The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tan, แทน Jomkratok,จอมกระโทก, 2023-07-23 04:09:08

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

ผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ความว่าตามหนังสือเลิกจ้างของจำเลยเอกสารหมาย ล.14 มีข้อความ ภาษาอังกฤษระบุเหตุผลที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อย่างชัดเจนว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความ เสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยตามคำให้การ แม้หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.14 จะมีข้อความ เป็นภาษาไทยอยู่ด้วยก็ตาม ก็ต้องใช้ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษจึงจะสามารถหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ เนื่องจากจำเลยเป็นบริษัทของชาวต่างประเทศและกรรมการของจำเลยทั้งหมดก็เป็นชาวต่างประเทศ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 14 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เอกสารทำขึ้นไว้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นฉบับ เดียวกันหรือหลายฉบับก็ตามโดยมีภาษาไทยด้วย ถ้าข้อความในหลายภาษานั้นแตกต่างกันและมิอาจหยั่งทราบ เจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับ ให้ถือตามภาษาไทย"ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.14 ว่า จำเลยได้จัดทำขึ้นเป็นสองภาษาคือภาษาอังกฤษและภาษาไทยในฉบับเดียวกัน แม้จำเลยจะเป็นบริษัท ต่างประเทศตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยก็ประกอบกิจการในประเทศไทยและโจทก์หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของ จำเลยก็เป็นคนไทย ฉะนั้นเมื่อเอกสารหมาย ล.14 มิได้มีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าในกรณีที่ข้อความที่เป็น ภาษาอังกฤษและข้อความที่เป็นภาษาไทยแตกต่างกันให้ใช้ข้อความส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงต้องถือว่า เป็นกรณีที่มิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับและต้องถือตามข้อความที่เป็นภาษาไทยตาม บทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งข้อความที่เป็นภาษาไทยระบุถึงเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ละเลยต่อ หน้าที่การงาน ขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายและประสิทธิภาพในการทำงานของ โจทก์ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลย สาเหตุที่จำเลยระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.14 มิใช่สาเหตุที่ จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ฉะนั้น จำเลยจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ในภายหลังหาได้ไม่ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ใน กรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะ ยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" นั้น หมายถึงจำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้าง ในภายหลังไม่ได้หากมิได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้นไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้อง จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่ โจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานและขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายจำเลยก็สามารถยก เหตุการณ์การกระทำผิดอื่น ๆ ของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในคำให้การขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจ ยกข้อต่อสู้ตามคำให้การมาเป็นเหตุไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ได้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น คดีจึงยังมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้กระทำการตามที่จำเลยให้ การต่อสู้คดี และจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางยัง มิได้วินิจฉัยมา จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาในปัญหาดังกล่าวต่อไป"


พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำ พิพากษาของศาลแรงงานกลาง (ปัญญา สุทธิบดี-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2546 นาย อาณัตชัย โภชนกุลโจทก์ บริษัท คาทูนนาทีเซมป์คอร์ป (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 14, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 จำเลยทำหนังสือเลิกจ้างเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยในฉบับเดียวกัน แม้จำเลยจะเป็นบริษัท ต่างประเทศ แต่จำเลยก็ประกอบกิจการในประเทศไทยและโจทก์หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของจำเลยก็เป็นคนไทย ฉะนั้น เมื่อมิได้มีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าในกรณีที่ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษและข้อความที่เป็นภาษาไทยแตกต่าง กันให้ใช้ข้อความส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงต้องถือว่าเป็นกรณีที่มิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะ ใช้ภาษาใดบังคับและต้องถือตามข้อความที่เป็นภาษาไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 14 ข้อความภาษาไทยระบุถึงเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การ งาน ขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายและประสิทธิภาพในการทำงานของโจทก์ไม่เป็น ที่ยอมรับของจำเลย สาเหตุที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวมิใช่สาเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้อง


จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ฉะนั้น จำเลยจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หาได้ไม่ตามมาตรา 17วรรคสาม ข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม หมายถึง จำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้หากมิได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้าง เท่านั้น ไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานและขาดความรับผิดชอบต่อ ภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย จำเลยก็สามารถยกเหตุการณ์การกระทำผิดอื่น ๆของโจทก์ตามที่ระบุไว้ใน คำให้การขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 16,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงาน ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกัน ครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 90 วัน คิดเป็นเงิน 49,500 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56 วัน คิดเป็นเงิน 30,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,800 บาท และค่าชดเชยจำนวน 49,500 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิค มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ ดูแล บำรุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์การผลิต เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องจักรกลต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ งาน จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับ ความเสียหายอย่างร้ายแรงและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 49,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าจำนวน 30,800 บาท รวมเป็นเงิน 80,300 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะ ยกข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ


ผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ความว่า ตามหนังสือเลิกจ้างของจำเลยเอกสารหมาย ล.14 มีข้อความ ภาษาอังกฤษระบุเหตุผลที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อย่างชัดเจนว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความ เสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยตามคำให้การแม้หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.14 จะมีข้อความ เป็นภาษาไทยอยู่ด้วยก็ตาม ก็ต้องใช้ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษจึงจะสามารถหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ เนื่องจากจำเลยเป็นบริษัทของชาวต่างประเทศและกรรมการของจำเลยทั้งหมดก็เป็นชาวต่างประเทศเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 14 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เอกสารทำขึ้นไว้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นฉบับ เดียวกันหรือหลายฉบับก็ตามโดยมีภาษาไทยด้วย ถ้าข้อความในหลายภาษานั้นแตกต่างกัน และมิอาจหยั่งทราบ เจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับ ให้ถือตามภาษาไทย"ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.14 ว่า จำเลยได้จัดทำขึ้นเป็นสองภาษาคือภาษาอังกฤษและภาษาไทยในฉบับเดียวกันแม้จำเลยจะเป็นบริษัท ต่างประเทศตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยก็ประกอบกิจการในประเทศไทยและโจทก์หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของ จำเลยก็เป็นคนไทย ฉะนั้นเมื่อเอกสารหมาย ล.14 มิได้มีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าในกรณีที่ข้อความที่เป็น ภาษาอังกฤษและข้อความที่เป็นภาษาไทยแตกต่างกันให้ใช้ข้อความส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงต้องถือว่า เป็นกรณีที่มิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับและต้องถือตามข้อความที่เป็นภาษาไทยตาม บทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งข้อความเป็นภาษาไทยระบุถึงเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ละเลยต่อ หน้าที่การงาน ขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายและประสิทธิภาพในการทำงานของ โจทก์ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลยสาเหตุที่จำเลยระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.14 มิใช่สาเหตุที่ จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119 ฉะนั้น จำเลยจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ในภายหลังหาได้ไม่ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรคสาม จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ใน กรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะ ยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" นั้น หมายถึงจำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้าง ในภายหลังไม่ได้ หากมิได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้นไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้อง จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่ โจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานและขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย จำเลยก็สามารถยก เหตุการณ์การกระทำผิดอื่น ๆ ของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในคำให้การขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจ ยกข้อต่อสู้ตามคำให้การมาเป็นเหตุไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ได้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น คดีจึงยังมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้กระทำการตามที่จำเลยให้ การต่อสู้คดี และจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางยัง มิได้วินิจฉัยจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาในปัญหาดังกล่าวต่อไป


พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยว่าจำเลยจะต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำ พิพากษาของศาลแรงงานกลาง" (ปัญญา สุทธิบดี-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196 - 1218/2546 นางสุนทรี เกียรติพงษ์ถาวร กับพวกโจทก์ บริษัทหลักทรัพย์ เอกธำรง เคจีไอ จำกัด (มหาชนจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 151, 224, 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 54, 67, 76, 119 การบอกเลิกสัญญาจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17เป็นกฎหมาย เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ แม้จำเลยกับโจทก์ทั้งยี่สิบสามจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของ จำเลย แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17จึงต้องใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสอง บังคับแทนเมื่อโจทก์ทั้ง ยี่สิบสามได้ยื่นใบลาออกต่อจำเลย โดยประสงค์ให้มีผลเมื่อพ้นกำหนด 30วัน นับแต่วันยื่นใบลาออก แต่จำเลยกลับ อนุมัติให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามยื่นใบลาออกก่อนกำหนดที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะให้มี


ผลเป็นการลาออก จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานจนถึงวันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะ ลาออกพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 76 บัญญัติห้ามนายจ้างหักค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงาน ในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด เพื่อชำระหนี้ที่ลูกจ้างเป็นหนี้นายจ้าง เว้นแต่การชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ตาม (1)-(5) โจทก์ที่ 10เป็นหัวหน้าพนักงานขาย มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากการขายตามหลักเกณฑ์การจ่าย ค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่การตลาด ซึ่งข้อ 2 ระบุว่า ความผิดพลาดที่ทำให้เกิดความเสียหายของเจ้าหน้าที่ การตลาด จะนำมาหักออกจากค่าตอบแทนของหัวหน้าส่วนที่ได้รับจากทีม ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธินำค่าเสียหายที่ เกิดจากความผิดพลาดในส่วนความรับผิดชอบของโจทก์ที่ 10 มาหักออกจากค่านายหน้าที่โจทก์ที่ 10 มีสิทธิได้รับ ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งการหักเงินดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การคำนวณค่านายหน้าที่โจทก์ที่ 10 มีสิทธิ ได้รับ มิใช่เป็นการนำค่าจ้างที่โจทก์ที่ 10 ได้รับมาหักเพื่อชำระหนี้ที่โจทก์ที่ 10 เป็นหนี้จำเลย จึงไม่ขัดต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 76 ___________________________ โจทก์ทั้งยี่สิบสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามเคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาโจทก์ทั้งยี่สิบสามยื่น หนังสือลาออก และจำเลยอนุมัติให้โจทก์ทุกคนลาออกก่อนวันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามระบุไว้ในใบลาออก การที่จำเลย ให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามออกก่อนกำหนดจึงเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ทั้งยี่สิบสามจึงขอเรียกค่าเสียหาย นับตั้งแต่วันที่ยื่นใบลาออกจนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะลาออก และตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยได้กำหนดให้ พนักงานลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 20 วันทำงาน หากปีใดพนักงานใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ครบ ก็ สามารถนำวันหยุดพักผ่อนประจำที่เหลือมาสมทบในปีถัดไปได้อีก ก่อนที่จำเลยจะอนุมัติให้ลาออก โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11และที่ 12 ยังคงมีวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2544 เหลืออีก จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วย นอกจากนี้จำเลยตกลงจะให้ค่านายหน้าจากการขายแก่โจทก์ที่ 10 ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรวมค่านายหน้าจากการขายทั้งหมดที่พนักงานขายที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ที่ 10 ทำได้ แต่จำเลย จ่ายให้โจทก์ที่ 10เพียงบางส่วน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามจำนวน 63,216บาท 153,168 บาท 21,293 บาท 20,000 บาท 30,000 บาท 25,000 บาท 15,000บาท 25,000 บาท 65,000 บาท 25,000 บาท 30,000 บาท 20,000 บาท 25,000 บาท63,202 บาท 15,000 บาท 16,610 บาท 10,966 บาท 25,000 บาท 12,835 บาท20,000 บาท 30,000 บาท 25,000 บาท กับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 12 จำนวน 24,470.71 บาท 7,030 บาท8,567 บาท 30,333.33 บาท 8,157 บาท และ 12,899 บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินทุกจำนวนดังกล่าวนับแต่ วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยจ่ายค่านายหน้าจากการขายแก่โจทก์ที่ 10 จำนวน 26,602 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 12 ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามฟ้อง เพราะจำเลยคิดคำนวณเงินจาก วันหยุดพักผ่อนประจำปีที่เหลืออยู่หักกลบลบหนี้กับหนี้สินหรือค่าเสียหายต่าง ๆ จากนั้นได้จ่ายเงินให้เป็นการ


เรียบร้อยแล้ว โจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นพนักงานฝ่ายขายหรือการตลาด ซึ่งมีระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการลาออก กำหนดให้พนักงานที่ลาออกพ้นสภาพการเป็นพนักงานในวันยื่นใบลาออกเลยทันที เมื่อจำเลยอนุมัติการลาออก โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ไปทำงานกับบริษัทอื่นแล้ว ไม่ได้อยู่ทำงานจนถึงวันที่ประสงค์ลาออก โจทก์ทั้งยี่สิบสามไม่มีสิทธิ เรียกเงินค่าเสียหายส่วนนี้ โจทก์ที่ 10 ไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากการขายเพราะยอดจำนวนเงินจากการขายของ พนักงานขายซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ที่ 10มีความผิดพลาดด้านตัวเลขและเกิดความเสียหาย ในทาง ปฏิบัติจำเลยจะหักตัวเลขที่เกิดการผิดพลาดหรือความเสียหายออกก่อน จากนั้นจึงจะจ่ายค่านายหน้าจากการขาย ให้แก่โจทก์ที่ 10 จำเลยได้กระทำอย่างถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบสาม โจทก์ทั้งยี่สิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบสามข้อ แรกว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามออกจากงานก่อนเวลาที่ ระบุในใบลาออกพร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมนั้นบัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 นำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 17ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน คู่สัญญา คือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ การ บอกเลิกสัญญาจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541แล้ว แม้จำเลยกับ โจทก์ทั้งยี่สิบสามจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เอกสารหมาย ล.2 ข้อ 10.3 ระบุว่า การลาออก (1) พนักงานต้องยื่นใบลาให้ผู้บริหารฝ่ายงานทราบล่วงหน้าไม่น้อย กว่า 1 เดือน...(3) บริษัทฯ จะจ่ายค่าจ้างให้พนักงานที่บริษัทฯ อนุมัติให้ลาออกจนถึงวันสุดท้ายของการจ้างงานและ ตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการลาออก เอกสารหมาย ล.1 ข้อ 4 ระบุว่าสำหรับพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลข้อมูลความลับ ของบริษัท/และหรือลูกค้า โดยทางปฏิบัติแล้วบริษัทจะอนุมัติให้พ้นสภาพในทันทีที่ยื่นหนังสือลาออก ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุลพินิจของกรรมการผู้จัดการขึ้นไปที่จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ขัดหรือ แย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17จึงต้องใช้พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสองบังคับแทน ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนด ระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อ ถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราว ถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน คดีนี้จำเลยจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเข้าทำงานโดยไม่ มีกำหนดระยะเวลาจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ดังนั้น ฝ่ายที่ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาจ้างอาจ บอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ยื่นใบลาออกต่อ จำเลยก่อนวันที่ 25ของเดือน จึงมีผลเป็นการลาออกเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 25 ของเดือนถัดไปซึ่งมี ระยะเวลาเกินกว่า 30 วัน ปรากฏว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสามแสดงความประสงค์ให้การลาออกเป็นผลเมื่อพ้นกำหนด 30


วัน นับแต่วันยื่นใบลาออก แต่จำเลยกลับไม่ยอมปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยอนุมัติให้มีผลเป็นการลาออกใน วันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามยื่นใบลาออก ซึ่งเป็นเวลาก่อนกำหนดที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะให้มีผลเป็นการลาออก ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานจนถึงวันที่โจทก์ ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะลาออก และต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าเสียหายอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ทวงถา มให้จำเลยชำระ ค่าเสียหายตั้งแต่เมื่อใด จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคือวันที่26 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ โจทก์ทั้งยี่สิบสาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำขอโจทก์ทั้งยี่สิบสามในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ ของโจทก์ทั้งยี่สิบสามข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11และที่ 12 ว่า โจทก์ ดังกล่าวมีสิทธิเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องจากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด เห็น ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 67 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มี ความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วน ของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ และรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30 เมื่อศาล แรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 12 แถลงรับว่า ระหว่างการทำงานในปี 2544โจทก์ที่ 1 ที่ 4 และที่ 10 ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีเกินส่วนแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปีตามส่วนสำหรับปี 2544 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์ที่ 1ที่ 4 และที่ 10 ลาออก ส่วนโจทก์ที่ 6 ที่ 11 และที่ 12 นั้นแถลงรับว่า ในปี 2544คงเหลือวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีคิดตามส่วนเฉลี่ยของระยะเวลาการทำงานอยู่ จำนวน 6.8 วัน 5.8 วัน และ 10.3 วัน ตามลำดับ เมื่อโจทก์ที่ 6 ที่ 11 และที่ 12 ได้ยื่นใบลาออกในปี 2544 มิได้ถูก จำเลยเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามส่วนสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้าง ตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 67 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10ที่ 11 และที่ 12 อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำฟ้องและคำให้การของโจทก์จำเลยว่าโจทก์ดังกล่าวมีสิทธิได้รับ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามจำนวนที่แถลงรับจึงมีประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยมีสิทธินำค่าจ้างสำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายได้หรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ว่าโจทก์ดังกล่าวลาออกเองมิได้ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีตามส่วนในปีที่ถูกเลิกจ้าง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้นเห็นว่า โจทก์ดังกล่าวอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริง ต่างจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังตามคำแถลงรับของคู่ความเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ถือเป็นอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงและโจทก์ดังกล่าวอุทธรณ์ว่า จำเลยได้แถลงรับว่าเฉพาะในปี 2543 สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีของ โจทก์ที่ 4 เหลือ 1 วันครึ่ง โจทก์ที่ 6 เหลือ 5 วัน โจทก์ที่ 11 เหลือ 6 วันครึ่งโจทก์ที่ 12 เหลือ 7 วัน จึงมีสิทธิได้รับ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวนดังกล่าวนั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากข้อเท็จจริงที่ศาล แรงงานกลางรับฟังจากคำแถลงรับของโจทก์ดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ถือเป็นอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงเช่นกัน ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 10 ว่า โจทก์ที่ 10 มีสิทธิเรียกค่านายหน้าจากการ ขายพร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ที่ 10 อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า เอกสารหมาย ล.5 ข้อ


2 ข้อความที่ว่า ความผิดพลาดที่ทำให้เกิดความเสียหายของหัวหน้าส่วน จะนำมาหักออกจากค่าตอบแทนที่คำนวณ จากข้อ 1.2 ถ้าไม่มีก็จะนำมาหักออกจากค่าตอบแทนที่ได้รับจากทีม การที่จำเลยนำค่านายหน้าจากการขายของ โจทก์ที่ 10 หักออกจากค่าเสียหายจากการขายจึงชอบแล้วนั้นเป็นการพิพากษาขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ที่ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้างของลูกจ้างเพื่อชำระหนี้ของนายจ้าง เว้นแต่เป็นการหัก เพื่อการชำระหนี้ต่าง ๆ ตาม (1) - (5) และการที่จำเลยหักค่านายหน้าจากการขายดังกล่าวก็มิใช่การหักเพื่อการ ชำระหนี้ตาม (1) - (5) การหักของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่านายหน้าจากการขายตาม ฟ้องพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 10เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ห้ามมิ ให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ (2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน (3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวโดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง (4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจง ใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม การหักตาม (2)(3)(4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบและจะหักรวมกันได้ไม่เกิน หนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา 70 เว้นแต่ได้รับความยินยอมจาก ลูกจ้าง" หมายความว่า ห้ามนายจ้างหักค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เพื่อ ชำระหนี้ที่ลูกจ้างเป็นหนี้นายจ้าง เว้นแต่การชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งตาม (1) - (5) คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟัง ข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 10 เป็นหัวหน้าพนักงานขาย มีสิทธิได้รับค่านายหน้า(ค่าคอมมิชชั่น) จากการขายตาม หลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่การตลาดสำหรับลูกค้ารายย่อยเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2544 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2544 โดยระบุไว้ในข้อ 2 ตอนท้ายว่า ความผิดพลาดที่ทำให้เกิด ความเสียหายของเจ้าหน้าที่การตลาดในความดูแลของหัวหน้าส่วน จะนำมาหักออกจากค่าตอบแทนของหัวหน้า ส่วนที่ได้รับจากทีม ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธินำค่าเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดในส่วนความรับผิดชอบของโจทก์ที่ 10 มาหักออกจากค่านายหน้า (ค่าคอมมิชชั่น) ที่โจทก์ที่ 10 มีสิทธิได้รับตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นซึ่งการหัก เงินดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การคำนวณค่านายหน้า (ค่าคอมมิชชั่น) ที่โจทก์ที่ 10มีสิทธิได้รับ มิใช่เป็นการนำค่าจ้าง ที่โจทก์ที่ 10 ได้รับมาหักเพื่อชำระหนี้ที่โจทก์ที่ 10 เป็นหนี้จำเลย จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ที่ 10 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"


พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามจำนวน 63,216บาท 153,168 บาท 21,293 บาท 20,000 บาท 30,000 บาท 25,000 บาท 25,000บาท 15,000 บาท 25,000 บาท 65,000 บาท 25,000 บาท 30,000 บาท 20,000บาท 25,000 บาท 63,202 บาท 15,000 บาท 16,610 บาท 10,966 บาท 25,000บาท 12,835 บาท 20,000 บาท 30,000 บาท 25,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-อรพินท์ เศรษฐมานิต) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6238/2545 บริษัท ไทยซูมิล็อคซ์ จำกัดโจทก์ นาย วีระพล บุญชูศรีจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน คู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่น มาตรา ดังกล่าวบัญญัติถึงการเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้สามกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างใน ระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลา โจทก์จึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนด จ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อโจทก์เลิก จ้างโดยมิได้บอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างตาม มาตราดังกล่าว


การจ้างโดยมีกำหนดทดลองงานไม่เกิน 120 วัน นั้น หมายถึง นายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างโดยให้ ทดลองทำงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานก็จะจ้างกันต่อไปถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิก จ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จ้างนายศิริพงษ์ วัชระวลีกุล เป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้ช่วย ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 22,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โดยมีกำหนดเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2544 โจทก์เลิกจ้างนายศิริพงษ์ด้วยวาจา เนื่องจากผล การปฏิบัติงานไม่อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ ต่อมาจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิเลิกจ้างนายศิริพงษ์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเพราะโจทก์เลิกจ้างใน ขณะที่นายศิริพงษ์อยู่ในระหว่างทดลองงานซึ่งมีกำหนดไม่เกิน 120 วัน อันเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา ขอให้ เพิกถอนคำสั่งของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์เลิกจ้างนายศิริพงษ์ลูกจ้างในระหว่างทดลองงาน เนื่องจากผลการ ปฏิบัติงานไม่อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ อันเป็นการเลิกจ้างตามสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา คำวินิจฉัยของจำเลย ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เป็นกรณีเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานเนื่องจากผลการปฏิบัติงานไม่ อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ ซึ่งโจทก์เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน2544 โจทก์จ้างนาย ศิริพงษ์ วัชระวลีกุล เป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคลค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 22,000 บาท โดย มีกำหนดทดลองงานไม่เกิน 120 วันเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2544 และโจทก์เลิกจ้าง นายศิริพงษ์ด้วยวาจาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 อ้างเหตุว่าผลการปฏิบัติงานไม่อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ มีปัญหาต้อง วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายศิริพงษ์ลูกจ้างในระหว่างทดลองงาน โจทก์ต้องจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นายศิริพงษ์ตามคำสั่งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จ้างนายศิริพงษ์ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2544 โดยมีกำหนดเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน นั้น หมายถึง โจทก์ตกลงจ้างนายศิริพงษ์ให้ทำงาน โดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานโจทก์จะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานโจทก์มี สิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมนั้นบัญญัติ


ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นำ บทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมาย เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิก สัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้ว จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ซึ่งได้บัญญัติถึงการเลิกสัญญา จ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้สามกรณี คือ กรณีแรก สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาใน สัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่สองและที่สาม เป็นการเลิกจ้าง ตามมาตรา 17วรรคท้าย คือนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใด กรณีหนึ่งตามมาตรา 119และนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โดยบทบัญญัติมาตรา 17แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มีข้อยกเว้นไว้ว่า การเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างนายศิริพงษ์ลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาโดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคหนึ่งและวรรคท้าย ดังนั้น โจทก์จึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้ นายศิริพงษ์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้ เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างนายศิริพงษ์โดยมิได้ บอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายศิริพงษ์ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสองและวรรคสี่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 51/2544 ของจำเลยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (หัสดี ไกรทองสุก-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5496/2545 นายสันติ สรรเสริญนิเวศโจทก์ บริษัทพลาสมาเอเซีย จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สอง, 30, 64, 67 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แม้จำเลยที่ 1 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ให้หมดสิ้นภายในปีนั้นๆ ไม่สามารถสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปสมทบในปีต่อไป แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดวันที่จะให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีหรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่โจทก์สำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 จำนวน 4 วันแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 ครบตามที่ กฎหมายกำหนด จึงต้องนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 มารวมคำนวณจ่ายเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปีด้วย จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ในวันที่ 6 มีนาคม 2544 จึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างเมื่อถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าคือ วันที่ 30 เมษายน 2544 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง และ ป.พ.พ. มาตรา 582 เมื่อจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2544 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ควรจะได้รับนับแต่ วันที่ 6 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2544 แต่โจทก์ขอมาเพียง 1 เดือน 24 วัน จึงให้ตามที่โจทก์ขอ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5 วัน แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ จำเลยที่ 1 จ่ายแก่โจทก์เพียง 1 วัน ย่อมไม่ชอบ แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่ คู่ความ จึงให้จำเลยที่ 1 จ่ายในส่วนที่ขาดอีก 4 วัน แก่โจทก์ ___________________________ (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5321/2545 นาง สมพร ประถมโจทก์ บริษัท เวลบิ้ลท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสามการบอกเลิกสัญญา จ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบ โดยหากกระทำเป็นหนังสือ ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากกระทำด้วยวาจา ต้องระบุ เหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือ แจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างจำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้าง ภายหลังได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541ตำแหน่งสุดท้ายเป็น ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้ค่าจ้างเดือนละ 27,500 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละ 2,500 บาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,750 บาท ค่าอาหารเดือนละ 615 บาทวันที่ 11 สิงหาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยโจทก์ไม่ได้กระทำ ความผิดทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง โจทก์ขอเรียกค่าเสียหาย เป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 97,095 บาท และ 53,941.66 บาท ตามลำดับ จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ระหว่างวันที่ 1 ถึง 11 สิงหาคม 2544 เป็นเงิน11,867.16 บาท โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2544 อีก 2.5 วัน จึงมีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 2,697.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 97,095 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า 53,941.66 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 11,867.16 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,697.08 บาท ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ เสร็จ


จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์วันที่ 11 สิงหาคม 2544 แต่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะโจทก์ทำผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงคือ วันที่ 7 ถึง 9 สิงหาคม 2544 โจทก์หยุดงานเป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อไปทำการอบรมสัมมนาซึ่งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีเป็นผู้จัด โดยมิได้บอกกล่าวและมิได้รับอนุญาตจากจำเลยก่อน ทั้งยังแจ้งเท็จ และแสดงหลักฐานเท็จต่อนายวิงเชิงชานผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์ป่วย โดยนำใบเสร็จรับเงินค่ายาที่โจทก์ ต้องการเบิกจากจำเลยมาแสดงและอ้างเป็นใบรับรองแพทย์ให้หยุดงานเป็นเวลา 3 วัน ทำให้นายวิงเชิงชานซึ่งเป็น ชาวต่างชาติและอ่านภาษาไทยไม่ออกหลงเชื่อว่าเป็นจริง จึงอนุมัติการลา ซึ่งความจริงโจทก์มิได้ป่วยตามที่กล่าว อ้าง แต่เป็นการหยุดงานไปเพื่ออบรมสัมมนาดังกล่าว การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิด อาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้เงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้าง จ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึง 11 สิงหาคม2544 โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง 10,083 บาท เท่านั้น มิใช่ตามฟ้อง เงินค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิด โจทก์ไม่มี สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 82,500 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย10,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2544(วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ เสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลแรงงานกลางสั่ง รับมาเพียงข้อเดียวโดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ไม่ได้ทำเป็น หนังสือ และไม่มีการอ้างเหตุผลในการเลิกจ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอัน สมควรจำเลยจึงยกเหตุตามมาตรา 119(5) ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างไม่ได้นั้น จำเลยไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจาก กรณีตามคดีนี้เป็นเรื่องการเลิกจ้างด้วยวาจา เป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การเลิกจ้างต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้างในการเลิกจ้างด้วยวาจา กรณีตามคดีนี้ ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 17วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยไม่จำต้องระบุเหตุผลใน การเลิกจ้างในการบอกเลิกจ้างด้วยวาจา จำเลยจึงอ้างเหตุตามมาตรา 119(1)(2)(5) ขึ้นอ้างได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา 17วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่ นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุ ตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจ อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบว่า ลูกจ้างนั้นถูก เลิกจ้างด้วยเหตุผลใด ซึ่งลูกจ้างอาจพิจารณาต่อไปได้ว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ลูกจ้างสมควรที่จะเรียกร้อง ค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่เพียงใดดังนั้น ตามนัยแห่งบทกฎหมาย


ดังกล่าวการบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างก็ต้องระบุเหตุผลในการ เลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบโดยหากกระทำเป็นหนังสือ ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หาก กระทำด้วยวาจา ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตาม มาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้นอ้างภายหลังได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5321/2545 นาง สมพร ประถมโจทก์ บริษัท เวลบิ้ลท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสาม การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะ กระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบ หากทำเป็น หนังสือก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากทำด้วยวาจาก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิก สัญญาจ้างนั้น เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกสัญญาจ้างไว้ ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุโจทก์ทำผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังได้


___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 97,095 บาท และ 53,941.66บาท ตามลำดับ จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ระหว่างวันที่ 1 ถึง 11 สิงหาคม 2544เป็นเงิน 11,867.16 บาท โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2544 อีก 2.5 วัน จึงมีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีเป็นเงิน 2,697.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 97,095 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 53,941.66 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 11,867.16 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,697.08 บาท ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ เสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ทำผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 119 และฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงคือ วันที่7 ถึง 9 สิงหาคม 2544 โจทก์หยุดงานเป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อไปทำการอบรมสัมมนาซึ่งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีร่วมกับ สภาอุตสาหกรรม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้จัด โดยมิได้บอกกล่าวและมิได้รับอนุญาตจากจำเลยก่อน ทั้งยังแจ้งเท็จ และแสดงหลักฐานเท็จต่อนายวิงเชิงชานผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์ป่วยโดยนำใบเสร็จรับเงินค่ายาที่โจทก์ ต้องการเบิกจากจำเลยมาแสดงและอ้างเป็นใบรับรองแพทย์ให้หยุดงานเป็นเวลา 3 วัน ทำให้นายวิงเชิงชานซึ่งเป็น ชาวต่างชาติและอ่านภาษาไทยไม่ออก หลงเชื่อว่าเป็นจริง จึงอนุมัติการลา ซึ่งความจริงโจทก์มิได้ป่วยตามที่กล่าว อ้าง แต่เป็นการหยุดงานไปเพื่ออบรมสัมนาดังกล่าว การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิด อาญาโดยเจตนาต่อนายจ้างเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้เงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างจ่าย ระหว่างวันที่ 1 ถึง 11 สิงหาคม 2544 โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง 10,083 บาท เท่านั้นมิใช่ตามฟ้อง เงินค่าจ้างสำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปีโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิด โจทก์ไม่มีสิทธิ เรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 300,000บาท ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ เป็นธรรมอย่างไร เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ หรือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็น ธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 82,500 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย10,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2544(วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ เสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลแรงงานกลางสั่ง รับมาเพียงข้อเดียวโดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ไม่ได้ทำเป็น


หนังสือ และไม่มีการอ้างเหตุผลในการเลิกจ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอัน สมควร จำเลยจึงยกเหตุตามมาตรา 119(5) ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างไม่ได้นั้น จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจาก กรณีตามคดีนี้เป็นเรื่องการเลิกจ้างด้วยวาจา เป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 119แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การเลิกจ้างต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้างในการเลิกจ้างด้วยวาจา กรณีตามคดีนี้ ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 17วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยไม่จำต้องระบุเหตุผลใน การเลิกจ้างในการบอกเลิกจ้างด้วยวาจา จำเลยจึงอ้างเหตุตามมาตรา 119(1)(2)(5)ขึ้นอ้างได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติ ตามมาตรา 17วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็น ฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดี ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบว่า ลูกจ้างนั้นถูกจ้าง ด้วยเหตุผลใด ซึ่งลูกจ้างอาจพิจารณาต่อไปได้ว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ลูกจ้างสมควรที่จะเรียกร้อง ค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่เพียงใด ดังนั้นตามนัยแห่งบทกฎหมาย ดังกล่าวการบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างก็ต้องระบุเหตุผลในการ เลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบ โดยหากกระทำเป็นหนังสือก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หาก กระทำด้วยวาจาก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตาม มาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้นอ้างภายหลังได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5321/2545


นางสมพรประถม บริษัทเวลบิ้ลท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์)จำกัด พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 บทบัญญัติตามมาตรา 17วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีเจตนารมณ์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิก สัญญาจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างพิจารณาว่าสมควรที่จะเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิก สัญญาจ้างนั้นหรือไม่เพียงใด ดังนั้น การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างก็ต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบ โดยหากกระทำเป็นหนังสือ ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ใน หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากกระทำด้วยวาจา ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น คดีนี้ จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจา แต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญา จ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามมาตรา 119 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้าง ภายหลังได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดทำให้โจทก์เสียหาย เป็น การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๙๗,๐๙๕ บาท สินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้า ๕๓,๙๔๑.๖๖ บาท ค่าจ้างค้างจ่าย ๑๑,๘๖๗.๑๖ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปี ๒,๖๙๗.๐๘ บาท ค่าเสียหาย ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็น ต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะโจทก์ทำผิด พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็น กรณีร้ายแรงคือ วันที่ ๗ ถึง ๙ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์หยุดงานเป็นเวลา ๓ วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้ง ยังแจ้งเท็จและแสดงหลักฐานเท็จต่อนายวิงเชิงชานผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์ป่วย โดยนำใบเสร็จรับเงินค่ายา ที่โจทก์ต้องการเบิกจากจำเลยมาแสดงและอ้างเป็นใบรับรองแพทย์ให้หยุดงานเป็นเวลา ๓ วัน ทำให้นายวิงเชิงชาน ซึ่งเป็นชาวต่างชาติและอ่านภาษาไทยไม่ออกหลงเชื่อว่าเป็นจริง จึงอนุมัติการลา ซึ่งความจริงโจทก์มิได้ป่วยตามที่ กล่าวอ้าง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง เป็นการจงใจ ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์จึง ไม่มีสิทธิได้เงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ ๑ ถึง ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง ๑๐,๐๘๓ บาท เท่านั้น มิใช่ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง


ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๘๒,๕๐๐ บาท ค่าจ้างค้างจ่าย ๑๐,๐๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๔ (วันฟ้อง) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับมาเพียงข้อเดียว โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ และไม่มีการ อ้างเหตุผลในการเลิกจ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา ๓ วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงยก เหตุตามมาตรา ๑๑๙ (๕) ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างไม่ได้นั้น จำเลยไม่เห็นพ้องด้วย เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ที่ระบุว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิก สัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ขึ้นอ้าง ภายหลังไม่ได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้าง และลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบว่า ลูกจ้างนั้นถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลใด ซึ่งลูกจ้างอาจพิจารณาต่อไปได้ว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ลูกจ้างสมควรที่จะเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิ ประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ตามนัยแห่งบทกฎหมายดังกล่าว การบอก เลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างก็ต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ ลูกจ้างทราบโดยหากกระทำเป็นหนังสือ ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากกระทำด้วยวาจา ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจาแต่มิได้ ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ขึ้นอ้างภายหลังได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. นายฉลาด คำทองสุก ผู้ช่วยฯ นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายประทีป อ่าววิจิตรกุล


ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5168/2545 นางสมใจสุวรรณทอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 (3) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 คำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกนั้นอ้างเหตุแต่เพียงว่าโจทก์ได้เก็บเงินค่าโดยสารแล้วตัดตั๋วให้ ผู้โดยสารไม่ครบราคา เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ มิได้อ้างว่าโจทก์ได้กระทำ การดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย จำเลยก็ ชอบที่ยกเหตุที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้เท่านั้น จำเลยจะยกเหตุที่โจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้ว ครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้วซึ่งนอกเหนือจากที่ระบุในคำสั่งของจำเลยอันเป็นหนังสือเลิกจ้าง ขึ้นต่อสู้ไม่ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเงินค่า โดยสารจากผู้โดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาท โจทก์ได้ตัดตั๋วราคา 6 บาท และทอนเงิน 4 บาท ให้แก่ผู้โดยสาร ซึ่งเป็นการตัดตั๋วไม่ครบราคา โดยโจทก์ไม่มีเจตนาเบียดบังเงินจำนวน 10 บาท เป็นของตนโดยทุจริต แต่โจทก์ ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเพียงเล็กน้อย ดังนี้การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืน ระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งของจำเลยกรณีที่ไม่ร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชย และย่อมเป็นการ เลิกจ้างโดยมีเหตุสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 ___________________________


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสาร รถโดยประจำทางปรับอากาศสาย ปอ. ๒ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน โจทก์เห็นว่าการเลิกจ้างของ จำเลยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากงานที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๓ และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมอัตราค่าจ้างเดิมหรือไม่ต่ำ กว่าเดิม ได้รับสวัสดิการเหมือนเดิมและนับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่มีการให้โจทก์ออกจากงาน หากจำเลยไม่ สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๕๖,๓๗๖.๕๒ บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่ เป็นธรรม ๘๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของค่าชดเชย และในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นับแต่วันเลิกจ้าง เป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยมีคำสั่งเขตการเดินรถที่ ๒ ที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ลงโทษไล่โจทก์ออกจาก พนักงาน ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับและกฎหมายแรงงานแล้ว ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเนื่องจากโจทก์ กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยโจทก์ทำหน้าที่ขายตั๋วโดยสารบนรถได้ตัดตั๋วให้ผู้โดยสารไม่ครบราคา โดยผู้โดยสาร ขึ้นรถที่ถนนสีลมไปลงที่วัดบำเพ็ญเหนือได้ชำระค่าโดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ ๒๐ บาท ซึ่งค่าโดยสารตามตาราง กำหนด ๑๖ บาท แต่โจทก์ตัดตั๋วโดยสารให้ผู้โดยสารชนิดราคา ๖ บาท ทอนเงินให้ ๔ บาท เป็นการเบียดบังเงิน ๑๐ บาท ไปเป็นประโยชน์ของตนโดยทุจริต ซึ่งโจทก์เคยกระทำมาครั้งหนึ่ง จำเลยได้มีคำสั่งที่ ๑๒๘/๒๕๔๒ ลง วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๒ ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ว่าอย่ากระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับระเบียบคำสั่งในเรื่องนี้อีก หาก ฝ่าฝืนจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธินำส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวัน ซึ่งคิดเป็น อัตราร้อยละและมีจำนวนไม่แน่นอน หากโจทก์ไม่มาทำงานขายตั๋วบนรถก็ไม่มีสิทธิได้รับ เงินส่วนแบ่งไม่ใช่ค่าจ้าง และเงิน ๑๙,๖๕๖.๕๒ บาท ที่โจทก์อ้างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงจะนำมาคิดรวมกับค่าชดเชย ๓๖,๗๒๐ บาท หาได้ไม่ โจทก์เรียกดอกเบี้ยค่าชดเชยเกินกว่ากฎหมายกำหนด และการเลิกจ้างโจทก์ครั้งนี้จำเลยได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามข้อบังคับจำเลย ฉบับที่ ๔๖ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว จึง ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ๘๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ในปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า เหตุเลิกจ้างที่จำเลยได้ กล่าวอ้างในคำสั่งที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ไม่ได้ระบุถึงการกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุ ในการต่อสู้คดีกับโจทก์ได้ ศาลแรงงานกลางได้หยิบยกเหตุข้อต่อสู้ของจำเลยมาวินิจฉัยลงโทษ (น่าจะใช้คำว่า "เป็น โทษแก่") โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ นั้น เห็นว่า จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๔๕, ๔๖ ไม่ได้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามคำสั่งของจำเลย ที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ที่ไล่โจทก์ออกจากงานนั้น อ้างเหตุแต่เพียงว่าโจทก์ได้เก็บเงินค่าโดยสารแล้วตัดตั๋วให้ผู้โดยสารไม่ ครบราคา เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของจำเลยเป็นเหตุให้เสียหายแก่


จำเลยอย่างร้ายแรง มิได้อ้างว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจำเลยก็ชอบที่ยกเหตุที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้เท่านั้น จำเลยจะยก เหตุที่โจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ซึ่งนอกเหนือจากที่ระบุใน คำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ อันเป็นหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไม่ได้ อุทธรณ์ของในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนในปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ความเสียหายที่จำเลยได้รับคือเงินจำนวน ๑๐ บาท ถือเป็นเงิน จำนวนเล็กน้อย การเลิกจ้างของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๑๙(๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้อง และการกระทำของโจทก์ตาม ระเบียบข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ ๔๖ พ.ศ. ๒๕๒๔ บทลงโทษยังไม่ถึงขั้นเลิกจ้าง คำสั่ง ๕๒๔/๒๕๔๓ ให้โจทก์ ออกจากงานจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งเมื่อ พิจารณาประกอบคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ แล้วถือได้ว่าจำเลยอ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืน ระเบียบ ข้อบังคับและคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลย ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจึงไม่ตรงกับข้ออ้างในหนังสือเลิกจ้างและเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ให้ การต่อสู้ไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปตามเหตุเลิกจ้างที่จำเลยอ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง และจำเลยได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง ว่าโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับ เงินค่าโดยสารจากผู้โดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ ๒๐ บาท โจทก์ได้ตัดตั๋วราคา ๖ บาทและทอนเงิน ๔ บาท ให้แก่ ผู้โดยสารดังกล่าว ซึ่งเป็นการตัดตั๋วไม่ครบราคา โจทก์ไม่มีเจตนาเบียดบังเงินจำนวน ๑๐ บาท เป็นของตนโดย ทุจริต แต่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเพียงเล็กน้อย ดังนี้การกระทำของโจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งของจำเลยในกรณีที่ไม่ร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุตามคำสั่ง ของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ ด้วยว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันไม่ใช่ค่าจ้างและเงิน ๑๙,๖๕๖.๕๒ บาท ที่โจทก์อ้างไม่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงจะนำมาคำนวณรวมกับค่าชดเชย ๓๖,๗๒๐ บาทไม่ได้ ปัญหาและข้อเท็จจริงส่วนนี้ศาลแรงงาน กลางยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสาร ประจำวันเป็นค่าจ้างหรือไม่ หากเป็นค่าจ้างเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันที่จำนำมาคำนวณเป็น ค่าชดเชยมีจำนวนเท่าใด และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยจำนวนเท่าใด สำหรับปัญหาว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเลิกจ้างด้วย เหตุที่โจทก์กระทำผิดดังกล่าวมา ย่อมเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควรมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้ ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชย ให้ศาล แรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันเป็นค่าจ้างหรือไม่ หากเป็นค่าจ้าง เงิน ส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันที่จะนำมาคำนวณค่าชดเชยมีจำนวนเท่าใด และโจทก์มีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยจำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง


(เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ ศาลอุทธรณ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2364/2545 นาง สุนีย์ นกน้อยโจทก์ บริษัท วัชรกัญญา จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 386 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงให้งด สืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลแรงงานกลาง ต้องสั่งให้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟัง พยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ระบุว่า ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน หากจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจหรือด้วยเหตุผลอื่นใดจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะยกเลิก การจ้างงานโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินค่าชดเชย เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจจึงบอกเลิกสัญญาจ้าง อันเป็นการเลิกจ้างตาม


ข้อตกลงที่ระบุไว้ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ข้อตกลงทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หมายถึงนายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลอง งานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้าง ได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเลิกจ้างได้นำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ และ บทบัญญัติมาตรา 17 มิได้มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณีตามมาตรา 17วรรคหนึ่ง และวรรคสุดท้าย จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามมาตรา 17วรรคสอง และวรรคสี ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม2543 ตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนเดือนละ26,000 บาท และค่าบริการเดือนละ 2,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 4 บอก กล่าวเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เป็นเวลา 1 เดือน 21 วัน เป็นเงิน 47,600 บาท จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับความเสียหายขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 1,344,000 บาท จำเลย ที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินของจำเลยที่ 1 ส่วน จำเลยที่ 4 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 บุคคลทั้งสามจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ต้องร่วมกันใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะ จ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานทดลองงานมีกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2543 โดยตกลงกันล่วงหน้าว่าหากจำเลยที่ 1 พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงาน ของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกจ้างได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าจำเลยที่ 1 อาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าวเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และกรณีไม่ใช่


การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการ กระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ไม่มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มี อำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลแรงงานกลางอนุญาต คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท กำหนดทดลองงาน 120 วัน ซึ่งจะ สิ้นสุดวันที่ 27 กรกฎาคม2543 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1เลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการ ปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 5ที่ให้สิทธิจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างทดลองงานได้ใช้ บังคับได้เพราะในช่วงทดลองงานนายจ้างเป็นฝ่ายประเมินผลงานว่าสมควรจ้างลูกจ้างต่อไปหรือไม่ แต่จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง เมื่อไม่ บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญา ที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าผลงานของโจทก์ไม่น่าพอใจก็เลิกจ้างในช่วงทดลองงานได้ จึงเป็น การเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 47,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเพียงกรรมการผู้ มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษา ยกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยไม่สืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เพียงแต่ให้ คู่ความรับข้อเท็จจริงทำให้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าผลการ ปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจนั้นไม่เป็นความจริง และจำเลยที่ 1ก็มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการ ประเมินผลงานของโจทก์ในระหว่างทดลองงานหรือไม่ และผลการประเมินไม่เป็นที่พอใจจำเลยที่ 1 อย่างไร การ ดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงา นกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเพื่อให้ฟัง


ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 5 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างสามารถเลิกสัญญาจ้างในระหว่างทดลองงานได้ หากเห็นว่าผลงานของ โจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจหมายความว่าจำเลยที่ 1 ต้องมีการประเมินผลงานของโจทก์และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงผลการ ประเมินว่าเป็นอย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้โจทก์ได้ปรับปรุงการทำงานให้เป็นไปตามความต้องการของจำเลยที่ 1 เมื่อ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการประเมินผลงานของโจทก์หรือและผลการปฏิบัติงานของ โจทก์ไม่เป็นที่พอใจอย่างไร แล้วจำเลยที่ 1 กลับเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ จึงเป็นการ ใช้สิทธิตามสัญญาจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ จึงเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาจ้างโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบไม่ได้ว่ามีเหตุชอบธรรมในการเลิกจ้างโจทก์ และไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิดใด ๆต่อ จำเลยที่ 1 อันเป็นสาเหตุให้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้ จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 5 ระบุว่า "ในระหว่าง ระยะเวลาทดลองงาน หากโรงแรมฯ (จำเลยที่ 1) ได้พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของท่าน(โจทก์) ไม่เป็นที่น่า พอใจหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม โรงแรมฯ มีสิทธิที่จะยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ ล่วงหน้า และท่านไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินค่าชดเชยแต่อย่างใดทั้งสิ้น" หมายความว่าในระหว่างทดลองงานหาก จำเลยที่ 1 เห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจจึงบอกเลิกสัญญาจ้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1ข้อ 5 อันเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ข้อ 2.1 และ 2.2 ว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูกเป็นวรรคสองและ วรรคสี่) นั้น ต้องเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างเท่านั้น ส่วนสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 4 ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2543 สิ้นสุดในวันที่ 27 กรกฎาคม 2543จึงไม่ใช่สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง จำเลยที่ 1 สามารถบอกเลิก จ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ เห็นว่า ระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 4 นั้นหมายถึงนายจ้างตกลงจ้าง ลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการ ทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรคสอง


ปัญหาว่าการบอกเลิกสัญญาจ้างในระหว่างการทดลองงานดังกล่าว จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องบอก กล่าวล่วงหน้าและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่ เดิมนั้นบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นำบทบัญญัติ มาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็น กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนคู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับ การเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 ซึ่งได้บัญญัติถึงการ เลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้สามกรณีคือ กรณีแรกสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนด ระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่สองและที่สามเป็น การเลิกจ้างตามมาตรา 17วรรคท้าย คือนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่ง ตามมาตรา 119 และนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาตรา 583 โดยบทบัญญัติมาตรา 17แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มิได้มี ข้อยกเว้นไว้ว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้าง โจทก์โดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสุดท้าย ดังนั้น จำเลยจึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่าย ค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสองและ วรรคสี่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ


___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2364/2545 นาง สุนีย์ นกน้อยโจทก์ บริษัท วัชรกัญญา จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 386, 575, 582, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กำหนดว่า ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจ จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ ทราบล่วงหน้า และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า ผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจและบอกเลิกสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้อันเป็น การใช้สิทธิโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หมายถึง นายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลอง งานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสอง การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 แต่ ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ นำบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนายจ้างและลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิจะตกลงเกี่ยวกับการเลิกจ้างให้เป็นอย่าง อื่นได้ การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ แล้ว จึงต้องบังคับตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 ซึ่งให้เลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ 3 กรณี คือ สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาและนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณี หนึ่งตามมาตรา 119และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 17 มิได้มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยเลิก จ้างโจทก์โดยไม่เข้าทั้ง 3 กรณีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคหนึ่งและวรรค ท้ายจำเลยจึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง คราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์โดยมิได้


บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสองและวรรคสี่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้าง อัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนเดือนละ 26,000 บาท และค่าบริการเดือนละ2,000 บาท จำเลยที่ 1 มอบหมายให้ จำเลยที่ 4 บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึง ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับความ เสียหายขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 1,344,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็น ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 บุคคลทั้ง สามจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ต้องร่วมกันใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานทดลองงานมีกำหนด 120 วัน โดยตกลงกันล่วงหน้าว่าหากจำเลยที่ 1 พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจ จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกจ้างได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จำเลยที่ 1 อาศัยสิทธิตามสัญญา ดังกล่าวเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และกรณีไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรมโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ไม่มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์โจทก์ไม่มี อำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลแรงงานกลางอนุญาต คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ28,000 บาท กำหนดทดลองงาน 120 วัน ซึ่งจะ สิ้นสุดวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 10กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างที่ให้สิทธิจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างทดลองงานได้ใช้บังคับได้เพราะในช่วงทดลอง งาน นายจ้างเป็นฝ่ายประเมินผลงานว่าสมควรจ้างลูกจ้างต่อไปหรือไม่ แต่จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวเลิกจ้าง


ล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง เมื่อไม่บอกกล่าวเลิกจ้าง ล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ล่วงหน้าแล้วว่าหากจำเลยที่ 1 เห็นว่า ผลงานของโจทก์ไม่น่าพอใจก็เลิกจ้างในช่วงทดลองงานได้ จึงเป็นการเลิกจ้าง โดยมีเหตุผลอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 47,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็น วันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจ ทำการแทน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษา ยกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยไม่สืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เพียงแต่ให้ คู่ความรับข้อเท็จจริงทำให้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าผลการ ปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจนั้นไม่เป็นความจริง และจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการ ประเมินผลงานของโจทก์ในระหว่างทดลองงานหรือไม่และผลการประเมินไม่เป็นที่พอใจจำเลยที่ 1 อย่างไร การ ดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเพื่อให้ฟัง ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อ 5 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใน ฐานะนายจ้างสามารถเลิกจ้างสัญญาจ้างในระหว่างทดลองงานได้หากเห็นว่าผลงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจ หมายความว่าจำเลยที่ 1 ต้องมีการประเมินผลงานของโจทก์และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงผลการประเมินว่าเป็นอย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้โจทก์ได้ปรับปรุงการทำงานให้เป็นไปตามความต้องการของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1ไม่สามารถ พิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการประเมินผลงานของโจทก์หรือไม่ และผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจ อย่างไร แล้วจำเลยที่ 1 กลับเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ จึงเป็นการใช้สิทธิตามสัญญา จ้างโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบไม่ได้ว่ามีเหตุชอบธรรมในการเลิกจ้างโจทก์และไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำ ความผิดใด ๆ ต่อจำเลยที่ 1 อันเป็นสาเหตุให้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้ จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอัน สมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อ 5 ระบุว่า "ในระหว่าง ระยะเวลาทดลองงาน หากโรงแรมฯ (จำเลยที่ 1)ได้พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของท่าน (โจทก์) ไม่เป็นที่น่า พอใจหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม โรงแรมฯ มีสิทธิที่จะยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ ล่วงหน้า และท่านไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินค่าชดเชยแต่อย่างใดทั้งสิ้น" หมายความว่าในระหว่างทดลองงานหาก จำเลยที่ 1 เห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจจึงบอกเลิกสัญญาจ้างตามสัญญาจ้าง ข้อ 5 อันเป็น


การเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 386 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ข้อ 2.1 และ 2.2 ว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูกเป็นวรรคสองและ วรรคสี่) นั้น ต้องเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างเท่านั้น ส่วนสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อ 4 ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2543 สิ้นสุดในวันที่ 27กรกฎาคม 2543 จึงไม่ใช่สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างจำเลยที่ 1 สามารถบอกเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอก กล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ เห็นว่า ระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน ตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 นั้นหมายถึงนายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่า สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง ปัญหาว่าการบอกเลิกสัญญาจ้างในระหว่างการทดลองงานดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องบอก กล่าวล่วงหน้าและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่ เดิมนั้นบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541นำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็น กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับ การเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ซึ่งได้บัญญัติถึงการ เลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้สามกรณีคือกรณีแรกสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนด ระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่สองและที่สามเป็น การเลิกจ้างตามมาตรา 17วรรคท้ายคือนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่ง ตามมาตรา 119และนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 583 โดยบทบัญญัติมาตรา 17แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มี ข้อยกเว้นไว้ว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้าง โจทก์โดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสุดท้าย ดังนั้น จำเลยจึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่าย ค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทน


การบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสองและ วรรคสี่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2545 บริษัทเอส.พี.วาย.แมนเพาเวอร์ แอนด์ บิสสิเนส จำกัดโจทก์ นายทวีศักดิ์ ศรีสมบูรณ์จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค หนึ่ง, 20, 118 เมื่อลูกจ้างทำงานให้นายจ้างถึงวันที่ครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างย่อม สิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคหนึ่ง นายจ้าง จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง สัญญาจ้างแรงงานที่มีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีการกำหนดระยะเวลา เริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อแสดงว่าลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่านายจ้างมีเจตนา ไม่ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ใน การได้สิทธิของลูกจ้างนั้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20


___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยให้การว่า โจทก์จ้างนางสาวสุวรรณา ศักดิ์ศรีประดู่ชัย เป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ ตำแหน่งพนักงานธุรการ ปฏิบัติงานที่กองการเงิน การประปานครหลวง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๕,๑๖๐ บาท โจทก์หมดสัญญากับการประปานครหลวงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ประมาณปลายเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์บอกเลิกจ้างนางสาวสุวรรณาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ แต่เนื่องจากการประปานครหลวงต่อ สัญญากับโจทก์จนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ โจทก์จึงให้พนักงานของการประปานครหลวงเรียกนางสาวสุวรรณา ซึ่งหยุดงานไปตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ กลับไปทำงานอีกตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ แล้วเลิกจ้างนางสาวสุวรรณา จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า การที่โจทก์เลิกจ้าง นางสาวสุวรรณาโดยที่นางสาวสุวรรณาไม่ได้กระทำความผิด และโจทก์ไม่เคยจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ นางสาวสุวรรณา โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ๓๐,๙๖๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕,๑๖๐ บาท และ ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒,๐๖๔ บาท ให้แก่นางสาวสุวรรณา ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจ้าง ระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณาเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการ จ้างตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างเพราะการสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน โจทก์ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาวสุวรรณาตามคำสั่งที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ ของจำเลยนั้น เห็นว่า สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับ นางสาวสุวรรณาข้อ ๑ กำหนดว่า นายจ้างตกลงจ้างและลูกจ้างตกลงรับจ้างทำงานตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ถึง วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ เมื่อนางสาวสุวรรณาทำงานให้โจทก์ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ ซึ่งครบกำหนด ระยะเวลาในสัญญาจ้างข้อ ๑ ดังกล่าว สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาว สุวรรณา ส่วนค่าชดเชยนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณา โจทก์มีเจตนาที่จะจ้างนางสาว สุวรรณาให้ทำงานให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ แต่มีการแบ่งทำสัญญาจ้าง เป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วง โดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อแสดง ให้เห็นว่า นางสาวสุวรรณาไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่าโจทก์มีเจตนาไม่ให้นางสาวสุวรรณาลูกจ้างของโจทก์มีสิทธิ ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของ ลูกจ้างนั้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๐ และสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณา ไม่ปรากฏว่าเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง งานอันมีลักษณะ เป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรืองานที่เป็นไปตามฤดูกาลโดยจ้างในช่วงฤดูกาลนั้น จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตาม


มาตรา ๑๑๘ วรรคสาม และวรรคสุดท้ายที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง เมื่อรวมระยะเวลา ทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันแล้ว นางสาวสุวรรณาทำงานกับโจทก์ครบสามปี แต่ยังไม่ครบหกปี จึงมีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามมาตรา ๑๑๘ (๓) จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่าย ค่าชดเชยแก่นางสาวสุวรรณาเป็นเงิน ๓๐,๙๖๐ บาท จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าทำงาน ในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่นางสาวสุวรรณาเพราะพยานหลักฐานของจำเลยไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ ของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังว่าพยานจำเลยรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้จัดให้นางสาวสุวรรณาหยุดพักผ่อนประจำปี จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สรุปแล้วอุทธรณ์ของ โจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ เฉพาะ ในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นางสาวสุวรรณา ศักดิ์ศรีประดู่ชัย นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายจักรกฤช เจริญเลิศ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2545 นาย จักรกฤษณ์ พันธคงโจทก์ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119


กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดย ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ หมายถึง ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้ เกิดความเสียหายโดยรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่นายจ้างด้วย การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปรายงานโจทก์ซึ่ง เป็นหัวหน้างานว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู ยังถือไม่ได้ ว่าเป็นการตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิก จ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอันเป็นการไม่ ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สม แก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคท้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุงได้รับค่าจ้างอัตรา สุดท้ายเดือนละ 9,400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนเมื่อวันที่ 4พฤษภาคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท และค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาทแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยมี หนังสือถึงโจทก์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งการปฏิบัติงานเพื่อความเหมาะสมแต่โจทก์ไม่ยอมรับทราบ เป็นการจงใจขัด คำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย หลักชัย กิตติพล เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยได้ โจทก์ เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างเดือน ละ9,400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโดยกล่าวหาว่า โจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อพนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศ บ่อบำบัดน้ำเสียตามตารางการตรวจเช็คแล้วพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่ได้พูด อะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดความเสียหายจึงหยุดการเดินเครื่อง โจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดออกมาซ่อม แม้จะฟังว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานของ หัวหน้างาน แต่ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์มีเจตนาทำให้เครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียของจำเลยได้รับความเสียหาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดดังที่จำเลย กล่าวอ้างและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์


พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน56,400 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการ เดียวว่า การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึง รายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะทำ ให้เกิดความเสียหาย จึงหยุดเครื่อง แล้วโจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดมาซ่อมอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัดการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับ ความเสียหายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยตามมาตรา 119(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 นั้น หมายถึง ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจ ให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่เกิดแก่นายจ้าง การที่พนักงาน แผนกซ่อมบำรุงไปรายงานโจทก์ว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ ไปดูนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การกระทำของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้ นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว จำเลยจึง ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอัน เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัดถือว่าเป็นการทำประการอื่นอัน ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอก กล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสุดท้าย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น


หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2545 นายจักรกฤษณ์ พันธคงโจทก์ บริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค ห้า, 119 (2) กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้าง ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (2) แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมายถึงลูกจ้างกระทำโดย ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง หรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่นายจ้าง การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงของจำเลยผู้เป็นนายจ้างไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำ เสียพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานทราบ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่ง พนักงานดังกล่าวเห็นว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดความเสียหาย จึงหยุดเครื่อง แล้วโจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอด มาซ่อม ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การกระทำของโจทก์มิใช่เป็นการจงใจทำให้ นายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการ ละเลยต่อหน้าที่การงานอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ถือว่าเป็นการทำ ประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคห้า ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท และ ค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาทแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อพนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัด น้ำเสียตามตารางการตรวจเช็คแล้วพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่ได้พูดอะไรและ


ไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดความเสียหายจึงหยุดการเดินเครื่อง โจทก์จึงสั่ง ให้พนักงานไปถอดออกมาซ่อม แม้จะฟังว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานของหัวหน้างาน แต่ ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์มีเจตนาทำให้เครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียของจำเลยได้รับความเสียหายถือไม่ได้ว่าโจทก์ จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างและ ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลย จ่ายค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาทแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการ เดียวว่า การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึง รายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าว เห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะทำ ให้เกิดความเสียหาย จึงหยุดเครื่อง แล้วโจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดมาซ่อมอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัดการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับ ความเสียหายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยตามมาตรา 119 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 นั้น หมายถึง ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจ ให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่เกิดแก่นายจ้าง การที่พนักงาน แผนกซ่อมบำรุงไปรายงานโจทก์ว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ ไปดูนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การกระทำของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้ นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว จำเลยจึง ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอัน เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัดถือว่าเป็นการทำประการอื่นอัน ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอก กล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสุดท้าย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายธงชัย อยู่ถนอม


แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2545 นาย อรุณ นาคสวัสดิ์โจทก์ บริษัท ลูเซนท์เทคโนโลยี่ส์ไมโครอีเล็คโทรนิคส์ (ไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 คู่มือพนักงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลซึ่งเป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็น หลักจริยธรรมของจำเลยระบุว่าลูกจ้างต้องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของจำเลย การที่ โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลกับร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้จำเลย และยังเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักรของจำเลยแม้โจทก์จะไม่ได้เป็นผู้พิจารณาให้บริษัท ส. ได้เป็นคู่ค้ากับจำเลยแต่ตำแหน่งของโจทก์สามารถมีอิทธิพลต่อการติดต่อและเป็นมูลเหตุจูงใจกับเป็นช่องทางให้ โจทก์เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ส. ที่โจทก์ร่วมก่อตั้งเป็นพยานการโอนหุ้น และเข้าประชุมที่บริษัทดังกล่าวแทน ภริยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยทางอ้อมได้ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อใด แต่จำเลยก็มีสิทธิให้การโดยยกรายละเอียดการกระทำของโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างแล้วระบุข้อของระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ที่ตรงกับข้อห้ามที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ ไม่ต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2526 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานครั้งสุดท้ายตำแหน่งวิศวกร เครื่องกลอัตราค่าจ้างเดือนละ 38,500 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน


2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 231,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปรับปรุงและพัฒนาขบวนการผลิตและการ ขึ้นรูป มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเสนอการเลือกใช้อะไหล่และอุปกรณ์ พิจารณาคัดเลือกผู้จำหน่ายสินค้าที่ใช้ใน ขบวนการดังกล่าวให้จำเลย มีอำนาจติดต่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้จำหน่ายโดยตรงในกรณีเร่งด่วน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ สามารถให้คุณให้โทษต่อการดำเนินกิจการของผู้จำหน่ายสินค้าให้แก่จำเลยและของจำเลยโดยตรงแต่โจทก์ใช้ชื่อ ภริยาคือนางดวงใจ นาคสวัสดิ์ ได้ร่วมกับนายสิทธิกร เพ็ชรรักซึ่งเป็นวิศวกรอีกคนหนึ่งของจำเลยและบุคคลอื่น ก่อตั้งบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าผู้จำหน่ายสินค้าอุปกรณ์และอะไหล่เพื่อใช้กับเครื่องมือ เครื่องจักรกลให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรงตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 1ข้อ 7, 9 หมวดที่ 7 ข้อ 7.1.3, 7.1.12 เป็นโทษสถานร้ายแรงตามข้อ 11,12, 18 ละเมิดคำมั่นสัญญาส่วน บุคคลหัวข้อการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม2526 จำเลยจ้างโจทก์ทำงาน ครั้งสุดท้ายดำรงตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลอัตราค่าจ้างเดือนละ 38,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวัน สิ้นเดือน โจทก์ร่วมก่อตั้งและดำเนินกิจการของบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้ากับจำเลย ตำแหน่ง วิศวกรเครื่องกลของโจทก์สามารถเอื้ออำนวยหรือหาผลประโยชน์ให้แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ได้ เป็นการ ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมายล.3 และ ล.4 ซึ่งการฝ่าฝืนดังกล่าวแม้จะไม่ปรากฏว่าเกิด ความเสียหายแก่จำเลยแต่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ ร่วมก่อตั้งบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้ากับจำเลย ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือโอนหุ้นและเคยเข้า ร่วมประชุมที่บริษัทดังกล่าวแทนนางดวงใจ นาคสวัสดิ์ ภริยาโจทก์โจทก์ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัด จำหน่ายสินค้าให้จำเลยว่ามีผู้ใดบ้างวิศวกรเครื่องกลเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักร วิศวกรเครื่องจักรเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและพิจารณาว่าผู้จัดจำหน่ายรายใดได้เป็นคู่ค้ากับจำเลย กรณีของบริษัท สามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด วิศวกรผู้พิจารณาคือนายสิทธิกร เพ็ชรรัก ไม่ใช่โจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอิทธิพลทางตรง หรือทางอ้อมต่อการติดต่อของจำเลยกับบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์จำกัด หรือโจทก์ได้ทำงานเป็นตัวแทนหรือ อนุเคราะห์แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์จำกัด ด้วยเหตุผลส่วนตัวในการติดต่อกับจำเลย ศาลแรงงานกลางแปล ความหมายเอกสารหมาย ล.4 หน้าที่ 10 เรื่องการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริง ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายังแปลไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำมั่น สัญญาส่วนบุคคลอย่างร้ายแรงตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4นั้น เห็นว่า คู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.3 และ คำมั่นสัญญาส่วนบุคคลเอกสารหมาย ล.4 เป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็นหลักจริยธรรมของ จำเลย ซึ่งเอกสารหมาย ล.4 หน้าที่ 10 ได้ระบุเกี่ยวกับการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนว่าลูกจ้างต้องไม่ให้


ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของจำเลย เช่น ห้ามลูกจ้างมีอิทธิพลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ต่อการติดต่อของจำเลยกับผู้จัดจำหน่ายซึ่งลูกจ้างมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือทางการเงินอยู่ด้วย หรือห้ามทำงาน ให้กับเป็นตัวแทน หรืออนุเคราะห์ผู้จัดจำหน่ายด้วยเหตุผลส่วนตัวในการติดต่อกับจำเลย เพราะถ้าลูกจ้างมีอิทธิพล หรืออำนาจต่อการติดต่อของจำเลยกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายซึ่งเป็นคู่ค้ากับจำเลยและลูกจ้างมีความสัมพันธ์เป็นการ ส่วนตัวหรือทางการเงินอยู่กับบริษัทคู่ค้าดังกล่าว ย่อมเป็นมูลเหตุจูงใจและช่องทางให้ลูกจ้างใช้อิทธิพลหรืออำนาจ หน้าที่ที่ตนมีอยู่ในทางที่อนุเคราะห์หรือให้ผลประโยชน์แก่บริษัทคู่ค้าที่ลูกจ้างมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวหรือ ทางการเงินได้โดยง่ายและยากต่อการตรวจสอบจนอาจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก การฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณี ร้ายแรง โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลกับร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้ จำเลยและผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวยังเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักรของจำเลย แม้โจทก์ จะไม่ได้เป็นผู้พิจารณาให้บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ได้เป็นคู่ค้ากับจำเลยโดยนายสิทธิกร เพ็ชรรัก วิศวกรอีก คนหนึ่งของจำเลยซึ่งถือหุ้นอยู่ในบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ในชื่อของผู้อื่นตามเอกสารหมาย ล.6 เป็นผู้ พิจารณาก็ตาม แต่ตำแหน่งของโจทก์สามารถมีอิทธิพลต่อการติดต่อและเป็นมูลเหตุจูงใจ กับเป็นช่องทางให้โจทก์ กระทำประการใดประการหนึ่งที่สามารถเอื้อประโยชน์หรืออนุเคราะห์ประโยชน์ให้แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัดที่โจทก์ร่วมก่อตั้งเป็นพยานการโอนหุ้น และเข้าประชุมที่บริษัทดังกล่าวแทนภริยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอีกคน หนึ่งโดยทางอ้อมได้ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของ จำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยคำพิพากษาศาลแรงงานกลางต้องด้วย ความเห็นศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ของจำเลยเอกสารหมาย ล.3 หมวดที่ 1 ข้อ 7, 9และหมวดที่ 7 ข้อ 7.13, 7.12, 12 และข้อ 13 และจำเลยมิได้ยก ข้อบังคับดังกล่าวเป็นเหตุเลิกจ้างในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7 จึงยกเหตุดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การไม่ได้ นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าตำแหน่งงานของโจทก์สามารถเอื้ออำนวยหรือหาผลประโยชน์ให้แก่บริษัท สามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ได้ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณี ร้ายแรงตามคู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 11 และคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลเอกสารหมาย ล.4 หน้าที่ 10ว่า ด้วยการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างตามที่จำเลยได้ระบุการกระทำของโจทก์ไว้ใน หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างดังกล่าวว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.3 ข้อใด แต่จำเลยก็มีสิทธิการโดยยกรายละเอียดการกระทำของโจทก์ตาม หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7 แล้วระบุข้อของระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.3 ที่ตรงกับ ข้อห้ามที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม ดังนั้น จำเลยจึงยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารหมาย ล.3 หมวดที่ 1 ข้อ 7, 9 หมวดที่ 7 ข้อ 7.1.3, 7.1.12, 11, 12, 18 ได้ แต่ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ ไม่ได้ฝ่าฝืนหมวดที่ 7 ข้อ 7.13, 7.12, 13 และจำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างจึงยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การไม่ได้นั้น ศาลแรงงานกลางไม่ได้วินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.3 ในข้อดังกล่าว และจำเลยก็ไม่ได้ให้การไว้ อุทธรณ์โจทก์ในส่วนนี้จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ ที่ไม่ชัดแจ้ง และเป็นการอุทธรณ์เพิ่มเติมข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่ชอบด้วยประมวล


กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 และมาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน (มงคล คุปต์กาญจนากุล-กมล เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2545 นายอรุณ นาคสวัสดิ์โจทก์ บริษัทลูเซนท์เทคโนโลยี่ส์ไมโครอีเล็คโทรนิคส์ (ไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 (4) คู่มือพนักงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคล ซึ่งเป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็น หลักจริยธรรมของจำเลยระบุว่า ลูกจ้างต้องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของจำเลย เช่น ห้ามลูกจ้างมี อิทธิพลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมต่อการติดต่อของจำเลยกับผู้จัดจำหน่าย ซึ่งลูกจ้างมีความสัมพันธ์ ส่วนตัวหรือ ทางการเงินอยู่ด้วย หรือห้ามทำงานให้กับ เป็นตัวแทน หรืออนุเคราะห์ผู้จัดจำหน่ายด้วยเหตุผลส่วนตัว ในการติดต่อ กับจำเลย เพราะถ้าลูกจ้างมีอิทธิพลหรืออำนาจต่อการติดต่อของจำเลยกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายซึ่งเป็น คู่ค้ากับจำเลย และลูกจ้างมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวหรือทางการเงินกับบริษัทคู่ค้าย่อมเป็นมูลเหตุจูงใจและ ช่องทางให้ลูกจ้าง ใช้อิทธิพลหรืออำนาจหน้าที่ที่ตนมีอยู่ในทางที่อนุเคราะห์หรือให้ผลประโยชน์แก่บริษัทคู่ค้านั้นได้ โดยง่ายและ ยากต่อการตรวจสอบจนอาจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างมาก การฝ่าฝืน ระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง


โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลกับร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัด จำหน่ายสินค้าให้จำเลยและเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักรของจำเลย แม้โจทก์จะไม่ได้ เป็นผู้พิจารณาให้บริษัท ส. ได้เป็นคู่ค้ากับจำเลย โดยวิศวกรอีกคนหนึ่งของจำเลยซึ่งถือหุ้นอยู่ในบริษัท ส. ในชื่อ ของผู้อื่นเป็นผู้พิจารณาก็ตาม แต่ตำแหน่งของโจทก์สามารถมีอิทธิพลต่อการติดต่อและเป็นมูลเหตุจูงใจ กับเป็น ช่องทางให้โจทก์กระทำประการใดประการหนึ่งที่สามารถเอื้อประโยชน์หรืออนุเคราะห์ประโยชน์ให้แก่บริษัท ส. ที่ โจทก์ร่วมก่อตั้ง เป็นพยานการโอนหุ้น และเข้าประชุมที่บริษัทดังกล่าวแทนภริยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยทางอ้อม ได้ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึง เลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชย หนังสือเลิกจ้างระบุรายละเอียดการกระทำของโจทก์แล้วระบุระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ที่ตรงกับ ข้อห้ามที่โจทก์ฝ่าฝืน เป็นการระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลได้ร่วม ก่อตั้งบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้ากับจำเลย ตามคู่มือพนักงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลอัน เป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็นหลักจริยธรรมของจำเลย ซึ่งได้ระบุเกี่ยวกับการกระทำเพื่อ ผลประโยชน์ส่วนตนว่าลูกจ้างต้องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของจำเลย เช่น ห้าม ลูกจ้างมีอิทธิพล ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมต่อการติดต่อของจำเลยกับผู้จัดจำหน่ายซึ่งลูกจ้างมีความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือทางการเงิน อยู่ด้วย หรือห้ามทำงานให้กับ เป็นตัวแทน หรืออนุเคราะห์ผู้จัดจำหน่ายด้วยเหตุผลส่วนตัวในการ ติดต่อกับจำเลย เพราะถ้าลูกจ้างมีอิทธิพลหรืออำนาจต่อการติดต่อของจำเลยกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายซึ่งเป็นคู่ค้ากับ จำเลยและลูกจ้างมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวหรือทางการเงินอยู่กับบริษัทคู่ค้าดังกล่าวย่อมเป็นเหตุจูงใจและ ช่องทางให้ลูกจ้างใช้ อิทธิพลหรืออำนาจหน้าที่ที่ตนมีอยู่ในทางที่อนุเคราะห์หรือให้ผลประโยชน์แก่บริษัทคู่ค้าที่ ลูกจ้างมีความสัมพันธ์ เป็นการส่วนตัวหรือทางการเงินได้โดยง่ายและยากต่อการตรวจสอบจนอาจทำให้จำเลยได้รับ ความเสียหายอย่างมาก การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลดังกล่าว ถือได้ ว่าเป็นกรณีร้ายแรง โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลกับร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัด จำหน่ายสินค้าให้จำเลย และผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวยังเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักร


ของจำเลย แม้โจทก์จะไม่ได้เป็น ผู้พิจารณาให้บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ได้เป็นคู่ค้ากับจำเลย แต่ตำแหน่งของ โจทก์สามารถมีอิทธิพลต่อการติดต่อและเป็นมูลเหตุจูงใจกับเป็นช่องทางให้โจทก์กระทำประการใดประการหนึ่งที่ สามารถเอื้อประโยชน์หรืออนุเคราะห์ประโยชน์ให้แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ที่โจทก์ร่วมก่อตั้ง เป็นพยาน การโอนหุ้น และเข้าประชุมที่บริษัท ดังกล่าวแทนภริยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งโดยทางอ้อมได้ การกระทำ ของโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิก จ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยได้ระบุการกระทำของโจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างแล้ว แม้จะไม่ได้ระบุว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานข้อใด แต่จำเลยก็มีสิทธิให้การโดยยกรายละเอียดการกระทำของโจทก์ตามหนังสือเลิก จ้าง แล้วระบุข้อของระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ตรงกับข้อห้ามที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ ไม่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสาม ดังนั้นจำเลยจึงยกข้อต่อสู้ไว้ใน คำให้การได้ว่าโจทก์ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ ๑ ข้อ ๗, ๙ หมวดที่ ๗ ข้อ ๗.๑.๓, ๗.๑.๑๒,๑๑, ๑๒, ๑๘ ได้ พิพากษายืน. (มงคล คุปต์กาญจนากุล-กมล เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง (ธัญบุรี) - นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2545 นาย วิทูร บุบผาโชติโจทก์ บริษัท สยาม ที เค เอ็ม จำกัดจำเลย


ป.พ.พ. มาตรา 420, 582 ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, 49 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิก สัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรค หนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสองการที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จ้างแรงงาน จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ใช่เป็นการผิดสัญญาและไม่ใช่เป็นการกระทำละเมิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420ส่วนการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างที่ไม่ได้กระทำให้ถูกต้องตาม ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็เป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยพิเศษ แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรคสี่,121 วรรค สอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี และหากการเลิกจ้างนั้นเป็นการเลิก จ้างไม่เป็นธรรมโจทก์ก็ชอบจะได้รับค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิใช่ได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์ได้กู้ยืมเงินจาก ค. ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย โจทก์ตกลงผ่อนชำระโดยให้หักจากค่าจ้างโจทก์แต่ละเดือน โจทก์ยังค้างชำระอยู่ประมาณ330,000 บาท เหตุที่ จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพราะเมื่อหักกลบลบหนี้เงินกู้แล้วโจทก์ยังเป็นหนี้ ค. อยู่อีกมากและ โจทก์ไม่เคยทวงถาม ดังนี้จำเลยจึงเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยสามารถจะหักกลบลบหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยกับเงินกู้ซึ่ง โจทก์เป็นหนี้ ค. ได้แม้จำเลยจะไม่อาจหักกลบลบหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 76 ก็ตาม แต่ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่ ต้องจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายของเดือนพฤศจิกายน 2541จำนวน 30,300 บาท และของวันที่ 1 ถึง 8 ธันวาคม 2541 จำนวน8,000 บาท ต่อมาโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยยังคงค้างชำระค่าจ้าง โจทก์เป็นเงิน 10,300 บาท ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว ส่วนค่าจ้างของวันที่ 9 ถึง 31 ธันวาคม 2541 และเงินโบนัสโจทก์ไม่ได้บรรยายและขอมาในคำฟ้องโจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อ ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2539 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย บุคคล ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท พร้อมกับค่าครองชีพอีกเดือนละ300 บาท วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 แต่ได้มีการขยายระยะเวลาการจ้าง ออกไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย และจงใจไม่จ่ายค่าจ้างค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้าง โจทก์โดยอ้างเหตุด้านเศรษฐกิจแต่มีการบรรจุพนักงานคนอื่นเข้าทำงานแทนและได้รับเงินเดือนสูงกว่าโจทก์ จำเลย ไม่ออกหนังสือผ่านงานให้โจทก์เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 194,300 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กับเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้าง จ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ 8ธันวาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับค่าเสียหายที่ทำละเมิดเลิกจ้างไม่ เป็นธรรม 4,536,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะ โจทก์มักแสดงกิริยาไม่สุภาพในที่ประชุม ปฏิบัติตัวเป็นนักเลง จำเลยไม่ไว้วางใจโจทก์ทางด้านการเงินและ ผลประโยชน์ที่โจทก์อาจมีร่วมกับบุคคลภายนอกมากระทำต่อจำเลย ดังนั้นเมื่อจำเลยประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและเงินทุกจำนวนที่พึงได้ตามกฎหมาย แต่โจทก์เสนอให้หัก กับหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้ยืม นายเคียวจิ โมชิซูกิ ประธานกรรมการของจำเลยเป็นการส่วนตัวจำเลยก็ยินยอมตามนั้น หลังจากจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แล้ว โจทก์ก็ขออยู่สะสางงานและเก็บสัมภาระของโจทก์จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 จึงหลบหายไป สำหรับค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน2541 โจทก์ได้ขอเบิกล่วงหน้าไปจนหมดและเบิกเกินไป เท่ากับค่าจ้างช่วงวันที่ 1 ถึง 8 ธันวาคม 2541 ด้วย จำเลยไม่ได้ติดค้างและจงใจไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย หรือเงิน อื่นใดแก่โจทก์ จำเลยไม่เคยขัดข้องที่จะออกหนังสือรับรองการผ่านงานให้แก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุผล อันสมควร ไม่ใช่กลั่นแกล้ง ไม่เป็นการละเมิดและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์เรียกค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวนสูงเกินสมควร และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างที่มิได้ กำหนดระยะเวลาวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุผลอันสมบูรณ์เกี่ยวกับความสามารถหรือความประพฤติ ของโจทก์ หรือความจำเป็นในการดำเนินการของจำเลย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแต่ไม่เป็นละเมิดจำเลยค้าง ชำระค่าจ้างโจทก์ 10,300 บาท จำเลยระบุเหตุเลิกจ้างในคำสั่งเลิกจ้างว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายบุคลากรสืบเนื่องมาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย90 วัน ตามมาตรา 118(2) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่เพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่ายหรือการ บริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียก ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 121 จำเลยไม่ได้จงใจไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้โจทก์ แต่จำเลยผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตรา


ร้อยละ 15ต่อปี ตามมาตรา 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 90,900 บาท พร้อม ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7ธันวาคม 2542 อันเป็นวันฟ้องและจ่ายค่าจ้าง 10,300 บาท ค่าชดเชย 90,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า การที่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิก สัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 วรรค หนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรคสอง การที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิก สัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ใช่เป็นการผิดสัญญาและไม่ใช่เป็นการจงใจหรือ ประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างที่ไม่ได้กระทำให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่ กฎหมายกำหนดก็เป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสี่, 121 วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี และหากการเลิกจ้างนั้นเป็นการเลิกจ้างไม่ เป็นธรรม โจทก์ก็ชอบจะได้รับค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิใช้ได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมามีว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มสำหรับค่าจ้างและ ค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์ได้ กู้ยืมเงินจากนายเคียวจิ โมชิซูกิ ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยรวม 2 ครั้ง โจทก์ตกลงผ่อนชำระโดยให้หัก จากค่าจ้างโจทก์แต่ละเดือนตามบันทึกกู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.1และ ล.2 ปัจจุบันโจทก์ยังค้างชำระหนี้เงินกู้ ดังกล่าวประมาณ330,000 บาท เหตุที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์เพราะเมื่อหักกลบลบ หนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยกับเงินกู้ซึ่งโจทก์เป็นหนี้ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยอยู่อีกมากมายและโจทก์ไม่ เคยทวงถาม ดังนี้จะเห็นได้ว่าจำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยสามารถจะหักกลบลบหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยกับเงินกู้ซึ่ง โจทก์เป็นหนี้ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยได้ เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วโจทก์ยังเป็นหนี้อยู่อีกจำนวนมาก แม้จำเลยจะไม่อาจหักกลบลบหนี้เงินกู้กับค่าจ้างที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ก็ตามแต่พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแล้วยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างและ ค่าชดเชยแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ต้อง ด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน


ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยบอกกล่าวล่วงหน้าถูกต้องตามกฎหมาย แต่ จำเลยก็ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคมและเงินโบนัสแก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่าย ของเงินเดือนพฤศจิกายน 2541 จำนวน 30,300 บาทและของวันที่ 1 ถึง 8 ธันวาคม 2541 จำนวน 8,000 บาท ต่อมาโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยยังคงค้างชำระค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน10,300 บาท ตามรายงาน กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2543 ซึ่งศาลแรงงานกลางก็พิพากษาให้จำเลย จ่ายให้โจทก์แล้ว ส่วนค่าจ้างของวันที่ 9 ถึง 31 ธันวาคม 2541 และเงินโบนัสโจทก์ไม่ได้บรรยายและขอมาในคำ ฟ้อง โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็น อุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2545 นายวิทูร บุบผาโชติโจทก์ บริษัทสยาม ที เค เอ็ม จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 386, 420, 575, 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 76, 121 วรรค สอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49


สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิก สัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง การที่จำเลย(นายจ้าง)ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นการ ใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ใช่เป็นการผิดสัญญา และไม่ใช่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์ (ลูกจ้าง) โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างที่ไม่ได้กระทำให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นเรื่องที่ โจทก์ชอบจะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสี่, 121 วรรคสอง ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี และหากการเลิกจ้างนั้นเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ก็ชอบจะได้ค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิใช่ได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยรวม 2 ครั้ง โจทก์ตกลงผ่อนชำระโดยให้หักจากค่าจ้างโจทก์แต่ละเดือน และโจทก์ยังคงค้างชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว เหตุที่ จำเลย ไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นเพราะเมื่อหักกลบลบหนี้เงินกู้แล้วโจทก์ยังเป็นหนี้ประธาน กรรมการ ผู้จัดการบริษัทจำเลยอยู่อีกมากและโจทก์ไม่เคยทวงถาม จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยสามารถจะหัก กลบลบหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยกับหนี้เงินกู้ดังกล่าวได้ แม้จำเลยไม่อาจหักกลบลบหนี้เงินกู้กับค่าจ้างที่จำเลย จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยยังถือ ไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชยและ ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงิน 194,300 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กับเงิน เพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับ ค่าเสียหายที่ทำละเมิด เลิกจ้างไม่เป็นธรรม 4,536,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วัน ฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุผลอันสมควรไม่ใช่กลั่นแกล้ง ไม่เป็นการละเมิดและ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวนสูงเกินสมควร และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง


Click to View FlipBook Version