บริหารฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญารวมเรื่องเครื่องหมายการค้าสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ การตลาดด้วย การหาลูกความ การทำความเห็นทางกฎหมายให้แก่ลูกความ และงานในส่วนการบังคับตามสิทธิในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งมีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง จำเลยที่ 1 มีสาขาในต่างประเทศเฉพาะในแถบอินโดจีน เท่านั้น กรณีลูกความประสงค์จะจดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาโจทก์จะให้คำแนะนำหรือให้ความเห็นทาง กฎหมายแก่ลูกความเท่านั้น มิได้ดำเนินการจดทะเบียนให้ งานในตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ไม่ได้เป็นทนายความว่า ความในศาลและไม่จำต้องใช้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ตามแบบฟอร์มสัมภาษณ์เอกสารหมาย ล. 4 จำเลยที่ 2 ยังได้ระบุในข้อ 1 ว่า ติลลิกีฯ พร้อมจะให้ค่าตอบแทนสูงแก่ผู้สมัครสัญชาติไทยที่จบการศึกษาด้าน กฎหมายจากสหรัฐอเมริกาและมีประสบการณ์สามารถทำหน้าที่ฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญาแทน เจ อาร์ เอช ซึ่งโจทก์ มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน โจทก์ได้ทำงานกับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันเป็นเวลาถึง 7 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิก ความรับว่าโจทก์ทำงานแบบมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ มีผลงานดีมาก ทำให้กิจการของจำเลยที่ 1 เติบโต และมีผลกำไรจำนวนมาก ดังนั้น เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะ เห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอัน เป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิต มลรัฐแคลิฟอร์เนีย หาใช่สาระสำคัญของสัญญาจ้างงานไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดูมีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษ มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและบริหารงา นมาก ยิ่งขึ้นเท่านั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะกรรม ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ตามใบสมัคร งานโจทก์ระบุชัดเจนว่า โจทก์สมัครงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งลอร์เยอร์ และเป็นเนติบัณฑิตจากมลรัฐ แคลิฟอร์เนีย จำเลยที่ 1 ประกาศให้พนักงานทราบถึงการรับโจทก์เข้าทำงานระบุคุณสมบัติทางวิชาชีพโจทก์ว่าเป็น เนติบัณฑิตจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย จำเลยที่ 1 ให้ความสำคัญแก่คุณสมบัติทางวิชาชีพของโจทก์ โจทก์รับผิดชอบ งาน 3 ลักษณะ คือการบริหารบังคับบัญชาฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา การหาลูกค้าให้จำเลยที่ 1 และงาน ทนายความโดยทำความเห็นให้แก่ลูกความ การเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาต้องเป็นตัวแทนของ จำเลยที่ 1 ในการประชุมกับหน่วยงานอื่นทั้งในและนอกประเทศ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ จึงต้องอาศัยคุณสมบัติทางวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ คุณสมบัติทางวิชาชีพจึงเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ และจำเลยที่ 1 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 รับโจทก์ เข้ามาทำงานก็เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิต มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพราะความรู้ความสามารถอื่น ๆ เพื่อ นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียหรือไม่ เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาจ้างแรงงาน ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อันจะทำให้สัญญาจ้างเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง แม้ศาล แรงงานกลางจะรับอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล. 7 หรือ จ. 25 ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม หรือไม่ โดยโจทก์ อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าโจทก์ปกปิดเรื่องคุณวุฒิหรือแจ้งคุณวุฒิเกี่ยวกับเนติบัณฑิตเป็นเท็จอันเป็นการฝ่า ฝืนกฎและมาตรฐานการทำงาน แต่ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 7 ข้อ 1 ไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างกรณี นี้ไว้ จึงขัดต่อมาตรา 17วรรคสาม เห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7 ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้าง ไว้ถึง 12 ข้อ ซึ่งพอที่จะทำให้โจทก์เข้าใจได้แล้ว โดยเฉพาะในเอกสารหมาย ล. 7 ข้อ 1 ได้ระบุไว้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนกฎ
และมาตรฐานการทำงานของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ พ.ศ.2522 ซึ่งโจทก์ได้อ่าน ยอมรับ และตกลงเป็นลายลักษณ์ อักษรโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 1 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 13 ข้อ 15 และข้อ 16 โดยในข้อ 7 ของกฎและมาตรฐานความ ประพฤติเอกสารหมาย ล. 1 ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้พนักงานจัดเตรียมหรือยื่นแบบ การให้ถ้อยคำ คำขอหรือเอกสารอื่น ๆ อันเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องแก่สำนักงานซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ประการหนึ่งมาจากการที่ จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ปกปิดหรือแจ้งคุณวุฒิเกี่ยวกับเนติบัณฑิตอันเป็นเท็จนั่นเอง หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 7 จึงระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ตามมาตรา 17วรรคสาม แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จนั้น เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือ คำสั่งของนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) หรือไม่ ปัญหา ข้อนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์กรอกข้อความในใบสมัครงานเอกสารหมาย ล. 3 ในข้อที่ให้ระบุ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี 2529 และเมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ทำประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์โดยระบุไว้ด้วยว่าโจทก์เป็นสมาชิก เนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย ซึ่งโจทก์ตรวจแล้วรับรองว่าถูกต้อง เห็นว่า แม้ขณะที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าทำงาน กับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์เข้าทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยัง มิได้เป็นลูกจ้างนายจ้างกัน กฎและมาตรฐานความประพฤติของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล. 1 ยังไม่มีผลบังคับ โจทก์ จะถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างกรณีกรอกข้อความในใบ สมัครอันเป็นเท็จไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ทำประวัติข้อมูลการศึกษา และประวัติการทำงานของโจทก์โดยระบุว่าโจทก์เป็นสมาชิกเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียตามที่โจทก์ระบุไว้ในใบ สมัครอันเป็นเท็จ ซึ่งโจทก์ตรวจแล้วรับรองว่าถูกต้องนั้น ย่อมเป็นการกระทำผิดข้อบังคับและมาตรฐานความ ประพฤติของพนักงานตามเอกสารหมาย ล. 1 ข้อ 7 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสาร ล. 2 หมวดที่ 7 ข้อ 3.7 และข้อ 3.15 และเมื่อกรณีที่โจทก์อ้างว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จนั้น ศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงมาแล้วว่า โจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สิน ทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียหาใช่สาระสำคัญของ สัญญาจ้างไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดูดีมีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษมีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและ บริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น โจทก์สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยโลโยลา จำเลยที่ 2 ที่ 3 รู้จักโจทก์มาก่อน จำเลยที่ 3 เคยชักชวนโจทก์แต่แรกแล้วให้มาร่วมทำงานกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่โจทก์เข้ารับ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกทรัพย์สินทางปัญญา โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่เคยขอดูใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากโจทก์เลย ดังนี้ การที่โจทก์รับรองประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์ว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย อันเป็นเท็จ แม้จะเป็นการผิดหรือฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยก็ตามก็ไม่ใช่เป็นกรณีร้ายแรง และเมื่อศาล แรงงานกลางได้ฟังข้อเท็จจริงแล้วว่ากรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการของบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี่ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ชักชวนพนักงานหรือลูกความของจำเลยที่ 1 ไปทำงานหรือใช้บริการ สำนักกฎหมายอื่น และฟังไม่ได้ว่าโจทก์นำเอารายชื่อที่อยู่ลูกความแฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็น ทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัทจำเลยที่ 1 รายงานทางการเงินของจำเลยที่ 1 ไป ดังนี้ เมื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิด จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 850,000 บาท จำเลยที่ 1 เลิกจ้าง โจทก์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยยี่สิบวัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) เป็นเงิน 6,800,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัย
ต่อไปว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ แจ้งคุณวุฒิด้านวิชาชีพอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ 1 ในใบสมัครงาน และในการทำงานโจทก์ให้ข้อมูลหรือรับรองข้อมูล เกี่ยวกับคุณวุฒิด้านวิชาชีพของโจทก์เป็นเท็จ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ความ น่าเชื่อถือและความไว้วางใจ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึง ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 ชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้มีความผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีแก่โจทก์จำนวน 25 วัน ตามฟ้องคิดเป็นเงิน 708,333.33 บาท สำหรับเงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ จะต้องจ่ายเข้าในเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย จ. 20 ว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้รวมทุน 2 ได้จดทะเบียนแล้วกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจาก จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิ สโก้รวมทุน 2 มีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา 23 จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ใน การจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์ชอบที่จะได้รับเงินส่วนแบ่ง กำไรหรือไม่เพียงใด ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า คำเบิกความของโจทก์เกี่ยวกับส่วนแบ่งกำไรขัดหรือต่างจาก คำฟ้องของโจทก์ เท่ากับโจทก์นำสืบไม่ได้ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกส่วนแบ่งกำไรจากจำเลยทั้งสามได้ตามที่ อ้าง โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ได้ให้การต่อศาลเป็นไปตามคำฟ้อง ประกอบเอกสารหลักฐานอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งยังได้ กล่าวถึงที่มาของเงินส่วนแบ่งชัดเจน และมีข้อเท็จจริงเพียงพอในการวินิจฉัยคดี เห็นว่า เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับ วินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่าง โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ห้ามโจทก์ไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี นับ แต่วันที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามใบสมัครงานเอกสาร หมาย ล. 3 ตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า "นอกจากนี้ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับ สำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงานที่ ติลลิกี แอนด์ กิบ บินส์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยคข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท" โดยข้อความ ในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า "(The preceding sentence dose not apply to lawyers engaged with the firm.)" คำในวงเล็บคำว่า "lawyers" ท้ายเอกสารหมาย ล. 3 นั้น ย่อมหมายถึงทนายความ ผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะรายเท่านั้น โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทาง ปัญญาและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นตำแหน่งที่สามารถล่วงรู้ความลับ ในทางการค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและ ประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ไม่เป็นโมฆะ ดังนั้น ข้อความท้ายเอกสารหมาย ล. 3 จึงมีผลผูกพันไม่ให้โจทก์ทำงานเพื่อหรือทำงานให้แก่สำนักงาน กฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง คือนับแต่วันที่เลิกจ้าง เมื่อ โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้วโจทก์ไปทำงานกับบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี จำกัด อันเป็นสำนักงาน กฎหมายในกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าว แต่เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาเป็น เวลานาน หากให้มีผลนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมจึงสมควรกำหนดให้เป็น ค่าเสียหายโดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 6,800,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปี 708,333.33 บาท ให้แก่โจทก์ และให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้แก่ จำเลยที่ 1 แทนการที่โจทก์ได้ไปทำงานเพื่อหรือทำงานให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นแล้ว พิพากษาคดีในส่วนนี้ใหม่ ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8768/2548 นางศรีสุรางค์ จันทร์หอมโจทก์ บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค ท้าย, 118 โจทก์เป็นลูกจ้างฝ่ายบัตรเครดิตของจำเลย มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่พิจารณาสินเชื่อ มีหน้าที่ พิจารณาอนุมัติวงเงินให้แก่ผู้สมัครบัตรเครดิต การที่โจทก์พิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตให้แก่ผู้สมัคร โดยได้อนุมัติ ก่อนที่จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติงานของฝ่ายอนุมัติบัตร และไม่ได้ตรวจสอบสถานะของผู้สมัครและ
เอกสารของผู้สมัครว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องหรือไม่ เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของ ธ. กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและ ศ. ผู้จัดการ ซึ่งเป็นหัวหน้าของโจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ของจำเลยในกรณีไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ตักเตือนโจทก์ก่อนเป็นหนังสือ จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 แต่การที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยดังกล่าว เป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอัน ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคท้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 27,347.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย 273,475 บาท เงินกองทุน สำรอง เลี้ยงชีพ 271,447 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 355,517.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 273,475 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวหน้า 27,347.50 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 275,000 บาท และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของ นายจ้างจำนวน 191,447 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่โจทก์พิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตให้แก่ผู้สมัครโดยได้ อนุมัติก่อนที่จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ 1 ถึงขั้นตอนที่ 4 และไม่ได้ตรวจสอบสถานะของผู้สมัครและเอกสาร ของผู้สมัครว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องหรือไม่นั้น เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานของจำเลย แต่โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายธวัชชัยกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและนางศิริรัตน์ ผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของโจทก์เนื่องจากจำเลยได้กำหนดเป้าหมายผู้สมัครบัตรเครดิตในปี 2544 จำนวน 300,000 บัตรและปี 2545 จำนวน 500,000 บัตร โดยโจทก์และพนักงานต้องพิจารณาอนุมัติถึงจำนวน 500 ราย ต่อวันต่อคน และไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนดังกล่าวเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใดหรือรับผลประโยชน์จากผู้ใด จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีไม่ ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว โดยไม่ได้ตักเตือนโจทก์ก่อนเป็นหนังสือ จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 แต่การที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับ
เกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยดังกล่าวนั้นเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอัน ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้อง จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สุดท้าย ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่ จำเลยอุทธรณ์โดยอ้างว่า พยานหลักฐานของจำเลยฟังได้ว่า โจทก์ได้ใช้หน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง หรือผู้อื่น โดยร่วมกับนางมณีและนางสมบูรณ์ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็นการกระทำความผิดอาญาต่อ นายจ้างนั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า โจทก์อนุมัติบัตรให้แก่ผู้สมัคร 29 รายโดยมิได้รับ ผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ใด และโจทก์ไม่ได้ทำปลอมหรือร่วมกันทำปลอมและใช้เอกสารหนังสือรับรองรายได้ หรือเงินเดือนปลอมของผู้สมัครทั้ง 29 ราย ถือเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยมีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติบัตรเครดิตให้แก่สมาชิกได้อนุมัติ บัตรเครดิตให้แก่สมาชิกที่นางสมบูรณ์เป็นผู้แนะนำ โดยนางสมบูรณ์ได้ค่าแนะนำ แล้วมีการโอนเงินจากนาง สมบูรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 2 ครั้ง ดังกล่าว แม้จะไม่ได้ความชัดว่าเป็นเงินส่วนแบ่งจากการแนะนำสมาชิกบัตร เครดิต แต่พฤติกรรมของโจทก์มีเหตุที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้ทำงานต่อไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึง เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาล แรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อ นี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-พิทยา บุญชู) ศาลแรงงานกลาง - นางณณัฏฐ์ ธีราทรง แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8570/2548 นายวิวัฒน์ ภูมิจิตรโจทก์ บริษัทเทคโนโลยี แอพพลิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 67, 119 (3) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แม้ศาลแรงงานจะฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับ ความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) แต่เมื่อจำเลยมิได้ระบุเหตุ ดังกล่าวไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงยกเหตุตามมาตรา 119 ดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิด ตามมาตรา 67 ไม่ได้ และยังต้องถือว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้มีความผิดตามมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 67 ให้แก่โจทก์ การพิจารณาว่าจำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือจะต้องจ่ายค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพียงใด นั้น จะต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 และมาตรา 583 หรือ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วแต่กรณี จะนำ พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม ที่ห้ามนายจ้างยกเหตุผลซึ่งมิได้ระบุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง ขึ้นอ้างในภายหลังมาใช้เพื่อตัดสิทธิของนายจ้างมิให้ยกขึ้นต่อสู้ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วยไม่ได้ เมื่อโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (3) จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และการเลิกจ้างนี้ก็มิใช่ การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย เงินเพิ่มและดอกเบี้ยจำนวน 46,031,093.08 บาท และ 2,876,943.32 บาท ตามลำดับ พร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 616,825.98 บาท 3,289,738.54 บาท และ 280,998.59 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 177,100 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายค่าชดเชย จำนวน 2,833,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2537 ครั้งสุดท้ายทำงานตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 354,200 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2544 คณะกรรมการของจำเลยมีมติเลิกจ้างโจทก์แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติการจ่ายเงินเดือนของพนักงาน ย่อมมีหน้าที่ในการตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับ เงินเดือนให้ถูกต้องหากโจทก์ตรวจสอบหลักฐานโดยตลอด นายวุฒิชัย คงไม่สามารถกระทำความผิดยักยอกเงินของ จำเลยไปได้ตั้งแต่ปี 2539 ถึงปี 2543 จำนวนประมาณ 50 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 10,000,000 บาท การที่นายวุฒิ ชัยยักยอกเงินของจำเลยไปได้จึงถือเป็นความบกพร่องของโจทก์ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และยังถือได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็น นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) แต่ จำเลยมิได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยโดยอ้างว่าโจทก์กระทำ ความผิด จึงไม่ใช่กรณีจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่ม คงมีสิทธิ เรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9, 118 จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 16 ตุลาคม 2544 จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างเนื่องจาก กรรมการชุดใหม่ของจำเลยเป็นชาวต่างประเทศซึ่งกฎหมายระบุว่า หากลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรงนายจ้างมี สิทธิไม่จ่ายค่าจ้างได้ การที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์จึงไม่ใช่จงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดเพียงอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9, 70 โจทก์กระทำความผิดร้ายแรงประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม และไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่มีสิทธิเรียก ค่าเสียหาย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือเลิกจ้างมิได้ระบุเหตุผลว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับ ความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงยกเหตุดังกล่าวขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี วันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไม่ได้ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้าง
มิได้มีความผิดตามาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตาม ส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิและรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30" และ มาตรา 17วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลใว้ ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" คดีนี้แม้ศาลแรงงาน กลางจะฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) แต่เมื่อจำเลยมิได้ระบุเหตุผลดังกล่าวไว้ในหนังสือ บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงยกเหตุตามมาตรา 119 ดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามมาตรา 67 ไม่ได้ และยังต้องถือว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้มีความผิดตามมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 67 ให้แก่โจทก์... ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ไม่เป็นธรรมด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เป็น เรื่องที่จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และมาตรา 583 และจำเลยจะต้องจ่าย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จึงนำบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม ที่ห้ามนายจ้างยกเหตุผลซึ่งมิได้ระบุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลัง มาใช้เพื่อตัดสิทธิของนายจ้างมิให้ยกขึ้นต่อสู้ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วยไม่ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่าง ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และการเลิกจ้างนี้ก็มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของให้โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อน ประจำปีสะสมจำนวน 242,036.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่16 ตุลาคม 2544 เป็น ต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (พิทยา บุญชู-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7389/2548 นายประวัติ ทะสาโจทก์ บริษัทซีฟาม จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17 ป.วิ.พ. มาตรา 94 การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้แสดงเจตนา จะต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การแสดงเจตนาดังกล่าว อาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ การบอกเลิกสัญญา จ้างจึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 94 การที่ศาล แรงงานกลางใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานบุคคลประกอบเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ แล้วฟังว่าจำเลยบังคับให้โจทก์ทำ หนังสือลาออก จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 33,000 บาท พร้อมทั้งด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อย ละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 16,499.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการ เดียวว่า การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยบังคับให้โจทก์ยื่นใบลาออกโดยไม่สมัครใจนั้น เป็นการรับ ฟังพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารอันเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 หรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 94 บัญญัติว่า "เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาล ยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี (ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง (ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมี ข้อความเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และ มิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้าง และนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่ แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม หรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสาร นั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด" หมายความว่า เมื่อมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสาร มาแสดงแล้ว ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบแทนเอกสาร หรือสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร แต่ไม่ห้ามนำพยาน บุคคลมาสืบเพื่อหักล้างเอกสารว่าเอกสารนั้นปลอมหรือหนี้ตามเอกสารไม่สมบูรณ์ หรือตีความไม่ถูกต้อง เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นกรณีนายจ้างแสดงเจตนาเลิกจ้าง หรือลูกจ้างแสดงเจตนาขอลาออกจาก งานไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้แสดงเจตนาจะต้องมีพยานเอกสารมาแสดงแต่อย่างใด การแสดงเจตนาดังกล่าวอาจทำ เป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ การบอกเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 94 ที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยาน บุคคลประกอบเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ แล้วฟังว่าจำเลยบังคับให้โจทก์ทำหนังสือลาออกนั้น จึงเป็นการรับฟัง พยานหลักฐานที่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936/2548 นายทวีกุล ดาแก้วโจทก์ สหกรณ์การเกษตรเมืองเลย จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 (3) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นายจ้างจะอ้างเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่นั้น ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 17วรรคสาม แม้โจทก์กระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งเข้าข้อยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (3) แต่เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการเลิกจ้างไว้ จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้พ้น ความรับผิดได้ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินบำเหน็จและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 11,250 บาท และค่าชดเชย 337,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 พฤษภาคม 2546) จนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างหรือไม่จะต้อง เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118, 119 แต่นายจ้างจะอ้างเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม มาตรา 119 ขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 17วรรคสาม เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้าง โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการเลิกจ้างไว้ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์กระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (3) จำเลยก็
ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์จึงถูกต้องแล้ว ไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-ชวลิต ยอดเณร-พิทยา บุญชู) ศาลแรงงานกลาง - นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2548 บริษัทฟิวเจอร์เทคนิค เอ็ดดูเคชั่น จำกัดโจทก์ นางสาวพิไลพร ใจมั่นจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง แม้สัญญาจ้างแรงงานจะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ 1 ปี แต่ในข้อ 2 ของสัญญามีข้อความว่า นายจ้างจัดให้มีระยะเวลาทดลองงานเป็นระยะเวลา 4 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากนายจ้างเห็นว่าความรู้ ความสามารถ ฝีมือหรือความเอาใจใส่ของลูกจ้างไม่เป็นที่น่าพอใจ นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ในเวลาใด ๆ ในระหว่างอายุสัญญาทดลองงานก็ได้ เช่นนี้ ย่อมหมายถึงโจทก์ตกลงจ้างให้จำเลยทำงานโดยมีเวลาทดลองงาน 4 เดือน หากจำเลยผ่านการทดลองงานโจทก์จะจ้างต่อไป ถ้าหากไม่ผ่านการทดลองงานโจทก์มีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่ แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสอง
___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จ้างจำเลยเข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่แนะนำหลักสูตรมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี จำเลยละทิ้งหน้าที่โดยไม่มาทำงาน และไม่ได้ลาออกให้ถูกต้อง การกระทำของจำเลยเป็นการทำงานไม่ครบ ระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้เป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายฝึกอบรมพนักงานคนใหม่แทนจำเลย และเสียเวลาในการดำเนินธุรกิจ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 83,114.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 16,198.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...แม้ในสัญญาจ้างแรงงานจะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2546 สิ้นสุดวันที่ 9 มิถุนายน 2547 ก็ตาม แต่ในข้อ 2 ของสัญญาจ้างฉบับดังกล่าวก็ มีข้อความว่า นายจ้างจัดให้มีระยะเวลาทดลองงานเป็นระยะเวลา 4 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ข้อ 2.1 หากนายจ้าง เห็นว่าความรู้ความสามารถ ฝีมือหรือความเอาใจใส่ของลูกจ้างไม่เป็นที่น่าพอใจ นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับ นี้ในเวลาใด ๆ ในระหว่างอายุสัญญาทดลองงานก็ได้ ข้อ 2.2 เมื่อกำหนดเวลาตามข้อ 2 สิ้นสุดลง นายจ้างต้องแจ้ง ให้ลูกจ้างทราบในทันทีว่าจะจ้างลูกจ้างต่อไปหรือไม่ ถ้าหากนายจ้างไม่แจ้งความดังกล่าวให้ลูกจ้างทราบ ให้ถือว่า นายจ้างจ้างลูกจ้างทำงานในตำแหน่งนั้นต่อไปตามกำหนดระยะเวลาในข้อ 1 ดังนั้น การที่โจทก์จ้างจำเลยโดยมี กำหนดเวลาทดลองงาน 4 เดือน และกำหนดไว้ในสัญญาด้วยว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ในเวลาใด ๆ ใน ระหว่างอายุสัญญาทดลองงานได้ย่อมหมายถึงโจทก์ตกลงจ้างให้จำเลยทำงานโดยมีเวลาทดลองงาน 4 เดือน หาก จำเลยผ่านการทดลองงานโจทก์จะจ้างต่อไป ถ้าหากไม่ผ่านการทดลองงานโจทก์มีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่า สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด สัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ. 4 จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่ จำเลยได้ออกจากงานเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ซึ่งอยู่ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน ก็ไม่ทำให้จำเลยตกเป็นผู้ ผิดสัญญาจ้างเพราะเหตุออกจากงานก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอา เบี้ยปรับจากจำเลยได้นั้น ชอบแล้ว" พิพากษายืน (วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์-ชวลิต ยอดเณร-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์)
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4028/2548 นายอรรถพล พินิจเครดิตโจทก์ บริษัทไทยเทพรสผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 (3), 119 (4) ในหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างโจทก์ว่า โจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าทำให้มีสิ่ง ปลอมปนในผลิตภัณฑ์ที่ส่งให้ลูกค้า เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ย่อมเห็นได้ว่าที่โจทก์ทำงาน ด้วยความสะเพร่าจนทำให้มีสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ที่จำเลยส่งไปให้แก่ลูกค้าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (3) นั่นเอง จึงเป็น กรณีที่จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตรงตามที่จำเลยได้ให้เหตุผลในหนังสือเลิกจ้างแล้ว เมื่อโจทก์ได้กระทำความผิดโดยทำงานด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความ เสียหายอย่างร้ายแรง และจำเลยได้ลงโทษโจทก์ในความผิดนี้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยด้วยการ พักงานเป็นเวลา 3.5 วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้าง ถือได้ว่าความผิดดังกล่าวได้หมดไปด้วยการลงโทษพักงานโดยไม่จ่าย ค่าจ้างแล้ว จำเลยผู้เป็นนายจ้างย่อมไม่อาจนำความผิดดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ได้ อีก การกระทำของโจทก์โดยการข่มขู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่สนใจหรือละเลยหรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ระเบียบคำสั่งกฎข้อบังคับของจำเลย ละทิ้งหน้าที่ในการปฏิบัติงานโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา อันเป็น ความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 3.2.4 ข้อ 3.1.9 และข้อ 3.2.14 ซึ่งตามมาตรการลงโทษสำหรับ ความผิดตามข้อ 3.2.4 และข้อ 3.2.14 จะต้องเป็นการกระทำผิดในครั้งที่ 3 จึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ส่วน ความผิดตามข้อ 3.1.9 จะต้องเป็นการกระทำความผิดในครั้งที่ 2 จึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แต่ทั้งนี้จำเลย จะต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อนที่จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยในสามกรณีดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าโจทก์กระทำ ความผิดในแต่ละกรณีเป็นครั้งที่ 1 จึงถือได้ว่าตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยมิได้กำหนดให้การกระทำ
ผิดของโจทก์ทั้งสามกรณีดังกล่าวเป็นความผิดในกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันที จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ โจทก์ ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ละทิ้งหน้าที่ในขณะปฏิบัติงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ละทิ้ง หน้าที่การงานไปเสีย จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินรวมทั้งสิ้น 348,165.525 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีโดยระบุเหตุที่จำเลย เลิกจ้างโจทก์ว่า โจทก์ทำงานสะเพร่าโดยประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เป็นการยก ข้อต่อสู้อื่นนอกเหนือจากเหตุผลที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.3 ซึ่งกล่าวเพียงว่าโจทก์ทำงาน ด้วยความสะเพร่าเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเท่านั้น จำเลยย่อมจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ใน คำให้การไม่ได้ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นพิพาทว่าโจทก์ได้กระทำผิดข้อบังคับของจำเลย และทำงาน โดยประมาทเลินเล่อจนทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์กระทำโดย ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบนั้น เห็นว่า ในหนังสือ เลิกจ้างเอกสารหมาย จ.ล.3 ได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างโจทก์ว่าโจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าทำให้มีสิ่ง ปลอมปนในผลิตภัณฑ์ที่ส่งให้ลูกค้า เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ย่อมเห็นได้ว่าที่โจทก์ทำงาน ด้วยความสะเพร่าจนทำให้มีสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ที่จำเลยส่งไปให้แก่ลูกค้าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) นั่นเอง จึงเป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตรงตามที่จำเลยได้ให้เหตุผลในหนังสือ เลิกจ้าง กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุผลว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความ เสียหายอย่างร้ายแรง โดยโจทก์ทำงานด้วยความสะเพร่าทำให้ผลิตภัณฑ์ผงชูรสที่ส่งไปให้ลูกค้ามีสิ่งปลอมปนถึง 4 ครั้ง ซึ่งจำเลยได้ลงโทษโจทก์จากการกระทำความผิดดังกล่าวด้วยการพักงานเป็นเวลา 3.5 วันโดยไม่จ่ายค่าจ้างแล้ว จำเลยจะนำความผิดที่ได้ลงโทษแล้วมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกหาได้ไม่นั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยประกอบธุรกิจผลิตเครื่องปรุงรสโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2534 ตำแหน่งผู้ช่วย ผู้จัดการแผนกผลิต มีหน้าที่ดูแลการผลิตต้มซอสในช่วงระหว่างปี 2543 ถึง 2545 โจทก์ทำงานประมาทเลินเล่อทำ ให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงโดยโจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลขั้นตอนการผลิตซอสผง และไม่ดูแล
คุณภาพสินค้า ทำให้มีสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ซึ่งจำเลยส่งให้แก่ลูกค้าถึง 4 ครั้ง จำเลยได้ลงโทษโจทก์จากการ กระทำความผิดดังกล่าวด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือและพักงานเป็นเวลา 3.5 วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้างตามหนังสือแจ้ง ความผิดทางวินัยเอกสารหมาย จ.ล.1 ดังนี้เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้กระทำความผิดโดยทำงานด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงและจำเลยได้ลงโทษโจทก์ในความผิดนี้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.ล.6 ด้วยการพักงานเป็นเวลา 3.5 วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้าง ถือได้ว่าความผิดดังกล่าว ได้หมดไปด้วยการลงโทษพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างแล้ว จำเลยผู้เป็นนายจ้างย่อมไม่อาจนำความผิดดังกล่าวมาเป็น เหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ได้อีก อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อต่อมาว่า ความผิดอื่น ๆ ที่จำเลยอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างตามหนังสือเลิกจ้างลง วันที่ 6 สิงหาคม 2545 เอกสารหมาย จ.ล.3 ล้วนแต่เป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตาม เอกสารหมาย จ.ล.2 มิใช่ในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ โจทก์นั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ได้กระทำความผิดโดยกระทำการข่มขู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่สนใจหรือละเลยหรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งกฎข้อบังคับของจำเลย ละทิ้งหน้าที่ในการปฏิบัติงานโดย มิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา อันเป็นความผิดต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.ล. 2 ดังนี้เห็นว่า สำหรับการกระทำของโจทก์ต่าง ๆ ดังที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้น เป็นความผิดต่อข้อ 3.2.4 ข้อ 3.1.9 และข้อ 3.2.14 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ.ล.2 ตามลำดับ ซึ่งตามมาตรการลงโทษ สำหรับความผิดตามข้อ 3.2.4 และข้อ 3.2.14 จะต้องเป็นการกระทำผิดในครั้งที่ 3 จึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่าย ค่าชดเชย ส่วนความผิดตามข้อ 3.1.9 จะต้องเป็นการกระทำผิดในครั้งที่ 2 จึงจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แต่ ทั้งนี้จำเลยจะต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อนที่จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยในสามกรณีดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ กระทำความผิดในแต่ละกรณีเป็นครั้งที่ 1 จึงถือได้ว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยมิได้กำหนดให้การ กระทำผิดของโจทก์ทั้งสามกรณีดังกล่าวเป็นความผิดในกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันที จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์ สำหรับค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,780 บาท จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธอัตราค่าจ้างดังกล่าวต้องถือว่าจำเลยให้การรับว่าโจทก์มีค่าจ้างอัตราสุดท้าย ตามคำฟ้องโจทก์จริง โจทก์ทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อย กว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันเป็นเงิน 198,240 บาทตามฟ้อง สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ในขณะปฏิบัติงานโดยมิได้รับอนุญาตจาก ผู้บังคับบัญชา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่การงานไปเสีย จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น บางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 198,240 บาท และเงินสมทบจำนวน 120,189.525 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-ชวลิต ยอดเณร-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์)
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4026/2548 บริษัทน่ำเฮงคอนกรีต (1992) จำกัดโจทก์ นายวิเวก เต่าทองคำ กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 118 โจทก์ประกอบกิจการขุดและดูดทรายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จเพื่อ จำหน่าย โจทก์มีหน่วยงานบ่อดูดทรายที่ ต. ปลายนา อ. ศรีประจันต์จ. สุพรรณบุรี ดังนั้น งานขุดและดูดทรายที่ บ่อทรายรวมทั้งงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการดังกล่าว จึงเป็นงานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของโจทก์ การที่ โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ขับรถบริการทำหน้าที่ส่งเอกสารและพัสดุประจำหน่วยงานดังกล่าว จึงต้องถือว่า เป็นการปฏิบัติงานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของโจทก์ด้วย แม้การจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมี กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและโจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตามกำหนดระยะเวลานั้นก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ มิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ เมื่อโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งทำงานมาเป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีกำหนด ระยะเวลาสิ้นสุดแน่นอนซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วและโจทก์ได้บอกเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างโดยโจทก์ไม่ต้องบอก กล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 ___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การว่า คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 แถลงรับกันฟัง ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์โดยทดลองงานในตำแหน่งผู้ช่วยช่าง เครื่องยนต์ จนกระทั่งวันที่ 23 มีนาคม 2545 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทดลองงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบริการและ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2545 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทดลองงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบริการอีกมีระยะเวลา 1 ปี เริ่มวันที่ 17 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2546 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,000 บาท กำหนด จ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2546 โจทก์ได้มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ให้เหตุผลว่า การ ปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่โจทก์ตั้งไว้จึงไม่อาจจ้างจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานทดลองงาน ต่อไปได้ โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2546 และแจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 รวมระยะเวลาการทำงานของจำเลยที่ 1 ได้ 1 ปี 9 เดือน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สำหรับค่าชดเชยนั้นโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ตกลงจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขับรถบริการทำหน้าที่ส่งเอกสารและพัสดุประจำหน่วยงานซึ่งมี ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรืออันเป็นลักษณะครั้งคราว โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตรงตามสัญญา จ้างของโจทก์อันมีระยะเวลาที่กำหนดไว้แน่นอน จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า ข้อเท็จจริง ตามคำฟ้องของโจทก์รับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการขุดและดูดทรายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอน กรีต ผสมเสร็จเพื่อจำหน่าย โจทก์มีหน่วยงานบ่อดูดทรายที่ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ดังนั้น งานการขุดและดูดทรายที่บ่อทรายดังกล่าวรวมทั้งงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการดังกล่าว จึงเป็นงานตามปกติ ของธุรกิจหรือการค้าของโจทก์ การที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ขับรถบริการทำหน้าที่ส่งเอกสารและพัสดุ ประจำหน่วยงานดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติงานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของโจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้ การจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและโจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตามกำหนดระยะเวลานั้นก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็มิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ เมื่อโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งทำงานมาเป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 18,000 บาท คำสั่ง
ของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ นี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2545 โจทก์ได้จ้างจำเลยที่ 2 ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบริการโดยให้ทดลองงานมี ระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 โจทก์ได้มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 1 โดยให้เหตุผลว่า การปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ โจทก์ตั้งไว้ จึงไม่อาจจ้างจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานต่อไปได้ โดยให้มีผลเลิกจ้างในวันที่ 16 กันยายน 2546 สัญญาจ้าง ทดลองงานดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้อย่างแน่นอนซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วและโจทก์ ได้บอกเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตามกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมสิ้นสุดลง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้าง โดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคหนึ่ง คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ 6/2546 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2546 เฉพาะ ส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ปัญญา สุทธิบดี-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุปัญหาสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ มีความหมายอย่างไร มาตรา 118 วรรคสาม บัญญัติ ว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนด ระยะเวลานั้น" มาตรา 118 วรรคสี่ บัญญัติว่า "การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการ จ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจ หรือการค้าของนายจ้าง ซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงาน ที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดย นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง" มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่นี้เป็นข้อยกเว้น
ของการเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้าง ซึ่งโดยหลักต้องตีความโดยเคร่งครัด (exceptio est strictissimae interpraetationis) และต้องนำทั้งวรรคสามและวรรคสี่มาพิจารณารวมกัน ไม่ใช่ดูแต่เพียงว่าเป็นสัญญาจ้างที่มี กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ตามวรรคสามเพียงอย่างเดียว ต้อง พิจารณาตามความในวรรคสี่ที่ว่าเป็นงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างมาเป็น เหตุประกอบที่สำคัญด้วย ก่อนจะตีความว่าเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนและ นายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดเวลานั้น หมายความว่า เป็นสัญญาจ้างที่มีการกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน (fixed term contract) เมื่อถึงกำหนด การจ้างเป็นอันสิ้นสุดทันที ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะถ้าให้สิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลิกจ้างได้ ก็แสดงว่าเป็นการจ้างที่ระยะเวลาการจ้างไม่แน่นอนเสียแล้ว แม้ทำ สัญญาเป็นหลายฉบับ แต่ละฉบับมีกำหนดเวลาแน่นอน เช่นจ้างกันปีต่อปี ก็เป็นสัญญาที่มีกำหนดเวลาแน่นอน (ดู หนังสือคำอธิบายกฎหมายแรงงานเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ อ.พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2547 หน้า 429-430) คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการจ้างงานตามปกติธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างไม่ใช่การจ้างงานใน โครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง เมื่อลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบกำหนดตาม ระยะเวลาในมาตรา 118 แล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่เข้าข้อยกเว้นของกฎหมายที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ประทีป อ่าววิจิตรกุล ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1641 - 1642/2548 นายเฉลิมศักดิ์ พินธุโจทก์ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 จำเลยที่ 1 มอบหมายให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการส่วนเรือขนส่ง มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่ง ทางทะเลและท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 รับผิดชอบความปลอดภัยของเรือที่รับขนส่งน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งก่อน ทำสัญญากับผู้รับขนส่ง โจทก์ต้องตรวจเรือที่มารับขนส่งให้ได้มาตรฐานเสียก่อน โดยจำเลยที่ 1 มีนโยบายให้ตรวจปี ละครั้งโดยเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการขนส่งและเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์จึงมี ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์รับเงินค่าที่ปรึกษาจากบริษัท ป. ซึ่งนำเรือ มารับขนส่งน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อตำแหน่งหน้าที่ อาจส่งผลกระทบต่อความ ปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันในท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 ทำให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 เสียความเชื่อถือในการ ให้บริการท่าเทียบเรือ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 8.1 (6) ของจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่า "เสนอหรือรับของมีค่าหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อแลกกับการบรรจุเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ การประมูลการเช่า การทำสัญญาหรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยมิชอบผู้อื่น" เป็นความผิดซึ่งนับ เป็นกรณี ร้ายแรง จำเลยที่ 1 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก
กล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคท้าย และไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) ทั้งมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้อง จ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าบำเหน็จ เงินรางวัลการปฏิบัติงานประจำปี 2545 และค่าเสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 12,538,549 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงาน กลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 917,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 สินจ้างแทนการบอกกล่าวงล่วงหน้าจำนวน 82,586.79 บาท เงิน บำเหน็จจำนวน 943,393 บาท เงินโบนัสจำนวน 85,763 บาท และค่าเสียหายที่เลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 1,009,393 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งวิศวกรใหญ่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ 91,763 บาท กำหนดจ่ายค่างจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน ต่อมาปี 2539 โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการส่วน เรือขนส่ง มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่งทางทะเลและท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 มีความรับผิดชอบในด้านความ ปลอดภัยของเรือที่ขนส่งน้ำมันมายังจำเลยที่ 1 ซึ่งมี 4 บริษัทคือปิโตรไลน์ (1996) จำกัด มีเรือบรรทุกน้ำมันดิบ 5 ลำ ส่วนบริษัทเรืออีก 3 บริษัท มีเรือบรรทุกน้ำมัน บริษัทละ 1 ลำ หรือ 2 ลำ โจทก์ได้รับเงินค่าที่ปรึกษาจาก บริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด เดือนละ 15,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 ต่อมา วันที่ 27 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์รับเงินค่าที่ปรึกษาจากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า การที่โจทก์รับเงินค่าที่ปรึกษาจากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด เดือนละ 15,000 บาท เป็นการ กระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้โดย ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 8.1 (6) ระบุว่า "เสนอหรือรับของมีค่าหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อแลกกับการบรรจุเข้าทำงาน ตำแหน่งที่ การประมูล การเช่า การทำสัญญาหรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยมิชอบแก่ผู้อื่น" เป็นความผิด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้
มอบหมายให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการส่วนเรือขนส่ง มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่งทางทะเลและท่าเทียบเรือของ จำเลยที่ 1 รับผิดชอบความปลอดภัยของเรือที่รับขนส่งน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งก่อนทำสัญญากับผู้รับขนส่ง โจทก์ ต้องตรวจเรือที่มารับขนส่งให้ได้มาตรฐานเสียก่อน โดยจำเลยที่ 1 มีนโยบายให้ตรวจปีละครั้งโดยเคร่งครัดเพื่อความ ปลอดภัยในการขนส่ง และเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ รักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์รับเงินค่าที่ปรึกษาเดือนละ 15,000 บาท จากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด ซึ่งนำเรือมารับขนส่งน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อตำแหน่งหน้าที่ อาจส่งผล กระทบต่อความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันในท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 ทำให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 เสียความ เชื่อถือในการให้บริการท่าเทียบเรือ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 8.1 (6) ของจำเลยที่ 1 ซึ่งนับเป็นกรณีร้ายแรง ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อสองว่า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์รับเงินเป็นค่าที่ปรึกษาจากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด เดือนละ 15,000 บาท นั้น เป็นการจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและเป็นการกระทำผิดอย่าง ร้ายแรงจำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคท้าย ส่วนอุทธรณ์ข้อที่สามของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จและเงินโบนัสจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด พิเคราะห์ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.6 ข้อ 6.8 ระบุว่า "พนักงานที่ทำงานจนครบ เกษียณอายุสามัญและพนักงานที่ออกจากงาน เมื่อทำงานมาแล้ว 5 ปี ขึ้นไป มีสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จในจำนวน เท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุงาน ยกเว้นพนักงานที่ถูกไล่ออกเนื่องจากทำความผิดร้ายแรง" เมื่อปรากฏ ว่า โจทก์กระทำความผิดในกรณีร้ายแรงดังที่กล่าวมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์ จะมีสิทธิได้รับเงินโบนัสจากจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.6 ข้อ 4.3 หมวด เงินได้อื่น ข้อที่ว่าด้วยเงินวินัยการปฏิบัติงานระบุว่า "พนักงานทุกคนได้รับเงินวินัยปฏิบัติงานประจำปีมูลค่าปีละ 1 เท่าของเงินเดือนมูลฐานถ้าปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขในการปฏิบัติงานสม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนดและมีความประพฤติ ดีตลอดรอบปี" โจทก์ปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 1 โดยสม่ำเสมอตลอดทั้งปี แต่โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรงย่อมไม่ถือว่าเป็นผู้มีความประพฤติดีตลอดรอบปี จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินวินัย (เงินโบนัส) จากจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการ เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็น ธรรมของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง โดยมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจกท์ จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์รับเงิน ที่จำเลยที่ 1 วางไว้ต่อศาลแรงงานกลางพร้อมกับยื่นอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลย ที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระเงินใดๆ ให้แก่โจทก์ตามฟ้องดังได้วินิจฉัยมา อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดี อันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกอุทธรณ์ของโจทก์ (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2548 นายชลยุทธ เดชะคุปต์โจทก์ บริษัทกันกุล เทรดดิ้ง แอนด์ เอเยนซี่ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ในตำแหน่งเป็นนายเรือ โดยมีข้อตกลงตามสัญญาว่าในกรณีเรือที่ลูกจ้าง ทำงานเดินทางกลับมาถึงท่าเรือกรุงเทพฯ ภายหลังวันครบกำหนดสัญญาจ้างมิให้ถือว่าเป็นการต่อสัญญาจ้างหรือ เป็นการจ้างโดยมิได้กำหนดเวลาแต่อย่างใด การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะ ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคหนึ่งนั้น เป็นการอุทธรณ์ให้มีการตีความข้อความในสัญญา ว่าชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับหรือไม่เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย และที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาจ้างระหว่าง โจทก์กับจำเลยมีระยะเวลาติดต่อกันมาโดยตลอด หาได้สิ้นสุดเป็นคราว ๆ ไม่ จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด
ระยะเวลา เป็นการอุทธรณ์ให้ตีความสัญญาว่าชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับหรือไม่ กับเป็นสัญญาที่มี กำหนดเวลาแน่นอนหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเช่นกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 157,173.33 บาท ค่าชดเชย 438,533.33 บาท และค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 157,173.33 บาท และค่าชดเชย 438,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาจ้าง โจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งนายเรือตามสัญญาจ้างฉบับที่ 1 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2543 มีกำหนดเวลา 6 เดือน เมื่อ ครบกำหนดแล้วได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่ทุกระยะ 6 เดือน อีก 6 ฉบับ ฉบับสุดท้ายครบกำหนดวันที่ 15 เมษายน 2547 โดยมีข้อตกลงตามสัญญาว่าในกรณีเรือที่ลูกจ้างทำงานเดินทางกลับมาถึงเมืองท่ากรุงเทพมหานครภายหลัง วันครบกำหนดสัญญาจ้างมิให้ถือว่าเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างหรือเป็นการจ้างโดยมิได้กำหนดเวลาแต่อย่างใด แล้ว วินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อเรือที่โจทก์ทำงานกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 30 เมษายน 2547 และจำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ทันที จึงเป็นการเลิกสัญญาตามกำหนดและ ข้อตกลงดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 3.1 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะขัดต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคหนึ่ง กับอุทธรณ์ข้อ 3.2 ว่าสัญญาจ้างระหว่าง โจทก์กับจำเลยมีระยะเวลาติดต่อกันมาโดยตลอด หาได้สิ้นสุดเป็นคราว ๆ ไม่ จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลานั้นเป็นการอุทธรณ์ให้มีการตีความข้อความในสัญญาว่าชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับหรือไม่ กับเป็น สัญญาที่มีกำหนดเวลาแน่นอนหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3.3 มิได้เป็นการโต้แย้งข้อ วินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับค่าชดเชยที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้แล้ว เป็นแต่เพียงข้ออุทธรณ์ที่เสริม เหตุผลของอุทธรณ์ ข้อ 3.2 เท่านั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ข้อนี้ชอบแล้ว" ให้รับอุทธรณ์ข้อ 3.1 และ 3.2 ของโจทก์ไว้เพื่อดำเนินการต่อไป (รัตน กองแก้ว-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์)
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2548 นายไพรัช บูรพชัยศรีโจทก์ บริษัทเมโทรแมชีนเนอรี่ จำกัดจำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 3 จตุทศ, 40 (1), 50 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17, 118 หนี้ค่าจ้างค้างจ่าย เงินสะสม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่จำเลยจะต้อง ชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ล้วนแต่เป็นเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระอันเนื่องมาจาก การที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากรฯ มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ ซึ่ง เป็นหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้อ้างเรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในชั้น พิจารณา แต่เมื่อจำเลยจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยก็สามารถหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินประเภทต่าง ๆ เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและเป็นเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลย จ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 136,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จ เงินสะสมจำนวน 2,152.98 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 136,800 บาท พร้อม ดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชยเป็นเงิน 1,368,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัด จากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000,000 บาท
ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำเงินจำนวน 5,472,036.32 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยอ้างต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วเป็นเงิน จำนวน 6,538,905.72 บาท โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงินจำนวน 1,066,869.40 บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามคำบังคับโดยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เต็มจำนวนตามคำบังคับซึ่งออกตามคำพิพากษา การ ชำระภาษีเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องชำระให้แก่กรมสรรพากรภายหลังจากที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ข้ออ้างเรื่อง การหักภาษี ณ ที่จ่าย จำเลยมิได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นพิจารณา เพิ่งหยิบยกขึ้นมาอ้างในชั้นบังคับคดี จำเลยไม่อาจหัก ภาษี ณ ที่จ่ายได้ ดังนั้น จำเลยยังคงเป็นหนี้ค่าชดเชยตามคำพิพากษาเป็นเงินจำนวน 1,067,958.29 บาท พร้อม ด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินของ จำเลยมาชำระหนี้ โจทก์ให้เต็มจำนวนตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของโจทก์ โจทก์มิได้อ้างว่าจำนวนภาษีที่จำเลยหักไว้ ณ ที่ จ่ายไม่ถูกต้อง จึงต้องฟังว่า การหักภาษีได้หักไว้เป็นจำนวนที่ถูกต้องแล้ว และเงินที่โจทก์ได้รับในคดีนี้เป็นเงินได้พึง ประเมิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษา จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายตามประมวล รัษฎากร มาตรา 50 มาตรา 3 จตุทศ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้จำเลยชำระหนี้เต็มจำนวนตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า หนี้เงินประเภทต่าง ๆ ที่ จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ล้วนแต่เป็นเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระ อันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างนั่นเอง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้ เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้อ้างเรื่องการหัก ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ไว้ในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยก็สามารถหักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย ได้ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-ชวลิต ยอดเณร-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2548 นางภัคพรรณ ขาวสอาดโจทก์ บริษัทปริทัศน์อุทยานนางรอง จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 วันที่ 2 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก มีผล ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2546 และวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษา ประจำตัวกรรมการผู้จัดการและช่วยงานผู้จัดการทั่วไปในการบริหารงานพนักงานฝ่ายขายที่โรงแรมดังกล่าว โดยให้ ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเดิมและอัตราค่าจ้างเท่าเดิม แม้จะไม่ได้ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์แต่ก็ไม่ได้ตัดค่าจ้าง เพราะเป็นเงินสวัสดิการที่พนักงานฝ่ายขายเท่านั้นมีสิทธิที่จะได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ทำงานอยู่ในฝ่ายขาย จึงไม่มีสิทธิได้ ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ ส่วนอำนาจบังคับบัญชาสั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชานั้นจะมีหรือไม่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่ กับลักษณะงานที่ทำ แม้จะมีอำนาจบังคับบัญชาลดน้อยลงก็มิใช่ข้อที่จะถือว่าเป็นการลดตำแหน่งเสมอไป การที่ จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานดังกล่าว จึงเป็นอำนาจบริหารของจำเลยที่จะกระทำได้คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วย กฎหมาย จำเลยออกคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ในช่วงสงกรานต์ซึ่งมีลูกค้า มาก จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งดังกล่าวจำเลยจึงออก หนังสือเตือนโจทก์ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมการผู้จัดการและช่วย ทำงานผู้จัดการทั่วไป ในการบริหารงานฝ่ายขายที่โรงแรมดังกล่าว โดยให้สวัสดิการด้านที่พักและอาหารตาม ระเบียบข้อบังคับของจำเลยด้วยซึ่งเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ก็ไม่ยอมไปทำงานตาม คำสั่งของจำเลยอีก เมื่อการฝ่าฝืนในครั้งหลังมีลักษณะเดียวกันกับการฝ่าฝืนตามหนังสือเตือนครั้งแรก จึงเป็นการ กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี นับแต่โจทก์กระทำผิดครั้งแรก จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดย ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และเป็นการจงใจขัดคำสั่งของ นายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคท้าย
จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2544 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้าย เป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 34,000 บาท เป็นเงิน 29,500 บาท ค่าน้ำมันรถ 4,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 500 บาท จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่เคยตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ ไม่เป็นธรรม เนื่องจากจำเลยมีเงื่อนไขให้โจทก์ทำงานเพิ่มยอดรายได้ให้หลายเท่าตัว เมื่อโจทก์ชี้แจงและอธิบายถึง ความเป็นไปได้ตามสภาพทำให้จำเลยไม่พอใจ และเสนอให้โจทก์ลาออก แต่โจทก์ไม่ยอมลาออกเพราะเห็นว่าไม่มี ความผิด จำเลยจึงปรับเปลี่ยนตำแหน่งและลดเงินรายได้ของโจทก์ การเลิกจ้างของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความ เสียหาย ต้องตกงานขาดรายได้ ทั้งมีภาระเลี้ยงดูบุตรในวัยเรียนและทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง โจทก์ไม่ประสงค์ จะกลับเข้าทำงานกับจำเลยต่อไป ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 2 เดือน เป็นเงิน 68,000 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้าง สุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 102,000 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37 วัน เป็นเงิน 41,933 บาท และโจทก์มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน โจทก์ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีไป แล้ว 2 วันจึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิอีก 4 วัน เป็นเงิน 4,533 บาท และ จำเลยคงค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2546 เป็นเงิน 17,099 บาท ขอให้ บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,933 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 68,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค้าจ้างค้างจ่าย 17,099 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปี 4,533 บาท ค่าชดเชย 102,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยรับว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษากรรมการ ผู้จัดการ แต่โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 29,500 บาท ไม่ได้รับค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ตามที่อ้าง เดิมขณะโจทก์มีตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขาย โจทก์เข้าทำงานสายหลายครั้ง ไม่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ตั้งใจทำงานจึง ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามที่ให้สัญญาไว้ และยอดขายโดยเฉลี่ยต่ำกว่าเป้าหมายมาก เดือนตุลาคม 2545 จำเลย มอบหมายให้โจทก์เป็นผู้จัดทำประมาณการรายได้ในปีถัดไป เพื่อจำเลยจะนำเสนอสถาบันการเงินขอกู้เงินมาใช้เป็น ทุนหมุนเวียนและขยายโครงการของจำเลย โดยจำเลยจัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามผลงานการจัดทำประมาณการ รายได้ดังกล่าวของโจทก์หลายครั้ง แต่โจทก์แจ้งว่าไม่สามารถจัดทำได้ เนื่องจากไม่สามารถร่วมงานกับผู้จัดการ ทั่วไปได้ จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2544 โจทก์ก็ไม่สามารถจัดทำให้แล้วเสร็จ ปลายเดือนธันวาคม 2545 จำเลยจึงมี คำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ ค่าจ้างเดือนละ 29,500 บาท วันที่ 2 เมษายน
2546 เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีลูกค้าใช้บริการโรงแรมเป็นจำนวนมาก จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยงานที่ โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2546 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามอ้างว่าต้องรับผิดชอบดูแล ครอบครัว อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย จำเลยจึงตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือ วันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมี คำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมการผู้จัดการและช่วยงานผู้จัดการทั่วไปในการ บริหารงานพนักงานฝ่ายขาย ณ โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก โดยให้เดินทางไปตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2546 และให้เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2546 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยซึ่งได้ ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว วันที่ 24 เมษายน 2546 จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ไม่มีสิทธิ เรียกค่าเสียหายจากการที่ถูกเลิกจ้างและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติ บุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการโรงแรมชื่อ โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ตั้งอยู่อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก และมีสำนักงานสาขาในกรุงเทพมหานคร โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544 ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.6 โดยปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สำนักงานสาขาใน กรุงเทพมหานคร ได้ค่าจ้างเดือนละ 29,500 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละ 4,000 บท และค่าโทรศัพท์เดือนละ 500 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 ตามเอกสารหมาย ล.12 คดีมีปัญหาต้อง วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่จำเลยได้ย้ายโจทก์จากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ไปเป็นที่ปรึกษา กรรมการผู้จัดการโดยมีตำแหน่งและค่าจ้างเท่าเดิมแต่ตัดค่าน้ำมันรถเดือนละ 4,000 บาท และค่าโทรศัพท์เดือนละ 500 บาท ให้ทำงานประจำสำนักงาน ไม่มีอำนาจลงนามแทนจำเลย ไม่มีอำนาจขอเรียกตรวจดูผู้ใช้เอกสารต่าง ๆ เท่ากับลดอำนาจหน้าที่ของโจทก์โดยสิ้นเชิง เป็นการผิดต่อสภาพการจ้าง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า นายจ้างมีอำนาจบริหารที่จะแต่งตั้งโยกย้ายลูกจ้างให้ทำงานที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและ ประสบการณ์ของลูกจ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่กิจการของนายจ้าง แต่ ไม่ให้ลดตำแหน่งหรือลดค่าจ้างของลูกจ้าง คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2546 ตาม เอกสาร ล.8 และวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมการ ผู้จัดการและช่วยงานผู้จัดการทั่วไปในการบริหารงานพนักงานฝ่ายขายที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก โดยให้ ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเดิมและอัตราค่าจ้างเท่าเดิมแม้จะไม่ได้ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์แต่ก็ไม่ได้ตัดค่าจ้าง เพราะค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์เป็นเงินสดสวัสดิการที่พนักงานฝ่ายขายเท่านั้นมีสิทธิที่จะได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ ทำงานอยู่ในฝ่ายขาย จึงไม่มีสิทธิได้ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ ส่วนอำนาจบังคับบัญชาสั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชานั้น จะมีหรือไม่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ แม้จะมีอำนาจบังคับบัญชาลดน้อยลง ก็มิใช่ข้อที่จะถือว่า เป็นการลดตำแหน่งเสมอไป การที่จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมและไม่ลดค่าจ้าง จึงเป็น อำนาจบริหารของจำเลยที่จะกระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดต่อสภาพการจ้างคำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วย กฎหมาย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนหรือไม่ เห็น ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) บัญญัติว่า "ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือ ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่ กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำ ผิด" การกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือน หมายความว่า ลูกจ้างได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือ คำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างในกรณีไม่ร้ายแรง ซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนลูกจ้างเป็นหนังสือ ต่อมาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ลูกจ้างนั้นได้ฝ่าฝืนอีกในลักษณะเดียวกับที่ถูกนายจ้างเตือนนั้น คดีนี้ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2546 จำเลยได้ออกคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ในช่วงสงกรานต์ ซึ่งมีลูกค้ามาก จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ไม่ยอมย้ายไปทำงานตามคำสั่งของจำเลย ดังกล่าว ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม จำเลยได้ออกหนังสือเตือนโจทก์ตามเอกสาร หมาย ล.10 ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัว กรรมการผู้จัดการและช่วยทำงานผู้จัดการทั่วไปในการบริหารงานฝ่ายขายที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ให้มีผล ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2546 โดยให้สวัสดิการด้านที่พักและอาหารตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยด้วย ซึ่งเป็น คำสั่งที่ไม่ได้ลดตำแหน่งและค่าจ้างของโจทก์ อีกทั้งให้สวัสดิการแก่โจทก์ด้วย ซึ่งได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าเป็น คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ก็ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าวอีก เมื่อการฝ่าฝืน ในครั้งหลังนี้คือโจทก์ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งย้ายซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับการฝ่าฝืนตามหนังสือเตือนครั้งแรก ตามเอกสารหมาย ล.10 จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี นับแต่โจทก์กระทำผิดครั้งแรก จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) และการกระทำผิดของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วย กฎหมาย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสุดท้าย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ถือว่าเป็น การเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามา นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์)
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8800/2547 บริษัทกรุงเทพธุรภัณฑ์ ออโตเมชั่น จำกัดโจทก์ นายมงคล แก้วม่วง กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 ตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ตกลงจ้างจำเลยที่ 2 ทำงานโดยมีระยะเวลาการทดลองงาน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานโจทก์จะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานโจทก์สามารถเลิกจ้างได้ หรืออาจให้จำเลยที่ 2 ทดลองงานต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสอง ดังนี้ เมื่อครบกำหนดเวลาทดลองงาน 120 วัน แล้ว โจทก์ยังให้จำเลยที่ 2 ทำงานต่อไปอีก 20 วัน และต่อมาเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ด้วยสาเหตุไม่ผ่านการทดลองงาน เท่ากับโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ทดลองงานต่อไปอีก 20 วัน ตามสัญญานั่นเอง เมื่อโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในระหว่าง ทดลองงานอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 ไม่ผ่านการทดลองงาน โจทก์จึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 2 ทราบเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญกันเมื่อถึงกำหนดจ่าย ค่าจ้างคราวถัดไป การที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 17 ตุลาคม 2545 บอกเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยให้มีผลเป็นการเลิก จ้างในวันที่ 25 ตุลาคม 2545 จึงเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าให้จำเลยที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 2 ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี โจทก์เลิกจ้าง จำเลยที่ 2 ด้วยเหตุไม่ผ่านการทดลองงาน จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 119 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานพื้นที่พญาไท จำเลยที่ 2 เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ
บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ได้พิจารณาจากคำให้การทั้งสองฝ่ายแล้วฟังว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ชาวรัสเซีย เมื่อ วันที่ 11 มิถุนายน 2545 ตำแหน่งผู้จัดการดูแลด้านเทคนิค ค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท จ่ายค่าจ้างทุก วันที่ 25 ของเดือน กำหนดระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 เนื่องจากไม่ผ่านการทดลองงาน โดยจำเลยที่ 2 ทำงานวันสุดท้ายถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2545 รวมระยะเวลา 135 วัน การเลิกจ้างดังกล่าวไม่ได้รับการ ยกเว้นในการจ่ายค่าชดเชย และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ขัดคำสั่งซึ่งเคยเตือนด้วยวาจาแล้วตามที่โจทก์กล่าวอ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคมถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จำนวน 31 วัน จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งที่ 9/2546 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย 30,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 61,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่พญาไทที่ 9/2546 จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า ตามที่จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการดูแลด้านเทคนิค ค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน จำเลยที่ 2 เริ่มทำงานกับโจทก์เมื่อ วันที่ 11 มิถุนายน 2545 โดยทดลองงาน 120 วัน ครบกำหนดวันที่ 8 ตุลาคม 2545 แต่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำงานต่อไปอีก 20 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 28 ตุลาคม 2545 อันเป็นวันสุดท้ายที่กรมการจัดหางานได้ อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่มิได้กำหนด ระยะเวลาไว้แน่นอนโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 17 ตุลาคม 2545 บอกเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 อยู่ กับบริษัทโจทก์จนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2545 เป็นวันสุดท้าย ถือว่าโจทก์ได้กำหนดวันเลิกจ้างให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2545 ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2545 โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 เพราะไม่ผ่านการทดลองงาน ไม่เข้าข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และไม่ถือเป็นการบอกกล่าว ล่วงหน้าให้จำเลยที่ 2 ทราบตามกฎหมาย ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าให้จำเลยที่ 2 ชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญา จ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ และโจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจ้างข้อ 2 ที่กำหนดว่า "ทั้งสองฝ่ายตก ลงกำหนดระยะเวลาในการทดลองงานไว้เป็นเวลา 120 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาทดลองงานแล้ว นายจ้างมีสิทธิให้ พนักงานทดลองงานต่อไปตามระยะเวลาที่นายจ้างกำหนด หรือมีสิทธิบรรจุลูกจ้างเป็นพนักงานโดยอยู่ในดุลพินิจ ของนายจ้างซึ่งพิจารณาจากผลงานของลูกจ้าง" หมายถึง นายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงาน
120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ หรืออาจ ให้ลูกจ้างทดลองงานต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และเมื่อครบกำหนด ระยะเวลาทดลอง 120 วันแล้ว โจทก์ยังให้จำเลยที่ 2 ทำงานต่อไปอีก 20 วัน และต่อมาโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ด้วยสาเหตุไม่ผ่านการทดลองงาน เท่ากับโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ทดลองงานต่อไปอีก 20 วันตามสัญญาจ้างข้อ 2 นั่นเอง โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในระหว่างทดลองงานอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 ไม่ผ่านการทดลองงาน โจทก์จึง ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 2 ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป การที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 17 ตุลาคม 2545 บอกเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 25 ตุลาคม 2545 จึงเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ไม่ ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 2 ทำงานติดต่อกันครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุไม่ผ่านการทดลองงาน จึงไม่ต้อง ด้วยข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์จึงต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สถิตย์ อรรถบลยุคล-ชวลิต ยอดเณร-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7922/2547 ว่าที่ร้อยเอกธนภัทร วงศ์เหล่าทรัพย์โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. สยามอุตสาหกรรมยาง กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17
ข้อห้ามไม่ให้นายจ้างอ้างเหตุที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ในภายหลังตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสาม นั้น จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในเรื่องการฟ้องร้องเรียกค่าชดเชย ไม่รวมถึง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดังนั้น แม้จำเลยจะระบุเหตุแห่งการ เลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่า โจทก์ไม่สามารถขายสินค้าให้ได้ยอดตามเป้าหมายที่จำเลยกำหนดไว้จำเลยก็สามารถ ต่อสู้ว่า เพราะโจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้าทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เพื่อให้เห็นว่าการเลิก จ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ และการที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานนั้น ย่อมหมายความว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติพอที่จำเลยจะให้ เป็นพนักงานขายต่อไป ซึ่งรวมถึงความสามารถในการขายสินค้า ความอดกลั้นและการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า จำเลยจึงสามารถนำสืบว่าระหว่างไปทวงหนี้ โจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ขาดความอดกลั้น และไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในการเป็นพนักงานขายที่ดี ซึ่งอยู่ในประเด็นคำให้การของจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2545 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้แทน ฝ่ายขายต่างจังหวัด ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมา วันที่ 25 ธันวาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นหนังสืออ้างว่าโจทก์ทำยอดขายได้ไม่ถึงมาตรฐานที่จำเลยกำหนด ไว้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยไม่จ่ายค่าคอมมิชชั่น หรือค่านายหน้าการขายในเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2545 รวมเป็นเงิน 28,097 บาท ให้โจทก์ ขอให้บังคับ จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าคอมมิชชั่น 28,097 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานใน ตำแหน่งหน้าที่และสภาพการจ้างเดิม หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้ใช้ค่าเสียหายจากการเลิก จ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 45,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2546 แต่โจทก์ ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยระบุว่าจำเลยยินดีจะจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2545 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าตอบแทนโจทก์ก็มีสิทธิได้รับ เนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาให้แก่โจทก์ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย และค่าคอมมิชชั่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับไม่ถึง 28,097 บาท เพราะการคิดคำนวณค่าคอมมิชชั่นจะต้องหักค่าขนส่งและ ส่วนลดหนี้ออกเสียก่อน ขอให้ยกฟ้อง วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์จำเลยตกลงกันได้ในประเด็นเรื่องค่าสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าและค่าคอมมิชชั่น คงให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาเฉพาะประเด็นเรื่องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดย ไม่เป็นธรรม
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ทวงหนี้จากลูกค้ารายหนึ่ง โจทก์ไปทะเลาะ กับลูกค้าดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ทำให้ลูกค้าไม่พอใจทำหนังสือฟ้องมายังจำเลย เป็นเหตุให้ จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าว ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมายเลข ล.2 จึงไม่ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะข้อที่ศาล แรงงานกลางให้รับไว้พิจารณาซึ่งสรุปได้ว่าเหตุเลิกจ้างตามที่ยกระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมายเลข ล.2 คือ โจทก์ไม่สามารถขายสินค้าให้ได้ยอดขายตามเป้าหมายที่จำเลยกำหนดไว้ ไม่ใช่เพราะโจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้า จำเลยจึงไม่อาจนำสืบและศาลแรงงานกลางไม่สามารถจะรับฟังพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ไปทะเลาะกับ ลูกค้าได้ จึงต้องถือว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เห็นว่า ข้อห้ามไม่ให้นายจ้างอ้างเหตุที่ ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ในภายหลังตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม นั้น จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในเรื่องการฟ้องเรียกร้องค่าชดเชย ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดังนั้น ไม่ว่าเหตุเลิกจ้างตามที่จำเลยระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสาร หมายเลข ล.2 จะมีความหมายอย่างไร จำเลยก็สามารถต่อสู้ว่าเพราะโจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้าทำให้จำเลยได้รับ ความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เพื่อให้เห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็น การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ และการที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน นั้น หมายความว่า โจทก์ไม่มีคุณสมบัติพอที่จำเลยจะให้เป็นพนักงานขายต่อไป ซึ่งรวมถึงความรู้ความสามารถใน การขายสินค้า ความอดกลั้น และการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า จำเลยจึงสามารถนำสืบว่าระหว่างไปทวงหนี้ โจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้า เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ขาดความอดกลั้นและไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในการเป็นพนักงานขาย ที่ดีซึ่งอยู่ในประเด็นตามคำให้การของจำเลยได้ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวตาม พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (จรัส พวงมณี-อรพินท์ เศรษฐมานิต-ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4440/2547 นางสาวแก้วกมล อักษราภรณ์โจทก์ บริษัทซีจียูประกันชีวิต (ไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แม้จำเลยจะระบุเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร มีการยุบหน่วยงานบางหน่วยซึ่งรวมถึงหน่วยงานของโจทก์และไม่มีตำแหน่งว่างที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของโจทก์ ในหน่วยงานที่เหลืออยู่ โดยมิได้อ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวะการขาดทุนก็ตาม แต่ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอก เลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างใน ภายหลังไม่ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสาม นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ใน กรณีลูกจ้างฟ้องว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างของ นายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ก็ได้ จำเลยจึงมี สิทธิที่จะให้การต่อสู้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากประสบภาวะการขาดทุน ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าจำเลยได้ เปลี่ยนแปลงภายในองค์กรโดยมีการยุบหน่วยงานบางหน่วย รวมถึงหน่วยงานที่โจทก์ทำงานและให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2545 ในการเลิกจ้างดังกล่าวจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยจำนวน 129,000 บาท สินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าจำนวน 43,000 บาท เงินโบนัสตามอายุงานในปีที่เลิกจ้างจำนวน 37,625 บาท ค่าจ้างสำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ใช้ตามสิทธิในปีที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 2,150 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 211,775 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่จำเลยปรับปรุงหน่วยงานการบริการอันเนื่องมาจาก การใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเดิมจำเลยขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านทางตัวแทน ซึ่งเป็นแผนกที่โจทก์ทำงาน เมื่อ จำเลยยกเลิกโดยขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านทางสถาบันการเงินเพื่อความสะดวกและลดรายจ่ายของจำเลย จำเลยจึงต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้างให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่จำเลยแจ้งวันที่จะเลิก จ้างให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเพียง 2 วันเท่านั้น โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 86,000 บาท จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์เพียง 43,000 บาท จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์อีกจำนวน 43,000 บาท โจทก์มี สิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 เป็นเงินจำนวน 10,748 บาท จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียง
2,150 บาท จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์อีกจำนวน 8,598 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปีตามสัญญาว่าจ้าง เป็นเงิน 64,000 บาท จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียง 37,625 บาท จำเลยต้องจ่ายเงินให้โจทก์อีกจำนวน 26,875 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 78,473 บาท และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรมต่อโจทก์ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวน 78,473 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ เป็นจำนวนถึง 90 วัน เป็นเงิน 129,000 บาท ทั้งที่โจทก์ ทำงานกับจำเลยยังไม่ถึง 1 ปี ซึ่งตามกฎหมายจำเลยมี สิทธิจ่ายเพียง 30 วันเท่านั้นนอกจากนี้จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30 วัน เป็นเงิน 43,000 บาท เงินโบนัสตามอายุงานในปีที่เลิกจ้างเป็นเงิน 37,625 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยัง ไม่ได้ใช้สิทธิในปีที่เลิกจ้างเป็นเงิน 2,150 บาท รวมเป็นเงิน 211,775 บาท แก่โจทก์ จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุที่ จำเลยปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากกิจการของจำเลยประสบปัญหาธุรกิจขาดทุนอย่างมาก กลุ่มผู้ถือหุ้นเก่าได้โอนกิจการไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่เข้ามาซื้อหุ้นและเข้าบริหารกิจการแทน จึงจำเป็นต้องมี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในองค์กรใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทุนที่กำลังประสบอยู่โดยมีการยุบ หน่วยงานส่วนใหญ่หลายหน่วยงานรวมถึงหน่วยงานที่โจทก์สังกัดอยู่ด้วยจำเลยยุบหน่วยงานตามโครงสร้างเดิมซึ่งมี อัตรากำลังลูกจ้างประมาณ 62 คน และตั้งหน่วยงานตามโครงสร้างใหม่ซึ่งมีอัตรากำลังลูกจ้างประมาณ 22 คน เพื่อให้รองรับและสอดคล้องกับแผนการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านสถาบันการเงินซึ่งได้รับอนุญาตให้เป็น นายหน้าประกันชีวิตจากกรมการประกันภัย จำเลยไม่มีการนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเข้ามาใช้แต่อย่างใด จึงไม่ จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามมาตรา 121 จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เท่ากับค่าจ้าง 30 วันเ เป็นเงินจำนวน 43,000 บาท ตามมาตรา 17ถูกต้องแล้ว ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการ คำนวณวันหยุดพักผ่อนประจำปีเคลือบคลุม จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่โจทก์มีสิทธิ ได้รับจำนวน 2,150 บาท ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนเงินโบนัสประจำปีนั้น ในปี 2545 โจทก์ถูกเลิกจ้างวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 โจทก์ทำงานมาแล้วเพียง 7 เดือน 26 วัน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามสัดส่วนเวลาการทำงาน เป็นเงิน 37,625 บาท ซึ่งจำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากกิจการของจำเลยประสบปัญหาการขาดทุนอย่างมากและต่อเนื่องกันตลอดมาตั้งแต่ จำเลยดำเนินกิจการ จนทำให้เงินกองทุนซึ่งต้องดำรงไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิตลดน้อยลงกว่าที่ กฎหมายกำหนดมากจึงมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุน แต่ผู้ถือหุ้นมีมติไม่ยอมเพิ่มทุนเป็นเหตุให้มีการโอนขาย กิจการจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเก่าไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาบริหารกิจการแล้วได้เปลี่ยนแปลง โครงสร้างภายในองค์กรใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทุน มีการยุบหน่วยงานตามโครงสร้างเดิมและตั้งหน่วยงาน ตามโครงสร้างใหม่ จึงต้องลดจำนวนลูกจ้างตามโครงสร้างเดิมและเหลือลูกจ้างตามโครงสร้างใหม่ตามที่จำเลยให้ การไว้ดังกล่าวข้างต้น จำเลยไม่มีตำแหน่งงานว่างที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของโจทก์ในหน่วยงานที่เหลือตาม โครงสร้างใหม่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะสาเหตุดังกล่าวพร้อมเลิกจ้างลูกจ้างของจำเลยเกือบทั้งหมดประมาณ 50
คน คงเหลือไว้ประมาณ 12 คน โดยมิได้เจาะจงจะเลิกจ้างโจทก์เพียงผู้เดียวแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับ ค่าเสียหายตามที่เรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.1 ว่า จำเลยจะต้องจ่ายโบนัสคงที่ประจำปีให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยตกลงจ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ เป็น 2 ส่วน คือ โบนัสคงที่ประจำปีและโบนัสจากการปฏิบัติงาน โดยโบนัสคงที่ประจำปีจำเลยตกลงจะจ่ายเป็น จำนวนแน่นอนปีละ 1.5 เท่าของเงินเดือน ส่วนโบนัสจากการปฏิบัติงานจำเลยจะจ่ายโบนัสหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลการ ปฏิบัติงานของโจทก์และผลประกอบการโดยรวมของจำเลยด้วย เห็นว่า โบนัสคงที่ประจำปีเป็นโบนัสซึ่งจำเลยมีข้อ ผูกพันที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอนปีละ 1.5 เท่าของเงินเดือน โดยจำเลยไม่มีสิทธิพิจารณาว่าผล การปฏิบัติงานของโจทก์ และผลประกอบกิจการของจำเลยในปีนั้นๆ จะเป็นอย่างไร ซึ่งโบนัสคงที่ประจำปีนี้จำเลย ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายไว้ตามคู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.18 ข้อ 1.7 ว่า "บริษัทจะจ่ายโบนัสประจำปี จำนวน 1.5 เท่าของเงินเดือนให้กับพนักงานที่ทำงานครบ 1 ปี(1 มกราคม - 31 ธันวาคม) โดยมีหลักเกณฑ์ว่า พนักงานนั้นยังคงมีสถานะเป็นพนักงาน ณ วันที่มีการจ่ายโบนัส สำหรับพนักงานที่ทำงานไม่ครบ 1 ปี บริษัทจะจ่าย ให้ตามสัดส่วนเวลาการทำงาน โบนัสจะจ่ายโดยเข้าบัญชีเงินเดือนของพนักงานภายในเดือนมกราคม ข้อเท็จจริงรับ ฟังได้ว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2544 และจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 เนื่องจากโจทก์ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานของจำเลย ณ วันที่มีการจ่ายโบนัสประจำปี 2544 ฉะนั้นจำเลยจึงต้องจ่ายโบนัสคงที่ประจำปี 2544 ให้แก่โจทก์ โดยคำนวณตามสัดส่วนเวลาทำงานหรือตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ส่วนโบนัสคงที่ประจำปี 2545 นั้น โจทก์ได้พ้นสภานะการเป็นพนักงาน ของจำเลยนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2545 ดังนั้น ณ วันที่มีการจ่ายโบนัสประจำปี 2545 ของจำเลย โจทก์ไม่มี สถานะเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายโบนัสประจำปี 2545 ให้แก่โจทก์ ที่จำเลยจ่ายโบนัส ประจำปี 2545 ให้แก่โจทก์ตามสัดส่วนเวลาการทำงานนั้นเป็นประโยชน์แก่โจทก์อยู่แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟัง ไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 3.1 ของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่าจำเลยจะยกเหตุ ประสบภาวะการขาดทุนขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ตามคำให้การได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะระบุเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ ไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.2 ว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร มีการยุบหน่วยงานบางหน่วยซึ่ง รวมถึงหน่วยงานของโจทก์และไม่มีตำแหน่งงานว่างที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของโจทก์ในหน่วยงานที่เหลืออยู่ โดย มิได้อ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวการณ์ขาดทุนก็ตาม แต่ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้าง ไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ใน กรณีลูกจ้างฟ้องว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงเหตุ
แห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ก็ได้ ดังนั้นจำเลยจึงมีสิทธิที่จะให้การต่อสู้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากประสบ ภาวะการขาดทุนไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-อรพินท์ เศรษฐมานิต-สถิตย์ อรรถบลยุคล) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3753 - 3756/2547 นางสาวฉวีวรรณ ศรีสุพล กับพวกโจทก์ บริษัทสูตรสุคนธ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 (4), 119 (5) ก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปปฏิบัติงานที่สาขาโพนพิสัย จำเลยได้เสนอทางเลือกให้ โจทก์ทั้งสี่ก่อนแล้วคือให้ไปทำงานกับบริษัทที่รับซื้อกิจการและรับโอนพนักงานของจำเลยที่กรุงเทพมหานคร ทั้งหมดโดยให้โจทก์ได้รับตำแหน่งเดิม รายได้เท่าเดิม และปฏิบัติงานอยู่สถานที่เดิม หรือย้ายไปประจำที่สาขาโพน พิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นกิจการเพียงแห่งเดียวของจำเลยที่เหลืออยู่ หรือลาออกจากบริษัทจำเลย แต่โจทก์ทั้ง สี่ไม่เลือกทางใดทางหนึ่ง จำเลยจึงมีความจำเป็นต้องสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยในตำแหน่ง เดิม อัตราเงินเดือนเดิม คำสั่งของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือแกล้งโจทก์ทั้งสี่ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วย กฎหมายและเป็นธรรม เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวัน ทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง
แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (5) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคท้าย ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ที่ 1 เป็นเงิน 17,782 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 11,750 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 8,930 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 12,847 บาท และคืนเงินประกันความเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 133,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 57,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 49,200 บาท และจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 7,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่ วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 340,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 105,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 171,000 บาท และโจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่สำนวนจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 17,782 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 11,750 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 8,930 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 12,847 บาท และคืนเงินประกันความเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของ ต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (8 เมษยน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็น เงิน 113,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 57,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 49,200 บาท และจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 7,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับ แต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยนั้น จำเลยได้เสนอทางเลือกให้โจทก์ทั้งสี่ เลือกก่อนแล้ว โดยทางเลือกตามหนังสือเสนอทางเลือก คือ หนึ่ง ไปทำงานกับบริษัทชาร์ค จำกัด ในตำแหน่งเดิม รายได้เท่าเดิมและปฏิบัติงานอยู่ที่สถานที่เดิม ทั้งจะได้อายุงานเพิ่มขึ้นอีก 1 ถึง 3 ปี นับแต่วันที่ได้เข้าทำงานกับ บริษัทชาร์ค จำกัด ทั้งนี้แล้วแต่อายุงานที่ทำมากับจำเลย สอง ย้ายไปประจำที่สาขาของจำเลยที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ในตำแหน่งเดิมและรายได้เท่าเดิม และสาม ลาออก แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่เลือกเอาทางใดทางหนึ่ง ดังนี้ จำเลยในฐานะเจ้าของกิจการจำแป็นต้องใช้อำนาจในการบริหารจัดการสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพน
พิสัย ซึ่งเป็นกิจการเดียวที่จำเลยยังคงมีอยู่และเป็นงานที่อยู่ในระยะเริ่มดำเนินการ จำเป็นต้องมีพนักงานทำงานทั้ง เป็นการทำงานในตำแหน่งเดิมและอัตราเงินเดือนเดิม เนื่องจากจำเลยไม่มีงานที่สำนักงานใหญ่ให้โจทก์ทั้งสี่ทำ แม้ สาขาดังกล่าวจะอยู่ถึงจังหวัดหนองคายก็ตาม คำสั่งของจำเลยมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ยอมไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยตามคำสั่ง ดังกล่าว จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) และไม่ต้องจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคท้าย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่จงใจให้จำเลยได้รับความเสียหาย และโจทก์ทั้งสี่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และ จำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลย จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสี่เกี่ยวกับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-อรพินท์ เศรษฐมานิต-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1121/2547 นายสุทธินัย รุ่งเสถียรโจทก์ บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)จำเลย
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค ท้าย, 67, 119 (4) ป.พ.พ. มาตรา 583 โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุในฐานะพนักงานของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยได้ พูดแนะนำ พ. เจ้าของรถคู่กรณีให้เรียกร้องค่าเสียเวลาหรือค่าเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นค่าโดยสารรถแท็กซี่ระหว่าง ซ่อมรถจำนวน 2,500 บาท จากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งและขอส่วนแบ่งจำนวน 500 บาท ซึ่งแม้จะกระทำนอกเหนือ อำนาจหน้าที่ แต่โจทก์กระทำในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุซึ่งเป็นงานที่ทำให้แก่จำเลย จึงเป็นการ แสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยอาศัยโอกาสในการทำงานกับจำเลย ทำให้ลูกค้าไม่เชื่อถือและย่อมส่งผลกระทบ ต่อชื่อเสียงทางทำมาหาได้ของจำเลยโดยตรง จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย กรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามมาตรา 67 และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าตามมาตรา 17วรรคท้าย ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 583 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานแก่โจทก์ด้วย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน ๘๙,๘๗๓.๔๗ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๑๕,๐๔๖.๗๙ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน ๗๔,๘๒๖.๖๘ บาท นับแต่วัน ฟ้อง (วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๔) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การ กระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุในฐานะพนักงานของบริษัทประกันภัยจำเลยพูดแนะนำนายพงษ์ธรรมเจ้าของรถ คู่กรณีให้เรียกร้องค่าเสียเวลาหรือค่าเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นค่าโดยสารรถแท็กซี่ระหว่างซ่อมรถจำนวน ๒,๕๐๐ บาท
จากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง และขอส่วนแบ่งจำนวน ๕๐๐ บาท นั้น แม้จะเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ เพราะ โจทก์มีหน้าที่ประเมินความเสียหายเฉพาะรถยนต์คู่กรณีเท่านั้น ไม่มีอำนาจหน้าที่ประเมินค่าเสียเวลาหรือ ค่าเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นค่าโดยสารรถแท็กซี่ด้วยก็ตาม แต่โจทก์กระทำการดังกล่าวในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ตรวจสอบอุบัติเหตุ อันเป็นงานที่ทำให้แก่จำเลย จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยอาศัยโอกาสใน การทำงานกับจำเลย ทำให้ลูกค้าไม่เชื่อถือและร้องเรียนขอให้ลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ทางทำมาหาได้ของจำเลยโดยตรง จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีที่ ร้ายแรง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามมาตรา ๑๗ วรรคท้าย ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามมาตรา ๖๗ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีไม่ร้ายแรงและพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงาน กลาง. (สมชัย จึงประเสริฐ-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-ชัช ชลวร) ศาลแรงงานกลาง - นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3933/2546 นางรัตนา สุวรรณพิทักษ์โจทก์ บริษัทโรงพยาบาลสนามจันทร์ จำกัดจำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง วรรคสี, 118 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง จำเลยมีสิทธิ บอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบ โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าให้โจทก์ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสอง วรรคสี่ ประกอบประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 ซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายคุ้มครองแรงงานอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์รวมทั้งพนักงานอื่นเพื่อลดขนาดขององค์กรและลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากจำเลย ประสบกับการขาดทุนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม แต่ปรากฏว่าปี 2543จำเลยมีกำไร และปี 2544 จำเลย ได้ซื้อที่ดินราคา 9,000,000 บาทเศษ ด้วยเงินสดส่วนหนึ่งและเงินกู้ธนาคารอีกส่วนหนึ่ง แสดงว่าจำเลยมิได้ขาดทุน จนถึงขนาดต้องลดจำนวนลูกจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิด กรณีจึงเป็นการเลิก จ้างที่ยังไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงานฯ มาตรา 49 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนเมษายน 2535 จำเลยรับโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย คอมพิวเตอร์ จ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ30,660 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 2,060 บาท รวมโจทก์ได้รับเงินเดือน 32,720 บาท เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา เป็น เหตุให้โจทก์เสียหายไม่มีงานทำ เสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหาย 6,674,880 บาท ให้แก่โจทก์พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยออกหนังสือรับรองการ ผ่านงานให้แก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 294,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยออกหนังสือการผ่านงานให้แก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าต้นเดือนเมษายน 2535 จำเลยรับโจทก์เป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ อัตราค่าจ้างสุดท้ายรวมทั้งค่าครองชีพ
เดือนละ 32,720 บาท กำหนดจ่ายทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2544 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยได้จ่ายค่าจ้างเดือนกรกฎาคม 2544 ค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย240 วัน สินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน ให้โจทก์รับไปในวันเลิกจ้าง รวมระยะเวลาที่โจทก์ทำงานกับ จำเลยติดต่อกันถึงวันเลิกจ้าง 9 ปี 3 เดือน เหตุที่เลิกจ้างเนื่องจากจำเลยได้ให้หน่วยงานฝ่ายคอมพิวเตอร์ไปรวมกับ ฝ่ายบัญชีโดยให้นายสุขสันต์ สัตยารมณ์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีดูแลฝ่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ตั้งให้นายสุขสันต์ เป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วันที่ 10กรกฎาคม 2544 ปัจจุบันนายสุขสันต์ยังคงดำรง ตำแหน่งดังกล่าวอยู่ ก่อนเลิกจ้างโจทก์ประมาณ 4-5 เดือน จำเลยได้เลิกจ้างพนักงานแผนกโภชนาการจำนวน 14 คน หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจำเลยได้เลิกจ้างพนักงานทำความสะอาดและพนักงานแปลจำนวน40 คน เพื่อตัด ปัญหาในการจัดการบริหารและลดค่าใช้จ่าย โดยจำเลยได้จ้างบริษัทอื่นมาทำหน้าที่นี้แทน และจำเลยได้ซื้อที่ดินที่ บริเวณด้านหน้าและด้านหลังโรงพยาบาลจำเลย เนื้อที่ 1 ไร่เศษ ราคา 9,000,000 บาทเศษ เพื่อทำเป็นที่จอดรถ โดยกู้เงินจากธนาคารบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรมและต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเป็น สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือ ให้โจทก์ทราบ โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่างล่วงหน้าให้โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 ซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ รวมทั้งพนักงานอื่น อ้างว่าเพื่อลดขนาดขององค์กรและลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากจำเลยประสบกับการขาดทุนเนื่องจาก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม แต่ปรากฏว่าปี 2543 จำเลยมีกำไรและปี 2544 จำเลยได้ซื้อที่ดินราคา 9,000,000 บาทเศษ เพื่อทำเป็นที่จอดรถและกันที่ดินด้านหน้าไว้เพื่อความสะดวกของลูกค้าของจำเลยเพิ่มเติมด้วยเงินสดส่วน หนึ่งและเงินกู้จากธนาคารอีกส่วนหนึ่ง แสดงว่าจำเลยมิได้ขาดทุนจนถึงขนาดต้องลดจำนวนลูกจ้างเมื่อจำเลยเลิก จ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิดกรณีจึงเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ ขึ้น" พิพากษายืน (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-อรพินท์ เศรษฐมานิต) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2546 นาย กรกฎ ไพศาลรัตน์โจทก์ นาย โสภณ อินต๊ะศรีจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 159, 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัท ด. เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจำเป็นต้องลด ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่จริงและเป็นเจตนาของนายจ้างที่จะเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวถือไม่ได้ว่านายจ้างเลิกจ้าง โจทก์โดยสำคัญผิด และแม้นายจ้างจะพบเหตุอื่นในภายหลังก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างได้อีก ถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างเลิกจ้าง ฉะนั้นการที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานอุทธรณ์ว่าโจทก์ ปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นการฉ้อฉลนายจ้างให้สำคัญผิดเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชย จึงเป็น การโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 บริษัท ด. เลิกจ้างโจทก์แล้วสัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัท ด. กับโจทก์จึงสิ้นสุดลงและมีผลตาม กฎหมายตามหนังสือเลิกจ้างเป็นต้นไป บริษัท ด. ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก แม้ภายหลังบริษัท ด. จะพบเรื่องที่อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงกรณีโจทก์ร่วมกับพวกก่อตั้งบริษัท อ. ประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้าง ก็จะยกมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 71/2544 ว่า การที่โจทก์กับพวก ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทเด็มโก้ จำกัด ได้ก่อตั้งบริษัทอินฟรา พาวเวอร์เทค จำกัด ขึ้นก็เพื่อ ประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอย่างร้ายแรง แต่ ปกปิดนายจ้างไว้ ต่อมานายจ้างเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากมีนโยบายลดอัตราพนักงานโดยจ่ายค่าชดเชยเพราะไม่ทราบ เรื่องการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงนายจ้างให้เลิกจ้าง โดยสำคัญผิด นายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามคำร้อง โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากการก่อตั้งบริษัทประกอบกิจการแข่งขันจะต้องเป็นการประกอบกิจการแข่งขันในทางธุรกิจอย่างแท้จริง
มิใช่เพียงก่อตั้งบริษัทซึ่งประกอบกิจการอย่างเดียวกับนายจ้างเท่านั้น ทั้งโจทก์ไม่ได้ร่วมหลอกลวงนายจ้างให้เลิก จ้างแต่เป็นการกระทำของนายจ้างฝ่ายเดียว ขอให้เพิกถอนคำสั่งข้างต้นของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์กับพวกได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทอินฟราพาวเวอร์เทค จำกัด ขึ้นเพื่อประกอบ กิจการแข่งขันกับนายจ้าง อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอย่างร้ายแรง นายจ้างย่อมเลิก จ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไปโดยสำคัญผิด คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 71/2544 จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.1 ถึง 2.3 ความว่าโจทก์กับนายนพ สม โพธิ์ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ร่วมกันปกปิดไม่รายงานความผิดของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์กับพวกร่วมกันก่อตั้ง บริษัทอินฟรา พาวเวอร์เทค จำกัดซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการเช่นเดียวกันและแข่งขันกับบริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงให้นายจ้างทราบ การปกปิดข้อเท็จจริง ดังกล่าวเป็นการฉ้อฉลนายจ้างให้สำคัญผิด เป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยให้นั้น เห็นว่า ในเรื่อง นี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัทเด็มโก้ จำกัด เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ตามที่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่จริงและเป็นเจตนาของนายจ้างที่จะเลิกจ้างด้วย เหตุดังกล่าว กรณีถือไม่ได้ว่านายจ้างเลิกจ้างโดยสำคัญผิด และแม้นายจ้างจะพบเหตุอื่น (ความผิดของโจทก์) ใน ภายหลังก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างได้อีก กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างเลิกจ้าง อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายข้อ 2.4 ที่ว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม ที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผล ไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" ข้อกฎหมายดังกล่าวใช้กับ ข้อเท็จจริงที่ว่าขณะนายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างนั้น นายจ้างรู้ดีอยู่แล้วว่าลูกจ้างได้กระทำผิดตามที่มาตรา 119 ระบุ ไว้ แต่นายจ้างมิได้นำเหตุแห่งการกระทำผิดดังกล่าวมาระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างและในกรณีนี้ขณะที่นายจ้างเลิกจ้าง โจทก์นายจ้างไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดตามมาตรา 119 ของโจทก์ นายจ้างจึงไม่ได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ ในหนังสือเลิกจ้าง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติข้างต้น เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงาน กลางวินิจฉัยว่าบริษัทเด็มโก้ จำกัด เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย กรณีถือไม่ได้ว่า โจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างสำคัญผิด สัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัทเด็มโก้ จำกัด กับโจทก์จึงสิ้นสุดลงและมีผล ตามกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไป ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.1 โดยบริษัทเด็มโก้ จำกัด ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก ฉะนั้น แม้ภายหลังบริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้าง
ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงกรณีโจทก์ร่วมกับพวกก่อตั้งบริษัทอินฟรา พาวเวอร์เทค จำกัด ประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้าง บริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้ง หาได้ไม่ เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างบริษัทเด็มโก้ จำกัดกับโจทก์ได้สิ้นสุดไปแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2546 นาย อาณัตชัย โภชนกุลโจทก์ บริษัท คาทูนนาทีเซมป์คอร์ป (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 14, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 หนังสือเลิกจ้างของบริษัทจำเลยจัดทำขึ้นเป็นสองภาษาคือภาษาอังกฤษและภาษาไทยในฉบับ เดียวกัน แม้จำเลยจะเป็นบริษัทต่างประเทศแต่ก็ประกอบกิจการในประเทศไทย และโจทก์กับลูกจ้างอื่น ๆ ของ จำเลยก็เป็นคนไทย ดังนั้น แม้หนังสือดังกล่าวจะไม่มีการระบุไว้ชัดแจ้งว่า หากข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษกับ ข้อความที่เป็นภาษาไทยแตกต่างกันให้ใช้ข้อความภาษาอังกฤษเป็นหลัก กรณีจึงต้องถือว่ามิอาจหยั่งทราบเจตนา ของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับ จึงต้องถือตามข้อความที่เป็นภาษาไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 14 เมื่อข้อความภาษาไทยระบุถึงเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานขาดความ รับผิดชอบและประสิทธิภาพในการทำงานของโจทก์ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลย อันมิใช่สาเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้าง โจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 จำเลยจะยกเหตุตามมาตรา
ดังกล่าวมาอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ในภายหลังหาได้ไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสาม จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ที่ระบุกรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง หาก มิได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิก นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น หมายถึง จำเลยผู้เป็นนายจ้างจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้หากมิได้ระบุเหตุผลดังกล่าวไว้ใน หนังสือเลิกจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ โจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานและขาดความ รับผิดชอบต่อหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย จำเลยก็สามารถยกเหตุการณ์การกระทำผิดอื่น ๆของโจทก์ขึ้นต่อสู้ เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 16,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงาน ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกัน ครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 90 วันคิดเป็นเงิน 49,500 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56 วัน คิดเป็นเงิน 30,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,800 บาท และค่าชดเชยจำนวน 49,500 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิค มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ ดูแล บำรุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์การผลิต เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องจักรกลต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ งาน จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับ ความเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอันเป็นการฝ่าฝืน ระเบียบข้อบังคับของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 49,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าจำนวน 30,800 บาท รวมเป็นเงิน 80,300 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะ ยกข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ