242ความเหงาในยุค AILoneliness in the Era of AIมินทร์ลดา จักรชัยอนันท์, Mintlada Jakchaiananคณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, Faculty of Fine Arts, Bunditpatanasilpa Institute of Fine ArtsE-mail: [email protected]บทคัดย่อในยุคที่โลกทั้งใบถูกเชื่อมโยงถึงกันด้วยเทคโนโลยี ผู้คนกลับรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น แพลตฟอร์มต่าง ๆ ใช้บอท AI มาทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุย คลายเหงา และกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้จาก “ความว่างเปล่าภายในใจมนุษย์” การเสพติดการเชื่อมต่อทางสังคม การกดไลก์ แชต หรือพูดคุยกับ AI ที่ตอบสนองอย่างอ่อนโยนและจดจำเรื่องราวของเรา ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับความเข้าใจ จนกลายเป็น “เพื่อนเสมือน” ที่พร้อมอยู่กับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง และบางครั้งก็ง่ายกว่าการพูดคุยกับคนข้าง ๆจากการสังเกตปรากฏการณ์ในสังคมปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ข้าพเจ้ามองว่า “ความเหงาในยุค AI” ไม่ได้เป็นเพียงความเงียบ หากแต่คือการถูกแทนที่ด้วย “การเชื่อมต่อเสมือน” ผ่านหน้าจอ ซึ่งค่อย ๆ ทำให้เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละน้อย ผลงานชุดนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อสะท้อนผลของเทคโนโลยีและ AI ต่อความสัมพันธ์ของมนุษย์ ชวนผู้ชมตั้งคำถามถึง “ความเชื่อมโยงที่แท้จริง” ระหว่างคนกับคน และกระตุ้นให้กลับมามองเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์จริงและความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางความเหงาที่รายล้อมอยู่ในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์คำสำคัญ: ความเหงา, ยุคปัญญาประดิษฐ์AbstractIn today’s hyperconnected world, individuals paradoxically experience an increasing sense of isolation. Digital platforms now employ artificial intelligence as conversational agents that function both as emotional companions and commercial instruments, capitalizing on the “emptiness of the human heart.” Constant engagement through social media and AI-driven communication creates an illusion of understanding, offering virtual comfort that often feels easier than engaging with real people.This phenomenon represents a form of substitutional connection—a virtual interaction that gradually replaces genuine human relationships and diminishes emotional depth. This body of work critically examines the influence of technology and artificial intelligence on human connection, inviting viewers to question the nature of “true
243connection” and to reconsider the value of authentic human relationships in an era increasingly shaped by artificial intelligence.Keywords: Loneliness, The Era of AI1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางในสังคมมนุษย์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การสื่อสาร และชีวิตประจำวัน มนุษย์สามารถติดต่อ พูดคุย และทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติที่มีความสามารถใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นปัจจุบัน AI เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ เพื่อช่วยลดความเหงา (Loneliness) ที่เกิดจากสภาวะทางอารมณ์ที่บุคคลรู้สึกขาดความสัมพันธ์ทางสังคมหรือความเข้าใจจากผู้อื่น แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็ตาม โดยการใช้โปรแกรมแชตบอตหรือผู้ช่วยเสมือนที่สามารถตอบสนองและพูดคุยกับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติส่งผลให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยหันมาใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อทดแทนการพูดคุยกับมนุษย์จริง ๆ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสะดวกสบายและประสิทธิภาพที่เทคโนโลยีมอบให้ ปรากฏการณ์ “ความเหงา” กลับทวีความชัดเจนขึ้นในสังคมปัจจุบัน ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ลดลง ส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์เปลี่ยนจากการพูดคุยแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face Communication) เป็นการสื่อสารแบบเสมือน (Virtual Communication) ซึ่งขาดมิติของความรู้สึกจริง (จงผดุงสัตย์ ส., 2567)แม้AI จะช่วยให้ความเหงาลดลงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ความเหงามีความซับซ้อนลึกลงไปอีก เพราะเรารู้ว่ามันไม่จริง เราคุยกับ AI อย่างสนุกสนาน หัวเราะ หรือแม้แต่จีบกัน แต่ลึกๆ ในใจส่วนหนึ่งเรารู้ดีว่า อีกฝั่งไม่มีความรู้สึก มันคือความว่างเปล่าที่ซ่อนอยู่ใต้บทสนทนาที่ไหลลื่น ความเหงาจึงยังคงอยู่กับเราและในบางครั้งการใช้ AI ทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ยังส่งผลให้เราสร้างกำแพงขึ้นระหว่างกันอย่างไม่รู้ตัว ความเหงาและความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นในสังคมยุค AI นำมาสู่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางด้านจิตใจของผู้คน2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องคนไทย 20% เชื่อ AI เข้าใจตัวเองดีกว่าคนในครอบครัว งานวิจัยยังถามลึกลงไปถึงเรื่อง AI โดยใช้คำถามที่น่าสนใจว่า “AI เข้าใจคุณดีกว่าคนในครอบครัวหรือไม่ ?” พบว่า คนไทยถึง 1 ใน 5 หรือ 20% ตอบว่า ใช่ (รศ.สมบุญ จารุเกษมทวี)เชอร์รี เทอร์เคิล (Sherry Turkle) นักสังคมวิทยาผู้เขียนหนังสือ Reclaiming Conversation ได้กล่าวว่า เพื่อนในชีวิตจริงมีโอกาสที่จะหักหลัง ละเลย และทอดทิ้งเรา จนทำให้บางคนรู้สึกว่าการสานสัมพันธ์กับมนุษย์นั้นน่าเหนื่อยหน่าย ทว่าเหตุผลที่มันไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้งเรา เป็นเพราะว่าการโต้ตอบที่รวดเร็วหลังจากการพูดคุยกับปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาน้อยใจเพราะ AI ตอบแชทช้าเลยด้วยซ้ำ
244อีริค คลิเนนเบิร์ก (Eric Klinenberg) นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กให้ความเห็นว่า ความเหงาเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายมนุษย์เรียกร้องการเชื่อมโยงกับมนุษย์คนอื่นๆ อย่างมีคุณภาพ ซึ่งมีทั้งความเหงาชั่วคราวที่ผลักดันให้มนุษย์เข้าสังคมไปพบปะผู้คน ไปจนถึงความเหงาเรื้อรังที่ยับยั้งไม่ให้เรากล้าแม้กระทั่งก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองเพื่อพบเจอคนรอบตัว3. กระบวนการในการสร้างสรรค์1. ศึกษาแนวคิดเรื่อง ความเหงาในยุค AI การเชื่อมต่อเสมือน และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจความหมายและอารมณ์ที่ต้องการสะท้อน2. ศึกษาผลงานศิลปกรรมของศิลปินทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและความโดดเดี่ยว เพื่อหาเทคนิคและวิธีการสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับแนวคิด3. วิเคราะห์และทดลองเทคนิคการสร้างสรรค์ เพื่อสื่อสารอารมณ์และประสบการณ์ของความเหงาในโลกเสมือน4. ร่างต้นแบบผลงาน ปรับปรุงให้สอดคล้องกับแนวคิดและอารมณ์ที่ต้องการสื่อ5. สร้างสรรค์ผลงานโดยใช้ เทคนิคภาพพิมพ์ Lithograph ขนาด 60 x 80 ซ.ม. ภาพที่ 1 Loneliness in the Era of AIที่มา: ผู้สร้างสรรค์
2454. การวิเคราะห์ผลงานบทบาทของเพื่อนเสมือนที่ตอบสนองความต้องการของเราได้ทุกเมื่อ สามารถทดแทนความอบอุ่นจากมนุษย์ได้จริงหรือเป็นเพียงแค่ตัวอักษรที่ลอยผ่านหน้าจอไปวันๆ ในขณะที่ความเหงายังคงกัดกินจิตใจอยู่เหมือนเดิม การได้รับคำปลอบโยนที่ \"ถูกตั้งโปรแกรมไว้\" คำพูดเหล่านี้ดูห่วงใย แต่ถูกวางซ้อนกันจนดูยุ่งเหยิง เหมือนเสียงก้องในหัวที่ไม่ได้ช่วยให้หายเหงาจริงๆ เป็นเพียงการพึ่งพาเพื่อประคองความรู้สึก ผลงานชิ้นนี้ผู้สร้างสรรค์ต้องการสะท้อนอารมณ์และปรากฏการณ์ความเหงาในยุค AI กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดการตั้งคำถามและไตร่ตรองถึงความเชื่อมโยงที่แท้จริงในโลกดิจิทัล และคุณค่าของความสัมพันธ์มนุษย์จริง5. สรุปงานสร้างสรรค์สะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ ความเหงาในยุค AI ไม่ได้เกิดจากการ “ขาดคน” แต่เกิดจากการ “ขาดความสัมพันธ์ที่แท้จริง” มนุษย์อยู่ในโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยี แต่กลับรู้สึกห่างไกลทางจิตใจมากขึ้น “ความเหงาในยุค AI” จึงเป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคมที่รวดเร็วเกินกว่ามนุษย์จะปรับตัวได้ทัน แม้ AI จะช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความเชื่อมโยงทางข้อมูล แต่ไม่สามารถทดแทนความอบอุ่น ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างมนุษย์ได้อย่างแท้จริง การลดความเหงาในยุคนี้จึงไม่ใช่การพัฒนาเทคโนโลยีให้ฉลาดขึ้น หากแต่เป็นการฟื้นฟู “ความเป็นมนุษย์” ในจิตใจของผู้คนให้กลับมามีคุณค่าและความหมายดังเดิมเอกสารอ้างอิงเกวลิน ถนอมทอง. (31 พฤษภาคม 2567). เมื่อโลกนี้ช่างอ้างว้าง ตัวเราแสนว้าเหว่ แล้ว AI จะสามารถช่วยให้เราหายเหงาได้ไหม?. https://thematter.co/science-tech/could-ai-soothe-loneliness/226712?utm_source=chatgpt.com\" \\t \"_blankสรรเสริญ จงผดุงสัตย์ (2567). การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในโลกยุค AI. วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม, 10(2), 471–483. สืบค้นจาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/283602?utm_source=chatgpt.com\" \\t \"_blankThe Active. 8 ตุลาคม 2568. ไทยแลนด์แดน \"คนเหงา\" 83% พบ 1 ใน 5 เชื่อว่า AI เข้าใจตัวเองดีกว่าคนรอบข้าง. https://theactive.thaipbs.or.th/news/publichealth-20251008?utm_source=chatgpt.com\" \\t \"_blank
246ประติมากรรมนุ่มจากการปักพรมด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของเด็กออทิสติกA soft sculpture made from carpet embroidery using an electric carpet gun, inspired by the drawings of an autistic child.เมตตา กล่ำกลิ่น, Metta Glumglin245/1 หมู่1 แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 245/1 Village No. 1, Thap Yao Subdistrict, Lat Krabang District, Bangkok 10520E-mail: [email protected]บทคัดย่อการสร้างสรรค์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมนุ่ม (Soft Sculpture) โดยใช้เทคนิคการปักพรมด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้า (Tufting Gun) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของเด็ก ออทิสติก ผลงานดังกล่าวมุ่งเน้นการนำเสนอคุณค่าด้านความงาม ความรู้สึก และอารมณ์ที่สะท้อนออกมาผ่านโลกทัศน์ของเด็กออทิสติก โดยศิลปินได้ถอดความองค์ประกอบศิลป์จากภาพวาด ได้แก่ เส้น สี และรูปทรง มาพัฒนาให้เกิดรูปแบบสามมิติที่สามารถสื่อสารความนุ่มนวลและความบริสุทธิ์ของอารมณ์ได้อย่างชัดเจน ผลการสร้างสรรค์พบว่าเทคนิคการปักพรมไฟฟ้าสามารถสร้างพื้นผิวและมิติของงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดผลงานที่มีความอ่อนโยน นุ่นนวลทั้งทางกายภาพและอารมณ์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดเรื่องความเข้าใจและการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์คำสำคัญ: ประติมากรรมนุ่ม, ปักพรมไฟฟ้า, เด็กออทิสติก, ศิลปะร่วมสมัยAbstractThis creative project aims to explore the creation of soft sculptures using the tufting gun technique, inspired by paintings made by autistic children. The work focuses on expressing aesthetic values, emotions, and feelings that reflect the worldview of autistic children. The artist translates visual elements from the children’s drawings—such as lines, colors, and shapes—into three-dimensional forms that communicate softness and the purity of emotions in a tangible way. The study employs an experimental creative process emphasizing material exploration and tactile expression. The findings reveal that the electric tufting technique effectively produces texture and depth, allowing the artwork to embody both physical and emotional gentleness. The resulting sculptures convey a sense of tenderness and sincerity, symbolizing understanding and acceptance of human differences. Through this creative
247interpretation, the project highlights the beauty of diversity and emotional authenticity in contemporary art.Keywords: soft sculpture, tufting gun, autistic children, contemporary art, emotional expression1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในยุคปัจจุบัน ศิลปะร่วมสมัยได้เปิดพื้นที่ให้กับการใช้วัสดุและเทคนิคใหม่ ๆ อย่างกว้างขวาง หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความสนใจคือ “ประติมากรรมนุ่ม” ซึ่งนำวัสดุที่มีความอ่อนนุ่ม เช่น ผ้า เส้นด้าย และเส้นใยสังเคราะห์ มาสร้างสรรค์เป็นประติมากรรมที่มีลักษณะสามมิติที่แสดงความนุ่มนวล อ่อนโยน เมื่อสัมผัสแตกต่างจากประติมากรรมแบบดั้งเดิมที่มักใช้วัสดุแข็งอย่างหิน โลหะ หรือไม้ขณะเดียวกัน เด็กออทิสติกเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความแตกต่างในการรับรู้และสื่อสาร แต่หลายคนกลับมีความสามารถพิเศษทางศิลปะ โดยเฉพาะด้านการใช้สีและรูปทรงอย่างเป็นอิสระ ไม่ยึดหลักการทางทฤษฎีศิลปะ ใช้เพียงการรับรู้และรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา เกิดเป็นภาพวาดรูปทรงและสีที่สนุกสนาน เกินคาดเดา ภาพวาดของเด็กออทิสติกจึงเป็นแรงบันดาลใจที่มีคุณค่าทางอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์อย่างมากการสร้างสรรค์ประติมากรรมนุ่มจากแรงบันดาลใจดังกล่าว จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างโลกศิลปะกับโลกของเด็กพิเศษ เพื่อแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างสามารถเป็นพลังในการสร้างความงดงามและความเข้าใจในมิติใหม่ของมนุษย์ผ่านรูปทรงประติมากรรมนุ่มวัตถุประสงค์ของการศึกษา1. เพื่อสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมนุ่ม เรื่อง “ประติมากรรมนุ่มจากการปักพรมด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของเด็กออทิสติก2. เพื่อถอดความและแปลงภาพวาดของเด็กออทิสติกให้เป็นรูปแบบประติมากรรมสามมิติ โดยศึกษารูปแบบการปักพรมด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้าในการสร้างสรรค์ประติมากรรมนุ่ม3. เพื่อสื่อสารแนวคิดเรื่องความงดงามของความแตกต่างและความอ่อนโยนผ่านศิลปะโดยใช้เส้นใยไหมพรมแทนการระบายสี2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องงานวิจัยนี้ตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดของศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) และแนวคิดความสัมพันธ์ทางสังคมในศิลปะ (Relational Aesthetics) ของ Nicolas Bourriaud ซึ่งมองว่าศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างผู้คน นอกจากนี้ยังอ้างอิงแนวคิดสัญญะวิทยา (Semiotics) ของ Roland Barthes ที่มองว่างานศิลปะคือระบบของสัญญะที่ผู้ชมสามารถตีความได้หลากหลาย ในผลงานประติมากรรมนุ่มนี้ เส้น สี และรูปทรงที่ถอดแบบมาจากภาพวาดของเด็กออทิสติกถูกมองว่าเป็นสัญญะของอารมณ์บริสุทธิ์ ความไร้เดียงสา และการสื่อสารที่อยู่นอกเหนือคำพูด
2483. วิธีการศึกษา กระบวนการในการสร้างสรรค์1. ศึกษาภาพวาดของเด็กออทิสติกเพื่อทำความเข้าใจอารมณ์และองค์ประกอบศิลป์2. ออกแบบต้นแบบประติมากรรมนุ่มจากแรงบันดาลใจดังกล่าว3. ใช้เทคนิคปักพรมไฟฟ้า (Tufting Gun) เพื่อสร้างพื้นผิวและลวดลายลงบนผืนผ้า4. เย็บประกอบและขึ้นรูปเป็นผลงานสามมิติด้วยมือ5. วิเคราะห์ผลงานทางทัศนศิลป์และเชิงอารมณ์ภาพผลงานประติมากรรมนุ่มจากการปักพรมด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของเด็กออทิสติก โดย เมตตา กล่ำกลิ่นภาพที่ 1 ประติมากรรมนุ่ม โลกในจินตนาการของเด็กออทิสติกที่มา: ผู้สร้างสรรค์
2494. การวิเคราะห์ผลงาน1. การรวบรวมข้อมูล: ศึกษาผลงานศิลปะของเด็กออทิสติกจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งภาพวาดจริงและข้อมูลออนไลน์ เพื่อทำความเข้าใจลักษณะเด่นของเส้น สี และอารมณ์ในผลงาน2. การออกแบบ: คัดเลือกภาพวาดที่มีองค์ประกอบเหมาะสมมาพัฒนาเป็นแบบร่างสำหรับสร้างประติมากรรม โดยปรับให้อยู่ในรูปแบบสามมิติ3. การสร้างสรรค์ผลงาน: ใช้เทคนิคการปักพรมด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้า เพื่อสร้างพื้นผิวและลวดลายตามแบบร่าง จากนั้นนำชิ้นงานที่ปักเสร็จมาประกอบ ตัดเย็บ และขึ้นรูปเป็นประติมากรรมนุ่ม4. การวิเคราะห์ผลงาน: วิเคราะห์ผลทางทัศนศิลป์ ได้แก่ สีสัน รูปทรง สัมผัส และอารมณ์ พร้อมทั้งประเมินความสอดคล้องกับแรงบันดาลใจจากภาพวาดต้นแบบสัญลักษณ์และการตีความ (Symbolic Interpretation)องค์ประกอบ การตีความเชิงสัญลักษณ์สีสันสดใส พลังชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ถูกกรอบจำกัด และโลกทัศน์อันบริสุทธิ์ของเด็กออทิสติกพื้นผิวนุ่ม ความอบอุ่น ปลอดภัย และความอ่อนโยน สื่อถึงความต้องการการยอมรับและสัมผัสจากโลกภายนอกรูปทรงสิ่งมีชีวิตในจินตนาการตัวแทนของอัตลักษณ์เฉพาะตัวของเด็กที่มองโลกแตกต่าง แต่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาการรวมกลุ่มของรูปทรงการสื่อสารและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เชื่อมโยงกับแนวคิด Relational Aesthetics ที่มองศิลปะเป็นพื้นที่สร้างความเข้าใจระหว่างกันเส้นโค้งและวงกลม สัญลักษณ์ของความต่อเนื่อง ความสมดุล และพลังที่ไม่สิ้นสุดลวดลายทับซ้อน การซ้อนทับของอารมณ์และความคิดในจิตใจเด็กออทิสติก ซึ่งแสดงออกในรูปแบบศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติผลการสร้างสรรค์พบว่าเทคนิคการปักพรมไฟฟ้าสามารถสร้างพื้นผิวที่มีมิติและความหนานุ่มได้ดี สีสันจากภาพวาดของเด็กออทิสติกที่ถูกสร้างสรรค์เป็นสามมิติทำให้เกิดความรู้สึกเคลื่อนไหวและอบอุ่น ผลงานมีลักษณะโดดเด่นทั้งด้านสัมผัส (Texture) และความรู้สึก (Emotion) สื่อถึงความอ่อนโยนและความบริสุทธิ์ของโลกในมุมมองของเด็กออทิสติก รวมทั้งมีความหลากหลายของพื้นผิวตามแรงกดและทิศทางของเส้นด้าย สีสันจากภาพวาดของเด็กออทิสติกที่ถูกแปลงมาในรูปแบบสามมิติทำให้เกิดความรู้สึกเคลื่อนไหวและอารมณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ทั้งด้วยสายตาและอารมณ์ เกิดการตีความในเชิงบวกเกี่ยวกับความแตกต่างของบุคคลในสังคม
250การวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์สีสันที่สดใสและเส้นโค้งในผลงานประติมากรรมนุ่มสื่อถึงพลังชีวิตและความไร้เดียงสา การเลือกใช้วัสดุนุ่มแสดงถึงความอ่อนโยนและความปลอดภัย ซึ่งสะท้อนโลกภายในของเด็กออทิสติกที่ต้องการการยอมรับและความเข้าใจ5. สรุปผลงานประติมากรรมนุ่มจากการปักพรมด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของเด็กออทิสติก เป็นการบูรณาการศิลปะร่วมสมัยกับแนวคิดทางสังคมได้อย่างกลมกลืน แสดงถึงความอ่อนโยน ความเข้าใจ และคุณค่าของความแตกต่างในสังคมมนุษย์ นี้เป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ผสมผสานเทคนิคสิ่งทอกับประติมากรรมอย่างมีเอกลักษณ์ สื่อถึงความงามของโลกภายในเด็กออทิสติกผ่านสีสันและวัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มนวลและอบอุ่น การใช้สัญลักษณ์ของสี รูปร่าง และพื้นผิวสะท้อนแนวคิด “การเข้าใจความแตกต่าง” และ “การยอมรับความไม่สมบูรณ์เป็นความงาม” ได้อย่างงดงามอภิปรายผลผลงานประติมากรรมนุ่มที่สร้างจากการปักพรมด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้าเปิดพื้นที่ใหม่ในการเปลี่ยนภาพวาดสองมิติของเด็กออทิสติกให้กลายเป็นประติมากรรมนุ่มที่เชิญชวนให้เกิดการรับรู้เชิงสัมผัสและความเข้าใจทางอารมณ์ ด้วยเทคนิคทัฟติ้ง(tufting gun): ปืนยิงพรมไฟฟ้าให้ข้อได้เปรียบทางสุนทรียะและเชิงการผลิต โดยใช้ภาพวาดของเด็กออทิสติกมาเป็นแรงบันดาลใจ เพราะรูปทรงมีความแปลกตา พิเศษอันเกิดจากมุมมองการตีความหมายที่ได้รับมาจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากการวาดภาพของเด็กทั่วไป จะพบว่ารูปทรงมีความน่าสนใน บิดเบี้ยว ไม่สมมาตร ผู้สร้างสรรค์จึงเลือกภาพวาดมีรูปทรงเป็นสัญลักษณ์แทนความหมาย (symbolic reading) ของ คน สัตว์ บ้าน สี รูปร่าง และเลือกใช้วัสดุเส้นใยแทนสี ตามกรอบทฤษฎีที่ชัดเจนและข้อปฏิบัติทางจริยธรรมที่เหมาะสม เพื่อให้ผลงานไม่เพียงสวยงาม แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมที่เคารพและยกระดับผู้คนให้เห็นถึงความงามจากความไม่สมบูรณ์ และความสามารถของเด็กออทิสติกเทคนิคทัฟติ้ง (tufting gun): ปักด้วยปืนยิงพรมไฟฟ้าให้ความรวดเร็วและสม่ำเสมอในการวางเส้นใยเมื่อเทียบกับการปักด้วยมือ ทำให้สามารถสร้างพื้นผิวหนา แน่น และมีความต่อเนื่องของเส้นใยได้ดี เหมาะสำหรับงานที่ต้องการพื้นที่ผิวกว้างหรือลวดลายซ้ำ ๆ สามารถควบคุมความหนา (pile height) แนวทิศทางของเส้นด้าย และความหนาแน่นของพื้นที่ ทำให้ได้เกิดมิติชัดเจนทั้งในมุมมองและการสัมผัสพื้นผิว (texture) ที่ได้จากการปักเส้นใยมีความหนาและนุ่ม ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ภาษาเชิงสัมผัส”ผู้ชมไม่ได้รับชมเพียงภาพ แต่รับรู้ด้วยการสัมผัส (haptic imagination) การใช้ความหนาของเส้นใย ความถี่ของลายปัก และการตัดแต่งสร้างจังหวะที่ทำให้ผลงาน “เคลื่อนไหว” ทางสายตา แม้จะอยู่นิ่ง นี่คือการเปลี่ยนภาพวาดสองมิติเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ครอบคลุมประสาทสัมผัสหลายมิติ โดยต้องเชื่อมต่อผ้าด้วยการเก็บขอบผลงานที่ประณีต (trimming, backing, adhesive) และเครื่องมือนี้มีข้อจำกัดในการทำรายละเอียดขนาดเล็กหรือเส้นบางมาก ๆ ที่
251ต้องอาศัยเทคนิคเสริม การเลือกวัสดุ เส้นด้ายขนสัตว์หรือโพลีเอสเตอร์ การใช้แผ่นรอง (backing) และโฟมคงรูป ส่งผลโดยตรงต่อการรับสัมผัสและการขึ้นรูป วัสดุนุ่มให้ความรู้สึกปลอดภัยและอ่อนโยน แต่ต้องคำนึงถึงความทนทาน การกันฝุ่น และการทำความสะอาดเมื่อจัดแสดงในสาธารณะ การประกอบเป็นรูปทรงสามมิติ ผลงานต้องผ่านกระบวนการตัด ตีขอบ เย็บ และติดโครงภายในด้วยเหล็กเส้นขนาดเล็ก (armature หรือ foam core) เพื่อให้คงรูปและรับแรงดึงของเส้นใยได้ต้องใช้การเชื่อมต่อโดยการเชื่อมเหล็ก เพื่อสร้างรูปทรงที่ยังคงสัดส่วนตามต้นแบบแข็งแรงและรักษาความต่อเนื่องของลวดลายจากผืนผ้าไปสู่รูปทรงการนำเทคนิคปักพรมไฟฟ้ามาประยุกต์ใช้ในงานประติมากรรมนุ่ม ถือเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยขยายขอบเขตของศิลปะสิ่งทอและประติมากรรมร่วมสมัย การถอดแรงบันดาลใจจากเด็กออทิสติกไม่ได้เป็นเพียงการลอกเลียนรูปแบบ แต่เป็นการสื่อสารความเข้าใจ ความอ่อนโยน และการมองโลกในมุมที่ไม่ถูกกรอบจำกัดผลงานชิ้นนี้จึงสามารถทำหน้าที่เป็น “สะพาน” เชื่อมโยงระหว่างศิลปินกับสังคม โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของความแตกต่างและความเท่าเทียมในมิติของศิลปะและมนุษยธรรมเอกสารอ้างอิงกรมสุขภาพจิต. (2565). คู่มือความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะออทิสติก. กรุงเทพฯ: กรมสุขภาพจิต.ศิริพร สังข์ทอง. (2563). ศิลปะสิ่งทอร่วมสมัยและการประยุกต์ใช้เทคนิคทัฟติ้งในงานสร้างสรรค์. วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.Barthes, R. (1981). Camera Lucida: Reflections on Photography. Hill and Wang.Bourriaud, N. (2002). Relational Aesthetics. Les presses du réel.
252ปะการังสีสันใต้ท้องทะเลcolorful corals under the seaวณิชยา นวลอนงค์, Wanitchaya Nualanongวิทยาลัยช่างศิลปนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชNakhon Si Thammarat College of Fine Arts, Nakhon Si Thammarat ProvinceE-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานสร้างสรรค์ “ปะการังสีสันใต้ท้องทะเล” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปทรง สีสัน และพื้นผิวของปะการังใต้ทะเลเพื่อนำมาพัฒนาเป็นประติมากรรมเซรามิกร่วมสมัย ผู้สร้างสรรค์ได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงาม ความหลากหลาย และความเปราะบางของระบบนิเวศทางทะเล จึงนำลักษณะทางชีวภาพของปะการังมาวิเคราะห์และแปลงเป็นภาษาทัศนศิลป์ กระบวนการสร้างสรรค์ใช้เทคนิคการขึ้นรูปดินแบบแผ่นร่วมกับการปั้นอิสระและการปั้นเสริม เพื่อสร้างรูปทรงที่สะท้อนโครงสร้างของปะการัง เช่น รูปทรงกลม รูพรุน ปุ่มนูน และเขาปะการังที่เจริญเติบโตซ้อนทับตามธรรมชาติ พร้อมตกแต่งด้วยเทคนิคสีใต้เคลือบในโทนสีเหลือง ชมพู และเขียวพาสเทล เพื่อสื่อถึงบรรยากาศอ่อนโยน สดใส และความมีชีวิตชีวาของโลกใต้ทะเลผลการสร้างสรรค์สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ภาษาทัศนศิลป์ผ่านรูปทรง วัสดุ เทคนิค และสีสัน สามารถถ่ายทอดประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัญหาการฟอกขาวและการเสื่อมโทรมของแนวปะการังที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์และภาวะภูมิอากาศ ผู้สร้างสรรค์มุ่งหมายให้ผลงานทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการกระตุ้นการตระหนักรู้ ส่งเสริมให้ผู้ชมเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ระบบนิเวศทะเล และตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ผลงานนี้แสดงให้เห็นบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับธรรมชาติ และนำเสนอความหมายเชิงนิเวศผ่านสุนทรียภาพของประติมากรรมได้อย่างมีพลังและเข้าถึงผู้ชมคำสำคัญ: ประติมากรรมเซรามิกร่วมสมัย, ปะการังและระบบนิเวศทะเล, ศิลปะเชิงนิเวศAbstractThe creative work “Colorful Corals Beneath the Sea” aims to explore the forms, colors, and textures of marine corals and apply these characteristics in the development of a contemporary ceramic sculpture. Inspired by the beauty, diversity, and fragility of marine ecosystems, the creator examined biological coral structures and translated them into artistic expression. The sculpture was produced using slab-building techniques combined with freeform and additive modeling to create forms resembling natural coral characteristics—such as
253spherical units, perforations, raised nodules, and overlapping coral branches. Underglaze decoration in pastel tones of yellow, pink, and green was applied to evoke a gentle, vibrant, and lively underwater atmosphere.The results of the creative process demonstrate that visual language—through form, material, technique, and color—can effectively communicate environmental concerns, particularly coral bleaching and reef degradation caused by human activities and climate change. The work is intended to serve as a medium that encourages viewers to reflect on these ecological challenges and recognize the importance of marine conservation. This creative endeavor highlights the potential of contemporary art to bridge the relationship between art and nature, presenting ecological meaning through the aesthetic qualities of ceramic sculpture in an engaging and thought-provoking manner.Keywords: contemporary ceramic sculpture, coral and marine ecosystems, ecological art1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาแนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพของท้องทะเล แต่ในปัจจุบันกำลังเผชิญความเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงจากกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเล และมลภาวะจากกิจกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชายฝั่ง ล้วนส่งผลให้ปะการังจำนวนมากตายลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อระบบนิเวศโดยรวมทั้งปลาหลากชนิดและสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อาศัยพึ่งพาแนวปะการังผู้สร้างสรรค์ซึ่งหลงใหลในสีสัน พื้นผิว และรูปทรงของปะการัง รวมถึงเรื่องราวของชีวิตใต้ทะเล จึงต้องการใช้ศิลปะเป็นสื่อสะท้อนสถานการณ์ดังกล่าว ผ่านการตีความและถ่ายทอดสภาวะความงดงามควบคู่กับความเปราะบางของระบบนิเวศทางทะเล การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมเซรามิกจึงเป็นทั้งการศึกษารูปแบบธรรมชาติ การแปลงข้อมูลทางชีวภาพสู่ภาษาศิลป์ และการสื่อสารเชิงสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องแนวคิดของการสร้างสรรค์ผลงานชุด “ปะการังสีสันใต้ทะเล” เกิดขึ้นจากความหลงใหลที่ผู้สร้างสรรค์มีต่อโลกใต้ท้องทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความงาม และความลึกลับของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด ความประทับใจในทะเลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมุมมองเชิงทัศนศิลป์เท่านั้น หากยังรวมถึงความรู้สึกผูกพันกับระบบนิเวศที่เปราะบางและต้องการการปกป้องอย่างเร่งด่วน ปะการังในมุมมองของผู้สร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงวัตถุธรรมชาติ แต่เป็น “ชีวิต” ที่สั่นไหวอยู่ใต้ผืนน้ำ เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่อาศัยร่วมกันอย่างซับซ้อน
254ผู้สร้างสรรค์สนใจสีสันอันหลากหลาย รูปทรงที่พริ้วไหวอย่างอิสระ และพื้นผิวเฉพาะตัวของปะการังซึ่งเต็มไปด้วยรอยพรุน ปุ่มนูน และโครงสร้างซ้ำซ้อนตามธรรมชาติ องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ผู้สร้างสรรค์ยังเกิดความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล ทั้งจากภัยธรรมชาติ เช่น การฟอกขาวของปะการัง และผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น มลพิษทางทะเล ไมโครพลาสติก การประมง และการท่องเที่ยวที่ไม่ยั่งยืน ความห่วงใยดังกล่าวจึงถูกถ่ายทอดผ่านรูปทรงที่แฝงความเปราะบาง สีสันที่อ่อนโยน และองค์ประกอบปะการังที่ซ้อนทับกันเป็นหมู่มวลซึ่งเปรียบเหมือนชุมชนชีวิตที่รอการปกป้อง3. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 ศึกษาและรวบรวมข้อมูล3.2 ทำแบบร่าง3.3 ขึ้นรูปผลงาน ตกแต่งด้วยวิธีการปั้นเสริม 3.4 เผาดิบ3.5 ตกแต่งระบายสีด้วยสีใต้เคลือบเซรามิก และเคลือบผลงาน3.6 เผาเคลือบ3.7 เผยแพร่ในนิทรรศการแสดงผลงานสร้างสรรค์ภาพที่1 ปะการังสมองที่มา:http://istockphoto.comสืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2568ภาพที่2 ปะการังที่มา:http://th.pngtree.com สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2568ภาพที่ 3 เม่นทะเลที่มา:http://th.pngtree.com สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2568ภาพที่4 ปะการังที่มา:http://www.blackturtledive.comสืบค้นเมื่อ 30 กันยายน2568
255ภาพการสร้างสรรค์ผลงานภาพที่5 การขึ้นรูปที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่6 การสร้างพื้นผิวที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่7 การปั้นเสริมรายละเอียดที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่8ผลงานปั้นเสริมรายละเอียดเสร็จสมบูรณ์ก่อนนำไปเผาที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่9 ผลงานเสร็จสมบูรณ์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
2564. การวิเคราะห์ผลงานผลงาน “ปะการังสีสันใต้ทะเล” สร้างขึ้นจากแนวคิดในการถ่ายทอดความงดงามและความหลากหลายของระบบนิเวศใต้ท้องทะเลผ่านรูปแบบเชิงประติมากรรมเซรามิก โดยผู้สร้างสรรค์มุ่งนำเสนอคุณลักษณะของปะการังและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ผ่านรูปทรง พื้นผิวที่ละเอียดประณีต และสีสันที่สะท้อนบรรยากาศของใต้ผิวน้ำทะเล ผู้สร้างสรรค์มองว่าปะการังมิได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางธรรมชาติ แต่เป็นระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงกันของทุกสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ทะเล จึงตั้งใจถ่ายทอดลักษณะดังกล่าวลงในผลงานให้เกิดความรู้สึกของความมีชีวิตชีวาและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในระบบนิเวศเดียวกันรูปทรงผลงาน พื้นผิว และส่วนประกอบขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ที่ซ้อนทับกันเป็นหมู่มวลในลักษณะคล้ายการเจริญเติบโตของปะการังจริง การจัดวางองค์ประกอบเช่นนี้ช่วยสะท้อนลักษณะ “การเติบโตแบบรวมกลุ่ม” ซึ่งเป็นภาพแทนของความเกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ขณะเดียวกัน ยังช่วยสร้างความลึกเชิงทัศนธาตุและจังหวะภายในผลงาน ทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายกำลังมองเข้าไปในระบบนิเวศที่ยังคงดำเนินไปอย่างมีชีวิตสีสันที่เลือกใช้ ได้แก่ เฉดเขียว เหลือง และส้มอมชมพู เป็นโทนสีที่ผู้สร้างสรรค์สังเกตมาจากปะการังในธรรมชาติช่วงเวลาที่แสงทะเลสะท้อนผ่านน้ำ สีเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความนุ่มนวลและความลึกทางสุนทรียะ ขณะเดียวกันยังสื่อถึงสภาวะที่ผันผวนของปะการังซึ่งมีความงดงามควบคู่กับความเปราะบาง ผู้สร้างสรรค์จึงใช้สีสันเป็นเครื่องมือในการสื่อทั้งความมีชีวิตและภาวะเสี่ยงของระบบนิเวศไปพร้อมกันพื้นผิวในผลงานได้รับการออกแบบอย่างละเอียด เช่น ร่องเซาะ ลายจุด ปุ่มนูนขนาดเล็กและรูพรุน ซึ่งสร้างความรับรู้ถึงความซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล พื้นผิวเหล่านี้ทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลเชิงธรรมชาติวิทยาและความละเอียดอ่อนของระบบนิเวศปะการัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษผลงานชิ้นนี้เป็นการตีความลักษณะของปะการังด้วยแนวทางเชิงศิลปะร่วมสมัย เพื่อสะท้อนทั้งความงดงาม ความหลากหลาย และความเปราะบางของระบบนิเวศใต้ทะเล ผู้สร้างสรรค์มุ่งหวังให้ผลงานชิ้นนี้สามารถเป็นสื่อกลางในการกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ท้องทะเล และมองเห็นบทบาทของศิลปะในการเชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ5. สรุปผลงานสร้างสรรค์ “ปะการังสีสันใต้ท้องทะเล” เป็นการนำรูปทรง สีสัน และพื้นผิวของปะการังในธรรมชาติมาแปลงเป็นประติมากรรมเซรามิกร่วมสมัยผ่านกระบวนการศึกษาวิเคราะห์และตีความเชิงทัศนศิลป์ ผู้สร้างสรรค์สามารถผสานข้อมูลทางชีวภาพของปะการังเข้ากับเทคนิคการขึ้นรูปแบบแผ่น การปั้นอิสระ และการปั้นเสริม จนเกิดเป็นรูปทรงอินทรียภาพหลากหลายที่สะท้อนลักษณะการเติบโตของปะการังอย่างเป็นธรรมชาติ การใช้สีใต้เคลือบในโทนเหลือง ชมพู และเขียวพาสเทลช่วยเพิ่มบรรยากาศอ่อนโยน สดใส และสื่อถึงความมีชีวิตชีวาของระบบนิเวศใต้ทะเล
257ผลงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะวิกฤตปะการังฟอกขาวและการเสื่อมโทรมของแนวปะการังจากกิจกรรมมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการใช้คุณสมบัติของวัสดุเซรามิกที่มีทั้งความแข็งแรงและความเปราะบางเป็นสัญลักษณ์ ผู้ชมจึงได้รับทั้งสุนทรียะและสารด้านการอนุรักษ์ควบคู่กัน ผลงานยังแสดงบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในการเชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ และเสนอความหมายเชิงนิเวศในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและสามารถสร้างการตระหนักรู้ต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพเอกสารอ้างอิงธนิต อยู่โพธิ์. (2558). ศิลปะกับธรรมชาติ: การตีความและการสร้างสรรค์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศิลป์ไทย.พิมลพรรณ วัฒนกูล. (2562). ความงามของสีในธรรมชาติ: แนวคิดและการประยุกต์ใช้ในงานทัศนศิลป์.วารสารทัศนศิลป์และการออกแบบ, 12(1), 45–60.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน. (2558). หญ้าทะเลและปะการัง.https://www.dmcr.go.th/Gablik, S. (1991). The reenchantment of art. Thames & Hudson.Hughes, T. P., Kerry, J. T., & Simpson, T. (2017). Coral bleaching and global climate change. Science, 358(6363), 80–85.National Geographic Thailand. (2564). ความสมดุลทางท้องทะเลกำลังจะเปลี่ยนไปจากการบุกรุกThompson, D. W. (1992). On growth and form. Cambridge University Press.
258สายใยผูกพันTHE IMPORTENCE OF THE FAMILY BONDวรรณวิสา พัฒนศิลป์, Wanwisa Phattanasinวิทยาลัยช่างศิลปนครศรีธรรมราช, Nakhon Si Thammarat College of Fine ArtsE-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงาน “สายใยผูกพัน” ได้รับแรงบันดาลใจจากความทรงจำ ความผูกพัน และการเติบโตของผู้สร้างสรรค์ในพื้นถิ่นภาคใต้ ซึ่งรายล้อมด้วยธรรมชาติ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ผลการสร้างสรรค์ พบว่ากระบวนการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมลายรดน้ำ โดยใช้เทคนิคการเตรียมพื้นผิวด้วยวัสดุพื้นถิ่นภาคใต้ แล้วเคลือบผิวหน้าด้วยยางรักใสของเวียดนาม ทำให้ได้พื้นรองรับที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว สามารถมองเห็นสี ลวดลาย และรูปทรงของวัสดุพื้นผิวได้อย่างชัดเจน ลักษณะเฉพาะนี้ถูกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ลายรดน้ำ โดยใช้แผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์และผงทองวิทยาศาสตร์ในการสร้างค่าน้ำหนักของผลงาน เนื้อหาในผลงานนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอัตลักษณ์พื้นถิ่นภาคใต้ ความประทับใจ ความสุข และความผูกพันในครอบครัวผลงานชุดนี้จึงเป็น “จิตรกรรมลายรดน้ำร่วมสมัย” ที่ไม่เพียงแต่บันทึกความงามของวิถีชีวิตภาคใต้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงลักษณะเฉพาะตนของผู้สร้างสรรค์ ผ่านการประยุกต์เทคนิคดั้งเดิมเข้ากับวัสดุและวิธีการใหม่ได้อย่างลงตัวคำสำคัญ: ลายรดน้ำร่วมสมัย, รักใส, วัสดุพื้นถิ่น, วิถีชีวิตชาวใต้AbstractThe artwork “THE IMPORTENCE OF THE FAMILY BOND” is inspired by the creator's memories, deep connection, and upbringing in the Southern region of Thailand, surrounded by nature, a simple way of life, and valuable arts and culture. The creative process revealed that the preparation of the surface for gold leaf painting (Lacquerware Painting), utilizing local Southern materials and then coating the front surface with Vietnamese transparent lacquer (Transparent Lacquer), resulted in a unique substrate. This surface distinctively allows the color, patterns, and forms of the underlying materials to be clearly visible.This specific characteristic was utilized in the Lacquerware Painting creation, employing pure gold leaf and scientific gold powder to establish tonal values in the artwork. The content of the piece narrates stories of Southern regional identity, impressions, happiness, and family
259bonds. Consequently, this series of works is a form of “Contemporary Lacquerware Painting” that not only records the beauty of the Southern way of life but also reflects the creator's unique identity by perfectly adapting a traditional technique with new materials and methods.Keywords: contemporary lacquerware, clear lacquer, local materials, southern Thai way of life1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในสังคมปัจจุบัน ความสัมพันธ์ในครอบครัวมักจะถูกบั่นทอนจากความเร่งรีบและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นการเน้นย้ำและเชิดชูความสำคัญของความผูกพันในครอบครัวโดยเฉพาะในบริบทของภาคใต้ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้กำลังเผชิญกับคลื่นของการเปลี่ยนแปลง ในบริบทการใช้ชีวิตจากสังคมของการเอาตัวรอด งานชิ้นนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการบันทึกและถ่ายทอด เอกลักษณ์ของวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวใต้ผ่านสัญลักษณ์และองค์ประกอบทางศิลปะ จากการดำรงชีวิต ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาและความเชื่อวิถีการดำรงชีวิตในภาคใต้ ที่มีความผูกพันกับอาชีพเกษตรกรการทำสวนยางพารา รายล้อมด้วยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม มีภูมิปัญญาและความเชื่อสื่อถึงความรัก ความอบอุ่น และความเอื้ออาทรที่สมาชิกในครอบครัวมีให้กัน ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงของชีวิต ถ่ายทอดความหลากหลายของศิลป วัฒนธรรม ที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะพื้นถิ่นทางภาคใต้ ความเชื่อมโยงสายใยรักที่ผูกพันระหว่างรุ่นสู่รุ่น 2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง“สายใยผูกพัน” เป็นผลงานที่ผสมผสานสัญญะของรูปทรงในงานศิลปะเข้ากับรากฐานทางวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ ผู้สร้างสรรค์ถ่ายทอดผลงานด้วยการบันทึกภาพความรักความผูกพัน การหยิบยืมรูปทรงหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพหลักของพื้นที่ เช่น การทำสวนยางพารา หรือการเกษตรอื่น ๆ เป็นการเน้นย้ำว่าความผูกพันของครอบครัวก่อกำเนิดขึ้นจากการทำงานร่วมกัน ความเชื่อมโยงระหว่างคนและวิถีชีวิต โดยนำเสนอความงาม ความรัก ความคิดถึง ความโหยหาของครอบครัว เปรียบเสมอนสายใยผูกพัน ซึ่งถ่ายทอดความหลากหลายของศิลป วัฒนธรรม ที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะพื้นถิ่นทางภาคใต้สะท้อนถึงความทรงจำและประสบการณ์ร่วมที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย3. กระบวนการในการสร้างสรรค์อิทธิพลที่ได้รับจากศิลปินผู้สร้างสรรค์ศึกษาค้นคว้าแนวทางการสร้างสรรค์ผลงาน จากศิลปินหลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเป็นกรณีศึกษาในการสร้างสรรค์ผลงาน จากรูปแบบของงานช่างรัก งานลายรดน้ำ การตัด
260ทอนรูปทรงและจินตนาการในการสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับแนวคิด ความผูกพัน และแรงบันดาลใจจากรากเหง้าวิถีชีวิตของครอบครัวชนบท ตารางที่ 1 ตารางวิเคราะห์อิทธิพลที่ได้รับจากผลงานศิลปินผลงาน/ชื่อศิลปิน เทคนิคและแนวความคิดของศิลปิน อิทธิพลที่ได้รับในการสร้างสรรค์พฤกษ์ ระย้าจิตรกรรมรักสี-ลายกำมะลอรูปแบบและแนวความคิดจากการออกแบบต้นไม้ในงานศิลปะไทย ในเทคนิครักสีและลายรดน้ำเทคนิคและวิธีการในงานลายรดน้ำและลายกำมะลอ การประดับวัสดุและทาเคลือบด้วยยางรักใสของเวียดนามNguyen Gia Triแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติความงามจากมุมมองของศิลปินที่ชื่นชอบงานเคลือบเงาแบบรักสีของเวียดนามการปะติดวัสดุและการเคลือบงานด้วยยางรักใสของเวียดนาม ในกระบวนการเตรียมพื้นลายรดน้ำเขียนลวดลายในแบบเฉพาะตนภาพตารางที่ 1 ตารางวิเคราะห์อิทธิพลที่ได้รับจากผลงานศิลปินที่มา: ผู้สร้างสรรค์ 2568เก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ภาคใต้การเก็บข้อมูลภาพถ่ายจากสถานที่จริง ภาพบรรยากาศและการใช้ชีวิตของชาวใต้ เครื่องมือทำการเกษตร อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน อุปกรณ์การดำรงเลี้ยงชีพ เก็บข้อมูลจาก ธรรมชาติ พรรณพฤกษา และบ้านเรือนชุมชน โดยมีลักษณะเด่นทางภาคใต้ นำข้อมูลภาพถ่ายต้นแบบถอดบันทึกออกมาเป็นลายเส้นผนวกกับจินตนาการส่วนตนเพื่อสร้างเป็นภาพร่างลายเส้นต่อไปตารางที่ 2 ตัวอย่างการถอดภาพถ่ายต้นแบบเป็นภาพร่างลายเส้นที่มาของลาย ภาพต้นแบบ ถอดรูปแบบเป็นลายเส้นลูกเนียงเตาอั้งโล่หม้อหุงข้าวภาพตารางที่ 2 ตัวอย่างการถอดภาพถ่ายต้นแบบเป็นภาพร่างลายเส้นที่มา: ผู้สร้างสรรค์ 2568
261ขั้นตอนการสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่สำคัญในการประมวลแนวความคิดและจินตนาการ จากความรู้สึกที่ได้สัมผัสและใกล้ชิดในวิถีชีวิตของครัว ผู้สร้างสรรค์ได้ตระหนักถึงคุณค่าทางความงาม ความสุข ความอบอุ่น และความเรียบง่าย ทำให้ได้ทบทวนความทรงจำและรู้สึกโหยหาอดีตที่ยังคงประทับใจมิรู้ลืม นำมาสู่กระบวนการสร้างสรรค์ในรูปแบบเฉพาะตนภาพที่ 1 ภาพร่างผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ 2568ภาพที่ 2 เตรียมพื้นด้วยถ่านกะลาปาล์มน้ำมัน และดินลูกรังสีแดงที่มา: ผู้สร้างสรรค์ 2568
262ภาพที่ 3 เขียนเส้นด้วยหรดาล ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ 2568ภาพที่ 4 ปิดทองรดน้ำ ผลงานสมบูรณ์ ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ 2568
2634. การวิเคราะห์ผลงานผู้สร้างสรรค์ต้องการนำเสนอผลงานรูปแบบศิลปะไทยเทคนิคลายรดน้ำร่วมสมัย ด้วยการผสมผสานแนวคิดการสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากผลงานลายรดน้ำแบบดั้งเดิม เกิดจากความคิดสร้างสรรค์การศึกษาค้นคว้าและทดลองหาแนวทางใหม่ของการสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการออกแบบเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่แสดงออกถึงกลิ่นอายลักษณะพื้นถิ่นของภาคใต้ ผู้วิจัยได้บันทึกความประทับใจโดยออกแบบถอดรูปทรงออกมาเป็นลายเส้น ปรับลดทอนรูปทรงด้วยจินตนาการผูกประกอบลายขึ้นมาใหม่ในรูปแบบศิลปะไทย สอดคล้องกับแนวคิดที่ได้กล่าวไว้ว่า “การสรรหาหรือคิดค้นรูปทรงหรือหน่วย (unit) ที่มีสาระต่อจุดหมายของการสร้างสรรค์และจัดระเบียบหน่วยนั้นหรือหน่วยเหล่านั้นให้เกิดเป็นรูปทรงใหม่ เป็นรูปทรงที่มีเอกัตภาพ หรือลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน (Individual) เป็นต้นแบบ (Originality) และมีเอกภาพ” (ชลูด นิ่มเสมอ, 2559) การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์เป็นการดำเนินการในลักษณะต่าง ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความคิดสร้างสรรค์เป็นความคิดระดับสูง เป็นความสามารถทางสติปัญญาแบบหนึ่งที่จะคิดได้หลายทิศทาง หลากหลายรูปแบบโดยไม่มีขอบเขตนำไปสู่กระบวนการคิดเพื่อสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ หรือเพื่อการพัฒนาของเดิมให้ดีขึ้นทำให้เกิดผลงานที่ขณะเฉพาะตน (ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์และคณะ, 2556) จากเดิมเทคนิคลายรดน้ำแบบโบราณปรากฏสีแค่ 2 สี คือ สีดำจากยางรักและสีทองจากทองคำเปลว นำมาสู่กระกระบวนการทดลอง สร้างสรรค์ วิเคราะห์ ความเป็นไปได้ของการเตรียมพื้นลายรดน้ำด้วยรักใสบนวัสดุพื้นถิ่นภาคใต้ เป็นผลงานปาณีตศิลป์มีลักษณะเฉพาะในการสร้างสรรค์ แสดงความงามของค่าน้ำหนักมากกว่า 2 สี เพื่อโชว์สีและพื้นผิวของวัสดุเตรียมพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งยังใช้ทองคำเปลวและผงทองวิทยาศาสตร์เพื่อเน้นความสำคัญและความพิเศษของผลงานแยกรูปทรงเพื่อเน้นความสำคัญเส้นในศิลปะไทยมีความสำคัญอย่างมาก เส้นเป็นองค์ประกอบที่ช่วยกำหนดรูปทรงและลักษณะเด่นของผลงานศิลปะ ผู้วิจัยใช้ลักษณะพิเศษของเทคนิคลายรดน้ำ เส้นถูกใช้เพื่อสร้างความหนาแน่นและน้ำหนักในรูปทรง โดยการใช้เส้นที่แตกต่างกันให้เกิดความหนาบางที่แตกต่างกันในผลงาน เส้นเล็ก ๆ และจุดเล็ก ๆ ก็ถูกใช้เพื่อสร้างน้ำหนักและลักษณะเด่นในรูปทรง เส้นเป็นตัวกำหนดขอบเขตของรูปทรงอย่างชัดเจน และช่วยให้ผู้ชมเห็นรูปทรงโดยชัดเจนขึ้น ผลงานสร้างสรรค์ลได้กำหนดรูปทรงด้วยการถอดลายเส้นของแนวความคิดจากวิถีชีวิตของครอบครัวชาวใต้ รูปทรงที่แทนค่าของความทรงจำและความผูกพันธ์ของผู้วิจัย สร้างค่าน้ำหนักของพื้นที่ว่างในผลงานโดยปล่อยให้เป็นสีของพื้นวัสดุจากการเตรียมพื้นรักใส ปรากฏขึ้นจากการเจตนาสร้างให้เกิด พื้นที่ว่างซึ่งแสดงออกถึงรูปร่างรูปทรงโดยกลับค่าจากสีของทองเป็นสีของพื้นรองรับผลงาน พื้นที่ว่างถูกวางจังหวะเพื่อสนับสนุนให้รูปทรงมีความโดดเด่นขึ้น พื้นที่ว่างบางส่วนของผลงานถูกปล่อยเพื่อแสดงเรื่องราวและวัสดุที่ได้ให้ความสำคัญในกระบวนการสร้างสรรค์ ผลงานสร้างสรรค์จึงมีความเชื่อมโยงของจังหวะเรื่องราว ด้วยรูปทรงที่ออกแบบให้สอดคล้องกับแนวความคิด เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน รูปทรงและพื้นที่ว่างนั้นได้เน้นให้จังหวะรูปทรงของลวดลายในเทคนิคลายรดน้ำมีความคมชัดสวยงามมากยิ่งขึ้น
2645. สรุปผลงานชุด “สายใยผูกพัน” ได้นำเสนอผลงานศิลปะไทยร่วมสมัยโดยใช้เทคนิคลายรดน้ำบนวัสดุพื้นถิ่นของภาคใต้ เป็นการนำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่นกับเทคนิคลายรดน้ำได้อย่างลงตัว ผลงานชุดนี้ได้รับอิทธิพลจากผลงานศิลปกรรมและศิลปินที่มีความชำนาญในงาน “ช่างรัก” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของชาวใต้ โดยการถ่ายทอดความประทับใจจากศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานที่มีลักษณะเฉพาะ ผู้สร้างสรรค์วิเคราะห์ผลงานสร้างสรรค์ในประเด็นต่าง ๆ เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์หลักสัญญาวิทยาและการออกแบบ การวิเคราะห์ความงามและแนวคิดการสร้างสรรค์ศิลปะ เน้นการสะท้อนความงามและคุณค่าทางเทคนิคลายรดน้ำ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมของชาวใต้ การลดทอนรูปทรงเป็นลายเส้น คลี่คลายสู่งานสร้างสรรค์ด้วยลายเส้นลักษณะไทยที่สามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ง่าย ยังคงให้ความหมายของรูปทรงดังเดิมตามหลักการทางสุนทรียศาสตร์ ผสมผสานกับจินตนาการในรูปแบบการจัดวางที่นอกเหนือความเป็นจริงตามธรรมชาติ ใช้รูปทรงจากวิถีชีวิตชาวใต้ผูกประกอบลวดลายขึ้นมาใหม่ตามรูปแบบศิลปะไทย เพื่อสอดคล้องกับแนวความคิดสู่กระบวนการสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคลายรดน้ำร่วมสมัยการเตรียมพื้นรักใสบนวัสดุพื้นถิ่น ซึ่งสะท้อนความผูกพันและความเป็นตัวตนของผู้วิจัยในผลงานสร้างสรรค์เอกสารอ้างอิงครูแผน OKnation. (2559). “รักสี” เวียดนาม. http://www.oknation.net/blog/phaen/2016/06/02/entry-1ชลูด นิ่มเสมอ. (2559). องค์ประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พฤกษ์ ระย้า.จิตรกรรมรักสี-ลายกำมะลอ. https://holeofart.com/product/maysa001/ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์และคณะ. (2556). ปัจจัยความสำเร็จที่มีต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะของศิลปินไทย : กรณีศึกษา.ตลาดศิลปะร่วมสมัยในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก ชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา : รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม.
265ภายใต้เดวิดWITHIN DAVID วิรายุทธ เสียงเพราะ, WIRAYUT SIANGPROHวิทยาลัยช่างศิลป ถนนหลวงพรต เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520,College of Fine Arts, 60 Luangprot Rd., Ladkrabung, Bangkok, 10520, ThailandE-mail: [email protected] บทคัดย่อการตีความใหม่ของประติมากรรมคลาสสิก “เดวิด” ของมิเกลันเจโล ผ่านการใช้วัสดุ เส้นด้าย แทนวัสดุเดิม เพื่อสะท้อนแนวคิด ความเปราะบางของมนุษย์ โครงสร้างอุดมคติของความแข็งแรงและความสมบูรณ์แบบตามยุคคลาสสิก นำเสนอภาพลักษณ์ของมนุษย์ที่มีทั้งพลังและความเปราะบางอยู่ร่วมกัน ภายใต้ความแข็งแรงภายนอกยังคงมีความไม่มั่นคงและความอ่อนไหวซ่อนอยู่ จากแรงบันดาลใจในทฤษฎี Postmodern Deconstruction ของ Derrida ที่เน้นการตั้งคำถามต่อความหมายและโครงสร้างที่ถูกยอมรับโดยทั่วไป และจากทฤษฎี Feminist Craft / Materiality ของ Rozsika Parker ที่ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและพลังของวัสดุอ่อนนุ่ม การใช้เส้นด้ายสะท้อนถึงความเชื่อมโยง ความไม่มั่นคง และความสัมพันธ์ที่สามารถคลายตัวหรือแตกสลายได้เหมือนชีวิตมนุษย์รูปทรงมนุษย์ถูกลดทอนรายละเอียดให้เหลือเพียงเค้าโครงหลัก เส้นด้ายที่ทับซ้อนและช่องว่างในงานสะท้อนถึงความเปราะบาง ความพร่อง และประสบการณ์ชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ความโปร่งและความบางเบาของวัสดุทำให้เดวิดในงานนี้ดูทั้งคงอยู่และเปราะบางพร้อมกัน จึงเป็นการรื้ออุดมคติความสมบูรณ์แบบแบบดั้งเดิม และนำเสนอมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งความแข็งแกร่งและความอ่อนไหว เส้นด้ายกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “เส้นใยแห่งชีวิต” ที่สามารถทอ คลายตัว หรือแตกสลายได้เสมอคำสำคัญ: เดวิด, ความไม่มั่นคง, ความเปราะบางAbstractThis study presents a reinterpretation of Michelangelo’s classical sculpture “David” through the use of thread instead of marble to convey the concept of Human Fragility. The work deconstructs the classical ideal of strength and perfection, revealing a vision of humanity in which power and vulnerability coexist. Beneath outward resilience, inherent instability and sensitivity are ever-present. The conceptual framework of the project draws inspiration from Derrida’s Postmodern Deconstruction, emphasizing the questioning of accepted meanings and structures, and from Rozsika Parker’s Feminist Craft and Materiality, which highlights the value
266and potency of soft, delicate materials. Using thread, the work reflects connection, impermanence, and relationships that can unravel or disintegrate, mirroring the nature of human life.Analysis of the piece shows that the human form is reduced to its essential outline, with overlapping threads and open spaces symbolizing fragility, absence, and the imperfect nature of lived experience. The transparency and lightness of the material create a sense of simultaneous presence and vulnerability, challenging traditional notions of monumental permanence. Through this approach, the work reinterprets the classical ideal of perfection, presenting humanity as simultaneously strong and fragile. The threads serve as a metaphorical “fiber of life”, capable of being woven, loosened, or broken reflecting the transient, mutable, and resilient qualities inherent in all human beings.Keywords: David, instability, fragility1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาประติมากรรมหินอ่อน “เดวิด” ของมิเกลันเจโล (Michelangelo) ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของยุคเรอเนซองส์ที่ได้รับการยกย่องทั้งในด้านความงดงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ศิลป์มายาวนาน ผลงานชิ้นนี้ ได้รับการสร้างขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังความเชื่อมั่น และเสรีภาพของนครฟลอเรนซ์ ในยุคสมัยที่เมืองเผชิญทั้งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครอง จึงทำให้รูปปั้นเดวิดไม่ได้เป็นเพียงงานศิลป์ แต่ยังสะท้อนจิตวิญญาณของประชาชนในเวลานั้น มิเกลันเจโลสามารถถ่ายทอด ความงดงามอันวิจิตรของสรีระมนุษย์ ผ่านรายละเอียดของกล้ามเนื้อ ท่วงท่า และสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติแห่งยุคเรอเนซองส์ ความอ่อนช้อยและความองอาจที่อยู่ร่วมกันในร่างกายของเดวิด ทำให้ผลงานชิ้นนี้เป็นต้นแบบสำคัญของการศึกษากายวิภาคในเชิงประติมากรรม อีกทั้ง ยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียนรู้ด้านศิลปะทั่วโลก ทั้งในด้านเทคนิคการแกะสลักหินอ่อน ความประณีต ของฝีมือ และความสามารถในการตีความอารมณ์ผ่านรูปทรงแม้ว่าประติมากรรม “เดวิด” จะได้รับการยกย่องอย่างสูง แต่ในฐานะวัตถุศิลปกรรมทรงคุณค่า ก็เผชิญประเด็นปัญหาและความท้าทายด้านการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากสภาพแวดล้อม มลภาวะ การสึกกร่อนตามกาลเวลา รวมถึงความเปราะบางของหินอ่อนเอง ประเด็นเหล่านี้เป็นแรงผลักดัน ให้เกิดความจำเป็นในการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาวิธีการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผลงานชิ้นเอกระดับโลกนี้ยังคงความสมบูรณ์และส่งต่อแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นหลังได้อย่างยั่งยืนดังนั้น การทำความเข้าใจที่มา คุณค่าทางศิลปะ และความสำคัญของการอนุรักษ์ประติมากรรม “เดวิด” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในเชิงวิชาการด้านประติมากรรม ประวัติศาสตร์ศิลป์ และการธำรงมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต
2672. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องความเปราะบางของมนุษย์ผ่านการตีความรูปทรงเดวิดใหม่ โดยเปลี่ยนวัสดุจากหินอ่อนที่แข็งแกร่งเป็นเส้นด้ายที่อ่อนนุ่มและแตกขาดง่าย เพื่อรื้อความหมายเดิมของเดวิดในฐานะสัญลักษณ์ของพลัง อุดมคติ และความสมบูรณ์แบบ การใช้เส้นด้ายทำให้รูปทรงมีความโปร่ง เบา และไม่สมบูรณ์แบบ สะท้อนว่าภายใต้ความแข็งแรงภายนอก มนุษย์ล้วนมีความเปราะบางที่ผันแปรตามประสบการณ์ชีวิตเส้นด้ายในฐานะวัสดุยังสื่อถึงความเชื่อมโยง ชะตาชีวิต และความสัมพันธ์ที่อาจขาดง่าย ลักษณะที่คลายตัว หลุดลุ่ย หรือไม่สม่ำเสมอถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความสึกหรอทางกายและใจ รวมถึงบาดแผลและความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ ผู้ชมจึงสามารถเชื่อมโยงว่าความเข้มแข็งนั้นไม่ได้ไร้ความหวั่นไหว ความกล้าหาญเกิดจากการยอมรับความเปราะบางของตนเองดังนั้น “Human Fragility” จึงชี้ให้เห็นว่าความแข็งแรงและความเปราะบางเป็นสองด้านที่อยู่ร่วมกันในมนุษย์ เดวิดจากเส้นด้ายไม่ได้มุ่งเลียนแบบความงามแบบเรอเนซองส์ แต่ตั้งคำถามต่ออุดมคติ และเปิดเผยความจริงว่า “แม้สิ่งที่ดูยิ่งใหญ่ ก็ยังมีมิติของความเปราะบางอยู่เสมอ”ทฤษฎี Postmodern และการรื้อสร้าง (Deconstruction – Jacques Derrida) เดอร์ริด้ากล่าวว่าความหมายใด ๆ ไม่เคยมั่นคง ทุกสิ่งสามารถถูก “รื้อสร้าง” เพื่อตั้งคำถามต่อโครงสร้างความจริงที่คนเชื่อร่วมกัน(Derrida, J. (1976). Of Grammatology.) มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดของงานเดวิดเรื่อง“signifier” ของความแข็งแกร่ง หากมีการเปลี่ยนวัสดุเป็นด้าย การรื้อสร้างความหมายโครงสร้างที่โปร่ง ขาด หลุดลุ่ย คือการรื้ออุดมคติของความสมบูรณ์แบบทฤษฎี Feminist Craft / Materiality Rozsika Parker และแนวคิด “The Subversive Stitch”พาร์คเกอร์กล่าวว่า “งานถัก-เย็บ” เป็นสื่อที่มีภาษาทางสังคม สามารถท้าทายอำนาจ ความเข้มแข็ง และอุดมคติแบบชายเป็นใหญ่ (Parker, R. (1984). The Subversive Stitch: Embroidery and the Making of the Feminine.) การใช้ด้ายแทนหินอ่อน คือการแทนที่วัสดุที่มีความเป็นชาย (hard / marble / monumental) ด้วยวัสดุที่มีความเป็นหญิง (soft / textile / fragile)นี่ทำให้เดวิดที่เคยเป็นสัญลักษณ์ชายหาญ ถูกตีความใหม่ ให้มี “ความอ่อนโยน/เปราะบาง” แบบมนุษย์3. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 การหาข้อมูล3.1.1 ศึกษาศิลปิน งานผ้าและงานเย็บของหลุยส์ บูร์ชัวส์ (Louise Bourgeois) เป็นการกลั่นประสบการณ์ชีวิตและการสำรวจสภาวะอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งมีรากมาจากวัยเด็กที่เธอเติบโตในครอบครัวซ่อมพรมและคุ้นเคยกับการปะชุนเสื้อผ้า ประสบการณ์นี้พัฒนาเป็น “ภาษาศิลปะ” สำหรับสนทนากับบาดแผลภายในเกี่ยวกับครอบครัว ความสัมพันธ์ และความเป็นหญิง งานเย็บผ้าในช่วงปลายชีวิตของเธอจึงทำ
268หน้าที่เป็นทั้งการสร้างสรรค์และการเยียวยา โดยการเย็บ กลัด ตัด และประกอบเศษผ้าที่มาจากเสื้อผ้าในครอบครัวกลายเป็นกระบวนการเชื่อมโยงร่างกาย ความทรงจำ และตัวตนการเลือกใช้สื่อที่อ่อนนุ่มและเปราะบางอย่างผ้า ยังเป็นการท้าทายคุณค่าศิลปะแบบดั้งเดิมที่ยกย่องวัสดุแข็งแรงและประติมากรรมเชิงบุรุษนิยม เธอเสนอว่าความอ่อนแอสามารถเป็นพลังและสาระสำคัญของความเป็นมนุษย์ โดยนำเสนอร่างกายที่อาจแตก แยก หรือประกอบคืนใหม่ได้อยู่เสมอ งานของบูร์ชัวส์จึงสะท้อนทั้งความหวัง ความกลัว และความจริงที่ว่า ความทรงจำและบาดแผลไม่ได้หายไป แต่สามารถถูก “เย็บใหม่” ผ่านศิลปะได้อย่างต่อเนื่องภาพที่ 1 ภาพ Cell XXV, from 2001ที่มา: https://www.newstatesman.com/culture/art-design/2022/02/the-secrets-of-louise-bourgeoiss-wardrobe3.1.2 งานของ Patricia Piccinini อยู่ในแนว hyperrealism ที่ผลักความสมจริงจนผู้ชมสับสนระหว่าง “มนุษย์” กับ “สิ่งที่สร้างขึ้น” เธอใช้เทคนิคละเอียดเพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตลูกผสมให้ดูเกือบมีชีวิตจริง ทั้งผิวหนัง เส้นขน และการแสดงออกทางอารมณ์ โดยไม่เน้นความน่ากลัว แต่เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับร่างกาย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชีวภาพPiccinini ไม่ตัดสินว่าการใช้เทคโนโลยีควรหรือไม่ แต่สร้างงานที่ทำให้ผู้ชมเผชิญกับ ความแตกต่าง ความเปราะบาง และความไม่สมบูรณ์ งานของเธอเลื่อนความสนใจจากอุดมคติของความงามสมบูรณ์ไปสู่ความงามจากความไม่สมบูรณ์ ความเปราะบาง และความแตกต่าง ตัวละครในงานมักดูอ่อนโยนและต้องการการดูแล ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับผู้ชม และสะท้อนคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติและความหมายของการเป็น “สิ่งมีชีวิต” ในยุคเทคโนโลยีชีวภาพ
269ภาพที่ 2 The Young Family, 2002, silicone, polyurethane, leather, human hair, dimensions variableที่มา: https://www.roslynoxley9.com.au/exhibition/we-are-family/blbmy3.1.3 การสร้างสรรค์ผลงานเริ่มจากการศึกษาคุณสมบัติของเส้นด้ายและบริบทพื้นที่ เพื่อสำรวจศักยภาพของวัสดุอ่อนบางที่ขาดง่ายในการสื่อสารภาวะ “ความเปราะบางของมนุษย์” เส้นด้ายในลักษณะล่องลอยและยุ่งเหยิงจึงเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ไม่มั่นคงและเต็มไปด้วยปมปัญหาที่ต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์นี้นำไปสู่การกำหนดรูปแบบผลงานที่นำรูปทรงเดิมซึ่งสื่อถึงความแข็งแกร่ง เช่น เดวิด มาถ่ายทอดด้วยวัสดุที่ตรงข้าม เพื่อเผยให้เห็นว่าความมั่นคงภายนอกซ่อนความเปราะบางภายในเสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างวัสดุ กระบวนการ และประสบการณ์ชีวิตจึงร่วมกันสร้างความหมายใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิด Human Fragility อย่างชัดเจนภาพที่ 3 ศึกษาวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน จากการพันด้ายที่มา: ผู้สร้างสรรค์
2703.2 การทำแบบร่างผลงาน กระบวนการทำแบบร่างถูกดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อประเมินศักยภาพของเส้นด้ายในการแปรรูปทรงที่เคยสื่อถึงความแข็งแกร่งให้กลายเป็นโครงสร้างที่สะท้อนความเปราะบางของมนุษย์ ทั้งในเชิงวัสดุและความหมาย โดยเริ่มจากการทำแบบร่าง 2 มิติเพื่อสำรวจรูปทรง องค์ประกอบ และความเป็นไปได้ของการติดตั้ง ตามด้วยการสร้างต้นแบบ 3 มิติ เพื่อทดลองมุมมอง ความโปร่ง ความหนาแน่นของเส้นใย และพฤติกรรมของวัสดุ เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนจึงปรับแก้ต้นแบบ 3 มิติให้เกิดสมดุลระหว่างความแข็งแรงและความไม่สมบูรณ์แบบ เช่น ช่องว่างหรือเส้นด้ายที่คลายตัว เพื่อให้ผลงานสอดคล้องกับแนวคิด Human Fragility อย่างชัดเจน3.3 วิธีการสร้างสรรค์ผลงาน กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานถูกออกแบบให้คุณสมบัติของเส้นด้าย ซึ่งเปราะบาง ละเอียดอ่อน และเปลี่ยนรูปได้ง่าย ทำหน้าที่สื่อถึงสภาวะความไม่มั่นคงของมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการสรุปและขยายแบบร่างที่ผ่านการทดลอง 2 มิติและ 3 มิติ เพื่อกำหนดระดับความโปร่ง ความทับซ้อน และความไม่สมบูรณ์แบบที่ต้องการสื่อ จากนั้นกำหนดขนาดจริงให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่างรูปเคารพเดิมที่ทรงพลังกับวัสดุอ่อนที่ตั้งคำถามต่ออุดมคติของความแข็งแกร่งการออกแบบแพทเทิร์นของชิ้นงานแต่ละส่วนช่วยกำหนดตำแหน่งพื้นที่ว่าง ช่องโหว่ หรือเส้นด้ายที่คลายตัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสึกหรอและความเปราะบางที่ตั้งใจสื่อสาร การเตรียมอุปกรณ์และการควบคุมความต่อเนื่องในการพันเส้นด้ายมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาระดับความหนาแน่นของเส้นใยซึ่งสะท้อนสมดุลระหว่างพลังและความเปราะบางในขั้นตอนการร้อยและพันเส้นด้าย เส้นด้ายถูกชุบกาวและวางซ้อน 4–5 ชั้นเพื่อให้เกิดความแข็งแรงพื้นฐาน ขณะเดียวกันยังคงคุณลักษณะโปร่ง เบา และบางส่วนที่อาจคลายตัวได้ตามแนวคิด “ความไม่สมบูรณ์แบบที่ตั้งใจ” การควบคุมระดับความชื้นของกาวระหว่างการทำงานช่วยกำหนดรูปลักษณ์ระหว่างความมั่นคงและความเปราะบางอย่างละเอียดภาพที่ 4 ภาพผลงานเส้นจากความทรงจำที่มา: ผู้สร้างสรรค์
2714. การวิเคราะห์ผลงานการวิเคราะห์ผลงานตามทัศนธาตุ (สอดคล้องกับแนวคิด Human Fragility)4.1 กายภาพโดยรวม ผลงานใช้เส้นด้ายจำนวนมากถักทอและพันเกี่ยวกันจนเกิดเป็นมวลรูปทรงของร่างมนุษย์ที่โปร่งและเบา แม้จะอ่อนนุ่มและบอบบาง แต่เส้นด้ายที่ทับซ้อนกันกลับทำให้รูปทรงยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ลักษณะนี้สะท้อนแก่นแนวคิด “ความแข็งแกร่งที่ตั้งอยู่บนความเปราะบาง” อย่างเด่นชัด เพราะโครงสร้างทั้งชิ้นคงรูปร่างได้ด้วยสิ่งที่พร้อมจะคลาย แตก หรือสูญรูปได้ทุกเมื่อ4.2 รูปทรง รูปทรงมนุษย์เกิดจากการใช้เส้นรอบนอกของโครงสร้างที่ล้อกับสัดส่วนคลาสสิกแบบประติมากรรม แต่ถูกลดทอนรายละเอียดให้เหลือเพียงเค้าโครงที่จำเป็น ทำให้เดวิดในต้นแบบไม่ได้ปรากฏอย่างสมบูรณ์ หากกลายเป็น “ร่างที่พร่องและโปร่งว่าง” ซึ่งสื่อถึงการรื้ออุดมคติของความสมบูรณ์แบบ และแทนที่ด้วยความไม่มั่นคงของตัวตนมนุษย์4.3 เส้น เส้นในผลงานแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ และทั้งสองลักษณะล้วนเกี่ยวข้องกับภาวะเปราะบางและความซับซ้อนภายในมนุษย์4.3.1 เส้นภายใน เป็นเส้นด้ายที่ไขว้พันกันอย่างอิสระ ลื่นไหล ไม่เป็นระเบียบ ดูเหมือนร่องรอยของอารมณ์ ความคิด หรือชีวิตที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง คล้ายปมภายในใจที่ทุกคนต้องเผชิญ เส้นเหล่านี้ช่วยทำให้ตัวงานดูมีลมหายใจ ไม่มั่นคงแต่ยังคงอยู่4.3.2 เส้นรอบนอก เส้นรอบนอกมีความเรียบง่ายและจาง ช่วยกำหนดเค้าโครงร่างกายมนุษย์อย่างน้อยที่สุด เส้นที่ “ไม่ปิดทึบ” นี้ทำหน้าที่เผยให้เห็นว่าตัวตนนั้นไม่ได้ชัดเจนหรือแข็งแรงเสมอไป แต่พร้อมจะเลือนรางหรือสูญรูปได้เส้นทั้งสองแบบจึงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของพลัง และความเปราะบางที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน4.4 น้ำหนัก น้ำหนักเกิดจากระดับความทึบ–โปร่งในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมาจากการทับซ้อนกันของเส้นหลายชั้น ทำให้เกิดบริเวณที่เข้มและอ่อนแตกต่างกัน คล้ายงานวาดเส้น (line drawing) ที่ใช้ความทับของเส้นสร้างมิติ ความหนักเบาของมวลสะท้อนระดับความกดทับของประสบการณ์ชีวิต ความเข้มในบางส่วนแสดงถึงความทรงจำหรือภาวะอารมณ์ที่หนักหน่วง ขณะที่พื้นที่โปร่งเบาสื่อถึงช่วงเวลาที่อ่อนไหวและเปราะบางกว่า4.5 พื้นผิว เมื่อมองจากระยะไกล ตัวงานให้ความรู้สึกเรียบและเบาบาง ราวกับกำลังเลือนหาย แต่หากมองใกล้จะพบพื้นผิวที่เต็มไปด้วยเส้นด้ายไขว้กัน เปิดช่องให้มองทะลุไปอีกด้าน พื้นผิวแบบนี้ทำหน้าที่เหมือน “ผิวหนังของความรู้สึก” ที่สะสมร่องรอยบาดแผล ความซับซ้อน และความเปราะบางที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก4.6 ที่ว่าง ที่ว่างในผลงานมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งที่ว่างภายในร่างมนุษย์ ซึ่งเกิดจากช่องว่างระหว่างเส้นด้าย สื่อถึงความพร่อง ความไม่สมบูรณ์ และพื้นที่ที่หายไปจากประสบการณ์ชีวิต ที่ว่างรอบตัวงาน ช่วยทำให้ตัวประติมากรรมดูล่องลอย คล้ายอยู่ในสภาวะที่ไร้หลักยึด สะท้อนความเปราะบางของการดำรงอยู่ ที่ว่างเหล่านี้ทำให้ร่างมนุษย์ดูเหมือนกำลังคงอยู่ และสลายไปพร้อมกัน ตามแนวคิด Human Fragility อย่างตรงไปตรงมา
272ภาพที่ 5 ภาพผลงานเส้นจากความทรงจำที่มา: ผู้สร้างสรรค์5. สรุปผลงานชุดนี้มุ่งนำเสนอ “ความเปราะบางของมนุษย์” ผ่านการรื้อความหมายของรูปทรงเดวิดสัญลักษณ์ดั้งเดิมของพลัง อุดมคติ แล้วถ่ายทอดใหม่ด้วยวัสดุที่ตรงกันข้ามอย่างเส้นด้าย ซึ่งเป็นวัสดุที่อ่อนนุ่ม แตกขาดง่าย และเปลี่ยนรูปได้ตลอดเวลา การแปรวัสดุจากหินอ่อนซึ่งแข็งแกร่งถาวรไปเป็นเส้นด้ายที่ไร้เสถียรภาพ จึงสะท้อนให้เห็นว่าภายใต้ความแข็งแรงภายนอก มนุษย์ทุกคนล้วนมีมิติของความเปราะบาง ความไม่สมบูรณ์อยู่ภายใน เส้นด้ายในงานทำหน้าที่ที่สื่อถึงความเชื่อมโยง ความไม่มั่นคง ชะตาชีวิต ความสัมพันธ์ที่พร้อมจะคลายตัวหรือแตกสลายได้ เช่นเดียวกับประสบการณ์และอารมณ์ของมนุษย์ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปล่อยให้บางส่วนของโครงสร้างโปร่ง หลุดลุ่ย ไม่สม่ำเสมอจึงไม่ใช่ความบกพร่องทางเทคนิค แต่เป็นสัญลักษณ์ของร่องรอยชีวิต บาดแผล และการเสื่อมสลายทางกาย ใจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ผลงานนี้จึงเป็นการรื้ออุดมคติของความสมบูรณ์แบบที่ปรากฏในประติมากรรมคลาสสิก และแทนที่ด้วยการมองมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งพลังและความอ่อนไหว ความแข็งแรงและความเปราะบางอยู่ร่วมกันในทุกขณะ เส้นด้ายที่พันเกี่ยวกันไม่เพียงเป็นวัสดุ แต่เป็นตัวแทนของ “เส้นใยแห่งชีวิต” ที่อาจทอขึ้น แข็งตัว คลายตัว หรือแตกสลายได้เสมอเหมือนกับมนุษย์ทุกคนเอกสารอ้างอิงDerrida, J. (1976). Of grammatology. Baltimore: Johns Hopkins University Press.New Statesman. (2022, February). The secrets of Louise Bourgeois’s wardrobe. https://www.newstatesman.com/culture/art-design/2 0 2 2 / 0 2 / the-secrets-of-louise-bourgeoisswardrobeParker, R. (1984). The subversive stitch: Embroidery and the making of the feminine.London: Women’s Press.Roslyn Oxley Gallery. (n.d.). The Young Family, Patricia Piccinini, 2002. https://www.roslynoxley9.com.au/exhibition/we-are-family/blbmy
273รูปเหมือนตัวเองในเดือนกันยายน 2568Self-portrait in September 2025วิสุทธิ์ ยิ้มประเสริฐ, Wisut Yimprasertหมู่บ้านพฤกษา 8 ซอย 11 บ้านเลขที่ 61/686 ม.5 ต.ลานตากฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 73120Baan Pruksa 8 Soi 11, 61/686, Moo 5 Lantakfa, Nakhonchaisri, Nakhonpathom 73120E-mail: [email protected]บทคัดย่อที่มาของผลงานประติมากรรม “รูปเหมือนตัวเองในเดือนกันยายน 2568” เกิดจากการที่ข้าพเจ้าสนุกกับการคิดและชอบทำงานประติมากรรมชิ้นเล็ก ๆ เก็บไว้ในช่วงเวลาพักผ่อนจากงานประจำ ด้วยวัสดุเหลือใช้จากการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมชิ้นใหญ่ จากวัตถุเหลือใช้ต่าง ๆ ที่เกิดจากการเก็บสะสมไว้ด้วยความชอบส่วนตัวหรือวัตถุที่เตรียมไว้รอสร้างสรรค์ผลงาน เมื่อช่วงเวลาผ่านไปวัตถุเหล่านั้นจึงทำหน้าที่เป็นวัสดุในการทำงานศิลปะ เพื่อสร้างรูปทรงใหม่โดยนำมาประกอบเข้าด้วยกันด้วยกรรมวิธีการต่าง ๆผลงานประติมากรรมชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากการดำเนินชีวิตประจำวันในแต่ละช่วงเวลาที่ถูกบันทึกเอาไว้ นำมาสร้างสรรค์ผลงาน ผ่านวัตถุ วัสดุที่พบเห็นในชีวิตประจำวันของข้าพเจ้า เป็นการสร้างรูปทรงขึ้นมาใหม่โดยวัตถุและวัสดุเหลือใช้ประกอบเข้าด้วยกัน ด้วยการประกอบรูปทรงแบบแทรกเข้าหากัน นำมาประกอบเป็นรูปทรงประติมากรรมโดยอาศัยทัศนธาตุทางศิลปะ ด้วยเทคนิคเจาะ ตัด ผ่า ประกอบวัสดุ และเชื่อมไฟฟ้า เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อช่วงเวลาในขณะนั้น คำสำคัญ: ประติมากรรม, วัสดุเหลือใช้, รูปทรงAbstractThe origin of the sculpture \"Self-portrait in September 2025\" is that I enjoyed thinking and liked to work on small pieces of sculpture, kept in the rest of my time from my full-time job, with the materials left over from the creation of large pieces of sculpture. From various found object created by collecting with personal preferences or prepared objects waiting to be created. As the passage of time passes, they act as materials for artwork to create new forms, compounding them with different methods. This sculpture is inspired by the daily life of each recorded moment. To create works through objects. The materials I see in my daily life are reconstructed by objects and leftover materials. By assembling an interpenetrating forms. It is assembled into a sculpture
274form based on artistic elemental vision, with drilling, cutting, dissecting, assembling materials and welding electrically to express the arrondissement. How it feels about the moment. Keywords: Sculpture, Found object, Form1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในชีวิตประจำวันของคนเราทุกคนต้องพบเจอกับความจริง ความดี ความงาม ความสุข ความทุกข์ ที่ผ่านเข้ามากระทบจิตใจทั้งรู้ตัวบ้างและไม่รู้ตัวบ้าง ข้าพเจ้าได้แรงบันดาลใจจากการบันทึกความรู้สึกจากเรื่องราวต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวันในแต่ละช่วงเวลานำมาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ “Self-portrait in September 2025” ผ่านวัตถุ วัสดุที่พบเห็นในชีวิตประจำวันของข้าพเจ้าเช่นกัน นำมาประกอบเป็นรูปทรงประติมากรรมโดยอาศัยทัศนธาตุทางศิลปะ เช่น เส้น ระนาบ ปริมาตร รูปทรง ฯ เพื่อแสดงออกถึงอารมรณ์ ความรู้สึกที่มีต่อช่วงเวลาในขณะนั้น คำว่า วัตถุ เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีตรงกับคำในภาษาสันสกฤตว่า วัสดุ ไทยรับมาใช้ทั้ง 2 คำ แต่ใช้ในความหมายต่างกัน วัตถุ หมายถึง สิ่งของทั่วไป แต่ วัสดุ ใช้หมายถึงสิ่งของที่นำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น วัสดุก่อสร้าง วัสดุการศึกษา หรือหมายถึงของที่ใช้แล้วหมดเปลืองไป เช่น กระดาษและเครื่องเขียนต่าง ๆ จัดเป็นวัสดุสำนักงานวัตถุ กับ วัสดุ จึงต่างกันตรงที่การใช้สอย วัตถุ หมายถึง สิ่งของทั่ว ๆ ไป เช่น โบราณวัตถุ ถาวรวัตถุ วัตถุนิยม ส่วน วัสดุ หมายถึง สิ่งของที่จะนำไปใช้ เช่น กรวด หิน ดิน ทราย ถ้ายังไม่ได้นำไปใช้ เรียกว่าเป็นวัตถุ แต่ถ้าจะนำไปใช้ประโยชน์ เช่นใช้ในการก่อสร้างหรือทำสิ่งอื่น กรวด หิน ดิน ทราย นั้น ก็จะเรียกว่าเป็นวัสดุ คือ วัสดุก่อสร้าง (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2550)ประติมากรรมเป็นศิลปะที่อาศัยวัสดุในการสร้างรูปทรง วัสดุและทางเทคนิคจึงมีความสำคัญต่อศิลปะประเภทนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนชอบเก็บวัตถุวัสดุ เครื่องมือและของใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ไม่ได้แล้วหรือของที่เหลือจากการทำงาน พิจารณาความงามของวัตถุ-วัสดุนั้น ๆ เพื่อรอเวลาที่จะได้นำมาสร้างเป็นผลงานศิลปะในยามว่างจากภาระงานสอน เวลาที่ได้ลงมือทำงานศิลปะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในที่นี้อาจจะเรียกว่าศิลปะบำบัดสำหรับพักผ่อนก็พอได้ ข้าพเจ้าสนุกกับการคิดและชอบการแก้ปัญหาทางเทคนิคกับวัตถุหรือวัสดุที่มีอยู่ จะใช้เวลาทบทวนกับจินตนาการภาพร่างพอสมควรแล้วจะใช้เวลาในการลงมือทำให้น้อยที่สุด ผลงานหลายๆชิ้นเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อีกหลายๆชิ้นก็ไม่ประสบผลดังที่ต้องการ เมื่อผ่านกาลเวลาผลงานหลายๆชิ้นจึงเป็นกลายเป็นวัตถุที่นำมาใช้เป็นวัสดุในการสร้างโครงสร้างของรูปทรงใหม่ ทำให้ความสนุกคิดสนุกทำเกิดขึ้นมาอีกครั้ง จึงเป็นที่มาของงาน \"Self-portrait in September 2025\" ชิ้นนี้
2752. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องวัตถุกลายเป็นวัสดุและนำวัสดุมาประกอบให้เกิดของรูปทรงใหม่ วัสดุสำเร็จรูป (Read-Made)ในทางศิลปะสายทัศนศิลป์ วัสดุสำเร็จรูป ฟาวนด์ อ็อบเจ็ค หมายถึง วัตถุหรือของที่มีอยู่แล้ว มักจะเป็นของที่ผลิตโดยมนุษย์ ถ้าเป็นวัตถุจากธรรมชาติสามารถใช้คำว่า ฟาวนด์ อ็อบเจ็ค ถ้าเป็นวัสดุสำเร็จรูป มักจะหมายถึงของที่ทำจากอุตสาหกรรม (สุธี คุณาวิชยานนท์. 2561)การประกอบวัตถุเข้าด้วยกัน หรือการประกอบโครงสร้าง (Assemblage or ConstructionTechniques)เป็นกระบวนการที่ต่างออกไปจากวิธีการสร้างงานประติมากรรมที่ทำกันมาแต่เดิม ซึ่งมักใช้วิธีการแกะสลัก การปั้นและการหล่อโลหะ ประติมากรในยุคศิลปะสมัยใหม่มีความคิดแหวกแนวในการสร้างสรรค์เพื่อแสดงออกอย่างอิสระมากขึ้น ทำให้เกิดการทดลองสร้างงานโดยวิธีการต่างไปจากศิลปะคลาสสิก ทั้งศิลปินสมัยใหม่ยังมีวัสดุให้เลือกใช้อย่างหลากหลายตามพัฒนาการของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีต้นศตวรรษที่ 20 ศิลปินกลุ่มหนึ่งใช้วัตถุที่มีประโยชน์ใช้สอย เช่น โทรศัพท์ หุ่นโชว์เสื้อ เตารีด มาสร้างเป็นงานศิลปะโดยใช้การประกอบวัสดุเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เรียกว่า การปะติด หรือนิยมเรียกเทคนิควิธีการนี้ตามเสียงภาษาฝรั่งเศสว่าอัสซองบลาจ (Assemblage) ส่วนวัตถุสิ่งของที่ศิลปินนำมาสร้างเป็นผลงานซึ่งเป็นของใช้งานและหาได้รอบ ๆตัว เรียกว่า วัสดุที่หาได้ มาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า ออปเช ทรูเว่ (Objet trouve) ต่อมาจึงหันมานิยมคำภาษาอังกฤษที่บัญญัติขึ้นภายหลัง (Found Objects) ในปัจจุบันนิยมเรียกสิ่งของเหล่านี้ว่า วัสดุสำเร็จรูป (Readymade) (จักรพันธ์ วิลาสินีกุล. 2560)3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้เป็นการประกอบวัสดุเหลือใช้ เพื่อหาจังหวะรูปทรงขององค์ประกอบที่สมบูรณ์โดยการประกอบรูปทรงแบบแทรกเข้าหากันด้วยเทคนิควิธีการ เจาะ ตัด ผ่า ประกอบวัสดุ และเชื่อมไฟฟ้า เพื่อให้เกิดโครงสร้างของรูปทรงใหม่ที่รองรับแนวความคิดของการสร้างสรรค์ผลงาน ภาพที่ 1 ภาพวัตถุและวัสดุเหลือใช้ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
276ภาพที่ 2 ภาพร่างผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 3 ภาพวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์
277ภาพที่ 4 ภาพขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 5 ภาพขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 6 ภาพขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์
278ภาพที่ 7 ภาพแสดงด้านต่าง ๆ ของผลงาน \"Self-portrait in September 2025\"ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 8 ภาพแสดงด้านต่าง ๆ ของผลงาน \"Self-portrait in September 2025\"ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
279ภาพที่ 9 ภาพแสดงด้านต่าง ๆ ของผลงาน \"Self-portrait in September 2025\"ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 10 ภาพแสดงด้านต่าง ๆ ของผลงาน \"Self-portrait in September 2025\"ที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานผลงานประติมากรรมชิ้นนี้เป็นการสร้างรูปทรงขึ้นมาใหม่โดยใช้วัสดุเหลือใช้ประกอบเข้าด้วยกัน ภาพรวมขององค์ประกอบผลงานชิ้นนี้ เกิดจากจุด เส้น ระนาบ จังหวะ โดยการประกอบรูปทรงแบบแทรกเข้าหากันด้วยเทคนิควิธีการ เคาะ บิด เจาะ ตัด ผ่า ประกอบวัสดุ และเชื่อมไฟฟ้า เพื่อให้เกิดโครงสร้างของรูปทรงใหม่ เน้นความงามของวัสดุและจังหวะของรูปทรงและพื้นที่ว่าง เป็นผลงานประติมากรรมลักษณะการประกอบรูปทรงโดยการใช้วัสดุเหลือใช้
280ภาพที่11 ภาพแสดงรายละเอียดผลงาน \"Self-portrait in September 2025\"ที่มา: ผู้สร้างสรรค์5. สรุปในการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม \"Self-portrait in September 2025\" ชิ้นนี้ คือการศึกษาเพื่อแสดงแนวคิดผ่านรูปแบบของกระบวนการสร้างสรรค์ที่ได้รวบรวมข้อมูลแล้วการวิเคราะห์และการทดสอบของการประกอบรูปทรงเช่นเดียวกับการพัฒนาและการแก้ปัญหาให้กับประติมากรรมให้สมบูรณ์ ทำให้ผลงานเป็นที่น่าพอใจเพื่อที่จะตอบสนองความคิดและขอบเขตของแนวความคิด เป็นสิ่งสำคัญที่ข้าพเจ้าต้องการนำเสนอสู่สาธารณชนว่า วัตถุและวัสดุต่าง ๆ รอบข้าง สามารถนำมาสร้างสรรค์ทำให้เกิดคุณค่าขึ้นได้ใหม่เพื่อรองรับแนวความคิดของการสร้างสรรค์ผลงานเอกสารอ้างอิงจักรพันธ์ วิลาสินีกุล. (2560). วัสดุและสื่อในประติมกรรม. กรุงเทพฯ: บริษัท ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป จำกัด.สุธี คุณาวิชยานนท์. (2561). ศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย:ตะวันตกและไทย. กรุงเทพฯ: คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.สำนั กงานราชบั ณฑิ ตยสภา. (2550). วัตถุ-วัสดุ. สื บค้ นเมื่ อ 17 พฤศจิ กายน 2568, จากเว็บไซต์ : https://shorturl.asia/Qvx51
281วาดเส้นเชิงทดลอง : ความเชื่อ เรื่อง วันแรม 1 ค่ำ และ 15 ค่ำ เดือน 10กับมุมมองความจริงในสังคมยุคดิจิทัลExperimental Drawing: Beliefs about the 1st and 15th Waning Moons of the 10th Lunar Month and a Realistic Perspective in a Digital Societyศักดิ์ชาย บุญอินทร์, Sakchai Boon-Intr วิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์กรุงเทพ ประเทศไทยCollege of Fine Arts, Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts, Bangkok, ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่อวาดเส้นเชิงทดลอง โดยก้าวข้ามขอบเขต และรูปแบบดั้งเดิม เน้นการสำรวจความเป็นได้ใหม่ ๆ ใช้สื่อที่หลากหลาย ทดลองลักษณะของเส้น และกายภาพวัสดุในรูปแบบ 2 มิติ 3 มิติ กับสื่อเทคโนโลยี เพื่อแสดงการบูรณาการเนื้อหาอุดมคติและความเชื่อเรื่อง บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ในวันแรม 1 ค่ำ และ 15 ค่ำเดือนสิบกับมุมมองความจริงในสังคมยุคดิจิทัล ผสมผสานกระบวนทัศน์ศิลปะด้วยสัญลักษณ์ของภาพร่าง ภาษา ข้อมูล ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ที่เปรียบเสมือนโครงสร้างสำคัญของสาระ และเป็นกายวิภาคของศิลปะ คำสำคัญ: วาดเส้นเชิงทดลอง, บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ, มุมมองความจริง, โลกยุคดิจิทัล, กายวิภาคของศิลปะ AbstractExperimental drawing pushes the boundaries and traditional forms, emphasizing the exploration of new possibilities, using a variety of media, experimenting with line characteristics and material physics in 2D and 3D forms, and technological media. To demonstrate the integration of ideals and beliefs about the deceased ancestors in the 1st and 15th waning moon of the tenth lunar month from the reality perspective of a digital Society. Integrates the artistic paradigm with the symbolism of sketches, language, data, and related sciences, which are like the essential structure of the substance and the anatomy of art.Keyword: Experimental Drawing, The Deceased, Ancestors,Reality Perspective, Digital world, Anatomy of art
2821. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคสมัยที่มีการสื่อสารด้วยรูปแบบ วิธีการทางเทคโนโลยี และสื่อสังคมออนไลน์ ที่แสดงถึงทัศนคติ แนวคิด มุมมอง สัญลักษณ์ ในรูปแบบ และมิติใหม่ ๆ ในการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมโลกยุคดิจิทัล ได้กระตุ้นเตือนให้ทบทวนถึงความเชื่อในอดีต เรื่อง บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ วิญญาณที่ไร้ญาติเร่ร่อน ของคนในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเชื่อว่า ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงวิญญาณที่ไร้ญาติ เร่ร่อน “เปรต” ที่มีกรรมหนักตกอยู่ในนรกภูมิ จะได้รับการปล่อยตัวจากยมโลกมายังโลกมนุษย์เพื่อพบลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ การรับส่งวิญญาณจากยมโลกตามความหมายดังกล่าวได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับความจริงของสังคมยุคดิจิทัลที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีในบริบทของชีวิตคนในสังคมเมืองใหญ่ที่ตกทุกข์ได้ยากประสบเคราะห์กรรม พลัดถิ่น จรจัด เร่ร่อนและไร้ญาติ ขาดที่พึ่ง ไม่มีที่พักพิงเป็น “เปรต” ในความหมายใหม่ สะท้อนถึงความยากลำบาก ความซับซ้อนในการดำรงชีวิต และมีความทุกข์ในสภาพจิตใจห่างไกลจากการช่วยเหลือเกื้อกูลจากสังคม “การรับส่ง” ตามนัยนี้จึงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นจิตสำนึกของผู้คนให้ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกชีวิต และนำไปสู่การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันในสังคม สาระดังกล่าวเป็นแนวเรื่องและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์ผ่านการวิเคราะห์ สรุปข้อมูล และแสดงออกด้วยการวาดเส้นแนวทดลอง ที่ใช้เทคนิค วิธีการ รูปแบบที่มีลักษณะเฉพาะในลักษณะการบันทึก ด้วยเส้น กายภาพของวัสดุในลักษณะ 2 มิติ3 มิติ และสื่อเทคโนโลยีโดยสร้างสรรค์ทดลองสัมพันธ์กับพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมที่มีอยู่จริงยุคปัจจุบัน สะท้อนปัญหาการดำรงชีวิตที่มีความทุกข์ยากจากการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ เป็นการมองหาความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ ด้วยวิธีผสมผสานปรัชญา กระบวนทัศน์ศิลปะ ใช้การเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ในลักษณะ ภาพร่าง ภาษา ข้อมูล ที่เปรียบเสมือนโครงสร้างสำคัญของสาระ และเป็นกายวิภาคของศิลปะ 2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การสร้างสรรค์ผลงานในชิ้นนี้ แสดงออกด้วย “เส้น” ทัศนธาตุทางศิลปะ และสื่อวัสดุ เทคโนโลยีในลักษณะการบันทึก เป็นภาษาของภาพร่างสื่อผสม หรือวาดเส้นแนวทดลอง ตามความหมายที่ว่า “ภาพร่าง เป็นกายวิภาคของศิลปะ ” (ศักดิ์ชาย บุญอินทร์, 2550) ที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบสำคัญ และแก่นของสาระ เส้นร่างคือโครงสร้าง และลักษณะเบื้องต้นของรูปทรงที่เป็นกายวิภาคของงานวาดเส้น ภาพร่าง มีทั้งลักษณะทางภายภาพ และความหมายทางปรัชญา เนื้อหา แนวเรื่องที่แตกต่างกัน ภาพร่างจึงเป็นลักษณะเบื้องต้นของแนวความคิด อารมณ์ จินตนาการทางศิลปะ เป็นกายวิภาค โครงสร้างแห่งสาระความจริงทางศิลปะ โดยถูกแทนที่ด้วยลักษณะทัศนธาตุ เส้น และกระบวนการสร้างสรรค์แนวสื่อผสม เชิงทดลอง สะท้อนคุณค่า ความหมายของการดำรงชีวิตทั้งในอดีตและปัจจุบันการบันทึก ด้วยภาพร่างในลักษณะการวาดเส้น แสดงถึงรูปแบบ ลักษณะเฉพาะ เป็นกระบวนการค้นหาสาระ สภาวะที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ทั้งด้านความรู้สึก สิ่งที่สั่งสมในจิต ความคิด การรับรู้ รวมถึงแก่นแท้ของความจริง “วาดเส้นนอกจากเป็นการบันทึกการรับรู้ ประสบการณ์ ลงบนกระดาษแล้ว สิ่งที่สำคัญ
283กว่านั้นก็คือ ขณะที่เราวาดสิ่งใดก็ตามลงบนกระดาษนั้น เรากำลังจารึกสาระสำคัญ หรือแก่นสารของสิ่งนั้นลงไปในใจหรือในจิตไร้สำนึกของเราด้วย” (ชลูด นิ่มเสมอ, 2558. หน้า 37)กระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะเชิงทดลอง เป็นการก้าวข้ามขอบเขต และรูปแบบดั้งเดิม เน้นการสำรวจความเป็นได้ใหม่ ๆ สอดคล้องกับความหมาย กระบวนทัศน์ทางศิลปะ ที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามวิธีคิด ทัศนคติ ของผู้สร้างสรรค์ โดยเปลี่ยนแปลงตามทฤษฎี ปรัชญา องค์ความรู้ที่เกิดจากผลของความเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์(Paradigm Shift) เมื่อแนวคิดหรือวิธีการเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อยุคสมัยหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้คือ “การเปลี่ยนแปลงความรู้ วิธีคิดแบบใหม่ที่หักล้างและท้าทายกระบวนทัศน์เก่า จนกระทั่งนำไปสู่การเปลี่ยน วิธีคิด มุมมอง วิธีปฏิบัติ แนวการดำเนินชีวิต ความเชื่อพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้มุมมองหรือทัศนคติเปลี่ยนไปด้วย” (เครือข่ายส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม, 2025. ออนไลน์) ศิลปะเชิงทดลอง ตามที่จอห์น เอ. วอล์คเกอร์ (Glossary of Art, Architecture and Design Since 1945, 1973, ฉบับที่ 3, 1992) เขียนถึงศิลปะคำว่า ‘เชิงทดลอง’ ไว้ว่า “นักเขียนที่มองว่าคำนี้เป็นคำสรรเสริญมักหมายถึงการปฏิบัติเชิงประจักษ์ที่ศิลปินเล่นกับวัสดุของเขาและใช้กระบวนการสุ่มโดยคาดหวังว่าจะมีคุณค่าเกิดขึ้น” (Oxford Reference, 2025. ออนไลน์) การทดลองทางศิลปะจึงเป็นการคาดหมาย เปลี่ยนผ่านจากจุดหนึ่งไปสู่อีกนัยหนึ่ง สามารถนำผลจากการทดลองมาสรุปและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีส่วนผสมของลักษณะศิลปะเชิงแนวคิด ในกรณีนี้ผู้สร้างสรรค์ได้นำเนื้อหาทางศิลปะสร้างบริบทใหม่ที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม มองภาพความเป็นไปได้ในการสร้างภาพร่างด้วยการทดลองจัดวางติดตั้งผลงานรูปแห่งความทุกข์ของคนไร้บ้าน ในสถานที่จริงที่มีความเจริญทางด้านวัตถุ เทคโนโลยีดิจิทัล สัมพันธ์กับความคิดที่ว่า “มุมมองและความเข้าใจใหม่ๆ ต่อศิลปะ บทบาทหน้าที่ของศิลปะแปรเปลี่ยนไป การทำงานศิลปะมีวิธีการหลากหลายและผูกพันอยู่กับบริบททางสังคม” (ดาเนียล มาร์โซนา,2552. น.25)การสร้างสรรค์ได้สอดคล้องสัมพันธ์กับความจริงหรือสัจจะ 2 ชนิดคือ “สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะเป็นความจริงโดยสมมุติ ส่วนปรมัตถสัจจะนั้นเป็นความจริงความจริงตามความหมายสูงสุด ตามความหมายแท้ขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะ” (บันทึกจากการศึกษาพุทธธรรม, 2560. ออนไลน์) รวมทั้งความเชื่อเรื่องสารทเดือนสิบ ในช่วงเดือน 10 ตามปฏิทินจันทรคติ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง ตลอดจนสัมภเวสี ที่ตกอยู่ในอบายภูมิยังไปได้ไปผุดไปเกิดที่ล่วงลับไปแล้ว “เปรตที่มีกรรมหนักตกอยู่ในนรกภูมิ จะได้รับการปล่อยตัวจากยมโลกมายังโลกมนุษย์เพื่อพบลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 เรียกว่า “วันรับตายาย” และจะต้องกลับสู่นรกภูมิในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เรียกว่า วันส่งตายาย” (สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สารทเดือนสิบ. ออนไลน์) และเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมดิจิทัลหรือ “สังคมไซเบอร์ หมายถึงการอยู่รวมกันของผู้คน ที่มีกิจกรรมเชิงความสัมพันธ์ รวมถึงการทำธุรกรรมและกิจกรรมซึ่งกันและกันที่ใช้ดิจิทัล ไม่ขึ้นกับ อาชีพ อายุ เพศ ศาสนา ฐานะ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ สังคมไซเบอร์ ก็ไม่แตกต่างจากสังคมบนโลกกายภาพ แต่ส่วนใหญ่เราอาจจะไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงเหมือนในโลกกายภาพ” (วิถีชีวิตใหม่และความฉลาดทางไซเบอร์. ออนไลน์) โดยเป็นการตีความใหม่ เรื่อง ชีวิตและความทุกข์ยาก ในโลกของความจริง
284ที่กล่าวถึง “คนไร้ที่พึ่ง หมายถึง บุคคลซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยและไม่มีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพ และให้รวมถึงบุคคลที่อยู่ในสภาวะยากลำบากและไม่อาจพึ่งพาผู้อื่นได้นี่คือนิยามของคนไร้ที่พึ่งตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557” (สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก9), 2565. ออนไลน์) ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงดังกล่าวมีคุณค่าและความหมายสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความหมายและนิยามบริบททางศิลปะขึ้นใหม่ โดยนำเนื้อหาความเชื่อเรื่องกรรม บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ วิญญาณเร่ร่อน ไร้ญาติ หรือ “เปรต” ในชีวิตหลังความตาย เปรียบเทียบกับความทุกข์ยาก และชะตากรรมของคนเร่ร่อน จรจัด ไร้ญาติ ไม่มีที่พักพิง และยังมีชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกันในมุมมองของการตีความตามประวัติศาสตร์ของโลกแห่งอุดมคติความเชื่อกับความเป็นจริงในโลกเสมือนยุคดิจิทัลเป็นสัญลักษณ์และกระบวนทัศน์ใหม่ทางทัศนศิลป์ สะท้อนมิติทางสังคม วัฒนธรรม รวมถึงปรัชญาในการดำรงชีวิต และการให้คุณค่าในความเป็นมนุษย์3. กระบวนการในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เป็นการผสมผสานอุดมคติความเชื่อแบบดั้งเดิม เรื่องชีวิตหลังความตาย การรับส่งบรรพบุรุษที่ล่วงลับ การเกื้อกูล ดูแลช่วยเหลือกันในมิติของบุญกรรม และการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ผ่านสัญลักษณ์ความหมาย “เส้น” โดยเน้นสาระของภาพร่าง กายวิภาคของศิลปะ ซึ่งศึกษา ค้นคว้า ทดลองด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ มีการจัดวางติดตั้งในลักษณะกราฟิกดีไซด์ บนสื่อโฆษณา หรือป้ายรถเมล์ในสังคมเมืองยุคดิจิทัล ที่ผู้สร้างสรรค์ได้ใช้เป็นที่มาและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สะท้อนมิติทางสังคม วัฒนธรรม และปรัชญาการดำรงชีวิต ผ่านแนวความคิด รูปแบบ และวิธีการนำเสนอ ดังข้อมูลต่อไปนี้ภาพที่1 ความเชื่อเรื่องวันแรม 1 ค่ำ และ 15 ค่ำ เดือนสิบ ของคนในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มา: http://www.nakhonpost.com/_m/article/contentภาพที่2 ภาพชีวิตคนไร้บ้านเร่ร่อนที่มา: ศุภกิจ พิทักษ์บ้านโจด https://becommon.co/culture/homeless/
285ภาพที่3 คนไร้บ้านกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมยุคปัจจุบันที่มา: สสส.https://www.thaihealth.or.thการสร้างสรรค์ภาพร่าง สร้างภาพร่าง ด้วยการบันทึก วาดเส้น ด้วยด้วยปากกาบนกระดาษ และปากา S-Pen สมาร์ทโฟน และโปรแกรม คอมพิวเตอร์ Photoshop สร้างเส้น รูปทรง และสัญลักษณ์ของชีวิตและความเชื่อแบบเก่าในบริบทของวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจริงในสังคมยุคดิจิทัลเทคนิควิธีการนำภาพที่มีลักษณะของรูปทรง ลายเส้นที่ได้ออกแบบมาเป็นต้นแบบในการสร้างภาพกราฟิก เพื่อพิมพ์บนวัสดุและปะติดบนแผ่นอะคริลิค โดยใช้เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท (Inkjet Printer) ในระบบอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และนำไปประกอบกับกล่องสี่เหลี่ยม 3 มิติ ที่มีวงจรไฟ LED เพื่อให้เกิดแสงส่องผ่านภาพผลงานสร้างสรรค์ และผสมผสานวัสดุทั้ง 2 และ 3 มิติในผลงานเพื่อสร้างความหมายตามบริบทใหม่ของงานสื่อผสม ภาพที่ 4 ภาพการสร้างภาพร่าง ด้วยการบันทึก วาดเส้น ด้วยปากกาที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่5 ภาพการสร้างภาพร่าง ด้วยการบันทึก วาดเส้น ด้วยปากกา S-Pen สมาร์ทโฟนที่มา: ผู้สร้างสรรค์
286 ภาพที่ 6 ภาพการสร้างภาพร่างด้วยการบันทึก วาดเส้น ด้วยปากกาและเพิ่มเติม สี ด้วยด้วยปากกา S-Pen สมาร์ทโฟนที่มา: ผู้สร้างสรรค์การติดตั้งผลงานนำผลงานสร้างสรรค์วาดเส้นสื่อผสม ที่ได้ประกอบขึ้นเป็นกล่องตู้ไฟวงกลมติดตั้งบนผนังสีขาว และมีระบบไฟฟ้าเพื่อให้เกิดแสงสว่างสำหรับเน้นรายละเอียดบริเวณด้านในกล่องผลงาน โดยทดลองจัดวางติดตั้งในลักษณะกราฟิกดีไซด์ บนโฆษณาที่ป้ายรถเมล์ในสังคมเมืองยุคดิจิทัล รูปแบบผลงาน วาดเส้นเชิงทดลอง สื่อผสม ประเภทของผลงานทัศนศิลป์ ภาพผลงานสร้างสรรค์ภาพที่7 ภาพผลงานสร้างสรรค์ที่เสร็จสมบูรณ์ ชื่อ 1-15-10 A new context of belief / 1-15-10 บริบทใหม่ของความเชื่อที่มา: ผู้สร้างสรรค์
287ภาพที่8 ภาพร่างความคิด การทดลองติดตั้งผลงานในลักษณะกราฟิกดีไซด์ที่สอดคล้องสัมพันธ์กับสถานที่ และวิถีชีวิต คนเร่ร่อน ในบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคดิจิทัลที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่9 ภาพร่างความคิด การทดลองติดตั้งผลงานในลักษณะกราฟิกดีไซด์ที่สอดคล้องสัมพันธ์กับสถานที่ และวิถีชีวิต คนเร่ร่อน ในบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคปัจจุบันที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานการแสดงออกในงานทัศนศิลป์เป็นลักษณะของการบันทึก วาดเส้นเชิงทดลอง จากสิ่งที่ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์คือความเชื่อเรื่องกรรม และชีวิตหลังความตาย ในวันแรม 1 ค่ำ และ 15 ค่ำ เดือนสิบ เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อของคนทางภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องบาป บุญ เวรกรรมที่ต้องได้รับในโลกหน้าและการกลับชาติมาเกิดตามแต่ผลกรรมที่ได้กระทำเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ โดยใช้ลักษณะ “เส้น” ขนม อาหาร เครื่องนุ่งห่ม “ขนมลา เป็นผ้าไหมแพรพรรณ หรือตัวแทนเครื่องนุ่งห่ม หรืออีกนัยหนึ่ง เหตุที่ขนมลามีเส้นขนาดเล็กมากก็เพื่อที่จะให้ เปรตหรือผู้ที่ตกอยู่อบายภูมิที่มีปากขนาดเล็กเท่าปลายเข็มได้กิน” (Nation, 2558. ออนไลน์) กับลักษณะความอิสระของ “เส้น” รูปทรง และสัญลักษณ์จากการวาดเส้น บันทึกวิถีชีวิตของคนไร้บ้านที่แสดงถึงความทุกข์และชะตากรรมในโลกปัจจุบันยุคดิจิทัล เป็นโครงสร้างที่ประกอบไปด้วย เส้นที่หลากหลายทิศทาง ซ้อนกัน เปรียบเทียบกับรูปทรงของคนเร่ร่อน ไร้ญาติความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นจริงในสังคมยุคดิจิทัล เป็นการนำความหมาย “ปรมัตถสัจจะ ความจริงสูงสุด
288ตามความหมายแท้ขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่พอจะกล่าวถึงได้ เพื่อสำหรับให้เกิดความรู้ความเข้าใจเท่าทันความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือ การหยั่งรู้สัจธรรม”(บันทึกจากการศึกษาพุทธธรรม, ออนไลน์) ตามความหมายที่ผู้สร้างสรรค์ใช้แนวเรื่อง สารทเดือนสิบ ผสมผสานกับชีวิตยุคปัจจุบัน ในความหมาย“สมมติสัจจะ ความจริงโดยสมมติ ที่หมายรู้ร่วมกัน เป็นเครื่องมือสื่อสารพอให้สำเร็จประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ฯลฯ (บันทึกจากการศึกษาพุทธธรรม, ออนไลน์)ข้าพเจ้าสร้างบันทึกด้วย “เส้น” ที่สานกัน ด้วยความเชื่อกับรูปทรงในสถานที่ และพื้นที่ของคนไร้บ้าน นำเสนอประเด็นการผสมกันของสีและขาวดำ เป็นเส้นสีจากแถบสีในเทคโนโลยีสังคมยุคดิจิทัลในภาพพื้นหลังรองรับ การมีอยู่ของชะตากรรมและความทุกข์ยากไร้ที่พึ่งพิง การผสมผสานเส้นแห่งความทุกข์ในลักษณะภาพร่างขาวดำ และสีที่มีพลังของความจริงในสังคม และอุดมคติความเชื่อ เรื่อง “บรรพบุรุษที่ล่วงลับ” เป็นภาพร่างสื่อผสม วาดเส้นเชิงทดลอง ที่มีการเปลี่ยนเนื้อหาความเชื่อในโลกหลังความตาย มาเป็น เส้น บันทึกชีวิต ความทุกข์ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของวัตถุ เทคโนโลยียุคดิจิทัล และความทุกข์แห่งการดิ้นรนของชีวิตในบริบทโลกความจริงเสมือนยุคปัจจุบัน เป็นการค้นคว้า ทดลอง เปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการสร้างสรรค์ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความคิด รูปแบบ และการแสดงออก สัมพันธ์กับการวิเคราะห์ความคิดในการสร้างสรรค์ที่ว่า“สิ่งที่จารึกลงนี้จะหาโอกาสออกมาช่วยในการหาความคิดในการสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นทัศนศิลป์สาขาใดหรือช่วยแก้ปัญหาให้ในขณะที่การสร้างสรรค์กำลังดำเนินไป” (ชลูด นิ่มเสมอ, 2558 หน้า 37)การนำคำว่า \"Sketch เป็นกายวิภาคของศิลปะ\" จากการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ เมื่อปี พ.ศ. 2550มาใช้ในการสร้างสรรค์ ในบริบทใหม่ของการเปรียบเทียบ “การประสบเคราะห์ของมนุษย์” ในสังคมยุคดิจิทัล กับความเชื่อในอดีต โดยใช้ลักษณะของเส้นที่เป็นโครงสร้าง กายวิภาค จากรูปทรงทางกายภาพของคนไร้บ้าน จรจัด ไร้ที่พึ่งพิง แสดงกระบวนทัศน์ใหม่ทางวาดเส้นในเชิงทดลองเป็นเนื้อหา ผสมผสานกับแนวเรื่องความเชื่อในอดีต เกี่ยวกับวันแรม 1 ค่ำ และ15 ค่ำ เดือนสิบ และชีวิตของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน ดังที่ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวไว้ว่า “ใช้กระบวนการทางศิลปะเป็นเนื้อหาร่วมกับแนวเรื่อง ผสมผสานเป็นแนวความคิด (Concept) ในการสร้างสรรค์ กายวิภาคของ Sketch จึงถูกขยายความทั้งเนื้อหา และรูปแบบ เช่น ลักษณะของเส้น การแสดงออกผ่านร่องรอยการระบายค่าน้ำหนัก รวมถึงลักษณะตัวอักษร ทิศทาง เครื่องหมาย ของการค้นหาการบันทึก สัญลักษณ์ในภาพร่างได้กลายเป็นสาระและมีความสำคัญในลักษณะโครงสร้างและความจริงของศิลปะ” (ศักดิ์ชาย บุญอินทร์, 2563)สัญลักษณ์ ในการสร้างสรรค์ เป็นกายภาพของเส้น ภาพร่าง การบันทึก ผสมผสานกับวัสดุ และสื่อที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือแทนความหมายทั้งเก่า-ใหม่ ในบริบทที่สัมพันธ์กัน ตามนัยและมุมมองที่ได้ตีความใหม่แสดงถึงการผสมผสาน การบันทึก วาดเส้นด้วยปากกาเคมี และปากกา S-Pen ในสมาร์ทโฟน โดยใช้กระบวนการพิมพ์ และป้ายกล่องไฟ LED ในลักษณะวาดเส้นเชิงทดลอง ออกแบบกับสถานที่ สภาพแวดล้อมจริงในสังคมเมืองยุคดิจิทัล เป็นการผสมผสานตามเนื้อหาของศิลปะสื่อผสมที่ว่า “สื่อผสมไม่ใช่แค่วิธีการ แต่เป็นปรัชญาและการต่อต้านทางสุนทรียศาสตร์ มันละทิ้งความบริสุทธิ์ของสื่อเดี่ยว ๆ และเปิดรับการปะทะกันของบทสนทนาที่ตัดกัน คือเรื่องเล่าหลายมิติที่รูปทรงและแก่นสารผสานกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศิลปิน
289ไม่เพียงแต่กลายเป็นผู้สร้าง แต่ยังเป็นภัณฑารักษ์แห่งความหมายอีกด้วย” (Indian Shelf, ออนไลน์) และตามความหมายของกระบวนทัศน์ ที่หมายถึง “กรอบความคิดหรือแนวทางทั่วไปที่ใช้ในการมองโลก หรือหมายถึง ระบบคิด วิธีคิด หรือแบบของการคิดที่ใช้เป็นแนวในการศึกษาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา,2550. ออนไลน์)จอห์น เอ. วอล์คเกอร์ ได้ชี้ให้เห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันกับ ศิลปะเชิงทดลอง ไว้ว่า“Gombrich ก็เป็นแบบนั้นใน Art and Illusion (1960) เขาเปรียบเทียบระหว่างกระบวนการนำเสนอในรูปแบบการทดลองทางศิลปะชุดหนึ่งกับกระบวนการ ‘ทดสอบ’ ทฤษฎี ทางวิทยาศาสตร์ ศิลปินในแบบจำลองนี้จะทดสอบทฤษฎี (การนำเสนอ) ของตนกับประสบการณ์ เช่นเดียวกับในวิทยาศาสตร์ จึงสามารถมี ‘ความก้าวหน้า’ ได้ เมื่อข้อผิดพลาดใน ‘ทฤษฎี’ ได้รับการแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไป” (Oxford Reference, 2025. ออนไลน์)5. สรุปข้าพเจ้าได้สร้างสรรค์บันทึกสื่อผสมเพื่อเปลี่ยนความหมายใหม่ เชิงเปรียบเทียบ เรื่อง “เปรต และ“การรับส่งตายาย” ในวันแรม เดือนสิบ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ผู้ล่วงลับหิวกระหายและเปลือยกายหนาวเย็นเป็นที่ทรมาน” สู่โลกแห่งความจริงยุคปัจจุบันที่เมืองหลวงจังหวัดกรุงเทพมหานคร ในมุมมอง คนเร่ร่อน ยากไร้ ขาดแคลนเพื่อน ญาติมิตร ไร้ซึ่งการสนับสนุนในทุกมิติที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงสร้างความตระหนักด้านจิตสำนึกของผู้คนในสังคม ผ่านเส้นสายใยแห่งความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันของมนุษย์ในสังคมไทย โดยสร้างสรรค์วาดเส้นเชิงทดลองในลักษณะเส้น Sketch ที่บันทึกลากผ่านโครงสร้าง เรื่องราว พื้นที่ รูปทรงคนเร่ร่อน ไร้บ้าน ทนทุกข์ในการดำรงชีวิต ในพื้นที่ทันสมัย ใช้ลักษณะการทับซ้อนกันของเส้นขาวดำ และสีสันเทคโนโลยีดิจิทัลเมืองหลวง ซึ่งแฝงนัยซ้อน “เส้นของความเชื่อ” ผ่านกายภาพทัศนธาตุ “เส้น” ขนมลา ที่แสดงความหมายเรื่อง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และห้วงคำนึงของลูกหลานที่มีต่อบรรพบุรุษการปะติดวัสดุ รูปสิ่งพิมพ์ วาดเส้นเชิงทดลองบนวัสดุกล่องไฟ LED ในลักษณะผสมผสาน บันทึกเรื่องราว และเนื้อหาที่ซ้อนกันผ่านภาพร่าง ซึ่งเป็นกายภาพของศิลปะ โดยปรับกระบวนทัศน์ทางทัศนศิลป์ด้านเนื้อหา และแนวเรื่อง ของอุดมคติ ความเชื่อในอดีต เรื่อง บุญกรรม และการอุทิศบุญกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และวิญญาณเร่ร่อน นำไปสู่ความจริงในความหมายใหม่ของชะตากรรมชีวิตคนเร่ร่อนที่ยังมีชีวิตอยู่ในสังคม ด้วยลักษณะนัยเชิงซ้อนยุคดิจิทัล ป้ายกล่องไฟได้ถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่การทำงาน (Function)กลายเป็นภาพร่างทางความคิดเปรียบเทียบความเชื่อดั้งเดิมในบริบทของสังคมปัจจุบัน โดยปะติดแสงจากหลอดไฟ LED ป้ายไฟ โฆษณา ในลักษณะโปร่งแสง ซ้อนกันกับสื่อโฆษณา หรือป้ายรถเมล์ ซึ่งเป็นสถานที่พักพิงของคนไร้บ้านในเมืองหลวง เวลากลางคืน รวมทั้งทดลองออกแบบกราฟิกดีไซด์ติดตั้งผลงานวาดเส้นเชิงทดลองในสถานที่ และพื้นที่โฆษณา ที่มีความหรูหรา มีความเจริญทันสมัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มีลักษณะของความจริงโลกเสมือนที่เต็มไปด้วยความสุข ความหวัง ความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ ห่อหุ้มวิถีชีวิตจริง ของคนเร่ร่อน ไร้บ้าน ที่เป็นความจริงแท้ของความทุกข์ยากลำบาก ไร้การสนับสนุนทั้งด้านสุขภาวะ ความเป็นอยู่ สภาวะจิตใจและคุณค่าในความเป็นมนุษย์
290ประโยชน์ต่อการศึกษาทัศนศิลป์ และวงการศิลปะผู้สร้างสรรค์มีความเชื่อว่าเนื้อหา เทคนิควิธีการ รูปแบบและกระบวนการทำงานในครั้งนี้จะนำไปสู่การศึกษาค้นคว้า วิจัย สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาด้านทัศนศิลป์ การสร้างสรรค์ และวงการศิลปะ เป็นการเปิดมุมมองในการทดลอง การปรับกระบวนทัศน์ด้านทัศนศิลป์ ด้านเนื้อหา รูปแบบ เทคนิค วิธีการ ลักษณะเฉพาะ สามารถบูรณาการองค์ความรู้ ประยุกต์ทฤษฎีและการปฏิบัติตอบสนองต่อยุคสมัยหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคปัจจุบัน ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เอกสารอ้างอิงเครือข่ายส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม. (2025). Knowledge Sharing ชุมชนแห่งการเรียนรู้.http://clinictech.ops.go.th/online/cmo/siteชลูด นิ่มเสมอ. (2558). สัพเพเหระเกี่ยวกับชีวิตและศิลปะ. อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จํากัด (มหาชน)ดาเนียล มาร์โซนา. (2552). Conceptual Art [คอนเซ็ปชวลอาร์ต]. (พิมพ์ครั้งที่1). เดอะเกรทไฟน์อาร์ทบันทึกจากการศึกษาพุทธธรรม. (2560). คำชี้แจงจากผู้จดบันทึก 1.4 สัจจะ 2 ระดับ. https://buddha hamma-memo.blog ศักดิ์ชาย บุญอินทร์. (2560). บันทึก รูป-เงา 3 มิติ ของชีวิตและวัตถุจากภาพร่างความคิดและความทรงจำ ทัศนศิลป์สื่อผสม ชุด ภาพร่าง-โครงสร้าง ของจิตและวัตถุกับ ความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง(Sketch เป็นกายวิภาคของศิลปะ). นัยของความคิด อารมณ์ กับกายภาพงานจิตรกรรมและทัศนศิลป์สื่อผสม.สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2550). http://legacy.orst.go.th/?knowledgesสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2564). วิถีชีวิตใหม่และความฉลาดทางดิจิทัล.https://learningdq-dc.ku.ac.thสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. (2563). สารทเดือนสิบ. www.finearts.go.thสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก9). นับเราด้วยคน EP.2 รู้จักประชากรกลุ่มเฉพาะ. https://section09.thaihealth.or.th/2022/10/13 13 October 2565Indian Shelf. (2025). Definition and Core Concepts of Mixed Media Art. https://www.indianshelf.in/explore-the-world-of-mixed-media-from-canvas-to-conceptual-art/Nation. (2558). ขนมลา ขนมคู่บุญเดือนสิบของชาวใต้. https://www.nationtv.tv /main/content /lifestyleOxford University. (2025). Oxford Reference. https://www.oxfordreference.com/display
291ดอกไม้ของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟFlower of Venus of Willendorfศันสนีย์ รุ่งเรืองสาคร, Sunsanee Rungrueangsakorn 100/432 หมู่ 1 ซ.บางเทศธรรมอยู่สุข ต.ศีรษะจรเข้น้อย อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ 10570,100/432 Village No.1, Srisajorake noi Sub-district, Bangsowthong District, SamutPrakan Province, 10570E-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานดอกไม้ของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟอยู่ในการสร้างสรรค์ผลงานในชุด “วาดเส้น, จิตรกรรมผสมการคอลลาจ : ความฝันของดอกไม้ผสานใบหน้าและร่างกายของฉัน” ซึ่งสร้างสรรค์ใน ปี พ.ศ. 2567-2568 ประกอบด้วยผลงานทั้งหมด 5 ชิ้น ผลงานชิ้นนี้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้น ได้แก่ การสร้างสรรค์รูปทรงที่แตกต่างจากผลงานเก่าที่ผู้สร้างสรรค์มักสร้างผลงานด้วยใบหน้าของตัวเองแต่ร่างกายจะมีสัดส่วนเป็นไปตามแบบมาตราฐานความนิยมของสังคม คือ ความสมส่วน แต่ในครั้งนี้ผู้สร้างสรรค์ได้รับแรงบันดาลใจจาก วีนัสแห่งเมืองวิลเลนดอร์ฟ เป็นรูปปั้นเล็ก ๆ ที่มีลักษณะของผู้หญิงอ้วนท้วนสมบูรณ์คล้ายกับรูปร่างของผู้สร้างสรรค์เองจึงเป็นการถ่ายทอดบุคลิกลักษณะของตัวเอง ให้เกิดความงามที่แตกต่าง ความงามของความเป็นจริงในแง่มุมที่ไม่เหมือนเดิม ด้วยความมั่นใจการยอมรับตนเอง ในส่วนของเทคนิคผู้สร้างสรรค์ใช้การคอลลาจผสมผสานกับจิตรกรรมสีอะคริลิคเพื่อแสดงออกถึงการใช้กระดาษที่มีลวดลายต่าง ๆ แบบกราฟฟิกที่ใช้กันทั่วไปในสังคมเป็นการแสดงออกถึงความร่วมสมัยกับปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงไปของสรรพสิ่งไม่จีรังยั่งยืนคำสำคัญ: วีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ, คอลลาจ, ดอกไม้, ภาพเหมือนศิลปิน, ผู้หญิงอ้วนAbstractFlower of Venus of Willendorf artwork is part of the series \"Line Drawing, Painting, Mixed with Collage: Dream of Flowers, My Face and Body\", created between 2024 and 2025. It consists of five pieces. This work has undergone significant developments and changes, including the creation of a shape that differs from previous works in which the creators often created works using their own faces, but the body has proportions that follow popular social standards, which are always proportionate. This time, the creator was inspired by The Venus of Willendorf, a small statue of a plump woman resembling the creator's own body shape. Therefore, it conveys her own personality, creating a different kind of beauty, the beauty of reality from a different perspective, with confidence and self-acceptance. In terms of technique, the creator collage combined with acrylic painting to convey the use of paper with