The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tan, แทน Jomkratok,จอมกระโทก, 2023-07-23 04:09:08

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

มาตรา 17 ( 22 กค. 2566)

แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2543 นางสาว สุนันท์ ดวงพาณิชโจทก์ บริษัท สยามซินเท็คคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชนจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 118 สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างจึงอาจ บอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่าย ค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง จำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ไปถึงโจทก์เมื่อ วันที่ 27 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างก่อนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 อันเป็นวันจ่ายค่าจ้าง ตาม บทกฎหมายดังกล่าว จำเลยอาจกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่เมื่อจำเลยแสดงเจตนาในหนังสือเลิกจ้างกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างใน วันที่ 1 กันยายน 2541 ก็ย่อมทำได้ และถือว่าการเลิกจ้างมีผลในวันดังกล่าวตามเจตนาของจำเลยแล้วตามมาตรา 118 วรรคสองแต่จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จนถึงวันที่ 30กันยายน 2541 ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสองและพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสี่ เมื่อการเลิกจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 โจทก์ซึ่งเข้าทำงานเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538 ทำงานถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 รวมอายุงานได้ 2 ปี 11 เดือน 27 วัน จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตรา สุดท้าย90 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (2)


___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่พนักงาน การเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ19,080 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2541 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 โดยโจทก์ไม่มี ความผิด การบอกเลิกจ้างดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างเป็นการ ล่วงหน้าจะมีผลบังคับถือว่าเป็นการเลิกจ้างหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างเมื่อถึงกำหนดการจ่ายสินจ้างหรือค่าจ้างในคราว ถัดไป การเลิกจ้างโจทก์จึงมีผลบังคับหรือสิ้นสุดการจ้างในวันที่ 30 กันยายน 2541 มิใช่ วันที่ 1 กันยายน 2541 ตามเจตนาของจำเลย โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 1 เดือน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 19,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จ และค่าชดเชยเป็นเงิน 114,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะ ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 19,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องและค่าชดเชยเป็นเงิน 57,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 1 กันยายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2541 กำหนดให้มีผลนับแต่วันที่ 1 กันยายน2541 เป็นต้นไปไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 582ซึ่งจะมีผลเลิกจ้างในวันจ่ายจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 30 กันยายน 2541 รวมระยะเวลาทำงานที่ โจทก์เริ่มเข้าทำงานเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538 จนถึงวันที่ 30 กันยายน2541 เกินกว่า 3 ปี จึงมีสิทธิได้ค่าชดเชย เท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน114,480 บาท มิใช่ได้เท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 57,240 บาทตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษานั้น ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็น สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17วรรค สอง จำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน แล้วจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ไปถึงโจทก์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างก่อนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 อันเป็นวันจ่ายค่าจ้าง ตามบท กฎหมายดังกล่าว จำเลยอาจกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 กันยายน2541 ซึ่งเป็นวันถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่เมื่อจำเลยแสดงเจตนาในหนังสือเลิกจ้างกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างใน


วันที่ 1 กันยายน 2541 ก็ย่อมทำได้ และถือว่าการเลิกจ้างมีผลในวันดังกล่าวตามเจตนาของจำเลยแล้วตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสองเพียงแต่จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จนถึงวันที่ 30กันยายน 2541 เท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสองและพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ซึ่งศาลแรงงานกลางได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อการเลิกจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน2541 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเข้าทำงาน เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538 ทำงานถึงวันที่ 31 สิงหาคม2541 รวมอายุงานได้ 2 ปี 11 เดือน 27 วัน จึงมีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรค หนึ่ง (2) พิพากษายืน (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สละ เทศรำพรรณ-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2543 นางสาวสุนันท์ ดวงพาณิชโจทก์ บริษัทสยามซินเท็คคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 118 สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างจึงอาจ บอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่าย


ค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง จำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ไปถึงโจทก์เมื่อ วันที่ 27 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างก่อนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 อันเป็นวันจ่ายค่าจ้าง ตาม บทกฎหมายดังกล่าว จำเลยอาจกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่เมื่อจำเลยแสดงเจตนาในหนังสือเลิกจ้างกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างใน วันที่ 1 กันยายน2541 ก็ย่อมทำได้ และถือว่าการเลิกจ้างมีผลในวันดังกล่าวตามเจตนาของจำเลยแล้วตามมาตรา 118 วรรคสอง แต่จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2541 ตาม ป. พ.พ.มาตรา 582 วรรคสอง และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสี่ เมื่อการเลิกจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 โจทก์ซึ่งเข้าทำงานเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538 ทำงานถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 รวมอายุงานได้ 2 ปี 11 เดือน 27 วัน จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตรา สุดท้าย90 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (2) ___________________________ เมื่อการเลิกจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 โจทก์ซึ่งเข้าทำงานเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538 ทำงานถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 รวมอายุงานได้ 2 ปี 11 เดือน 27 วัน จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตรา สุดท้าย90 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (2) (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สละ เทศรำพรรณ-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 95/2543 นาย สนอง พินิจสถิลโจทก์ นาย วิญญู อาชวนิจกุลจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 ในการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้นั้น มีบัญญัติเป็นหลักทั่วไปไว้ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582ซึ่งมิได้กำหนดไว้ว่าการบอกเลิกการจ้างจะต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น การบอกเลิกการจ้างจึงอาจจะทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ แต่การบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือเพื่อ เลิกจ้างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคท้าย กำหนดมิให้ใช้บังคับแก่การเลิกจ้าง ตามมาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ด้วยเหตุนี้หากมีเหตุเลิกจ้างตามบทบัญญัติใน สองมาตราดังกล่าว นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ทันที ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือ แต่ ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าถ้านายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่จ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบ ขณะบอกเลิกจ้างด้วยวาจา ส่วน บทบัญญัติมาตรา 17วรรคสาม มีความหมายเพียงว่า ในกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำเป็น หนังสือ หากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยนายจ้างจะต้องระบุเหตุ ดังกล่าวไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วย มิฉะนั้นนายจ้างจะยกขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น มาตรา 17วรรคสาม จึงมิได้ห้ามเด็ดขาดมิให้นายจ้างบอกเลิกการจ้างด้วยวาจา เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ไว้ในรายละเอียด ต่าง ๆ ซึ่งมีสาระสำคัญถึงเหตุที่จำเลยจะไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องฟังข้อเท็จจริงต่อไป เพราะหากฟังได้ว่าจำเลยได้บอกเลิกจ้างด้วยเหตุ ดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว แม้จะเป็นการบอกเลิกจ้างด้วยวาจา จำเลยก็อาจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จึงต้อง สืบพยานและฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งแพทย์เวรได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวัน ละ 1,400 บาท จ่ายค่าจ้างทุกวัน วันที่ 31 ตุลาคม 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด โจทก์ทำงานกับ จำเลยติดต่อกันมาเกิน7 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน เป็นเงิน 336,000 บาทขอให้ บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 336,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์


จำเลยให้การว่า โจทก์ก้าวก่ายการเงินของคลินิคจำเลยและยุยงให้พนักงานคนอื่น ๆ ของจำเลยไม่ เชื่อฟังคำสั่ง นอกจากนี้โจทก์ยังทำลายทรัพย์สินในคลินิคของจำเลยเสียหาย และทำตัวเป็นปรปักษ์ทางการค้ากับ จำเลยโดยแอบติดต่อเช่าตึกที่จำเลยเช่าอยู่เพื่อเปิดคลินิคเช่นเดียวกับจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ โดยไม่ ต้องจ่ายค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง วันนัดพิจารณาคู่ความรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเมื่อเดือนธันวาคม 2535 ตำแหน่งแพทย์เวร มีหน้าที่รักษาคนไข้ที่เจ็บป่วย วันที่ 31 ตุลาคม 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ทำคำสั่งเป็น หนังสือ ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยจะปฏิเสธการจ่าย ค่าชดเชยให้โจทก์ต้องปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และเหตุแห่งการกระทำต้องระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ออกหนังสือเลิกจ้างจะ ยกเหตุไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างไม่ได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย252,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤศจิกายน2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยแต่เพียงว่า จำเลยเลิก จ้างโจทก์โดยไม่ได้ออกคำสั่งเป็นหนังสือจะยกเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาเป็นข้ออ้างไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ เห็นว่า ในการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง เอาไว้นั้น มีบัญญัติเป็นหลักทั่วไปไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 ลักษณะ 6 มาตรา 582 ซึ่งมิได้ กำหนดเอาไว้ว่าการบอกเลิกการจ้างจะต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น การบอกเลิกการจ้างจึงอาจจะทำเป็นหนังสือหรือ ด้วยวาจาก็ได้ แต่การบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือเพื่อเลิกจ้างมีมาตรา 17วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติว่าไม่ให้ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 583 ซึ่งหมายความว่าถ้ามีเหตุเลิกจ้างตามบทบัญญัติในสองมาตราดังกล่าว นายจ้างมีสิทธิบอกเลิก สัญญาจ้างด้วยวาจาได้ทันที ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือแต่ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าถ้านายจ้าง ประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่จ่าย ค่าชดเชยนายจ้างจะต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะบอกเลิกจ้างด้วยวาจา ส่วนบทบัญญัติมาตรา 17 วรรคสาม แห่งบทกฎหมายดังกล่าวที่ว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผล ไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น คงมีความหมาย เพียงว่าในกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำเป็นหนังสือหากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วย มิฉะนั้น นายจ้างจะยกขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้เท่านั้น มาตรา 17วรรคสาม จึงมิได้ห้ามเด็ดขาดมิให้นายจ้างบอกเลิก การจ้างด้วยวาจา ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ไว้ในรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งมีสาระสำคัญถึงเหตุที่จำเลยจะไม่ต้องรับ ผิดจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่


ต้องฟังข้อเท็จจริงต่อไป เพราะหากฟังได้ว่าจำเลยได้บอกเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว แม้จะเป็นการบอก เลิกจ้างด้วยวาจา จำเลยก็อาจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลแรงงานกลางจึงควร สืบพยานและฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน ที่ศาลแรงงานกลางงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่าย ค่าชดเชยแก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี (พูนศักดิ์ จงกลนี-สละ เทศรำพรรณ-กมล เพียรพิทักษ์) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7047/2542 นาง ปัญญา บุตรสีลีโจทก์ บริษัท ที.วี.เอ็น.รับเบอร์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 ป.วิ.พ. มาตรา 86 การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกจ้างตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสอง กำหนด อาจทำเป็นหนังสือหรืออาจบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยวาจาก็ได้ แต่ถ้ามีเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ทันทีโดยไม่ ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือแต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าถ้านายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้น อ้างเป็นข้อปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะบอกเลิกจ้างด้วยวาจา ส่วน


บทบัญญัติในมาตรา 17วรรคสาม มีความหมายว่า กรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำเป็นหนังสือ หาก ประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างต้องระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือบอก เลิกสัญญาจ้างด้วย มิฉะนั้นนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง แต่มิได้บังคับเด็ดขาดว่าห้ามนายจ้างเลิกจ้าง ลูกจ้างด้วยวาจา เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าขณะจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบ ถึงการกระทำผิดของโจทก์อันเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 และเรื่องนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว จึงควรให้มีการนำสืบพยานในประเด็นนี้ก่อน ศาลแรงงานกลางงดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่ โจทก์จึงไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,801 บาท และค่าชดเชยจำนวน 16,290 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ขัดคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง จำเลยมีสิทธิให้โจทก์ออกจาก งานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยก ฟ้อง ระหว่างการพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนจำเลย แถลงว่าได้เลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และ พยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง (ที่ถูกเป็น วรรคสาม) บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอก เลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ด้วยวาจามิได้ทำเป็นหนังสือระบุเหตุผลในการเลิกจ้างเอาไว้ จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์ขัดคำสั่งและไม่ ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด จำเลยต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 16,290 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยให้การว่าได้เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ได้กระทำ ความผิดตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงานพ.ศ. 2541 ที่นายจ้างมีสิทธิยกขึ้นอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง มีปัญหาว่ากรณี เช่นนี้ การที่ศาลแรงงานกลางนำมาตรา 17วรรคสามแห่งบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับแก่คดีแล้ววินิจฉัยว่าใน การเลิกจ้างด้วยวาจานายจ้างไม่อาจยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย


ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่ เมื่อ พิเคราะห์บทบัญญัติ มาตรา 17วรรคสองแล้วจะเห็นว่าได้กำหนดหลักการเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อ เลิกสัญญาจ้างขึ้นใหม่เป็นพิเศษยิ่งกว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 โดยกำหนดว่าในกรณีที่ สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ อีกฝ่ายหนึ่งทราบเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิก สัญญาจ้างอาจทำเป็นหนังสือหรืออาจบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยวาจาก็ได้ แต่การบอกกล่าวล่วงหน้าที่ได้ทำเป็น หนังสือดังกล่าวได้ถูกจำกัดโดยมาตรา 17วรรคท้ายว่าไม่ให้ใช้บังคับแก่การเลิกจ้าง ตามมาตรา 119 และ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ซึ่งหมายความว่าถ้ามีเหตุเลิกจ้างตามบทบัญญัติทั้งสองมาตรา ดังกล่าวนายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างล่วงหน้าเป็นหนังสือ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าถ้านายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้นอ้างเป็นข้อปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะบอก เลิกจ้างด้วยวาจา ส่วนบทบัญญัติในมาตรา 17วรรคสาม แห่งบทกฎหมายดังกล่าวที่ว่าในกรณีที่นายจ้างเป็น ฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น คงมีความหมายเพียงว่า ในกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำเป็น หนังสือ หากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องระบุเหตุ ดังกล่าวนั้นไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วย มิฉะนั้นนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง มาตรา 17 วรรคสาม จึงหาได้บังคับเด็ดขาดห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าขณะ จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วถึงการกระทำความผิดของโจทก์อันเป็นเหตุไม่ ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 และในเรื่องนี้จำเลยก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว จึงควรให้มีการนำสืบพยานว่า ขณะที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้แจ้งเหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวแก่โจทก์แล้วหรือไม่ ที่ศาล แรงงานกลางงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-พิมล สมานิตย์-วิรัตน์ ลัทธิวงศกร) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก


หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7047/2542 นาง ปัญญา บุตรสีลีโจทก์ บริษัท ที.วี.เอ็น.รับเบอร์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582, 583 ป.วิ.พ. มาตรา 86, 104 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างอาจทำเป็นหนังสือหรืออาจบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยวาจา ก็ได้ แต่การบอกกล่าวล่วงหน้าที่ได้ทำเป็นหนังสือถูกจำกัดโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคท้าย ว่า ไม่ให้ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 583 ซึ่งหมายความว่า ถ้ามีเหตุเลิกจ้างตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว นายจ้างมีสิทธิบอก เลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างล่วงหน้าเป็นหนังสือ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้ หลักเกณฑ์ว่าถ้านายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้น อ้างเป็นข้อปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะบอกเลิกจ้างด้วยวาจา บทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม ที่ว่า ใน กรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะ ยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น คงมีความหมายเพียงว่า ในกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา จ้างโดยทำเป็นหนังสือ หากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้าง จะต้องระบุเหตุดังกล่าวนั้นไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วย มิฉะนั้นนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม หาได้บังคับเด็ดขาดห้าม มิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าขณะจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วถึงการกระทำความผิดของโจทก์อันเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 และในเรื่องนี้จำเลยก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว จึงต้องให้มีการนำสืบพยานว่า ขณะที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วย


วาจาจำเลยได้แจ้งเหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวแก่โจทก์แล้วหรือไม่ การที่ศาลแรงงานงดสืบพยานโจทก์จำเลย และฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2539 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 181 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 16 และวันที่ 1 ของเดือนถัดไป ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2541 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้บังคับ จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,801 บาท และค่าชดเชยจำนวน 16,290 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เข้าสมัครงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2539 โจทก์ไม่ยอมเข้าทำงานที่ ได้รับมอบหมายเป็นปกติ จำเลยได้ว่ากล่าวตักเตือนเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 ต่อมาโจทก์ได้ทำผิดอีก จึงให้ พักงาน 6 วัน ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง จำเลยมีสิทธิให้โจทก์ออกจาก งานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยก ฟ้อง ระหว่างการพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนจำเลย แถลงว่าได้เลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และ พยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้าง จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจามิได้ทำ เป็นหนังสือระบุเหตุผลในการเลิกจ้างเอาไว้ จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์ขัดคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ นายจ้าง ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จำนวน 16,290 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลย จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยไม่สืบพยานโจทก์และจำเลยทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ ทั้ง ที่โจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับของจำเลยโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้จัดการโรงงานของจำเลย ส่งคน มาข่มขู่ว่าจะทำร้ายผู้จัดการโรงงาน และไม่ยอมเข้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย จำเลยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือ แล้ว โจทก์ก็ยังกระทำความผิดอีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยให้การว่า ได้เลิกจ้างโจทก์เพราะ เหตุที่โจทก์ได้กระทำความผิดตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นเหตุตามมาตรา 119แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่นายจ้างมีสิทธิยกขึ้นอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย


ให้แก่ลูกจ้าง มีปัญหาว่ากรณีเช่นนี้ การที่ศาลแรงงานกลางนำมาตรา 17วรรคสาม แห่งบทกฎหมายดังกล่าว มาปรับแก่คดีแล้ววินิจฉัยว่าในการเลิกจ้างด้วยวาจา นายจ้างไม่อาจยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการวินิจฉัย ถูกต้องหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติ มาตรา 17วรรคสองแล้ว จะเห็นว่า ได้กำหนดหลักการเรื่องการ บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างขึ้นใหม่เป็นพิเศษยิ่งกว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 โดย กำหนดว่าในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าว ล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิก สัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า การบอกกล่าว ล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างอาจทำเป็นหนังสือหรืออาจบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยวาจาก็ได้ แต่การบอกกล่าวล่วงหน้าที่ ได้ทำเป็นหนังสือดังกล่าวได้ถูกจำกัดโดยมาตรา 17วรรคท้าย ว่าไม่ให้ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ซึ่งหมายความว่า ถ้ามีเหตุเลิกจ้างตามบทบัญญัติทั้งสอง มาตราดังกล่าว นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างล่วงหน้าเป็น หนังสือ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าถ้านายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้นอ้างเป็นข้อปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบ ขณะบอกเลิกจ้างด้วยวาจา ส่วนบทบัญญัติในมาตรา 17วรรคสาม แห่งบทกฎหมายดังกล่าวที่ว่า ในกรณีที่ นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุ ตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น คงมีความหมายเพียงว่า ในกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยทำเป็นหนังสือ หากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้อง ระบุเหตุดังกล่าวนั้นไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วย มิฉะนั้นนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างมาตรา 17วรรคสาม จึงหาได้บังคับเด็ดขาดห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาไม่เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่า ขณะจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วถึงการกระทำความผิดของโจทก์อันเป็นเหตุ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119และในเรื่องนี้จำเลยก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว จึงควรให้มีการนำสืบพยานว่า ขณะที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้แจ้งเหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวแก่โจทก์แล้วหรือไม่ ที่ศาล แรงงานกลางงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-พิมล สมานิตย์-วิรัตน์ ลัทธิวงศกร)


แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7047/2542 นางปัญญา บุตรสีลีโจทก์ บริษัทที.วี.เอ็น.รับเบอร์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582, 583 ป.วิ.พ. มาตรา 86, 104 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, 119 การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างอาจทำเป็นหนังสือหรืออาจบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยวาจา ก็ได้ แต่การบอกกล่าวล่วงหน้าที่ได้ทำเป็นหนังสือถูกจำกัดโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคท้าย ว่าไม่ให้ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 และ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583ซึ่งหมายความว่า ถ้ามีเหตุ เลิกจ้างตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ทันที โดยไม่ต้องบอก กล่าวเลิกสัญญาจ้างล่วงหน้าเป็นหนังสือ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าถ้านายจ้างประสงค์จะยกเหตุตาม มาตรา119 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้นอ้างเป็นข้อปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องแจ้ง เหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะบอกเลิกจ้างด้วยวาจา บทบัญญัติใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา17 วรรคสาม ที่ว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็น ฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น คงมีความหมายเพียงว่า ในกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำเป็น หนังสือ หากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องระบุเหตุ ดังกล่าวนั้นไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยมิฉะนั้นนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสามหาได้บังคับเด็ดขาดห้ามมิให้ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าขณะจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้


แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วถึงการกระทำความผิดของโจทก์อันเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 และในเรื่อง นี้จำเลยก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว จึงต้องให้มีการนำสืบพยานว่า ขณะที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้ แจ้งเหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวแก่โจทก์แล้วหรือไม่ การที่ศาลแรงงานงดสืบพยานโจทก์จำเลย และฟัง ข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ ๑๘๑ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๑๖ และวันที่ ๑ ของเดือนถัดไป ต่อมาวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๑ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้ บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๓,๘๐๑ บาท และค่าชดเชยจำนวน ๑๖,๒๙๐ บาท แก่ โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เข้าสมัครงานกับจำเลยเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม๒๕๓๙ โจทก์ไม่ยอมเข้าทำงานที่ ได้รับมอบหมายเป็นปกติ จำเลยได้ว่ากล่าวตักเตือนเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ต่อมาโจทก์ได้ทำผิดอีก จึงให้ พักงาน ๖ วัน ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง จำเลยมีสิทธิให้โจทก์ออกจาก งานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยก ฟ้อง ระหว่างการพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนจำเลย แถลงว่าได้เลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และ พยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสาม บัญญัติว่าใน กรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะ ยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจามิได้ทำเป็น หนังสือระบุเหตุผลในการเลิกจ้างเอาไว้ จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์ขัดคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จำนวน๑๖,๒๙๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลย จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยไม่สืบพยานโจทก์และจำเลยทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ ทั้ง ที่โจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับของจำเลยโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้จัดการโรงงานของจำเลยส่งคน มาข่มขู่ว่าจะทำร้ายผู้จัดการโรงงาน และไม่ยอมเข้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจำเลยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือ แล้ว โจทก์ก็ยังกระทำความผิดอีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยให้การว่า ได้เลิกจ้างโจทก์เพราะ


เหตุที่โจทก์ได้กระทำความผิดตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นเหตุตามมาตรา ๑๑๙ แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่นายจ้างมีสิทธิยกขึ้นอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่ลูกจ้าง มีปัญหาว่ากรณีเช่นนี้ การที่ศาลแรงงานกลางนำมาตรา ๑๗ วรรคสาม แห่งบทกฎหมายดังกล่าวมา ปรับแก่คดีแล้ววินิจฉัยว่าในการเลิกจ้างด้วยวาจา นายจ้างไม่อาจยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ต้อง รับผิดจ่ายค่าชดเชย ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการวินิจฉัย ถูกต้องหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติ มาตรา ๑๗ วรรคสองแล้ว จะเห็นว่า ได้กำหนดหลักการเรื่องการบอก กล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างขึ้นใหม่เป็นพิเศษยิ่งกว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ โดย กำหนดว่าในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าว ล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิก สัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า การบอกกล่าว ล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างอาจทำเป็นหนังสือหรืออาจบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยวาจาก็ได้ แต่การบอกกล่าวล่วงหน้าที่ ได้ทำเป็นหนังสือดังกล่าวได้ถูกจำกัดโดยมาตรา ๑๗ วรรคท้าย ว่าไม่ให้ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๙ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ ซึ่งหมายความว่า ถ้ามีเหตุเลิกจ้างตามบทบัญญัติทั้งสอง มาตราดังกล่าว นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างล่วงหน้าเป็น หนังสือ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าถ้านายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ขึ้นอ้างเป็นข้อปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบ ขณะบอกเลิกจ้างด้วยวาจา ส่วนบทบัญญัติในมาตรา ๑๗วรรคสาม แห่งบทกฎหมายดังกล่าวที่ว่า ในกรณีที่นายจ้าง เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตาม มาตรา๑๑๙ ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น คงมีความหมายเพียงว่า ในกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำ เป็นหนังสือ หากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องระบุ เหตุดังกล่าวนั้นไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วย มิฉะนั้นนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง มาตรา ๑๗ วรรคสามจึงหาได้บังคับเด็ดขาดห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าขณะ จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วถึงการกระทำความผิดของโจทก์อันเป็นเหตุไม่ ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๙ และในเรื่องนี้จำเลยก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว จึงควรให้มีการนำสืบพยานว่า ขณะที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยได้แจ้งเหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวแก่โจทก์แล้วหรือไม่ ที่ศาล แรงงานกลางงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี. (ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-พิมล สมานิตย์-วิรัตน์ ลัทธิวงศกร) ศาลแรงงานกลาง - นายสุนทร คงศรีชาย


ศาลอุทธรณ์ - - ศาลฎีกาแผนคดีแรงงาน - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4812/2542 นาย เดชชัย ปานมาโจทก์ บริษัท อาบาเทค จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84, 87 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, 37, 54 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังมาเป็นยุติว่า เงินที่โจทก์ได้รับจาก จ. เดือนละ 3,000 บาท ไม่ใช่ เงินของจำเลย และจำเลยจ่ายเงินค่ารับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง การกระทำของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ ของจำเลย หาใช่เป็นการแสวงหาประโยชน์สำหรับตัวโจทก์หรือผู้อื่นไม่ จะถือว่าการกระทำของโจทก์เป็นการ กระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงไม่ได้นั้น มีความหมายว่า โจทก์อ้างว่า ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่เพราะการที่โจทก์รับเงินจาก จ. ไม่เป็นการรับไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับโจทก์หรือผู้อื่น แต่เพื่อแสวงหาประโยชน์แก่จำเลยโดยเฉพาะอันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานรับฟังมาว่า โจทก์รับเงินไว้ โดยทราบดีว่า จ. จ่ายเงินแก่โจทก์เพราะมีความประสงค์ให้โจทก์อำนวยความสะดวกในการประมูลรถรับส่ง พนักงานต่อไป ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์รับเงินไว้โดยมิชอบเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เองหรือผู้อื่น และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ทำ ให้จำเลยจ่ายเงินค่ารับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลแรงงานเพียง บางส่วนขึ้นอ้าง ซึ่งข้อนี้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงมาว่า หาก จ. ไม่ต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ เงินที่ต้องใช้ในการประมูล รถรับส่งพนักงานจะมีจำนวนต่ำลง การรับเงินของโจทก์จากบุคคลดังกล่าวจึงมีผลกระทบทำให้จำเลยต้องเสียเงินใน ส่วนที่ไม่จำเป็นไป อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวล้วนเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ตามหนังสือเลิกจ้างข้อความว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยพิจารณาแล้วเห็น ว่าการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจและโจทก์ได้กระทำความผิดในเรื่องการรับสินบนจากผู้รับจ้างกับ


ผู้ประกอบการรับ-ส่งพนักงาน ซึ่งทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับจ้าง มี ความหมายว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดในเรื่องการรับเงินจากผู้ที่โจทก์มีหน้าที่เกี่ยวข้องใน การทำงานและมีผลทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งเท่ากับจำเลยอ้างเหตุว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่และ ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงนั่นเอง การที่ศาลแรงงานยกเหตุในการเลิกจ้างดังกล่าว ขึ้นมาวินิจฉัยชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทำงานติดต่อกันเกิน กว่า 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 39,390 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 13,567.66 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 40,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง และในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง จนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการพนักงานของจำเลยและรับสมัครบุคคลเข้า ทำงานกับจำเลย โจทก์เรียกรับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผู้รับส่งพนักงานของจำเลย เดือนละ 3,000 บาท และเรียกเงินจากผู้สมัครงานกับจำเลยคนละ 1,000 บาท เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้ จำเลยเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีหน้าที่ในการ ติดต่อบุคคลภายนอกให้เข้าทำสัญญารับส่งพนักงานกับจำเลย แต่กลับรับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการ ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผู้เข้ามารับจ้างรับส่งพนักงาน โดยโจทก์ทราบดีว่า เหตุที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยว จ่ายเงินให้ก็เพื่อต้องการให้โจทก์อำนวยความสะดวกในการประมูลรถและชนะการประมูลได้เป็นผู้รับจ้างรับส่ง พนักงานต่อไป และที่โจทก์รับเงินเนื่องจากโจทก์อยู่ในหน้าที่ต้องจัดหาผู้เข้ามารับส่งพนักงานในแต่ละปี และคอย ดูแลความเรียบร้อยในเรื่องดังกล่าว การรับเงินของโจทก์จึงเป็นการรับเงินโดยอาศัยงานในหน้าที่อันเป็นการได้ รับมาโดยไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่และอาจส่งผลกระทบทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียประโยชน์ การกระทำ ของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นกรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง การเลิกจ้างของ จำเลยจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่าข้อเท็จจริงที่ฟังมาเป็นยุติว่า เงินที่ โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวเดือนละ 3,000 บาท ไม่ใช่เงินของจำเลย และจำเลย จ่ายเงินค่ารับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง การกระทำของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลย หาใช่เป็นการ แสวงหาประโยชน์สำหรับตัวโจทก์หรือผู้อื่นไม่ จะถือว่าการกระทำของโจทก์ เป็นการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่และ


ฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงไม่ได้นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวมีความหมายว่า โจทก์อ้าง ว่าไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่เพราะการที่โจทก์รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวไม่เป็นการรับไว้เพื่อ แสวงหาประโยชน์สำหรับโจทก์หรือผู้อื่น แต่เพื่อแสวงหาประโยชน์แก่จำเลยโดยเฉพาะ อันเป็นการโต้เถียง ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์รับเงินไว้โดยทราบดีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยว จ่ายเงินแก่โจทก์เพราะมีความประสงค์ให้โจทก์อำนวยความสะดวกในการประมูลรถรับส่งพนักงานต่อไป ซึ่งเป็น กรณีที่โจทก์รับเงินไว้โดยมิชอบเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เองหรือผู้อื่นและที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ทำให้จำเลยจ่ายเงินค่า รับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเพียงบางส่วนขึ้นอ้าง ซึ่ง เรื่องนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า หากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวไม่ต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ เงิน ที่ต้องใช้ในการประมูลรถรับส่งพนักงานจะมีจำนวนต่ำลง การรับเงินของโจทก์จากบุคคลดังกล่าวจึงมีผลกระทบทำ ให้จำเลยต้องเสียเงินในส่วนที่ไม่จำเป็นไปอันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า หนังสือเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้ระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อ หน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง ศาลแรงงานกลางจึงไม่อาจหยิบยกเรื่องโจทก์ทุจริตต่อ หน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงขึ้นมาวินิจฉัยให้จำเลยได้นั้น เห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้าง เอกสารหมาย จ.1 ระบุข้อความว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ โดยจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าการ ปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ และโจทก์ได้กระทำความผิดในเรื่องการรับสินบนจากผู้รับจ้างกับ ผู้ประกอบการรับ-ส่งพนักงาน ซึ่งทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับจ้าง หนังสือ ดังกล่าวมีความหมายว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดในเรื่องการรับเงินจากผู้ที่โจทก์มีหน้าที่ เกี่ยวข้องในการทำงานและมีผลทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งเท่ากับจำเลยอ้างเหตุว่าโจทก์กระทำการทุจริต ต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงนั่นเอง ที่ศาลแรงงานกลางยกเหตุในการเลิก จ้างดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสามแล้ว พิพากษายืน (เสรี ชุณหถนอม-พิมล สมานิตย์-มงคล คุปต์กาญจนากุล) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น


หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4812/2542 ยเดชชัย ปานมาโจทก์ ิษัทอาบาเทค จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84, 87 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37, 54 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังมาเป็นยุติว่า เงินที่โจทก์ได้รับจาก จ. เดือนละ 3,000 บาท ไม่ใช่เงินของจำเลย และจำเลยจ่ายเงินค่ารับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง การกระทำของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อ ประโยชน์ของจำเลยหาใช่เป็นการแสวงหาประโยชน์สำหรับตัวโจทก์หรือผู้อื่นไม่ จะถือว่าการกระทำของโจทก์เป็น การกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงไม่ได้นั้น มีความหมายว่า โจทก์อ้าง ว่าไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่เพราะการที่โจทก์รับเงินจากจ.ไม่เป็นการรับไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับโจทก์หรือผู้อื่น แต่เพื่อแสวงหาประโยชน์แก่จำเลยโดยเฉพาะ อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานรับฟังมาว่าโจทก์รับเงินไว้ โดยทราบดีว่า จ.จ่ายเงินแก่โจทก์เพราะมีความประสงค์ให้โจทก์อำนวยความสะดวกในการประมูลรถรับส่งพนักงาน ต่อไป ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์รับเงินไว้โดยมิชอบเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เองหรือผู้อื่น และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ทำให้จำเลย จ่ายเงินค่ารับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลแรงงานเพียงบางส่วนขึ้น อ้าง ซึ่งนี้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงมาว่า หาก จ.ไม่ต้องจ่ายเงินแก่โจทก์เงินที่ต้องใช้ในการประมูลรถรับส่งพนักงาน จะมีจำนวนต่ำลง การรับเงินของโจทก์จากบุคคลดังกล่าวจึงมีผลกระทบทำให้จำเลยต้องเสียเงินในส่วนที่ไม่จำเป็น ไป อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ตามหนังสือเลิก จ้างข้อความว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ โดยจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่ เป็นที่น่าไว้วางใจ และโจทก์ได้กระทำความผิดในเรื่องการรับสินบนจากผู้รับจ้างกับผู้ประกอบการรับ - ส่งพนักงาน ซึ่งทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับจ้างมีความหมายว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้าง โจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดในเรื่องการรับเงินจากผู้ที่โจทก์มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการทำงานและมีผลทำให้จำเลยได้รับ ความเสียหาย ซึ่งเท่ากับจำเลยอ้างเหตุว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานอย่างร้ายแรงนั่นเอง การที่ศาลแรงงานยกเหตุในการเลิกจ้างดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยจึงชอบด้วย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสามแล้ว โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทำงานติดต่อกันเกิน


กว่า 1 ปี แต่ไม่ครบ3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 39,390บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 13,567.66 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 40,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง และในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการพนักงานของจำเลยและรับสมัครบุคคลเข้า ทำงานกับจำเลย โจทก์เรียกรับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผู้รับส่งพนักงานของจำเลย เดือนละ 3,000บาท และเรียกเงินจากผู้สมัครงานกับจำเลยคนละ 1,000 บาท เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ทำให้จำเลย เสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีหน้าที่ในการ ติดต่อบุคคลภายนอกให้เข้าทำสัญญารับส่งพนักงานกับจำเลยแต่กลับรับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการ ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผู้เข้ามารับจ้างรับส่งพนักงาน โดยโจทก์ทราบดีว่า เหตุที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยว จ่ายเงินให้ก็เพื่อต้องการให้โจทก์อำนวยความสะดวกในการประมูลรถและชนะการประมูลได้เป็นผู้รับจ้างรับส่ง พนักงานต่อไป และที่โจทก์รับเงินเนื่องจากโจทก์อยู่ในหน้าที่ต้องจัดหาผู้เข้ามารับส่งพนักงานในแต่ละปี และคอย ดูแลความเรียบร้อยในเรื่องดังกล่าว การรับเงินของโจทก์จึงเป็นการรับเงินโดยอาศัยงานในหน้าที่ อันเป็นการได้ รับมาโดยไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่และอาจส่งผลกระทบทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียประโยชน์ การกระทำ ของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นกรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง การเลิกจ้างของ จำเลยจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่าข้อเท็จจริงที่ฟังมาเป็นยุติว่า เงินที่ โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวเดือนละ 3,000 บาท ไม่ใช่เงินของจำเลย และจำเลย จ่ายเงินค่ารับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง การกระทำของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยหาใช่เป็นการ แสวงหาประโยชน์สำหรับตัวโจทก์หรือผู้อื่นไม่ จะถือว่าการกระทำของโจทก์ เป็นการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่และ ฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงไม่ได้นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวมีความหมายว่า โจทก์อ้าง ว่าไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่เพราะการที่โจทก์รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวไม่เป็นการรับไว้เพื่อ แสวงหาประโยชน์สำหรับโจทก์หรือผู้อื่น แต่เพื่อแสวงหาประโยชน์แก่จำเลยโดยเฉพาะ อันเป็นการโต้เถียง ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่าโจทก์รับเงินไว้โดยทราบดีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยว จ่ายเงินแก่โจทก์เพราะมีความประสงค์ให้โจทก์อำนวยความสะดวกในการประมูลรถรับส่งพนักงานต่อไปซึ่งเป็น กรณีที่โจทก์รับเงินไว้โดยมิชอบเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เองหรือผู้อื่น และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ทำให้จำเลยจ่ายเงินค่า รับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเพียงบางส่วนขึ้นอ้าง ซึ่ง เรื่องนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า หากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวไม่ต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ เงิน ที่ต้องใช้ในการประมูลรถรับส่งพนักงานจะมีจำนวนต่ำลง การรับเงินของโจทก์จากบุคคลดังกล่าวจึงมีผลกระทบทำ ให้จำเลยต้องเสียเงินในส่วนที่ไม่จำเป็นไป อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว


จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า หนังสือเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้ระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อ หน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง ศาลแรงงานกลางจึงไม่อาจหยิบยกเรื่องโจทก์ทุจริตต่อ หน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงขึ้นมาวินิจฉัยให้จำเลยได้นั้น เห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้าง เอกสารหมาย จ.1 ระบุข้อความว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ โดยจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าการ ปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ และโจทก์ได้กระทำความผิดในเรื่องการรับสินบนจากผู้รับจ้างกับ ผู้ประกอบการรับ - ส่งพนักงาน ซึ่งทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับจ้าง หนังสือดังกล่าวมีความหมายว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดในเรื่องการรับเงินจากผู้ที่โจทก์มี หน้าที่เกี่ยวข้องในการทำงานและมีผลทำให้จำเลยได้รับความเสียหายซึ่งเท่ากับจำเลยอ้างเหตุว่าโจทก์กระทำการ ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงนั่นเอง ที่ศาลแรงงานกลางยกเหตุใน การเลิกจ้างดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา17 วรรคสามแล้ว พิพากษายืน. (เสรี ชุณหถนอม - พิมล สมานิตย์ - มงคล คุปต์กาญจนากุล)ศาลแรงงานกลาง นายอิศรา วรรณ สวาท นายอนันต์ ชุมวิสูตร - ตรวจ นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ - ผู้ช่วยผู้พิพากษาฯ นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ - ย่อ รุจิรา พิมพ์/ทาน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 39,360 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 13,567.66 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง และในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง จนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีหน้าที่ในการ ติดต่อบุคคลภายนอกให้เข้าทำสัญญารับส่งพนักงานกับจำเลย แต่กลับรับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการ ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผู้เข้ามารับจ้างรับส่งพนักงาน โดยโจทก์ทราบดีว่าเหตุที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยว จ่ายเงินให้ก็เพื่อต้องการให้โจทก์อำนวยความสะดวกในการประมูลรถและชนะการประมูลได้เป็นผู้รับจ้างรับส่ง พนักงานต่อไป และที่โจทก์รับเงินเนื่องจากโจทก์อยู่ในหน้าที่ต้องจัดหาผู้เข้ามารับส่งพนักงานในแต่ละปี และคอย ดูแลความเรียบร้อยในเรื่องดังกล่าว การรับเงินของโจทก์จึงเป็นการรับเงินโดยอาศัยงานในหน้าที่ อันเป็นการได้ รับมาโดยไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่และอาจส่งผลกระทบทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียประโยชน์ การกระทำ ของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นกรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง การเลิกจ้างของ จำเลยจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่าข้อเท็จจริงที่ฟังมาเป็นยุติว่า เงินที่ โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวเดือนละ 3,000 บาท ไม่ใช่เงินของจำเลย และจำเลย จ่ายเงินค่ารับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง การกระทำของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลย หาใช่เป็นการ แสวงหาประโยชน์สำหรับตัวโจทก์หรือผู้อื่นไม่ จะถือว่าการกระทำของโจทก์ เป็นการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่และ ฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงไม่ได้นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวมีความหมายว่า โจทก์อ้าง ว่าไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ เพราะการที่โจทก์รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวไม่เป็นการรับไว้เพื่อ แสวงหาประโยชน์สำหรับโจทก์หรือผู้อื่น แต่เพื่อแสวงหาประโยชน์แก่จำเลยโดยเฉพาะ อันเป็นการโต้เถียง ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่าโจทก์รับเงินไว้โดยทราบดีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยว จ่ายเงินแก่โจทก์เพราะมีความประสงค์ให้โจทก์อำนวยความสะดวกในการประมูลรถรับส่งพนักงานต่อไป ซึ่งเป็น กรณีที่โจทก์รับเงินไว้โดยมิชอบเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เองหรือผู้อื่น และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ทำให้จำเลยจ่ายเงินค่า รับส่งพนักงานในจำนวนที่ต่ำลง ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเพียงบางส่วนขึ้นอ้าง ซึ่ง เรื่องนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า หากห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สุดาการท่องเที่ยวไม่ต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ เงิน ที่ต้องใช้ในการประมูลรถรับส่งพนักงานจะมีจำนวนต่ำลง การรับเงินของโจทก์จากบุคคลดังกล่าวจึงมีผลกระทบทำ ให้จำเลยต้องเสียเงินในส่วนที่ไม่จำเป็นไป อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า หนังสือเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้ระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อ หน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง ศาลแรงงานกลางจึงไม่อาจหยิบยกเรื่องโจทก์ทุจริตต่อ หน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงขึ้นมาวินิจฉัยให้จำเลยได้นั้น เห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้าง มีข้อความว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ โดยจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่ น่าไว้วางใจ และโจทก์ได้กระทำความผิดในเรื่องการรับสินบนจากผู้รับจ้างกับผู้ประกอบการรับ - ส่งพนักงาน ซึ่งทำ ให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับจ้าง มีความหมายว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์กระทำผิดในเรื่องการรับเงินจากผู้ที่โจทก์มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการทำงานและมีผลทำให้จำเลยได้รับ


ความเสียหาย ซึ่งเท่ากับจำเลยอ้างเหตุว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานอย่างร้ายแรงนั่นเอง การที่ศาลแรงงานกลางยกเหตุในการเลิกจ้างดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยจึงชอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรคสามแล้ว พิพากษายืน. () แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำสั่งคำร้องที่ 202/2545 นาง อรทัย มาทนโจทก์ บริษัท จาคอบส์ จิวเวลรี่ จำกัดจำเลย บริษัท จาคอบส์ จิวเวลรี่ จำกัด จำเลยผู้ยื่นคำร้อง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17วรรค สาม, 119 (5) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรค หนึ่ง ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยประเด็นที่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้ระบุเหตุผลการ เลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17วรรคสามและมาตรา 119(5) แล้วหรือไม่นั้น เป็น อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป


หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 50) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าชดเชยจำนวน 96,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วย ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มิถุนายน2544) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอ อื่น นอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 46) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 47) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544นางสาวปราณี บวรวัฒนาวานิช รักษาการผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยมีหนังสือถึงนายโอฮาเนสอโกเปี้ยนหรือนายโฮวิค ซึ่งเป็น กรรมการผู้จัดการของจำเลยขออนุมัติเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่และขาดงานติดต่อกัน 5 วันโดยมิ แจ้งเหตุนายโอฮาเนสอโกเปี้ยนหรือนายโฮวิค อนุมัติให้เลิกจ้างโจทก์ได้ตามเอกสารหมาย ล.3จำเลยได้มีหนังสือ ประกาศเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล.4 การที่จำเลยอุทธรณ์ ข้อ 2 ความ ว่า หนังสือขออนุมัติเลิกจ้างซึ่งนายโอฮาเนสอโกเปี้ยน กรรมการของจำเลยได้ลงนามประทับตราสำคัญของจำเลย อนุมัติการเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นหนังสือเลิกจ้างและได้ระบุสาเหตุแห่งการเลิกจ้างซึ่งเป็นความผิดของ โจทก์ไว้ชัดแจ้งแล้วนั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็น อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ___________________________ พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544นางสาวปราณี บวรวัฒนาวานิช รักษาการผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยมีหนังสือถึงนายโอฮาเนสอโกเปี้ยนหรือนายโฮวิค ซึ่งเป็น กรรมการผู้จัดการของจำเลยขออนุมัติเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่และขาดงานติดต่อกัน 5 วันโดยมิ แจ้งเหตุนายโอฮาเนสอโกเปี้ยนหรือนายโฮวิค อนุมัติให้เลิกจ้างโจทก์ได้ตามเอกสารหมาย ล.3จำเลยได้มีหนังสือ ประกาศเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล.4 การที่จำเลยอุทธรณ์ ข้อ 2 ความ ว่า หนังสือขออนุมัติเลิกจ้างซึ่งนายโอฮาเนสอโกเปี้ยน กรรมการของจำเลยได้ลงนามประทับตราสำคัญของจำเลย อนุมัติการเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นหนังสือเลิกจ้างและได้ระบุสาเหตุแห่งการเลิกจ้างซึ่งเป็นความผิดของ โจทก์ไว้ชัดแจ้งแล้วนั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็น อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง


(ปัญญา สุทธิบดี-มงคล คุปต์กาญจนากุล-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ


Click to View FlipBook Version