The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tan, แทน Jomkratok,จอมกระโทก, 2023-07-23 04:09:08

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และ จ่ายค่าจ้าง กับค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำ ขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลา จ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรค สอง การที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ใช่เป็นการผิดสัญญา และไม่ใช่เป็นการ จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างที่ไม่ได้กระทำ ให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็เป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือ ค่าชดเชยพิเศษ แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสี่, 121 วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี และหากการเลิก จ้างนั้นเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโจทก์ก็ชอบจะได้รับค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิใช่ได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมามีว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มสำหรับค่าจ้างและ ค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์ ได้กู้ยืมเงินจากนายเคียวจิ โมชิซูกิ ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยรวม 2 ครั้ง โจทก์ตกลงผ่อนชำระโดยให้ หักจากค่าจ้างโจทก์แต่ละเดือน ปัจจุบันโจทก์ยังค้างชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวประมาณ 330,000 บาท เหตุที่จำเลยไม่ จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์เพราะเมื่อหักกลบลบหนี้เงินกู้ตามบันทึกกู้ยืมเงินดังกล่าวแล้วโจทก์ยัง เป็นหนี้ประธานกรรมการ ผู้จัดการบริษัทจำเลยอยู่อีกมากและโจทก์ไม่เคยทวงถาม ดังนี้จะเห็นได้ว่าจำเลยเชื่อโดย สุจริตว่าจำเลยสามารถจะหักกลบหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยกับเงินกู้ซึ่งโจทก์เป็นหนี้ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท จำเลยได้ เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วโจทก์ยังเป็นหนี้อยู่อีกจำนวนมาก แม้จำเลยจะไม่อาจหักกลบลบหนี้เงินกู้กับค่าจ้าง ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ก็ตาม แต่พฤติการณ์ ของจำเลยดังกล่าวแล้วก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอัน สมควร ที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดให้จำเลย จ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยบอกกล่าวล่วงหน้าถูกต้องตามกฎหมาย แต่ จำเลยก็ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคม 2541 และเงินโบนัสแก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้าง ของเดือนพฤศจิกายน 2541 จำนวน 30,300 บาท และของวันที่ 1 ถึง 8 ธันวาคม 2541 จำนวน 8,000 บาท ต่อมาโจทก์จำเลยแถลงรับ ข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยยังคงค้างชำระค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน 10,300 บาท ซึ่งศาลแรงงาน


กลางก็พิพากษาให้จำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว ส่วนค่าจ้างของวันที่ 9 ถึง 31 ธันวาคม 2541 และเงินโบนัสโจทก์ไม่ได้ บรรยายและขอมาในคำฟ้อง โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบใน ศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง(อุบลราชธานี) - นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9586/2544 บริษัท ที. พี. ดี. นคร จำกัดโจทก์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 บทบัญญัติพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสี่ เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออก จากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายถึงวันที่เลิกสัญญาจ้าง โดยให้ถือ ว่าค่าจ้างที่จ่ายนี้เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ว. กับพวกเป็นลูกจ้างรายวัน ทำหน้าที่เป็นพนักงานขาย เครื่องดื่มประจำซุ้มในโรงเรียน ส. เฉพาะในช่วงเปิดเทอม ได้รับค่าจ้างวันละ 125บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างบอกเลิกจ้าง ว. กับพวกเมื่อวันที่ 8 เมษายน ซึ่งเป็นการบอกเลิกจ้างก่อน วันที่ 15 เมษายนอันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างและจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 เมษายนอันเป็น


กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ในช่วงวันที่ 8 เมษายนถึงวันที่ 16 พฤษภาคมเป็นช่วงปิดเทอม ว. กับ พวกไม่ต้องไปทำงานและไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงปิดเทอมดังกล่าว เนื่องจากเป็นลูกจ้างรายวันจะได้รับค่าจ้าง เฉพาะวันที่มาทำงานเท่านั้น ดังนั้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับ ว. และพวกจะมีผลเป็นการเลิกสัญญากันในวันที่ 30 เมษายน แต่โจทก์ให้ ว. กับพวกออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้างคือวันที่ 8 เมษายน โจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ต้อง จ่ายค่าจ้างให้แก่ ว. กับพวกในช่วงดังกล่าว โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ ว. กับพวก ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2542 จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มี นายธวัชชัย สุนทรเจริญนนท์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นกรมสังกัดกระทรวง แรงงานและสวัสดิการสังคม จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานตรวจแรงงานในสังกัดจำเลยที่ 1 โจทก์จ้างนางสาววาสิฏฐี ศรี เมือง นางวรรณดี เมืองแดง และนางกมลรัตน์ ฤทธิ์กัน เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2530 วันที่ 27 มิถุนายน 2538 และวันที่ 3 มีนาคม 2540 ตามลำดับ เรียกเงินประกันไว้คนละ 2,000 บาท ให้ค่าจ้างวัน ละ 125 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน นางสาววาสิฏฐีกับพวกทำงานเป็นพนักงานขาย เครื่องดื่มประจำซุ้มในโรงเรียนสุราษฎร์ธานีเฉพาะในช่วงเปิดเทอม เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 โจทก์โดยนายธวัชชัย กรรมการผู้มีอำนาจได้บอกเลิกจ้างนางสาววาสิฏฐีนางวรรณดี และนางกมลรัตน์ด้วยวาจา นางสาววาสิฏฐีกับพวก จึงไปยื่นคำร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2542 สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินประกันให้แก่นางสาววาสิฏฐี นางวรรณ ดี และนางกมลรัตน์ รวมเป็นเงิน 85,950 บาท โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2542 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้บอกเลิกจ้างนางสาววาสิฏฐี นางวรรณดีและนางกมล รัตน์ด้วยวาจา จึงไม่มีสิทธิยกเหตุในเรื่องที่อ้างว่านางสาววาสิฏฐีกับพวกทุจริตหรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม โจทก์จึง ต้องจ่ายค่าชดเชยและคืนเงินประกันให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวก แต่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เนื่องจากโจทก์บอกเลิกจ้างนางสาววาสิฏฐีกับพวกในช่วงปิดเทอม ซึ่งนางสาววาสิฏฐีกับพวกไม่ได้มาทำงานและไม่มี สิทธิรับค่าจ้าง จึงไม่มีวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างที่จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อให้มีผลเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่าย ค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2542 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2542 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐี ศรีเมือง นางวรรณดี เมืองแดง และนางกมลรัตน์ ฤทธิ์กัน คนละ 1,950 บาท เป็นให้งดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่บุคคลทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งเดิม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียง ประการเดียวว่าโจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐี นางวรรณดี และนางกมล รัตน์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสี่บัญญัติว่า "การบอกเลิก สัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอก กล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้และให้ถือว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามวรรคนี้ เป็นการจ่ายสินจ้าง ให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" หมายความว่า เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออก จากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้างนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายจนถึงวันที่เลิกสัญญาจ้างโดยให้ถือ ว่าค่าจ้างที่จ่ายนี้เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาววาสิฏฐี นาง วรรณดี และนางกมลรัตน์เป็นลูกจ้างรายวัน ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายเครื่องดื่มประจำซุ้มในโรงเรียนสุราษฎร์ธานี เฉพาะในช่วงเปิดเทอม ได้รับค่าจ้างวันละ 125 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน โจทก์บอกเลิก จ้างบุคคลทั้งสามเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นการบอกเลิกจ้างก่อนวันที่ 15 เมษายน 2542 อันเป็นกำหนด จ่ายค่าจ้างและจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 เมษายน 2542 อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป ข้างหน้า แต่ในช่วงวันที่ 8 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม2542 เป็นช่วงปิดเทอม นางสาววาสิฏฐีกับพวกไม่ ต้องมาทำงานและไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงปิดเทอมดังกล่าวเนื่องจากเป็นลูกจ้างรายวันจะได้รับค่าจ้างเฉพาะ วันที่มาทำงานเท่านั้น ดังนั้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาววาสิฏฐีและพวกจะมีผลเป็นการเลิกสัญญากัน ในวันที่ 30 เมษายน 2542 แต่โจทก์ให้นางสาววาสิฏฐีกับพวกออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้างคือวันที่ 8 เมษายน 2542 โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวกในช่วงดังกล่าวโจทก์จึง ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวกที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาล ฎีกาเห็นด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9586/2544


บริษัทที. พี. ดี. นคร จำกัดโจทก์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สี่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "การบอกเลิกสัญญาจ้าง ตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและ ให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้และให้ถือว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามวรรคนี้ เป็นการจ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้าง ตามมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" หมายความว่า เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีใน วันบอกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายจนถึงวันที่เลิกสัญญาจ้างโดยให้ถือว่าค่าจ้างที่จ่าย นี้เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างรายวันซึ่งกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 เป็นการบอกเลิกจ้างก่อนวันที่ 15 เมษายน 2542 อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้าง และจะมีผลเป็นการ เลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 เมษายน 2542 อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ในช่วงวันที่ 8 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2542 เป็นช่วงปิดเทอม ลูกจ้างรายวันไม่ต้องมาทำงานและไม่มีสิทธิได้รับ ค่าจ้างเนื่องจากลูกจ้างรายวันจะได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงาน เมื่อนายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ ลูกจ้างรายวันในช่วงดังกล่าว นายจ้างจึงไม่ต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ ๓/๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ ๓/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๒ เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐี ศรีเมือง นางวรรณดี เมือง แดง และนางกมลรัตน์ ฤทธิ์กัน คนละ ๑,๙๕๐ บาท เป็นให้งดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่บุคคลทั้ง สาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งเดิม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียง ประการเดียวว่า โจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐี นางวรรณดี และนางกมล รัตน์ หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสี่ บัญญัติว่า "การบอกเลิก สัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอก กล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้และให้ถือว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามวรรคนี้ เป็นการจ่ายสินจ้าง ให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา ๕๘๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" หมายความว่า เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออก จากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายจนถึงวันที่เลิกสัญญาจ้าง โดยให้ ถือว่าค่าจ้างที่จ่ายนี้เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาววาสิฏฐี นางวรรณดี และนางกมลรัตน์เป็นลูกจ้างรายวัน ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายเครื่องดื่มประจำซุ้มในโรงเรียนสุราษฎร์ ธานีเฉพาะในช่วงเปิดเทอม ได้รับค่าจ้างวันละ ๑๒๕ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๑๕ และวันสิ้นเดือน โจทก์ บอกเลิกจ้างบุคคลทั้งสามเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นการบอกเลิกจ้างก่อนวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๒ อัน เป็นกำหนดจ่ายค่าจ้าง และจะมีผลเป็น การเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๒ เป็นช่วงปิดเทอม นางสาววาสิฏฐีกับพวกไม่ต้องมาทำงานและไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงปิดเทอมดังกล่าว เนื่องจากเป็นลูกจ้างรายวันจะได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานเท่านั้น ดังนั้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับ นางสาววาสิฏฐีและพวกจะมีผลเป็นการเลิกสัญญากัน ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ แต่โจทก์ให้นางสาววาสิฏฐีกับ พวกออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้างคือวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๒ โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าจ้างให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวกในช่วงดังกล่าว โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ นางสาววาสิฏฐีกับพวก พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ลีฬาวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8734/2544 นายจรูญ วารีวนิชโจทก์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 (4) หนังสือเลิกจ้างระบุว่าโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ5.1.1,?.,5.1.14 ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง เป็นการระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างเลิกจ้างโจทก์แล้ว ส่วนพฤติการณ์การกระทำของโจทก์เป็น อย่างไร เป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยจึงยกเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเนื่องจาก โจทก์ฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงขึ้นอ้างในคำให้การเพื่อ ไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) กรณีไม่ต้องห้ามตามมาตรา 17 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๒๐๙,๗๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๖๔,๐๗๕ บาท เงินโบนัสพิเศษ ๑๘๘,๘๕๐ บาท เงินบำเหน็จ ๙๗๘,๖๐๐ บาท และค่าเสียหาย ๑,๓๙๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้กระทำผิดระเบียบวินัยของจำเลยกรณี ร้ายแรงคือโจทก์อนุมัติเงินช่วยเหลือสวัสดิการสงเคราะห์ของจำเลยแก่นายสามารถ ไขแสงทอง โดยไม่ทำการ ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงก่อน เป็นเหตุให้นายสามารถนำข้อความอันเป็นเท็จมาขอเงินช่วยเหลือและโจทก์อนุมัติไป โจทก์ใช้อำนาจหน้าที่การบริหารอำนวยสินเชื่อให้แก่ญาติ เพื่อน พี่น้องของตนเองและผู้ใกล้ชิดหลายราย โดยไม่ทำ การวิเคราะห์ ผู้ขอสินเชื่อให้ดีก่อน ไม่ไปตรวจสอบหลักประกันที่นำมาจำนอง เป็นการกระทำที่โจทก์ไม่ตั้งใจปฏิบัติ หน้าที่ ด้วยความเอาใจใส่ โจทก์ทำผิดระเบียบวินัยอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงิน โบนัสพิเศษ เงินบำเหน็จและค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ได้อนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบของจำเลย แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ของจำเลยในกรณี ร้ายแรง ประการที่ ๒ โจทก์ได้ลงชื่อรับรองในหนังสือขออนุมัติให้ความช่วยเหลือพนักงานของ จำเลยที่ประสบอุทกภัยเป็นการรับรองข้อมูลโดยที่ทราบอยู่แล้วว่าเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความ เสียหายอย่างร้ายแรง การกระทำของโจทก์เป็นความผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณี ร้ายแรง คำสั่งของจำเลยที่ลงโทษโจทก์ให้ปลดออกจากงานชอบแล้ว พนักงานจำเลยที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสหรือเงิน


ช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษจะต้องไม่เป็นผู้ถูกจำเลยลงโทษไม่ว่าสถานใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าหนังสือเลิก จ้างระบุว่าโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ ๕.๑.๑, ๕.๑.๓, ๕.๑.๔, ๕.๑.๑๐, ๕.๑.๑๔ ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง เป็นการระบุว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งในข้อดังกล่าว หนังสือเลิกจ้างจึงได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างโจทก์ไว้แล้ว ส่วนพฤติการณ์การกระทำของโจทก์เป็นอย่างไร เป็น รายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยจึงยกเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงขึ้นอ้างในคำให้การเพื่อไม่จ่าย ค่าชดเชยได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๑๗ วรรค สาม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายนิรัตน์ จันทพัฒน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8241/2544 นาย สมพงษ์ ศรีกะพงษ์โจทก์ บริษัท อุตสาหกรรมปลาป่นแปซิฟิค จำกัดจำเลย


ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลย และออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง ซึ่งปฏิบัติกันเป็นปกติเพราะไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนไม่ปรากฏว่าโจทก์ ทุจริตหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว จำเลยก็เรียกเก็บเงินในภายหลังได้ตามปกติ จึงถือไม่ได้ว่า โจทก์จงใจทำให้นายจ้างเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของ จำเลยที่ว่า "ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุให้บริษัทฯได้รับความเสียหาย ทำหลักฐานหรือรายงานหรือให้ ข้อความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ" จำเลยจึงมีสิทธิไล่โจทก์ออกจากงานได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคท้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตาม กฎหมาย และไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 6,795 บาท และค่าชดเชยจำนวน 47,410 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง โดย อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับในใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันภายในบริษัท และออกใบผ่านยาม เท็จระบุเลขทะเบียนไม่ตรงกับรถที่เข้าไปเติมน้ำมันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและ ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่าย น้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลยและออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง อันเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงหรือทำ หลักฐานหรือรายงานหรือให้ข้อความอันเป็นเท็จแก่จำเลย เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของ จำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 45(21) แต่โจทก์ได้ปฏิบัติเช่นนี้เสมอมาเป็นปกติ เนื่องจากแนวทางในการปฏิบัติ ไม่แน่นอน การฝ่าฝืนของโจทก์จึงมิใช่กรณีร้ายแรงและจำเลยก็ไม่เคยมีหนังสือตักเตือนโจทก์มาก่อน การกระทำ ของโจทก์มิใช่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และมิใช่การประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้าง โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 6,795 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 สิงหาคม


2543) และค่าชดเชยจำนวน 47,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง(วันที่ 17 กรกฎาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์จงใจ ทำให้จำเลยเสียหายและจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) นั้นหมายถึง ลูกจ้างได้กระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะเกิดผลเสียหายต่อนายจ้าง คดีนี้ศาล แรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันใน บริษัทจำเลยและออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ โจทก์และพนักงานรักษาความปลอดภัย ของจำเลยได้ปฏิบัติกันมาเป็นปกติเพราะไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จำเลยทำการสอบสวนแล้วก็ไม่ ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวและรถที่เข้าไปเติมน้ำมันนั้นจำเลยก็เรียก เก็บเงินในภายหลังได้ตามปกติดังนั้น จึงมิใช่เป็นการที่โจทก์กระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยผู้เป็น นายจ้างอันจะถือว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้จงใจทำให้ จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) จำเลยจึง ต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 45(21) ที่ว่า "ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับ ความเสียหาย ทำหลักฐานหรือรายงานหรือให้ข้อความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ" ซึ่งถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้าง อันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิไล่โจทก์ออกจากงานได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น


หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8241/2544 นายสมพงษ์ ศรีกะพงษ์โจทก์ บริษัทอุตสาหกรรมปลาป่นแปซิฟิค จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค ท้าย, 119 (2) การที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) หมายถึง ลูกจ้างได้กระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะเกิดผลเสียหายต่อนายจ้าง โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลย และออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง แต่การกระทำเช่นนี้โจทก์และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยได้ ปฏิบัติกันมาเป็นปกติเพราะไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน จำเลยทำการสอบสวนแล้วก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตหรือมี ผลประโยชน์ เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว และรถที่เข้าไปเติมน้ำมันจำเลยก็เรียกเก็บเงินในภายหลังได้ตามปกติ จึงมิใช่เป็นการที่โจทก์กระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยผู้เป็นนายจ้างอันจะถือว่าโจทก์จงใจทำให้ นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้จงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความ เสียหายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ แต่การ กระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ที่ว่า "ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงอันอาจ เป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย ทำหลักฐานหรือรายงานหรือให้ข้อความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ" ซึ่งถือเป็นการ จงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัว จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิไล่โจทก์ออกจากงานได้โดย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบด้วย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคท้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๖,๗๙๕ บาท และ ค่าชดเชย จำนวน ๔๗,๔๑๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๖,๗๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชยจำนวน ๔๗,๔๑๐ บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์จง ใจทำให้จำเลยเสียหายและจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าหรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒) นั้น หมายถึง ลูกจ้างได้กระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะเกิดผลเสียหายต่อ นายจ้าง คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมัน เข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลยและออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง ซึ่งการกระทำเช่นนี้โจทก์และพนักงาน รักษาความปลอดภัยของจำเลยได้ปฏิบัติกันมาเป็นปกติเพราะไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จำเลยทำการ สอบสวนแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว และรถที่เข้าไปเติมน้ำมัน นั้นจำเลยเรียกเก็บเงินในภายหลังได้ตามปกติ ดังนั้น จึงมิใช่เป็นการที่โจทก์กระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่ จำเลยผู้เป็นนายจ้างอันจะถือว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้ จงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.๒ ข้อ ๔๕ (๒๑) ที่ว่า "ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุให้ บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย ทำหลักฐานหรือรายงานหรือใช้ข้อความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ" ซึ่งถือเป็นการจงใจขัด คำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัว จำเลยซึ่งเป็น นายจ้างมีสิทธิไล่โจทก์ออกจากงานได้โดยมิพักต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าและมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง . (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายปานนท์ กัจฉปานันท์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7560/2544 นาง สุภาภรณ์ เผ่าโนรีโจทก์ การสื่อสารแห่งประเทศไทยจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ระหว่างการทำงานโจทก์ลาป่วยและมาทำงานสายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติตาม ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการลา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตักเตือนด้วยวาจาและเป็น หนังสือ และลงโทษโจทก์ด้วยการภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนหลายครั้ง ซึ่งจำเลยอาจอ้างความผิดดังกล่าวของโจทก์ มาเป็นเหตุเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแต่ตามหนังสือให้พนักงานออกจากงาน (เลิกจ้าง) ของจำเลยเพียงแต่ อ้างเหตุที่ให้โจทก์ออกจากงานว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ และบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น จำเลยไม่ได้อ้างเหตุความผิดของโจทก์มาเป็นเหตุโดยตรงในการเลิกจ้างจึงต้องถือว่า จำเลยไม่ติดใจที่จะเลิกจ้างโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว จำเลยยังอ้างข้อบังคับของจำเลยที่ให้อำนาจจำเลยในการ เลิกจ้างในกรณีดังกล่าวได้แต่ข้อบังคับของจำเลยกำหนดว่าพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็น การลาออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยมิได้กระทำความผิดและมีสิทธิได้รับบำเหน็จ จำเลยจึงหยิบยกอ้างความผิดของ โจทก์ซึ่งมิได้ระบุเป็นเหตุเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์มิได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า30,582.99 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าชดเชย 107,939.99 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงาน (วันที่ 10พฤษภาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าเสียหาย 431,760 บาทแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่ปี 2520 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ17,990 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานตามสำเนาหนังสือเลิกจ้าง ในรอบปี 2537 โจทก์ลาป่วย 69 วัน มาสาย 16 วัน ตามเอกสารหมาย ล.11 ในรอบปี 2538โจทก์ลาป่วย 82 วัน มาสาย 24 วัน ตามเอกสารหมาย ล.13 ในรอบปี 2539โจทก์ลาป่วย 62 วัน มาสาย 24 วัน ตามเอกสารหมาย ล.15 ในรอบปี 2540โจทก์ลาป่วย 44 วัน มาสาย 18 วัน ในรอบปี 2541 โจทก์ลาป่วย 120 วันมาสาย 16 วัน ในระหว่างเดือนกรกฎาคม 2541 ถึงเมษายน 2542 โจทก์ ลาป่วย 123 วัน (ที่ถูก 123.5 วัน) มาสาย 34 วัน ผู้บังคับบัญชาของโจทก์เคยลงโทษโจทก์เกี่ยวกับการลาป่วย กล่าวคือเมื่อปี 2537 ตักเตือนด้วยวาจาปี 2539 ตักเตือนเป็นหนังสือ ปี 2539 ทำทัณฑ์บนตามเอกสารหมาย ล.14 และปี 2540 ภาคทัณฑ์ นอกจากนี้โจทก์ยังเคยถูกตัดเงินเดือนร้อยละ 10 เป็นเวลา 1 เดือน ถูกตัดเงินเดือนร้อยละ 15 เป็นเวลา 1 เดือน โจทก์เป็นผู้หย่อนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่ง หน้าที่และบกพร่องต่อหน้าที่ การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียก ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แม้โจทก์จะลาป่วยมาก ขาดงาน ถูกตักเตือนด้วยวาจาและเป็นหนังสือถูก ทำทัณฑ์บนและถูกภาคทัณฑ์ก็ตาม แต่ตามคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย จำเลยได้กล่าวถึงการกระทำต่าง ๆ ของโจทก์ มาแล้วและสรุปตอนท้ายว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่จึงให้โจทก์ออกจากงานตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการถอดถอนข้อ 34 ตามคำสั่งดังกล่าวเท่ากับจำเลยให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุที่โจทก์หย่อน ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่ มิใช่เลิกจ้าง โจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดตามที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ จำเลยจึงยกเรื่องดังกล่าวขึ้นเป็นข้อ ต่อสู้โจทก์ไม่ได้ การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 3 นั้นข้อ 37 ให้ถือว่ามิได้เป็นการ ให้ออกโดยมีความผิดและจำเลยมิได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจำเลยจึงต้องจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ 107,940 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,582.99 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของเงินทั้งสองประเภทในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยดอกเบี้ยของค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ย ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 ตุลาคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียง ประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าในระหว่างการ ทำงานตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2542 โจทก์ลาป่วยและมาทำงานสายเป็นจำนวนมากอีกทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการลา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตักเตือนโจทก์ในเรื่องดังกล่าวด้วย วาจาและเป็นหนังสือ จำเลยได้ลงโทษโจทก์ด้วยการภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนหลายครั้งซึ่งจำเลยอาจอ้างความผิด ดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ตาม แต่หนังสือให้พนักงานออกจากงาน(เลิกจ้าง) ของ จำเลยตามจำเลยเพียงแต่อ้างเหตุที่ให้โจทก์ออกจากงานว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเ ป็นผู้หย่อน ความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานของตน ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องใน


หน้าที่เท่านั้น จำเลยมิได้อ้างเหตุความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุโดยตรงในการเลิกจ้างแต่อย่างใด จึงต้องถือ ว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะเลิกจ้างโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยอ้างข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 3 เอกสารหมาย ล.6 หมวดที่ 5 ว่าด้วยการถอดถอนข้อ 34เป็นอำนาจของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งข้อบังคับ ดังกล่าวข้อ 37ก็ระบุว่าพนักงานที่ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ 34 ให้ถือว่าเป็นการออกจากตำแหน่งหน้าที่ โดยมิได้กระทำความผิด มีสิทธิได้รับบำเหน็จอีกด้วย จำเลยจึงหยิบยกอ้างความผิดของโจทก์ซึ่งมิได้ระบุเป็นเหตุเลิก จ้างไว้ในหนังสือให้โจทก์ออกจากงานมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หาได้ไม่ คำวินิจฉัยของศาลแรงงาน กลางในประเด็นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7560/2544 นางสุภาภรณ์ เผ่าโนรีโจทก์ การสื่อสารแห่งประเทศไทยจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 แม้ในระหว่างการทำงานโจทก์ลาป่วยและมาทำงานสายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติ ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการลา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตักเตือนโจทก์ในเรื่อง ดังกล่าวด้วยวาจาและเป็นหนังสือ จำเลยได้ลงโทษโจทก์ด้วยการภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนหลายครั้งซึ่งจำเลยอาจ อ้างความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ตาม แต่หนังสือเลิกจ้างของจำเลย เพียงแต่อ้างเหตุที่ให้โจทก์ออกจากงานว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถในอันที่จะ ปฏิบัติหน้าที่การงานของตน ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น จำเลยมิได้


อ้างเหตุความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุโดยตรงในการเลิกจ้าง จึงต้องถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะเลิกจ้างโจทก์ สำหรับความผิดดังกล่าว นอกจากนี้ตามข้อบังคับของจำเลยข้อ 34 ซึ่งเป็นอำนาจของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์ ก็ ระบุว่าพนักงานที่ต้องพ้น จากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ 34 ให้ถือว่าเป็นการออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยมิได้กระทำ ความผิด มีสิทธิได้รับบำเหน็จอีกด้วย จำเลยจึงหยิบยกอ้างความผิดของโจทก์ซึ่งมิได้ระบุเป็นเหตุเลิกจ้างไว้ใน หนังสือให้โจทก์ออกจากงานมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าสินค้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓๐,๕๘๒.๙๙ บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจ่ายค่าชดเชย ๑๐๗,๙๓๙.๙๙ บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงาน (วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒) จนกว่าจะ ชำระเสร็จ จ่ายค่าเสียหาย ๔๓๑,๗๖๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบธรรมแล้ว จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยไม่ต้องรับผิดให้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือหากต้องจ่ายก็จ่าย เพียง ๑ เดือน เป็นเงิน ๑๗,๙๙๐ บาทเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ๑๐๗,๙๔๐ บาท สินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า ๓๐,๕๘๒.๙๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของเงินทั้งสองประเภทในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี โดย ดอกเบี้ยของค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยของสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๒) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการ เดียวว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าในระหว่างการทำงานตั้งแต่ ปี ๒๕๓๗ ถึงปี ๒๕๔๒ โจทก์ล่าป่วยและมาทำงานสายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการลา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตักเตือนโจทก์ในเรื่องดังกล่าวด้วยวาจาและ เป็นหนังสือ จำเลยได้ ลงโทษโจทก์ด้วยการภาคภัณฑ์และตัดเงินเดือนหลายครั้งซึ่งจำเลยอาจอ้างความผิดดังกล่าว ของโจทก์มาเป็นเหตุ เลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ตาม แต่หนังสือให้พนักงานออกจากงาน (เลิกจ้าง) ของ จำเลย จำเลยเพียงแต่ อ้างเหตุที่ให้โจทก์ออกจากงานว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถ ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานของตน ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น จำเลยมิได้อ้างเหตุความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุโดยตรงในการเลิกจ้างแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าจำเลยไม่ติด ใจที่จะเลิกจ้างโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยอ้างข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ ๓ หมวดที่ ๕ ว่าด้วย การถอดถอน ข้อ ๓๔ เป็นอำนาจของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวข้อ ๓๗ ก็ระบุว่าพนักงานที่


ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ ๓๔ ให้ถือว่าเป็นการออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยมิได้กระทำความผิด มีสิทธิ ได้รับบำเหน็จอีกด้วย จำเลยจึงหยิบยกอ้างความผิดของโจทก์ซึ่งมิได้ระบุเป็นเหตุเลิกจ้างไว้ในหนังสือให้โจทก์ออก จากงานมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ แก่โจทก์หาได้ไม่ คำวินิจฉัยของศาผลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต พรายภู่ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2544 นาย วีระชัย มุ่งงาม กับพวกโจทก์ บริษัท ส.เกษมคาร์เซ็นเตอร์ จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้สองข้อ คือ 1. โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ 2. โจทก์ มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพียงใด แต่นอกจากจำเลยจะให้การว่าโจทก์ ทุจริตต่อหน้าที่แล้ว ยังให้การว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วย กฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยในประเด็นข้อ 2. นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน


หรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่ด้วย เมื่อพิพากษาคดี โดยมิได้วินิจฉัย ในประเด็นหลัง จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุเพียงว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่มิได้ระบุเหตุอื่นไว้ด้วย จำเลยจะยก เหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม และมาตรา 119 แต่ข้อห้ามดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะไม่ให้นายจ้างยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้ เพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงห น้าด้วย ดังนั้น จำเลยจึงสามารถยกเหตุว่า โจทก์จงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 ได้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเรื่องโจทก์ตรวจซ่อมรถว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า โจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ แต่การที่โจทก์ทำการตรวจซ่อมรถให้แก่ผู้อื่นในเต็นท์หลังศูนย์บริการของจำเลย ย่อมมีเหตุอันควรที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานอยู่ในศูนย์บริการของจำเลยแห่งเดิมอีกต่อไป ดังนั้น การที่ จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานที่สาขาอื่น โดยไม่มีการลดตำแหน่งและเงินเดือน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้าง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียก โจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ช่างยนต์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,790 บาท และวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ช่างยนต์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,670 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวัน สิ้นเดือน วันที่ 7มกราคม 2543 จำเลยปลดโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นพนักงาน โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองไม่มี ความผิดและไม่ได้บอกล่วงหน้าให้โจทก์ทั้งสองทราบตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน สำหรับโจทก์ที่ 1 คิดเป็นเงิน 62,320 บาท และโจทก์ที่ 2 คิดเป็นเงิน 61,360 บาท ทั้งมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม กฎหมายสำหรับโจทก์ที่ 1 จำนวน 49 วัน คิดเป็นเงิน 12,691 บาท และสำหรับโจทก์ที่ 2 จำนวน 53 วัน คิดเป็น เงิน 13,550.33 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,691 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 13,550.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 62,320 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 61,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ


จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า วันที่ 25 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันหยุด โจทก์ทั้งสองได้ร่วมกันฝ่า ฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยโจทก์ทั้งสองได้นำเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ที่เป็นของ จำเลยไปหาประโยชน์ส่วนตัวด้วยการนัดหมายกับบุคคลภายนอกให้นำรถมาซ่อมที่สาขาสำเหร่ ซึ่งโจทก์ที่ 2 ทำงาน อยู่โดยไม่มีการทำเอกสารสั่งซ่อมตามระเบียบของจำเลย จำเลยถือว่าโจทก์ทั้งสอง กระทำ การทุจริตต่อหน้าที่อัน เป็นความผิดร้ายแรง แต่เพื่อให้โจทก์ทั้งสองมิต้องถูกปลดออกจากงาน จำเลยได้เรียกโจทก์ทั้งสองมาตักเตือนเป็น หนังสือและมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่สาขาถนนกิ่งแก้ว เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองกระทำซ้ำอีกและสาขา ดังกล่าวต้องการช่างยนต์เพิ่ม อันเป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่ยอมย้าย ไปถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของ จำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยเห็นว่าไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชา โจทก์ทั้งสองได้จึงปลดโจทก์ทั้งสองออกจากการ เป็นลูกจ้างจำเลย โดยจำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ทั้งสอง และจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าจ้างใน คราวถัดไป แต่โจทก์ทั้งสองขาดงานโดยไม่ให้เหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า วันเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองตรวจซ่อมรถยนต์ของนายสุพัฒน์ คุ้มเลิกกิจ พานิช โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้เครื่องมือของจำเลยและไม่ได้ตรวจซ่อมในศูนย์บริการของจำเลยทั้งไม่ ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับค่าตอบแทน ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ อันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย และจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 240 วัน พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,691 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน13,550.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและ ให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 62,320บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 61,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 7 มกราคม 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองโดยเพียงแต่วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้ทุจริตต่อ หน้าที่เท่านั้น ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อต่อสู้ตามคำให้การจำเลยที่ว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือ ระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง ซึ่งจำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ทั้ง สองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสองข้อ คือ ข้อ 1. โจทก์ทั้ง สองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ และข้อ 2. โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่เพียงใด เท่านั้น แต่ตามคำให้การของจำเลยนอกจากจะให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่แล้ว ยังฝ่า ฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณี ร้ายแรงอีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยในประเด็นข้อ 2. ดังกล่าว นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์


ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือ คำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่ตามข้อต่อสู้ของจำเลยอีกด้วย เมื่อศาลแรงงานกลาง พิพากษาคดีโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากข้อเท็จจริง ตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติมาแล้วเพียงพอที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้ เสียเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอีกสำหรับปัญหาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่นั้น ปรากฏตามคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ มิได้ระบุเหตุอื่นไว้ด้วย จำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสามและมาตรา 119 ที่ศาล แรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลแต่ข้อห้ามดังกล่าวจำกัด อยู่เฉพาะไม่ให้นายจ้างยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้เพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่รวมถึง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย ดังนั้นแม้ในคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจะอ้างเหตุเลิกจ้างเพียง เหตุเดียวว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ดังกล่าวแล้ว จำเลยก็สามารถยกเหตุว่าโจทก์ทั้งสองจงใจขัดคำสั่งอันชอบ ด้วยกฎหมายของจำเลยขึ้นต่อสู้ในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ และแม้ศาลแรงงานกลางจะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องโจทก์ทั้งสอง ตรวจซ่อมรถของนายสุพัฒน์ในวันเกิดเหตุว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองกระทำการ ทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองทำการตรวจซ่อมรถให้แก่ผู้อื่นในเต็นท์หลังศูนย์บริการของจำเลยย่อมมี เหตุอันควรที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ในศูนย์บริการของจำเลยแห่งเดิมคือที่สาขาสำเหร่อีก ต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่สาขาถนนกิ่งแก้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีการลดตำแหน่ง และเงินเดือนของโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็น การจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของ จำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและดอกเบี้ยของเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (หัสดี ไกรทองสุก-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676 - 5677/2544 นายวีระชัย มุ่งงามโจทก์ บริษัท ส. เกษตรคาร์เซ็นเตอร์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา583 พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17,119 พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ,56 ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรค หนึ่ง, 56 แม้ศาลแรงงานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสองข้อ คือ ข้อ 1. โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ และข้อ 2. โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพียงใด แต่คำให้การของ จำเลยนอกจากจะทำให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่แล้ว จำเลยยังให้การว่าโจทก์ยังฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงอีกด้วย ดังนั้นใน ประเด็นข้อ 2. นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้วยังต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้องบังคับ เกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่ด้วยเมื่อศาลแรงงาน พิพากษาคดีโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานฟังเป็นยุติธรรมมาแล้วเพียง พอที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยประเด็นนี้เสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงาน กลางวินิจฉัยอีก ตามคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลย ยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม และมาตรา 119 ข้อห้ามดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะไม่ให้นายจ้างยกขึ้นต่อสู้เพื่อให้พ้น ความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แม้ในคำสั่งที่จำเลยบอกเลิก จ้างโจทก์จะอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยก็สามารถยกเหตุว่าโจทก์จงใจขัดคำสั่งอัน


ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยขึ้นต่อสู้ในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตาม ป. พ.พ. มาตรา 583 ได้ การที่โจทก์ทำการตรวจซ่อมรถให้แก่ผู้อื่นในเต็นท์หลังศูนย์บริการของจำเลย ย่อมมีเหตุอันควรที่ จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานอยู่ในศูนย์บริการของจำเลยแห่งเดิมอีกต่อไป การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไป ทำงานที่สาขาอื่นไม่ปรากฏว่ามีการลดตำแหน่งและเงินเดือนของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อโจทก์ไม่ ปฏิบัติตามจึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียก โจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,691 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 13,550.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 62,320 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 61,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า วันเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองตรวจซ่อมรถยนต์ของนายสุพัฒน์ คุ้มเลิศกิจ พานิช โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้เครื่องมือของจำเลยและไม่ได้ตรวจซ่อมในศูนย์บริการของจำเลย ทั้งไม่ ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับค่าตอบแทน ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่อันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย และจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 240 วัน พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,691 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 13,550.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และ ให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 62,320 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 61,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 7 มกราคม 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสอง ข้อ คือ ข้อ 1. โจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ และข้อ 2. โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพียงใด เท่านั้น แต่ตามคำให้การของจำเลยนอกจากจะให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทั้งสองทุจริต


ต่อหน้าที่แล้ว ยังฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของ จำเลยเป็นกรณีร้ายแรงอีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยในประเด็น ข้อ 2. ดังกล่าว นอกจากจะต้อง วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่ตามข้อต่อสู้ของจำเลยอีกด้วย เมื่อศาล แรงงานกลางพิพากษาคดีโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจาก ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติมาแล้วเพียงพอที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ จึงเห็นสมควร วินิจฉัยประเด็นนี้เสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอีก สำหรับปัญหาว่าจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่นั้น ปรากฏตามคำสั่งที่ จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่มิได้ระบุเหตุอื่นไว้ด้วย จำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม และมาตรา 119 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล แต่ข้อห้ามดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะไม่ให้นายจ้างยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้ เพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย ดังนั้นแม้ใน คำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจะอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ดังกล่าวแล้ว จำเลยก็สามารถยกเหตุว่าโจทก์ทั้งสองจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยขึ้นต่อสู้ในภายหลังเพื่อไม่ต้อง จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ และ แม้ศาลแรงงานกลางจะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องโจทก์ทั้งสองตรวจซ่อมรถของนายสุพัฒน์ในวันเกิดเหตุว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองทำ การตรวจซ่อมรถให้แก่ผู้อื่นในเต็นท์หลังศูนย์บริการของจำเลยย่อมมีเหตุอันควรที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทั้ง สองทำงานอยู่ในศูนย์บริการของจำเลยแห่งเดิมคือที่สาขาสำเหร่อีกต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้ง สองไปทำงานที่สาขาถนนกิ่งแก้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีการลดตำแหน่งและเงินเดือนของโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด จึง เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วย กฎหมาย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและดอกเบี้ยของเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (หัสดี ไกรทองสุก-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา ศาลอุทธรณ์ -


แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2544 พันโทวรวิทย์ เลี้ยงถนอมโจทก์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4, 17, 118 วรรค สอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 6, 7, 9 (1), 9 (2) จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ได้รับการ ยกเว้นมิให้อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่ากับจำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็น ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาล แรงงานกลาง ตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 6, 7 และมาตรา 9 (1) และ (2) เพียงแต่บัญญัติว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล ได้รับเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของ กระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราว แต่มิได้มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ จำเลยเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 มาตรา 8 จำเลยก็มิได้เป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม จำเลยจึงมิได้รับการ ยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร เท่าราคา ทุน แต่ได้กำไรจากการที่สามารถนำดอกไม้พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาจำหน่ายอีก ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็น รายได้ส่วนหนึ่งของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนอกเหนือจากเงินที่มีผู้บริจาค และเงินที่มีผู้บริจาคใส่ตู้รับบริจาค ตามจุดต่าง ๆ ในบริเวณศาลหลักเมืองถือได้ว่ากิจการของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นกิจการที่แสวงหากำไร ในทางเศรษฐกิจ อุทธรณ์ของจำเลยที่แสดงเหตุผลต่าง ๆ โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล


แรงงานเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรในทาง เศรษฐกิจหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จำเลยมีวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 เพื่อการกุศล การ ดำเนินกิจการของจำเลยเป็นการให้การสงเคราะห์ แต่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ห้ามมิให้หน่วยงานของจำเลย ดำเนินกิจการเพื่อหารายได้อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ทั้งการที่สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนำ รายได้อันเกิดจากการจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพรสมทบกับเงินบริจาคจากผู้บริจาคต่าง ๆ ส่งให้แก่ จำเลยนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศล ก็เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยนั่นเอง แม้จำเลยมีข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และ ข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 โดยข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างฯ ให้ถือปฏิบัติตาม ข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานฯ ซึ่งกำหนดว่าพนักงานของจำเลยจะต้องออกจากงานเมื่อสิ้น ปีงบประมาณของปีที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ก็ตาม แต่ก็หมายถึงให้จำเลยดำเนินการให้พนักงานที่ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ออกจากงานการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์จึงเป็นการกระทำที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานต่อไป ย่อมเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 96,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 96,120 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ได้รับการยกเว้นมิให้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยเท่ากับอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่ อย่างไรก็ดี ตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 6, 7 และมาตรา 9 (1) และ (2)


เพียงแต่บัญญัติว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล ได้รับเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของ กระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราว แต่มิได้มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ จำเลยเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 มาตรา 8 จำเลยก็มิได้เป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม จำเลยจึงมิได้ รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองมิได้ดำเนินการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่าสำนักงานกิจการ ศาลหลักเมืองกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร เท่าราคาทุน แต่ได้กำไรจากการที่สามารถ นำดอกไม้ พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาจำหน่ายอีกซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของสำนักงานกิจการ ศาลหลักเมืองนอกเหนือจากเงินที่มีผู้บริจาค และเงินที่มีผู้บริจาคใส่ตู้รับบริจาคตามจุดต่าง ๆ ในบริเวณ ศาลหลักเมือง จากข้อเท็จจริงดังได้กล่าวมาแล้ว ถือได้ว่ากิจการของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นกิจการที่ แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ อุทธรณ์ของจำเลยที่แสดงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยกำหนดราคา จำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร ต่ำกว่าราคาทุนและจำเลยไม่อาจนำดอกไม้ พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมา ใช้ได้อย่างเดิม โอกาสที่จะนำกลับมาใช้เพื่อรับการบริจาคอีกนั้นเป็นไปได้น้อยมาก เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจใน การรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สำนักงานกิจการศาลหลักเมือง ดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับ วินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 เพื่อการกุศล การดำเนินกิจการของจำเลยเป็นการให้การสงเคราะห์ย่อมไม่ได้ดำเนินกิจการแสวงหากำไร ในทางเศรษฐกิจ สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นหน่วยงานหนึ่งของจำเลยต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของ จำเลย จะดำเนินการนอกเหนือขอบเขตของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติ กฎหมายใดที่ห้ามมิให้หน่วยงานของจำเลยดำเนินกิจการเพื่อหารายได้อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ทั้ง การที่สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนำรายได้อันเกิดจากการจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร สมทบ กับเงินบริจาคจากผู้บริจาคต่าง ๆ ส่งให้แก่จำเลยนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศล ก็เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ของจำเลยนั่นเอง หาได้ดำเนินการนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของจำเลยแต่อย่างใดไม่ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่าการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงาน เป็นการให้ออกจากงานโดย ผลของกฎหมายที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าจำเลยมีข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วย พนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2536 และข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การ สงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2521 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 โดยข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างฯ ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วย พนักงานฯ ซึ่งกำหนดว่าพนักงานของจำเลยจะต้องออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณของปีที่มีอายุครบ 60 ปี


บริบูรณ์ก็ตาม แต่ก็หมายถึงให้จำเลยดำเนินการให้พนักงานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ออก จากงานนั่นเอง ฉะนั้น การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์จึงเป็นการ กระทำที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานต่อไป ย่อมเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต พรายภู่ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766 - 1771/2544 นายพันศักดิ์ ไมถึง กับพวกโจทก์ นายศุภเสกข์ ลีลางกูรในฐานะผู้ชำระบัญชี ของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรค หนึ่ง, 582, 1250 ป.วิ.พ. มาตรา 86, 104 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17, 118 วรรค สอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, 54 ศาลแรงงานพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้ จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจาก พยานหลักฐานที่ ปรากฏในสำนวน จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แน่ชัดเป็นการรับฟัง พยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน


เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง การเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้าง ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด นายจ้างหยุดกิจการเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง แม้นายจ้างจะโอนย้ายลูกจ้างให้ไป ทำงานกับบุคคลภายนอกก็ต้องให้ลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่า ลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วยจึงต้องถือว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง เนื่องจากนายจ้างหยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณีเลิกจ้าง นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 เมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า นายจ้างจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582 ด้วย โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทผู้เป็นนายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้ หนี้เงินของบริษัทนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ___________________________ คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จ่าย ค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหกตามจำนวนในฟ้องของ โจทก์แต่ละคน จำเลยให้การด้วยวาจาว่า จำเลยรับว่าได้มีการประกาศหยุดกิจการบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และแจ้งให้พนักงานทุกคนโอนย้ายเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 โดยให้รายงานตัวต่อฝ่ายบุคคล หากไม่มารายงานตัวภายในกำหนด ถือว่าพนักงานลาออกจากการ เป็นพนักงานด้วยความสมัครใจ โจทก์ทั้งหกแถลงว่า หลังจากที่บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ปิดกิจการโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 5 ไปทำงานต่อกับบริษัทชลนาดร (1999) จำกัด ไม่ทราบประกาศที่ให้โอนย้ายพนักงานทุกคนเข้าสังกัดบริษัทบิส ซิเนสแวลู จำกัด มาก่อน เพิ่งทราบภายหลังและไม่ประสงค์จะเข้าทำงานและโจทก์ทั้งหกไม่ได้มาทำงานหลังจาก บริษัทปิดกิจการ


ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางรับ ฟังพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้พิเคราะห์คำฟ้องโจทก์ซึ่งได้บรรยายถึงวัน เข้าทำงาน อัตราค่าจ้างสุดท้าย และกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง คำให้การจำเลยซึ่งมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของ โจทก์ทั้งหก อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยาน และใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ดังนี้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางรับ ฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แน่ชัด เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่าการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ?" ซึ่งมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้าง ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด คดีนี้บริษัทสปีด ชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหกหยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหก ไม่ได้ทำงาน แม้บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จะโอนย้ายโจทก์ทั้งหกให้ไปทำงานกับบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ก็ต้องให้โจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏ ว่าโจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยโดยการไปรายงานตัวต่อฝ่ายบุคคล จึงต้องถือว่าบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ไม่ให้โจทก์ทั้งหกทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหกเนื่องจากบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด หยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณี บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหก จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์ทั้งหกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และเมื่อบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหกดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งหกทราบล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582 โจทก์ทั้งหกฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ผู้เป็น นายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้หนี้เงินของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 จึงต้อง ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกในนามของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว


พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้ง หกในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2544 นาย จักรกฤษณ์ พันธคงโจทก์ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชนจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 กรณีที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้าง ลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541นั้น หมายถึง ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่ นายจ้าง พนักงานแผนกซ่อมบำรุงของจำเลยรายงานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัด น้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติแต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่การ กระทำดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานเป็นการละเลยต่อหน้าที่อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่ง


โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วง ไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสุดท้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุงได้รับค่าจ้างอัตรา สุดท้ายเดือนละ 9,400 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท และค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยมี หนังสือถึงโจทก์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งการปฏิบัติงานเพื่อความเหมาะสม แต่โจทก์ไม่ยอมรับทราบเป็นการจงใจขัด คำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายหลักชัย กิตติ พล เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยได้โจทก์เป็นลูกจ้าง ของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 9,400 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2543จำเลยเลิกจ้างโดยกล่าวหาว่าโจทก์จงใจทำให้ จำเลยได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อพนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสีย ตามตารางการตรวจเช็คแล้วพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดความเสียหายจึงหยุดการเดินเครื่อง โจทก์จึงสั่งให้พนักงาน ไปถอดออกมาซ่อม แม้จะฟังว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานของหัวหน้างาน แต่ก็ยังไม่พอฟัง ว่าโจทก์มีเจตนาทำให้เครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียของจำเลยได้รับความเสียหายถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้ จำเลยได้รับความเสียหายการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างและไม่ได้บอกกล่าว ล่วงหน้า จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย จำนวน 56,400 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการ เดียวว่า การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึง รายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะทำ ให้เกิดความเสียหาย จึงหยุดเครื่อง แล้วโจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดมาซ่อมอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัด การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับ


ความเสียหายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยตามมาตรา 119(2)แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นั้น หมายถึงลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจ ให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่นายจ้าง การที่พนักงาน แผนกซ่อมบำรุงไปรายงานโจทก์ว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติแต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ ไปดูนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การกระทำของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้ นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว จำเลยจึง ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอัน เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการทำประการอื่น อันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสุดท้ายที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6991/2543 นางสาว เทเรซา สิทธิผลโจทก์ บริษัท การแพทย์ตะวันออก จำกัดจำเลย


พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีอ้างเหตุเลิกจ้างโจทก์ไว้หลายประการก็ตามหากเหตุเลิกจ้างประการใด ไม่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้าง ย่อมแสดงว่าในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นจำเลยคงติดใจเลิกจ้างโจทก์เฉพาะสาเหตุ ที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น ไม่ได้ติดใจที่จะนำสาเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้มาเป็นเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์ อีก ที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยเหตุเลิกจ้างอื่นตามที่จำเลยให้การไว้ จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและจำเลยไม่ได้ บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยโดยรับทำงานที่เหมือนกับงานของ โรงพยาบาลจำเลยที่โรงพยาบาลอื่นจำเลยได้ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ให้เลิกประพฤติผิดระเบียบข้อบังคับมาครั้งหนึ่ง แล้ว แต่โจทก์ได้ประพฤติผิดระเบียบข้อบังคับซ้ำอีก จำเลยจึงมีหนังสือตักเตือนห้ามมิให้โจทก์กระทำการฝ่าฝืน ระเบียบข้อบังคับโจทก์รับทราบหนังสือตักเตือนแล้ว โจทก์กลับกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีกนอกจากนี้โจทก์ละทิ้งความ รับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ทอดทิ้งผู้ป่วยละทิ้งการให้การรักษาอันเป็นความผิดต่อจรรยามารยาทของการเป็นผู้ ประกอบโรคศิลปะกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและกิจการของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของ จำเลยเป็นกรณีร้ายแรงทำให้โรงพยาบาลของจำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน75,000 บาท ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 4,998 บาท ค่าทำงานในวันหยุดเป็นเงิน 833 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน4,998 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกข้อความซึ่งจำเลยระบุเป็นเหตุ เลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนโดยชอบด้วย กฎหมายขึ้นมาวินิจฉัย มิใช่เป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวนตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใดและแม้ว่าจำเลยจะให้การ ต่อสู้คดีอ้างเหตุเลิกจ้างโจทก์ไว้ในคำให้การหลายประการก็ตาม หากเหตุเลิกจ้างที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ประการ ใดไม่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.3 ย่อมแสดงว่าในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น จำเลยคงติดใจเลิก จ้างโจทก์เฉพาะสาเหตุที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.3 เท่านั้น ไม่ได้ติดใจที่จะนำสาเหตุอื่น นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.3 มาเป็นเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์อีก คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่


วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ติดใจนำเหตุเลิกจ้างอื่น ๆที่ไม่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.3 มาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่จำต้อง วินิจฉัยเหตุเลิกจ้างอื่นตามที่จำเลยให้การไว้ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว หนังสือเลิกจ้างไม่ได้ระบุว่าโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยเกี่ยวกับการที่โจทก์ไป ทำงานกับโรงพยาบาลอื่น ซึ่งจำเลยได้ตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือแล้วและจำเลยได้มากระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก จำเลยจึงขอเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือนแต่อย่างใด ที่จำเลยอ้างว่าหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุ ดังกล่าวไว้แล้วจึงไม่อาจรับฟังได้" พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6535 - 6775/2543 นายเหรียญ คำเพ็ง กับพวกโจทก์ บริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 67, 118 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 21, 98, 103 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49, 52 พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 98 และ 103 และข้อบังคับของสหภาพแรงงาน ท. มิได้บังคับว่ามติที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานที่ให้ยื่นข้อเรียกร้องจะต้องมีรายละเอียดว่าให้เรียกร้องสิ่งใดเช่น ค่าจ้าง สวัสดิการ เป็นจำนวนเท่าไร และตั้งใครเป็นผู้แทนในการเจรจา ตามที่จำเลยอ้าง ดังนั้น มติที่ประชุมใหญ่


ของสหภาพแรงงาน ท. ที่เพียงแต่ระบุให้สหภาพแรงงาน ท. ยื่นข้อเรียกร้องซึ่งเป็นกิจการอันมีผลกระทบต่อส่วนได้ เสียของสมาชิกไว้ลอย ๆ โดยไม่มีรายละเอียดดังกล่าว จึงเป็นมติที่ชอบตาม มาตรา 103 (2) และข้อบังคับของ สหภาพแรงงาน ท. ข้อความที่ว่า "ประธานกล่าวว่าในปีที่ผ่านมาเราไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องเลย ฉะนั้นในปีนี้เราจำเป็น จะต้องยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539 นี้ จึงอยากให้ที่ประชุมลงมติว่าเราจะยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่ยื่น" มี ความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าเป็นเพียงคำกล่าวชี้แจงแสดงเหตุผลของประธานต่อที่ประชุมใหญ่ว่าเพราะเหตุใดจึง ขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่เท่านั้น หาได้หมายความว่าให้ที่ประชุมลงมติว่าให้ยื่นข้อ เรียกร้องภายในสิ้นปี 2539 ด้วยไม่ เมื่อที่ประชุมใหญ่มิได้ลงมติไว้อย่างชัดแจ้งว่าให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในปี 2539 และไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องกระทำในระยะเวลาใด สหภาพแรงงาน ท. จึงสามารถยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยได้ ภายในระยะเวลาอันสมควร ที่ประชุมใหญ่ลงมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 ไม่ ปรากฏว่าสหภาพแรงงาน ท. ได้ยื่นข้อเรียกร้องมาก่อน การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ท. เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติของที่ประชุมใหญ่ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว การที่สหภาพแรงงาน ท. ทำหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานให้พนักงานประนอมข้อพิพาททราบตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 21 ในวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ โดยไปยื่นต่อ ส. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวร ประจำที่ทำการของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน จึงถือได้ว่าสหภาพแรงงาน ท. ได้แจ้งข้อพิพาทแรงงานเป็น หนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานแล้ว ค่าชดเชยเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง เมื่อจำเลยไม่ยอมจ่ายย่อมถือว่า จำเลยผิดนัดตั้งแต่วันเลิกจ้างโดยมิพักต้องเรียกร้องหรือทวงถาม จำเลยจึงต้องจ่ายดอกเบี้ยให้โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 ตั้งแต่วันเลิกจ้าง และเพื่อความเป็นธรรมอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 นับแต่วันเลิกจ้างด้วย แม้โจทก์ ดังกล่าวจะไม่ได้อุทธรณ์ก็ตาม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจาก การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ไม่มีกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างทันทีที่เลิกจ้าง และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวหรือไม่ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันฟ้อง ___________________________ คดีทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดย เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 241 โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย เงินโบนัส ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินกองทุนสำรองเลี้ยง


ชีพ และค่าขาดรายได้ตามจำนวนเงินในฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรับโจทก์บางคน กลับเข้าทำงาน จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ทุกสำนวนและบังคับโจทก์แต่ละคนจ่ายค่าเสียหาย ให้แก่จำเลยตามคำให้การและฟ้องแย้ง โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์แต่ละคนตามรายการท้ายคำ พิพากษาศาลแรงงานกลางโดยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินยอดรวมที่โจทก์แต่ละ คนได้รับนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 กรกฎาคม 2540 สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 สำหรับ โจทก์ที่ 18 วันที่ 5 สิงหาคม 2540 สำหรับโจทก์ที่ 19 ถึงที่ 240 และวันที่ 25 กันยายน 2540 สำหรับโจทก์ที่ 241) คำขออื่นของโจทก์แต่ละคน (หากมี) นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์สำนวนที่ 19 ถึงที่ 241 และจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 และ 2.3 ว่า มติที่ประชุมใหญ่ เพียงแต่ระบุให้สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ยื่นข้อเรียกร้องซึ่งเป็นกิจการอันมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของ สมาชิกไว้ลอยๆ ไม่มีรายละเอียดว่าให้เรียกร้องสิ่งใด เช่น ค่าจ้าง สวัสดิการเป็นจำนวนเท่าไร และตั้งใครเป็นผู้แทน ในการเจราจา เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 103 (2) และข้อบังคับของ สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ ข้อ 34 (9) ถือว่ามิได้มีมติที่ประชุมใหญ่ให้ยื่นข้อเรียกร้อง การยื่นข้อเรียกร้องของ สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จึงไม่ชอบนั้น จำเลยได้นำสืบเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว แม้ศาลแรงงานกลางจะไม่ได้วินิจฉัยจำเลยก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 98 บัญญัติว่าเพื่อประโยชน์ของสมาชิกของสหภาพแรงงาน ให้สภาพแรงงานมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ ใน (1) ถึง (6) ซึ่งอำนาจหน้าที่ตาม (1) คือการเรียกร้องเจรจา ทำความตกลงและรับทราบคำชี้ขาด หรือทำข้อตกลง กับนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างในกิจการของสมาชิก โดยมีข้อกำหนดควบคุมจำกัดอำนาจของสหภาพแรงงานไว้ใน มาตรา 103 ว่าถ้าเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 103 (1) ถึง (8) สหภาพแรงงานจะกระทำได้ก็ ต่อเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ ซึ่งข้อควบคุมจำกัดอำนาจตามมาตรา 103 (2) ก็คือ การดำเนินกิจการอันอาจ กระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม เช่นเดียวกับข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ ข้อ 34 (9) ทั้งนี้โดยทั้งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์ เช้นจ์มิได้บังคับว่ามติของที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวจะต้องมีรายละเอียดตามที่จำเลยอ้าง มติที่ประชุมใหญ่จึงเป็นมติที่ ชอบด้วยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา103 (2) และข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีท เอ็กซ์เช้นจ์ข้อ 34 (9) การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์จึงเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติ ของที่ประชุมใหญ่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า มติที่ประชุมใหญ่มีข้อความว่า "ประธาน กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาเรา ไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องเลย ฉะนั้นในปีนี้เราจำเป็นจะต้องยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539 นี้ จึงอยากให้ที่ประชุมลงมติ ว่าเราจะยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่ยื่น ที่ประชุมลงมติรับรองเป็นเอกฉันท์ให้ยื่นข้อเรียกร้องได้" มีความหมายว่าที่ ประชุมมีมติให้ยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539 เห็นว่า ข้อความที่ว่า "ประธานกล่าวว่าในปีที่ผ่านเราไม่ได้ยื่นข้อ เรียกร้องเลย ฉะนั้นในปีนี้เราจำเป็นจะต้องยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539 นี้ จึงอยากให้ที่ประชุมลงมติว่าเราจะยื่น ข้อเรียกร้องหรือไม่ยื่น" มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าเป็นเพียงคำกล่าวชี้แจงแสดงเหตุผลของประธานต่อที่ประชุม ใหญ่ว่าเพราะเหตุใดจึงขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่เท่านั้น หาได้หมายความว่า ให้ที่ประชุม ลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในกำหนดระยะเวลาใดคือภายในสิ้นปี 2539 ด้วยไม่ เมื่อที่ประชุมใหญ่มิได้ลงมติ ไว้อย่างชัดแจ้งว่าให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในปี 2539 และไม่มีกฎหมายบังคับว่าการยื่นข้อเรียกร้องจะต้องกระทำใน ระยะเวลาใดเพียงแต่ถ้าประสงค์จะให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่มีผลใช้บังคับต่อเนื่องกับข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิม ก็จะต้องยื่นข้อเรียกร้องเสียก่อนที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิมจะสิ้น ระยะเวลาใช้บังคับเท่านั้น สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์จึงสามารถยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยได้ภายในระยะเวลา อันสมควร นับตั้งแต่ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 ไม่ปรากฎว่าสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยมาก่อนการยื่นข้อเรียกร้องของ สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติของที่ประชุมใหญ่ ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น... ที่จำเลยอุทธรณ์เป็นประการสุดท้ายในข้อ 2.6 ว่า แม้การแจ้งข้อพิพาทแรงงานจะกระทำในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 แต่ก็ยื่นต่อนายสราวุธ เจ้าหน้าที่เวรประจำสถานที่ราชการซึ่งมิใช่พนักงานประนอมข้อพิพาท แรงงานจึงยังถือไม่ได้ว่าสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ได้มีหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานให้พนักงานประนอมข้อ พิพาทแรงงานทราบภายใน 24 ชั่วโมงตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 21 เห็นว่า วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 ตรงกับวันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการมีนายสราวุธทำหน้าที่เป็นเวรประจำที่ทำการของพนักงาน ประนอมข้อพิพาทแรงงาน นายสราวุธย่อมมีอำนาจรับหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานในนามของพนักงานประนอม ข้อพิพาทแรงงานได้ การที่สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ทำหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานไปยื่นต่อนายสราวุธใน วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 จึงถือได้ว่าสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ได้แจ้งข้อพิพาทแรงงานเป็นหนังสือให้ พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายใน 24 ชั่วโมง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 21 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน... ที่โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 อุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยของค่าชดเชย สินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมใ ห้โจทก์ ดังกล่าวตั้งแต่วันเลิกจ้าง ไม่ใช่ตั้งแต่วันฟ้อง เห็นว่า ค่าชดเชยเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 เมื่อจำเลยไม่จ่าย ย่อมถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้างโดยมิพักต้องเรียกร้องหรือทวงถาม จำเลยจึงต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับ ค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 ตั้งแต่วันเลิกจ้าง และเพื่อความเป็นธรรมอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 นับแต่วันเลิกจ้างด้วย แม้โจทก์ดังกล่าวจะไม่ได้อุทธรณ์ก็ตาม ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า


ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้ นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างทันทีที่เลิกจ้าง และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 ได้ทวงถามให้จำเลย ชำระหนี้ดังกล่าวหรือไม่ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่าย ดอกเบี้ยสำหรับเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่โจทก์ที่ 35 และโจทก์ที่ 239 อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 35 ควรได้ค่าชดเชย 75,450 บาท สินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,958 บาท โจทก์ที่ 239 ควรได้ค่าชดเชย 112,650 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า 31,920 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6,258 บาท และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 122,523 บาท นั้น เห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 35 ว่า โจทก์ที่ 35 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2537 ได้ค่าจ้าง อัตราสุดท้ายเดือนละ 12,575 บาท เมื่อโจทก์ที่ 35 ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 จึงมีสิทธิได้ค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน คิดเป็นเงิน 37,725 บาท และมีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50 วัน คิดเป็นเงิน 20,958 บาท ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าชดเชยให้ 37,725 บาท จึงถูกต้องแล้ว แต่สินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าที่กำหนดให้ 20,950 บาท นั้นไม่ถูกต้อง ส่วนโจทก์ที่ 239 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2519 ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,775 บาท เมื่อโจทก์ที่ 239 ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 จึงมี สิทธิได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน 112,650 บาท และมีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า 50 วัน คิดเป็นเงิน 31,291 บาทสำหรับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ที่ 239 ปรากฏว่าคู่ความแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ว่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี ของโจทก์ที่ 239 เหลืออยู่ คือ 12 วัน โจทก์ที่ 239 จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 7,510 บาท ส่วนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น นอกจากโจทก์ที่ 239 จะไม่ได้ฟ้องเรียกร้องมาด้วยแล้วโจทก์ที่ 239 ยังแถลงรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กันยายน 2541 ด้วยว่าโจทก์ 239 ได้รับเงินสะสมกองทุน สำรองเลี้ยงชีพในส่วนของตนไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว โจทก์ที่ 239 จึงไม่มีสิทธิเลี้ยงชีพให้โจทก์ที่ 239 จึงถูกต้อง แล้ว แต่ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าชดเชยให้ 66,330 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,450 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5,166 บาท นั้นไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 35 และที่ 239 ข้อนี้ฟัง ขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของโจทก์ที่ 35 และโจทก์ที่ 239 ให้ จำเลยจ่ายเป็นเงิน 20,958 บาท และ 31,291 บาท ตามลำดับ กับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อ น ประจำปีของโจทก์ที่ 239 ให้จำเลยจ่ายเป็นเงิน 112,650 บาท และ 7,510 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยชำระ ดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละคนนับตั้งแต่วันเลิกจ้างคือโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 นับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2540 โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 นับตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง. (จรัส พวงมณี-สละ เทศรำพรรณ-กมล เพียรพิทักษ์) ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ


แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5790 - 5822/2543 นาย พัชรนพ รวดเร็ว กับพวกโจทก์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (สำนักงานกลางโรงงานน้ำตาล)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5, 20 แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุก เดือนก็ตาม แต่การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมาย่อมถือได้ว่าจำเลย ตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องกำหนดการจ่ายค่าจ้างโดยปริยาย การที่ โจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า ณ วันสิ้นเดือนจึงมิใช่เป็นการบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนจะ กำหนดจ่ายสินจ้าง อันจะมีผลเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในคราวถัดไป ___________________________ โจทก์ทั้งสามสิบสามสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยได้จ้างโจทก์ทั้งสามสิบสามโดยไม่มี กำหนดระยะเวลาการจ้าง กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันสิ้นเดือนของทุกเดือนหนึ่งวัน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน2541 จำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามสิบสามโดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึง เป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ โจทก์ทั้งสามสิบสามเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละหกสิบวัน จำเลยทั้งสามสิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสามสิบสามเป็นลูกจ้างจำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้าง ทุกวันสิ้นเดือน แต่เพื่อความสะดวกในการจ่ายเงินเดือนเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานทางบัญชีและการเงินจึงมี การจ่ายเงินเดือนก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน จำเลยได้ปิดประกาศเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2541 ให้มีผลตั้งแต่


วันที่ 1 สิงหาคม 2541จึงเป็นการเลิกจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามสิบสามโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ เท่ากับค่าจ้างคนละ 60 วัน จำเลยทั้งสามสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะกำหนดจ่าย ค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนก็ตามแต่การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมาย่อมถือได้ว่าจำเลยตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่อง กำหนดการจ่ายค่าจ้างจากวันสิ้นเดือนเป็นวันก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน โดยปริยาย ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิ ทำได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกรณีหาอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติแรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ไม่ ฉะนั้นจึงต้องถือว่าวันที่ครบกำหนดจ่ายสินจ้างตามกฎหมายของจำเลยในเดือน มิถุนายน 2541 คือวันที่ 29 มิถุนายน 2541 การที่โจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งมิใช่เป็นการบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในเดือนมิถุนายน 2541 อัน จะมีผลเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในคราวถัดไปคือการจ่ายสินจ้างในเดือน กรกฎาคม 2541 แต่จำเลยกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้าง ล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามสิบสามโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็น ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทุกคนได้เบิกความรับว่า โจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับสินจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2541 จากจำเลยไปครบถ้วนทุกคนแล้ว ฉะนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบ สามเฉพาะสินจ้างของเดือนสิงหาคม 2541 เท่านั้น โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างของเดือนกรกฎาคม2541 ให้แก่โจทก์ทั้ง สามสิบสามอีก" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ ที่ 5 ถึงที่ 18 โจทก์ที่ 20 ถึงที่ 28 และโจทก์ที่ 30ถึงที่ 36 เท่ากับค่าจ้างคนละ 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5790-5822/2543 มีข้อพิจารณาดังนี้ 1. การเปลี่ยนแปลง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย การแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิมนั้นโดยชอบด้วย กฎหมายอาจแก้ไขโดยฝ่ายที่ประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงยื่นข้อเรียกร้องแล้วมีการเจรจาต่อรองจนสามารถตกลง กันได้ จึงทำข้อตกลงเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย หรือนายจ้างกับลูกจ้างมาตกลงกันเองโดยมิได้ยื่นข้อ เรียกร้อง เมื่อตกลงกันได้ก็ทำข้อตกลงลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย หรือนายจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียว แต่เป็นคุณ แก่ลูกจ้างยิ่งกว่า สำหรับคดีนี้ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอันถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กำหนดให้จ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน แต่นายจ้างได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือนเป็นประจำตลอดมา โดย มิได้มีการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิม ปัญหามีว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นมีการแก้ไข แล้วหรือยัง เรื่องนี้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนกำหนด 1 วัน ถือว่า นายจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างฝ่ายเดียว แต่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าอันมีผลบังคับได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 20 หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีนี้หาอยู่ในบังคับมาตรา 20 เนื่องจากลูกจ้างไม่ได้ค่าจ้าง เพิ่มขึ้น เพียงแต่จ่ายเร็วขึ้นยังไม่ถือว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า แต่การที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนกำหนด 1 วันตลอดมาถือว่านายจ้างตกลงกับลูกจ้างให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย ทั้งนี้นายจ้างมีสิทธิทำได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักเกณฑ์ เรื่องการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายสรุปได้ดังนี้ 1) นายจ้างกระทำการใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย คุ้มครองแรงงาน(กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน) 2) การกระทำของนายจ้างดังกล่าวขัดแย้ง หรือแตกต่างจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิม 3) นายจ้างได้กระทำการดังกล่าวมาเป็นเวลานาน 4) ลูกจ้างยอมรับการกระทำการดังกล่าวโดยมิได้มีการโต้แย้งคัดค้าน 2. การบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้าง คดีนี้เกิดขึ้นก่อน ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582ซึ่ง ได้วางหลักเกณฑ์การบอกเลิกสัญญาจ้างดังนี้ 1) นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างได้ 2) ฝ่ายที่ประสงค์ บอกเลิกสัญญาต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ 3) การบอกกล่าวล่วงหน้า ต้องบอกก่อน หรือวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด ให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้าง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป ข้างหน้า คดีนี้ นายจ้างกำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เมื่อนายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นการบอกเลิกจ้างก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันกำหนดจ่ายค่าจ้าง จะมีผลเป็นการ เลิกจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 30 สิงหาคม 2541 อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า การที่ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ไม่ชอบ ด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ คนละ 60 วัน รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5790 - 5822/2543 นาย พัชรนพ รวดเร็ว กับพวกโจทก์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (สำนักงานกลางโรงงานน้ำตาล)จำเลย


ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุก เดือนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมา ย่อมถือได้ ว่าจำเลยได้ตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องกำหนดจ่ายค่าจ้างจากวันสิ้น เดือนเป็นวันก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน โดยปริยาย และเป็นกรณีไม่ตกอยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 โจทก์ได้รับการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โดยจำเลยกำหนดให้มีผล เป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึงมิใช่เป็นการบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในเดือน มิถุนายน 2541 อันจะมีผลเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในคราวถัดไป ตาม ป. พ.พ. มาตรา 582 ___________________________ โจทก์ทั้งสามสิบสามสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละหกสิบวันตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้นของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะจ่ายให้โจทก์แต่ละคนเสร็จ สิ้น จำเลยทั้งสามสิบสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 28 และที่ 30 ถึงที่ 36 เท่ากับค่าจ้างคนละ 60 วัน... ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้นที่โจทก์แต่ละคนได้รับนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 มกราคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ละคนดังกล่าว จำเลยทั้งสามสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะกำหนดจ่าย ค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนก็ตาม แต่การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมาย่อมถือได้ว่าจำเลยตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่อง กำหนดการจ่ายค่าจ้างจากวันสิ้นเดือนเป็นวันก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน โดยปริยาย ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิ


ทำได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกรณีหาอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติแรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่ ฉะนั้นจึงต้องถือว่าวันที่ครบกำหนดจ่ายสินจ้างตามกฎหมายของจำเลยในเดือน มิถุนายน 2541 คือวันที่ 29 มิถุนายน 2541 การที่โจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งมิใช่เป็นการบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในเดือนมิถุนายน 2541 อัน จะมีผลเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในคราวถัดไปคือการจ่ายสินจ้างในเดือน กรกฎาคม 2541 แต่จำเลยกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้าง ล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามสิบสามโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 คำพิพากษาศาล แรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามสิบสามคนละ 60 วัน ตามฟ้องเกินกว่าจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละคนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทุกคนได้ เบิกความรับว่าโจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับสินจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2541 จากจำเลยไปครบถ้วนทุกคนแล้ว ฉะนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามเฉพาะสินจ้างของเดือน สิงหาคม 2541 เท่านั้น โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างของเดือนกรกฎาคม 2541 ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามอีก อุทธรณ์ข้อนี้ ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ ที่ 5 ถึงที่ 18 โจทก์ที่ 20 ถึงที่ 28 และโจทก์ที่ 30 ถึงที่ 36 เท่ากับค่าจ้างคนละ 1 เดือน... ตามลำดับ นอกจาที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายชลิต จั่นประดับ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4530/2543


นายพฤนฑ์ สมวันโจทก์ บริษัทอาร์ต แอนด์ ฮาร์ท จำกัดจำเลย ฯลฯ คดีแดงที่๔๕๓๐-๔๕๓๕/๒๕๔๓ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ++ เรื่อง คดีแรงงาน ++ คดีแดงที่ 4530-4534/2543 ++ การกระทำความผิดของลูกจ้างที่จะทำให้นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น จะต้องเป็นการกระทำ ความผิดที่นายจ้างถือเป็นเหตุในการเลิกจ้างซึ่งจะต้องเป็นเหตุที่มีอยู่ในขณะเลิกจ้าง จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2541แต่การกระทำของโจทก์ทั้งหกที่จำเลย อุทธรณ์ว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับ การทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรงนั้นเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกแล้วการกระทำ ดังกล่าวจำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างย้อนหลังเพื่อเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกในวันที่ 24 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างได้ แม้จะให้การเลิกจ้างมีผลในวันที่ 31 มีนาคม 2541 ก็ตาม จำเลยก็ไม่ได้ออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกใหม่อีกครั้งโดยยกเอาการกระทำภายหลังดังกล่าวของ โจทก์ทั้งหกเป็นเหตุเลิกจ้าง ฉะนั้นไม่ว่าการกระทำภายหลังของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวจะเป็นความผิดตามที่จำเลย อุทธรณ์หรือไม่ ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ ได้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ซึ่งใช้บังคับ แก่นายจ้างและลูกจ้างได้กำหนดไว้ในข้อ 2ว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน โดยไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างทดลองงานไม่ให้ถือว่าเป็นลูกจ้างตาม ความหมายแห่งประกาศข้อดังกล่าว โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การ กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ตั้งแต่เป็นลูกจ้างทดลองงานแล้ว จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามประกาศ


กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ(ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 12 กันยายน 2539 ข้อ 7 ที่ กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นเงินแก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในส่วนที่ จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามประกาศดังกล่าวให้แก่โจทก์ ___________________________ คดีทั้งหกสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๖ โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลย โดยโจทก์แต่ละคนเข้าทำงานในหน้าที่ และได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละตามที่ระบุในคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒ และ ๑๖ ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยโจทก์ทั้งหกไม่มีความผิดและไม่ได้ บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามจำนวนที่ระบุในคำ ฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน กับระหว่างวันที่ ๑มีนาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เข้าทำงานวันแรกถึง วันที่ ๓๑ พฤษภาคม๒๕๔๐ จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรวมเป็นเงินคนละ ๑๑,๐๐๙.๕๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งหก และจ่าย ค่าจ้างที่จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ที่ ๒และที่ ๓ ตามฟ้อง จำเลยทั้งหกสำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งหกกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย จงใจ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง โดยเอาเอกสาร ของจำเลยไป ทำให้จำเลยเสียหาย และละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรใน ระหว่างทำงานโจทก์ที่ ๑ เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าจากจำเลยไป ๕๐,๐๐๐ บาทคืนบางส่วนแล้ว ยังคงค้างชำระอยู่อีก ๒๑,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าไป ๑,๐๐๐ บาท และยังไม่ชำระคืน กับโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็น ลูกจ้างทดลองงาน ๓ เดือน จึงไม่อาจเรียกค่าจ้างเพิ่มได้ ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ คืนเงิน ค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน ๒๑,๐๐๐ บาท และ ๑,๐๐๐ บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่ วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เงินจำนวน ๒๑,๐๐๐บาท ตามฟ้องแย้งเป็นหนี้เงินยืม หนี้ดังกล่าวเมื่อนำไปหักกลบลบหนี้กับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้ว จำเลยต้องชำระเงินให้ โจทก์ที่ ๑ จำนวน๑๑๘,๙๗๐ บาท ส่วนเงินจำนวน ๑,๐๐๐ บาท เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ที่ ๒เป็นค่าจ้าง ทำงานชั่วคราวหลังจากจำเลยเลิกจ้าง ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลยได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน กำหนดจ่าย ค่าจ้างทุกวันที่ ๒ และ ๑๖ ของเดือนแม้โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ จะเป็นลูกจ้างทดลองงานก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยให้มีผลในวันสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๔๑เมื่อจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งหกแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร วันที่ ๒๗


มีนาคม ๒๕๔๑ จำเลยแจ้งแก่โจทก์ที่ ๑ ว่าจะจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ ๑ เพียงคนเดียว ส่วนโจทก์อื่นจะไม่จ่ายให้ โดยอ้างว่าขาดทุน โจทก์ที่ ๕ ซึ่งเป็นสมุห์บัญชีจึงนำเอกสารทางบัญชีของจำเลยไปตรวจสอบที่ห้องเขียนแบบซึ่งเป็น ห้องทำงานของโจทก์ที่ ๑ เพื่อจะทราบว่าจำเลยขาดทุนจริงหรือไม่ โดยโจทก์ที่ ๑ ร่วมตรวจสอบด้วยแล้วเสร็จเมื่อ เวลาประมาณ๑๖.๓๐ นาฬิกา หลังจากนั้นโจทก์ที่ ๕ จะนำเอกสารดังกล่าวไปเก็บ แต่ห้องเก็บเอกสารถูกปิดประตู ใส่กุญแจแล้วโจทก์ที่ ๕ จึงนำกลับมาเก็บไว้ที่ห้องเขียนแบบฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกเอาเอกสารของจำเลยไป โจทก์ทั้ง หกไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยโจทก์ทั้งหกไม่ได้ กระทำความผิด จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหก กับโจทก์ที่ ๑ ต้อง ชำระค่าจ้างที่เบิกไปล่วงหน้าคืนจำเลย ๒๑,๐๐๐บาท และหลังเลิกจ้างแล้วจำเลยจ้างเหมาโจทก์ที่ ๒ ทำงานแกะ ลายกระจกเงิน ๑,๐๐๐ บาท ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ที่ ๒ เป็นค่าจ้างเหมา ไม่ใช่โจทก์ที่ ๒เบิกค่าจ้างล่วงหน้า โจทก์ที่ ๒ จึงไม่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลย พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้ง หกจำนวน ๑๑,๐๔๐ บาท๒,๕๙๒ บาท ๒,๕๙๒ บาท ๔,๐๐๒ บาท ๕,๒๘๐ บาท ๔,๘๐๐ บาท และจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์ทั้งหกจำนวน ๑๒๔,๒๐๐ บาท ๑๔,๕๘๐ บาท ๑๔,๕๘๐ บาท๔๕,๐๓๐ บาท ๕๙,๐๐๐ บาท และ ๕๔,๐๐๐ บาท ตามลำดับ กับจ่ายค่าจ้างที่ขาดจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๑๑,๐๐๙.๕๘ บาท และให้โจทก์ที่ ๑ ชำระค่าจ้างล่วงหน้าคืนแก่จำเลย ๒๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับ แต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและค่าชดเชยว่า จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยให้มีผลเลิกจ้างในวัน สิ้นเดือนมีนาคม๒๕๔๑ โจทก์ทั้งหกจึงต้องทำงานจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ เมื่อโจทก์ทั้งหกไม่มาทำงานตั้งแต่ ก่อนการเลิกจ้างมีผล จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ แม้โจทก์ทั้งหกจะไม่มาทำงานเพราะไปดำเนินการเกี่ยวกับค่าชดเชยก็ ไม่เป็นเหตุอันสมควร เพราะโจทก์ทั้งหกสามารถดำเนินการหลังวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ได้อยู่แล้ว การไม่มา ทำงานของโจทก์ทั้งหกจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควรกับการนำเอกสารทางบัญชีของจำเลยออกจาก ห้องเก็บเอกสารไปตรวจสอบว่าจำเลยมีกำไรหรือขาดทุนไม่อยู่ในวิสัยที่ลูกจ้างจะพึงกระทำ และโจทก์ที่ ๕ เป็น สมุห์บัญชีของจำเลยย่อมจะทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยมีกำไรหรือขาดทุน ไม่จำต้องตรวจสอบเอกสาร ทั้งการเรียก ค่าชดเชยของโจทก์ทั้งหกก็ไม่เกี่ยวกับการมีกำไรหรือขาดทุนของจำเลย การที่โจทก์ทั้งหกนำเอกสารออกจากห้อง เก็บเอกสารไปตรวจสอบว่าจำเลยมีกำไรหรือขาดทุนจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณี ร้ายแรง เมื่อการกระทำของโจทก์ทั้งหกเป็นความผิดดังกล่าว โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของลูกจ้างที่จะทำให้นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นั้น จะต้องเป็นการกระทำความผิดที่นายจ้างถือเป็นเหตุในการเลิกจ้าง ซึ่งจะต้องเป็นเหตุที่มีอยู่ในขณะเลิกจ้าง ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ แต่การกระทำของโจทก์ทั้งหก ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการฝ่าฝืนระเ บียบ เกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรงนั้นเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกแล้ว การ กระทำดังกล่าวจำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างย้อนหลังเพื่อเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ ซึ่ง


เป็นวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างได้ แม้จะให้การเลิกจ้างมีผลในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ก็ตาม นอกจากนี้จำเลยก็ ไม่ได้ออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกใหม่อีกครั้งโดยยกเอาการกระทำภายหลังดังกล่าวของโจทก์ทั้งหกเป็นเหตุเลิก จ้าง ฉะนั้นไม่ว่าการกระทำภายหลังของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวจะเป็นความผิดตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ ก็ไม่อาจ นำมาเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลย ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในระหว่างเป็นลูกจ้าง ทดลองงานนั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ซึ่ง ใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างได้กำหนดไว้ในข้อ ๒ ว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่าผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อ รับค่าจ้าง แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน โดยไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างทดลองงานไม่ให้ถือว่าเป็น ลูกจ้างตามความหมายแห่งประกาศข้อดังกล่าว โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ตั้งแต่เป็นลูกจ้างทดลองงานแล้ว จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ ๑๒ กันยายน๒๕๓๙ ข้อ ๗ ที่กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นเงินแก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ดังนั้นจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในส่วนที่จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-สละ เทศรำพรรณ-กมล เพียรพิทักษ์) ศาลแรงงานกลาง - นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์ ศาลอุทธรณ์ - - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3873/2543


นางสาว เอมอร มุสตาฟาโจทก์ บริษัท โกลเบิ้ล ซิวเวอร์ฮอค (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 แม้นายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างกระทำต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอันมี ลักษณะตามข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ตาม แต่เมื่อนายจ้างมิได้อ้างเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้าง โดยนายจ้างเพิ่งจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเมื่อถูกลูกจ้างฟ้องคดี ศาลแรงงาน ย่อมไม่สามารถจะ หยิบยกข้อต่อสู้ของนายจ้างมาประกอบการพิจารณาได้ เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2542 จำเลยมีหนังสือ เลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่31 ตุลาคม 2542 โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและจำเลยไม่ได้บอก กล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์จงใจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หลายครั้งซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ทำให้ จำเลยได้รับความเสียหายทั้งที่จำเลยได้ตักเตือนโจทก์ด้วยวาจาและเป็นหนังสือหลายครั้ง กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่ ด้านการปฏิบัติการฝ่ายสินค้าขาเข้าของจำเลยต้องรับผิดชอบในการติดต่อแนะนำ อีกทั้งทำเอกสารใบแจ้งหนี้เพื่อ ดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า แต่โจทก์ละเลยหน้าที่ดังกล่าวหลายครั้ง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่าง มาก นอกจากนี้โจทก์ละเลยไม่ลงราคาต้นทุนในเอกสาร ปกปิดชื่อลูกค้าในลำดับ การรับงาน และแก้ไขชื่อลูกค้าใน สมุดรับงานไม่ตรงกับแฟ้มเอกสารของลูกค้า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรงทำให้จำเลยเสียหาย จำเลยจึง เลิกจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและค่าชดเชยจากจำเลย แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเพื่อเห็นแก่ มนุษยธรรม จำเลยจึงได้พิจารณาให้เงินช่วยเหลือโจทก์ในระหว่างว่างงานจำนวน 60,000 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมรับ กลับมาฟ้องเป็นคดีนี้ ทั้งที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,000 บาท และค่าชดเชยจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชยนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2542 ซึ่งเป็นวัน เลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์


จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าโจทก์เข้า ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งโอเปอร์เรชั่นโคโอดิเนเตอร์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2542 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไป ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสาร หมาย จล.1 ทั้งนี้โดยหนังสือเลิกจ้างดังกล่าวจำเลยไม่ได้ระบุความผิดของโจทก์อันเป็นเหตุผลของการเลิกจ้างซึ่ง เป็นเหตุที่จะไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ไว้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ก่อนที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ได้กระทำ ความผิดต่อหน้าที่หลายครั้ง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยได้ตักเตือนโจทก์ด้วยวาจาและเป็นหนังสือหลาย ครั้ง แต่โจทก์ยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม โดยครั้งสุดท้ายโจทก์ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ลงราคาต้นทุนในเอกสาร ปกปิด ชื่อลูกค้าในลำดับการรับงานและแก้ไขชื่อลูกค้าในสมุดรับงานไม่ตรงกับแฟ้มเอกสาร ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ความผิดของโจทก์ดังกล่าวสมควรที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางด้วย เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอก เลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้น อ้างในภายหลังไม่ได้" ฉะนั้น แม้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์กระทำผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย อันมีลักษณะตามข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตาม มาตรา 119 และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าอีกด้วยก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยมิได้อ้างเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้าง โดยจำเลยเพิ่งจะ ยกเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ เมื่อถูกโจทก์ฟ้องคดี ศาลแรงงานกลางย่อมไม่สามารถจะหยิบยกข้อต่อสู้ ของจำเลยมาประกอบการพิจารณาได้ เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม ดังกล่าว พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3873/2543 นางสาวเอมอร มุสตาฟาโจทก์ บริษัทโกลเบิ้ล ซิวเวอร์ฮอค (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 แม้นายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างกระทำผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอันมี ลักษณะตามข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ตาม แต่เมื่อนายจ้างมิได้อ้างเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างโดย นายจ้างเพิ่งจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเมื่อถูกลูกจ้างฟ้องคดีศาลแรงงานย่อมไม่สามารถจะหยิบ ยกข้อต่อสู้ของนายจ้างมาประกอบการพิจารณาได้เพราะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม ___________________________ แม้นายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างกระทำผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอันมี ลักษณะตามข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ตาม แต่เมื่อนายจ้างมิได้อ้างเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างโดย นายจ้างเพิ่งจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเมื่อถูกลูกจ้างฟ้องคดีศาลแรงงานย่อมไม่สามารถจะหยิบ ยกข้อต่อสู้ของนายจ้างมาประกอบการพิจารณาได้เพราะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


Click to View FlipBook Version