรมมหาดเล็ก โดยเฉพาะอย ่างยิ่งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่รองรับนายในผู ้ มาถวายตัวในกรมมหาดเล็ก ซึ่งพระองค ์จะส ่งมาเรียนหนังสือและ พระราชทานทุนเล ่าเรียนในฐานะ “นักเรียนหลวง” ได ้รับพระราชทาน ค่าใช้จ่ายทั้งที่อยู่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องเรียน และบริการตัดผม ซักเสื้อ รวมทั้งพระราชทานเครื่องแบบนักเรียนมหาดเล็กหลวง ปีละ ๒ ชุด เครื่องแบบนักเรียนเสือป่าทุกอย่าง ๒ ชุด กางเกงไทยผ้าขาว ๖ ชุด เสื้อชั้นในผ้าขาว๑๒ ชุดผ้าเช็ดหน้าเล็ก๑๒ ผืนผ้าเช็ดตัวขนหนู ๑ ผืน ผ้าขาวม้าผลัด ๑ ผืน แปรงสีฟัน ๑ แปรง๕๐ ซึ่งนักเรียนหลวงจะเรียน ร ่วมกับลูกหลานเจ ้านายเชื้อพระวงศ ์ ขุนนางข ้าราชการ และประชาชน ทั่วไปที่สมัครเข้ามาเรียนและเสียค่าใช้จ่ายเองที่มีราคาแพงแล้ว ยังต้อง จ่ายค่าอาหาร ค่าเตียงนอน ค่าตู้เสื้อผ้า ค่าซักเสื้อผ้า และเบ็ดเตล็ด โรงเรียนมหาดเล็กหลวงจึงเป ็นการคัดนักเรียนเฉพาะที่มาจาก ครอบครัวฐานะค ่อนข ้างร�่ารวย มีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่บ ้านดีพอที่ ไม ่ต ้องช ่วยครอบครัวท�างาน ขณะที่โรงเรียนประชาบาลหรือโรงเรียน อื่นๆ ที่นักเรียนอาจจะต ้องผ ่อนผันมาเรียนเฉพาะช ่วงเช ้าหรือบ ่ายเพื่อ กลับไปช่วยพ่อแม่ท�างาน หรือในกรณีที่มีลูก ๒ คน อาจจะต้องผลัด กันมาเรียนคนละวัน๕๑ อย ่างไรก็ตาม โรงเรียนมหาดเล็กหลวงไม ่ใช ่โรงเรียนแห ่งแรก ที่พระองค ์โปรดเกล ้าฯ ให ้ตั้งขึ้นเพื่อให ้การศึกษานายในของพระองค ์ ช่วงก่อนขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนในพระราช วังสราญรมย์เพื่อสอนหนังสือมหาดเล็กเด็กชายซึ่งมีประมาณ ๓๐ คน และทรงจัดข ้าราชการชั้นผู ้ใหญ ่ในกองเลขานุการส ่วนพระองค ์เป ็น ผู้ดูแลก�ากับและจ้างครูพิเศษมาสอนและทรงสอนหนังสือด้วยพระองค์ เองบางครั้งบางคราว ก่อนที่จะย้ายมาเรียนโรงเรียนมหาดเล็กหลวง๕๒
ชานันท์ ยอดหงษ์ 111 นักเรียนมหาดเล็กหลวง (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. กรมศิลปากร)
112 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ เหมือนเสือป ่าที่เลียนแบบ Scout ระบบโรงเรียนมหาดเล็ก หลวงเลียนแบบ public school ในอังกฤษ มีมื้ออาหาร ๔ เวลา อาหารเช้า เที่ยง ของว่างบ่าย ๔ โมง และ ๖ โมงเย็น๕๓ นักเรียน สามารถกลับบ ้านได ้เฉพาะวันเสาร ์อาทิตย ์ซึ่งเป ็นวันหยุดเรียน ยกเว้น นักเรียนหลวงเท ่านั้นที่ต ้องค ้างในโรงเรียน และไม ่ได ้กลับบ ้านตาม ก�าหนดเวลาในช่วงปิดเทอม๕๔ แต่ยังคงมีอาหารทุกมื้อตามปรกติซึ่งการ นอนของนักเรียนแต ่ละคนจะมีเตียงเหล็กพร ้อมที่นอน มุ ้งหมอน ผ้าห่ม ตู ้เสื้อผ ้าพร ้อมห ่วงกุญแจปลายเตียง โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ใช ้ระบบนักเรียนปกครองกันเองตามล�าดับอาวุโส โดยแบ่งออกเป็น คณะๆ แต ่ละคณะมี ๒ ห้องนอน ผู ้ก�ากับคณะจะตั้งนักเรียนเป ็น หัวหน้าห้องคอยสอดส่องความประพฤติ ๑ ใน ๒ ของหัวหน้าห้อง จะ ได ้รับการแต ่งตั้งให ้เป ็นหัวหน ้าคณะ ท�าหน ้าที่แทนครูผู ้ก�ากับ ท�าให้ นักเรียนต ้องเชื่อฟ ังนักเรียนด ้วยกันโดยเฉพาะหัวหน ้าห ้อง ไม ่เช ่นนั้น จะถูกตัดคะแนนความประพฤติ ซึ่งถ้าคะแนนต�่ากว่าครึ่งต้องซ�้าชั้น๕๕ นอกจากนี้ นักเรียนทุกคนจะต้องตื่นตั้งแต่ ๖ โมงครึ่ง ล้างหน้า แต ่งตัว “หัดทหารหรือหัดยิมนาสติกส” จนถึง ๗ โมงครึ่งซึ่งมีการ ตรวจชื่อทุกวัน และหลังเลิกเรียนเวลาบ่าย ๔ โมงครึ่งถึง ๖ โมงเย็น เป ็นเวลาออกก�าลังและอาบน�้าก ่อนกินข ้าวเย็น๕๖ นอกจากนี้ยังมีการ สร ้างห ้องพละส�าหรับนักเรียน ซึ่งนักเรียนทุกคนต ้องเลือกเล ่นกีฬา อย่างใดอย่างหนึ่งในตอนบ่ายเช่นกายบริหาร เทนนิสว่ายน�้า ๕๗ “...การ กีฬาเป็นส่วนส�าคัญยิ่งอย่างหนึ่งในความเป็นอยู่ของนักเรียน จึงมีการ ฝึกฝนอบรมกันเป็นประจ�า...”๕๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอลที่เล่นเป็น ทีม และเป ็นอีกกระบวนการสร ้างความสามัคคีในหมู ่คณะ และความ เชื่อฟังผู้น�า ฟุตบอลที่ก�าลังเป ็นกีฬาของชนชั้นล ่างและการแสดงออกถึง ความรุนแรงของชนชั้นแรงงานในอังกฤษ๕๙ ถูกน�ามาใช้เป็นกีฬาส�าหรับ นักเรียนกินนอนชายล ้วนซึ่งเต็มไปด ้วยชนชั้นสูงและเศรษฐี ซึ่งพระ องค์ทรงให้ความส�าคัญอย่างมากมีการแข่งขันกีฬาประจ�าปีของโรงเรียน และระหว ่างโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ ์อื่นๆ หน ้าพระที่นั่งเป ็น
ชานันท์ ยอดหงษ์ 113 ประจ�าทุกป ีที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง เพื่อชิงถ ้วยรางวัลพระราชทาน จากพระหัตถ์รัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงเป็นประธาน๖๐ แม้ว่าโรงเรียนกินนอน ชายล้วนส�าหรับชนชั้นผู้ดีอย่าง Eton เลือกที่จะใช้มือกับบอลแทนที่จะ ใช้ขาอย่างฟุตบอลด้วยรักบี้ เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างชนชั้นแล้ว ก็ตาม๖๑ แม ้ภาพลักษณ ์โรงเรียนกินนอนชายล ้วนในอังกฤษในช ่วงต ้น ค.ศ.๑๙๐๐คือแหล่งผลิตชายรักเพศเดียวกัน๖๒ แต่ไม่ใช่ปัญหาส�าหรับ รัชกาลที่ ๖ ผู ้ได ้รับอิทธิพลวัฒนธรรมและกระบวนทัศน ์แบบอังกฤษ พระองค ์สนพระราชหฤทัย และใช ้เป ็นทั้งพื้นที่รองรับและในขณะ เดียวกันก็เป็นแหล่งแสวงหาชายหนุ่มเข้ามารับราชการเป็นนายใน ทุกปี พระองค ์จะคัดนักเรียนมหาดเล็กหลวงที่สอบไล ่ได ้มัธยมบริบูรณ ์ มาปรนนิบัติรับใช ้ และในป ีแรกที่เป ิดการเรียนการสอน มีนักเรียน ที่ออกจากโรงเรียนเพื่อเข ้ามารับราชการในกรมมหาดเล็กถึง ๒๗ คน ซึ่งทั้งโรงเรียนมีเพียง ๕๑ คนเท่านั้น๖๓ โรงเรียนมหาดเล็กหลวงจึงมีชั่วโมงวิชามหาดเล็กเพื่อสั่งสอน วิธีการปรนนิบัติรับใช ้ให ้ต ้องพระราชนิยม เช่น การสอนวิธีถวาย งานพัดพระองค์ เพราะถือว่ามหาดเล็กทุกคนต้องพัดเป็น เนื่องจากไม่ เพียงพระองค ์ทรงรู ้สึกร ้อนง ่าย แต ่พัดยังจัดอยู ่ในเครื่องราชูปโภคที่ ต ้องเชิญตามเสด็จทุกแห ่ง๖๔ วิชามหาดเล็กจึงกลายเป ็นวิชาสังคม ศาสตร ์ชั้นสูงและเป ็นความโดดเด ่นจากหลักสูตรการศึกษาโรงเรียน อื่นๆ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชยนันท์ มหาดเล็กตั้งแต่รัชกาล ที่ ๕ เป็นผู้สอนทฤษฎีและปฏิบัติ ฝึกกิริยาท่าทางมารยาท๖๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนมหาดเล็กรับใช้ที่ต้องคอยตามเสด็จ เสมอและอยู ่ถวายการรับใช ้ใกล ้ชิดรัชกาลที่ ๖ เกือบจะตลอดเวลาจน ไม ่ค ่อยได ้มีโอกาสได ้เข ้าชั้นเรียนเหมือนนักเรียนมหาดเล็กหลวงคน อื่นๆ เพื่อไม ่เพียงเรียนรู ้ประเพณีธรรมเนียมการเฝ ้าแหน คุ ้นเคย กับข้าราชการและชนชั้นสูงต่างๆ แต่ยังท�าให้พระองค์ทรงจ�าเด็กๆ ของ พระองค์ได้๖๖ แม ้ผู ้บังคับการโรงเรียนขอพระราชทานงดเพราะเป ็น ช่วงใกล้สอบไล่ แต ่ไม ่เพียงไม ่ได ้รับพระบรมราชานุญาต ยังสร ้าง
114 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ความไม่พอพระราชหฤทัยให้กับพระองค์อย่างมาก เพราะพระองค์ทรง ถือว ่าเป ็นผู ้ปกครองและผู ้ออกค ่าใช ้จ ่ายให ้ทั้งหมด แม ้จะต ้องซ�้าชั้นก็ เป็นค่าใช้จ่ายของพระองค์เอง๖๗ ปฏิเสธไม ่ได ้ว ่า โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเปรียบได ้กับโรงเรียน ประจ�าราชส�านักของพระองค ์โดยเฉพาะ เพราะนอกเหนือจากการ เป ็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ ์ เมื่อแรกก ่อตั้งยังมีความพยายาม เป ิดการเรียนการสอนให ้ทันในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ซึ่งเป ็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาแรกในรัชกาล จนต ้อง ใช ้สถานที่ชั่วคราวในพระบรมมหาราชวังเพื่อเป ิดท�าการในวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๓๖๘ และเมื่อมีการเรียนการสอนภายใต้การปกครอง ดูแลของสภาจางวางกรมมหาดเล็กแล ้ว การด�าเนินการของโรงเรียน ทั้งการใช้จ่ายกิจกรรม จ�านวนครูและนักเรียนรวมไปถึงความประพฤติ ของนักเรียนจะต้องถวายรายงานทุกเดือนอย่างละเอียด๖๙ รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เกี่ยวข้อง กับพระองค ์ ทั้งชื่อเทอมที่ตั้งตามเทศกาลส�าคัญประจ�าป ีทั้ง ๓ เทอม ได้แก่ เทอมต ้นชื่อ เทอมวิสาขะ เทอมกลางชื่อ เทอมเฉลิมศิริราช สมบัติ เทอมปลายชื่อ เทอมมาฆะ และยังมีการหยุดเรียนพร้อมกันใน วันถือน�้าพิพัฒน์สัตยา เพื่อถือน�้าพิพัฒน์สัตยา วันเฉลิมฉัตร์รัชพรรษา วันเฉลิมพระชนมพรรษา นอกจากหยุดในวันส�าคัญทางพุทธศาสนา๗๐ ซึ่งในวันวิสาขบูชา พระองค ์จะเสด็จพระราชด�าเนินมาเป ็นประธานพิธี ในการประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาทุกปี รัชกาลที่ ๖ เองก็เสด็จพระราชด�าเนินไปโรงเรียนบ ่อยครั้งใน โอกาสต ่างๆ เช่น พระราชทานพระบรมราโชวาทอยู ่เสมอและพระ ราชทานประกาศนียบัตรรางวัลทุกป ี นักเรียนมหาดเล็กหลวงเองก็ได ้ รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเข ้าเฝ ้าชมมหรสพในวังร ่วมกับ พระองค์๗๑ หรือร่วมชมกีฬาพร้อมกับพระองค์ หรือเล่นกีฬาถวายทอด พระเนตร และหลายครั้งที่พระองค ์รับสั่งให ้ส ่งบทละครที่พระองค ์พระ ราชนิพนธ์ให้ไปซ้อมเพื่อเล่นถวาย หรือร่วมเล่นละครกับพระองค์ เช่น เป็นพลทหารเรือ พลเมืองชายหญิง ในคราวพระองค์ทรงรับบทเป็นนาย
ชานันท์ ยอดหงษ์ 115 นาวาเอกไลออน ในละครพูดสลับร�าเรื่องวิวาห์พระสมุทร๗๒ ด้วยเหตุนี้โรงเรียนจึงมีชื่อว่า “โรงเรียนมหาดเล็กหลวง”ต่าง จาก “โรงเรียนมหาดเล็ก” ที่รัชกาลที่ ๕ สถาปนาในกรมมหาดเล็ก พระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ ส�าหรับฝึกนักเรียนที่ถวายตัว เป ็นมหาดเล็กมีโอกาสเข ้าเฝ ้าแหน ศึกษาขนบธรรมเนียมในพระราช ส�านักพร ้อมกับความรู ้เบื้องต ้นแทนการติดตามรับใช ้พระเจ ้าแผ ่นดิน เพื่อเรียนรู้ฝึกหัดราชการก่อนส่งไปบริหารงานในกระทรวงและหัวเมือง ต่างๆ เพราะ “มหาดเล็ก” ย ่อมหมายถึงบรรดาข ้าราชการของเจ ้านาย กรมใดก็ได้ แต่ “มหาดเล็กหลวง” เป ็นชื่อที่แยกประเภทมหาดเล็กอย ่าง ชัดเจนว ่ารับใช ้รัชกาลที่ ๖ โดยเฉพาะในฐานะสมบัติส ่วนพระองค ์๗๓ ซึ่ง “โรงเรียนมหาดเล็กหลวง” เป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ส่วน พระองค์โดยตรง ภายใต้สังกัดกรมมหาดเล็ก ไม่ขึ้นกับกระทรวงธรรม การ และเมื่อนักเรียนมหาดเล็กหลวงออกจากโรงเรียนจึงรับราชการ ในกรมมหาดเล็กหลวงเป็นนายในมากกว่ารับราชการกรมอื่น ส่วนโรงเรียนมหาดเล็ก โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียน ข้าราชการพลเรือน” ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ เพื่อให้เป็นสถาน ที่ฝึกหัดออกรับราชการในกระทรวงมหาดไทย มากไปกว ่านั้น เมื่อทรงตรากฎมนเทียรบาลว ่าด ้วยครอบครัว แห ่งข ้าราชการในพระราชส�านัก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ เพื่อควบคุมเนื้อ ตัวร ่างกายและการร ่วมเพศนายใน นักเรียนและข ้าราชการในโรงเรียน มหาดเล็กหลวงก็พลอยถูกควบคุมไปด ้วย นักเรียนมหาดเล็กหลวงจึง มีสถานภาพไม่ต่างไปจากนายในและเสมือนนางในของรัชกาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามพระราชส�านักในรัชกาลที่ ๖ ในฐานะแหล่ง ผลิตความรู้ไม่ได้แบ่งวิชาความรู้ตามส�านักชัดเจนเหมือนแต่ละ ส�านักของนางในในรัชกาลที่ ๕ ที่ถูกจัดแบ่งประเภทภาพ ตัวแทนความรู้ความสามารถและบุคลิกผ่านการศึกษาขัดเกลา อบรมให้มีอัตลักษณ์ประจ�าแต่ละส�านัก๗๔ แต่โรงเรียนมหาดเล็ก หลวงแบ่งออกเป็นคณะๆ ตามช่วงอายุของนักเรียน คณะเด็กเล็ก
116 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ส�าหรับเด็กประถม เมื่อขึ้นมัธยมต ้องย ้ายไปอีกคณะซึ่งใช ้เวลา ๑-๓ ป ี เพื่อเตรียมเข ้า “คณะใน” ที่แบ ่งออกเป ็น ๓ คณะ เจ้าคณะจะ มีหน ้าที่ดูแลความเรียบร ้อยเท ่านั้น เพราะเป ็นระบบนักเรียนปกครอง กันเอง ซึ่งราชทินนามของ “เจ้าคณะ” หรือ “ผู ้ก�ากับคณะ” จะน�า มาเรียกเป ็นชื่อคณะเท ่านั้น เช่น ในสมัยพระปวโรฬารวิทยาเป ็น ผู ้ก�ากับคณะ เรียกว ่า “คณะปวโร” เมื่อพระปวโรฬารวิทยาออกและ พระอนุศิฐ ์มาแทน ชื่อของคณะก็เปลี่ยนเป ็น “คณะอนุศิฐ ์” แทน๗๕ เหมือนชื่อส�านักของนางในเท่านั้น ต ่อมาทรงพระราชด�าริให ้จัดการศึกษาแบบโรงเรียนกินนอน ชายล้วนขึ้นทุกมณฑลในสยามซึ่งโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงเรียนมหาดเล็ก หลวง เชียงใหม่ ขึ้นส�าหรับมณฑลพายัพเป็นแห่งแรกในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ เพื่อป้องกันไม่ให้มณฑลพายัพเอาใจออกห่างจากรัฐบาล กรุงเทพฯ ไปตามโรงเรียนฝรั่ง ซึ่งขณะนั้นเป ็นที่นิยมของเจ ้านายฝ ่าย เหนือ ข้าราชการ พ ่อค ้าและคหบดี อย ่างไรก็ตาม การสร ้างโรงเรียน กินนอนชายล้วนทั่วราชอาณาจักรเป็นพระราชด�าริที่ออกจะเกินพระองค์ เพราะไม ่เพียงจะต ้องเผชิญอุปสรรคภายหลังเป ิดการเรียนการสอนจน มีพระราชด�าริจะให ้ยุบ แต ่พระองค ์เองก็มีพระชนมชีพไม ่ทันที่จะโปรด เกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนกินนอนชายล้วนในมณฑลที่เหลือ นอกเหนือจากโครงการโรงเรียนมหาดเล็กหลวงภายในปีเดียวกัน ก ่อนจะมีโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม ่ พระองค ์ทรงรับโรงเรียน ราชวิทยาลัยที่รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล ้าฯ ให ้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ เพราะมีพระราชด�าริว ่าระเบียบการโรงเรียนคล ้ายกับโรงเรียนมหาดเล็ก หลวง จึงมีพระราชประสงค์ให้ทั้ง ๒ โรงเรียนแข่งขันกันเหมือนปับลิค สกูล Eton แข่งกับ Harrow๗๖ พระองค ์โปรดให ้บรรดาโรงเรียนกินนอนชายล ้วนของพระองค ์ สังกัดกรมโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่ภายใต้สังกัดกรมบัญชาการ กลางมหาดเล็กซึ่งเจ ้าพระยารามราฆพ นายในคนสนิทเป ็นผู ้ส�าเร็จ ราชการ เพื่อคอยดูแลการปกครองควบคุมหลักสูตรจัดสรรงบประมาณ ของโรงเรียน ทั้งนี้เพื่อที่พระองค ์จะทรงสามารถสถาปนาพระองค ์เอง
ชานันท์ ยอดหงษ์ 117 เป ็นศูนย ์กลางความสัมพันธ ์ระหว ่างโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ ์ และโปรดเกล้าฯ ให ้มีกิจกรรมเพื่อเชื่อมความสัมพันธ ์ในหมู ่นักเรียน ซึ่งนอกเหนือจากฟุตบอลที่แข่งขันกันทุกปีโดยเฉพาะโรงเรียนมหาดเล็ก หลวง กรุงเทพฯ กับโรงเรียนราชวิทยาลัย พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้ นักเรียนในพระบรมราชูปถัมภ ์ทั้งหมดเป ็นลูกเสือเข ้าร ่วมฝ ึกประลอง ยุทธ์เสือป่าและดื่มน�้าพิพัฒน์สัตยาที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามทุกเดือน เมษายนและกันยายนของทุกปี๗๗ แต่เมื่อรัชกาลที่ ๖ สวรรคต รัชกาลที่ ๗ ก็ทรงล้มเลิกโรงเรียน ราชวิทยาลัยและโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม ่ เหลือแต ่โรงเรียน มหาดเล็กหลวงกรุงเทพฯที่พระราชทานชื่อใหม่ว่า“โรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย” สโมสรและชุมชนจำาลอง เนื่องจากรัชกาลที่ ๖ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงโปรดปราน “ปาร์ตี้” ทรงหาโอกาสต่างๆ เพื่อจัดงานเลี้ยง เช่น งานเลี้ยงเนื่องในโอกาสฤดู หนาว ชีวิตนายในจึงคล้ายชีวิตสโมสรในอังกฤษ (Club life) ที่เต็มไป ด้วยการละเล่นและความส�าราญ เช่น ไพ่ ละคร ซ่อนหา ลิเก ปริศนา ค�าทาย จนพระญาติพระวงศ์และข้าราชการในรัชกาลกล่าวในเชิงขบขัน ว่า พระองค์โปรดที่จะ “เล่น” อยู่ ๓ อย่างคือ ละคร สโมสร และออก หนังสือพิมพ์๗๘ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งการสโมสรซึ่งเป ็นวัฒนธรรมตะวันตกที่ พระองค ์ทรงซึมซับมาตั้งแต ่ทรงศึกษาในอังกฤษ ซึ่งระหว ่างที่ศึกษาใน อังกฤษ นอกจากทรงเป็นสมาชิกของคลับต่างๆ มากมาย เช่น “บัลลิง ดอน” “คาร์ดินัล” ซึ่งเป็นสโมสรที่ขึ้นชื่อด้านอักษรศาสตร์ และ “คอสโม โปลิแตน” ซึ่งมักมีการสังสรรค์ครึกครื้นเป็นพิเศษ๗๙ ยังมีพระราชด�าริ จัดตั้ง “สามัคคีสมาคม” (Samaggi Samagom) ส�าหรับนักเรียน ไทยในอังกฤษพบปะสังสรรค ์ แข ่งกีฬา เล ่นดนตรี แสดงโขนละคร ฟ้อนร�า๘๐ เมื่อนิวัติพระนคร พระองค์จึงทรงพยายามสร้าง “ชมรมที่ก่อ
118 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ก�าเนิดวัฒนธรรมใหม่ที่ทรงจดจ�ามาจากต่างประเทศ”๘๑ มาใช้กับนายใน ทรงตั้งสมาคมสโมสรเพื่อจัดงานสังสรรค ์และกิจกรรมมากมายตาม วัฒนธรรมอังกฤษ เช่น “ทวีปัญญาสโมสร” ในพระราชอุทยานวัง สราญรมย์ที่มีลักษณะคล้ายคลับในอังกฤษมากบรรดานายในในฐานะ สมาชิกพบปะ ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อนอนเอกเขนกอ่านหนังสือพิมพ์ ในและต่างประเทศ กินเลี้ยง เล ่นกีฬาต ่างๆ มากมาย เช่น ปิงปอง หมากรุก บิลเลียด ไพ่ เทนนิส คริคเก็ต โครเกต์ และฮอคกี้ ซึ่งเป็น สิ่งใหม่ในสังคมสยามรวมไปถึงการตั้งประเด็นเพื่อโต้วาทีกันเช่น“ไฟฟ้า ดีกว ่าตะเกียง”๘๒ ขณะเดียวกันก็โปรดเกล ้าฯ ให ้ปลูกสร ้างโรงละคร ขนาดจุได้ ๑๐๐ คนเศษ ชื่อ “โรงละครทวีปัญญา” ขึ้นในพระราชวัง เพื่อแสดงละครพูดที่ได ้รับอิทธิพลจากละครตะวันตกและเริ่มปรากฏ ขึ้นบ้างแล้วในกลุ่มชนชั้นสูง ในทวีป ัญญาสโมสรมีการออกหนังสือพิมพ ์รายเดือนที่รวบรวม เรื่องสั้น นิทาน และสารคดีทั่วไป ชื่อ “ทวีปัญญา” เพื่อชักจูงนายในให้ ตื่นตัวกับวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งรวมไปถึงการเข ้าสมาคมสโมสร ใน ฐานะพื้นที่สร ้างความรู ้จักระหว ่างผู ้ชายด ้วยกัน และยกระดับหน ้าที่ การงานจากการรู้จักคุ้นเคยกับสมาชิกในสโมสร เช่น บทความ “ความ ดีของสโมสร”๘๓ ส�าหรับนายใน สโมสรเปรียบได้กับโลกใบเล็กๆ ภายใน ก�าแพงวังที่หล่อหลอมกล่อมเกลาให้มีความคิดเหมือนรัชกาลที่ ๖๘๔ ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง ส�านึกแบบตะวันตก หรือ “ความสมัยใหม่” จากอังกฤษ ซึ่งดูเหมือนว่ามีความพยายาม สร ้างชีวิตชีวาให ้เสมือนโลกจริงๆ มากขึ้น ขณะที่ประทับชั่วคราว ในพระต�าหนักสวนอัมพวา ระหว ่างซ ่อมแซมพระราชวังสราญรมย ์ พระองค ์ทรงเนรมิตทั้งสโมสรและเมืองสมมุติให ้กลายเป ็นสิ่งเดียวกัน ด ้วยการรับสั่งให ้ถางสวนมะม ่วงหรือสวนอัมพวาด ้านหลังที่ประทับ สร ้างเมืองตุ ๊กตาที่ก ่ออิฐโบกปูนให ้มีแม ่น�้าล�าคลอง ถนนรถราง บ้าน เรือน เรียกว่า “เมืองมัง” ซึ่งมาจากค�าว่า “มังโก” (mango) ตามสถานที่ ซึ่งเป็นสวนมะม่วง๘๕