Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2564 นาย ส.โจทก์ บริษัท ท.จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง, 118 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1), 8 (2) โจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ 2 ฉบับ ฉบับแรกตกลงว่าจ้างโดยเริ่มทำงานตั้งแต่ วันที่ 20 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ตกลงว่าจ้างโดยเริ่ม ทำงานตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2560 ตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรก จำเลย ตกลงว่าจ้างโจทก์ทำงานบนเรือในตำแหน่งต้นกล มีหน้าที่หลักด้านเทคนิคของเรือ ตรวจซ่อมเครื่องจักร วางแผน งานกำหนดหน้าที่งานให้แก่คนประจำเรือแผนกช่างกล ประจำอยู่บนเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศของจำเลย โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่า “...สัญญาว่าจ้างฉบับนี้เป็นไปตามมาตรฐาน MLC A2.1.4....” กับระบุ รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิดและที่อยู่ปัจจุบันของโจทก์ ชื่อและที่อยู่ของจำเลยซึ่ง เป็นเจ้าของเรือ สัญชาติของเรือ สถานที่และวันเดือนปีที่ทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ ตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ใน การจ้างงาน อัตราค่าจ้างและค่าตอบแทนอื่น ๆ วันเริ่มการว่าจ้างและวันสิ้นสุดการว่าจ้าง เงื่อนไขการสิ้นสุดของ สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ รวมทั้งสิทธิประโยชน์จากการคุ้มครองการประกันสังคมและสุขภาพที่จำเลยเป็นผู้จัดหา ให้โจทก์และสิทธิของโจทก์ในการได้รับการส่งตัวกลับ ซึ่งมีลักษณะและรายละเอียดทำนองเดียวกับหลักเกณฑ์เรื่อง สภาพการจ้างงานของคนประจำเรือตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 ที่กำหนดให้ข้อตกลงการ จ้างงานของคนประจำเรือจะต้องมีรายการดังกล่าว อันเป็นมาตรฐานสากลของการทำงานบนเรือเดินทะเล ประกอบกับเหตุผลประการหนึ่งในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว คือ การทำงานของลูกจ้างและคนประจำ เรือเกี่ยวข้องกับกิจการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศที่ต้องนำมาตรฐานสากล คือ อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทาง ทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) มาปฏิบัติต่อแรงงานทางทะเลเป็นกรณีเฉพาะ จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และ จำเลยว่าประสงค์ให้สัญญาดังกล่าวมีมาตรฐานการทำงานทางทะเลสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของการทำงาน ของคนประจำเรือตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ด้วยโจทก์เริ่มต้นทำงานกับจำเลยตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2558 และ ประเทศไทยได้มีการอนุวัติการกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานทางทะเลแห่ง อนุสัญญาดังกล่าวโดยการตรา พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ขึ้นมาใช้บังคับสำหรับแรงงานทางทะเลเป็น กรณีเฉพาะ แม้ขณะวันเริ่มต้นทำงานของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกไม่อาจนำ พ.ร.บ.แรงงาน
ทางทะเล พ.ศ. 2558 มาใช้บังคับต่อกันได้ก็ตามแต่เมื่อระหว่างที่สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกยังมีผลผูกพัน คู่สัญญาอยู่นั้น พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้มีผลใช้บังคับแล้ว การที่จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานใน ตำแหน่งต้นกลประจำอยู่บนเรือของจำเลยและได้รับค่าจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรก จึงถือเป็นการ ทำข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือตามบทนิยามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วโจทก์ฟ้อง เรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าชดเชยอันเป็นการเรียกร้องตามสิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีตาม กฎหมายในการเลิกจ้างซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เลิกจ้าง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ กับจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพ.ร.บ. แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ส่วนสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 นั้น โจทก์เริ่มต้นทำงานตามสัญญาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับแล้ว สิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีตามกฎหมายในการเลิกจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 จึงต้องอยู่ภายใต้ บังคับ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 เช่นกันเมื่อ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรือตามพระราชบัญญัตินี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กฎหมาย ว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน” และไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้บัญญัติในส่วนของค่าชดเชยไว้เป็นการเฉพาะ หรือบัญญัติให้คนประจำเรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อย กว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือมีบทบัญญัติอื่นที่ยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติ ดังกล่าวใช้บังคับแก่ข้อตกลงจ้างงานของคนประจำเรือที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างคน ประจำเรือกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นการทำงานและระยะเวลาสิ้นสุดไว้ตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง กับก่อนที่จำเลยจะตกลงจ้างคนประจำเรือทุกครั้ง จำเลยจะต้องจัดทำการอบรมทดสอบร่างกายจิตใจและความรู้ความสามารถในการทำงานบนเรือรวมถึงความรู้ เกี่ยวกับกฎข้อบังคับระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรือเดินทะเลเพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความพร้อม หากพิจารณา แล้วเห็นว่า บุคคลใดมีความพร้อมผ่านเกณฑ์ จำเลยจะตกลงว่าจ้างให้ทำงานในครั้งต่อไป ประกอบกับการทำงาน บนเรือเดินทะเลที่มีลักษณะและสภาพของงานแตกต่างจากการทำงานของลูกจ้างทั่วไป การที่จำเลยต้องทำการ อบรมทดสอบร่างกายจิตใจและความรู้ความสามารถในการทำงานบนเรือก่อนที่จะตกลงจ้างคนประจำเรือทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยประสงค์ที่จะจ้างคนประจำเรือมีกำหนดระยะเวลาเป็นคราว ๆ ไปสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ ฉบับที่ 2 ข้อ 4 ที่กำหนดว่า หากสัญญาว่าจ้างสิ้นสุดลงในขณะที่เรือมิได้อยู่ในเมืองท่า ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้ได้รับ การต่ออายุออกไปอีกเป็นระยะเวลาไม่เกินสามเดือน และบริษัทจะดำเนินการจัดส่งคนประจำเรือกลับยังภูมิลำเนา เดิมในเมืองท่าที่สะดวกในการเดินทางกลับ ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่าสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 เป็นสัญญาจ้าง ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่คงหมายความเพียงว่าเมื่อสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาไว้สิ้นสุดลงในขณะที่ เรือมิได้อยู่ในเมืองท่า ก็ให้ต่ออายุสัญญาว่าจ้างออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อจำเลยจะได้ดำเนินการจัดส่งคนประจำเรือ กลับภูมิลำเนาเดิมของคนประจำเรือเท่านั้น อันเป็นการคุ้มครองคนประจำเรือว่าก่อนที่จะส่งคนประจำเรือซึ่งอยู่ใน ระหว่างการเดินเรือกลับภูมิลำเนานั้น คนประจำเรือมีสิทธิได้รับค่าจ้างต่อไปอีกระยะหนึ่งแต่ไม่เกินสามเดือน ดังนี้ สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับที่ 2 จึงไม่ใช่สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเมื่อ สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างและมีการ สิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ หรือสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้
ตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 247,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 398,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ 30,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อ พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือพระราชบัญญัติ แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือกัน 2 ฉบับ ฉบับแรกตกลงว่าจ้างโดยเริ่มทำงานตั้งแต่ วันที่ 20 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 ส่วนสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ตกลงว่าจ้างโดยเริ่ม ทำงานตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2560 เมื่อพิจารณาตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับ แรก จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ทำงานบนเรือในตำแหน่งต้นกล (Chief Engineer) มีหน้าที่หลักด้านเทคนิคของเรือ ตรวจซ่อมเครื่องจักร วางแผนงานกำหนดหน้าที่งานให้แก่คนประจำเรือแผนกช่างกล ประจำอยู่บนเรือกลเดินทะเล ระหว่างประเทศของจำเลย โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่า “...สัญญาว่าจ้างฉบับนี้เป็นไปตามมาตรฐาน MLC A2.1.4...” กับระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิดและที่อยู่ปัจจุบันของโจทก์ ชื่อ และที่อยู่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือ สัญชาติของเรือ สถานที่และวันเดือนปีที่ทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ ตําแหน่งหน้าที่ของโจทก์ในการจ้างงาน อัตราค่าจ้างและค่าตอบแทนอื่น ๆ วันเริ่มการว่าจ้างและวันสิ้นสุดการ ว่าจ้าง เงื่อนไขการสิ้นสุดของสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ รวมทั้งสิทธิประโยชน์จากการคุ้มครองการประกันสังคม และสุขภาพที่จำเลยเป็นผู้จัดหาให้โจทก์ และสิทธิของโจทก์ในการได้รับการส่งตัวกลับ ซึ่งมีลักษณะและรายละเอียด ทำนองเดียวกับหลักเกณฑ์เรื่องสภาพการจ้างงานของคนประจำเรือตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ.
2558 มาตรา 43 ที่กำหนดให้ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือจะต้องมีรายการดังกล่าว อันเป็น มาตรฐานสากลของการทำงานบนเรือเดินทะเล ประกอบกับเหตุผลประการหนึ่งในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ดังกล่าว คือ การทำงานของลูกจ้างและคนประจำเรือเกี่ยวข้องกับกิจการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศที่ต้องนำ มาตรฐานสากล คือ อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) มาปฏิบัติต่อแรงงานทางทะเลเป็น กรณีเฉพาะ จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าประสงค์ให้สัญญาดังกล่าวมีมาตรฐานการทำงานทางทะเล สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของการทำงานของคนประจำเรือตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ด้วยเช่นกัน แต่แม้โจทก์เริ่มต้นทำงานกับจำเลยตามสัญญาว่าจ้างคน ประจำเรือฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2558 และประเทศไทยได้มีการอนุวัติการกฎหมายภายในประเทศให้ สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานทางทะเลแห่งอนุสัญญาดังกล่าวโดยการตราพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ขึ้นมาใช้บังคับสำหรับแรงงานทางทะเลเป็นกรณีเฉพาะ โดยพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 2 บัญญัติว่า “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป” และพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ วันที่ 8 ตุลาคม 2558 พระราชบัญญัตินี้จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2559 เป็นต้นไป ดังนั้น แม้ขณะวัน เริ่มต้นทำงานของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกไม่อาจนำพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาใช้บังคับต่อกันได้ก็ตาม แต่เมื่อระหว่างที่สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกยังมีผลผูกพันคู่สัญญาอยู่นั้น พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้มีผลใช้บังคับแล้ว และเมื่อพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 3 ได้กำหนดบทนิยาม คำว่า “คนประจำเรือ” หมายความว่า ผู้ซึ่งเจ้าของเรือจ้างหรือมอบหมายให้ทำ หน้าที่ประจำอยู่ในเรือโดยได้รับค่าจ้าง แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งทำงานในเรือเป็นการชั่วคราว กับคำว่า “ข้อตกลงการจ้าง งานของคนประจำเรือ” หมายความว่า สัญญาจ้างงานหรือข้อตกลงซึ่งกำหนดรายละเอียดตามที่พระราชบัญญัตินี้ กำหนด และให้หมายความรวมถึงข้อตกลงที่เกิดจากการเจรจาต่อรองของคนประจำเรือและเจ้าของเรือ การที่ จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งต้นกลประจำอยู่บนเรือของจำเลยและได้รับค่าจ้างตามสัญญาว่าจ้าง คนประจำเรือฉบับแรก จึงถือเป็นการทำข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือตามบทนิยามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าชดเชยอันเป็นการ เรียกร้องตามสิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีตามกฎหมายในการเลิกจ้างซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ในขณะที่เลิกจ้าง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับ แรกจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ส่วนสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 นั้น โจทก์เริ่มต้นทำงานตามสัญญาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับแล้ว สิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีตามกฎหมายในการเลิก จ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 เช่นกัน เมื่อพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การจ้างงานระหว่าง เจ้าของเรือกับคนประจำเรือตามพระราชบัญญัตินี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมาย ว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และ กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน” และไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้บัญญัติในส่วนของ ค่าชดเชยไว้เป็นการเฉพาะ หรือบัญญัติให้คนประจำเรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือมีบทบัญญัติอื่นที่ยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่
ข้อตกลงจ้างงานของคนประจำเรือที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของ โจทก์ที่ว่าต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนค่าชดเชยนี้ เปลี่ยนแปลงไป คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลย ฉบับที่ 2 เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เจ้าของเรือต้องจัดให้มีข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือเป็นหนังสือพร้อม ลายมือชื่อของเจ้าของเรือและคนประจำเรือ โดยจัดทำเป็นคู่ฉบับจัดเก็บไว้บนเรือหนึ่งฉบับ และอีกฉบับหนึ่งให้คน ประจำเรือเก็บไว้ พร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้” วรรคสอง บัญญัติว่า “ข้อตกลงการจ้างงานของคน ประจำเรือตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการ ดังต่อไปนี้ (1)...(17) วันสิ้นสุดหรือเงื่อนไข การสิ้นสุดของข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ...” และตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ข้อตกลงการ จ้างงานของคนประจำเรือย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ หรือ สิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า” เมื่อ โจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นการทำงานและระยะเวลาสิ้นสุดไว้ตาม บทบัญญัติดังกล่าว กับเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า ก่อนที่จำเลยจะตกลงจ้างคนประจำ เรือทุกครั้งจำเลยจะต้องจัดทำการอบรมทดสอบร่างกายจิตใจและความรู้ความสามารถในการทำงานบนเรือรวมถึง ความรู้เกี่ยวกับกฎข้อบังคับระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรือเดินทะเลเพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความพร้อม หาก พิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลใดมีความพร้อมผ่านเกณฑ์ จำเลยจึงจะตกลงว่าจ้างให้ทำงานในครั้งต่อไป ประกอบกับ การทำงานบนเรือเดินทะเลที่มีลักษณะและสภาพของงานแตกต่างจากการทำงานของลูกจ้างทั่วไป การที่จำเลยต้อง ทำการอบรมทดสอบร่างกายจิตใจและความรู้ความสามารถในการทำงานบนเรือก่อนที่จะตกลงจ้างคนประจำเรือ ทุกครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยประสงค์ที่จะจ้างคนประจำเรือมีกำหนดระยะเวลาเป็นคราว ๆ ไป ส่วนสัญญา ว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ข้อ 4 ที่กำหนดว่า หากสัญญาว่าจ้างสิ้นสุดลงในขณะที่เรือมิได้อยู่ในเมืองท่า ให้ถือว่า สัญญาฉบับนี้ได้รับการต่ออายุออกไปอีกเป็นระยะเวลาไม่เกินสามเดือน และบริษัทจะดำเนินการจัดส่งคนประจำ เรือกลับยังภูมิลำเนาเดิมในเมืองท่าที่สะดวกในการเดินทางกลับ นั้น ก็ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่าสัญญาว่าจ้างคนประจำ เรือฉบับที่ 2 เป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่คงหมายความเพียงว่าเมื่อสัญญาจ้างที่กำหนด ระยะเวลาไว้สิ้นสุดลงในขณะที่เรือมิได้อยู่ในเมืองท่า ก็ให้ต่ออายุสัญญาว่าจ้างออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อจำเลยจะได้ ดำเนินการจัดส่งคนประจำเรือกลับภูมิลำเนาเดิมของคนประจำเรือเท่านั้น อันเป็นการคุ้มครองคนประจำเรือว่า ก่อนที่จะส่งคนประจำเรือซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินเรือกลับภูมิลำเนานั้นคนประจำเรือมีสิทธิได้รับค่าจ้างต่อไปอีก ระยะหนึ่งแต่ไม่เกินสามเดือน ดังนี้ สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับที่ 2 จึงไม่ใช่สัญญาจ้างที่ ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาปรับ ใช้กับคดีนี้และวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับที่ 2 เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างและมีการสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในข้อตกลงการจ้างงานของ คนประจำเรือ หรือสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือตามพระราชบัญญัติ
แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ฎีกา ของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ควรได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 กี่วัน เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (สมจิตร์ ทองศรี-จักษ์ชัย เยพิทักษ์-กิตติพงษ์ ศิริโรจน์) ศาลแรงงานกลาง - นายสุชิต โต๊ะวิเศษกุล ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นางนงนภา จันทรศักดิ์ ลิ่มไพบูลย์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7136/2561 นายณฐวัฒน์หรือสมคิด นิพรรัมย์โจทก์ นางสาวปัทมาภรณ์ วีระจิตต์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค ท้าย, 119 (4) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48, 51 วรรค หนึ่ง, 52 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน กรณีจำเลยที่ 1 มี คำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและค่าชดเชย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2
ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเลิกจ้างที่ ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยส่วนแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ผิดข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานและเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ควรเพิกถอน แต่กลับวินิจฉัยในส่วนหลังว่า การกระทำของ โจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวมิใช่เรื่องงานอาจลงโทษเบากว่าเลิกจ้างได้ และอ้าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 และมาตรา 52 มาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรมและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 ขัดกันเอง และไม่ได้ วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง เหตุทำร้ายร่างกายเกิดบนรถบัสรับส่งพนักงานที่จำเลยที่ 2 นายจ้างจัดให้ลูกจ้างเพื่อความสะดวก ในการเดินทางไปทำงาน แม้จะเป็นเวลาก่อนที่ลูกจ้างเข้าปฏิบัติงาน แต่ก็เป็นเวลาเกี่ยวเนื่องก่อนลูกจ้างเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งหรือระเบียบห้ามมิให้พนักงานที่โดยสารรถรับส่งทำร้ายร่างกายและทะเลาะ วิวาทบนรถรับส่งพนักงานได้ ประกาศของจำเลยที่ 2 เรื่อง การทำร้ายร่างกาย และทะเลาะวิวาทภายในโรงงาน รถ รับส่งพนักงาน และพื้นที่ที่บริษัทกำหนด จึงมีผลใช้บังคับได้ การที่โจทก์ทำร้าย ร. โดยบีบคอจนมีรอยแดงช้ำที่คอ เข้าข่ายเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 และ ประกาศดังกล่าว อันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคท้าย และไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) จ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้เพิกถอนคำสั่งที่ 72/2555 ของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ 24,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 คำ ขออื่น ๆ ให้ยกเสียทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า คำ พิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 72/2555 กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้
การว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 72/2555 หรือไม่ และ จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยต้องพิจารณาใน รายละเอียดว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรงหรือไม่ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยในส่วนแรกว่า การที่ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ควรเพิก ถอน แต่กลับวินิจฉัยในส่วนหลังว่า การกระทำของโจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวมิใช่เรื่องงานอาจลงโทษเบากว่าเลิกจ้างได้ และศาลแรงงานภาค 2 กลับอ้างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 และมาตรา 52 มาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 ขัดกันเอง กล่าวคือหากโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรง และจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยชอบตามที่วินิจฉัยในส่วนแรก ศาลแรงงานภาค 2 ก็ชอบที่จะวินิจฉัยเพียงว่าโจทก์ไม่มี สิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่านั้น แต่ศาลแรงงานภาค 2 กลับมาวินิจฉัยเพิ่มขึ้น นอกเหนือประเด็นข้อพิพาทอีกว่า การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินสมควร คำพิพากษาศาล แรงงานภาค 2 จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงาน ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ เพื่อความรวดเร็วจึงเห็นสมควร วินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัย คดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุเกิดในรถบัสรับส่งพนักงานของจำเลยที่ 2 รับ พนักงานจากเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ไปทำงานที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อทำงานกะดึกเวลา 20 นาฬิกา เป็นต้นไป รถบัสคันเกิดเหตุเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคนิตยา ทัวร์ มีนายอนุชา เป็นคนขับ เหตุเริ่มต้น เกิดจากโจทก์ถอดรองเท้าเอาขาพาดเหยียดเท้ากับราวจับบันไดกลางรถบัสซึ่งมีประตูกลาง ประตูกลางจะใช้เฉพาะ เวลาพนักงานลงรถพร้อมกันจำนวนมาก นางรวีวรรณ ต่อว่าโจทก์ในเรื่องนี้พร้อมจะใช้โทรศัพท์เคลื่อ นที่ถ่ายรูป โจทก์ โจทก์มีอารมณ์โกรธโจทก์จึงทำร้ายนางรวีวรรณโดยบีบคอ จำเลยที่ 2 มีระเบียบข้อบังคับการทำงานข้อ 39 กำหนดว่า "ทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกาย หรือข่มขู่หัวหน้างานหรือผู้กระทำการแทนบริษัท หรือลูกค้าบริษัท หรือพนักงานหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่มาติดต่องานกับบริษัท ทั้งในเวลาทำงานและนอกเวลาทำงานในบริเวณบริษัท หรือ สถานที่ที่บริษัทจัดกิจกรรม" เป็นความผิดร้ายแรง และจำเลยที่ 2 มีประกาศเลขที่ HR/ER - 002/2549 เรื่อง การ ทำร้ายร่างกาย และทะเลาะวิวาทภายในโรงงาน รถรับส่งพนักงาน และพื้นที่ที่บริษัทกำหนด โดยระบุว่า "พนักงาน ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทั้งในเขตพื้นที่บริษัท บนรถรับส่งพนักงาน หรือภายนอกบริษัทซึ่งเป็นสถานที่ที่บริษัทจัดกิจกรรม บริษัทจะพิจารณาลงโทษเลิกจ้างพนักงานที่กระทำผิด โดย ไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น" เห็นว่า คดีนี้เกิดเหตุบนรถรับส่งพนักงานที่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจัดให้ลูกจ้างเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน แม้จะเป็นเวลาก่อนที่ลูกจ้างเข้า ปฏิบัติงาน แต่ก็เป็นเวลาเกี่ยวเนื่องก่อนลูกจ้างเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งหรือระเบียบห้ามมิให้ พนักงานที่โดยสารรถรับส่งทำร้ายร่างกายและทะเลาะวิวาทบนรถรับส่งพนักงานได้ ดังนั้นประกาศเลขที่ HR/ER -
002/2549 จึงมีผลใช้บังคับได้ การที่โจทก์ทำร้ายนางรวีวรรณมีรอยแดงช้ำที่คอเข้าข่ายเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จึงเป็นการกระทำที่ ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 ข้อ 39 และประกาศเลขที่ HR/ER - 002/2549 อันเป็นกรณี ร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหม าย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคท้าย และไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และให้ยกฟ้องโจทก์ (สมจิตร์ ทองศรี-วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์-จักษ์ชัย เยพิทักษ์) ศาลแรงงานภาค 2 - นายธีระนันท์ อ่วมเจิม แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นรย687/2555 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6609/2561 นายปรีดา สังวาลวิชัยโรจน์โจทก์ บริษัทธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สี่, 119 วรรค หนึ่ง (4) การที่โจทก์ให้ ณ. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และ เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้ ณ. สั่งจ่ายเช็ค ธนาคาร ท. จำนวนเงิน 50,000,000 บาท ให้ตนเองแล้วโจทก์นำเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินที่ธนาคารจำเลย สาขาซี
คอนสแควร์ เพื่อเข้าบัญชีของ ณ. ที่ธนาคารจำเลยสาขาพาราไดซ์ พาร์ค ทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าเงินในบัญชีของ ณ. ไม่พอจ่ายตามเช็คและยังกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกสามครั้งโดยมีเจตนาเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคาร จำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค อันเป็นการสร้างผลงาน (KPI) ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตทำ ให้ตนเองได้รับประโยชน์ว่าสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย การกระทำของโจทก์ส่งผลให้จำนวนเงินที่จำเลยรับ ฝากผิดไปจากความเป็นจริงทำให้การแปลผลการประกอบการของจำเลยไม่ตรงความจริงตามไปด้วย ส่งผลกระทบ ต่อความมั่นคงของตลาดเงิน จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจจาก ประชาชนเป็นสำคัญ การกระทำดังกล่าวอาจทำให้จำเลยขาดความเชื่อถือไว้วางใจในการประกอบธุรกิจส่งผลให้เกิด ความเสียหายร้ายแรงได้ เป็นการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุไว้ว่าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พนักงานผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ตนเองหรือ ผู้อื่นได้ประโยชน์อันมิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และผิดวินัยอย่างร้ายแรง และที่ระบุไว้ว่าพนักงานผู้ใดจงใจใน การปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของธนาคารอาจเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความ เสียหายถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อีกทั้งการที่โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของตนเองให้ ว. เพื่อใช้อนุมัติรายการนำฝากเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีนั้น โจทก์เป็นผู้จัดการสาขา รหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของโจทก์สามารถใช้ทำธุรกรรมการเงินของสาขาได้ทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายทางการเงินสูงมาก การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบการปฏิบัติงานประจำวันของสำนัก/สาขา ที่ระบุไว้ว่าห้ามบอกกล่าวหรือ แสดงสัญลักษณ์ใด ๆ อันทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ User ID และ Password ของตนเอง มิฉะนั้นจะถือว่ามีความผิดอย่าง ร้ายแรง และที่ระบุไว้ว่าในระหว่างวันทำการ หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ มีความจำเป็น ต้องมอบหมายงาน ให้เจ้าหน้าที่ท่านอื่นปฏิบัติงานแทน ห้ามมอบหมาย Password ของตนเองอย่างเด็ดขาด การกระทำของโจทก์ทั้ง สองกรณีเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็น ธรรมกรณีที่ร้ายแรงแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ในการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 มิใช่พิจารณาว่าหากการเลิกจ้าง โจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยดังที่โจทก์ อ้าง เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม กรณีร้ายแรงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสี่ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 140,677 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 9,739,200 บาท และค่าชดเชย 649,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 649,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 9 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้า ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการ สาขาพาราไดซ์พาร์ค ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 81,160 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันที่ 30 ของเดือน จำเลยมีระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ก่อนถูก เลิกจ้างโจทก์ชักชวนนายเณวิน เพื่อนของโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค บัญชีเลขที่ 028-3-00xxx-x และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหนึ่งพัน บัญชีเลขที่ 175-3-00xxx-x โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายในการเปิดบัญชีให้ จากนั้นนายเณวินสั่งจ่ายเช็ค ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 50,000,000 บาท ให้แก่นายเณวินเองแล้วโจทก์นำเช็คดังกล่าว เรียกเก็บเงินที่ธนาคารจำเลย สาขาซีคอนสแควร์ เพื่อเข้าบัญชีนายเณวินที่ธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค ทั้ง ที่โจทก์รู้ว่าเงินในบัญชีของนายเณวินไม่พอจ่ายตามเช็ค เช็คจึงถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน และโจทก์นำเช็คฉบับเดียวกัน เรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันอีก และทุกครั้งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเช่นกันโดยโจทก์รู้อยู่แล้วว่าเงิน ในบัญชีไม่พอจ่ายตามเช็ค โจทก์กระทำการดังกล่าวโดยเจตนาเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค อันเป็นการสร้างผลงาน (KPI) นอกจากนี้โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของโจทก์ให้นายไววิทย์ เจ้าหน้าที่อำนวยการอาวุโส สาขาพาราไดซ์ พาร์ค เพื่อดำเนินการอนุมัติรายการนำฝากเช็คดังกล่าวมาแล้วเข้าบัญชี ของนายเณวินที่ธนาคารจำเลยสาขาพาราไดซ์ พาร์ค ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายเงินใด ๆ ให้ แล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์นำเช็คเรียกเก็บเงินโดยรู้อยู่แล้วว่าเงินในบัญชีของลูกค้าไม่พอจ่ายเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคาร จำเลย เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 28 ที่ว่า พนักงานต้องไม่รายงานเท็จต่อ ผู้บังคับบัญชาหรือต่อธนาคาร การรายงานโดยปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จ แต่ เป็นกรณีไม่ร้ายแรง ส่วนที่โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ให้ผู้อื่นเพื่อใช้ในการอนุมัติการนำฝากเช็ค เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติในการบริการประชาชน จำเลยไม่ได้ถือระเบียบเคร่งครัด ไม่ถือว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่มีข้อเท็จจริงใดถือว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และไม่มีข้อเท็จจริงใดว่าโจทก์ปลอมแปลงเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่โจทก์จงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและละเลยไม่ นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ถือว่าเป็น การเลิกจ้างที่มีเหตุผลเพียงพอไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับ ค่าชดเชย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า การพิจารณาว่าการ
กระทำผิดของลูกจ้างจะเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ต้องพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่การงาน ลักษณะและพฤติการณ์ การกระทำความผิด จำเลยเป็นสถาบันการเงิน พนักงานสถาบันการเงินต้องอาศัยความซื่อสัตย์สุจริต โจทก์เป็น ผู้จัดการสาขากระทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต รหัสประจำตำแหน่งของผู้จัดการ สาขานั้นสามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินของสาขาได้ทั้งหมด การให้รหัสประจำตำแหน่งแก่บุคคลอื่นเป็นการเสี่ยง ที่จะเกิดความเสียหายในทางการเงินสูงมากแก่จำเลย จึงเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์ให้นายเณวิน เปิด บัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้นายเณวินสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทย พาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 50,000,000 บาท ให้ตนเองแล้วโจทก์นำเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินที่ธนาคาร จำเลย สาขาซีคอนสแควร์ เพื่อเข้าบัญชีของนายเณวินที่ธนาคารจำเลยสาขาพาราไดซ์ พาร์ค ทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่า เงินในบัญชีของนายเณวินไม่พอจ่ายตามเช็คและยังกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกสามครั้งโดยมีเจตน าเพื่อเพิ่ม ยอดเงินฝากของธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค อันเป็นการสร้างผลงาน (KPI) ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการ กระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตทำให้ตนเองได้รับประโยชน์ว่าสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย การกระทำของโจทก์ ส่งผลให้จำนวนเงินที่จำเลยรับฝากผิดไปจากความเป็นจริงทำให้การแปลผลการประกอบการของจำเลยไม่ตรงความ จริงตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของตลาดเงิน จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องอาศัยความ เชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนเป็นสำคัญ การกระทำดังกล่าวอาจทำให้จำเลยขาดความเชื่อถือไว้วางใจในการ ประกอบธุรกิจส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ เป็นการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 25 ที่ ระบุไว้ว่าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พนักงานผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิ ชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์อันมิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และผิดวินัยอย่างร้ายแรง และข้อ 26 ที่ระบุไว้ว่าพนักงานผู้ใดจงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของ ธนาคารอาจเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหายถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อีกทั้งการที่โจทก์มอบรหัส ประจำตำแหน่ง (Password) ของตนเองให้นายไววิทย์ เพื่อใช้อนุมัติรายการนำฝากเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีนั้น โจทก์ เป็นผู้จัดการสาขา รหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของโจทก์สามารถใช้ทำธุรกรรมการเงินของสาขาได้ทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายทางการเงินสูงมาก การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบการปฏิบัติงาน ประจำวันของสำนัก/สาขา ข้อ 5.4 ที่ระบุไว้ว่าห้ามบอกกล่าวหรือแสดงสัญลักษณ์ใด ๆ อันทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ User ID และ Password ของตนเองมิฉะนั้นจะถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง และข้อ 8.2 ที่ระบุไว้ว่าในระหว่างวันทำการ หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ มีความจำเป็น ต้องมอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ท่านอื่นปฏิบัติงานแทน ห้าม มอบหมาย Password ของตนเองอย่างเด็ดขาด การกระทำของโจทก์ทั้งสองกรณีเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงแล้ว ดังนั้น การที่จำเลย เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยประการอื่นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ จำต้องวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นธรรมหรือไม่และโจทก์มี สิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีไม่
ร้ายแรง ดังนั้นจำเลยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเสียก่อนจึงจะเลิกจ้างได้ แต่จำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเมื่อเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว จำเลยต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ สำหรับปัญหาเกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นธรรมหรือไม่นั้นต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่และเหตุ นั้นเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้หรือไม่ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วว่าการ กระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและ เป็นธรรมกรณีร้ายแรงแล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรแล้ว ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม สำหรับปัญหาเกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า ในการ พิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 มิใช่พิจารณาว่าหาก การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจาก จำเลยดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วย กฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสี่ ที่ ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง (สมพงษ์ เหมวิมล-ธีระพงศ์ จิระภาค-ปกรณ์ สุวรรณพรหมา) ศาลแรงงานกลาง - นายวัฒนา สุขประดิษฐ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นมบ376/2559 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2561
นางภณิตา ตรุดเส็งหรือนางสาวกัญญภา วิเชียรรุ่งโจทก์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสวัสดิการมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้วจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมี สิทธิบอกเลิกสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด แม้ตาม สัญญาจ้างแรงงานจะระบุว่า ถ้าลูกจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญาต้องแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบล่วงหน้าเป็น เวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ก็ตาม และนายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างยื่นหนังสือลาออกไม่ครบ 30 วัน นายจ้างจึงไม่อนุมัติให้ ลาออกนั้นก็เป็นเพียงขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของนายจ้างเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนา เลิกสัญญาได้ สัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เมษายน 2558 ตามหนังสือขอลาออกของลูกจ้าง และลูกจ้างไม่มีหน้าที่ที่จะต้องทำงานให้แก่นายจ้างอีกต่อไป การที่จำเลยอ้างอ้างว่าลูกจ้างขาดงานตั้งแต่วันดังกล่าว เป็นต้นไปติดต่อกันเกิน 3 วัน นายจ้างจึงเลิกจ้างลูกจ้างนั้น ก็หามีผลตามกฎหมายไม่ เพราะสัญญาจ้างแรงงานได้ สิ้นสุดลงไปก่อนหน้านั้นแล้วจึงไม่อาจมีการบอกเลิกสัญญาได้อีกตามข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนของนายจ้างและ ข้อบังคับของกองทุนจำเลยมีข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างที่เป็น สมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างถูกไล่ออกหรือถูกนายจ้างเลิกจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ ลูกจ้างลาออกด้วย ดังนั้นเมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างสิ้นสุดลงเพราะลูกจ้างลาออกมิใช่เป็น เพราะถูกไล่ออกหรือถูกเลิกจ้าง ย่อมไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ ให้แก่ลูกจ้าง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ เป็นเงิน 75,256.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบเป็นเงิน 75,256.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 สิงหาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติ บุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทโคไชน่า เฟรท (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ระหว่างเป็นลูกจ้างโจทก์ส่งเงินสะสมให้จำเลย โจทก์มีหนังสือขอลาออกจาก บริษัทนายจ้าง และได้รับเงินสมทบ (ที่ถูกเงินสะสม) จากจำเลยแล้ว 75,256.53 บาท ข้อบังคับของจำเลยและ ข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนของบริษัทนายจ้างแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่าพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างด้วยการ ลาออกและมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากจำเลย เมื่อโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลย เพิกเฉยถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างด้วยการลาออก การ ลาออกของโจทก์มีผลในวันที่ 21 เมษายน 2558 ตามที่ปรากฏในเอกสารหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์พ้นสภาพโดยบริษัท นายจ้างเลิกจ้างเพราะโจทก์มีความผิดเนื่องจากโจทก์ขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน แต่อย่างใดไม่ เมื่อตามข้อบังคับ ของจำเลยระบุเงื่อนไขที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบเฉพาะกรณีลูกจ้างถูกไล่ออก หรือนายจ้างเลิกจ้างเนื่องจากฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วย กฎหมายและเป็นธรรมในเรื่องที่ร้ายแรงเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าโจทก์ผิดสัญญาจ้างเนื่องจากไปทำงานกับบริษัทซึ่ง เป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริษัทนายจ้างของโจทก์นั้น ถึงแม้จะเป็นไปตามที่จำเลยกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องที่บริษัทนายจ้าง จะต้องไปเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เป็นอีกกรณีหนึ่ง หาได้เกี่ยวข้องกับการพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างโดยการ ลาออกของโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบพร้อมดอกเบี้ยจาก จำเลย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและมีสิทธิได้รับเงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสมทบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ลาออกโดยไม่ถูกต้องเนื่องจากสัญญาจ้างแรงงาน ได้กำหนดไว้ว่า หากลูกจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญา ลูกจ้างต้องแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบล่วงหน้าเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่โจทก์แจ้งล่วงหน้าไม่ครบเวลาดังกล่าว บริษัทนายจ้างจึงไม่อนุมัติการลาออก ทำให้การ ลาออกของโจทก์ไม่มีผล และเมื่อโจทก์ไม่ได้เข้ามาทำงานตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2558 จนถึงวันฟ้องโจทก์จึงขาด งานติดต่อกันเกินสามวันและเมื่อบริษัทนายจ้างใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์มีความผิด ร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากจำเลย เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาซึ่งการบอกเลิกสัญญาจ้าง แรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียง ฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด แม้ตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 6 ระบุว่า ถ้าลูกจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญา ลูกจ้างต้องแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกไม่ครบ 30 วัน บริษัทนายจ้างจึงไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกนั้นก็เป็น เพียงขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของบริษัทนายจ้างเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญา ของโจทก์ได้ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างจึงเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เมษายน 2558 ตาม หนังสือขอลาออกของโจทก์ และโจทก์ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องทำงานให้แก่บริษัทนายจ้างอีกต่อไป การที่จำเลยอ้างใน อุทธรณ์ว่าโจทก์ขาดงานตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2558 เป็นต้นไป ติดต่อกันเกิน 3 วัน บริษัทนายจ้างจึงพิจารณา เลิกจ้างโจทก์นั้น ก็หามีผลตามกฎหมายไม่ เพราะสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างได้สิ้นสุดลงไป ก่อนหน้านั้นแล้วจึงไม่อาจมีการบอกเลิกสัญญาได้อีก เมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างสิ้นสุด ลง ตามข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนของบริษัทนายจ้างภายใต้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลย ข้อ 6.3.2.1 เกี่ยวกับ
หลักเกณฑ์การจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบแก่สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพนั้น กำหนดไว้ว่าสมาชิกที่พ้นจากการเป็น ลูกจ้างด้วยเหตุถูกไล่ออกหรือนายจ้างเลิกจ้างเนื่องจากฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่ง ของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในเรื่องที่ร้ายแรง สมาชิกผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและ ผลประโยชน์ของเงินสมทบอีก ทั้งตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 10.7.2 (2) เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสมทบนั้น กำหนดไว้ว่าสมาชิกที่พ้นจากการเป็นลูกจ้างด้วยเหตุถูกไล่ออกหรือนายจ้างเลิก จ้างเนื่องจากฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็น ธรรมในเรื่องที่ร้ายแรงจะไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ เว้นแต่ข้อบังคับกองทุนเฉพาะ ส่วนจะกำหนดสิทธิในการได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบในกรณีดังกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งตาม ข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนของบริษัทนายจ้างและข้อบังคับของกองทุนจำเลยดังกล่าวจะเข้ากรณีที่ยกเว้นไม่ต้อง จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเฉพาะในกรณีที่ ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกถูกไล่ออกหรือถูกนายจ้างเลิกจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ลูกจ้างลาออกด้วย ดังนั้นเมื่อสัญญา จ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างสิ้นสุดลงเพราะโจทก์มีหนังสือขอลาออก มิใช่เป็นเพราะโจทก์ถูกไล่ออก หรือถูกเลิกจ้าง ย่อมไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์ ส่วนที่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าหลังจากที่โจทก์ลาออกจากบริษัทนายจ้างแล้ว โจทก์ไปทำงานที่บริษัทจีทรี โกลจีสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันและเป็นคู่แข่งทางการค้าโดยตรงกับบริษัทนายจ้างตั้งแต่ วันที่ 23 เมษายน 2558 อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้าง โดยบริษัท นายจ้างต้องไปว่ากล่าวเองกับโจทก์อีกส่วนหนึ่งต่างหากเมื่อโจทก์มิได้พ้นจากการเป็นลูกจ้างด้วยเหตุถูกบริษัท นายจ้างไล่ออกหรือเลิกจ้างตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การที่จำเลยไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงิน สมทบให้แก่โจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและ ผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของ เงินสมทบให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชวลิต ลีฬหาวงศ์-ธีระพงศ์ จิระภาค-เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์) ศาลแรงงานกลาง - นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นสป271/2559 หมายเหตุ
___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561 นางสาวเยาวลักษณ์ ว่องไวโจทก์ บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรค หนึ่ง, 582 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรค หนึ่ง, 17 วรรค สอง, 118 วรรค หนึ่ง (5), 119 วรรค หนึ่ง (4) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและ บัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของ จำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สิทธิและหน้าที่ในการบริหารงานของบริษัท ข้อ 2 รวมทั้งมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมแก่งานเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมี ประสิทธิภาพตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นโยบายบริหารบุคคลของบริษัท ข้อ 2 ก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่ เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้างและไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยที่ 1 ย้ายโจทก์ใน ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในระดับหัวหน้าแผนกที่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกใน การปฏิบัติงาน ไปดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินในแผนกการเงินและบัญชี ซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติงานที่ไม่มีอำนาจ บังคับบัญชาพนักงานในแผนก โดยต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้จัดการแผนก จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลดค่าจ้างโจทก์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความ ยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่มีผล บังคับแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมนั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วย กฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างกรณีที่ร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้าง เพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดนั้น เมื่อปรากฏ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาแล้วได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2558 จึงถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าว ล่วงหน้า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้าง 2 งวด งวดแรก ทุกวันที่ 28 ของ เดือน และงวดที่สอง ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในส่วนนี้ไปเสียทีเดียว ได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย สำหรับค่าชดเชย โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลย ติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตา ม
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อย ละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 28 เมษายน 2558 จะมี ผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือต้องให้ลูกจ้างอยู่ทำงานถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างให้มีผลทันทีในวันที่ 27 เมษายน 2558 โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับหากอยู่ ทำงานจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใด ให้ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดส่วนนี้นับ แต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เพียงใด เนื่องจาก การกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเอง ได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 53,000 บาท ค่าจ้างในส่วนของค่าตำแหน่งผู้จัดการ แผนกบัญชีที่ลดลงและจ่ายไม่ครบ 4,000 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากเสียโอกาสก้าวหน้าทางวิชาชีพ 2,120,000 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ ค่าใช้จ่ายระหว่างหางานใหม่ทำและค่าภาระใช้จ่ายต้องดูแลครอบครัว 600,000 บาท ค่าเสียหายจากภาระหนี้สินผ่อนค่าเช่าซื้อรถยนต์ 600,667 บาท ค่าเสียหายจากภาระหนี้สินผ่อน ชำระที่อยู่อาศัย 661,050 บาท และค่าเสียหายจากการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2,000,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ออกใบสำคัญแสดงการ ทำงานให้แก่โจทก์ว่าโจทก์ทำงานมานานเท่าใดและลักษณะงานที่ทำเป็นอย่างไร และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบ พร้อมผลประโยชน์ 533,013.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างที่ลดลงเดือนละ 1,000 บาท จำนวน 4 เดือน (ของเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2558) เป็นเงิน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วัน ฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ออกใบสำคัญการทำงานที่แสดงว่าโจทก์ได้
ทำงานกับจำเลยที่ 1 มานานเท่าใด และงานที่ทำนั้นเป็นอย่างไรแก่โจทก์ด้วย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกทั้งสิ้น ยก ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองมี ฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยสมุห์บัญชีแล้วเลื่อน ตำแหน่งจนเป็นผู้จัดการแผนกบัญชี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท (เงินเดือน 52,000 บาท และค่า ตำแหน่ง 1,000 บาท) ต่อมาคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 มีมติยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้า ด้วยกันเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 และยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี โดยให้โจทก์ทำงานในตำแหน่ง พนักงานการเงินและไม่จ่ายเงินค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีเดือนละ 1,000 บาท ให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนเมษายน 2558 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้าง ซึ่ง ศาลมีคำพิพากษาโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ตามคดีหมายเลขแดงที่ มบ.306/2558 ของ ศาลแรงงานกลาง ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนโจทก์เรื่อง ที่โจทก์ปฏิเสธการทำงานในหน้าที่ใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย และวันที่ 13 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 มี หนังสือเตือนโจทก์เป็นครั้งที่ 2 แต่โจทก์ปฏิเสธ จำเลยที่ 1 จึงพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 17 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2558 ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยง ชีพ เค มาสเตอร์ พูล ฟันด์ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยโจทก์เป็นสมาชิกของกองทุนดังกล่าว แล้ววินิจฉัยว่า ค่าตำแหน่ง ผู้จัดการแผนกบัญชีเป็นค่าตอบแทนในการทำงานของระยะเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้าง การลดค่าตำแหน่งเป็น การลดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ จ้างตามมาตรา 10 แม้จำเลยที่ 1 ยกเลิกตำแหน่งดังกล่าว ก็ไม่อาจลดเงินค่าตำแหน่งได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่า ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีที่ลดลงให้แก่โจทก์ตามฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้โจทก์ทำงานในตำแหน่ง หน้าที่ใหม่นั้น โจทก์ยังคงทำงานในหน้าที่เดิมอยู่ จะปฏิเสธไม่ทำงานในหน้าที่เดิมโดยอ้างว่า ถูกลดตำแหน่งและลด เงินค่าตำแหน่งและรอให้ศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนได้ เป็นการอ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของ โจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันเป็นสภาพการจ้าง ถือว่า กระทำความผิดอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานเพื่อแสดงว่าโจทก์ได้ ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำเป็นงานอย่างไรให้แก่โจทก์ สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เค มาสเตอร์ พูล ฟันด์ นั้น ซึ่งจดทะเบียนแล้ว จึงเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 มีหน้าที่ จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้จัดการกองทุนตามมาตรา 13 และมีหน้าที่ตาม มาตรา 14 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอัน สมควรเพียงพอหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจาก
การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เดิมโจทก์มีตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีซึ่งเป็นตำแหน่งระดับ ผู้บริหาร การที่จำเลยที่ 1 ยุบแผนกบัญชีและยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาตำแหน่ง ใหม่ที่เหมาะสมให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งพนักงานการเงิน ซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ต่ำ กว่าเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจตนากลั่นแกล้งโจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหม่จึงมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ ไม่เป็น การฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชี เข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและ ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สิทธิและหน้าที่ใน การบริหารงานของบริษัท ข้อ 2 รวมทั้งมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมแก่ งานเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นโยบายบริหารบุคคลของบริษัท ข้อ 2 ก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้าง และไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยที่ 1 ย้ายโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในระดับหัวหน้าแผนกที่มีอำนาจบังคับ บัญชาพนักงานในแผนกในการปฏิบัติงานไปดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินในแผนกการเงินและบัญชีซึ่งเป็น พนักงานปฏิบัติงานที่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกโดยต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้จัดการแผนก จึง เป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลดค่าจ้างโจทก์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็น คุณแก่โจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติแรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม นั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างกรณีที่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าแก่โจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้อง ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟัง ขึ้น สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดนั้น เมื่อปรากฏว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาแล้วได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็น ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2558 จึงถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ได้ บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้าง 2 งวด งวดแรก ทุก วันที่ 28 ของเดือน และงวดที่สอง ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในส่วนนี้ ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใด ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า สำหรับค่าชดเชยนั้น โจทก์มีระยะเวลา ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) คิดเป็นเงิน 530,000 บาท โดยให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 27 เมษายน 2558) เป็น ต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง สำหรับสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้าง บอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 28 เมษายน 2558 จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึง กำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือต้องให้ลูกจ้างอยู่ทำงานถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เมื่อ
จำเลยที่ 1 เลิกจ้างให้มีผลทันทีในวันที่ 27 เมษายน 2558 โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับหากอยู่ทำงานจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง คิดเป็นเงิน 33,566.67 บาท โดยให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิด นัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใดจึงเห็นสมควรให้ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดส่วนนี้นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรมแก่โจทก์ เพียงใด เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นดุลพินิจซึ่งเป็น ข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ต่อไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 27 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า 33,566.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้น ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ให้ย้อน สำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ แก่โจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (จักษ์ชัย เยพิทักษ์-ธีระพงศ์ จิระภาค-รังสรรค์ กุลาเลิศ) ศาลแรงงานกลาง - นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นมบ93/2559 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2561 นายไชยา ดาราสว่างโจทก์ บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรค สอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยที่ 1 การอนุมัติ ให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของ โจทก์ แต่การที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สิ้นสมาชิกภาพจะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ จะต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกองทุน ซึ่งตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจด ทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 ระบุว่า "ในกรณีต่อไปนี้สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ... ทุจริตต่อหน้าที่.." เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจากจำเลยที่ 2 ตามระเบียบข้อบังคับของกองทุน สำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัส 21,444 บาท และจำเลยทั้งสองจ่ายเงินกองทุน สำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้าง 172,620.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไป จนกว่าได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัส 21,444 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 เมษายน 2553) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อเดือน มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าแผนกสินไหมรถยนต์กลาง ค่าจ้างอัตรา สุดท้ายเดือนละ 25,366 บาท แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ออกเช็คแทนจำเลยที่ 1 โดยฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และ พิจารณาอนุมัติค่าสินไหมทดแทนจนเกิดความเสียหาย เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ยื่นใบลาออกแต่จำเลยที่ 1 ยัง ไม่ได้อนุมัติเพราะต้องสอบสวนโจทก์ก่อน หลังจากสอบสวนพบว่าโจทก์ทุจริตจึงแจ้งเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็น ฝ่ายเลิกจ้าง โจทก์มิได้ลาออกเอง โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้อง จ่ายเงินสมทบในส่วนของจำเลยที่ 1 และผลประโยชน์แก่โจทก์
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพใน ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการลาออกของโจทก์มีผลเป็นการเลิก สัญญาจ้างแรงงานทันทีที่โจทก์ยื่นใบลาออกโดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องอนุมัติและโจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเงินกองทุน สำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ นั้น เห็นว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่น หนังสือลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ระบุให้มีผลเป็นการพ้นสภาพลูกจ้างในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผล แล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยที่ 1 การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลย ที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึง สิ้นสุดลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ตามหนังสือลาออกของโจทก์ ส่วนปัญหาว่าโจทก์จะมีสิทธิที่จะได้รับ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบหรือไม่ นั้น เมื่อข้อบังคับของกองทุน สำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.5 ระบุว่า "เมื่อสมาชิกพ้นสมาชิกภาพไม่ว่ากรณีใด กองทุนจะ จ่ายเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งจำนวน ส่วนสิทธิในการได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงิน สมทบของสมาชิก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายจ้างของสมาชิกนั้นเป็นผู้กำหนดตามที่ระบุใน เอกสารแนบท้ายข้อบังคับ" และเอกสารแนบท้ายข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ใน ส่วนของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ฉบับแก้ไขตามมติที่ประชุมใหญ่สมาชิก เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2552 ข้อ 3.3 ก็ระบุว่า "การสิ้นสมาชิกภาพ... (3) ออกจากงานไม่ว่าด้วยสาเหตุอื่นใด" เมื่อข้อเท็จจริงข้างต้นรับฟัง ว่าโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงสิ้นสมาชิกภาพแล้ว แต่การที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยง ชีพที่สิ้นสมาชิกภาพจะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจะต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของ กองทุน ซึ่งตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 ระบุว่า "ในกรณีต่อไปนี้ สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ... ทุจริตต่อหน้าที่..." เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงาน กลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและ ผลประโยชน์จากเงินสมทบจากจำเลยที่ 2 ตามระเบียบข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจด ทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ประทีป อ่าววิจิตรกุล-ธีระพงศ์ จิระภาค-เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์) ศาลแรงงานกลาง - นายยงยุทธ สมัย แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นมบ122/2553
หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3600/2561 นางสาว ป.โจทก์ บริษัท บ.จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรค หนึ่ง, 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โดยระบุข้อความว่า วันสุดท้ายที่มา ทำงาน คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 อันมีความหมายว่าโจทก์ประสงค์ ลาออกโดยให้มีผลบังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 การขอลาออกของโจทก์เป็นการ แสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นบังคับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้น ก่อนถึงเวลาที่กำหนด ประกอบกับการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิ แสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจะเลิกกันก็ต่อเมื่อถึงกำหนดวันที่ระบุไว้ในใบลาออก คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 แล้วแต่กรณี มิใช่เกิดผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างแรงงานในวันที่โจทก์ ยื่นใบลาออก ระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้นโจทก์และจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์และมี สิทธิหน้าที่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่จนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อจำเลยมี จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ว่าโจทก์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิต ของบริษัท ซึ่งมีผลทันที ถือว่าจำเลยใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างสัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่ มิใช่จำเลยใช้ สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ของโจทก์ในใบลาออกอันจะถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิบอก เลิกสัญญาจ้างเอง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเงิน 56,000 บาท ค่าชดเชย 90 วัน เป็นเงิน 168,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 13 วัน เป็นเงิน 80,266.58 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 4 วัน เป็นเงิน 7,466.64 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรม 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยประกาศหรือแจ้งเป็นหนังสือไปยังลูกจ้างและลูกค้าของจำเลยว่า หนังสือเลิกจ้างเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่ถูกกลั่นแกล้ง และให้ออกหนังสือรับรอง
ประวัติการทำงานแก่โจทก์ว่าทำงานดี ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยถูกพักงาน หรือลงโทษใด ๆ หากไม่ปฏิบัติให้จำเลยชดใช้ ค่าเสียหาย 500,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,799.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขออื่นนอกจากนี้ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันและที่ศาลแรงงานกลาง รับฟังมาเป็นยุติว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิต ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย โดยให้มีผลในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 จำเลยอนุญาต ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์รวมทั้ง บุคคลอื่นอีกหลายคน จำเลยจ่ายค่าจ้างของเดือนกรกฎาคม 2555 ให้แก่โจทก์ครบถ้วน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็น ลูกจ้างจำเลยตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยการ แสดงเจตนาฝ่ายเดียวและไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย แม้จะบอกเลิกสัญญาไม่ครบกำหนดเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และโจทก์ไม่ได้ทำงานตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 แต่โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยในเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่ง ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ ส่วนที่จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์และบุคคลต่าง ๆ ไม่มีผลเนื่องจาก โจทก์บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว จึงเริ่มมีผลนับแต่วันที่บอกกล่าว คือ วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 ซึ่งโจทก์ไม่อาจถอนได้ ไม่ว่าโจทก์บอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบกำหนดเวลาตามกฎหมายก็ไม่มีผล เปลี่ยนแปลงผลของการบอกเลิกสัญญา อีกทั้งในวันฟ้องก็ครบกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ถือได้ว่าจำเลยไม่ สามารถเลิกสัญญาจ้างโจทก์ได้อันเป็นกรณีจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่เป็นกรณีโจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างเอง โจทก์ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คง มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1.5 วัน คิดเป็นเงิน 2,799.99 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์ก่อนถึง วันที่โจทก์ประสงค์จะลาออก ถือว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โดยระบุข้อความว่า วันสุดท้ายที่มาทำงาน คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือใน วันที่ 9 สิงหาคม 2555 อันมีความหมายว่าโจทก์ประสงค์ลาออกโดยให้มีผลบังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือ วันที่ 9 สิงหาคม 2555 การขอลาออกของโจทก์เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นบังคับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า นิติ กรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด ประกอบ กับการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้าง
แรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ และจำเลยจะเลิกกันก็ต่อเมื่อถึงกำหนดวันที่ระบุไว้ในใบลาออก คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 แล้วแต่กรณี มิใช่เกิดผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างแรงงานในวันที่โจทก์ยื่นใบลาออก ระหว่างระยะเวลาที่สัญญา จ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้นโจทก์และจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์และมีสิทธิหน้าที่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้าง ตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่จนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 โดยมีข้อความว่าโจทก์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตของบริษัท ซึ่งมีผลทันที อัน เนื่องมาจากการกระทำที่ไม่สุจริตและพฤติกรรมที่ไร้จรรยาบรรณ ถือว่าจำเลยใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างสัญญา จ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่ มิใช่จำเลยใช้สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ของโจทก์ใน ใบลาออกแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างเองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้อง วินิจฉัยต่อไปอีก แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควร ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นข้างต้น ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในประเด็นค่าชดเชย สินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็น ดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (จักษ์ชัย เยพิทักษ์-ธีระพงศ์ จิระภาค-สมจิตร์ ทองศรี) ศาลแรงงานกลาง - นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ2152/2556 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155 - 4157/2560
นายเฉลิมพล ไตรสุทธีรภาพ กับพวกโจทก์ บริษัทธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สี่, 119 วรรค หนึ่ง (4) โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 แจ้งรหัสผ่านของตนให้โจทก์ที่ 1 แล้วโจทก์ที่ 1 ใช้รหัสผ่านนั้นบันทึก เวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ในโปรแกรม Hris ของจำเลยซึ่งเป็นระบบออนไลน์ ข้อมูลที่บันทึกถูก เก็บรวมกันไว้ทั้งประเทศ การใช้รหัสผ่านเป็นการยืนยันว่าผู้ใช้รหัสผ่านเป็นใคร ผู้ใช้รหัสผ่านนั้นอยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูลลง เวลาทำงานเมื่อเวลา วัน เดือน ปีใด ผู้ป้อนข้อมูลเข้าโปรแกรมจึงต้องซื่อตรงต่อตนเองในการป้อนรหัสผ่านและ ข้อมูลด้วยตนเอง การที่โจทก์ที่ 1 ใช้รหัสผ่านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ที่แจ้งไว้ป้อนข้อมูลลงเวลาเข้าทำงานแทน โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 แสดงว่าในขณะฟ้องข้อมูลโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้อยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูล การยืนยัน ตัวด้วยการป้อนรหัสผ่านจึงเป็นเท็จ ข้อมูลเวลาเข้าทำงานของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ก็เป็นข้อมูลเท็จเพราะโจทก์ ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้เข้าทำงานตามเวลา วัน เดือน ปี ที่ป้อนเข้าสู่โปรแกรมจริง โจทก์ทั้งสามร่วมกันกระทำการ โดยไม่ซื่อตรงต่อตนเอง เมื่อข้อมูลเท็จถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของจำเลย การประมวลผลข้อมูลจากโปรแกรมจึง คลาดเคลื่อนบิดเบือนไปจากความจริงอันเกิดจากฐานข้อมูลเท็จ จำเลยออกมาตรฐานความปลอดภัยระบบสารสนเทศแจ้งให้ลูกจ้างถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดย กำหนดระดับชั้นความลับของรหัสผ่านเป็นระดับ "ลับ" และระบุว่ารหัสผ่านคือปัจจัยสำคัญของความปลอดภัยทาง คอมพิวเตอร์ เป็นด่านแรกในการป้องกันการเข้าถึงระบบสารสนเทศของจำเลย ต้องไม่เปิดเผยรหัสผ่านแก่ผู้อื่น สมาชิกครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน อันเป็นการกำหนดเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลที่บันทึกในฐานข้อมูลของ จำเลยทั้งในด้านตัวผู้ใช้งานต้องเป็นเจ้าของรหัสผ่านเอง และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงฐานข้อมูลด้วยการที่ ผู้ใช้งานต้องใช้รหัสผ่าน ทั้งนี้เพื่อรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล ด้วยความสำคัญของรหัสผ่านและความถูกต้อง ของฐานข้อมูล การกระทำของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของ จำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียง ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย
โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เดิมโจทก์ ทั้งสามเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ต่อมาธนาคารดังกล่าวควบรวมกิจการกับ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ขายกิจการให้จำเลย จำเลยจึงรับโอนการจ้างโจทก์ทั้งสามมาเป็นลูกจ้างของจำเลยตามสัญญาโอนการจ้างจึงถือว่าโจทก์ที่ 1 เริ่มทำงาน เป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 โจทก์ที่ 2 เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2538 โจทก์ที่ 3 เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ที่ 1 ทำงานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่การตลาดลูกค้ารายย่อย สาขาราชวงศ์ โจทก์ที่ 2 ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดลูกค้ารายย่อย อาวุโส สาขาราชวงศ์ โจทก์ที่ 3 ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการสินเชื่อรายย่อย สำนักงานใหญ่หรือ อาคารสวนมะลิ วันและเวลาทำงานปกติของจำเลยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8.30 ถึง 17 นาฬิกา โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยต้องบันทึกเวลาเข้าทำงานและเลิกงานในระบบคอมพิวเตอร์โปรแกรม Hris ลูกจ้างของ จำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสามได้รับรหัสผ่าน (Password) ประจำตัวของแต่ละคนเพื่อใช้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และยังได้รับรหัสผ่านอีกชุดหนึ่งสำหรับบันทึกเวลาเข้าทำงานและเลิกงาน รหัสผ่านดังกล่าวสามารถดูข้อมูลใน ระบบคอมพิวเตอร์ได้เฉพาะในเรื่องการบันทึกเวลาเข้าทำงาน เวลาเลิกงาน ประวัติส่วนตัวของลูกจ้าง เช่น ประวัติ การศึกษา ประวัติการทำงาน หรือวันลาทุกประเภท แต่ไม่สามารถดูข้อมูลในส่วนอื่น ๆ ของจำเลย ลูกจ้างต้องใช้ รหัสผ่านของแต่ละคนเพื่อบันทึกเวลาเข้าทำงานในโปรแกรม Hris แล้วบันทึกข้อมูลคือเวลาเข้าทำงานเป็น สัญลักษณ์ถูก เพื่อระบุว่าได้เข้าทำงานแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะระบุเวลาที่ดำเนินการดังกล่าวไว้ แสดงให้เห็นว่า ลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานเมื่อเวลาใด ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่สาขาหนึ่ง หากรู้รหัสผ่านของลูกจ้างที่ทำงานสาขาอื่นก็อาจ บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนให้แก่ลูกจ้างสาขาอื่นได้ ทั้งนี้เพราะข้อมูลถูกเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์รวมกันทั้ง ประเทศ เมื่อวันที่ 2, 4, 24 ตุลาคม 2555 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 วันที่ 4 ธันวาคม 2555 วันที่ 22 มกราคม 2556 วันที่ 4, 12 กุมภาพันธ์ 2556 วันที่ 5, 18 มีนาคม 2556 และวันที่ 18 เมษายน 2556 โจทก์ที่ 3 โทรศัพท์ถึง โจทก์ที่ 1 บอกรหัสผ่านประจำตัวของตนให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ให้โจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 3 และ โจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 3 ในวันดังกล่าวรวม 11 ครั้ง โดยในวันดังกล่าวโจทก์ที่ 3 เข้าทำงานไม่ ทันกำหนดเวลา ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ที่ 2 โทรศัพท์แจ้งรหัสผ่านของตนให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ให้โจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 ในวันดังกล่าว 1 ครั้ง โดยโจทก์ที่ 2 เข้ามาที่สาขาราชวงศ์เวลา 11.49 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2556 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสามให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2556 ตามหนังสือเลิกจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามรู้ระเบียบ ทรัพยากรบุคคลที่กำหนดให้ลูกจ้างต้องบันทึกเวลาทำงานด้วยตัวเอง ลูกจ้างผู้ไม่บันทึกเวลาทำงานด้วยตัวเองหรือผู้ บันทึกเวลาทำงานแทนผู้อื่นถือเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรง รหัสผ่านสำหรับบันทึกเวลาทำงานเป็นความลับ จำเลย เห็นว่าการบันทึกเวลาทำงานด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่ลูกจ้างต้องถือปฏิบัติ การบันทึกเวลาทำงานเป็นหลักฐาน ในการจ่ายค่าจ้าง พิจารณาขึ้นค่าจ้าง ความดีความชอบประจำปี และเลื่อนตำแหน่งให้ลูกจ้าง หากจำเลยไม่
เคร่งครัดในเรื่องการบันทึกเวลาเข้าทำงานของลูกจ้างย่อมเกิดความยุ่งยากในการปกครอง โจทก์ทั้งสามปฏิบัติ หน้าที่เกี่ยวข้องกับการเงินการธนาคารต้องยึดถือความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติหน้าที่เป็นสำคัญ การที่ โจทก์ทั้งสามร่วมกันดำเนินการบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนกันและไม่ได้บันทึกเวลาเข้าทำงานด้วยตนเองส่อไปในทาง ไม่สุจริต เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างอย่าง ร้ายแรง เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและเป็นธรรม จำเลยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยไม่ได้มอง ความเสียหายที่เกิดจากการบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนกันเป็นตัวเงิน การที่โจทก์ทั้งสามบันทึกเวลาเข้าทำงานแทน กันไม่ปรากฏว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย และโจทก์ทั้งสามไม่มีเจตนาทำให้จำเลยเสียหาย การบันทึกเวลา เข้าทำงานเป็นหน้าที่ของลูกจ้างทุกคนที่ต้องปฏิบัติ ถึงเวลาเลิกงานแล้วหากลูกจ้างคนใดยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงาน ให้เสร็จก็อยู่ปฏิบัติงานให้เสร็จสิ้นได้ การทำงานนอกเวลาเช่นนี้ไม่มีการขออนุมัติเบิกค่าล่วงเวลา ถือเป็นการปฏิบัติ หน้าที่ของลูกจ้างคนนั้นเพื่อให้งานของตนเองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ วันที่โจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ก็เข้าทำงานในวันนั้น ๆ ด้วย โปรแกรม Hris ที่ใช้บันทึกเวลาเข้าทำงานและ เวลาเลิกงานของลูกจ้างเป็นระบบออนไลน์ลูกจ้างใช้คอมพิวเตอร์จากสาขาใดก็ได้ป้อนรหัสผ่านของตนเองก็ลงเวลา ในระบบได้ จำเลยได้รับบัตรสนเท่ห์ว่ามีการบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 3 จึงตรวจสอบแล้วพบว่าโจทก์ที่ 3 ทำงานที่สำนักงานใหญ่ แต่ข้อมูลในระบบสารสนเทศระบุว่ามีการบันทึกเวลาเข้าทำงานโจทก์ที่ 3 ที่สาขาราชวงศ์ เมื่อตั้งกรรมการสอบสวนการกระทำของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3 จึงพบการกระทำของโจทก์ที่ 2 ด้วย กรณีนี้หาก ไม่มีบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนจำเลยก็ไม่สามารถตรวจสอบการกระทำการเข้าถึงข้อมูลของผู้เป็นเจ้าของรหัสผ่านที่ไม่ ถูกต้องของโจทก์ทั้งสามได้ มีการเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 90 วัน เพื่อป้องกันความลับ มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบ หรือคำสั่ง ของจำเลยกรณีร้ายแรงหรือไม่ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า การบันทึกเวลาเข้าทำงานในโปรแกรม Hris ซึ่งเป็นระบบ ออนไลน์ ข้อมูลที่บันทึกถูกเก็บรวมกันไว้ทั้งประเทศ ความสำคัญจึงอยู่ที่รหัสผ่านประจำตัวของผู้เข้าสู่โปรแกรมเพื่อ บันทึกข้อมูลเวลาเข้าทำงาน อันเป็นการยืนยันว่าผู้ใช้รหัสผ่านเป็นใคร ผู้ใช้รหัสผ่านนั้นอยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูลลง เวลาทำงานเมื่อเวลา วัน เดือน ปีใด ผู้ป้อนข้อมูลเข้าโปรแกรมจึงต้องซื่อตรงต่อตนเองในการป้อนรหัสผ่านและ ข้อมูลด้วยตนเอง ข้อมูลที่ป้อนเข้าโปรแกรมจะไปบันทึกรวมไว้กับข้อมูลของลูกจ้างของจำเลยทั้งประเทศใน ฐานข้อมูล การที่โจทก์ที่ 1 ใช้รหัสผ่านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ป้อนข้อมูลเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 แสดงว่าโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้อยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูลลงเวลาทำงานในขณะที่มีการป้อนข้อมูล การยืนยัน ตัวด้วยการป้อนรหัสผ่านจึงเป็นเท็จเพราะโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เจ้าของรหัสผ่านไม่ได้เป็นผู้ป้อนรหัสผ่าน ทั้ง ไม่ได้อยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูลลงเวลาทำงาน ข้อมูลเวลาเข้าทำงานของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 จึงเป็นข้อมูลเท็จ เพราะโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้เข้าทำงานตามเวลา วัน เดือน ปีที่ป้อนเข้าสู่โปรแกรมจริง ทั้งนี้โจทก์ที่ 2 และ โจทก์ที่ 3 เป็นผู้แจ้งรหัสผ่านให้โจทก์ที่ 1 ดำเนินการป้อนข้อมูลให้ โจทก์ทั้งสามร่วมกัน กระทำดังกล่าวโดยไม่ ซื่อตรงต่อตนเอง เมื่อข้อมูลเท็จถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของจำเลย การประมวลผลข้อมูลจากโปรแกรมจึง
คลาดเคลื่อนบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอันเกิดจากฐานข้อมูลที่เป็นจริง ตามมาตรฐานความปลอดภัยระบบ สารสนเทศที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ ในส่วนประกาศของจำเลยระบุว่า ข้อมูลสารสนเทศของจำเลยเป็น ทรัพย์สิน ให้ลูกจ้าง (พนักงาน) ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แสดงว่าจำเลยให้ความสำคัญต่อข้อมูลสารสนเทศที่ลูกจ้าง ต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในมาตรฐานความปลอดภัยระบบสารสนเทศจำเลยกำหนดระดับชั้นความลับของ ข้อมูลสารสนเทศระดับ "ลับ" เป็นลำดับที่รองจากระดับสูงสุดคือระดับ "ลับมาก" เท่านั้น ซึ่งข้อมูลสารสนเทศระดับ "ลับ" มีหลักการและระดับการเข้าถึงที่ระบุว่าเป็นข้อมูลที่ต้องถูกนำมาประมวลผล เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาต เท่านั้นที่สามารถดำเนินการกับข้อมูลระดับนี้ได้ ซึ่งหมายถึงการจัดเก็บทางอิเล็กทรอนิกส์อันรวมถึงฐานข้อมูลด้วย ต้องมีการป้องกันเพื่อไม่ให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือเป็นภัยต่อจำเลย ให้มีกระบวนการป้องกัน เช่นรหัสประจำตัวผู้ใช้งาน/รหัสผ่าน รหัสผ่านคือปัจจัยสำคัญของความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ เป็นด่านแรกใน การป้องกันการเข้าถึงระบบสารสนเทศของจำเลย รหัสผ่านจัดเป็นข้อมูลระดับ "ลับ" ต้องไม่เปิดเผยให้ผู้ใด รหัสผ่าน ต้องเปลี่ยนทุก ๆ 90 วัน ผู้ใช้งานต้องเปลี่ยนรหัสผ่านเมื่อสงสัยว่ารหัสผ่านอาจถูกเปิดเผยแก่ผู้อื่นรหัสผ่านต้องไม่ถูก เปิดเผยแก่ผู้อื่น สมาชิกครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน อันเป็นการกำหนดมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลที่ บันทึกในฐานข้อมูลของจำเลยทั้งในด้านตัวผู้ใช้งานต้องเป็นเจ้าของรหัสผ่านเอง และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าถึงฐานข้อมูลด้วยการที่ผู้ใช้งานต้องใช้รหัสผ่าน รหัสผ่านจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเลยกำหนดเป็นข้อมูลระดับ "ลับ" ห้ามเปิดเผยแก่ผู้อื่น อีกทั้งต้องเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 90 วัน และต้องเปลี่ยนรหัสผ่านแค่เพียงสงสัยว่ารหัสผ่าน นั้นอาจเปิดเผยแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล ด้วยความสำคัญของรหัสผ่านและความ ถูกต้องของฐานข้อมูลดังที่กล่าวมา การที่โจทก์ทั้งสามร่วมกันดำเนินการป้อนข้อมูลเท็จบันทึกเวลาเข้าทำงานของ โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 โดยโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เปิดเผยรหัสผ่านของตนแก่โจทก์ที่ 1 จึงเป็นการฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่ต้องตักเตือนก่อนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามมาตรา 17วรรคสี่ อีกทั้งจำเลยมีเหตุสมควรในการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นิพนธ์ ใจสำราญ-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานกลาง - นายธนิต ภูริเวทย์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ1805/2557
หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2560 นายสมาน ศึกษาโจทก์ บริษัทสยามโฮเต็ลพร็อพเพอร์ตี้ส์ (หัวหิน) จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 582 วรรค สอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17 ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิก จ้างกรณีปกติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็น ธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และการที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียก เอาค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลง จ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้าง ให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17และ ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็น วันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึง เกินกำหนดสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 54,000 บาท รวม 90,000 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 18,000 บาท และ ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าข้างต้นนับแต่วัน ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินต้นดังกล่าวเสร็จแก่โจทก์ ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลแรงงานภาค 7 ตรวจพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมี คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 และมูลหนี้ตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 1 ถูก
พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องนำมูลหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อ กฎหมายเรื่องอายุความ ศาลแรงงานภาค 7 เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้งด สืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ ให้มีผลวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ตามหนังสือเรื่องการบอกเลิกสัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ซึ่งเป็น เจ้าหนี้อาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้นับตั้งแต่วันเลิกจ้างดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 แล้ววินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังโต้แย้งกันว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นการกระทำ อันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือไม่ โจทก์จึงมีคำขอให้ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม กรณีจึงไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ จนกว่าจะได้วินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว ข้อโต้แย้งดังกล่าวเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 และข้อเท็จจริงไม่ ปรากฏว่าโจทก์เคยขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามหนังสือเลิกจ้างให้แก่ โจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่ง เป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และ การที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัย ในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่ นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่ กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17และประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2557
จึงเกินกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้อง โจทก์ขาดอายุความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน (ทวีป ตันสวัสดิ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานภาค 7 - นายมนตรี ปริวุฒิพาณิชย์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ83/2558 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15117 - 15120/2558 นายเรืองฤทธิ์ เพ็ชรเอือง กับพวกโจทก์ บริษัทสามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สี่, 119 วรรค หนึ่ง (4) โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการ ดำเนินงานให้พนักงานฝ่ายพัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงาน จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมาก แม้สาเหตุที่พัสดุขาดหายไปอาจ เกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ย่อมเป็น การเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยอย่าง เคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิมๆ เช่นเคยปฏิบัติมาก็ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันจะทำ
ให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามแม้จะไม่ ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็น ธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามมาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการ อื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิต้อง บอกกล่าวล่วงหน้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้ง สาม จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลย จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมาก อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วย กฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดี แรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนคดีที่สี่ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ และเรียก จำเลยในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนคดีที่สี่ว่า จำเลย โจทก์ทั้งสามฟ้องยื่นฟ้องในสำนวนที่หนึ่งถึงที่สามขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และดอกเบี้ย แก่โจทก์ทั้งสามตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน และยื่นคำให้การ ขอให้ยกฟ้องในสำนวนที่สี่ จำเลยให้การในสำนวนที่หนึ่งถึงที่สาม ขอให้ยกฟ้อง และยื่นฟ้องในสำนวนที่สี่ขอให้บังคับโจทก์ทั้ง สามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่จำเลยตามคำขอท้ายคำฟ้องในสำนวนที่สี่ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็น เงิน 9,780 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,071 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 9,970 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็น เงิน 183,390 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 188,841 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 119,649 บาท ให้จำเลย ชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,501 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 6,294 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,988 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 311,763 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 358,796 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 215,370 บาท ในส่วนคำฟ้องของจำเลยให้ยก
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานซึ่งมี หน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการดูแลพัสดุโรงงานหลังคาเหล็กของจำเลย แม้จะมีพนักงานอื่นในฝ่ายพัสดุ แต่พนักงานอื่นนั้นไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมดูแลการอนุมัติการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรงเช่น โจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีกุญแจเปิดปิดห้องพัสดุ ส่วนผู้จัดการโรงงานเป็นผู้บริหารมีหน้าที่บริหาร จัดการ ควบคุมและประชุมวางแผนตามนโยบายของจำเลย จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดูแลงานพัสดุ การกระทำ ของโจทก์ทั้งสามเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยประการแรกนี้มี วัตถุประสงค์ให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบพัสดุที่ขาดหายไป พนักงานอื่น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่พัสดุขาดหายจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ทั้งสาม อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้ง ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับ วินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสาม เป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ให้พนักงานฝ่าย พัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการ ดำเนินงานดังกล่าว จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท แม้สาเหตุที่พัสดุขาด หายไปอาจเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลย อย่างเคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิมๆ เช่นเคย ปฏิบัติมาก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็น ธรรมอันจะทำให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้ง สามแม้จะไม่ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วย กฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตาม มาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้ง สามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสาม อุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็น การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการ ดำเนินงานของจำเลย จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท อันเป็นการฝ่าฝืน
ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นการกระทำประการ อื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น การเลิกจ้างโจทก์ ทั้งสามด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้ไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ทวีป ตันสวัสดิ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดา กฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่ง พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน" และมาตรา 17 บัญญัติว่า "สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบ กำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้าง หรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลาด้วย การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลา เลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้ บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์" เมื่อการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสองและวรรคสาม จึงต้องใช้บังคับตามมาตรา 17วรรคสองและวรรคสาม ไม่ปรับบทกฎหมายการ บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสี่ บัญญัติเพียงว่าการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การ เลิกจ้างตามมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่ได้บัญญัติถึงพฤติกรรมของลูกจ้างที่นายจ้าง เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ จึงต้องนำประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่บัญญัติว่า "ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี
หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือ ทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดย มิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้" โดยนำเฉพาะในส่วนพฤติกรรมของลูกจ้างที่นายจ้างเลิก จ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้ามาใช้ แต่การปรับบทในการไม่จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องบังคับ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้การบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พระราชบัญญัตินี้ (มาตรา 17วรรคสองและวรรคสาม) ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 583 อีกทั้งใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม กล่าวถึง การ "จ่ายค่าจ้าง" แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงมีแต่ "ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า" ไม่มี "สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า" ดังที่เคยใช้ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 การที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสี่ บัญญัติ ไม่ให้นำการบอกกล่าวล่วงหน้ามาใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ดังนั้น เมื่อลูกจ้างมีพฤติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง และไม่ต้อง จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17วรรคสาม กรณีไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าในปัจจุบันจึงเป็นการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2544, 1641 - 1642/2548, 7398 - 7399/2551, 3407/2552, 3231/2554, 976/2556 สุจิตรา พัฒนภักดี แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14466/2558 บริษัทไชโยโปรดักชั่นส์ จำกัดโจทก์ นางกมลรัตน์ ไชยบุดดี ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17(เดิม), 119 (2) หนังสือบอกเลิกจ้าง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ระบุข้อเท็จจริงตามที่อ้างในฟ้องว่า ธ. เจตนาจงใจทำให้ โจทก์ได้รับความเสียหายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) ไว้ด้วย โจทก์จึงยกเหตุดังกล่าวขึ้น อ้างในภายหลังไม่ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง)
จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวให้จำเลยต้องรับวินิจฉัย การที่ศาลแรงงานภาค 1 ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวตามฟ้องของ โจทก์จึงชอบแล้ว การพิจารณาว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง และ ป.พ.พ. มาตรา 583 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ บัญญัติว่าถ้านายจ้างไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้วนายจ้างจะยกเหตุแห่งการ เลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นแม้โจทก์ไม่ได้ระบุเหตุแห่งการ เลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วน ของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาโดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วน ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 ฟังยุติและข้อเท็จจริงในสำนวนที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งได้ ความว่า ธ. เล่นเกมคอมพิวเตอร์ในระหว่างทำงาน โดยมีโปรแกรมเกมออนไลน์ Yol Gang อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ของ ธ. การกระทำของ ธ. จึงเป็นการเอาเวลาทำงานไปกระทำกิจการอื่น อันเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะลูกจ้างให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงเลิกจ้าง ธ. ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป. พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคห้า (ที่ใช้บังคับในขณะเลิก จ้าง) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 5/2550 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายธำรงค์เป็นลูกจ้าง ของโจทก์ เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2545 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นช่างซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 16,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2549 โจทก์มีหนังสือแจ้งฐานะพนักงานระบุว่านาย ธำรงค์ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน และให้นายธำรงค์ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ตามหนังสือแจ้งสถานะ พนักงาน ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างนายธำรงค์เนื่องจากนายธำรงค์กระทำความผิด ซ้ำคำเตือนตามหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 ตามหนังสือเลิกจ้าง นายธำรงค์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็น
พนักงานตรวจแรงงาน จำเลยสอบสวนแล้วมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย 99,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า 14,850 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 113,850 บาท แก่นายธำรงค์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ววินิจฉัยว่า หนังสือฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 ไม่มีข้อความใดที่ตักเตือนมิให้นายธำรงค์นำเวลาการทำงานไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์และมิได้กล่าวถึงเรื่องการ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ตามที่โจทก์อ้างในหนังสือเลิกจ้าง แต่อย่างใด หนังสือดังกล่าวเป็นเพียง หนังสือแจ้งการปรับฐานะของลูกจ้าง มิใช่หนังสือเตือนในเรื่องเกี่ยวกับการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงนำมากล่าวอ้างในการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ไม่ได้ และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 การที่โจทก์เลิกจ้าง นายธำรงค์โดยไม่มีหนังสือเตือนก่อนจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบ โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้นายธำรงค์ตามกฎหมาย และโจทก์เลิกจ้างนายธำรงค์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นายธำรงค์ คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามคำวินิจฉัยของจำเลยและศาลแรงงานภาค 1 มิได้หยิบยกประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การของ จำเลยและข้อกล่าวอ้างตามฟ้องของโจทก์ที่ว่านายธำรงค์แอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ระหว่างเวลาทำงานเป็นการที่ ลูกจ้างเจตนาจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากเป็นผลทำให้ระบบควบคุมและระบบประมวลผลการ ทำงานโดยรวมของเครื่องคอมพิวเตอร์ในสำนักงานช้าลง และเกิดความเสียหายแก่ระบบการทำงานดังกล่าว อัน เป็นข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) ที่โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างขึ้นวินิจฉัย คงหยิบยกเพียงประเด็นที่ว่านายธำรงค์แอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ระหว่างเวลาทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ตามหนังสือบอกเลิกจ้างไม่ปรากฏว่าโจทก์ระบุข้อเท็จจริงตามที่อ้างในฟ้องว่านาย ธำรงค์เจตนาจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) ไว้ด้วยแต่อย่างใด โจทก์จึงยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวให้จำเลยต้องรับวินิจฉัย การที่ศาล แรงงานภาค 1 ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์เลิกจ้างนายธำรงค์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นาย ธำรงค์ด้วย โดยศาลแรงงานกลางภาค 1 มิได้แจ้งรายละเอียดเหตุผลประกอบข้อวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ที่ใช้บังคับ ในขณะเลิกจ้าง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าถ้านายจ้าง ไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้วนายจ้างจะยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นอ้างใน ภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม (ที่ใช้ บังคับในขณะเลิกจ้าง) มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นแม้โจทก์ไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ใน หนังสือเลิกจ้าง โจทก์ก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วนของค่าจ้างแทน
การบอกกล่าวล่วงหน้าได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาโดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนค่าจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 ฟังยุติและข้อเท็จจริงในสำนวน ที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งแล้วได้ความว่านายธำรงค์เล่นเกมคอมพิวเตอร์ในระหว่างทำงาน โดยมีโปรแกรมเกม ออนไลน์ Yol Gang อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของนายธำรงค์ การกระทำของนายธำรงค์จึงเป็นการเอาเวลาทำงาน ไปกระทำกิจการอื่น อันเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงเลิกจ้างนายธำรงค์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคห้า (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) อุทธรณ์ ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 5/2550 ในส่วนค่าจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 (อนันต์ ชุมวิสูตร-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุแหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14260/2558 นางสาวปีรติ พหลเทพโจทก์ บริษัทด็อกเตอร์ ยังเกอร์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17(เดิม) นายจ้างจะบอกเลิกสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแก่ลูกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าว ล่วงหน้าต้องเป็นกรณีที่มีการจ้างกันครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) เท่านั้น
สัญญาจ้างกำหนดระยะเวลาการจ้าง 11 เดือน นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2549 อันเป็นการเลิกจ้างก่อนครบกำหนด ตามสัญญาจ้าง เป็นกรณีจำเลยไม่ถือเอาระยะเวลาตามสัญญาจ้างเป็นสาระสำคัญ จำเลยจึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่าย ค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าและจำเลยจะจ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่ต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาและให้โจทก์ออกจาก งานทันทีก็ได้ตามมาตรา 17วรรคสองและวรรคสี่ (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 10 ของเดือน วันที่ 21 เมษายน 2549 จำเลยออกประกาศเลิกจ้าง โจทก์โดยให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2549 เป็นกรณีจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือก่อนถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 จึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาในวันที่ 10 มิถุนายน 2549 จำเลยต้อง จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2549 จนถึงวันเลิกสัญญาคือวันที่ 10 มิถุนายน 2549 แต่จำเลยจ่าย ค่าจ้างของเดือนเมษายน 2549 ให้โจทก์แล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับจากวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายที่โจทก์ทำงานไม่ครบกำหนดตามสัญญา 720,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,000,000 บาท และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 164,000 บาท และมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 30 วัน เป็น เงิน 120,000 บาท ระหว่างทำงานจำเลยยังค้างค่าจ้างสำหรับเดือนเมษายน 2549 เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการทำงานไม่ครบตาม สัญญา กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างค้างและค่าชดเชยนับแต่ วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 120,000 บาท ค่าเสียหายจากการผิด สัญญาจ้างเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายทั้งสองจำนวน ดอกเบี้ย ทั้งหมดนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์ นอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ตำแหน่งแพทย์ผิวหนัง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 120,000 บาท สัญญาจ้าง ระบุว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์มีกำหนดเวลา 11 เดือน นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ต่อมาจำเลยออกประกาศ เลิกจ้างโจทก์ ให้มีผลเป็น การเลิกจ้างในวันที่ 30 เมษายน 2549 และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่าจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างให้ โจทก์ทุกวันที่ 10 ของเดือน มีปัญหาวินิจฉัยประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สัญญาจ้าง ข้อ 2 กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ 11 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกจ้าง ล่วงหน้าต้องเป็นกรณีที่มีการจ้างกันครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ เมื่อใดก็ได้ในระหว่างกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามประกาศ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้าง ในวันที่ 30 เมษายน 2549 อันเป็นการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ข้อ 2 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง กรณีที่สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างและจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ตามระยะเวลานั้น และเป็นกรณีจำเลยไม่ ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างข้อ 2 เป็นสาระสำคัญ มีผลให้การเลิกสัญญาจ้าง ต้องบังคับตามมาตรา 17วรรคสอง (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) ที่จำเลยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือ ก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า และจำเลยจะ จ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่ต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาและให้โจทก์ออกจากงานทันทีก็ได้ตามมาตรา 17วรรค สี่ (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) กล่าวคือจำเลยออกประกาศลงวันที่ 21 เมษายน 2549 เลิกจ้างโจทก์โดยให้สัญญา จ้างสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2549 อันเป็นกรณีจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 ดังนั้นผลของการเลิกสัญญาตามมาตรา 17วรรคสองจึงเป็นวันที่ 10 มิถุนายน 2549 และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2549 จนถึงเวลาเลิกสัญญาคือวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ตามมาตรา 17วรรคสี่ แต่เนื่องจากโจทก์แถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลง วันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ว่าได้รับค่าจ้างค้างจ่ายในระหว่างที่โจทก์ทำงานให้จำเลยในเดือนเมษายน 2549 แล้ว ซึ่ง หมายความว่าจำเลยได้จ่ายค่าจ้างของการทำงานระหว่างวันที่ 10 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2549 ให้โจทก์แล้ว จำเลย จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับจากวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2549 รวม เป็นเวลา 1 เดือน 10 วัน เป็นเงิน 160,000 บาท เมื่อจำเลยไม่จ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันฟ้องตามคำขอของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 160,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง (อนันต์ ชุมวิสูตร-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร)
ศาลแรงงานกลาง - นายสละ เทศรำพรรณ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ7972/2549 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13244/2558 นายอิกอร์ พราฮินโจทก์ บริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรค สอง, 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง ต้องการให้มีการบอกเลิกสัญญา จ้างกันล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบของการกำหนดจ่ายค่าจ้าง เมื่อนายจ้างลูกจ้างตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า นานกว่ากำหนดดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อตกลงว่าหากมีการเลิกจ้างจำเลยที่ 8 ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 3 เดือน แต่จำเลยที่ 8 บอก เลิกจ้างในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิก จ้างเพียง 2 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2 เดือน 28 วัน แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายการผิดสัญญา จ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินที่เรียกจากมูลกฎหมายที่แตกต่างกันมาในคราวเดียวกันได้ก็ตามแต่เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลาง กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอัน สมควรซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่
ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้วจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยมูลเหตุเดียวกัน ย่อมเป็นการไม่ชอบ การคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอาศัยค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จ่าย เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็คำนึงถึงค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับ ประกอบการพิจารณาด้วย ราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินโจทก์ก็นำสืบว่ามีราคาเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การที่ศาล แรงงานกลางวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง เพื่อป้องกันการได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราอันทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระเงิน 100,931,637 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อย ละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 98,109,316 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 จำเลยที่ 8 ฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ ชำระเงินจำนวน 3,561,426 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวน ดังกล่าวไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 8 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 17,060 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 395,714 บาท ออกเสียก่อน จ่ายค่าขนส่งสัมภาระจำนวน 18,000 บาท จ่ายค่าบัตรโดยสารเครื่องบินจำนวน 1,034 ดอลลาร์สิงคโปร์ จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรมจำนวน 119,420 ดอลลาร์สิงคโปร์ และจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจำนวน 10,000 ดอลลาร์ สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุกยอดเงิน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยจำนวน 136,480 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 3,165,712 บาท ออกเสียก่อน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์ โดยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 ไม่ต้องรับผิดเป็นการ ส่วนตัวกับจำเลยที่ 8 คำขออื่นของโจทก์ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8 โจทก์และจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 8 ต้องจ่าย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์เท่าใด เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสองที่ใช้บังคับบัญญัติว่า "ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจ
บอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่าย ค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน..." แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวต้องการให้มีการบอกเลิกสัญญาจ้างกันล่วงหน้า อย่างน้อย 1 รอบของการกำหนดจ่ายค่าจ้าง ดังนั้นเมื่อนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้านาน กว่ากำหนดดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องแจ้ง ล่วงหน้า 3 เดือน เมื่อไม่แจ้งก็ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน ให้แทน จำเลยทั้ง สิบเอ็ดไม่ได้ให้การปฏิเสธไว้ และศาลแรงงานกลางรับฟังว่า เป็นเอกสารที่ทำขึ้นในนามจำเลยที่ 8 เรื่องการไป ปฏิบัติงานที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่ส่งถึงโจทก์ โดยระบุว่าไม่สามารถที่จะให้สัญญาในตำแหน่งหุ้นส่วน แสดง ว่าโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 8 และเอกสารดังกล่าวระบุการเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือน ข้อเท็จจริงจึงยุติว่าหากมีการเลิกจ้างจำเลยที่ 8 กำหนดให้บอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 3 เดือน การที่จำเลยที่ 8 บอก เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 โดยให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน การเลิกจ้างมีผลเพียง 2 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2 เดือน 28 วัน เป็นเงิน 50,042 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ทั้งนี้ให้นำเงินจำนวน 395,714 บาท ที่จำเลยที่ 8 ชำระ เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์มาหักออกเสียก่อน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ จำเลยที่ 8 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1 เดือน โดยหักเงินจำนวน 395,714 ออกเสียก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อแรกว่าการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์อีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวนหนึ่งและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานอีกจำนวนหนึ่ง โดยในส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญา จ้างแรงงานโจทก์บรรยายฟ้องว่าหากโจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นหุ้นส่วนจากจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 แล้วโจทก์จะได้ ผลประโยชน์จากการทำงานร้อยละ 10 ต่อปี ของรายได้ ขอเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน 87,500,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้ศาลแรงงานกลางไม่ได้นำเหตุผิดสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์กล่าวอ้างมาวินิจฉัย แต่ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์และที่โจทก์เรียก ค่าเสียหายมา 87,500,000 บาท สูงเกินส่วน จึงกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ทั้ง ที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์แล้ว 119,420 ดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนี้แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้าง แรงงานซึ่งเป็นเงินที่เรียกจากมูลกฎหมายที่แตกต่างกันมาในคราวเดียวกันได้ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลาง กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอัน สมควรซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยมูลเหตุ เดียวกันย่อมเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จึงไม่จำต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แก่ โจทก์อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 และที่ 11 ข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อต่อมาว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเป็นเงิน ไทยแต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ชำระเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบ นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนสุดท้ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าย่อมอาศัยฐานค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์คำนวณจ่ายเงินทั้งสอง ประเภทดังกล่าว และการจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็คำนึงถึงค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับ ประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่โจทก์มีสิทธิได้รับนั้นโจทก์นำสืบว่ามีราคาเป็นเงิน ดอลลาร์สิงคโปร์ ศาลแรงงานกลางจึงวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง เพื่อป้องกันการได้เปรียบ หรือเสียเปรียบจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ คำพิพากษาศาล แรงงานกลางส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน จำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,042 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 395,714 บาท ออกเสียก่อน หากจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จะขอชำระเป็นเงินไทย ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 23.62 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยจำนวนค่าชดเชยต้องไม่เกิน 58,344 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของค่าชดเชยต้องไม่เกิน 1,678 บาท ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินต้องไม่เกิน 24,423 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของค่าบัตรโดยสารเครื่องบินต้อง ไม่เกิน 702.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธวงศ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ2270/2553 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13145/2558
นายเจมส์ เอ็ดเวิรด์ เฟลสเตตโจทก์ บริษัทวินาร์โค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 89 วรรค หนึ่ง (2), 117 วรรค หนึ่ง, 117 วรรค สอง ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรค หนึ่ง, 224 วรรค หนึ่ง, 386 วรรค สอง, 407 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรค สอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติให้ ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลย หรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง โจทก์ หรือจำเลยไม่มีสิทธิซักถามเว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตเท่านั้น และการถามพยานที่ฝ่ายตนอ้างหรืออีกฝ่ายหนึ่ง อ้างให้เป็นซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้านไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 117 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่บัญญัติให้ฝ่ายที่อ้างพยานซักถามพยานที่ตนอ้างก่อนแล้วจึงให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งถาม ค้านพยานนั้น และเป็นสิทธิของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะซักถามและถามค้านพยานได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาล ก่อน และไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 89 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติให้ถามค้านพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาและนำพยาน นั้นเข้าสืบก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการซักถาม พยานในศาลแรงงานได้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคสอง ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยแสดงเจตนาแก่นายจ้างและไม่อาจถอนหรือยกเลิกเจตนานั้นได้หมายถึง กรณีที่ลูกจ้างแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างเพียงฝ่ายเดียวแล้วลูกจ้างขอถอนหรือยกเลิกเจตนาเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงการตกลงหรือยินยอมพร้อมใจของนายจ้างและลูกจ้างในการถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาของลูกจ้างที่ ขอเลิกสัญญาจ้างด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างและจำเลยผู้เป็นนายจ้างตกลงยกเลิก และยินยอมให้โจทก์ถอนการแสดงเจตนาลาออกของโจทก์ จึงทำให้การลาออกของโจทก์ถูกถอนไปแล้ว การชำระหนี้ตามอำเภอใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 หมายถึงการชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความ ผูกพันที่ต้องชำระ การที่จำเลยชำระค่าคอมมิสชันให้โจทก์เกินจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยผิดหลง ไม่แม่นยำใน หลักการ หรือเกิดจากการคำนวณผิด ไม่ใช่การชำระหนี้ตามอำเภอใจ โจทก์รับเงินค่าคอมมิสชันในเดือนสุดท้ายเท่ากับที่เคยรับ เชื่อได้ว่าโจทก์รับไว้โดยสุจริตโดยเชื่อว่า มีสิทธิรับไว้ได้ โจทก์จึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับ แต่เมื่อโจทก์ทราบว่าจะต้องคืนเงินดังกล่าวเมื่อถูกจำเลย ฟ้องแย้งแล้ว ถือว่าโจทก์ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้องแย้ง ___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 23 วัน เป็นเงิน 441,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ค่าจ้างค้างจ่าย 404,000 บาท ค่าชดเชย 1,500,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งแก้ไขฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน จำนวน 104,417.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 99,666 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 199,999.92 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละ จำนวน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กันยายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าชดเชย 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยกและยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง จำเลยตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ตำแหน่งสุดท้ายเป็น Senior Account Manager (ผู้จัดการบัญชีอาวุโส หรือผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหารลูกค้า) ได้รับเงินเดือน เดือนละ 120,000 บาท และค่าคอมมิสชันเดือนละ 130,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 250,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554 โจทก์มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังจำเลยเพื่อขอลาออกจากการเป็นลูกจ้าง และวันที่ 31 สิงหาคม 2554 โจทก์พูดคุยกับนายเทียรี่ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ซึ่งขอให้โจทก์คิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เมื่อปรับความเข้าใจ กันแล้วโจทก์ไม่ต้องการลาออกอีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกหนังสือลาออกของโจทก์ โดยนายเทียรี่ เสนองาน ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจให้โจทก์ เพื่อจูงใจให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป หลังจากวันดังกล่าวโจทก์มา ทำงานตามปกติ จำเลยก็จ่ายค่าจ้าง ค่าคอมมิสชันให้โจทก์เช่นเดิมและมีการพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับความ รับผิดชอบ เงินเดือน และค่าคอมมิสชันในตำแหน่งใหม่ตลอดมา ตามพฤติการณ์เป็นการเพิกถอนหนังสือลาออก ของโจทก์โดยปริยาย ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 จำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งยอมรับให้โจทก์พ้นสภาพ การเป็นลูกจ้างของจำเลย ให้โจทก์มาทำงานวันสุดท้ายวันที่ 7 ธันวาคม 2554 แล้ววินิจฉัยว่า เอกสารดังกล่าวเป็น การบอกเลิกจ้างโจทก์ซึ่งมีผลให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงวันที่ 7 ธันวาคม 2554 และเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากนายไมเคิล กรรมการบริษัทจำเลยไม่พอใจโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ทั้งไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้าง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ใช่เงินตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับ
ดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม ส่วนค่าคอมมิสชันนั้นจำเลยจ่ายเกิน แก่โจทก์ไป 99,666 บาท แต่เป็นการจ่ายเงินโดยอำเภอใจจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางยอมรับฟังเอกสาร โดยโจทก์ไม่ นำเอกสารมาถามค้านพยานของจำเลยเพื่อให้อธิบายก่อนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบภายหลังต้องถามค้านพยานฝ่ายที่มีหน้าที่ นำสืบก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังเพื่อหักล้างคำพยานของฝ่ายที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายที่พยาน ฝ่ายที่นำสืบก่อนเป็นผู้รู้เห็น หรือเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวด้วยการกระทำซึ่งพยานฝ่ายที่นำสืบ ก่อนได้กระทำนั้นและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จะได้ กำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาใน ศาลแรงงานด้วยก็ตาม แต่ให้นำมาใช้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งใน การสืบพยานคดีแรงงาน พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรค สอง บัญญัติไว้ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาล แรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน ตาม บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลย หรือที่ศาล แรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือจำเลยไม่มีสิทธิซักถาม เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตเท่านั้นซึ่งหากศาลแรงงาน ไม่อนุญาตแล้ว ฝ่ายโจทก์หรือจำเลยจะซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ได้ ทั้งการถาม พยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น มาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้เป็นซักถามทั้งสิ้น การซักถาม พยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้านดังจำเลยอ้าง การสืบพยานดังกล่าวแตกต่างจากการสืบพยานในคดี แพ่งทั่วไปที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 117 กำหนดให้ฝ่ายที่อ้างพยานต้องซักถามพยานที่ตน อ้างก่อนแล้วจึงให้คู่ความอีกฝ่ายถามค้านพยานนั้นได้ และเป็นสิทธิของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะซักถามและถามค้าน ตามลำดับได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน การสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไปในส่วนที่เกี่ยวกับการซักถามพยานจึง ขัดหรือแย้งกับการสืบพยานในคดีแรงงาน ไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 และมาตรา 117 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซักถามพยานมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แรงงานได้ คู่ความที่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานให้ซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาและนำพยานนั้นเข้าสืบก่อน ก็หาจำต้องซักถามพยานไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังดังจำเลยอ้างไม่ ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังคำเบิก ความของโจทก์ รวมทั้งเอกสาร เป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในสำนวนคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ ชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามกฎหมายการลาออก ผูกพันโจทก์ตลอดไปโดยไม่อาจเพิกถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาดังกล่าวได้และเมื่อยังตกลงตำแหน่งใหม่ไม่แล้ว เสร็จอันเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้ การที่โจทก์ยังคงทำงานให้จำเลยต่อมาก็เป็นไปตามสัญญาจ้างเดิม ไม่มี ผลเป็นการยกเลิกการลาออกโดยปริยายนั้น เห็นว่า จริงอยู่แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยแสดง เจตนาแก่นายจ้าง และเมื่อแสดงเจตนาดังกล่าวแล้วไม่อาจถอนหรือยกเลิกเจตนานั้นได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าว หมายถึงลูกจ้างแสดงเจตนาเพียงฝ่ายเดียวขอถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงการ
ตกลงหรือยินยอมพร้อมใจของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเพื่อยกเลิกหรือถอนการแสดงเจตนาของลูกจ้างที่ขอเลิก สัญญาจ้างแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ขอลาออกในวันที่ 30 สิงหาคม 2554 โดย ให้มีผลใน 30 วันข้างหน้า ต่อมาจำเลยและโจทก์ปรับความเข้าใจกันได้แล้ว และทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกและ ยินยอมให้ถอนการแสดงเจตนาลาออกของโจทก์ กรณีจึงทำให้การลาออกของโจทก์ถูกถอนไปแล้ว กรณีเช่นนี้หาขัด ต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ส่วนในเวลาต่อมาโจทก์กับจำเลยจะตกลงตำแหน่งใหม่ของโจทก์ หรือทำสัญญาจ้างกันใหม่สำเร็จลุล่วงไปหรือไม่ ก็หาทำให้การลาออกที่ถูกถอนไปแล้วกลับมาเป็นการแสดงเจตนาที่ สมบูรณ์ดังเดิมไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องคืนเงินค่าคอมมิสชัน ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ในเดือนธันวาคม 2554 โจทก์ทำงานให้จำเลยเพียง 7 วัน จึงมี สิทธิได้รับค่าคอมมิสชันตามส่วนเป็นเงินเพียง 30,334 บาท แต่จำเลยจ่ายให้ 130,000 บาท เป็นการจ่ายเกินไป 99,666 บาท ซึ่งเป็นกรณีจ่ายให้โดยผิดหลงหรือคำนวณผิดพลาด มิใช่การจ่ายโดยอำเภอใจที่จะเรียกคืนไม่ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโจทก์จึงต้องคืนเงินที่รับเกินไปแก่ จำเลยนั้น เห็นว่า การจ่ายหรือชำระหนี้ตามอำเภอใจตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น หมายถึง การชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่า ตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระเช่นทราบว่าไม่มีหนี้สินต่อกัน หรือชำระหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ ชำระหนี้ที่ขาดอายุความ หรือชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี เป็นต้น แต่กรณีของจำเลยเป็นการชำระ เงินให้โจทก์โดยผิดหลง ไม่แม่นยำในหลักการ หรือเกิดจากการคิดคำนวณผิดมิใช่การชำระหนี้โดยอำเภอใจดังที่ศาล แรงงานกลางวินิจฉัย ดังนี้จำเลยจึงสามารถเรียกเงินที่ชำระหรือจ่ายให้โจทก์เกินไปจำนวน 99,666 บาท คืนจาก โจทก์ แต่ที่จำเลยเรียกดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์รับเงินไปนั้น เห็นว่า โจทก์เคย รับเงินค่าคอมมิสชันเดือนละ 130,000 บาท ทุกเดือน การที่โจทก์รับเงินในเดือนสุดท้ายเท่ากับที่เคยรับ เชื่อได้ว่า โจทก์รับไว้โดยสุจริตโดยเชื่อว่ามีสิทธิรับไว้ได้ โจทก์จึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ทราบว่า จะต้องคืนเงินดังกล่าวเมื่อถูกจำเลยฟ้องแย้งแล้วไม่คืนให้ย่อมถือว่าโจทก์ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 25 ตุลาคม 2555) โจทก์ต้องคืนเงินนั้นพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยนับแต่วันดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น บางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 99,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับ แต่วันที่ 25 ตุลาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงาน กลาง (สมพงษ์ เหมวิมล-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ปกรณ์สุวรรณพรหมา) ศาลแรงงานกลาง - นางสาวฐิตินันท์ มงคลพิทักษ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา