The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nitty251400, 2022-09-12 00:26:40

แผน ม 6 รวมแล้ว

แผน ม 6 รวมแล้ว

51
13.2 ปญั หา/อปุ สรรค

................................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ไข/ขอ้ เสนอแนะ (จากปัญหาอุปสรรค)
................................................................................................................................................................................

ลงช่อื ..................................ครูผสู้ อน
(นางนติ ยา ทองดยี ง่ิ )

ตำแหนง่ ครูโรงเรียนวเิ ชยี รมาตุ
ความเห็นของหวั หน้ากลมุ่ สาระการเรยี นรู้
............................................................................................................................... ....................................
...................................................................................................................................................................

ลงช่ือ....................................หวั หนา้ กลุ่มสาระฯ
(นางภรพิศ วภิ ูษิตวรกลุ )

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

52

ความเหน็ ของหัวหน้าสถานศกึ ษาหรือผู้ที่ได้รบั มอบหมาย
ได้ทำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรูข้ อง..............................................................................แล้วมคี วามคิดเห็นดงั น้ี
1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจดั กจิ รรมได้นำกระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผู้เรียนเปน็ สำคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยังไมเ่ น้นผู้เรียนเปน็ สำคญั ควรปรบั ปรงุ พัฒนาต่อไป
3. เป็นแผนการจดั การเรียนรทู้ ี่
นำไปใชไ้ ด้จริง
ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนำไปใช้

4. ขอ้ เสนอแนะอื่น ๆ
....................................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................. ......................................

ลงชอ่ื ..................................รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลมุ่ บริหารวชิ าการ
(นางอัมพร สงวนศกั ด์ิ)

…………./……………./…………

ความคดิ เห็น
....................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................. ......................................................................

ลงชอ่ื ........................................ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี น
(นางยภุ า พรเศรษฐ์)

…………./……………./…………

แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

53

การประเมนิ ช้ินงาน/ภาระงาน (รวบยอด)

แบบประเมนิ บทความ เรือ่ ง การประเมินค่างานเขียน

ลำดบั ที่ รายการประเมนิ ระดับคะแนน 1
432

1 การแปลความ ตีความ และขยายความจากงานเขียน

2 การแสดงความคดิ เหน็ และการประเมนิ คา่ งานเขียน

3 การใหข้ ้อคิดหรือแนวทางเพ่ือนำไปปรับใช้ใน
ชีวิตประจำวนั

4 การลำดบั ความคดิ อย่างเป็นขั้นตอน และมีระบบ

5 การใชภ้ าษาไดส้ ละสลวย เขา้ ใจงา่ ย

รวม

ลงช่อื ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน 4
ดีมาก = 3
ดี = 2
พอใช้ = 1
ปรับปรุง =

เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตำ่ กว่า 10 ปรับปรุง

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

54

เอกสารประกอบการสอน

มากกว่าอนั ตรายต่อสมอง!? “คลืน่ โทรศพั ท์มอื ถือ” รเู้ ล่ียง...ร้ใู ช.้ ..ปลอดภัย

โทรศัพท์มือถือเปน็ สงิ่ อำนวยความสะดวกอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรบั ว่าได้กลายเปน็ ส่วนหน่ึงของชีวิตมนุษย์ไปแล้ว แตก่ าร
ท่ีเรามคี วามต้องการใชอ้ ะไรที่มากเกนิ ไปก็มกั มีผลเสียตามมาเสมอ เป็นท่ีมาของงานวิจัยแขนงตา่ ง ๆ ทช่ี ว้ี า่ การใช้
โทรศัพท์มอื ถือมาก คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าของมอื ถืออาจส่งผลใหเ้ กิดโรคมะเร็งหรือเน้ืองอกในสมองได้ ซึ่งบางงานวจิ ัยเห็น
ดว้ ยและไมเ่ ห็นดว้ ย เท็จจริงอยา่ งไรไม่สำคญั ทางออกทดี่ ีท่ีสดุ คอื ยึดหลกั ปลอดภยั ไว้ก่อนนา่ จะแน่นอนกว่า

ดร.พเิ ชษฐ กิจธารา อาจารย์ภาควิชาฟสิ กิ ส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล ให้ความรูว้ า่ “คลืน่ ” คือการ
เปล่ยี นแปลงกลบั ไปกลับมาหรือการกระเพอ่ื มในลักษณะท่ีมีการแผก่ ระจายหรือเคล่อื นที่ออกจากแหล่งกำเนดิ โดย
แบง่ เปน็ 2 ประเภท คือ

1. คลน่ื กล เปน็ คล่ืนท่ตี อ้ งอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ คลื่นประเภทนี้กค็ ือ คลนื่ ผวิ น้ำ ซึง่ เปน็ การกระเพ่อื มของผิวนำ้
และแผก่ ระจายออกไปเมื่อเราโยนก้อนหินลงไปในนำ้ จดุ ท่กี ้อนหนิ กระทบผิวน้ำกค็ ือแหล่งกำเนิดคลื่น และตัวกลางในการ
เคล่อื นที่กค็ ือ น้ำ และคลน่ื กลอีกชนดิ หน่งึ ก็คือคลืน่ เสยี งซงึ่ ใช้อากาศเป็นตัวกลาง

2. คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า เป็นคลืน่ ทเ่ี กดิ จากการเปลีย่ นแปลงของสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหลก็ สามารถเคล่ือนท่ีไดใ้ น
สุญญากาศโดยไมต่ ้องอาศยั ตัวกลาง คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ ทุกชนดิ เคลื่อนทด่ี ้วยความเรว็ แสง (ประมาณ 300,000,000
เมตรตอ่ วนิ าที เทยี บเท่ากับการเคล่อื นทีร่ อบโลกประมาณ 7 รอบในเวลา 1 วนิ าที) ตวั อยา่ งคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าทเ่ี รา
ค้นุ เคยก็คือ คล่นื วิทยุ คล่นื แสงและรังสีเอกซ์ (X-Ray) โดยคำว่าคลื่นและรงั สี หมายถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนกัน แต่
เรามกั ใช้คำว่ารงั สีกบั คล่นื แม่เหล็กไฟฟ้าท่ีมีพลงั งานสงู มาก เชน่ รงั สีเอกซ์ (ใชใ้ นการเอกซเรยใ์ นโรงพยาบาล) และรงั สี
แกมมา (Gamma-Ray ; มาจากนอกโลกและโรงไฟฟ้านิวเคลียร)์ เช่น แหล่งกำเนดิ รงั สีเอกซค์ ือเครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์ใน
โรงพยาบาล ส่วนรังสีแกมมามาจากนอกโลกเปน็ สว่ นใหญ่หรือจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

รงั สีทัง้ 2 น้มี พี ลงั งานมากพอท่ีจะทำใหย้ ีนหรือเซลลใ์ นร่างกายมนุษยเ์ กิดความผิดปกติไดท้ นั ทีท่ีไดร้ ับรงั สี แตโ่ อกาสที่
จะเกดิ ความผิดปกตินัน้ น้อยมากและรา่ งกายมนุษยส์ ามารถกำจดั เซลลผ์ ดิ ปกติไดอ้ ย่างดีอยแู่ ลว้ ดังนัน้ จึงถือวา่ อนั ตราย
จากการเอกซเรย์ทวั่ ไปในชว่ งเวลาสั้นๆ นัน้ นอ้ ยมาก คุ้มคา่ กับประโยชนท์ ไี่ ด้รบั จากการชว่ ยวินิจฉยั โรค แตก่ ารระเบดิ ของ
เอกโสรงาไรฟปฟร้าะนกิวอเบคกลายี รส์จอะทนำให้เซลล์ของพนักงานทอ่ี ยูใ่ กลเ้ กิดความผิดปกติทันทีเชน่ กัน และหากได้รบั ปรมิ าณรงั สมี ากเกินไป
กจ็ ะทำให้ร่างกายซ่อมแซมไม่ทันกลายเปน็ มะเร็งหรือเสยี ชวี ิตภายในเวลาไม่นาน แต่คล่ืนที่มคี วามถี่นอ้ ยกว่านัน้ เช่น
คลนื่ วทิ ยุ คลืน่ ไมโครเวฟ คลืน่ อินฟราเรด คลนื่ แสง คลน่ื เหนอื มว่ ง มพี ลงั งานนอ้ ยกว่าและไม่ทำให้เซลล์ในรา่ งกายมนุษย์
เกดิ ความผิดปกติแบบทนั ทที ันใด แตส่ ามารถทำให้เกิดอันตรายได้หากไดร้ บั คล่ืนเป็นระยะเวลานาน ๆ หลายปี เช่น คลื่นยู
วีในแสงแดดเป็นสาเหตหุ นึ่งของมะเรง็ ผิวหนัง

สำหรับคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถืออยู่ในช่วงไมโครเวฟ มีความถ่ีประมาณ 800–2,500 MHz (1 MHz =
1 ล้านลูกคล่ืนต่อวินาที) เป็นคล่ืนท่ีสามารถทะลุเข้าไปในร่างกายมนุษย์หรือเนื้อเย่ือได้ง่าย (ต่างกับคลื่นแสงท่ีไม่สามารถ
ทะลุผิวหนังเข้าไปลึกๆ ได้) และเป็นช่วงคลื่นเดียวกับท่ีใช้ในเตาไมโครเวฟ ถึงแม้กำลัง (อัตราพลังงานที่ใช้ต่อวินาที) ของ
โทรศัพทม์ ือถือ (1-2 วัตต)์ จะน้อยกว่าของเตาไมโครเวฟ (ประมาณ 1,000 วัตต์) แต่เนื่องจากเป็นความถ่ีในช่วงเดียวกัน
จึงทำให้เกิดความกังวลเรื่องอันตรายจากคลื่นในช่วงนี้ขึ้นมา ซ่ึงความกังวลหลักมีอยู่ 2 ประเด็น คือ คล่ืนไมโครเวฟจาก
โทรศัพท์มือถือทำให้เซลล์สมองเกิดความผิดปกติโดยตรงหรือไม่และความร้อนจากคล่ืนไมโครเวฟส่งผลทางอ้อมต่อสมอง
หรือไมอ่ ยา่ งไร

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

55

จากผลงานวจิ ัยในอดีตเม่ือหลายปีก่อนนับรอ้ ยชนิ้ ท่ีเก่ียวข้องกับผลกระทบของคล่ืนไมโครเวฟต่อสมอง ซ่ึงผลวิจัยมีท้ัง
ท่ีเห็นว่าเป็นอันตรายและที่เห็นว่าไม่เป็นอันตรายจำนวนเท่าๆ กัน จึงไม่สามารถสรุปไปทางใดทางหนึ่งได้ แต่อย่างไรก็
ตามความผิดปกติจากคลื่นความถี่ต่ำพลังงานน้อยอย่างคล่ืนไมโครเวฟน้ันเกิดข้ึนช้ามากในระยะเวลาหลายปี การ
ศึกษาวิจัยจึงต้องใช้เวลานานหลายปีเช่นกัน ผลงานวิจัยท่ีน่าเชื่อถือจึงเพ่ิงทยอยออกมาในช่วงไม่ก่ีปีท่ีผ่านมาน่ีเอง ข่าวที่
ท่ัวโลกให้ความสำคญั ในช่วงกลางปี 2011 ก็คือ ผลสรุปจากการประชมุ ของกลุม่ นกั วทิ ยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก
World Health Organization (WHO) ซ่ึงมีสาระ สำคญั ดงั น้ี

1. การประชุมได้พิจารณาผลงานวิจัยนับร้อยชิ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน 2. ผลงานวิจัยท้ังหมดไม่เพียงพอหรือไม่
สามารถบอกได้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในกรณีปกติทั่วไปทำให้เพ่ิมโอกาสการเป็นเน้ืองอกในสมอง 3. งานวิจัยที่บ่งบอก
ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเยอะเกินไปเป็นเวลานาน (มากกว่า 30 นาทีต่อวัน เป็นเวลากวา่ 10 ปี) เพ่ิมโอกาสการเปน็ เนื้อ
งอกในสมอง 40% มากกวา่ ผู้ท่ีไม่ไดใ้ ช้โทรศัพท์มือถือ (ทุกคนมีโอกาสเป็นเนื้องอกในสมอง แต่ถ้าคณุ ใช้มือถือมากเกินไป
โอกาสที่คุณจะเป็นเนือ้ งอกมีมากข้ึน) อย่างไรก็ตามน่ีเป็นงานวิจยั เพียง 1 ชน้ิ ที่จะต้องรองานวิจัยจากกลมุ่ อื่นยืนยนั ต่อไป
4. ที่ประชุมจัดให้คลื่นไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยท่ีอยู่ในกลุ่ม 2B คือ หมายถึงกลุ่มที่อาจจะเพ่ิมโอกาสการ
เป็นเน้ืองอกในสมอง (possibly carcinogenic to humans) ซง่ึ เป็นกล่มุ เดียวกบั เคร่อื งสำอางบางชนดิ

โดยทาง International Agency for Research on Cancer (IARC) แบ่งกลุ่มปัจจยั ก่อมะเร็งเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน คือ
กลุ่มที่ 1 ก่อมะเร็งชัดเจน (definitely carcinogenic to humans) ต้องหลีกเล่ียง กลุ่มท่ี 2A น่าจะก่อมะเร็ง
(probably carcinogenic to humans) ควรหลีกเล่ียง กลุ่มท่ี 2B อาจจะก่อมะเร็ง (possibly carcinogenic to
humans) พึ งระวัง ห รือยึดป ล อดภั ยไว้ก่ อน กลุ่ มที่ 3 ไม่ สาม ารถจำแน ก ได้ (not classifiable as to its
carcinogenicity to humans) และกลุม่ ท่ี 4 ไมน่ า่ จะก่อมะเรง็ (probably not carcinogenic to humans)

นอกจากน้ียังมีงานวิจัยสำคัญอื่น ๆ อีก ถึงแม้งานวิจัยเหล่านี้ยังมีจำนวนน้อยชิ้นแต่เป็นงานวิจัยท่ีควรติดตามเพื่อ
ยืนยันต่อไป เช่น ยังไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟมีน้อยและไม่กระทบสมองโดยตรง กระแส
เลือดในสมองสามารถระบายความร้อนได้ดี แต่ความร้อนต่อดวงตายังต้องรอการวิจัยต่อไป เพราะภายในดวงตาไม่มีเส้น
เลือดคอยระบายความร้อน งานวิจัยบางช้ินบ่งบอกว่าคลื่นไมโครเวฟทำให้พูดช้าลง รบกวนการเต้นของหัวใจ รบกวน
ความจำ เพิ่มโอกาสการเปน็ มะเร็ง ช่องปาก แต่ทั้งหมดยังไม่ยนื ยัน เน้ือสมองที่อยู่ใกล้โทรศัพท์ขณะสนทนาใช้ปริมาณ
น้ำตาลกลโู คสมากข้นึ แตไ่ มส่ ามารถเชอื่ มโยงวา่ ทำให้ก่อมะเร็งหรอื ไม่

ในเม่อื ผลการวิจัยต่าง ๆ ยังไม่ยนื ยันรอ้ ยเปอรเ์ ซ็นต์ว่าโทรศัพท์มือถอื ปลอดภัยหรือไม่ เราควรยึดหลกั ปลอดภัยไวก้ ่อน
โดยการปฏิบัติ ดังน้ี หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน (ควรน้อยกว่า 30 นาทีต่อวัน และคุยส้ันๆ ในแต่ละ
ครงั้ ) หลีกเลีย่ งการใช้โทรศัพทม์ ือถือในลิฟต์หรอื ในรถยนต์ เพราะลิฟต์และรถยนต์ทำด้วยโลหะที่ไปลดพลังงานของคล่ืนที่
จะส่งไปยังสถานีโทรศัพท์ (เสาโทรศัพท์ตามยอดตึกต่าง ๆ) เม่ือถูกลดสัญญาณเครื่องโทรศัพท์จะเพ่ิมกำลงั ส่งคล่ืนให้มาก
ขึ้นเพ่ือให้ความแรงของคล่ืนเท่าเดิม ซึ่งจะทำให้คล่ืนเข้าสมองท่านมากขึ้น (คนรอบข้างท่านในลิฟต์และในรถก็จะได้รับ
คลน่ื มากข้นึ ไปด้วย)

พลังงานของคล่ืนลดลงตามระยะทางท่ีเคล่ือนท่ีตามกฎผกผนั กำลังสอง (หากเพม่ิ ระยะทาง 10 เท่า กำลงั ของคล่ืนจะ
ลดลง 102=100 เท่า) ดังนั้นการใช้หูฟังหรือการใช้สปีกโฟนหรอื บลูทูทจะทำให้ระยะระหว่างสมองและมือถือเพ่ิมมาก
ขึ้น ช่วยลดพลังงานของคล่ืนได้ดีมาก หรือจะใช้วิธีการส่งข้อความแทนการคุยโทรศัพท์มือถือก็ช่วยลดความเส่ียงได้

เอกสารประกอบการสอน

แผนการจดั การเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

56

ทส่ี ำคัญไม่ควรให้เด็กใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป เพราะกะโหลกศีรษะชว่ ยป้องกันคลื่นได้บางสว่ น แต่กะโหลกศีรษะ
ของเด็กมีความหนาน้อยกว่าของผู้ใหญ่ ดังน้ันไม่ควรให้เด็กใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป และไม่ควรนอนตะแคงคุย
โทรศัพท์โดยมีโทรศัพท์ใต้ศีรษะ เพราะโทรศัพท์จะอยู่ระหว่างหมอนและศีรษะขณะสนทนา ทำให้มือถือเพิ่มกำลังการส่ง
คล่ืนและทำให้เราได้รับคล่ืนมากข้ึน การใช้มือถือที่มี Radiation น้อย แต่โทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่มีการออกแบบเสา
อากาศดีกว่าสามารถลดกำลังส่งได้เม่ือเทียบกับรุ่นเก่าๆ และก่อนนอนควรปิดเคร่ืองใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นรวมท้ังปิด
Modem WiFi เพราะนอกจากจะลดอันตรายท่ีอาจจะมจี ากคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ แลว้ ยงั ช่วยลดโลกร้อนดว้ ย

ไมว่ ่าจะมวี ธิ ีแกห้ รือลดความเส่ียงอย่างไรก็ตาม การรู้จกั ความพอดใี นการใชโ้ ทรศัพทม์ ือถือน่าจะเป็นหลกั สำคัญ เพราะ
นอกจากจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพแล้วยังไม่ต้องจ่ายค่าบริการท่ีมากตามไปด้วย และคงจะไม่คุ้มถ้าต้องเสียเงิน
จา่ ยทง้ั ค่าบริการโทรศัพท์และค่ารักษาพยาบาลสขุ ภาพควบคู่กันไปเพียงแค่ต้องการคยุ โทรศัพทน์ าน ๆ เทา่ น้นั เอง

อนั ตรายอน่ื ๆ และสงิ่ ที่ควรรเู้ กยี่ วกบั “คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ ”
เสาของสถานีโทรศัพท์ อาจจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อท่านอยู่ใกล้เสามาก ๆ ในระยะไม่ก่ีเมตร หากอยู่ไกลเกินกว่า 10
เมตรจะไดร้ ับพลังงานน้อยมาก นอกจากน้คี ลื่นส่วนใหญ่จะแผ่กระจายออกทางดา้ นข้างของเสา ดังนั้นผู้อาศัยในตึกหรือใต้
ตึกท่ีติดตงั้ เสาโทรศัพท์ไม่น่าจะได้รับอันตราย อย่างไรก็ตาม หากตึกข้างๆ ท่านติดตงั้ เสาโทรศัพท์ (หรือเสาโทรทัศน์ วิทยุ
อ่ืน ๆ) ในระดับความสูงเดียวกับห้องชุดคอนโดของท่านและเสาน้ันห่างจากห้องของท่านเพียงไม่ก่ีเมตร ควรพิจารณา
หลกี เลยี่ งการอาศยั ในห้องดังกลา่ ว
สายส่งไฟฟ้าแรงสูง จัดอยู่ในกลุ่ม 2B เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ งานวิจัยบางชิ้นบ่งบอกว่าเด็กท่ีอาศัยใกล้สายส่ง
ไฟฟ้าแรงสูง มีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากขึ้น นอกจากน้ีผู้ป่วยบางท่านมีอาการปวดศีรษะ ปวดไมเกรนหรือนอน
หลับยากเม่ืออาศัยอยู่ใกล้สายส่งไฟฟ้าแรงสูง แม้จะยังมีหลายงานวิจัยท่ีมีความเห็นขัดแย้ง แต่หากยึดหลักปลอดภัยไว้
ก่อน ควรหลีกเลี่ยงสายส่งไฟฟ้าแรงสูง หลกี เล่ียงห้องในอาคารชุดคอนโดมิเนียมท่อี ยตู่ ิดสายส่งไฟฟ้าหรือหม้อแปลงขนาด
ใหญ่
คลื่นไมโครเวฟจากมือถือ รบกวนการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้จริง ควรปิดมือถือเม่ืออยู่บนเคร่ืองบินหรือ
เมอื่ ทา่ นยนื ตดิ กับเครอื่ งมือทางการแพทย์
“ในเมื่อผลการวิจัยต่าง ๆ ยังไม่ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า โทรศัพท์มือถือปลอดภัยหรือไม่ เราควรยึดหลักปลอดภัยไว้
กอ่ นโดยหลีกเล่ียงการคุยโทรศพั ท์มอื ถือเป็นเวลานาน หลีกเล่ียงการใชโ้ ทรศัพทม์ อื ถอื ในลิฟต์หรอื ในรถยนต์”

ทม่ี า : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page

แผนการจดั การเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

57

ใบงานที่ 3.1 เรือ่ ง ประเมินค่างานเขียน

คำชแี้ จง ให้นกั เรียนเลอื กบทความหรืองานเขียนท่สี นใจ แลว้ เขียนประเมนิ คา่ งานเขียน

บทความ/งานเขยี นทนี่ กั เรยี นเลอื ก

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

58

ใบงานที่ 3.1 เร่ือง ประเมินคา่ งานเขยี น เฉลย

คำชแ้ี จง ให้นกั เรียนเลอื กบทความหรืองานเขียนที่สนใจ แล้วเขียนประเมินคา่ งานเขยี น

(บทความ/งานเขยี นทนี่ กั เรยี นเลอื ก)

(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดลุ ยพินจิ ของครผู ู้สอน)
แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

59

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 4 การอา่ นเพื่อสงั เคราะหค์ วามรู้
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวชิ า ท 33101 ภาษาไทย

ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
หน่วยการเรียนที่ 1 เรือ่ ง การอ่านวนิ ิจสาร

เวลา 1 ช่ัวโมง
1. ตัวชวี้ ัด/จุดประสงค์การเรยี นรู้

ท 1.1 ม.4-6/8 สงั เคราะหค์ วามรจู้ ากการอ่านสอื่ ส่งิ พมิ พ์ สือ่ อิเลก็ ทรอนกิ ส์ และแหล่งเรยี นรู้ต่าง ๆ
มาพฒั นาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรทู้ างอาชพี

2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1) อธบิ ายวธิ กี ารอา่ นเพื่อสังเคราะหค์ วามรูไ้ ด้
2) สงั เคราะหค์ วามรู้จากการอ่านได้ถูกต้อง

3. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
การอา่ นจับใจความเพ่อื สังเคราะหค์ วามรู้จากสอ่ื ตา่ ง ๆ จะต้องปฏบิ ัติตามวิธกี ารอา่ นอยา่ งถกู ต้อง

4. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
4.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
4.2 ความสามารถในการคิด
1) ทักษะการวิเคราะห์
2) ทักษะการสงั เคราะห์
3) ทักษะการสร้างความรู้
4) ทักษะการประยกุ ตใ์ ช้ความรู้
4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ

5. สาระการเรียนรู้
การอ่านจับใจความจากส่ือต่าง ๆ เช่น ข่าวสารจากสื่อส่ิงพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุมชน

บทความ นิทาน เร่ืองสั้น นวนิยาย วรรณกรรมพ้ืนบ้าน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรม
ราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทร้อยกรองรว่ มสมยั บทเพลง บทอาเศียรวาท คำขวัญ

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มุ่งมั่นในการทำงาน

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

60

6. จุดเน้นสู่การพฒั นาคณุ ภาพผ้เู รียน ทักษะศตวรรษท่ี 21 (ใชเ้ ฉพาะแกนหลกั 4Cs)

การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแกป้ ญั หา (Critical Thinking and Problem Solving)

ทักษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)

ทกั ษะด้านความร่วมมือ การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork and Leadership)

ทกั ษะด้านการส่ือสารสนเทศ และรู้เท่าทนั สื่อ (Communications, Information, and Media Literacy)

ทักษะดา้ นชวี ิตและอาชีพ

ความยดื หยุ่นและการปรบั ตวั

การริเริ่มสร้างสรรคแ์ ละการเป็นตัวของตวั เอง

ทักษะสงั คม และสงั คมข้ามวฒั นธรรม

การเปน็ ผู้สร้างหรอื ผู้ผลิต และความรบั ผิดชอบเชื่อถือได้

ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ

คุณลกั ษณะสำหรบั ศตวรรษท่ี 21

คุณลักษณะด้านการทำงาน ได้แก่ การปรบั ตัว ความเปน็ ผูน้ ำ

คณุ ลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ได้แก่ การช้ีนำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นรู้ของตนเอง

คุณลกั ษณะด้านศีลธรรม ได้แก่ เคารพผู้อืน่ ความซื่อสัตย์ สำนึกพลเมือง

7. ชิ้นงานภาระงาน

-ใบงาน เรือ่ ง อ่านเพื่อสงั เคราะห์ความรู้

8. กจิ กรรมการเรียนรู้

 วธิ ีสอนแบบกระบวนการกลุ่มสัมพนั ธ์

 นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรอื่ ง การอา่ นในชีวิตประจำวนั

ขน้ั ท่ี 1 นำเขา้ ส่บู ทเรียน

สอ่ื การเรียนรู้ : ตวั อยา่ งบทความ คำถามกระตนุ้ ความคดิ

1. นกั เรียนตอบคำถามกระตุ้นความคดิ • นกั เรยี นมวี ิธกี ารคน้ ควา้ แหลง่ ข้อมลู

2. ครูแบ่งนกั เรยี นเป็นกลมุ่ กลุ่มละ 4 คน คละกนั ตา ต่าง ๆ เพือ่ ทำรายงานอยา่ งไรบ้าง

ความสามารถ คือ เก่ง ปานกลางค่อนขา้ งเก่ง ปานกลางคอ่ นข้าง (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน

ออ่ น และอ่อน แลว้ ครใู หน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ สง่ ตัวแทนออกมารับ โดยให้อยู่ในดลุ ยพินิจของครูผู้สอน)

ตวั อยา่ งบทความทห่ี น้าช้นั เรียน

3. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกันอา่ นตัวอยา่ งบทความที่ได้รบั

แลว้ รว่ มกนั แสดงความคดิ เห็น ในประเด็นต่อไปน้ี

- บทความดงั กล่าว เปน็ เรอ่ื งเกี่ยวกับอะไร

- ผเู้ ขยี นบทความดงั กล่าว ต้องการนำเสนออะไร

โดยครคู อยกระตนุ้ ให้นกั เรียนทุกคนมสี ่วนรว่ มในการตอบ

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

61 คำถามกระตุน้ ความคิด
1. การอา่ นข้อมลู จากแหล่งข้อมูลท่ี
คำถาม เพ่ือประเมนิ ความรู้ของนักเรียน
ขั้นที่ 2 จดั การเรียนรู้ หลากหลายมีแนวทางการสงั เคราะห์
ส่ือ/แหลง่ การเรียนรู้ : 1. หนังสือเรียน หลกั ภาษาฯ ม.6 สารอย่างไร
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน
2. หนังสือคน้ คว้าเพิ่มเติม โดยให้อยูใ่ น ดุลยพนิ จิ ของครูผู้สอน)
3. ใบงานที่ 1.1 2. นักเรยี นคิดวา่ การอา่ นเพอ่ื
4. แหล่งข้อมูลสารสนเทศ สงั เคราะห์ความรู้มคี วามสำคญั
1. ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละกลมุ่ ร่วมกันศกึ ษาความรูเ้ รื่อง การอ่าน อยา่ งไร
เพ่อื สงั เคราะห์ความรู้ จากหนังสือเรียน หนงั สอื ค้นควา้ เพ่ิมเติม และ (ไดร้ ับความรูแ้ ละพฒั นาความคดิ มาก
แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ ในประเด็นที่กำหนดให้ ดงั นี้ ขน้ึ โดยนำสง่ิ ที่ไดจ้ ากการอ่านมา
- ความสำคัญของการอ่านเพ่ือสงั เคราะหค์ วามรู้ พัฒนางาน ของตน)
- แนวทางการอา่ นเพ่ือสังเคราะห์ความรู้
แล้วบนั ทกึ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอ่าน
2. ครูอธิบายเพิ่มเตมิ เกี่ยวกับความหมายการสังเคราะห์
ความสำคญั ของการอ่านเพ่ือสังเคราะห์ความรู้ และแนวทางการอา่ น
เพอื่ สงั เคราะห์ความรู้ เพื่อให้นกั เรียนมีความเขา้ ใจชัดเจนมากยิ่งข้ึน
โดยเปดิ โอกาสให้นกั เรียนซกั ถามหากมีข้อสงสยั
3. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มชว่ ยกันเลอื กขอ้ มูลทีก่ ลุ่มสนใจ มา 1
ประเด็น แล้วร่วมกันวางแผนสืบคน้ ข้อมลู เก่ยี วกับเรื่องดงั กลา่ ว
จากนน้ั อา่ นข้อมลู ท่ีได้จากการสบื คน้ แล้วรว่ มกนั สังเคราะหข์ อ้ มูลที่ได้
และเขยี นสรุปสาระสำคัญลงในใบงานท่ี 1.1 เรอ่ื ง อา่ นเพื่อ
สังเคราะหค์ วามรู้
4. นักเรียนแต่ละกลมุ่ ชว่ ยกันตรวจสอบความถูกต้องในใบงาน
ที่ 1.1 หากมีขอ้ บกพร่องให้ช่วยกนั แก้ไขเติมเตม็ ให้สมบรู ณ์ แล้วส่ง
ตัวแทนออกมานำเสนอผลงานทห่ี นา้ ช้นั เรียน โดยครูและเพ่ือน
นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นและให้ข้อเสนอแนะ
5. นกั เรียนตอบคำถามกระตุ้นความคดิ ข้อ 1-2

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

62 คำถามกระตนุ้ ความคดิ
1. การสรุปสาระสำคัญจากการอา่ น
ขัน้ ที่ 3 สรปุ และนำหลักการไปประยุกต์ใช้
สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้ : — เป็นการสังเคราะหส์ ารหรือไม่
(ไม่เป็นการสังเคราะห์สาร แตเ่ ปน็
1. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกันสรุปความรเู้ รอ่ื ง การอ่านเพ่ือ เพยี ง กระบวนการอยา่ งหนึ่งทีใ่ ช้ใน
สังเคราะห์ความรู้ ในประเด็นท่กี ำหนดให้ ดังน้ี การสังเคราะห์ความรู้จากเรอื่ งท่อี ่าน)
2. นกั เรียนสามารถใชว้ ิธีการอา่ นเพ่ือ
- ความสำคญั ของการอ่านเพ่ือสงั เคราะหค์ วามรู้ สงั เคราะหค์ วามรูไ้ ปประยกุ ต์ใช้ใน
- แนวทางการอ่านเพอื่ สังเคราะห์ความรู้ การเรยี นอยา่ งไรบา้ ง
2. ครูแนะนำให้นักเรียนนำความรู้ทไ่ี ดจ้ ากการศึกษา (พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น
ประยกุ ต์ใช้ ในการศึกษาความร้เู ร่ือง การอา่ นเพื่อสงั เคราะห์ความรู้ โดยให้อยู่ในดุลยพินจิ ของครผู ู้สอน)
ใน ประเด็นอ่นื ๆ ต่อไป
3. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด ข้อ 1-2 คำถามกระตนุ้ ความคิด
 การอ่านเพ่อื สังเคราะห์ความรมู้ ี
ข้ันที่ 4 วดั และประเมนิ ผล
สอื่ การเรยี นรู้ : ใบงานที่ 1.1 ประโยชน์ตอ่ นักเรียนมากน้อย
เพียงไร
1. ครูวัดและประเมินผลนกั เรยี นจากการทำใบงานท่ี 1.1 (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน
2. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุ้นความคิด โดยให้อยู่ในดลุ ยพนิ จิ ของครผู ู้สอน)

9. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
1) หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เติม
(1) แววมยุรา เหมือนนลิ . (2541). การอ่านจบั ใจความ. กรงุ เทพฯ : ชมรมเดก็ .
(2) ศวิ กานท์ ปทุมสตู ิ. (2542). การอ่านเพอื่ ชวี ติ . กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ 1999.
(3) สมบัติ จำปาเงนิ . (2548). กลเมด็ การอ่านให้เกง่ . กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์.
(4) มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. (2545). เอกสารการสอนชดุ วิชาการอ่านภาษาไทย หน่วยที่
1-15. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.
(5) มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (2549). ประมวลสาระชดุ วชิ า 10161 ภาษาไทยเพือ่ การสื่อสาร. พิมพ์
ครัง้ ท่ี 5. นนทบุรี : มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
(6) สพุ รรณี วราทร. (2545). การอา่ นอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพรผ่ ลงานวิชาการ คณะ
อกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

63

3) ตัวอย่างบทความ

4) ใบงานท่ี 1.1 เรอื่ ง อา่ นเพ่ือสังเคราะห์ความรู้

10. แหล่งการเรียนรู้

1) ห้องสมุด

2) แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ

- http://www.nrct.go.th

- http://www.royin.go.th

- http://www.tkpark.or.th

- http://www.manager.com

- http://www.matichon.co.th

- http://www.sarakadee.com

- http://www.thaiwriterassociation.org

- http://www.sirindhorn.net/index.th.html

11. การวัดและประเมนิ ผล

11.1 การประเมนิ ตามจุดประสงค/์ ตัวชี้วัด

วธิ กี าร เคร่ืองมอื เกณฑ์
(ประเมนิ ตามสภาพจริง)
ตรวจแบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบก่อนเรียน ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
ตรวจใบงานที่ 1.1 ใบงานที่ 1.1 เกณฑ์
ระดบั คุณภาพ 2 ผ่าน
ตรวจแบบบันทึกการอา่ น แบบบันทึกการอ่าน เกณฑ์
ระดับคุณภาพ 2 ผ่าน
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม่ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ เกณฑ์

สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งม่ันในการ แบบประเมินคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ เกณฑ์
ระดบั คุณภาพ ดี
ทำงาน ผา่ นเกณฑ์
ระดับคุณภาพ 2
11.2 การประเมินสมรรถนะสำคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และทักษะศตวรรษที่ 21 ผา่ นเกณฑ์

สมรรถนะสำคัญ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ทักษะศตวรรษที่ 21

วิธีการ เครือ่ งมือ

สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ

สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรยี นรู้ มุ่งมัน่ ในการทำงาน แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์

แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

64

12. ขอ้ เสนอแนะ(ผใู้ ชแ้ ผนเขยี นเสนอแนะ)
................................................................................................................................................................................

13. บันทกึ หลงั สอน
13.1 ผลการจดั การเรยี นรู้
นกั เรียนจำนวน.........................................คน
ผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรู้โดยรวม......................คน คดิ เป็นร้อยละ..............................
ไมผ่ ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนรโู้ ดยรวม..................คน คดิ เป็นรอ้ ยละ..............................
ไดแ้ ก่
1…………………………………………………………………………………………………………………………
2…………………………………………………………………………………………………………………………
นกั เรยี นท่ีมีความสามารถพเิ ศษ/นกั เรยี นเด็กพเิ ศษ ได้แก่
1…………………………………………………………………………………………………………………………
2…………………………………………………………………………………………………………………………

นกั เรยี นทีไ่ มผ่ า่ นการประเมนิ จุดประสงคด์ ้านความรู้ (K) จำนวน............................คน ไดแ้ ก่
........................................................................................................................................................................
นกั เรยี นที่ไมผ่ ่านการประเมนิ จุดประสงค์ดา้ นทกั ษะ (P) จำนวน.............................คน ไดแ้ ก่
........................................................................................................................................................................
นักเรียนทไ่ี มผ่ า่ นการประเมนิ จดุ ประสงคด์ า้ นเจตคติ (A) จำนวน............................คน ไดแ้ ก่
.................................................................... ....................................................................................... .............
13.2 ปัญหา/อุปสรรค
................................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ไข/ข้อเสนอแนะ (จากปญั หาอุปสรรค)
................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ..................................ครูผูส้ อน
(นางนิตยา ทองดีย่งิ )

ตำแหนง่ ครโู รงเรยี นวเิ ชยี รมาตุ

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

65

ความเหน็ ของหวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
....................................................................................................................... ............................................
...................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ....................................หวั หน้ากลมุ่ สาระฯ
(นางภรพศิ วภิ ษู ติ วรกุล)

ความเห็นของหัวหนา้ สถานศกึ ษาหรือผู้ทไ่ี ด้รับมอบหมาย
ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรียนร้ขู อง..............................................................................แลว้ มีความคดิ เหน็ ดงั น้ี
1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรุง
2. การจัดกิจรรมได้นำกระบวนการเรียนรู้
เน้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผูเ้ รียนเปน็ สำคญั ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เป็นแผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่
นำไปใชไ้ ดจ้ ริง
ควรปรับปรงุ ก่อนนำไปใช้

4. ขอ้ เสนอแนะอ่ืน ๆ
................................................................................................................. ...................................................................

....................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ..................................รองผอู้ ำนวยการโรงเรียนกล่มุ บรหิ ารวชิ าการ
(นางอมั พร สงวนศักดิ)์

…………./……………./…………

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

66
ความคดิ เหน็
....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................... .........................................................................

ลงชือ่ ........................................ผู้อำนวยการโรงเรียน
(นางยภุ า พรเศรษฐ์)

…………./……………./…………

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

67

เอกสารประกอบการสอน

ประโยชน์ของการดมื่ น้ำ

ประโยชนข์ องการด่ืมน้ำ “นำ้ คือ หนึง่ ในโภชนาการเพื่อสขุ ภาพ และรูปรา่ งทด่ี ี” อาจเป็นเรือ่ งเหลือเชื่อทนี่ ำ้ จะ
เปน็ สิ่งสำคัญทีม่ สี ว่ นชว่ ยในการดูแลรูปลักษณ์แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องด่มื น้ำเพราะความจำเปน็ แตใ่ นความเป็นจรงิ นำ้
เป็น “อาหารอันวเิ ศษ” ทีช่ ว่ ยในการดแู ลรปู ลกั ษณ์และสุขภาพอยา่ งถาวร ทานน้ำเพ่อื ใหไ้ ตทำงาน ไตไมส่ ามารถทำงาน
ได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพหากเราทานน้ำไม่เพยี งพอ เม่ือไตไม่สามารถทำงานไดต้ ามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนัก
ขน้ึ หนา้ ที่หลกั ของตบั ก็คอื ช่วยเรง่ การเผาผลาญไขมันท่ีสะสมในรา่ งกายให้เกิดเป็นพลังงานแตต่ ับต้องมาทำหนา้ ท่ีของ
ไต ทำให้มันไมส่ ามารถทำหน้าทหี่ ลักได้อยา่ งเต็มท่ี ดว้ ยเหตุนเี้ องจงึ ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมนั ได้น้อยลง และยิ่งเพ่ิม
การสะสมไขมันในร่างกายมากขนึ้ เปน็ สาเหตใุ ห้การดูแลรูปลกั ษณ์หยดุ ชะงักลงนำมาซ่งึ โรคอว้ น

กกั นำ้ ด้วยน้ำ
การดื่มนำ้ อยา่ งเพียงพอเป็นการรกั ษาของเหลวไว้ไดด้ ีทสี่ ุด เมอื่ รา่ งกายได้รับน้ำนอ้ ยมันจะรับรู้วา่ จะต้องรักษาความ
อยู่รอด ไว้โดยจะตอ้ งรกั ษาน้ำไวท้ กุ หยด ร่างกายจะกกั เก็บนำ้ ไว้ในทีว่ า่ งพิเศษในโพรงเล็กๆ (ภายนอกเซลล)์ ซ่งึ จะเห็นได้
จากอาการบวม ทเ่ี ท้า มอื และขา การขับปัสสาวะจะช่วยให้ดขี ้ึนชัว่ คราว และจะบังคับให้รา่ งกายเกดิ ความรสู้ ึกวา่ จะต้อง
มนี ำ้ เขา้ มากักเกบ็ ไวพ้ ร้อมกบั ความตอ้ งการสารอาหารทส่ี ำคญั บางชนิด เม่ือร่างกายได้รับน้ำเพียงพออาการที่เกิดขน้ึ ก็จะ
หายเปน็ ปกติวธิ ีท่ีจะหลกี เล่ียงปญั หาการขาดนำ้ ในรา่ งกายก็คอื เราจะตอ้ งดม่ื นำ้ ในปริมาณมากเพ่ือทรี่ ่างกายจะมีนำ้ ไว้ใช้
ยามขาดแคลนหากคุณมีปัญหารา่ งกายขาดน้ำอาจมาจากสาเหตุทร่ี า่ งกายได้รบั ปริมาณเกลอื มากเกนิ ไป ร่างกายของเรา
จะสามารถรับปริมาณโซเดยี มได้จำนวนหนงึ่ เท่าน้ัน แต่การกำจดั ปริมาณเกลือท่ที านเข้าไปเกินความต้องการนั้นสามารถ
ทำได้งา่ ย เพียงแต่ดมื่ น้ำให้มากข้นึ เทา่ น้ัน เพราะนำ้ จะช่วยใหไ้ ตขับโซเดยี มออกมา คนทม่ี ีนำ้ หนักมากร่างกายต้องการน้ำ
มากกวา่ คนผอม คนตัวใหญ่จะมกี ารเผาผลาญท่ีมากกวา่ น้ำจงึ มีความจำเปน็ อย่างยิ่งสำหรบั คนทมี่ ีน้ำหนักมาก เพราะนำ้
เป็นตวั สำคัญที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน นำ้ ช่วยทำให้กลา้ มเนือ้ ของเรามีความชมุ่ ชืน้ และทำให้ผวิ หนังไมเ่ ห่ียวย่น
หลงั จากการดแู ลรูปลักษณเ์ ซลล์ขนาดเลก็ สามารถลอยตวั อยไู่ ดด้ ้วยน้ำทำใหผ้ วิ หนังดเู ปล่งปลง่ั และสดใสชมุ่ ชนื้ นำ้ ชว่ ย
กำจดั ของเสยี ในระหว่างการดูแลรปู ลกั ษณร์ า่ งกายจะมีของเสียโดยเฉพาะไขมัน ทตี่ ้องกำจดั ออก ซึ่งถา้ หากรา่ งกายมี
นำ้ เพียงพอก็สามารถกำจดั ของเสียเหลา่ น้อี อกมาได้มาก ดงั น้ัน เพอื่ ให้โปรแกรมโภชนาการ เพือ่ สขุ ภาพทำงานได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพคุณจงึ ต้องดืม่ น้ำให้เพยี งพอแกค่ วามต้องการของรา่ งกายอย่างนอ้ ยวนั ละ 2½ ลิตร

ทมี่ า : http://www.siamhealthtoday.com/บทความสขุ ภาพ/ประโยชนข์ องการดื่มน้ำ

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

68

ใบงานท่ี 1.1 เรื่อง อ่านเพ่อื สงั เคราะหค์ วามรู้

คำชแี้ จง ให้นกั เรียนสรุปสาระสำคัญจากขอ้ มลู ท่ีนักเรยี นสนใจ กล่มุ ละ 1 ประเด็น

แผนการจดั การเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

69

ใบงานท่ี 1.1 เรอื่ ง อา่ นเพื่อสังเคราะห์ความรู้ เฉลย

คำชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นสรปุ สาระสำคัญจากข้อมูลทีน่ กั เรยี นสนใจ กล่มุ ละ 1 ประเด็น

(พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยให้อย่ใู นดุลยพนิ จิ ของครผู ู้สอน)
แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

70

แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 5 การสงั เคราะห์ความรู้จากสื่อ
กลุม่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย รายวชิ า ท 33101 ภาษาไทย

ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
หนว่ ยการเรียนท่ี 1 เร่ือง การอา่ นวนิ ิจสาร

เวลา 1-2 ชั่วโมง
1. ตวั ชวี้ ดั /จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

ท 1.1 ม.4-6/8 สงั เคราะหค์ วามรูจ้ ากการอา่ นส่ือส่งิ พมิ พ์ ส่อื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และแหลง่ เรียนร้ตู ่าง ๆ
มาพฒั นาตน พฒั นาการเรยี น และพฒั นาความรู้ทางอาชีพ

ท 4.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์และประเมินการใชภ้ าษาจากสื่อส่ิงพิมพแ์ ละสอื่ อิเล็กทรอนิกส์
2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

1) สังเคราะหค์ วามรจู้ ากการอ่านได้ถกู ต้อง
2) นำความรู้ทไี่ ด้จากการสงั เคราะห์มาประยุกต์ใชใ้ นการพัฒนาตนเอง
1. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
การสังเคราะห์ข้อมูลจากการอา่ นสอ่ื ต่าง ๆ จะทำใหไ้ ด้ความรู้ ซ่ึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเอง
4. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
4.1 ความสามารถในการส่ือสาร
4.2 ความสามารถในการคดิ
1) ทักษะการวเิ คราะห์
2) ทกั ษะการสงั เคราะห์
3) ทกั ษะการสร้างความรู้
4) ทกั ษะการประยุกต์ใช้ความรู้
4.3 ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
5. สาระการเรยี นรู้
1) การอ่านจับใจความจากส่ือต่าง ๆ เช่น ขา่ วสารจากส่อื สงิ่ พิมพ์ ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส์ และแหล่งเรยี นร้ตู า่ ง ๆ
ในชมุ ชน บทความ นทิ าน เรอ่ื งสนั้ นวนิยาย วรรณกรรมพนื้ บา้ น วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา สารคดี บันเทงิ คดี
ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอ้ ยกรองร่วมสมยั บทเพลง บทอาเศียรวาท คำขวัญ
2) การประเมินการใช้ภาษาจากสือ่ ส่ิงพมิ พ์และสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี ินัย
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน

แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

71

6. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผูเ้ รยี น ทักษะศตวรรษที่ 21 (ใช้เฉพาะแกนหลัก 4Cs)

การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving)

ทักษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)

ทกั ษะดา้ นความร่วมมอื การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ ำ (Collaboration, Teamwork and Leadership)

ทักษะด้านการสื่อสารสนเทศ และรู้เทา่ ทนั สื่อ (Communications, Information, and Media Literacy)

ทกั ษะดา้ นชวี ิตและอาชีพ

ความยืดหยุน่ และการปรับตวั

การริเร่ิมสรา้ งสรรค์และการเปน็ ตวั ของตวั เอง

ทักษะสงั คม และสังคมขา้ มวฒั นธรรม

การเปน็ ผู้สร้างหรอื ผผู้ ลิต และความรบั ผดิ ชอบเช่อื ถือได้

ภาวะผ้นู ำและความรับผิดชอบ

คณุ ลกั ษณะสำหรับศตวรรษที่ 21

คุณลักษณะด้านการทำงาน ได้แก่ การปรับตัว ความเปน็ ผนู้ ำ

คณุ ลกั ษณะด้านการเรียนรู้ ได้แก่ การชน้ี ำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นรู้ของตนเอง

คุณลกั ษณะด้านศลี ธรรม ได้แก่ เคารพผู้อ่นื ความซ่ือสัตย์ สำนึกพลเมือง

7. ชน้ิ งานภาระงาน

-ใบงานเรอื่ ง สงั เคราะห์สารจากการอา่ น

8. กจิ กรรมการเรยี นรู้

 วิธสี อนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)

ชวั่ โมงที่ 1

ขนั้ ท่ี 1 ทบทวนความรเู้ ดมิ

สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : — คำถามกระตุ้นความคิด

1. ครถู ามนักเรียนเกีย่ วกบั วิธกี ารอา่ นเพื่อสงั เคราะหว์ า่ มวี ธิ ีการ  ในชวี ติ ประจำวันนักเรยี นได้

อย่างไรบ้าง เพื่อทบทวนความรูเ้ ดิมของนกั เรียน สงั เคราะห์ความรู้จากการอา่ นส่ือตา่ ง ๆ

2. นกั เรียนแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับการอ่านเพื่อสงั เคราะห์ มากนอ้ ยเพียงใด

ความรู้จากกิจกรรมที่นักเรยี นได้ทำเม่อื ช่ัวโมงทผ่ี า่ นมา เพ่ือตรวจสอบ (พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น

ความเข้าใจของนักเรียน โดยใหอ้ ยใู่ นดุลยพนิ ิจของครูผู้สอน)

3. นักเรยี นตอบคำถามกระตุ้นความคิด

ขั้นที่ 2 แสวงหาความรูใ้ หม่

สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรียน หลกั ภาษาฯ ม.6 คำถามกระตนุ้ ความคิด

2. หนังสอื คน้ ควา้ เพิ่มเติม • นกั เรยี นคดิ วา่ การอา่ นจากสือ่

3. ใบงานท่ี 2.1 ประเภทใด ทค่ี วรมีการตรวจสอบ

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

72 ความนา่ เชื่อถือของข้อมูลมากท่ีสดุ
(สือ่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เพราะสื่อประเภท
4. ห้องสมุด นบี้ างแหลง่ ไม่ระบวุ นั ที่หรือที่มา ทำให้
5. แหล่งข้อมลู สารสนเทศ ไม่สามารถอา้ งอิงได้ และเปน็ แหลง่ ท่ีมี
1. นกั เรยี นรวมกล่มุ เดิม (จากแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1) การเปลย่ี นแปลงไดร้ วดเร็ว ถา้ ตอ้ งใช้
เพ่อื รว่ มกันศึกษาความรู้ เรอื่ ง การสงั เคราะห์ความรู้จากส่ือสงิ่ พมิ พ์ สอื่ ประเภทน้ตี ้องมีการตรวจสอบ
และสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ จากหนงั สอื เรยี น และแหล่งข้อมลู สารสนเทศ มากกวา่ หนึง่ แหลง่ ข้อมูล และใช้สอื่
2. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั อภิปรายและสรุปประเดน็ ความรู้ ประเภทอนื่ สนับสนนุ เพื่อเพมิ่ นำ้ หนัก
ดังน้ี ความน่าเชื่อถือของขอ้ มลู )
- หลักการสงั เคราะหค์ วามรู้จากส่ือสงิ่ พิมพ์และส่ือ
อเิ ล็กทรอนิกส์
- หลกั การวิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจากส่ือสิ่งพิมพ์
และส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์
3. นักเรยี นตอบคำถามกระต้นุ ความคดิ
4. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ อา่ นข้อมูลในใบงานที่ 2.1 เร่อื ง
สงั เคราะห์สารจากการอา่ น (ตอนที่ 1)

ข้นั ท่ี 3 ศึกษาทำความเขา้ ใจข้อมูล/ความรใู้ หม่ และเชื่อมโยงความร้ใู หมก่ ับความร้เู ดิม : เทคนิคการเลา่ เรื่องรอบวง

สอื่ /แหล่งการเรียนรู้ : — คำถามกระตุ้นความคดิ

1. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุ้นความคิด • นักเรียนมวี ิธีในการสังเคราะหค์ วามรู้

2. สมาชกิ แต่ละกลมุ่ ผลัดกนั อธิบายความรทู้ ่ีตนไดค้ ้นควา้ มาให้ จากขอ้ มูลท่รี วบรวมและค้นควา้

เพ่ือนในกลุ่มฟัง ผลดั กนั ซักถาม และแลกเปลีย่ นความร้หู รือ อย่างไร

ขอ้ มลู ท่ีได้ หากมีข้อสงสัยควรอธบิ ายจนทุกคนมีความเขา้ ใจ (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน

ชัดเจน จากนน้ั สมาชกิ ในกลุม่ รว่ มกนั สรุปเน้ือหาที่คน้ ควา้ มา โดยให้อยูใ่ น ดลุ ยพนิ ิจของครผู ู้สอน)

ขั้นที่ 4 แลกเปล่ียนความรู้ความเขา้ ใจกับกลุ่ม

สือ่ การเรียนรู้ : ใบงานท่ี 2.1

1. นักเรียนแต่ละกลมุ่ แลกเปล่ียนความคิดเหน็ และตรวจสอบ

ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั เรื่องที่คน้ คว้าและข้อมูลท่ีอ่านในใบงาน

2.1 อีกคร้งั เพื่อสังเคราะห์ความรูจ้ ากการอ่าน

2. ครใู ห้นักเรียนแต่ละกล่มุ ส่งตัวแทนออกมาแลกเปล่ยี นความ

คดิ เหน็ และตรวจสอบความเข้าใจกบั เพอื่ นกลุ่มอืน่

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

73

ชวั่ โมงที่ 2

ขนั้ ท่ี 5 สรปุ และจดั ระเบียบความรู้

ส่ือการเรียนรู้ : ใบงานท่ี 2.1

นกั เรยี นแต่ละกล่มุ สรปุ ความรูแ้ ละสังเคราะห์ความรทู้ ี่ได้จากข้อมลู

ทคี่ น้ คว้ามาลงในแบบบนั ทึกการอ่าน แลว้ ทำใบงานท่ี 2.1 เร่ือง

การสังเคราะหส์ ารจากการอ่าน (ตอนที่ 2-3)

ขั้นที่ 6 ปฏบิ ัติและ/หรือแสดงผลงาน

ส่อื การเรียนรู้ : ใบงานท่ี 2.1 คำถามกระตุน้ ความคิด

1. นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ นำเสนอผลงานที่หน้าชั้นเรียน ครแู ละ  นักเรยี นคดิ วา่ การสงั เคราะหค์ วามรู้

เพอ่ื น ในชั้นเรยี นรว่ มกนั ตรวจสอบความถูกต้องและอภปิ รายเพือ่ จาก การอา่ นน้ีมีส่วนช่วยให้นักเรียน

แลกเปล่ยี นความคิดเห็น เข้าใจเร่อื งท่ีอา่ นมากขน้ึ หรอื ไม่

2. ครูและนักเรยี นร่วมกันเฉลยคำตอบในใบงานท่ี 2.1 อย่างไร

ครอู ธิบายและซักถามนักเรยี น เพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น (พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรยี น

3. นักเรียนตอบคำถามกระตนุ้ ความคดิ โดยให้อยใู่ นดลุ ยพนิ ิจของครูผู้สอน)

ขนั้ ที่ 7 ประยุกตใ์ ชค้ วามรู้

สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้ : — คำถามกระต้นุ ความคดิ

1. ครเู สนอแนะให้นักเรยี นนำความรแู้ ละประสบการณ์ท่ไี ด้รบั นกั เรยี นสามารถนำวิธกี ารสังเคราะห์

จากการสงั เคราะห์ความรู้จากการอ่านสื่อต่าง ๆ ไปประยุกต์ปฏิบตั ใิ น ความรู้จากสื่อมาประยกุ ต์ใช้ใน

การพัฒนาตนเองในการดำเนินชวี ติ ชวี ติ ประจำวันได้อย่างไรบา้ ง

2. นกั เรียนตอบคำถามกระตุ้นความคดิ (พิจารณาตามคำตอบของนกั เรียน

โดยให้อย่ใู นดุลยพนิ ิจของครูผู้สอน)

9. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้

1) หนงั สอื เรยี น ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใช้ภาษา ม .6

2) หนังสอื คน้ ควา้ เพม่ิ เติม

(1) แววมยรุ า เหมือนนลิ . (2541). การอา่ นจับใจความ. กรุงเทพฯ : ชมรมเดก็ .

(2) ศวิ กานท์ ปทุมสูติ. (2542). การอ่านเพ่ือชวี ติ . กรงุ เทพฯ : ต้นอ้อ 1999.

(3) สมบัติ จำปาเงนิ . (2548). กลเม็ดการอ่านให้เก่ง. กรงุ เทพฯ : สถาพรบุ๊คส์.

(4) มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. (2545). เอกสารการสอนชดุ วชิ าการอ่านภาษาไทย หน่วยท่ี

1-15. นนทบรุ ี : สำนกั พิมพ์มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.

(5) มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช. (2549). ประมวลสาระชุดวิชา 10161 ภาษาไทยเพ่อื การสื่อสาร. พิมพ์

คร้งั ท่ี 5. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

74

(6) สุพรรณี วราทร. (2545). การอา่ นอย่างมีประสทิ ธิภาพ. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะ

อักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

3) ใบงานที่ 2.1 เรื่อง สงั เคราะหส์ ารจากการอา่ น

10. แหลง่ การเรียนรู้

1) หอ้ งสมดุ

2) แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ

- http://www.nrct.go.th

- http://www.royin.go.th

- http://www.tkpark.or.th

- http://www.sarakadee.com

- http://www.thaiwriterassociation.org

- http://www.sirindhorn.net/index.th.html

11. การวดั และประเมินผล

11.1 การประเมินตามจุดประสงค/์ ตัวช้ีวดั

วิธีการ เคร่ืองมือ เกณฑ์

ตรวจใบงานที่ 2.1 ใบงานท่ี 2.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์

ตรวจแบบบนั ทึกการอ่าน แบบบันทกึ การอ่าน ระดับคุณภาพ 2 ผ่าน

เกณฑ์

ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผ่าน

เกณฑ์

สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผา่ น

เกณฑ์

สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม่ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ ระดับคุณภาพ 2 ผ่าน

เกณฑ์

สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มัน่ ในการ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผา่ น

ทำงาน เกณฑ์

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

75

11.2 การประเมนิ สมรรถนะสำคัญ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ และทักษะศตวรรษที่ 21
สมรรถนะสำคญั คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ทกั ษะศตวรรษที่ 21

วิธกี าร เครอ่ื งมอื เกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ระดับคุณภาพ ดี
ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมีวินยั ใฝ่เรียนรู้ มุง่ มั่นในการทำงาน แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2
ผา่ นเกณฑ์

12. ขอ้ เสนอแนะ(ผูใ้ ช้แผนเขียนเสนอแนะ)
................................................................................................................................................................................

13. บนั ทกึ หลังสอน
13.1 ผลการจัดการเรียนรู้
นักเรียนจำนวน.........................................คน
ผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรโู้ ดยรวม......................คน คิดเปน็ ร้อยละ..............................
ไมผ่ ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนร้โู ดยรวม..................คน คดิ เปน็ ร้อยละ..............................
ไดแ้ ก่
1…………………………………………………………………………………………………………………………
2…………………………………………………………………………………………………………………………

นกั เรียนที่มีความสามารถพเิ ศษ/นกั เรยี นเด็กพเิ ศษ ไดแ้ ก่
1…………………………………………………………………………………………………………………………
2…………………………………………………………………………………………………………………………
นักเรียนที่ไม่ผ่านการประเมินจุดประสงคด์ ้านความรู้ (K) จำนวน............................คน ไดแ้ ก่
............................................................................................................................................ ............................
นกั เรียนทไี่ ม่ผ่านการประเมนิ จุดประสงคด์ า้ นทักษะ (P) จำนวน.............................คน ได้แก่
................................................................................................................................ ........................................
นักเรยี นท่ีไม่ผา่ นการประเมินจดุ ประสงค์ดา้ นเจตคติ (A) จำนวน............................คน ไดแ้ ก่
................................................................................................................... .....................................................

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

76

13.2 ปัญหา/อุปสรรค
................................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ไข/ข้อเสนอแนะ (จากปญั หาอุปสรรค)
................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ..................................ครผู สู้ อน
(นางนิตยา ทองดียิง่ )

ตำแหน่งครูโรงเรียนวเิ ชยี รมาตุ

ความเห็นของหวั หน้ากล่มุ สาระการเรยี นรู้
.............................................................................................................................................................. .....
.............................................................................................................................. .....................................

ลงชื่อ....................................หวั หน้ากลุ่มสาระฯ
(นางภรพศิ วภิ ษู ิตวรกลุ )

ความเหน็ ของหัวหนา้ สถานศกึ ษาหรอื ผู้ทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย
ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้ของ..............................................................................แลว้ มีความคิดเห็นดังน้ี

1.เปน็ แผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรงุ

2. การจดั กจิ รรมได้นำกระบวนการเรยี นรู้
เนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม
ยงั ไมเ่ น้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพัฒนาต่อไป

3. เป็นแผนการจดั การเรียนร้ทู ี่
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

77
4. ข้อเสนอแนะอ่ืน ๆ

....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................ ..................................................................... .......

ลงช่อื ..................................รองผ้อู ำนวยการโรงเรียนกลุม่ บรหิ ารวชิ าการ
(นางอมั พร สงวนศักด)ิ์

…………./……………./…………
ความคดิ เหน็
.............................................................................................................................................................................. ......
............................................................................................................. .......................................................................

ลงชื่อ........................................ผู้อำนวยการโรงเรยี น
(นางยภุ า พรเศรษฐ์)

…………./……………./…………

แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

78

ใบงานท่ี 2.1 เรื่อง สังเคราะห์สารจากการอ่าน

ตอนท่ี 1
คำช้ีแจง ใหน้ ักเรียนอา่ นขอ้ มูลตอ่ ไปน้ี

เร่อื งท่ี 1
ครม.เหน็ ชอบให้การส่งเสรมิ การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ

ครม. ได้เหน็ ชอบให้การสง่ เสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันท่ี 2 เมษายนของทุกปี เป็นวันรกั
การอ่าน และอนุมตั ิแตง่ ต้ังนายชัยพฤกษ์ เสรรี กั ษ์ เปน็ ที่ปรึกษาดา้ นเทคโนโลยีเพือ่ การเรียนการสอน (นักวชิ าการ
ศึกษา 10 ชช.) สพฐ.

ศกึ ษาธิการ - นายจุรนิ ทร์ ลักษณวศิ ษิ ฏ์ รฐั มนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงผลการประชุม
คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สงิ หาคม 2552 ในสว่ นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธกิ าร 2 เร่อื ง คอื เหน็ ชอบใหก้ าร
ส่งเสรมิ การอา่ นเปน็ วาระแห่งชาตเิ พอื่ สร้างสังคมแห่งการเรียนรูต้ ลอดชวี ิต โดยกำหนดให้วนั ที่ 2 เมษายน ของทกุ ปี
ซง่ึ เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรกั การอา่ น และ
แตง่ ตั้งนายชยั พฤกษ์ เสรรี ักษ์ ใหด้ ำรงตำแหนง่ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพือ่ การเรียนการสอน (นกั วชิ าการศึกษา
10 ชช.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน เห็นชอบให้การสง่ เสรมิ การอ่านเป็นวาระแหง่ ชาติเพ่ือสร้าง
สงั คมแหง่ การเรียนรู้ตลอดชวี ิต

รมว.ศธ. กลา่ วว่า ท่ปี ระชมุ คณะรฐั มนตรมี ีมตเิ หน็ ชอบตามที่ศธ.เสนอให้การสง่ เสรมิ การอ่านเปน็ วาระแห่งชาติ
เพ่อื สรา้ งสังคมแห่งการเรยี นรู้ตลอดชีวติ ดังนี้

1. กำหนดใหก้ ารอ่านเปน็ วาระแห่งชาติ
2. กำหนดให้วนั ท่ี 2 เมษายน ของทุกปี ซง่ึ เป็นวนั คลา้ ยวันพระราชสมภพของสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ
สยามบรม ราชกุมารี เป็นวันรกั การอา่ น
3. กำหนดให้ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแหง่ การอา่ นของประเทศ
4. กำหนดให้มคี ณะกรรมการส่งเสรมิ การอ่านเพื่อสร้างสังคมแหง่ การเรียนรูต้ ลอดชีวติ ท่ีมี รมว.ศธ.เป็น
ประธาน เป็น กลไกขบั เคล่อื นการส่งเสรมิ การอา่ นให้เกดิ ข้นึ อย่างเป็นรูปธรรม โดยไดก้ ำหนดเปา้ หมายในการ
ดำเนินการ เพ่ือให้คน ไทยได้พฒั นาความสามารถในการอ่านและการรู้หนังสือ ภายในปีพ.ศ.2555 ดังนี้

1) ประชากรวัยแรงงานทเ่ี ป็นผู้รหู้ นงั สือในระดับใช้งานได้ในชีวติ ประจำวัน เพิม่ ข้นึ จากร้อยละ 97.21
เปน็ ร้อยละ 99.

2) ประชากรไทยอายุ 15 ปขี น้ึ ไปทส่ี ามารถอ่านออกเขยี นได้มีเพิ่มข้ึน จากร้อยละ 92.64 เป็นรอ้ ยละ
95.

3) ค่าเฉลย่ี ในการอ่านหนงั สอื ของคนไทย เพม่ิ ข้นึ จากปลี ะ 5 เล่ม เปน็ ปลี ะ 10 เล่มต่อคน

แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

79

4) แหล่งการอา่ นได้รับการพัฒนาและเพม่ิ จำนวนใหส้ ามารถจัดบรกิ ารได้ครอบคลุมทุกตำบล/ชุมชน
อย่างทว่ั ถึงและมคี ุณภาพ

5) การสรา้ งภาคเี ครอื ข่ายการอ่านเพื่อปลกู ฝังนิสัยรกั การอ่านและการเรียนรู้ตลอดชวี ิตอยา่ งยง่ั ยืน
รมว.ศธ. ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลักในการผลักดันให้การส่งเสริมเป็นวาระแห่งชาติเพ่ือสรา้ งสงั คมแห่ง
การเรยี นรูต้ ลอดชีวิต ได้แก่
1) การพัฒนาคนไทยให้มีความสามารถในด้านการอ่าน โดยรณรงค์การอ่านเขียนภาษาไทย ปรับปรุงและ
พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทย รวมทง้ั บริหารจัดการและสร้างภาคีเครือข่ายเพ่ือพัฒนาความสามารถใน
ดา้ นการอ่านของคนไทย
2) พัฒนาคนไทยให้มีนิสยั รักการอ่าน โดยปลูกฝงั และสร้างทัศนคติคนไทยให้เหน็ คุณค่าและประโยชน์ของการ
อ่านหนังสือและส่ือทุกรูปแบบ ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเป็นภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน
และกำหนดมาตรการจงู ใจให้ภาคเี ครือขา่ ยร่วมส่งเสรมิ การอ่านในสงั คมไทย
3) สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่าน โดยแสวงหาภาคีเครือข่ายในการเสริมสร้าง
บรรยากาศและส่ิงแวดล้อม พัฒนาและเพ่ิมจำนวนแหล่งการเรียนรู้ให้สามารถจัดบริการได้ครอบคลุมทุกตำบล/
ชุมชน อยา่ งทว่ั ถงึ ทนั สมยั และมีคณุ ภาพ เพื่อทำใหก้ ารอา่ นเปน็ ทีส่ นใจมากข้นึ

ทง้ั นี้ รมว.ศธ.จะหารือกับคณะกรรมการส่งเสริมการอา่ นเพ่ือสรา้ งสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวติ เพื่อ
กำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ปรากฏเป็นรูปธรรม โดยอาจมีการเพิ่มเติมองค์กรหรือหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เข้ามาเป็น
คณะกรรมการส่งเสรมิ การอ่านฯ เพ่ิมขึ้น เพ่อื ใหท้ กุ ฝา่ ยไดเ้ ข้ามามีส่วนร่วมต่อไป

แต่งตงั้ ขา้ ราชการ
ครม.อนุมัติตามที่ ศธ.เสนอ แต่งตั้ง นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้น
พื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) ให้ดำรงตำแหน่งที่
ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษา 10 ชช.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ท้ังน้ี ต้ังแต่
วันทท่ี รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แต่งตัง้ เป็นต้นไป

ทม่ี า : บัลลงั ก์ โรหติ เสถียร และนงศิลินี โมสิกะ สรปุ /รายงาน
http://www.moe-

news.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1377&Itemid=2&preview=popup

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

80

เรอื่ งที่ 2
นักวจิ ยั จุฬาฯ รเิ ร่ิมพัฒนาดชั นกี ารอ่านของคนไทย
สะท้อนภาพจริงเพื่อการแก้ปัญหาการอา่ นของคนไทยทตี่ รงจดุ

รศ.ดร.วรรณี แกมเกตุ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง
"การศึกษา สถานการณ์การอ่านและดัชนีการอ่านของคนไทย ปี 2552" เปิดเผยถึงงานวิจัยดังกล่าวว่า ได้รับการ
สนับสนุนจากสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค) โดยมวี ัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนากรอบดัชนีการอ่านสำหรบั ใช้ใน
การติดตามสถานการณ์การอา่ นของคนไทย สรา้ งดัชนีช้ีวดั การอ่านของคนไทย รวมท้ังศึกษาข้อมลู พื้นฐานและปัจจัย
ที่ส่งผลต่อดัชนีการอ่านของคนไทย นับเป็นคร้ังแรกท่ีมีการพัฒนาดัชนีการอ่านของคนไทย ซ่ึงจะส่งผลให้การ
นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการอ่านของคนไทยในภาพรวมมีความกระชับและครอบคลุมมากข้ึน เป็นการสะท้อนความ
เป็นจริงของสถานการณ์และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นฐานในการเปรียบเทียบสถานการณ์การอ่าน ของคน
ไทยในแต่ละช่วงเวลา เพ่ือให้เห็นถึงแนวโน้มและพัฒนาการด้านการอ่านของคนไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตลอดจน
สามารถให้ข้อมลู แก่หน่วยงานเก่ียวข้องในการสง่ เสรมิ และพัฒนาการอ่านได้อยา่ งถูกจุดและตรงประเด็นย่งิ ขึ้น

รศ.ดร.วรรณี กล่าวถงึ วธิ ีการวิจัยว่า มีท้ังการสำรวจในเชิงปริมาณและการศกึ ษาเจาะลกึ ในเชิงคุณภาพ โดย
เริ่มพัฒนากรอบดัชนีการอ่าน จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยและทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องท้ังในและต่างประเทศ
จากน้ันนำกรอบดัชนีที่ได้ไปตรวจสอบกับกลุ่มตัวอย่างและให้ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เช่ียวชาญด้านการอ่านทำการวิพากษ์
เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม และนำข้อมูลมาปรับปรุงจนกระทั่งได้กรอบดัชนีการอ่านของคนไทยท่ีมี 3
องค์ประกอบหลกั ได้แก่ พฤตกิ รรมการอ่าน สะทอ้ นถึงปริมาณการอ่าน ซ่ึงครอบคลมุ ตัวบ่งชี้คอื ความหลากหลาย
ของหนังสือท่ีอ่าน จำนวนเรือ่ งต่อสัปดาห์ จำนวนวันท่ีอ่านหนังสือตอ่ สัปดาห์ เวลาอ่านเฉลี่ยต่อวัน ร้อยละของเวลา
ว่างที่ใช้อ่านหนังสือต่อวัน และค่าใช้จ่ายในการอ่านต่อเดือน ความสามารถในการอ่าน พิจารณาจากความ
คล่องแคล่วในการอ่าน ความสามารถในการจดจำเร่ืองราวท่ีอ่าน ความเข้าใจในการอ่าน ความสามารถในการนำ
สาระท่ีอ่านไปใช้ประโยชน์ และความสามารถในการวิเคราะห์ และผลลพั ธ์จากการอา่ น พิจารณาว่าอ่านแล้วเกิดผล
ในทิศทางท่ีควรจะเป็นหรือไม่ มี 5 ตัวบ่งช้ีคือ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ความสำเร็จในการประกอบอาชีพ
ความสำเร็จในการศึกษาเรียนรู้ ความสามารถในการดำรงชีวติ อย่างเป็นปกติสุข และความสามารถในการปรับตัวให้
ทันกบั การเปลี่ยนแปลงของส่ิงแวดล้อม

รศ.ดร.วรรณี อธิบายเพิ่มเตมิ ว่า จากการสำรวจเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามในกลมุ่ ตัวอยา่ งซงึ่ เป็นคนไทย
ท่ีอาศัยอยู่ใน 13 จังหวัด 4 ภูมิภาคท่ัวประเทศ รวมท้ังหมด 5,865 คน ครอบคลุมทุกช่วงวัย ระดับการศึกษา
อาชพี สภาพท้องถ่ิน และที่อยู่อาศัย จากน้ันทำการคัดเลอื กผู้ที่มีนิสยั การอา่ นแบบสุดโต่ง ทั้งกลุ่มที่ชอบและไม่ชอบ
การอ่านรวม 191 คน มาทำการสมั ภาษณ์เชิงลกึ ในลกั ษณะการสนทนากล่มุ เพอ่ื ศกึ ษาถงึ

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

81

ปัจจัยที่ส่งผลต่อลักษณะนิสัยการอ่าน ผลการศึกษาพบว่าดัชนีการอ่านของคนไทยในภาพรวมอยู่ในระดับปาน
กลาง เมื่อจำแนกดชั นีการอา่ นตามชว่ งอายุพบว่า ชว่ งอายุ 3 0 - 39 ปี มีดชั นกี ารอา่ นสงู ทส่ี ดุ ขณะทีช่ ่วงอายุ 50 ปี
ข้นึ ไปมีดัชนีการอ่านต่ำท่ีสุด เม่ือจำแนกตามระดับการศึกษาพบว่า ผู้มีการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรีมีดัชนีการอ่าน
สูงที่สุด ส่วนผู้ท่ีมีการศึกษาระดับประถมมีดัชนีการอ่านต่ำท่ีสุด จากการจำแนกตามอาชีพพบว่าข้าราชการมีดัชนีการ
อ่านสงู ที่สุด

ส่วนอาชีพรับจ้างและเกษตรกรมีดัชนีการอ่านต่ำท่ีสุด และจากจำแนกตามเขตที่ตั้งพบว่าผู้ท่ีอยู่อาศัยในเขต
อำเภอเมืองมีดัชนีการอ่านสูงกว่าอำเภอรอบนอก และผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลจะมีดัชนีการอ่านสูงกว่านอกเขต
ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านพบว่า ตัวแปรที่สำคัญท่ีสุดคือ แรงจูงใจในการอ่าน หากมีแรงจูงใจท่ดี ีก็จะเกิดทัศนคติ
ท่ีดีต่อการอ่าน ทำให้เกิดพฤติกรรมการอ่านมากขึ้น ในส่วนของเด็กและเยาวชนพบว่าปัจจัยท่ีทำให้ไม่ชอบการอ่าน
คือ ครอบครัวไม่พร้อมท่ีจะสนับสนุนการอ่าน โดยเฉพาะครอบครัวเกษตรกรรมในชนบทท่ีมีฐานะยากจน รูปแบบ
หนงั สือไม่ดงึ ดูดใจ ตลอดจนความ ข้ีเกยี จอ่านของตัวเด็กเอง

สุดท้าย รศ.ดร.วรรณี ได้ให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการอ่านวา่ ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณในการพัฒนา
สถานท่ีอ่านหนังสือในหมบู่ ้าน เพราะจากการลงพืน้ ท่พี บวา่ เปน็ สถานท่ีทีช่ าวบ้านสามารถเข้าถึงไดส้ ะดวก แต่กลับไม่
มีความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านสถานท่ี หนังสือ ฯลฯ หากสามารถพัฒนาได้ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คน
อ่านหนังสือมากขึ้น รวมท้ังหากสามารถควบคุมราคาของเอกสาร ตำรา หรือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ให้มีราคาถูกลงได้ก็จะ
ช่วยให้คนเข้าถึงหนังสือได้มากข้ึน ส่วนในระดับท้องถิน่ ควรมีการจัดส่ิงอำนวยความสะดวกในการอ่านแก่ประชาชน
อย่างเพยี งพอ หลายหลาก และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างท่วั ถึง อีกประการที่สำคัญคือ การ
พัฒนาการอ่านในระดับโรงเรียนซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมท่ีมีบทบาทในการพัฒนาการอ่านของเยาวชนได้อย่าง
กว้างขวางและทัว่ ถึงที่สดุ หากโรงเรียนสามารถปรบั ปรุงวธิ ีจัดการเรยี น การสอนเพ่ือสร้างแรงจูงใจหรือนิสัยการอ่าน
ท่ีดีใหเ้ กดิ แก่เยาวชนตงั้ แตว่ ยั เดก็ ได้ กน็ ่าจะเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ให้เยาวชนรักการอ่านต่อไปในอนาคต

ทม่ี า : จฬุ าสัมพันธ์ ปีที่ 53 ฉบบั ท่ี 45 วันจันทรท์ ่ี 20 ธนั วาคม 2553
http://www.research.chula.ac.th/cu_online/2553/vol_45_2.html

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

82

เรอ่ื งที่ 3
วฒั นธรรมการอ่าน

เมอื่ ปลายเดอื นมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปพดู เรื่อง วิกฤตวิ ัฒนธรรมการอ่านของคนไทยในโลกปัจจุบัน
ท่ีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในช่วงก่อนจะเรมิ่ งานสัปดาห์หนงั สือแห่งชาติไม่กีว่ ันผมต้ังคำถามในใจว่าจริงหรือไม่ที่
การอา่ นเปน็ วัฒนธรรมของคนไทยมาต้ังแตอ่ ดตี และผมได้ตงั้ ข้อสังเกตดงั ตอ่ ไปน้ี

ในอดตี การอ่านของคนไทยถูกจำกดั วงอยู่เฉพาะชนชั้นสูง หรือพระภิกษุ ผ่านทางสมดุ ข่อยใบลาน คนไทยท่ัวไป
ได้รับความรู้หรือความบันเทิงจากการฟังพระเทศน์ หรือชนช้ันสูงสั่งสอน เล่าให้ฟัง มากกว่าการอ่าน สมัยก่อน
หนังสือแต่ละเล่มต้องค่อยๆ คัดลอกกันด้วยลายมือ กว่าจะได้แต่ละเล่มใช้เวลานาน เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอ่าน
การอา่ นในโลกนน้ี ่าจะเรม่ิ แพร่หลายออกไปพร้อมกับการพิมพห์ นงั สือ

ในโลกตะวันตก แท่นพิมพ์หนังสือแท่นแรกของโลกเกิดโดย กูเทนแบร์ก ชาวเยอรมนี เมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน
การผลิตซ้ำอย่างรวดเร็วจากการพิมพ์ได้ทำให้การอ่านหนังสือและความรู้แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว (นัก
ประวัติศาสตร์บางคนพบว่ามีหลักฐานชี้ให้เห็นว่า คนจีนสามารถคิดแท่นพิมพ์เป็นชาติแรกในโลก แต่การพิมพ์
หนังสือกไ็ ม่ได้แพรห่ ลายเทา่ โลกตะวนั ตก)
การพิมพ์หนังสือของฝรั่งได้ทำให้วฒั นธรรมการอ่านของโลกตะวันตกแข็งแรงและยืนยาวนาน ตวั ชวี้ ัดที่สำคญั คอื ยอด
พิมพ์หนังสือของฝร่ังสูงกว่าหนังสือไทยหลายสิบเท่ามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขณะท่ีโรงพิมพ์แห่งแรกของสยาม
เร่ิมข้นึ ใน โดยหมอแบรดลีย์ ในปพี .ศ. 2382 สมัยรชั กาลท่ี 3 วัฒนธรรมการอา่ นของคนไทยเริ่มขนึ้ ร้อยกวา่ ปี ยงั ไม่
แข็งแรง และตอนแรกยงั จำกัดอย่ใู นหมชู่ นชั้นสงู คนไทยทั่วไปไดอ้ ่านหนังสอื นอ้ ยมาก ความรู้ ความคิด ความอา่ นจึง
มาจากฟังพระเทศน์เป็นสำคัญ ขณะที่ความบันเทิงมาจากการดูมหรสพ ลิเก มากกว่าการอ่านนิยาย หลังการ
อภิวัฒน์ 2475 เปล่ียนแปลงการปกครองคร้ังสำคัญของสยามประเทศ การศึกษาขยายตัวออกไปและมีการก่อตั้ง
มหาวิทยาลัยหลายแห่ง หนังสือจึงได้แพร่กระจายออกไปสู่คนไทยมากข้ึน มีการพิมพ์หนังสือออกมาเพ่ือการศึกษา
และการแสวงหาความรู้ด้านต่าง ๆ พอ ๆ กบั เรือ่ งบันเทงิ เรงิ รมย์
จากการฟังในอดีต คนไทยเริ่มสนใจการอ่านมากขึ้น วัฒนธรรมการอ่านของคนไทยถือว่ายังเร่ิมต้ังไข่ไม่แข็งแรงมาก
แต่แล้วกเ็ กดิ อปุ สรรคสำคัญมาแยง่ การอ่านไปจากคนไทย

การเข้ามาของโทรทัศน์ ไดท้ ำให้คนไทยก้าวจากการฟัง ไปสู่การอ่านได้ไม่นาน และกระโดดไปให้ดูทีวีมากที่สุด
น่าสนใจว่าในเมืองนอกท่ีมีวัฒนธรรมการอ่านแข็งแรงและยืนนาน การเข้ามาของโทรทัศน์ได้แย่งชิงคนอ่านให้
กลายเปน็ คนดพู อสมควร แต่ไมร่ ุนแรงเท่ากับบ้านเราทวี่ ฒั นธรรมการอา่ นยังไมแ่ ข็งแรง

นานมาแล้วพี่สุชาติ สวัสดิศรีเคยพูดกับผมไว้ว่า ทุกวันตอนหัวค่ำ คนไทยต้องเข้าเฝ้าพระเจ้าองค์ใหม่พระเจ้า
ท่ีวา่ คอื ทวี ี

ที่คนไทยสว่ นใหญเ่ ข้าเฝ้าด้วยความเต็มใจวันละหลายชัว่ โมง

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

83

เชอื่ ไหมว่าคนไทยตดิ อันดบั การดูโทรทศั น์ของโลก นติ ยสาร First Glimpse รายงานวา่ คนไทยดโู ทรทัศนเ์ ฉลย่ี อาทิตย์
ละ 22-24 ชั่วโมง หรือวันละ 3 ช่ัวโมง วันหน่ึงมีแค่ 24 ช่ัวโมง แต่คนไทยให้เวลากับการดูโทรทัศน์มากอย่างน่า

ตกใจ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจท่ีคนไทยเฝา้ หน้าจอ หรือเข้าเฝ้าพระเจ้าองค์ใหม่ มากกว่าการอา่ นหนังสืออย่างแน่นอนใน
แตล่ ะวัน ยังไม่ รวมเวลาท่ีเสียไปให้กับการใช้อินเทอร์เน็ต ท่ีมาเบียดบังเวลาของการอ่านเข้าไปอีกมาก นอกจากจะดู
ทีวีแล้ว เดี๋ยวนี้คนไทยยัง “ดู” หนังสือ มากกว่าการ “อ่าน” หนังสือ ไม่เช่ือลองหยิบนิตยสารส่วนใหญ่ในท้องตลาด
ขน้ึ มา จะเห็นวา่ ได้รับการ ออกแบบให้กับการอา่ น มากกวา่ การดู เปิดพลิกไม่นานกด็ ูหมดฉบับแลว้

พฤติกรรมการอ่านของคนในปจั จบุ ัน จึงโน้มเอียงไปทางการดูโทรทัศนห์ รอื การดูอนิ เทอรเ์ น็ต มาลองดูสถิติการอา่ น
ของคนไทยกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ในปีพ.ศ. 2548 ประชากรไทย 60 ล้านคน อ่านหนังสือ 41
ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 70 อา่ นหนังสือได้แต่ไม่ยอมชอบอ่าน 18 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 30 อ่านหนังสือไม่ออก
3.3 ลา้ นคน

มกี ารสำรวจวา่ สาเหตุท่ีคนไทยผู้อ่านหนังสือได้แตไ่ ม่ยอมอ่าน เปน็ เพราะสว่ นใหญ่ ใชเ้ วลาไปกบั การดูโทรทัศน์
แต่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งท่ีทำให้คนไทยไม่ค่อยอยากอ่านหนังสือนั้น อาจจะสะท้อนมาจากอุปนิสัยของคน
ไทยตั้งแต่อดีต กล่าวคือ คนไทยมีนิสัยสบาย ๆ ไม่เคร่งเครียด ลักษณะนิสัยน้ีส่วนหน่ึงอาจจะถูกกำหนดมาจาก
สภาพแวดลอ้ มและภมู ิประเทศ

เคยได้ยนิ ใช่ไหมวา่ ในนำ้ มีปลา ในนามขี ้าว ที่ตัง้ ของประเทศไทยอยูใ่ นเขตอุดมสมบูรณ์ทส่ี ุดแหง่ หนึ่งของโลก มี
แร่ธาตุ นำ้ อุดมสมบูรณ์ มีทรพั ยากรธรรมชาตมิ ากมาย จะหว่านเมล็ดพืชไปตรงไหน ก็เจรญิ งอกงาม คนในภมู ิภาคน้ี
จึงไม่ค่อยเดือดร้อนในการหาเลี้ยงชีพ และยังไม่ต้องผจญกับภัยจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแผ่นดินไหว พายุ
ไต้ฝุ่น ภูเขาไฟระเบิด หรือหิมะถล่ม จึงอยู่กันอย่างสบายๆ ไม่มีแรงบีบบังคับให้ต้องแสวงหาความรู้ หรือเทคโนโลยี
ตา่ ง ๆ เพอื่ การอย่รู อด

ขณะท่ีผู้คนทางซีกโลกตะวันตก หรือแม้กระทั่งชาวญี่ปุ่น มักจะประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติเป็นประจำ
มิหนำซ้ำบางพื้นที่มีปัญหาการเพาะปลูก ทำให้คนเหล่าน้ีต้องพยายามดิ้นรนค้นคว้า หาความรู้เพื่อการอยู่รอดของ
เผา่ พนั ธุ์ ไม่วา่ การสรา้ งบา้ นให้มัน่ คงเพื่อป้องกนั แผ่นดนิ ไหว หรือการออกแบบหลังคาให้ทนต่อหมิ ะถล่ม ฯลฯ

การหาความรู้ท่ดี คี ือการอา่ นจากหนังสือ ซง่ึ ทำใหค้ นเหลา่ น้ีมีนสิ ัยการอ่านมานานมาก ซ่งึ ไม่นา่ แปลกใจทเ่ี ราจะ
เห็นคนญ่ีป่นุ หรือฝรั่งเวลาว่าง มักจะหยบิ หนังสือมาอ่านกนั เป็นเรื่องปรกติ ลองสังเกตคนเหล่าน้ีเวลาขึ้นรถไฟฟ้าใต้
ดนิ ในรา้ นอาหารหรอื ไปเทยี่ วตามชายหาดมักจะหนีบหนังสือ หนังสอื พิมพ์หรอื นติ ยสารไปอ่านกนั แทบทกุ คน

ส่วนคนไทยเวลาไปเที่ยวชายหาด เที่ยวทะเลก็หนบี เหมอื นกนั ส่วนใหญ่ไม่ได้หนีบหนังสือ แต่หนีบขวดเหล้าไป
ตงั้ วง

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

84

มากกว่า การท่ีคนไทยเป็นคนไม่ค่อยซีเรียส ไม่ค่อยสนใจจะหาความรู้ สามารถสะท้อนออกมาจากอาชีพท่ีคนไทย
ประสบ

ความสำเร็จได้
ทราบไหมครับอาชีพทีค่ นไทยประสบความสำเร็จมากท่ีสุดคอื อะไร…อาชพี ดา้ นบริการครบั
อาชีพเหล่านี้ประกอบด้วย การทำร้านอาหาร โรงแรม แอร์โฮสเตส การท่องเที่ยว ธุรกิจกลางคืน ซ่ึงไม่ต้องใช้

ความรอู้ ยา่ งลกึ ซึ้ง แต่ใช้ความชำนาญ เส้นสายและประสบการณม์ ากกวา่ แต่อาชีพที่ต้องใช้ความรู้และความพยายาม
ในการเรยี น มาก ๆ ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์ วิศวกร หมอ ในบา้ นเราจึงยงั ขาดแคลนกันอีกมาก ไม่แปลกใจท่ีประเทศ
ไทยอาจจะมีโรงแรมหรูระดับโลก แต่โอกาสน้อยที่เราจะมีนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยระดับโลกปีหนึ่งบ้านเราผลิต
หนังสือออกมาหม่ืนกว่าปก หนังสือขายดีส่วนใหญ่เป็นหนังสือแนวโรมานซ์ ขณะที่ในยุโรป อเมริกาและญี่ปุ่น
หนังสือขายดีสิบอันดับแรกมีทั้งหนังสือแนวบันเทิงและแนวสารคดี เหลียวมามองประเทศเพื่อนบ้าน ชาวสิงคโปร์
อา่ นหนังสือกันเฉลย่ี ปลี ะ 40-50 เล่ม ชาวเวียดนามอ่านหนงั สือกนั ปลี ะ 60 เลม่ สิงคโปรเ์ จรญิ กว่าไทยไปนานแล้ว
และเวียดนามท่ีเคยล้าหลังเราจากพิษสงครามเม่ือยี่สิบกว่าปีก่อน กำลังจะแซงหน้าเราภายในไม่ก่ีปีจนได้ฉายาว่า
ญ่ปี ุ่นแห่งเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้

เพราะทุกวันนี้คนไทยอ่านหนังสือกันปีละไม่เกิน 2 เล่ม จึงอยู่กันไปเร่ือย ๆ แบบไทย ๆ สบาย ๆ นอกจาก
คนไทยจะอ่านหนังสือกันน้อย ยังใช้ความรสู้ ึกกันมาก เวลาเกิดปัญหาขัดแย้งกัน แทนท่ีจะแสวงหาความรู้ แสวงหา
เหตุและผล เพ่ือหาสิ่งที่ถูกต้องในการหาทางออกร่วมกัน กลับใช้ความรู้สึกตอบโต้กันไปมาจนความขัดแย้งลุกลาม
ออกไป
ที่มา : http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=65

แผนการจดั การเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

85
เรอื่ งที่ 4
คำชีแ้ จง ให้นกั เรียนอา่ นข้อมลู ตอ่ ไปนี้ในเวบ็ ไซต์
1. ผลการสำรวจการอ่านหนงั สือของประชากร ปี 2551 จากเว็บไซต์
http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/theme_2-3-1.html
2. สถานการณ์ “การอ่าน” ของคนไทย จากเวบ็ ไซต์ http://info.thaihealth.or.th/hilight/12371#2
ตอนที่ 2
คำชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นวิเคราะห์และประเมนิ การใชภ้ าษาจากการอา่ นข้อมลู จากส่ือสงิ่ พิมพ์และอเิ ลก็ ทรอนิกสท์ ี่กำหนด

ตอนที่ 3
คำชี้แจง ใหน้ ักเรยี นสงั เคราะหค์ วามรูจ้ ากการอ่านข้อมูลข้างตน้ ในประเดน็ “การอา่ นกับคนไทย”

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

86

ใบงานท่ี 2.1 เร่อื ง สังเคราะหส์ ารจากการอ่าน เฉลย

ตอนที่ 1
คำช้แี จง ใหน้ ักเรยี นอ่านขอ้ มลู ต่อไปนี้

เรือ่ งที่ 1
ครม.เหน็ ชอบใหก้ ารสง่ เสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ

ครม. ไดเ้ ห็นชอบให้การส่งเสริมการอ่านเปน็ วาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปี เปน็ วนั รกั
การอ่าน และอนุมตั แิ ตง่ ต้ังนายชัยพฤกษ์ เสรรี ักษ์ เป็นท่ีปรึกษาด้านเทคโนโลยเี พือ่ การเรียนการสอน (นักวชิ าการ
ศึกษา 10 ชช.) สพฐ.

ศกึ ษาธิการ - นายจรุ นิ ทร์ ลักษณวศิ ษิ ฏ์ รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงศึกษาธกิ าร เปดิ เผยถึงผลการประชมุ
คณะรฐั มนตรี เมอื่ วนั ท่ี 5 สงิ หาคม 2552 ในสว่ นทีเ่ กี่ยวข้องกับกระทรวงศกึ ษาธิการ 2 เรือ่ ง คอื เหน็ ชอบให้การ
ส่งเสรมิ การอ่านเปน็ วาระแห่งชาติเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนร้ตู ลอดชวี ติ โดยกำหนดให้วันท่ี 2 เมษายน ของทุกปี
ซ่ึงเปน็ วนั คล้ายวนั พระราชสมภพของสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี เป็นวันรกั การอ่าน และ
แตง่ ตง้ั นายชยั พฤกษ์ เสรีรักษ์ ใหด้ ำรงตำแหนง่ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยเี พ่ือการเรียนการสอน (นกั วชิ าการศึกษา
10 ชช.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน เห็นชอบให้การส่งเสรมิ การอ่านเป็นวาระแหง่ ชาติเพื่อสรา้ ง
สังคมแห่งการเรียนรตู้ ลอดชวี ิต

รมว.ศธ. กลา่ วว่า ทีป่ ระชมุ คณะรฐั มนตรมี ีมตเิ หน็ ชอบตามท่ศี ธ.เสนอใหก้ ารส่งเสริมการอ่านเปน็ วาระแห่งชาติ
เพือ่ สรา้ งสังคมแห่งการเรยี นรู้ตลอดชวี ิต ดงั น้ี

1. กำหนดให้การอา่ นเป็นวาระแห่งชาติ
2. กำหนดใหว้ ันที่ 2 เมษายน ของทุกปี ซึง่ เปน็ วันคลา้ ยวันพระราชสมภพของสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ
สยามบรม ราชกมุ ารี เป็นวันรกั การอา่ น
3. กำหนดให้ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแหง่ การอ่านของประเทศ
4. กำหนดให้มคี ณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพ่ือสรา้ งสงั คมแห่งการเรยี นรตู้ ลอดชีวติ ท่ีมี รมว.ศธ.เป็น
ประธาน เป็น กลไกขับเคลอื่ นการสง่ เสรมิ การอ่านให้เกดิ ข้นึ อยา่ งเป็นรูปธรรม โดยไดก้ ำหนดเปา้ หมายในการ
ดำเนินการ เพื่อให้คน ไทยได้พัฒนาความสามารถในการอ่านและการรหู้ นังสือ ภายในปพี .ศ.2555 ดงั น้ี

1) ประชากรวยั แรงงานทเี่ ปน็ ผ้รู ู้หนังสอื ในระดบั ใชง้ านได้ในชีวติ ประจำวัน เพม่ิ ขนึ้ จากร้อยละ 97.21
เปน็ รอ้ ยละ 99.

2) ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึน้ ไปทส่ี ามารถอ่านออกเขียนไดม้ ีเพ่ิมขน้ึ จากร้อยละ 92.64 เป็นร้อยละ
95.

แผนการจดั การเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

87

3) ค่าเฉลยี่ ในการอา่ นหนังสือของคนไทย เพิม่ ข้นึ จากปลี ะ 5 เล่ม เป็นปีละ 10 เลม่ ต่อคน
4) แหลง่ การอ่านไดร้ ับการพฒั นาและเพมิ่ จำนวนให้สามารถจัดบริการได้ครอบคลุมทกุ ตำบล/ชมุ ชน
อยา่ งทัว่ ถึงและมคี ุณภาพ
5) การสร้างภาคีเครือขา่ ยการอา่ นเพ่ือปลกู ฝงั นสิ ยั รกั การอ่านและการเรยี นรตู้ ลอดชีวติ อยา่ งยัง่ ยนื
รมว.ศธ. ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลักในการผลักดันให้การส่งเสริมเป็นวาระแห่งชาตเิ พื่อสร้างสังคมแห่ง
การเรียนรตู้ ลอดชีวติ ได้แก่
1) การพัฒนาคนไทยให้มีความสามารถในด้านการอ่าน โดยรณรงค์การอ่านเขียนภาษาไทย ปรับปรุงและ
พัฒนาคุณภาพการเรยี นการสอนภาษาไทย รวมท้ังบริหารจัดการและสร้างภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาความสามารถใน
ด้านการอ่านของคนไทย
2) พัฒนาคนไทยให้มีนิสัยรักการอ่าน โดยปลูกฝงั และสร้างทัศนคติคนไทยให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการ
อ่านหนังสือและสื่อทุกรูปแบบ ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเป็นภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน
และกำหนดมาตรการจงู ใจให้ภาคเี ครอื ขา่ ยร่วมส่งเสรมิ การอ่านในสังคมไทย
3) สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่าน โดยแสวงหาภาคีเครือข่ายในการเสริมสร้าง
บรรยากาศและส่ิงแวดล้อม พัฒนาและเพ่ิมจำนวนแหล่งการเรียนรู้ให้สามารถจัดบริการได้ครอบคลุมทุกตำบล/
ชุมชน อยา่ งทัว่ ถึง ทนั สมัย และมคี ณุ ภาพ เพ่ือทำให้การอา่ นเปน็ ท่ีสนใจมากข้นึ

ท้ังน้ี รมว.ศธ.จะหารือกับคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพ่ือสรา้ งสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพ่ือ
กำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ปรากฏเป็นรูปธรรม โดยอาจมีการเพ่ิมเติมองค์กรหรือหน่วยงานที่เก่ียวข้อง เข้ามาเป็น
คณะกรรมการส่งเสรมิ การอ่านฯ เพ่ิมข้ึน เพ่ือให้ทุกฝา่ ยไดเ้ ข้ามามีส่วนร่วมตอ่ ไป

แต่งตัง้ ข้าราชการ
ครม.อนุมัติตามท่ี ศธ.เสนอ แต่งตั้ง นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (เจ้าหน้าท่ีวิเคราะห์นโยบายและแผน 9) ให้ดำรงตำแหน่งท่ี
ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษา 10 ชช.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันท่ี 2 ธันวาคม 2551 ซ่ึงเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ท้ังน้ี ต้ังแต่
วันทีท่ รงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

ทม่ี า : บัลลังก์ โรหิตเสถยี ร และนงศิลนิ ี โมสกิ ะ สรุป/รายงาน
http://www.moe-

news.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1377&Itemid=2&preview=popup

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

88

เร่อื งท่ี 2
นกั วจิ ยั จุฬาฯ รเิ ริม่ พัฒนาดัชนีการอ่านของคนไทย
สะท้อนภาพจริงเพ่ือการแกป้ ัญหาการอ่านของคนไทยทีต่ รงจุด

รศ.ดร.วรรณี แกมเกตุ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง
"การศึกษา สถานการณ์การอ่านและดัชนีการอ่านของคนไทย ปี 2552" เปิดเผยถึงงานวิจัยดังกล่าวว่า ได้รับการ
สนับสนุนจากสำนักงานอุทยานการเรยี นรู้ (ทีเคปาร์ค) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบดชั นีการอ่านสำหรับใช้ใน
การติดตามสถานการณ์การอา่ นของคนไทย สรา้ งดชั นชี ว้ี ัดการอ่านของคนไทย รวมทั้งศึกษาข้อมลู พ้ืนฐานและปัจจัย
ที่ส่งผลต่อดัชนีการอ่านของคนไทย นับเป็นคร้ังแรกท่ีมีการพัฒนาดัชนีการอ่านของคนไทย ซ่ึงจะส่งผลให้การ
นำเสนอข้อมูลเก่ียวกับการอ่านของคนไทยในภาพรวมมีความกระชับและครอบคลุมมากข้ึน เป็นการสะท้อนความ
เป็นจริงของสถานการณ์และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นฐานในการเปรียบเทียบสถานการณ์การอ่าน ของคน
ไทยในแต่ละช่วงเวลา เพ่ือให้เห็นถึงแนวโน้มและพัฒนาการด้านการอ่านของคนไทยได้ชัดเจนยิ่งข้ึน ตลอดจน
สามารถให้ข้อมูลแกห่ นว่ ยงานเก่ียวข้องในการสง่ เสริมและพัฒนาการอ่านได้อยา่ งถกู จดุ และตรงประเด็นยงิ่ ข้ึน

รศ.ดร.วรรณี กล่าวถึงวธิ ีการวิจัยว่า มีท้ังการสำรวจในเชิงปริมาณและการศกึ ษาเจาะลึกในเชิงคุณภาพ โดย
เร่ิมพัฒนากรอบดัชนีการอ่าน จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยและทฤษฎีต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องทั้งในและต่างประเทศ
จากนั้นนำกรอบดัชนีท่ีได้ไปตรวจสอบกับกลุ่มตัวอย่างและให้ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เช่ียวชาญด้านการอ่านทำการวิพากษ์
เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสม และนำข้อมูลมาปรับปรุงจนกระทั่งได้กรอบดัชนีการอ่านของคนไทยที่มี 3
องค์ประกอบหลกั ได้แก่ พฤตกิ รรมการอ่าน สะทอ้ นถึงปริมาณการอ่าน ซึ่งครอบคลมุ ตัวบ่งชี้คอื ความหลากหลาย
ของหนังสือท่ีอ่าน จำนวนเรอื่ งต่อสัปดาห์ จำนวนวันท่ีอา่ นหนังสือตอ่ สัปดาห์ เวลาอ่านเฉล่ียต่อวัน ร้อยละของเวลา
ว่างท่ีใช้อ่านหนังสือต่อวัน และค่าใช้จ่ายในการอ่านต่อเดือน ความสามารถในการอ่าน พิจารณาจากความ
คล่องแคล่วในการอ่าน ความสามารถในการจดจำเร่ืองราวที่อ่าน ความเข้าใจในการอ่าน ความสามารถในการนำ
สาระท่ีอ่านไปใช้ประโยชน์ และความสามารถในการวิเคราะห์ และผลลัพธ์จากการอ่าน พิจารณาว่าอ่านแล้วเกิดผล
ในทิศทางที่ควรจะเป็นหรือไม่ มี 5 ตัวบ่งช้ีคือ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ความสำเร็จในการประกอบอาชีพ
ความสำเร็จในการศึกษาเรียนรู้ ความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข และความสามารถในการปรับตัวให้
ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสง่ิ แวดลอ้ ม

รศ.ดร.วรรณี อธิบายเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามในกล่มุ ตัวอยา่ งซึง่ เป็นคนไทย
ท่ีอาศัยอยู่ใน 13 จังหวัด 4 ภูมิภาคท่ัวประเทศ รวมทั้งหมด 5,865 คน ครอบคลุมทุกช่วงวัย ระดับการศึกษา
อาชพี สภาพท้องถิ่น และที่อยู่อาศัย จากน้ันทำการคัดเลอื กผ้ทู ี่มีนิสยั การอ่านแบบสดุ โตง่ ทั้งกลุ่มที่ชอบและไม่ชอบ
การอา่ นรวม 191 คน มาทำการสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ ในลกั ษณะการสนทนากลมุ่ เพ่ือศึกษาถงึ

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

89

ปัจจัยที่ส่งผลต่อลักษณะนิสัยการอ่าน ผลการศึกษาพบว่าดัชนีการอ่านของคนไทยในภาพรวมอยู่ในระดับปาน
กลาง เมื่อจำแนกดชั นีการอา่ นตามชว่ งอายุพบวา่ ช่วงอายุ 3 0 - 39 ปี มีดชั นกี ารอ่านสูงทส่ี ดุ ขณะท่ีชว่ งอายุ 50 ปี
ข้ึนไปมีดัชนีการอ่านต่ำที่สุด เม่ือจำแนกตามระดับการศึกษาพบว่า ผู้มีการศึกษาสูงกว่าระดับปรญิ ญาตรีมีดัชนีการอ่าน
สูงที่สุด ส่วนผู้ท่ีมีการศึกษาระดับประถมมีดัชนีการอ่านต่ำที่สุด จากการจำแนกตามอาชีพพบว่าข้าราชการมีดัชนีการ
อา่ นสงู ท่สี ดุ

ส่วนอาชีพรับจ้างและเกษตรกรมีดัชนีการอ่านต่ำท่ีสุด และจากจำแนกตามเขตที่ตั้งพบว่าผู้ท่ีอยู่อาศัยในเขต
อำเภอเมืองมีดัชนีการอ่านสูงกว่าอำเภอรอบนอก และผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลจะมีดัชนีการอ่านสูงกว่านอกเขต
ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านพบว่า ตัวแปรท่ีสำคัญที่สุดคือ แรงจูงใจในการอ่าน หากมีแรงจูงใจทีด่ ีก็จะเกิดทัศนคติ
ท่ีดีต่อการอ่าน ทำให้เกิดพฤติกรรมการอ่านมากข้ึน ในส่วนของเด็กและเยาวชนพบว่าปัจจัยท่ีทำให้ไม่ชอบการอ่าน
คือ ครอบครัวไม่พร้อมที่จะสนับสนุนการอ่าน โดยเฉพาะครอบครัวเกษตรกรรมในชนบทที่มีฐานะยากจน รูปแบบ
หนงั สือไม่ดึงดูดใจ ตลอดจนความ ขเี้ กียจอา่ นของตวั เดก็ เอง

สุดท้าย รศ.ดร.วรรณี ได้ใหข้ ้อเสนอแนะในการส่งเสริมการอ่านวา่ ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณในการพัฒนา
สถานท่ีอ่านหนงั สือในหมู่บา้ น เพราะจากการลงพนื้ ทพี่ บว่าเป็นสถานท่ีท่ีชาวบ้านสามารถเขา้ ถึงไดส้ ะดวก แต่กลับไม่
มีความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านสถานท่ี หนังสือ ฯลฯ หากสามารถพัฒนาได้ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คน
อ่านหนังสือมากข้ึน รวมท้ังหากสามารถควบคุมราคาของเอกสาร ตำรา หรือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ให้มีราคาถูกลงได้ก็จะ
ช่วยให้คนเข้าถึงหนังสือได้มากข้ึน สว่ นในระดับท้องถน่ิ ควรมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการอ่านแก่ประชาชน
อย่างเพียงพอ หลายหลาก และตอบสนองต่อความตอ้ งการของประชาชนได้อยา่ งท่ัวถึง อกี ประการท่ีสำคัญคือ การ
พัฒนาการอ่านในระดับโรงเรียนซ่ึงเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาทในการพัฒนาการอ่านของเยาวชนได้อย่าง
กวา้ งขวางและท่วั ถึงท่ีสุด หากโรงเรยี นสามารถปรบั ปรุงวธิ จี ัดการเรียน การสอนเพอ่ื สร้างแรงจงู ใจหรือนิสัยการอา่ น
ท่ีดใี ห้เกดิ แกเ่ ยาวชนตัง้ แตว่ ัยเดก็ ได้ ก็นา่ จะเปน็ จดุ เรมิ่ ต้นให้เยาวชนรกั การอา่ นตอ่ ไปในอนาคต

ท่ีมา : จุฬาสมั พนั ธ์ ปที ี่ 53 ฉบบั ที่ 45 วันจนั ทรท์ ่ี 20 ธนั วาคม 2553
http://www.research.chula.ac.th/cu_online/2553/vol_45_2.html

แผนการจดั การเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

90

เรือ่ งที่ 3
วฒั นธรรมการอา่ น

เม่ือปลายเดือนมนี าคมทีผ่ ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่อง วิกฤติวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยในโลกปัจจุบัน
ท่ีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในช่วงก่อนจะเรม่ิ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาตไิ ม่กวี่ ันผมต้ังคำถามในใจว่าจริงหรือไม่ที่
การอา่ นเป็นวัฒนธรรมของคนไทยมาต้ังแตอ่ ดีต และผมไดต้ ั้งข้อสงั เกตดงั ต่อไปน้ี

ในอดตี การอ่านของคนไทยถูกจำกัดวงอย่เู ฉพาะชนช้นั สงู หรือพระภกิ ษุ ผ่านทางสมุดขอ่ ยใบลาน คนไทยทั่วไป
ได้รับความรู้หรือความบันเทิงจากการฟังพระเทศน์ หรือชนชั้นสูงส่ังสอน เล่าให้ฟัง มากกว่าการอ่าน สมัยก่อน
หนังสือแต่ละเล่มต้องค่อยๆ คัดลอกกันด้วยลายมือ กว่าจะได้แต่ละเล่มใช้เวลานาน เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอ่าน
การอ่านในโลกน้ีน่าจะเร่มิ แพร่หลายออกไปพรอ้ มกับการพิมพ์หนังสือ

ในโลกตะวันตก แท่นพิมพ์หนังสือแท่นแรกของโลกเกิดโดย กูเทนแบร์ก ชาวเยอรมนี เมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน
การผลิตซ้ำอย่างรวดเร็วจากการพิมพ์ได้ทำให้การอ่านหนังสือและความรู้แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว (นัก
ประวัติศาสตร์บางคนพบว่ามีหลักฐานช้ีให้เห็นว่า คนจีนสามารถคิดแท่นพิมพ์เป็นชาติแรกในโลก แต่การพิมพ์
หนงั สือก็ไมไ่ ด้แพร่หลายเทา่ โลกตะวันตก)
การพมิ พ์หนงั สือของฝรัง่ ได้ทำให้วัฒนธรรมการอา่ นของโลกตะวนั ตกแขง็ แรงและยืนยาวนาน ตัวชว้ี ัดทีส่ ำคัญคือยอด
พิมพ์หนังสือของฝร่ังสูงกว่าหนังสือไทยหลายสิบเท่ามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขณะที่โรงพิมพ์แห่งแรกของสยาม
เริ่มขึ้นใน โดยหมอแบรดลยี ์ ในปีพ.ศ. 2382 สมยั รัชกาลที่ 3 วัฒนธรรมการอ่านของคนไทยเร่มิ ขึ้นรอ้ ยกว่าปี ยังไม่
แข็งแรง และตอนแรกยงั จำกัดอยใู่ นหมชู่ นชั้นสงู คนไทยท่ัวไปไดอ้ ่านหนังสือน้อยมาก ความรู้ ความคิด ความอ่านจึง
มาจากฟังพระเทศน์เป็นสำคัญ ขณะที่ความบันเทิงมาจากการดูมหรสพ ลิเก มากกว่าการอ่านนิยาย หลังการ
อภิวัฒน์ 2475 เปล่ียนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของสยามประเทศ การศึกษาขยายตัวออกไปและมีการก่อตั้ง
มหาวิทยาลัยหลายแห่ง หนังสือจึงได้แพร่กระจายออกไปสู่คนไทยมากข้ึน มีการพิมพ์หนังสือออกมาเพื่อการศึกษา
และการแสวงหาความรู้ดา้ นต่าง ๆ พอ ๆ กบั เรอื่ งบันเทงิ เรงิ รมย์
จากการฟังในอดีต คนไทยเร่ิมสนใจการอ่านมากข้ึน วัฒนธรรมการอ่านของคนไทยถือว่ายังเริ่มตั้งไข่ไม่แข็งแรงมาก
แตแ่ ล้วกเ็ กดิ อุปสรรคสำคัญมาแยง่ การอ่านไปจากคนไทย

การเข้ามาของโทรทัศน์ ได้ทำใหค้ นไทยก้าวจากการฟัง ไปสู่การอ่านได้ไม่นาน และกระโดดไปให้ดูทีวีมากท่ีสุด
น่าสนใจว่าในเมืองนอกท่ีมีวัฒนธรรมการอ่านแข็งแรงและยืนนาน การเข้ามาของโทรทัศน์ได้แย่งชิงคนอ่านให้
กลายเป็น คนดพู อสมควร แต่ไมร่ ุนแรงเท่ากบั บา้ นเราท่วี ฒั นธรรมการอ่านยังไม่แข็งแรง

นานมาแล้วพี่สุชาติ สวัสดิศรีเคยพูดกับผมไว้ว่า ทุกวันตอนหัวค่ำ คนไทยต้องเข้าเฝ้าพระเจ้าองค์ใหม่พระเจ้า
ทีว่ ่าคือทวี ี

ทีค่ นไทยส่วนใหญ่เขา้ เฝา้ ด้วยความเต็มใจวนั ละหลายช่วั โมง

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

91

เชอื่ ไหมว่าคนไทยตดิ อนั ดับการดูโทรทัศน์ของโลก นิตยสาร First Glimpse รายงานวา่ คนไทยดูโทรทศั นเ์ ฉลย่ี อาทติ ย์
ละ 22-24 ชั่วโมง หรือวันละ 3 ชั่วโมง วันหน่ึงมีแค่ 24 ช่ัวโมง แต่คนไทยให้เวลากับการดูโทรทัศน์มากอย่างน่า

ตกใจ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนไทยเฝ้าหน้าจอ หรือเข้าเฝา้ พระเจ้าองค์ใหม่ มากกว่าการอ่านหนังสืออย่างแน่นอนใน
แตล่ ะวัน ยังไม่ รวมเวลาท่ีเสียไปให้กับการใช้อินเทอร์เน็ต ที่มาเบียดบังเวลาของการอ่านเข้าไปอีกมาก นอกจากจะดู
ทีวีแล้ว เดี๋ยวน้ีคนไทยยัง “ดู” หนังสือ มากกว่าการ “อ่าน” หนังสือ ไม่เช่ือลองหยิบนิตยสารส่วนใหญ่ในท้องตลาด
ขน้ึ มา จะเห็นว่าได้รับการ ออกแบบใหก้ บั การอ่าน มากกว่าการดู เปิดพลิกไมน่ านกด็ ูหมดฉบับแลว้

พฤติกรรมการอ่านของคนในปัจจุบัน จึงโน้มเอียงไปทางการดูโทรทัศน์หรือการดูอินเทอร์เน็ต มาลองดูสถิติการอา่ น
ของคนไทยกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ในปีพ.ศ. 2548 ประชากรไทย 60 ล้านคน อ่านหนังสือ 41
ลา้ นคน คิดเป็นรอ้ ยละ 70 อา่ นหนังสือได้แต่ไม่ยอมชอบอ่าน 18 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 30 อ่านหนังสือไมอ่ อก
3.3 ลา้ นคน

มกี ารสำรวจวา่ สาเหตุท่ีคนไทยผู้อ่านหนงั สือไดแ้ ต่ไมย่ อมอ่าน เปน็ เพราะส่วนใหญ่ ใชเ้ วลาไปกบั การดูโทรทัศน์
แต่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยอยากอ่านหนังสือนั้น อาจจะสะท้อนมาจากอุปนิสัยของคน
ไทยตั้งแต่อดีต กล่าวคือ คนไทยมีนิสัยสบาย ๆ ไม่เคร่งเครียด ลักษณะนิสัยน้ีส่วนหนึ่งอาจจะถูกกำหนดมาจาก
สภาพแวดล้อมและภูมิประเทศ

เคยได้ยนิ ใช่ไหมว่า ในน้ำมีปลา ในนามีขา้ ว ที่ต้ังของประเทศไทยอยู่ในเขตอุดมสมบูรณ์ทสี่ ดุ แหง่ หน่ึงของโลก มี
แร่ธาตุ นำ้ อุดมสมบรู ณ์ มีทรัพยากรธรรมชาตมิ ากมาย จะหว่านเมล็ดพืชไปตรงไหน ก็เจรญิ งอกงาม คนในภูมิภาคน้ี
จึงไม่ค่อยเดือดร้อนในการหาเลี้ยงชีพ และยังไม่ต้องผจญกับภัยจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแผ่นดินไหว พายุ
ไต้ฝุ่น ภูเขาไฟระเบิด หรือหิมะถล่ม จึงอยู่กันอย่างสบายๆ ไม่มีแรงบีบบังคับให้ต้องแสวงหาความรู้ หรือเทคโนโลยี
ต่าง ๆ เพอื่ การอย่รู อด

ขณะท่ีผู้คนทางซีกโลกตะวันตก หรือแม้กระทั่งชาวญี่ปุ่น มักจะประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติเป็นประจำ
มิหนำซ้ำบางพื้นที่มีปัญหาการเพาะปลูก ทำให้คนเหล่านี้ต้องพยายามด้ินรนค้นคว้า หาความรู้เพ่ือการอยู่รอดของ
เผา่ พนั ธุ์ ไม่ว่าการสร้างบา้ นให้มั่นคงเพอื่ ป้องกนั แผ่นดินไหว หรือการออกแบบหลงั คาให้ทนต่อหมิ ะถล่ม ฯลฯ

การหาความรู้ท่ีดคี ือการอา่ นจากหนังสือ ซ่งึ ทำให้คนเหลา่ น้ีมีนสิ ัยการอ่านมานานมาก ซงึ่ ไม่น่าแปลกใจทีเ่ ราจะ
เห็นคนญ่ีปุ่น หรือฝรั่งเวลาว่าง มักจะหยบิ หนังสือมาอา่ นกนั เป็นเรื่องปรกติ ลองสังเกตคนเหล่าน้ีเวลาขึ้นรถไฟฟ้าใต้
ดนิ ในรา้ นอาหารหรือไปเทยี่ วตามชายหาดมักจะหนีบหนงั สือ หนังสอื พมิ พ์หรือนิตยสารไปอ่านกนั แทบทุกคน

ส่วนคนไทยเวลาไปเท่ียวชายหาด เทย่ี วทะเลก็หนีบเหมือนกนั ส่วนใหญ่ไม่ไดห้ นีบหนังสือ แต่หนีบขวดเหล้าไป
ตงั้ วง

แผนการจัดการเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

92

มากกว่า การท่ีคนไทยเป็นคนไม่ค่อยซีเรียส ไม่ค่อยสนใจจะหาความรู้ สามารถสะท้อนออกมาจากอาชีพท่ีคนไทย
ประสบ

ความสำเร็จได้
ทราบไหมครับอาชีพที่คนไทยประสบความสำเรจ็ มากท่ีสุดคอื อะไร…อาชพี ดา้ นบริการครบั
อาชีพเหล่านี้ประกอบด้วย การทำร้านอาหาร โรงแรม แอร์โฮสเตส การท่องเท่ียว ธุรกิจกลางคืน ซ่ึงไม่ต้องใช้

ความรอู้ ย่างลกึ ซึ้ง แต่ใช้ความชำนาญ เส้นสายและประสบการณม์ ากกวา่ แต่อาชีพท่ตี ้องใช้ความรู้และความพยายาม
ในการเรยี น มาก ๆ ไม่ว่านกั วิทยาศาสตร์ วิศวกร หมอ ในบา้ นเราจึงยงั ขาดแคลนกันอีกมาก ไม่แปลกใจท่ีประเทศ
ไทยอาจจะมีโรงแรมหรูระดับโลก แต่โอกาสน้อยท่ีเราจะมีนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยระดับโลกปีหนึ่งบ้านเราผลิต
หนังสือออกมาหม่ืนกว่าปก หนังสือขายดีส่วนใหญ่เป็นหนังสือแนวโรมานซ์ ขณะที่ในยุโรป อเมริกาและญี่ปุ่น
หนังสือขายดีสิบอันดับแรกมีทั้งหนังสือแนวบันเทิงและแนวสารคดี เหลียวมามองประเทศเพื่อนบ้าน ชาวสิงคโปร์
อา่ นหนังสือกันเฉลย่ี ปลี ะ 40-50 เลม่ ชาวเวียดนามอ่านหนงั สือกนั ปลี ะ 60 เลม่ สงิ คโปรเ์ จรญิ กว่าไทยไปนานแล้ว
และเวียดนามท่ีเคยล้าหลังเราจากพิษสงครามเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน กำลังจะแซงหน้าเราภายในไม่ก่ีปีจนได้ฉายาว่า
ญ่ปี ุ่นแห่งเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้

เพราะทุกวันน้ีคนไทยอ่านหนังสือกันปีละไม่เกิน 2 เล่ม จึงอยู่กันไปเรื่อย ๆ แบบไทย ๆ สบาย ๆ นอกจาก
คนไทยจะอ่านหนังสือกันน้อย ยังใช้ความรสู้ ึกกันมาก เวลาเกิดปัญหาขัดแย้งกัน แทนท่ีจะแสวงหาความรู้ แสวงหา
เหตุและผล เพ่ือหาสิ่งที่ถูกต้องในการหาทางออกร่วมกัน กลับใช้ความรู้สึกตอบโต้กันไปมาจนความขัดแย้งลุกลาม
ออกไป
ที่มา : http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=65

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

93
เรือ่ งท่ี 4
คำชี้แจง ใหน้ ักเรียนอ่านข้อมลู ต่อไปนี้ในเว็บไซต์
1. ผลการสำรวจการอ่านหนงั สือของประชากร ปี 2551 จากเวบ็ ไซต์
http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/theme_2-3-1.html
2. สถานการณ์ “การอา่ น” ของคนไทย จากเวบ็ ไซต์ http://info.thaihealth.or.th/hilight/12371#2
ตอนที่ 2
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนวิเคราะหแ์ ละประเมินการใชภ้ าษาจากการอ่านข้อมูลจากส่ือสิ่งพิมพ์และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ที่กำหนด

(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพินิจของครผู สู้ อน)
ตอนท่ี 3
คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นสังเคราะห์ความรู้จากการอ่านข้อมูลข้างตน้ ในประเดน็ “การอ่านกับคนไทย”

(พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพินิจของครผู ู้สอน)
แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

94

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 6 การเขยี นกรอบแนวคดิ จากการอา่ น
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวชิ า ท 33101 ภาษาไทย

ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564
หนว่ ยการเรียนท่ี 1 เรื่อง การอา่ นวินิจสาร

เวลา 1-2 ชว่ั โมง
1. ตัวชี้วดั /จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ท 1.1 ม.4-6/7 อา่ นเรื่องต่าง ๆ เขยี นกรอบแนวคิด ผังความคิด บนั ทึก ยอ่ ความ และรายงาน
2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1) อธบิ ายวิธีการเขียนกรอบแนวคิดจากการอา่ นได้
2) เขียนกรอบแนวคิดหรือผังความคดิ จากเรอื่ งที่อ่านได้
3. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การอ่านจบั ใจความจากสื่อตา่ ง ๆ นั้น จะต้องรูว้ ธิ ีและเขยี นกรอบแนวคิดหรือผงั ความคดิ จากเร่ืองทอ่ี า่ น
4. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
4.1 ความสามารถในการส่ือสาร
4.2 ความสามารถในการคดิ
1) ทักษะการวเิ คราะห์
2) ทกั ษะการสังเคราะห์
3) ทกั ษะการสรา้ งความรู้
4) ทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้
4.3 ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
5. สาระการเรียนรู้
การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น ข่าวสารจากสื่อส่ิงพิมพ์ ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุมชน
บทความ นทิ าน เรอ่ื งส้ัน นวนยิ าย วรรณกรรมพื้นบา้ น วรรณคดีในบทเรยี น บทโฆษณา สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรม
ราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทร้อยกรองรว่ มสมยั บทเพลง บทอาเศียรวาท คำขวัญ
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มีวนิ ยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มงุ่ ม่ันในการทำงาน

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

95

6. จดุ เน้นสู่การพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น ทักษะศตวรรษที่ 21 (ใช้เฉพาะแกนหลกั 4Cs)

การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ และทกั ษะในการแก้ปญั หา (Critical Thinking and Problem Solving)

ทักษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)

ทักษะด้านความรว่ มมอื การทำงานเป็นทีม และภาวะผูน้ ำ (Collaboration, Teamwork and Leadership)

ทักษะด้านการสือ่ สารสนเทศ และรู้เทา่ ทันสื่อ (Communications, Information, and Media Literacy)

ทักษะดา้ นชวี ิตและอาชีพ

ความยืดหยุ่นและการปรับตวั

การรเิ ร่ิมสรา้ งสรรคแ์ ละการเปน็ ตวั ของตัวเอง

ทกั ษะสงั คม และสงั คมข้ามวัฒนธรรม

การเป็นผ้สู รา้ งหรอื ผ้ผู ลติ และความรับผดิ ชอบเชอื่ ถือได้

ภาวะผูน้ ำและความรบั ผดิ ชอบ

คณุ ลกั ษณะสำหรบั ศตวรรษที่ 21

คณุ ลกั ษณะดา้ นการทำงาน ได้แก่ การปรับตัว ความเปน็ ผนู้ ำ

คุณลกั ษณะดา้ นการเรยี นรู้ ได้แก่ การชนี้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นรู้ของตนเอง

คณุ ลักษณะดา้ นศีลธรรม ได้แก่ เคารพผู้อ่นื ความซื่อสัตย์ สำนึกพลเมือง

7. ช้ินงานภาระงาน

-ใบงานเรือ่ ง เล่าเร่ืองเป็นภาพ

-ใบงานเร่ือง สรา้ งกรอบแนวคิดจากข้อมลู

8. กิจกรรมการเรยี นรู้

 วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E)

ชวั่ โมงท่ี 1

ข้ันที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ

สื่อการเรียนรู้ : ผังตวั ละคร

ครตู ดิ แผนผงั ตวั ละคร เสภาเรื่อง ขนุ ช้างขนุ แผน ให้นักเรยี นดูบน

กระดานแล้วให้นักเรยี นชว่ ยกันอธิบายเชอ่ื มโยงความสมั พนั ธ์ของ

ตัวละครแต่ละตัว

ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา

สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้ : 1. หนงั สือเรียน หลกั ภาษาฯ ม.6 คำถามกระตุ้นความคดิ

2. หนงั สอื คน้ คว้าเพิม่ เติม • การเขียนกรอบแนวคิดจากการอา่ น

3. หอ้ งสมุด สามารถใช้แหล่งขอ้ มลู เพียงแหล่ง

4. แหล่งข้อมลู สารสนเทศ เดยี วไดห้ รอื ไม่ เพราะเหตุใด

1. ครูให้นกั เรียนแต่ละกลุ่ม (กลุ่มเดิมจากแผนการจัดการเรียนรู้ (การอ่านจากแหล่งข้อมูลเดยี วอาจไม่

แผนการจดั การเรยี นรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

96 เพียงพอสำหรับการเขียนกรอบ
แนวคิดความรู้บางเรื่องผู้อ่านตอ้ ง
ท่ี 1) กำหนดหมายเลขประจำตวั ใหส้ มาชิกแตล่ ะคนในกลุ่ม พจิ ารณาเน้ือหาสาระของแหลง่ ขอ้ มลู
เปน็ หมายเลข 1-4 ตามลำดับ แลว้ ให้นักเรียนแตล่ ะ ท่ีอ่านเป็นหลักว่ามขี ้อมลู หรอื
หมายเลขศึกษาความรู้เรือ่ ง การเขยี นกรอบแนวคดิ จากการ สาระสำคญั ครบถว้ นหรือไม่ แตเ่ พือ่
อา่ น จากหนังสือเรยี น หนังสือคน้ คว้าเพิ่มเติม หอ้ งสมุด และ เปน็ การได้ข้อมลู ครอบคลุมควร
แหลง่ ข้อมูลสารสนเทศ ตามประเดน็ ท่ีกำหนดให้ ดงั นี้ พิจารณาหรืออ่านข้อมลู จาก
- หมายเลข 1 ศึกษาความรูเ้ รื่อง ความหมายและ แหล่งข้อมูลทห่ี ลากหลาย เพ่ือจะได้
ความสำคัญของการเขียนกรอบแนวคิด ความรู้ ความคดิ ทำความเขา้ ใจและ
- หมายเลข 2 ศึกษาความรู้เรื่อง องค์ประกอบของการคิด เช่อื มโยงความรู้จากแหล่งข้อมลู ได้
- หมายเลข 3 ศึกษาความร้เู รื่อง กระบวนการเขียนกรอบ ครอบคลุมและสมบรู ณ์ )

แนวคดิ จากการอ่าน คำถามกระตนุ้ ความคดิ
- หมายเลข 4 ศึกษาความรเู้ ร่ือง ตวั อยา่ งการสงั เคราะห์ • นักเรียนสามารถนำการเขยี นกรอบ
ความรู้จากการอ่านโดยใช้กรอบแนวคิด
แล้วบันทึกความรู้ที่ได้จากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอ่าน แนวคดิ มาประยุกต์ใช้ในการเรยี น
2. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุ้นความคิด ของนักเรยี นไดอ้ ย่างไรบา้ ง
ขนั้ ที่ 3 อธิบายความรู้ (พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น
ส่อื /แหล่งการเรียนรู้ : — โดยใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพินจิ ของครูผูส้ อน)
1. นกั เรียนแต่ละหมายเลขนำความรู้ที่ไดจ้ ากการศึกษามา
อธิบายให้เพื่อนในกลุ่มฟัง เรียงตามลำดบั หมายเลข 1-4
ผลดั กันซักถามหากมีข้อสงสัย และผลัดกันอธบิ ายจนทุกคนมี
ความรู้ความเข้าใจชัดเจน
2. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกันสรุปความรเู้ รือ่ ง การเขียนกรอบ
แนวคิดจากการอ่าน ในประเด็นต่อไปนี้
- ความหมายและความสำคัญของการเขยี นกรอบแนวคดิ
- องคป์ ระกอบของการคิด
- กระบวนการเขยี นกรอบแนวคดิ จากการอา่ น
- ตวั อย่างการสังเคราะห์ความรู้จากการอ่านโดยใชก้ รอบ
แนวคดิ
3. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุ้นความคิด

แผนการจดั การเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

97 คำถามกระต้นุ ความคิด
 การเขยี นกรอบแนวคิดจากการอ่าน
ชวั่ โมงที่ 2
ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเข้าใจ มปี ระโยชน์ต่อนกั เรยี นอย่างไร
สื่อการเรยี นรู้ : ใบงานที่ 3.1-3.2 (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรยี น
โดยใหอ้ ยใู่ น
1. นักเรียนแต่ละกลมุ่ ช่วยกนั ทำใบงานท่ี 3.1 เรอื่ ง เล่าเร่ือง ดุลยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
เป็นภาพ และใบงานท่ี 3.2 เร่อื ง สร้างกรอบแนวคิดจาก
ข้อมูล

2. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มช่วยกนั ตรวจสอบความถูกตอ้ งของใบงาน
ที่ 3.1-3.2 หากมีขอ้ บกพร่องให้ช่วยกันแก้ไขเติมเต็มใหส้ มบรู ณ์

ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล
สอ่ื การเรยี นรู้ : ใบงานที่ 3.1-3.2

1. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มออกมานำเสนอผลงานในใบงานที่ 3.1-
3.2
หน้าช้ันเรียน โดยครูและเพ่ือนนักเรียนชว่ ยกนั ตรวจสอบ
ความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะ

2. นักเรยี นตอบคำถามกระตุ้นความคดิ

• ครมู อบหมายใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนทำสมดุ บันทกึ การอา่ นในชีวติ ประจำวัน โดยให้ครอบคลุมประเด็นตามท่ีกำหนด ดงั นี้
1) การเขยี นกรอบแนวคิดเรยี งลำดับตามสาระสำคัญของเร่ือง
2) การเขียนสังเคราะห์ความรูต้ ามประเด็นจากเรอื่ งทอี่ ่าน
3) การวิเคราะห์และประเมินการใชภ้ าษา
4) การใชภ้ าษาในการเรียบเรยี งข้อความ
5) การเสนอแนะในการนำไปใช้

 นักเรยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี น เรอ่ื ง การอา่ นในชีวติ ประจำวัน

9. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
1) หนงั สือเรียน ภาษาไทย: หลักภาษาและการใชภ้ าษา ม.6
2) หนงั สอื ค้นคว้าเพ่ิมเติม
(1) แววมยุรา เหมือนนิล. (2541). การอา่ นจบั ใจความ. กรงุ เทพฯ : ชมรมเดก็ .
(2) ศิวกานท์ ปทุมสูติ. (2542). การอ่านเพือ่ ชีวติ . กรุงเทพฯ : บริษัทต้นอ้อ 1999.
(3) สมบัติ จำปาเงนิ . (2548). กลเม็ดการอ่านให้เกง่ . กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์.
(4) มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช. (2545). เอกสารการสอนชดุ วชิ าการอา่ นภาษาไทย หนว่ ยที่

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

98

1-15. นนทบรุ ี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.

(5) มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช. (2549). ประมวลสาระชุดวิชา 10161 ภาษาไทยเพือ่ การสื่อสาร. พิมพ์

ครั้งท่ี 5. นนทบรุ ี : มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.

(6) สุพรรณี วราทร. (2545). การอ่านอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวชิ าการ

คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.

3) ผงั ตวั ละคร เสภาเรื่อง ขนุ ชา้ ง-ขนุ แผน

4) ใบงานท่ี 3.1 เร่อื ง เลา่ เรอ่ื งเป็นภาพ

5) ใบงานท่ี 3.2 เร่อื ง สร้างกรอบแนวคิดจากข้อมูล

10. แหลง่ การเรยี นรู้

1) หอ้ งสมุด

2) แหลง่ ข้อมูลสารสนเทศ

-

http://www.trueplookpanya.com/true/blog_diary_detail.php?diary_id=1569&friend_blog_id=22419

- http://en.wikipedia.org/wiki/Mind_map

- http://www.mindmapping.com

11. การวัดและประเมนิ ผล

11.1 การประเมินตามจุดประสงค/์ ตัวชี้วัด

วธิ กี าร เครอ่ื งมอื เกณฑ์

ตรวจใบงานที่ 3.1 ใบงานท่ี 3.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์

ตรวจใบงานที่ 3.2 ใบงานที่ 3.2 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์

ตรวจแบบบันทึกการอา่ น แบบบนั ทึกการอ่าน ระดับคุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์

ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์

สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์

ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน แบบทดสอบหลังเรียน ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

ตรวจสมดุ บนั ทึกการอา่ นในชีวิตประจำวัน แบบประเมนิ สมดุ บันทึกการอ่านในชวี ติ ระดับคุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์

ประจำวัน

แผนการจัดการเรยี นรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101

99

11.2 การประเมินสมรรถนะสำคญั คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ และทักษะศตวรรษที่ 21

สมรรถนะสำคัญ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ทักษะศตวรรษท่ี 21

วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์

สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ ระดับคุณภาพ ดี

ผา่ นเกณฑ์

สังเกตความมวี นิ ยั ใฝเ่ รียนรู้ มุ่งมน่ั ในการทำงาน แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2

ผา่ นเกณฑ์

12. ขอ้ เสนอแนะ(ผู้ใชแ้ ผนเขียนเสนอแนะ)
................................................................................................................................................................................

13. บนั ทึกหลงั สอน
13.1 ผลการจัดการเรยี นรู้
นักเรยี นจำนวน.........................................คน
ผา่ นจุดประสงค์การเรียนรโู้ ดยรวม......................คน คดิ เป็นร้อยละ..............................
ไม่ผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรโู้ ดยรวม..................คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ..............................
ไดแ้ ก่
1…………………………………………………………………………………………………………………………
2…………………………………………………………………………………………………………………………
นกั เรียนท่มี ีความสามารถพิเศษ/นกั เรียนเด็กพิเศษ ไดแ้ ก่
1…………………………………………………………………………………………………………………………
2…………………………………………………………………………………………………………………………
นักเรยี นที่ไม่ผ่านการประเมนิ จดุ ประสงคด์ ้านความรู้ (K) จำนวน............................คน ไดแ้ ก่
........................................................................................................................................................................
นกั เรียนทไ่ี ม่ผ่านการประเมินจุดประสงค์ด้านทกั ษะ (P) จำนวน.............................คน ได้แก่
........................................................................................................................................................................
นักเรยี นที่ไม่ผ่านการประเมนิ จุดประสงค์ด้านเจตคติ (A) จำนวน............................คน ไดแ้ ก่
........................................................................................................................................................................

13.2 ปญั หา/อปุ สรรค
................................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ไข/ข้อเสนอแนะ (จากปญั หาอุปสรรค)
................................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ท33101

100

ลงชื่อ..................................ครผู สู้ อน
(นางนติ ยา ทองดียิง่ )

ตำแหน่งครูโรงเรียนวเิ ชยี รมาตุ

ความเหน็ ของหวั หน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

ลงชื่อ....................................หวั หน้ากลุ่มสาระฯ
(นางภรพศิ วิภูษิตวรกลุ )

ความเห็นของหัวหนา้ สถานศกึ ษาหรอื ผู้ที่ได้รบั มอบหมาย
ไดท้ ำการตรวจแผนการจัดการเรียนรขู้ อง..............................................................................แลว้ มคี วามคดิ เห็นดังน้ี
1.เป็นแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรงุ
2. การจดั กิจรรมได้นำกระบวนการเรียนรู้
เน้นผ้เู รยี นเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยังไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป
3. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
นำไปใช้ไดจ้ ริง
ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้

4. ขอ้ เสนอแนะอ่ืน ๆ
....................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ..................................รองผอู้ ำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
(นางอมั พร สงวนศกั ด์ิ)

…………./……………./…………

แผนการจัดการเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท33101


Click to View FlipBook Version