แม้ว่าโครงสร้าง วิถีปฏิบัติและพิธีกรรมใน พระราชส�านักฝ ่ายในถูกสืบทอดกันมา แต ่พระราช ส�านักฝ ่ายในก็เป ็นพื้นที่ส ่วนพระองค ์ของกษัตริย ์ ส�าหรับอาศัย พักผ ่อนหาความส�าราญส ่วนพระองค ์ ดังนั้นแต ่ละพระราชส�านักฝ ่ายในจึงแตกต ่างกันตาม พระราชนิยมส ่วนพระองค ์ของพระเจ ้าแผ ่นดินโดย เฉพาะ ซึ่งพระราชนิยมของรัชกาลที่ ๖ ท�าให้พระราช ส�านักฝ ่ายในของพระองค ์มีลักษณะแตกต ่างไปจาก ของรัชกาลที่ผ่านมา ลักษณะโครงสร้าง พระราชสำานักฝ่ายในชาย ขณะที่รัชกาลที่ผ ่านมา กษัตริย ์ทรงใช ้พระ ราชส�านักฝ ่ายในเป ็นพื้นที่รโหฐานเพื่อประทับและ ทรงพระส�าราญร ่วมกับนางในหญิงสาว แต่พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล ้าเจ ้าอยู ่หัวทรงใช ้เป ็นพื้นที่ส ่วน พระองค์เพื่อทรงพระส�าราญร่วมกับบรรดาพระสหาย ชายหนุ่มด้วยการประกาศว่า ในพระราชวังและสโมสร สถานสมาคมภายในพระราชวัง สวนหลวง และที่ดิน ที่ติดต ่อกับพระราชฐานให ้เป ็น “ที่รโหฐาน” ซึ่งมี
20 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระราชอรรถาธิบายว่าหมายถึง “ที่ลับลี้ ที่เงียบ จึงเป็นที่ส�าราญ แลผู้คน ไม่พลุกพล่าน”ซึ่ง “ผู้ใดจะเข้าออกก็ได้แต่โดยได้รับพระราชทานพระบรม ราชานุญาตแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงด�ารงต�าแหน่งเจ้า บ้าน” นอกจากนี้ยังทรงห ้ามไม ่ให ้ข ้าราชการอื่นๆ เข ้าไปเป ็นอันขาด “..เว้นแต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นพิเศษเฉพาะ บุคคล”๑ พระราชส�านักฝ่ายในของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวจึงกลายเป็นพระราชส�านักฝ่ายในที่เป็นชายล้วน ที่ พระองค์ประทับพักผ่อนและทรงพระส�าราญ โดยมีพระสหาย และมหาดเล็กชายหนุ ่มคอยปรนนิบัติรับใช ้แทนนางใน ซึ่งแม ้ว ่าพระ องค ์จะมีพระมเหสีเทวีหรือข ้าบาทบริจาริกาในบั้นปลายพระชนมชีพ พระองค ์ยังคงใช ้สอยบรรดามหาดเล็กเสมือนนางในตลอดรัชกาล อย ่างไรก็ตาม โครงสร ้างพระราชส�านักยังคงแบ ่งได ้ออกเป ็น ๒ ส่วน เช ่นเดียวกับรัชกาลที่ผ ่านมา คือ พระราชส�านักฝ่ายหน้า อยู ่ภาย ใต ้บังคับบัญชาของเสนาบดีกระทรวงวังเป ็นราชการในกระทรวงวัง และฝ่ายในที่เป็นข้าราชการส่วนพระองค์โดยตรง ปรนนิบัติรับใช้ เพื่อความส�าราญโดยเฉพาะ แต่เดิมในสมัยรัชกาลที่ผ่านมา มหาดเล็กมีหน้าที่รับใช้กษัตริย์ และติดตามอย ่างใกล ้ชิดในเวลาที่เสด็จออกราชการยังพระราชส�านัก ฝ่ายหน้าหรือ “เสด็จออกขุนนาง” เป็นข้าราชการในสังกัดกรมมหาด เล็กที่ไม ่ถือเป ็นกรมหนึ่งในการปกครองและไม ่ขึ้นกับกระทรวงวัง แต่ เป็นกรมอิสระที่ขึ้นตรงต่อกษัตริย์โดยตรง ดังนั้นเมื่อมีพระราชประสงค์จะคัดเลือกตัวบุคคลออกไปบริหาร งานต ่างพระเนตรพระกรรณในหัวเมืองต ่างๆ ตามพระบรมราโชบาย มักทรงคัดเลือกจากมหาดเล็ก เนื่องจากทรงรู ้จักนิสัยใจคอ ความ ประพฤติ บุคลิก สติป ัญญาความสามารถ จนไว ้วางพระราชหฤทัย๒ กรมมหาดเล็กจึงเป็นกรมส�าคัญในการผลิตบุคลากรเพื่อบริหาร ราชการในระดับภาครัฐ และต้องปฏิบัติหน้าที่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่ก็อยู่ในพระราชส�านักฝ่ายนอกเท่านั้น๓
ชานันท์ ยอดหงษ์ 21 อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงใช้สอยบรรดามหาดเล็กเสมือนนางใน ตลอดรัชกาล กรมมหาดเล็กของรัชกาลที่ ๖ จึงไม ่เพียงมีหน ้าที่รับใช ้ ตามขนบพระราชส�านักในรัชกาลก ่อนๆ แต ่ยังต ้องคอยถวายงานรับใช ้ พระองค์ในที่รโหฐานตลอดเวลา พระองค์ก็ทรงรับเด็กหนุ่มมาเป็นข้าราชการในกรมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพบว่า พ.ศ. ๒๔๖๘ ปีสวรรคตมีข้าราชการสัญญาบัตรกรมมหาดเล็ก มีจ�านวนทั้งหมด ๘๙๐ คน และมีข ้าราชการนอกจากชั้นสัญญาบัตร ๑๑๒ คน ซึ่งมีจ�านวนมากกว ่าข ้าราชการกระทรวงอื่นหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงทหารเรือ๔ ขณะที่กษัตริย์ที่ผ่านมาจะทรงคัดเลือกมหาดเล็กจากเชื้อ พระวงศ์ชั้นหม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง รวมไปถึงลูกหลานขุนนาง ข้าราชการ ผู้ดีมีตระกูลฝึกหัดราชการและใช้สอยในพระราช ส�านักฝ่ายหน้า ทว่าพระราชส�านักรัชกาลที่ ๖ ข้าราชบริพารมหาด เล็กที่ทรงใช้สอย มาจากหลากหลายตระกูล ตั้งแต่ลูกชาวบ้าน สามัญชนไปจนถึงลูกหลานข้าราชการที่รัชกาลที่ ๕ พระราชทาน ตั้งแต ่ยังด�ารงพระอิสริยยศเป ็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ความ หลากหลายของที่มาชาติตระกูลข ้าราชส�านักฝ ่ายในชาย มหาดเล็กใน กรมมหาดเล็กของพระองค ์อธิบายว ่า “...บางคนก็เป็นเจ้าลาวที่เป็น ประเทศราช บางคนก็เป็นเชื้อจีนลูกจีน บางคนก็เป็นลูกเสือต่างจังหวัด ที่ตามเข้ามากับกองลูกเสือ บางคนก็เป็นลูกหลานชาวปักษ์ใต้ บางคน ก็ติดหน้าตามหลังข้าราชการผู้ใหญ่เข้ามา บางคนก็เป็นบุตรหลานของ ข้าราชการที่เป็นคนส�าคัญที่ทรงร�าลึกถึงคุณงามความดีของเขา แต่ส่วน ใหญ่จะคัดมาจากนักเรียนมหาดเล็กหลวงที่สอบไล่ได้มัธยมบริบูรณ์ เพียงปีละสองสามคน...”๕ นอกจากนี้ จากชีวประวัติข ้าราชส�านักฝ ่ายในชายเผยให ้เห็น ว่า ข ้าราชส�านักฝ ่ายในชายที่พระองค ์ชุบเลี้ยงก็เป ็นผู ้น�าเด็กหนุ ่มที่รู ้จัก คุ ้นเคย มีความสัมพันธ ์เป ็นการส ่วนตัวมาถวายให ้เป ็นข ้าราชส�านัก เช่นเดียวกัน เช่น พระอดิศัยสวามิภักดิ์ (สรร สันติเสวี) ที่ตอนเด็กมี แม่เลี้ยงสนิทกับพระนมทัด แม่เจ้าพระยารามราฆพ จึงฝากกับพระนม
22 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ทัดเพื่อให้เจ้าพระยารามราฆพน�าถวายตัว๖ และพระยาคทาธรบดีสีหราช บาลเมือง ที่ทูลขอนายชม สิงหเสนี เพื่อนสนิทจากโรงเรียนราชวิทยาลัย มารับราชการในพระราชวังสราญรมย ์ จนเติบโตในราชการเป ็นพระยา บุรีวรราช๗ บางคนได้เข้ามารับราชการเนื่องจากมีญาติเป็นมหาดเล็กรับ ใช้รัชกาลที่ ๖ อยู่ก่อน เช่น พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) ที่เป ็นน ้องชายคนละแม ่ของพระยาบริหารราชมานพ (เนียน สาคริก)๘ บางคนเป ็นเด็กผู ้ชายที่ทรงได ้มาจากนางใน เช่น บัว ศจิเสวี ขณะที่ อายุ ๖ ปี ที่เป็นเด็กก�าพร้าอยู่วัด ถูกน�ามาเลี้ยงในพระราชส�านักฝ่ายใน ด ้วยความบังเอิญ เพื่ออ ่านหนังสือถวายสมเด็จพระนางเจ ้าอินทรศักดิ ศจี พระวรราชชายา ขณะที่พระนางยังทรงได้รับความโปรดปราน เมื่อ รัชกาลที่ ๖ เสด็จพระราชด�าเนินยังต�าหนัก ทอดพระเนตรเด็กชายบัว จึงมีพระราชด�ารัสให้ไปถวายงานอ่านหนังสือถวายพระองค์ ซึ่งพระองค์ ทรงพระราชทานนามสกุล “ศจิเสวี” ในความหมาย เสวกของสมเด็จ พระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา๙ และเด็กอายุ๑๑ชื่อ “ฉาย” พายเรือขายขนมในจังหวัดนนทบุรีที่สมเด็จฯเจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์ ทรงพบระหว ่างเสด็จประพาสทางชลมารค ว ่ามีผิวพรรณลักษณะดีจึง ทรงน�ามาถวายรัชกาลที่ ๖ และได ้รับพระราชทานนามสกุลว ่า “บุณ โยปัษฎัมภ์”๑๐ ในการคัดเลือกข้าราชส�านัก ทรงพิจารณาจากบุคลิกลักษณะ ตามความพอพระราชหฤทัยส่วนพระองค์มากกว่าชาติตระกูล ซึ่งนอกจากจะเป็นเด็กชายวัยแรกรุ่นนิสัยสุภาพเรียบร้อย เฉลียวฉลาด คล่องแคล่วว่องไว รู้จักวิธีปฏิบัติการงานถวายโดยละเมียดละไม เงียบ ขรึม รักษาความลับ ไม่พูดมากคุยโวโอ้อวด สอดรู้สอดเห็น ขี้ตื่นตลก โปกฮา หยาบคายทะลึ่ง และเจ้าชู้๑๑ ยังต้องรูปร่างสง่างามหรือหน้าตา ผิวพรรณดี พระองค์ทอดพระเนตรแล้วต้องพระราชหฤทัย ก็จะรับสั่ง ให้มาถวายตัวและทรงเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เช่น พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์),๑๒ พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศว รักษ์)๑๓ และ พระยาสุนทรพิพิธ (เชย สุนทรพิพิธ) นายในที่พระองค์ ทรงชุบเลี้ยงตั้งแต่อายุ๑๔ ปี๑๔ ผู้ที่ถูกกล่าวขวัญว่าเป็น“พระยาที่หนุ่ม
ชานันท์ ยอดหงษ์ 23 พระยาสุนทรพิพิธ ผู้ที่ถูกกล่าวขวัญว่า “พระยาที่หนุ่มและหล่อที่สุดในประเทศ ไทย” (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. กรมศิลปากร)
24 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ และหล่อที่สุดในประเทศไทย” ขณะที่การเป็นนางในสามารถถวายตัวกับเจ้าส�านักต่างๆ ได้โดย ไม ่ต ้องถวายตัวกับพระเจ ้าแผ ่นดินเจ ้าของพระราชส�านัก นายในต้อง ถวายตัวกับพระองค์โดยตรง พระราชส�านักของรัชกาลที่ ๖ จึงไม่ได้มี ส�านักชัดเจนเหมือนพระราชส�านักของรัชกาลที่ผ ่านมา เช่น ในรัชกาล ที่ ๕ มี “ส�านักสมเด็จที่บน” ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ, “ส�านักสมเด็จต�าหนัก” ของสมเด็จพระนางเจ้า สว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี, “ส�านักพระนาง” ของสมเด็จพระนาง เจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี แม ้พระองค ์พระราชทานคฤหาสน ์ให ้นายในของพระองค ์เสมือน ต�าหนักแต่ก็ไม่ใช่ส�านัก อ�านาจสังกัดการควบคุมดูแลจึงแบ่งตามบทบาท หน ้าที่ของนายในภายใต ้กรมกองมากกว ่า และเนื่องจากมีมหาดเล็ก เพิ่มจ�านวนมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์จึงทรงจัดระเบียบการบริหารราชการ กรมมหาดเล็กหลายครั้ง ซึ่งใน พ.ศ. ๒๔๕๕ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให ้จัดตั้งสภาผู ้ส�าเร็จราชการมหาดเล็ก หรือที่เรียกว ่า “สภาจางวาง มหาดเล็ก” ประกอบด้วยจางวาง ๓ คน ได้แก่ พระยาประสิทธิ์ศุภ การ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา) และพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์)๑๕ มีกรมบัญชาการกลางมหาดเล็กเป็นส�านักงาน ท�าหน้าที่เกี่ยวกับหนังสือ ในราชการมหาดเล็กทั้งปวงมีกองบัญชีมีหน้าที่เบิกจ่ายในกรมมหาดเล็ก ทั้งหมดและบังคับบัญชาราชการกรมในพระราชส�านักที่ซึ่งหัวหน ้าเป ็น อธิบดีอีก ๕ กรม คือ กรมชาวที่ มีหน ้าที่รักษาพระราชวังทั้งในพระนครและต ่าง จังหวัดรวมทั้งสวนหลวงทั้งหมดแต่เฉพาะในพระบรมมหาราชวังเท่านั้น ส ่วนใหญ ่อยู ่ในอารักขาของกระทรวงวัง กรมชาวที่รักษาเพียงพระที่นั่ง จักรีมหาปราสาท, พระที่นั่งบรมพิมาน และสวนศิวาลัย กรมอัศวราช มีหน้าที่เกี่ยวกับม้า รถม้า รถยนต์ เรือยนต์ เรือ กลไฟ กรมตรวจ มีหน้าที่ตรวจบัญชีและราชการทั่วไป
ชานันท์ ยอดหงษ์ 25 กรมมหรสพ มีหน้าที่ควบคุม ฝึกหัด จัดแสดง โดยแบ่งเป็น กองโขนและละคร กองปี่พาทย์และเครื่องสายไทย กองพัสดุ (ส�าหรับ เครื่องบรรเลง) และกองช่าง ประกอบด้วยช่างเขียน ช่างถ่ายรูป กรมมหาดเล็ก ซึ่งมีหน ้าที่รับใช ้ใกล ้ชิดพระองค ์เสมือนข ้าราช ส�านักฝ่ายในของรัชกาลที่ผ่านมา ดูแลและประกอบเครื่องเสวย ฉลอง พระองค์ ถวายงานนวด จัดและปฏิบัติพระราชพิธีฝ่ายมหาดเล็ก ตาม เสด็จตามที่ต่างๆตลอดจนรับใช้ใกล้ชิดและรักษาพระองค์ในที่รโหฐาน๑๖ แม ้ว ่ามีกองในควบคุมเพียง ๒ กองคือ กองห้องพระบรรทม กับ กองตั้งเครื่อง ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจาก “กองมหาดเล็กรับใช้” เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ แต่เป็นกรมใหญ่และมีความส�าคัญมากที่สุดใน พระราชส�านัก โดยมีพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ ณ อยุธยา) คนสนิทของพระองค์เป็นอธิบดีกรมมหาดเล็ก จนกระทั่งวันที่๑๕มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ยุบสภาผู้ส�าเร็จราชการมหาดเล็ก ที่ต้องมีผู้บัญชาการมหาดเล็กหรือ จางวาง ๓ คน ให ้มีผู ้ส�าเร็จราชการมหาดเล็กแต ่เพียงคนเดียว และ แต่งตั้งต�าแหน่งให้คนสนิทของพระองค์คือเจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) เป็นผู้ส�าเร็จราชการกรมมหาดเล็กแทน ซึ่ง ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิ์ศุภการอยู่ เพื่อผูกขาดหน้าที่รับผิดชอบ บังคับบัญชาการกรมมหาดเล็กทั้งหมด๑๗ ทั้งเจ้าพระยารามราฆพและ พระยาอนิรุทธเทวา จึงกลายเป็นสองพี่น้องผู้มีอ�านาจมากที่สุด ตลอดรัชกาล และในบั้นปลายรัชกาลเมื่อพระองค ์ทรงเริ่มมีนางใน เจ ้าพระยารามราฆพก็ท�าหน ้าที่เป ็นผู ้คัดสรรนางใน และพระยาอนิรุทธ เทวาเป็นที่ปรึกษาให้ค�าแนะน�าเกี่ยวกับธรรมเนียมของนางใน ถ้าเทียบกับพระราชส�านักฝ่ายในที่ผ่านมา เจ้าพระยารามราฆพ เสมือน “สมเด็จอธิบดีฝ่ายใน” ขณะที่พระยาอนิรุทธเทวาเสมือน “ท้าววรจันทร์” เพราะเป็น ๒ ต�าแหน ่งที่ได ้รับความไว ้วางพระราช หฤทัยจากกษัตริย ์ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งท ้าววรจันทร ์ที่ใกล ้ชิดสนิทกับ ฝ่ายในมากกว่า และท�าหน้าที่กล่าวตักเตือนนางใน บังคับบัญชาในการ บริหารราชการฝ่ายใน๑๘
26 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ส�าหรับบรรดานายในที่อยู ่ภายใต ้การบังคับบัญชา พระองค ์ก็ ทรงยกย่องอย่างสูงส่งและเป็นทางการ ไม่เพียงพระราชทานราชทินนาม มหาดเล็กเพิ่มเติมจากของเก ่าไว ้อย ่างไพเราะคล ้องจองและจัดระเบียบ ยศชั้นบรรดาศักดิ์มหาดเล็กเทียบเท ่ากับข ้าราชการทหารและพลเรือน แต่ยังพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้อย่างง่ายดาย๑๙ นายในของพระองค์มักได้รับการเลื่อนยศต�าแหน่ง บรรดาศักดิ์ อย ่างรวดเร็วจากพระองค ์โดยตรงบ ่อยครั้งและสม�่าเสมอตั้งแต ่อายุ ยังน้อย นายในบางคนได้รับพระราชทานสัญญาบัตร ๓ ครั้งต่อ ๑ ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายกับเจ้าพระยารามราฆพ (ซ้าย) และพระยาอนิรุทธเทวา (ขวา) ในงานฤดูหนาวราว พ.ศ. ๒๔๖๖ (ภาพจาก ที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๕๑๐)
ชานันท์ ยอดหงษ์ 27 ขณะที่ข้าราชการนอกพระราชส�านักฝ่ายใน พระองค์ไม่ได้รับพระราชทาน สัญญาบัตร มีแต่ประกาศพระราชกิจจาเท่านั้น๒๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาดเล็กในกองห้องพระบรรทม กับกอง ตั้งเครื่อง ที่เป ็นกรมใกล ้ชิดกับพระองค ์ตลอดทั้งวันทั้งคืน พระองค์ ทรงกันท�าเนียบบรรดาศักดิ์มหาดเล็กที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ผ่าน มา ไว้ส�าหรับมหาดเล็ก ๒ กองนี้เท่านั้น แม ้ว ่าพระองค ์จะมี พระบรมราโชวาทถึงเจ้ากระทรวงต่างๆ ว่าควรพิจารณาคัดเลือกบุคคล เข ้ารับพระราชทานบรรดาศักดิ์อย ่างรอบคอบ ซึ่งควรเป ็นผู ้มีคุณวุฒิ สมควร ไม ่ควรคัดเลือกผู ้มีอายุระหว ่าง ๑๘-๒๐ ป ี เพราะยังไม ่เป ็น ผู้ที่ท�าการงานเป็นประโยชน์นอกเสียจากเป็นอัจฉริยบุคคลซึ่งต้องกราบ บังคมทูลและแสดงคุณวุฒิพิเศษนั้นให้พระองค์ทรงทราบ๒๑ ไม่เพียงพระองค์จะโปรดให้ชายหนุ่มจ�านวนมากท�าหน้าที่เสมือน นางในแล้ว เด็กผู ้ชายยังเป ็นอีกกลุ ่มที่พระองค ์โปรดอุปการะชุบเลี้ยง และใช้สอยโดยโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งต�าแหน่ง “นักเรียนมหาดเล็กรับใช้” หรือที่เรียกกันว่า “นักเรียนรับใช้” เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๘ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ชั้น คือ ชั้นใหญ่ อายุไม่เกิน ๑๘ ปี และชั้นเล็ก อายุ ไม่เกิน ๑๕ ปีเต็ม เทียบยศเท่ากับมหาดเล็กส�ารอง เท่ากับว่าที่นายร้อย ตรีส�าหรับชั้นใหญ ่ และเท ่าชั้นพันจ ่าเด็กชา เท ่ากับจ ่านายสิบส�าหรับ ชั้นเล็ก๒๒ นอกจากจะได้รับเงินเดือนแล้ว ยังได้รับการอุปถัมภ์ค่าเล่าเรียน ด ้วยทุนส ่วนพระองค ์และโปรดเกล ้าฯ ให ้รับราชการในกรมมหาดเล็ก และทรงชุบเลี้ยงให ้มีต�าแหน ่งหน ้าที่จนเจริญเติบโตอย ่างมาก ซึ่งการ แต ่งตั้งนักเรียนมหาดเล็กรับใช ้ก็ท�าให ้พระองค ์ได ้ใกล ้ชิดและใช ้สอย นายในได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะต้องเสด็จพระราชด�าเนินเข้าไปทางฝ่ายใน ในพระบรมมหาราชวัง ที่บรรดามหาดเล็กและสมุหราชองครักษ ์ไม ่ สามารถเข้าไปได้
28 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ บทบาทหน้าที่ของนายใน ขณะที่มหาดเล็กของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อน นอกจากจะรับใช้ส่วนพระองค์ในเวลาที่เสด็จออกราชการยัง พระราชส�านักฝ่ายหน้า หรือ “เสด็จออกขุนนาง” เพื่อเรียนรู้หลัก ราชการ ยังต้องเป็นข้าหลวงตรวจราชการตามที่ต่างๆ เช่น งาน ก่อสร้างซ่อมแซม เดินสวนเดินนา ควบคุมการผูกปี้ข้อมือ จีน ทั้งนี้เพื่อเตรียมให้มีความรู้ความสามารถก่อนด�ารงต�าแหน่ง หน้าที่ราชการบ้านเมือง๒๓ แต่ดูเหมือนว่ามหาดเล็กของรัชกาล ที่ ๖ จะมีหน้าที่หลักคือติดตามและปรนนิบัติรับใช้ส่วนพระองค์ อย่างใกล้ชิดมากกว่าที่จะออกไปบริหารราชการในระดับภาครัฐ นายในจะต ้องถวายงานรับใช ้พระองค ์ตั้งแต ่ทรงตื่นพระบรรทม ในเวลาประมาณ ๑๐-๒๐ นาที ก่อน ๑๓ นาฬิกา ที่มหาดเล็กห ้อง พระบรรทมที่เป ็นเวรชั้นผู ้ใหญ ่จะนวดที่พระชงฆ ์และพระบาทแรงขึ้น เรื่อยๆ เพื่อปลุกให ้ตื่นบรรทม หลังจากนั้นมหาดเล็กห ้องพระบรรทม จะน�าอ ่างน�้าไปถวายเพื่อสรงพระพักตร ์และทรงพระส�าอางที่โต ๊ะทรง พระส�าอาง และแต่งพระองค์ด้วยพระภูษาแพรจีน ผ้าคาดบั้นพระองค์ และฉลองพระองค์ชั้นในด้วยผ้ามัสลินสีขาวซึ่งพระองค์จะประทับที่โต๊ะ ทรงพระอักษรเพื่อทรงอักษร กระทั่งเวลาก่อน ๑๕ นาฬิกา มหาดเล็ก ห ้องพระบรรทมจะเชิญถ ้วยค็อกเทลถวาย เพื่อให ้พระองค ์ทรงจิบ ค็อกเทลระหว่างทรงพระอักษร ซึ่งชาวคลังวรภาชน์จะลั่นฆ้องสัญญาณ บอกว่าเป็นฆ้อง ๑ เมื่อเสร็จงานทรงพระอักษรตามพระราชอัธยาศัย พระองค ์จะเสวยค็อกเทลให ้หมดถ ้วย และมหาดเล็กห ้องพระบรรทม จะคลานเข้าไปถอนถ้วย ส่งให้ชาวคลังวรภาชน์ ซึ่งจะลั่นฆ้อง ๒ จาก นั้นพระองค ์เสด็จเข ้าห ้องเสวยกลางวันซึ่งเป ็นหน ้าที่ของมหาดเล็กกอง ตั้งเครื่องรับผิดชอบ๒๔ ในมื้อกลางวัน มหาดเล็กกองตั้งเครื่องจะต ้องจัดเครื่องเสวย แบบไทย เพราะการเสวยกลางวันของพระองค ์เป ็นพระกระยาหารไทย และทรงแสดงพฤติกรรม“แบบไทย”ประทับกับพื้นเสวยด้วยพระหัตถ์
ชานันท์ ยอดหงษ์ 29 บรรดานายในจึงหมอบรับใช้เป็น ๒ แถว ซึ่งไล่ล�าดับตามความอาวุโส โดยนายในที่อาวุโสสุดอยู ่ใกล ้พระองค ์ที่สุด เพื่อท�าหน ้าที่ล ้างพระหัตถ ์ ถวายผ ้าเช็ดพระหัตถ ์ ขณะที่ในเวลากลางคืนพระองค ์จึงเสวยแบบ ตะวันตกบนโต๊ะ๒๕ ซึ่งนายในที่มักร่วมเสวยเป็นประจ�าคือ ม.จ. ชัชวลิต เกษมสันต ์ เจ้าพระยารามราฆพ พระยาอนิรุทธเทวา และพระยา อุดมราชภักดี๒๖ เมื่อเสด็จออกจากห้องเสวยกลางวันเพื่อทรงกิจกรรมต่างๆบรรดา นายในก็จะต้องร่วมด้วย เช่น ทอดพระเนตรกีฬากลางแจ้งอย่างเทนนิส ราวเดอร์ (rounder) คริคเก็ตหรือแบดมินตันที่บรรดามหาดเล็กเล ่น ถวาย หรือทรงกีฬาเองร ่วมกับนายใน แม ้พระองค ์โปรดกีฬา แต่พระ องค์มีผู้ออกแรงแทนเสมอ เช่น ราวเดอร์ เมื่อตีลูกได้ต้องวิ่งรอบหลัก นายในจะมีหน้าที่วิ่งแทนพระองค์๒๗ จนกระทั่งประมาณ ๑๙ นาฬิกา พระองค ์จะเสด็จสรงน�้าและ ลงพระบังคนหนัก ซึ่งเป ็นหน ้าที่ของมหาดเล็กกรมราชเลขานุการคอย จัดเตรียมหนังสือข�าขันถวาย๒๘ ในการแต่งพระองค์เข้าห้องสรง พระองค์จะทรงถอดฉลอง พระองค์เดิมแล้วทรงผ้าชุบสรงสีแดงและทุกครั้งที่พระองค์สรงน�้าเสร็จ มหาดเล็กห ้องบรรทมมีหน ้าที่เตรียมผ ้าสรงน�้าและน�าผ ้าขนหนูผืนใหญ ่ มากางเพื่อเช็ดพระองค์๒๙ จากนั้นจึงจัดถวายพระสุคนธ์น�้าอบไทยลูบไล้ไปตามพระวรกาย ซึ่งจะมีมหาดเล็กนายในอีกกลุ ่มคอยถวายอยู ่งานพัดจนแห ้ง๓๐ แล้ว จึงถวายแป ้งกระป ๋องโรยไปตามช ่องนิ้วพระบาทและลูบไล ้ให ้ลื่นสบาย ก่อนจะถวายฉลองพระองค์ชั้นในผ้ามิสลินและพระภูษาแพรจีน จากนั้นพระองค ์จะกลับเข ้าที่ประทับทรงพระอักษรต ่อ จนถึง ๒๑นาฬิกานายในมหาดเล็กห้องบรรทมจะน�าค็อกเทลขึ้นทอดที่โต๊ะทรง พระอักษรและมีสัญญาณฆ้อง ๑ เมื่อค็อกเทลหมดและมีสัญญาณฆ้อง ๒ พระองค์จึงเสด็จไปประทับที่โต๊ะเสวยจนกระทั่งถึง ๒๓ นาฬิกา๓๑ ช่วงเสวยเป็นหน้าที่ของมหาดเล็กนายในที่ตัวเล็กนั่งถวายอยู่งาน นวดใต้โต๊ะเสวย เรียกกันว่า “เข้าใต้โต๊ะ”๓๒ ซึ่งผู้ที่เป็นเวรจะต้องเข้าไป
30 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ นั่งขัดสมาธิประจ�าที่ก ่อนพระองค ์ประทับ เพื่อถอดฉลองพระบาทแตะ และเชิญพระบาทมาบนตักท�าหน้าที่ไล่ยุงซึ่งพระองค์จะมักทรงสนับเพลา จีนฉลองพระองค์ชั้นใน และนายในจะ “กดตั้งแต่ปัฏฆาตนอก (กล้าม เนื้อบริเวณสะโพกแก้มก้นและขาด้านนอก) แล้วเข้าปัฏฆาตใน (กล้าม เนื้อบริเวณขาด้านในและขาหนีบ) พันล�าลงมาถึงข้อพระบาท (ข้อเท้า) เปิดลมที่หน้าพระเพลา (ตัก) ไล่ลงมาตามเส้นปิงคลาน้าวหน้า (กล้าม เนื้อต้นขาถึงเข่า) พระชงฆ์ (แข้ง) ตอนต้นลงมาคลึงที่ข้อพระเข่า (หัวเข่า) ไล่ลงมาที่ร้อยหวาย คลึงลงไปถึงพระบาท (เท้า)” ๓๓ และเมื่อพระองค์ เสวยเสร็จใหม่ๆ มักทรงอึดอัด เพราะพระอันตะ (ล�าไส้ใหญ่) ไหลไป กองในปากช่องพระนาภีที่เป็นรอยแผลผ่าตัดและมีช่องอ้าอยู่เป็นโพรง๓๔ พระองค ์จะเอนทอดลงบนพระเก ้าอี้และเหยียดพระบาทพาดไหล ่ทั้ง สองของนายในที่จะต้องใช้มือซ้ายค่อยๆซอกลงไประหว่างต้นพระเพลา กับพระนาภี เพื่อค ่อยๆ กดและช ้อนพระอันตะที่ปลิ้นออกมาให ้กลับ เข้าที่๓๕ พระองค์ทรงโปรดการนวดอย่างมากซึ่งนายในที่มีหน้าที่ถวายงาน นวดใต้โต๊ะเสวยต้องถวายงานนวดเป็นชั่วโมง จนเสวยเสร็จหรือบางคืน จนถึง ๓ นาฬ ิกาของวันถัดไป๓๖ ซึ่งถ ้าเป ็นเด็กผู ้ชายยังไม ่มีแรงนวด เช่น บัว ศจิเสวี ที่อายุ ๗ ปี จะถวายงานทุบพระเพลาและพระบาท ระหว่างพระบรรทมแทน๓๗ ส�าหรับนายในบางคนที่มีวาทศิลป ์ จะมี บทบาทหน ้าที่อ ่านหนังสือถวายในเวลาเสวยและบางครั้งในที่รโหฐาน อย่างจมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันทน์)๓๘ นายในกลุ ่มนี้จึงมีโอกาสได ้เห็นอย ่างใกล ้ชิดและสัมผัสพระ วรกายแทบทุกส ่วน ต ่างจากพระชนกนาถของพระองค ์ที่ทรงให ้นางใน ถวายงานนวด ซึ่งมหาดเล็กผู ้ชายจะถวายงานนวดได ้ก็เฉพาะเสด็จ ประทับทางห ้องหน ้าในคราวแปรพระราชฐาน เสด็จพระราชด�าเนินไป ในที่ต่างๆ เท่านั้น ในยามวิกาล หลังเสด็จออกจากห ้องเสวย พระองค์จะทรง ส�าราญพระอิริยาบถกับบรรดามหาดเล็กนายในเป็นจ�านวนมาก ซึ่งเป็น พระราชนิยมตั้งแต ่ยังไม ่ได ้เป ็นกษัตริย ์ กล ่าวกันว ่าในบางคืนพระองค ์ ทรงแวดล ้อมไปด ้วยชายหนุ ่มถึงเกือบ ๗๐ คน๓๙ ซึ่งทั้งพระยาบ�ารุง
ชานันท์ ยอดหงษ์ 31 ราชบริพาร พระยาสุนทรพิพิธ และจมื่นอมรดรุณารักษ์นายในที่เคยร่วม กิจกรรม กล ่าวว ่าทุกคืนนายในจะร ่วมเล ่นกิจกรรมต ่างๆ กับพระองค ์ เช่น ไพ่บริดจ์ ซ้อมโขน ซ้อมละคร เล่นดัมคลัมโบ จูงนางเข้าห้อง เล่น ลิเก ทายปริศนา เล ่าเรื่องผี และบางคืนถ ้าไม ่ร ่วมชมภาพยนตร ์ญี่ปุ ่น ที่โรงวังพระองค ์ปรีดาหรือตลาดป ีระกาหรือตลกหลวง ก็จะตามเสด็จ ไปชมละครที่มีผู้ทูลเชิญให้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร ซึ่งกิจกรรมตลอด ทั้งคืนด�าเนินเป ็นไปอย ่างเพลิดเพลินสนุกสนานจนถึงเวลา ๓ นาฬิกา จึงเป็นเวลาเสวยเครื่องว่างซึ่งบรรดานายในที่เข้าเฝ้าร่วมพระส�าราญต้อง ผลัดเปลี่ยนเวียนเวรกันถวายจนถึง ๕ นาฬิกาบางวันก็ฟ้าสางใกล้สว่าง จึงเสด็จบรรทม๔๐ ดังนั้นในหนึ่งวันนายในจะต้องรับใช้พระองค์ตลอด ๒๔ ชั่วโมง และจึงออกเวรเพื่อพักผ่อนอีก ๒๔ ชั่วโมงแล้วกลับมาเข้าเวรอีกยกเว้น นายในคนโปรดที่จะต้องรับใช้พระองค์อยู่ตลอดเวลา๔๑ ในพระราชส�านักฝ ่ายในชายของรัชกาลที่ ๖ มีมหาดเล็กกอง ตั้งเครื่องจ�านวนมาก ขณะที่กองห ้องพระบรรทมเป ็นกองเล็กมีจ�านวน ไม่เกิน ๑๐ คน เนื่องจากมหาดเล็กกองตั้งเครื่องไม่เพียงถวายงานช่วง เสวย แต่ยังมีหน้าที่ปฏิบัติจัดเตรียมส�าหรับงานพระราชพิธีต่างๆ รวม ทั้งในเวลาที่พระองค ์เสด็จประพาสนอกพระราชฐานเพื่อทอดพระเนตร พระนคร ไม ่ว ่าเสด็จฯ โดยขบวนรถยนต ์หรือประพาสทางชลมารค มหาดเล็กตั้งเครื่องจะมีหน ้าที่ปรนนิบัติรับใช ้และอารักขา ทว่าพระราช ส�านักฝ่ายในชายของพระองค์ไม่ได้จ�ากัดตายตัวว่ามหาดเล็กบรรดาศักดิ์ ใดอยู่กองใด เพราะทรงใช้งานร่วมกันทั้ง ๒ กองตลอดรัชกาล๔๒ ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นนายในที่พระองค์โปรดปรานไว้วางพระราชหฤทัย นายใน ทั้ง ๒ กองจึงเหมือนนางในที่ทรงโปรดในรัชกาลที่ผ่านมา ขณะที่ นายในที่ไม่ได้โปรดเป็นพิเศษ เหมือนกับนางในชั้นเชื้อพระวงศ์ ชั้นล่าง เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม พนักงานปฏิบัติงาน แต ่ในกรณีที่ประทับที่ชายทะเล บรรดามหาดเล็กราชองครักษ ์ จะมีหน ้าที่ตามเสด็จเพื่อถวายการอารักขาพระองค ์ขณะที่สรงน�้าทะเล ซึ่งมักเป ็นยามบ ่าย ด ้วยการลงทะเลเป ็นกลุ ่มใหญ ่ไม ่ต�่ากว่า ๓๐-๔๐
32 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ คน สวมกางเกงขาสั้นสีเทา สีน�้าตาล สีด�า เสื้อสีขาว ตีวงล้อมหันหน้า เข ้าหาพระองค ์หันหลังออกนอกทะเล เพื่อให ้ฉลามหรือแมงกะพรุนไฟ ถึงบรรดามหาดเล็กก ่อนพระองค ์ รวมทั้งร ่วมก ่อปราสาททรายกับพระ องค ์ในกรณีที่น�้าทะเลลดจนสุดหาดจนเป ็นพื้นทะเลเลนที่พระองค ์ ทรงรังเกียจ๔๓ และในช ่วงที่พระองค ์โปรดหมามากๆ เช่น ย่าเหล มหาดเล็กที่รักษาเครื่องแต ่งกายมีหน ้าที่เพิ่มคือ ดูแล อาบน�้าฟอกสบู ่ ใส ่แป ้งฝุ ่นหอม และเชิญมานอนหมอบเข ้าเฝ ้าที่แทบพระบาท ทุกๆ เวลาตื่นพระบรรทม และตามเสด็จอย ่างใกล ้ชิดทุกครั้งที่เสด็จพระ ราชด�าเนินในเขตพระราชวัง๔๔ ทว ่าไม ่ได ้หมายความว ่านายในทุกคน มีบทบาทหน้าที่ เช่น ม.จ. ชัชวลิต เกษมสันต์ ที่ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่ใน ช่วงต้นรัชกาลเพียงแต่รับเงินเดือนเท่านั้น๔๕ ส�าหรับ “นักเรียนมหาดเล็กรับใช้” นายในกลุ่มนี้มีหน้าที่เหมือน มหาดเล็กห ้องพระบรรทมและตั้งเครื่อง รับใช ้พระองค ์ตั้งแต ่ตื่นพระ บรรทมจนเสด็จเข ้าพระบรรทม เวลาเสวยพระกระยาหารเช้าและ เครื่องว ่างตอนเย็น ยกเว ้นพระกระยาหารกลางวันและค�่าที่เป ็นหน ้าที่ ของมหาดเล็กตั้งเครื่อง โดยแบ่งเป็น ๒ เวร ทุก ๑๕ นาฬิกาของ แต ่ละวัน หน ้าที่หลักของนักเรียนมหาดเล็กรับใช ้จึงมีทั้งร ่วมเล ่น กีฬากับพระองค ์และท�าหน ้าที่คอยติดต ่อกับคลังวรภาชน ์ในเรื่องถวาย ค็อกเทล และตีฆ ้องถวายเครื่องดื่มขณะทรงพระอักษร ถวายพระ สุธารสชาจีนตอนกลางวันและวิสกี้โซดาเวลากลางคืน ตามผู้ที่พระองค์ รับสั่งให ้เข ้าเฝ ้า ถวายอยู ่งานพัดและคอยลูบพระบาทไล ่ยุงใต ้โต ๊ะ พระอักษร๔๖ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งเวลาที่พระองค ์เสด็จพระราชด�าเนินเข ้าไป ทางฝ ่ายในในพระบรมมหาราชวังที่บรรดามหาดเล็กและสมุหราชองค รักษ์เข้าไปไม่ได้นักเรียนมหาดเล็กรับใช้จะรับเครื่องต่างๆจากมหาดเล็ก นายในผู ้ใหญ ่อย ่างหีบพระโอสถ ตามเสด็จเข ้าไปแทน๔๗ เช่น การ เสด็จพระราชด�าเนินไปเพื่อพระราชทานเงินเลี้ยงชีพประจ�าปีแก่เจ้านาย ฝ ่ายในและเจ ้าจอมในรัชกาลที่ ๕ ๔๘ พระราชพิธีถือน�้าพระพิพัฒน ์ สัตยาหรือพระราชทานน�้าสังข ์ประจ�าป ี ซึ่งจะมีนักเรียนมหาดเล็กรับใช ้
ชานันท์ ยอดหงษ์ 33 ยืนอยู่เบื้องหลังพระราชอาสน์ คราวละ ๔ คน๔๙ อย ่างไรก็ตาม นักเรียนมหาดเล็กรับใช ้ไม ่ได ้มีหน ้าที่อะไรเป ็น ล�่าเป ็นสันในทางปฏิบัติ๕๐ เพียงแต ่ท�างานเสมือนผู ้ช ่วยมหาดเล็ก ห้องพระบรรทม เข ้าเวรออกเวรพร ้อมกัน๕๑ มีแต ่บางคนที่พระองค ์ โปรดปรานเท่านั้นที่จะรับใช้เฉพาะเรื่องตามพระกระแสรับสั่ง เช่น ม.ล. ปิ่น มาลากุล ที่มีหน้าที่ท�าบัญชีพระราชนิพนธ์ แยกประเภท โขน ละครพูด ละครร้อง ละครร�า ส�าหรับทรงเรียกให ้มาแก ้ไข บทภายหลังและโปรดให ้แก ้ค�าที่พระองค ์สะกดผิด และบางเรื่องที่ทรง พระราชนิพนธ์เสร็จ พระองค์มักทรงอวดให้นายในในที่ประชุมรับรู้ ซึ่ง ม.ล. ปิ่น มาลากุล จะท�าหน้าที่อ่านถวาย และดูเหมือนว่าพระองค์โปรด ปรานและไว้พระราชหฤทัยม.ล.ปิ่นมาลากุลอย่างมากไม่เพียงทรงใช้ ให ้ก�ากับละครแทนพระองค ์ในบางวัน ยังทรงใช ้ให ้ท�าบัญชีการเงิน ในงานประกวดภาพ ที่จะต้องถือเงินจ�านวน ๗๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่ มีอายุประมาณ ๑๕ปี๕๒ และเมื่ออายุเกินเกณฑ์นักเรียนมหาดเล็กรับใช้ พระองค์ก็ยังทรงใช้สอย ม.ล. ปิ่น มาลากุล ต่อ เช่นเดียวกับนักเรียน มหาดเล็กรับใช้บางคนที่ทรงโปรดปราน นายจ่ายวด (ปาณี ไกรฤกษ์) ที่ท�าหน ้าที่เลขานุการส�าหรับพระองค ์ และมหาดเล็กห ้องที่พระบรรทม ซึ่งได้รับเงินเดือน ๒๔๐ บาท๕๓ เป็นที่น่าสังเกตว่า นายในยังคงมีหน้าที่เหมือนนางในตามปรกติ แม ้ว ่าพระองค ์จะเริ่มมีนางในแล ้วก็ตาม เพราะนางในก็เป ็นกลุ ่มเป ็น ผู ้รับใช ้พระคู ่หมั้นมเหสีเทวีเท ่านั้น เพียงแต ่บทบาทหน ้าที่มหาดเล็ก เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เช่น ในช่วงที่พระองค์เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ไปประทับที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระองค์จะเสวยพระกระยาหาร กลางวันกับเจ ้าจอมสุวัทนาที่พระที่นั่งพิศาลสาคร ซึ่งผู ้ที่เชิญเครื่อง เสวยใส ่พระสุพรรณภาชน ์มาถวาย คือพนักงานฝ ่ายในแทน แต ่หลัง จากนั้นในตอนบ ่าย พระองค ์โปรดทรงกีฬาประเภทแบดมินตันหรือ คริคเก็ตกับบรรดานายในหนุ่มๆ ตามเดิม จนเมื่อ ๒๑ นาฬิกา เจ้าจอม สุวัทนาจะมาร่วมโต๊ะเสวยที่หอเสวยในหมู่พระที่นั่งสมุทรพิมานทุกคืน๕๔
34 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ วิถีชีวิตของนายใน ตั้งแต่เสด็จนิวัติสยาม พระองค์ก็ทรงรับเฉพาะเด็กหนุ่มมา ใช้สอยอย่างใกล้ชิด บรรดาข้าราชการทหารพลเรือนจึงน�าบุตร หลานเข้าเฝ้าถวายดอกไม้ธูปเทียนเป็นมหาดเล็กข้าหลวงจ�านวน มาก๕๕ การถวายตัวเพื่อปรนนิบัติรับใช ้เจ ้านายในพระราชฐานชั้นใน จึงเปลี่ยนไปจากผู้หญิงเป็นผู้ชายถวายตัว ซึ่งเพิ่มจ�านวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเรียกกันติดปากจากผู้คนทั่วไปว่า“มหาดเล็กสมเด็จพระบรม”๕๖ โดยมีพระยาสุรินทร์ราชา (นกยูง วิเศษกุล) คอยดูแลขณะนั้น มีผู้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กรุ่นเด็กประมาณ ๔๐คนและข้าราชการ ประจ�าพระองค ์เป ็นเจ ้าหน ้าที่ของทางราชการ และชั้นผู ้ใหญ ่ประจ�า พระราชวังอีก ๓๐ คน รวมเป็น ๗๐ คนกว่า๕๗ ก่อนเสด็จขึ้นครอง ราชย์ เงินเดือนส�าหรับนายในได ้รับพระราชทานจ�านวนน ้อยที่สุดอยู ่ที่ คนละ ๕-๑๐ บาท ตามอายุ ส�าหรับลูกหลานข ้าราชการที่มาถวายตัว ซึ่งมักยังเป็นเด็กผู้ชาย๕๘ และเมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว นาย ในที่อายุยังน ้อย หรือเป ็นนักเรียนมหาดเล็กรับใช ้ ได ้รับพระราชทาน เงินเดือน ๓๐ บาท ส�าหรับชั้นใหญ่ และ ๒๐ บาท ส�าหรับชั้นเล็ก และ จะได้รับพระราชทานเงินเพิ่มเป็นพิเศษทุกวันในระหว่างงานฤดูหนาว๕๙ พระองค์ทรงเมตตาและให้ความเอ็นดูเด็กผู้ชายอย่างมาก เวลา พระองค ์เสด็จเข ้าที่พระบรรทมก็จะให ้บรรดานายในเด็กน ้อยนอนอยู ่ หน้าห้องพระบรรทม๖๐ ทั้งนี้ทรงอ้างว่าเผื่อมีใครร้องไห้คิดถึงบ้าน พระ องค์จะได้เสด็จออกมาปลอบด้วยพระองค์เอง๖๑ ซึ่ง บัว ศจิเสวี นายใน ที่พระองค์ทรงอุปการะตั้งแต่ยังเด็ก ได้บันทึกว่า ขณะที่อายุ ๖-๗ ขวบ ต้องถวายงานในห้องทรงพระอักษรที่มีหนังเสือปูเป็นพรม เมื่อพระองค์ ทรงรู้ว่าเด็กชายบัวกลัวเสือจึงทรงอุ้มเข้าไปใกล้หัวเสือเพื่อแหย่เล่น๖๒ ไม ่เพียงแต ่พระราชทานต�าแหน ่งให ้กับนักเรียนมหาดเล็กรับใช ้ ทุกคน เมื่อโตขึ้นพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ศึกษาต่อยังต่างประเทศด้วย ทุนส ่วนพระองค ์ บางคนได ้รับราชการในกรมมหาดเล็ก เช่น ปาณี ไกรฤกษ์ ได ้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป ็นนายจ ่ายวด ซึ่งเทียบ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 35 เท่ายศนายพันตรีตั้งแต่อายุเพียง ๒๑ ปี ซึ่ง ม.ล. ปิ่น มาลากุล กล่าว ว่า เหตุการณ ์จักรยานยนต ์นักเรียนมหาดเล็กรับใช ้ชนกับรถบรรทุก หลวง “แดงพญา” เป็นเหตุให้นายจ่ายวด (ปาณี ไกรฤกษ์) กะโหลก ศีรษะแตกตาย และ ม.ร.ว. เฉลิมลาภ นักเรียนมหาดเล็กรับใช ้ อีกคนที่ซ ้อนท ้ายกระดูกไหปลาร ้าหัก สร้างความเศร้าสลดพระราช หฤทัยต่อพระองค์อย่างมากจนมีพระราชด�ารัสจะทรงขอซื้อจักรยานยนต์ ของนายในทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแบบนี้อีก๖๓ ส�าหรับนายในรุ่นหนุ่มต่างได้รับความเป็นกันเองความสนิทสนม กับกษัตริย์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะยามค�่าคืน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่สุดส�าหรับการสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมกับพระองค์ เพราะเป็นช่วงที่ ได้ร่วมเล่นสนุกและกิจกรรมที่พระองค์โปรดเช่นไพ่บริดจ์ทายปริศนา เล่าเรื่องผี ชมละครและภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่ท�าให้พระองค์ โปรดปรานและจดจ�านายในได ้ผ ่านกิจกรรมที่โปรดจัดขึ้นเพื่อทอด พระเนตร ซึ่งมักเป็นกิจกรรมที่เล่นเป็นคู่ โดยโปรดให้นายในคนโปรด ของพระองค์จับคู่กันซึ่งในการแสดงละครพูดแทบทุกเรื่อง พระองค์ทรง จัดให้พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมืองเล่นเป็นตัวพระ คู่กับเจ้าพระยา รามราฆพที่เล่นเป็นตัวนาง ส่วนกีฬาที่แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย เช่น คริคเก็ต ราวเดอร์ ขี่ม้าไล่กระต่ายทั้งคู่ยังถูกจัดให้เป็นหัวหน้าทีมแต่ละฝ่ายเช่น เดียวกับการซ้อมรบเสือป่าที่ทั้งคู่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพคนละฝ่าย๖๔ เช่นเดียวกับวิถีชีวิตนางในที่ไม่มีความจ�าเป็นต้องใช้จ่ายด้วยเงิน ของตนเองเพราะ “กินของหลวง” ได้ที่อาหารการกินสามารถเบิกได้จาก ห ้องเครื่องกลางของหลวง หากเป ็นเรื่องก ่อสร ้างท�านุบ�ารุงที่อยู ่อาศัย ก็ขึ้นอยู ่กับกษัตริย ์จะโปรดเกล ้าฯ พระราชทาน๖๕ วิถีชีวิตของนายใน ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัชกาลที่ ๖ เต็มไปด้วยความสุขส�าราญ สะดวก สบายกาย นอกจากจะมีอาหารบริการทุกมื้อ ยังมีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย พระราชทานให้ทุกคน๖๖คนใดได้รับพระราชทานเครื่องยศเครื่องเสือป่า จะถูกวัดตัวจากทางห้างสรรพสินค้าผู้ตัดเครื่องแบบ เช่น ห้างแบดแมน ห้างยอนแซมสัน แอนด์ซัน ห้างไวท์ อะเวย์ เล็ตลอ และ สุนทรภัณฑ์ วิกิยะสถาน และทางห้างจะน�าเครื่องแบบใส่หีบส่งมา๖๗
36 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ร.ท. แม้น สังขวิจิตร ผู้บังคับกองร้อยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
ชานันท์ ยอดหงษ์ 37 นอกจากได ้รับการเลี้ยงดูเป ็นอย ่างดี นายในยังรู ้กันดีว ่าไม ่ว ่า ขอพระราชทานสิ่งใด พระองค ์จะทรงพระราชทานเสมอไม ่ขัด ซึ่งครั้ง หนึ่งพระยาอดิศัยสวามิภักดิ์ (สรร สันติเสวี) ได ้สั่งตัดเครื่องแต ่งตัว ๔ ชุดจากร้านยอนแซมสัน ซึ่งส่งบิลมาในราคาประมาณ ๒,๐๐๐ บาท เมื่อน�าไปถวายมีหนังสือปะหน้า พระองค์ก็ทรงจ่ายค่าตัดเครื่องแต่งตัว ด ้วยเงินพระคลังข ้างที่โดยไม ่ทรงบ ่นด ่า๖๘ หรือเมื่อทรงทราบป ัญหา ของนายใน พระองค์จะทรงแก้ไขปัญหาให้ทันที เช่น ร.ท. แม้น สังข วิจิตรผู้บังคับกองร้อยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เมื่อเข้าเฝ้ารัชกาล ที่ ๖ พระองค์มักจะมีพระราชด�ารัสซักถามถึงการเป็นอยู่และพระราชทาน การช�าระหนี้สินค ่าสุราอาหารและเสื้อผ ้าจนหมด ไม่ตกค้างแม้แต่อย่าง เดียว๖๙ โดยเฉพาะอย ่างยิ่งนายในสังกัดกองห ้องที่พระบรรทมและกอง ตั้งเครื่อง เพราะไม่เพียงเป็นกองส�าหรับนายในที่ทรงโปรดปรานแต่การ รับใช ้ถวายงานพระองค ์เฉพาะสองต ่อสองซึ่งเป ็นช ่วงเวลาที่พระองค ์ได ้ ทรงท�าความรู้จักนายในรายบุคคล ท�าให้เกิดความเห็นอกเห็นใจนายใน เป็นพิเศษ ไม่ว่าทูลขอสิ่งใดมักจะสมปรารถนา๗๐ นายในใน ๒ สังกัดนี้จึงได้รับพระราชทานยศบรรดาศักดิ์ เหรียญ ตราโดยตรงอย ่างสม�่าเสมอ ซึ่งพระองค ์โปรดให ้มีสมุดท�าเนียบเพื่อ พระราชทานบรรดาศักดิ์ส�าหรับ ๒ กรมนี้โดยเฉพาะ โดยกรมราช เลขานุการได ้จัดพิมพ ์เป ็นสมุดปกแข็งสีน�้าเงินและจะคอยลบชื่อสกุล ออกจากต�าแหน่งเดิมและน�าไปจดในต�าแหน่งใหม่ด้วยดินสอด�า แล้วให้ กรมพระอาลักษณ ์ด�าเนินการพระราชทานสัญญาบัตรใหม ่ ซึ่งพระองค ์ จะทรงเรียกสมุดท�าเนียบตามแต ่พระราชอัธยาศัยไม ่แน ่นอน บรรดา มหาดเล็กนายในต ่างคอยลุ ้นและเงี่ยหูฟ ังว ่าใครบ ้างจะได ้เลื่อนบรรดา ศักดิ์ขณะที่พระองค ์รับสั่งให ้น�าสมุดมาถวาย๗๑ นอกจากนี้การเลื่อน บรรดาศักดิ์นายในมีลักษณะพิเศษกว ่าข ้าราชการทั่วไป ตรงที่ไม ่เพียง ยกระดับบรรดาศักดิ์ แต่ยังยกระดับต�าแหน่งหน้าที่ เงินเดือน และยศ ด้วยโดยไม่ต้องประกาศเป็นทางการ ขณะที่ข ้าราชการทั่วไปที่ต ้องมี ค�าสั่งเลื่อนต�าแหน่ง อัตราเงินเดือน และยศขึ้นทีละขั้น ซึ่งเป ็นเพียง
38 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ปีละครั้งเท่านั้น นอกจากมีความดีความชอบเป็นพิเศษ๗๒ และยิ่งเป็นนายในคนโปรดในสังกัดกองทั้ง ๒ ยิ่งเจริญก้าวหน้า และร�่ารวยอย่างรวดเร็ว เช่น พระยานรรัตนราชมานิตได้รับพระราชทาน สายสะพายตั้งแต่อายุยังน้อย แม้ในรัชสมัยของพระองค์ ข้าราชการได้ รับพระราชทานสายสะพายยากมาก๗๓ และเช ่นเดียวกับทั้งเจ ้าพระยา รามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวา ทั้งคู ่กลายเป ็นขุนนางที่มีอิทธิพลใน พระราชส�านักและร�่ารวยอย ่างรวดเร็วจากการได ้รับพระราชทานเงิน เดือน ทรัพย ์สิน และผลประโยชน ์อื่นๆ ในฐานะเป ็นผู ้มีอิทธิพลใน พระราชส�านัก๗๔ เหมือนกับนางในในรัชกาลก่อนที่ “ก�าลังขึ้น”หรือก�าลัง เป็น “นัมเบอร ์วัน” ไม ่เพียงได ้รับการโปรดเกล ้าฯ ให ้ปรนนิบัติรับใช ้ ใกล้ชิดส่วนพระองค์ตามล�าพังแต่ยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และ สิ่งของมีค่าทางใจตามพระราชอัธยาศัย ดังนั้น บรรดามหาดเล็กนายในต ่างก็ต ้องการเป ็นที่โปรดปราน และสนพระราชหฤทัย จึงสนใจติดตามพระราชนิยมเพื่อสร ้างความสน พระราชหฤทัย เช่น ม.ล. ปิ่น มาลากุล นักเรียนมหาดเล็กรับใช้ ให้ ความสนใจในบทร ้อยกรองจนสามารถแต ่งโคลงได ้ไพเราะแม ้ว ่ามีอายุ เพียง ๑๕ ปี๗๕ จมื่นมานิตย์นเรศจึงเขียนบทละครเรื่อง “คบคนดีเป็น ศรีแก ่ตัว” และแสดงถวายเพื่อสร ้างความพอพระราชหฤทัยจนได ้รับ พระกรุณาคัดเข ้าแสดงละครหลวงชุดทรง คือพระองค ์จะร ่วมแสดง ด้วย๗๖ แม ้แต ่นายในที่ “ก�าลังขึ้น” ก็พยายามรักษาสถานภาพด ้วยการ เอาอกเอาใจพระองค ์เช ่นกัน เช ่นเดียวกับพระยานรรัตนราชมานิตที่ พระองค์ทรงโปรดให้ถวายงานนวด จึงไปฝ ึกหัดให ้นิ้วแข็งโดยเฉพาะ หัวแม ่มือ เพื่อกดให ้ได ้นานและหนัก เล ่นดัมเบลล ์เพื่อให ้ก�ามือได ้มั่น และแข็งแรง ไปจนถึงลงทุนศึกษาสรีรวิทยากับแพทย์เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และเส ้นเอ็นและดูการผ ่าศพ เพื่อสามารถนวดได ้ต ้องตามพระราช หฤทัย๗๗ นอกเหนือจากการได ้ใกล ้ชิดพระเจ ้าแผ ่นดิน การสนิทสนมรัก ใคร ่กับนายในที่เป ็นนัมเบอร ์วันก็พลอยให ้ได ้รับพระเมตตาจากรัชกาล
ชานันท์ ยอดหงษ์ 39 ที่ ๖ ไปด้วย เช่น ม.จ. ชัชวลิต เกษมสันต์ ไม่ได้เป็นนายในคนโปรด แต ่ด ้วยเจ ้าพระยารามราฆพรักใคร ่ ชวนให ้ติดตามตลอดเวลา จนมี โอกาสใกล้ชิดรัชกาลที่ ๖ และพลอยได้รับพระเมตตา ได้ร่วมโต๊ะเสวย ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน แม้ว่าไม่มีหน้าที่ในพระราชส�านักแต่ก็ได้รับการ สนับสนุนจากเจ ้าพระยารามราฆพจนเงินเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อ เจ้าพระยารามราฆพได้เป็นผู้ส�าเร็จราชการกรมมหาดเล็ก ม.จ. ชัชวลิต จึงเจริญรุ่งเรืองตาม ได้เป็นเลขาธิการกรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก มี ต�าแหน่งปลัดของผู้ส�าเร็จราชการ ซึ่งเป็นต�าแหน่งที่ด�ารงต�าแหน่งได้ไม่ เกิน ๒ ปี แต่ด้วยความสนิทสนมกับเจ้าพระยารามราฆพ ม.จ. ชัชวลิต จึงครองต�าแหน่งได้ถึงสิ้นรัชกาล รวม ๖ ปีกว่า๗๘ ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มที่ทะเยอทะยานต้องการความเจริญก้าวหน้า ในหน ้าที่การงาน แต ่ไม ่ได ้อยู ่ภายในพระราชส�านักของพระองค ์ จึง พยายามหาพวกพ ้องที่เป ็นนายในให ้เป ็นผู ้เชื่อมความสัมพันธ ์ บางคน สมัครเป ็นสมาชิกสโมสรและพยายามร ่วมกิจกรรมต ่างๆ ในพระราช ด�าริเพื่อมีโอกาสใกล ้ชิดพระองค ์และเป ็นที่ทรงจดจ�า ภายใต ้การสอด ส่อง พิจารณาของนายในที่รับใช ้แต ่เดิมและการเห็นชอบจากจางวาง มหาดเล็ก๗๙ เห็นได ้ชัดจากชีวประวัติของผู ้ชายที่เจริญเติบโตอย ่าง รวดเร็วในรัชกาลพระองค ์ เช่น นายเพิ่ม จากที่มีอาชีพเป ็นครูใน มณฑลปราจีนบุรี พยายามร่วมกิจกรรมต่างๆ และสร้างความโดดเด่น ในระหว ่างซ ้อมรบเสือป ่า จนพระองค ์โปรดให ้รับราชการเป ็นนายใน ภายใต้การดูแลของเจ้าพระยารามราฆพ จนกลายมาเป็นพระดรุณรักษา ปลัดจางวางมหาดเล็ก๘๐ และผู้ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ เช่น นายแป๊ะจาก ร ้านขายยาเต็กเฮงหยูทูลเกล ้าฯ ถวายยากฤษณากลั่นเพื่อใช ้ในกิจการ เสือป ่า จนได ้รับพระราชทานเข็มเสือป ่า และนามสกุลว ่า “โอสถานุ เคราะห์” เมื่อทรงพระราชนิพนธ์ “กันป่วย” จึงทรงโฆษณายากฤษณา กลั่นร ้านเต็กเฮงหยู และเช ่นเดียวกัน นายบุญรอด นักธุรกิจเดินเรือ เมล ์ที่ก�าลังประสบป ัญหา สมัครเป ็นสมาชิกเสือป ่า กองพลราบหลวง และกองม้าหลวง จนเป ็นที่ใกล ้ชิดคุ ้นเคยกับพระองค ์ และได ้รับ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป ็นหลวงภิรมย ์ภักดี๘๑ จากอัตชีวประวัติเห็น
40 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ได ้ชัดว ่า พระยาภิรมย ์ภักดีพยายามมีส ่วนร ่วมในพระราชกรณียกิจ ของพระองค ์บ ่อยครั้ง ไม ่เพียงช ่วยออกเงินสร ้างกระโจมแตร ๑ หลัง จ�านวนเงิน ๔,๐๐๐ บาท และออกเงินส่วนตัว ๒๐๐ บาท ในการสร้าง สวนลุมพินีเพื่อสนองพระราชด�าริ แต่ในงานกฐินพระราชทานเจ้าพระยา รามราฆพที่วัดเขมา พ.ศ. ๒๔๖๘ ยังจัดการแสดงจ�าอวดบนเรือสูบน�้า รบกันถวายหน ้าพระที่นั่ง สร ้างความพอพระราชหฤทัยอย ่างมากจนได ้ รับพระราชทานดุมทองลงยา ๑ ส�ารับ๘๒ มากไปกว ่านั้น หลวงภิรมย ์ภักดีพยายามอย ่างยิ่งในการสร ้าง ความสนิทสนมกับนายในคนโปรดผ ่านการเล ่นกอล ์ฟกับเจ ้าพระยาราม ราฆพและช่วยออกเงินจัดการสร้างสนามกอล์ฟในสนามม้าราชตฤณมัย จากนักธุรกิจจึงได ้กลายเป ็นผู ้บังคับกองดับเพลิงหลวงในกองราชนาวี เสือป่า ยศนายเรือตรี ร.น. เสือป่า๘๓ และขุนนางที่ได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์สูงสุดเป ็น พระยาภิรมย ์ภักดี ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๔๖๗๘๔ ซึ่งทั้งพระยาภิรมย ์ภักดีและเจ ้าพระยารามราฆพยังคง สานความสัมพันธ์ความสนิทสนมต่อ แม้ว่ารัชกาลที่ ๖ สวรรคตแล้ว๘๕ เห็นได้ชัดว่า พระราชส�านักฝ่ายในชายเป็นอีกช่องทางของผู้ชายใน การเป็นขุนนางและสร้างคุณค่า ยกระดับอาชีพตนเอง ที่บรรดา ชายหนุ่มหลากหลายอาชีพจึงต่างพยายามเข้าหาพระองค์และนาย ใน จนได ้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนาม ที่ไม ่เพียงทรง เพิ่มเติมจากของเก ่าไว ้อย ่างเพราะพริ้งและคล ้องจอง แต ่ยังบ ่งบอกถึง ความสามารถและอาชีพของแต่ละคน ตั้งแต่ตลกหลวง พ่อค้า เจ้าของ โรงสี เจ้าของโรงรับจ�าน�า เจ้าของร้านรองเท้า ไปจนถึง หวย ก.ข. ซึ่งได้ รับการโปรดให้ขึ้นสังกัดกรมมหาดเล็ก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น จึงท�าให ้รัชสมัยของพระองค ์มีขุนนางทุกชนชั้นทุกสาขาอาชีพ และการ พระราชทานบรรดาศักดิ์ราชทินนามแพร ่หลายอย ่างไม ่เคยเกิดขึ้นมา ในรัชกาลก่อนๆ การ “ขึ้น” หรือ “ตก” และการได้เป็น “นัมเบอร์วัน” ไม่เพียง ยกระดับสถานภาพทางสังคมและฐานะทางเศรษฐกิจของนายใน แต่ ตระกูลและครอบครัวแต ่ละคนพลอยได ้รับผลกระทบจากการเป ็นที่
ชานันท์ ยอดหงษ์ 41 โปรดปรานของพระเจ ้าแผ ่นดินตามไปด ้วย เหมือนนางในในรัชกาล ที่ผ ่านมา เช่น สายตระกูลหม ่อมไกรสรถูกถอดถอนพระยศเนื่องจาก คดีกบฏก็กลับมีหน ้ามีตาและบทบาททางการเมืองขึ้นมาอีกครั้งใน รัชสมัยพระองค์ภายใต้ชื่อสกุล“พึ่งบุญ”ผ่านเจ้าพระยารามราฆพและ พระยาอนิรุทธเทวาที่เป ็นนายในคนโปรด และตระกูลสามัญชนของ พระยานรรัตนราชมานิตที่มีหน้ามีตาขึ้นมาอย่างมาก ได้รับพระราชทาน นามสกุลว่า “จินตยานนท์” และพ่อของพระยานรรัตนราชมานิตก็ได้ รับสัญญาบัตรในพระราชวังเป ็นพิเศษ ให ้เลื่อนบรรดาศักดิ์จากขุน พิพัฒน ์ศุภผลเป ็นพระยานรราชภักดี เนื่องจากพระยานรรัตนราช มานิตขณะที่ยังเป ็นเจ ้าหมื่นสรรเพธภักดี รัชกาลที่ ๖ มีพระราช ประสงค์โปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยา แต ่กลับปฏิเสธซึ่งกราบบังคมทูล อ ้างว ่าไม ่อยากมีบรรดาศักดิ์สูงกว ่าพ ่อที่มียศระดับขุน พระองค ์จึง โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบรรดาศักดิ์พระยาทั้งพ่อและลูก๘๖ เมื่อการเป ็นที่ทรงโปรดและรู ้จักคุ ้นเคยของพระเจ ้าแผ ่นดิน น�า มาซึ่งการเคลื่อนที่ทางสังคม ผ ่านทรัพย ์สิน สิ่งของมีค ่า และเครื่อง อิสริยาภรณ์ ท�าให้นายในต่างต้องการเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์เพราะ น�ามาซึ่งอ�านาจ บารมี และสถานภาพที่มั่นคง พระราชส�านักฝ ่ายใน ของรัชกาลที่ ๖ แม ้เปลี่ยนจากนางในเป ็นนายใน แต ่บรรยากาศก็มี ลักษณะคล ้ายคลึงกับรัชกาลก ่อนที่นางในในรัชกาลที่ผ ่านมา ที่บรรดา พระมเหสี พระสนม นางในในราชส�านักฝ่ายในมีการแข่งขันกันสูง ไม่ เป ็นมิตรและอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน มักมีการกลั่นแกล ้ง เกลียดชัง ตั้งข้อรังเกียจกันเอง๘๗ จากชีวประวัติพระยานรรัตนราชมานิต เมื่อแรกที่มาอยู ่ในพระ ราชส�านัก ซึ่งยังเป ็นเพียงนายตรึกถูกตั้งข ้อรังเกียจว ่า พระเจ ้าอยู ่หัว โปรดเด็กเลี้ยงควายถึงกับให ้มารับใช ้อย ่างใกล ้ชิด และถูกกลั่นแกล ้ง ถูกราดน�้ารดเตียงนอนจนชุ ่มขณะเข ้าเวร จนไม ่สามารถนอนได ้๘๘ ซึ่ง นายในบางคนคอยกลั่นแกล ้งและหมั่นไส ้ แม ้แต ่หมาที่พระองค ์ทรง เลี้ยงไว้ในพระราชส�านักฝ่ายใน อย่าง “ย่าเหล” จึงถูกบรรดานายในรุม ท�าร้ายในเวลาที่ไม่ได้ตามเสด็จ ซึ่งสร้างความไม่พอพระราชหฤทัยให้กับ
42 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระองค์อย่างยิ่ง๘๙ รวมทั้ง “มาลี” หมาที่คล้ายย่าเหลก็ถูกนายในของ พระองค์ท�าร้ายเช่นกันจนตาย ในบรรดานายในของรัชกาลที่ ๖ เจ้าพระยารามราฆพเป็นที่โปรด ปรานอย ่างชัดเจนที่ไม ่เพียงด�ารงต�าแหน ่งทั้งผู ้ส�าเร็จราชการมหาดเล็ก และต�าแหน ่งสมุหราชองครักษ ์ ยังมีอ�านาจบารมีมากที่สุด สามารถส่ง ผลกระทบต ่อความเจริญในหน ้าที่การงานและสถานภาพทางสังคมของ นายในคนอื่นๆ นายในจึงต่างต้องพึ่งพา จมื่นเทพดรุณาทร นายในที่เข ้าใจวิถีชีวิตในพระราชส�านักเป ็น อย ่างดี กล่าวว่า ในหมู่นายในรู้กันว่าใครต้องการอยู่รอดเจริญ เติบโตในพระราชส�านักรัชกาลนี้ต้องมีไตรสรณคมน์ได้แก่ พระ พุทธคือ รัชกาลที่ ๖ พระธรรมคือ “เจ้าคุณผู้ส�าเร็จ” หรือ เจ้าพระยารามราฆพ และพระสงฆ์คือ พระยาอนิรุทธเทวา ซึ่งนาย ในที่ต้องการอยู่ในกรมมหาดเล็กห้ามถูกไตรสรณคมน์เกลียดได้ มิฉะนั้นจะอยู่ในไม่ได้ ซึ่งถ้าพระองค์ทรงกริ้วนายในคนใดมากๆ จะ สั่งย้ายไปอยู่ที่อื่น เช่น กระทรวงวัง กรมมหรสพ กรมพระอัศวราช๙๐ บรรดานายในจึงต ้องเคารพนบนอบพึ่งพิงเจ ้าพระยารามราฆพและ พระยาอนิรุทธเทวา พอๆกับที่ต้องอดทนกับพระราชอัธยาศัยของรัชกาล ที่ ๖ ที่ฉุนเฉียว โมโหร้าย ซึ่งจากการบันทึกความทรงจ�าของนายในที่ ใกล้ชิดพระองค์ แม้จะได้รับความเมตตากรุณาจากพระองค์ แต่นายใน ก็ต ้องเผชิญพระราชอัธยาศัยกริ้วง ่าย ไม ่ว ่าถวายงานอย ่างไรก็ไม ่ต ้อง พระราชอัธยาศัยและจะถูกพระองค ์ทรงค ่อนแคะต ่างๆ นานา จนชิน และเรียกกันอย ่างล ้อเลียนในหมู ่นายในว ่า “เวรถูกกริ้ว” ๙๑ พระองค์ สามารถกริ้วได ้แม ้แต ่เรื่องนายในท�าโซดาเลอะผ ้าปูโต ๊ะเสวย๙๒ และ มักทรงค่อนแคะต่างๆ นานา เช่น พระอดิศัยสวามิภักดิ์กล่าวว่า ครั้ง หนึ่งเคยถวายงานจัดฉลองพระองค ์ แต ่ถวายเชิ้ตอกแข็งที่คอลล ่าร ์ แข็งเกินไปจึงถูกพระองค์รับสั่งประชดประชันจนน�้าตาไหล๙๓ เช่นเดียว กับนายในที่ถวายงานนวดใต ้โต ๊ะเสวยเล ่าว ่า ในเวลาทรงพระพิโรธ ระหว ่างเสวยพระองค ์จะทรงระบายอารมณ ์ด ้วยการกระทืบพระบาท บนตักของนายในที่ถวายงานขณะนั้น๙๔
ชานันท์ ยอดหงษ์ 43 การอยู่อาศัยของนายใน ก็ไม่ต่างไปจากนางใน เพราะต้องอาศัย ในพระราชฐานชั้นในของกษัตริย ์ตลอดเวลา ไม ่ได ้กลับบ ้านเหมือน ข ้าราชการทั่วไปในกรมอื่น เพราะเมื่อหมดเวลาราชการประจ�าวันแล ้ว ต ้องอยู ่กินในที่ประทับของพระองค ์ โดยไม ่ต ้องกลับไปพักที่บ ้านของ ตนนอกพระราชวัง๙๕ พระยานรรัตนราชมานิตจึง “ไม่เคยค้างที่บ้านเลย ค้างวังตลอดมา” มีโอกาสกลับบ ้านก็ช ่วงมื้อเย็นเท ่านั้น๙๖ ซึ่งการนอน ของนายในในพระราชส�านักฝ ่ายในชาย จากอัตชีวประวัติพระมหาเทพ กษัตรสมุห พบว่านายในบางคนได้นอนห้องละ ๒ คน มีเตียงนอน ทองเหลืองขนาดใหญ ่ส ่วนตัวกับมุ ้งผ ้าโปร ่งบาง เช่น พระยาคธาธร บดีสีหราชบาลเมือง๙๗ มากไปกว ่านั้น พระองค ์ทรงเป ็นกษัตริย ์ที่มัก สับเปลี่ยนที่ประทับตามพระราชอัธยาศัย แม้ว่าประทับที่พระที่นั่งภาณุ มาศจ�ารูญ๙๘ นานกว่าแห่งอื่นแต่ก็ราว ๒ เดือนเท่านั้น๙๙ และโปรดประทับ ว่าราชการนอกพระนคร แปรพระราชฐานเพื่อพักผ ่อนพระอิริยาบถ บ่อยครั้งและครั้งละนานๆซึ่งบรรดานายในในกรมต่างๆต้องตามเสด็จ ประดับพระเกียรติยศอยู ่ด ้วยเสมอไป ท�าให ้ไม ่มีโอกาสได ้อยู ่ใกล ้บ ้าน และครอบครัว หรือมีโอกาสไปครองเรือน๑๐๐ บ้านหรือเรือนที่พอจะสร้างได้ นายในเรียกว่า “สร้างบ้านในหีบ” ซึ่งหมายถึงการเตรียมเสื้อผ ้าสิ่งของเครื่องใช ้รวมทั้งเครื่องแต ่งกายทั้ง เต็มยศและครึ่งยศ มุ ้งหมอนที่นอน เก็บไว ้ในหีบ คนละหลายๆ ใบ เตรียมพร ้อมที่จะย ้ายตามเสด็จตลอดเวลา เพราะบางครั้งนายในจะรู ้ หมายก�าหนดการล่วงหน้าเพียง ๒-๓ ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งนายในไม่ต้อง ขนย ้ายหีบตนเองเพราะมีพนักงานขนย ้ายให ้เรียบร ้อยอย ่างช�านาญ๑๐๑ การติดต ่อสื่อสารกับคนในครอบครัวและบ ้านของนายใน จึงผ ่านทาง จดหมายเท่านั้น๑๐๒ ขณะเดียวกันนายในก็ไม ่สามารถหลบหนีออกไปเที่ยวนอก พระราชฐานชั้นในได้ เพราะมีสารวัตรนายในที่คอยตรวจตราแม้แต่การ ซ ้อมรบเสือป ่าหรือเดินทางไกล ก็มีสารวัตรเสือป ่าซุ ่มจับและเดินตรวจ นอกค่าย เพื่อป้องกันนายในเสือป่าออกนอกค่ายได้๑๐๓ ไม่ต่างไปจาก ในพระราชส�านักฝ ่ายในของรัชกาลที่ผ ่านมา ที่มีโขลนและจ ่าโขลน
44 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ข ้าราชการหญิงท�าหน ้าที่ควบคุมดูแลประตูวังและการอารักขาทั่วไปใน พระราชฐานชั้นใน ซึ่งคล้ายต�ารวจนครบาลตรวจตราควบคุมดูแลความ สงบเรียบร ้อย๑๐๔ ทั้งนี้เนื่องจากความกังวลพระราชหฤทัยในเรื่องการ ร่วมเพศ ที่ทรงเชื่อว ่าข ้าราชส�านักชายล ้วนเป ็น “คนหนุ ่มคะนอง” จะ สงบเสงี่ยมเฉพาะหน้าพระที่นั่งเท่านั้นแล้วเที่ยวส�ามะเลเทเมาเหลวไหล และไม่เลือกผู้หญิงที่เรียบร้อย แต่ “...มักพอใจสมจรด้วยหญิงแพศยา หาเลี้ยงชีพโดยทางบ�าเรอกามคุณ และมักเข้าใจไปว่าการสมจรเช่นนี้ เป็นของควรนิยม เพราะคล้ายคลึงกับแบบแผนแห่งยุโรปประเทศ...”๑๐๕ นายในกับนางในจึงแทบมีวิถีชีวิตไม ่ต ่างกันมากโดยเฉพาะเรื่อง เพศ นอกจากจะต ้องปรนนิบัติรับใช ้อย ่างใกล ้ชิดท�าให ้ไม ่มีโอกาสข ้อง แวะกับผู ้หญิงได ้ พระองค ์เองก็ทรงพยายามไม ่ให ้นายในได ้ใกล ้ชิด ผู้หญิงด้วยความหวาดระแวง เมื่อพระองค์เสด็จประพาสภาคเหนือ พ.ศ. ๒๔๕๑ ขณะยังด�ารงพระอิสริยยศเป ็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อถึงล�าปาง เจ ้านครทรงมอบให ้เจ ้าฝนแสนห ่าพระราชธิดาเป ็น ผู้ต้อนรับ พระองค์ก็ได้รับสั่งเรียกประชุมบรรดามหาดเล็กและประกาศ ห ้ามไม ่ให ้ไปยุ ่งกับเจ ้านายฝ ่ายในของเมืองเหนือ มิฉะนั้นจะประหาร ชีวิต๑๐๖ จนกระทั่งเสด็จขึ้นครองราชย ์และมีพระมเหสีเทวี พระองค์ ยังทรงระแวงนายในจะไปมีความสัมพันธ ์กับบรรดาผู ้หญิงจนน�าไปสู ่ ความผิดใจระหว ่างพระองค ์กับนายใน เช่น เมื่อครั้งเสด็จประพาส มลายู ที่นายในของพระองค ์จ�านวนหนึ่งไม ่สามารถร ่วมโต ๊ะเสวยกับ พระองค ์ได ้เพราะตกรถในสิงคโปร ์ พระองค ์พิโรธมากทึกทักว ่าไม ่ จงรักภักดี อาศัยการตามเสด็จไปเที่ยวผู้หญิง แม้นายในพยายามกราบ ทูลความจริง พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อและรับสั่งให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณา ธิบดี (ม.ร.ว. ปุ้ม มาลากุล) ส่งกลับกรุงเทพฯ ทันที เมื่อพระองค์เสด็จฯ กลับถึงกรุงเทพฯ บรรดานายในต ่างก็เข ้าเฝ ้าขอพระราชทานอภัยโทษ ยกเว ้นพระยาอนุชิตชาญชัย เพราะถือว ่าตนไม ่ผิด พระองค ์จึงทรง พระพิโรธห้ามไม่ให้เข้าเฝ้าอีกต่อไป๑๐๗ แม้พระองค์ทรงอ้างว่าไม่ได้บังคับให้นายในถือพรหมจรรย์๑๐๘ แต่ ดูเหมือนว่าพระองค์ทรงท�าทุกวิถีทางเพื่อกีดกันไม่ให้นายในของพระองค์
ชานันท์ ยอดหงษ์ 45 ได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงหรืออย่างน้อยที่สุดให้นายในแต่งงานช้าพอๆกับที่ พยายามให้นายในของพระองค์มีเมียเพียงคนเดียว ขณะที่รัชกาลที่ผ่าน มาทรงใช้กฎมนเทียรบาลควบคุมพฤติกรรมทางเพศนางในเพราะอยู่ใน สถานะ“เมีย”และ“คนรับใช้”ของกษัตริย์๑๐๙ รัชกาลที่ ๖ ทรงใช้กับนายใน ซึ่งใน พ.ศ. ๒๔๕๗ ทรงประกาศ“กฎมนเทียรบาลว่าด้วยครอบครัว แห่งข้าราชการในพระราชส�านัก” ขึ้นบังคับให ้นายใน นักเรียน มหาดเล็กหลวง ข ้าราชการในกระทรวงวัง กรมต�ารวจ กรมศิลปากร กรมทหารรักษาวัง กรมราชเลขานุการ กรมพระคลังข้างที่ โดยไม่รวม ข้าบาทบริจาริกาข้าราชส�านักฝ่ายในเพศหญิงต้องขอและได้รับพระบรม ราชานุญาตหรืออนุญาตแต่งงานครองเรือนจากผู้บังคับบัญชาก่อน ราว กับนางในที่จะแต่งงานออกจากพระบรมมหาราชวังไปอยู่บ้านผัว๑๑๐ ตามกฎมนเทียรบาล นายในที่จะมีเมียหรือเคหสถานหลัง ประกาศใช้ จะจดทะเบียนอยู ่กินกับเมียได ้ต ้องได ้รับการอนุญาตก ่อน ซึ่ง “การขออนุญาตมีภรรยา” ผู ้ขอไม ่เพียงต ้องแจ ้งต�าแหน่งราชการ ยศบรรดาศักดิ์ นามเดิม นามสกุล อายุ ปีเกิด เงินเดือนทางราชการ และผลประโยชน์ถ้ามีนอกจากทางราชการและชื่อภรรยาที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต ่ยังจะต ้องแจ ้งรายละเอียดของผู ้หญิงที่จะแต ่งงานว ่าเป ็นใคร ชื่อ อะไร อายุ ปีเกิด หัวนอนปลายเท้า ลูกเต้าเหล่าใคร อาชีพทรัพย์สินของ ผู้หญิงหรือของพ่อแม่ ที่ตั้งของบ้าน เชื้อชาติ สัญชาติ ประวัติการมีผัว ว ่าถ ้าเคยมีแล ้ว ต ้องระบุด ้วยว ่าได ้หย ่าหรือเป ็นหม ้าย และพฤติกรรม ของผู้หญิง๑๑๑ ส ่วนนายในที่มีครอบครัวแล ้วก็ต ้องรีบไปจดทะเบียนซึ่งจะต ้อง ระบุชื่อเมียทุกคนในกรณีที่ไม ่ได ้มีคนเดียว ชื่อพ ่อแม ่ของเมียและลูก โดยเรียงตามล�าดับอายุ หรือเมียที่ให ้ก�าเนิดในกรณีที่มีเมียหลายคน ด้วยซึ่งถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงเมียหรือลูกตายหย่า แยกกันอยู่ย้าย เคหสถานหรือมีเมียเพิ่ม ต้องแจ้งภายใน ๑๕ วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายในสังกัดกองห้องที่พระบรรทม ต้องได้รับพระบรมราชา นุญาตเท่านั้น๑๑๒ ซึ่งพระองค์จะมีอ�านาจในการพิจารณาและตัดสินว่า มีหลักฐานมั่นคง เงินเดือนพอเลี้ยงครอบครัว เป ็นผู ้ที่มีความรับผิด
46 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ชอบ ไม่เหลวไหล ไม่ติดกามโรคเรื้อรังรักษายังไม่หาย มีเคหสถานเป็น หลักแหล่งหรือจะมีเมื่อมีเมีย ทั้งคู่อยู่ในวัยอันควร ซึ่งส�าหรับพระองค์ หมายถึงฝ่ายชายอายุเกิน ๑๘ ปีบริบูรณ์ หรือย่างเข้าปีที่ ๑๙ และฝ่าย หญิงอายุเกิน ๑๖ ปีบริบูรณ์ ย่างเข้าปีที่ ๑๗ แล้ว และที่ส�าคัญผู้หญิง ต ้องไม ่ใช ่เมียของคนอื่นขณะขออนุญาต๑๑๓ แน ่นอนที่สุด ไม ่ใช ่หญิง นครโสเภณี หญิงแพศยาหรือหญิงที่ร ่วมเพศเป ็นครั้งคราว หรือเป ็น ผู ้ที่หย ่ากับผัวเพราะมีชู ้อย ่างเด็ดขาด เพราะขัดกับพระราชนิยมอย ่าง ยิ่ง๑๑๔ และพระองค ์ไม ่จ�าเป ็นต ้องพระราชทานพระบรมราชาธิบาย มี เพียงพระราชทานพระกระแส “อนุญาต” หรือ “ไม่อนุญาต” เท่านั้น๑๑๕ ขณะที่นายในสังกัดกองอื่นๆ ของพระองค ์สามารถจดทะเบียน ครอบครัวและเคหสถานในที่ท�าการสภาจางวางมหาดเล็กแทน แต ่เมื่อ เปลี่ยนเป ็นผู ้ส�าเร็จราชการกรมมหาดเล็กในวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒ การขอจดทะเบียนจึงไม ่ได ้ต ่างไปจากการขอพระบรมราชา นุญาต เพราะผู ้ส�าเร็จราชการกรมมหาดเล็กคือนายในคนสนิทที่สุด ของพระองค์ เจ้าพระยารามราฆพ แต ่ส�าหรับข ้าราชการสังกัดกองอื่นจะต ้องผ ่านกระบวนการ ขั้นตอนซับซ้อนและการสอบสวนจากผู้บังคับบัญชาโดยตรงอีกที ว่าตาม หนังสือขออนุญาตมีเมียถูกต ้องหรือไม ่ เพื่อ “เห็นสมควร” หรือ “ไม่ เห็นสมควร”๑๑๖ แล ้วจึงส ่งหนังสือพร ้อมความเห็นไปยังผู ้บังคับบัญชา โดยตรงอีกชั้นหนึ่งตามล�าดับจนถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกรมนั้นๆซึ่ง ผู้ที่มีอ�านาจอนุญาตนั้นๆ ถ้าผู้ขอมีชั้นไม่ถึงเสวกเอก นายพันเอก หรือ หัวหมื่น ผู้ที่มีอ�านาจอนุญาตคือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงสุดในกรม ถ้าผู้ขอ มีชั้นเสวกเอก นายพันเอก หัวหมื่นขึ้นไปต ้องได ้รับพระบรมราชานุ ญาต ให้ผู้อื่นอนุญาตไม่ได้เป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม ผู้ขอไม่ว่าเป็นยศ บรรดาศักดิ์ชั้นใด หากจะมีเมียเป็นชาวต่างชาติหรือคนในบังคับรัฐบาล ต่างประเทศจะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตเท่านั้น๑๑๗ เช ่นเดียวกัน การขออนุญาตมีเคหสถาน นายในจะต้องแจ้ง ต�าแหน่งราชการ ยศบรรดาศักดิ์ นามเดิม นามสกุล อายุ ปีเกิด เงิน เดือนทางราชการและผลประโยชน ์ถ ้ามีนอกจากทางราชการเหมือน
ชานันท์ ยอดหงษ์ 47 การขอมีเมีย และต ้องแจ ้งด ้วยว ่าเป ็นโสดหรือมีครอบครัว รวมทั้ง รายละเอียดที่อยู ่เดิมนอกจากตั้งอยู ่ที่ไหน ประจ�าภายในสถานที่ใน พระราชฐานหรือเรือนหลวง ยังต ้องแจ ้งว ่าอยู ่กับใครและที่อยู ่ใหม ่นั้น ไม ่เพียงต ้องแจ ้งที่ตั้งแล ้วยังต ้องแจ ้งว ่าซื้อเช ่า สร ้างเองหรือใครให ้และ จะอาศัยอยู ่กับใคร รวมทั้งเมื่อย ้ายไปที่ใหม ่แล ้ว จะยังเป ็นเจ ้าของที่ เก ่าอีกหรือไม ่ ทั้งนี้เพื่อให ้ผู ้บังคับบัญชาและพระองค ์สอดส ่องควบคุม ความประพฤติได้ง่ายขึ้น๑๑๘ “กฎมนเทียรบาลว ่าด ้วยครอบครัวแห ่งข ้าราชการในพระราช ส�านัก” อาจท�าให้เข้าใจได้ว่า นายในถูกควบคุมก�ากับวิถีชีวิตการเป็นอยู่ และโดยเฉพาะอย ่างยิ่งเรื่องเพศและการข ้องแวะกับผู ้หญิง เพราะได้ ก�าหนดว่า นายในที่โสดหรือไม่ได้จดทะเบียนเคหสถาน “...ถ้าผู้บังคับ บัญชาสูงสุดเห็นสมควรจะก�าหนดให้อยู่ประจ�าในสถานที่ราชการแห่ง ใดๆ เพื่อสะดวกแก่หน้าที่ราชการแห่งผู้นั้นไซร้ ผู้นั้นจ�าจะต้องอยู่ประจ�า เฉพาะแต่ในที่ซึ่งผู้บังคับบัญชาก�าหนดให้อยู่ จะไปเลือกอยู่แห่งอื่นมิได้ นอกจากที่จะได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ...”๑๑๙ และถ้าจะไปนอนค้างที่อื่น แม้แต่คืนเดียว ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาโดยตรงก่อน และ ถ ้าไปค ้างเกิน ๑ คืน ต ้องได ้รับอนุญาตจากผู ้บังคับบัญชาสูงสุดก ่อน ถึงจะไปนอนค้างเกิน ๑ คืนได้๑๒๐ ส�าหรับนายในผู ้ฝ ่าฝ ืนกฎมนเทียรบาล ทั้งการมีเมียหรือเคห สถาน การลงทัณฑ ์นั้นมีตั้งแต ่ ภาคทัณฑ ์ ซึ่งเป ็นการลงทัณฑ ์เบาสุด ขังติโทษ กักกักเงินเดือนทัณฑกรรมขัง ขังพร้อมลงเครื่องพันธนาการ พักราชการ คัดออกจากราชการ และถอดจากยศบรรดาศักดิ์ ซึ่งเป ็น การลงทัณฑ์หนักสุด๑๒๑ ขณะเดียวกันพระองค์ทรงประกาศว่า ถ้านาย ในคนใดถือว่าการมีเมียมีบ้านเป็นกิจส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ราชการ พระองค ์ก็ไม ่ทรงมีพระราชประสงค ์ให ้รับราชการในพระราชส�านัก พระองค์๑๒๒ ซึ่งกฎมนเทียรบาลถูกแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๓ ครั้ง และยัง พระราชนิพนธ ์กฎมนเทียรบาลเพิ่มเติมว ่าด ้วยหญิงแพศยา พระพุทธ ศักราช ๒๔๕๘ เพื่อจัดประเภทผู้หญิงที่นายในสามารถยุ่งเกี่ยวได้และ เข้มงวดรัดกุมไม่ให้นายในของพระองค์ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงมากยิ่งขึ้น
48 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ขณะที่กฎมนเทียรบาลที่ควบคุมก�ากับเรื่องเพศของนางในใน รัชกาลที่ผ ่านมา ไม ่เพียงห ้ามนางในมีความสัมพันธ ์ทางเพศกับชายอื่น ที่ไม่ใช่พระองค์ แต่รวมไปถึงเพศเดียวกันเองหรือการ “เล่นเพื่อน” ซึ่ง มักเกิดจากการอยู ่ในสภาพแวดล ้อมเพศเดียวกันในพื้นที่เดียวกันเป ็น เวลานานๆแต่ในพระราชส�านักรัชกาลที่ ๖ พระองค์ทรงพระราชบัญญัติ กฎมนเทียรบาลควบคุมความสัมพันธ ์ระหว ่างนายในกับผ ู้หญิงเท ่านั้น และมีพระบรมราโชวาทห ้ามเป ็น “นักเลงผู ้หญิง”๑๒๓ และทรงห้าม เด็ดขาดไม ่ให ้นายในเที่ยวโรงผู ้หญิง เพราะส�าหรับพระองค ์ทรงถือว ่า เป็น “ที่อันจะรักษาตัวให้พ้นความฉาวได้ยาก” และเป็นสิ่ง “ระย�า” ซึ่ง ไม ่เพียงเป ็นความประพฤติที่น ่ารังเกียจ พลอยขายหน ้ามาถึงพระองค ์ แต่ยังเป็นการหาโรคใส่ตัว๑๒๔ ทว ่าไม ่ได ้มีหลักฐานชัดเจนว ่ามีกฎมนเทียรบาลหรือพระบรม ราโชวาทห้ามนายในของพระองค์ เป็น “นักเลงผู ้ชาย” ออกไปมีเพศ สัมพันธ ์กับชายอื่นนอกพระราชส�านักชายหรือแม ้แต ่นายในด ้วยกัน เองอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจน�าไปสู ่การตั้งข ้อสังเกตได ้ว ่า ในพระราช ส�านักฝ ่ายในชาย การร ่วมเพศระหว ่างนายในด ้วยกันเอง อาจจะเป็น ที่ยอมรับและอดทนกันได้มากกว่าการเที่ยวผู้หญิงหรือไม่ อย ่างไรก็ตามวิถีชีวิตนายในก ่อนและหลังแต ่งงานไม ่ได ้เปลี่ยน แปลงมากมาย เพราะนายในที่เมื่อได ้รับพระราชทานพระบรมราชา นุญาตแต ่งงานยังคงอยู ่ในพระราชส�านักชาย ไม่ได้ออกจากพระราช ส�านักฝ ่ายใน ต ่างจากนางในที่ได ้รับพระบรมราชานุญาตแต ่งงานต ้อง ออกจากพระบรมมหาราชวังไปอยู ่บ ้านผัว และเมื่อนายในที่แต ่งงาน แล ้วปฏิบัติหน ้าที่ผิดพลาดจนพระองค ์กริ้วจะถูกบริภาษว ่า “หลงเมีย” นอกจากค�าว่าโง่หรือขี้เกียจ๑๒๕
ชานันท์ ยอดหงษ์ 49 เชิงอรรถ ๑ พระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. (พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๑๔) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางจรัส ศรี สุจริตกุล ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๔, น. ๑๒-๑๖.๒ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ ; สุนัขปริศนา ; นามแฝง ของมหาบุรุษ. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๗), น. ๒๑.๓ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, “การศึกษาเปรียบเทียบราชสำานักในสมัย รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๑, น. ๗๓-๗๔.๔ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๕๘-๑๖๐.๕ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม, ดุสิต ธานี. (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๒), น. ๑๗๘-๑๗๙. ๖ บรรณาธิการ, “เหตุการณ์บางอย่างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สัมภาษณ์พระอดิศัยสวามิภักดิ์” ใน มานวสาร ๙ : ๑๑ (พฤศจิกายน ๒๕๒๙), น. ๘-๑๓.๗ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำารวจตรี พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์). ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำารวจ ตรี พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) ณ เมรุหน้าพลับพลา อิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๑๒, น. ๑๒.๘ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก พระมหาเทพกษัตร สมุห. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) ต.ม., ว.ป.ร., ป.ป.ร. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑.๙ ปกิณกะนิพนธ์ของบัวบาน. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นาย บัว ศจิเสวี บ.ม. ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันพุธที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔.๑๐ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก..., น. ๑๔๔.๑๑ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๒๑.๑๒ บรรจง มีแสงพราว, อนุสรณ์เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยา นนท์). (พระนคร : อนันต์การพิมพ์, ๒๕๑๔), น. ๔.
50 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ๑๓ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาคทาธรบดีสีหราชบาล เมือง..., น. ๗. ๑๔ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาสุนทรพิพิธ. อนุสรณ์ในงาน พระราชทานเพลิงศพ พระยาสุนทรพิพิธ ม.ว.ม., ป.ช., ท.จ. (เชย สุนทรพิพิธ) ณ เมรุหน้าศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ๑๘ กันยายน ๒๕๑๖.๑๕ บุรุษรัตน. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ มหาเสวกเอก พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัด เทพศิรินทราวาส วันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑, น. ๙๙.๑๖ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ). (พระนคร : โรงพิมพ์ธนาคารกรุงเทพ, ๒๕๑๐).๑๗ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๔๖.๑๘ เรื่องเดียวกัน, น. ๙๔-๙๕.๑๙ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, “ยศ บรรดาศักดิ์ และราชทินนาม” ใน สารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพระบรม ราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๐), น. ๕๐๑-๕๐๕.๒๐ หจช., ร.๖ บ. ๑๗/๑๒, ลายพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลก ประชานาถ กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. ลงวันที่ ๖ มีนาคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๕).๒๑ หจช., ร.๖ บ. ๑.๖/๕, พระบรมราโชวาทถึงเจ้ากระทรวงต่างๆ เรื่อง ขอพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ให้แก่บุคคลที่มีอายุตำ่ากว่า ๒๐ ปี. ลง วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖.๒๒ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒. (กรุงเทพฯ : คุรุ สภา, ๒๕๑๓), น. ๑๖๐.๒๓ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, เรื่องเดียวกัน, น. ๗๕.๒๔ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๓๑-๓๓.๒๕ เทพดรุณาทร, จมื่น, “เมื่อเป็นมหาดเล็ก ร.๖” ใน อนุสรณ์ “ศุกรหัศน์”. เนื่องในพระราชทานเพลิงศพ เสวกโท จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันทน์) วัดมกุฏกษัตริยาราม ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑, น. [๓๑]-[๓๔].๒๖ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, พระราชประเพณี (ตอน ๒). (กรุงเทพฯ : องค์การ ค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๘), น. ๑๑๑.
ชานันท์ ยอดหงษ์ 51 ๒๗ อรุณ สิงหเสนี, ที่ระลึกอายุครบหกรอบ ๒๐ กันยายน ๒๕๒๑. (ม.ป.ท. : ม.ป.ป.), น. ๗๗.๒๘ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๓๔-๓๕.๒๙ มณีพันธ์ จารุดุล, รวมปาฐกถาของนายมณีพันธ์ จารุดุล (นักเรียน มหาดเล็กหลวง) ว่าด้วยเรื่องต่างๆ เกี่ยวด้วยพระราชกรณียกิจของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและคำากล่าวแก้การทำาลายพระเกียรติ. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ภูมิพโลภิกขุ, ๒๕๔๕), น. ๒๑.๓๐ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต-คนไม่ถูกนินทา และอดีต วีรกษัตริย์ที่ทรงเป็นโสด. (กรุงเทพฯ : คุรุสภา, ๒๕๑๗), น. ๒๙.๓๑ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๓๕-๓๗.๓๒ ศุกรหัศน์, “ถวายอยู่งาน” ใน ประยุทธ สิทธิพันธ์, พระมหาธีรราชเจ้า. (กรุงเทพฯ : สยาม, ๒๕๑๕), น. ๙๕-๑๐๕.๓๓ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๓๔ เนื่องจากระหว่างที่ทรงศึกษาใน Oxford พระองค์ประชวรด้วยพระโรค พระอันตะ (ไส้ติ่ง) อย่างรุนแรงและมีหนอง จึงเข้ารับการผ่าตัดเพื่อระบายหนอง ออก ติดต่อกันถึง ๓ ครั้ง แล้วรักษาพระอาการของแผลบริเวณพระนาภี (ท้อง) เนื่องด้วยวิทยาการทางการแพทย์ขณะนั้น การรักษาจึงทำาให้รอยผ่าตัดที่พระ นาภีมีพระตจะ (หนัง) บางจนทำาให้พระมังสา (เนื้อ) ปูดโป่งขึ้นมาอย่างสังเกต เห็นได้ชัดเจนว่า คล้ายกับขันขนาด ๑๐ เซนติเมตรครอบไว้ พระองค์จึงต้องใช้ ผ้าพันพระนาภีให้แน่นตลอดเวลา และขณะที่เสวยพระกระยาหารทรงกดพระ นาภีไว้ จะมีเสียงดัง “ฟอดๆ” เสมอ (อ้างจาก, การุณย์ เหมวนิช และ เสทื้อน ศุภโศภน, ภาพพระเครื่องและประวัติท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ. (กรุงเทพฯ : โรง พิมพ์มิตรสยาม, ๒๕๑๖), น. ๒๖.; บำารุงราชบริพาร, พระยา, “ผีมาเฝ้าและ การทรงประชวรจนเสด็จสวรรคต” ใน วชิราวุธานุสรณ์ ๒๕๐๔. (พระนคร : เสนาการพิมพ์, ๒๕๐๔), น. ๑๑๒-๑๔๑.; อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำาเนิน พระราชทานเพลิงศพ พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) ท.จ.ว. พระสนมเอกใน รัชกาลที่ ๖ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖, น. (๑๖).)๓๕ อนุสรณ์ “ศุกรหัศน์”. เนื่องในพระราชทานเพลิงศพ เสวกโท จมื่น มานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันทน์) วัดมกุฏกษัตริยาราม ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑, น. ๓๗.๓๖ เทพดรุณาทร, จมื่น, เรื่องเดียวกัน, น. [๓๑]-[๓๔].
52 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ๓๗ ปกิณกะนิพนธ์ของบัวบาน..., น. ๑๖-๑๗.๓๘ เทพดรุณาทร, จมื่น, เรื่องเดียวกัน, น. [๓๑]-[๓๔].๓๙ ทวี มุขธระโกษา, พระมหาธีรราชเจ้า. (พระนคร : แพร่พิทยา, ๒๕๐๖), น. ๑๓๓-๑๓๔.๔๐ บำารุงราชบริพาร, พระยา, “ผีมาเฝ้า..., น. ๑๑๒-๑๔๑. ; อนุสรณ์ใน งานพระราชทานเพลิงศพ พระยาสุนทรพิพิธ..., น. ๒๘. ; อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๒๗.๔๑ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระอดิศัยสวามิภักดิ์. อนุสรณ์งาน พระราชทานเพลิงศพ พระอดิศัยสวามิภักดิ์ (ต.จ.ว.) (สรร สันติเสวี) ณ เมรุวัด มกุฏกษัตริยาราม วันอังคารที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๓๐, น. ๑.๔๒ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๒๐-๒๑, ๓๔.๔๓ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เหตุที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรง เปลี่ยนธงชาติไทย; ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ สำารวจคอคอดกระ; รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้เลิกหวย ก. ข.; ที่ประทับชายทะเลของรัชกาลที่ ๖; กำาเนิด สวนลุมพินี. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๒), น. ๑๓๗-๑๓๙.๔๔ มนวิภา เจียจันทร์พงษ์, “ย่าเหล” ใน สารานุกรม..., น. ๕๐๕-๕๑๐. ๔๕ “พระประวัติหม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์” ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, จดหมายเหตุรายวันในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗, น. [๑]-[๒๐].๔๖ สุนทรพิพิธ, พระยา, “พระราชจริยานุวัตรเนื่องในการศาสนา” ใน วชิราวุธานุสรณ์ ๒๕๐๘. (พระนคร : เสนาการพิมพ์, ๒๕๐๘), น. ๒๐๙-๒๑๖. ;อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล, อนุสรณ์งาน พระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้า พลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ ๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙, น. ๑๖.; อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาสุนทรพิพิธ..., น. ๑๑๖-๑๑๗. ๔๗ ทิพย์สุเนตร อนัมบุตร, “นักเรียนมหาดเล็กรับใช้” ใน สารานุกรม..., น. ๑๔๔-๑๔๙.; อมรดรุณารักษ์, จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒..., น. ๑๕๙-๑๖๐.๔๘ พวงรัตน์ประไพ ชุมพล, ม.จ. หญิง, “ภิรมย์เฉลิมลาภ” ใน ประเพณี ในพระราชสำานัก (บางเรื่อง). พิมพ์ฉลองพระคุณในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ (ม.ร.ว. เฉลิมลาภ ทวีวงศ์) ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม.,
ชานันท์ ยอดหงษ์ 53 ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔, น. (๑๕).๔๙ สุทธวงษวิจิตร, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า, ใน ประเพณีในพระ ราชสำานัก (บางเรื่อง)..., น. (๓๒)-(๓๗).๕๐ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาสุนทรพิพิธ..., น. ๑๑๖- ๑๑๗. ๕๑ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระอดิศัยสวามิภักดิ์..., น. ๑.๕๒ ปิ่น มาลากุล, ม.ล., “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสอน วิชาวรรณศิลป์” ใน มานวสาร ๑๑ : ๙ (กันยายน ๒๕๓๑), น. ๙-๑๕.๕๓ ดุษฎี มาลากุล ณ อยุธยา, คนห้าแผ่นดิน อัตตะชีวะประวัติของ ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล (ภาคแรก). (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๘), น. ๓๐.๕๔ หญิงอันเป็นที่รักของพระเจ้าแผ่นดิน. (กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่าอักษร ศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), ๒๕๓๘, น. ๗๖.๕๕ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง (ชัพน์ บุนนาค) ลูกเสือไทยคนแรกและนคราภิบาลคนสุดท้าย. อนุสรณ์งานพระราชทาน เพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง (ชัพน์ บุนนาค) ลูกเสือไทยคนแรกและนครา ภิบาลคนสุดท้าย ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๔, น. ๕๑.๕๖ เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ. ๑๓๐. (พระนคร : โรงพิมพ์กิมหลีหงวน, ๒๕๐๓), พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงาน ศพ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยา ราม วันอังคารที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๓, น. ๑๕.๕๗ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง..., น. ๕๑.๕๘ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๕๙ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, การศึกษาของชาติ ตอน ๒..., น. ๑๖๐.๖๐ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาสุนทรพิพิธ..., น. ๑๑๖.๖๑ ศรีนาถ สุริยะ, “ปาฐกถาพิเศษเทิดพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเยาวชน ๒๕ พ.ย. ๒๕๔๐” ใน พระบรมราชานุสรณ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. ที่ระลึกในโอกาสที่ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงสัตยวดี กุวานนท์ ต.จ. วัดธาตุทอง
54 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๗, น. ๖๓-๖๕.๖๒ ปกิณกะนิพนธ์ของบัวบาน..., น. ๑๖.๖๓ ปิ่น มาลากุล, ม.ล., “หม่อมทวีวงศ์ฯ ที่ข้าพเจ้าทราบ” ใน ประเพณีใน พระราชสำานัก (บางเรื่อง)..., น. (๒๔)-(๓๑).๖๔ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก กองเรือใหญ่ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ). (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๑๐), น. ๓๑-๓๒.๖๕ สาระ มีผลกิจ, ราชสำานักฝ่ายในสมัยรัตนโกสินทร์. (กรุงเทพฯ : มิวเซียม เพรส, ๒๕๕๑), น. ๑๗๔.๖๖ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี นายลิขิตสารสนอง..., น. ๓๗-๕๗.๖๗ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก มหาเสวกตรี พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์). (พระนคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, ๒๕๑๕), น. ๒๐.๖๘ บรรณาธิการ, “เหตุการณ์บางอย่างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้า..., น. ๘-๑๓.๖๙ เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, เรื่องเดียวกัน, น. ๑๒๙-๑๓๐.๗๐ ศุกรหัศน์, ถวายอยู่งาน..., น. ๙๕-๑๐๕.๗๑ อมรดรุณารักษ์, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๑๕.๗๒ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๖.๗๓ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก..., น. ๒๐.๗๔ “D.P.T. No. 40. Report of Mr. William W. Russel. 4 April 1924”, อ้างถึงใน อัจฉราพร กมุทพิสมัย, “กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ : ศึกษากรณีการปฏิรูป ทางการปกครองและกลุ่ม ‘ทหารใหม่’”, วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขา ประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๔, น. ๑๓๓.๗๕ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม..., น. ๑๖๖.๗๖ อนุสรณ์ “ศุกรหัศน์”..., น. ๑๑.๗๗ ทองหยก เลียงพิบูลย์, ท่านผู้ให้แสงสว่าง ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกฺขุ พระยา นรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์). (นครหลวงฯ : โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๑๕). น. ๑๐.๗๘ ชัชวลิต เกษมสันต์, ม.จ., “คำาปรารภเหตุ” ใน พระบรมราโชวาทและ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 55 พระบรมราชานุศาสนีย์แสดงคุณานุคุณในงานวิศาขะบูชา. หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๐, น. ก-ง.๗๙ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, เหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม..., น. ๑๗๕-๑๗๖.๘๐ ประยุทธ สิทธิพันธ์, พระมหาธีรราชเจ้า. (กรุงเทพฯ : สยาม, ๒๕๑๕), น. ๑๔-๑๘.๘๑ ภิรมย์ภักดี, พระยา, ประวัติพระยาภิรมย์ภักดี กับประวัติโรงเบียร์. (พระนคร : บริษัทบุญรอดบริวเวอรี, ๒๔๙๓), พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิง ศพ อำามาตย์เอก พระยาภิรมย์ภักดี ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๙๓, น. ๒๘-๒๙.๘๒ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๘-๕๐.๘๓ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๙-๕๐.๘๔ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๔-๔๖.๘๕ ภิรมย์ภักดี, พระยา, บันทึกประจำาวันการท่องเที่ยวของข้าพเจ้า (พระนคร : โรงพิมพ์บริษัทเจริญชัย, ๒๔๙๓).๘๖ ทองหยก เลียงพิบูลย์, เรื่องเดียวกัน.๘๗ มัลคอล์ม สมิธ, ราชสำานักสยามในทรรศนะของหมอสมิธ. ศุกลรัตน์ ธาราศักดิ์ (แปล), (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๓๗), น. ๒๐๐.๘๘ การุณย์ เหมวนิช และ เสทื้อน ศุภโศภน, เรื่องเดียวกัน, น. ๒๔.๘๙ ทวี มุขธระโกษา, เรื่องเดียวกัน, น. ๗๐๔-๗๐๕.๙๐ เทพดรุณาทร, จมื่น, เรื่องเดียวกัน, น. [๓๑]-[๓๔].๙๑ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๙๒ บรรจง มีแสงพราว, เรื่องเดียวกัน.๙๓ บรรณาธิการ, “เหตุการณ์บางอย่างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้า..., น. ๘-๑๓.๙๔ ศุกรหัศน์, ถวายอยู่งาน..., น. ๙๕-๑๐๕.๙๕ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๒๐.๙๖ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก..., น. ๑๘.๙๗ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำารวจเอก..., น. ๑๔๑.๙๘ ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น พระที่นั่งบรมพิมาน ๙๙ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๑๘.
56 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ๑๐๐ เจรียง ลัดพลี, “ชีวิตข้าหลวงสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระ วรราชชายาในรัชกาลที่ ๖” ใน มานวสาร ๙ : ๙ (กันยายน ๒๕๒๙), น. ๑๘-๒๖.๑๐๑ อมรดรุณารักษ์, จมื่น, มหาดเล็กในทำาเนียบ..., น. ๒๐.๑๐๒ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๔๗.๑๐๓ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๔๖-๑๔๗.๑๐๔ จันทรรัตน์ ประวาลปัทม์, เรื่องเดียวกัน, น. ๙๘-๙๙.๑๐๕ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, กฎมนเทียรบาลว่าด้วย ข้าราชการในพระราชสำานัก. พิมพ์เป็นมิตรพลีในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวง สรรสารกิจ (เคล้า คชนันท์) วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๐๓.๑๐๖ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง..., น. ๒๔.๑๐๗ เรวัต เตมียบุตร, น.ร.ม. พ.อ., “เรื่องจริงในอดีต : พระราชจริยวัตร ประจำาวันของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” ใน อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นายประวิตร บัณฑุรัตน์, อนุสรณ์งานฌาปนกิจ นายประวิตร บัณฑุรัตน์ ณ ฌาปนสถาน กรม ตำารวจ วัดตรีทศเทพ กรุงเทพฯ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๒, น. ๑๘๐-๑๙๗.๑๐๘ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระบรมราโชวาทเรื่อง มหาดเล็ก” ใน มหาดเล็ก. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้า พลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๗, น. ๙๐-๙๖. ๑๐๙ Loos, Tamara, “Sex in the Inner City : The Fidelity between Sex and Politics in Siam” in The Journal of Asian Studies. 64 : 4 (Nov., 2005), pp. 881-909.๑๑๐ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, กฎมนเทียรบาล..., น. ๕-๖.๑๑๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๒-๑๓.๑๑๒ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๔.๑๑๓ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๔-๑๕.๑๑๔ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๐, ๑๔-๑๕.๑๑๕ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๖.๑๑๖ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๓-๑๔. ๑๑๗ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๔-๑๖.๑๑๘ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๓.
ชานันท์ ยอดหงษ์ 57 ๑๑๙ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๗-๑๘.๑๒๐ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.๑๒๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๘-๒๑.๑๒๒ เรื่องเดียวกัน, น. ๒.๑๒๓ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระบรมราโชวาทเรื่อง มหาดเล็ก..., น. ๙๐-๙๖. ๑๒๔ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, “พระบรมราโชวาทเตือน ข้าราชการกรมมหาดเล็กและกรมขึ้นทั้งปวง” ใน มหาดเล็ก. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๗, น. ๙๗-๑๐๔.๑๒๕ อนุสรณ์ “ศุกรหัศน์”, น. ๑๙.
นายในทรงโปรดในรัชกาลที่ ๖ ๓
คล ้ายกับพระราชส�านักฝ ่ายในของรัชกาลที่ ผ่านมา กษัตริย ์ทรงมีพระมเหสีและข ้าบาทบริจาริกา ที่ “ก�าลังขึ้น” หรือเป ็น “นัมเบอร ์วัน” พระราช ส�านักชายล้วนในรัชกาลที่ ๖ ก็มีข้าราชส�านักชายหนุ่ม หรือนายในที่โปรดปรานเช ่นกัน เช่น เจ้าพระยา รามราฆพ ที่เป ็นนายในทรงโปรดมากที่สุดจนได ้รับ ยกย่องให้เป็น“เพชรพระมงกุฎ”๑ และ “อัครราชวัลลภ ของพระมงกุฎเกล้าฯ”๒ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๕๑๐) เหมือนพระราชส�านักฝ ่ายในรัชกาลที่ผ ่านมา ที่ลูกของพระนมมักสนิทสนมใกล ้ชิดกับกษัตริย ์ พระนมปริกรับราชการเป ็นพระนมของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล ้าเจ ้าอยู ่หัว จึงท�าให ้ลูกสาว ๒ คน กลายเป ็นเจ ้าจอมหม ่อมห ้ามทั้งคู ่๓ ในสมัย รัชกาลที่ ๖ ลูกชายทั้งสองของพระนมทัด พึ่งบุญ ณ อยุธยา พระนมของพระองค์เองก็ได้กลายมาเป็น นายในคนโปรด ได ้รับการชุบเลี้ยงใช ้สอยจนร�่ารวย
60 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ และเติบโตในราชการอย ่างรวดเร็วจนได ้รับบรรดาศักดิ์เจ้าพระยา รามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวา ทั้งเจ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวา มีสายตระกูลมา จากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร พระราชโอรสในรัชกาล ที่ ๑ กับเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว และรับราชการมาตลอดจนถึงใน สมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงกรมเป็นกรมหลวงรักษ์รณเรศร์ เป็นเจ้านาย ชั้นสูงที่ด�ารงต�าแหน ่งควบคุมงานส�าคัญ ทรงงานใกล ้ชิดกับรัชกาล ที่ ๓ จนมีบารมีอ�านาจกว้างขวางใหญ่โตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลาย รัชกาล อย่างไรก็ตาม กรมหลวงรักษ์รณเรศร์ต้องอาญาโทษ ถูกโปรด เกล้าฯ ให้ถอดบรรดาศักดิ์ให้เป็นหม่อมไกรสรและถูกประหารใน พ.ศ. ๒๓๙๑ พร้อมทั้งลดอิสริยศักดิ์ผู้สืบสายตระกูลตลอดวงศ์วานโทษฐาน คิดก่อรัฐประหารปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ในรัชกาลถัดไปแทนพระภิกษุ เจ้าฟ้ามงกุฎที่เคยมีกรณีขัดแย้งกันมาก่อน๔ ขณะเดียวกันกรมหลวงรักษ ์รณเรศร ์ถูกกล ่าวฟ ้องว ่า ทรงช�าระ ความของราษฎรอย ่างไม ่ยุติธรรม ซึ่งพวกโขนละครผู ้ชายที่ทรงเลี้ยง ไว ้เป ็นจ�านวนมากรับสินบนทั้งฝ ่ายโจทก ์และจ�าเลย และในข้อกล่าวหา ยังได ้อธิบายพฤติกรรมทางเพศอีกว ่า ตั้งแต ่ตั้งคณะโขนละครผู ้ชาย ขึ้นแล้วก็ไม่เข้าบรรทมกับหม่อมห้ามในวัง ทว่าบรรทมอยู่ที่เก๋งข้างท้อง พระโรงกับพวกโขนละคร ซึ่งจากการไต่สวนพวกโขนละคร ได้ความว่า “…เป็นสวาทไม่ถึงกับช�าเรา แต่เอามือเจ้าละครและมือท่านก�าคุยหฐาน ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายให้สัมภวะธาตุเคลื่อนพร้อมกัน...” และนอกจาก “ไม่ อินังขังข้อกับลูกเมีย มาหลงรักอ้ายคนโขนคนละคร” กรมหลวงรักษ ์ รณเรศร ์ยังให ้พวกละครผู ้ชายที่เลี้ยงไว ้ แต ่งหญิงด ้วยการ “ห่มแพรสี ทับทิมใส่แหวนเพชรแทนหม่อมห้าม”๕ ซึ่งพฤติกรรมทางเพศของกรม หลวงรักษ์รณเรศร์คล้ายคลึงกับพฤติกรรมทางเพศของพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมหลวงเทพพลภักดิ์ ผู้ทรงเป็นพระเชษฐาร่วมมารดา สายตระกูลของกรมหลวงรักษ์รณเรศร์หรือหม่อมไกรสร จึงอยู่อย่างไม่สง่างามในพระราชส�านัก จนกระทั่งในสมัยรัชกาล ที่ ๖ เจ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวา รุ่นเหลน ได้รับ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 61 เจ้าพระยารามราฆพในชุดเสือป่า (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๕๑๐)
62 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ ความไว้เนื้อเชื่อใจและการยกย่องอย่างยิ่ง เมื่อมีพระราชบัญญัติ ขนานนามสกุล พระองค ์ทรงเห็นว ่าจะใช ้นามสกุลตามพระนามเดิม หม ่อมไกรสรที่ “เป็นพืชพันธุ์ลูกอียายเดนเลือก เป็นคนอุบาทว์บ้าน เมือง”๖ ย่อมไม่เป็นมงคล จึงพระราชทานนามสกุลเสียใหม่ว่า “พึ่งบุญ” เนื่องจากได้มาพึ่งบุญบารมีในรัชกาลที่ ๖ จนสามารถยกระดับทางสังคม มีอ�านาจบารมีอีกครั้ง เจ ้าพระยารามราฆพซึ่งขณะนั้นเป ็นเพียง ม.ล. เฟื้อ เข้ามา “พึ่งบุญ” ถวายตัวเมื่ออายุประมาณ ๑๓ ปี พร้อมกับ ม.ล. ฟื้นน้องชาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ หลังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จนิวัติจากทวีปยุโรปสู ่พระนคร๗ ซึ่งได ้ทรง พระกรุณาโปรดเกล ้าฯ ส ่งไปศึกษาขนบธรรมเนียมราชการที่โรงเรียน มหาดเล็กของรัชกาลที่ ๕ จนอายุได้ ๑๘ ปี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้า รับราชการในพระองค ์ในต�าแหน ่งส�ารองราชการนายเวรขวา ซึ่งมี หน้าที่ดูแลเครื่องเสวยและปฏิบัติราชกิจทั่วไป ม.ล. เฟื้อจึงมีหน้าที่เชิญ เครื่องตามเสด็จทุกแห ่ง ไม ่ว ่าจะเป ็นทางราชการหรือเป ็นการส ่วน พระองค์๘ เนื่องจากคอยปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิดเกือบตลอดเวลานับ แต ่ตื่นพระบรรทมจะทรงได ้เห็นหน ้าเจ ้าพระยารามราฆพตลอดถึงเวลา เข้าที่พระบรรทม ไม่เคยขาดเฝ้าขาดงาน พระองค์ทรงเรียกตัวเมื่อใดได้ ทุกเมื่อ๙ ม.ล. เฟื้อจึงสร้างความประทับใจอย่างรวดเร็วจนได้รับกระแส รับสั่งเป็นลายพระราชหัตถ์พระราชทานว่าสมควรชุบเลี้ยง เพราะไม่เพียง “...เป็นอุปถากอันถูกใจหาผู้ใดจะเสมอเหมือนได้โดยยาก...” แต ่ยัง “...นับว่าเป็นคนหนุ่มที่อัศจรรย์ไม่เหมือนคนหนุ่มทั้งหลาย...”๑๐ ในวัน ครบรอบ ๒๑ ปี ขณะด�ารงต�าแหน่งเป็น นายจ่ายง เห็นได้ชัดว่าเจ้าพระยารามราฆพเป็นนายในที่พระองค์ทรงโปรด ปรานอย่างมาก ไม ่เพียงได ้รับพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ ์พร ้อม ลายพระราชหัตถเลขาว ่า “...มิได้กระท�าให้เป็นที่ขุ่นเคืองขัดใจเลย แม้แต่เล็กน้อย”๑๑ แม้ว่าพระองค์เป็นผู้ที่กริ้วง่ายก็ตาม แต่จากพระราช นิพนธ์ค�าน�าเรื่องรามเกียรติ์ แจกในงานฉลองสุพรรณบัฏของเจ้าพระยา
ชานันท์ ยอดหงษ์ 63 รามราฆพ ท�าให้เข้าใจได้ว่าส�าหรับรัชกาลที่ ๖ แล้ว เจ้าพระยารามราฆพ “...เป็นยอดแห่งบรรดาผู้ที่ได้รับใช้ใกล้ชิด...”๑๒ รวมไปถึงนายในที่เคย รับใช้รัชกาลที่ ๖ ยังตั้งข้อสังเกตว่า “รู้พระทัยและท�าตามพระประสงค์ ถวายได้ถูกพระทัยตั้งโดยไม่ต้องมีรับสั่งก่อน”๑๓ ในสายตานายในและข้าราชการที่เคยรับใช้รัชกาลที่ ๖ เจ้าพระยา รามราฆพเป ็นผู ้ที่ได ้ใกล ้ชิดพระองค ์มากที่สุด กล ่าวว ่าเป ็นผู ้นั่งร ่วม โต ๊ะเสวยทั้งมื้อกลางวันกลางคืน และร ่วมทุกกิจกรรมที่พระองค ์ทรง ริเริ่ม๑๔ ในเวลาที่รัชกาลที่ ๖ ทรงพระส�าราญ ทรงละคร ก็โปรดให ้ เป ็นตัวละครทุกครั้ง และไม ่ว ่ากีฬาในร ่มและกลางแจ ้ง เช่น คริคเก็ต ขี่ม ้าไล ่กระต ่าย เจ ้าพระยารามราฆพมักถูกจัดให ้เป ็นหัวหน ้าฝ ่ายเพื่อ แข ่งขันกับฝ ่ายตรงข ้าม๑๕ ในยามซ ้อมรบเสือป ่าถ ้าไม ่ถูกแต ่งตั้งให ้เป ็น ผู้คุมก�าลังทัพฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะตามไปอยู่บนหอคอยร่วมกับพระองค์ ที่ทอดพระเนตรการซ ้อมรบสองต ่อสอง๑๖ แม ้แต ่ในเวลาที่พระองค ์ไม ่ สบพระราชหฤทัย ก็มีแต่เจ้าพระยารามราฆพเท่านั้นที่อยู่ข้างๆ ขณะที่ ข้าราชการไม่กล้าเข้าใกล้๑๗ ทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากตั้งแต่พระองค์ยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ ซึ่งสะท้อนผ่าน “นายแก้ว” กับ “นายเกื้อ” ตัวละครในพระราช นิพนธ์ “จดหมายเหตุเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้” ที่เป็นข้าราชการที่ มักไปไหนมาไหนด ้วยกันและท�างานคู ่ ด ้วยการร ่วมกันเขียนจดหมาย มายังพระนคร๑๘ นอกจากนี้ผู้ที่ร่วมกิจกรรมเสือป่าอย่าง มนตรี ตราโมท เล่าถึง ประสบการณ ์ชีวิตในช ่วงเป ็นนักเรียนพรานหลวงและตามเสด็จซ ้อม เสือป่า ว่าคืนหนึ่งขณะที่ท�าหน้าที่เป็นยามรักษาด่าน ได้พบเห็นพระองค์ กับเจ ้าพระยารามราฆพออกไปไหนมาไหนทางรถยนต ์กันล�าพัง๑๙ ซึ่ง กว่าทั้งคู่จะเริ่มห่างกันก็ก่อนพระองค์สวรรคตเพียง ๑ ปี เมื่อเจ้าพระยา รามราฆพแต ่งงานกับประจวบ ลูกสาวเจ ้าพระยายมราช ข ้าราชการชั้น ผู้ใหญ่ที่รัชกาลที่ ๖ ทรงเคารพนับถือ ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ จึงได้รับพระ ราชทานพระบรมราชานุญาตไม ่ต ้องร ่วมในเวลาทรงกีฬาขณะที่ประทับ อยู่ในพระนคร หากพระองค์ประทับที่อื่นต้องปฏิบัติเสมือนเมื่อยังไม่ได้
64 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ สมรส อย ่างไรก็ตามก็แทบไม ่ต ่างไปจากแต่ก ่อน เพราะพระองค์ไม ่ได ้ ทรงกีฬาบ่อยเพียงแต่ชมกีฬาเท่านั้น และประทับนอกพระนครมากกว่า เจ ้าพระยารามราฆพได ้ยกระดับทางสังคมขึ้นเรื่อยๆ จนอายุได ้ ๒๒ ปี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาประสิทธิ์ศุภการ เหมือน กับบรรดาศักดิ์ผู้เป็นพ่อใน พ.ศ. ๒๔๕๕ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๖๔ มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาให้เป็นเจ้าพระยารามราฆพ ฯลฯ ชั้นสุพรรณบัฏ อันเป ็นต�าแหน ่งบรรดาศักดิ์ขั้นสูงสุดทางราชการ และชั้นสูงสุดของบรรดาศักดิ์เจ ้าพระยา ซึ่งขณะนั้นอายุได ้เพียง ๓๑ ป ี ขณะที่ผู ้ที่ได ้รับบรรดาศักดิ์เจ ้าพระยาในสมัยพระองค ์คนอื่นๆ รับ ราชการมาตั้งแต ่รัชกาลที่ผ ่านมา มากไปกว ่านั้น ราชทินนาม “ราม ราฆพ” เป็นชื่อต�าแหน่งหม่อมเจ้าราชนิกุลผู้นั่งกลางช้างให้สมเด็จ พระนเรศวรในสงครามยุทธหัตถีตามพงศาวดาร กษัตริย์ใน อุดมคติของรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเผยให้เห็นความส�าคัญของเจ้าพระยา รามราฆพต่อรัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๖ ไว้วางพระราชหฤทัยเจ้าพระยารามราฆพเป็นอย่าง ยิ่ง ไม ่เพียงได ้เป ็นอธิบดีกรมมหาดเล็กในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๔๕๗ ทั้งๆ ที่โดยปรกติผู ้ที่ด�ารงต�าแหน ่งนี้มักจะเป ็นเชื้อ พระวงศ ์ที่ใกล ้ชิดและไว ้วางพระราชหฤทัย ไม ่น ่าจะเป ็นเชื้อพระวงศ ์ ชั้นปลายที่มีประวัติกบฏอย ่างตระกูลหม ่อมไกรสร ยังได ้รับราชการ ในต�าแหน ่งสมุหราชองครักษ ์ ซึ่งสามารถตามเสด็จโดยล�าพัง ตั้งแต ่ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๐ จากการปรนนิบัติรับใช ้พระเจ ้าแผ ่นดินอย ่างใกล ้ชิดและเป ็น ส่วนพระองค์ราวนางใน เจ ้าพระยารามราฆพได ้เพิ่มบทบาทอ�านาจของ ตนเองจนมีหน ้าที่บริหารปกครองราชการกรมมหาดเล็กตั้งแต ่ พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่ได้รับท�าหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกรมมหรสพ และเมื่อพระองค์ ทรงปรับปรุงต�าแหน ่งผู ้บริหารของกรมมหาดเล็กให ้มีความส�าคัญยิ่ง ขึ้น ด ้วยการยุบสภาผู ้ส�าเร็จราชการมหาดเล็กพร ้อมตั้งผู ้ส�าเร็จราชการ มหาดเล็กเพียงคนเดียวคือเจ ้าพระยารามราฆพในวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒ นายในคนโปรดคนนี้จึงผูกขาดหน้าที่รับผิดชอบ
ชานันท์ ยอดหงษ์ 65 บังคับบัญชาการกรมมหาดเล็กทั้งหมด๒๐ ซึ่งเหมือนกับอธิบดีวัง ฝ่ายในที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของบรรดานางใน และต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้ด�ารงหน้าที่เป็นผู้ก�ากับราชการกรมมหรสพ ขณะเดียวกันบทบาทอ�านาจของเจ ้าพระยารามราฆพยังล�้าออก มานอกกรมมหาดเล็กด ้วยการเป ็นผู ้ช ่วยราชการกระทรวงวังใน พ.ศ. ๒๔๕๖ และเป็นองคมนตรีในปีถัดมา ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นต�าแหน่ง กิตติมศักดิ์ มีหน้าที่กราบทูลถวายความเห็นเมื่อทรงปรึกษา รวมไปถึง กระทรวงกลาโหม เนื่องจากได ้เป ็นผู ้ส�าเร็จราชการกรมมหาดเล็กและ สมุหราชองครักษ ์จึงได ้รับพระราชทานยศทหารด ้วย ซึ่งยศทหารของ เจ้าพระยารามราฆพเริ่มต้นด้วยร้อยเอกกรมทหารรักษาวัง ว.ป.ร. เมื่อ ยังด�ารงบรรดาศักดิ์เป ็นนายจ ่ายง และไต ่เต ้าสูงสุดในต�าแหน่งพลเอก กองทัพบก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ การเคลื่อนที่ทางสังคมของเจ ้าพระยารามราฆพจึงแสดงถึงการ สถาปนาอ�านาจตนเองผ่านการเป็นนายในและการใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน จนสามารถเข ้ามามีบทบาททางการเมืองทั้งในกระทรวงวังและกลาโหม ได้โดยไม่จ�าเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถ เพราะเจ้าพระยารามราฆพ ไม่มีความรู้วิชาทหารเลยความรู้ที่ได้มักมาจากต�าราที่หาอ่านเอาเองหรือ สอบถามนายทหารและจดจ�าเอาเองเช ่นเดียวกับที่ไม ่มีความรู ้วิชาเดิน เรือ เพราะเรียนแต ่ชนิดหรือประเภทของเรือ ยุทธวิธีทหารเรือ วิธีใช ้ วิธีจัดและการรักษาเรือเล็ก แต่ได้เป็นพลเรือโทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ และ ผู้ช่วยราชการกระทรวงทหารเรือใน พ.ศ. ๒๔๖๘ ก่อนออกจากราชการ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ เนื่องจากเปลี่ยนรัชกาล เช่นเดียว กับที่ได ้รับการโปรดให ้มีหน ้าที่การงานที่ต ้องพบกับชาวต ่างชาติเสมอๆ แต ่เจ ้าพระยารามราฆพก็ไม ่มีความรู ้ในภาษาอังกฤษ ซึ่งกว ่าจะรู ้ภาษา อังกฤษ “ได ้ดีพอสมควร” ก็เมื่อออกจากราชการไปเพราะสิ้นรัชกาล แล้วไปอยู่อังกฤษและจ้างครูมาสอนภาษา๒๑ เช ่นเดียวกับนางในในรัชกาลที่แล ้วเมื่อเป ็นที่โปรดปรานมักได ้ รับพระราชทานต�าหนัก เครื่องราชและทรัพย ์สินต ่างๆ เป ็นจ�านวน มาก ซึ่งนอกจากเจ ้าพระยารามราฆพจะได ้รับพระราชทานเครื่องราช
66 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ อิสริยาภรณ ์จ�านวนมากและเงินเดือนที่เลื่อนขึ้นจาก ๑๐ บาท เป็น ๓,๓๐๐ บาท ภายในเวลา ๒๐ ป ี ยังได ้รับพระราชทานสิ่งของต ่างๆ เพื่อแสดงความโปรดปรานและพึงพอพระราชหฤทัย ซึ่งในครั้งที่มีอายุ ครบ ๒๔ ปีเต็มรัชกาลที่ ๖ ได้พระราชนิพนธ์ค�าร้อยกรองพระราชทานพร และพระบรมราโชวาทซึ่งยากที่จะมีใครได้รับพระราชทานพรจากพระเจ้า แผ่นดินเช่นนี้ และเมื่อพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดงานกฐินพระราชทาน เจ้าพระยารามราฆพ โปรดให ้จัดงานมหรสพการแสดงอย ่างเอิกเกริก ที่วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหารในวันที่ ๑๕ ตุลาคม๒๒ และขณะที่นางในรัชกาลที่ผ ่านมาได ้รับพระราชทานต�าหนัก แต ่เจ ้าพระยารามราฆพได ้รับพระราชทานคฤหาสน ์ “นรสิงห ์” แม้ จะยังสร ้างไม ่เสร็จสมบูรณ ์ เพราะพระองค ์สวรรคตเสียก ่อน๒๓ แต่ ถือว ่าเป ็นการ “พระราชทานที่ดินบ้านช่องให้เกินหน้าเกินตาเจ้านาย” ในขณะนั้นแล้ว๒๔ ไม่เฉพาะบ้านในพระนคร พระองค ์ยังโปรดเกล ้าฯ ให้สร้าง ต�าหนัก “ทับเจริญ” ที่มีขนาดใหญ ่ ๔๐๐ ตารางเมตร ตกแต่งโอ่อ่า หรูหรา มีโรงรถและห้องต่างๆ ๑๐ ห้อง๒๕ พร้อมห้องแถวในพระราชวัง สนามจันทร ์ และที่พระราชนิเวศน ์มฤคทายวัน โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ต�าหนักริมทะเลส�าหรับเจ ้าพระยารามราฆพ โดยสร ้างเป ็นอาคารเสา คอนกรีตผนังก ่อด ้วยซีเมนต ์บล็อคประกอบด ้วยพื้นประตูและหน ้าต ่าง ไม้สักขณะที่อาคารบ้านพักของนายในคนอื่นๆอยู่นอกรั้วส่วนที่ประทับ ซึ่งเป ็นโครงสร ้างไม ้มุงจาก แม ้ถูกสร ้างแยกออกมาจากหมู ่พระที่นั่ง แต ่สามารถมองเห็นซึ่งกันและกัน และติดต ่อกันโดยใช ้สัญลักษณ ์โคม ไฟสีซึ่งชักบนเสาเหนือศาลาลงสรงของรัชกาลที่ ๖ ถ ้าเป ็นไฟสีเหลือง หมายความว ่าก�าลังแต ่งพระองค ์ เมื่อเป ็นสีเขียว หมายความว ่าเสด็จ เข ้าโต ๊ะเสวยพระกระยาหารค�่าแล้ว มากไปกว ่านั้น เมื่อมองจากมุมสูง (Bird’s-eye view) ต�าหนักของเจ้าพระยารามราฆพมีลักษณะคล้ายรูป หัวใจซึ่งเป็นรูปทรงที่นิยมกันแล้วในกลุ่มชาวตะวันตกคริสต์ศาสนิกชน ผิวขาว ในฐานะสัญลักษณ ์ของอารมณ ์ความรู ้สึกสเน ่หา เช ่นเดียวกับ ลักษณะของเหรียญห ้อยคอที่รัชกาลที่ ๖ พระราชทานแก ่ผู ้ที่มาร ่วม
ชานันท์ ยอดหงษ์ 67 พระบรมฉายาลักษณ์พระราชทานเจ้าพระยารามราฆพเพื่อแสดง “ความเสน่หา” (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) พ.ศ. ๒๕๑๐)
68 “ น า ย ใ น ” สมัยรัชกาลที่ ๖ พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกสมรสพระสุจริตสุดา๒๖ ไม่เพียงสัญลักษณ์แห่งความเสน่หา พระองค์ยังทรงฉายพระรูป คู ่กับเจ ้าพระยารามราฆพเพื่อ “ให้พระยาประสิทธิ์ศุภการ เป็นพยาน แห่งความสเนหา” ตามพระราชหัตถเลขาที่จารึกลงในรูปถ่าย ซึ่งค�าว่า “สเน่หา” ในรัชกาลที่ ๖ มักเป็นค�าที่ใช้แทนความรู้สึกระหว่างชายหญิง อย่างใน “จดหมายรัก” ระหว ่างพระองค ์กับพระนางเธอลักษมีลาวัณ ลงวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๔ ว่า “เนตรต่อเนตรแลจ้อง จิตปลื้ม เสน่หา” และในอีกตอนหนึ่ง “แสนยั่วเย้าเสนหา เมื่อยิ้ม” และอธิบาย ความสัมพันธ ์ระหว ่างเพื่อนชาย เช่น ในพระราชนิพนธ ์ที่อันโตนิโย กล่าวกับบัสสานิโยว่า “เพื่อนก็รู้อยู่แล้วเพื่อนแก้วเอ๋ย, ฉันไม่เคยขัดเพื่อนเสนหา ไฉนพูดไม่เป็นเรื่องเปลืองเวลา; ที่เพื่อนยาสงสัยใจข้านี้,”๒๗ ความสัมพันธ์ที่สนิทเสน่หากับพระมหากษัตริย์ก็ท�าให้เจ้าพระยา รามราฆพเสมือนด่านที่จะเข้าถึงรัชกาลที่ ๖ เพราะมีสิทธิและอ�านาจใน การพิจารณาอนุญาตให ้หรือไม ่ให ้เข ้าเฝ ้า จนกล ่าวกันว ่า ผู ้ที่ต ้องการ เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าพระยารามราฆพ หรือพระยาอนิรุทธเทวาแล ้วยากที่จะมีโอกาส เพราะว ่าทั้งสองพี่น ้องมี หน้าที่กรองเรื่องราวต่างๆก่อนขึ้นกราบบังคมทูลเรื่องใดที่ผ่านทั้งคู่แล้ว ย่อมมั่นใจได้ว่าส�าเร็จตามความประสงค์ ดังเช่น ใน พ.ศ. ๒๔๖๕ ที่ เจ ้าพระยารามราฆพได ้น�าความกราบบังคมทูลพระกรุณาของพระราช ทานเงินค ่าเช ่าบ ้านและเงินซื้อเครื่องเรือน ๒๐,๐๐๐ บาท แก่ ม.จ. ชัชวลิต เกษมสันต ์ นายในที่สนิทสนมกับเจ ้าพระยารามราฆพ แม้ว่า จะถูกนางในบางคนคัดค ้านแต ่ “ท่านเจ้าพระยารามราฆพกราบบังคม ทูลปัดเป่าอุปสรรคนั้นให้พ้นไปจนได้รับพระราชทานตามประสงค์” ๒๘ เพราะไม ่ว ่าเจ ้าพระยารามราฆพกราบบังคมทูลขอสิ่งใดจากพระองค ์ มักได้ตามประสงค์ไม่เคยได้รับการปฏิเสธ ดังนั้นรามเกียรติ์ที่พระองค์ พระราชนิพนธ ์แต ่ยังไม ่ทรงคิดที่จะตีพิมพ ์ จนกระทั่ง “เจ้าพระยา