292various graphic patterns commonly found in society, expressing contemporaneity of the present and the impermanence of change in all things.Keywords: Venus of Willendorf, collage, flowers, artist portrait, fat woman 1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาผลงานดอกไม้ของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟเป็นผลงานศิลปะที่อยู่ในชุด “วาดเส้น, จิตรกรรมผสมการคอลลาจ : ความฝันของดอกไม้ผสานใบหน้าและร่างกายของฉัน” ในปี พ.ศ. 2568 ประกอบขึ้นด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนของร่างกายผู้หญิง ดอกไม้และลักษณะผิว1. ร่างกายผู้หญิงเป็นส่วนที่ผู้สร้างสรรค์ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของการสร้างสรรค์เป็นตัวแทนของตัวผู้สร้างสรรค์เองในการแสดงออก ดังนั้นจึงต้องการสื่อสารด้วยรูปทรงที่มีลักษณะคล้ายหรือใกล้เคียงกับร่างกายของผู้สร้างสรรค์มาเป็นส่วนประกอบในผลงาน รูปร่างของผู้สร้างสรรค์นั้นมีลักษณะเด่นด้วยความอวบอ้วนทำให้นึกถึงผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง คือ รูปปั้นประติมากรรมสตรีที่มีรูปร่างอวบอ้วนชิ้นเล็ก ๆ ที่ขุดเจอในประเทศออสเตรีย รูปปั้นของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ ผลงานชิ้นนี้จึงมีจุดเริ่มต้นที่ผลงานประติมากรรมยุคหินนี้2. ดอกไม้ ผู้สร้างสรรค์มีความชื่นชมความงดงามของดอกไม้ด้วยรูปทรงมีความสวยงามประกอบขึ้นจากกลีบ เกสร มีความซับซ้อนและหลากหลายของรูปแบบของการจัดวางรายละเอียดของแต่ละสายพันธุ์ผสมผสานจนเกิดรูปทรงที่วิจิตรบรรจงขึ้นมากมายบนโลกใบนี้รูปทรงนั้นสวยงามจนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการนำไปสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ ดอกไม้ที่นำมาใช้ในผลงานชิ้นนี้ ได้แก่ ดอกโบตั๋นที่ส่วนของศีรษะ กลีบดอกชบาซ้อนประกอบกันขึ้นเป็นชุดราตรี ดอกกุหลาบเป็นโคมไฟที่ด้านซ้ายและขวา (ภาพที่ 1)ภาพที่1 ดอกไม้ที่นำมาใช้ในการสร้างสรรค์ (ก) ดอกโบตั๋น, (ข) ดอกชบาซ้อน, (ค) ดอกกุหลาบที่มา : (ก) https://www.kinandleisure.com/peony-meaning/, (ข) https://www.dmc.tv/wallpaper/3710, (ค) https://www.iwa-shop.com/article/13/ความหมายของดอกกุหลาบแต่ละสี (ก) (ข) (ค)
2933. ลักษณะผิวที่สร้างขึ้นใหม่จากกระดาษที่มีลวดลายต่าง ๆ ที่ถูกพิมพ์ถึงจากเทคโนโลยีการพิมพ์ในปัจจุบันมีลวดลาดกราฟฟิกมากมายให้เลือกนำมาใช้เพื่อแสดงถึงความร่วมสมัยกับสังคมปัจจุบัน (ภาพที่ 2)ภาพที่ 2 ตัวอย่างกระดาษที่ใช้ในการคอลลาจที่มา: ผู้สร้างสรรค์2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง1. ผลงานดอกไม้ของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของผู้สร้างสรรค์เองในชุดเก่าที่สร้างสรรค์ในปี พ.ศ. 2557 ได้แก่ชุด “ความเคลื่อนไหวของร่างกายและดอกไม้ ในระนาบสองมิติ” (ภาพที่ 3) ด้วยอิทธิพลของการสร้างสรรค์ดังต่อไปนี้1.1 การใช้รูปทรงของดอกไม้มาผสมผสานกับร่างกายของมนุษย์ด้วยความฝันและจินตนาการ1.2 การใช้เทคนิควิธีการคอลลาจผสมกับจิตรกรรมสีอะคริลิกในการสร้างสรรค์ (ก) (ข) (ค) (ง)ภาพที่ 3 ผลงานสร้างสรรค์ 4 ชิ้นในชุดความเคลื่อนไหวของร่างกายและดอกไม้บนระนาบสองมิติ(ก) ผลงานชื่อ ดอกกุหลาบของฉัน, (ข) ผลงานชื่อ ถันดอกไม้, (ค) ผลงานชื่อ ระบำดอกไม้, (ง) ผลงานชื่อ ฉันคือดอกไม้ที่มา: ศันสนีย์ รุ่งเรืองสาคร, ความเคลื่อนไหวของร่างกายผู้หญิงและดอกไม้/ วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ, ปีที่2 ฉบับพิเศษ(มิถุนายน 2561) (p.271)
2942. แรงบันดาลใจจากรูปปั้นวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ (Venus of Willendorf) (ภาพที่ 4) ด้วยรูปทรงของหญิงที่มีรูปร่างอวบอ้วน การวางท่าทาง การปิดบังใบหน้า และลักษณะของการยืน “พอพูดถึงชื่อวีนัสแล้ว ภาพเทพีแห่งความงามและความรักในปกรณัมกรีก-โรมันเป็นต้องถูกนึกถึงอันดับแรกตลอด ตำนานกล่าวไว้ว่า วีนัส หรือ อะโฟรไดต์ คือสาวงามที่เกิดจากฟองคลื่น เพราะเลือดของยูเรนัสที่หยดลงมหาสมุทรเมื่อครั้งไททันโครนอสปราบพระบิดา รูปโฉมองค์เทพีงดงามยิ่งกว่าสิ่งใด” (NYLON Thailand, https://www.nylonthailand.com/venus-1/) รูปโฉมของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟมีความแตกต่างออกไป เป็นหินแกะสลักที่มีขนาดเล็กราว 11 เซนติเมตร มีอายุราว 30,000 ปี ในยุคหินเก่า โดยช่างฝีมือในยุคน้ำแข็งได้แกะสลักรูปปั้นนี้ด้วยเครื่องมือหินเหล็กไฟ เป็นรูปปั้นของหญิงวัยผู้ใหญ่ที่ไร้ใบหน้า หน้าท้อง, สะโพก, หน้าอกและอวัยวะเพศมีขนาดใหญ่ แบบผู้หญิงที่มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ มีเครื่องประดับศีรษะหรือทรงผมที่ดูประณีต “นักโบราณคดีผู้ค้นพบรูปปั้นนี้ได้ตั้งชื่อรูปปั้นนี้ตามเทพเจ้าแห่งความรัก เนื่องจากในสมัยนั้นพวกเขาสันนิษฐานว่ารูปปั้นสตรีโบราณที่มีลักษณะทางเพศที่โดดเด่นย่อมเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างแน่นอน” (Mindy Weisberger, https://www.livescience.com/venus-of-willendorf-origins-found)ภาพที่ 4 รูปปั้นของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟที่มา: ศิลปินยุคหิน / (https://pantip.com/topic/39759753)ภาพที่ 5 ผลงานชื่อ Whaam! (1963) ศิลปิน รอย ลิคเทนสไตน์ที่มา: รอย ลิคเทนสไตน์/ https://www.tate.org.uk/art/art-terms/p/pop-art
2953. อิทธิพลในการสร้างสรรค์ด้วยการวาดด้วยการใช้ลายเส้นสีดำเน้นที่รูปทรงจากศิลปิน รอย ลิคเทนสไตน์(Roy Lichtenstein) เขาเป็นศิลปินในลัทธิ ประชานิยม (Pop Art) ที่ถือกำเนิดในปี ค.ศ. 1950 มีความคิดในการต่อต้านแนวคิดศิลปะ วัฒนธรรม และมุมมองดั้งเดิมเกี่ยวกับสิ่งที่ศิลปะควรจะเป็น ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่รอบตัวในชีวิต และสังคมมากกว่า เป็นสิ่งที่เป็นกระแสในสังคม เช่น ภาพยนตร์ฮอลลีวูด โฆษณา บรรจุภัณฑ์สินค้า เพลงป๊อป และหนังสือการ์ตูนรอยได้นำเอาภาพจากการ์ตูนมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ อย่างผลงาน วาม (Whaam!) (ภาพที่ 5)ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนเรื่อง ออเมริกันแมนอ๊อฟวอร์ (All American Men of War) จากนิตยสาร ดีซี คอมมิค (DC Comics) ฉบับปี พ.ศ. 25053. กระบวนการในการสร้างสรรค์ภาพที่ 6 กระบวนการในการสร้างสรรค์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์1. รวมรวมแนวความคิดในการสร้างสรรค์2. ศึกษารูปทรงที่เกี่ยวข้อง3. รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการร่างภาพผลงาน (ภาพที่ 6 ก)4. ขยายภาพลงบนเฟรมผ้าใบ (ภาพที่ 6 ข)5. คอลลาจกระดาษที่มีลวดลายต่าง ๆ ลงบนพื้นหลัง (ภาพที่ 6 ค) (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) (ฉ) (ช) (ซ)
2966. คอลลาจกระดาษที่มีลวดลายต่าง ๆ ลงบนร่างกายผู้หญิง (ภาพที่ 6 ง)7. คอลลาจกระดาษที่มีลวดลายต่าง ๆ ลงบนดอกกุหลาบด้านบนซ้าย และด้านขวา (ภาพที่ 6 จ)8. ระบายสีในส่วนที่เหลือทั้งหมด (ภาพที่ 6 ฉ)9. ตัดเส้นสีดำที่ขอบของรูปทรงทั้งหมด (ภาพที่ 6 ช)10. ตัดเส้นสีเหลืองที่พื้นหลัง (ภาพที่ 6 ซ)11. ผลงานเสร็จสมบูรณ์ลงน้ำหนักขาวที่ส่วนไฮไลท์ (ภาพที่ 7)4. การวิเคราะห์ผลงานภาพที่ 7 ผลงาน ดอกไม้ของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟที่มา: ผู้สร้างสรรค์ผลงานดอกไม้ของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ (ภาพที่ 7) เป็นภาพของผู้หญิงในร่างที่อวบอ้วนสมบูรณ์ นั่นคือตัวผู้สร้างสรรค์เองที่ไม่มีใบหน้าแต่มีศีรษะเป็นดอกโบตั๋นที่มีทิศทางของดอกไม้คว่ำหน้าลงเล็กน้อยเปรียบเสมือนคนใส่หมวกและมีใบหน้าที่ก้มลงนิดหน่อย กำลังสวมชุดดอกไม้ที่เหมือนเป็นชุดราตรีสวยหรู กำลังยืนอยู่ในสถานที่เหมือนเป็นเวทีการแสดง จัดวางองค์ประกอบให้อยู่ตรงกลางของภาพในแบบสมมาตรและเพื่อเน้นให้รูปทรงดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ผู้สร้างสรรค์ได้จัดให้มีโคมไฟรูปดอกกุหลาบอยู่ด้านบนทั้งซ้ายและขวาส่องแสงไฟลงมาเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้แก่รูปทรง รูปร่างของนางแบบมีความอวบอ้วนคล้ายกับผู้สร้างสรรค์ ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของรูปปั้นวีนัสวิลเลนดอร์ฟประติมากรรมขนาดจิ๋วอายุกว่า 30,000 ปีที่
297ถูกค้นพบในประเทศออสเตรีย ผู้สร้างสรรค์ต้องการแสดงออกถึงความงามที่แตกต่าง ผู้หญิงร่างอวบอ้วนก็มีความงามในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ความงามที่แตกต่างออกไปจากความงามที่เป็นมาตราฐานของสังคม เป็นความงามด้วยความสมบูรณ์ของร่างกาย ความมั่นใจในตัวเอง5. สรุป1. การศึกษารูปทรงดอกไม้ ประวัติ และความหมายที่สังคมลงความเห็นให้แต่ละดอกเป็นเช่นไร หลายครั้งเกิดจากรูปทรง สีสัน กลิ่น ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างของดอกไม้เองที่จะทำให้เกิดมุมมองที่สังคมลงความเห็นต่อดอกไม้ ดอกที่กลิ่นหอมย่อมเป็นเสน่ห์ดึงดูดคน สัตว์แมลงให้หลงไหลในดอกไม้ หรือหากกลิ่นเหม็นก็สามารถดึงดูด แมลงวัน ให้เข้ามาช่วยในการผสมพันธุ์ได้เช่นกัน ดอกไม้ที่ผู้สร้างสรรค์เลือกมาใช้ในการสร้างสรรค์มีความหมายดี เช่น ดอกกุหลาบ ดอกโบตั๋น และดอกชบา กุหลาบให้ความหมายถึงความรักในรูปแบบต่าง ๆ ดอกโบตั๋นมีความหมายถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย ความมีโชคลาภ ความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนดอกชบา มีความหมายถึงความรักและมิตรภาพที่อบอุ่นความอุดมสมบูรณ์ และการเจริญเติบโต2. เทคนิคที่ใช้นั่นคือจิตรกรรมสีอะคริลิกผสมผสานกับการคอลลาจเพื่อให้เกิดลวดลายที่แตกต่างในผลงานพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำมาใช้แทนการวาดรูปได้เป็นอย่างดีมีความสวยงาม สามารถสร้างลักษณะผิวได้อย่างน่าสนใจให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากธรรมชาติเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะผิวของดอกไม้ให้เป็นลวดลายแบบกราฟฟิกทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ไม่เหมือนเดิม แสดงออกถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมความไม่จีรังยั้งยืนของทุกสรรพสิ่งล้วนต้องเปลี่ยนไปไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง3. การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในชุด “วาดเส้น, จิตรกรรมผสมการคอลลาจ : ความฝันของดอกไม้ผสานใบหน้าและร่างกายของฉัน” ทำให้มีโอกาสในการสร้างสรรค์พัฒนาผลงาน ได้เผยแพร่ไปสู่สาธารณะชนเพื่อผู้สนใจและนักศึกษาศิลปะเพื่อการเรียนรู้และอาจเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไป ได้แสดงผลงานไปบ้างแล้ว 2 แห่ง คือ การแสดงผลงานนิทรรศการศิลปะที่หอศิลป์วังหน้าระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 และผลงาน “ดอกไม้ของวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ” เข้าร่วมแสดงในนิทรรศการ“การเดินทางของเวลา” : ความทรงจำของการกาลเวลาที่เปลี่ยนผ่าน โดย อาจารย์ชิโนรส รุ่งสกุล และผองเพื่อนด้วย ที่หอศิลป์สงขลา1 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ด้วยเอกสารอ้างอิงศันสนีย์รุ่งเรืองสาคร. (2561). ความเคลื่อนไหวของร่างกายผู้หญิงและดอกไม้. (ปีที่ 2 (2018) : ฉบับพิเศษ2561). พัฒนศิลป์วิชาการ, 265-275.
298สายสัมพันธ์พ่อ-ลูกRelationship Father - Sonศิพพร สุนทระศานติก, Sipporn suntharasanticวิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี, Suphanburi College of Fine ArtsE-mail: [email protected]บทคัดย่อแนวความคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน เป็นการเขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวัยเยาว์ ด้วยเทคนิคสีน้ำ เพื่อเทิดพระเกียรติทั้ง 2 พระองค์ ที่แสดงถึงความรักความผูกพัน และความซาบซึ้งใจที่ประชาชนมีต่อทั้ง 2 พระองค์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความรักและศรัทราในพระองค์ที่ทุ่มเทพระวรกาย เพื่อความผาสุกของพสกนิกรปวงชนชาวไทย ตลอดระยะเวลาครองราชย์ผลการศึกษาการเขียนภาพในหลวงภาพนี้ ได้ใช้เทคนิควิธีการเขียนสีน้ำ ซึ่งให้ความใส โปรงเบา สีสันที่ระบายทับซ้อนกันได้ ทำให้ภาพเกิดความรู้สึกเบาสบาย เพื่อเปรียบสะท้อนถึงพระอิริยาบทของพระองค์ ที่เรียบง่าย มีน้ำพระทัย มีความรักต่อพระสกนิกรประชาชนคนไทยคำสำคัญ: เทคนิคสีน้ำAbstractThe concept of the work is to paint a portrait of His Majesty King Bhumibol Adulyadej the Great, Rama IX and Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn in her youth, using watercolor techniques to honor both of them To show the love, attachment and gratitude that the people have for both of them, to commemorate the great kindness of the King and Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn With love and faith in His Majesty who has devoted himself to the well-being of all Thai people throughout his reign.Keyword: watercolor techniques
2991. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ เป็นการเขียนภาพคู่ระหว่างพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 หรือที่ประชาชนคนไทยเรียก ในหลวง ร.9 กับภาพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้ง 2 พระองค์เป็นที่คนไทยรักและเทิดทูนมากของประชาชนคนไทย พระราชกรณียกิจของทั้ง 2 พระองค์เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของประชาชน จนมีคำกล่าวว่า “ตามรอยเท้าพ่อ” เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินความจริง เพราะพระราชกรณียกิจของทั้ง 2 พระองค์ทรงเสียสละเวลาทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทย ด้วยพระราชกรณียกิจต่าง ๆ มากมาย ฉะนั้นพระสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระสาทิสลักษณ์กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ หรือที่คนไทยเรียกว่า สมเด็จพระเทพฯ คนที่ได้เห็นจึงรู้สึกมีความประทับใจ และซาบซึ้ง ทำให้นึกถึงทั้ง 2 พระองค์ท่าน ด้วยเหตุที่ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรูปสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีผู้นิยมนำรูปของพระองค์นำไปใส่กรอบบูชา ให้มีความเคารพ นึกถึงพระองค์ ภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพถ่ายเดี่ยวพระองค์ มักไม่ค่อยมีภาพคู่ของทั้ง 2 พระองค์ 2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการถ่ายทอดผลงานการเขียนภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ใช้กระบวนการแนวความคิดในการเขียนแบบสมจริง (Realistic) ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทอดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ง่าย และเข้าถึงความงามได้ง่ายที่สุด แต่ก็ไม่ได้เขียนแบบเหมือนภาพถ่าย มีการใช้ทีแปรง และทิ้งร่องรอยของพู่กัน เพื่อให้เกิดความสวย ความสนุก ที่แตกต่างจากภาพถ่าย ที่ขาดอารมณ์ การเขียนภาพแบบสมจริง (Realistic) ที่มักนิยมเขียนภาพแบบทิ้งร่อยรอยพู่กัน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างภาพศิลปะในการเขียน กับภาพถ่าย ภาพศิลปะหรือภาพวาดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่นิยมเขียนคือ ภาพคนเหมือนเทคนิคที่ใช้จะเป็นสีน้ำมัน เป็นเทคนิคที่คนโดยทั่วไปนิยมเขียน แต่การสีน้ำพระสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีการพบเห็นน้อย 3. กระบวนการในการสร้างสรรค์การสร้างสรรค์ผลงานภาพเขียนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ชิ้นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพเขียนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ศิลปินหลายคนสร้างสรรค์ขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ด้วยความงามและเนื้อหาจากภาพถ่ายในอิริยาบถต่าง ๆ ที่มีการนำเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ ทางหนังสือ อินเตอร์เน็ต ด้วยมุมมองของภาพที่มีความสวยงาม องค์ประกอบการจัดวางภาพของศิลปินช่างถ่ายภาพ ผลงานภาพเขียนพระบาทสมเด็จพระ
300เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ศิลปินเขียนส่วนใหญ่ จะเป็นเทคนิควิธีการเขียนสีน้ำมัน สีอะคริลิค ส่วนการเขียนด้วยเทคนิคสีน้ำ ไม่ค่อยมีคนเขียน ด้วยวิธีการเขียนสีน้ำที่มีการแสดงออกอย่างตรงไป ตรงมา อย่างง่าย ๆ แบบฉับพลัน ให้ความรู้สึกถึงความเรียบง่าย โปร่งเบา มีการทับซ้อนของสีที่ใสและสวยงามภาพที่1 สายสัมพันธ์พ่อ-ลูก (relationship father-son)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ 21 October 20174. การวิเคราะห์ผลงาน การเขียนภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ภาพนี้ สร้างสรรค์โดยการใช้สีในวรรณะของสีโทนเย็น ให้เกิดความร่มเย็น และความรู้สึกที่เป็นอดีต ภาพวัยในอดีตของทั้ง 2 พระองค์ ภาพของพระ 2 พระองค์ยังแสดงให้เห็นถึงเพราะต้องการแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพ ความรู้สึกที่อบอุ่น ความมีเมตตา ความศรัทธา การใช้สีโทนเย็นในภาพประมาณ 90 % ใช้สีโทนอุ่น ประมาณ 10 % ตามหลักทฤษฏีของสี จะต้องมีการเบรควรรณะตรงข้ามในภาพ แต่สีโทนเย็นจะน้อยกว่า สีโทนร้อนจะใข้สีเหลืองบาง ๆ เล็กน้อยเป็นการเบรคสีตามหลักทฤษฎีสีการจัดองค์ประกอบภาพ ในภาพนี้เป็นการมองที่อยู่ตรงกันข้าม แสดงนัยยะได้หลายความหมาย แล้วแต่ผู้ชมจะรู้สึกนึกคิดไปตามจินตนาการส่วนบุคคลในแง่ของความรัก ความเมตตา และความน่าเอ็นดู
3015. สรุปการเขียนภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นการเขียนภาพที่มีคุณค่าในด้านจิตใจ ความภาคภูมิใจของคนไทย การแสดงภาพของทั้ง 2 พระองค์ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ภาพที่เขียนจะใช้ความสามารถในการเขียนตามรูปแบบ ตามเทคนิควิธีการ ในการแสดงออกของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ผู้ที่ถ่ายทอดคุณค่าความงามออกมาก็คือ ความสง่างาม ความศรัทธาที่มีต่อพระองค์ ความมีเมตตา เสียสละ ที่พระองค์มีต่อประชาชน ภาพที่เขียนนี้ เพื่อแสดงออกในความจงรักภักดี ที่ประชาขนคนไทยยังคงระลึกถึงทั้ง 2 พระองค์ ถึงพระราชกรณียกิจที่ทั้ง 2 พระองค์ทำเพื่อคนไทย เอกสารอ้างอิงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2532วิลาศ มณีวัต. พระราชอารณ์ขัน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2537อำนวย วีรวรรณ, ดร., พระมหากษัตริย์ไทย กับ พระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2555
302เธอและเธอHer & Hersศิริกานต์ ยืนยง, Sirikan Yuenyongเลขที่ 60 วิทยาลัยช่างศิลป ถ.หลวงพรต แขวง ลาดกระบัง เขต ลาดกระบัง จ.กรุงเทพ 10520,60 College of Fine Arts, Luang prot Road, Lat Krabang, Bangkok 10520E-mail: [email protected]บทคัดย่อสภาวะการเสื่อมสลายของรูปลักษณ์ในฐานะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและทางสังคมที่ส่งผลต่อคุณค่าการรับรู้ของผู้หญิงในหลากหลายมิติ ความเสื่อมสลายของร่างกายเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน แต่ในบริบททางสังคมสมัยใหม่ ผู้หญิงกลับถูกคาดหวังให้ธำรงความงามและความอ่อนเยาว์ตามค่านิยมความงามที่ถูกกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด สภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดแรงกดดัน ความไม่มั่นคง และความเปราะบางทางจิตใจ ซึ่งสะท้อนโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรมที่มุ่งควบคุมภาพลักษณ์ของผู้หญิงอย่างแยบยลการสร้างสรรค์ครั้งนี้จึงนำเสนอการตีความของความงามที่แฝงอยู่ในความไม่สมบูรณ์ ผ่านการสำรวจร่องรอยของการเสื่อมสลาย ความแปรเปลี่ยนของสังขาร และภาวะไม่เที่ยงของรูปกาย ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่าน ภาพพิมพ์ไซยาโนไทป์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงคุณค่าความงามเชิงลึกที่เกิดจากความเปราะบางของการมีชีวิตอยู่ ผลลัพธ์ของงานมุ่งเน้นให้เกิดการทบทวนค่านิยมความงามร่วมสมัยและส่งเสริมการยอมรับสภาวะธรรมชาติของร่างกาย ในฐานะความงามอีกมิติหนึ่งที่สะท้อนความจริงของชีวิตและความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงคำสำคัญ: ความเสื่อม, ภาพพิมพ์ไซยาโนไทป์, รูปลักษณ์, เวลา, ธรรมชาติAbstractThe decline of physical appearance is a natural and social phenomenon that affects women's self-perception in many ways. Physical decay is a reality that affects all human beings. However, in the modern social context, women are expected to maintain their beauty and youth according to strictly defined beauty values. This creates pressure, insecurity, and psychological vulnerability, reflecting the power structure and culture that subtly control women's image.This creation thus offers an interpretation of the beauty inherent in imperfection through an exploration of decay, mutability, and the impermanence of the physical body, conveyed through cyanotype prints. The goal is to open up a space for viewers to recognize the profound beauty inherent in the fragility of existence. The resulting work aims to revisit
303contemporary aesthetic values and promote acceptance of the body's natural state as another dimension of beauty that truly reflects the truth of life and humanity.Keywords: Decay, Cyanotype prints, Appearance, Time, Nature1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาความงามของผู้หญิงเป็นแนวคิดที่ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยสังคมและวัฒนธรรมมายาวนาน จนเกิดเป็นกรอบค่านิยมที่กำหนดมาตรฐานของรูปลักษณ์ไว้เฉพาะเจาะจง ผู้หญิงจำนวนมากจึงถูกประเมินคุณค่าโดยสังขารภายนอก มากกว่ามิติของความคิด จิตใจ หรือศักยภาพที่แท้จริง การยึดติดกับภาพลักษณ์เหล่านี้ทำให้ผู้หญิงต้องเผชิญความกดดัน ความหวั่นไหว และความเปราะบางต่อการถูกตัดสินจากสายตาผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของสังขาร ความงามที่เคยถูกยกย่องจึงค่อย ๆ เสื่อมสลายตามกฎแห่งอนิจจัง การเสื่อมถอยของรูปลักษณ์ เช่น ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย หรือความแปรเปลี่ยนของสัดส่วน กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผู้หญิงต้องเผชิญความกังวลและความกดดันทางสังคมมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงเป็นปรากฏการณ์ทางกายภาพ แต่ยังสะท้อนโครงสร้างทางสังคมที่ผลักให้ผู้หญิงต้องรักษาความงามตามค่านิยมสมัยนิยมอย่างเคร่งครัดประเด็นดังกล่าวจึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการนำเสนอผ่านงานสร้างสรรค์ เพื่อเปิดพื้นที่ในการตั้งคำถาม ทบทวน และทำความเข้าใจความงามในอีกมิติหนึ่ง มิติที่ยอมรับความเปราะบาง การเสื่อมสลาย และความไม่เที่ยงของสังขาร ว่าเป็นแหล่งกำเนิดของความงามเชิงลึกที่สะท้อนสัจธรรมของชีวิตได้อย่างทรงพลัง2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกฎของเวลา คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาคือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่กลับส่งอิทธิพลต่อทุกชีวิตอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโต เสื่อมสลาย ความคิด ความรู้สึก หรือความทรงจำ เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่อ้อมอารี และไม่ยึดติดกับสิ่งใด เป็นพลังเงียบที่ค่อย ๆ เปลี่ยนทุก สรรพสิ่งให้ไม่เหมือนเดิม การเข้าใจ “กฎของเวลา” คือการยอมรับว่า “ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร” ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีวาระของการตั้งอยู่และดับไปตามลำดับ ในเชิงปรัชญา เวลาเกี่ยวข้องกับ “ไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้) และอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง) กฎของเวลาจึงสอนให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดกับสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นคน สถานการณ์ หรือแม้แต่ความรู้สึก เพราะทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ในงานศิลปะ เวลาไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของการสร้างสรรค์ แต่กลายเป็น “เนื้อหา” และ “กระบวนการ” ที่สะท้อนการมีอยู่และการสูญสิ้น เช่น ในศิลปะภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ไซยาโนไทป์ เวลาถูกใช้เพื่อสร้างภาพผ่านการรับแสง เป็นการบันทึกวินาทีหนึ่งของชีวิตที่ไม่มีวันหวนกลับ ศิลปินหลายคนจึงใช้เวลาเป็นองค์ประกอบเชิงสุนทรียภาพ เช่น ปล่อยให้งานเสื่อมสภาพ หรือตั้งใจให้วัสดุแปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ
304เมื่อเข้าใจ “กฎของเวลา” มนุษย์จะมองชีวิตด้วยความอ่อนโยนมากขึ้น ยอมรับความเปลี่ยนแปลงด้วยใจสงบ และเห็นคุณค่าของช่วงขณะปัจจุบันในฐานะของขวัญล้ำค่าที่ไม่มีวันย้อนคืนได้ เพราะทุกวินาทีที่ผ่านไป ล้วนสะท้อนความจริงว่า \"เราเคยมีอยู่ตรงนั้น\" แต่ \"เราไม่มีวันกลับไปได้อีก\"ชีวิตที่มีความหมายในแบบอิคิไก อิคิไก เป็นคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น คำว่า อิคิ (มีชีวิตอยู่) ไก (คุณค่าหรือความหมาย) หมายถึง ความหมายของการมีชีวิต คนที่มีอิคิไกจะรู้ว่าทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาเขามีชีวิตแต่ละวันไปเพื่ออะไร เขาจะใช้ชีวิตในวันใหม่อย่างมีพลัง เบิกบาน พึงพอใจ และสุขสงบภายใน อิคิไกมีหลักง่าย ๆ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ในทุก ๆ วัน เพื่อให้เป็นวันที่มีความสุขและเต็มไปด้วยความหมายอิทธิพลด้านเทคนิคไซยาโนไทป์ถูกค้นพบและตั้งชื่อโดย https://en.wikipedia.org/wiki/John_Herschel, https://en.wikipedia.org/wiki/John_Herschel , https://en.wikipedia.org/wiki/John_Herschel ( Sir John Herschel) ในปี 1842 เขาคิดค้นเพื่อใช้ในการทำสำเนาของแผนที่และเอกสารทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสามารถสร้างภาพที่คงทนได้โดยมีต้นทุนต่ำ และยังง่ายต่อการสำเนา เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเทคนิคภาพพิมพ์แรก ๆ ที่ไม่ต้องใช้กล้องในการบันทึกภาพ เป็นสูตรการพิมพ์ภาพถ่ายที่มีปฏิกิริยาซึ่งไวต่อสเปกตรัมแสงใกล้อัลตราไวโอเลต และแสงสีน้ำเงิน ที่จำกัด และมักใช้สำหรับงานศิลปะและการทำซ้ำในรูปแบบของพิมพ์เขียวสำหรับวัตถุประสงค์ใด ๆ กระบวนการนี้มักใช้สารเคมีสองชนิด ได้แก่ เฟอร์ริกแอมโมเนียมซิเตรตหรือเฟอร์ริกแอมโมเนียมออกซาเลตและโพแทสเซียมเฟอร์ริไซยาไนด์“การพิมพ์สีน้ำเงิน” (blue print / printing in blue) ซึ่งตรงกับคุณลักษณะเด่นของกระบวนการพิมพ์ภาพด้วยสารเคมีเมื่อทำปฏิกิริยากับแสงอัลตราไวโอเลตแล้วจะเกิดเป็นสีน้ำเงินเข้มที่เรียกว่า Prussian Blue ภาพที่1 John Herschel (ซ้าย) แบบแปลนสถาปัตยกรรมประเทศแคนาดา ปี 1936 (ขวา)ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/John_Herschel , https://en.wikipedia.org/wiki/Cyanotypeในยุคแรก ๆ ไซยาโนไทป์ถูกใช้ในการทำบลูปริ้นท์ (Blueprint) เพื่อการทำสำเนาเอกสารทารทางวิศวกรรมและหลังจากถูกคิดค้นการถ่ายภาพได้ไม่นาน ก็มีการคิดค้นการพิมพ์รูปแบบอื่น ในศตวรรษที่ 19 แอนนา แอตกินส์ (Anna Atkins) เป็นนักพฤกษศาสตร์และช่างภาพชาวอังกฤษ ได้นำเทคนิคไซยาโนไทป์มาใช้ในการบันทึกโครงสร้างของพืชพรรณ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างหนังสือภาพถ่ายเล่มแรกของโลก และด้วยความช่วยเหลือของแอนน์ ดิกสัน (Ann Dixson) พิมพ์อัลบั้มตัวอย่างพืชและสิ่งทอด้วยมือหลายอัลบั้ม โดยเฉพาะPhotographs of British Algae: Cyanotype Impressions ซึ่งถือเป็นหนังสือภาพประกอบ
305ภาพถ่ายเล่มแรกของโลกอย่างแท้จริงหลังจากการสำรวจแอนตาร์กติก รอสส์ (ค.ศ. 1839–1843) จอห์น เดวิส(John Davis) ศิลปินและนักธรรมชาติวิทยาในการสำรวจครั้งนั้น ได้สร้างหรือว่าจ้างให้สร้างไซยาโนไทป์บางส่วนในปี ค.ศ. 1848 จากสาหร่ายทะเลที่เก็บได้ระหว่างการเดินทาง (Schaaf, Larry 6. (2): 151– 72)3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ในกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้แบ่งออกเป็น 8 ขั้นตอนดังนี้1. ถ่ายภาพหรือคัดเลือกภาพ 2. ปรับภาพถ่ายดิจิทัลให้เป็นภาพเนกาทีฟ (Negative) ลงบนแผ่นใสภาพที่ 2 ภาพแผ่นใสจากถ่ายเอกสารที่มา: ผู้สร้างสรรค์3. เลือกวัสดุอุปกรณ์ ใบไม้และดอกไม้มาใช้ในการสร้างภาพ4. การผสมน้ำยาไซยาโนไทป์ภาพที่ 3 การผสมน้ำยาไซยาโนไทป์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์5. การระบายน้ำยาบนกระดาษ และผ้า สร้างภาพแบบต่าง ๆ โดยนำวัสดุธรรมชาติรอบตัวมาวางบนน้ำยาที่ทาไว้ นำภาพวาด หรือภาพถ่ายฟิล์มเนกาทีฟ มาสร้างภาพบนกระดาษภาพที่ 4 การระบายน้ำยาบนกระดาษที่มา: ผู้สร้างสรรค์
3066. การนำกระจกทับผลงาน ใช้ตัวหนีบเพื่อล็อคภาพไว้ ตากแดด 15 - 20 นาทีภาพที่ 5 การนำกระจกทับผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์7. การล้างสารละลายด้วยน้ำสะอาดและน้ำยาไฮโดรเจน8. การตากผลงาน ภาพที่ 6 ชื่อผลงาน เธอและเธอ (Her & Hers), เทคนิค ไซยาโนไทป์ ขนาด : 50 x 71 เซนติเมตรที่มา: ผู้สร้างสรรค์
3074. การวิเคราะห์ผลงานทัศนธาตุในผลงานเป็นส่วนสำคัญในการสื่อความหมายทางอารมณ์ความรู้สึก ผู้สร้างสรรค์ใช้ความประสานสัมพันธ์ของทัศนธาตุ ที่มีความเชื่อมโยงกับเนื้อหาเรื่องราวและเทคนิควิธีการ เป็นกระบวนการในการสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเอกภาพในผลงาน ในบางครั้งเกิดเป็นเหตุบังเอิญของทัศนะธาตุที่รวมกัน อาจเป็นการส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายให้ปรากฏขึ้นในผลงาน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มนัยยะความหมาย ในเชิงคุณค่าต่อผลงานได้ดีขึ้นดังนี้ผลงานสร้างสรรค์ ชื่อภาพ เธอและเธอ ( Her & Hers ) ขนาด : 50 x 71 เซนติเมตร1. จุดและคราบ (Point & Stain) ร่องรอยหมึกและฝีแปรงของคราบน้ำยาบนพื้นขาว คล้ายจังหวะของการหายใจหรือการแตกตัวของเวลาไม่ใช่เพียงจุดที่ควบคุม แต่เป็นร่องรอยที่สร้างความจริงแท้ให้ภาพ2. เส้น (Line) เส้นพืชและดอกไม้บาง ๆ อีกทั้งเส้นพู่กันที่ปล่อยทิ้งฝีแปรงให้ไหล เป็นตัวสร้างพลังการเคลื่อนไหว เส้นเหล่านี้ตัดผ่านและพันรอบเศษใบหน้าและร่างกาย คล้ายเส้นใยความทรงจำที่เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน3. สี (Color) สีน้ำเงินเข้ม–อ่อนสลับชั้นอย่างซับซ้อน ทำให้เกิด “พื้นที่เวลา” ที่ไม่เป็นเชิงเดียว ความเข้ม จางนี้ไม่เพียงแต่เป็นระดับของแสง แต่ยังเป็นระดับของการ “ปรากฏหรือเลือนหาย” ของความทรงจำ4. รูปร่างและการซ้อนทับ (Shape & Overlap) ใบหน้าและเรือนร่างปรากฏซ้อนกันในหลายระดับ บางส่วนชัดเจน บางส่วนเลือนหายการประกอบเช่นนี้ทำให้เกิดการแตกกระจายของอัตลักษณ์ (Fragmented Identity) ร่างกายไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์ แต่กลายเป็นเศษส่วนที่คละเคล้าอยู่กับธรรมชาติและร่องรอยสีน้ำเงิน5. สรุป ผลงานสร้างสรรค์นี้ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดเรื่องความไม่เที่ยงของสังขารและความงามในความไม่มบูรณ์ กระบวนการเสื่อมสลายถูกตีความและถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพื่อสะท้อนความเปราะบางและคุณค่าที่ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะ ผลงานจึงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางสุนทรียะที่เชื่อมโยงชีวิตกับสัจธรรมแห่งความไม่เที่ยงร่างกายและความเปราะบางของผู้หญิงสะท้อนผ่านการเปลี่ยนแปลงของสังขาร อารมณ์ที่ไวต่อความรู้สึก และความคาดหวังของสังคมที่หล่อหลอมตัวตน ความเปราะบางนี้ไม่ได้เป็นจุดอ่อน แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้มนุษย์สัมผัสความจริงของความไม่เที่ยง ความเจ็บปวด และความงดงามของการเติบโตเป็นเศษเสี้ยวคล้ายความทรงจำที่พร่าเลือนและแตกกระจาย สร้างความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความงามและความสลาย ถ่ายทอดผลงานผ่านภาพพิมพ์ไซยาโนไทป์โดยผสานรูปทรงของร่างกายมนุษย์และธรรมชาติเข้าด้วยกัน กระบวนการสร้างสรรค์เน้นการใช้แสงและสารไวแสงเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง การผสมผสานรูปทรงมนุษย์กับกิ่งก้าน ดอกไม้และรากไม้ก่อให้เกิดรูปลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนทั้งความเปราะบางและความงดงามเชิงสัญลักษณ์ ผลงานจึงเป็นทั้งพื้นที่ทดลองทางศิลปะและการสื่อความหมายเชิงสุนทรียะที่ลึกซึ้ง
308ผลงานสร้างสรรค์ชุดนี้สร้างประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับงานภาพพิมพ์แนวใหม่ โดยเป็นกรณีศึกษาในการประยุกต์เทคนิค แนวคิด ให้ออกมาตามความคิดของผู้สร้างสรรค์ เสริมสร้างสุนทรียภาพแก่ผู้รับชมผลงาน และต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาหรือต่อยอดงานวิจัยสร้างสรรค์ด้านศิลปะได้อย่างเป็นรูปธรรมเอกสารอ้างอิงชีวิตที่มีความหมายในแบบอิคิไก, (2563), สืบค้นเมื่อวัน 1 พฤศจิกายน 2568 จากเว็บไซด์https://www.yuvabadhanafoundation.org/th.เฮอร์เชิล, จอห์น. (1936). แบบแปลนสถาปัตยกรรมประเทศแคนาดา. Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Cyanotype.Fabbri, Malin. Blueprint to Cyanotypes: Exploring a Historical Alternative Photographic Process. AlternativePhotography.com, 2006.Siegel, Steffen. “Sun Gardens. Cyanotypes by Anna Atkins.” History of Photography, vol. 43, no. 3, 2019, pp. 334–36.
309สภาวะ กาย จิต สัญญะแหงพุทธธรรม ผานจิตรกรรมสื่อผสมและเทคนิคดินสรางลวดลายThe state of physical, mental, symbolic of Buddhist dhamma through mixed media painting. And the soil technique creates patternsสักชาติ ศรีสุข, Sakachart Srisuk E-mail: [email protected]บทคัดย่อการสร้างสรรค์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน \"สภาวะ กาย จิต สัญญะแห่งพุทธธรรม ผ่านเทคนิคจิตรกรรมสื่อผสมและดินสร้างลวดลาย\" 2) เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและเทคนิคจิตรกรรมสื่อผสมวัสดุทางธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ 3) เพื่อสะท้อนหลักธรรมผ่านผลงานทัศนศิลป์ และการเผยแพร่ผลงานทัศนศิลป์สู่สาธารณะชน ผู้สร้างสรรค์ได้สะท้อนแนวคิดทางธรรมชาติของชีวิต และสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาที่สะท้อน ความหมายทางปรัชญาเชิงเปรียบเทียบธรรมชาติกับองค์ประกอบชีวิติของมนุษย์ที่ตั้งอยู่ด้วยกายสังขาร และจิตวิญญาณ ถ่ายทอดหลักธรรมสื่อผ่านผลงานทัศนศิลป์โดยผู้สร้างสรรค์ผลงานได้ใช้เทคนิคจิตรกรรมสื่อผสม(Mixed Media Painting) วัสดุในธรรมชาติ สร้างสีสันทางความรู้สึก และการสร้างลวดลายที่สร้างพื้นผิวด้วยดินผสมขึ้นเฉพาะจากวัตถุทางความเชื่อ ความศรัทธา นำมาสร้างสรรค์ให้เกิดความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงทางคติธรรม ที่ผู้สร้างสรรค์มุ่งเน้นถึงวิถีความเชื่อ ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา การเปรียบเทียบและสะท้อนสภาวะของสังคมมนุษย์ในยุคอดีตและยุคปัจจุบัน ถึงคุณค่ากับจริยวิถีทางธรรมชาติภายในบริบททางจิตใจของมนุษย์ตรรกะและเหตุผลแห่งสัจธรรม ความเชื่อ ความศรัทธา ความจริงแท้ที่มีลักษณะสอดคล้องกันและธรรมชาติอันประณีต ดีงามที่เป็นพื้นฐานเพื่อขัดเกลายกระดับจิตใจของการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งนำมาสู่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ด้วยคติธรรมทางพระพุทธศาสนาคำสำคัญ: สภาวะ กาย จิต, สัญญะพุทธธรรม, จิตรกรรมสื่อผสม, ดินสร้างลวดลายAbstractThis creation is aimed at 1) to create \"the state of physical, mental, symbolic of Buddhist dhamma through mixed media painting techniques and patterned soil\", 2) to reflect principles through visual arts, 3) to convey ideas with the natural materials that exist around them to create as works of art, and to publicly disseminate visual arts. The creators have reflected on the natural concepts of life. Physical vision and Buddhist symbols that reflect the psychological dimension. The concept of philosophy
310compares nature with the elements of human life set by body and soul, conveying media principles through visual arts. Create a symbolic meaning that conveys the motto, in which the creators focus on the way of faith, faith in Buddhism, comparing and reflecting the state of human society in the past and the present day, to the value of natural ethics within the human psychological context. Logic and reasons for truth, faith, faith. True truths with consistent characteristics and exquisite nature are fundamental to refine the mind of social coexistence, which brings inspiration to creation with Buddhist mottos.Keywords:Physical and mental state,Buddhist symbols, Mixed Media Painting, The soil creates patterns1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหา มนุษย์นั้นประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ สภาวะในการพัฒนามนุษย์จึงจำเป็นตองพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจอันประกอบด้านคุณธรรม ตั้งแต่ยุคสมัยอตีดถึงปัจจุบัน บทบาททางพระพุทธศาสนาจึงเป็นสำคัญดังเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและขัดเกลา เกณฑ์ทางคุณธรรมและจริยธรรม เป็นแบบแผนที่ยึดถือปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ก่อเกิดวัฒนธรรมประเพณีประณีตงาม เพราะพุทธศาสนิกชน เข้าใจถึงหลักการปฏิบัติและคติธรรมความจริงทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใชอย่างถูกตองเหมาะสม ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทยในการประพฤติปฏิบัติเพื่อความสงบสุขของตนและสังคม โดยมีสติไม่หลงลืมถึงคุณค่าทางจิตใจและจิตสำนึกที่ดี ความพอเพียง ความพอดี ตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สั่งสอนให้คนกระทำความดี เกรงกลัวต่อบาป ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อันนำมาซึ่งความสงบทางใจ สังคมสงบสุข ลดภาวะตึงเครียดอันเกิดจากการลวงล่อของกิเลสจนมองข้ามถึง สัจจธรรมของชีวิต จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้สร้างสรรค์ได้สะท้อนคติธรรมผ่านผลงานทางทัศนศิลป์ โดยเลือกใช้สัญลักษณ์และวัตถุที่แสดงออกถึงความเชื่อ ความศรัทธามาสร้างสรรค์ เช่น เนื้อดินในธรรมชาติ, อินทรีวัตถุ, เถ้า, ถ่าน, กระดาษทำมือ, ผงธูป, ประเภทสีของดิน ซึ่งล้วนเป็นส่วนผสมที่ประกอบด้วยคุณสมบัติของวัตถุที่ สื่อความหมายอันเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ ความศรัทธาของมนุษย์ ทั้งทางโลกธาตุและโลกธรรม ที่สามารถให้ความรู้สึกที่กระตุ้นเตือนสติเข้าถึงวิถีแห่งความดีงาม และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมนุษย์ในสภาวะสังคมปัจจุบัน ความตระหนักถึงคุณค่าในตัวของมนุษย์เอง กับการขัดเกลา จิตวิญญาณหรือสัญชาติญาณในตัวตนเพื่อให้จิตใจตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความถูกต้องดีงาม
3112. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกรอบแนวคิดที่ใช้ในการสร้างสรรค์ 2.1 หลักแห่งอริยสัจ 4อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริง อันประเสริฐ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ1. ทุกข์ คือ ความจริงที่ว่าด้วยความทุกข์ 2. สมุทัย คือ ความจริงที่ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ 3. นิโรธ คือ ความจริงที่ว่าด้วยความดับทุกข์ 4. มรรค คือ ความจริงที่ว่าด้วยทางแห่งความดับทุกข์2.2 หลักแห่งมรรควิถีมรรค 8 หรืออริยมรรค หมายถึง แนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งด้วยปัญญาสำหรับขจัดความ เขลา ความหลงผิด ความทุกข์ เพื่อให้การดำเนินชีวิตดำรงอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม ที่ภิกษุหรือปถุชนใช้เป็นแนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสารประกอบด้วยธรรม 8 ประการ คือ1. สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ 5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ2. สัมมาสังกัปปะ คือ การดำริชอบ 6. สัมมาวายามะ คือ การเพียรชอบ3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ 7. สัมมาสติ คือ การตั้งสติชอบ4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติชอบ 8. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งมั่นชอบอริยสัจ 4 1.ทุกข์ - ความจริงที่ว่าด้วยความทุกข์ 2.สมุทัย - ความจริงที่ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ 3.นิโรธ - ความจริงที่ว่าด้วยความดับทุกข์ 4.มรรค - ความจริงที่ว่าด้วยทางแห่งความดับทุกข์มรรค 8 และไตรสิกขา1.สัมมาทิฏฐิ- เห็นชอบ2.สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ3.สัมมาวาจา - เจรจาชอบ4.สัมมากัมมันตะ – ประพฤติชอบ5.สัมมาอาชีวะ – เลี้ยงชีพชอบ6.สัมมาวายามะ – เพียรชอบ7.สัมมาสติ – ตั้งสติชอบ8.สัมมาสมาธิ – ตั้งมั่นชอบไตรลักษณ์1. อนิจจัง – ความเป็นของไม่เที่ยง2. ทุกขัง – ความเป็นทุกข์3. อนัตตา – ความไม่ใช่ตัวตนผลงานสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นเตือนให้มนุษย์เห็นคุณค่าของความศรัทธาสู่แนวทางการปฏิบัติการพิสูจน์ กลั่นกรอง พิจารณากิเลสเพื่อยกระดับจิตใจสู่ความจริงแท้ของชีวิตปัญญาไตรสิกขา ศีลสมาธิวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์และธรรมชาติความเข้าใจถึงสภาวะตามความเป็นจริง ด้วยหลักธรรมที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความจริงอันทำให้บุคคลเป็นผู้ประเสริฐ
3122.3 หลักไตรสิกขาการฝึกฝนและพัฒนามนุษย์นั้นทางพุทธศาสนาจัดวางเป็นหลักเรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นระบบการศึกษาที่ทำให้บุคคลพัฒนาอย่างมีบูรณาการ และให้มนุษย์เป็นองค์รวมที่พัฒนาอย่างมีดุลยภาพ1. ศีล เป็นเรื่องของการฝึกในด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมเคยชิน เครื่องมือที่ใช้ในการฝึกศีล ก็คือวินัย วินัยเป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ เพราะว่าวินัยเป็นตัวการจัดเตรียมชีวิตให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อการพัฒนา โดยจัดระเบียบความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม ให้เหมาะกับการพัฒนาและให้เอื้อโอกาสในการที่จะพัฒนา เมื่อฝึกได้ผลจนคนมีพฤติกรรมเคยชินที่ดีตามวินัยนั้นแล้วก็เกิดเป็นศีล ดังนั้น โดยสรุปวินัยจะมาในรูปของการฝึกพฤติกรรมเคยชินที่ดี และการจัดสภาพแวดล้อม ที่จะป้องกันไม่ให้มีพฤติกรรมที่ไม่ดี และเอื้อต่อการมีพฤติกรรมที่ดีที่พึงประสงค์ การฝึกคนให้คุ้นกับพฤติกรรมที่ดี ตลอดจนการจัดระเบียบระบบทั้งหลายทั้งปวงในสังคมมนุษย์2. สมาธิเป็นเรื่องของการฝึกในด้านจิต หรือระดับจิตใจ ได้แก่การพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต ทั้งในด้านคุณธรรม เช่น ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในด้านความสามารถของจิต เช่น ความเข้มแข็งมั่นคง ความเพียรพยายาม ความรับผิดชอบ ความแน่วแน่มั่นคง ความมีสติ สมาธิ และในด้านความสุข เช่น ความอิ่มใจ ความร่าเริงเบิกบานใจ ความสดชื่นผ่องใส ความรู้สึกพอใจ พูดสั้น ๆ ว่า พัฒนาคุณภาพ สมรรถภาพ และสุขภาพของจิต3. ปัญญา เป็นเรื่องของการฝึกหรือพัฒนาในด้านการรู้ความจริง เริ่มตั้งแต่ความเชื่อ ความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ ความหยั่งรู้เหตุผล การรู้จักวินิจฉัย ไตร่ตรอง ตรวจสอบ คิดการต่าง ๆ สร้างสรรค์ เฉพาะอย่างยิ่งเน้นการรู้ตรงตามความเป็นจริง หรือรู้เห็นตามที่มันเป็น ตลอดจนรู้แจ้งความจริงที่เป็นสากลของสิ่งทั้งปวง จนถึงขั้นรู้เท่าทันธรรมดาของโลกและชีวิต ที่ทำให้มีจิตใจเป็นอิสระ ปลอดปัญหา ไร้ทุกข์ เข้าถึงอิสรภาพโดยสมบูรณ์หลักทั้ง 3 ประการที่กล่าวมานี้ เป็นส่วนประกอบของชีวิตที่ดีงาม เราก็ฝึกคนให้เจริญงอกงามในองค์ประกอบเหล่านี้ และให้องค์ประกอบเหล่านี้นำเขาสู่การเข้าถึงอิสรภาพและสันติสุขที่แท้จริง ตัวการฝึกที่จะให้มีชีวิตที่ดีงามเป็นสิกขา ตัวชีวิตที่ดีงามที่เกิดจากการฝึกนั้นก็เป็นมรรคการฝึกที่เรียกว่าสิกขา หรือแปลว่าการศึกษานี้ บางทีก็ใช้ศัพท์แทนเป็นคำว่า ภาวนา ซึ่งก็คือเรื่องของสิกขานั่นเอง แต่คำว่าภาวนา แปลว่าทำให้เจริญ ทำให้เป็นทำให้มีขึ้น หรือฝึกอบรม ภาวนาจัดเป็น 4 อย่าง คือ1. กายภาวนา การพัฒนากาย คือ การมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ2. ศีลภาวนา การพัฒนาศีล คือ การมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกับเพื่อนมนุษย์ในสังคม3. จิตภาวนา การพัฒนาจิต คือ การทำจิตใจให้เจริญงอกงามขึ้นในความดีงาม ความเข้มแข็งมั่นคงสงบสุข และเป็นอิสระ4. ปัญญาภาวนา การพัฒนาปัญญา คือ การเสริมสร้าง ความรู้ความเข้าใจ ความคิดเหตุผล และการหยั่งรู้ความจริง จนเข้าถึงอิสรภาพ มีชีวิตที่ดีงามปลอดทุกข์ปราศจากปัญหา
3132.4 ไตรลักษณ์ลักษณะธรรมชาติ 3 ประการ เป็นหลักคำสอนที่มุ่งให้ระลึกถึงความเป็นปกติธรรมดาของสรรพสิ่งบนโลก ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นอาการสามัญของทุกสรรพสิ่ง ทั้งนามธรรม และรูปธรรม พระพุทธเจ้าทรงสอนไตรลักษณ์เพื่อให้มนุษย์เกิดความเข้าใจในเรื่องชีวิตว่า ชีวิต มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา และให้ยอมรับว่าชีวิตมนุษย์ทุกคนล้วนตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์1. อนิจจัง หรือ อนิจจตา คือ ความเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป กล่าวคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งคงที่เหมือนเดิมได้ตลอดไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเปลี่ยนแปลงช้าหรือเปลี่ยนแปลงเร็วเท่านั้น เป็นสิ่งธรรมดาแท้ของโลก สิ่งต่างๆ ปัจจัยต่างๆ ไม่สามารถดำรงอยู่ตามสภาพเดิมได้ มีเปลี่ยนแปลง เสื่อมถอย และสลายไปตามกาลเวลา 2. ทุกขัง หรือ ทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์ ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว กดดัน ฝืนและขัดแย้ง มีความบกพร่อง แสดงถึงความเป็นทุกข์ ความหมายว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะเป็นทุกข์ มองดูแล้วน่าสังเวชใจ ทำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้ที่ไม่มีความพิจารณานึกคิดในสิ่งนั้นๆ3. อนัตตา หรือ อนัตตตา คือ ความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน แสดงถึงความไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใคร ไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง ไม่มีอำนาจแท้จริงในตัว ต้องอาศัยพึ่งพิงสิ่งอื่นๆ มากมายจึงมีขึ้นได้ กล่าวคือ ชีวิตหรือร่างกายไม่เป็นตัวตนแท้จริงของบุคคล2.5 ลักษณะของจิตในทางพระพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์ ประกอบด้วยส่วนสำคัญสองส่วน คือกายกับจิต ที่มีศัพท์เฉพาะเรียก ว่านามรูป นามก็คือส่วนที่เป็นจิต รูปก็คือส่วนที่เป็นร่างกาย แม้จะเรียกว่านาม รูป หรือจิตกับร่างกายก็มีความหมายอย่างเดียวกัน และต่างก็มีความสำคัญตามลักษณะของตน ซึ่งจะต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกันโดยที่จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ แต่คําสอนในทาง พระพุทธศาสนาก็จะเน้นในเรื่องจิต และให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่าร่างกาย โดยที่เห็นว่า ร่างกายนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ได้มากมาย แต่ปัญหาที่มีความสำคัญอย่างแท้จริงนั้นได้แก้ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับจิต หากสามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับจิตได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงแล้ว ปัญหา ที่เนื่องด้วยร่างกาย แม้อาจจะยังมีอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้คําสอนในทาง พระพุทธศาสนาส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจิตมากกว่า โดยการเสนอแนะวิธีพัฒนาจิตในรูปแบบต่าง ๆ ที่มนุษย์สามารถนําไปใช่ปฏิบัติจนสามารถประสบผลได้ด้วยตนเอง ฉะนั้น เรื่องจิตจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและทำความเข้าใจ โดยเฉพาะถ้าได้ทราบเข้าใจอย่างถูกต้องแล้วก็จะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตของมนุษย์ ความหมายของจิต คําว่า “จิต” ตามความหมายของรูปวิเคราะห์ศัพท์ทางนิรุตติศาสตร์ ดังนี้ “จินฺเตติ วิชานาตีติ จิตฺตํ” แปลว่า ธรรมชาติใดย่อมคิด คือย่อมรู้แจ้ง เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่าจิต ในพระสุตตันตปิฎก กามสุตตนิเทสที่ 1 ได้ให้ความหมายของจิตไว้ดังนี้ “คําว่า ใจ คือ จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มนะ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ซึ่งเกิดแต่ผัสสะ ดังนี้ เรียกว่า “ใจ” จิตแม้มีชื่อเรียกถึง 10 ชื่อทำหน้าที่หลัก คือ รู้อารมณ์ และคําว่า “อารมณ์” ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึงอายตนะภายนอกทั้ง 6 และจิตนีจะรู้หรือรับอารมณ์ได้เพียงครังละอารมณ์ คือเมื่อจิตรับรู้หรือคิดถึงอารมณ์คือรูป
314จิตจะ ไม่รับรู้อารมณ์อื่น คือ เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส แม้อารมณ์นั้นจะเป็นรูปที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน การที่จิตมีชื่อเรียกต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เป็นการเรียกตามธรรมชาติในแง่มุมของการทำ หน้าที่ตามขั้นตอนต่าง ๆ แต่เนื่องจากในพระสุตตันตปิฎกมิได้ให้ความหมายของจิตครบทั้ง 10 ชื่อ มีเพียงบางชื่อ เช่น มนายตนะ วิญญาณ เป็นต้น จึงได้นําความหมายของคําที่ใช้เรียกจิต เหล่านี้ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา มากล่าว ดังนี้ “ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า “จิต” ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า “มโน” ธรรมชาติที่รวบรวมอารมณ์ไว้ภายในนันแหละชื่อว่า “หทัย” ธรรมชาติฉันทะคือความพอใจที่มีอยู่ในใจนั้น ชื่อว่า “มานัส” จิต เป็นธรรมชาติผ่องใส จึงเรียกว่า “ปัณฑระ” มนะที่เป็นอายตนะเครืองต่อ จึงชื่อว่า “มนายตนะ”มนะที่เป็นอินทรีย์หรือครองความเป็นใหญ่จึงเรียกว่า “มนินทรีย์” ธรรมชาติใดที่รู้อารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า “วิญญาณ” วิญญาณที่เป็นขันธ์ จึงชื่อว่า “วิญญาณขันธ์” มนะที่เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งรู้อารมณ์ จึงชื่อว่า “มโนวิญญาณ”3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานวิเคราะห์ศึกษาแนวคิดทางหลักคติธรรมทางพระพุทธศาสนากับการตีความเชิงรูปแบบกระบวนการวางกรอบแนวความคิด และความหมายของวัสดุที่นำมาใช้ถ่ายทอดทั้งทางเทคนิควิธีการเพื่อที่จะให้ผลงานสร้างสรรค์นั้น สามารถตอบสนองสะท้อนความรู้สึกและสอดคล้องกันต่อแนวความคิด จนสร้างออกมาเป็นชิ้นงานจิตรกรรมสื่อผสม โดยใช้วัสดุทางธรรมชาติและวัตถุทางความเชื่อ ความศรัทธาทางศาสนา กับการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุธาตุกับอนุภาคทางจิตวิญญาณ ที่เป็นส่วนประกอบของทุกสรรพสิ่งทางโลกธาตุ เปรียบดังเช่น ร่างกายที่สัมพันธ์และเป็นที่ตั้งของจิตวิญญาณ ซึ่งได้สื่อแทนด้วยอนุภาพของแสงสว่างและลวดลายที่มีความหมายทางพุทธศาสนา เป็นเสมือนคุณค่าที่อยู่ภายในทุกสรรพสิ่งทางธรรมชาติและภายในความเป็นมนุษย์เทคนิคในการสร้างสรรค์ผู้สร้างสรรค์ที่ต้องการแสดงออกด้วยเทคนิคจิตรกรรมสื่อผสม สร้างพื้นผิวด้วยดินผสมเฉพาะ เช่น เนื้อดินในธรรมชาติ, อินทรีวัตถุ, เถ้า, ถ่าน, กระดาษทำมือ, ผงธูป, ประเภทสีของดิน ซึ่งล้วนเป็นส่วนผสมที่ประกอบด้วยคุณสมบัติของวัตถุที่สื่อความหมายอันเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ ความศรัทธาของมนุษย์ ทั้งทางโลกธาตุและโลกธรรม จากนั้นจึงสร้างลวดลายโดยการปั้มแม่พิมพ์ ที่สร้างรูปแบบขึ้นมาใหม่กับลวดลายที่เป็นวัตถุสำเร็จ และวาดรูปร่างสร้างบรรยากาศสีสันด้วยเทคนิคจิตรกรรม มาสร้างสรรค์ให้เกิดความหมายเชิงสัญลักษณ์ทางคติธรรมของพระพุทธศาสนา เปรียบเสมือนการสะท้อนธรรมชาติภายในจิตใจของมนุษย์
315 (ก) (ข)ภาพที่ 1 ภาพกระบวนการการสร้างสรรค์ดินสร้างลวดลายและจิตรกรรมสื่อผสม (ก) การผสมดินด้วยสูตรเฉพาะและสร้างลวดลายด้วยการปั้มรูปทรงที่ต้องการตามแนวคิด(ข) การใช้เทคนิคจิตรกรรมมาสร้างสรรค์ เพื่อกำหนดรูปทรงและสีสันของบรรยากาศในตัวชิ้นงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ / October 2025ภาพผลงานสร้างสรรค์ “สัญญะแหงจิตและสุนทรียะของธรรมชาติ”ภาพที่ 2 \"สัญญะแหงจิตและสุนทรียของธรรมชาติ”(Symbols Mental and Aesthetics of Nature) เทคนิค จิตรกรรมสื่อผสมและดินสร้างลวดลาย(Mixed Media Painting and Clay Pattern Creation),ขนาด 60 x 80 cm (2025)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ / October 20254. การวิเคราะห์ผลงาน การสร้างสรรค์ “สภาวะ กาย จิต สัญญะแห่งพุทธธรรม ผ่านเทคนิคจิตรกรรมสื่อผสมและดินสร้างลวดลาย” การพัฒนาเพื่อหารูปแบบการแสดงออกให้สื่อถึงแนวความคิด ทฤษฎีกระบวนการสร้างสรรค์ และค้นหาเทคนิค โดยการใช้วัสดุที่แสดงถึงชีวิต สู่คติธรรมทางพระพุทธศาสนาและแสดงถึงเนื้อหาเรื่องราว ผ่าน
316ทางทัศนธาตุ ด้วยรูปแบบศิลปะจิตรกรรมสื่อผสม (Mixed MediaPainting) กับคุณสมบัติของวัตถุที่สื่อความหมายอันเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ ความศรัทธาของมนุษย์ ทั้งทางโลกธาตุและโลกธรรม ที่สามารถให้ความรู้สึกที่กระตุ้นเตือนสติ เข้าถึงวิถีแห่งความดีงาม และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณ มนุษย์สื่อถึงสัญลักษณ์ความศรัทธาที่มีต่อศาสนา ด้วยรูปร่างรูปทรงความหมายที่พุทธศาสนิกชนคุ้นเคย ถ่ายทอดผ่านกระบวนการในส่วนต่าง ๆ ทั้งทางด้าน เทคนิควิธีการ แนวความคิด จนนำมาสู่การสร้างสรรค์พัฒนาผลงานและสามารถตอบสนองต่อแนวทางของปรัชญาทางพุทธศาสนา5. สรุปมนุษย์กับธรรมชาติและสัญญะทางพระพุทธศาสนา การสะท้อนสัจธรรมวิถีในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ประกอบด้วยกายกับจิต การมองถึงธรรมชาติด้วยสติและหลักธรรมที่ถ่ายทอดผ่านสุนทรียภาพทางศิลปะ ดังหลักพระพุทธศาสนาคือหลักความจริงทั้งหลายทั้งปวง ที่มุ่งเน้นหลักของความประณีตทางวิสัยทัศน์ ในสรรพสิ่งของคุณค่ากับการขัดเกลาจิตวิญญาณ ในธรรมชาติที่สื่อถึงคติธรรม หลักจริยวิถีแห่งความจริงที่ประจักษ์ทั้งในขั้นพื้นฐานและเชิงลึกกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นผ่านสื่อทางทัศนศิลป์ ความเชื่อและความศรัทธาสู่การสร้างสรรค์ ซึ่งแปลความหมายจากคติธรรมทางพระพุทธศาสนา ผ่านสื่อสัญลักษณ์ทางทัศนศิลป์การมองถึงมิติความเชื่อ ความศรัทธาต่อศาสนา มนุษย์นั้นประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ สภาวะในการพัฒนามนุษย์จึงจำเป็นตองพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจอันประกอบด้านคุณธรรม แม้ยุคสมัยอตีดถึงปัจจุบัน บทบาททางพระพุทธศาสนาจึงเป็นสำคัญดังเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและขัดเกลา การดำรงคุณธรรมและจริยธรรม เป็นมาตรฐานที่ยึดถือปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ก่อเกิดวัฒนธรรมประเพณี ประณีตงาม เพราะพุทธศาสนิกชนเข้าใจถึงหลักการปฏิบัติและคติธรรมความจริงทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใชอย่างถูกตองเหมาะสม ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงอยู่ของสังคมด้วยจริยธรรมเอกสารอ้างอิงธรรมะเพื่อความพ้นทุกข์. ไตรลักษณ์. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2568. จาก https://www.dhamma.comพระมหาจักรพันธ์ จกฺกวโร. ไตรสิกขากับการดำเนินชีวิตของชาวพุทธ. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2565. เข้าถึงได้จากhttps://www.mcutak.comสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. (2557). แนวปฏิบัติในสติปัฏฐาน. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์บริษัท พรีมา พับบลิชชิง จำกัด. อภิธัมมัตถวิภาวินิยา ปฐมภาค. (2518). ลักษณะของจิต. พระนคร. โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย. เอกสารประกอบการบรรยายวิชาพระไตรปิฎกวิเคราะห์. (2558). ลักษณะของจิต ในขุททกนิกายธรรมบท MThai. อริยสัจ 4 คือ มรรคมีองค์ 8 ความไม่เบียดเบียน หนทางดับ ทุกข์. สืบค้นเมื่อ 10 มีนาคม 2565. จาก https://mthai.com › dhamma
317The Landscape - State of Mind No.1สุจิตตา บุญทรง, Sujitta Bunsong61/678 หมู่ 5 หมู่บ้านพฤกษา 8 ต.ลานตากฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 73120,61/678 Moo 5, Preuksa 8 Village, LaanTaakFa subdistrict, Nakhonchaisri district, Nakhonprathom province, 73120Email: [email protected]บทคัดย่อการฉายภาพสะท้อนของ ภูมิทัศน์ของจิต ในห้วงระยะเวลาหนึ่ง ผ่านกระบวนการแสดงออกทางศิลปะจิตใต้สำนึก-ผ่านกระบวนการแสดงออกฉับพลัน ลื่นไหล ผ่านเทคนิคการวาดเส้นคอนทัวร์แบบต่อเนื่องโดยไม่ยกปากกา จากด้านซ้ายไปด้านขวา จำนวน 6 เส้น จินตนาการภายในไม่มีต้นแบบ ฉายภาพสะท้อนของสภาวะจิตในห้วงระยะเวลาหนึ่ง สร้างรูปทรงโดยฉับพลัน เกิดเป็นกระบวนการสร้างภาพร่างที่มาจากภาวะภายใน จิตสำนึก-กระบวนการผ่านความเพียร วิริยะ และขันติ ค่อย ๆ สร้างน้ำหนักและพื้นผิวจากการใช้การสานทับของเส้นจนเกิดน้ำหนักผลงาน ให้เกิดดุลยภาพตามสภาวะภายใน ในขณะนั้นของผู้เขียนคำสำคัญ: ภูมิทัศน์ของจิต, จิตใต้สำนึก, จิตสำนึก, การวาดเส้นคอนทัวร์แบบต่อเนื่องAbstractA reflection at a moment of Mental Landscape through the process of artistic expression.Subconscious - Through a process of immediate, flow expression through the technique of drawing six continuous contour lines without lifting the pen, from left to right side of paper. The inner imagination reflects the inner state at a moment that creates a sketch of landscape with sudden shape. Conscious - Through diligence, perseverance, and patience, gradually creating tone and texture using interweaving lines that reflect the author's inner state at that moment.Keywords: Mental Landscape, Subconscious, Conscious, Continuous Line Contour Drawing
3181. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหามนุษย์ประกอบไปด้วยโครงสร้างของรูปธรรมและนามธรรม รูปธรรม-กาย ที่มองเห็นได้ด้วยจักขุวิญญาณ นามธรรม-จิต ซึ่งเป็นสภาวะการรับรู้ เป็นพลังงาน ที่มีความเชื่อมโยงกับรูปธรรมหรือกายอย่างแนบแน่น ซึ่งพลังงานนี้เองเป็นตัวก่อการเคลื่อนไหว ดำเนินไปของชีวิตนามธรรมหรือจิตนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นส่วนๆ จิตใต้สำนึก สัญชาตญาณ (Unconscious -Instinct) ฝังแฝงอยู่ในส่วนลึก ควบคุมตอบโต้ตามสัญชาตญาณอยู่ตลอดเวลาโดยที่จิตส่วนรู้ตัวไม่รู้เท่าทัน จิตสำนึก (Conscious) เป็นส่วนของจิตที่มีการบังคับได้การเรียนรู้จากปัจจัยภายนอก ศีลธรรมจรรยา เป็นส่วนที่ทำให้มนุษย์คิดว่าตัวเราเป็นเรา และเราบังคับตัวเราได้ แต่จิตสำนึกเป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่เปรียบเทียบไม่ได้เลยกับจิตใต้สำนึกที่เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่เราสร้างไว้โดยไม่รู้ตัวตลอดเวลา จนความไม่สมดุลนี้สร้างความทุกข์ความบีบคั้นให้มนุษย์ที่ไม่รู้เท่าทัน กระบวนการการเข้าถึงจิตใต้สำนึก เป็นการเข้าหานามธรรมภายในและดัดมันจากภายในตามหลักพุทธศาสนา ผ่านการสังเกตด้วยสมาธิ เฝ้ามองภาวะนามธรรมอย่างเป็นกลางด้วยอุเบกขา การปรับสภาวะของจิตใต้สำนึกนั้นผ่านความเพียร วิริยะ และขันติ ซึ่งกระบวนการนี้เชื่อว่าสามารถปรับสภาวะสมดุลแก่สัญชาตญาณที่อยู่ภายในทีละน้อยได้ ในทางการสร้างสรรค์งานศิลปะ ศิลปินจะติดต่อกับนามธรรมที่ฝังแฝงอยู่ในส่วนลึกนี้ (จิตใต้สำนึก)และถ่ายทอดมันออกมาเป็นรูปธรรมหรืองานศิลปะได้ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยสภาวะลื่นไหลหรือ Flow ซึ่งกระบวนการสร้างสรรค์ด้วยการวาดเส้นคอนทัวร์แบบต่อเนื่อง (Continuous Line Contour Drawing) ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการนั้นผู้เขียนใช้กระบวนการแสดงออกถึง ภูมิทัศน์ของจิต (Mental Landscape) ในขณะหนึ่ง ผ่านสภาวะลื่นไหลด้วยการวาดเส้นคอนทัวร์ต่อเนื่องด้วยปากกาหมึกซึม ลากผ่านจากด้านหนึ่งของกระดาษไปยังอีกด้านหนึ่งของกระดาษโดยต่อเนื่อง ไม่เว้นระยะเวลา ใช้จำนวนเส้นทั้งหมด 6 เส้น แสดงออกเป็นภาพทิวทัศน์ในสถานที่แห่งหนึ่งในจินตนาการ ไม่มีแบบ บนพื้นที่ที่ไม่ระบุว่าเป็นที่ใด (Infinite Space) และผู้เขียนสนใจเรื่องความสมดุลระหว่างสัญชาตญาณและการขัดเกลา (Instinct and Practice) กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจึงมี 2 ส่วน คือส่วนการใช้สัญชาตญาณด้วยการวาดเส้นคอนทัวร์แบบต่อเนื่องดังกล่าว และส่วนที่ใช้การขัดเกลาผ่านความเพียร วิริยะ และขันติ ค่อย ๆ สร้างน้ำหนักและพื้นผิวจากการใช้การสานทับของเส้นจนเกิดน้ำหนักของผลงาน ให้เกิดดุลยภาพตามสภาวะภายในในขณะนั้นของผู้เขียน
3192. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องศิลปินย่อสิ่งที่เขารับรู้ซึ่งมีรายละเอียดมากมายทั้งด้านรูปทรงและทัศนธาตุ ให้เหลือเพียงแก่นเพียงเส้นเพื่อผู้ดูจะได้รับความหมายที่เข้มข้นและตรงชัดเนื่องจากการวาดเส้นใช้ทัศนธาตุหลักเพียงธาตุเดียว คือ เส้น เส้นเพียงอย่างเดียวจะต้องแสดงสาระทั้งภายนอกและภายในของสิ่งที่ปรากฎได้ครบถ้วน อาจทำได้ด้วยการตัดทอนส่วนที่ซ้ำหรือไม่สำคัญออก เน้นแก่นของความจริงให้ชัดขึ้น ไม่ใช่เสนอออกมาโดยตรงแบบเหมือนกับธรรมชาติทั้งหมด (ชลูด นิ่มเสมอ, 2553, น.18)ถ้าจะถือว่ารูปทรงในงานศิลปะคือสัญลักษณ์ที่สดงความหมายของเนื้อหาที่อยู่ภายในเส้นและร่องรอย งานวาดเส้นก็เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความหมายของรูปทรงและสุนทรียภาพที่เกิดขึ้นจากตัวเส้นเอง โดยทั่วไป สัญลักษณ์ในงานวาดเส้นจะมีช่วงความแตกต่างเปลี่ยนแปรไปมากจากสัญลักษณ์ที่พ้องกับของจริงในธรรมชาติเพื่อแสดงความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน ค่อยๆ ถอยห่างจากความเป็นจริงมากขึ้น จนไปถึงสัญลักษณ์ที่เป็นทัศนะของศิลปินเองล้วน ๆ เป็นรูปที่ศิลปินสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่อิงของจริงมากน้อยเพียงไรหรือไม่ก็ตาม เส้นในงานวาดเส้นที่ดีย่อมจะแสดงความจริงออกมาให้ประจักษ์ ไม่ใช่แสดงแต่เพียงของจริง (เรื่องเดียวกัน, น.22-23)3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงาน The Landscape - State of Mind No.1 การฉายภาพสะท้อน ภูมิทัศน์ของจิต ในห้วงระยะเวลาหนึ่ง ผ่านกระบวนการแสดงออกทางศิลปะ ผู้เขียนมีแนวคิดเรื่องความสมดุลระหว่างสัญชาตญาณและการขัดเกลา (Instinct and Practice) กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจึงมี 2 ส่วน คือส่วนการใช้สัญชาตญาณ และส่วนที่ใช้การกระทำด้วยความเพียร3.1 จิตใต้สำนึก-กระบวนการแสดงออกฉับพลัน Instinctผู้เขียนใช้กระบวนการเทคนิคการวาดเส้นคอนทัวร์แบบต่อเนื่องโดยไม่ยกปากกา และไม่เว้นระยะนาน จากด้านซ้ายไปด้านขวา จำนวน 6 เส้น จินตนาการภายในไม่มีต้นแบบ ฉายภาพสะท้อนของสภาวะจิตในห้วงระยะเวลาหนึ่ง สร้างรูปทรงโดยฉับพลัน เกิดเป็นกระบวนการสร้างภาพร่างที่มาจากภาวะภายใน ซึ่งในแต่ละภาพอาจใช้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนี้ มีความสำคัญในตัวของมันเองกับผู้เขียน เนื่องจากเป็นการใช้สัญชาตญาณในการแสดงออกโดยตรง เป็นการบันทึก ทิวทัศน์ภายใน-ขณะนั้น ของผู้เขียนเอง
320ภาพที่ 2-3 ภาพการใช้ปากกาหมึกเจลสร้างน้ำหนักโดยการวนปากกาเป็นรูปทรงเล็กๆซ้อนทับกันจนเกิด Texture และน้ำหนักที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 1 ภาพการวาดเส้นคอนทัวร์แบบต่อเนื่องโดยไม่ยกปากกา และไม่เว้นระยะเวลานานจากด้านซ้ายไปด้านขวา จากจินตนาการภายในไม่มีต้นแบบ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มจนจบ ประมาณ 3-5 นาทีหมายเหตุ : ในภาพเป็นการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นอื่น แต่ใช้เทคนิคเดียวกัน ที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.2 จิตสำนึก-การขัดเกลา Practice จิตสำนึก-กระบวนการผ่านความเพียร วิริยะ และขันติ ค่อย ๆ สร้างน้ำหนักและพื้นผิวจากการใช้การสานทับของเส้นจนเกิดน้ำหนักผลงาน โดยใช้ปากกาหมึกเจลในสร้างน้ำหนัก โดยการวนปากกาเป็นรูปทรงเล็กๆ ซ้อนทับกันจนเกิด Texture และน้ำหนักจนเสร็จสมบูรณ์
321ภาพที่ 5-6 ภาพการใช้เส้นสร้างน้ำหนักโดยการวนปากกาเป็นรูปทรงเล็กๆ ซ้อนทับกันจนเกิดTexture และน้ำหนักที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 4 ภาพการวางองค์ประกอบ Structureที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานการวางองค์ประกอบ Structureสัดส่วนการจัดภาพ อาจแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ แบบแนวทแยงมุมด้านนอน (ดังภาพ)โดยส่วนบนของภาพ แบ่งค่าน้ำหนักเป็นแถบเส้น ที่สลับขึ้นลงแบบชัดเจน ในขณะที่ส่วนล่างของภาพ จะเป็นโครงสร้างสัดส่วนที่ใหญ่ และเน้นค่าน้ำหนักเทาเข้ม-อ่อน และสร้างพื้นผิว (Texture) แบบลวงตา จากการรูปทรงเล็ก ๆ ประกอบรูปทรง Formจากแนวความคิดในผลงาน ที่มีการฉายภาพสะท้อนของสภาวะจิตในห้วงระยะเวลาหนึ่งของผู้เขียน การสร้างองค์ประกอบจึงเป็นรูปทรงอิสระ (Free Forms) ที่เกิดจากการใช้เส้นอิสระ 6 เส้น แต่ประกอบกันเป็นภาพทิวทัศน์ในจินตนาการ ในรายละเอียดจะประกอบขึ้นจาก Organic Form ที่มาจากธรรมชาติ รูปทรงต้นไม้ รูปทรงดอกไม้และอื่น ๆ
322น้ำหนัก Toneการใช้น้ำหนักในผลงาน มี Contrast สูง ประกอบไปด้วยน้ำหนักขาวจากทิวต้นไม้ด้านหน้า ทิวทัศน์ไล่ค่าน้ำหนักให้เป็น Vibration ค่อย ๆ สลับดำ ขาว ใน Infinite space ในระดับต่างๆ ภาพที่ 7 ภาพแสดงน้ำหนักของผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์เส้น Linesเส้นในภาพร่าง เป็นเทคนิคการวาดเส้นคอนทัวร์แบบต่อเนื่องโดยไม่ยกปากกา Continuous Line Contour Drawing จากด้านซ้ายไปด้านขวา จำนวน 6 เส้น จินตนาการภายในไม่มีต้นแบบ ใช้เส้นอิสระ Free Lines สร้างรูปทรงโดยฉับพลัน และใช้เส้นจากปากกาหมึกเจลสร้างน้ำหนัก โดยการวนปากกาเป็นรูปทรงเล็กๆ คล้ายดอกไม้Organic Lines ซ้อนทับกันจนเกิด Texture และน้ำหนักจนเสร็จสมบูรณ์ 5. สรุปดังที่ผู้เขียนมีแนวคิดเรื่องความสมดุลระหว่างสัญชาตญาณและการขัดเกลา (Instinct and Practice) ในการสร้างสรรค์ผลงาน The Landscape - State of Mind No.1 กระบวนการสร้างสรรค์จึงมี 2 ส่วน คือส่วนการใช้สัญชาตญาณในการแสดงออกโดยตรง ผ่านการฉายภาพ ภูมิทัศน์ของจิต ในช่วงเวลาของ “ขณะนั้น” ของผู้เขียนเอง และส่วนที่ค่อยๆ สร้างน้ำหนักและพื้นผิวจากการใช้การสานทับของเส้นจนเกิดน้ำหนัก ดังการขัดเกลาด้วยวิริยะและขันติการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะนั้น เป็นเหมือนการเผยทิวทัศน์ด้านในของตัวศิลปินเองออกมาผ่านรูปธรรม ผลงานศิลปะจึงเป็นเสมือนบันทึกที่แสดงถึงตัวตนของศิลปินในบางแง่มุม การมองผลงานในแต่ละช่วงเวลาที่ถูกบันทึกถ่ายทอดเอาไว้ ก็เป็นเช่นการมองการเดินทางในช่วงชีวิตหนึ่งๆ ของมนุษย์คนหนึ่งเอกสารอ้างอิงชลูด นิ่มเสมอ. (2553). วาดเส้นสร้างสรรค์. (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์
323ความทรงจำของธรรมชาติและสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกMemories of nature and the bond between mother and childสุทธาสินีย์ สุวุฒโฑ, Sutthasinee Suwuttho1 ซอยชักพระ 20 ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 10170, 1Soi Chakphra 20 Talingchan, Bangkok 10170E-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานสร้างสรรค์ “ความทรงจำของธรรมชาติและสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก” ได้จากแนวคิดที่ต้องการแสดงถึงความรัก ความผูกพันของตนเองที่มีต่อลูก นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมในรูปแบบเฉพาะตน ผู้สร้างสรรค์ต้องการนำเสนอผลงานโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมเทคนิคผสมที่สะท้อนความรักและความผูกพันของแม่กับลูก 2) เพื่อแสดงออกถึงความประทับใจโดยจินตนาการมุมหนึ่งของทิวทัศน์ที่มีความทรงจำของธรรมชาติผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้จึงเป็นการนำเสนอด้วยการแสดงออกในรูปแบบจิตรกรรมเทคนิคผสม มีเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ด้วยสีอะคริลิก, ปากกา, สีชอล์กน้ำมัน, ปิดทอง และการสร้างพื้นผิวด้วย Wallputty โดยการสร้างสรรค์ผลงานใช้หลักการจัดวางองค์ประกอบผ่านการแสดงออกของทัศนธาตุทางศิลปะผสมผสานให้เกิดรูปทรง ลายเส้น และพื้นผิว สร้างสรรค์รูปทรงสัญลักษณ์แม่กับลูกในจินตนาการ จัดวางอยู่ร่วมกับทิวทัศน์ที่มีการผสานเข้ากับความรู้สึกและความทรงจำส่วนตัว โดยหยิบยกต้นมะนาวโห่ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความผูกพันระหว่างผู้สร้างสรรค์กับลูกชาย มาถ่ายทอดเป็นองค์ประกอบหลักของภาพ แม้ว่าต้นไม้จริงจะไม่คงอยู่ในปัจจุบัน แต่ในโลกของศิลปะต้นมะนาวโห่ยังคงเติบโต เบ่งบาน และมีชีวิตผ่านเส้น สี และจินตนาการสะท้อนถึงความสัมพันธ์และความรักอันแนบแน่นของแม่และลูก ภาพเด็กที่อยู่บนศีรษะแม่สื่อความหมายว่า “ลูกคือโลกในใจของแม่” เป็นดั่งเมล็ดพันธุ์แห่งความรักที่เติบโตขึ้นภายใต้การปกป้องดูแลของผู้เป็นแม่คำสำคัญ: จินตนาการ, ความทรงจำ, แม่กับลูกAbstractCreative work “Memories of nature and the bond between mother and child”It comes from the idea of wanting to express the love and attachment of oneself to one's children, which is used as inspiration for creating paintings in a unique style. The creator wants to present the work with a purpose.1) To create mixed technique paintings that reflect the love
324and bond between mother and child. 2) To express the impression by imagining a corner of the landscape that has memories of nature.This creative work is therefore presented in a mixed technique painting format. It involves creative techniques using acrylic paint, pens, oil chalk, gold leafing and creating a surface with Wall putty. By creating works using the principles of composition through the expression of visual elements of art, combining them to create shapes, lines and textures.Create an imaginary symbolic figure of mother and child, placed alongside a landscape that is interwoven with personal feelings and memories. By taking the gooseberry tree, which was once a part of the creator's life and the bond between his son, and using it as the main element of the picture. Although the real tree no longer exists today, in the world of art, the gooseberry tree continues to grow, blossom, and come to life through lines, colors, and imagination.Reflecting the close relationship and love between mother and child, the image of the child on the mother's head conveys the message that \"the child is the world in the mother's heart\", like a seed of love that grows under the protection and care of the mother.Keywords: Imagination, memories, Mother and child1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาจากชีวิตจริงที่มีลูกชายและได้ทำกิจกรรมร่วมกันกับเขา ได้เดินเล่น วิ่งเล่นในธรรมชาติที่อยู่ภายในบริเวณบ้าน มุมที่ชอบไปเดินเล่น และพูดคุยกันอย่างมีความสุขกับลูกเสมอ มุมดังกล่าวมีต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ ที่มีกิ่งก้านใหญ่และซับซ้อนอยู่หน้าบ้าน และเมื่อผู้สร้างสรรค์เห็นต้นไม้ต้นนี้จะมีความทรงจำที่นึกถึงช่วงเวลาที่ลูกร้องขอเก็บผลในต้นไม้มารับประทาน ในขณะที่เก็บผลจะโดนหนามของต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ ทิ่มตัวทำให้เกิดความเจ็บปวด แต่เมื่อลูกชอบและเห็นว่าผลจากต้นมะนาวโห่มีคุณประโยชน์ ผู้สร้างสรรค์ซึ่งเป็นแม่ก็ยินดีเก็บผลต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่มาให้ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจึงทำให้ผู้สร้างสรรค์เกิดจินตนาการที่นึกถึง สิ่งเหล่านี้เป็นความทรงจำ และสายสัมพันธ์แห่งความสุข การพึ่งพาความงามในธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อมจากธรรมชาติง่าย ๆ รอบ ๆ ตัว เป็นสิ่งสร้างความรัก ความผูกพันให้ได้ซึมซับจากที่มาดังกล่าวความประทับใจในรายละเอียดของธรรมชาติที่มีต้นไม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย และพบเห็นอยู่ ทุกวัน ก่อเกิดแรงบันดาลใจในจินตนาการ การแสดงเรื่องราวสื่อถึงคุณค่าทางจิตใจ ความรัก และผูกพัน ผ่านความทรงจำของธรรมชาติและสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ในแง่มุมของช่วงเวลาหนึ่งถือเป็นกำลังใจอันสำคัญให้ผู้สร้างสรรค์มีความทรงจำที่ดี และเมื่อนึกถึงจึงต้องการบอกลูกว่าแม่คนนี้มีความสุขที่ได้อยู่กับลูก และรักลูกมาก ความผูกพันเหล่านี้จะเป็นความทรงจำที่งดงาม และคงอยู่ตลอดไป ผ่านการแสดงออกด้วยผลงานจิตรกรรมที่สร้างสรรค์ด้วยทัศนธาตุทางศิลปะให้เกิดผลงานตามความสำคัญและความเป็นมาข้างต้น
3252. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องผู้สร้างสรรค์ได้ใช้รูปแบบการแสดงออกโดยใช้แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 ทฤษฎีความผูกพัน เป็นทฤษฎีที่ถูกนำมาอธิบายรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ ทางสังคมของบุคคล โดยความรู้สึกผูกพัน (attachment) เป็นผลมาจากวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มี เพื่อการดำรงชีวิตและความอยู่รอด (Bretherton, 1992 ; Cassidy, 1999) กล่าวคือเมื่อแรกเกิดทารกไม่สามารถ ดำรงชีวิตรอดได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรม เข้าหาผู้เลี้ยงดูและสร้างพันธะผูกพันทางอารมณ์กับ ผู้เลี้ยงดู เพื่อให้ผู้เลี้ยงดูปกป้องคุ้มครองและทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัย (ไชยันต์ สกุลศรีประเสริฐ, 2558: 51)2.2 ทฤษฎีจิตวิเคราะห์โดยซิกมันต์ ฟรอยต์ (Sigmund Freud, ค.ศ.1856-1939) นักจิตวิทยาชาวออสเตรียเชื้อสายยิว ผู้นำในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับปรัชญาศิลปะว่า ศิลปะคือการแสดงออกของจินตนาการ เพื่อสนองตอบความต้องการของจิตที่ยังขาดให้เต็มตามประสงค์ (กำจร สุนพงษ์ศรี, 2559: 136)2.3 จินตนาการ ได้สร้างให้เกิดจินตภาพ (image) ซึ่งเป็นภาพแห่งความคิด เป็นมโนภาพ (concept) ที่มาจากการได้ยิน ได้เห็น ได้รับรส ได้กลิ่น และได้สัมผัส มีผลต่อการรับรู้ของจิต และได้แสดงออกมาในรูปของจินตนาการชัดเจนหรือเลือนราง ซึ่งเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางศิลปะของแต่ละบุคคล (กำจร สุนพงษ์ศรี,2559: 160) 2.4 หลักองค์ประกอบศิลปะ รูปทรงที่แสดงเนื้อหาหรือความหมายของงานศิลปะได้ จะต้องเป็นรูปทรงที่เป็นศิลปะเท่านั้น หมายถึง เป็นรูปทรงที่ศิลปินได้สร้างขึ้นจากทัศนธาตุต่าง ๆ อย่างมีเอกภาพ รูปทรงที่มีคุณลักษณะเช่นนี้จะให้เนื้อหาที่ประกอบด้วยอารมณ์ความรู้สึกทางสุนทรียภาพ และอารมณ์อื่น ๆ ตามเรื่องที่ศิลปินได้รับความบันดาลใจมา (ชลูด นิ่มเสมอ, 2553: 35)2.5 ผลงานศิลปกรรมที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ได้จากศิลปิน จำนวน 1 ท่าน ดังนี้2.5.1 ศาสตราจารย์เกียรติคุณชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะอยู่ระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ของวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย ท่านสนใจในผลงานศิลปะหลายรูปแบบและได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีคุณค่าไว้เป็นจำนวนมากทั้งวาดเส้น จิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะภาพพิมพ์ และสื่อผสม(Electronic Resources on Art in Thailand, ไม่ระบุปี พ.ศ.: ย่อหน้าที่ 1) ผลงานชื่อ “ยืนกอดลูกโคนต้นไม้” เป็นผลงานประเภทจิตรกรรม เทคนิคสีอะคริลิก, ปิดทอง, ปากกาเคมี, ปากกาเจล และดินสอสี บนกระดาษดำ ผลงานศิลปะชุดนี้ท่านสร้างจากเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของตัวเองกับสิ่งที่อยู่รอบตัวอยู่ เนื้อหาในผลงานเกี่ยวกับความผูกพันของครอบครัวที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติภาพที่1 ผลงาน “ยืนกอดลูกโคนต้นไม้” โดย ชลูด นิ่มเสมอที่มา: Electronic Resources on Art in Thailand, 20 มีนาคม 2567
3263. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 ศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และสรุปกรอบการสร้างสรรค์ดังนี้แนวคิด /ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การนำไปใช้ทฤษฎีความผูกพัน นำหลักการทฤษฎีความผูกพันระหว่างแม่กับลูกมาใช้สร้างรูปทรงในผลงานทฤษฎีจิตวิเคราะห์โดยซิกมันต์ ฟรอยต์ นำหลักการทฤษฎีจิตวิเคราะห์เรื่องการจินตนาการ เพื่อสร้างสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการแสดงออกจินตนาการ นำจินตนาการเข้ามาสร้างให้เกิดมโนภาพที่เกิดความรู้สึก ความรัก ความประทับใจที่เกิดขึ้นจริงหลักองค์ประกอบศิลปะ โดยใช้ทัศนธาตุทางศิลปะต่าง ๆ ผสมผสานให้เกิดผลงานที่มีการจัดวางองค์ประกอบทางศิลปะก่อเกิดผลงานตามจินตนาการผลงานศิลปกรรมที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์: ศาสตราจารย์เกียรติคุณชลูด นิ่มเสมอศึกษารูปแบบการแสดงออกของผลงานเกี่ยวกับความผูกพันของครอบครัวที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ3.2 นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์การนำไปใช้ มากำหนดรูปแบบสร้างสรรค์ภาพร่างต้นแบบ (Sketch) ภาพที่2 ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่หน้าบ้านที่มาแห่งแรงบันดาลใจที่มา: ผู้สร้างสรรค์, 2 กุมภาพันธ์ 2568ภาพที่3 ภาพร่าง (Sketch) ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่มา: ผู้สร้างสรรค์, 2 กุมภาพันธ์ 2568
3273.3 สร้างสรรค์ผลงานจริงผ่านกระบวนการทางจิตรกรรมด้วยเทคนิคสีอะคริลิก, ปากกา, สีชอล์กน้ำมัน, ปิดทอง และการสร้างพื้นผิวด้วย Wall putty บนไม้กระดาน ขนาด 60 x 90 ซ .ม . โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานจริง ดังนี้ 3.3.1 ร่างภาพตามโครงสร้างของภาพร่างต้นแบบ3.3.2 สร้างพื้นผิวด้วย Wall putty บนกระดานไม้ขนาด 60 x 90 ซ.ม.3.3.3 ระบายสีภาพผลงานด้วยการให้สีบรรยากาศโดยรวมด้วยเทคนิคสีอะคริลิก3.3.4 ใช้เทคนิคปากกาสีและสีชอล์กน้ำมันสร้างรายละเอียดในผลงาน 3.3.5 เก็บรายละเอียดของภาพให้สมบูรณ์โดยบางส่วนในผลงานผู้สร้างสรรค์ตกแต่งภาพด้วยเทคนิคการติดแผ่นทองลงไปในผลงานเพิ่มเติมจากการระบายสีภาพที่4 การสร้างพื้นผิวด้วย Wall putty บนกระดานไม้ ขนาด 60 x 90 ซ.ม.ที่มา: ผู้สร้างสรรค์, 10 กุมภาพันธ์ 2568ภาพที่5 การสร้างสรรค์ผลงานโดยการเช็ดสีด้วยเทคนิคสีอะคริลิกให้ผลงานเห็นพื้นผิวได้ชัดเจนขึ้นที่มา: ผู้สร้างสรรค์, 12 กุมภาพันธ์ 2568ภาพที่ 6 การสร้างสรรค์ผลงานโดยการเพิ่มเติมน้ำหนักสีในผลงานด้วยเทคนิคสีอะคริลิก, ปากกา และสีชอล์กน้ำมันที่มา: ผู้สร้างสรรค์, 12 กุมภาพันธ์ 2568
328ภาพที่9 ผลงาน “จินตนาการจากความทรงจำระหว่างแม่กับลูก”เทคนิคสีอะคริลิก, ปากกา, สีชอล์กน้ำมัน, ปิดทอง บนพื้นผิวสร้างด้วย Wall putty บนไม้กระดาน ขนาด 60 x 90 ซ.ม.ที่มา: ผู้สร้างสรรค์, 20 กุมภาพันธ์ 25683.4 สรุปคุณค่าทางศิลปะและองค์ความรู้ที่ได้รับเพื่อเผยแพร่ในนิทรรศการแสดงผลงานสร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานสำหรับผลงานชิ้นนี้ผู้สร้างสรรค์ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์ภาพโดยนึกถึงสิ่งที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนเรื่องราวและความรู้สึกเข้าไปในภาพผลงาน พบว่า หลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูล ประมวล และวิเคราะห์ผลจากการสร้างสรรค์จึงแบ่งการวิเคราะห์ภาพออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้1. แนวคิด ผลงานชิ้นนี้ผู้สร้างสรรค์ใช้การผสมผสานระหว่าง ความทรงจำ ความรักของครอบครัว และภาพธรรมชาติ โดยเฉพาะการระลึกถึงต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่แห่งความผูกพัน แต่ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว โดยใช้จินตนาการสร้างภาพจากการนึกถึงความทรงจำและความประทับใจในอดีตที่ผ่านมา โดยใช้ธรรมชาติเพื่อสื่อถึงวัฏจักรชีวิต ความอ่อนโยน และความผูกพันในครอบครัว เพื่อสะท้อนเรื่องราวและความรู้สึกเข้าไปในภาพผลงาน ซึ่งเป็นการแสดงออกทางความคิด อารมณ์ความรู้สึกระหว่างแม่กับลูกเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน แม่ในภาพไม่เพียงเป็นผู้เลี้ยงดู แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกธรรมชาติ ซึ่งเป็นพลังชีวิตที่หล่อเลี้ยงจิตใจและจินตนาการของลูก ความรักของแม่ที่หลอมรวมกับธรรมชาติ และการระลึกถึงต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ต้นหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาแห่งความผูกพันกับลูกชาย แม้ต้นไม้จะไม่มีอยู่แล้ว แต่ในภาพและในใจของผู้สร้างสรรค์ยังคง “เติบโต” ผ่านเส้น สี และความทรงจำ 2. การจัดองค์ประกอบรูปทรง (Form) ผลงานชิ้นนี้มีรูปทรงอ้างอิงจากสิ่งที่มีอยู่จริงในธรรมชาติ คือ ใบหน้าเด็กผู้หญิงและเด็กน้อย ถูกวางซ้อนกัน สื่อถึงแม่และลูกที่มีความใกล้ชิด ผูกพันจนเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน เรือนผมที่เสมือน
329กลายเป็นต้นไม้ สะท้อนความคิดว่าแม่เป็น “ราก” หรือ “ต้นไม้ชีวิต” ที่คอยปกป้อง โอบอุ้ม และให้ร่มเงาแก่ลูก ใบไม้ ผลไม้ ที่แฝงตัวอยู่ทั่วภาพ เส้น (Line) เส้นคดโค้งของกิ่งไม้และเส้นผมที่ผสานกันเป็นเนื้อเดียว สร้างความรู้สึกของการหลอมรวมระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติสี (Color) ใช้โทนสีเย็น เช่น น้ำเงิน ฟ้า และเขียว ผสมกับสีทองและสีพาสเทล ให้ความรู้สึกสงบ อ่อนโยน มีพลังแห่งชีวิตพื้นที่ว่าง (Space) การจัดองค์ประกอบแบบแบนราบแต่เต็มไปด้วยรายละเอียด ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ดำดิ่งเข้าสู่โลกในจินตนาการน้ำหนักและแสงเงา (Tone-Light and Shadow) ภาพนี้ใช้น้ำหนักเข้ม มากในบริเวณพุ่มไม้ และกิ่งไม้ เพื่อสร้างความลึกและความหนาทึบของต้นไม้ ขณะที่ น้ำหนักอ่อนและกลาง ถูกใช้บนใบหน้าเด็ก เพื่อทำให้ดูโดดเด่น นุ่มนวล และเป็นจุดโฟกัสของภาพแสงในภาพมีลักษณะ กระจาย (diffused light) ไม่ได้มีทิศทางชัดเจน แต่แผ่ทั่วทั้งพื้นหลัง โดยเฉพาะบริเวณพื้นหลังสีฟ้าอ่อน–เหลือง เพื่อทำให้ภาพดูสว่างอบอุ่น เงาใช้เพื่อกำหนดโครงสร้างของต้นไม้และเพิ่มมิติ แต่ไม่เน้นความสมจริง เป็นแสงเงาที่มีอารมณ์เชิงจินตนาการมากกว่าแบบธรรมชาติพื้นผิว (Texture) การวาดที่เน้นลายเส้นละเอียดซ้ำซ้อน ทำให้เกิดผิวสัมผัสเหมือนมีมิติ ความหนาแน่น และชีวิตชีวาในธรรมชาติการกำหนดองค์ประกอบ (Composition) จัดวางรูปทรงของสิ่งที่ต้องการสื่อความหมายชัดเจนไว้ตรงกลาง รวมทั้งสร้างความสมดุลในการจัดวางรูปทรงของสิ่งต่าง ๆ ในผลงานผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจระหว่างความสัมพันธ์ของแม่กับลูกและบรรยากาศภาพทิวทัศน์ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญงอกงาม ความรัก ความบริสุทธิ์ และพลังแห่งธรรมชาติ ได้สะท้อนถึงจินตนาการของผู้สร้างสรรค์ซึ่งต้องการสื่อความหมายถึงความรัก ความผูกพันของแม่กับลูกที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์แห่งความทรงจำของความผูกพันเมื่ออยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการจินตนาการถึงความทรงจำที่มีกับบรรยากาศที่ได้พึ่งพิงธรรมชาติมาประกอบเป็นผลงานที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยการหลอมรวมรูปทรงที่มีอยู่จริงในธรรมชาติมาจัดวางร่วมกับรูปทรงในจินตนาการ5. สรุปจากการสร้างสรรค์ผลงาน “ความทรงจำของธรรมชาติและสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก” ได้สรุปคุณค่าทางศิลปะ และองค์ความรู้จากการสร้างสรรค์มีดังนี้5.1 สื่อถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างแม่กับลูกผ่านการผสานองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ากับร่างกายและจิตใจของมนุษย์ โดยใช้สัญลักษณ์ของต้นไม้ ใบไม้ และรูปทรงนามธรรมเพื่อถ่ายทอดพลังแห่งความรัก ความดูแล และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสอดคล้องและงดงาม
3305.2 ความเข้าใจในกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานโดยนำหลักการองค์ประกอบศิลป์และทัศนธาตุทางศิลปะให้เกิดเป็นผลงานจิตรกรรมเทคนิคผสมโดยใช้เทคนิคสีอะคริลิก, ปากกา, สีชอล์กน้ำมัน, ปิดทอง และการสร้างพื้นผิวด้วย Wall putty ทำให้ผลงานมีลักษณะเฉพาะตัวที่มีการหลอมรวมรูปทรงที่มีอยู่จริงในธรรมชาติมาจัดวางร่วมกับรูปทรงในจินตนาการ5.3 ผลงานสร้างสรรค์นี้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างสิ่งที่อยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจซึ่งเป็นอดีตที่ประทับใจและความรัก ความผูกพันในปัจจุบันได้หลอมรวมเป็นภาพผลงานสร้างสรรค์ โดยปรารถนาให้ผู้ที่ได้พบเห็นเกิดความรู้สึกประทับใจ และสามารถสัมผัสถึงความรัก ความอบอุ่นภายในจิตใจเอกสารอ้างอิงกำจร สุนพงษ์ศรี. (2559). สุนทรียศาสตร์หลักปรัชญาศิลปะ ทฤษฎีทัศนศิลป์ ศิลปวิจารณ์. (พิมพ์ครั้งที่ 3).กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ชลูด นิ่มเสมอ. (2553). องค์ประกอบของศิลปะ. (พิมพ์ครั้งที่ 7) กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.ไชยันต์ สกุลศรีประเสริฐ. (2558). การวัดรูปแบบความรู้สึกผูกพัน: จากอดีตสู่ปัจจุบัน และทิศทางในอนาคต. วารสารจิตวิทยาคลีนิก, 46(2), 51.
331การเกิดใหม่ของตัวตนผ่านสื่อดิจิทัลRebirth of Identityสุธินี ทิพรัตน์, Sutinee Thippharatวิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรมวิทยาลัยช่างศิลป เลขที่ 60 ถนนหลวงพรต แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520College of Fine Arts, address: 60 Luangphod Road, Ladkrabang Disrtict, Bangkok, 10520E-mail: mailto:[email protected]บทคัดย่อผลงานสร้างสรรค์ “Rebirth of Identity” สำรวจการเกิดใหม่ของอัตลักษณ์ในยุคดิจิทัล ผ่านการผสานร่างมนุษย์เข้ากับข้อมูล ภาพสัญลักษณ์ และสภาพแวดล้อมเสมือนจริง แนวคิดหลักมาจากการเปลี่ยนผ่านของตัวตนจากรูปแบบเดิมไปสู่ตัวตนที่ประกอบสร้างใหม่ในพื้นที่ดิจิทัล โดยใช้โปรแกรมดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และภาพประกอบร่วมสมัย เน้นการใช้สี รูปทรง พื้นผิว และสัญลักษณ์เพื่อสะท้อนพลังของเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ตัวตน ผลงานสะท้อนความลื่นไหลของตัวตนในโลกยุคดิจิทัล และตั้งคำถามต่ออนาคตของอัตลักษณ์มนุษย์เมื่อโลกจริงและโลกเสมือนผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์คำสำคัญ: อัตลักษณ์ดิจิทัล, ศิลปะร่วมสมัย, เทคโนโลยี, การเกิดใหม่, โลกเสมือนAbstractThis creative work, “Rebirth of Identity,” explores the transformation of human identity in the digital age, where the boundaries between physical existence and virtual environments have become increasingly intertwined. The work visualizes how identity is deconstructed and reconstructed through symbols, data flow, and technological influence.Keywords: digital identity, transformation, virtuality, contemporary art, technology1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลได้ส่งผลต่อวิถีชีวิต การสื่อสาร และการสร้างอัตลักษณ์ของมนุษย์อย่างลึกซึ้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมปัจจุบันไม่ได้กำหนด “ตัวตน” ผ่านเพียงประสบการณ์ตรงหรือบริบททางสังคมเหมือนในอดีต แต่เกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายออนไลน์ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และระบบอัลกอริทึมที่คัดกรองข้อมูลและกำกับพฤติกรรมผู้ใช้ (Floridi, 2014) ทำให้ตัวตนมนุษย์มีลักษณะลื่นไหล (fluid identity) เปลี่ยนได้ตลอดเวลา และถูกประกอบสร้างใหม่ตามเงื่อนไขของเทคโนโลยี (Turkle, 2011)
332ในขณะเดียวกัน ศิลปะร่วมสมัยได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญในการตั้งคำถามต่อความหมายของอัตลักษณ์ยุคดิจิทัล เช่น ผลงาน RMB City ของ Cao Fei ที่ทดลองสร้างตัวตนในโลกเสมือน Second Life (Guggenheim Museum, 2007) รวมถึงการปฏิบัติการศิลปะของ Amalia Ulman ที่สร้าง “ตัวตนสมมติ” ผ่าน Instagram ในโครงการ Excellences & Perfections เพื่อชี้ให้เห็นว่าตัวตนออนไลน์สามารถถูกสร้างจัดฉากได้อย่างสมบูรณ์ (Art Basel, 2014) งานของ Hito Steyerl ก็วิพากษ์ความจริง–ความเสมือนและการมองเห็นที่ถูกควบคุมโดยเทคโนโลยี (Steyerl, 2013)แรงบันดาลใจของผลงาน “Rebirth of Identity” จึงเกิดจากการสังเกตปรากฏการณ์ที่มนุษย์ใช้เทคโนโลยีสร้างหลายตัวตน (multiple selves) ผ่านอวตาร โพรไฟล์ดิจิทัล และภาพลักษณ์ที่จัดการได้จึงเลือกใช้สื่อดิจิทัล วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ไอคอนสื่อออนไลน์ และอวตาร เพื่อสร้างภาพแทนอัตลักษณ์ที่กำลังฟื้นคืน—เกิดใหม่—และประกอบสร้างอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมดิจิทัล2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการสร้างผลงาน “Rebirth of Identity” อาศัยกรอบแนวคิดและทฤษฎีสำคัญที่เกี่ยวข้องซึ่งช่วยอธิบายการเปลี่ยนผ่านของตัวตนภายใต้บริบทเทคโนโลยีร่วมสมัย ดังนี้1) แนวคิดอัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity Theory)อัตลักษณ์ดิจิทัลคือภาพแทนของตัวตนที่เกิดจากข้อมูล การปฏิสัมพันธ์ และร่องรอยดิจิทัลที่ผู้ใช้สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Floridi, 2014) ตัวตนจึงไม่หยุดนิ่ง แต่ถูก “อัปเดต” และ “ประกอบสร้างใหม่” ตามกติกาของสื่อดิจิทัล เช่น ระบบติดตามพฤติกรรม อัลกอริทึม และวัฒนธรรมโซเชียลมีเดีย แนวคิดนี้เป็นฐานสำคัญในการออกแบบสัญลักษณ์ดิจิทัล วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และไอคอนสื่อออนไลน์ในผลงาน2) แนวคิดการสร้างตัวตนเชิงประกอบสร้าง (Constructed Identity)มองว่าตัวตนเกิดจากบริบท สังคม การรับรู้ของผู้อื่น และเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารตนเอง (Goffman, 1959) เมื่อมนุษย์เข้าไปในพื้นที่ออนไลน์ การ “จัดวางตัวตน” จะยิ่งชัดเจน เช่น การเลือกภาพโพสต์ การสร้างอวตาร การจัดการภาพลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผลงานนี้หยิบมาสื่อผ่านองค์ประกอบภาพและสัญลักษณ์ต่าง ๆ3) แนวคิดมนุษย์หลังมนุษย์ (Posthumanism)ทฤษฎี Posthumanism เสนอว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป และความเป็นมนุษย์ใหม่เกิดจากการผสานกันระหว่างร่างกาย เทคโนโลยี และข้อมูล (Braidotti, 2013) จึงเกิดสภาวะ “cyborg identity” ที่ข้ามพรมแดนมนุษย์–เครื่องจักร ซึ่งปรากฏเด่นชัดในผลงานผ่านลวดลายวงจรอิเล็กทรอนิกส์และการเปลี่ยนสภาพของร่างกาย
3334) ทฤษฎีโลกเสมือนและอวตาร (Virtuality & Avatar Studies)การสร้างตัวตนผ่านอวตารเป็นแนวคิดที่สำคัญในสังคมยุค Metaverse โดยผู้ใช้สามารถทดลอง ปรับเปลี่ยน หรือสร้างตัวตนใหม่ได้อย่างอิสระ (Zhang et al., 2022) ศิลปินร่วมสมัย เช่น Cao Fei และ Sondra Perry ใช้แนวคิดนี้สำรวจบทบาทของอวตารในการนิยามอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นอิทธิพลสำคัญต่อผลงานชุดนี้5) ศิลปะสื่อใหม่ (New Media Art) และการวิพากษ์ภาพดิจิทัลศิลปินอย่าง Hito Steyerl ชี้ให้เห็นอำนาจของข้อมูล ภาพดิจิทัล และระบบการมองเห็นในยุคเทคโนโลยี ผลงานหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าความจริงและความเสมือนเริ่มผสานกัน (Steyerl, 2013) แนวคิดนี้เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ Glitch Art, Neon Circuit และ Visual Noise ในองค์ประกอบภาพดังนั้น กรอบแนวคิดทั้งหมดนี้เป็นพื้นฐานในการออกแบบผลงาน “Rebirth of Identity” ให้สะท้อนสภาวะการเกิดใหม่ของอัตลักษณ์ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามากำหนดความเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกวัน3. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 การออกแบบแนวคิดด้วยการร่างลายเส้นด้วยโปรแกรมดิจิทัล Procreateภาพที่ 1 ภาพร่าง ผลงาน Rebirth of Identityที่มา: (ผู้สร้างสรรค์. 18 พฤศจิกายน 2568.)3.2 วางโครงสร้างภาพด้วยการดราฟในโปรแกรม Adobe Illustratorภาพที่ 2 สร้างภาพผลงาน Rebirth of Identity ด้วยการดราฟในโปรแกรม Adobe ILLustratorที่มา: (ผู้สร้างสรรค์. 18 พฤศจิกายน 2568.)
3343.3 สร้างแบบร่างของอัตลักษณ์ใหม่ด้วยลวดลายที่เป็นดิจิทัลภาพที่ 3 ลงสีภาพ ผลงาน Rebirth of Identity ในโปรแกรม Adobe ILLustratorที่มา: (ผู้สร้างสรรค์. 18 พฤศจิกายน 2568.)3.4 เพิ่มองค์ประกอบของเทคโนโลยีและข้อมูล ภาพที่ 4 เพิ่มเติมองค์ประกอบภาพ ผลงาน Rebirth of Identity ในโปรแกรม Adobe ILLustratorที่มา: (ผู้สร้างสรรค์. 18 พฤศจิกายน 2568.)3.5 ลงสีและใส่เอฟเฟกต์เรืองแสงให้เกิดบรรยากาศของโลกอนาคตภาพที่ 5 ปรับแก้ให้ผลงาน Rebirth of Identity สมบูรณ์ที่มา: (ผู้สร้างสรรค์. 18 พฤศจิกายน 2568.)
3354. การวิเคราะห์ผลงานการสร้างสรรค์ผลงาน “Rebirth of Identity” เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ดิจิทัล บทบาทของเทคโนโลยีต่อการรับรู้ความเป็นตัวตน และการศึกษาผลงานศิลปะร่วมสมัยที่เกี่ยวข้อง เช่น RMB City ของ Cao Fei, Excellences & Perfections ของ Amalia Ulman และวิดีโอศิลปะของ Hito Steyerl ซึ่งล้วนสะท้อนความเปลี่ยนผ่านของอัตลักษณ์ในยุคข้อมูล ภาพ และโลกเสมือน การศึกษาเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าตัวตนมนุษย์สามารถถูกประกอบสร้างใหม่ ปรับเปลี่ยน หรือจำลองขึ้นได้ภายใต้อิทธิพลของสื่อดิจิทัลและอัลกอริทึมจากข้อมูลดังกล่าว ทำให้เกิดการวิเคราะห์เชิงแนวคิดว่าตัวตนยุคดิจิทัลมีลักษณะ ลื่นไหล (fluid)หลอมรวมเทคโนโลยี (hybrid) และ เกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง (reborn identity) ศิลปินจึงนำแนวคิดนี้มาแปลงเป็นภาษาทางทัศนศิลป์ผ่านองค์ประกอบสำคัญหลายประการ เช่น ร่างกายไร้ใบหน้าที่แทนพื้นที่ว่างของตัวตนที่กำลังถูกประกอบสร้างใหม่ เส้นวงจรอิเล็กทรอนิกส์และสัญลักษณ์โซเชียลมีเดียที่สื่อถึงระบบข้อมูลที่กำหนดความคิดและพฤติกรรม ผีเสื้อดิจิทัลที่แทนความหมายของการเกิดใหม่ และองค์ประกอบแบบ glitch, neon, hologram ซึ่งสะท้อนความไม่เสถียรของตัวตนในโลกออนไลน์ในกระบวนการสังเคราะห์ข้อมูล ศิลปินได้นำทฤษฎีอัตลักษณ์ดิจิทัล แนวคิด posthuman และการศึกษาพฤติกรรมการสร้างตัวตนผ่านอวตารในโลกเสมือน มาวิเคราะห์ร่วมกับประสบการณ์จริงของผู้ใช้สื่อออนไลน์ จนเกิดเป็น “กรอบภาพแทนตัวตนใหม่” ที่ไม่ยึดโยงกับร่างกายเดิมแต่ผสานเข้ากับเทคโนโลยี การจัดองค์ประกอบภาพที่แบ่งออกเป็นสองโลก—โลกจริงและโลกดิจิทัล—ช่วยสะท้อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านของอัตลักษณ์จากรูปแบบเก่าสู่ตัวตนใหม่ที่เกิดขึ้นจากข้อมูล ภาพ และสภาพแวดล้อมเสมือนดังนั้น ผลงานนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ดิจิทัล นำไปสู่การสร้างสรรค์ภาพที่สะท้อนความซับซ้อนของการเกิดใหม่ของความเป็นมนุษย์ในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนอย่างแยกไม่ออก5. สรุปผลงาน “Rebirth of Identity” สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางด้านการศึกษา ศิลปะร่วมสมัย และงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการอธิบายและกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อบทบาทของเทคโนโลยีที่มีต่อการประกอบสร้างอัตลักษณ์มนุษย์ในยุคดิจิทัล ผลงานช่วยสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของตัวตนผ่านภาพสัญลักษณ์ดิจิทัลและเครื่องมือทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาสำหรับการเรียนการสอนด้านศิลปะดิจิทัล ศิลปะร่วมสมัย ทฤษฎีอัตลักษณ์ และการออกแบบสื่อใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ผลงานยังสามารถประยุกต์ใช้ในนิทรรศการและกิจกรรมศิลปะเพื่อสื่อสารแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ยุคใหม่ ให้ผู้ชมได้ทำความเข้าใจการสร้างตัวตนในโลกเสมือน ทั้งยังเปิดพื้นที่สำหรับการเสวนาแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการเกี่ยวกับมนุษย์หลังมนุษย์ (posthuman), สังคมดิจิทัล และผลกระทบของอัลกอริทึม
336ต่อการรับรู้ความเป็นมนุษย์ ผลงานสามารถต่อยอดสู่การวิจัยข้ามสาขา เช่น สื่อดิจิทัล จิตวิทยา เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX)ดังนั้น ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้จึงไม่เพียงทำหน้าที่เป็นชิ้นงานศิลปะ แต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยเสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และการวิพากษ์บทบาทของเทคโนโลยีต่ออัตลักษณ์มนุษย์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในวงการการเรียนการสอน การวิจัย และการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยได้อย่างกว้างขวางเอกสารอ้างอิงยิ่งยศ, ศ. (2565). อวตารและความเป็นจริงเสมือนในงานศิลปะ. วารสารศิลปะและการออกแบบ, 12(1), 83–98.วราภรณ์, ช. (2565). การนำเสนออัตลักษณ์ผ่านสื่อดิจิทัลในศิลปะร่วมสมัยไทย. วารสารศิลปกรรมศาสตร์, 18 (2), 45–60.สถาบันศิลปะร่วมสมัย. (2566). ศิลปะดิจิทัลและโลกเสมือนในสังคมไทย. กระทรวงวัฒนธรรม.สุรางค์ศรี, ก. (2564). อัตลักษณ์ดิจิทัลและสังคมออนไลน์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.Art Basel. (2014). Amalia Ulman: Excellences & Perfections. https://www.artbasel.com/catalog/artwork/20194Braidotti, R. (2013). The Posthuman. Polity Press.Cao Fei. (2007). RMB City: A Second Life City Planning (China Tracy) [Digital project]. GuggenheimMuseum. https://www.guggenheim.org/artwork/23251?utm_source= chatgpt.comFloridi, L. (2014). The Fourth Revolution: How the Infosphere Is Reshaping Human Reality. Oxford University Press.Goffman, E. (1959). The Presentation of Self in Everyday Life. Anchor Books.Steyerl, H. (2013). How Not to Be Seen: A Fucking Didactic Educational .MOV File [Video].e-flux. https://www.e-flux.com/film/384606/how-not-to-be-seen-a-fucking-didacticeducational-mov-file?utm_source=chatgpt.comTurkle, S. (2011). Alone Together: Why We Expect More from Technology and Less from Each Other. Basic Books.Zhang, K., Deldari, E., & Zhao, Y. (2022). The evolution of virtual identity in VR environments. Frontiers in Virtual Reality. https://www.frontiersin.org
337สัญญะแห่งอานาปานสติภาวนา (หมายเลข 1)SIGN OF ANAPANASATI MEDITATION (No. 1)สุริยะ ฉายะเจริญ, Suriya Chayacharoenสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ คณะศิลปวิจิตร 119/10 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170,Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts, Faculty of Fine Arts, 119/10 Salaya Subdistrict, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province 73170E-mail: [email protected]บทคัดย่องานจิตรกรรม “สัญญะแห่งอานาปานสติภาวนา (หมายเลข 1)” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์สัญญะทางทัศนศิลป์ที่สามารถสื่อความหมายได้ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม โดยมุ่งเน้นให้ผลงานทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแห่งการภาวนา เชื่อมโยงระหว่างผู้ชมกับประสบการณ์แห่งความสงบภายใน กระบวนการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วยการศึกษาแนวคิดอานาปานสติภาวนา ทฤษฎีสัญวิทยา และหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ เพื่อนำมาสังเคราะห์สู่การออกแบบภาพร่าง ทดลองเทคนิค และสร้างสรรค์ผลงานจริงจนถึงขั้นเผยแพร่สู่สาธารณะ ผลการสร้างสรรค์ พบว่า (1) ผลงานจิตรกรรมสะท้อนการบูรณาการระหว่างทัศนศิลป์กับแนวคิดอานาปานสติภาวนา อันเป็นการเชื่อมโยงมิติแห่งจิตวิญญาณกับภาษาศิลปะนามธรรม (2) ผลงานจิตรกรรมนี้เป็นต้นแบบของการสร้างและวิเคราะห์ศิลปะเชิงภาวนา โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีสัญวิทยาและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างทัศนธาตุกับสภาวะจิตได้อย่างเป็นระบบ และ (3) ผลงานส่งเสริมสุนทรียภาพและการตระหนักรู้ภายในของผู้ชม ผ่านประสบการณ์การรับรู้ที่ผสานความนิ่ง สงบ และจังหวะของลมหายใจ ทำให้ศิลปะมิได้เป็นเพียงวัตถุเพื่อการมองเห็น แต่เป็นกระบวนการภาวนาและการตื่นรู้ในตนเองโดยมีสัญญะทางศิลปะเป็นสื่อกลางคำสำคัญ: สัญญะ, อานาปานสติ, ภาวนา, จิตรกรรม AbstractThe objective of painting “Sign of Anapanasati Meditation (No. 1)” to create a visual art symbol that can convey meaning both tangible and abstract. It emphasizes the work as a medium for meditation, connecting viewers with the experience of inner peace. The creative research process involved studying the concept of Anapanasati meditation, semiotic theory, and principles of artistic composition, which were then synthesized into sketch designs, experimental techniques, and the creation of a real work for public distribution. The creative results revealed: (1) the painting reflects the integration of visual art and the concept of Anapanasati meditation, which connects the spiritual dimension with the language of abstract
338art; (2) the painting serves as a prototype for the creation and analysis of meditation-based art, applying semiotic theory and principles of artistic composition to systematically explain the relationship between visual elements and mental states; and (3) the work promotes aesthetics and inner awareness in viewers through a perceptual experience that integrates stillness, tranquility, and the rhythm of breathing, making art not merely an object for viewing, but a process of meditation and self-awakening mediated by artistic symbols.Keywords: Sign, Anapanasati, Meditation, Painting1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหางานจิตรกรรมสัญญะแห่งอานาปานสติภาวนา (หมายเลข 1) เป็นผลงานจิตรกรรมในชุด สัญญะแห่งอานาปานสติภาวนา สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจในการศึกษาและปฏิบัติตามหลักอานาปานสติภาวนา ซึ่งเป็นการเจริญสติด้วยการรู้ลมหายใจเข้า-ออก เพื่อพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญา (พุทธทาสภิกขุ, 2548) ลมหายใจในที่นี้จึงมิใช่เพียงการดำรงอยู่ทางกาย แต่เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงจิตกับกายให้ผู้ปฏิบัติรับรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง (ฟริตจ๊อฟ คาปรา, 2537) ในกระบวนการสร้างสรรค์ ผู้เขียนใช้ทฤษฎีสัญวิทยา (Semiotics) ของแฟร์ดีน็อง เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure) และชาร์ลส์ แซนเดอร์ส เพิร์ส (Charles Sanders Peirce) ซึ่งมองว่าสัญญะคือหน่วยสื่อความหมายที่ประกอบด้วยรูปสัญญะและความหมายสัญญะ โดยผู้ชมจะเกิดการตีความผ่านประสบการณ์ส่วนตน (ธีรยุทธ บุญมี, 2551) ในการสร้างสรรค์งาน ผู้เขียนประยุกต์ใช้เส้น สี รูปร่าง และพื้นที่ว่างแทนจังหวะของลมหายใจ การไหลเวียนของสรรพสิ่ง และสภาวะจิตในขณะภาวนา การวาดและระบายสีจึงกลายเป็นการภาวนาเชิงศิลป์ (Art as Meditation) ที่หลอมรวมสมาธิและการสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน ผลงานจึงมิใช่เพียงวัตถุศิลป์เพื่อการชื่นชม แต่เป็นสื่อกลางแห่งการภาวนา (Meditative Medium) ที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมตระหนักถึงลมหายใจของตน เกิดความสงบและการใคร่ครวญภายใน ทั้งยังสะท้อนการประยุกต์ใช้ทฤษฎีสัญวิทยาและแนวคิดพุทธภาวนา เพื่อสร้างภาษาภาพที่มีความหมายและส่งเสริมสุขภาวะจิตในเชิงสุนทรียศาสตร์ฉะนั้น เป้าหมายของการสร้างสรรค์จิตรกรรมนี้จึงมีขึ้นเพื่อถ่ายทอดแนวคิดและคุณค่าความสำคัญของอานาปานสติในฐานะวิธีการส่งเสริมสุขภาวะจิตผ่านการใช้สัญญะทางทัศนศิลป์ที่สามารถสื่อความหมายได้ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม โดยสร้างจิตรกรรมในฐานะสื่อกลางแห่งการภาวนาเชื่อมโยงระหว่างผู้ชมกับประสบการณ์ความสงบภายใน กระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ในลมหายใจและปัจจุบันขณะ2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง2.1 แนวคิดอานาปานสติภาวนาแนวคิดอานาปานสติภาวนาเป็นหลักปฏิบัติสำคัญในพระพุทธศาสนา โดยมุ่งให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ลมหายใจเข้า–ออก เพื่อพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญา การรู้เท่าทันลมหายใจช่วยให้จิตเกิดความสงบและตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันขณะ เป็นกระบวนการของการภาวนาเพื่อเข้าถึงความเข้าใจในธรรมชาติของจิตและสรรพสิ่ง (พุทธ
339ทาสภิกขุ, 2548) ลมหายใจในบริบทนี้จึงมิได้หมายถึงเพียงกระบวนการทางกายภาพ แต่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงระหว่างกายกับจิต ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้และปล่อยวางอารมณ์ ความคิด และความยึดมั่นภายในได้ อันนำไปสู่สุขภาวะจิตและปัญญาเชิงพุทธ การภาวนาเช่นนี้สามารถประยุกต์ใช้ในกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะได้ โดยศิลปินอาศัยลมหายใจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสมาธิ การรับรู้ และแรงบันดาลใจ เพื่อให้การสร้างงานกลายเป็นการภาวนาเชิงศิลป์ (Art as Meditation) 2.2 ทฤษฎีสัญวิทยา ทฤษฎีสัญวิทยา (Semiotics) เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องสัญญะ (sign) หรือหน่วยแห่งความหมายที่ใช้ในการสื่อสาร โซซูร์ (Ferdinand de Saussure) เสนอว่า สัญญะประกอบด้วยสองส่วนคือรูปสัญญะ (Signifier) ซึ่งเป็นรูปทางกายภาพ เช่น เส้น สี หรือภาพ และความหมายสัญญะ (Signified) ซึ่งคือแนวคิดหรือมโนทัศน์ที่สัญญะนั้นแทนอยู่ ทั้งสองส่วนสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก (ธีรยุทธ บุญมี, 2551) ขณะที่เพิร์สได้ขยายความหมายของสัญญะออกเป็นสามองค์ประกอบ ได้แก่ รูปเสมือน (icon) ดัชนี (index) และสัญลักษณ์ (symbol) (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2555) แนวคิดดังกล่าวนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างงานจิตรกรรม โดยให้เส้น สี และรูปร่าง-รูปทรงเป็นภาษาทางสัญญะที่แทนภาวะของลมหายใจ ความสงบ และสติ การเคลื่อนไหวของเส้นหรือจังหวะของสีเป็นตัวแทนของการเกิด–ดับของลมหายใจ หรือการไหลเวียนของจิตในขณะภาวนา ทำให้งานศิลปะกลายเป็นสื่อกลางแห่งร่องรอยที่สื่อถึงสัญลักษณ์จิตภาวนา2.3 หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ (Principles of Composition) ได้แก่ ความสมดุล (Balance) จังหวะ (Rhythm) เอกภาพ (Unity) และจุดเด่น (Emphasis) มีบทบาทสำคัญในการสร้างภาษาภาพที่สอดคล้องกับภาวะจิตภาวนา ผู้เขียนใช้ความสมดุลและจังหวะของเส้น สี และรูปทรง เพื่อสะท้อนลมหายใจที่สม่ำเสมอและสงบ ใช้ความเรียบง่ายและพื้นที่ว่าง (Negative Space) แทนความว่างของจิต การเลือกใช้สีอ่อนโยนหรือนุ่มนวลช่วยสื่อถึงความนิ่งและการปล่อยวาง ในขณะที่เส้นที่อ่อนโยนและเคลื่อนไหวช้าแทนจังหวะของลมหายใจเข้า–ออก ทำให้ภาพเกิดความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบศิลป์กับเจตนาทางจิตภาวนา2.4 การบูรณาการแนวคิดเพื่อการสร้างสรรค์จิตรกรรมการบูรณาการแนวคิดทั้งสามประการนี้นำไปสู่แนวทางการสร้างสรรค์จิตรกรรมในฐานะสื่อกลางแห่งการภาวนาที่ผสานจิตภาวนาเชิงพุทธกับศิลปะเชิงสัญญะ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ภายในของความสงบ สติ และการตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะผ่านสัญลักษณ์และองค์ประกอบทางทัศนศิลปงานจิตรกรรมจึงมิใช่เพียงวัตถุแห่งการมอง แต่เป็นพื้นที่แห่งสมาธิที่กระตุ้นให้ผู้ชมกลับมารับรู้ลมหายใจของตนเองผ่านพลังของศิลปะ ทั้งยังสะท้อนแนวคิดพุทธปรัชญาเรื่องสุขภาวะจิต และเปิดมิติใหม่ของศิลปะในฐานะเครื่องมือแห่งการรู้ตัว
3403. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 ศึกษาหลักธรรมและแนวคิดทางพุทธปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับอานาปานสติภาวนา เพื่อทำความเข้าใจแก่นของการรู้ลมหายใจเข้า–ออก การพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญาในแนวทางจิตภาวนาเชิงพุทธ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงาน3.2 รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสัญญะ ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม ที่เกี่ยวข้องกับลมหายใจ ความสงบ สมาธิ ความว่าง และความตื่นรู้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างภาษาทางภาพที่สื่อความหมายถึงสภาวะจิตภาวนา3.3 วางกรอบแนวทางการประยุกต์ใช้ทฤษฎีสัญวิทยาและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ เพื่อกำหนดแนวคิดทางภาพและพัฒนาเอกลักษณ์ของงานจิตรกรรมให้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาทางจิตภาวนา3.4 สร้างภาพสเก็ตช์เพื่อวางโครงสร้างของภาพ3.5 การออกแบบชุดสัญญะให้มีความหมายสองระดับ คือ ความหมายเชิงรูปธรรมที่แดสงออกด้วยเส้น-สีแนวนอนที่คล้ายกับเส้นคลื่นจังหวะหัวใจในจอแสดงผลทางการแพทย์ และความหมายเชิงนามธรรม เช่น การใช้เส้น สี หรือพื้นที่ว่าง เพื่อสื่อถึงสภาวะจิตและลมหายใจ3.6 กำหนดองค์ประกอบภาพโดยเน้นความสมดุล เอกภาพ ความเรียบง่าย และความต่อเนื่องของจังหวะภาพ เพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความสงบ3.7 ดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมจริง โดยใช้เทคนิคการวาดเส้นและระบายสีที่สอดคล้องกับแนวคิดอานาปานสติภาวนา เช่น การเคลื่อนไหวของพู่กันที่สัมพันธ์กับจังหวะลมหายใจ เพื่อให้การสร้างงานเป็นกระบวนการภาวนาเชิงศิลป์3.8 จัดเตรียมผลงานให้พร้อมสำหรับการเผยแพร่3.9 นำผลงานจิตรกรรมเข้าร่วมจัดแสดงเผยแพร่สู่สาธารณะในพื้นที่นิทรรศการศิลปะ 3.10 สรุปผลการดำเนินการสร้างสรรค์ภาพที่ 1 สร้างภาพสเก็ตช์เพื่อวางโครงสร้างของภาพที่มา: ผู้สร้างสรรค์
341ภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานจริงโดยผู้เขียนที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานจริงที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 4 งานจิตรกรรม “สัญญะแห่งอานาปานสติภาวนา (หมายเลข 1)” ที่สำเร็จสำหรับการเผยแพร่ที่มา: ผู้สร้างสรรค์