The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความวิชาการประกอบผลงานสร้างสรรค์
รายงานสืบเนื่อง การจัดแสดงนิทรรศการผลงานทางทัศนศิลป์ระดับบนานาชาติมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทยของคณะศิลปวิจิตร
Academic Documentation of a Creative Work


International Visual Arts & Designs Exhibition 2026
Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts

at College of Dramatic Arts, Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts, Salaya Subdistrict, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province
9 –11 January 2026

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ffabpi2020, 2026-02-20 03:48:38

บทความวิชาการประกอบผลงานสร้างสรรค์ 2569

บทความวิชาการประกอบผลงานสร้างสรรค์
รายงานสืบเนื่อง การจัดแสดงนิทรรศการผลงานทางทัศนศิลป์ระดับบนานาชาติมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทยของคณะศิลปวิจิตร
Academic Documentation of a Creative Work


International Visual Arts & Designs Exhibition 2026
Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts

at College of Dramatic Arts, Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts, Salaya Subdistrict, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province
9 –11 January 2026

3424. การวิเคราะห์ผลงาน4.1 การวิเคราะห์ผลงานในบริบทอานาปานสติภาวนาผลงานสะท้อนแนวคิดการเจริญอานาปานสติภาวนา ซึ่งเป็นการภาวนาด้วยการรู้ลมหายใจเข้า–ออกอย่างต่อเนื่อง เส้นแนวนอนที่ปรากฏในภาพมีลักษณะเป็นจังหวะของแสงและสีที่ค่อย ๆ เคลื่อนไหลในระนาบแนวนิ่ง แสดงถึงความต่อเนื่องของการหายใจและการดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ พื้นหลังสีดำเข้มเป็นสัญลักษณ์ของความว่างและการปล่อยว่าง ส่วนแถบสีสว่างที่ค่อย ๆ ปรากฏเป็นช่วง ๆ เปรียบเสมือนการตื่นรู้หรือการเกิดขึ้นของสติในขณะที่จิตยังดำรงอยู่ในภาวะสงบ ผลงานนี้ถ่ายทอดสภาวะจิตภาวนาที่ความนิ่งและการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นร่วมกันอย่างสมดุล สะท้อนแก่นของการรู้ลมหายใจที่ไม่เพียงแต่รับรู้ด้วยกาย แต่ด้วยจิตที่ตื่นรู้ในปัจจุบัน4.2 การวิเคราะห์ผลงานในบริบททฤษฎีสัญวิทยาผลงานนี้ใช้เส้นและสีทำหน้าที่เป็นรูปสัญญะ ส่วนความหมายของการหายใจ การตื่นรู้ และความว่างทำหน้าที่เป็น ความหมายสัญญะ การจัดวางเส้นแนวนอนที่มีลำดับเฉดสีตั้งแต่เข้มไปสว่าง สื่อถึงกระบวนการของจิตจากความมืดมนไปสู่การรู้แจ้ง ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์เชิงนัยระหว่างกายและจิตตามแนวทางอานาปานสติซึ่งตามแนวคิดสัญวิทยาของเพิร์ส เส้นสีเหล่านี้สามารถตีความเป็น (1) รูปเสมือนของการไหลเวียนของลมหายใจ (2) ดัชนี (ตัวบ่งชี้) ของพลังชีวิตและการเคลื่อนไหวของจิต และ (3) สัญลักษณ์ของความสงบและความตื่นรู้ในภาวะสมาธิการใช้สีโทนร้อน (เหลืองและแดง) สื่อถึงพลังแห่งชีวิตและการตื่นรู้ ในขณะที่สีโทนเย็น (น้ำเงินและเขียว) สื่อถึงความนิ่ง สงบ และลมหายใจที่ราบเรียบ สัญญะทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเป็น ภาษาภาวนาที่ผู้ชมสามารถตีความได้จากประสบการณ์ภายในของตนเอง4.3 การวิเคราะห์ผลงานในบริบทหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์งานจิตรกรรมนี้ใช้โครงสร้างแบบแนวนอน (Horizontal Composition) ซึ่งให้ความรู้สึกมั่นคง สงบ และต่อเนื่อง อันสอดคล้องกับลักษณะของการหายใจเข้า–ออกอย่างเป็นจังหวะ ความสมดุล (Balance) ปรากฏผ่านการจัดวางเส้นสีในระยะห่างเท่า ๆ กัน ทำให้เกิดความรู้สึกสมมาตรและผ่อนคลาย จังหวะ (Rhythm) เกิดจากการไล่เฉดสีจากมืดไปสว่าง และการสลับของเส้นที่หนา–บาง สื่อถึงจังหวะของลมหายใจที่เป็นธรรมชาติเอกภาพ (Unity) แสดงออกผ่านการใช้โทนสีน้ำเงิน–ดำเป็นพื้นหลัก ทำให้สีอื่น ๆ ที่สว่างกว่าโดดเด่นขึ้นโดยไม่ขัดแย้งกัน ส่วน จุดเด่น (Emphasis) อยู่ที่แถบสีเหลืองและแดงซึ่งอยู่กึ่งกลางภาพ ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของพลังและสติ เหมือนช่วง “ลมหายใจที่ตื่นรู้”ภาพจึงมีความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยโครงสร้างทางสุนทรียะที่ลึกซึ้ง สามารถสื่ออารมณ์สงบและความนิ่งภายใน ซึ่งสอดคล้องกับเจตนาทางจิตภาวนาอย่างสมบูรณ์


3435. สรุป5.1 ผลงานนี้เป็นกรณีศึกษาการบูรณาการศาสตร์ระหว่างศิลปะและอานาปานสติภาวนา แสดงถึงการเชื่อมโยงแนวคิดอานาปานสติภาวนากับภาษาทางศิลปะเชิงนามธรรม ทำให้ศิลปะกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการวิจัยเชิงสหวิทยาการที่รวมศาสตร์ด้านทัศนศิลป์และศาสนาไว้ด้วยกัน5.2 ผลงานนี้เป็นต้นแบบของการสร้างและวิเคราะห์ศิลปะเชิงภาวนา (Contemplative Art) ด้วยการใช้ทฤษฎีสัญวิทยาและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรูป เส้น สี กับสภาวะจิตได้อย่างมีระบบ จึงเป็นแนวทางในการศึกษาศิลปะที่เน้นประสบการณ์ภายในของทั้งผู้เขียนและผู้ชม5.3 ส่งเสริมสุนทรียภาพและการตระหนักรู้ภายในผ่านศิลปะร่วมสมัย ผลงานจิตรกรรมเป็นสื่อช่วยให้ผู้ชมเกิดสมาธิและความสงบจากการรับรู้ทางสายตา ผ่านการใช้เส้น สี และจังหวะที่สื่อถึงลมหายใจและการตื่นรู้ ส่งผลให้ศิลปะไม่เพียงเป็นการมองเห็น แต่เป็นการภาวนาและการตระหนักรู้ในตนเองโดยมีสัญญะของงานจิตรกรรมเป็นสื่อกลางกิตติกรรมประกาศผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ที่ได้ให้การสนับสนุนทุนสร้างสรรค์ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินโครงการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมเรื่อง“สัญญะแห่งอานาปานสติภาวนา (หมายเลข 1)” จนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์อย่างสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนของการศึกษาวิจัย ที่ได้มอบแนวทาง ความรู้ และข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า ทำให้ผู้วิจัยสามารถพัฒนาความเข้าใจทั้งทางด้านแนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการสร้างสรรค์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้ให้กำลังใจ สนับสนุน และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลงานชิ้นนี้ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขออุทิศความสำเร็จของผลงานนี้เป็นพลังแห่งความกตัญญูต่อผู้ให้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ศิลปะ และต่อสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้ทางศิลปะที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งเอกสารอ้างอิงชลูด นิ่มเสมอ. (2559). องค์ประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2555). สัญวิทยา โครงสร้างนิยม หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์.กรุงเทพฯ: วิภาษา.ธีรยุทธ บุญมี. (2551). การปฏิวัติสัญศาสตร์ของโซซูร์ เส้นทางสู่โพสต์โมเดอร์นิสม์. กรุงเทพฯ: วิภาษา.พุทธทาสภิกขุ. (2548). อานาปานสติสมบูรณ์แบบ. กรุงเทพฯ ธรรมสภา.ฟริตจอฟ คาปรา. (2537). เต๋าแห่งฟิสิกส์. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า.โรล็องด์ บาร์ตส์. (2544). มายาคติ. กรุงเทพฯ: คบไฟ.


344สุชาติ เถาทอง. (2562). วิธีคิดทางศิลปะออกแบบขั้นสูง คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ บูรณาการความรู้ใหม่.ชลบุรี: คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.อิทธิพล ตั้งโฉลก. (2550). แนวทางการสอนและสร้างสรรค์จิตรกรรมชั้นสูง. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.Berger, John. (2008). Way of Seeing. London: Penguin Book Ltd.


345ชายผู้ใส่หน้ากาก ขับขี่มอเตอร์ไซด์ ปราบอธรรมA man wearing a mask riders a motorclycle to fight evilสุวดล เกษศิริ, Suvadon Katsiriวิทยาลัยช่างศิลปนครศรีธรรมราช, Nakhon Si Thammarat College of Fine ArtsE-mail: [email protected]บทคัดย่อแรงบันดาลใจจากความทรงจำการอ่านการ์ตูนในวัยเด็ก เรื่องราวของชายที่ใส่หน้ากาก และขับขี่มอเตอร์ไซด์ ต่อสู้กับปีศาจ เพื่อก้าวข้าม 3 สิ่ง ประกอบด้วยต่อสู้เอาชนะตนเอง ก้าวข้ามหรือเหนือกว่าผู้ให้กำเนิดของตัวเองให้ได้เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นข้าพเจ้าสนใจการสร้างเนื้อหาเรื่องราวที่เกิดจากการนำเรื่องราวร่วมสมัย มาสร้างลายเส้นที่เกิดจากปากกา ก่อให้เกิดจังหวะการเคลื่อนไหวในทิศทางของเส้น รูปทรง น้ำหนักและพื้นที่ว่าง อันเกิดจากการกระทบของ ทัศนธาตุ ได้แก่ เส้น สี น้ำหนักอ่อนแก่ ทดลองหาจังหวะอันเหมาะสม จังหวะที่เปลี่ยนแปลงตามเนื้อหาความรู้สึก เป็นสิ่งที่ท้าทาย จึงได้เลือกแนวความคิดดังกล่าวมาเป็นแนวทางศิลปะคำสำคัญ: แรงบันดาลใจ AbstractInspired by childhood memories of reading comics, this story is about a man wearing a mask and riding a motorcycle, who sets out to create experiences to help fellow human beings in various areas, fighting demons that trick humans into committing violence against their fellow human beings.I am interested in creating narrative content that comes from using contemporary stories to create paintings, creating shapes, colors, rhythms, weights, and spaces. Stories arise from experiences and stories in the present moment, expressing content and feelings. It is a challenge, so I have chosen this concept as my artistic guideline.Keywords: Inspiration


3461. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาองค์กรร้ายสร้างการควบคุมมนุษย์ให้เกลียดชังกันเอง ด้วยระบบแอพลิเคชั่นต่าง ๆ ให้มนุษย์หลงใหลใช้โดยการคุณธรรมในการควบคุม สร้างสงครามผ่านสื่อ กระทบกระทั่งจนเป็นเรื่องจริงขึ้นมาเกิดผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์มากมาย ได้มีคนเรียกร้อง ไรเดอร์แมนหายไปไหน ไรเดอร์แมนออกเดินทางเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง แต่ไรเดอร์แมนเพียงคนเดียวจะช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไร จึงตั้งคำถามถึงตัวตนของไรเดอร์แมนอีกครั้งข้าพเจ้าสนใจการสร้างเนื้อหาเรื่องราว ที่เกิดจากการนำเรื่องราวร่วมสมัย มาสร้างงานจิตรกรรม ก่อให้เกิดจังหวะการเคลื่อนไหวในทิศทางของเส้น รูปทรง น้ำหนักและพื้นที่ว่าง อันเกิดจากการกระทบของทัศนธาตุได้แก่ เส้น สี น้ำหนักอ่อนแก่ ทดลองหาจังหวะอันเหมาะสม จังหวะที่เปลี่ยนแปลงตามเนื้อหาความรู้สึก เป็นสิ่งที่ท้าทาย จึงได้เลือกแนวความคิดดังกล่าวมาเป็นแนวทางศิลปะ2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องข้าพเจ้าใช้ทัศนธาตุทางศิลปะ เป็นส่วนสำคัญของการแสดงออกของผลงานสร้างสรรค์ชุดนี้ เช่น เส้น สี พื้นที่ว่าง รูปทรง1. เส้น ในผลงานข้าพเจ้า โดยใช้การระบายสีประสานกันจนเกิดการทับซ้อนของสี จนเกิดน้ำหนักที่ตัดกันมีน้ำหนักอ่อนแก่ในตัวเอง เส้นมีขนาดที่มีน้ำหนักแตกต่างกันและมีสีที่ต่างกันด้วย เส้นของข้าพเจ้ามี 2 ประเภท คือ เส้นรอบนอกที่กำหนดขอบเขตรูปทรง บางส่วนของเส้นจะละลายหายไปในพื้นที่ว่าง เส้นทำหน้าที่เคลื่อนไหวภายในผลงาน 2. พื้นที่ว่างในผลงานข้าพเจ้าเป็นพื้นที่ว่าง 3 มิติ (Three dimention space) เกิดจากการสร้างพื้นที่ว่างเป็นฉากหลังของรูปทรง ข้าพเจ้าให้ความสำคัญกับมิติทางด้านกว้างและทางด้านลึก3. รูปทรง ทำหน้าที่บอกเล่าเนื้อหา เรื่องราวของภาพ ควบคุมสี เส้น หากเอารูปทรงออก สีจะตัดกัน (Contrast) กับพื้นที่ว่างมากเกินไป บางส่วนของเส้นและสีถูกรูปทรงลดไม่ให้แรงมากเกินไป รูปทรงเป็นรูปทรงผสมผสานทั้งรูปทรงเราขาคณิต รูปทรงอินทรียรูปและรูปทรงอิสระ ในสัดส่วนที่แตกต่างกันตามขอบเขตเนื้อหาของภาพ ผลของรูปทรงทำให้เกิดน้ำหนักอ่อนแก่ในบางส่วน ทำให้พื้นที่ว่างมีสีที่สดแต่ไม่เด่นจนเกินไป และเป็นส่วนที่ควบคุมพื้นที่ว่างให้เกิดบรรยากาศ4. สี ข้าพเจ้าใช้สีในวรรณะร้อน (warm tone) บางชิ้นมีสีวรรณะเย็น (cool tone) ประสมประสานในอัตราส่วน 80:20 หรือ 50:50


3473. กระบวนการในการสร้างสรรค์กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานของข้าพเจ้าในเบื้องต้น ข้าพเจ้าใช้การสร้างสรรค์ผลงานโดยการค้นหาข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ทั้งสื่อดิจิตอลและหนังสือรวมรูปภาพ ที่ข้าพเจ้าต้องการนำมาสร้างเนื้อหาเรื่องราว การร่างภาพใช้การร่างภาพโดยรวมแล้วจึงเพิ่มรายละเอียดของรูปทรง ใช้การระบายสีให้การทับซ้อน สีจนเกิดรูปทรงขึ้น ตามอารมณ์ความรู้สึก (Expression painting) ในขณะนั้น จนเมื่อเสร็จกระบวนการ ข้าพเจ้าจึงควบคุมองค์ประกอบของภาพและเรื่องราวเพียงเล็กน้อยเพื่อหาความเป็นเอกภาพให้กับผลงานสร้างสรรค์ ต่อมาพบปัญหาการพัฒนาผลงาน เนื่องจากขาดเรื่องราวที่น่าสนใจกระทบกับเรื่องราวร่วมสมัย ข้าพเจ้าจึงกลับไปศึกษาข้อมูลให้มีเนื้อหาเป็นปัจจุบัน และรูปแบบผลงานรายละเอียดการเขียนภาพจากต้นฉบับผลงานของ อาจาร์ยอิชิโมริ โชทาโร่และรูปแบบการเขียนภาพการ์ตูนในปัจจุบันอีกครั้ง โดยชุดผลงานนี้ใช้ลักษณะเส้นที่ประสานกันก่อให้เกิด สี รูปทรง เกิดเนื้อหา เรื่องราวที่ร่วมสมัย เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน มาพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ชุดนี้ภาพที่ 1 แสดงแหล่งข้อมูลจากหนังสือ Kamenrider Spirit CHapter 6 Memories of a right armที่มา: https://www.Kamen Rider WiKi - Fandom


348ภาพที่ 2 แสดงแหล่งข้อมูลจากหนังสือMasked Rider Spiritsเขียนใหม่ตั้งแต่ปี 2001จนถึงปัจจุบันผลงานของเคนอิจิ มูราเอดะ ที่มา : https://halcyonrealms.com/film/kamen-rider-spirits-art-book-review/ ภาพที่ 3 แสดงภาพผลงานชิ้นแรกที่ใช้แรงบันดาลใจจากแหล่งข้อมูล นำมาสร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิคจิตรกรรมที่มา: ผู้สร้างสรรค์


349 ภาพที่ 4 แสดงภาพผลงานที่ใช้แรงบันดาลใจจากแหล่งข้อมูล เน้นความสำคัญในเนื้อหาเรื่องราวปัจจุบัน พัฒนารูปแบบความคิดร่วมสมัย พัฒนาผลงานด้วยเทคนิคและรูปแบบต่อเนื่องที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3504. การวิเคราะห์ผลงานผลงานสร้างสรรค์ชุดนี้ สร้างสรรค์ผลงานรูปแบบการใช้ผลงานจิตรกรรม โดยได้แรงบันดาลใจจากผลงานการ์ตูนของ อิชิโมริ โชทาโร่และเคนอิจิ มูราเอดะ โดยใช้ทัศนธาตุทางศิลปะเช่น เส้น สี รูปทรง มาสร้างสรรค์ผลงาน สร้างให้เกิดสุนทรียภาพทางศิลปะอย่างเป็นเอกภาพ และมีเนื้อหาที่เป็นปัจจุบัน5. สรุปในการสร้างสรรค์ผลงานของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าพัฒนาทั้งเทคนิคและแนวความคิดเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจากผลงานวาดเส้นเป็นการใช้เทคนิคจิตรกรรมระบายสีเรียบ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ระบายสีที่ตัดกันเป็นระดับน้ำหนักก่อให้เกิด สี พื้นที่ว่างและรูปทรงที่สร้างผลกระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึก มีเนื้อหาที่ร่วมสมัย เข้าร่วมกับเหตุการ์ณที่เกิดในปัจจุบันเช่นสงครามไทย กัมพูชา ที่มาในรูปแบบเทคโนโลยีล้ำสมัย การปลุกระดมที่ขาดคุณธรรม เพียงหวังช่วยกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในการร่วมเปลี่ยนแปลงสิ่งชั่วร้ายและช่วยเหลือผู้คนด้วยเหตุนี้ผลงานสร้างสรรค์ข้าพเจ้าชุดนี้จึงสำเร็จลุล่วงส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกทางด้านความงามของทัศนธาตุและเนื้อหาเรื่องราวตามที่ประสงค์ไว้ อารมณ์ความรู้สึกในผลงานเกิดจากได้แก่รูปทรงที่เกิดจากจังหวะของเส้นสีที่ประสาน ทับซ้อน ให้ความรู้สึกต่อเนื้อหา สีในพื้นที่ว่าง และบรรยากาศอันเกิดจากเอกภาพของทัศนธาตุเอกสารอ้างอิงกำจร สุนพงษ์ศรี. (2554). สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์.ชลูด นิ่มเสมอ. (2541). องค์ประกอบของศิลปะ. สำนักพิมพ์อัมรินทร์ศิลป์ พีระศิลป์. (2512). ประวัติศาสตร์ศิลปะและแบบอย่างศิลปะโดยสังเขป. กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพิมพ์https://m.se-ed.com


351สรีระแห่งความงาม : ซ่อนรูป 4Body of beauty : Connotative meaning in mind 4หนึ่งฤทัย ยิ้มประเสริฐ, Neungruthai Yimprasertคณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, Faculty of Fine Arts. : Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts.E-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานสร้างสรรค์ชุด “สรีระแห่งความงาม : ซ่อนรูป” เป็นการสร้างสรรค์งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการสร้างสรรค์มาแล้วจำนวน 4 ผลงาน ภายใต้แนวความคิดเดียวกันคือ การสร้างผลงานศิลปะไทยร่วมสมัย ที่มีการนำศิลปะไทยแบบประเพณีมาประยุกต์ใช้ด้วยการออกแบบและจัดวางองค์ประกอบใหม่ โดยแสดงออกถึงความประทับใจในความเป็นแม่และความสง่างามภายใต้รูปลักษณ์ของของหญิงตั้งครรภ์ตามจินตนาการ ที่สอดแทรกความรู้สึกหลากหลายไว้ภายในผลงานสร้างสรรค์ผสมผสานเทคนิคการวาดเส้น การฉลุกระดาษ การประคบลาย การปะติด เพื่อแสดงให้เห็นมิติที่มีการทับซ้อนกัน โดยผลการศึกษาจากกระบวนการสร้างสรรค์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้เกิดทักษะความชำนาญทางด้านเทคนิค การนำปัญหามาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงพัฒนาทางด้านรูปแบบ การจัดองค์ประกอบศิลป์และเทคนิคในการสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความลงตัวตามแนวคิดและอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการนำเสนอคำสำคัญ: สรีระ, หญิงตั้งครรภ์, ศิลปะไทยประยุกต์AbstractThe creative art series titled “Body of beauty : Connotative meaning in mind” represents an ongoing body of work, currently comprising four distinct pieces. Unified by a central concept, these works characterize contemporary Thai art by adapting traditional Thai artistic elements through a process of redesign and re-composition. The series expresses an impression of motherhood and the elegance inherent in the form of a pregnant woman, portrayed through imagination to embed diverse underlying emotions.Technically, the artworks integrate drawing, paper cutting, stenciling, and collage to reveal overlapping dimensions. The study of this continuous creative process has resulted in the development of technical proficiency. Furthermore, the analysis of problems encountered during creation has led to improvements in form, artistic composition, and


352technique. This ensures a harmonious outcome that aligns with the concepts and emotional depth the artist intends to convey.Keywords: Body,Pregnant woman, Applied Thai Arts1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาสายใยของผู้เป็นมารดาเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่มีการปฏิสนธิ สิ่งที่อยู่ทั้งภายนอกและภายในมีการปรับเปลี่ยนรูปร่างรูปทรงและระบบการทำงานบางส่วนเพื่อรองรับทารกภายในครรภ์โดยเฉพาะหน้าอก มดลูก สายสะดือและช่องคลอดของมารดาซึ่งเป็นระบบที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต ภายในครรภ์จึงเปรียบได้กับกระถางดินสำหรับเพาะชำเมล็ดพันธุ์ที่รอวันเจริญเติบโต แร่ธาตุสารอาหารต่าง ๆ ภายในดินที่ได้รับจากการดูแลเอาใจใส่ รดน้ำ พรวนดิน ใสปุ๋ยนั้น ถูกดูดซึมออกไปจากดินในอย่างต่อเนื่อง นับได้ว่าหญิงตั้งครรภ์นั้นเป็นผู้ที่มีความเสียสละทางด้านร่างกายที่ส่งผลกระทบกับสภาวะทางด้านอารมณ์อีกด้วยจากความสำคัญดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงสร้างสรรค์ผลงาน โดยแสดงถึงความประทับใจในความเสียสละของผู้เป็นมารดา ภายใต้สรีระของหญิงตั้งครรภ์ที่ผู้คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นรูปลักษณ์ที่มิได้สวยงามสมบูรณ์แบบ ภายในผลงานมีการออกแบบลวดลายต่างๆที่มีความอ้อนช้อย ในรูปแบบของศิลปะไทยประยุกต์ เข้ามาผสมผสานกับรูปทรงของหญิงตั้งครรภ์ตามจินตนาการ ในอิริยาบถที่แสดงออกถึงความผ่อนคลาย ความอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว 2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมีการใช้ทฤษฎีตามหลักการการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ดังนี้จังหวะ (Rhythm) จังหวะเป็นหลักการหนึ่งของการออกแบบซึ่งมีพื้นฐานมาจากการซ้ำกัน (Repetition) จังหวะเป็นการนำเอาส่วนประกอบของการออกแบบรวมเข้าไว้ด้วยกัน-จังหวะที่ซ้ำกัน (Repetition Rhythm) คือ วิธีการเน้นอย่างหนึ่งที่ต้องการให้เห็นชัดเจน โดยใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง มาจัดวางลงในกรอบพื้นที่มากกว่าหนึ่งครั้ง โดยมีระยะเคียงเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ การสร้างภาพให้ดูกลมกลืน และเป็นจังหวะ ถ้าหน่วยของรูปทรงมีขนาดใหญ่ และใช้จำนวนน้อย งานออกแบบจะดูง่าย ท้าทาย แต่ถ้าใช้รูปทรงเล็กจำนวนมาก จะให้ความรู้สึกเป็นผิวสัมผัสการซ้ำด้วยรูปร่าง (Shape) การซ้ำด้วยสี (Color) การซ้ำด้วยทิศทาง (Direction)-จังหวะที่สลับกัน (Alternation Rhythm) คือจังหวะของสองสิ่ง หรือมากกว่าซึ่งสลับกันไปมาเป็นช่วง ๆ เป็นลักษณะที่ทำให้ไม่เห็นการซ้ำเด่นชัดมากเกินไป ทำให้มีลักษณะแปลกออกไปอีกแบบหนึ่ง การสังเกตในการมองหาการสลับที่เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมตรงหน้าที่อาจจะมีจังหวะที่น่าสนใจซ่อนอยู่-จังหวะที่ต่อเนื่องกัน (Continuous Rhythm) คือการจัดช่วงจังหวะให้มีความต่อเนื่องกัน จังหวะแบบนี้มักจะมีการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงไปเรื่อย ๆ โดยมีสี ค่าน้ำหนักของสี หรือพื้นผิวเป็นตัวแปร


353การเปลี่ยนแปร (Variation) คือ การเพิ่มความขัดแย้งลงในหน่วยที่ซ้ำกัน การเปลี่ยนแปรมี 4 ลักษณะ คือ 1. การเปลี่ยนแปรของรูปลักษณะ 2. การเปลี่ยนแปรของขนาด 3. การเปลี่ยนแปรของทิศทาง 4. การเปลี่ยนแปรของจังหวะ การเปลี่ยนแปรรูปลักษณะจะต้องรักษาคุณลักษณะของการซ้ำไว้ ถ้ารูปมีการเปลี่ยน แปรไปมาก การซ้ำก็จะหมดไป กลายเป็นการขัดแย้งเข้ามาแทน และ ถ้าหน่วยหนึ่งมีการ เปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็ว มีความแตกต่างจากหน่วยอื่น ๆ มาก จะกลายเป็นความเป็นเด่นเป็นการสร้างเอกภาพด้วยความขัดแย้ง3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้เป็นผลงานศิลปะไทยร่วมสมัย โดยใช้เทคนิคผสม (การวาดเส้น+การฉลุกระดาษ +การประคบลาย+การปะติด) มีขั้นตอนและกระบวนการในการสร้างสรรค์ดังนี้อุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างสรรค์ - กระดาษสำหรับร่างภาพ – ดินสอ - ยางลบ – กระดาษสาไทย(หนา) -คัตเตอร์ - มีดสำหรับฉลุ - แผ่นรองตัด - แผ่นใส - พู่กัน -กาวอเนกประสงค์ - สีอะคลิลิค - แผ่นใส ขั้นตอนการสร้างแบบร่าง 1. เมื่อกำหนดแนวความคิดและรูปทรงได้แล้ว จึงใช้ดินสอออกแบบภาพร่างตามจินตนาการ 2. เพื่อหาความเป็นไปได้ในการจัดวางองค์ประกอบภาพ จึงมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในการจัดวางรูปร่างรูปทรงให้เห็นในมุมมองที่มีความหลากหลาย เพื่อหาองค์ประกอบที่เหมาะสม 3. คัดลอกแบบลงบนกระดาษสาไทย ส่วนที่ 1 (แผ่นบน) เพื่อทำการฉลุตามลวดลายที่ออกแบบไว้และฉลุแผ่นใสประคบลายทองปะติดทับด้านบนในบริเวณที่ต้องการทำให้เกิดจุดเด่น 4. สร้างน้ำหนักและพื้นผิวลงบนกระดาษสาไทย ส่วนที่ 2 (แผ่นล่าง) ด้วยการตัดแผ่นใสตามลายที่กำหนดแล้วประคบลายทอง จากนั้นเอาแผ่นใสมาจัดวางตามตำแหน่งที่ต้องการ แล้วยึดติดด้วยกาวอเนกประสงค์5. ผนึกกระดาษทั้ง 2 ส่วนเข้าด้วยกัน เก็บรายละเอียดโดยใช้ดินสอแรเงารูปทรงเพื่อสร้างมิติภาพ 6. นำแผ่นใสที่ประคบลายทองอีกส่วนที่แยกเอาไว้ ติดลงบนกระดาษสาไทย (ส่วนที่ 1 แผ่นบน) ให้เป็นระยะหน้าสุดของภาพภาพที่ 1 ขั้นตอนการร่างและการออกแบบที่มา: ผู้สร้างสรรค์


354 กระบวนการสร้างสรรค์บนกระดาษสาไทย ส่วนที่ 1 (แผ่นบน)ภาพที่ 2 ขั้นตอนการฉลุลวดลายลงบนกระดาษสาไทย ส่วนที่ 1 (แผ่นบน)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 3 ขั้นตอนการทำพื้นผิวลงบนกระดาษสาไทย ส่วนที่ 1 (แผ่นบน)รายละเอียดส่วนย่อยออกแบบเพิ่มเติมจากแบบร่างเดิม โดยคัดลอกแบบลงบนแผ่นใส-ฉลุลาย-ประคบลายทอง แล้วจึงนำไปปะติดในส่วนที่ต้องการที่มา: ผู้สร้างสรรค์


355 กระบวนการสร้างสรรค์บนกระดาษสาไทย ส่วนที่ 2 (แผ่นล่าง)ภาพที่ 4 ขั้นตอนการฉลุลายลงบนแผ่นใสและประคบลายทอง ส่วนที่ 2 (แผ่นล่าง)สร้างพื้นผิวด้วยสีอะคลืลิคบนแม่พิมพ์แผ่นใสมาแล้วติดลงในตำแหน่งที่ต้องการที่มา: ผู้สร้างสรรค์ ภาพที่ 5 ขั้นตอนการเก็บรายละเอียดผลงานรายละเอียด เมื่อประกบกระดาษทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันแล้วจึงใช้ดินสอแรเงาเพื่อคัดน้ำหนักของรูปทรงที่มา: ผู้สร้างสรรค์


356ภาพที่ 6 ภาพผลงาน “สรีระแห่งความงาม : ซ่อนรูป 4” ที่เสร็จสมบูรณ์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 7 ภาพรายละเอียดผลงานบางส่วนที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3574. การวิเคราะห์ผลงานการวิเคราะห์ผลงานตามหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ภาพผลงานแสดงความเป็นเด่นทางด้านรูปทรงเป็นหลัก มีการวางจัดวางองค์ประกอบโดยใช้จังหวะของช่องไฟที่เป็นลวดลายและพื้นที่ว่าง ใช้การซ้ำลวดลายศิลปะไทยประยุกต์ ด้วยหลักการเปลี่ยนแปรของขนาดทิศทาง และการตัดทอนรูปทรงให้มีความเหมาะสม มีการผสมผสานกันทางด้านเทคนิค (การวาดเส้น+การฉลุกระดาษ +การประคบลาย+การปะติด) เพื่อสร้างค่าน้ำหนัก ระยะ และแสดงมิติให้กับผลงาน ซึ่งผลงานยังแสดงถึงความขัดแย้งของพื้นผิวที่ปรากฏ อาทิเช่น ความด้านและความไม่เรียบของกระดาษสาไทย ความมันเงาและการสะท้อนของแสงของแผ่นใสที่ถูกเคลือบด้วยสีทองอีกชั้นความคิดและอารมณ์ของผลงานสร้างสรรค์ที่ต้องการสื่อสารคือ การแสดงออกถึงความสง่างามของหญิงตั้งครรภ์ ภายใต้บริบทที่ต้องแบกรับความกดดันจากปัจจัยต่างๆระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นความสวยงามภายในที่อาจถูกผู้อื่นมองข้ามไป ผลงานสอดแทรกไปด้วยมิติทางด้านอารมณ์ที่หลากหลายอาทิเช่น ความอ่อนโยน ความแข็งแกร่ง ความหวัง ความวิตกกังวล ซึ่งเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดระหว่างการตั้งครรภ์ 5. สรุปเนื่องจากผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์งานชุด “สรีระแห่งความงาม : ซ่อนรูป” ซึ่งดำเนินการออกแบบสร้างสรรค์มาแล้วจำนวน 4 ผลงาน ผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการสร้างสรรค์สรรค์จึงเป็นการทดลองทางด้านเทคนิคที่ผ่านกระบวนการทำซ้ำ เพื่อสร้างประสบการณ์และความชำนาญ โดยมีการปรับเปลี่ยนการจัดวางองค์ประกอบของรูปร่างรูปทรงรูปและลวดลายในรูปแบบใหม่ ด้วยการนำมาศิลปะไทยแบบประเพณีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นความงามที่มีความร่วมสมัย ซึ่งประสบการณ์ที่เกิดจากกระบวนทดลองนั้น ได้นำมาสู่กระบวนการวิเคราะห์องค์ความรู้เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือ พัฒนารูปแบบการสร้างสรรค์ และพัฒนาแนวความคิดให้มีความเหมาะสมลงตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ผุ้สร้างสรรค์ยังสามารถนำเอาผลลัพธ์จากกระบวนการสร้างสรรค์บางส่วน ไปใช้ประโยชน์ทางด้านการศึกษาสำหรับพัฒนาผู้เรียน ในส่วนของการประยุกต์ใช้เพื่อการสร้างสรรค์ได้อีกด้วยเอกสารอ้างอิงสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. หลักการออกแบบ. Retrieved fromhttp://ideazign.com/port/graphic/content0303_01.htmChaichan Chaicharoen. (2558). การซ้ำ (Repetition). Retrieved from https://chaichanbbcit58.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%B3-repetition/


358กระบวนการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์กับบริบทของเมืองประวัติศาสตร์The process of designing public spaces that symbolically connect with the context of the historical cityอันนาลิน สังข์ศิริ, Unnalin Sangsiriสาขาวิชาออกแบบตกแต่งภายใน คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์Interior Design Department, Faculty of Fine Arts, Bunditpattanasilpa Institute of Fine ArtsE-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานสร้างสรรค์ในหัวข้อกระบวนการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์กับบริบทของเมืองประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นการทำการทดลองออกแบบสถาปัตยกรรมที่มุ่งเน้นการออกแบบเชิงแนวคิด โดยอิงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยแบบบูรณาการของเมืองโบราณประวัติศาสตร์คือ “เวียงเจ็ดลิน” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เชิงเขาดอยสุเทพ พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พื้นที่สวนรุกขชาติห้วยแก้ว และถนนห้วยแก้ว ยาวจรดถึงพื้นที่อ่างเก็บน้ำอ่างแก้วภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้กรอบแนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกลมกลืนเชื่อมโยงกับชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางในการออกแบบสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมในพื้นที่เกาะแขกเพื่อให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่ควบคู่ไปกับการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนตามอัธยาศัยและออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตามนโยบายและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ให้ตระหนักถึงอัตลักษณ์และคุณค่าทางสังคมคำสำคัญ: การออกแบบพื้นที่สาธารณะ, สถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น, เวียงเจ็ดลิน, การออกแบบเพื่อคนทั้งมวลAbstractThe process of designing public spaces that symbolically connect with the context of the historical city, based on the comprehensive buildings of historical ancient city of \"Wiang Chet Lin\", Located at the foothills of Doi Suthep Mountain, within the Rajamangala University of Technology Lanna campus, Huay Kaew Arboretum, and Huay Kaew Road, extending to the Ang Kaew Reservoir within Chiang Mai University, the project utilizes a conceptual design framework that emphasizes


359contextual and environmental analysis to ensure a harmonious and integrated community. The project aims to present architectural and environmental design guidelines for Koh Khaek, enabling students and the general public to learn about Chiang Mai's historical landmarks, while also utilizing public spaces for leisure and exercise. Furthermore, the project aims to improve the landscape within Chiang Mai University, in line with Chiang Mai's tourism policy and promote awareness of its identity and social values. Keywords: Public spaces Design, Tropical Architecture, Wiang Chet Lin, Universal Design1. ที่มาและความสำคัญของปัญหาเพื่อให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ควบคู่ไปกับการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนตามอัธยาศัยเป็นที่มาของการสร้างสรรค์ผลงานในครั้งนี้ โดยทำการทดลองออกแบบสถาปัตยกรรมที่มุ่งเน้นการออกแบบเชิงแนวคิดโดยอิงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยแบบบูรณาการคือ เวียงเจ็ดลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการพัฒนาพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคำว่า “เจ็ดลิน” คือเมืองประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1954) ราวพุทธศตวรรษที่ 20 เพื่อใช้เป็นป้อมปราการและที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ผังเมืองมีลักษณะเป็นวงกลมที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 900 เมตร ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ลุ่มเชิงภูเขาที่รองรับลำห้วยที่ไหลลงมาตามแนวร่องของภูเขา 7 สาย ก่อนไหลลงสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ ปัจจัยสำคัญในการออกแบบสถาปัตยกรรมคือการสำรวจบริบทและสภาพแวดล้อมโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับชุมชน และพัฒนาสภาพแวดล้อมบริเวณเกาะกลางอ่างแก้วให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงการเดินเท้าจากประตูทางเข้าหลักของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บริเวณถนนห้วยแก้ว เชื่อมต่อมายังประตูทางเข้าด้านหลังของสวนรุกขชาติห้วยแก้วอย่างมีความกลมกลืนและยั่งยืนด้วยกลุ่มอาคารขนาดเล็ก พื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 500 ตารางเมตรภาพที่1 การวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมเวียงเจ็ดลินที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)


360การสำรวจสภาพแวดล้อม “อ่างแก้ว” เป็นอ่างเก็บน้ำขนาด 400,000 ลบ.ม. ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีทิวทัศน์สวยงามมองเห็นดอยสุเทพเป็นฉากหลัง บรรยากาศรอบอ่างเก็บน้ำร่มรื่น มีเส้นทางสำหรับเดินหรือวิ่งออกกำลังกาย และเป็นที่นิยมในการมาถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ อ่างแก้วยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับพรรณไม้ในปี พ.ศ. 2563 กองอาคารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ริเริ่มโครงการฐานข้อมูลพรรณไม้ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยมีการบันทึกข้อมูลต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่มหาวิทยาลัย และตำแหน่งของต้นไม้ทุกต้น ข้อมูลเหล่านี้ประชาชนทั่วไปสามารถสแกน QR Code บนป้ายที่ติดอยู่บนต้นไม้เพื่อดูรายละเอียดของต้นไม้นั้นได้ทันที ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบอ่างแก้วให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น การติดตั้งเก้าอี้นั่งตามจุดชมวิว ตลอดจนการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ให้มีความสวยงามพร้อมกับให้ความสำคัญกับระบบนิเวศของสัตว์ในพื้นที่ ทำให้อ่างแก้วยังคงเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมและเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่สำหรับทั้งนักศึกษา บุคลากร และนักท่องเที่ยว ภาพที่2 การสำรวจสภาพแวดล้อมโครงการที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)ภาพที่3 การสำรวจสภาพแวดล้อมโครงการที่มา: สืบค้นจาก http://www.google.com (ตุลาคม 2568)


3612. แนวคิดในการสร้างสรรค์แนวคิดในการสร้างสรรค์ มุ่งเน้นการวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกลมกลืนและเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 1) เส้นทางเดินเท้าและวิ่งออกกำลังกาย โค้งยาวตลอดริมอ่างเก็บน้ำผ่านที่โล่งสลับต้นไม้ใหญ่ 2) จุดชมวิวตลอดริมฝั่งอ่างเก็บน้ำ และ 3) แลนด์มาร์ค ได้แก่ สะพานเหล็กฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ต้นจามจุรีใหญ่ และร้านกาแฟที่มีจุดนั่งพักผ่อนมีมุมมองทัศนียภาพที่สวยงาม (ภาพที่ 4) จากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานพื้นที่พบว่า ผู้ใช้โครงการหลักคือกลุ่มนักศึกษาและนักท่องเที่ยวทั่วไป นิยมเข้าใช้งานพื้นที่ในช่วงเวลาประมาณ 15.30-20.30 น. กลุ่มคนมีความหนาแน่นสูงบริเวณลานสังคีตและร้านกาแฟ (ร้อยละ 40) จุดรอรถบัสไฟฟ้า (ร้อยละ 25) จุดชมวิวตลอดริมฝั่งอ่างเก็บน้ำ (ร้อยละ 20) เส้นทางเดินเท้าและวิ่งออกกำลังกาย (ร้อยละ 8) และบริเวณเกาะแขกซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการ (ร้อยละ 5) ตามลำดับ (ภาพที่ 5) พื้นที่สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจะช่วยดึงดูดกลุ่มคนให้เข้ามาใช้งานพื้นที่ในเกาะแขกมากยิ่งขึ้นภาพที่4 การวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมโครงการที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)ภาพที่5 การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)


362จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเพื่อการออกแบบผัง ได้กำหนดองค์ประกอบภายในโครงการไว้ ดังนี้ 1) พื้นที่มุมมองเปิดว้าง ประกอบด้วย 1.1) พื้นที่นิทรรศการ (Exhibition Area and Out Door Pavilion) 1.2) ห้องบริการสื่อมัลติมีเดียและแกลอรี่ (Multimedia Presentation and Gallery) 1.3) พื้นที่ทำงานและห้องประชุมขนาดเล็ก (Co-Working and Meeting Space) และ พื้นที่อเนกประสงค์ (Multipurpose) 2) พื้นที่เข้าถึงง่ายประกอบด้วย 2.1) ศูนย์ข้อมูลเวียงเจ็ดลิน (Wiang Chet Lin Learning and Information Center) 2.2)สำนักงาน (Administrative Office) 2.3) พื้นที่พักคอย (Reception and Waiting Area 2.4) ร้านจำหน่ายหนังสือและสินค้าของที่ระลึก (Book Museum Shop) 2.5)ร้านอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) 2.6) ห้องน้ำ (Public and Staffs Toilets) (ภาพที่ 6) การออกแบบวางผังโครงการและการวิเคราะห์สรุป Zoning และ Elements ได้นำเอกลักษณ์ของการออกแบบสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้นมาใช้คือ การสร้างพื้นที่โปร่งโล่งด้วยเส้นสายการออกแบบที่เรียบง่าย คำนึงถึงมุมมองที่ดี และเคารพในบริบทธรรมชาติและต้นไม้เดิมในพื้นที่ โดยการสร้างกลุ่มอาคารขนาดเล็กสื่อถึงความความอ่อนน้อมถ่อมตน รูปแบบการจัดวางอาคารกระจายตัวโอบล้อมพื้นที่ว่างรูปทรงวงกลมสื่อถึงความหมายในเชิงสัญลักษณ์ของผังเมืองเวียงเจ็ดลิน การปิดล้อมของกลุ่มอาคารในองศาที่แตกต่างกันคำนึงถึงการเปิดรับมุมมองทัศนียภาพของอ่างแก้วในระดับสายตามนุษย์ได้ทั้งโครงการ และทำให้เกิดระบบความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกอาคารในหลายมิติ(ภาพที่ 7, 8, 9 และ 10)ภาพที่6 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเพื่อการออกแบบผังที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)


363ภาพที่7 การออกแบบวางผังโครงการที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)ภาพที่8 การวิเคราะห์สรุป Zoning และ Elements ที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)3. กระบวนการในการสร้างสรรค์กระบวนการในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้สามารถสรุปได้ ดังนี้1) การศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการออกแบบ 2) การวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมเวียงเจ็ดลิน 3) การลงพื้นที่สำรวจสภาพแวดล้อมโครงการ 4) การวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมโครงการ 5) การลงพื้นที่สำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ 6) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเพื่อการออกแบบผัง 7) การกำหนดแนวคิดในการ


364ออกแบบและองค์ประกอบภายในโครงการ 8) การออกแบบวางผังโครงการ 9) การออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในโครงการ 10) การจัดทำรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมในรูปแบบ Sketch Design Project โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และ 11) การวิเคราะห์สรุปผลงานการสร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานกระบวนการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์กับบริบทของเมืองประวัติศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์หลักคือ 1) เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่คือ “เวียงเจ็ดลิน” ควบคู่ไปกับการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนตามอัธยาศัยและออกกำลังกาย 2) การพัฒนาสภาพแวดล้อมบริเวณเกาะแขกอ่างเก็บน้ำอ่างแก้วตามนโยบายมหาวิทยาลัย 3) การสร้างพื้นที่สาธารณะภายในมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างมีความกลมกลืนและยั่งยืนโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับชุมชน ภาพที่9 ผลงานการออกแบบพื้นที่สาธารณะตามแนวคิดที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)


365ภาพที่10 ผลงานการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในโครงการที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)5. สรุปการสร้างสรรค์ผลงานกระบวนการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์กับบริบทของเมืองประวัติศาสตร์ในครั้งนี้เป็นการนำเสนอแนวคิดและแนวทางในการออกแบบวางผังพื้นที่สาธารณะพัฒนาสภาพแวดล้อมบริเวณเกาะแขก อ่างเก็บน้ำอ่างแก้วเพื่อส่งเสริมพื้นที่ของการเรียนรู้ร่วมกันภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย และส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ของประวัติศาสตร์เวียงเจ็ดลินและชุมชนโดยรอบ ทั้งนี้ ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมในการออกแบบสถาปัตยกรรมควรมีการพิจารณาเพิ่มเติม 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความปลอดภัยทางวิศวกรรม โครงสร้างสะพานหรือทางยกระดับในเส้นทางเดินเท้าหรือเส้นทางออกกำลังกายที่ต้องมีการวางโครงสร้างในพื้นที่อ่างเก็บกักน้ำ ได้แก่ กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ.2550 2) ด้านความเท่าเทียมและเป็นสากล ได้แก่ หลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) ในการกำหนดกายภาพพื้นที่ ทั้งพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารและเส้นทางเดินเท้าและออกกำลังกายตลอดทั้งเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับประชาชนทุกเพศวัย และ 3) ด้านการส่งเสริมอัตลักษณ์และคุณค่าทางสังคม ได้แก่ การเลือกใช้โครงสร้างและวัสดุตกแต่งอาคารที่ช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ของเวียงเจ็ดลิน ความเป็นล้านนา และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาพที่ 11)


366ภาพที่11 การวิเคราะห์วัสดุตกแต่งอาคารที่ส่งเสริมอัตลักษณ์และคุณค่าทางสังคมที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2568)เอกสารอ้างอิงคู่มือท่องเที่ยว (สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ 2568). อ่างแก้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อัพเดตเดือนต.ค.).https://th.trip.com/moments/poi-angkaew-reservoir เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568. สงวน โชติสุขรัตน. (2514). นําเที่ยวเชียงใหม-ลําพูน. กรุงเทพฯ: รุงเรืองการพิมพ, รายงานการขุดคนทาง โบราณคดีเวียงเจ็ดลินภายใตโครงการอนุรักษและพัฒนาเมืองประวัติศาสตรเชียงใหม่. จังหวัดเชียงใหม.สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ (2561). คู่มือสถาปตยกรรมทองถิ่นจังหวัดเชียงใหมและจังหวัดลําพูน. แขวงพญาไท เขตพญาไท. กรุงเทพมหานคร.สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2555). การปรับตัวของสถาปัตยกรรมไทยใน สภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น. กรุงเทพฯ: สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.อ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://google.com เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568.Avinash Bhargava and Kevin Nute. (2012). Tropical Sustainable Architecture. London, England.Center for Universal Design. (1997). The Principles of Universal Design. North Carolina State University.SDGS CMU (Sustainable Development Goals: SDGs). (2568). การปรับปรุงภูมิทัศน์อ่างแก้วและฐานข้อมูลพรรณไม้ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่https://sdgs.cmu.ac.th เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568.Williams, E. (2021). Climate and culture in architectural design: A tropical perspective. Springer


367ประติกรรมเครื่องปั้นดินเผาชุด “ความรู้สึกถึงความจริงที่ไม่มีอยู่จริง”The pottery sculptures based on the concept \"An Illusion into the perception of – existent Reality\"อำนวย นวลอนงค์, Amnuay Nualanong104/9 หมู่ 6 ตำบลทอนหงส์ อำเภอพรหมคีรี80320,104/9 moo 6 Thonhong, Promkiri district, Nakhon Si Thammarat 80320, ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่อการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมเครื่องเคลือบดินเผาชุด “ความรู้สึกถึงความจริงที่ไม่มีอยู่จริง” มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดสะท้อนสัจธรรมพื้นฐานของการดำรงอยู่ นั่นคือ ความจริงที่มนุษย์รับรู้มิได้มีลักษณะมั่นคง หากเป็นสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามเวลา มุมมอง และปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน สิ่งที่ปรากฏในขณะหนึ่งอาจไม่คงรูปเดิมในขณะถัดไป สิ่งตรงหน้านั้นคือความจริงทั้งหมด แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านไป สิ่งที่เคยดูมั่นคงกลับละลายหายหรือเปลี่ยนรูปร่างจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมผลงานนี้สร้างสรรค์จากเนื้อดินปั้นประเภทสโตนแวร์ (STONE WARE) ลักษณะประติมากรรมลอยตัว ตกแต่งด้วยสีใต้เคลือบ ผ่านการเผาเคลือบไฟสูง โดยผลงานดังกล่าวสะท้อนถึงแนวคิดด้านศิลปะและหลักทัศนธาตุเช่น รูปทรง เส้น พื้นผิว สี และพื้นที่ว่าง ที่ช่วยสร้างจินตนาการ อารมณ์ และความรู้สึก ตามแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์ผลงานในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีคำสำคัญ: ภายในและภายนอกAbstractThe creation of the ceramic sculpture series \"An Illusion into the perception of –existent Reality\" aims to convey and reflect a fundamental existential truth: the reality perceived by human beings is not fixed or absolute, but rather a condition that continuously shifts in response to time, perspectives, and varying contextual factors. What appears to be real at one moment may cease to maintain its form in the next. The very thing that stands before us and seems to embody truth in the present inevitably transforms—dissolving, fading, or altering to the extent that it scarcely resembles its earlier state as time progresses.This body of work is crafted from stoneware clay and presented as free-standing sculptural forms. The pieces are decorated with underglaze pigments and fired at high temperatures. The sculptures embody artistic concepts and visual elements—including form,


368line, texture, color, and spatial composition—which together evoke imagination, emotion, and experiential perception in alignment with the conceptual intent and objectives of this creative endeavor.Keywords: An Illusion into the perception of – existent Reality1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหา“สัจธรรมของความจริงที่ปรากฏและเลือนหาย” (ฉบับทางการ)ผลงานนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนสัจธรรมพื้นฐานของการดำรงอยู่ นั่นคือ ความจริงที่มนุษย์รับรู้มิได้มีลักษณะมั่นคง หากเป็นสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามเวลา มุมมอง และปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน สิ่งที่ปรากฏในขณะหนึ่งอาจไม่คงรูปเดิมในขณะถัดไป แม้จะเป็นวัตถุเดียวกันก็ตาม ส่งผลให้ความเข้าใจต่อ “ความจริง” เป็นเพียงภาพจำชั่วคราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาจำกัดผลงานประติมากรรมเครื่องเคลือบดินเผาในลักษณะลอยตัวและมีการสลายรูปทรงเองให้เห็นความเปลี่ยนแปลง ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงความไม่เที่ยงของสิ่งที่ปรากฏต่อสายตา พื้นผิวที่ไม่สมบูรณ์ รอยแยก ความบิดเบี้ยว และช่องว่างของรูปทรง ล้วนทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบเชิงนัยยะเพื่อสื่อความเปราะบางของการรับรู้ และความไม่มีอยู่จริง ความไม่เที่ยงในความหมายในชีวิตความสำคัญของแนวคิดนี้จึงอยู่ที่การชี้นำให้ผู้ชมตระหนักว่า ความจริงมิได้มีสถานะตายตัว หากเป็นผลรวมของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับวัตถุ เวลา และความรับรู้ การมองเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงมิใช่การรับรู้ความจริงที่สมบูรณ์ หากเป็นเพียงการประมวลภาพตามสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ ผลงานจึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้พิจารณาความไม่เที่ยงของความจริงอย่างลึกซึ้ง และส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงอยู่ของมนุษย์และโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องแนวคิดความรู้สึกระหว่างจริงและการไม่มีอยู่จริงในทุกช่วงเวลาที่เรามองเห็นโลก เรามักคิดว่าสิ่งตรงหน้านั้นคือความจริงทั้งหมด แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านไป สิ่งที่เคยดูมั่นคงกลับละลายหายหรือเปลี่ยนรูปร่างจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ความจริงจึงเหมือนภาพซ้อนสองชั้น—จริงและไม่จริงปะปนกันอยู่เสมอ ราวกับว่ามนุษย์กำลังใช้สายตาและความทรงจำถักทอโลกขึ้นมาใหม่ในทุกครั้งที่มอง ลมหายใจของเราเองจึงกลายเป็นเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ และสิ่งที่อีกไม่กี่อึดใจจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้วผลงานเครื่องเคลือบดินเผา “แบบลอย” จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความรู้สึกเช่นนี้ โครงสร้างหลักของงานจะได้รับการออกแบบให้ดูเหมือนรูปทรงของมนุษย์ ที่จะเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง หรือหายไปในวินาทีต่อไป รูปทรงของชิ้นงานจะไม่สมบูรณ์แบบ หากแต่เป็นเส้นสายที่เปลี่ยนไป และกำลังสูญสลาย ขาดหาย หรือ


369แยกตัวเป็นชั้น ๆ เหมือนเศษความทรงจำที่ทับซ้อนกันในหัวใจมนุษย์เพื่อสื่อการเคลื่อนของเวลา การเปลี่ยนผ่านของความจริง และความไม่มั่นคงของสิ่งที่เราเชื่อว่าเรามองเห็นได้ชัดเจนท้ายที่สุด ผลงานชิ้นนี้ต้องการให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า—สิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นรูปทรงของวัตถุ หรือเป็นเงาของเวลา? มันเป็นสิ่งที่อยู่จริง หรือเป็นเพียงความหมายที่เราใส่เข้าไปเพราะไม่อยากให้มันหายไป? ชิ้นงานที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียงดินที่ผ่านไฟ แต่เป็นบทสนทนาระหว่างความจริง ความไม่จริง และช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทั้งสองสิ่งนี้มาบรรจบกันในสายตาของเรา3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ผู้เขียนนำผลงานประติมากรรมเครื่องปั้นดินเผาชุด “ความรู้สึกถึงความจริงที่ไม่มีอยู่จริง” เทคนิคการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน” จำนวน 1 ชิ้น มาประกอบการเขียนบทความ โดยมีกระบวนการสร้างสรรค์ดังนี้ 3.1 จัดทำแบบร่าง ตามกรอบแนวคิดในการสร้างสรรค์โดยการจัดทำแบบร่างหลาย ๆ ชิ้น แล้วเลือกชิ้นที่ดูว่ามีเหมาะสมตรงกับแนวความคิดมาขยายเป็นผลงานจริง 1 ชิ้นภาพที่ 1 ภาพแบบร่างที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.2 การเตรียมดินปั้น ผู้สร้างสรรค์ใช้เนื้อดินปั้นสำเร็จรูป นำมานวดให้แน่นและมีแข็งที่เหมาะสมในการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ภาพที่2 ภาพการนวดดินที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่3 ภาพดินหลังนวดเสร็จที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3703.3 การจับศูนย์หมายถึงการบังคับดินให้อยู่ตรงกึ่งกลางของแป้นหมุนเป็นขั้นตอนแรกของการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน และเป็นขั้นตอนสำคัญภาพที่4 ภาพการวางมือในการจับศูนย์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่5 ภาพการการจับศูนย์ในการการขึ้นรูปที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.4 การดึงดินขึ้นรูปทรงกระบอก เพื่อให้ดินมีความประมาณ 1 เซนติเมตร ก่อนไปสู่ขึ้นตอนในการสร้างรูปทรงตามที่กำหนด ภาพที่6 ภาพการดึงดินเป็นทรงกระบอกที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่7 ภาพการขึ้นทรงกระบอกที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.5 การขึ้นรูปทรง ชิ้นส่วนของผลงาน เป็นรูปกรวยคว่ำ จำนวน 3 ชิ้น ภาพที่8 ภาพส่วนประกอบของผลงานหลังการขึ้นรูปที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3713.6 การประกอบรูปทรง จากรูปทรงกรวยคว่ำ จำนวน 3 ชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน โดยการพลิกกลับด้านเป็นรูปทรงกรวยหงายสามชิ้นเชื่อมต่อกัน โดยขูดบริเวณขอบที่จะเชื่อมต่อกัน ให้มีพื้นหยาบขรุขระเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะให้แข็งแรงมากขึ้น จากนั้นทาด้วยน้ำดิน (slip) จึงนำชิ้นส่วนทั้ง 3 ชิ้นมาต่อประกอบเข้าด้วยกัน จากนั้นใช้ดินที่ค่อนข้างนิ่มอัดไปในช่วงว่างระหว่างชิ้นให้แน่น คว้านดินส่วนฐานเดิมให้เป็นรูเพื่อระบายอากาศและความชื้นออก ภาพที่9 ภาพการประประกอบรูปทรงที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.7 การขึ้นรูทรงส่วนบน ด้วยวิธีการขึ้นรูปแบบขด โดยนำดินมาคลึงเป็นเส้นกลม ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มาต่อเชื่อมกับส่วนฐานโดยการซ้อนกันเชื่อมต่อกันด้วยน้ำดิน (slip) กดให้แน่น จากนั้นก็ต่อซ้อนขึ้นไปเรื่อย ๆ จนได้รูปทรงตามแบบร่างภาพที่10 ภาพการขึ้นรูปส่วนบนที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่11 ภาพการขึ้นรูปส่วนบนหลังผิวด้านนอกให้เรียบที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.8 การตกแต่งผิวให้เรียบและการตกแต่งรายละเอียดของผลงานตามแบบร่างภาพที่12 ภาพผลงานหลังการขึ้นรูปแล้วเสร็จที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่13 ภาพการเพิ่มเติมรายละเอียดตามแบบร่างที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3723.9 การตกแต่งผลงาน โดยการปั้นเพิ่มเติม ฉลุ ขูดขีด ให้ได้รายละเอียดตามแบบร่างภาพที่ 14 ภาพการปั้นเพิ่มให้เป็นรูปใบหน้ามนุษย์ และฉลุออกที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่15 ภาพหลังการตกแต่งรายละเอียดแล้วเสร็จที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.10 เผาดิบ เมื่อผลงานที่ขึ้นรูปแห้งสนิทก็นำมาเผาดิบ (Biscuit Firing) ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียสด้วยเตาเผาไฟฟ้าภาพที่ 16 ภาพการขูดตกแต่งและการสร้างพื้นผิวของผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่17 ภาพผลงานที่ตกแต่งเรียบร้อย ที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.11 การลงสีใต้เคลือบ เมื่อผลงานที่ขึ้นรูปแห้งสนิทก็นำมาเผาดิบ (Biscuit Firing) ที่อุณหภูมิ 800องศาเซลเซียสด้วยเตาเผาไฟฟ้าภาพที่ 18 ภาพการขูดตกแต่งและการสร้างพื้นผิวของผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่19 ภาพผลงานที่ตกแต่งเรียบร้อยที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3733.12 เคลือบผลงานด้วนน้ำเคลือบใส (Transparent or Clear glaze) โดยวิธีการพ่นภาพที่ 20 ภาพการพ่นเคลือบผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่21 ภาพผลงานหลังการพ่นเคลือบที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.13 เผาเคลือบ เผาที่อุณหภูมิ1,240 องเซลเซียส ด้วยเตาเผาไฟฟ้า (Electric kiln) ภาพที่22 ภาพการนำผลงานเข้าเตาเผาที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่23 ภาพผลงานหลังผ่านการเผาเคลือบที่เสร็จสมบูรณ์ ขนาด 12 x 28 x 76ที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานการวิเคราะห์ผลงาน ประติกรรมเครื่องปั้นดินเผาชุด ชุด “ความรู้สึกถึงความจริงที่ไม่มีอยู่จริง”สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้


3744.1 เนื้อหา (Content) ผลงานสะท้อนถึงการ เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกถึงความจริงที่ไม่มีอยู่จริงที่สะท้อนสัจธรรมในการดำรงอยู่ของมนุษย์รับรู้ได้ ความไม่มีลักษณะมั่นคง หากเป็นสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามเวลา มุมมอง และปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน สิ่งที่ปรากฏในขณะหนึ่งอาจไม่คงรูปเดิมในขณะถัดไป สิ่งตรงหน้านั้นคือความจริงทั้งหมด แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านไป สิ่งที่เคยดูมั่นคงกลับละลายหายหรือเปลี่ยนรูปร่างจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม 4.2 รูปทรง (Form) การตัดทอนรูปทรงมนุษย์และการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ใหม่ พร้อมการซ้อนทับของมิติต่าง ๆ สร้างความขัดแย้งและความไม่สมดุล สะท้อนถึงความไม่มีจริง ไม่เหมือนเดิม4.3 เส้น (Line) เส้นและสีในผลงานช่วยสร้างความรู้สึกถึงพลังงานและความสัมพันธ์ที่ไหลลื่นระหว่างรูปทรงและอารมณ์ เส้นที่เคลื่อนไหวและสีที่หลากหลายช่วยดึงดูดสายตาและเปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง 4.4 สี (Color) การใช้สีสดใสที่ดึงดูดสายตา แต่แฝงความน่าสงสัยหรือไม่สมบูรณ์แบบ เน้นความหมายของการเปลี่ยนแปลง4.5 ความงามในความไม่สมบูรณ์แบบผลงานสะท้อนแนวคิด \"ความริงที่ไม่มีอยู่จริง\" โดยสิ่งที่เห็นหรือ ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามและพิจารณาความหมายที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เห็นในเบื้องต้น การตั้งคำถามนี้กระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงผลกระทบของการเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น และการกลัวการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์5. สรุปผลงานประติมากรรมชุดนี้ถ่ายทอดแนวคิด “ความรู้สึกถึงความจริงที่ไม่มีอยู่จริง” โดยชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่มนุษย์รับรู้ไม่มีความมั่นคง หากเป็นสภาวะที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา มุมมอง และบริบทต่าง ๆ รูปทรงที่ถูกตัดทอน การจัดองค์ประกอบใหม่ และการซ้อนทับของมิติ สะท้อนความไม่สมบูรณ์และความไม่แน่นอนของความจริง เส้นและสีที่เคลื่อนไหวสร้างพลังงานและชวนให้ผู้ชมตีความการเปลี่ยนแปลงอย่างอิสระ สีสันสดใสที่แฝงความไม่สมบูรณ์ย้ำถึงความแปรผันของสิ่งที่เห็น ผลงานโดยรวมมุ่งกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อสิ่งที่ตาเห็น และตระหนักถึงความงามของความไม่สมบูรณ์และความไม่เที่ยงในชีวิตเอกสารอ้างอิงชลูด นิ่มเสมอ. (2531). องค์ประกอบของศิลปะ. สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, กรุงเทพฯ ทวี พรหมพฤกษ์. 2523. เครื่องเคลือบดินเผาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ประสพ ลี้เหมือดภัย.2543. องค์ประกอบในงานเครื่องปั้นดินเผา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ไพจิตร อิ่งศิริวัฒน์. 2541. เนื้อดินเซรามิก. กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์โอ.เอส : พริ้นติ้งเฮ้าส์มาโนช กงกะนันทน์. 2538. ศิลปะการออกแบบ. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.สุขุมาล เล็กสวัสดิ์. (2545). เคลือบพื้นฐานสำหรับนักปั้น. กรุงเทพฯ : อักษรโสภณ.สมศักดิ์ ชวาลาวัณย์.2549. เซรามิกส์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์


375ความงามของวิถีชีวิตชาวประมงไทยThe beauty of the Thai fishing lifestyleเอกชัย ปราบปัญจะ, Ekkachai Prabpanja45/1 หมู่ที่5 ตำบล พรหมโลก อำเภอ พรหมคีรีจังหวัด นครศรีธรรมราช 8032045/1 moo 5 Phromlok Phromkiri district, Nakhon Si Thammarat Provinces , 80320, ThailandNakhon Si Thammarat College of Fine ArtsE-mail: [email protected]บทคัดย่อวิถีชีวิตของชาวประมงของไทย การดำรงชีพด้วยการทำประมงเป็นหลัก เป็นวิถีชีวิตที่มีความงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งสิ่งแวดล้อม เครื่องมือหาปลา ที่อยู่อาศัย ซึ่งทุกอย่างหลอมรวมกันเกิดเป็นความลงตัวของมนุษย์และธรรมชาติ บ่งบอกถึงความงามได้อย่างชัดเจน คำสำคัญ: ความงามของวิถีชีวิตAbstractThe way of life of Thai Tfisherman. Their livelihood is mainly fishing. It is a way of life with beauty and uniqueness. The whole environment, which everything mergestogether to create the perfect harmony of human and nature. Clearly indicates beauty.Keywords: beauty of life 1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาผู้สร้างสรรค์มีแนวคิดที่ต้องการนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิตของของชาวประมงของไทย การดำรงคชีวิตด้วยการหาปลาและจับสัตว์ทะเลมาดำรงชีวิติเป็นหลัก ในรูปแบบผลงานจิตรกรรมสีน้ำมัน โดยใช้วิธีการนำเรื่องราวจากการได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงของชาวประมง เป็นเรื่องราวที่มาจากความประทับใจ โดยการเลือกเอาเรือมาเป็นตัวเล่าเรื่อง พร้อมบรรยายถึงบรรยากาศรอบๆที่เป็นทิวทัศน์ของธรรมชาติภายในชุมชน และสอดแทรกความเป็นวิถีชีวิตของของชาวประมงให้งานสมบูรณ์มากขึ้น


3762. แนวคิดที่ใช้ในการสร้างสรรค์ ผู้เขียนได้นำเนื้อหาเรื่องราววิถีชีวิตของชาวประมงของไทย การออกหาปลา เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ทำเป็นอาชีพและสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน เกิดเป็นมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีของคนในชุมชนผู้เขียนได้ศึกษาชนิดเรือประมง คือเรือประมงเล็กแบบบ้านๆที่ใช้เครื่องยนต์เล็กในการเดินเรือออกไปหาปลา และเป็นเรือส่วนใหญ่ที่ใช้กันในชุมชน3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ส่วนเนื้อหา ในกระบวนการสร้างสรรค์ผู้เขียนใช้เรื่องราวของชาวประมงของไทย โดยใช้เรือซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำประมงเป็นหลักมาเป็นประธานและจุดเด่นของภาพ จอดลอยอยู่เหนือผิวน้ำ มีเงาของตัวเรือสะท้อนลงบนผิวน้ำ รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบๆเป็นส่วนประกอบของภาพ ส่วนด้านหลังเป็นทิวทัศน์ของป่าโกงกางและภูเขาซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันกับวิถีชีวิตชาวประมงมาอย่างยาวนานส่วนเทคนิคและอุปกรณ์ ในงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ผู้เขียนใช้การเขียนสีน้ำมันบนผ้า เทคนิคการเขียนทิวทัศน์รูปแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionnism) อุปกรณ์ที่ใช้ คือ เฟรมไม้ ผ้าใบ สีน้ำมัน และสร้างสรรค์ผลงานในสถานที่จริง โดยการเลือกมุมมอง และองค์ประกอบของภาพที่ลงตัวเป็นจุดสร้างสรรค์ผลงานภาพที่1 สถานที่จริงในการสร้างสรรค์ผลงานที่มา:ผู้สร้างสรรค์


377ภาพที่2 : ภาพผลงานสำเร็จ ที่มา : เอกชัย ปราบปัญจะภาพที่1 ความงามของวิถีชีวิตชาวประมงไทย The beauty of the Thai fishing lifestyleที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานการวางองค์ประกอบของผลงานชิ้นนี้ ผู้เขียนได้นำรูปของเรือประมงมาเป็นประธานของภาพ เพื่อให้เป็นจุดสำคัญของเนื้อเรื่อง และเป็นจุดรวมสายตาของภาพ ส่วนฉากด้านหลังนั้นจะเป็นแนวป่าโกงกางและภูเขาระยะไกล กำหนดแสงให้ตกกระทบไปที่จุดเด่นคือตัวเรือประมงเป็นหลัก และมีสีเงาของตัวเรือสะท้อนลงบนผิวน้ำรวมถึงแสงระยิบระยับของริ้วน้ำที่มีการเคลื่อนไหว เป็นการผสมผสานรูปแบบงานทิวทัศน์แบบ อิมเพรสชั่นนิสม์ผสมกับแนวเหมือนจริงเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ5. สรุปผลจากการทำงานชิ้นนี้ได้ชิ้นงานที่มีคุณค่าทางด้านจิตใจ การการได้เห็นความงามของวิถีชีวิตของชาวประมงไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก่อให้เกิดความสามัคคีกันของคนในชุมชน,ความอบอุ่น ประกอบกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและที่สำคัญคือ การอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเอกสารอ้างอิงชลูด นิ่มเสมอ. (2544). องค์ประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิชย์นิวิต หะนนท์. (2564). การเขียนภาพสีน้ำมัน. กรุงเทพฯ: ทริปเพิ้ล เอ็ดดูเคชั่นสมเกียรติ ตั้งนโม. (2536). ทฤษฎีสี. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์ดิ้ง (มหาชน)สุทิน ตันติภาสน์. (2548). การเขียนทัศนียภาพ. กรุงเทพฯ: สิปประภา


378การสร้างสรรค์ศิลปะแนวคิทแบชชิ่งจากของเล่นเก่า: อัตลักษณ์ใหม่ผ่านการประกอบสร้างThe Creation of Kitbashing Art from Old Toys: New Identities through Assemblageเอกลักษณ์สัจจะเวทะ, Ekkalak Sajavathaเลขที่1/1 ซอย ท่าข้าม 20 แยก 6-1-2-2-1 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน จังหวัดกรุงเทพมหานคร 101501/1 Soi Tha Kham 20, Lane 6-1-2-2-1, Samae Dam Subdistrict, Bang Khun Thian District, Bangkok 10150, ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่อในยุคปัจจุบัน ศิลปะร่วมสมัยได้ขยายขอบเขตจากการสร้างสรรค์เพื่อความงาม ไปสู่การตั้งคำถามต่อวัตถุและอัตลักษณ์ของสิ่งของในชีวิตประจำวัน ศิลปะแนว “คิทแบชชิ่ง” (Kitbashing Art) ถือเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่เกิดจากการนำชิ้นส่วนของโมเดลหรือของเล่นที่มีอยู่เดิม มาประกอบสร้างใหม่ให้เกิดรูปทรงที่แตกต่างจากต้นแบบเดิม ทั้งในเชิงสุนทรียะและแนวคิด โดยศิลปินจะใช้ชิ้นส่วนที่ถูกทิ้งหรือไร้คุณค่า มาปรับเปลี่ยนหน้าที่ทางวัตถุจนเกิดเป็น “ชีวิตใหม่” ของสิ่งของการศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบคิทแบชชิ่งจากของเล่นเก่า โดยมุ่งสำรวจแนวคิดเรื่อง “อัตลักษณ์ใหม่” ที่เกิดจากการประกอบสร้างวัตถุที่เคยมีตัวตนและความหมายเฉพาะตัวผลงานดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการเกิดใหม่ของอัตลักษณ์ผ่านการตีความและจินตนาการของศิลปิน ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และบริบททางวัฒนธรรมร่วมสมัยนอกจากนี้งานสร้างสรรค์ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องการใช้วัสดุเหลือใช้ในฐานะทรัพยากรสร้างสรรค์(creative reuse) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางศิลปะสิ่งแวดล้อม (eco-art) และการออกแบบอย่างยั่งยืน(sustainable design) เพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้สิ่งของที่หมดคุณค่าทางการใช้งาน ยังสามารถกลายเป็นสื่อศิลปะที่มีความหมายและมีชีวิตชีวาใหม่ได้คำสำคัญ: คิทแบชชิ่ง, อัตลักษณ์ใหม่AbstractIn the contemporary era, art has expanded beyond the pursuit of beauty to encompass critical reflections on objects and the identities of everyday things. Kitbashing Art represents a creative process that involves reassembling existing model parts or discarded toys into new


379and distinctive forms, both aesthetically and conceptually. Artists employ fragments once deemed worthless, transforming their material functions to give these objects a “new life.”This study aims to create kitbashing artworks from old toys, exploring the concept of “new identity” that emerges through the reassemblage of objects that once possessed their own meanings and existences. The resulting artworks symbolize a rebirth of identity—interpreted and imagined by the artist—as a bridge connecting the past, the present, and the context of contemporary culture.Furthermore, the creative work reflects the idea of creative reuse, aligning with the principles of eco-art and sustainable design. It demonstrates that even objects that have lost their functional value can be revitalized as meaningful and vibrant artistic media, embodying new life through artistic imagination.Keywords: Kitbashing Art, New identity1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในยุคปัจจุบัน สังคมมนุษย์เผชิญกับปัญหาการบริโภควัตถุและการสร้างขยะจากสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะของเล่นพลาสติกและโมเดลซึ่งมักถูกผลิตขึ้นตามกระแสตลาด เมื่อหมดความนิยมก็มักถูกทิ้งหรือกลายเป็นของไร้ค่า ทั้งที่ยังคงมีคุณสมบัติด้านรูปทรง สีสัน และศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางศิลปะได้อย่างหลากหลาย ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมบริโภคที่ให้คุณค่ากับ “ของใหม่” มากกว่าการมองเห็นความงามในสิ่งที่เคยผ่านการใช้งานในขณะเดียวกัน ศิลปะร่วมสมัยได้เปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้ทดลองสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบเดิม ศิลปะแนว “คิทแบชชิ่ง” (Kitbashing Art) จึงกลายเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากศิลปินทั่วโลก เนื่องจากเป็นการนำชิ้นส่วนของโมเดลหรือของเล่นที่แตกหัก เสื่อมสภาพ หรือไม่สมบูรณ์ มาประกอบรวมกันใหม่ให้เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางศิลปะรูปแบบใหม่ กระบวนการดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดการตีความใหม่ของวัตถุและสร้าง “อัตลักษณ์ใหม่” ให้กับสิ่งที่เคยหมดคุณค่าสำหรับบริบทในประเทศไทย การสร้างสรรค์ศิลปะแนวคิทแบชชิ่งยังคงเป็นแนวทางที่พบได้น้อย และมักถูกมองว่าเป็นเพียงงานประดิษฐ์หรือของสะสมมากกว่างานศิลปะ ทั้งที่ในความเป็นจริง แนวทางนี้มีศักยภาพสูงในการสะท้อนแนวคิดทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการแสดงออกถึงจินตนาการของศิลปินในยุคดิจิทัล ที่เชื่อมโยงโลกแห่งความจริงกับโลกสมมติได้อย่างอิสระดังนั้น การศึกษาและสร้างสรรค์ผลงาน “ศิลปะแนวคิทแบชชิ่งจากของเล่นเก่า” ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญในฐานะการทดลองทางศิลปะที่มุ่งให้คุณค่าใหม่กับวัสดุที่ถูกละเลย และแสดงให้เห็นกระบวนการ“ประกอบสร้างอัตลักษณ์ใหม่” ของวัตถุในเชิงสุนทรียะและแนวคิด ผลงานที่ได้ไม่เพียงเป็นการนำของเล่นเก่า


380มาสร้างรูปทรงใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการตั้งคำถามต่อความหมายของการเกิดใหม่ การเปลี่ยนแปลง และการคงอยู่ของสิ่งของในโลกแห่งการบริโภคกล่าวโดยสรุป ผู้สร้างสรรค์การสร้างสรรค์ศิลปะแนวคิทแบชชิ่งจากของเล่นเก่าเป็นการต่อยอดแนวคิดศิลปะร่วมสมัยที่มุ่งเน้นการ “ให้ชีวิตใหม่แก่สิ่งของ” และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์วัตถุและอัตลักษณ์ผ่านกระบวนการประกอบสร้างที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะแนวคิทแบชชิ่งจากของเล่นเก่า เป็นการผสานมิติทางสุนทรียะ แนวคิดอัตลักษณ์ และมิติด้านการใช้วัสดุเหลือใช้ (upcycling/reuse) ในบริบทศิลปะร่วมสมัย กระบวนการนี้อธิบายได้ด้วยกรอบทฤษฎีหลักหลายประการที่สนับสนุนการวิเคราะห์ทั้งเชิงรูปแบบและเชิงความหมาย ดังต่อไปนี้2.1 ศิลปะแนวประกอบสร้าง (Assemblage Art) มีรากฐานจากขบวนการศิลปะสมัยศตวรรษที่ 20 เช่น Dada และ Cubism โดยศิลปินเช่น Marcel Duchamp และ Pablo Picasso ได้นำวัตถุจากชีวิตประจำวันมาประกอบเป็นงานศิลปะ เพื่อท้าทายนิยามแบบดั้งเดิมของ “งานศิลปะ” และสร้างบริบทความหมายใหม่ให้กับวัตถุ (Seitz, 1961; Krauss, 1999) แนวทาง Assemblage เน้นการนำเศษวัสดุหรือชิ้นส่วนที่มี “ประวัติ” มาประกอบเป็นหน่วยความหมายใหม่ ซึ่งตรงกับกระบวนการคิทแบชชิ่งที่ใช้ชิ้นส่วนของเล่นหลายชนิดรวมกันจนเกิดรูปลักษณ์ใหม่และความหมายใหม่ของวัตถุชิ้นนั้น 2.2 คิทแบชชิ่ง (Kitbashing) ในมุมมองเชิงเทคนิคและสุนทรียะ เป็นเทคนิคเชิงปฏิบัติที่มีต้นกำเนิดจากวงการโมเดลและภาพยนตร์ (เช่น งานสเกลโมเดลภาพยนตร์) แต่ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในบริบทศิลปะร่วมสมัยเพื่อสร้างตัวตนทางสุนทรียะ (aesthetic persona) ของผลงาน เทคนิคนี้ประกอบด้วยการเลือก ตัด ต่อ และผสานชิ้นส่วนเข้าด้วยกันโดยอาศัยการตัดสินใจด้านรูปร่าง โครงสร้าง และการเล่าเรื่องผ่านองค์ประกอบที่ถูกประกอบใหม่ในบริบทไทย แนวคิดการนำวัสดุที่เหลือใช้หรือของเล่นเก่ามาประกอบใหม่ได้รับความสนใจทั้งในวงศิลปะเชิงพาณิชย์ (Art Toy) และวงการศิลปะทดลอง ซึ่งงานสื่อมวลชนและบทความวิชาการไทยชี้ให้เห็นการเติบโตของวัฒนธรรม Art Toy และการใช้วัสดุที่มีอยู่มาเป็นสื่อในการสื่อสารแนวคิดศิลปะร่วมสมัย2.3 การสร้างอัตลักษณ์ (Identity) ผ่านวัตถุและการเปลี่ยนบริบทท ฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์ชี้ว่า วัตถุสามารถเป็นพาหะที่สะท้อนความทรงจำ สถานะ และตัวตนของชุมชนหรือบุคคล (Appadurai, 1986) การนำชิ้นส่วนของเล่นเก่ามาประกอบใหม่จึงไม่เพียงเปลี่ยนรูปลักษณ์ แต่ยังเปลี่ยน “บริบท” และ “บทบาททางความหมาย” ของวัตถุนั้น กระบวนการนี้สามารถอ่านได้ว่าเป็นการให้ “การเกิดใหม่” แก่อัตลักษณ์ของวัตถุ (rebirth of object identity) ซึ่งสัมพันธ์กับการอ่านเชิงวัฒนธรรมวัตถุ (material culture) และการตีความเชิงสัญลักษณ์ของผู้ชมและผู้สร้างงาน ผลงานคิทแบชชิ่งจึงเปิดช่องให้ตีความหลายชั้นทั้งในระดับปัจเจก (ตัวศิลปิน) และระดับสังคม (วัฒนธรรมบริโภค)


3812.4 Upcycling / การใช้วัสดุเหลือใช้ในงานสร้างสรรค์ (Eco-Art)การนำของเหลือใช้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ (upcycling) เป็นแนวคิดที่ผสานมิติสิ่งแวดล้อมเข้าในงานศิลปะ รณรงค์ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน งานวิจัยและรายงานการสร้างสรรค์ในประเทศไทยหลายชิ้นได้ศึกษาการใช้องค์ประกอบจากเศษวัสดุเป็นสื่อสร้างสรรค์ ทั้งในมิตินวัตกรรมหัตถกรรมและศิลปะสื่อผสม (ตัวอย่างเช่น งานวิจัยและรายงานการสร้างสรรค์ที่วิเคราะห์การใช้งานวัสดุเหลือใช้เพื่อการผลิตงานศิลปะและงานหัตถกรรม) ซึ่งยืนยันว่ากระบวนการนี้เพิ่มคุณค่าทางสุนทรียะพร้อมทั้งช่วยขยายวงจรชีวิตของวัตถุในบริบทสังคมไทย2.5 ความคิดสร้างสรรค์แบบการประกอบเชิงผสม (Combinatorial / Constructive Creativity)ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์บางสำนักเสนอว่า “ความคิดใหม่” มักเกิดจากการผสมผสานองค์ความรู้หรือองค์ประกอบที่มีอยู่เดิมในรูปแบบใหม่ (Boden, 1994) กระบวนการคิทแบชชิ่งจึงเป็นตัวอย่างการประยุกต์แนวคิดนี้ในมิติปฏิบัติ: ศิลปินคัดเลือก ชำแหละ และนำชิ้นส่วนเดิมมาชนกันในวิธีที่ไม่คาดคิด ส่งผลให้เกิดรูปลักษณ์ แนวคิด และอัตลักษณ์ใหม่ของผลงาน ซึ่งสามารถอธิบายได้ทั้งในเชิงจิตวิทยาสร้างสรรค์และเชิงกระบวนการทางศิลปะ (constructivist approach)3. กระบวนการในการสร้างสรรค์การสร้างสรรค์ศิลปะแนวคิทแบชชิ่งจากของเล่นเก่าในงานวิจัยครั้งนี้เป็นกระบวนการเชิงปฏิบัติการ(Practice-based Research) ที่มุ่งสำรวจศักยภาพของชิ้นส่วนของเล่นที่ถูกทิ้ง ให้กลับมามีคุณค่าทางสุนทรียะใหม่ผ่านวิธีการประกอบสร้าง (Constructive Assemblage) โดยมีขั้นตอนอย่างเป็นระบบดังต่อไปนี้3.1 การรวบรวมเศษชิ้นส่วนของเล่นเก่าขั้นตอนแรกเป็นการสืบค้น รวบรวม และเลือกใช้ของเล่นหรือโมเดลที่ชำรุด เสียหาย หรือไม่สามารถใช้งานได้แล้ว จากหลายแหล่ง เช่น ตลาดของมือสอง ของบริจาค หรือเศษโมเดลที่เหลือจากการใช้งานเดิมวัตถุประสงค์ของขั้นตอนนี้คือการคัดเลือกชิ้นส่วนที่มีรูปทรง ลวดลาย และศักยภาพในการประกอบสร้างใหม่ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Assemblage ที่เน้นการให้ความหมายใหม่แก่วัตถุหลากที่มาที่ถูกรวมกัน ภาพที่1 เศษชิ้นส่วนของเล่นเก่าและอุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3823.2 การกำหนดแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานแนวคิด (Concept Development) ถูกกำหนดเพื่อเป็นกรอบทางความคิดสำหรับรูปแบบและ อัตลักษณ์ของผลงาน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเกี่ยวกับรูปทรง วิธีการเล่าเรื่อง หรือประเด็นทางสังคมที่ต้องการสื่อสาร การกำหนดแนวคิดเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยจัดระบบความคิดก่อนการแยกชิ้นส่วนและประกอบสร้างซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการคิดสร้างสรรค์แบบ Constructive Creativity ที่เน้นการนำองค์ประกอบที่มีอยู่มาผสมผสานสู่ศักยภาพใหม่3.3 การแยกชิ้นส่วน (Disassembling)ในขั้นตอนนี้ชิ้นส่วนของเล่นถูกถอดแยกหรือ “ชำแหละ” ออกเป็นหน่วยย่อย เพื่อตรวจสอบรูปทรงและความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ระหว่างชิ้นงานต่าง ๆ ศิลปินจะทำการทดลองจัดวาง (Mock-up) เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของรูปทรง โดยพิจารณาทั้งในมิติของสุนทรียภาพและความแข็งแรงในการประกอบจริงภาพที่ 2 กำหนดแนวความคิดและแยกชิ้นส่วนของเล่นที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.4 การประกอบสร้างและเติมแต่งชิ้นส่วน (Kitbashing & Assembly)เมื่อได้แนวทางชัดเจน ชิ้นส่วนที่ถูกคัดเลือกนำมาประกอบเข้าด้วยกันโดยใช้เทคนิคการต่อ การตัดแต่งการเจาะ อุดโป๊ว หรือใช้องค์ประกอบเสริม เช่น โครงลวด โป๊วปั้น รวมถึงการดัดแปลงรูปทรงให้เข้ากัน การประกอบสร้างเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในกระบวนการคิทแบชชิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลงานเริ่มก่อรูปเป็น อัตลักษณ์ใหม่ โดยอาศัยความคิดสร้างสรรค์เชิงโครงสร้าง (Constructivism) และการทดลองซ้ำหลายรอบจนได้รูปแบบที่ต้องการภาพที่3 ขั้นตอนการประกอบสร้างและเติมแต่งชิ้นส่วนที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3833.5 การพ่นสีรองพื้น (Priming)หลังการประกอบเสร็จสมบูรณ์ผิวโมเดลถูกพ่นด้วยสีรองพื้นเพื่อให้พื้นผิวเรียบและให้สีจริงสามารถยึดเกาะได้ดีขึ้น การพ่นรองพื้นยังช่วยให้โทนสีของวัสดุหลากหลายประเภทกลมกลืนกัน และช่วยเผยจุดบกพร่องบนผิวที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้การลงสีหลักมีความคงทนและมีคุณภาพภาพที่4 ขั้นตอนการพ่นสีรองพื้นก่อนทำสีที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.6 การทำสีโมเดล (Painting & Finishing)ขั้นตอนทำสีประกอบด้วยการลงสีหลัก การเก็บรายละเอียด การทำไฮไลต์และเงา รวมถึงเทคนิคเฉพาะของงานทำโมเดล เช่น dry brush, washing หรือการเก็บ texture เพื่อเพิ่มมิติของรูปทรง กระบวนการนี้เป็นการสื่อสารภาพลักษณ์สุดท้ายและอารมณ์ของผลงาน ซึ่งมีผลต่อการสร้างตัวตน (Identity) ของชิ้นงานอย่างมาก สีจึงเป็นองค์ประกอบที่ช่วยกำหนดธีม บรรยากาศ และการรับรู้เชิงสุนทรียะของผู้ชมภาพที่5 ขั้นตอนเตรียมอุปกรณ์และการลงสีที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3843.7 การออกแบบบรรจุภัณฑ์(Packaging Design)ขั้นตอนสุดท้ายคือการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับการนำเสนอผลงานในฐานะ “ศิลปวัตถุร่วมสมัย” (Contemporary Art Object) โดยคำนึงถึงความสวยงาม ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ของชิ้นงานบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่ป้องกันความเสียหายเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การรับชม (User Experience) และเสริมแนวคิดของชิ้นงาน เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลเพื่อสอดคล้องกับแนวคิดคิทแบชชิ่ง การออกแบบกราฟิกที่สะท้อนอัตลักษณ์ของผลงานภาพที่6 ขั้นตอนเตรียมอุปกรณ์และการลงสีที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานการสร้างสรรค์ผลงานอาร์ตทอยด้วยศิลปะแนวคิทแบชชิ่งเริ่มจากการรวบรวมและวิเคราะห์เศษวัสดุของเล่นเก่าเพื่อคัดเลือกชิ้นส่วนที่มีศักยภาพทางรูปทรงและความหมายผู้สร้างสรรค์นำแรงบันดาลใจจากรูปแบบสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์มาปรับตีความใหม่ สร้างเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะตัวให้กับผลงานกระบวนการประกอบสร้างเน้นการผสมผสานชิ้นส่วน การตัดต่อ และการตกแต่งเพื่อให้เกิดรูปทรงใหม่ที่สมบูรณ์และมีมิติทางสุนทรียะการพ่นรองพื้นและลงสีช่วยให้พื้นผิวกลมกลืนและเพิ่มความสมจริง ตลอดจนกำหนดบุคลิกภาพและอารมณ์ของผลงานด้านแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse/Upcycling) เพิ่มคุณค่าให้วัสดุเหลือทิ้งและสะท้อนแนวคิดเชิงอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนการสร้างเรื่องราวและอัตลักษณ์ของชิ้นงานช่วยให้ผู้ชมเข้าใจความหมายและเชื่อมโยงกับผลงานได้อย่างลึกซึ้งผลงานจึงตอบสนองทั้งมิติความคิดสร้างสรรค์ สุนทรียศาสตร์ และแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมความหลากหลายของวัสดุและรูปทรงช่วยให้ผลงานมีความน่าสนใจและสร้างความแตกต่างในแต่ละชิ้นกระบวนการคิทแบชชิ่งจึงไม่เพียงสร้างรูปลักษณ์ใหม่ แต่ยังสร้างคุณค่าทางศิลปะและเรื่องเล่าที่สอดคล้องกับสังคมร่วมสมัย ดังนั้น ผลงานอาร์ตทอยจากคิทแบชชิ่งจึงสะท้อนทั้งการตีความใหม่ของวัตถุ ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน


3855. สรุปผลงานศิลปะแนวคิทแบชชิ่งชิ้นนี้ถือเป็นตัวอย่างของการผสมผสานศิลปะ การออกแบบ และงานฝีมือเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ผู้สร้างสรรค์ได้ใช้ทักษะทั้งสามด้านในการวิเคราะห์ แปรรูป และประกอบชิ้นส่วนของเล่นเก่าให้เกิดเป็น Art Toy ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลงานดังกล่าวไม่เพียงสร้างคุณค่าทางศิลปะจากวัสดุเหลือใช้เท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของที่อาจถูกมองข้ามหรือหมดความหมายในสายตาผู้คน การสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบนี้ยังสะท้อนแนวคิดการทำศิลปะร่วมสมัยที่เปิดพื้นที่ให้ทดลอง รูปแบบใหม่ ๆ และเน้นความแปลกใหม่ น่าสนใจ อีกทั้งสามารถสื่อสารแนวคิดด้านสุนทรียะ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไปพร้อมกัน ผลงานจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเชื่อมโยงศิลปะ การออกแบบ และงานฝีมือเข้ากับแนวคิดเชิงนวัตกรรมและความยั่งยืนในบริบทปัจจุบันเอกสารอ้างอิงAppadurai, A. (1986). The Social Life of Things: Commodities in Cultural Perspective.Cambridge University Press.Boden, M. A. (1994). The Dimensions of Creativity. MIT Press.Krauss, R. (1999). Passages in Modern Sculpture. MIT Press.Seitz, W. C. (Ed.). (1961). The Art of Assemblage. Museum of Modern Art.


386เปิดประตูสู่ความฝันOpen your dreamโอภาส นุชนิยม, opas nuchniyom1/28 หมู่บ้านไดมอนด์ วิวล์ หมู่ 2 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 731701/28 Diamond Vill, Moo 2 Salaya Phutthamonthon NakhonPathom 73170. ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่อจุดเริ่มต้นของแนวคิดมาจากการเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟังเพราะเป็นช่วงเวลาที่สามารถพูดคุยอบรมสั่งสอนให้เกิดความสุขและจินตนาการเป็นการสร้างพลังบวกผลงานชุด open your dream ผู้สร้างสรรค์ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากนิทานก่อนนอนมาสร้างสรรค์เป็นผลงานเครื่องเคลือบดินเผา 3 มิติ โดยนำเทคนิค sgraffito โดยใช้การทาน้ำดินสีดำรอจนดินเกือบแห้งใช้เหล็กแหลมขูดขีดลวดลายเนื้อหาเรื่องราว แต้มสีในบางตำแหน่ง ก่อนนำไปเผาที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียสการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชุดนี้นอกจากการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวแนวคิดแล้ว ยังเป็นการนำเทคนิคทางด้านเครื่องเคลือบดินเผามาใช้ในชิ้นงานอาจเป็นแนวทางการทำงานหรือแรงจูงใจในเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคตคำสำคัญ: เปิดประตูสู่ความฝัน, โลกแห่งจินตนาการ, เทคนิคการขูดขีดAbstractThe concept originated from telling bedtime stories to my child, as it is a moment that allows for conversation, guidance, happiness, and imagination — a way to create positive energy.In the Open Your Dream series, the creator transforms stories from bedtime tales into three-dimensional ceramic artworks. The sgraffito technique is used by applying black slip onto the surface, waiting until it is nearly dry, and then carving patterns and narratives with a sharp metal tool, followed by adding color in selected areas before firing at 1,200°C.Beyond conveying narratives and conceptual ideas, this body of work also demonstrates the application of ceramic glazing techniques. It has the potential to serve as a working approach or even an inspiration for commercial development in the futureKeywords: open your dream, Fantasy world, sgraffito


3871. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาเรื่องเล่านิทานก่อนนอนมีความสำคัญมากพอ ๆ กับการบำรุงทางด้านร่างกายเพราะนิทานสามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ จินตนาการ ความสุข คุณธรรม จริยะธรรม ให้กับลูกก่อนนอน การเล่านิทานโดยใช้น้ำเสียงที่แตกต่างกันของตัวละครจะยิ่งเพิ่มอรรถรสในการฟังตลอดจนการเน้นโทนเสียงสูงต่ำจะช่วยกระตุ้นให้ลูกเกิดความสนใจและชวนติดตามจนจบเรื่อง การดึงดูดให้ลูกมีส่วนร่วมในบทบาทของตัวละคร หรือการโยนคำถามในเขาคิดต่อ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เกิดความสนุก ตื่นเต้นและฟุ้งไปด้วยจินตนาการ สร้างความประทับใจเหมือนตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนิทานเรื่องเล่าในช่วงเวลานั้น นอกจากการมีส่วนร่วมของการเล่าเรื่องและวัสดุอุปกรณ์ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ทำให้นิทานมีชีวิตมากขึ้น เช่น มือ ตุ๊กตาหรือสิ่งของที่หาได้ใกล้ตัวแค่นี้ก็ทำให้นิทานก่อนนอนในวันนั้นสนุกสนานขึ้น เทคนิคและวิธีการเล่านิทานให้ลูกฟังผู้สร้างสรรค์มีความเชื่อว่าเป็นเทคนิคเฉพาะของพ่อแม่แต่ละท่าน อันเกิดจากทักษะ ประสบการณ์ ความชำนาญ ตลอดจนลักษณะนิสัยของผู้เล่าที่ต้องการถ่ายทอดให้ลูกฟังเป็นไปในทิศทางไหน แต่ถึงอย่างไรแล้วนิทานก่อนนอนก็ไม่ต่างกับการสร้างโลกแห่งจินตนาการ อาจจะอยู่ในบรรยากาศของสีสันหรือเป็นเส้นสายสีขาวดำก็ได้2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องงานชุดนี้ได้แนวคิดมาจากการเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอนเรื่องเล่าที่แฝงไปด้วยแนวความคิดจินตนาการปรัชญาการใช้ชีวิตการสอนคุณธรรมจริยธรรมและความดีงามเพื่อปลูกฝังให้ลูกได้มีสิ่งเหล่านี้ติดตัวการเริ่มต้นจากการสังเกตและวิเคราะห์ในกิจวัตรประจำวันวันนั้น ๆ ถอดเป็นชุดบทเรียนเพื่อจะร้อยเรียงสร้างเรื่องราวในโลกจินตนาการขณะที่ลูกกำลังจะนอนในการสร้างสรรค์ผลงานผู้สร้างสรรค์ได้เลือกใช้เทคนิคเครื่องเคลือบดินเผาเพราะเทคนิคเครื่องเคลือบดินเผามีความหลากหลายทางด้านเทคนิคที่ส่งผลออกมาอันนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ในแนวความคิด งานชุดนี้ผู้สร้างสรรค์ใช้รูปทรงเรียบง่ายเหมือนเครื่องหมายคำพูดคว่ำหัวเทคนิคที่เลือกนำมาใช้ในงานชุดนี้เรียกเทคนิคเอ็นโกบด้วยการนำน้ำดินสีทาลงบนชิ้นงานทั้งหมดจากนั้นใช้เครื่องมือแหลมขูดขีดว่าตามแบบที่ร่างเอาไว้เทคนิคนี้เขาเรียกเทคนิค sgraffitoผู้สร้างสรรค์เลือกน้ำดินสีดำในการเอนโกบเพราะสีดำเทียบกับความมืดในขณะที่กำลังหลับตาภาพต่างๆที่โดยเล่าเรื่องจะเหมือนกับเส้นสีขาวแล้วก็มีสีซึ่งบางครั้งอาจจะมีสีทั้งภาพหรืออาจจะมีเพียงแค่ outline อย่างเดียวจึงได้เลือกเทคนิคนี้ทุกครั้งที่ขูดลงไปสีดินเดิมที่ตัวงานก็จะแสดงผลออกมาเป็นเส้นสีขาว ขณะเดียวกันผู้สร้างสรรค์เลือกที่จะลงสีในบางตำแหน่งเพราะต้องการให้เกิด space พื้นที่ว่างเป็นสีดำเป็นการสร้างพื้นที่ว่างให้ลูกได้จินตนาการต่อในบรรยากาศขณะเล่าเนื้อเรื่องเมื่อนำไปเผาแล้วผลงานจะได้สีสันตามที่วางเอาไว้แต่ผู้สร้างสรรค์ได้เติมสีใต้เคลือบเพื่อจะเน้นในบางจุดให้เกิดความคมชัดและมิติของสีที่มากขึ้น หลังจากนั้นจะนำไปเผาเคลือบใสอีก 1 ครั้งที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส


3883. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องของจินตนาการและความฝัน3.2 วิเคราะห์และร่างแบบ 2 มิติ เพื่อศึกษารูปทรงและลวดลายที่นำมาใช้ภาพที่ 1 แบบร่างลวดลาย 2 มิติที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3893.3 สร้างสรรค์ผลงาน 3 มิติด้วยเทคนิคการขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผา3.4 เตรียมน้ำดินสีสีดำ สีน้ำเงิน สีแดง สีเหลือง สีส้มนำมาทาลงบนชิ้นงานตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ขั้นตอนนี้ต้องทำในขณะสภาวะดินเริ่มหมาดตัว คือ ไม่แข็งเกินไปและไม่นิ่มเกินไป ใช้อุปกรณ์แหลมขูดขีดตามแบบที่กำหนดไว้เพื่อให้เห็นชั้นดินพื้นลักษณะคล้ายๆกับการทำWood cut ของภาพพิมพ์ตกแต่งลงสีเพิ่มเติมบริเวณที่ต้องการจะเน้นภาพที่ 2 ลวดลายที่เขียนลงบนชิ้นงาน 3 มิติที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.5 นำไปเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียสเพื่อให้เนื้อดินสุกตัว3.6 ใช้สีใต้เคลือบระบายบริเวณที่ต้องการเน้นให้สีมีความคมชัดมากขึ้น จากนั้นนำไปพ่นเคลือบแล้วนำเข้าเตาเผาเผาเผาที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียสจะได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์ภาพที่ 3 ชิ้นงานสมบูรณ์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์


3904. การวิเคราะห์ผลงานภาพที่ 4 การวิเคราะห์ผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์การวิเคราะห์รูปทรงผลงานรูปทรงผลงานชุด open your dream จะมีลักษณะการโค้งเพื่อให้เกิดความรู้สึกอ่อนไหวเป็นการเชื่อมโยงกับแนวความคิดส่งผ่านทางอารมณ์ความรู้สึกขนาดของชิ้นงานเป็นขนาดที่เหมาะสมไม่เล็กเกินไปและไม่ใหญ่เกินไป เมื่อนำมาใช้กับเทคนิคsgraffito ก็จะยิ่งเกิดความสมบูรณ์มากขึ้นเนื้อหารายละเอียดและเรื่องราวที่อยู่ในชิ้นงานผู้สร้างสรรค์ได้เรียบเรียงมาจากจินตนาการและการเสริมสร้างพลังบวกด้วยลักษระเส้นลวดลายจะเป็นเส้นโค้งดูมีความอิสระผ่อนคลาย ลักษณะพื้นที่เป็นสีดำทั้งหมดเพราะต้องการนำเสนอในเรื่องของนิทานก่อนนอนที่อยู่ในห้วงของความมืดแต่จะเน้นสีสันในตัวละครบางตัวเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับตัวละครนั้น ๆการจัดวางลวดลายลงบนชิ้นงานเป็นการจัดวางที่มีจุดเด่นซึ่งเน้นขนาดและปล่อย space เพื่อลดความหนัก เส้นที่นำมาใช้เขียนจะเป็นรูปทรงที่อิสระเพื่อเข้ากับแนวความคิดที่ต้องการเสริมสร้างจินตนาการที่ไม่หยุดนิ่งให้กับลูก5. สรุปผลงานชุด Open your Dream เปิดประตูสู่ความฝัน เป็นการสร้างสรรค์จากการนำแนวคิดที่มาจากการปลูกฝังเรื่องราว คุณธรรม จริยะธรรมและจินตนาการให้กับลูกอาจเป็นแนวทางในการทำงานของศิลปินทั่วไปหรือสร้างต่อยอดเป็นธุรกิจได้ในอนาคต


391เอกสารอ้างอิงสุขุมาล สาระเกษตริน.(2564). เครื่องปั้นดินเผาการออกแบบและปฏิบัติงาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ 50 Press Printing.โอภาส นุชนิยม.(2561). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา107–22003 เทคนิคในการสร้างสรรค์งาน เครื่องปั้นดินเผา.อัดสำเนา.Atkin,Jacqui.(2009).250 Tips,Techniques and Trade Secrets for Potters. China: Printed by 1010 Printing International.Jeff Zamek. (2009). The Potter’s Studio Clay Glaze Handbook.Printed in Singapore. Kathleen Standen. (2013). The New Ceramics Additions To Clay Bodies. India : printed and bound in india.


Click to View FlipBook Version