The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tan, แทน Jomkratok,จอมกระโทก, 2023-07-23 04:09:08

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10332/2550 นาวสาวประยงค์ เกตุงามโจทก์ บริษัทอเมริเท็กซ์ แอพพาเรล คอร์ปอเรชั่น จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม แม้หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง ระบุเหตุผลที่เลิกจ้างไว้ประการหนึ่งว่าโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 แต่ได้ลงบันทึกข้อมูลของบริษัทจำเลยว่าโจทก์มาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้จำเลยต้อง จ่ายค่าอาหารให้โจทก์วันละ 10 บาท รวม 2 วัน เป็นเงิน 20 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 ซึ่งไม่ตรงกับที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 24 มีนาคม 2547 แต่ โจทก์แก้ไขข้อมูลว่ามาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์เป็นเบี้ยขยันเดือนละ 300 บาท และ ค่าอาหาร วันละ 10 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ในวันที่ 24 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นการทุจริตต่อหน้าที่คนละวัน กัน แต่ก็เป็นการระบุเรื่องโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุผลให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แล้ว เพียงแต่ระบุวันที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ผิดพลาดไปซึ่งเป็นรายละเอียดเท่านั้น จำเลยย่อมยกเหตุผลที่โจทก์ ทุจริตต่อหน้าที่ขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,330 บาท ค่าชดเชย 102,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 102,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ที่ศาล แรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 24 มีนาคม 2547 แต่โจทก์เข้าไปแก้ไขข้อมูลของตนเองว่าโจทก์ มาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์เป็นค่าเบี้ยขยันเดือนละ 300 บาท และค่าอาหารกลางวัน วันละ 10 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เป็นการวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างที่จำเลยไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิก สัญญาจ้างหรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง ระบุเหตุผลที่เลิกจ้างไว้ประการหนึ่งว่า โจทก์ไม่ได้มา


ทำงานในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 แต่ได้ลงบันทึกข้อมูลของบริษัทจำเลยว่าโจทก์มาทำงานในวันดังกล่าวทำ ให้จำเลยต้องจ่ายค่าอาหารให้โจทก์วันละ 10 บาท รวม 2 วัน เป็นเงิน 20 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 ซึ่งไม่ตรงกับที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 24 มีนาคม 2547 แต่โจทก์แก้ไขข้อมูลว่ามาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์เป็นเบี้ยขยันเดือนละ 300 บาท และค่าอาหารวันละ 10 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ในวันที่ 24 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นการทุจริตต่อหน้าที่คนละ วันกัน แต่ก็เป็นการระบุเรื่องโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุผลให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แล้ว เพียงแต่ระบุวันที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ผิดพลาดไปซึ่งเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น จำเลยย่อมยกเหตุผลที่โจทก์ ทุจริตต่อหน้าที่ขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าในเดือนมีนาคม 2547 โจทก์มาทำงานทุก วันมิได้ขาดงานจึงมิได้ทุจริตต่อหน้าที่ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอัน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยจึงไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) และไม่จำต้องบอกกล่าว ล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ทั้งไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ ประการอื่นของโจทก์อีกต่อไป" พิพากษายืน (พิทยา บุญชู-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-พีรพล พิชยวัฒน์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8791/2550 นางพรพิมล บัวมีโจทก์ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรีจำเลย


ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง, 118 วรรค สอง โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งพนักงานการเงิน ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 โจทก์ได้ยื่นหนังสือ ขอลาออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 เมื่อถึงวันที่กำหนดในหนังสือขอลาออกโจทก์ก็ไม่ได้เข้ามาทำงานกับจำเลย อีก ดังนี้ การที่โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกต่อจำเลยย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้าง และการเลิกสัญญา จ้างดังกล่าวมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้ในหนังสือขอลาออก การจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดลงใน วันที่ 1 สิงหาคม 2547 แม้ว่าตามระเบียบของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยตำแหน่ง เจ้าหน้าที่อัตราเงินเดือนค่าจ้างและการค้ำประกัน ฯ ข้อ 8 จะระบุว่า "พนักงานขอลาออกจากการเป็นพนักงานของ สมาคมให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อคณะกรรมการของสมาคม และให้มีผลของการลาออกได้เมื่อคณะกรรมการได้ พิจารณาอนุมัติ" และคณะกรรมการดำเนินงานของจำเลยจะมีมติไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกก็ตาม แต่การบอกเลิก สัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญจ้างแรงงานที่ไม่ มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ลาออกจากงานโดยชอบ สัญญาจ้าง แรงงานจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 แล้ว ดังนี้จำเลยจึงไม่อาจเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วยการเลิก จ้างเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ลาออกเป็นการกระทำผิดระเบียบสมาคมฌาปนกิจ สงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยตำแหน่งเจ้าหน้าที่อัตราเงินเดือนค่าจ้างและการค้ำประกัน ฯ ข้อ 9 (5) ขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งได้สั่งในกิจการของสมาคม ฯ (6) ละทิ้งหน้าที่เป็นเหตุให้สมาคม ฯ เสียหายอย่าง ร้ายแรง (7) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่สมาคม ฯ อย่างร้ายแรง และ (9) ขาดงานติดต่อกันเกิน กว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร ตามหนังสือแจ้งผลการสอบวินัยความผิดอีกแต่อย่างใด คำสั่งจำเลยที่ไล่โจทก์ออก จากงานจึงไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวน 232,520 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินบำเหน็จจำนวน 212,520 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประกันจำนวน 20,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ คำขอให้ ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง จำเลยตำแหน่งพนักงานการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,180 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมี ข้อบังคับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.ล.4 และมีระเบียบ ฯ ตามเอกสารหมาย จ.ล.5 ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกจากงานโดยระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 แล้วโจทก์ไม่ได้เข้าทำงานกับ จำเลยนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2547 คณะกรรมการดำเนินงานจำเลยประชุมและมีมติ ไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออก วันที่ 11 สิงหาคม 2547 จำเลยส่งหนังสือแจ้งมติที่ประชุมให้โจทก์ทราบ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 คณะกรรมการดำเนินงานจำเลยประชุมและมีมติไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่จ่ายเงินบำเหน็จ และจำเลยไม่ได้คืนเงินประกันแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2 และข้อ 3 ว่าโจทก์ลาออกจากงานโดยชอบหรือไม่ และการที่จำเลยไล่โจทก์ออกจากงานเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่ง พนักงานการเงินนั้น เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 โจทก์ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากงาน โดยขอลาออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 เมื่อถึงวันที่กำหนดในหนังสือขอลาออกโจทก์ก็ไม่ได้เข้ามาทำงานกับจำเลยอีก ดังนี้การที่โจทก์ยื่น หนังสือขอลาออกต่อจำเลยย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้าง และการเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวมีผลในวันที่ โจทก์แจ้งไว้ในหนังสือขอลาออกนั้น การจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 แม้ว่าตามระเบียบของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ อัตราเงินเดือน ค่าจ้างและการค้ำประกัน พ.ศ.2546 เอกสารหมาย จ.ล.5 ข้อ 8 จะระบุว่า "พนักงานขอลาออกจากการเป็น พนักงานของสมาคมให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อคณะกรรมการของสมาคม และให้มีผลของการลาออกได้เมื่อ คณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ" และคณะกรรมการดำเนินงานของจำเลยจะมีมติไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกก็ตาม แต่การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญา จ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ ลาออกจากงานโดยชอบ สัญญาจ้างแรงงานจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 แล้ว ดังนี้จำเลยจึงไม่อาจเลิก สัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วยการเลิกจ้าง เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ลาออกเป็นการ กระทำผิดระเบียบสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ อัตราเงินเดือน ค่าจ้างและการค้ำประกัน พ.ศ.2546 ข้อ 9 (5) ขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งได้สั่งในกิจการของสมาคม ฯ (6) ละทิ้ง หน้าที่เป็นเหตุให้สมาคม ฯ เสียหายอย่างร้ายแรง (7) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่สมาคมอย่าง ร้ายแรง และ (9) ขาดงานติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร ตามหนังสือแจ้งผลการสอบวินัยความผิดอีก แต่อย่างใด คำสั่งจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานจึงไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2 และข้อ 3 นี้ ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 4 เป็นประการสุดท้ายที่ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ หรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งที่ชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงิน บำเหน็จตามระเบียบของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยเงินบำเหน็จ พ.ศ.2545 ข้อ 3 แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ลาออกจากงานไปก่อนเป็นเหตุให้สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดก่อนเลิกจ้าง จึงมิใช่กรณีพนักงาน ถูกไล่ออกที่จะทำให้ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามระเบียบข้อดังกล่าวแล้ว ซึ่งปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ


ตามระเบียบข้างต้นแล้วจะต้องถูกหักชดใช้ความเสียหายหรือไม่และเพียงใดนั้นศาลแรงงานกลางยังมิได้ฟัง ข้อเท็จจริงและวินิจฉัย จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไป" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนของเงินบำเหน็จ ให้ศาลแรงงาน กลางพิจารณาพิพากษาใหม่ในส่วนของเงินบำเหน็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (รัตน กองแก้ว-พิชิต คำแฝง-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8631/2550 นายสุภา อักษรถึงโจทก์ นายนพดล ทัดระเบียบ กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119, 123 วรรค หนึ่ง, 124, 125 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรค หนึ่ง, 54 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 123 วรรคหนึ่ง เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อ ศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน ฯ ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้นจนสุดสิ้น กระบวนการ ไม่อาจใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ การเลือกที่จะใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวย่อมเป็นไปตาม ความประสงค์ของลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน โดยระบุในคำร้อง ว่าประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย จำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่อง ค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวที่ล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์


ไม่ได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการ จำเลยที่ 1 จึงมิจำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว อัน เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 124 แล้ว โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน ฯ มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่เรียกร้อง โดยตรงต่อจำเลยที่ 2 จึงมิใช่สิทธิได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจน สุดสิ้นกระบวนการแต่เป็นการฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรง เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และดอกเบี้ยได้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้าง จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย พร้อมกับฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องพิพากษาจึงมีว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่ง พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ว่าจำเลย ที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ โดยไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 119 และไม่ได้บอกกล่าว ล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงได้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 1 ในส่วนของ ค่าชดเชยอันมีผลเป็นการทำลายคำสั่งจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และ ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ปรากฏในคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาโดย ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ แล้ว ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดย โจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียง นำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนดและโจทก์ กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการไม่อนุญาตให้ใช้รถ กระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่าย เงินเดือน แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไปจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่ จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ถือ ว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ___________________________


โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงาน สังกัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำเลยที่ 1 ได้รับคำร้องเรียนของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท และเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยจำนวน 200,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำการสืบสวนรวบรวม พยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วมีคำสั่งที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์ ซึ่งต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 2 นำค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท มาจ่ายให้โจทก์ ครบถ้วนแล้ว ส่วนเรื่องการเลิกจ้าง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างและไม่ได้สั่งห้ามโจทก์ไม่ให้มาทำงานตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มี สิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ จำเลยที่ 1 วินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างและเลิกจ้างซึ่งเป็นความเท็จ เพราะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 2 เตรียมจะจ่ายเงินเดือนให้โจทก์แล้ว เพียงแต่ขอให้โจทก์รอเพื่อทำเอกสารการรับ เงินแต่โจทก์ไม่รอ จำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่อง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 8 มีนาคม 2547) และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 39,399 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับหุ้นส่วนและ หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เป็นญาติใกล้ชิด โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี ได้รับ เงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท โดยนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่ในเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์ไม่ได้รับเงินเดือนจึง ไปร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินเดือนให้ โจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับนายนิคมหุ้นส่วนของ จำเลยที่ 2 ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ของหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งเรื่อง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อศาลแรงงาน ภาค 8 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่


นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความ ประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน แห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่..." เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาล แรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้น จนสุดสิ้นกระบวนการ ไม่อาจจะใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ การเลือกที่จะใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวย่อม เป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องตามแบบคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โดยระบุ ในคำร้องว่า ประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวน ข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ดำเนินการ พนักงานตรวจ แรงงานจำเลยที่ 1 จึงมิจำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวอันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 แล้วที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่ง ในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่ในคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่ง พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้อง นายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่ โจทก์ คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่เรียกร้องโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 จึงมิใช่สิทธิ ได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจนสุดสิ้นกระบวนการ แต่เป็นการ ฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรง เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยโจทก์ไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยได้ อุทธรณ์ ของจำเลยที่ 2 ประการแรกจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการต่อไปว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ต้องจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยใน เงินดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขัดคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีแรงงานทั่วไป หรือการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สำหรับคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแรงงานนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือ ต้องกล่าวหรือ แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย พร้อมกับฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องพิพากษาจึงมีว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่ โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้า กรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็น


หนังสือให้โจทก์ทราบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าชดเชยอันมีผลเป็นการทำลายคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ปรากฏในคำสั่ง ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาต่อไปโดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟัง ไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการสุดท้ายโดยยกเอาคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ที่ว่า "สัมพันธภาพระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นไปโดยราบรื่นตามปกติของนายจ้างและลูกจ้างโดยทั่วไปอีก ต่อไป" มาแปลความว่า หมายถึงนายจ้างกับลูกจ้างมีปัญหาเป็นปฏิปักษ์ต่อกันให้ทั้งสองฝ่ายไม่อาจคงสถานะความ เป็นนายจ้างลูกจ้างกันได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์ ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดยโจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนและหุ้นส่วน ผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียงนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือน ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนด และโจทก์กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมี เหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์กระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่ายเงินเดือน แล้วจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์ จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไปจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของ ศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษา ของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-พิชิต คำแฝง-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ


___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8627/2550 นายแอนดรูว์ จอห์น บร็อมลีย์โจทก์ บริษัทแปซิฟิค ไทเกอร์ เอ็นเนอร์ยี่ (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9, 17, 70, 118 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาระบุใจความว่า "ข้อสัญญานี้จะได้รับการตีความภายใต้กฎหมาย ของอัลเบอร์ต้า ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดแจ้งข้อพิพาทเป็นลายลักษณ์อักษรให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งอนุญาโตตุลาการ อิสระหนึ่งคนจะได้รับการแต่งตั้งโดยการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายภายในสามสิบวันนับแต่แจ้งข้อพิพาท" กรณี ดังกล่าวจึงเป็นการตกลงที่จะให้มีอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนเป็นผู้ระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาโดยตีความตาม กฎหมายของอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา การที่ จะต้องแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ระงับข้อพิพาท จึงต้องเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาซึ่ง หากมีปัญหาเกี่ยวกับการตีความสัญญาก็จะต้องเป็นไปภายใต้กฎหมายของอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา และเป็น ผลให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะใช้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ไม่ได้ตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 บัญญัติไว้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีเหตุที่ทำให้สัญญา อนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ แต่ตามคำ ฟ้องโจทก์ส่วนที่อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานติดต่อกันเกินกว่า สามปีจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ โดยจงใจหรือโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย พร้อมเงินเพิ่มและค่าชดเชย อันเป็นการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9, 17, 70 และ มาตรา 118 และขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จึงมิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาให้บริการเป็นที่ ปรึกษา แต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ สำหรับคำฟ้องโจทก์ที่โจทก์ขอเรียกค่าขาดประโยชน์จากการทำงานที่เหลืออยู่ตามสัญญาจึงเป็น การฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา จึงต้องเป็นไปตามข้อสัญญาที่จะต้องใ ห้ อนุญาโตตุลาการอิสระหนึ่งคนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยการตกลงร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ชี้ขาดก่อนตาม ขั้นตอนของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงาน กลางได้ ___________________________


โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 3,214,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 683,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ค่าจ้างค้าง 968,315 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้น เงิน 944,479 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป เงินเพิ่ม 1,240,301 บาท และเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกกำหนด ระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินค่าจ้างในแต่ละเดือนนับถัดจากวันฟ้องและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามฟ้องอีกจำนวน 12,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่ โจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้อง ศาลแรงงานกลางเห็นว่า เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามสัญญา จึงยังไม่มี สิทธินำคดีมาสู่ศาล จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวว่า การที่โจทก์ยังมิได้ ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญา ให้บริการเป็นที่ปรึกษาระบุใจความว่า "ข้อสัญญานี้จะได้รับการตีความภายใต้กฎหมายของอัลเบอร์ต้า ในกรณีที่ คู่สัญญาฝ่ายใดแจ้งข้อพิพาทเป็นลายลักษณ์อักษรให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งอนุญาโตตุลาการอิสระหนึ่งคนจะได้รับการ แต่งตั้งโดยการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายภายในสามสิบวันนับแต่แจ้งข้อพิพาท" กรณีดังกล่าวจึงเป็นการตกลงที่ จะให้มีอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนเป็นผู้ระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาโดยตีความตามกฎหมายของอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา การที่จะต้องแต่งตั้ง อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ระงับข้อพิพาท จึงต้องเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาซึ่งหากมีปัญหา เกี่ยวกับการตีความสัญญาก็จะต้องเป็นไปภายใต้กฎหมายของอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา และเป็นผลให้คู่สัญญา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะใช้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไม่ได้ ตามที่ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 บัญญัติไว้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีเหตุที่ทำให้สัญญา อนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ แต่ตามคำ ฟ้องโจทก์ส่วนที่อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานติดต่อกันเกินกว่า สามปีจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ โดยจงใจหรือโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้าง พร้อมเงินเพิ่มและค่าชดเชย อันเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9, 17, 70 และมาตรา 118 และขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จึงมิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญา ให้บริการเป็นที่ปรึกษา เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงาน ได้


สำหรับคำฟ้องโจทก์ตามข้อ 3.5 และข้อ 3.5.1 ซึ่งโจทก์ขอเรียกค่าขาดประโยชน์จากการทำงานที่ เหลืออยู่ตามสัญญาจึงเป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาจึงต้องเป็นไปตามข้อ สัญญาที่จะต้องให้อนุญาโตตุลาการอิสระหนึ่งคนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยการตกลงร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ชี้ ขาดก่อนตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อ ศาลแรงงานกลางได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานกลางรับคดีที่โจทก์ฟ้องขอสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างค้าง เงินเพิ่ม ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป (บวร กุลทนันทน์-พิชิต คำแฝง-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายเลิศชัย ภักดีฉนวน แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ8194/2547 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6945/2550 นางศิริพร บุญนาคโจทก์ บริษัทกามาคัตสึ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดจำเลย ป.อ. มาตรา 1 (1) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 (1), 119 (2), 119 (4) จำเลยระบุพฤติกรรมของโจทก์และเหตุผลในการเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้ว่าโจทก์ทุจริตต่อ หน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็น ธรรมในกรณีที่ร้ายแรงเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าการกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ซึ่งระบุไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตาม


พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความ เสียหายขึ้นอ้างในคำให้การและอุทธรณ์ได้ แม้ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ในกรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือ ความ ประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง โจทก์ไม่เคยถูกตักเตือนมาก่อนและโจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือน ลักษณะการจ้างมิได้ถือเอาการ ทำงานแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าจ้าง การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่ที่ต้องทำงานในเวลาปกติ แล้วนำงานเหมาที่ จำเลยให้พนักงานรับไปทำในเวลาทำงานปกติเป็นแต่เพียงการละทิ้งหน้าที่ในเวลาไม่นานนัก แม้การกระทำของ โจทก์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงการทำงานปกติไปบ้างและเป็นผลให้จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างโดยไม่ได้รับประโยชน์ จากการทำงานเป็นการตอบแทนแต่ก็เป็นไปเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์จากงานเหมาของตนเอง ยังถือไม่ได้ว่า โจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) แม้โจทก์จะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างยังสามารถตักเตือนเป็น หนังสือได้ การกระทำของโจทก์จึงมิใช่การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอัน ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์นั้น ชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 12,727 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 78,996 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย 65,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 65,830 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.3 ว่า การที่โจทก์นำงานเหมามาทำงาน ในเวลาทำงานปกติเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.


2541 มาตรา 17วรรคสาม ระบุว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุ เหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" บทบัญญัติ ดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้าง แสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบว่าลูกจ้างนั้นถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลใด ซึ่งลูกจ้างอาจพิจารณา ต่อไปได้ว่าเหตุผลดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ลูกจ้างสมควรที่จะเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอัน เนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่ เพียงใด และเมื่อนายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างแล้วจึงจะยก เหตุตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่ง เลิกจ้างในภายหลังได้ ตามหนังสือปลดพนักงานได้ระบุว่าโจทก์ลักลอบนำงานเหมามาทำในเวลาทำงานปกติเป็น การระบุพฤติกรรมที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำผิด และจำเลยเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำผิดตาม ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อต่างๆ รวมทั้งในหมวด 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 5.1 เรื่องทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่ง จำเลยเห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่จำเลยสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยอันเป็นเหตุผลที่จำเลยจะไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ และตามหนังสือปลดพนักงานดังกล่าวแสดงเหตุที่จำเลยเห็นว่าโจทก์กระทำตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) และ (4) โดยกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ และฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีที่ ร้ายแรง ดังนั้น เมื่อจำเลยระบุพฤติกรรมของโจทก์และเหตุผลในการเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้เพียงสอง ประการดังกล่าว โดยไม่ได้ระบุว่าการกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ซึ่งความผิด ดังกล่าวได้ระบุไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 5.2 และเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) จำเลย จึงไม่อาจยกเหตุว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายขึ้นอ้างในคำให้การและอุทธรณ์ได้ แม้ศาลแรงงาน กลางจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับอุทธรณ์ข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ว่า พฤติกรรมของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็น การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ ร้ายแรงแล้วนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) นายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือ ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง โจทก์ไม่เคยถูกตักเตือนมาก่อนและโจทก์เป็นลูกจ้าง รายเดือน ลักษณะการจ้างมิได้ถือเอาการทำงานแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าจ้าง การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่ที่ต้อง ทำงานในเวลาปกติ แล้วนำงานเหมาที่จำเลยให้พนักงานรับไปทำตามประกาศที่ 9/42 เรื่องข้อปฏิบัติในการทำงาน เหมาไปทำในเวลาทำงานปกติเป็นแต่เพียงการละทิ้งหน้าที่ในเวลาไม่นานนัก แม้การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็น เรื่องที่หลีกเลี่ยงการทำงานปกติไปบ้างและเป็นผลให้จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างโดยไม่ได้รับประโยชน์จากการทำงานเป็น การตอบแทน แต่ก็เป็นไปเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์จากงานเหมาของจำเลยเอง ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการ ทุจริตต่อหน้าที่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 5.1 และพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ส่วนที่ระบุในหนังสือปลดพนักงานว่าโจทก์ฝ่าฝืนประกาศที่ 9/42 เรื่อง


ข้อปฏิบัติในการทำงานเหมา ข้อ 4 และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 3.1.3 ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้โดยเคร่งครัด ข้อ 3.4.4 พนักงาน ต้องใช้เวลาในการทำงานทั้งหมดของตนให้เป็นประโยชน์ต่องานตามหน้าที่ ข้อ 3.4.15 พนักงานจะต้องปฏิบัติ หน้าที่หรือความรับผิดชอบตามที่ผู้บังคับบัญชากำหนด ข้อ 3.8.8 พนักงานต้องไม่แจ้งหรือให้ข้อความอันเป็นเท็จ ต่อผู้บังคับบัญชา ข้อ 3.9.6 พนักงานต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบธรรมของผู้บังคับบัญชาหรือบริษัทฯ ทั้งคำสั่งด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร และการสื่อข้อความอื่นๆ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวเป็นแต่เพียง วินัยของพนักงานโดยทั่วไป ซึ่งหากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามข้อ 4 โดยเป็นไปตามลักษณะแห่งความผิดหรือความ หนักเบาของการกระทำผิดหรือร้ายแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งแยกต่างหากจากกรณีที่สามารถเลิกจ้างได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชย ตามข้อ 5 โจทก์มิได้ทุจริตต่อหน้าที่ แม้โจทก์จะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว แต่นายจ้างยังสามารถ ตักเตือนเป็นหนังสือได้ การกระทำของโจทก์จึงมิใช่การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่ง ของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น... พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-พิชิต คำแฝง-ชุติมา จงสงวน) ศาลแรงงานกลาง - นางณณัฏฐ์ ธีราทรง แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นธบ1800/2547 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2550 นายประทวน ล่วนลอยโจทก์ บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 118


การบอกเลิกสัญญาจ้างของนายจ้างเป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่ จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง เมื่อมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่าการเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงมี ผลเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่มาตรา 17วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างระบุเหตุแห่งการ เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกจ้างนั้นเป็นการบัญญัติถึงวิธีการบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่ทำเป็นหนังสือ ไม่ได้ห้าม การบอกเลิกสัญาจ้างด้วยวาจา การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 17วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,823 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 122,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,823 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 122,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การบอกเลิกสัญญา จ้างด้วยวาจาขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 17วรรคสาม เป็นบทบัญญัติเรื่องการที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทำเป็นหนังสือว่าต้อง กระทำอย่างไรจึงจะยกเหตุไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังได้ ซึ่งการจ่ายค่าชดเชยได้บัญญัติไว้ ในมาตรา 118 ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ส่วนมาตรา 119 บัญญัติถึงกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง สำหรับการเลิกจ้างนั้น มาตรา 118 วรรคสอง ได้ให้ความหมายของการเลิกจ้างที่ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยว่าหมายถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าเป็น เพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ดังนั้น การเลิกจ้างจึงต้องพิเคราะห์ถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้าง ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ และการบอกเลิกสัญญาจ้างของนายจ้างก็เป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างที่ ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง จึงถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง เมื่อมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่าการเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงมี ผลเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่มาตรา 17วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างระบุเหตุแห่งการ เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนั้นเป็นการบัญญัติถึงวิธีการบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่ทำเป็นหนังสือ


ไม่ได้ห้ามการบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 17วรรคสาม อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลย จ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกา เห็นสมควรแก้เสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนับ แต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (จรัส พวงมณี-พิชิต คำแฝง-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2550 นางรัชดา เลาหเพ็ญแสงโจทก์ โรงเรียนวิชัยวิทยา กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง, 118 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง ไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้าง ในระหว่างการทดลองงานตามสัญญาจ้างทดลองงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อ จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทราบในเมื่อถึงหรือก่อน


จะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้อง จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ไม่ได้บัญญัติยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงานจึงต้องนับระยะเวลา การทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจนถึงวันเลิกจ้างเป็นระยะเวลาทำงานเพื่อเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 7,000 บาท และค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน เป็นเงิน 7,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,000 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การด้วยวาจาขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,000 บาท และค่าชดเชย 7,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานแล้วจำเลยที่ 1 เห็นว่าการทำงานของ โจทก์มีข้อผิดพลาดผลการประเมินโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์แก้ไขปรับปรุงการทำงานแล้ว จะประเมินผลการทดลองงานอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 มีหนังสือยกเลิกการทดลอง งานและให้โจทก์พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องบอกเลิกสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทดลองการจ้างแรงงานเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2540 มาตรา 17วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟัง ข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งตามสัญญา ทดลองการจ้างแรงงาน ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างเป็นประชาสัมพันธ์ทดลองงานของโรงเรียนวิชัยวิทยา เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2547 (เป็นเวลา 3 เดือน) ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 7,000.00 บาท (เจ็ดพันบาทถ้วน)" และตามหนังสือการสังเกตการณ์ผลงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหนังสือ สังเกตการณ์ผลงานของโจทก์ โจทก์ได้คะแนนรวมจากการประเมินผลงาน 11 คะแนน จาก 35 คะแนน หนังสือ ดังกล่าวระบุว่า "คุณมีการผิดพลาดในงานเอกสารและทำงานล่าช้า คุณควรมีการปรับปรุงการทำงาน ทางโรงเรียน จะพิจารณาการผ่านงานของคุณในครั้งที่สอง และแจ้งให้คุณทราบอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดภาคเรียน" จึงเป็นกรณีที่จำเลย ที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดลองงานต่อไปหลังจากที่ครบกำหนดตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน ข้อ 1 ไปจนถึงสิ้นสุด


ภาคเรียนโดยไม่ได้กำหนดวันที่ให้ชัดเจนว่าจะสิ้นสุดการทดลองงานวันใดดังเช่นที่ระบุในสัญญาทดลองการจ้าง แรงงาน การที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานต่อมาจึงไม่แน่ว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มี กำหนดระยะเวลา เมื่อสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน (สัญญาจ้างทดลองงาน) เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลาการบอกเลิกสัญญาจ้างจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง คราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลแรงงาน กลางวินิจฉัยว่าสัญญาทดลองการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2548 ขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ต้องนับระยะเวลาทดลองงานรวมเข้าเป็นระยะเวลาการทำงาน ของโจทก์เพื่อเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (1) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง โดยลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ ครบหนึ่งปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวันหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงาน จึงต้องนับระยะเวลาการ ทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานเป็นลูกจ้างไม่ว่าจะมีการทดลองงานหรือไม่จนถึงวันเลิกจ้าง หากลูกจ้างทำงานติดต่อกัน ครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแล้วถูกเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีหนึ่งกรณีใดที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังกล่าว เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็น ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งตามหนังสือแจ้งผล การทดลองงานไม่ได้ระบุเหตุผลว่าเป็นการเลิกจ้างกรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายจึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (รัตน กองแก้ว-พิชิต คำแฝง-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) ศาลแรงงานกลาง - นายวีระชาติ กุลอัศยศิริ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2550 นางรัชดา เลาหเพ็ญแสงโจทก์ โรงเรียนวิชัยวิทยา กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 118, 119 จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงาน ซึ่งตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงานข้อ 1 ระบุ ว่า ผู้จ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างเป็นประชาสัมพันธ์ทดลองงานของโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2547 และตามหนังสือการสังเกตการณ์ผลงาน โจทก์ได้คะแนนรวมจากการประเมินผลงาน 11 คะแนน จาก 35 คะแนน หนังสือดังกล่าวระบุว่า คุณมีการผิดพลาดในงานเอกสารและทำงานล่าช้า คุณควรมีการปรับปรุง การทำงาน ทางโรงเรียนจะพิจารณาการผ่านงานของคุณในครั้งที่สองและแจ้งให้คุณทราบอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดภาค เรียน จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดลองงานต่อไปหลังจากที่ครบกำหนดตามสัญญาทดลองการจ้าง แรงงานไปจนถึงสิ้นสุดภาคเรียนโดยไม่ได้กำหนดวันที่ให้ชัดเจนว่าจะสิ้นสุดการทดลองงานวันใด การที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานต่อมาจึงไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การ บอกเลิกสัญญาจ้างจึงอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง ซึ่งไม่มีข้อยกเว้น ว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอก กล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (1) ไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงาน จึงต้องนับระยะเวลาการ ทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานไม่ว่าจะมีการทดลองงานหรือไม่จนถึงวันเลิกจ้าง หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบหนึ่ง ร้อยยี่สิบวันแล้วถูกเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีหนึ่งกรณีใดที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 นายจ้างต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังกล่าว เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้ายสามสิบวัน ___________________________


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลอง งานในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ อัตราเงินเดือนเดือนละ 7,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อพ้น กำหนดทดลองงานระยะเวลา 3 เดือน จำเลยทั้งสองให้โจทก์ปรับปรุงการทำงานแล้วจะพิจารณาประเมินผลทดลอง การทำงานใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยทั้งสองมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยกำหนดให้พ้นจากการ ทำงานตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 รวมระยะเวลาที่โจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งสองทั้งสิ้น 6 เดือนเศษ โจทก์มี สิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 7,000 บาท และค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน เป็นเงิน 7,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,000 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การด้วยวาจาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เข้าทดลองงานจริงตามฟ้อง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานผลปรากฏว่าโจทก์ทำงานผิดพลาดหลายประการ โจทก์จึงไม่ผ่านการประเมิน ในการทดลองงาน จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ปรับปรุงการทำงานใหม่แล้วจะแจ้งผลการประเมินอีกครั้งในภายหลัง ต่อมา การทำงานของโจทก์ยังมีข้อบกพร่องและทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญาจ้างแก่ โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,000 บาท และค่าชดเชย 7,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานแล้ว จำเลยที่ 1 เห็นว่าการ ทำงานของโจทก์มีข้อผิดพลาดผลการประเมินโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์แก้ไขปรับปรุงการ ทำงานแล้วจะประเมินผลการทดลองงานอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 มีหนังสือยกเลิก การทดลองงานและให้โจทก์พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 มีปัญหาวินิจฉัยประการแรก ว่า จำเลยที่ 1 ต้องบอกเลิกสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทดลองการจ้างแรงงานเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟัง ข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งตามสัญญา ทดลองการจ้างแรงงาน เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างเป็นประชาสัมพันธ์ทดลองงานของ โรงเรียนวิชัยวิทยา เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2547 (เป็นเวลา 3 เดือน) ในอัตรา ค่าจ้างเดือนละ 7,000.00 (เจ็ดพันบาทถ้วน)" และตามหนังสือการสังเกตการณ์ผลงานของเจ้าหน้าที่ เอกสารหมาย ล.8 ซึ่งเป็นหนังสือสังเกตการณ์ผลงานของโจทก์ โจทก์ได้คะแนนรวมจากการประเมินผลงาน 11 คะแนน จาก 35 คะแนน หนังสือดังกล่าวระบุว่า "คุณมีการผิดพลาดในงานเอกสารและทำงานล่าช้า คุณควรมีการปรับปรุงการ ทำงาน ทางโรงเรียนจะพิจารณาการผ่านงานของคุณในครั้งที่สองและแจ้งให้คุณทราบอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดภาคเรียน" จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดลองงานต่อไปหลังจากที่ครบกำหนดตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน


เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 1 ไปจนถึงสิ้นสุดภาคเรียนโดยไม่ได้กำหนดวันที่ให้ชัดเจนว่าจะสิ้นสุดการทดลองงานวันใด ดังเช่นที่ระบุในสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 1 การที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานต่อมาจึงไม่ แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน (สัญญาจ้างทดลองงาน) เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญาจ้างจึงอยู่ในบังคับของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่าง ทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็น หนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อ ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ไม่ จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน สิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2548 ขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ต้องนับระยะเวลาทดลองงานรวมเข้าเป็นระยะเวลาการทำงาน ของโจทก์เพื่อเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (1) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง โดยลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวันหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงานจึงต้องนับระยะเวลาการ ทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานเป็นลูกจ้างไม่ว่าจะมีการทดลองงานหรือไม่จนถึงวันเลิกจ้าง หากลูกจ้างทำงานติดต่อกัน ครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแล้วถูกเลิกจ้าง หากลูกจ้างโดยทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแล้วถูกเลิกจ้างมิใช่กรณี หนึ่งกรณีใดที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 นายจ้างต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังกล่าว เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งตามหนังสือแจ้งผลการทดลองงานเอกสารหมาย ล.9 ไม่ได้ระบุ เหตุผลว่าเป็นการเลิกจ้างกรณีหนึ่งใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึง ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน" พิพากษายืน (รัตน กองแก้ว-พิชิต คำแฝง-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5099/2550 นายรอน คีท แอนด์เดอร์สันโจทก์ บริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดยูเคชั่น (2002) จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แม้ก่อนทำสัญญาจ้าง ฝ่ายจำเลยทั้งสองจะทำสัญญาที่มีเงื่อนไขว่า ห้ามโจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น แต่ เมื่อโจทก์คัดค้านจึงต้องทำสัญญาจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่ในสัญญาจ้างก็มีข้อความระบุเงื่อนไขของการจ้างว่า โจทก์ จะต้องไม่ใช้ข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้มาจากการเป็นพนักงานแก่บุคคลอื่นโดย เด็ดขาด หรือกระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อสัญญาที่โจทก์ไม่สามารถ ระมัดระวังมิให้โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาได้ ทั้งมิใช่ข้อตกลงที่มีผลทำให้โจทก์ต้องรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึง คาดหมายได้ตามปกติตามที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใดจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งที่ ปรึกษาฝ่ายบริหาร เนื่องจากโจทก์เคยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการมาก่อน แม้ในสัญญาจ้างจะไม่ระบุข้อความ ห้ามให้โจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น แต่เมื่อมีข้อความห้ามไม่ให้โจทก์กระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัท การที่ โจทก์ไปเป็นลูกจ้างผู้อื่นในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการศึกษาในโรงเรียนที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกันกับ จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการขัดต่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยทั้งสองจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียก สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ข้ออ้างที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์เป็นข้ออ้างที่มีเหตุสมควร จึงไม่ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,968,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง


ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่า เดินทางกลับภูมิลำเนา ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภท บริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงเรียนสอนภาษา วันที่ 7 พฤศจิกายน 2542 โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ใน ตำแหน่งผู้อำนวยการ ทำงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 7.30 นาฬิกา ถึง 17.30 นาฬิกา หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2548 ในตำแหน่งที่ปรึกษาผู้บริหารได้รับค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท ตามสัญญาว่าจ้าง จ.ล.1 พร้อมคำแปล ตามสัญญาจ้างดังกล่าวข้อ 7 ระบุว่า โจทก์จะต้องพร้อมทำงานตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ โดย ก่อนทำสัญญาจ้างฉบับนี้ จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาจ้างที่มีเงื่อนไขข้อหนึ่งว่า ห้ามโจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น เมื่อโจทก์ โต้แย้งสัญญาในข้อนี้จึงทำสัญญาว่าจ้างหมาย จ.ล.1 นับแต่ทำสัญญาว่าจ้าง โจทก์ไม่ต้องไปทำงานจำเลยที่ 1 เรียก โจทก์ไปให้คำปรึกษาเป็นเวลา 30 นาที เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2547 เพียงครั้งเดียว ต่อมาเมื่อต้นเดือนเมษายน 2547 โจทก์ไปเป็นลูกจ้างบริษัทสุวรรณภูมิพัฒนาการศึกษา จำกัด ซึ่งเประกอบกิจการประเภทเดียวกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการศึกษาของโรงเรียนสอนภาษาไทย-อเมริกัน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ประมาณ 8 กิโลเมตร โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 85,000 บาท ต้องไปทำงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 7.30 นาฬิกา ถึง 17.30 นาฬิกา หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ มีหน้าที่พิจารณาจ้างอาจารย์ เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา วางแผนการศึกษา ทำตารางการเรียน โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ วันที่ 30 เมษายน 2547 จำเลยที่ 2 เลิก จ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไปเป็นลูกจ้างบุคคลอื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเลิก จ้างโจทก์ จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ ก่อนทำสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ฝ่ายจำเลยทั้งสองจะทำสัญญาที่มีเงื่อนไขว่า ห้ามโจทก์ไปทำงานกับ ผู้อื่น แต่เมื่อโจทก์คัดค้านจึงต้องทำสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ก็ตาม แต่ในสัญญาจ้างก็มีข้อความระบุเงื่อนไข ของการจ้างว่า โจทก์จะต้องไม่ใช้ข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้มาจากการเป็น พนักงานแก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาดหรือกระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อ สัญญาที่โจทก์ไม่สามารถระมัดระวังมิให้โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาได้ ทั้งมิใช่ข้อตกลงที่มีผลทำให้โจทก์ต้องรับภาระเกิน กว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้า ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร เนื่องจากโจทก์เคยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการมาก่อนแม้ในสัญญาจ้าง จะไม่ระบุข้อความห้ามมิให้โจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น แต่เมื่อมีข้อความห้ามไม่ให้โจทก์กระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ ของบริษัท การที่โจทก์ไปเป็นลูกจ้างผู้อื่นในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการศึกษาในโรงเรียนที่ประกอบกิจการ ประเภทเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การ ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยทั้งสองจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ข้ออ้างที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์เป็นข้ออ้าง


ที่มีเหตุสมควร จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์-พิชิต คำแฝง-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8077 - 8078/2549 นายอะโนทัย ชัยตระกูล กับพวกโจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2), 88, 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจ ศาลแรงงานเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เอง และตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาใน ศาลแรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยานของศาลแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้ในการดำเนินคดีแรงงาน ส่วนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไปตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอก เลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้เท่านั้น ไม่บังคับรวมถึงการนำพยาน มาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะเกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนแต่อย่างใด


___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับ สำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็น พนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ที่ 1 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นรักษาการเจ้าหน้าที่บังคับบัญชา 11 ฝ่ายอำนวยการสาขาและรักษาการผู้จัดการสาขาจันทบุรี ส่วนโจทก์ที่ 2 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 7 ฝ่ายอำนวยการสาขา และดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ 7 สาขาจันทบุรีด้วย ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือร้องเรียนว่า พนักงานในสาขาจันทบุรีร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากลูกค้าสินเชื่อรายที่ขอปรับ โครงสร้างหนี้ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่าโจทก์ทั้งสองกระทำ ผิดแล้วเสนอคณะกรรมการพิจารณาโทษทางวินัย ต่อมาได้มีมติให้โจทก์ทั้งสองออกจากงาน ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยรับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินรวมทั้งภาระผูกพันของ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ที่มีอยู่มาเป็นของจำเลย ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทำนองเดียวกันว่า จำเลยนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีเกินกว่าที่ ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวน เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม ทนายจำเลยมิได้นำส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่แถลงต่อศาลแรงงานกลาง คำเบิก ความพยานจึงรับฟังไม่ได้ ทนายจำเลยเบิกความโดยไม่ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจให้เบิกความแทนและไม่ได้ ระบุให้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานในบัญชีระบุพยาน ทนายจำเลยไม่ได้เป็นผู้ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความที่ เบิกความต่อศาลด้วยตนเองโดยตรง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) มาตรา 88 มาตรา 95 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาล แรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานที่จะ


เรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และตามข้อกำหนดศาล แรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยาน ของศาลแรงงาน จึงเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้แก่การดำเนิน กระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ได้ส่วนบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม ใช้บังคับ แก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไป ตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าว ขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ได้เท่านั้น ไม่รวมถึงการนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะ เกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด ส่วนการรับฟังคำเบิกความ ของทนายจำเลยนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางมีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำ พยานหลักฐานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ หรือหากเห็นว่าพยานบุคคลใดยังไม่อาจให้ความแจ้ง ชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว ศาลแรงงานกลางก็ยังเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองดังที่กล่าวมา การที่ศาลแรงงาน กลางรับฟังพยานบุคคลและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ โจทก์ทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น... พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง (รัตน กองแก้ว-พิชิต คำแฝง-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายนพรัตน์รุพันธ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7335/2549


นายวัชรา ขนอมโจทก์ บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 118, 119 ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่อไปอีก ถือว่าเลิกจ้าง ณ วัน สิ้นสุดสัญญานั้น มิได้มีการแจ้งเหตุเลิกจ้างอื่นนอกไปจากนี้ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุด สัญญาจ้าง มิได้ยกเหตุเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่าย ค่าชดเชยแก่โจทก์ ดังนี้ เป็นการวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยกเหตุที่ว่าโจทก์กระทำความผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ซึ่งเป็นเหตุเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้น เป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ตาม มาตรา 17วรรคสาม ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยชอบแล้ว ข้อยกเว้นที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นอกจากต้องเป็นลูกจ้างที่มีกำหนด ระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ต้องเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่ งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง ซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมี ลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานหรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างใน ช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์เพียงว่าสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา การจ้างไม่แน่นอน และจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลานั้น โดยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาล แรงงานกลางว่า เป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยที่ 1 หรือในงาน อันมีลักษณะเป็นครั้งคราว หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาล ดังนี้ ไม่ว่าจะวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ไปในทางใด ก็ไม่ มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็น กรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2543 จำเลยทั้งสามได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างชั่วคราวทำหน้าที่เร่งรัด หนี้สิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน โดยจำเลยทำ สัญญาจ้างโจทก์รวม 5 ครั้ง แต่ละครั้งกำหนดระยะเวลาจ้างไม่เท่ากัน ในการต่อสัญญาแต่ละครั้งจำเลยไม่เคยแจ้ง ให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์อ้างว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลง โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 60 วัน เป็นเงิน 18,000 บาท และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 27,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมจ่ายให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าชดเชยในอัตรา


ร้อยละ 15 ต่อปี ทุก ๆ 7 วัน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 192,731.06 บาท และ เนื่องจากสัญญาจ้างทั้ง 5 ฉบับ จำเลยได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาตามความต้องการของจำเลย และยังสงวน สิทธิในการเลิกจ้างโดยปราศจากเงื่อนไข อีกทั้งยังระบุในสัญญาจ้างว่าถ้าจำเลยเลิกจ้างจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และค่าเสียหาย เป็นสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้างไม่เป็นธรรม ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของ ประชาชนไม่สามารถบังคับโจทก์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ยัง สามารถทำงานให้จำเลยได้จนกว่าอายุ 60 ปี หรือมากกว่า ขอคิดค่าเสียหาย 362 เดือน เป็นเงิน 3,258,000 บาท โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าชดเชย และดอกเบี้ยก่อนฟ้องรวมเป็นเงิน 219,741.06 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก ๆ 7 วัน นับถัด จากวันฟ้อง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 3,258,000 บาท แก่โจทก์ด้วย ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาล แรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว มีลักษณะงานเป็นการครั้งคราวไม่ประจำ เป็นงานโครงการเปรียบเสมือนเป็นไปตามฤดูกาล เป็นภาวะมีความ จำเป็นต้องว่าจ้างโจทก์ มีการกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ไม่แน่นอน ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการจ้างถือว่า เป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงในสัญญา เป็นการเลิกจ้างโจทก์ได้โดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่มี สิทธิได้รับค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างและไม่มีสิทธิเรียกร้อง ดอกเบี้ย ขณะทำงานโจทก์กระทำความผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำ ให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบ ด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 เคยมีหนังสือตักเตือนโจทก์ก่อนครบกำหนดสัญญาจ้างแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 27,000 บาท พร้อมด้วย ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานใน ตำแหน่งพนักงานชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2543 โดยทำสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาต่อเนื่องกันตลอดมา รวม 5 ฉบับ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน เมื่อสิ้น กำหนดระยะเวลาการจ้างตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างโจทก์ ต่อไปอีกถือว่าเลิกจ้าง ณ วันสิ้นสุดสัญญานั้น โดยหัวหน้าฝ่ายเร่งรัดหนี้สินได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าประมาณ 3


วัน ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต่อสัญญาอีก มิได้มีการแจ้งเหตุเลิกจ้างอื่นนอกไปจากนี้ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ลักษณะงานที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำเป็นงานอันเกิดขึ้นตามปกติของธุรกิจของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องมีอยู่ตลอด ระยะเวลาที่ยังคงประกอบธุรกิจอยู่ เพียงแต่ต้องจ้างโจทก์เพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราวก็เนื่องจากจะเร่งฟ้องลูกหนี้ที่มีอยู่ เป็นจำนวนมากเพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพนังงานประจำเท่านั้น ทั้งปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ 1 ยังได้ทำสัญญาจ้าง โจทก์มีกำหนดระยะเวลาต่อเนื่องกันรวมสัญญา 5 ฉบับ งานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงมิใช่งานในโครงการเฉพาะที่ มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน ไม่มีลักษณะเป็นครั้งคราว หรืองานที่เป็นไปตามฤดูกาลตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีกำหนดระยะเวลา เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จึงไม่ต้อง จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อเป็นการเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ จึงมิใช่เป็นการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ สำหรับค่าชดเชยนั้นเมื่อวินิจฉัยแล้วว่างานที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์มิใช่งานโครงการเฉพาะที่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน ไม่มีลักษณะครั้งคราว หรืองานที่เป็นไป ตามฤดูกาลที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างมิได้ยกเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 แม้สัญญาจะมีข้อตกลงว่าเมื่อสิ้นสุดสัญญา ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลง ดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางไม่ได้วินิจฉัย ว่าโจทก์กระทำความผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การไว้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ทำ สัญญาจ้างโจทก์ต่อไปอีก ถือว่าเลิกจ้าง ณ วันสิ้นสุดสัญญานั้น มิได้มีการแจ้งเหตุเลิกจ้างอื่นนอกไปจากนี้ แล้ว วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้าง มิได้ยกเหตุเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ดังนี้ เป็นการวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยก เหตุที่ว่าโจทก์กระทำความผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ซึ่งเป็นเหตุเลิก จ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างจะยกเหตุตาม มาตรา 119 ดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์อีกข้อที่ว่า สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและจำเลยที่ 1 เลิกจ้าง โจทก์ตามกำหนดระยะเวลานั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม นั้น เห็นว่า ข้อยกเว้นที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นอกจากต้องเป็น ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ต้องเป็นการจ้างงานใน โครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง ซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่ แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไป ตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์เพียงว่า สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลานั้น โดยไม่ได้


อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า เป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือ การค้าของจำเลยที่ 1 หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาล ดังนี้ ไม่ว่าจะวินิจฉัย ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปในทางใด ก็ไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายืน (วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6881/2549 บริษัทรอมบัส อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัดโจทก์ นางสาวมยุรา ก้อนทอง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 120 คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่โจทก์ย้ายโรงงานและสำนักงานแห่งใหญ่ที่ กรุงเทพมหานคร ไปรวมกับสำนักงานสาขาที่จังหวัดนครพนม เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่ อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว จำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิ บอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 หากโจทก์ไม่ พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตาม มาตรา 120 วรรคสี่ โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจึงเป็นที่สุดและย่อมผูกพันโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น และการใช้สิทธิบอกเลิก สัญญาจ้างตามมาตรา 120 วรรคห้า ซึ่งยุติไปแล้วมาอ้างในชั้นนี้


จำเลยทั้งสิบสองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา อันเป็นกฎหมายและระเบียบที่ใช้ บังคับแก่การบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทั่วไป ___________________________ คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยเรียกโจทก์ทั้งสิบ สองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสิบสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นลูกจ้างรายวัน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นไปตามที่ระบุในคำฟ้อง นอกจากค่าจ้างดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ยังได้รับค่ารถและค่าอาหารคนละวันละ 14 บาท กับได้รับค่าเบี้ยขยัน เฉลี่ยคนละวันละ 4.50 บาท โจทก์กำหนดจ่ายค่าจ้าง ค่ารถ ค่าอาหาร และค่าเบี้ยขยันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทุก วันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างรายเดือนเงินเดือนอัตราสุดท้ายของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นไปตามที่ระบุในคำฟ้อง นอกจากเงินเดือนดังกล่าว จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ยังได้รับค่าครองชีพคนละ เดือนละ 600 บาท โจทก์กำหนดจ่ายเงินเดือนและค่าครองชีพให้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ทุกวันสิ้นเดือน สัญญาจ้าง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์มีระเบียบฉบับที่ 2 เรื่อง การลา กำหนดว่าลูกจ้าง ผู้ใดประสงค์จะออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ ให้ยื่นใบลาออกตามแบบที่โจทก์กำหนดต่อผู้บังคับบัญชาของตน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างในงวดหรือเดือนถัดไปข้างหน้า ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 12 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างโดยส่งให้โจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน โจทก์ได้รับวันที่ 26 มิถุนายน 2545 แต่จำเลยที่ 12 มิได้กำหนดวันที่มีผลเลิกสัญญาไว้ สัญญาจ้างจึงมีผลนับแต่วันเวลาที่หนังสือแสดง เจตนาเลิกจ้างไปถึงโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 12 จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 ครั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง และวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กำหนดให้ หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป แต่การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างให้โจทก์ทราบไม่ถึง 15 วัน ก่อนถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างตามระเบียบของโจทก์ ฉบับที่ 2 เรื่องการลา การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 582 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง และ ระเบียบการลาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงต้องรับผิดในค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าว ขอให้ บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์


จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทุกคนเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นลูกจ้างรายวัน ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างรายเดือน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ได้รับค่าจ้าง ค่ารถ ค่าอาหาร และเบี้ยขยัน และจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ได้รับเงินเดือนและค่าครองชีพตามจำนวนที่ระบุในคำฟ้อง โจทก์จ่ายค่าจ้าง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน และโจทก์จ่ายค่าจ้างให้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ทุกวันสิ้น เดือน โจทก์ได้ปิดกิจการชั่วคราวและจ่ายค่าจ้างให้จำเลยทุกคนในอัตราร้อยละ 50 ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้ บอกเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการ ดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวและคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน มีคำสั่งที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546 ว่า การย้ายสถานประกอบการดังกล่าวของโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 มีสิทธิบอกเลิก สัญญาจ้าง โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 ดังนั้น การ ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 บอกเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่เป็นการบอกเลิกตามระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา และ มิใช่เป็นการบอกเลิกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง แต่เป็นการบอก เลิกสัญญาจ้างตามมาตรา 120 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์หลายอย่างรวมทั้งประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออก โจทก์มีสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และยังมีสำนักงานและโรงงานผลิตสาขาอยู่ที่จังหวัด นครพนม อาคารซึ่งใช้เป็นสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานครนั้น โจทก์เช่าจากบริษัทพี.แอล.พี (1987) จำกัด ตั้งแต่ปี 2532 สัญญาเช่ามีหลายฉบับ แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาเช่าตามสัญญาแต่ละ ฉบับแล้วโจทก์กับผู้ให้เช่าได้ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่เรื่อยมา สัญญาเช่าฉบับสุดท้ายมีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยทั้งสิบสองทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตกรุงเทพมหานคร โจทก์มี ระเบียบฉบับที่ 2 เรื่อง การลา ข้อ 7 กำหนดว่า "ลูกจ้างผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัท ให้ยื่น ใบลาออกตามแบบที่บริษัทพิจารณาต่อผู้บังคับบัญชาของตนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง ในงวดหรือเดือนถัดไปข้างหน้า" ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2544 โจทก์กำหนดวันเปิดอาคารโรงงานผลิตที่สาขา นครพนม วันที่ 25 ตุลาคม 2544 โจทก์ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตกรุงเทพมหานคร ทราบว่า ผู้ใดประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมให้แสดงความจำนง และในวันที่ 22 มกราคม 2545 โจทก์ ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมกรอกแบบสอบถามถึงผลกระทบต่อ การดำรงชีพของลูกจ้างหรือครอบครัว กรณีที่โจทก์ต้องเปิดดำเนินกิจการโรงงานผลิตที่สาขานครพนมเพียงแห่ง เดียว จำเลยทั้งสิบสองกรอกแบบสอบถามว่า ไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเพราะมี ผลกระทบต่อการดำรงชีพตามปกติของจำเลยทั้งสิบสองและครอบครัว วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 โจทก์แจ้งให้ ลูกจ้างทราบว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาเช่าอาคารซึ่งโจทก์ใช้เป็นสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตที่ กรุงเทพมหานคร และสัญญาเช่าจะครบกำหนดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จึงให้ลูกจ้างที่แสดงความจำนงจะไป ทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมไปทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน


2545 โจทก์มีคำสั่งที่ 21/2545 แจ้งให้ลูกจ้างซึ่งไม่ได้แสดงความจำนงจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนม ทราบว่าผู้ให้เช่าอาคารได้บอกเลิกสัญญาเช่าและให้โจทก์ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนทันที โจทก์จึงขอให้ลูกจ้างที่ไม่ได้ แสดงความจำนงจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนม หากต้องการจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมก็ ให้ไปทำงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป หากลูกจ้างคนใดมีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถไปทำงานที่ โรงงานผลิตสาขานครพนมก็ให้ลูกจ้างคนนั้นทำหนังสือชี้แจงเหตุขัดข้องภายในวันที่ 29 มิถุนายน 2545 เวลา 16 นาฬิกา หากลูกจ้างคนใดไม่ทำหนังสือชี้แจงภายในเวลาที่กำหนด ถือว่าลูกจ้างคนนั้นไม่มีเหตุขัดข้อง และยินยอม ปฏิบัติตามคำสั่งของโจทก์ฉบับนี้ทุกประการ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือชี้แจงเหตุขัดข้องว่า ไม่สามารถไป ทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเนื่องจากมีปัญหาทางด้านครอบครัว ส่วนจำเลยที่ 12 ทำหนังสือฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2545 ถึงโจทก์ชี้แจงเหตุขัดข้องว่าไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเนื่องจากจำเลย ที่ 12 มีครอบครัวและอาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี กับบุตรก็มีอายุน้อย จึงขอใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 โดยให้มีผลในวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ครั้นวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมและได้ทำหนังสือ ชี้แจงเหตุขัดข้องไว้แล้วยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาว่า เหตุผลที่ลูกจ้างไม่ประสงค์จะไป ทำงานที่สาขานครพนมและลูกจ้างจะขอใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแล้วจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 จำเลย ที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ได้ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างต่อโจทก์ และวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ได้ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ระบุให้การบอกเลิก สัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวกได้ยื่นคำขอให้ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาว่า การย้ายสถานประกอบกิจการดังกล่าวของโจทก์ ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิก สัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2546 คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำวินิจฉัยที่ 1/2546 ว่า การที่โจทก์ย้ายสถาน ประกอบกิจการดังกล่าวต่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวก ดังนั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวก มิสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 120 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 และ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลแรงงานกลาง โจทก์อุทธรณ์สรุปสาระสำคัญได้ว่า การที่โจทก์มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ก่อนแล้ว สองแห่งคือที่กรุงเทพมหานครและที่จังหวัดนครพนม แล้วโจทก์ปิดโรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานคร คงเปิด ดำเนินการผลิตที่โรงงานจังหวัดนครพนมเพียงแห่งเดียว ดังนั้น การที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตที่ กรุงเทพมหานครรวมทั้งจำเลยทั้งสิบสองไปทำงานที่โรงงานจังหวัดนครพนมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารงานใน ฐานะนายจ้าง ไม่ใช่เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีพ ตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 และขณะที่จำเลย ทั้งสิบสองยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน จำเลยทั้งสิบสองไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์แล้ว จึงไม่ใช่เป็นการ ยื่นคำขอตามมาตรา 120 วรรคสาม ทั้งการบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองไม่ได้ใช้สิทธิภายใน 30 วัน นับ แต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการหรือนับแต่วันที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานหรือคำ พิพากษาของศาลเป็นที่สุด ตามมาตรา 120 วรรคห้า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานที่ 1/2546 ลง


วันที่ 14 มกราคม 2546 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายมานำอ้างในคดีนี้ไม่ได้ และคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบสองอ้างว่าจำเลยทั้งสิบสองบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง และระเบียบการลาของโจทก์ที่ระบุว่าลูกจ้างที่ประสงค์จะลาออกต้องยื่นใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อน ถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างในงวดหรือเดือนถัดไป จำเลยทั้งสิบสองต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสิบสองบอกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของ ลูกจ้างหรือครอบครัว และคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยตามคำสั่งที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546 ว่าการย้ายสถานประกอบกิจการของโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสิบสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิ ได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 การบอกเลิกสัญญาจ้างของ จำเลยทั้งสิบสองจึงไม่ใช่การบอกเลิกตามกฎหมายและระเบียบที่โจทก์กล่าวอ้าง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรง ว่า จำเลยทั้งสิบสองได้บอกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมี ผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของจำเลยทั้งสิบสองและครอบครัวหรือไม่ และการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว ต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การบอก เลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองที่โจทก์นำมาฟ้องนั้น คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยตามคำสั่งที่ 1/2546 แล้วว่า การที่โจทก์ย้ายโรงงานและสำนักงานแห่งใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ไปรวมกับสำนักงานสาขาที่ จังหวัดนครพนม เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิต ตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว จำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 ซึ่งหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวโจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามมาตรา 120 วรรคสี่ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานที่ 1/2546 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 แล้วโจทก์ไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อ ศาลแรงงานกลางภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจึง เป็นที่สุดและย่อมผูกพันโจทก์ โจทก์หามีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่ อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว และประเด็นเรื่องจำเลยทั้งสิบสองใช้ สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามมาตรา 120 วรรคห้า ซึ่งยุติไปแล้วในชั้นคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมาอ้างในชั้นนี้ ได้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นที่ยุติว่าโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการ ดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวและจำเลยทั้งสิบสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชย พิเศษตามมาตรา 120 การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองจึงเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ ไว้โดยเฉพาะ ไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา อันเป็นกฎหมายและระเบียบที่ ใช้บังคับแก่การบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทั่วไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ ของโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน.


(พิทยา บุญชู-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6701/2549 นายทินกรณ์ ชินภัทรภักดีกุลโจทก์ นางมยุรี สัตบุตร กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง มีบัญญัติเป็นหลักทั่วไปไว้ใน ป. พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 6 มาตรา 582 ซึ่งมิได้กำหนดว่าการบอกเลิกจ้างจะต้องทำเป็นหนังสือ ส่วนที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 17วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบนั้น ก็มิได้ห้าม เด็ดขาดมิให้นายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา เพียงแต่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อเป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าเท่านั้น การบอกเลิกจ้างจึงอาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 9 ตุลากคม 2546 จำเลยที่ 2 ได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่วิศวกร อาวุโส ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท ค่าตำแหน่งตามจำนวนวันที่มาทำงานวันละ 160 บาท หาก เดือนใดค่าตำแหน่งไม่ถึง 3,500 บาท จำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายให้เดือนละ 3,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25


ของเดือน ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2547 จำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าไม่ผ่านการทดลองงาน โดยให้มี ผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2547 เป็นต้นไป โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่ง ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าตำแหน่ง โจทก์ทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547 และไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตาม กฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวม 55 วัน ในส่วนของเงินเดือนโจทก์มีสิทธิได้รับ จำนวน 51,333 บาท ในส่วนของค่าตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2547 รวม 41 วัน เป็นเงิน 6,560 บาท รวมสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีสิทธิได้รับเป็นเงิน 57,893 บาท แต่จำเลยที่ 2 จ่ายให้เพียง 31,500 บาท คงขาดอีกจำนวน 26,393 บาท ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงาน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 28/2547 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าจำนวน 26,393 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ขอให้ยก ฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 ตำแหน่งวิศวกรอาวุโส แผนกควบคุมคุณภาพ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 28,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ส่วนค่าตำแหน่งเดือนละ 3,500 บาท ไม่ใช่ค่าจ้าง เป็นเพียงสวัสดิการเพื่อจูงใจในการทำงานโดยมีเงื่อนไข โจทก์จะได้รับค่าตำแหน่งเมื่อมาทำงาน หากวันใดที่โจทก์ขาดงานก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าตำแหน่ง คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2547 จำเลยที่ 2 ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน และค่าตำแหน่ง 3,500 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ออกจากงานในวันดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติตาม กฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 อีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติ บุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด (ที่ถูก บริษัทจำกัด) มีนายฮิซามิ มิยาซาวา หรือนายฮิเดฮิโกะ อาคาโอะ เป็น กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 ตำแหน่งวิศวกรอาวุโส แผนกตรวจสอบคุณภาพ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท ค่าตำแหน่งรายวัน วันละ 160 บาท หากเดือนใดมาทำงานแล้วได้ค่าตำแหน่งไม่ถึง 3,500 บาท จำเลยที่ 2 จะจ่ายให้ 3,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน จำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าในวันที่ 24 มกราคม 2547 โดย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงานในวันที่ 31 มกราคม 2547 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทำงานถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 ตามที่โจทก์ร้องขอ โดยยืนยันการบอกเลิกจ้างล่วงหน้าที่ ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน เป็นเงิน 28,000 บาท


ค่าตำแหน่ง 3,500 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6,183.31 บาทและค่าจ้างของวันที่ 16 ถึง วันที่ 30 มกราคม 2547 จำนวน 14,000 บาท โจทก์ได้ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อเรียกให้จำเลย ที่ 2 จ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 มาชี้แจง จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้ นายวิโรจน์ วิชิตวาสุเทพ กรรมการ มาให้ถ้อยคำชี้แจงต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบและบันทึกคำให้การ ของโจทก์ นายวิโรจน์ วิชิตวาสุเทพ และนายสมชาย เรืองวงศ์วิทยา พยานฝ่ายนายจ้างทั้งรวบรวมพยานเอกสารต่าง ๆ แล้ว มีความเห็นว่า เนื่องจากลูกจ้างผู้ร้องทำงานไม่ครบ 120 วัน ตามมาตรา 118 (1) แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างผู้ร้อง ส่วนเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและค่าตำแหน่ง บริษัทนายจ้างได้บอกกล่าวล่วงหน้าด้วยวาจาแล้วเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 ตาม มาตรา 17แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยให้ลูกจ้างออกจากงานไปวันที่ 31 มกราคม 2547 พร้อมทั้งจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ 1 งวด และค่าตำแหน่ง เป็นเงิน 31,500 บาท ให้แก่ ลูกจ้างผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 จึงถือว่าบริษัทนายจ้างปฏิบัติถูกต้อง ลูกจ้างผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าตำแหน่งอีก รายละเอียดปรากฏตามบันทึกสำนวนการสอบสวนของ จำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จล.1 โจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง (สาขา ธัญบุรี) ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย.... ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่า จำเลยที่ 2 บอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นหนังสือเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า ในการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างเอาไว้นั้น มีบัญญัติเป็นหลักทั่วไปไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 มาตรา 582 ซึ่งมิได้กำหนดเอาไว้ว่าการบอกเลิกจ้างจะต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นการบอกเลิกจ้างจึง อาจจะทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ส่วนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 17วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 ว่า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดย บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ นั้นก็มิได้ห้ามเด็ดขาดมิให้นายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญา จ้างด้วยวาจา เพียงแต่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อเป็นผล เลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าเท่านั้น โดยจะบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ หากบังคับให้ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือเท่านั้นอาจมีผลร้ายต่อการทำงานของลูกจ้างกับนายจ้างอื่นใดในอนาคตได้ และเมื่อจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าในวันที่ 24 มกราคม 2547 อันเป็นวันก่อนถึงกำหนด จ่ายค่าจ้างในคราววันที่ 25 มกราคม 2547 เพื่อให้มีผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 โดยจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอก กล่าว จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์ออกจากงานในวันที่ 31 มกราคม 2547 ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสี่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้องแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (จรัส พวงมณี-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-ชุติมา จงสงวน)


แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549 นางสาวสยุมพร สุจินตัยโจทก์ บริษัทติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, 157, 575, 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 67, 118, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของ สัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หาใช่สาระสำคัญของสัญญาจ้างงานไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดู มีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษ มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและบริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น การที่โจทก์ ระบุในใบสมัครงานว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟฟอร์เนียอันเป็นการเท็จ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะกรรม แม้ขณะที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์ เข้าทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมิได้เป็นลูกจ้างนายจ้างกัน กฎและมาตรฐานความประพฤติ ของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีผลบังคับโจทก์ จะถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของ นายจ้างกรณีกรอกข้อความในใบสมัครอันเป็นเท็จไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 แล้ว การที่ จำเลยที่ 1 ทำประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์โดยระบุว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐ แคลิฟอร์เนียตามที่โจทก์ระบุไว้ในใบสมัครอันเป็นเท็จซึ่งโจทก์ตรวจแล้วรับรองว่าถูกต้องนั้น ย่อมเป็นการกระทำผิด ข้อบังคับและมาตรฐานความประพฤติของพนักงาน และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน


การที่โจทก์รับรองประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์ว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐ แคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จ แม้จะเป็นการผิดหรือฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก็ตามก็ไม่ใช่เป็นกรณี ร้ายแรง โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันเกินกว่าหกปีแต่ไม่ครบสิบปี โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) และเมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโดยโจทก์มิได้มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามฟ้อง โจทก์ได้แจ้งคุณวุฒิด้านวิชาชีพอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ 1 ในใบสมัครงานและในการทำงานโจทก์ให้ ข้อมูลหรือรับรองข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านวิชาชีพของโจทก์เป็นเท็จการกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับ ความเสียหาย ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติ หน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 ชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามใบสมัครงานเอกสารหมาย ล. 3 ตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า "นอกจากนี้ข้าพเจ้ายินยอมที่จะ ไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ ออกจากการทำงานที่ ติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยคข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับ ทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท) " โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า "(The preceding sentence does not apply to lawyers engaged wih the firm.)" คำในวงเล็บคำว่า "lawyers" ท้ายเอกสาร หมาย ล. 3 ย่อมหมายถึงทนายความผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะรายเท่านั้น โจทก์เข้า ทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญาและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นตำแหน่งที่สามารถล่วงรู้ความลับในทางการค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็น สัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ ดังนั้น ข้อความท้ายเอกสารหมาย ล. 3 จึงมีผลผูกพันไม่ให้ โจทก์ทำงานเพื่อหรือทำงานให้แก่สำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่สัญญา จ้างสิ้นสุดลง คือนับแต่วันที่เลิกจ้าง เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้วโจทก์ไปทำงานกับบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี จำกัด อันเป็นสำนักงานกฎหมายในกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าว แต่เนื่องจาก ระยะเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน หากให้มีผลนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจะก่อให้เกิดความไม่ เป็นธรรม จึงสมควรกำหนดให้เป็นค่าเสียหายโดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้ให้แก่ จำเลยที่ 1 ต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายเงินเดือนสะสมจำนวน 1,456,072.59 บาท เงินค่าเดินทางจำนวน 160,000 บาท เงินส่วนแบ่งกำไรจำนวน 14,266,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15


ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปและให้เสียเงินเพิ่มตามกฎหมายจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้าง จ่ายจำนวน 850,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 708,333.33 บาท ค่าชดเชย 6,800,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 991,666 บาท ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 เข้าไปใน เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ครบถ้วน และแจ้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการทุนรวมทิสโก้ จำกัด จ่ายเงินกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ พร้อมแสดงรายการนำส่งเงินสมทบของแต่ละฝ่าย อัตราดอกเบี้ยและประโยชน์อื่นที่ได้รับ ให้ จำเลยที่ 1 จัดการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลขทะเบียน ภม.8332 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 157,584.65 บาท อัน เนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ภน.2119 กรุงเทพมหานคร กับบริษัทเมอร์ซิ เดสเบนซ์ลีสซิ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา แทน ให้ชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 44,244,600 บาท กับออกหนังสือรับรองการ ทำงานให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามยอมร่วมกันแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยยอมแถลงข้อความจริง ต่อบุคคลที่สามด้วยวิธีการและข้อความตามฟ้องแล้วโจทก์ยินยอมไม่เรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมาจากจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การ และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ศาลมีคำสั่งให้ โจทก์เลิกทำงานกับสำนักงานกฎหมายที่โจทก์ทำงานอยู่ในขณะนี้ และห้ามโจทก์ไม่ให้ทำงานในสำนักงานกฎหมาย อื่นในกรุงเทพมหานครอีกเป็นเวลา 2 ปี นับแต่ที่ศาลมีคำพิพากษา ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจากการผิดสัญญานับ แต่วันที่โจทก์เข้าทำงานกับสำนักงานอื่นจนถึงวันที่โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาคิดเป็นค่าเสี่ยหายเท่ากับเงินที่โจทก์ ได้รับจากสำนักงานกฎหมายแห่งอื่นที่เข้าทำงานโดยผิดสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ชักชวนพนักงาน ของจำเลยที่ 1 ให้ไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นจำนวน 4,442,514.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 51,119.60 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระ เสร็จ ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับจากลูกความเป็นเงิน 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ส่งคืนบัญชีรายชื่อลูกความ แฟ้ม จดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัทจำเลยที่ 1 และรายงาน ทางการเงินของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างค้างจ่าย 804,667 บาท และเงินสะสมใน บัญชีพิเศษของโจทก์ 1,452,473 บาท กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลข ทะเบียน ภม. 8332 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ และให้ออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ...จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลย ที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สิน ทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิต มลรัฐเคลิฟอร์เนีย หาใช่สาระสำคัญของ สัญญาจ้างงานไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดูมีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษ มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและ บริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะกรรม ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ตามใบสมัครงานโจทก์ระบุชัดเจนว่า โจทก์สมัครงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งลอร์เยอร์ และเป็นเนติบัณทิตจากมล รัฐแคลิฟอร์เนีย จำเลยที่ 1 ประกาศให้พนักงานทราบถึงการรับโจทก์เข้าทำงานระบุคุณสมบัติทางวิชาชีพโจทก์ว่า เป็นเนติบัณฑิตจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย จำเลยที่ 1 ให้ความสำคัญแก่คุณสมบัติทางวิชาชีพของโจทก์ โจทก์ รับผิดชอบงาน 3 ลักษณะ คือการบริหารบังคับบัญชาฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา การหาลูกค้าให้จำเลยที่ 1 และ งานทนายความโดยทำความเห็นให้แก่ลูกความ การเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาต้องเป็นตัวแทน ของจำเลยที่ 1 ในการประชุมกับหน่วยงานอื่นทั้งในและนอกประเทศ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานของ โจทก์ จึงต้องอาศัยคุณสมบัติทางวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ คุณสมบัติทางวิชาชีพจึงเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างระหว่าง โจทก์และจำเลยที่ 1 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 รับ โจทก์เข้ามาทำงานก็เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิต มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพราะความรู้ความสามารถอื่นๆ เพื่อนำไปสู้ปัญหาข้อกฎหมายว่า การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียหรือไม่ เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาจ้าง แรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อันจะทำให้สัญญาจ้างเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรค หนึ่ง แม้ศาลแรงงานกลางจะรับอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือเลิกจ้างชอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้างได้ระบุ เหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ถึง 12 ข้อ ซึ่งพอที่จะทำให้โจทก์เข้าใจได้แล้ว โดยเฉพาะในหนังสือเลิกจ้างข้อ 1 ได้ระบุว่า โจทก์ฝ่าฝืนกฎและมาตรฐานการทำงานของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ พ.ศ.2522 ซึ่งโจทก์ได้อ่าน ยอมรับ และตกลง เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 1 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 13 ข้อ 15 และข้อ 16 โดยในข้อ 7 ของกฎและ มาตรฐานความประพฤติระบุไว้ว่า ห้ามมิให้พนักงานจัดเตรียมหรือยื่นแบบ การให้ถ้อยคำ คำขอหรือเอกสารอื่น ๆ อันเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องแก่สำนักงานซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ประการหนึ่งมาจากการที่จำเลย ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ปกปิดหรือแจ้งคุณวุฒิเกี่ยวกับเนติบัณฑิตอันเป็นเท็จนั่นเอง หนังสือเลิกจ้างจึงระบุเหตุแห่งการเลิก จ้างไว้ตามมาตรา 17วรรคสาม แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิตมล รัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จนั้น เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างเป็น กรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่โจทก์ยื่นใบ สมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์เข้าทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ 1 ยังมิได้เป็นลูกจ้างนายจ้างกัน กฎและมาตรฐานความประพฤติของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีผลบังคับโจทก์ จะถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างกรณีกรอกข้อความในใบสมัคร อันเป็นเท็จไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ทำประวัติข้อมูลการศึกษาและ ประวัติการทำงานของโจทก์โดยระบุว่าโจทก์เป็นสมาชิกเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียตามที่โจทก์ระบุไว้ในใบสมัคร


เป็นเท็จซึ่งโจทก์ตรวจแล้วรับรองว่าถูกต้องนั้น ย่อมเป็นการกระทำผิดข้อบังคับและมาตรฐานความประพฤติของ พนักงาน ข้อ 7 และ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 7 ข้อ 3.7 และข้อ 3.15 การที่โจทก์รับรองประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์ว่าเป็นเนติบัณทิตมลรัฐ แคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จ แม้จะเป็นการผิดหรือฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยก็ตามก็ไม่ใช่กรณีร้ายแรง และ เมื่อศาลแรงงานกลางได้ฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการ ของบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ชักชวนพนักงานหรือลูกความของจำเลยที่ 1 ไปทำงานหรือใช้ บริการสำนักกฎหมายอื่น และฟังไม่ได้ว่าโจทก์นำเอารายชื่อที่อยู่ลูกความ แฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้ม ความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัทจำเลยที่ 1 รายงานทางการเงินของจำเลยที่ 1 ไป ดังนี้ เมื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่าโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 850,000 บาท จำเลย ที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสอง ร้อยสี่สิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) เป็นเงิน 6,800,000 บาท มีปัญหาต้อง วินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้แจ้งคุณวุฒิด้านวิชาชีพอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ 1 ในใบสมัครงานและในการทำงานโจทก์ให้ข้อมูลหรือรับรอง ข้อมูลเกี่ยวกับคุณวุฒิด้านวิชาชีพของโจทก์เป็นเท็จ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ความ น่าเชื่อถือและความไว้วางใจจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่ มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วง ไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 ชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มี สิทธิได้รับค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้มีความผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีแก่โจทก์จำนวน 25 วัน ตามฟ้องคิดเป็นเงิน 708,333.33 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และ จำเลยที่ 1 ที่ห้ามโจทก์ไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1มีผลผูกพันหรือไม่ เห็นว่า ตามใบสมัครงานเอกสารหมาย ล.3 ตอนท้ายมี ข้อความสรุปไว้ว่า "นอกจากนี้ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นใน กรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงานที่ ติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ก็ตาม (ประโยคข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท" โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่ เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า "(The preceding sentence dose not apply to lawyers engaged with the firm.)" คำในวงเล็บคำว่า "lawyers" ท้ายเอกสารหมาย ล.3 นั้น ย่อมหมายถึงทนายความผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้ คำปรึกษาเป็นการเฉพาะรายเท่านั้น โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญาและตำแหน่งสุดท้าย เป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นตำแหน่งที่สามารถล่วงรู้ความลับในทางการค้าและข้อมูล การค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการ ประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ ดังนั้นข้อความท้าย เอกสารหมาย ล.3 จึงมีผลผูกพันไม่ให้โจทก์ทำงานเพื่อหรือทำงานให้แก่สำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานคร


เป็นเวลาไม่น้อยว่า 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง คือนับแต่วันที่เลิกจ้าง เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้วโจทก์ ไปทำงานกับบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี จำกัด อันเป็นสำนักงานกฎหมายในกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการผิด สัญญาข้อดังกล่าวแต่เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน หากให้มีผลนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษา ศาลฎีกาจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม จึงสมควรกำหนดให้เป็นค่าเสียหายโดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณา ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 6,800,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปี 708,333.33 บาท ให้แก่โจทก์ และให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้แก่ จำเลยที่ 1 แทนการที่โจทก์ได้ไปทำงานเพื่อหรือทำงานให้กับสำนักกฎหมายอื่นแล้วพิพากษาคดีในส่วนนี้ใหม่ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นางณณัฏฐ์ ธีราทอง แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549 นางสาวสยุมพร สุจินตัยโจทก์ บริษัทติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, 157, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 118 (4), 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49, 54 วรรค หนึ่ง


จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของ สัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หาใช่สาระสำคัญของสัญญาจ้างงานไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดู มีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษ มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและบริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น สัญญาจ้าง ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะกรรม ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในทำนองว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา จ้างแรงงานของโจทก์ต้องอาศัยคุณสมบัติทางวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ คุณสมบัติทางวิชาชีพจึงเป็นสาระสำคัญของ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถือเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้า มาทำงานก็เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพราะความรู้ความสามารถอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่ ปัญหาข้อกฎหมายว่า การเป็นเนติบัณฑิต มลรัฐแคลิฟอร์เนียหรือไม่ เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาจ้างแรงงานระหว่าง โจทก์และจำเลยที่ 1 อันจะทำให้สัญญาจ้างเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ตามหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ถึง 12 ข้อ ซึ่งพอที่จะทำให้โจทก์เข้าใจได้แล้ว โดยเฉพาะในข้อ 1 ได้ระบุไว้ว่า โจทก์ฝ่าฝืนกฎและมาตรฐานการทำงานของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ พ.ศ.2522 ซึ่ง โจทก์ได้อ่าน ยอมรับและตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 1 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 13 ข้อ 15 และข้อ 16 โดยในข้อ 7 ของกฎและมาตรฐานความประพฤติ ระบุไว้ว่าห้ามมิให้พนักงานจัดเตรียมหรือยื่นแบบการให้ ถ้อยคำ คำขอหรือเอกสารอื่น ๆ อันเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องแก่สำนักงาน ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ ประการหนึ่งมาจากการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์ปกปิดหรือแจ้งคุณวุฒิเกี่ยวกับเนติบัณฑิตอันเป็นเท็จนั่นเอง หนังสือเลิกจ้างดังกล่าวจึงระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ตามมาตรา 17วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ แล้ว และการที่โจทก์สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยโลโยลา จำเลยที่ 2 ที่ 3 รู้จักโจทก์ มาก่อน จำเลยที่ 3 เคยชักชวนโจทก์แต่แรกแล้วให้มาร่วมทำงานกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่โจทก์เข้ารับตำแหน่ง หัวหน้าแผนกทรัพย์สินทางปัญญา โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่เคยขอดูใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากโจทก์เลย ดังนี้ การที่โจทก์รับรองประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์ว่า เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย อัน เป็นเท็จ แม้จะเป็นการผิดหรือฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยก็ตามก็ไม่ใช่เป็นกรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) และเมื่อศาลแรงงานกลางได้ฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ ชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการของบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี่ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ชักชวนพนักงาน หรือลูกความของจำเลยที่ 1 ไปทำงานหรือใช้บริการสำนักกฎหมายอื่น และฟังไม่ได้ว่าโจทก์นำเอารายชื่อที่อยู่ ลูกความ แฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัท จำเลยที่ 1 รายงานทางการเงินของจำเลยที่ 1 ไป ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิด จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่าย ค่าชดเชยแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 (4) โจทก์แจ้งคุณสมบัติด้านวิชาชีพอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ 1 ในใบสมัครงาน และในการทำงานโจทก์ ให้ข้อมูลหรือรับรองข้อมูลเกี่ยวกับคุณวุฒิด้านวิชาชีพของโจทก์เป็นเท็จ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับ ความเสียหาย ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติ หน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 ชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า


แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้มี ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี แก่โจทก์ตามฟ้อง ตามใบสมัครงานตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า "นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือ ทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงาน ที่ ติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยคข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับ บริษัท)" โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า "(The preceding sentence dose not apply to lawyers engaged with the firm.)" คำในวงเล็บคำว่า "lawyers" นั้น ย่อมหมายถึง ทนายความผู้ทำ หน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะเท่านั้น โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญา และตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นตำแหน่งที่สามารถล่วงรู้ความลับในทาง การค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของ คู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้ว โจทก์ไปทำงานกับบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี จำกัด อันเป็นสำนักงาน กฎหมายในกรุงเทพมหานครจึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างห้างหุ้นส่วนสามัญนิติ บุคคลติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ จำเลยที่ 1 ได้ซื้อกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ และรับโอน โจทก์และลูกจ้างอื่นมาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นและเป็น กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 และมีอำนาจหน้าที่ ด้านการเงิน บัญชีและพนักงาน โจทก์เข้าเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ตั้งแต่ วันที่ 2 มกราคม 2537 ตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญา ปี 2538 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองผู้อำนวยการฝ่าย งานทรัพย์สินทางปัญญา ตำแหน่งสุดท้ายได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับค่าจ้าง อัตราสุดท้ายเดือนละ 850,000 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ในการทำงานโจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อน ประจำปี ปีละ 30 วัน ทำงานโดยได้รับค่าจ้าง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้สัญญากับโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิจะ ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากรายได้ของจำเลยที่ 1 ของปี 2543 เป็นเงินจำนวน 10,700,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตาม กฎหมาย โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันออกหนังสือเวียน ด้วยการสำเนาหนังสือเลิกจ้างให้พนักงานในบริษัท จำเลยที่ 1 ได้อ่าน ซึ่งข้อความในหนังสือเลิกจ้างนั้นล้วนไม่เป็นความจริง จึงเป็นการไขข่าวที่ไม่เป็นความจริงให้ แพร่หลายโดยเอกสารสิ่งพิมพ์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยทั้งสาม เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสามต้อง ชดใช้เงินแก่โจทก์ ดังนี้ เงินเดือนสะสมที่ตั้งอยู่ในบัญชีค้างจ่ายที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันว่ายังไม่ต้องจ่ายแก่ โจทก์และให้จ่ายเมื่อโจทก์มีคำสั่ง ซึ่งในวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างมีเงินอยู่ในบัญชีจำนวน 1,456,072.59 บาท เงินเดือน ที่จำเลยที่ 1 ปรับให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นมา เดือนละ 170,000 บาท ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม


2544 เป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 850,000 บาท ค่าเดินทางไปและกลับระหว่างประเทศไทยกับประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อการไปเยี่ยมบ้านที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลติล ลิกี แอนด์ กิบบินส์ ปีเว้นปี เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการโอนกิจการจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลดังกล่าว โจทก์มี สิทธิและผลประโยชน์เหมือนเดิม จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเดินทางดังกล่าวสำหรับปี 2542 และปี 2544 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 160,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 25 วัน เป็นเงิน 708,333.33 บาท ในระหว่างการทำงานจำเลยที่ 1 หักค่าจ้างโจทก์ในอัตราร้อยละ 3 รวมกับส่วนของจำเลยที่ 1 ในอัตรา เดียวกัน นำส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด เป็นผู้บริหาร เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์มีสิทธิได้รับไม่น้อย กว่า 1,238,252.66 บาท แต่จำเลยเพิกเฉย ภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ได้จัดส่งเช็คจ่ายเงินสมทบเฉพาะส่วนของโจทก์คืนให้แก่โจทก์แล้ว แต่หาได้จ่ายส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่ ในการ ทำงานโจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลขทะเบียน ภม 8332 กรุงเทพมหานคร โดยซื้อด้วยเงินของโจทก์ และโจทก์ได้ทำการเช่าซื้อรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อเมอร์ซิเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ภน 2119 กรุงเทพมหานคร โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญา รถยนต์ทั้งสองคันอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาโดยตลอด ภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 เจ้าหน้าที่บริษัทเมอร์ซิเดสเบนซ์ลีสซิ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ยึดรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวไปจากโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยไม่แจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ เช่าซื้อที่แท้จริงทราบ ทำให้โจทก์ต้องไปเจรจากับบริษัทดังกล่าว เพื่อทำการแก้ไขสัญญาและส่งมอบรถคืน โจทก์ เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการดำเนินการเป็นเงิน 157,854.65 บาท ส่วนแบ่งกำไรจากการประกอบการของ จำเลยที่ 1 ทั้งในและต่างประเทศในปี 2543 ตามที่จำเลยทั้งสามตกลงกับโจทก์ 10,700,000 บาท และเมื่อนับถึง วันที่เลิกจ้างโจทก์ โจทก์มีสิทธิจะได้รับส่วนแบ่งกำไรช่วง 4 เดือนแรกของปี 2544 ซึ่งขอเทียบกับผลกำไรในปี 2543 เฉลี่ยแล้ว 4 เดือนแรกของปี 2544 โจทก์มีสิทธิจะได้รับผลส่วนแบ่งผลกำไรไม่น้อยกว่า 3,566,666 บาท รวมเป็น เงิน 14,266,666 บาท และเนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม ซึ่งได้ไขข่าวการเลิกจ้างไปยังบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันออกหนังสือประกาศแจ้งต่อพนักงานในบริษัท จำเลยที่ 1 ออกหนังสือเวียนถึงลูกความของจำเลยที่ 1 ทุกรายที่เกี่ยวกับงานทรัพย์สินทางปัญญา ลงประกาศโฆษณาใน หนังสือพิมพ์ภาษาไทยและหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ให้มีข้อความทำนองว่า จำเลยทั้งสามขอยกเลิกหนังสือเลิก จ้างโจทก์ ฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เนื่องจากไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดใดดังที่กล่าวอ้างใน หนังสือเลิกจ้างและให้ถือว่าเป็นการอนุมัติให้โจทก์ลาออกตามความประสงค์ได้นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสามปฏิเสธที่จะออกหนังสือดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดจ่ายค่าชดเชย เนื่องจากเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์มีอายุงานเกินกว่า 6 ปี แต่ยังไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 8 เดือน เป็นเงิน 6,800,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35 วัน เป็น เงิน 991,666 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยโจทก์ต้องเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สูญเสียอำนาจ ในการต่อรองในการหางานใหม่ความไม่ต่อเนื่องในการทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสที่โจทก์มีอยู่ก่อนการกระทำของ จำเลยทั้งสาม ซึ่งโจทก์เห็นว่าต้องใช้เวลาในการทำงานอีกไม่น้อยกว่า 3 ปี ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 44,244,600 บาท ค่าเสียหายจากการละเมิดโดยการไขข่าวแพร่หลายต่อบุคคลภายนอกทำให้โจทก์รับความเสียหายเป็นเงิน 73,741,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายเงินเดือนสะสมจำนวน 1,456,072.59 บาท เงินค่าเดินทางจำนวน 160,000 บาท เงินส่วนแบ่งกำไรจำนวน 14,266,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไป และให้เสียเงินเพิ่มตามกฎหมายจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 850,000


บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 708,333.33 บาท ค่าชดเชย 6,800,000 บาท สินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า 991,666 บาท ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 เข้าไปในเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ครบถ้วน และแจ้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ พร้อมแสดงรายการนำส่งเงินสมทบของแต่ละฝ่าย อัตราดอกเบี้ยและประโยชน์อื่นที่ได้รับ ให้จำเลยที่ 1 จัดการโอน กรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลขทะเบียน ภม 8332 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ และให้จำเลย ทั้งสามร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 157,584.65 บาท อันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ภน 2119 กรุงเทพมหานคร กับบริษัทเมอร์ซิเดสเบนซ์ลีสซิ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้ชำระค่าเสียหายอัน เนื่องมาจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 44,244,600 บาท กับออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ หาก จำเลยทั้งสามยอมร่วมกันแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยยอมแถลงข้อความจริงต่อบุคคลที่สามด้วย วิธีการและข้อความตามฟ้องแล้วโจทก์ยินยอมไม่เรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การ และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การว่าคำฟ้องของโจทก์ใน ส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 โอนรถยนต์ตู้และชำระค่าเสียหายกรณีสัญญาเช่าซ้อรถยนต์เก๋ง ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินส่วนแบ่ง กำไรจากการประกอบการของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาในที่ทำการบริษัทจำเลย ที่ 1 และในหน้าหนังสือพิมพ์ กับมีหนังสือไปยังลูกความของจำเลยที่ 1 ข้อความว่า เหตุตามหนังสือเลิกจ้างลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 ไม่เป็นความจริง และที่เรียกให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 73,741,000 บาท อ้าง ว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดโดยการไขข่าวแพร่หลายนั้นเป็นคำฟ้องที่ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่อยู่ใน อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะกรรม จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติอันเป็นสาระสำคัญ ด้วยโจทก์ได้แสดงข้อความที่ เกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษาและคุณสมบัติเฉพาะในทางวิชาชีพเป็นเท็จ ทำให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อ หากจำเลยทราบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นทนายความ จำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์อัน ถือได้ว่าเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว หากศาลฟังว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เป็นนิติ กรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติอันเป็นสาระสำคัญของโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอต่อสู้ว่าจำเลย ที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดอย่างร้ายแรงและกระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต คือ โจทก์กระทำผิดข้อบังคับและมาตรฐานความประพฤติข้อที่ 1 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ 7 ข้อ 3 โดยประกอบธุรกิจแข่งขันกับจำเลยที่ 1 ในขณะที่เป็น ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้แจ้งข้อความที่เกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษาและคุณสมบัติเฉพาะในทางวิชาชีพเป็นเท็จ ในใบสมัครงานและเอกสารอื่น ๆ ที่เสนอให้จำเลยที่ 1 โจทก์ได้ทำการชักชวนพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้ลาออก จากการเป็นพนักงาน และออกไปทำงานในที่แห่งอื่นซึ่งมีสภาพการประกอบธุรกิจในรูปแบบเดียวกับจำเลยที่ 1 โจทก์เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกความและพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นที่ประกอบธุรกิจรูปแบบเดียวกับ จำเลยที่ 1 ได้ทราบ โจทก์ได้ทำการทุจริตเอาไปซึ่งแบบฟอร์มทางกฎหมาย แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย แบบฟอร์ม จดหมายติดต่อกับลูกความ รายชื่อและที่อยู่ของลูกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ กระทำการดังกล่าวในขณะที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา


ซึ่งเป็นตำแหน่งงานระดับบังคับบัญชา การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรงและไม่สมควรแก่ การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องสุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงปรับเงินเดือนให้โจทก์อีกเดือนละ 170,000 บาท ไม่เคยตกลงให้ โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ในการเบิกค่าเดินทาง ไม่เคยตกลงให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 30 วัน และโดยที่ จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายเงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์สำหรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ได้รับไปจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ครบถ้วนแล้ว และคำขอของโจทก์ข้อนี้ เป็นการ ฟ้องบังคับบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสองคันเพื่อโจทก์ตามที่โจทก์อ้าง ไม่ เคยตกลงแบ่งกำไรให้โจทก์ ไม่เคยกระทำละเมิดตามที่โจทก์อ้างจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและบรรดาเงินที่โจทก์เรียกร้อง และไม่ต้องดำเนินการ ประกาศโฆษณาข้อความตามที่โจทก์ฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แล้ว โจทก์จึง ไม่มีสิทธิได้รับหนังสือรับรองการทำงานจากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง และขอฟ้องแย้ง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้บอก ล้างสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แล้ว จึงขอเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์เข้าทำงานจนถึงวันที่ สัญญาจ้างแรงงานถูกบอกล้างมีค่าจ้างและโบนัสจำนวน 34,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งโจทก์ไปอบรมทั้งใน และต่างประเทศจำนวน 503,134.18 บาท ค่ารับรองลูกความและค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์เบิกไปจำนวน 10,101,646.21 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 44,604,780.39 บาท หากศาลฟังว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และ จำเลยไม่เป็นโมฆียะกรรม ตามสัญญาจ้างมีข้อตกลงห้ามลูกจ้างที่ไม่เป็นทนายความไปทำงานกับสำนักงานกฎหมาย อื่นเฉพาะที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี หลังจากที่ลูกจ้างคนนั้นพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้ว ปรากฏว่าโจทก์ผิดสัญญาโดยเมื่อพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้วได้เข้าทำงานในสำนักงาน กฎหมายแห่งอื่นที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครก่อนระยะเวลา 2 ปี หลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ชักชวนพนักงานของจำเลยที่ 1 จำนวนหลายคนให้ออกไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย โดยเสียค่าใช้จ่ายในการรับสมัครคัดเลือก ฝึกอบรมพนักงานใหม่คิดเป็นค่าเสียหาย 4,442,514.81 บาท การที่โจทก์ชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ให้เลิกใช้บริการของจำเลยที่ 1 ทำให้มีลูกความของ จำเลยที่ 1 เลิกใช้บริการจำนวน 13 ราย จำเลยที่ 1 จึงสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับ โดยลูกความแต่ละรายจ่าย ค่าบริการให้จำเลยที่ 1 เดือนละประมาณ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ลูกความแต่ละรายเลิกใช้บริการเป็นเงิน 60,000,000 บาท ขอให้โจทก์ชำระเงินที่ได้รับไปจากจำเลย ที่ 1 ตามสัญญาจ้างที่เป็นโมฆียะกรรมที่ถูกบอกล้างจำนวน 44,604,780.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาจ้างแรงงานจนกว่าจะชำระเสร็จ หากศาล พิพากษาว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เป็นโมฆียกรรม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เลิกทำงาน กับสำนักงานกฎหมายที่โจทก์ทำงานอยู่ในขณะนี้ และห้ามโจทก์ไม่ให้ทำงานในสำนักงานกฎหมายอื่นใน กรุงเทพมหานครอีกเป็นเวลา 2 ปี นับแต่ที่ศาลมีคำพิพากษา ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจากการผิดสัญญานับแต่วันที่ โจทก์เข้าทำงานกับสำนักงานอื่นจนถึงวันที่โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาคิดเป็นค่าเสียหายเท่ากับเงินที่โจทก์ได้รับ จากสำนักงานกฎหมายแห่งอื่นที่เข้าทำงานโดยผิดสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ชักชวนพนักงานของ จำเลยที่ 1 ให้ไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นจำนวน 4,442,514.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 51,119.60 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระ เสร็จ ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับจากลูกความเป็นเงิน 60,000,000 บาท


พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ส่งคืนบัญชีรายชื่อลูกความ แฟ้ม จดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัทจำเลยที่ 1 และรายงาน ทางการเงินของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยบอกล้างสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ ทั้งสัญญา ดังกล่าวก็หาได้เป็นโมฆียะตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างไม่ ตามหนังสือเลิกจ้างลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 ก็ไม่มี ข้อความใดระบุเกี่ยวกับการบอกล้างสัญญาหรืออ้างเหตุการเลิกจ้างอันเนื่องมาจากสัญญาจ้างเป็นโมฆียะตามที่ จำเลยที่ 1 อ้าง จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องเงินจำนวน 44,604,780.39 บาท จากโจทก์และไม่อาจเรียกเงินเดือน ผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการทำงานค่าใช้จ่ายและค่ารับรองลูกความเป็นการจ่ายไปในการ ทำงานเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้คืนที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่ามีข้อตกลงห้ามโจทก์ ทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นเป็นเวลา 2 ปีนั้น ไม่เป็นความจริง ทั้งการกำหนดข้อห้ามดังกล่าว เป็นการขัดต่อ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 50 ไม่อาจใช้บังคับได้ ค่าเสียหายจำนวน 1,500,000 บาท นั้น เป็นตัวเลขที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาลอย ๆ โจทก์ไม่ได้ทำความเสียหายใดให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคย ชักชวนพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้ออกไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่น ค่าเสียหายในส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ เป็นความจริง โจทก์ไม่เคยชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ให้เลิกใช้บริการของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยนำเอาบัญชี รายชื่อและที่อยู่ลูกความ แฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์ม รวมทั้ง รายงานทางการเงินของจำเลยที่ 1 ไป บรรดาเอกสารที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 มีถึงโจทก์ ถือเป็นเอกสารของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ได้ การแสดงความเห็นทางกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างค้างจ่าย 804,667 บาท และเงินสะสมใน บัญชีพิเศษของโจทก์ 1,452,473 บาท กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลข ทะเบียน ภม 8332 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ และให้ออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในใบสมัคร งานเอกสารหมาย ล. 3 ข้อประวัติการศึกษาโจทก์ระบุว่า จบปริญญาเอกวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยโลโยลาแมรี่ เมาท์ ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย แม้โจทก์จะกรอกข้อความในข้อที่ให้ระบุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพว่า เป็นเนติ บัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี 2529 ก็ตาม แต่จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ความว่า จำเลยที่ 3 รู้จัก กับโจทก์มาก่อน จำเลยที่ 3 เคยชักชวนโจทก์มาทำงานด้วย แต่ขณะนั้นโจทก์ต้องติดตามสามีไปต่างประเทศ ต่อมา ปี 2536 เมื่อโจทก์เดินทางกลับประเทศไทย โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงได้เจรจากันอีกครั้ง ในที่สุดห้างหุ้นส่วนสามัญ นิติบุคคลติลลิกี แอนด์กิบบินส์ ได้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2537 ตำแหน่งหัวหน้าแผนก ทรัพย์สินทางปัญญา และตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่


Click to View FlipBook Version