The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tan, แทน Jomkratok,จอมกระโทก, 2023-07-23 04:09:08

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ1247/2556 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17582/2557 นางสาววิริยา จริยเศรษฐวงศ์โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 67, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 องค์การค้าของคุรุสภาโอนมาเป็นองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 โดยพนักงานยังคงได้รับเงินเดือนจากองค์การค้าของคุรุสภาไม่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน เมื่อ พ.ร.บ.สภาครูและ บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ไม่ได้บัญญัติยกเว้นการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับแก่ กิจการของจำเลยที่ 1 ทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไม่ให้นำมาใช้บังคับแก่หน่วยงาน อื่นใดของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้น จึงใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การ ค้าของคุรุสภาได้ ตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 กำหนดให้การสั่งซื้อ สินค้าตามใบสั่งหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 10 ล้านบาท ลงมา ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ แต่หากเกิน กว่า 10 ล้านบาท ขึ้นไปถึง 20 ล้านบาท ให้ประธานกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ โจทก์ทำงานด้าน จัดซื้อมา 10 ปีเศษ การที่โจทก์เสนอให้แบ่งการจัดซื้อออกเป็นงวด ๆ เพื่อให้แต่ละงวดมีวงเงินไม่เกินอำนาจของ ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา จนในที่สุดมีการอนุมัติตามที่โจทก์เสนอแนะ เป็นกรณีที่โจทก์มีเจตนาเสนอให้มี การหลีกเลี่ยงระเบียบคำสั่งเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้เพื่อป้องกันความเสียหายด้านการเงิน ทั้งการ กระทำของโจทก์เปิดช่องให้มีการทุจริตในการจัดซื้อได้โดยง่ายจึงเป็นการกระทำผิดวินัยเป็นกรณีที่ร้ายแรง โจทก์ไม่ มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง ___________________________


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 18,464,636.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 16,010,434 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 1,050,000 บาท ค่าชดเชย 383,400 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 26,838 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 21,726 บาท และ เงินบำเหน็จ 690,120 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหาย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า และเงินบำเหน็จ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า คุรุสภาจัดตั้งขึ้นมี ฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 ในมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 7 บัญญัติให้มีคุรุสภา และมาตรา 67 บัญญัติให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ บุคลากรทางการศึกษา (จำเลยที่ 1) โดยให้คุรุสภาและจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 5 (3) บัญญัติให้คุรุสภามีรายได้จากผลประโยชน์จากการจัดตั้ง องค์การจัดหาผลประโยชน์ของคุรุสภาและตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ข้อ 1 ระบุว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาก็เพื่อจัดหาผลประโยชน์ให้แก่คุรุสภา หมายความว่า คุรุสภาเป็นผู้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นเองเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้แก่คุรุสภา ไม่ใช่การจัดตั้งโดยตราเป็นพระ ราชกฤษฎีกา องค์การค้าของคุรุสภาจึงไม่ใช่องค์การที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของ รัฐบาล พ.ศ.2496 ตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 บัญญัติให้คุรุสภาผู้เป็นเจ้าขององค์การค้าของคุรุ สภาเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 6 บัญญัติให้คุรุสภามีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นแก่ กระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการจัดการศึกษาโดยทั่วไป รวมทั้งการปกครองดูแลและคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบ วิชาชีพครูโดยเฉพาะ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลหรือดำเนินการใด ๆ แก่ประชาชนทั่วไป เมื่อพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 บังคับใช้ มาตรา 26 ก็ไม่ได้บัญญัติให้คุรุสภาเป็นส่วนราชการของ กระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 3 และตามหมวด 18 ที่ว่าด้วยกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้บัญญัติให้คุรุสภาเป็นส่วนราชการของ


กระทรวงศึกษาธิการเช่นกัน ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า การที่องค์การค้าของคุรุสภาโอนมา เป็นองค์การค้าของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 พนักงานยังคง ได้รับเงินเดือนจากองค์การค้าของคุรุสภา ไม่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน เมื่อพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ.2546 ไม่ได้บัญญัติยกเว้นการนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับแก่ กิจการของจำเลยที่ 1 ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไม่ให้นำมาใช้บังคับแก่ หน่วยงานอื่นใดของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะในลักษณะของจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว จำเลยที่ 1 จึงอยู่ภายใต้ บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 รวมทั้งโจทก์ด้วย ดังนั้น จึงใช้พระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาได้ อุทธรณ์ของ จำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า การกระทำของโจทก์ในกรณีขอ อนุมัติซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาเป็นการทำผิดวินัยหรือไม่ เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็น ว่า ประวัติย่อของโจทก์ ปี 2531 ทำหน้าที่หัวหน้าหมวดซื้อวัสดุ 2 ปี 2536 โจทก์เป็นหัวหน้าหน่วยบริหารงาน จัดซื้อจัดหากลาง วันที่ 9 มีนาคม 2541 โจทก์เป็นหัวหน้าส่วนจัดซื้อและทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าหน่วย บริหารงานจัดซื้อจัดหากลางจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 รวมเป็นเวลาที่โจทก์ทำงานด้านจัดซื้อถึง 20 ปีเศษ จากนั้นโจทก์จึงดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ต่อมาจึงรักษาการหัวหน้าฝ่ายวางแผน การตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในวันที่ 2 ตุลาคม 2543 จนดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายวางแผนการตลาดและ พัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2543 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุคดีนี้ ในระหว่าง ที่โจทก์ทำงานด้านจัดซื้ออยู่นั้น ปรากฏว่าวันที่ 21 มิถุนายน 2542 คุรุสภาทำสัญญาการเป็นผู้จัดจำหน่ายกับบริษัท ต้นอ้อ 1999 จำกัด วันที่ 30 มิถุนายน 2542 องค์การค้าของคุรุสภาออกคำสั่ง ที่ 182/2541 - 42 เรื่อง ปรับปรุง โครงสร้าง ตั้งหน่วยงาน แต่งตั้งและโอนสังกัดเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาในภาคการค้า หลังจากโจทก์ดำรง ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวางแผนการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว วันที่ 24 เมษายน 2544 บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ทำใบเสนอราคาสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาประกอบด้วยชุดกีฬากรีฑาฯ รวม 12 รายการ จำนวน รายการละ 1,500 ชุด วันที่ 30 เมษายน 2544 บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ทำใบเสนอราคาสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือ คู่มือชุดกีฬา 12 รายการ จำนวนรายการละ 1,500 ชุด ซึ่งเป็นรายการและจำนวนเดียวกับใบเสนอราคาลงวันที่ 24 เมษายน 2544 วันที่ 9 พฤษภาคม 2544 บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือ ชุดกีฬา 16 รายการ รายการละ 3,000 ชุด ในจำนวนที่สั่งซื้อมี 12 รายการ ที่ตรงตามใบเสนอราคาของบริษัทต้น อ้อ 1999 จำกัด วันที่ 11 พฤษภาคม 2544 โจทก์ในฐานะหัวหน้าฝ่ายวางแผนการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำ บันทึกถึงผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาว่า บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือ คู่มือชุดกีฬา 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด ซึ่งระบุรายการตรงกับใบเสนอราคาลงวันที่ 24, 30 เมษายน 2544 ของบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด โดยโจทก์เสนอต่อผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาให้ "พิจารณา 1. อนุมัติจัดซื้อ 12 รายการ เป็นเงิน 17,100,000 บาท 2. หากอนุมัติตาม 1. เห็นควรมอบ ฝช. (ฝ่ายจัดซื้อ) ดำเนินการจัดซื้อทยอย ส่งคลัง 2 (ส่วนคลังสินค้า 2) 2 งวด ๆ ละ 1,500 ชุด (12 รายการ)" ส่วนรายการตามหนังสือสั่งซื้อชุดกีฬาเซปัก ตะกร้อฯ รวม 4 รายการ รายการละ 3,000 ชุด ไม่มีการกล่าวถึงและไม่มีการดำเนินการใด ๆ อีกเลย การที่คุรุสภา (องค์การค้าของคุรุสภา) ทำสัญญาเป็นผู้จัดจำหน่ายกับบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด โดยระบุรายการสินค้าของบริษัท ต้นอ้อ 1999 จำกัด ที่องค์การค้าของคุรุสภาต้องซื้อนำไปจัดจำหน่ายไว้ตามเอกสารผนวกซึ่งครอบคลุมถึงสื่อวีดิ


ทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาทั้ง 16 รายการ ที่บริษัทศูนย์ศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อจากองค์การค้าของคุรุสภา ด้วย แต่ปรากฏตามสัญญาข้อ 4 ว่า องค์การค้าของคุรุสภาจะซื้อสินค้าตามเอกสารผนวกไม่ต่ำกว่า 5,000 ชิ้นหรือ เล่ม ต่อสินค้า 1 รายการ ที่ตกลงซื้อขายกัน โดยต้องทยอยซื้อให้ครบ 5,000 ชิ้นหรือเล่ม ดังกล่าวภายใน 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันสั่งซื้อครั้งแรก หมายความว่าองค์การค้าของคุรุสภาต้องสั่งซื้อสินค้าก่อนแล้วจึงต้องสั่งซื้อสินค้า รายการเดียวกันนี้ให้ครบ 5,000 ชิ้นหรือเล่ม ภายใน 90 วัน นับแต่วันสั่งซื้อครั้งแรก สำหรับสื่อวีดิทัศน์พร้อม หนังสือคู่มือชุดกีฬานั้น องค์การค้าของคุรุสภาไม่ได้สั่งซื้อมาก่อน จึงไม่อยู่ในข้อสัญญาที่ต้องสั่งซื้อภายใน 90 วัน การสั่งซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาตามบันทึกของโจทก์ไม่ใช่กรณีที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนตาม สัญญาฉบับนี้ ตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ข้อ 10 ก. ในการสั่งซื้อสินค้า ตามใบสั่งหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 10,000,000 บาท ลงมา ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ ข. เกินกว่า 10,000,000 บาท ขึ้นไปถึง 20,000,000 บาท ให้ประธานกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ ดังนั้น ราคา สั่งซื้อสินค้าสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬา 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด จากบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด เพื่อมาขายให้บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด ด้วยใบสั่งซื้อเพียงฉบับเดียวเป็นเงิน 17,100,000 บาท จึงเกิน อำนาจสั่งซื้อของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา ที่โจทก์เสนอให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาพิจารณา อนุมัติซื้อนั้น ตามคำสั่งองค์การค้าของคุรุสภาที่ 11/2538 - 39 เรื่อง หลักเกณฑ์มอบอำนาจการซื้อสินค้าและวัสดุ หรืออุปกรณ์ ข้อ 1. การขออนุมัติจัดซื้อหมายความถึงการขออนุมัติซื้อในจำนวนของสิ่งของ ข้อ 2. การจัดซื้อ หมายถึงวงเงินการจัดซื้อครั้งละโดยจัดซื้อจากผู้จำหน่ายรายเดียวกันและในวันเดียวกัน ข้อเสนอของโจทก์ตาม บันทึกลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาพิจารณาอนุมัติซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อม หนังสือคู่มือชุดกีฬา 12 รายการ เป็นการดำเนินการตามคำสั่งองค์การค้าของคุรุสภาที่ 11/2538 - 39 ข้อ 1. แต่ ข้อเสนอที่ให้ดำเนินการจัดซื้อเป็น 2 งวด งวดละ 12 รายการ รายการละ 1,500 ชุด เป็นการเสนอให้มีการ หลีกเลี่ยงความหมายของคำว่า "การจัดซื้อ" ตามข้อ 2. ที่เป็นวงเงินจัดซื้อแต่ละครั้งจากบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ผู้ จำหน่ายเพียงรายเดียวและในวันเดียวกัน ซึ่งจำนวนเงินที่จัดซื้อในครั้งเดียวถูกจำกัดวงเงินซื้อสินค้าของ ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาไม่ให้เกิน 10,000,000 บาท ปรากฏตามคำนำในเอกสารว่า องค์การค้าของคุรุ สภาจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 สำหรับเป็นคู่มือในการจัดซื้อจัดจ้าง หมายความ ว่า องค์การค้าของคุรุสภาใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งในข้อ 22 วรรคสอง ระบุว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จัดซื้อหรือจัดจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่ กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำมิได้" บันทึกของโจทก์ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ระบุชัดแจ้งว่า การจัดซื้อครั้งนี้เป็นสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬา 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด เป็นราคา 17,100,000 บาท ซึ่งเกินอำนาจซื้อของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา ทั้งที่บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ส่งใบเสนอราคามาแล้ว 2 ฉบับ ฉบับละ 12 รายการ รายการละ 1,500 ชุด รวมเป็นจำนวน 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด หมายความว่า บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด มีสินค้าพร้อมส่งให้องค์การค้าของคุรุสภา ครบถ้วน ตามจำนวนที่บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อ แต่โจทก์เสนอให้แบ่งการจัดซื้อออกเป็น 2 งวด โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นใด มีผลทำให้การชำระราคาสินค้า 17,100,000 บาท ถูกแบ่งออกเป็น 2 งวด ด้วย แต่ละงวดเป็นเงิน 8,550,000 บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจซื้อของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา แสดงว่า โจทก์เจตนาเสนอให้มีการหลีกเลี่ยงระเบียบของคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ข้อ 10 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 22 วรรคสอง พฤติการณ์ทั้งหมดตั้งแต่บริษัทต้น อ้อ 1999 จำกัด ทำใบเสนอราคาลงวันที่ 24, 30 เมษายน 2544 ส่งมายังองค์การค้าของคุรุสภาตั้งแต่ยังไม่มีใบสั่ง


ซื้อสินค้าจากลูกค้าขององค์การค้าของคุรุสภา โดยแต่ละฉบับมี 12 รายการ รายการละ 1,500 บาท เป็นราคา สินค้าฉบับละ 8,550,000 บาท วันที่ 18 พฤษภาคม 2544 บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด มีหนังสือสั่งซื้อ สินค้า 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด กับอีก 4 รายการ รายการละ 3,000 ชุด มายังองค์การค้าของคุรุสภา วันที่ 11 พฤษภาคม 2544 โจทก์ทำบันทึกถึงผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเสนอให้อนุมัติจัดซื้อสินค้า 12 รายการ ที่ตรงกับใบเสนอราคาของบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด รายการละ 3,000 ชุด ตรงกับจำนวนที่บริษัทศูนย์ การศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อ แต่โจทก์เสนอให้แบ่งการจัดซื้อเป็น 2 งวด งวดละ 12 รายการ รายการละ 1,500 ชุด ซึ่งเท่ากับราคาสินค้างวดละ 8,550,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจซื้อสินค้าของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุ สภา จนในที่สุดผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาสั่งอนุมัติตามที่โจทก์เสนอแนะและฝ่ายจัดซื้อผู้มีหน้าที่จัดซื้อ สินค้าเพื่อจำหน่าย ก็จัดซื้อสินค้าเป็น 2 งวด ตามที่โจทก์เสนอแนะตามใบสั่งซื้อของคุรุสภา (องค์การค้าของคุรุสภา) ส่วนรายการตามหนังสือสั่งซื้ออีก 4 รายการ รายการละ 3,000 ชุด ซึ่งอยู่ในเอกสารผนวกที่องค์การค้าของคุรุสภา ต้องซื้อจากบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ด้วย โจทก์ไม่ได้ดำเนินการเลยโดยไม่มีเหตุผลว่า เหตุใดจึงไม่จัดซื้อมาเพื่อขาย ให้เป็นรายได้ขององค์การค้าของคุรุสภา การกระทำทั้งหมดเป็นการดำเนินการเป็นขบวนการ มีการส่งต่อการ ดำเนินการเป็นทอด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์เป็นผู้ทำงานด้านจัดซื้อเป็นเวลา 10 ปีเศษ ก่อนมีการเสนอให้จัดซื้อ สื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาในครั้งนี้ ระเบียบคำสั่งขององค์การค้าของคุรุสภาที่ใช้มาตั้งแต่ที่โจทก์ทำงาน จัดซื้อก็ยังคงใช้บังคับอยู่ โจทก์อ้างไม่ได้ว่าไม่รู้ระเบียบคำสั่งนั้น โจทก์เจตนาเสนอให้มีการหลีกเลี่ยงระเบียบคำสั่ง เกี่ยวกับการเงินที่จำกัดอำนาจของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาไว้ อันเป็นระเบียบที่ใช้เพื่อ ป้องกันความ เสียหายด้านการเงินขององค์การค้าของคุรุสภา ให้การจัดซื้อสินค้าที่มีราคาตามใบสั่งแต่ละฉบับที่เกิน 10,000,000 บาท ต้องได้รับการกลั่นกรองจากผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นไปตามลำดับ การกระทำ ของโจทก์เป็นการเสนอแนะให้มีการสั่งซื้อโดยฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการเงิน ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต เจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการเงินโดยเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากถึง 17,100,000 บาท เปิดช่องให้มีการทุจริตในการจัดซื้อได้ง่าย เป็นการกระทำผิดวินัยเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของ คุรุสภาตามระเบียบองค์การค้าของคุรุสภาว่าด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2518 ข้อ 30 (2) (5) อันเป็นกรณีร้ายแรง ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของโจทก์ในกรณีซื้อหนังสือ 171 รายการ จาก บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด เป็นการทำผิดวินัยหรือไม่ เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และคำฟ้องในส่วนค่าเสียหายเคลือบ คลุมหรือไม่ ตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานกลาง - นายสละ เทศรำพรรณ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ5268/2549 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2556 นายบุญรักษ์ ตั้งศรีตระกูลโจทก์ บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17 วรรค สอง (เดิม), 118 จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าที่พักให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเมื่อโจทก์ต้อง ไปทำงานในต่างจังหวัด หากโจทก์กลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายให้ แสดงว่าจำเลยที่ 1 จ่ายเงินทั้งสองประเภทให้แก่โจทก์เป็นสวัสดิการ ไม่ใช่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับ ระยะเวลาการทำงานปกติ เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าที่พักจึงไม่เป็นค่าจ้าง โจทก์แจ้งความประสงค์ให้จำเลยที่ 1 แบ่งจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้ง ในวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน ของทุกเดือน จำเลยที่ 1 ตกลง เกิดเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างในการจ่ายค่าจ้างให้เป็นไปตามกำหนดนั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีกำหนดระยะเวลาจำเลยที่ 1 บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เป็นผลให้สัญญาจ้างเลิกกันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 15 สิงหาคม 2547 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทันทีตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 โดยไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2547 รวม 18 วัน แผนรางวัลอายุงานเป็นสภาพการจ้างที่ผูกพันจำเลยที่ 1 กับพนักงานที่รวมถึงโจทก์ด้วย ตาม ระเบียบแผนรางวัลอายุงานจำเลยที่ 1 มีสิทธิลดเงินรางวัลอายุงานลงได้เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่ โจทก์ได้รับจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งการเลิกจ้างในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้นกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เมื่อ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยอันเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเพราะการเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำค่าชดเชยไป หักออกจากเงินรางวัลอายุงานที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 80,631,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถูกเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์


ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำหน่ายคดี เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 27,993 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 83,979 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วัน ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 1,399,650 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 จ่าย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,239,440 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกนั้นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ กระทำความผิดตามหนังสือเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลย ที่ 1 ต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อม ดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยไม่นำค่าเบี้ยกันดาร ค่าเช่าบ้าน และเงินช่วยเหลือค่าดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน ซึ่งเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างมารวมเป็นฐานคำนวณเงินประเภทต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ส่วนเงินรางวัลตามอายุงานโจทก์มีสิทธิได้รับ 1,119,720 บาท แต่ตามระเบียบเงินรางวัลอายุงานระบุให้สิทธิจำเลยที่ 1 หักเงินนี้ในกรณีที่มีการจ่ายเงินตาม กฎหมาย แผนสวัสดิการอื่น... รวมทั้งในการเลิกจ้าง...ให้แก่พนักงาน โดยให้หักจำนวนเงินลงให้สอดคล้องเหมาะสม กับประโยชน์ต่างๆ ที่พนักงานได้รับจากแหล่งอื่นๆ เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยถึง 1,399,650 บาท มากกว่าเงิน รางวัลตามอายุงานแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิหักเงินรางวัลตามอายุงานออกทั้งหมด ไม่เหลือจ่ายให้แก่โจทก์อีก และ เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างขณะมีอายุ 40 ปี ไม่ได้เกษียณอายุครบ 60 ปี โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามอายุงาน โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า ค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้านเป็นค่าจ้างต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณ ค่าชดเชย ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ด้วยนั้น เห็น ว่า เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้าน จำเลยที่ 1 มีระเบียบการจ่ายชัดเจนว่าประสงค์จะช่วยเหลือโจทก์ในด้านเงิน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับส่วนตัวและค่าเช่าที่พักเมื่อโจทก์ต้องไปทำงานในต่างจังหวัด หากโจทก์กลับเข้ามาทำงานใน กรุงเทพมหานครแล้ว จำเลยที่ 1 จะไม่จ่ายเงินทั้งสองประเภทนี้ให้แก่โจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 จ่ายเงินทั้ง สองประเภทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นสวัสดิการเท่านั้น ไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ด้วย วัตถุประสงค์เพื่อค่าตอบแทนในการ ทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้านจึงไม่เป็นค่าจ้างตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินทั้งสองประเภทมารวมเป็นฐาน คำนวณค่าชดเชย ค่าเสียหายที่เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีชอบแล้ว อุทธรณ์ ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


โจทก์อุทธรณ์ข้อสองว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นรายเดือน ไม่ใช่เป็นรายครึ่งเดือนทุกวันที่ 15 ของ เดือนและทุกวันสิ้นเดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จึงต้องจ่ายเป็นรายเดือนเป็นเงิน 181,955 บาท โจทก์จึงมี สิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 181,955 บาท ไม่ใช่ 83,979 บาท ตามคำพิพากษาศาล แรงงานกลาง เห็นว่า แม้โจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 181,955 บาท แต่โจทก์ได้ยื่น ความประสงค์ต่อจำเลยที่ 1 ให้แบ่งจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 15 และวันสิ้นเดือนของทุกเดือน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ตกลงตามข้อเสนอของโจทก์ จึงเกิดเป็นข้อตกลงลักษณะหนึ่งของสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ 1 ว่า การจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ต้องจ่ายตามกำหนดดังกล่าว เมื่อสัญญาจ้างไม่ได้กำหนดว่าสิ้นสุดเวลาใด จึง ต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลจ้างตามสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา หากจำเลยที่ 1 ประสงค์เลิกจ้างโจทก์ต้องบอก กล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถึงคราวใด เพื่อให้เป็นผล เลิกสัญญากัน เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุบัญญัตินี้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 จึงเป็นผลให้สัญญาจ้างเลิกกัน เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 15 สิงหาคม 2547 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทันทีตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันดัง กล่าวถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2547 รวม 18 วัน วันละ 4,665.50 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 83,979 บาท คำพิพากษาศาล แรงงานกลางส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ข้อสามว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่เข้าเงื่อนไข ตามแผนรางวัลอายุงาน ไม่อาจนำระเบียบดังกล่าวมาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ จำเลยที่ 1 หักเงินค่าชดเชยออกจากเงินรางวัลอายุงานทั้งหมด ไม่เหลือจ่ายให้แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น ปรากฏ ว่าแผนรางวัลอายุงาน ระบุว่า การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมาย หรือแผนสวัสดิการอื่น ในกรณีที่ พนักงานได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใดๆ จากแหล่งใดๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน...หน่วยราชการหรือองค์การเอกชนอื่นใด...เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงาน...การเลิก จ้าง...บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมแก่ประชาชนต่างๆ ที่ พนักงานได้รับจากแหล่งอื่นๆ นั้น เห็นว่า แผนดังกล่าวสภาพการจ้าง ที่ผูกพันจำเลยที่ 1 กับพนักงานรวมทั้งโจทก์ ให้ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบนี้มีความหมายว่าเงินรางวัลอายุงานที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีสิทธิ ที่จะลดลงได้เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมแก่ประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ได้รับจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งจากการเลิกจ้างใน ทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้นกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำค่าชดเชยไปหักออกจากเงินรางวัลอายุงานที่ โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินรางวัลอายุงาน เมื่อหักกันแล้วจึงไม่มีเงิน รางวัลอายุงานเหลืออยู่อีก คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า การจ่ายเงินแผนบำเหน็จบำนาญให้ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขึ้นอยู่ กับอายุของลูกจ้าง แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานกับจำเลยที่ 1 หากลูกจ้างทำงานกับจำเลยที่ 1 จนครบ 5 ปีขึ้นไป แม้อายุไม่ถึง 55 ปี หรือ 60 ปี ดังเช่นโจทก์ซึ่งถูกเลิกจ้างขณะมีอายุ 40 ปี และทำงานให้จำเลยที่ 1 มานาน


16 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินแผนบำเหน็จบำนาญ เห็นว่า แผนบำเหน็จบำนาญ ระบุไว้ในข้อ 3 ว่าพนักงานจะ ครบกำหนดเกษียณอายุในวันแรกของเดือนถัดจากเดือนที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปี เว้นแต่พนักงานผู้นั้นและ บริษัทจะตกลงกันให้เกษียณอายุก่อนครบกำหนดอายุ 60 ปี โดยทำหนังสือลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่ายไว้เป็น หลักฐาน และพนักงานผู้นั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ระบุในข้อ 6 ว่าพนักงานที่มีอายุครบ 50 ปี ขึ้นไป ขณะ ออกจากงานมีสิทธิขอให้แปลงเงินบำเหน็จและเงินอื่นใดที่พึงได้จากบริษัทบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นเงินบำนาญได้ ข้อ 8.3กำหนดตารางคำนวณเงินบำนาญทุกประเภท โดยกำหนดอายุพนักงานขณะขอรับบำนาญขั้นต่ำสุด 50 ปี ขั้นสูงสุด 55 ปี จากข้อกำหนดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแผนบำเหน็จบำนาญ มีความประสงค์จะช่วยเหลือพนักงานที่ เกษียณอายุ 60 ปี หรือที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนด 60 ปี กับให้สิทธิแก่พนักงานที่ มีอายุครบ 50 ปีขึ้นไป ขณะออกจากงานมีสิทธิขอให้แปลงเงินบำเหน็จและเงินอื่นใดที่พึงได้จากบริษัทบางส่วนหรือ ทั้งหมดเป็นเงินบำนาญได้ โจทก์ซึ่งมีอายุ 40 ปี ขณะถูกเลิกจ้างจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์จากแผน บำเหน็จบำนาญฉบับนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน (อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธิวงศ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ5644/2549 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2556 นายเครือณรงค์ ภู่พวงโจทก์ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค ห้า, 67, 119 (2) พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7, 23


งานเชื่อมโครงหลังคาเหล็กบ้านพักคนงานของจำเลยเป็นหน้าที่ของ ก. ผู้รับเหมาจากจำเลยต้อง ดำเนินการ โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง การที่โจทก์สั่งคนงานของจำเลย 44 คน ไปช่วยผู้รับเหมาทำงานเชื่อม โครงสร้างเหล็กหลังคาโดยที่จำเลยเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้คนงานรวม 172,040 บาท เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจ หน้าที่ของโจทก์ ทำให้จำเลยขาดประโยชน์จากแรงงานของคนงานเหล่านั้น เป็นกรณีโจทก์จงใจทำให้จำเลยผู้เป็น นายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67, 119 (2), 17 วรรคห้า ที่ ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ และ ป.พ.พ. มาตรา 583 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีมีการจดทะเบียนก่อตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด และบริษัทในเครือซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินจากกองทุนให้โจทก์หากโจทก์มี สิทธิได้รับตามมาตรา 23 จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกองทุน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสมทบส่วนของ จำเลยในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 581,000 บาท สินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า 58,100 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของจำเลย 511,235.76 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปี ซึ่งโจทก์มีสิทธิลาหยุดได้ปีละไม่เกิน 9 วัน โจทก์ทำงานกับจำเลยรวม 27 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อน ประจำปีรวม 243 วัน โดยได้ค่าจ้างเฉลี่ยวันละ 1,936 บาท รวมเป็นเงิน 470,448 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรม 7,176,000 บาท เงินจากอัตราค่าปรับเงินเดือนประจำปี ปีละ 48,804 บาท โจทก์ขอเงินส่วนนี้เป็น เวลา 10 ปี คิดเป็นเงิน 488,040 บาท เงินโบนัสปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท 10 ปี เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงินซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับ 9,337,453 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,337,453 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง เมื่อโจทก์ได้กระทำความผิด จนเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และการกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 188,260 บาท จำเลยจึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน13,600 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16พฤษภาคม 2548 จนกว่าชำระเสร็จ คำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลย นอกจากนี้ให้ยก


โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าการที่โจทก์สั่งให้คนงานของจำเลยไปช่วย ทำงานในส่วนที่ผู้รับเหมาได้รับเหมาไว้โดยจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างดังกล่าว เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับ ความเสียหายและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยต้องจ่าย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ ไม่เป็นธรรมและเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า งานเชื่อมโครงหลังคาเหล็กบ้านพัก คนงานของจำเลยเป็นงานที่นายกำพลผู้รับเหมาจากจำเลยมีหน้าที่ดำเนินการ โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องแต่ประการ ใดการที่โจทก์เข้าไปช่วยผู้รับเหมาทำงานเชื่อมโครงหลังคาเหล็กบ้านพักคนงานจึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจ หน้าที่ อีกทั้งโจทก์สั่งคนงานของจำเลย 44 คน ไปทำงานดังกล่าวโดยมิชอบ ย่อมทำให้จำเลยขาดประโยชน์จาก แรงงานของคนงานเหล่านั้นและจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้คนงานรวม 172,040 บาท ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์จงใจทำให้ จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67, 119 (2) และมาตรา 17วรรคห้า ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ และประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 สำหรับเงินสมทบส่วนของจำเลยในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาจาก จำเลยนั้น ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนก่อตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทในเครือซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงมีฐานะเป็นนิติ บุคคลแยกต่างหากจากจำเลยตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 และมาตรา 23 บัญญัติให้ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ ลูกจ้าง ดังนั้น ผู้จัดการกองทุนดังกล่าวจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้โจทก์หากโจทก์มีสิทธิได้รับ จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรายนี้แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน (อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิพนธ์ ใจสำราญ) ศาลแรงงานกลาง - นายวิรัตน์ สัทธิวงศกร แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ5026/2549 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13806/2555 นายสันติพงศ์ แจ่มทวีกุลโจทก์ บริษัทแฟร์ดีล เซอร์วิส จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 (4) แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยระบุว่าการทำร้ายหรือพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นใน บริเวณบริษัทเป็นการกระทำผิดวินัยกรณีร้ายแรง แต่จะเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ เกิดขึ้นประกอบด้วย การที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายเพื่อนร่วมงานในห้องพนักงานเวลา 5.30 นาฬิกา อันเป็นเวลาก่อน การทำงานตามปกติ เมื่อมีผู้เข้าห้ามปรามก็เลิกรากันไป ไม่เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลย การกระทำของ โจทก์จึงเป็นเพียงการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยไม่เคยตักเตือนโจทก์เป็น หนังสือมาก่อน จำเลยจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการทำประการอื่นอันไม่สม แก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ___________________________ เดิมคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 1144/2550 ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกัน แต่คดีมี ปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,883 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชยจำนวน 19,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จำนวน 8,449.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่าย


ค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 19,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าการที่โจทก์ชกต่อยนายอรรถพร ซึ่งเป็น เพื่อนร่วมงานในบริเวณสำนักงานของจำเลย เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็น กรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 5.30 นาฬิกา โจทก์กับนายอรรถพร พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุเพื่อนร่วมงานของโจทก์ได้โต้เถียงกันอยู่ประมาณ 5 นาที ในสถานที่ทำงานของจำเลย แล้วโจทก์ใช้กำลังชกต่อยนายอรรถพร 2 ครั้ง ครั้งแรกเฉียดแก้ม และครั้งที่สองถูกที่ท้ายทอย ไม่ปรากฏบาดแผล ต่อมาโจทก์ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางรัก ปรับ 1,000 บาท ในข้อหาใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งแม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวดที่ 7 ข้อ 3.9 ระบุ ให้การทำร้ายหรือพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นในบริเวณบริษัท เป็นการกระทำผิดวินัยกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การจะ เป็นความผิดวินัยกรณีร้ายแรงหรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นประกอบด้วย หาใช่ถือตามข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแต่อย่างเดียวไม่ การที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายเพื่อนร่วมงานนั้นเหตุเกิดขึ้นในห้อง พนักงานสำรวจอุบัติเหตุในเวลาประมาณ 5.30 นาฬิกา เป็นเวลาก่อนการทำงานตามปกติของพนักงานทั่วไป และ เมื่อมีผู้เข้าห้ามปรามก็เลิกรากันไป จึงไม่เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นเพียง การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยไม่เคยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาก่อน จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อม ดอกเบี้ยแก่โจทก์จึงชอบแล้ว แต่การที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายเพื่อนร่วมงานอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงาน เป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิก จ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 การที่ศาลแรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง อุท ธรณ์ของ จำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิพนธ์ ใจสำราญ) ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธวงศ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ1145/2550 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5471 - 5473/2555 นายสมนึก ดิษฐี กับพวกโจทก์ นายอัมพร นีละโยธิน กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สี่ (เดิม) พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสี่ (เดิม) ต่อเมื่อลูกจ้างถูกนายจ้างให้ออกจากงานแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดชลบุรี เรียกค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยอ้างว่านายจ้างจ่ายให้ไม่ครบ แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์ ทั้งสามยอมรับการเลิกจ้างของนายจ้าง ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ที่จะทำงานกับนายจ้างต่อไป การที่ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสามจึงชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) แล้ว ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตาม ลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 234 - 236/2549 เฉพาะใน ส่วนให้บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด จ่ายค่าเสียหาย 79,272 บาท 74,154 บาท และ 97,212 บาท ตามลำดับ และให้บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด รับ โจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้า ทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสาม


จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้าง บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,670 บาท 6,150 บาท และ 6,250 บาท ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ทั้งสามได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน ได้ ทำคำฟ้องยื่นต่อศาลแรงงานกลาง ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2549 โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงาน สัมพันธ์ ซึ่งจำเลยทั้งแปดเป็นกรรมการ จำเลยทั้งแปดมีคำสั่งให้บริษัท เอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 79,272 บาท 97,212 บาท และ 74,154 บาท ตามลำดับ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเรียกร้องค่าจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มและได้รับเงินส่วนที่ขอเพิ่มไปจากนายจ้างแล้ว เท่ากับโจทก์ทั้งสามยอมรับการเลิก จ้างและสัมพันธภาพของโจทก์ทั้งสามกับบริษัทฯ ในฐานะนายจ้างลูกจ้างย่อมสิ้นสุดตามข้อวินิจฉัยของ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ การที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายในกรณีการกระทำอันไม่เป็น ธรรมตามอายุงานของโจทก์ทั้งสามจึงชอบด้วยเหตุผล คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงาน สัมพันธ์ที่ 234 - 236/2549 หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ทำนองว่า การที่โจทก์ทั้งสามไปยื่นคำร้องต่อพนักงาน ตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เพื่อเรียกร้องค่าจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ไม่ถือว่าโจทก์ทั้งสามยอมรับการเลิกจ้าง เพราะถ้ายอมรับการเลิกจ้างก็ไม่มีเหตุที่จะต้องไปยื่นคำร้อง ดังกล่าว เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่าย จนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ดังนั้น ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ต่อเมื่อ ลูกจ้างถูกนายจ้างให้ออกจากงานแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เพื่อเรียกร้องค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยอ้างว่าบริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายให้ไม่ครบ ย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้ง สามยอมรับการเลิกจ้างของนายจ้าง เมื่อโจทก์ทั้งสามยอมรับการเลิกจ้าง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ที่จะ ทำงานกับบริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด อีกต่อไป การที่คณะกรรมการแรงงาน สัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสามจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) แล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 234 - 236/2549 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน


(อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิพนธ์ ใจสำราญ) ศาลแรงงานกลาง - นายประเวศ อัศวรัตน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ1811/2550 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6861 - 6898/2554 นายสมาน คัมภีร์ กับพวกโจทก์ นายศุภสิทธิ์ พงศ์สถาพร กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 580, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1, 17, 22, 70 วรรค หนึ่ง (1), 112, 113, 114, 119 การทำสัญญาจ้างแรงงานแม้ลูกจ้างบางส่วนเป็นคนสัญชาติไทยบางส่วนเป็นคนต่างชาติ แต่ทำ สัญญาจ้างแรงงานในราชอาณาจักรไทยและทำงานในเรือประมงที่ถือสัญชาติไทย ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมายไทย จำเลยทั้งห้าจ้างลูกจ้างทำประมงทะเลในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียเกินกว่าหนึ่งปีแม้ไม่อยู่ภายใต้ บังคับของกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 แต่ยังคงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เช่นเดียวกับการ จ้างแรงงานอื่นทั่วไป เพราะไม่ได้รับยกเว้นการบังคับใช้ตามมาตรา 22 และนิติสัมพันธ์ยังต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. ว่า ด้วยสัญญาจ้างแรงงาน การทำประมงทะเลในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียจะต้องได้รับสัมปทานที่มีกำหนดเวลาแน่นอน คราวละหนึ่งปี แต่อาจมีการต่ออายุสัมปทานไปได้เรื่อยๆ การทำสัญญาจ้างลูกจ้างแม้จะกำหนดระยะเวลาเป็นเทอม แต่ในการทำงานจริงลูกจ้างทำงานไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับการได้รับต่อใบอนุญาตจับปลาจากรัฐบาล ประเทศอินโดนีเซียหรือไม่ สภาพของเรือ และลูกจ้างก็ทราบว่าใช้ระยะเวลาในการไปทำประมงประมาณ 3 หรือ 4 ปี จึงเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เมื่อจำเลยเลิกจ้างจึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งงวดของการ ชำระค่าจ้าง หรือต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกำหนดวันจ่ายค่าจ้างไว้แน่นอนจึง


ให้ถือว่ามีกำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละหนึ่งครั้งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1) และ จ่ายทุกวันสิ้นเดือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 580 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้บัญญัติไว้ในหมวดที่ 9 ว่าด้วยเรื่องการควบคุม มาตรา 112, 113 ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไปจัดทำทะเบียนลูกจ้าง ซึ่งต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อตัวและชื่อสกุล อัตราค่าจ้าง ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง เอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้าง หากนายจ้างไม่สามารถ แสดงทะเบียนลูกจ้างและเอกสารการจ่ายค่าจ้างกับค่าตอบแทนอย่างอื่น หรือแสดงได้ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน เมื่อมีข้อ สงสัยฝ่ายนายจ้างก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างในประเด็นดังกล่าวเพราะมีหน้าที่จัดทำเอกสารนั้นโดยตรง จำเลยมอบอำนาจให้ไต๋เรือเป็นตัวแทนกำหนดค่าจ้างลูกจ้างตำแหน่งต่างๆ ตามอัตราทั่วไป โดยประมาณให้ลูกจ้างแต่ละคนทราบเมื่อแรกเข้าทำงาน หลังจากออกเรือทำงานไปสองเที่ยวเรือแล้วจึงจะกำหนด ค่าจ้างที่แท้จริงให้ลูกจ้างทราบ การที่จำเลยจะมากำหนดอัตราค่าจ้างในภายหลังโดยลดค่าจ้างเมื่อเรือกลับเข้าฝั่ง โดยอ้างว่าปรึกษาหารือกับไต๋เรือเท่ากับเป็นการกำหนดค่าจ้างตามอำเภอใจ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างและถือว่า เป็นสัญญาจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้างมีผล บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 ___________________________ รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คดีทั้งสามสิบแปดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอื่นอีกยี่สิบสี่ สำนวนโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสิบแปดสำนวนว่า โจทก์ที่ 5, ที่ 14, ที่ 16, ที่ 20, ที่ 21, ที่ 24 ถึงที่ 35, ที่ 37 ถึงที่ 45, ที่ 47, ที่ 49 ถึงที่ 56, ที่ 58, ที่ 60 และที่ 61 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งสามสิบแปดสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 6 ถึงที่ 13, ที่ 15, ที่ 17, ที่ 18, ที่ 19, ที่ 22, ที่ 23, ที่ 36, ที่ 46, ที่ 48, ที่ 57, ที่ 59 และที่ 62 ยุติไปแล้วตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดี สามสิบแปดสำนวนนี้ โจทก์ทั้งสามสิบแปดสำนวนฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นใจความทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยทั้งห้า ร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินโบนัสพิเศษหรือเปอร์เซ็นต์จากการขาย ค่าทำงานในวันหยุด สินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามสิบแปด และให้จำเลยทั้งห้าออกหนังสือ รับรองการทำงานที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและส่งคืนหนังสือคนประจำเรือ (seaman book) แก่โจทก์ทั้งสามสิบ แปด จำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง


ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 202,500 บาท และ 8,000 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 177,000 บาท และ 8,000 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 80,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 20 จำนวน 98,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 21 จำนวน 61,000 บาท และ 4,500 บาท โจทก์ที่ 24 จำนวน 66,000 บาท และ 4,500 บาท โจทก์ที่ 25 จำนวน 127,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 26 จำนวน 86,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 27 จำนวน 43,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 28 จำนวน 63,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 29 จำนวน 105,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 30 จำนวน 99,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 31 จำนวน 162,000 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 32 จำนวน 117,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 33 จำนวน 47,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 34 จำนวน 110,000 บาท และ 8,000 บาท โจทก์ที่ 35 จำนวน 90,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 37 จำนวน 81,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 38 จำนวน 92,000 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 39 จำนวน 195,000 บาท และ 9,000 บาท โจทก์ที่ 40 จำนวน 156,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 41 จำนวน 113,500 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 42 จำนวน 74,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 43 จำนวน 131,000 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 44 จำนวน 89,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 45 จำนวน 75,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 47 จำนวน 98,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 49 จำนวน 41,000 บาท และ 4,500 บาท โจทก์ที่ 50 จำนวน 53,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 51 จำนวน 80,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 52 จำนวน 74,000 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 53 จำนวน 141,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 54 จำนวน 47,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 55 จำนวน 120,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 56 จำนวน 27,000 บาท และ 8,000 บาท โจทก์ที่ 58 จำนวน 65,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 60 จำนวน 84,000 บาท และ 5,000 บาท และโจทก์ที่ 61 จำนวน 87,500 บาท และ 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และร้อยละ 7.5 ต่อปี ในจำนวนเงินดังกล่าวตามลำดับ นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งห้าออกใบสำคัญแสดงการทำงานตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 แก่โจทก์ดังกล่าว ในส่วนคำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์ที่ 18 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 36 ที่ 46 ที่ 48 และที่ 59 จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็น เจ้าของเรือประภาสนาวี 6 และเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 21 ถึงที่ 24 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 33 ที่ 37 ที่ 43 ที่ 44 และที่ 61 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 1 และเรือประภาสนาวี 2 และเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 14 ที่ 16 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 41 ที่ 42 ที่ 50 ที่ 58 และที่ 60 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 3 และเป็นนายจ้างของ โจทก์ที่ 20 ที่ 30 ที่ 38 ที่ 45 ที่ 47 และที่ 56 จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 4 และเป็นนายจ้างของ โจทก์ที่ 25 ที่ 32 ที่ 40 ที่ 44 ที่ 53 และที่ 55 จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 5 และเป็นนายจ้างของ โจทก์ที่ 26 ที่ 28 ที่ 39 ที่ 49 ที่ 51 และที่ 52 จำเลยที่ 5 เป็นผู้บริหารจัดการเรือทั้งหกลำดังกล่าวซึ่งใช้ทำการ ประมงระหว่างประเทศร่วมกันโดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 5 เป็นคนรับสมัครเฉพาะไต๋เรือ แต่ละลำ แล้วให้ไต๋เรือไปจัดหาลูกเรือมาทำงานในตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ นายท้ายเรือ ช่างเครื่อง ช่างซ่อมอวน คน ทำอาหาร และลูกเรือ โดยอัตราค่าจ้างเป็นรายเดือนตามที่ไต๋เรือกำหนด มีคนทำงานบนเรือทั้งหกลำรวมกันกว่า 100 คน สามารถสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปช่วยทำงานกันได้ นอกจากค่าจ้างแล้วลูกจ้างบนเรือจะได้รับเงินโบนัสหรือ


เปอร์เซ็นต์จากกำไรที่ได้จากการขายปลาที่จับได้ เรือทั้งหกเดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 เพื่อไปทำการประมงในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย และเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 หลังจากนั้นไม่ได้มีการนำเรือดังกล่าวออกทำการประมงอีก ลูกเรือบางคนออกเดินทางไปพร้อมกับเรือ บาง คนเดินทางตามไปภายหลังกับเรือแม่ที่ใช้บรรทุกขนถ่ายปลาที่จับได้ ก่อนลงเรือออกเดินทางลูกเรือจะได้รับค่าจ้าง ล่วงหน้าบางส่วน และระหว่างทำงานบนเรือมีลูกเรือขอเบิกเงินจากไต๋เรือ หรือขอให้ญาติหรือคนที่อยู่ในประเทศ ไทยเบิกเงินจากนายจ้างได้ ไต๋เรือเป็นผู้จัดเก็บหลักฐานการขอเบิกเงินบนเรือและเก็บหนังสือคนประจำเรือของ คนทำงานบนเรือไว้ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าเป็นนายจ้างของโจทก์ซึ่ง เป็นลูกเรือที่ไต๋เรือจัดหามาทำงานบนเรือประภาสนาวีทั้งหกลำ ยกเว้นโจทก์ที่ 18 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 36 ที่ 48 และที่ 59 โดยเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน ฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์ที่ 5 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 20 ที่ 21 ที่ 24 ถึงที่ 35 ที่ 37 ถึงที่ 45 ที่ 47 ที่ 49 ถึงที่ 56 ที่ 58 ที่ 60 และที่ 61 ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2549 โดยลูกจ้างไม่ได้ กระทำความผิดหรือมีเหตุเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จึง ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่การเลิกจ้างมีเหตุอันจำเป็นที่สมควร เป็นการเลิกจ้างที่ เป็นธรรม จำเลยทั้งห้าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ลูกเรือ เจ็บป่วยเนื่องจากขาดสารอาหารเพราะนายจ้างไม่ส่งอาหารให้ลูกเรือเพียงพอ และไม่ต้องรับผิดชำระเงินโบนัสหรือ เปอร์เซ็นต์จากการขายปลาเพราะไม่ปรากฏว่ามีกำไร กับให้จำเลยทั้งห้าจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระ แต่ไม่ต้องจ่ายค่า ทำงานในวันหยุด ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนในปัญหาตามที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า กิจการทำประมงทะเล ในต่างประเทศของจำเลยทั้งห้าอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 หรือไม่ เห็นว่า การจ้างแรงงานที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น กับการจ้างแรงงานประเภทหนึ่ง ประเภทใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับในเรื่องใดทั้งหมด หรือแต่บางส่วน ตามมาตรา 4 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานและสวัสดิการสังคม ได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 10 ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 กำหนดเรื่องการคุ้มครอง แรงงานในงานประมงทะเลไว้ต่างหาก แต่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ข้อ 2 กำหนดว่า มิให้ใช้กฎกระทรวงบังคับแก่ 1) งานประมงทะเลที่มีจำนวนลูกจ้างน้อยกว่ายี่สิบคน..ฯ 2) เรือประมงที่ไปดำเนินการประจำอยู่นอกราชอาณาจักร ติดต่อกันตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งห้าจ้างลูกจ้างไปทำประมงทะเลใน น่านน้ำประเทศอินโดนีเซียเมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 และเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 การจ้างแรงงานโจทก์ของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นการทำประมงทะเลนอกราชอาณาจักรไทยติดต่อกันเกินกว่าหนึ่งปีย่อม ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎกระทรวงฉบับที่ 10 ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 และยังคงอยู่ภายใต้บังคับของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เช่นเดียวกับการจ้างแรงงานอื่นทั่วไปเนื่องจากไม่ได้รับยกเว้นการบังคับ ใช้ตามมาตรา 22 ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น และนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้ายังต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด หรือมีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่ละคนตามอัตราเงินเดือนและอายุงาน และ หากเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างหรือจ่ายสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ประการต่อไปทำนองว่า สัญญาจ้างโจทก์ไปทำประมงทะเลในต่างประเทศมี กำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน เพราะจำเลยทั้งห้าต้องได้รับสัมปทานการทำประมงซึ่งมีกำหนดเวลาแน่นอน สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าจึงมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนด้วย ในกรณีนี้โจทก์ได้ตกลงกับ จำเลยแล้วว่าเมื่อเรือกลับเข้าถึงฝั่งในประเทศไทยถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุด และนายฉลอง ไต๋เรือเบิกความว่า กรณีมี เหตุขัดข้องทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ครบเทอม เรือต้องกลับเข้าฝั่งประเทศไทย ถือว่าสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง เช่นกัน จำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าถึงการเลิกจ้างอีก ดังนี้ เห็นว่า ในเรื่องนี้ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณา ของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า การทำประมงทะเลในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียจะต้องได้รับสัมปทานที่มี กำหนดเวลาแน่นอนคราวละหนึ่งปี แต่อาจมีการต่ออายุสัมปทานต่อไปได้เรื่อยๆ การทำสัญญาจ้างลูกเรือจะมีการ ตกลงกันว่าลูกจ้างต้องเดินทางไปทำประมงต่างประเทศเทอมละกี่ปี ลูกเรือต้องอยู่ให้ครบเทอมซึ่งมีระยะเวลาเป็นปี ลูกเรือที่อยู่ครบเทอมมีสิทธิได้รับเปอร์เซ็นต์จากการขายปลาเมื่อเรือเข้าฝั่ง แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเรือประภาส นาวีทั้งหกลำมิได้ทำประมงติดต่อกันจนครบ 3 หรือ 4 ปี ดังที่ตกลงกับลูกเรือ และในการไปทำประมงที่ประเทศ อินโดนีเซียต้องใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 4 ปี ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพเรือ และลูกเรือก็ทราบว่าใช้ระยะเวลาในการ ไปทำประมงที่ประเทศอินโดนีเซียมีกำหนด 3 ถึง 4 ปี ดังนั้นระยะเวลาเช่นนั้นย่อมไม่มีความแน่นอนในตัวเอง เพราะไม่แน่นอนว่าจะเป็น 3 ปี หรือ 4 ปี ทั้งระยะเวลาซึ่งอาจเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นมีความแตกต่างกันถึง 1 ปี อีกทั้งการขอตั๋วทำประมงในประเทศอินโดนีเซียนั้นได้รับอนุญาตปีต่อปีแต่ก็สามารถต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะมีการต่อ ใบอนุญาตหรือตั๋วไปได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนในการทำงาน นอกจากนั้นในการหาลูกเรือ นั้น ไต๋เรือจะเป็นผู้ไปหาลูกเรือเอง ไต๋เรือเป็นคนกำหนดอัตราเงินเดือน โดยไม่ปรากฏว่าลูกเรือได้รับทราบถึง ระยะเวลาการทำงานตามที่อ้างจริงหรือไม่ นอกจากนั้นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วก็ปรากฏว่าเรือประภาสนาวีทั้งหกลำ ต้องหยุดทำประมงและเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบกำหนดเวลาที่อ้างว่าตกลงกับลูกเรือ เนื่องจากไม่ได้รับต่อ ใบอนุญาตและถูกทางการประเทศอินโดนีเซียจับกุมในน่านน้ำจนต้องหลบหนี พฤติการณ์ในการทำประมงครั้งนี้จึง ไม่มีความแน่นอนในเรื่องกำหนดเวลาเพราะขึ้นกับปัจจัยภายนอกหลายประการ เช่น การได้รับต่อใบอนุญาตจับ ปลาจากรัฐบาลประเทศอินโดนีเซียหรือไม่ สภาพของเรือสามารถจะทำประมงได้เพียงใด เป็นต้น ศาลฎีกาจึงเห็น ด้วยในผลที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างลูกจ้างทำงานในเรือประมงทะเลระหว่างประเทศของจำเลยทั้ง ห้ากับโจทก์ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เมื่อจำเลยทั้งห้าจะเลิกจ้างลูกจ้างก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งงวดของ การชำระค่าจ้าง หรือต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไร ก็ตามเมื่อไม่ปรากฏว่ามีกำหนดวันจ่ายค่าจ้างไว้แน่นอนจึงให้ถือว่ามีกำหนดจ่ายค่าจ้างกันเดือนละหนึ่งครั้งตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 (1) และจ่ายทุกวันสิ้นเดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 580 ซึ่งฟ้องโจทก์มีคำขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างคนละหนึ่งเดือน จำเลยทั้งห้าจึงต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่มีสิทธิเท่ากับค่าจ้างคนละหนึ่งเดือน ส่วนปัญหาว่าโจทก์แต่ละคนจะได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นจำนวน เงินเท่าใดนั้น จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าโจทก์แต่ละคนได้รับค่าจ้างอัตราเดือนละเท่าใด และจำเลยทั้งห้าค้างจ่าย ค่าจ้างโจทก์แต่ละคนเพียงใด เห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอัตราค่าจ้างของโจทก์และหักจำนวนเงินค่าจ้าง ที่ค้างจ่ายโดยมิได้ให้เหตุผลของคำวินิจฉัยและแสดงการพิเคราะห์พยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย จึง เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51


วรรคหนึ่ง เพราะอัตราค่าจ้างและจำนวนค่าจ้างที่ค้างชำระนั้น โจทก์แต่ละคนได้บรรยายระบุตำแหน่งงานและอัตรา เงินเดือน และจำนวนเงินค่าจ้างที่ค้างชำระมาตามที่ปรากฏในฟ้อง จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธว่าอัตราเงินเดือนตาม ฟ้องไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งห้าไม่เคยค้างจ่ายค่าจ้าง เมื่อมีประเด็นโต้เถียงกันเช่นนี้คู่ความจึงต้องเสนอพยานหลักฐาน เพื่อสนับสนุนคำฟ้องและคำให้การของตนในระหว่างการไต่สวนพยานของศาล และพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 ได้บัญญัติไว้ในหมวดที่ 9 ว่าด้วยเรื่องการควบคุม โดยกำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกัน ตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและจัดทำทะเบียนลูกจ้างซึ่งต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัว ลูกจ้างโดยเฉพาะชื่อสกุล ตำแหน่งหน้าที่ อัตราค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง และเก็บ ไว้ ณ สำนักงานพร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจได้ในเวลาทำการ และต้องจัดให้มีเอกสารเกี่ยวกับการจ่าย ค่าจ้างกับค่าตอบแทนอย่างอื่น โดยอย่างน้อยต้องมีวัน เวลาทำงาน อัตราและจำนวนค่าจ้างที่ลูกจ้างแต่ละคนได้รับ เมื่อมีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ตามมาตรา 108, 112, 113 และ 114 ดังนี้นายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องจัดเก็บและแสดงข้อมูลเพื่อแสดงว่า ลูกจ้างแต่ละคนได้รับค่าจ้างในอัตรา ใด และเมื่อมีการเบิกเงินค่าจ้างแต่ละครั้งนายจ้างก็ต้องทำหลักฐานให้ลูกจ้างหรือตัวแทนลงชื่อไว้ทุกครั้ง หาก นายจ้างไม่สามารถแสดงทะเบียนลูกจ้างและเอกสารการจ่ายค่าจ้างกับค่าตอบแทนอย่างอื่นหรือแสดงได้ไม่สมบูรณ์ ครบถ้วนเมื่อมีข้อสงสัย ฝ่ายนายจ้างก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างในประเด็นดังกล่าวเพราะมีหน้าที่จัดทำเอกสารดังกล่าว โดยตรง แม้จำเลยทั้งห้าจะอ้างทำนองว่าระบบการว่าจ้างลูกเรือจะมีประเพณีปฏิบัติที่มอบให้ไต๋เรือเป็นคน กำหนดค่าจ้างของลูกเรือแต่ละคนในเบื้องต้นแล้วให้เจ้าของเรือพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเมื่อมีการคิดบัญชี โดยพยานกับ ไต๋เรือจะคุยกันเกี่ยวกับค่าจ้างของลูกเรือแต่ละคนเมื่อเรือกลับเข้าฝั่ง แต่ไม่มีการทำเป็นเอกสารและไม่มีการแจ้งให้ ลูกเรือทราบก่อนว่าแต่ละคนได้รับค่าจ้างเดือนละเท่าใด การที่นายจ้างไม่แจ้งอัตราค่าจ้างที่แท้จริงให้ลูกจ้างทราบ ภายในเวลาอันสมควรและทำเป็นหลักฐานเพื่อให้ฝ่ายนายจ้างลูกจ้างสามารถตรวจสอบหรือโต้แย้งความถูกต้องได้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้นในภายหลังแล้ว ยังถือว่านายจ้างไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนซึ่ง หน้าที่ของนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานที่ต้องแจ้งอัตราค่าจ้างให้ลูกจ้างทราบ ซึ่งจำเลยทั้งห้าก็มอบอำนาจให้ไต๋ เรือเป็นตัวแทนกำหนดค่าจ้างอยู่แล้วเพราะไม่มีโอกาสได้เห็นและควบคุมการทำงานของลูกเรือด้วยตนเอง โดยไต๋ เรือกำหนดค่าจ้างตำแหน่งต่างๆ ตามอัตราทั่วไปโดยประมาณแล้วแจ้งให้ลูกเรือแต่ละคนทราบเมื่อแรกเข้าทำงาน หลังจากออกเรือทำงานไปสองเที่ยวเรือแล้วจึงจะกำหนดค่าจ้างที่แท้จริงให้ลูกเรือทราบ จึงเป็นหน้าที่ของไต๋เรือที่ ต้องแจ้งอัตราค่าจ้างให้ลูกเรือทราบแทนนายจ้างเพื่อตัดสินใจว่าจะทำงานให้นายจ้างต่อไปตามเงื่อนไขการจ้างนั้น หรือไม่ การที่จำเลยทั้งห้าจะมากำหนดอัตราค่าจ้างในภายหลังโดยลดค่าจ้างเมื่อเรือกลับเข้าฝั่งโดยอ้างว่า ปรึกษาหารือกับไต๋เรือเท่ากับเป็นการกำหนดค่าจ้างตามอำเภอใจ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างและถือว่าเป็นสัญญา จ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้างมีผลบังคับเพียงเท่าที่ เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะส่วนที่กำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเบิกเงินล่วงหน้าของโจทก์แต่ละคน เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ตามนัยข้างต้น หากข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีใหม่


ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) ศาลแรงงานกลาง - นายอมร ศิลปวิวัฒน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นสค146/2551 หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2554 บริษัทห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบโจทก์ ผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร จำกัด นายจรัส ครชาตรี ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรค หนึ่ง (4), 17 วรรค ท้าย ระเบียบโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ ข้อ 16 กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อ หรือจะจ้างในครั้งเดียวกัน เพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เพื่อให้อำนาจอนุมัติการซื้อการจ้าง เปลี่ยนไปจะกระทำมิได้" การที่นาย ม. ได้แบ่งการจัดซื้อจากใบสั่งของฝ่ายต่างๆในบริษัทแยกเป็นการจัดซื้อแต่ละ ใบไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อจะได้ทำการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษไม่ต้องใช้วิธีสอบราคา จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของ โจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2547 ข้อ 16 และเป็นกรณีที่ร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิเลิกจ้างนาย ม. ได้โดยไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17วรรคท้าย และ ป.พ.พ. มาตรา 583


___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่97/2549 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 และให้ยกคำร้องของนายมาริศที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าระเบียบโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2547 ข้อ 16 กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจะจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธี ใด เพื่อให้อำนาจอนุมัติการซื้อการจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำมิได้" กรณีที่มีใบขอซื้อใบเดียวจากผู้ขอซื้อ นายมาริศได้ แบ่งใบขอซื้อดังกล่าวออกเป็นใบขอซื้อหลายใบลงวันที่เดียวกัน สั่งซื้อจากผู้ขายรายเดียวกันเพื่อแบ่งใบสั่งซื้อแต่ละ ใบให้มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท จำนวน 22 รายการ คิดเป็นมูลค่า 1,227,394.40 บาทเมื่อศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า การที่นายมาริศได้แบ่งการจัดซื้อจากใบสั่งของฝ่ายต่าง ๆ ในบริษัทแยกเป็นการจัดซื้อแต่ละใบไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อจะได้ทำการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษไม่ต้องใช้วิธีสอบราคา ดังนั้น การแบ่งการจัดซื้อของนายมาริศ ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำเพื่อให้อำนาจการอนุมัติการซื้อเปลี่ยนไป การที่นายมาริศแบ่งการซื้อพัสดุโดยการสั่งซื้อ แต่ละใบไม่เกิน 100,000 บาท จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2547 ข้อ 16 ดังกล่าว โจทก์ประกอบกิจการเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารสัตว์ มีวัตถุประสงค์สำคัญ หลายประการรวมทั้งการซื้อ จัดหา รับ เช่า เช่าซื้อ ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครองปรับปรุง ใช้ และจัดการโดยประการ อื่นซึ่งทรัพย์ใด ๆ ตลอดจนดอกผลของทรัพย์สินนั้นตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 (แผ่นที่ 1 ถึงที่ 4) ระเบียบ โจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2547 ข้อ 16 ที่กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจะจ้างใน ครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เพื่อให้อำนาจอนุมัติการซื้อการจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำ ไม่ได้" ก็เพื่อควบคุมดูแลให้พนักงานของโจทก์ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบดังกล่าว ประกอบกับคำว่า "จะ กระทำไม่ได้" มีลักษณะเป็นข้อกำหนดที่เป็นข้อห้ามอย่างชัดแจ้ง ระเบียบข้อดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ พนักงานของโจทก์จะต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัดเพื่อให้การจัดจ้างของโจทก์มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการแข่งขัน และ เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อผิดพลาดทางธุรกิจ หรือเกิดโอกาสทุจริตขึ้นได้ การที่นายมาริศแบ่งการจัดซื้อพัสดุโดยแยก การสั่งซื้อแต่ละใบไม่เกิน 100,000 บาท มิใช่เป็นการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษตามระเบียบของโจทก์แต่อย่างใด การ กระทำของนายมาริศเป็นการฝ่าฝืนระเบียบโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2547 และเป็นกรณีที่ร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิ เลิกจ้างนายมาริศได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรค หนึ่ง (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17วรรคท้าย และประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และการเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง โจทก์จึงไม่ ต้องจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้าง และเนื่องจากโจทก์เลิกจ้างนายมาริศตามมาตรา 119 โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้าง 1 วัน เป็นเงิน 6,666.66 บาท คงจ่ายเฉพาะค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปีสะสม 9 วัน เป็นเงิน 59,999.99 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป


พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พื้นที่ 2 ที่ 97/2549 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ยกเว้นในส่วนของค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม 9 วัน เป็นเงิน 59,999.99 บาท (ปัญญา สุทธิบดี-ดิเรก อิงคนินันท์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายประเวศ อัศวรัตน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ3863/2550 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12685/2553 บริษัทไทยแหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัดโจทก์ นายไพรวัลย์ เลิศศิริจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม (เดิม), 124 วรรค สาม คดีนี้โจทก์นายจ้างฟ้องขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยพนักงานตรวจแรงงาน ที่ สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ จ. ลูกจ้างโดยศาลแรงงานกลางรับฟัง ข้อเท็จจริงว่า โจทก์เลิกจ้าง จ. มีผลสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่าง โจทก์กับ จ. จึงสิ้นสุดลงและมีผลตามกฎหมายนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิก จ้างนั้นได้อีก แม้ว่าในภายหลังโจทก์จะพบเรื่องที่อ้างว่า จ. กระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรงกรณีละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา สามวันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร การทะเลาะวิวาท และการรับสินบน โจทก์จะยกเหตุดังกล่าวมาเป็น เหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่ เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับ จ. ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว แม้ จ. ยื่นคำร้องต่อจำเลยเรียกร้องเฉพาะค่าชดเชย และให้การว่าไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าอีกก็ตาม แต่สิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของลูกจ้างเป็นสิทธิที่มี


กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิ และสิทธิ ที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหาได้ระงับสิ้นไปไม่ เพราะมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่ง คู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทให้แก่กันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เมื่อสิทธิดังกล่าวคงมีอยู่ตามกฎหมาย ลูกจ้างจะใช้ สิทธิเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวของ ลูกจ้างในการยื่นคำร้องเพื่อให้ดำเนินการได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยสอบสวนตามคำร้อง ของลูกจ้างแล้วปรากฏว่า ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์มีหน้าที่ต้อง จ่ายตามกฎหมาย การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง จึงเป็นคำสั่งตาม อำนาจหน้าที่ของจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้ โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดชลบุรี ที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549 ของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า การที่โจทก์ นายจ้างเลิกจ้างนายจำลอง ลูกจ้าง มีผลสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อใด ในปัญหานี้ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยว่า เมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 นายสกล ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของโจทก์กล่าวหาว่านายจำลองเล่นการพนัน เมื่อนาย จำลองปฏิเสธนายสกลก็อ้างเหตุว่านายจำลองขับรถโฟล์คลิฟต์เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งให้ไปเขียนใบลาออกนายจำลอง ออกจากที่ทำงานไปหาพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาโจทก์ไม่ยอมให้นายจำลองเข้าไปทำงานในสถานประกอบ กิจการโดยสั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตูไว้และจ่ายค่าจ้างให้แก่นายจำลองถึงวันที่ 31 มกราคม 2549 แสดงว่าโจทก์มีเจตนาจะไม่ให้นายจำลองทำงานต่อไป พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า นาย สกลมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่กำกับดูแลในการบริหารงานภายในฝ่ายและปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้ทำงานตามนโยบายเท่านั้นไม่ใช่นายจ้างที่จะมีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างของโจทก์ได้ การที่นายสกลได้เรียกนาย จำลองมาพบในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 และแจ้งด้วยวาจาว่ามีความผิดเล่นการพนันในเวลาและสถานที่ทำงาน กับขับรถโฟล์คลิฟต์เกิดอุบัติเหตุ หรือว่ากล่าวตักเตือนตามอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา และแจ้งให้นายจำลอง เขียนใบลาออก ไม่ใช่การกระทำของนายจ้างหรือตัวแทนนายจ้าง ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่ได้เลิกจ้างนายจำลองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 แต่การเลิกจ้างสมบูรณ์เมื่อได้สอบสวนความผิดโดยมีผลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ตาม


หนังสือเลิกจ้าง เห็นว่า ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล แรงงานภาค 2 อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า คดีนี้โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำลอง ลูกจ้าง ด้วย วาจามิได้ทำเป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม (เดิม) โจทก์จึง ไม่ต้องห้ามที่จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลัง เพื่อต่อสู้เป็นข้อยกเว้นเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายค่าชดเชย เห็นว่า คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยแล้วว่า โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำลองลูกจ้าง มีผลสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับนายจำลองจึงสิ้นสุดและมีผล ตามกฎหมายนั้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปแล้ว โดยโจทก์นายจ้างไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้าง นั้นได้อีกแม้ว่าในภายหลังโจทก์นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้างว่านายจำลองลูกจ้างกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง กรณี เรื่องขาดงานเกิน 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร การทะเลาะวิวาทกันและการรับสินบน โจทก์นายจ้างจะยก เหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับนาย จำลองได้สิ้นสุดลงไปแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อสุดท้ายมีว่า คำสั่งที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549 ของ จำเลย ที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า สิทธิที่จะได้รับสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของลูกจ้างเป็นสิทธิที่มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิก สัญญาจ้างในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง แม้นายจำลองลูกจ้างจะไม่ได้ระบุเรียกร้องในคำร้อง และให้การว่าไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าตามคำให้การก็ตาม กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิ และสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้านั้นหาได้ระงับสิ้นไปไม่ เพราะมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งคู่สัญญาตกลงระงับข้อ พิพาทให้แก่กันระหว่างโจทก์นายจ้างกับนายจำลองลูกจ้าง เมื่อสิทธิดังกล่าวคงมีอยู่ตามกฎหมายนายจำลองลูกจ้าง จะใช้สิทธิเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนดนอกจากนี้ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวของ ลูกจ้างในการยื่นคำร้องเพื่อให้ดำเนินการได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยพนักงานตรวจแรงงาน สอบสวนตามคำร้องของนายจำลองลูกจ้างแล้วปรากฏว่ามีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งเป็น เงินที่โจทก์นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายการที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าให้แก่นายจำลองลูกจ้าง จึงเป็นคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วย กฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (ธีระพงศ์ จิระภาค-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล)


ศาลแรงงานภาค 2 - นางเศรณี ศิริมังคละ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11912/2553 นายชลยุทธ เดชะคุปต์โจทก์ บริษัทกันกุล เทรดดิ้งแอนด์ เอเยนซี่ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17, 20, 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยาม "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและ ลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น..." ซึ่งตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระบุเรื่องค่าจ้างและการจ่าย ค่าจ้างไว้ในข้อ 3 และระบุค่าเบี้ยเลี้ยงไว้ในข้อ 3.2 เพียงว่า ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 140 บาท ซึ่งศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้โจทก์ที่ปฏิบัติงานบนเรือเป็นอัตราแน่นอนทุกเดือนระหว่างออกไป ปฏิบัติงาน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นนายเรือทำงานประจำบนเรือจะต้องปฏิบัติงานที่อื่นใดนอกจาก บนเรือดังกล่าว เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายโจทก์จึงเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการ ทำงานปกติอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์เป็นรายเดือน การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเบี้ย เลี้ยงเป็นค่าจ้างเมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วโจทก์จึงได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 84,200 บาท จึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าและเมื่อโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาจ้างคราวละ 6 เดือน การนับระยะเวลาทุกช่วงเข้าด้วยกัน จึงมิชอบด้วยกฎหมายนั้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 บัญญัติว่า "การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน ติดต่อกันโดยนายจ้างมีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงาน ในหน้าที่ใด และการจ้างแต่ละช่วงมีระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็ตามให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อ ประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น" ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานตำแหน่งนายเรือตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2547 โดยทำสัญญาจ้างแรงงานช่วงเวลาละ 6 เดือนต่อเนื่องกันอีก 6 ช่วง


ซึ่งการทำสัญญาจ้างแรงงานในลักษณะดังกล่าวทำให้โจทก์มีระยะเวลาการทำงานไม่ติดต่อกัน สิทธิที่จะได้รับ ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างก็จะได้ไม่เท่าสิทธิตามที่บัญญัติในมาตรา 118 จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้า ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิในค่าชดเชยของโจทก์ตามมาตรา 20 การที่ศาลแรงงานกลางนับระยะเวลาการ ทำงานของโจทก์ทุกช่วงเข้าด้วยกัน เห็นว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (3) จึงชอบ แล้ว แต่ในส่วนของการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์นำเรือกลับถึงท่าเรือกรุงเทพมหานคร แล้วจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาการจ้างในสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือข้อ 2 เช่นนี้ สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จำเลยจ้างโจทก์ให้เป็นคนประจำเรือตำแหน่งนายเรือ ซึ่งในวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างอาจเป็น วันที่โจทก์ยังนำเรือกลับมาไม่ถึงกรุงเทพมหานคร เพราะเรือยังอยู่ในความควบคุมของโจทก์ การที่โจทก์และจำเลย ตกลงว่าการเดินทางกลับมาไม่ถึงมิให้เป็นการต่ออายุสัญญาจ้าง ซึ่งมีผลทำให้สัญญาจ้างครบกำหนดเมื่อเรือเดินทาง กลับถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ย่อมเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่ประการใด ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันทีที่โจทก์นำเรือกลับมาถึง ท่าเรือกรุงเทพมหานครเป็นการเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาจ้าง ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่เป็น การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 157,173.33 บาท ค่าชดเชยจำนวน 438,533.33 บาท และค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 252,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวนอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่ โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2543 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้า ทำงานตำแหน่งนายเรือ มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 6 เดือน และได้ต่อสัญญาจ้างไปอีกครั้งละ 6 เดือน รวม 6 ครั้ง ครั้งสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 แล้วจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 ในการทำงานจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 80,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงวันละ 140 บาท ซึ่ง จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนในระหว่างที่ปฏิบัติงานบนเรือ แล้ววินิจฉัยว่าเบี้ยเลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของ ค่าจ้าง การที่จำเลยให้โจทก์ไม่ได้ทำงานติดต่อกันถือว่าจำเลยมีเจตนาไม่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย จึงต้องนับ ระยะเวลาทุกช่วงเข้าด้วยกัน จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์วันที่ 30 เมษายน 2547 แต่ให้โจทก์ทำงานถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าให้โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามข้อตกลงจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยชำระ


สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 157,173.33 บาท และค่าชดเชยจำนวน 438,533.33 บาท พร้อมด้วย ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยก่อน โดยจำเลยอุทธรณ์ ประการแรกว่า เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายให้โจทก์วันละ 140 บาท นั้น เป็นผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จ่ายกันเป็น ครั้งคราวเพราะวันหยุดวันลาลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับ จึงมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยาม "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น..." ซึ่งตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระบุเรื่องค่าจ้างและการจ่ายค่าจ้างไว้ในข้อ 3 และระบุเรื่องค่าเบี้ยเลี้ยงไว้ในข้อ 3.2 เพียงว่า "ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 140 บาท" ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้โจทก์ที่ ปฏิบัติงานบนเรือเป็นอัตราแน่นอนทุกเดือนระหว่างออกไปปฏิบัติงาน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นนาย เรือทำงานประจำบนเรือกิมจิ่งจะต้องปฏิบัติงานที่อื่นใดนอกจากบนเรือดังกล่าว เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายโจทก์จึงเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจ่าย แก่โจทก์เป็นรายเดือน การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเบี้ยเลี้ยงเป็นค่าจ้าง เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วโจทก์จึงได้รับ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 84,200 บาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จำเลยอุทธรณ์เป็นประการสุดท้ายว่า สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็น สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างจึงไม่ ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเมื่อโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาจ้างกันคราวละ 6 เดือน การ นับระยะเวลาทุกช่วงเข้าด้วยกันจึงมิชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 บัญญัติว่า "การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยนายจ้างมีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตาม พระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในหน้าที่ใด และการจ้างแต่ละช่วงมีระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็ ตาม ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น" ซึ่งปรากฏ ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานตำแหน่งนายเรือตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2547 โดยทำสัญญาจ้างแรงงานช่วงเวลาละ 6 เดือนต่อเนื่องกันอีก 6 ช่วง ซึ่ง การทำสัญญาจ้างแรงงานในลักษณะดังกล่าวทำให้โจทก์มีระยะเวลาการทำงานไม่ติดต่อกัน สิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย เมื่อถูกเลิกจ้างก็จะได้ไม่เท่าสิทธิตามที่บัญญัติในมาตรา 118 จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อ ประโยชน์ในการได้สิทธิในค่าชดเชยของโจทก์ตามมาตรา 20 การที่ศาลแรงงานกลางนับระยะเวลาการทำงานของ โจทก์ทุกช่วงเข้าด้วยกันแล้วเห็นว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยครบสามปีแต่ไม่ครบหกปีจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อย กว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (3) จึง ชอบแล้ว แต่ในส่วนของการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติในชั้นพิจารณาของ ศาลแรงงานกลางว่า ในระหว่างที่โจทก์ทำงานตามสัญญาจ้างคนประจำเรือฉบับสุดท้าย จำเลยให้โจทก์นำเรือไปส่ง สินค้าต่างประเทศ โจทก์นำเรือกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 เกินกำหนดระยะเวลาตามสัญญา


ว่าจ้างคนประจำเรือ ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้มีระยะเวลาการทำงาน 6 เดือน นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 ซึ่งจะ ครบกำหนดในวันที่ 15 เมษายน 2547 แต่ตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือข้อ 2 วรรคสอง ก็ได้ระบุว่าในกรณีเรือที่ ลูกจ้างทำงานเดินทางกลับมาถึงเมืองท่ากรุงเทพมหานครภายหลังวันครบกำหนดสัญญาจ้าง มิให้ถือว่าเป็นการต่อ อายุสัญญาจ้าง หรือเป็นการจ้างโดยมิได้กำหนดเวลาแต่อย่างใด กำหนดระยะเวลาการทำงานตามสัญญาดังกล่าวจึง เป็นได้สองกรณีคือระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาหรือหากในวันครบกำหนดอายุสัญญาจ้าง ลูกจ้างยังอยู่ ระหว่างการทำงานบนเรือนอกท่าก็ให้ครบกำหนดในวันที่เดินทางกลับมาถึงท่าเรือที่กรุงเทพมหานคร เมื่อโจทก์นำ เรือกลับถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาการจ้างใน สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือข้อ 2 ดังกล่าว สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จึงไม่ ถูกต้อง อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน และสัญญา ข้อ 2 วรรคสอง ขัดกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า จำเลยจ้างโจทก์ให้เป็นคนประจำเรือตำแหน่ง นายเรือ ซึ่งในวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างอาจเป็นวันที่โจทก์ยังนำเรือกลับมาไม่ถึงกรุงเทพมหานคร เพราะเรือยัง อยู่ในความควบคุมของโจทก์ การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันว่าการเดินทางกลับมาไม่ถึงมิให้เป็นการต่ออายุสัญญา จ้าง ซึ่งมีผลทำให้สัญญาจ้างครบกำหนด เมื่อเรือเดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ย่อมเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและตกเป็นโมฆะแต่ประการใด ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ได้ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันทีที่โจทก์นำเรือกลับมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครเป็นการเลิกจ้างเมื่อครบกำหนด ระยะเวลาตามสัญญาจ้าง จึงไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (พิทยา บุญชู-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น


หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6341 - 6342/2553 นางสาวจันทร์จิรา ศุภชัยสาคร กับพวกโจทก์ บริษัทการบินบริติชแอร์เวย์ พีแอลซีจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 การบอกเลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน กระทำความผิดต่อระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือขาดการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง เป็นการเลิกจ้างใน สถานการณ์ปกติที่นายจ้างไม่ได้ประสบภาวะวิกฤติร้ายแรงในการประกอบกิจการ แต่หากนายจ้างต้องประสบภาวะ วิกฤติร้ายแรงถึงขั้นความอยู่รอดของกิจการ นายจ้างก็มีสิทธิอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ กฎหมายกำหนด จำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2541 ผลกำไรลดลง ต่อมาเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้าย นำเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลกระทบอย่างสำคัญต่อการประกอบธุรกิจการบิน ของจำเลย จำเลยต้องดำเนินการเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงทุกด้าน และมีความจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายสำหรับฐานบินใน ประเทศไทยด้วยซึ่งเป็นฐานบินขนาดเล็ก โดยลดพนักงานและเลิกจ้างลูกเรือทั้งหมด 38 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการเลิกจ้างในสถานการณ์ไม่ปกติ แม้ไม่ใช่สาเหตุมาจากลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน กระทำความผิด ขาด การปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย หรือไม่ไปรับการรักษาพยาบาลตามที่จำเป็นดังที่โจทก์ทั้ง สองกล่าวอ้างในอุทธรณ์ จำเลยก็มีสิทธิยกเป็นเหตุเลิกจ้างได้ ทั้งจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าในการเลิกจ้าง แก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน ถูกต้องตามกฎข้อบังคับในการว่าจ้าง การบอกเลิกสัญญาจ้างแก่ โจทก์ทั้งสองชอบแล้ว จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาแต่อย่างใด ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันกับคดีอีกเก้าสำนวน โดย เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ในระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 9 และที่ 11 ตกลงกับ จำเลยได้ ศาลแรงงานกลางสั่งแยกคดีออกไปและพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 10 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เรียกโจทก์ใหม่ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับและคดีสำหรับโจทก์ที่ 3 ถึงที่สุด โดยคู่ความไม่อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้


โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างเป็นเงิน 9,284,934 บาท 9,967,335.76 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามลำดับและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้แก่โจทก์คนละ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...การบอกเลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุลูกจ้างไม่ผ่านการ ทดลองงาน กระทำความผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือขาดการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่นายจ้าง เป็นการเลิกจ้างในสถานการณ์ปกติที่นายจ้างไม่ได้ประสบภาวะวิกฤติร้ายแรงในการประกอบ กิจการ แต่หากนายจ้างต้องประสบภาวะวิกฤติร้ายแรงถึงขั้นความอยู่รอดของกิจการ นายจ้างก็มีสิทธิอ้างเป็นเหตุ เลิกจ้างลูกจ้างได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยประสบ ปัญหาทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2541 ผลกำไรลดลง ต่อมาเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ทำให้เกิดผลกระทบอย่างสำคัญต่อการประกอบธุรกิจการบิน ของจำเลยจำเลยต้องดำเนินการเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงทุกด้าน ได้แก่ ลดลูกเรือที่ปฏิบัติงานบนเครื่องบินเลิกจ้าง พนักงาน 13,000 ตำแหน่ง ยกเลิกเที่ยวบินในเส้นทางไม่เหมาะสม ลดเงินเดือนพนักงานในระดับผู้บริหาร งดจ่าย โบนัสและไม่ขึ้นเงินเดือนแก่พนักงาน ปิดฐานบินหลายประเทศ และช่วงไตรมาสสุดท้ายของงบการเงินปี 2544 ถึง 2545 ผลประกอบกิจการขาดทุน 160,000,000 ปอนด์ คิดผลประกอบกิจการทั้งปีขาดทุน 110,000,000 ปอนด์ จำเลยจึงมีความจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายสำหรับฐานบินในประเทศไทยด้วยซึ่งเป็นฐานบินขนาดเล็ก โดยลดพนักงาน ในส่วนงานธุรการ พนักงานขาย พนักงานประจำสนามบิน พนักงานในส่วนงานวิศวกรรม และเลิกจ้างลูกเรือทั้งหมด 38 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการเลิกจ้างในสถานการณ์ไม่ปกติ แม้ไม่ใช่สาเหตุมาจากลูกจ้างไ ม่ผ่านการ ทดลองงาน กระทำความผิด ขาดการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย หรือไม่ไปรับการ รักษาพยาบาลตามที่จำเป็นดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในอุทธรณ์ จำเลยก็มีสิทธิยกเป็นเหตุเลิกจ้างได้ ทั้งจำเลยมี หนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าในการเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน ซึ่งถูกต้องตามกฎ ข้อบังคับในการว่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.5 ข้อ อี อาร์ 19, ข้อ 4 ที่กำหนดว่าการว่าจ้างพนักงานอาจยุติลงเพราะ เหตุบริษัทปรับปรุงหน่วยงานอันเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนพนักงาน บริษัทจะแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อย กว่า 60 วันก่อนเลิกจ้างยาวนานกว่าระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน ตามเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาจ้าง ที่โจทก์ทั้งสองอ้างในอุทธรณ์เสียอีก การบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ทั้งสองชอบแล้วจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาจ้างแต่ อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน" พิพากษายืน (อนันต์ ชุมวิสูตร-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล)


แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2552 นางสาวนงลักษณ์ อยู่ศรีโจทก์ บริษัทยูนิฟาย พรีเชนเทชั่น จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 การพิจารณาว่าจำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าเสียหายจากการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรม จะต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 528 และมาตรา 538 หรือตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 แล้วแต่กรณี และบทกฎหมายดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่า ถ้า นายจ้างไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้ว นายจ้างจะยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นมา อ้างภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรค สาม มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ดังนั้นแม้จำเลยไม่ได้ระบุเหตุแห่ง การเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ใน ส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ โจทก์ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวต่อพ่วงกับอุปกรณ์ของจำเลยในเวลาทำงานเพื่อทำการค้ากับ บุคคลภายนอก นอกจากจะเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบจากการใช้กระแสไฟฟ้า โทรศัพท์และอุปกรณ์ของ จำเลยแล้วยังเป็นการเบียดบังเวลาทำงานของจำเลยอีกด้วย ย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลย ตักเตือนและสั่งห้ามแล้ว โจทก์ยังกระทำเช่นนั้นอีกจนต้องมีการตักเตือนเช่นนั้นถึง 5 ครั้ง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ละเลย ไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณและเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไป


โดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคท้าย และตามพฤติการณ์การกระทำของโจทก์ดังกล่าว ยังยากแก่การบังคับบัญชา หากจ้างโจทก์ทำงาน ต่อไปก็มีแต่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากขึ้น จำเลยย่อมมีเหตุผลที่จะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป ถือ ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ส่วนค่าชดเชยจำเลยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือ ไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้โจทก์ทราบในขณะที่เลิกจ้าง จำเลยจึงจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการฝ่ายบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมา วันที่ 3 พฤษภาคม 2549 จำเลยได้ปิดประการเลิกจ้างโจทก์ที่ทางเข้าบริษัท โดยไม่ได้ระบุเหตุผลและโจทก์ไม่ได้ กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี แต่ ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 31,500 บาท และสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 28 วัน เป็นเงิน 20,300 บาท อีกทั้งจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2549 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 รวม 8 วัน เป็นเงิน 2,800 บาท การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 2,800 บาท กับค่าชดเชยจำนวน 31,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 20,300 บาท กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวต่อพ่วงกับอุปกรณ์ของจำเลย เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และพูดคุยทางคอมพิวเตอร์ในเวลาทำงานเป็นประจำอันเป็นข้อห้ามของจำเลยและออกไปติดต่อทำการค้าขายใน กิจการส่วนตัวกับบุคคลภายนอกโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยได้ตักเตือนเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวในที่ ประชุมแล้วแต่โจทก์ยังคงประพฤติปฏิบัติเช่นเดิม จำเลยจึงมีหนังสือตักเตือนโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 หลังจากนั้นโจทก์ได้กระทำความผิดอีกในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทุจริต ต่อหน้าที่ จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วย กฎหมายและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 1,050 บาท และค่าชดเชยจำนวน 31,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าว กับให้จ่ายสินจ้างแทนการบอก


กล่าวล่วงหน้าจำนวน 20,300 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 21,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายดังกล่าว โดยให้คิด ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการและบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือ เลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7 โดยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ และฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า จดหมายเตือนเอกสาร หมาย ล.4 ที่มีข้อความว่า "ด้วย น.ส. นงลักษณ์ พนักงานประจำของบริษัท ยูนิฟาย พรีเซนเทชั่น จำกัด ได้กระทำ การหรือปฏิบัติหน้าที่การงานซึ่งผิดจากข้อบังคับของบริษัทฯ และคำสั่งการของผู้บริหาร โดยกระทำการฝ่าฝืนคำสั่ง ผู้บริหารและจงใจทำให้บริษัทฯ เกิดความเสียหายโดยใช้ Computer Note Book ซึ่งมีงานส่วนตัวมาพ่วงต่อกับ อุปกรณ์ของบริษัทฯ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในเวลาทำงานและมักออกไปติดต่อบุคคลภายนอกบริษัทฯ เพื่อทำการค้า ขายผลประโยชน์ส่วนตัวในเวลาทำงานโดยไม่แจ้งให้ผู้บริหารหรือหัวหน้าทราบอยู่เสมอ มีการค้าขายสินค้าส่วนตัว และทำการพูดคุยทางคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกว่า Chat ภายในเวลาทำงานของบริษัทฯ เป็นประจำทุกวันซึ่งเป็นข้อ ห้ามของทางบริษัทฯ อย่างรุนแรง และเป็นคำสั่งห้ามจากทางผู้บริหารโดยติดประกาศเตือนและแจ้งให้พนักงานทุก คนทราบในที่ประชุมแล้วทุกครั้ง ซึ่งการตักเตือนของทางผู้บริหาร ได้ทำการตักเตือนในที่ประชุมบริษัทฯ แล้วถึง 5 ครั้ง โดยระบุถึง น.ส. นงลักษณ์ โดยเฉพาะด้วย แต่ก็ยังคงปฏิบัติผิดกฎระเบียบและคำสั่งผู้บริหารของบริษัทฯ เช่น เดิม..." นั้น โจทก์ไม่ทราบหนังสือตักเตือนดังกล่าวมาก่อนและวินิจฉัยว่าความผิดที่ตักเตือนดังกล่าวมิใช่ความผิด กรณีร้ายแรงที่นายจ้างเลิกจ้างได้ทันที่โดยไม่ต้องตักเตือน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อ 2.4 ที่ศาลฎีกาสั่งให้รับไว้พิจารณาว่า จำเลยมี หนังสือเลิกสัญญาจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.7 โดยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ จำเลยมีสิทธิยกเหตุผลซึ่ง มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นอ้าง เพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าจำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่เพียงใด นั้น จะต้องพิจารณาตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และมาตรา 583 หรือตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วแต่กรณี และบทกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติไว้ว่า ถ้านายจ้างไ ม่ได้แจ้ง เหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้ว นายจ้างจะยกเหตุผลแห่งการเลิกจ้างขึ้นมาอ้างภายหลัง ไม่ได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ดังนั้นแม้จำเลยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการ เลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วน ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟัง ขึ้น


มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.2 ที่ศาลฎีกาสั่งให้รับไว้พิจารณาว่า การกระทำ ของโจทก์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวต่อพวงกับอุปกรณ์ของจำเลยในเวลาทำงานเพื่อทำการค้ากับบุคคลภายนอก โดย ใช้กระแสไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์ของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จำเลยได้ตักเตือนและสั่งห้าม โจทก์ในที่ประชุมบริษัทฯ แล้ว 5 ครั้ง นั้นเป็นการกระทำที่จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ทันที โดยไม่ต้องบอก กล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานก็ย่อมมุ่งหวัง จะได้รับประโยชน์จากการทำงานของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างให้คุ้มกับค่าจ้างที่เสียไป การที่โจทก์ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัว ต่อพวงกับอุปกรณ์ของจำเลยในเวลาทำงานเพื่อทำการค้ากับบุคคลภายนอก นอกจากจะเป็นการแสวงหาประโยชน์ อันมิชอบจากการใช้กระแสไฟฟ้า โทรศัพท์และอุปกรณ์ของจำเลยเพื่อเป็นประโยชน์ส่วนตัวแล้วยังเป็นการเบียดบัง เวลาทำงานของจำเลยอีกด้วย ย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยตักเตือนและสั่งห้ามในที่ประชุมแล้ว โจทก์ยังกระทำเช่นนั้นอีกจนต้องมีการตักเตือนเช่นนั้นถึง 5 ครั้ง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่า นั้นเป็นอาจิณและเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและ สุจริต จำเลยจึงชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคท้าย และตามพฤติการณ์การกระทำของโจทก์ดังกล่าวนอกจากจะแสวงหาประโยชน์ อันมิชอบและเบียดบังเวลาทำงานของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายแล้ว ยังยากแก่การบังคับบัญชา หาก จ้างโจทก์ทำงานต่อไปก็มีแต่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากขึ้น จำเลยย่อมมีเหตุผลที่จะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ ทำงานต่อไป ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่าย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์อีกเช่นกัน ส่วนค่าชดเชยนั้นจำเลยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็น เหตุที่เลิกจ้างไว้ในสัญญาหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้โจทก์ทราบในขณะที่เลิกจ้าง จำเลยจึงจะยกเหตุดังกล่าวขึ้น อ้างในภายหลังไม่ได้ตามหนังสือบอกเลิกพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น


หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8417/2551 นางสาวบุษยมาส รัตน้ำหินโจทก์ บริษัทแมทธีเรียล ออโตเมชั่น (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค ท้าย, 119 (1) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ และมิได้ใช้คำว่า "โดย ทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 1 (1) จึงต้องให้ความหมายว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือความประพฤติ ชั่ว โกง ไม่ชื่อตรง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการสอบสวนนั้นโจทก์แจ้งว่า โจทก์ได้รับกล้องที่เป็นของสมนาคุณมา จริงแล้วนำไปไว้ในที่เก็บสินค้าของจำเลยยังมิได้นำออกใช้ แต่เมื่อตรวจดูหน่วยความจำที่บันทึกภาพถ่ายในกล้อง ปรากฏว่ามีภาพอยู่จำนวน 26 ภาพ เป็นภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัวโจทก์จึงยอมรับว่าเอากล้อง ดังกล่าวไปใช้จริง การที่โจทก์ยอมรับว่าเอากล้องดังกล่าวไปใช้แล้วจึงเป็นเพราะโจทก์จำนนต่อหลักฐานนั่นเอง ทั้ง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการนำไปใช้โดยถือวิสาสะ เพราะหากโจทก์คิดว่าโจทก์มีสิทธิจะนำไปใช้ได้ โจทก์ก็น่าจะยอมรับ ว่าเอาไปใช้แล้วจริงตั้งแต่ต้น ไม่น่าจะต้องให้ตรวจดูหน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้เสียก่อน เมื่อปรากฏว่ามีภาพถ่าย ที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัว โจทก์จึงเพิ่งจะยอมรับว่ากล้องดังกล่าวเป็นของสมนาคุณที่จำเลยได้มาและมีไว้ เพื่อให้พนักงานของจำเลยจับรางวัลในงานวันขึ้นปีใหม่ การที่โจทก์ไม่แจ้งให้จำเลยทราบว่าได้กล้องดังกล่าวมา ทั้ง ยังนำไปใช้โดยพลการ เมื่อมีการสอบสวนก็ยังไม่ยอมรับว่าเอาไปใช้แล้วจนต้องมีการตรวจสอบหาความจริงจาก หน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้ด้วยเช่นนี้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติไม่ซื่อตรงอันเป็นการทุจริตต่อ หน้าที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) ทั้งยังเป็นการกระทำอันไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและ สุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ทั้งการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในกรณีนี้เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรที่จะ เลิกจ้างได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 223,520 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าจำนวน 27,940 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 251,460 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิด นัดวันที่ 1 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างเป็นเงิน 558,800 บาท


จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 22,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชยจำนวน 183,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 1 ตุลาคม 2547) ไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 48,880 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้าง จำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ มีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าดูแลสินค้า เก็บรักษาสินค้า ตลอดจนตรวจคืน สินค้า ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 22,940 บาท กำหนดจ่ายทุกวันสิ้นเดือน ได้รับค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 บาท และเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 3,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2547 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์ให้มี ผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป โดยมีสาเหตุมาจากเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ในฐานะผู้จัดการ ฝ่ายจัดซื้อได้รับกล้องดิจิตอล ยี่ห้อโซนี่ รุ่น ดีเอสซี-เอฟเอกซ์ 77 ราคา 21,990 บาท จากบริษัทฮิวแลตต์ แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด ไว้แทนจำเลย ซึ่งเป็นของสมนาคุณที่ได้เนื่องจากจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทดังกล่าว โดย โจทก์ไม่เคยแจ้งเรื่องให้ผู้ใดทราบ สำหรับของสมนาคุณที่จำเลยได้รับมาจะนำมาเก็บไว้เพื่อให้พนักงานของจำเลย ทุกคนได้จับรางวัลในงานวันขึ้นปีใหม่ ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าโจทก์นำเอากล้องดังกล่าวไปเป็นของส่วนตัว จำเลยจึงมี คำสั่งให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง จากการสอบสวนโจทก์แจ้งว่าได้รับกล้องที่เป็นของสมนาคุณมาจริงแล้วนำไปไว้ในที่ เก็บสินค้าของจำเลยยังมิได้นำออกใช้ แต่เมื่อตรวจดูหน่วยความจำที่บันทึกภาพถ่ายในกล้องแล้วปรากฏว่ามีภาพอยู่ จำนวน 26 ภาพ เป็นภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัวโจทก์จึงยอมรับว่าเอาไปใช้จริง แล้วศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำกล้องที่เป็นของสมนาคุณซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลเก็บรักษาออกจากที่ทำงานไปใช้ถ่ายรูป ส่วนตัวโดยมิได้ขออนุญาตจากผู้มีอำนาจของจำเลยก่อนเป็นการกระทำที่ถือวิสาสะ ยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์เก็บกล้องที่ เป็นของสมนาคุณไว้โดยมีเจตนาเก็บไว้เป็นของตนเองหรือไม่ เพราะเมื่อมีการร้องเรียนจำเลยเรียกให้ส่งคืนโจทก์ก็ ส่งมอบให้แก่จำเลยในสภาพที่ใช้การได้ดี ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดว่าโจทก์มีเจตนาเอาไปหรือเบียดบังเอาไปโดย ทุจริตอันจะเป็นความผิดในทางอาญา จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่ นายจ้าง ทั้งฟังไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่าง ร้ายแรงจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้แก่โจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ โดย จำเลยอุทธรณ์ว่า หากโจทก์สุจริตใจจริง โจทก์ก็น่าจะยอมรับว่าเอากล้องไปใช้ตั้งแต่แรก แต่กลับปรากฏว่าจำเลย ต้องเปิดหน่วยความจำในกล้องให้ดูโจทก์จึงยอมรับเพราะจำนนต่อหลักฐาน การกระทำของโจทก์เป็นการใช้ ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เอาทรัพย์สินของจำเลยไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดทรัพย์สินของ จำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย มิใช่เป็นกรณีถือวิสาสะดังที่ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัย โจทก์ไม่ซื้อสัตย์ต่อ


จำเลย จึงมีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ ซื่อตรง ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า ในการสอบสวนนั้นโจทก์แจ้งว่าโจทก์ได้รับกล้องที่เป็นของสมนาคุณมา จริงแล้วนำไปไว้ในที่เก็บสินค้าของจำเลยยังมิได้นำออกใช้ แต่เมื่อตรวจดูหน่วยความจำที่บันทึกภาพถ่ายในกล้อง ปรากฏว่ามีภาพอยู่จำนวน 26 ภาพเป็นภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัว โจทก์จึงยอมรับว่าเอากล้อง ดังกล่าวไปใช้แล้วจริง การที่โจทก์ยอมรับว่าเอากล้องดังกล่าวไปใช้แล้วจึงเป็นเพราะโจทก์จำนนต่อหลักฐานนั่นเอง ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการนำไปใช้โดยถือวิสาสะ เพราะหากโจทก์คิดว่าโจทก์มีสิทธิจะนำไปใช้ได้ โจทก์ก็น่าจะ ยอมรับว่าเอาไปใช้แล้วจริงตั้งแต่ต้น ไม่น่าจะต้องให้ตรวจดูหน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้เสียก่อน เมื่อปรากฏว่ามี ภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัว โจทก์จึงเพิ่งจะยอมรับ กล้องดังกล่าวเป็นของสมนาคุณที่จำเลยได้มาและมี ไว้เพื่อให้พนักงานของจำเลยจับรางวัลในงานขึ้นปีใหม่ การที่โจทก์ไม่แจ้งให้จำเลยทราบว่าได้กล้องดังกล่าวมา ทั้งยัง นำไปใช้โดยพลการ เมื่อมีการสอบสวนก็ยังไม่ยอมรับว่าเอาไปใช้แล้วจนต้องมีการตรวจสอบหาความจริงจาก หน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้ด้วยเช่นนี้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติไม่ซื่อตรงอันเป็นการทุจริตต่อ หน้าที่ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ทั้งยังเป็นการทำอันไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและ สุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ทั้งการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในกรณีนี้เป็นการ เลิกจ้างที่มีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างได้ จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟัง ขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (พิทยา บุญชู-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7398 - 7399/2551 นายชวลิต เกียรติเกษมโจทก์ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 (1) (2) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 24, 119 (4) ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัทจำเลยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ 47.87 การปิโตรเลียม แห่งประเทศไทยถือหุ้นร้อยละ 24.29 ธนาคาร ก. ถือหุ้นร้อยละ 7.86 และประชาชนทั่วไปถือหุ้นที่เหลืออีก ประมาณร้อยละ 20 ของหุ้นทั้งหมด เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยแปรรูปเป็นบริษัท ป. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัท ป. จึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 (2) ทำให้บริษัท จำเลยมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตาม มาตรา 6 (1) ไม่เกินร้อยละ 50 บริษัทจำเลยจึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ พ.ศ.2543 อีกต่อไป แต่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทจำเลยซึ่งเป็นสหภาพที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ย่อมสิ้นสภาพการเป็น สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 24 เมื่อเดือนมกราคม 2545 ถึงธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ไปถึงสถานที่ทำงานในเวลา 8 นาฬิกา อันเป็น เวลาทำงานตามปกติรวม 35 ครั้ง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 11 มกราคม 2546 ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามและพูดจาไม่สุภาพหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง จำเลยออกหนังสือเตือน ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 โดยหนังสือเตือนทั้งสองฉบับระบุว่า เป็นเรื่องเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติ และระบุ เรื่องการกระทำผิดวินัยของโจทก์ด้วย โดยมีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือน หลังจากนั้น ตั้งแต่เดือนมกราคม 2546 ถึงมีนาคม 2546 โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนโดยไม่ไปถึงอาคารสถานที่ทำงานและไม่ ปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา รวม 13 ครั้ง จำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ตามเอกสารหมาย ล.12 ระบุว่า หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน มีข้อความระบุความผิดของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวแล้วยังระบุว่าเป็น การกระทำผิดซ้ำคำเตือน ทั้งระบุว่าบริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต่อไปโดย มิได้มีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือน หลังจากออกหนังสือฉบับนี้ได้ 9 วัน จำเลยออก หนังสือปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน ดังนี้ หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตามเอกสารหมาย ล.12 ดังกล่าว จึงมิใช่หนังสือเตือน แต่เป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยจึงไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชย ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์และ จำเลยทั้งสองสำนวนว่า โจทก์และจำเลย


โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าทำงานกะนับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2541 ถึง วันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เป็นเงิน 19,039 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นเงิน 78,370 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นเงิน 5,526 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 เพิก ถอนหนังสือเตือนของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 25 มีนาคม 2546 จ่ายเงินวินัยการปฏิบัติงานประจำปี 2545 เป็นเงิน 5,685 บาท ประจำปี 2546 เป็นเงิน 2,969 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 ค่าชดเชยเป็นเงิน 113,700 บาท สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 21,224 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 ค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่ เป็นธรรมเป็นเงิน 500,000 บาท จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มจำนวนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัด และใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,137,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 113,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เสีย โจทก์และจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัทจำเลยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ 47.87 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งมี กระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมด ถือหุ้นร้อยละ 24.29 และมีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 7.86 ประชาชนทั่วไปถือหุ้นที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 20 ของหุ้นทั้งหมด จำเลยจึงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 การปิโตรเลียมแห่ง ประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อันเป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) จึงมีผลทำให้จำเลยเป็นบริษัทที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวง การเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยน้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ย่อมมีผลทำให้จำเลยมิได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกต่อไป คณะกรรมการกิจการ สัมพันธ์ที่โจทก์เป็นหนึ่งในกรรมการซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและใช้บังคับแก่กิจการ รัฐวิสาหกิจเท่านั้น จึงมีผลเป็นอันสิ้นสภาพลงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในเดือนเมษายน 2546 จึงมิได้ฝ่าฝืนมาตรา 24 และมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 โจทก์ไม่มี สิทธิรับค่าเสียหายในส่วนนี้ ส่วนการเพิกถอนหนังสือเตือน ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไปถึงสถานที่ ปฏิบัติงานเลยเวลาทำงานปกติหลายครั้ง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติงานหรือละทิ้งหน้าที่ในเวลาทำงาน หรือถ่วงเวลา


ทำงานในสถานที่อื่น อีกทั้งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์โต้เถียงกับผู้บังคับบัญชาและใช้วาจาไม่สุภาพ จะ ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาต่อผู้บริหารระดับสูงว่าผู้จัดการส่วนการพนักงานไม่เหมาะสมต่อตำแหน่ง อันเป็นการฝ่าฝืน ระเบียบข้อบังคับของจำเลยข้อ 19 จึงไม่มีเหตุเพิกถอนหนังสือเตือนทั้งสามฉบับ สำหรับเงินวินัยการปฏิบัติงานและ ค่าทำงานเป็นกะ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การจ่ายเงินวินัยมีหลักเกณฑ์ว่าจะจ่ายทุกสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ทุกปี โดยพนักงานที่มีเวลาทำงานไม่ครบหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมจะได้รับเงินวินัยการปฏิบัติงานลดลงไปตาม สัดส่วน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าปี 2545 โจทก์ไปทำงานสายรวม 35 ครั้ง ในปี 2546 โจทก์ถูกลงโทษตักเตือนเป็น หนังสือ จำเลยมีสิทธิตัดเงินวินัยการปฏิบัติงานทั้งสองปีได้ สำหรับเงินค่าทำงานกะ ศาลแรงงานกลางฟังว่า พนักงานที่ปฏิบัติงานกลางวันระหว่าง 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา จะไม่ได้รับค่าทำงานกะ การย้ายโจทก์ไปทำงาน กลางวันกระทำโดยมีเหตุผลอันสมควรมิใช่กลั่นแกล้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานกะ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ในประเด็นค่าทำงานกะขาดอายุความหรือไม่ สำหรับค่าชดเชยนั้นศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไปปฏิบัติงาน สาย ในปี 2545 จำเลยออกหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2546 เมื่อโจทก์ไปปฏิบัติงานสายระหว่างเดือน มกราคม 2546 ถึงเดือนมีนาคม 2546 จำเลยลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ไปปฏิบัติงานสายอันเป็นการผิดซ้ำคำเตือน จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชย สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เมื่อ ข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ไปทำงานสายหลายครั้ง จำเลยคงตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการละเลยไม่นำพา ต่อคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเป็นอาจิณกระทำการไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไป โดยถูกต้องและสุจริต จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากนี้โจทก์มีปัญหากับผู้บังคับบัญชา ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ถูกย้ายไปทำงานใน เวลากลางวัน ก็ยังถูกส่งตัวคืนส่วนการพนักงาน ขณะที่โจทก์ไปทำงานส่วนการพนักงานยังมีข้อขัดแย้งกับ ผู้บังคับบัญชาจนต้องออกหนังสือเตือนเกี่ยวกับความประพฤติของโจทก์อีก การเลิกจ้างมีเหตุสมควรเพียงพอ ไม่ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกสรุปได้ว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ พ.ศ.2543 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ได้นิยามคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ไว้โดยเฉพาะแล้วว่าหมายถึง (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของ รัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจ ตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้แปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้บริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นเป็นกระทรวง ทบวง กรมหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะ เทียบเท่า หรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) ไม่เกินร้อยละห้าสิบ ดังนั้นบริษัทจำเลยจึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและไม่อยู่ ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อีกต่อไป แต่จะตกอยู่ภายใต้บังคับของ กฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสหภาพ แรงงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ย่อมสิ้นสภาพเป็นสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติ


ดังกล่าว นอกจากนี้แล้วสหภาพแรงงานดังกล่าวมิได้มีการยกเลิกด้วยเหตุนายทะเบียนมีคำสั่งให้ยกเลิกตามมาตรา 66 อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการกระทำ ผิดซ้ำคำเตือนตามเอกสารหมาย ล.12 มิใช่หนังสือเตือน เพราะไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าห้ามมิให้โจทก์กระทำผิดเช่น ว่านั้นอีก ส่วนโจทก์อุทธรณ์สรุปได้ว่า คู่มือพนักงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ระบุขั้นตอนให้ลงโทษอย่าง ใดอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยลงโทษเตือนโจทก์ด้วยวาจาและเตือนเป็นหนังสือแล้วไม่สามารถนำเหตุนั้นมาลงโทษได้อีก เห็นว่า เมื่อเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ไปถึงสถานที่ทำงานในเวลา 8.00 นาฬิกา อันเป็น เวลาทำงานตามปกติรวมทั้งสิ้น 35 ครั้ง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามและพูดจาไม่สุภาพหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง จำเลย ออกหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เอกสารทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อนายวัชระพงษ์ผู้จัดการส่วนการ พนักงาน หนังสือทั้งสองฉบับนี้ระบุว่าเป็นเรื่องเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติ และยังระบุเรื่องการกระทำผิดของ โจทก์ด้วย อีกทั้งมีข้อความเหมือนกันว่า "ดังนั้นเพื่อให้ท่านแก้ไขและปรับปรุงความประพฤติของท่านให้เป็น พนักงานที่ดีและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎข้อบังคับและมาตรฐานการทำงานที่ดี บริษัทฯจึงลงโทษ ท่านโดยการออกหนังสือเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติครั้งที่ 1 ขอตักเตือนว่าหากท่านฝ่าฝืนกฏข้อบังคับของ บริษัท โดยกระทำผิดเช่นนั้นอีก บริษัทจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อไป" หลังจากนั้นปรากฏว่าตั้งแต่เดือน มกราคม 2546 ถึงมีนาคม 2546 โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนโดยไปไม่ถึงอาคารสถานที่ทำงานและไม่ปฏิบัติงาน ตั้งแต่เวลา 8.00 นาฬิกา รวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง จำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ลงนามโดยนายวัชระพงษ์ เช่นกัน แต่ระบุเรื่องว่า หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อมีข้อความระบุการกระทำความผิดของโจทก์ใน เรื่องดังกล่าวแล้วยังระบุว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนทั้งระบุว่าบริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานต่อไป มิได้มีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือน หลังจากออกหนังสือฉบับนี้ ได้ 9 วัน จำเลยออกหนังสือปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน ดังนั้น เอกสารหมาย ล.12 จึงมิใช่หนังสือเตือนแต่ เป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน โดยโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและ นายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น การกระทำของโจทก์เป็นการละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของ นายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นอาจิณ จำเลยผู้เป็นนายจ้างสามารถไล่ออกโดยมิพักต้องบอกล่าวล่วงหน้าหรือให้ สินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 พฤติการณ์เกี่ยวกับการทำงาน รวมทั้งการฝ่าฝืนคำสั่งและระเบียบข้อบังคับของจำเลยย่อม มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องทั้งหมด (วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ)


ศาลแรงงานกลาง - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ4943/2547 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7398 - 7399/2551 นายชวลิต เกียรติเกษมโจทก์ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 (4) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 (1), 6 (2), 24, 34, 66 ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ ได้นิยามคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ไว้โดยเฉพาะแล้วว่าหมายถึง (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้ง กิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ กระทรวง ทบวง กรมหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) ที่มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละ ห้าสิบ เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้แปรรูปเป็นบริษัท ป. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัทดังกล่าวจึงไม่ เป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ย่อมทำให้บริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) ไม่เกินร้อยละห้าสิบ ดังนั้นบริษัทจำเลยจึง ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ อีกต่อไป แต่จะตกอยู่ภายใต้ บังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท บ. ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ ย่อมสิ้นสภาพเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว นอกจากนี้แล้วสหภาพแรงงานดังกล่าวมิได้มีการ ยกเลิกด้วยเหตุนายทะเบียนมีคำสั่งให้ยกเลิกตามมาตรา 66 เมื่อเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ไปถึงสถานที่ทำงานในเวลา 8.00 นาฬิกา อันเป็นเวลาทำงานตามปกติรวมทั้งสิ้น 35 ครั้ง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ต่อมา


เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามและพูดจาไม่สุภาพหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชา โดยตรง จำเลยออกหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เอกสารทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อ ว. ผู้จัดการส่วน การพนักงาน หนังสือทั้งสองฉบับนี้ระบุว่าเป็นเรื่องเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติ และยังระบุเรื่องการกระทำผิด ของโจทก์ด้วย อีกทั้งมีข้อความเหมือนกันว่า "ดังนั้นเพื่อให้ท่านแก้ไขและปรับปรุงความประพฤติของท่านให้เป็น พนักงานที่ดีและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎข้อบังคับและมาตรฐานการทำงานที่ดี บริษัทฯ จึงลงโทษ ท่าน โดยการออกหนังสือเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติครั้งที่ 1 ขอตักเตือนว่าหากท่านฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของ บริษัทโดยการกระทำผิดเช่นนั้นอีก บริษัทจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อไป" หลังจากนั้นปรากฏว่าตั้งแต่เดือน มกราคม 2546 ถึงมีนาคม 2546 โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนโดยไปไม่ถึงอาคารสถานที่ทำงานและไม่ปฏิบัติงาน ตั้งแต่เวลา 8.00 นาฬิกา รวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ลงนามโดย ว. เช่นกัน แต่ ระบุเรื่องว่าหนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อมีข้อความระบุการกระทำความผิดของโจทก์ในเรื่องดังกล่าว แล้วยังระบุว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน ทั้งระบุว่าบริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานต่อไป มิได้มีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือนหลังจากออกหนังสือฉบับนี้ได้ 9 วัน จำเลยออกหนังสือปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน ดังนั้น หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน จึงมิใช่หนังสือ เตือนแต่เป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน โดยโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) การกระทำของโจทก์เป็นการละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นอาจิณ จำเลยเป็นนายจ้างสามารถไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 พฤติการณ์เกี่ยวกับการทำงาน รวมทั้งการฝ่าฝืนคำสั่งและ ระเบียบข้อบังคับของจำเลยย่อมมีเหตุผลอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าทำงานกะนับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2541 ถึง วันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เป็นเงิน 19,039 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นเงิน 78,370 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นเงิน 5,526 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 เพิก ถอนหนังสือเตือนของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 25 มีนาคม 2546 จ่ายเงินวินัยการปฏิบัติงานประจำปี 2545 เป็นเงิน 5,685 บาท ประจำปี 2546 เป็นเงิน 2,969 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 ค่าชดเชยเป็นเงิน 113,700 บาท สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 21,224 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 ค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่ เป็นธรรมเป็นเงิน 500,000 บาท จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มจำนวนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัด และใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,137,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 113,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เสีย โจทก์และจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ได้นิยามคำว่า "รัฐสาหกิจ" ไว้โดยเฉพาะแล้วว่าหมายถึง (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง องค์การของรัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐ เป็นเจ้าของ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือ รัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้แปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้บริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรมหรือทบวงการเมืองที่ มีฐานะเทียบเท่า หรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) ไม่เกินร้อยละห้าสิบ ดังนั้นบริษัทจำเลยจึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ และไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อีกต่อไปแต่จะตกอยู่ภายใต้บังคับ ของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็น สหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ย่อมสิ้นสภาพเป็นสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 24 แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้แล้วสหภาพแรงงานดังกล่าวมิได้มีการยกเลิกด้วยเหตุนายทะเบียนมีคำสั่งให้ ยกเลิกตามมาตรา 66 อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการกระทำ ผิดซ้ำคำเตือนตามเอกสารหลาย ล.12 มิใช่หนังสือเตือน เพราะไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าห้ามมิให้โจทก์กระทำผิดเช่น ว่านั้นอีก ส่วนโจทก์อุทธรณ์สรุปได้ว่า คู่มือพนักงานและขัอบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ระบุขั้นตอนให้ลงโทษอย่าง ใดอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยลงโทษเตือนโจทก์ด้วยวาจาและเตือนเป็นหนังสือแล้วไม่สามารถนำเหตุนั้นมาลงโทษได้อีก เห็นว่า เมื่อเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ไปถึงสถานที่ทำงานในเวลา 8.00 นาฬิกา อันเป็น เวลาทำงานตามปกติรวมทั้งสิ้น 35 ครั้ง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ตามเอกสารหมาย ล. 11 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามและพูดจาไม่สุภาพหยาบคายต่อ ผู้บังคับบัญชาโดยตรง จำเลยออกหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 ตามเอกสารหมาย ล.15 เอกสาร ทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อนายวัชระพงษ์ ผู้จัดการส่วนการพนักงาน หนังสือทั้งสองฉบับนี้ระบุว่าเป็นเรื่องเตือนให้ ปรับปรุงความประพฤติ และยังระบุเรื่องการกระทำผิดของโจทก์ด้วย อีกทั้งมีข้อความเหมือนกันว่า "ดังนั้นเพื่อให้ ท่านแก้ไขและปรับปรุงความประพฤติของท่านให้เป็นพนักงานที่ดีและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎ ข้อบังคับและมาตรฐานการทำงานที่ดี บริษัทฯ จึงลงโทษท่านโดยการออกหนังสือเพื่อให้ปรับปรุงความประพฤติครั้ง ที่ 1 ขอตักเตือนว่าหากท่านฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของบริษัท โดยกระทำผิดเช่นนี้อีกบริษัทจะพิจารณาลงโทษสถาน


หนักต่อต่อไป" หลังจากนั้นปรากฏว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2546 ถึงมีนาคม 2546 โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนโดย ไปไม่ถึงอาคารสถานที่ทำงานและไม่ปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 8.00 นาฬิการวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ลงนามโดยนายวัชระพงษ์เช่นกัน แต่ระบุเรื่องว่า หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อมี ข้อความระบุการกระทำความผิดของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวแล้วยังระบุว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน ทั้งระบุว่า บริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต่อไป มิได้มีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการ ออกหนังสือตักเตือน หลังจากออกหนังสือฉบับนี้ได้ 9 วัน จำเลยออกหนังสือปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน ตามเอกสารหมาย ล.9 ดังนั้น เอกสารหมาย ล.12 จึงมิใช่หนังสือเตือนแต่เป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ กระทำผิดซ้ำคำเตือน โดยโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลย ฟังขึ้น การกระทำของโจทก์เป็นการละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นอาจิณ จำเลยผู้ เป็นนายจ้างสามารถไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พฤติการณ์เกี่ยวกับการ ทำงาน รวมทั้งการฝ่าฝืนคำสั่งและระเบียบข้อบังคับของจำเลยย่อมมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องทั้งหมด (วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6098/2551 นายสมชาย อุดมวิเศษสันต์โจทก์ บริษัทเบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583


พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการแผนกรับรถได้รับเรื่องการสั่ง ซ่อมรถยนต์คันพิพาทจากแผนกควบคุมแล้ว โจทก์มีหน้าที่ส่งเรื่องพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังหน่วยงานของ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อเคลมค่าอะไหล่กับบริษัทผู้รับประกันภายในเวลาอันสมควร แต่โจทก์ไม่กระทำ ถือว่าโจทก์ บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติ หน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว ล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 อันเป็นการวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยแล้ว ส่วนการพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 นั้น ศาล จะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างอันแท้จริงของนายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้าง อาจจะไม่ใช่เหตุตามคำให้การของจำเลยหรือที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17วรรค สาม แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ก็ได้ และเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาการเลิกจ้างนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นธรรมหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกเอาประกาศเรื่องระเบียบว่าด้วยเวลาปฏิบัติงานของแผนกแจ้งซ่อมเอกสารหมาย จ. 3 และหนังสือแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงเวลาปฏิบัติงานของแผนกแจ้งซ่อมเอกสารหมาย จ.4 มาวินิจฉัยประกอบ ทางนำสืบของโจทก์ว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นผลมาจากจำเลยไม่พอใจที่จำเลยขอเปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน ปกติของโจทก์แล้ว แต่โจทก์โต้แย้งคัดค้านและยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงานจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานของโจทก์ได้ ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุโจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรื อประมาทเลินเล่อตามที่จำเลยให้การต่อสู้ได้ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,200 บาท และค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชย 54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าว ล่วงหน้าและโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่า โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ รับผิดชอบดูแลแผนกแจ้งซ่อมได้รับเอกสารพร้อมอะไหล่ที่ซ่อมเพื่อส่งเรียกร้องและเรียกเก็บเงินจากบริษัท รับประกันแล้ว แต่โจทก์เก็บเรื่องไว้ไม่ส่งต่อให้แผนกอื่นเพื่อส่งเรียกร้องต่อไปจนล่วงเลยเวลา 30 วัน นับแต่วันรับ รถยนต์เข้าซ่อม ทำให้จำเลยเสียสิทธิเรียกเก็บค่าอะไหล่และค่าแรงเป็นเงิน 32,220 บาท การกระทำของโจทก์เป็น การจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย อย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็น ธรรม ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการแผนกรับรถได้รับเรื่องการสั่งซ่อม รถยนต์คันพิพาทจากแผนกควบคุมแล้ว โจทก์มีหน้าที่ส่งเรื่องพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังหน่วยงานของจำเลย เพื่อดำเนินการเรียกร้องค่าอะไหล่จากบริษัทผู้รับประกันภายในเวลาอันสมควร แต่โจทก์ไม่ได้กระทำการดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่ การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อันเป็นการวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้ของจำเลย แล้ว ส่วนการพิจารณาว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างอันแท้จริงของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควร หรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เหตุตามคำให้การต่อสู้ของจำเลยหรือที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ก็ได้ และเป็นคนละ กรณีกับการพิจารณาว่า การเลิกจ้างนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการ เลิกจ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นธรรมหรือไม่ ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกเอาประกาศเรื่อง ระเบียบว่าด้วยเวลาปฏิบัติงานของแผนกแจ้งซ่อมเอกสารหมาย จ. 3 และหนังสือแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงเวลา ปฏิบัติงานของแผนกแจ้งซ่อมเอกสารหมาย จ. 4 มาวินิจฉัยประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้าง โจทก์เป็นผลมาจากจำเลยไม่พอใจที่จำเลยขอเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานปกติของโจทก์แล้ว แต่โจทก์โต้แย้งคัดค้าน และยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงานจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานของโจทก์ ได้ ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อตามที่จำเลยให้การต่อสู้ได้ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ ขึ้น พิพากษายืน. (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) ศาลแรงงานกลาง - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ1493/2548 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2035/2551 นายพิสันต์หรือกร ตั้งวิรุฬห์โจทก์ บริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค ห้า เมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยมีคำสั่งบริษัท ส. เรื่อง การลงบันทึกเวลาในระดับผู้บริหารที่ไปจัดการ ธุรกิจให้บริษัทซึ่งเป็นคำสั่งในหน้าที่เพื่อควบคุมการปฏิบัติงานโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่ปฏิบัติตาม การกระทำ ของโจทก์จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งนายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าว ล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคห้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ___________________________ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-รัตน กองแก้ว) ศาลแรงงานกลาง - นายสมจิตร ทองประดับ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ9544/2547 หมายเหตุ


Click to View FlipBook Version