42การถ่ายทอดความงามของดอกไม้ผ่านจิตรกรรมลายเส้นด้วยสีอะคริลิคExpressing the beauty of flowers through acrylic line paintingsจิราวรรณ เรวัตโต, Jirawan Rewattoวิทยาลัยช่างศิลป ถนนหลวงพรต เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520, College of Fine Arts, 60 Luangprot Rd., Ladkrabung, Bangkok, 10520, ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่อดอกไม้ คือ สิ่งมีชีวิตบนโลกที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้โลกมีสีสันสวยงาม ความสวยงามทางธรรมชาติล้วนส่งผลต่อจิตใจมนุษย์โดยตรง สร้างความสุข ลดความเครียด เพิ่มพลังชีวิต กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และเชื่อมโยงเราเข้ากับสิ่งรอบข้าง ทำให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวา มีความหวัง และมีความหมายมากขึ้น เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตให้มีความสุขและมีแรงบันดาลใจ ผ่านทางรูปร่าง รูปทรง และสีสันต่างๆ ดอกไม้แต่ละชนิดมีลักษณะทางสายพันธุ์ที่ต่างกัน บางชนิดมีลักษณะรูปทรงนุ่มนวล บอบบาง อ่อนนุ่ม มีจังหวะและลีลาของลักษณะกลีบใบที่ อ่อนช้อย งดงาม และบางชนิดมีลักษณะแข็งแรง มั่นคง มีสีสันสดใส มีเรื่องราวความหมายความงดงามเฉพาะในแบบของตนเอง ทำให้เกิดสุนทรียภาพจากการมองเห็น เกิดความชื่นชม ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้พบเห็น ทั้งความดึงดูดใจจากสีสัน รูปลักษณ์ และความสบายตาเหล่านี้ ทำ ให้เกิดความประทับใจความงามของดอกไม้ จึงนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมลายเส้นด้วยสีอะคริลิค โดยอาศัยลักษณะรูปทรงของดอกไม้ผสานกับจินตนาการในการสร้างสรรค์ เพื่อการถ่ายทอดความงามของดอกไม้ตามเอกลักษณ์เฉพาะตน ด้านเทคนิคและวิธีการผู้สร้างสรรค์เลือกใช้เทคนิคลายเส้นด้วยสีอะคริลิค เพื่อสร้างมิติและสร้างเอกลักษณ์ให้ผลงานโดดเด่น และสร้างประสบการณ์ทางสุนทรียภาพให้แก่ผู้ชมจากการประสานสัมพันธ์ที่กลมกลืนของทัศนธาตุและเรื่องราวคำสำคัญ: ดอกไม้, ความงาม, ประทับใจAbstractFlowers are living things created by nature to create a colorful and beautiful world. Natural beauty directly impacts the human spirit, creating happiness, reducing stress, increasing life energy, stimulating creativity, and connecting us to our surroundings. It makes us feel alive, hopeful, and more meaningful. It is a crucial driving force for a happy and inspired life through its various shapes, forms, and colors. Each flower has its own unique characteristics. Some flowers are soft, delicate, and supple, with graceful and elegant rhythms and petals. Others are strong, stable, and colorful, each with its own unique story and beauty. These create visual aesthetics, inspire admiration, and influence the emotions of those who see them. The allure
43of these colors, their appearance, and their pleasing visual appeal evoke impressions of the beauty of flowers, which serve as inspiration for the creation of acrylic line drawings. The artist uses the shape of flowers combined with imagination to convey the beauty of flowers with a unique identity. Regarding techniques and methods, the artist chooses acrylic line drawing techniques to create depth and a unique identity for the work. The artist also creates an aesthetic experience for viewers through the harmonious coordination of visual elements and stories.Keywords: Flowers, Beauty, Impression1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาธรรมชาติเป็นแหล่งของแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งสำหรับศิลปินมาทุกยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกไม้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีคุณค่าทางสุนทรียภาพ ดอกไม้มีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์โดยตรง โดยมีส่วนช่วยในการสร้างความสุข ลดความเครียด และเพิ่มพลังชีวิต ความหลากหลายของสายพันธุ์ดอกไม้ก่อให้เกิดรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ บางชนิดมีลักษณะอ่อนโยน บอบบาง ขณะที่บางชนิดมีความแข็งแรง มั่นคง รูปทรงและสีสันสดใสของดอกไม้เหล่านี้ได้สร้างความประทับใจและความชื่นชมต่อผู้พบเห็น และส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ความดึงดูดใจจากองค์ประกอบเหล่านี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยเหตุนี้ ผู้สร้างสรรค์จึงได้นำความงดงามและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของดอกไม้มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน จิตรกรรมลายเส้นด้วยสีอะคริลิค โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดความประทับใจส่วนบุคคลผ่านการตีความรูปทรงของดอกไม้ผสมผสานกับจินตนาการ2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการจัดองค์ประกอบให้มีเอกภาพ เป็นหลักสำคัญสำหรับผู้สร้างสรรค์ เนื่องจากผลงานศิลปะมี คุณค่าอยู่ 2 ประการ คือ คุณค่าทางด้านรูปทรง และคุณค่าทางด้านเนื้อหาเรื่องราว คุณค่าทางด้าน รูปทรงเกิดจากการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาจัดเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความงามอีกคุณค่าหนึ่งของงานศิลปะคือคุณค่าทางด้านเนื้อหาเรื่องราวหรือสาระของผลงานที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการที่จะแสดงออกมาให้ผู้ชมได้สัมผัสรับรู้โดยอาศัยการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวผ่านรูปลักษณะที่เกิดจากการ จัดองค์ประกอบทางศิลปะ หากองค์ประกอบที่จัดขึ้นขาดความสัมพันธ์กลมกลืนกันกับเนื้อหาเรื่องราว ที่นำเสนองานศิลปะนั้นอาจจะขาดคุณค่าทางความงามเอกภาพ คือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความกลมกลืน ความเข้ากันได้ เกิดจากความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ ในทางศิลปะเอกภาพหมายถึงการประสานหรือการจัดระเบียบของส่วนต่าง ๆ ให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้น เพื่อผลรวมที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ การสร้างงานศิลปะคือการสร้างเอกภาพขึ้นมาจากความสับสน ยุ่งเหยิง จัดระเบียบและดุลยภาพให้แก่สิ่งที่ขัดแย้งกันเพื่อให้รวมตัวกันได้
44การรับรู้ความงามทางศิลปะ ความงามเป็นเรื่องของคุณค่า (Value) ทางสุนทรียะ ต่างจากคุณค่าที่เป็นเรื่องราคาหรือเศรษฐกิจคุณค่าของความงามใกล้เคียงกับคุณค่าทางศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความดีความงามให้ความยินดีให้ความพอใจได้ทันทีโดยไม่มีเหตุผลเกิดขึ้นโดยไม่มีการบังคับ เป็นความสุขที่ได้จากการมองเห็นมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของคน เมื่อพูดถึงว่างานศิลปะหรือวัตถุชิ้นหนึ่งว่า มีควา มงา มจึงหมายถึงงานศิลปะหรือวัตถุชิ้นนั้น ให้ความสุข ทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีและความพึงพอใจแก่ผู้ชม ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่าความงาม คือความรู้สึกหรืออารมณ์ที่ปลุกความพอใจระดับลึกที่อยู่ภายในตัวบุคคล ความงามเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของงานศิลปะ งานศิลปะที่ดีจะให้ความพอใจแก่ผู้ชมในขั้นแรกและจะให้ความสะเทือนใจยิ่งขึ้นด้วยอารมณ์ทางสุนทรียภาพของศิลปะในขั้นต่อไป อาจกล่าวได้ว่างานศิลปะที่ดีจะให้ความพอใจจากการประสานสัมพันธ์กันในรูปทรงเป็นประการแรก ถ้าปราศจากคุณสมบัติในข้อนี้แล้วก็เท่ากับเป็นการปิดกั้นการรับรู้ความงามตั้งแต่ต้น ผู้ชมไม่สามารถที่จะค้นหาความหมายในงานศิลปะนั้นได้ บางตำราแยกความงามในงานศิลปะออกเป็น 2 ประเภท คือความงามทางกายภาพ (Physical Beauty) ซึ่งได้แก่ความงามของรูปทรงที่กำหนดเรื่องราว หรือที่เกิดจากการประสานประกอบกันของทัศนธาตุ และความงามทางใจ (Moral Beauty) ได้แก่ ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่แสดงออกในงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ๆ จึงมีความงามทั้งสองประเภทรวมอยู่แต่จะเน้นหนักไป ทางความงามด้านไหนขึ้นอยู่กับประเภทของงานและเจตนาของผู้สร้างสรรค์3. กระบวนการในการสร้างสรรค์1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์รูปร่างรูปทรง ของดอกไม้ 2. ขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมลายเส้นแนวคิดจากความงามของดอกไม้ แบบร่าง (sketch)ภาพที่ 1 ภาพร่างลายเส้นที่มา: ผู้สร้างสรรค์
45ภาพที่ 2 การร่างภาพลงบนผ้าใบด้วยดินสอที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 3 การลงสีในขั้นตอนที่ 1 เขียนลายเส้นด้วยสีชมพูที่มา: ผู้สร้างสรรค์
46ภาพที่ 4 การลงสีในขั้นตอนที่ 2 เขียนลายเส้นด้วยสีขาวทับสีชมพูในบางจังหวะเพื่อสร้างมิติและความลึกให้กับผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 5 ผลงาน: การถ่ายทอดความงามของดอกไม้ผ่านจิตรกรรมลายเส้นด้วยสีอะคริลิคที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานผลงานสร้างสรรค์เรื่อง \"การถ่ายทอดความงามของดอกไม้ผ่านจิตรกรรมลายเส้นด้วยสีอะคริลิค\" มีความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดความงามของดอกไม้ตามเอกลักษณ์เฉพาะตนของผู้สร้างสรรค์ โดยมีแรงบันดาลใจหลักมาจากความประทับใจในคุณลักษณะทางธรรมชาติและคุณค่าทางสุนทรียภาพของดอกไม้ที่มีผลต่อจิตใจมนุษย์
47กระบวนการสร้างสรรค์ได้เริ่มต้นจากการวิเคราะห์รูปร่างรูปทรงของดอกไม้ ผสานกับการตีความและจินตนาการส่วนตัว และประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีทางศิลปะ โดยเฉพาะหลักการ เอกภาพ ในการจัดองค์ประกอบ และการมุ่งเน้นที่ ความงามทางกายภาพ ของทัศนธาตุ เพื่อให้ผลงานมีคุณค่าทางด้านรูปทรงที่กลมกลืนและคุณค่าทางด้านเนื้อหาที่สื่อถึงความสุขและความประทับใจผู้สร้างสรรค์เลือกใช้ เทคนิคลายเส้นด้วยสีอะคริลิค เป็นแนวทางเฉพาะตัวในการสร้างสรรค์ โดยใช้ลายเส้นในการกำหนดโครงสร้าง รูปทรง และจังหวะลีลาของดอกไม้ และใช้สีอะคริลิคที่มีความสดใสเพื่อเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้แก่ผลงาน ซึ่งเทคนิคนี้สามารถเน้นความแตกต่างและลักษณะเฉพาะของดอกไม้แต่ละชนิดได้ตามเจตนา ผลลัพธ์คือผลงานจิตรกรรมลายเส้นที่สะท้อนถึงการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่า งรูปทรงธรรมชาติ หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ และเอกลักษณ์ทางเทคนิคส่วนตัว ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการถ่า ยทอดความงามของดอกไม้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างงานศิลปะที่ให้ความพึงพอใจและอารมณ์สุนทรียะแก่ผู้พบเห็น สอดคล้องกับคุณค่าของงานศิลปะที่ดี5. สรุปงานสร้างสรรค์นี้ประสบความสำเร็จในการนำความงามและเอกลักษณ์ของดอกไม้มาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลงานจิตรกรรมลายเส้นด้วยสีอะคริลิคได้อย่างมีความประทับใจและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เทคนิคลายเส้นได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างมิติและเน้นย้ำถึงรูปทรงที่ถูกตีความขึ้นใหม่ ข้อเสนอแนะสำหรับงานสร้างสรรค์ในอนาคตคือ การทดลองใช้วัสดุและเทคนิคที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อขยายขอบเขตของการถ่ายทอดความงามของดอกไม้ให้มีความลึกซึ้งและแปลกใหม่ยิ่งขึ้นเอกสารอ้างอิงกำจร สุนพงษ์ศรี. (2556). สุนทรียศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บริษัทวี พริ้นท์ (1991) จำกัด.ชลูด นิ่มเสมอ. (2542). องค์ประกอบของศิลปะ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร :ไทยวัฒนาพานิช. อนงค์พร สมานชาติ. (2528). มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม. นครปฐม:มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขต พระราชวังสนามจันทร์.เอื้อมพร วีสมหมาย และคณะ. (2540). พรรณไม้. กรุงเทพฯ: สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย.
48“ทุกโข ติณณา”\"Thukkho Tinna\"จีระชน บุญมาก, Jerachon Boonmak4/371 หมู่ 7 ต.คลองกุ่ม อ.บึงกุ่ม จ.กรุงเทพ 102304/371 moo. 7, Klongkoom, Beungkoom, Bangkok. 10230E-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงาน \"ทุกโข ติณณา\" เป็นงานสร้างสรรค์ประติมากรรมส่วนบุคคลที่พัฒนาขึ้นควบคู่กับการสอนในชั้นเรียน โดยมีเป้าหมายหลักในการผสมผสานการสร้างรูปทรงเข้ากับการทำสมาธิ เพื่อขัดเกลาจิตใจผ่านกระบวนการอันเป็นเอกลักษณ์ของการปั้น ปูนตำแบบไทย การปฏิบัติงานอาศัยวัสดุปูนตำและเทคนิคการ พอกเนื้อปูนทีละชั้น ซึ่งกระบวนการนี้ บังคับให้ผู้สร้างต้องจดจ่ออยู่กับงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรอจังหวะและความพร้อมของวัสดุการทำงานศิลปะดั้งเดิมจึงมีความคล้ายคลึงกับการปฏิบัติทางศาสนาอย่างยิ่ง ในประเด็นของการต้องใช้ ความอดทนและเวลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับค่านิยมความรวดเร็วของสังคมปัจจุบัน และชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ศิลปะประณีตดั้งเดิมต้องเผชิญคำสำคัญ: ศิลปะ, ศาสนา,สมาธิ, ปูนโบราณAbstractThe work \"Thukkho Tinna\" is a personal sculpture created in conjunction with classroom teaching. The main goal is to combine shaping with meditation to refine the mind through the unique process of Thai-style plaster molding.The work relies on pounded cement and the technique of applying the cement layer by layer, a process that forces the builder to stay focused on the work, waiting for the right moment and availability of materials.Traditional art practice is therefore very similar to religious practice in that it requires constant patience and time. This is an approach that contradicts the fast-paced values of today's society and points to the challenges traditional fine arts face.Keywords: Art, Religion, meditation, Ancient stucco
491. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาผลงาน \"ทุกโข ติณณา\" มีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาในชั้นเรียนประติมากรรม และได้พัฒนาต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ส่วนบุคคล โดยเน้นการสร้างสรรค์ผ่าน ร่องรอยของมือ และการใช้ ปูนตำสูตรช่างเมืองเพชรบุรี ซึ่งเป็นวัสดุดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเนื่องจากการปั้นแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะการสร้างรูปทรงมนุษย์เต็มตัวนั้นมีความซับซ้อนและท้า ทาย จึงนำเทคนิคปูนตำโบราณ มาผสมผสานในการเรียนการสอน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ดึงดูดและสร้า งแรงบันดาลใจ ให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการทำงานประติมากรรมมากขึ้นความคาดหวัง/นัยสำคัญ: เทคนิคปูนตำช่วยให้นักศึกษาสามารถสร้าง ชิ้นงานสำเร็จรูป ได้โดยตรงโดย ลดขั้นตอนการทำแม่พิมพ์และการหล่อที่ซับซ้อนลง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับชิ้นงานที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการ ประยุกต์ใช้เพื่อการอบรมบุคคลภายนอก ที่สนใจสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการผ่อนคลายในรูปแบบที่จับต้องได้ต่อไปภาพที่ 1 ภาพการเรียนในหัวข้อปูนตำในคณะศิลปวิจิตรที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง2.1 มงคล 38ในศาสนาพุทธได้ปรากฏการกล่าวถึงศิลปะไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 ในฐานะสิ่งที่เป็นมงคล ในมงคล 38 ข้อที่ 8 “พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ ควรบูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การอยู่ในประเทศอันสม ควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้วในกาลก่อน ๑ การ ตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑ …..” อ้างอิงจาก “พระไตรปิฎกฉบับหลวง”(2560)การกล่าวถึงศิลปะในฐานะมงคลนี้ เป็นการรับรองว่าศิลปะคือกระบวนการที่สร้างประโยชน์และคุณค่าในการดำเนินชีวิต แม้ว่าการขยายความเกี่ยวกับ \"ศิลป\" อาจไม่ละเอียดนัก แต่คุณค่าที่ได้รับการรับรอง
50ในฐานะมงคลนั้นเพียงพอที่จะสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ศิลปะคือกระบวนการขัดเกลา ที่นำไปสู่การเจริญสมาธิและพัฒนาจิตใจของผู้สร้างสรรค์2.2 ศิลปะกับสมาธิในโลกปัจจุบัน มีการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า การปฏิบัติศิลปะมีส่วนช่วยในการเจริญสมาธิ และบ่มเพาะคุณสมบัติทางจิตใจที่สำคัญ โดยเฉพาะการ \"ใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งเดียวอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป\" ซึ่งสร้างความสงบให้กับจิตใจ (อ้างอิง Globa art, n.d.) การยืนยันความเชื่อมโยงดังกล่าวสามารถเห็นได้จากงาน (Mandala) ในพุทธศาสนาสายทิเบต ซึ่งเป็น ศิลปะภาวนา ที่พระสงฆ์สร้างขึ้นด้วยความอุตสาหะยาวนานนับสัปดาห์ด้วยการพ่นทราย ก่อนที่จะถูกทำลายทิ้งในที่สุด เพื่อแสดงถึงหลัก อนิจจัง (ความไม่เที่ยง)ภาพที่ 2 Mandala ที่มา: https://www.cottage9.com/ [online] : เข้าถึง 10 พ.ย. 2568.จาก https://www.cottage9.com/blog/tibetan-buddhist-mandalas-instruments-for-mediation/3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ผู้เขียนได้แบ่งขั้นตอนในกระบวนการสร้างสรรค์ไว้4 ขั้นตอน3.1 การเก็บข้อมูลจากแบบกระบวนการพื้นฐาน ในการปั้นจากแบบคนจริงที่ใช้ในคณะศิลปวิจิตร จะเริ่มจากการวัดสัดส่วนและเก็บข้อมูลของแบบให้เรียบร้อยก่อนจะปั้น แบบที่จะปั้นมีการถ่ายภาพในรูปแบบมาตรฐานท่ายืนตรง และตามแบบที่จะปั้นจริงคือท่านั่ง
51ภาพที่ 3 แบบบันทึกข้อมูลสัดส่วนที่ใช้ในคณะศิลปวิจิตรที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)3.2 ปั้นดินน้ำมันขนาดย่อ 1:4 ภาพที่ 4 การปั้นดินน้ำมันเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับปั้นปูนตำต่อที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)3.3 ปั้นปูนตำเมื่อมีต้นแบบดินน้ำมันที่ศึกษาจากคนจริงไว้เรียบร้อยแล้วจึงนำต้นแบบดินน้ำมันนั้นมา เป็นข้อมูลสำหรับปั้นปูนตำต่อ ดินน้ำมันนั้นจะยังแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้แต่ปูนตำนั้นจะเพิ่มได้อย่างเดียวไม่เหมาะกับการแก้ไขไปมา จึงควรจะรู้แน่ชัดว่าจะเพิ่มอะไรตรงไหนในผลงาน
52ภาพที่ 5 การปั้นปูนตำที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)3.4 ปั้นใส่แนวคิดเนื้อหาของงานการตีความส่วนบุคคล: ในกระบวนการปั้นนั้น การใส่เนื้อหาที่นอกเหนือจากแบบกา ยวิภา คย่อมเป็นไปตามประสบการณ์และความเชื่อของผู้สร้างสรรค์ แม้จะใช้นายแบบคนเดียวกัน แต่การรับรู้และสานต่ออารมณ์ของรูปทรงย่อมมีลักษณะเฉพาะบุคคลเสมอ ในระหว่างที่ผู้เขียนกำลังปั้นรูปนี้ คำว่า “ทุกโข ติณณา” ก็ลอยผุดขึ้นมาในใจ และตรงความรู้สึกกับรูปปั้นที่อยู่ตรงหน้า คำนี้คือคำบาลีที่ปรากฏในบทสวดทำวัตรเช้า ของหนังสือสวดมนต์แปลของ“สวนยินดีทะเล” ซึ่งยึดถือตามระเบียบของสวนโมกพลาราม ซึ่งผู้เขียนใช้ท่องใช้สวดเพื่อเป็นเครื่องอยู่ในการเจริญสติ เนื้อความแปลในส่วนนี้แปลว่า “เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว”ภาพที่ 6 การใส่เนื้อหาทางรูปทรงที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)4. การวิเคราะห์ผลงานการวิเคราะห์กระบวนการสร้างสรรค์: ผลงานชิ้นนี้สามารถแบ่งกระบวนการทำงานออกเป็นสองขั้วหลักที่แตกต่างกัน คือ ส่วนที่ใช้เหตุผลเชิงตรรกะ และส่วนที่ใช้ความรู้สึกและสัญชาตญาณ
53องค์ประกอบเชิงเหตุผล (ประมาณ 70%): เป็นส่วนที่เกิดขึ้นใน ระยะเริ่มต้นของการขึ้นรูป (Initial Forming) ซึ่งเน้นการใช้ตรรกะและข้อมูลที่วัดได้ เช่น การวัดส่วนสัด, การเก็บข้อมูลอ้างอิง, การย่อขนาดแบบ, การดัดโครงลวด, และการเขียนภาพด้านองค์ประกอบเชิงความรู้สึก (ประมาณ 30%): เป็นส่วนที่เกิดขึ้นใน ระยะปลายของการสร้างสรรค์ (Refinement and Interpretation) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ความรู้สึกและสัญชาตญาณในการทำงาน เช่น การดัดแปลงและการปรุงแต่งรูปทรง, และการใส่เนื้อหา/อารมณ์ลงไปในผลงานการทำงานจึงเป็นการผสมผสานระหว่าง ตรรกะที่เป็นโครงสร้าง (70%) และ สัญชาตญาณที่เป็นเนื้อหา (30%) ซึ่งทำให้ผลงานมีครบส่วนทั้งในด้านรูปทรงและอารมณ์ ภาพที่ 7 ภาพเปรียบเทียบ รูปทรงที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการดังกล่าวที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)5. สรุปการสรุปผล: ผลงาน \"ทุกโข ติณณา\" ได้ยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างการทำงานประติมากรรมกับการเจริญสติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกระบวนการปั้นปูนตำแบบไทย ที่ต้องอาศัยเทคนิคการพอกเนื้อปูนทีละชั้น กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงแต่ต้องการความต่อเนื่องของการกระทำเท่านั้น แต่ยังบังคับให้ผู้สร้างต้องอดทนรอจังหวะการเซตตัวของวัสดุ ซึ่งทำให้การเจริญสติไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงการทำงาน แต่แผ่ขยายไปถึงช่วงเวลาของการ \"รอ\" อย่างตั้งมั่นด้วยนัยยะทางปรัชญา: ศิลปะและการปฏิบัติธรรมจึงมีลักษณะบางอย่างคล้ายกันคือการเป็นกระบวนการขัดเกลาจิตใจ ให้ละเอียดและประณีตยิ่งขึ้น ทั้งสองศาสตร์ล้วนต้องการ ความอดทน (ขันติ) และ ความเพียรอย่างต่อเนื่อง (วิริยะ) ในการปฏิบัติ งานชิ้นนี้จึงเป็นเครื่องอยู่ของผู้เขียนในการเจริญสติและสมาธิผ่านหน้าที่การงานที่ต้องกระทำในการเรียนการสอนอย่างไรก็ตาม แนวทางการสร้างสรรค์ที่ใช้เวลาและความพยายามเช่นนี้ย่อมขัดแย้งกับค่านิยมความรวดเร็วของสังคมปัจจุบัน ซึ่งทำให้ศิลปะที่เน้นความประณีตดั้งเดิมต้องเผชิญกับความท้า ทายของการลดความสำคัญลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น งานศิลปะเหล่านี้จึงมีความหมายในฐานะวัตถุพยานที่ทำหน้าที่ทิ้งร่องรอยของการพัฒนาจิตใจของผู้สร้างสรรค์ไว้ในรูปธรรม ให้เป็นเครื่องระลึกถึงคุณค่าของการปฏิบัติในแนวทางเก่าในโลกยุคใหม่
54ภาพที่ 8 ผลงาน \"ทุกโข ติณณา\" ขนาด20 x 25 x 35 cm เทคนิค ปั้นปูนตำที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)เอกสารอ้างอิงพระไตรปิฎกฉบับหลวง. (2560). [ออนไลน์]. พระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 17 ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาตมงคลสูตรที่ 4. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 10/9/2567. เข้าถึงได้จาก https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=25&A=7825&Z=7857&pagebreak=1เวปไซด์กรมศิลปากร. (n.d). [ออนไลน์].กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์, ปูนในงานศิลปกรรมเมืองกำแพงเพชร. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 10/10/2568. เข้าถึงได้จาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/37319)หนังสือสวดมนต์แปล. (2558). บทสวดทำวัตรเช้า:สังเวคปริกิตตนปาฐะ.กรุงเทพฯ: บริษัทสำนักพิมพ์สุภา จำกัด Globalart. (n.d). [ออนไลน์]. ศิลปะช่วยฝึกสมาธิ ลดความใจร้อน และความก้าวร้าว. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 29/กันยายน/2567. เข้าถึงได้จาก https://th.globalart.world
55“อุปมาเต่าตาบอด สัญญะความยากของการเกิดปรากฎในอัตภาพมนุษย์”“Compared to a blind turtle, symbolizing the difficulty of being born as a human.”ชนสรณ์ โออวด, Chanasorn Aoouadวิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี, ที่อยู่ 16 หมู่4 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี 72000 ประเทศไทยSuphanburi College of Fine Arts, 16 Moo 4, Rua Yai Subdistrict, Mueang District, Suphanburi Province, 72000, ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่อการสร้างสรรค์งานจิตกรรมไทยร่วมสมัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักธรรมทางศาสนาที่เป็นนามธรรม ให้เป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย และเพื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระศาสดาในพุทธศาสนาให้คงอยู่ การดำเนินงานด้วยการศึกษาพุทธวจน(คำสอนจากพระโอษฐ์ของพระศาสดา) นำข้อมูลที่ได้มาทดลองสร้างสรรค์ค้นหารูปแบบ ค้นหาสัญญะในเชิงความหมายตามพระสูตร และการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ ค้นหาเทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์ในการสร้างพื้นผิว โดยใช้เทคนิคสีลอยน้ำผสมกับการใช้เทคนิคสีอะคลิลิคบนผ้าใบ ผลสรุปการวิเคราะห์พบว่า การสร้างสรรค์ผลงาน“อุปมาเต่าตาบอด สัญญะความยากของการเกิดปรากฎในอัตภาพมนุษย์” เป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกถึงความยากลำบากผ่านการนำท้องทะเลมาสร้างเป็นบรรยากาศของภาพทำให้ภาพมีความกลมกลืนในสีโทนเย็น มีจุดเด่นเป็นภาพเต่าใช้สีสว่างเป็นจุดเน้นเพื่อความน่าสนใจ การสร้างรายละเอียดแสดงถึงความยากลำบาก และแสดงถึงภพภูมิต่างๆที่กล่าวไว้ตามเนื้อหาของพระสูตร ผลสรุปของการสร้างสรรค์พบว่า การสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้สามารถถ่ายทอดคำสอนผ่านการสร้าสรรค์ผลงานออกมาได้ชัดเจน เป็นการกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงคุณค่าของการเกิดในอัตภาพมนุษย์ สามารถสร้างความเพียรเพื่อนำ “สัตตานัง (ผู้ยึดติด)” ไปสู่ความดับเย็นAbstractThe creation of this contemporary Thai painting aims to study the abstract religious principles and make them concrete and easy to understand, as well as to disseminate the teachings from the Buddha’s mouth to preserve them. The process involves studying the Buddhist scriptures (teachings from the Buddha’s mouth), using the information to experiment with creative forms, searching for symbolic meanings according to the sutras, and arranging artistic compositions. It also involves finding unique techniques to create textures by combining water marbling techniques with acrylic paint on canvas. The analysis concluded that the creation titled \" Compared to a blind turtle, symbolizing the difficulty of
56being born as a human.\"expresses emotions of hardship by using the sea to create the atmosphere of the painting, resulting in harmony with cool tones. The focal point is the turtle, painted in bright colors to attract attention. The detailed work reflects the difficulties and depicts various realms mentioned in the sutras. The conclusion of the creation process found that this work clearly conveys the teachings through artistic creation, encouraging viewers to realize the value of being born in human form and to cultivate effort to lead \"Sattanang (those who cling)\" toward ultimate cool extinction.1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาจากการศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาโดยแต่ละพระสูตรจะมีการอุปมาไว้มีการเปรียบเทียบและเชื่อมโยงให้เห็นภาพทำให้ผู้ศึกษาเกิดจินตภาพและเข้าใจหลักธรรมนั้นได้ง่าย พระสูตรที่ว่าด้วยการเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยากมีใจความตามพระสูตรว่า “ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าสมมุติว่ามหาปฐพีอันใหญ่หลวงนี้ มีน้ำท่วมถึงเป็นอันเดียวกันทั้งหมด บรุษคนหนึ่งทิ้งแอก(ไม้ไผ่) ซึ่งมีรูเจาะได้เพียงรูเดียวลงไปในน้ำนั้น ลมตะวันออกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันตก ลมตะวันตกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันออก ลมเหนือพัดให้ลอยไปทางทิศใต้ ลมใต้พัดให้ลอยไปทางทิศเหนือ อยู่ดังนี้ ในน้ำนั้นมีเต่าตัวหนึ่งตาบอด ล่วงไปร้อยๆปีมันจะผุดขึ้นมาครั้งหนึ่งๆภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร จะเป็นไปได้ไหมที่เต่าตาบอดร้อยปีจะผุดขึ้นสักครั้งหนึ่ง จะพึงยือคอไปในรูซึ่งมีรูเดียวในแอกนั้น” “ข้อนี้ยากที่จะเป็นไปได้ พระเจ้าข้า ! ที่เต่าตาบอดนั้นร้อยปีผุดขึ้นมาเพียงครั้งเดียว จะพึงยืดคอเข้าไปในรูซึ่งมีเพียงรูเดียวในแอกนั้น”“ภิกษุทั้งหลาย ! ยากที่จะเป็นไปได้ ฉันเดียวกันที่ใครๆ จะพึงได้ความเป็นมนุษย์ ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกันที่ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรืองไปทั่วโลก“ภิกษุทั้งหลาย ! แต่ว่าบัตนี้ความเป็นมนุษย์ก็ได้แล้ว ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะก็บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว และธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้วก็รุ่งเรืองไปทั่วโลกแล้วภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงกระทำโยคกรรม เพื่อให้รู้ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้หนทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดังนี้เถิด” (มูลนิธิพุทธโฆษณ์, 2564)จากบทความข้างต้นเป็นบทความจาก“พุทธวจน” ที่แสดงให้เห็นถึงความยากของการเกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา เพื่อเป็น ส่วนหนึ่งของการเผยแผ่ธรรมะในพระพุทธศาสนา2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องด้วยความเคารพ และศรัทธาหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระศาสดาที่เรียกว่า“พุทธวจน”พระสูตรโอกาสในการเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก ว่า
57ด้วยเรื่องอุปมาเต่าตาบอดเจอแอกไม้ไผ่ มาเป็นแนวคิดและแรงบันดาลใจในการสรางสรรคผลงาน ว่าด้วยความยากของการเกิดเป็นมนุษย์วนเวียนเกิดดับในภพภูมิต่างๆไม่ว่าจะเป็น ภพเทวดา สัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปตรวิสัย นานๆทีจะได้เกิดในภพมนุษย์ข้าพเจ้าได้สร้างสรรค์ผลงานแสดงถึงท้องทะเล แสดงออกในเชิงสัญญะตามความหมายอุปมาพุทธวจน เต่าตาบอดเป็นสัญญะของผู้ยึดติด แอกไม้ไผ่เป็นสัญญะของภพมนุษย์ เทวดาเป็นสัญญะของภพเทวดา พญานาคเป็นสัญญะของกำเนิดเดรัจฉาน ตัวภาพอมนุษย์เป็นสัญญะของสัตว์นรก และเปตรวิสัย ปักการังโขดหินในท้องทะเลเป็นสัญญะของอุปสรรค์ความยากลำบาก3. กระบวนการในการสร้างสรรค์1. ศึกษาพระสูตรพุธวจน จากข้อมูลเอกสารหนังสือพุธวจน แอปพลิเคชันพุทธวจน และวิดีโอเผยแผ่ธรรมมะพุธวจนโดยพระอาจารย์คึกฤทธ์ โสตฺถิผโล 2. ศึกษากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมไทยจากจิตรกรรมฝาผนัง และตำราด้านงานศิลปะไทย3. ร่างภาพแนวความคิดภาพที่ 1 ภาพร่างแนวความคิดที่ 1ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 2 ภาพร่างแนวความคิดที่ 2ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
58ภาพที่ 3 ภาพร่างแนวความคิดที่ 3ที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. เลือกภาพร่างที่ 2 มาขยายแบบ และสร้างสรรค์ผลงานตามกระบวนการภาพที่ 4 ลงสีโดยรวม เขียนภาพลายเส้นองค์ประกอบต่าง ๆที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 5 เขียนภาพลายเส้นองค์ประกอบต่าง ๆที่มา: ผู้สร้างสรรค์
59ภาพที่ 6 สร้างพื้นผิวด้วยเทคนิคสีลอยน้ำที่มา: ผู้สร้างสรรค์5. ขั้นตอนเก็บรายละเอียดภาพที่ 7 ผลงานสำเร็จที่มา: ผู้สร้างสรรค์
604. การวิเคราะห์ผลงานผลงาน “อุปมาเต่าตาบอด สัญญะความยากของการเกิดปรากฎในอัตภาพมนุษย์” เป็นการเผยแผ่ธรรมมะของศาสนาพุธ โดยมีแรงบันดาลใจจากพระสูตร “โอกาสในการเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก” เป็นพระสูตรที่มาจากพุทธวจนว่าด้วยการเปรียบอุปมาเต่าตาบอดเจอแอกไม้ไผ่ โดยนำท้องทะเลมาสร้างเป็นบรรยากาศของภาพทำให้ภาพมีความกลมกลืนในสีโทนเย็น มีจุดเด่นเป็นภาพเต่าใช้สีสว่างเป็นจุดเน้นเพื่อความน่าสนใจ การสร้างรายละเอียดแสดงถึงความยากลำบาก และแสดงถึงภพภูมิต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ตามเนื้อหาของพระสูตร 5. สรุป“อุปมาเต่าตาบอด สัญญะความยากของการเกิดปรากฎในอัตภาพมนุษย์” เป็นงานสร้างสรรค์ที่แสดงถึงความยากลำบากในการเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักธรรมคำสอนของพระศาสดาในศาสนาพุทธ ทำให้ตระหนักถึงคุณค่าของการเกิดในอัตภาพมนุษย์ เห็นซึ่งหลักสัจธรรมการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ การสื่อม เสื่อมเรื่อย ๆ จนถึงกาลดับไปในที่สุด และนำไปสู่การเกิดปรากฎในอัตภาพต่างๆต่อไป ดังนั้นการเกิดปรากฎในอัตภาพมนุษย์จึงนับว่าเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุด สามารถสร้างความเพียรเพื่อนำ “สัตตานัง (ผู้ยึดติด)” (มูลนิธิพุทธโฆษณ์, 2562) ไปสู่ความดับเย็นเอกสารอ้างอิงมูลนิธิพุทธโฆษณ์. (2562). พุธวจน ฉบับ19 สัตว์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มูลนิธิพุทธโฆษณ์. (2564). พุธวจน ฉบับ9 ปฐมธรรม. ปทุมธานี: สำนักพิมพ์มูลนิธิพุทธโฆษณ์
61การออกแบบสร้างสรรค์ทางเดินระหว่างอาคารของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศาลายาCreative design walkway of the Bunditpattanasilpa Institute, Salayaชนัส คงหิรัญ, Chanut Khonghiranสาขาวิชาออกแบบตกแต่งภายใน คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลปInterior Design Department, Faculty of Fine Arts, Bunditpattanasilpa Institute of Fine Arts, E-mail: [email protected]บทคัดย่อบทความนี้แสดงการออกแบบทางเดินเชื่อมต่อระหว่างอาคารในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ที่สะท้อนแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ ทั้งในมิติของสุนทรียภาพ การใช้งาน และการเข้าถึงของผู้ใช้ที่หลากหลาย แนวทางการออกแบบดังกล่าวตั้งอยู่บนหลัก “การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล” (Universal Design) เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างปลอดภัยและเท่าเทียม การสร้างสรรค์งานออกแบบครั้งนี้ได้ทำการสำรวจพื้นที่จริง วิเคราะห์ปัญหาและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ พฤติกรรมผู้ใช้ และใช้วิธีการออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาโดยการสื่อสารด้วยแถบสี วัสดุ พื้นผิวและเส้นทางสัญจร โดยเฉพาะการประยุกต์แนวคิด “แถบสีเพื่อการนำทาง” เพื่อเสริมระบบการรับรู้เชิงประสบการณ์และลดอุปสรรคในการสัญจรภายในพื้นที่ทางเดิน ผลการสร้างสรรค์การออกแบบแสดงให้เห็นว่าทางเดินสามารถเป็นมากกว่าพื้นที่สัญจร หากได้รับการออกแบบอย่างมีศิลปะและความเข้าใจต่อมนุษย์ จะเป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ ส่งเสริมอัตลักษณ์ และสร้างคุณค่าเชิงสังคมต่อสถาบันได้อย่างยั่งยืน (Center for Universal Design, 1997)คำสำคัญ: การออกแบบทางเดิน, การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล, แถบสีเพื่อการนำทาง, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์,การออกแบบเชิงสร้างสรรค์AbstractThis article presents the design of a connective walkway between buildings at the Bunditpattanasilpa Institute, reflecting creative concepts in terms of aesthetics, functionality, and accessibility for diverse users. The design approach is grounded in the principles of Universal Design, ensuring that everyone can use the space safely and equitably.The creative process began with an on-site survey, followed by an analysis of existing problems and factors related to the physical environment and user behavior. Design methods were then applied to address these issues through the use of color bands, materials, textures,
62and circulation pathways-particularly the application of color-coded wayfinding to enhance experiential perception and reduce obstacles within the walkway environment.The design outcome demonstrates that a walkway can be more than a mere circulation space. When crafted with artistry and human-centered understanding, it can become a space that fosters interaction, strengthens identity, and generates lasting social value for the institution.Keywords: walkway design, universal design, color navigation strip, Bunditpattanasilpa Institute, creative architectural design1. ที่มาและความสำคัญของปัญหาการออกแบบพื้นที่สาธารณะภายในสถาบันการศึกษาในปัจจุบันมิได้มุ่งเน้นเฉพาะการจัดสรรพื้นที่เพื่อการสัญจรหรือการใช้งานเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างประสบการณ์พื้นที่ (Spatial Experience) ที่สะท้อนอัตลักษณ์ขององค์กรและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ “ทางเดิน” จึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงกิจกรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกันทั้งในเชิงกายภาพและสังคมปัจจุบันทางเดินเชื่อมต่อระหว่างอาคารภายในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์นั้นยังพบว่าในการใช้งานยังเกิดปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ทางเดินที่แคบจนเกินไปทำให้เกิดปัญหาความไม่สะดวกในการสัญจรโดยเฉพาะเวลาที่มีนักเรียน นักศึกษาใช้งานจำนวนมาก การไม่มีป้ายบอกทางซึ่งสร้างความสับสนต่อบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่อราชการหรือแม้แต่ขนาดหลังคาทางเดินเพื่อบังแสงแดดและฝนที่มีขนาดเล็กเกินไป ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้คือที่มาที่ทำให้ผู้สร้างสรรค์เกิดแรงบันดาลใจในการออกแบบทางเดินระหว่างอาคารเพื่อหวังให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาด้านอาคารสถานที่ของสถาบันให้พัฒนาและก้าวหน้าสมกับการเป็นสถานที่แห่งภูมิปัญญาทางด้านศิลปะชั้นนำของประเทศภาพที่ 1 ทางสัญจรระหว่างอาคารที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)
632. แนวคิดในการสร้างสรรค์สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ในฐานะองค์กรด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการพัฒนาทุนมนุษย์ทางศิลป์ จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ และความเข้าถึงได้ของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว การออกแบบทาง เดินของสถาบันจึงเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างศิลปะ ประโยชน์ในการใช้งาน และหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) (Center for Universal Design, 1997)งานสร้างสรรค์นี้นำเสนอแนวทางและผลการออกแบบทางเดินในพื้นที่ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยเน้นการประยุกต์ “แถบสีเพื่อการนำทาง” (Color Strip Navigation) เป็นเครื่องมือในการเสริมระบบประสาทสัมผัสของผู้ใช้งาน และสร้างอัตลักษณ์ทางศิลปะที่สอดคล้องกับบริบทของสถาบัน3. กระบวนการในการสร้างสรรค์การสร้างสรรค์ผลงานออกแบบทางเดินเชื่อมต่อระหว่างอาคารในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์นี้รวบรวมแนวคิดหลักที่นำมาใช้ประกอบในการออกแบบประกอบด้วยสามประเด็นสำคัญ ได้แก่• การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) เป็นแนวคิดที่มุ่งให้ทุกคน สามารถใช้พื้นที่ได้โดยไม่ถูกจำกัดทางร่างกาย เพศ อายุ หรือความสามารถ ทางการรับรู้ แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับประเด็นด้านสิทธิความเท่าเทียม และการเข้าถึงบริการสาธารณะของทุกคน (Center for Universal Design, 1997)• ประสบการณ์พื้นที่และการรับรู้สภาพแวดล้อม (Spatial Experience & Environmental Perception) มนุษย์รับรู้พื้นที่ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การได้กลิ่น และการรับรู้ตำแหน่งในพื้นที่ (Spatial Cognition) การออกแบบทางเดินจำเป็นต้องคำนึงถึงจังหวะการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงของแสง เสียง วัสดุ และองค์ประกอบที่สื่อความหมาย เพื่อกำหนดประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง (Tuan, 1977; Pallasmaa, 2012)• การสื่อสารด้วยสีและเส้นนำสายตา (Color & Wayfinding Communication) สีเป็นภาษาทางสายตาที่ช่วยสร้างการจดจำ ทิศทาง และอารมณ์ของพื้นที่ การนำสีมาใช้เป็นแถบสำหรับ นำทางช่วยเสริมการรับรู้ผ่านความต่างของเฉดสีและพื้นผิวทำให้ผู้สัญจรได้เข้าใจทิศทางง่ายขึ้น (Lynch, 1960; Norman, 2013)
64การออกแบบทางเดินของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ใช้กระบวนการเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับหลักการออกแบบสากลและการวิจัยเชิงพื้นที่ โดยแบ่งออกเป็นสี่ช่วงสำคัญต่อเนื่องกัน ได้แก่• การสำรวจและวิเคราะห์พื้นที่ Site & User Analysis เริ่มจากการลงพื้นที่สำรวจทางเดินหลักและพื้นที่เชื่อมต่ออาคารภายในสถาบัน พบลักษณะปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพการใช้งาน• การกำหนดแนวคิดการออกแบบ Design Concept Development โดยใช้แนวคิดการออกแบบทางเดินที่สะดวก ปลอดภัย สร้างสรรค์ และสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย อย่างสอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัยด้วยนวัตกรรมที่เป็นสากล (Alexander et al., 1977)• การออกแบบรายละเอียด Prototyping โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกา รออกแบ บบนพื้นฐานการยศาสตร์เพื่อกำหนดขนาดทางเดินที่เหมาะสม สะดวก และปลอดภัย (Panero & Zelnik, 1979; Schittich, 2010)ภาพที่ 2 ขนาดและสัญลักษณ์บนทางเดินที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)4. การวิเคราะห์ผลงานการออกแบบทางเดินภายในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ประสบความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์หลักทั้งสามด้าน ได้แก่ ความสร้างสรรค์ การใช้งาน และความเป็นสากล (Universal Design) ดังนี้• ความสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ Creative Identity ทางเดินถูกออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของสถา บันผ่านรูปทรงและเส้นโค้งจากองค์ประกอบศิลปะไทยร่วมสมัยเพื่อสร้างความต่อเนื่องกับรูปแบบสถาปัตยกรรมภายในสถาบัน ทำให้ผู้ใช้สามารถรับรู้บริบทของสถาบันได้ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าพื้นที่ นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้เส้นโค้งและรูปทรงในส่วนหลังคาทางเดินที่สื่อถึงการเคลื่อนไหวและควา มสร้า งสรรค์ ส่งผลให้ทางเดินไม่ใช่เพียงพื้นที่สัญจร แต่เป็นองค์ประกอบศิลปะที่กระตุ้นการรับรู้
65• การเข้าถึงและควา มปลอดภัย Inclusive Pathway ระบบ แถบสีเพื่อการนำ ทา ง (Color Strip Navigation) และพื้นผิวสัมผัสต่างระดับ ทำให้ผู้พิการทางสายตาและผู้สูงอายุสามารถใช้งานทา งเดินได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ การวางแผนจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด และจุดพักสายตาช่วยให้เกิดเส้นทางที่ชัดเจน ลดอุปสรรคการสัญจร โดยมีการปรับขนาดและสีให้สัมพันธ์กับความสามารถในการรับรู้ของผู้ใช้ทุกกลุ่มการสร้างทางลาดและราวจับเพิ่มเติมตามจุดเสี่ยงของทางเดินยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และเสริมให้พื้นที่เข้าถึงได้ง่ายตามแนวทาง Universal Design• การสร้างประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ Sensory Engagement การใช้วัสดุที่มีพื้นผิวสัมผัสนูน และผิวหยาบเพื่อกันลื่น ให้ผู้ใช้สามารถรับรู้พื้นที่ทั้งทางสายตาและการสัมผัส ทำให้ผู้ใช้เกิดประสบการณ์ที่หลากหลายและมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ ทางเดินยังถูกออกแบบให้มีจังหวะของการหยุดพัก (Pause Points) เพื่อสร้างโอกาสในการมองรอบตัว การจัดพื้นที่เล็กๆ ที่สามารถนั่งพักหรือสังเกตงานศิลป์ ทำให้พื้นที่ทางเดินไม่เพียงสัญจร แต่เป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์ร่วมกัน”ภาพที่ 3 ออกแบบเบื้องต้นทางสัญจรที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)ภาพที่ 4 ผลงานสร้างสรรค์การออกแบบทางเดินภายในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)
665. สรุปการสร้างสรรค์ผลงานการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบนี้นำเสนอแนวทางการออกแบบทางเดินภายในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ในมิติของความสร้างสรรค์ การเข้าถึง และประสบการณ์ผู้ใช้ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้• ทางเดินเป็นพื้นที่สร้างสรรค์: การนำเสนองานรูปทรงและเส้นสายที่สอดคล้องกับรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยช่วยสร้างอัตลักษณ์ของสถาบันและสร้างประสบการณ์รับรู้ในการสัญจร• การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design): การใช้ แถบสีเพื่อการนำทาง และพื้นผิวสัมผัสต่างระดับ ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาและผู้สูงอายุสามารถใช้งานได้สะดวก ปลอดภัย และมั่นใจ ( Center for Universal Design, 1997)• ประสบการณ์เชิงประสาทสัมผัสและปฏิสัมพันธ์: วัสดุ แสง สี และจุดพักสายตา ช่วยให้ผู้ใช้เกิดควา มเพลิดเพลินและปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่อย่างมีคุณค่า• คุณค่าทางสังคมและอัตลักษณ์สถาบัน: ทางเดินกลายเป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ ส่งเสริมความรู้สึกเป็นเจ้าของและตระหนักถึงอัตลักษณ์ของสถาบันเอกสารอ้างอิงAlexander, C., Ishikawa, S., & Silverstein, M. (1977). A Pattern Language: Towns, Buildings, Construction. New York: Oxford University Press.Center for Universal Design. (1997). The Principles of Universal Design. North Carolina State University.Lynch, K. (1960). The Image of the City. Cambridge, MA: MIT Press.Norman, D. A. (2013). The Design of Everyday Things: Revised and Expanded Edition. New York: Basic Books.Pallasmaa, J. (2012). The Eyes of the Skin: Architecture and the Senses. Chichester, UK: Wiley.Panero, Julius and Zelnik, Matin. (1979). Human Dimension & Interior Space. New York : Waston – Guptill Publication.Schittich, C. (Ed.). (2010). Manual of Interior Architecture. Basel: Birkhäuser.Tuan, Y. F. (1977). Space and Place: The Perspective of Experience. Minneapolis: University of Minnesota Press.
67กรอบซ้อนกรอบFrame Withim Frameชยากร เรืองจำรูญ, Chayakorn Ruengchamroon423 ซอยเพขรเกษม63แยก1 ถนนเพชรเกษม แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพ 10160,423 Soi Phetchakasem63 separate1 Phetchakasem Road Keang Lak Song Khet Bang Khae Bangkok 10160E-mail: [email protected]บทคัดย่อ“กรอบซ้อนกรอบ” เป็นการสร้างสรรค์เชิงประติมากรรมโดยใช้วัสดุไม้ธรรมชาติและโครงสร้างเรขาคณิต เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ธรรมชาติ” กับ “โครงสร้างที่มนุษย์ออกแบบ” ผ่านแนวคิดการรับรู้ซ้อนชั้นน (Framing Layers) ที่สะท้อนถึงการมองเห็นพื้นที่และเวลาในหลายมิติ ผลงานเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ (กิ่งไม้) ร่วมกับวัสดุแปรรูป (ไม้สน) เพื่อกระตุ้นการตั้งคำถามถึงขอบเขตของสิ่งที่ถูกมองว่า “ธรรมชาติ” และ “สิ่งประดิษฐ์” ผลลัพธ์คือการสร้างบทสนทนาทางศิลปะระหว่างระเบียบและความไม่แน่นอนคำสำคัญ: ธรรมชาติ, กรอบซ้อนกรอบ, วัสดุ, โครงสร้างAbstract“Frame within Frame” is a sculptural artwork created from natural wood and geometric structures, reflecting the dialogue between “nature” and “human-made order.” Through the concept of Framing Layers, the work explores layered perceptions of space and time. By juxtaposing organic tree branches with processed pine wood, the piece questions the boundaries between the natural and the constructed. It becomes an artistic dialogue between order and uncertainty through spatial and perceptual composition.Keywords: Nature, Frame on Frame, Material, Structure1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ธรรมชาติ ได้ยืนยันสถานะของตนเองในฐานะแหล่งกำเนิดและแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่สุดของงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนบนผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือการแกะสลักเทพเจ้าจากหินและไม้ ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับธรรมชาตินั้นเป็นรากฐานที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ ในบริบทนี้ ธรรมชาติมิได้เป็นเพียงฉากหลังหรือแบบจำลองสำหรับศิลปินเท่านั้น หากแต่เป็น \"วัตถุดิบ\" (Raw Material) ดั้งเดิมที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพเชิงปรัชญาและความหมาย อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปยังมิติที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการเลียนแบบรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการพิจารณาการเปลี่ยนสภาพของวัสดุธรรมชาติ
68ที่ผ่านกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลง (Transformation) อาทิ กิ่งไม้ที่แห้งกรัง รากที่บิดงอ หรือหินที่ผุกร่อน เมื่อชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกนำมาประกอบ สร้างสรรค์ หรือจัดวางใหม่โดยศิลปิน พวกมันได้ถูกยกระดับสถานะจากวัตถุทางนิเวศวิทยาให้กลายเป็น สื่อทางสุนทรียศาสตร์ ที่ทรงพลัง ปัญหาหลักที่นำมาสู่ อะไรคือสิ่งที่ศิลปินโหยหา (Yearning) หรือพยายามค้นหา เมื่อนำเอาชิ้นส่วนของธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงและเสื่อมสลาย (Transient Nature) มาประกอบเป็นงานศิลปะ การสร้างสรรค์ด้วยวัสดุที่กำลังจะหายไป หรือเป็นเพียงร่องรอยของการมีอยู่ (Trace of Existence) ไม่ใช่การเฉลิมฉลองความสมบูรณ์แบบของชีวิต หากแต่เป็นการยอมรับและสำรวจความจริงอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ สัจธรรม (Truth) แห่งการมีอยู่ ความไม่เที่ยง (Impermanence หรือ อนิจจัง) และความจริงแท้ของชีวิต (The Reality of Being) งานศิลปะประเภทนี้จึงมิใช่เพียงการตกแต่ง หากแต่เป็นการทำสมาธิเชิงรูปธรรม (Physical Meditation) ที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมและศิลปินเผชิญหน้ากับความเปราะบาง ความอ่อนแอ และความจำกัดของสรรพสิ่ง มันเป็นการสะท้อนกลับไปสู่รากเหง้าของปรัชญาการดำรงอยู่ (Existential Philosophy) ว่า ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงและสลายไป การเลือกใช้วัสดุที่กำลังจะสลายจึงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารสัจธรรมแห่งการ ปล่อยวาง และ ยอมรับ ความเป็นจริงของวัฏจักรชีวิตงานชิ้นนี้เกิดขึ้นจากการสังเกตความสัมพันธ์ของสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นกับธรรมชาติที่ดำรงอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งมักแสดงให้เห็นถึงความพยายามควบคุมและจัดระเบียบธรรมชาติให้เข้ากับโครงสร้างที่ถูกออกแบบ โดยผู้สร้างผลงานต้องการเสนอ “มุมมองเชิงสะท้อน” ต่อกรอบคิดนี้ ผ่านการสร้างโครงสร้างไม้ซ้อนชั้นที่เปิดให้ธรรมชาติ (ในที่นี้คือกิ่งไม้) ดำรงอยู่ภายในและแทรกซึมออกมา แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางของศิลปินและนักออกแบบไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติและศิลปะ เช่น แนวคิดของ “ถวัลย์ ดัชนี” ที่มองธรรมชาติเป็นแหล่งพลังสร้างสรรค์ และ “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ที่ใช้โครงสร้างศิลปะสื่อความเชื่อเรื่องจักรวาลและธรรมชาติในระบบเดียวกัน2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง2.1 แนวคิด Minimal Art การลดทอนรูปทรงและวัสดุเพื่อให้ผู้ชมรับรู้เนื้อหาที่แท้จริงของวัตถุและพื้นที่ (Judd, 1965) 2.2 ปรากฏการณ์การรับรู้ (Phenomenology of Perception) Merleau-Ponty (1962) กล่าวว่าการรับรู้เกิดจากประสบการณ์เชิงสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงการมองเห็นทางสายตา2.3 ทฤษฎีศิลปะเชิงบริบทของไทย นันทนา ภูวเดช (2554) เสนอว่าการสร้างสรรค์ศิลปะไทยร่วมสมัยควรตั้งอยู่บนฐาน “บริบทและวัฒนธรรมท้องถิ่น” ซึ่งสัมพันธ์กับการรับรู้ธรรมชาติ2.4 แนวคิดพื้นที่เชิงสุนทรียะ (Aesthetic Space) อภิญญา ตรีรัตน์ (2560) กล่าวถึง “พื้นที่ศิลปะ” ในฐานะสื่อกลางระหว่างวัตถุและจิตสำนึกของผู้ชม2.5 ธรรมชาติกับการออกแบบในสถาปัตยกรรมไทย ตามแนวคิดของ วิชัย สิทธิรัตน์ (2552) ที่มองว่าธรรมชาติและงานสถาปัตยกรรมไม่ควรถูกแยกขาด แต่ควรดำรงอยู่ร่วมกันในสมดุลเชิงวัฒนธรรม
693. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 แนวคิด เริ่มจากการสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างกรอบ (Frame) ในฐานะพื้นที่จำกัด และกิ่งไม้ในฐานะสัญลักษณ์ของการเติบโตที่ไร้ขอบเขต3.2 การออกแบบและเลือกวัสดุ ออกแบบกรอบไม้ 2 ชั้นด้วยไม้สน เพื่อเน้นความโปร่งเบา และเลือกใช้กิ่งไม้แห้งที่มีเส้นสายเป็นธรรมชาติ เพื่อสร้างความตัดกันระหว่างเส้นตรงและเส้นโค้ง3.3 การสร้างและประกอบ ใช้เทคนิคเข้ามุม 45 องศา การต่อชนไม้ และการยึดโครงด้วยเดือยไม้ กาวลาเท๊กส์เพื่อคงความบริสุทธิ์ของวัสดุ3.4 การจัดวางในพื้นที่ วางผลงานในระดับสายตา เพื่อสร้างการรับรู้เชิงซ้อนระหว่างสิ่งที่เป็น “แบบจำลอง” และ “สิ่งจริง”ภาพที่ 1 วัสดุ อุปกรณ์ และขั้นตอนในการทำงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์
70ภาพที่ 2 ผลงาน “กรอบซ้อนกรอบ”ที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานในเชิงองค์ประกอบศิลป์ เส้นตรงและสี่เหลี่ยมของกรอบไม้ทำหน้าที่สร้างระบบของความเป็นระเบียบ ในขณะที่เส้นกิ่งไม้เป็นเส้นอิสระที่ทะลุกรอบออกมา สื่อถึงการไม่ยอมจำกัดของธรรมชาติในเชิงสุนทรียะ ผลงานแสดงให้เห็นถึงการรับรู้พื้นที่แบบมีชั้น มีลำดับของการมอง ผ่านกรอบที่ซ้อนกันสองระดับ เกิดเป็นความลึกเชิงเวลา (temporal depth) และมิติทางความคิด
71ในเชิงปรัชญา ผลงานนี้สะท้อน “สภาวะร่วม” ระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและสิ่งที่เกิดขึ้นเอง เปรียบได้กับแนวคิด “สมดุลระหว่างรูปและไร้รูป” ที่ปรากฏในความคิดแบบตะวันออก (ตามแนวพุทธศิลป์ไทยของถวัลย์ ดัชนี, 2547)5. สรุป“กรอบซ้อนกรอบ” เป็นผลงานการสร้างสรรค์เชิงประติมากรรมที่ผสานแนวคิดเชิงปรากฏการณ์ทางการรับรู้เข้ากับแนวคิดศิลปะร่วมสมัยไทย ผลงานแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างพื้นที่สนทนาระหว่าง “ธรรมชาติ” กับ “โครงสร้าง” ทั้งในระดับวัสดุ รูปทรง และปรัชญา ผลลัพธ์คือสภาวะของความสมดุลที่เกิดจากความต่าง การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่เป็นระเบียบและความเป็นอิสระเอกสารอ้างอิงเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์. (2555). จิตวิญญาณแห่งศิลปะไทยร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งถวัลย์ ดัชนี. (2547). พลังแห่งศิลปะและธรรมชาติ. เชียงราย: พิพิธภัณฑ์บ้านดำนันทนา ภูวเดช. (2554). ศิลปะร่วมสมัยกับบริบทวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากรวิชัย สิทธิรัตน์. (2552). ธรรมชาติกับสถาปัตยกรรมไทย: การออกแบบที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอภิญญา ตรีรัตน์. (2560). สุนทรียศาสตร์กับพื้นที่ทางศิลปะร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒChing, F. D. K. (2015). Architecture: Form, space, and order (4th ed.). Wiley. Goldsworthy, A. (1990). A collaboration with nature. Harry N. Abrams. Judd, D. (1965). Specific Objects. Arts Yearbook 8. New York: Arts Digest. Merleau-Ponty, M. (1962). Phenomenology of perception (C. Smith, Trans.). Routledge & Kegan Paul. Pallasmaa, J. (2012). The eyes of the skin: Architecture and the senses (3rd ed.). John Wiley & Sons.
72ตัณหา 3TANHA 3ญาณี พรหมเดชะ, Yanee Promdechaวิทยาลัยช่างศิลป กรุงเทพฯ, College of Fine Arts BangkokE-mail: [email protected]บทคัดย่อสังคมปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมและสื่อส่งเสริมให้เกิดความต้องการและความพึงพอใจจนเกินความพอดี เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ในจิตใจ ซึ่งตรงกับหลักธรรมในศาสนาพุทธ คือ “ตัณหา” มี 3 ประเภท ได้แก่ 1) กามตัณหา (อ่านว่า กาม-มะ -ตัน-หา) คือ ความอยากได้สิ่งต่าง ๆ มาบำรุงบำเรอความสุขทางกายและใจ ความพึงพอใจในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง การสัมผัสจับต้อง 2) ภวตัณหา (อ่านว่า พะ -วะ-ตัน-หา) คือ ความอยากอยู่ในฐานะที่ตนพึงใจ และ 3) วิภวตัณหา (อ่านว่า วิ-ภะ -วะ-ตัน-หา) คือ ความอยากพ้นไปจากสภาพไม่พึงใจที่ตนเป็นอยู่หรือประสบอยู่แต่เมื่อพูดถึงตัณหาแล้วนั้น สังคมไทยกลับนิยมใช้ในเชิงเรื่องราวทางเพศ ผู้สร้างสรรค์จึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างรูปลักษณ์ใหม่ของตัณหาที่ไม่ยึดโยงเรื่องเพศ เพื่อให้เกิดการทำความเข้าใจความหมายที่แท้ของหลักธรรมข้อนี้ ผ่านผลงานการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ของตัณหาที่มีลักษณะเป็นปราสาท 3 ช่องเพื่อสื่อแทนตัณหาทั้ง 3รวมถึงอิทธิพลจากศิลปกรรม จากนั้นสรุปแนวความคิด จัดหาวัสดุอุปกรณ์ และสร้างสรรค์ผลงาน โดยชิ้นงานสำเร็จเป็นผลงานวาดเส้นด้วยเทคนิคหมึกดำบนกระดาษ รูปแบบศิลปะไทยร่วมสมัย แสดงรูปลักษณ์ของตัณหาที่ไม่ชี้เฉพาะไปในเรื่องทางเพศ แต่เป็นความพึงพอใจความอยากความไม่อยากทั้งมวลที่สร้างความทุกข์ให้กับผู้คนคำสำคัญ: ตัณหา, พุทธศาสนา, วาดเส้น, ศิลปะไทยร่วมสมัยAbstractIn today's society, the environment and media promote excessive desires and satisfaction, which are the cause of mental suffering. This aligns with the principles of Buddhism, \"Tanha\" or Desire. There are 3 types 1) Kama-tanha, the desire to obtain things to satisfy physical and mental pleasure, the satisfaction of the five senses: sight, taste, smell, sound, and touch 2) Bhava-tanha, the desire to be in a state of satisfaction; and 3) Vibhavatanha, the desire to escape from an unpleasant state of being or experiencing. However, when talking about Tanha, Thai society tends to use it in terms of sex. The creator was inspired to create a new form of Tanha that is not tied to sexual content. But create an understanding of the true meaning of this principle. Through the creation of a Tanha form in the shape of a three-paneled castle. To represent the three types of Tanha, as well as the
73influence from Thai art. Then, the concept was summarized and materials and equipment were procured and created works. By drawing technique using black ink on paper in Thai contemporary art style. Showing the appearance of Tanha that is not only about sexual matters. But is the satisfaction of all desires and aversions that cause suffering to people.Keywords: Tanha; Buddhism; Drawing; Thai Contemporary Art1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาความทุกข์ คือสิ่งธรรมดาสามัญที่ทุกคนบนโลกล้วนประสบพบเจอไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะยุคสังคมปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมและสื่อส่งเสริมให้เกิดความต้องการและความพึงพอใจจนเกินความพอดี กระตุ้นให้เกิดความทุกข์มากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตรงกับหลักธรรมในศาสนาพุทธ คือ “ตัณหา” ผู้เป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์ ตัณหาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) กามตัณหา (อ่านว่า กาม-มะ -ตัน-หา) คือ ความอยากได้สิ่งต่าง ๆ มาบำรุงบำเรอความสุขทางกายและใจ ความพึงพอใจในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง การสัมผัสจับต้อง 2) ภวตัณหา (อ่านว่า พะ -วะ-ตัน-หา) คือ ความอยากอยู่ในฐานะที่ตนพึงใจ และ 3) วิภวตัณหา (อ่านว่า วิ-ภะ -วะ-ตัน-หา) คือ ความอยากพ้นไปจากสภาพไม่พึงใจที่ตนเป็นอยู่หรือประสบอยู่ แต่เมื่อพูดถึงตัณหาแล้วนั้น สังคมไทยกลับนิยมใช้ในความหมายของความใคร่ความกำหนัดและเรื่องราวทางเพศ ร่วมกับคำว่า “ราคะ” ทั้ง ๆ ที่เป็นหลักธรรมคนละข้อ ทำให้เกิดการเข้าใจความหมายคำว่าตัณหาที่ไม่ตรงกับหลักธรรมผู้สร้างสรรค์จึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างรูปลักษณ์ใหม่ของตัณหาที่ไม่ยึดโยงเรื่องเพศ เพื่อให้เกิดการทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของหลักธรรมข้อนี้ ผ่านผลงานการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ของตัณหาที่มีลักษณะเป็นรูปทรงปราสาท 3 ห้องเพื่อแทนตัณหา 3 ประเภท ปรากฏอวัยวะของมนุษย์เพื่อสื่อแทนประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ดวงตา (มองเห็น) จมูก (รับกลิ่น) ปาก (รับรสชาติ) หู (รับเสียง) และมือ (การแตะต้องสัมผัส) ผสมผสานเอกลักษณ์ศิลปะไทยประเพณีเพื่อสะท้อนแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ด้วยเทคนิคหมึกดำบนกระดาษ แสดงตัวตนของตัณหาที่ไม่ชี้นำไปในเรื่องราวทางเพศหรือกามารมย์ แต่เป็นความอยาก ความไม่อยาก และความพึงพอใจต่าง ๆ ที่สร้างความทุกข์ไม่สิ้นสุดให้กับผู้มีมีตัณหานั้น ๆ ในจิตใจ หาใช่แค่เรื่องทางเพศเท่านั้น2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 ตัณหาตัณหา เป็นหลักธรรมข้อหนึ่งในพุทธศาสนา หมายถึง ความติดใจ ความอยาก ความยินดียินร้าย ความกำหนัดด้วยอำนาจ ความพึงพอใจ สามารถแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ 1. กามตัณหา คือ ความทะยานอยากในกาม ความอยากหรือไม่อยากในสัมผัสทั้งห้า เพื่อบำเรอความสุขทางกายและใจ 2. ภวตัณหา คือ ความอยากอยู่ในฐานะที่ตนพึงใจ ความอยากมีอยากเป็น หรืออยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เมื่อได้เป็นหรือได้สิ่งนั้น
74มาแล้ว ก็ไม่ต้องการให้มันเปลี่ยนแปลงไป และ 3. วิภวตัณหา คือ ความอยากพ้นไปจากสภาพไม่พึงใจที่ตนเป็นอยู่หรือประสบอยู่ ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น หรือไม่อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ตลอดจนความอยากดับสูญตัณหาย่อมเกิดในผู้ประพฤติประมาท หากตัณหาครอบงำ ความทุกข์ความโศกเศร้าก็ย่อมปรากฏแก่บุคคลนั้น ตัณหาจึงได้ชื่อว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ หากมนุษย์มีความทะยานอยากนั้นไม่สิ้นสุด ด้วยเชื่อว่าจะเติมเต็มความปรารถนาและสร้างความพึงพอใจ หากไม่ได้มาซึ่งสิ่งนั้นก็ขาดความรื่นรมย์พอใจ ไม่มีความสุข เกิดเป็นความทุกข์นับอนันต์2.2 รูปลักษณ์ของตัณหาจากความเข้าใจเดิมเมื่อพูดถึง “ตัณหา” สิ่งที่คนไทยโดยมากคิดถึงมักจะเป็นเรื่องราวความต้องการทางเพศ ความกำหนัดทางเพศ และมักมีการใช้คำนี้เมื่อต้องการกล่าวถึงเรื่องราวเหล่านั้นร่วมกับคำว่า “ราคะ” ซึ่งแท้จริงแล้ว คำว่าตัณหา เป็นหลักธรรมข้อหนึ่งของพุทธศาสนา ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไม่ได้มีความหมายเฉพาะเจาะจงไปที่เรื่องเพศ แต่จากการวิเคราะห์ของผู้สร้างสรรค์ เข้าใจว่าการใช้คำนี้ในความหมายเกี่ยวกับเรื่องเพศ อาจมีที่มาจากตำนานพุทธประวัติที่กล่าวถึงธิดาพญามาร 3 ตน คือ นางตัณหา นางราคะ และนางอรดี เป็นตัวแทนหลักธรรม 3 ข้อ ซึ่งถูกสร้างรูปลักษณ์ให้เป็นหญิงยั่วยวนกามารมณ์ จึงทำให้เกิดความเข้าใจควา มหมายของตัณหาผิดเพี้ยนไป อีกทั้งสื่อต่าง ๆ ยังนิยมนำเสนอคำว่าตัณหาไปในเรื่องราวทางเพศ ยิ่งทำให้สังคมเข้าใจความหมายที่ผิดของตัณหา ภาพที่ 1 ธิดาพญามารที่มา: https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=surya21&month=09-2013&date=12&group=2&gblog=126https://www.facebook.com/permalink.php/?story_fbid=2366945666670197&id=961190420579069ภาพที่ 2 คำว่าตัณหาที่ปรากฏบนสื่อต่าง ๆ มักนำเสนอในความหมายเกี่ยวกับเรื่องทางเพศที่มา: https://www.youtube.com/watch?app=desktop&v=VSVOIlZAox8 / https://www.sanook.com/movie/41061/
75 2.3 อิทธิพลจากศิลปกรรม - ตัวภาพไทยผู้สร้างสรรค์ได้รับอิทธิพลในการสร้างสรรค์จากลักษณะของตัวภาพและเครื่องประดับในจิตรกรรมไทยประเพณี ที่มีรูปร่างรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ตามแบบอุดมคติ ไม่เหมือนจริง เพื่อแสดงถึงเรื่องราวทางพุทธศาสนา เนื่องจากงานจิตรกรรมไทยประเพณี เป็นศิลปกรรมที่มักพบเห็นได้ภายในวัดและศาสนสถานที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา โดยเน้นไปที่อวัยวะรับประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ดวงตา (มองเห็น) จมูก (รับกลิ่น) ปาก (รับรสชาติ) หู (รับเสียง) และมือเท้า (การแตะต้องสัมผัส) เพราะเป็นอวัยวะที่มนุษย์ใช้สร้างความพึงพอใจและใฝ่หาสิ่งที่ตนเองต้องการภาพที่ 3 ใบหน้าและมือของตัวภาพไทยที่มา:หนังสือ “ศิลปะการเขียน พระ นาง ยักษ์ ลิง” โดย วิภาวี บริบูรณ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 (2557) โดย บ.ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (2006) จำกัด- จิตรกรรมไตรภูมิฉบับรัชกาลที่ 9ไตรภูมิกถา เป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาเรื่องสำคัญและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมไทย แสดงความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดตามบุญและกรรมในจักรวาล กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้เห็นชอบในแนวคิดและโครงการสร้างสรรค์ภาพไตรภูมิสมัยรัชกาลที่ 9 ของหม่อมจักรรถ จิตรพงศ์ ประธานคณะทำงานที่ได้รวบรวมศิลปินคนสำคัญของสังคมไทย สร้างภาพจากวรรณกรรมเรื่องไตรภูมิในลักษณะของศิลปะ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า \"ศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9\" โดยอาศัยแนวศิลปะแบบที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้า ฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงงานไว้เป็นแบบอย่างและอาศัยแนวศิลปะของภาพประกอบพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่างอีกทางหนึ่ง ผู้สร้างสรรค์ได้รับอิทธิพลในการสร้างสรรค์จากภาพไตรภูมิฉบับนี้ ในส่วนของการออกแบบรูปร่าง รูปทรงของตัณหาให้มีลักษณะเป็นปราสาท เพื่อสื่อถึงความเป็นตัวตนและดินแดน เฉกเช่นภพภูมิต่าง ๆ ที่ปรากฏในไตรภูมิภาพที่ 4 ภาพตัวอย่างจากหนังสือจิตรกรรมไตรภูมิฉบับรัชกาลที่ 9ที่มา: https://www.sophieworld9895.com/product/16/ไตรภูมิกถา-สมัยรัชกาลที่-9
763. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร ตำรา และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง3.2 กลั่นกรองและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพที่ 5 กรอบแนวคิดในการสร้างสรรค์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ (2568)3.3 จัดทำแบบร่างผลงาน และจัดหาวัสดุอุปกรณ์(กระดาษ, ดินสอ, ยางลบ, ปากกาหมึกดำ, กระดาน)3.4 ขยายแบบร่างผลงาน สร้างสรรค์ชิ้นงานจริง ด้วยเทคนิคหมึกดำบนกระดาษ3.5 วิเคราะห์การสร้างสรรค์ สรุปและอภิปรายผลภาพที่ 6 แบบร่างและผลงาน “ตัณหา (Tanha 3)”, หมึกดำบนกระดาษ, 45.3 x 38 ซม. (2568)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ (2568) ตัณหาคือมูลเหตุแห่งความทุกข์ ความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับหลักธรรมตัณหา เชื่อมโยงกับเรื่องราวทางเพศซึ่งต่างไปจากความหมายของตัณหา การทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของหลักธรรมตัณหาศึกษาข้อมูล ตัณหา 3 ประเภท รูปลักษณ์จากความเข้าใจเดิม อิทธิพลจากศิลปกรรมรูปลักษณ์ใหม่ของตัณหาที่ไม่ยึดโยงเรื่องเพศแสดงตัณหา 3 ประเภทเทคนิคหมึกดำบนกระดาษการใช้สีเอกรงค์เพื่อแสดงความลึกลับผลงานสร้างสรรค์“ตัณหา 3 (Tanha 3)”
774. การวิเคราะห์ผลงาน4.1 ด้านแนวความคิดประเด็นเกี่ยวกับหลักธรรมตัณหา เป็นเรื่องราวหลักที่ผู้สร้างสรรค์นำมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานเสมอมา เนื่องด้วยตัวผู้สร้างสรรค์ได้ตระหนักว่าตนเองเป็นผู้มีตัณหา มีความอยากได้อยากมีจนสร้างความทุกข์ให้กับตนเอง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่อยากนำมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นต่าง ๆ เพื่อพัฒนาแนวความคิดของผลงาน ซึ่งในครั้งนี้ ผู้สร้างสรรค์ได้มุ่งไปที่ประเภทของตัณหาทั้ง 3 ที่มีคำอธิบาย มีลักษณะที่แตกต่างกัน จึงนำมาออกเป็นเป็นรูปลักษณ์ของตัณหาในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างจากที่เคยสร้างสรรค์ นับเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการด้านแนวความคิดของผลงานที่ผู้สร้างสรรค์นำเสนอเกี่ยวกับตัณหา4.2 ด้านขั้นตอนและกระบวนการการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้มีขั้นตอนและกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน เนื่องจากเป็นหัวข้อ แนวคิด และเทคนิคที่ผู้สร้างสรรค์นำมาใช้ในผลงานเป็นประจำ มีประสบการณ์ในการเชื่อมโยงแนวคิดเข้ากับประเด็นต่าง ๆการศึกษาข้อมูลและการสร้างสรรค์จึงสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ส่วนที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมคือการออกแบบรูปทรงหลักของผลงานเพื่อแสดงตัณหา 3 ประเภทที่มีรายละเอียดตามคำอธิบายของหลักธรรม 4.3 ด้านรูปแบบและการแสดงออกรูปแบบของผลงานชิ้นนี้ คือ ศิลปะไทยร่วมสมัย (Thai Contemporary Art) เนื่องด้วยผู้สร้างสรรค์เป็นผู้สอนและมีความสนใจเฉพาะทางด้านศิลปะไทย จึงได้นำเอาเอกลักษณ์ของจิตรกรรมไทยประเพณีอย่างรูปทรงปราสาทและการเขียนตัวภาพไทย ที่แสดงความอุดมคติ ไม่เหมือนจริง เข้ามาใช้ในการออกแบบรูปทรง เพื่อสื่อถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา ผสมผสานกับลักษณะองค์ประกอบสมัยใหม่บางประการ ที่สามารถสื่อสารแนวความคิดตามที่ผู้สร้างสรรค์ได้ตั้งเป้าหมายไว้ 4.4 จุดเด่นและจุดที่ควรปรับปรุงจุดเด่นของผลงานชิ้นนี้ คือ รูปทรงปราสาทกับหน้าภาพไทยและตัวภาพไทยตามลักษณะศิลปะไทยประเพณี ผสมผสานกับรายละเอียดที่มีความสมัยใหม่บางส่วนเพื่อสื่อเรื่องราวของตัณหา ทำให้เกิดควา มน่าสนใจที่ไม่เหมือนใคร ส่วนจุดที่ควรปรับปรุง คือ น้ำหนักแสง-เงาโดยภาพรวมอาจยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมด เนื่องด้วยเป็นการพยายามออกแบบรูปทรงใหม่ที่แตกต่างไปจากการเขียนภาพไทยแบบประเพณี 4.5 ปัญหาที่พบและวิธีการแก้ไขระหว่างกระบวนการ ผู้สร้างสรรค์พบปัญหาการเตรียมความพร้อมในการสร้างสรรค์และการบริหารจัดการเวลาในการทำงาน เนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้สร้างสรรค์ประสบปัญหาทางด้านจิตใจเกี่ยวกับการสูญเสียบุคคลในครอบครัว ทำให้ไม่สามารถจัดการการทำงานได้ทันเวลา เป็นบทเรียนและประสบการณ์ให้กับผู้สร้างสรรค์ในการจัดการสภาวะอารมณ์ความรู้สึกให้เหมาะสมและพร้อมสำหรับการปฏิบัติงาน
785. สรุปผลงานสร้างสรรค์ “ตัณหา 3” เป็นการนำเสนอรูปลักษณ์ของตัณหาที่พยายามให้มีความสอดคล้องกับความหมายที่แท้จริงของหลักธรรม บอกเล่าลักษณะของตัณหาทั้ง 3 ประเภทผ่านรูปทรงปราสาท 3 ช่องที่มีรายละเอียดแตกต่างกันตามคำอธิบายของตัณหาทั้ง 3 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริง ไม่คลาดเคลื่อนตามที่สังคมนิยมให้คำว่าตัณหาเกี่ยวโยงกับเรื่องทางเพศ ผ่านงานศิลปกรรมที่นำเสนอด้วยเทคนิคหมึกดำบนกระดาษ ในรูปแบบศิลปะไทยร่วมสมัย ซึ่งผลสรุปของการสร้างสรรค์ ได้ผลงานวาดเส้นที่เห็นรูปทรงปราสาทและหน้าภาพไทยเป็นจุดเด่นที่สามารถสะท้อนหลักธรรมตามความหมายได้ ผู้สร้างสรรค์หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ เป็นบทเรียน และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ที่สนใจได้ศึกษา และเป็นส่วนที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งต่อไปเอกสารอ้างอิงญาณี พรหมเดชะ. (2567). ตัณหา : จิตรกรรมไทยร่วมสมัยกับสัญลักษณ์ที่เป็นกลางทางเพศ. วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ, 8(1), 181-198. https://www.bpi.ac.th/upload/media/2024/03/7732660116af 288eb.pdfพุทธศิลป์ร่วมสมัย. (2562). “สามธิดามาร” ภาพภายในพระอุโบสถวัดป้อมวิเชียรโชติการาม (พระอารามหลวง).https://www.facebook.com/permalink.php/?story_fbid=2366945666670197&id=961190420579069มูลนิธิอุทยานธรรมสามร้อยรอด. (ม.ป.ป.). ตัณหา. https://uttayarndham.org/ธรรมานุกรม/1058/ตตัณหา-ตัณหา-๓-ตัณหา-๖วิกิพีเดีย. (ม.ป.ป.). ตัณหา. https://th.wikipedia.org/wiki/ตัณหาวิภาวี บริบูรณ์. (2557). ศิลปะการเขียน พระ นาง ยักษ์ ลิง. บริษัท ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (2006) จำกัดสำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2552). ตัณหา. http://legacy.orst.go.th/?knowledges=ตัณหา-๑๐-กันยายน-๒๕๕๒sophieworld9895 (2022). ไตรภูมิกถา สมัยรัชกาลที่ 9. https://www.sophieworld9895.com/product/16/ไตรภูมิกถา-สมัยรัชกาลที่-9Surya21 (2556). การร่ายรำของ3ธิดาพญามารหลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้บรรลุอรหันต์แล้ว. https://w w w .blog g ang .com /m/viewdiary.php?id=surya21&m onth=09-2013&da te=12&group=2&gblog=126
79จิตรกรรมจากประเพณีถวายตุงในวันสงกรานต์ล้านนาPainting Inspired by the Lanna Tradition of Offering Tung during Songkranฐิตา ครุฑชื่น, Thita Krutchuenวิทยาลัยช่างศิลป เลขที่ 60 ถนนหลวงพรต แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520Collage of Fine Arts, address 60 Luangphod Road, Ladkrabang Disrtict,Bangkok 10520E-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานจิตรกรรมนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีการถวายตุงในช่วงเทศกาลสงกรา นต์ของชาวล้านนา อันเป็นพิธีกรรมสำคัญที่ผู้คนจะนำตุง หรือธงแบบล้านนา ไปปักประดับบนเจดีย์ทรายในวัด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ สร้างสิริมงคลแก่ตนเอง รวมถึงเป็นการทำบุญถวายเทวดาและขอขมาสิ่งที่ได้ล่วงเกินในปีที่ผ่านมา ประเพณีนี้จัดขึ้นในช่วงวันสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวล้านนา และสะท้อนความผูกพันของผู้คนต่อความเชื่อและภูมิปัญญาดั้งเดิมในการสร้างสรรค์ผลงาน ผู้สร้างสรรค์ได้ศึกษารูปแบบของตุง 12 ราศี และตุงเทวดา ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในประเพณีดังกล่าว ก่อนนำองค์ประกอบเหล่านี้มาตีความและถ่ายทอดในรูปแบบจิตรกรรมด้วยเทคนิคสีอะคริลิก มุ่งเน้นการนำเสนอสีสัน ลวดลาย และสัญลักษณ์ของตุงล้านนา เพื่อสร้างบรรยากาศที่สะท้อนความทรงจำ ความผูกพัน และประสบการณ์ที่มีต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นล้านนาผลจากการสร้างสรรค์เป็นการบันทึกความทรงจำอันคุ้นเคยของผู้สร้างสรรค์ที่มีต่อประเพณีสงกรานต์ล้านนา และเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ความรู้สึกกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น พร้อมทั้งเป็นสื่อกลางในการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าของประเพณีล้านนาให้คงอยู่สืบไปคำสำคัญ: ตุง, ศิลปะล้านนา, สงกรานต์ล้านนา, ประเพณีล้านนาAbstractThis painting series draws inspiration from the Tung offering tradition during the Songkran festival of the Lanna people, or the ethnic group of Northern Thailand. This significant ritual involves people bringing Tung, or Lanna-style flags, to plant and adorn sand pagodas within temple grounds as offerings to the Buddha, to dedicate merit to the deceased, to bring blessings to themselves, and to make merit for deities while seeking forgiveness for transgressions committed in the past year. This tradition takes place during Songkran, which
80marks the Lanna New Year, and reflects people’s connection to their beliefs and indigenous wisdom.In creating this work, the artist studied the forms of the twelve zodiac Tung and deity Tung, which are flag styles commonly used in this tradition, before interpreting and expressing these elements through acrylic painting techniques. The work emphasizes the presentation of colors, patterns, and symbols of Lanna Tung to create an atmosphere that reflects the artist’s memories, attachments, and cultural experiences.The result of this creative work documents the artist’s familiar memories of the Lanna Songkran tradition and connects emotions with local cultural roots, while also serving as a medium for preserving and disseminating the values of Lanna traditions for posterity.Keywords: Songkran Tung, Lanna Arts, Songkran Festival of Northern Thailand, Lanna cultural tradition1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาประเพณีตานตุง หรือการถวายตุงเป็นประเพณีสำคัญของชาวล้านนาที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยมีรากฐานจากความเชื่อว่าการถวายตุงเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพชนผู้ล่วงลับ รวมทั้งเป็นการสร้างบุญกุศลแก่ตนเองในชาติภพหน้า ประเพณีถวายตุงจัดขึ้นในช่วงวันขึ้นปีใหม่ตามคติล้านนา ซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์ ในมิติของวิถีชีวิต ประเพณีการถวายตุงได้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข และความงดงามที่ได้เห็นผู้คนร่วมกันนำตุงหลากสีสันไปปักประดับบนเจดีย์ทรายภายในบริเวณวัด เกิดเป็นภาพบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สีสัน ลวดลายของตุงทำให้วัดกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยสีสัน แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมของชาวล้านนานอกจากความหมายเชิงพิธีกรรมแล้ว การถวายตุงยังเป็นโอกาสที่ผู้คนได้กลับมาพบปะญาติมิตร ร่วมทำบุญ พูดคุย และสร้างความผูกพัน ประเพณีและพิธีกรรมดังกล่าวไม่เพียงสื่อถึงความศรัทธา แต่ยังสะท้อนความอบอุ่นของชุมชนล้านนาที่ให้คุณค่ากับการอยู่ร่วมกัน ความกตัญญู การแบ่งปัน และการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจผ่องใสสำหรับผู้สร้างสรรค์ ประเพณีการถวายตุงเป็นภาพความทรงจำอันสวยงามในวัยเยาว์ ทั้งสีสันสดใสของตุงที่เรียงราย ลมที่พัดให้ตุงเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยน เสียงพูดคุยทักทาย และรอยยิ้มของญาติมิตร ก่อให้เกิดความสบายใจเมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่วัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภาพเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจอันลึกซึ้ง นำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะที่สะท้อนความผูกพันต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรม และความประทับใจที่ฝังอยู่ในความทรงจำอย่างไม่เสื่อมคลาย
812. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง2.1 ตุงล้านนาตุง ในภาษาล้านนาหมายถึงธง เป็นเครื่องประดับตกแต่งสถานที่ในพิธีต่าง ๆ โดยตุงมักถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีที่สำคัญ ซึ่งมีรูปแบบและลักษณะการใช้งานตามพิธีกรรมที่ต่างกันไป แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทแก่ 1) ตุงที่ใช้ประกอบพิธีมงคล เป็นตุงที่ใช้ในงานบุญต่าง ๆ เช่น งานฉลอง งานสงกรานต์ 2) ตุง ที่ใช้ประกอบพิธีอวมงคล เช่น พิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย งานศพ 3) จ้อต่าง ๆ หรือตุงเล็ก เป็นตุงรูปสามเหลี่ยมขนาดต่าง ๆ ซึ่งใช้ประดับ หรือประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ (มณี พยอมยงค์, 2529) ตุง มีลักษณะตรงกับธงของอินเดียที่ใช้ประกอบพิธีบูชาเทพเจ้า คือมีลักษณะเป็นแผ่นวัตถุ เช่น ไม้ สังกะสี ผ้า กระดาษ เป็นต้น ตุงเป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในงานและพิธีทางศาสนาพุทธ ทั้งในงานมงคล และอวมงคล การสร้างตุงนอกเหนือจากคติความเชื่อในการใช้ประดับพุทธสถาน ยังมีเรื่องของความเชื่อพื้นบ้านที่ผสมผสานมาจากวัฒนธรรมจีน คือการสร้างตุงเพื่อสืบชะตาชีวิต โดยทำลวดลาย 12 นักษัตร ในพิธีฉลองเทศกาลปีใหม่ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจของชาวล้านนา ให้มีอายุสืบทอดต่อไปในอีกปีหน้า ทำให้รูปแบบของตุงที่ทำขึ้นในล้านนามีทั้งเรื่องของพุทธบูชา และในเรื่องคติความเชื่อพื้นบ้าน การถวายตุงเป็นพุทธบูชาเป็นพิธีกรรมของทั้งชาวไทยวน ไทลื้อ ไทเขิน และไทใหญ่ ถือเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับหรือถวายเพื่อเป็นปัจจัยกุศลให้แก่ตนไปในชาติหน้า ด้วยความเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้เกาะยึดชายตุงขึ้นสวรรค์ (ทรงศักดิ์ ภู่น้อย, 2543)ตุงที่ใช้ประดับเจดีย์ทรายในวันสงกรานต์ ได้แก่ ตุง 12 ราศี หรือตุง 12 นักษัตร จะใช้ในงานช่วงเทศกาลสงกรานต์ ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาพร้อมกับเจดีย์ทราย วัสดุที่ทำผืนตุงส่วนใหญ่มักจะทำด้วยกระดาษว่าว หรือกระดาษสา มีหลากหลายสีแต่ที่สำคัญจะมีรูป 12 นักษัตร บนผืนตุงทั้งสองด้านเหมือนกันหมด เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้เป็นสิริมงคลกับตนเอง ตุงดอกบ้อง หรือตุงไส้หมู มักทำเป็นพวงประดิษฐ์รูปร่างคล้ายจอมแหหรือปรางค์ตัดเป็นรูปลวดลายสวยงาม และ ตุงทราย ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ทำเป็นรูปเทวดา โดยจุดมุ่งหมายเพื่อทำบุญถวายเทพเทวดาที่ดูแลรักษาตัวเรา และขอขมาสิ่งที่ได้ล่วงเกินในปีที่ผ่านมา (ธีรบูลย์ มิตรมโนชัย, 2564) 2.2. ลักษณะผลงานจิตรกรรมของ กุสตาฟ คลิมต์ (Gustav Klimt) มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุด คือการใช้แผ่นทองคำเปลวติดลงในผลงาน คาดว่าได้รับแรงบันดาลใจจากโมเสกที่มีความงดงามเมื่อสะท้อนกับแสง เมื่อนำแผ่นทองมาติดในภาพ ทำให้ภาพมีประกายระยิบระยับและดูหรูหรา และในผลงานของคลิมต์มักเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อน มีการใช้ภาพสัญลักษณ์แบบไบแซนไทน์ ผสมผสานรูปทรง ทั้งรูปทรงเรขาคณิตและรูปทรงจากธรรมชาติมักเติมพื้นที่ว่างในผลงานเกือบทั้งหมดด้วยลวดลาย ทำให้ภาพดูหนาแน่นและเต็มไปด้วยรายละเอียด ลักษณะผลงานของคลิมต์แสดงออกในรูปแบบศิลปะอาร์ตนูโว (Art Nouveau) และสัญลักษณ์นิยม (Symbolism)
82ภาพที่ 1 ผลงาน Die Umarmung โดย Gustav Klimtที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Gustav_Klimt3. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 ศึกษาลักษณะและลวดลายของตุง 12 นักษัตร เพื่อสื่อถึงการสะเดาะเคราะห์ให้เป็นสิริมงคลกับตนเอง และเพื่อให้มีอายุสืบทอดต่อไปในอีกปีหน้า ตุง 12 นักษัตร มีลักษณะที่ต่างกันไปทั้งแบบที่ทำ ด้วยกระดาษสาแบบหนาประดับด้วยกระดาษสีทองตัดเป็นรูปร่างสัตว์สัญลักษณ์ประจำปีนักษัตร และแบบที่ทำจากกระดาษว่าวแบบบางสีขาว ประทับตราสัญลักษณ์ประจำปีนักษัตรด้วยสีสดใสหลากหลายสี ศึกษาลักษณะตุงเทวดา ที่นิยมทำจากกระดาษว่าวแบบบาง มีสีสันสดใสหลากหลายสี ตุงเทวดาเป็นตุงที่นำมาใช้ในการตกแต่งประดับประดา โดยใช้ปักลงบนเจดีย์ทรายร่วมกับตุง 12 นักษัตร เพื่อสื่อถึงการทำบุญถวายเทพเทวดาที่ดูแลรักษาตัวเราภาพที่ 1 ตุง 12 นักษัตร และตุงเทวดาที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.2 ลงสีพื้น และวางโครงสร้างโดยรวมของรูปทรงตุง 12 นักษัตร และตุงเทวดา วางสลับระหว่างตุงทั้งสองชนิด ลดหลั่นความสูงอย่างเป็นระเบียบไล่เรียงกันลงมา
83 ภาพที่ 2 การลงสีพื้นและวางโครงสร้างโดยรวมที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.3 ลงรายละเอียดของรูปทรงสัญลักษณ์บนตุง 12 นักษัตร ซึ่งเป็นรูปทรงเรียบง่ายของสัตว์ต่างๆ ตามความเชื่อเรื่องสัตว์สัญลักษณ์ประจำปีนักษัตร จัดวางตุง 12 นักษัตร ที่มีลวดลายสีทองไว้ตรงกลาง ด้านข้างทั้งสองข้างจัดวางตุงเทวดาและตุง12 นักษัตร ที่มีลวดลายหลากสีสดใสสลับกันไป และสร้างส่วนประกอบรายละเอียดภายในภาพด้วยริ้วเส้นสีทอง สลับกับรูปทรงดอกไม้ ใบไม้ภาพที่ 3 ผลงานจิตรกรรมจากประเพณีถวายตุงในวันสงกรานต์ล้านนาที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานรูปแบบผลงานจิตรกรรมจากประเพณีถวายตุงในวันสงกรานต์ล้านนา ได้รับอิทธิพลจากผลงานศิลปะของกุสตาฟ คลิมต์ (Gustav Klimt) ที่มีรูปแบบศิลปะอาร์ตนูโว (Art Nouveau) และสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) ใช้วิธีการวาดแบบแบนไม่เน้นมิติแสงเงา ผสมผสานกับลวดลายเส้นโค้ง ซึ่งเป็นลักษณะผลงานศิลปะของกุสตาฟ คลิมต์ แต่ปรับให้มีอัตลักษณ์ล้านนา โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับตุงล้านนา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อและการทำบุญของชาวล้านนา ปรากฏผ่านการใช้รูปสัตว์สัญลักษณ์ประจำปีนักษัตร สื่อถึงความเป็นสิริมงคล การอุทิศบุญแก่ผู้ล่วงลับและตนเองการจัดวางรูปทรง ใช้ตุง12 นักษัตรสลับกับตุงเทวดาวางแนวตั้งทั้งหมด 5 ผืน เป็นโครงสร้างหลักแบบสมมาตรของภาพ รูปสัตว์สัญลักษณ์ปีนักษัตรถูกจัดเรียงซ้อนต่อกันจากบนลงล่าง ตุงทั้งสองแบบมีขนาดและสี
84ต่างกัน แต่ยังคงมีโครงคล้ายกันเพื่อความเป็นเอกภาพ ตุงผืนกลางเป็นลักษณะเด่นด้วยขนาดและการใช้สีทองทำให้เกิดมิติทางทางสายตา และภาพลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ ผืนด้านข้างลดขนาดลงเล็กน้อย และโทนสีสดใสทั้งสองด้านเพื่อลดหลั่นความเด่นลง พื้นหลังใช้รูปทรงใบไม้และดอกไม้เลื้อยผ่านช่องว่างระหว่างตุง ทำหน้าที่เชื่อมผืนทั้งหมดให้เข้ากัน และให้พื้นที่ไม่ว่างเกินไป แต่ไม่แออัดเพราะมีเส้นโค้งที่มีลักษณะลื่นไหล5. สรุปในการสร้างสรรค์ผลงาน ผลงานจิตรกรรมจากประเพณีถวายตุงในวันสงกรานต์ล้านนา เป็นผลงาน เพื่อสื่อถึงความทรงจำ ความรู้สึกประทับใจ การระลึกถึง ประเพณีสงกรานต์ล้านนา โดยเฉพาะการถวายตุงที่มีสีสันสดใส ซึ่งได้ผ่านการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับรูปแบบของตุงชนิดต่างๆ ที่ใช้ถวายในวันสงกรานต์ จากสร้างสรรค์ผลงานนอกจากเพื่อสื่อถึงความทรงจำ ความประทับใจที่มีต่อประเพณีสงกรานต์ล้านนา ยังสะท้อนถึงความเชื่อ ค่านิยมและวิถีชีวิตชาวล้านนา การถวายตุงเป็นประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน ไม่เพียงเป็นการต้อนรับปีใหม่แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการรวมตัวของครอบครัว การรำลึกถึงบรรพบุรุษ และการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การถ่ายทอดความทรงจำและความคิดถึงผ่านผลงานศิลปะที่มีต่อประเพณีนี้ จึงกลายเป็นกระบวนการสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์กับรากเหง้าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นผลลัพธ์ในการสร้างสรรค์ผลงานที่เกิดกับตัวผู้สร้างสรรค์ ผลงานนี้เป็นการบันทึกควา มทรงจำ อันคุ้นเคยของผู้สร้างสรรค์ที่มีต่อประเพณีสงกรานต์ล้านนา และเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ความรู้สึกกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น พร้อมทั้งเป็นสื่อกลางในการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าของประเพณีล้านนา การได้รำลึกถึงบรรยากาศในประเพณีสงกรานต์ล้านนาซึ่งเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคย การได้แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกที่มีอยู่ในความทรงจำที่ดีงาม การถ่ายทอดเรื่องราวของตุงในประเพณีสงกรานต์ล้านนาผ่านศิลปะ ส่งผลให้ผู้สร้างสรรค์รู้สึกถึงความผูกพันที่เป็นสายใยระหว่างตนเองกับวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้า ที่แม้จะห่างหายด้วยระยะทาง แต่ยังคงมีความหมายที่ลึกซึ้ง อบอุ่น เกิดการกระตุ้นเตือนและหวงแหน ต้องการจะอนุรักษ์และถ่ายทอดประเพณีอันดีนี้ให้สืบไป เอกสารอ้างอิงทรงศักดิ์ ภู่น้อย. (2543). ประเพณีตานตุงในล้านนา. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้.ธีรบูลย์ มิตรมโนชัย. (2564). วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย เรื่อง ตุงล้านนา. หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่. https://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/26814มณี พยอมยงค์. (2529). วัฒนธรรมล้านนาไทย (ภาคเหนือ). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทรัพย์การพิมพ์.Art is a bridge between the soul and the world (Gustav Klimt). https://www.gustav-klimt.com/
85 ความหวัง 1 HOPE Iดวงหทัย พงศ์ประสิทธิ์, Dounghatai Pongprasit70 หมู่ 4 ตำบลท่านำ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 7312070 M.4 Tha Na, Nakhon Chaisi, Nakhon Pathom, 73120E-mail: [email protected]บทคัดย่องานสร้างสรรค์ชุดนี้ มีแนวคิดในมิติทางศิลปะที่ต้องการเป็นแรงขับเคลื่อนให้เห็น ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลพวงมาจากค่านิยมแฟชั่น และย้อนกลับให้เห็นถึงคุณค่าของวัตถุเหลือใช้ และการให้แก่กันและกัน แทนการซื้อหาด้วยเงินตรา โดยผู้สร้างสรรค์จะดำเนินการจัดกิจกรรม Swap Clothing ที่เป็นกระบวนการหนึ่งในการสร้างสรรค์ เพื่อสร้างทัศนคติในสังคม ในการนิยม Slow Fashion และใช้ผลงานศิลปะที่สร้างจากเสื้อผ้าเหลือใช้ สร้างคุณค่าใหม่ให้กับสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นขยะภายใต้รูปทรงของผีเสื้อ ธรรมชาติ เนื่องจากความหมายเชิงสัญลักษณ์ของผีเสื้อนั้น คือ การเปลี่ยนแปลง และเป็นสัญลักษณ์ของความงาม ความรัก การเกิดใหม่ รวมถึงตัวผลงาน จะมีรูปลักษณ์ของโครงสร้างที่มีสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคน เช่น เก้าอี้ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดนัยยะใหม่ทางศิลปะที่มีรูปแบบแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการดำรงชีวิตการเกิดใหม่ ความสวยงาม และสุนทรียะของการรับรู้ในเชิงทัศนศิลป์คำสำคัญ: เมื่อผีเสื้อขยับปีก, คุณค่าใหม่, ขยะแฟชั่น Abstract This creative project is grounded in an artistic framework aimed at addressing environmental issues that stem from fashion consumerism, while reasserting the value of discarded materials and the notion of giving, rather than purchasing through monetary exchange. As part of the creative process, the artist organizes a Swap Clothing activity to cultivate social attitudes aligned with slow fashion practices. The installation artworks—constructed from surplus clothing and shaped through butterfly-inspired natural forms—seek to generate new value for materials otherwise destined to become waste. The butterfly, as a symbolic motif, signifies transformation, beauty, love, and renewal. The works further incorporateKeywords: When a butterfly moves its wings, New value, Fashion wast
861. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาปัญหามลภาวะที่เกิดในสังคมเป็นเรื่องที่คนสามารถรับรู้และมีส่วนร่วมได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่มีผลกระทบทั้งผู้สร้างสรรค์เอง และเป็นผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุก ๆ ชีวิต ดังนั้นการร่วมมือ และความมีส่วนร่วมของคนในสังคม ที่จะสร้างความตระหนักในทั้งทางตรงและทางอ้อม อาจทำให้ช่วยลดปัญหามลภาวะที่ทำให้เกิดได้จากปัญหาของเหลือใช้จากเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ ไปจนถึงเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย ที่ทุกคนอาจเห็นเป็นเรื่องไกลตัว แต่ที่มานั้น มาจากต้นทุนการผลิตทางธรรมชาติ เช่น การใช้น้ำจำนวนมากในการปลูกฝ้าย การใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการผลิตเส้นใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือแม้กระทั่งการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานหรือแหล่งผลิตเสื้อผ้า ที่มีทั้งการฟอก การย้อมจาก กระบวนการผลิตทั้งเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยโพลีแอสเตอร์ลงในน้ำ เป็นต้น ดังนั้นผู้สร้างสรรค์จึงต้องการสอดแทรกให้คนในสังคมความรู้สึกของคุณค่าในสิ่งรอบตัวให้มากที่สุด เพื่อความคุ้มกับต้นทุนทางธรรมชาติที่เราต้องเสียไป และสร้างความตระหนัก รู้รักสิ่งแวดล้อม โดยใช้ศิลปะ และกระบวนการสร้างศิลปะเป็นสื่อร่วมกันผู้สร้างสรรค์จึงออกแบบผลงานที่จะผสมจินตนาการของรูปทรงทางธรรมชาติ กับรูปทรงที่มีความหมายในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เก้าอี้ เป็นต้น สร้างสรรค์เพื่อให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับผลงาน สัมผัสผลงานได้ โดยใช้เทคนิคการประกอบสร้างส่วนใหญ่จากวัสดุเหลือใช้ที่ได้จากแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ฯลฯ ร่วมกับเทคนิคผสมอื่น ๆ ทางศิลปะ2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง“ผีเสื้อขยับปีก” หรือ ทฤษฎีผลกระทบผีเสื้อ Butterfly effect ที่ใช้อ้างถึงทฤษฎีโกลาหล Chaos Theory โดยตัวทฤษฎีมีนัยยะว่า ผีเสื้อขยับปีกหนึ่งครั้งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้เกิดพายุทอร์นาโด เป็นการเปรียบเปรยถึงการกระทำสิ่งเล็ก ๆสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ตามมาได้ ตามที่ Edward Lorenz ได้ค้นพบทฤษฎีจากการทดลองทางด้านการพยากรณ์อากาศ นำไปสู่ความหมายในวงกว้างถึงการกระทำเพียงเล็กน้อยนั้น สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งยิ่งใหญ่นั้นเกิดจาก “จุดเริ่มต้น” เล็ก ๆ เท่านั้น และความสำเร็จไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการกระทำเพียงแค่ครั้งเดียว แต่เกิดจากการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมรวมกันจนเกิดเป็นความยิ่งใหญ่ (Mark Nathpath, 2019)3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากเสื้อผ้ามือสองชุดนี้ เริ่มต้นจากการสังเกตธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมของผู้คนต่อการบริโภคเสื้อผ้า เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ สิ่งแวดล้อม และ อัตลักษณ์ของมนุษย์ในสังคมร่วมสมัย แนวคิด Butterfly Effect ถูกนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดหลักในการสำรวจว่า การกระทำเล็ก ๆ เช่น การเลือกใช้หรือทิ้งเสื้อผ้า อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในวงกว้างได้
87อย่างไร กระบวนการสร้างสรรค์จึงมุ่งเน้นการแปรสภาพวัสดุเหลือใช้ให้เกิดคุณค่าใหม่ ผ่านการออกแบบ การทดลองทางรูปทรง และการจัดวางในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการปะทะแลกเปลี่ยนทางความคิดระหว่างศิลปะ ผู้ชม และบริบทของสังคมปัจจุบัน โดยมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้1. การประชาสัมพันธ์กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าการประชาสัมพันธ์จะทำให้ผู้ที่มีความสนใจ หรือผู้ที่มีเสื้อผ้าจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีทางเลือกในการจัดการกับสิ่งของเหลือใช้ เมื่อมีพื้นที่ในการช่วยจัดการ และเพิ่มทางเลือกในการหาเสื้อผ้ามาใช้เพิ่มเติมโดยไม่ต้องซื้อใหม่ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่บางครั้งมากับความต้องการเสื้อผ้าที่เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งยังสร้างความภูมิใจ ที่สามารถมีส่วนร่วมต่อการลดขยะ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าภาพที่ 1 ผู้สร้างสรรค์ได้การสร้างเครือข่ายออนไลน์ ในรูปแบบเพจของเครือข่ายเฟสบุ๊คโดยใช้ชื่อเพจว่า Social Reflection FAST Fashion เพื่อสื่อสารกิจกรรมต่าง ๆ ในการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นสื่อกลางในกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อช่วยสร้างการใช้ทรัพยากรใช้คุ้มค่าที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 2 โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มา: ผู้สร้างสรรค์
88ภาพที่ 3 ภาพเครือข่ายออนไลน์ในรูปแบบเฟสบุ๊คที่มา: ผู้สร้างสรรค์2. การรวบรวมวัสดุหลังจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ผู้สร้างสรรค์จะคัดเลือกวัสดุต่าง ๆ ที่เหลือ ชำรุด และไม่เป็นที่ต้องการของผู้คนแล้ว เช่น เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กระโปรง กางเกง ประเภทต่าง ๆ นำมา แยกโทนสี ประเภทของวัสดุ และสร้างให้เป็นวัสดุทางศิลปะด้วยการตัด การแยกส่วนประกอบของผ้า เป็นชิ้น เป็นแผ่น ส่วนแขนเสื้อ ส่วนขากางเกง เป็นต้น หรือส่วนตะเข็บการเย็บ การรวบรวม และการแยกวัสดุจะช่วยให้วัสดุเกิดการแปรสภาพจากคุณลักษณะเดิมสู่คุณลักษณะใหม่ที่ผู้สร้างสรรค์สามารถจินตนาการได้อย่างอิสระ การสร้างสรรค์ผลงานมีความอิสระ เวลาสร้างสรรค์สามารถใช้วัสดุได้ตามจินตนาการแต่ยังอยู่ภายใต้แนวคิดหลักอยู่ภาพที่ 4 การแยกวัสดุ และการแยกส่วนประกอบของผ้า เป็นชิ้นเป็นแผ่นที่มา: ผู้สร้างสรรค์3. การออกแบบและพัฒนาแนวคิดเมื่อได้วัสดุแล้วขั้นตอนต่อไป คือ การออกแบบ และพัฒนาแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยคำนึงถึงความงามที่ต้องการสื่อสารผ่านการใช้วัสดุเหล่านั้น รวมถึงสัญลักษณ์ที่วัสดุ แต่ละชิ้นสามารถสะท้อนให้เห็น เช่น การสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมจากการใช้วัสดุเก่า เพื่อสร้างสิ่งใหม่ การออกแบบต้องเน้นให้ผลงานสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ โดยผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สามารถดึงดูดความสนใจ และสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ชม
89การออกแบบโทนสีการออกแบบโทนสี เพื่อสะท้อนวงจรของผลกระทบ และความหวังในอนาคตที่ดีขึ้น อดีต มลภาวะ/การบริโภคเกินจำเป็น ใช้สีน้ำตาลหม่น, เทา, ดำ, เขียวหม่นใช้กับผ้าบางชิ้น ที่ยับ ย้วย หรือมีร่องรอยการใช้งาน สื่อถึงการใช้อย่างไม่ยั่งยืน ใช้ในส่วนฐาน ปัจจุบัน การตระหนักรู้ ใช้โทนสีพื้นกลาง เช่น น้ำเงินอ่อน, เทาอมฟ้า, ครีม วางส่วนกลางของผลงานหรือโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงเป็น “จุดเปลี่ยนของกระแส” อนาคต ความหวัง/ความเป็นไปได้ใหม่ ใช้โทนสีสดใส เช่น เหลืองอ่อน, ฟ้า, ชมพูพาสเทล, ขาว นวล จะใช้กับรูปทรงปีกผีเสื้อที่ประกอบกับโซฟา4. การทดลองเทคนิคการขึ้นรูปการทดลองเทคนิคการขึ้นรูปด้วยวัสดุที่แตกต่างกันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมิติ และพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น การเย็บ การปะติด การหล่อ หรือการปั้นวัสดุรีไซเคิล เทคนิคเหล่านี้จะช่วยสร้างรายละเอียดที่น่าสนใจในผลงาน เช่น การใช้ผ้าหรือวัสดุที่มีพื้นผิวไม่เรียบ เพื่อสร้างความแตกต่างจากวัสดุอื่น ๆ และการทดลองเทคนิคต่าง ๆ จะช่วยให้สามารถหาวิธีที่ดีที่สุดในการแปลงวัสดุที่มีให้กลายเป็นผลงานที่มีคุณค่า
90ภาพที่ 5 การทดลองขึ้นรูปที่มา: ผู้สร้างสรรค์5. การประกอบสร้าง และปรับแต่งการประกอบวัสดุแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อสร้างองค์ประกอบที่สอดคล้องกับแนวคิด และการออกแบบ โดยให้ความสำคัญกับการปรับแต่งรายละเอียดพื้นผิว และโครงสร้าง เช่น การใช้การเย็บหรือการปะติด เพื่อสร้างลวดลายที่มีความลึก หรือการปรับแต่งโครงสร้างให้รองรับการใช้งานในพื้นที่จัดแสดงภาพที่ 6 ชื่อผลงาน ความหวัง 1เทคนิค: ศิลปะจัดวางสื่อผสม: เสื้อผ้ามือสอง, สิ่งทอเหลือใช้, โครงสร้างโลหะ/ไม้, แสง และองค์ประกอบจัดวางขนาด: ขนาดแปรผันตามพื้นที่จัดแสดงที่มา: ผู้สร้างสรรค์
914. การวิเคราะห์ผลงานงานสร้างสรรค์นี้ เป็นงานศิลปะจัดวางจากเสื้อผ้ามือสองในลักษณะประติมากรรมเก้าอี้ ผสมรูปทรงผีเสื้อ โดยใช้แนวคิด Butterfly Effect มาเป็นแกนหลักในการตีความ และถ่ายทอดความหมาย ผลการสร้างสรรค์ปรากฏออกมาให้เห็นถึงการใช้ องค์ประกอบ สีและอารมณ์ สื่อสารแนวคิด การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเล็กน้อยที่สามารถขยายผลสู่ความหมายในระดับที่กว้างขึ้นผลงานความหวัง 1 นี้ เน้นการสื่อสารผ่านโทนสีชมพู – ม่วง และการใช้วัสดุเหลือใช้ที่จัดวา งในลักษณะประดับตกแต่งอย่างละเอียดอ่อน เพื่อสื่อถึงความงดงามที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ถูกละเลย โดยมีปีกผีเสื้อเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง และอิสรภาพ สะท้อนการผสมผสานแนวคิดทางศิลปะจัดวางกับการใช้วัสดุเหลือใช้เชิงสร้างสรรค์ ทำให้เกิดคุณค่าทั้งเชิงสุนทรียะ เชิงสังคม และเชิงสิ่งแวดล้อม และ ได้ก่อให้เกิดองค์ควา มรู้ในหลายมิติ ทั้งด้านแนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการสร้างสรรค์5. สรุปการสร้างสรรค์งานศิลปะจัดวางจากเสื้อผ้ามือสองในรูปแบบประติมากรรมผสมรูปทรงผีเสื้อ โดยใช้แนวคิด Butterfly Effect เป็นแกนกลางในการถ่ายทอดความหมาย และเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การใช้วัสดุที่ถูกละเลยสามารถก่อให้เกิดคุณค่าทางสุนทรียะและเชิงสังคม พร้อมทั้งกระตุ้นการตระหนักรู้ถึงกา รบริโภคอย่างมีจิตสำนึก และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลงานสะท้อนแนวคิดศิลปะร่วมสมัยที่เน้นการสื่อสา รเชิงสัญลักษณ์ และ การตีความอย่างเปิดกว้าง โดยผีเสื้อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงและความหวัง ขณะที่โซฟาเป็นสัญลักษณ์ของการพักพิงและการอยู่ร่วมกันการใช้เสื้อผ้ามือสองสอดคล้องกับแนวทาง Circular Economy และการรณรงค์เพื่อลดขยะสิ่งทอ ทำให้งานศิลปะครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างสรรค์นี้ยังการประยุกต์การใช้ ทฤษฎี Butterfly Effectที่ชี้ให้เห็นว่างานศิลปะสามารถถ่ายทอดแนวคิดทางวิทยา ศา สตร์ได้อย่างสร้างสรรค์ โดยสื่อว่าการกระทำเล็กน้อย เช่น การเลือกใช้วัสดุเหลือใช้ สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงสังคมและวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ และในขณะเดียวกันผลงานยังสามารถสะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำ คัญกับการใช้ซ้ำ การแบ่งปัน และความพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับการรณรงค์ระดับโลกด้านความยั่งยืนเอกสารอ้างอิงMark Nathpath. (2019). ปรากฏการณ์ ผีเสื้อขยับปีก หรือ “Butterfly Effect”. เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568. เข้าถึงได้จาก https://shorturl.asia/M1vHi