192ภาพที่ 7 แสดงถึงการผสานลวดลายน้ำแบบประเพณีไทยกับแบบประเพณีญี่ปุ่นที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานการสร้างสรรค์อานนท์และโอนามาซุในผลงานชิ้นนี้ ข้าพเจ้านำแนวคิด ทฤษฎี ความเชื่อและการผสานทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์ผลงาน โดยวิธีการร่างสดลงบนเฟรมผ้าใบตัดขั้นตอนของการร่างภาพลายเส้น และการร่างภาพสีออกเพื่อต้องการแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกในการตอบโต้ วิธีการแก้ปัญหาด้านรูปร่าง รูปทรง หรือลวดลายกับช่องไฟพื้น นำมาสร้างบรรยากาศและลวดลายที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตอบสนองความรู้สึกในลักษณะเฉพาะของตนเอง ในลักษณะรูปแบบของงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณีที่ประยุกต์ใช้เทคนิควิธีการสมัยใหม่ โดยวางแผนการนำทัศนธาตุและหลักการทางทัศนศิลป์ หรือทฤษฎีองค์ประกอบศิลป์มาใช้ เพื่อให้ได้รับผลทางการรับรู้ในเนื้อหาและอารมณ์ของผลงานให้ได้มากที่สุด เริ่มจากเลือกใช้เฟรมสำเร็จรูปที่ขึงด้วยผ้าแคนวาสสีดำ เพื่อแสดงถึงนัยแอบแฝงกับการสร้างสรรค์ในผลงานที่ต้องการแสดงออก จากนั้นจึงร่างภาพลายเส้นด้วยดินสอสีลงบนเฟรมผ้าใบขนาด 70 X 90 ซ.ม. โดยการวางโครงสร้างรวมของภาพปลาอานนท์และปลาโอนามาซุ มุ่งเน้นไปที่รูปร่าง รูปทรง หรือลวดลายให้มีความสัมพันธ์กับช่องไฟพื้น ข้าพเจ้าการจัดวางองค์ประกอบ ค่าน้ำหนัก และโครงสีโดยรวมตาม ในลักษณะการใช้แบบเอกรงค์ (monochrome) เพื่อเป็นสื่อที่สะท้อนถึงความรู้สึกในการแสดงออกที่มีผลต่ออารมณ์และการสื่อความหมายที่เด่นชัด จะส่งผลกระทบต่อสายตาและกระตุ้นต่อการรับรู้ของผู้ชมได้เป็นอย่างดี ใช้สีแสดงถึงรูปแบบศิลปะประเพณีของไทยและศิลปะประเพณีของญี่ปุ่น เพิ่มเติมรายละเอียดที่เรียกว่า “ลูกเล่น” นับเป็นการสร้างสรรค์ พัฒนา และต่อยอดคุณค่าทางความงามที่เป็นปัจจุบัน เพื่อการเข้าถึงและเข้าใจ โดยไม่ลดทอนคุณค่าทางความดีและความงา มของช่างเขียนไทยแต่อย่างใด
1935. สรุปการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ของข้าพเจ้า เป็นความท้าทายต่อตนเองในกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่ผ่านมา ข้าพเจ้าประมวลผลแนวคิด ทฤษฎี คตินิยมและเอกลักษณ์สำคัญสู่การปฏิบัติที่ก่อให้เกิดควา มงา มในแบบอุดมคติไทย หลอมรวมกับความคิด จินตนาการและทักษะความชำนาญด้านจิตรกรรมไทยของตนเอง ก่อรูปความคิดและถ่ายทอดเป็นงานจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่มีเนื้อหาสอดคล้อง กลมกลืนกับแนวความคิด และแสดงออกให้ตรงเป้าหมายทางศิลปะที่วางไว้ และข้าพเจ้ายังคงต้องพัฒนาผลงานต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเอกสารอ้างอิงกาลนาน. (2568, พฤศจิกายน 19). โอนามาสึ (Onamazu) ภูตปลาดุกยักษ์ก่อเกิดแผ่นดินไหว เรื่องน่าสนใจในตำนานของชาวญี่ปุ่น. https://amorerana.com/articles/detail/namazu.เขมา แฉ่งฉายา. (2565). ผลการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย จากการศึกษาภูมิปัญญาการใช้รูปทรงในภาพจิตรกรรมฝาผนัง (วัดเกาะ) สกุลช่างเมืองเพชร. วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ (มสป.) ปีที่ 24 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2565.ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล. (2566, พฤศจิกายน 19). Earthquake : 10 เรื่องแผ่นดินไหวที่คนไทยควรรู้. https://www.sarakadee.com/2023/02/13/earthquake/.ปดิวลดา บวรศักดิ์. (2568, พฤศจิกายน 19). “ปลาอานนท์” ปลาที่เกิดขึ้นสมัยสร้างโลก ในอดีตเชื่อว่าเป็นเหตุ“แผ่นดินไหว”. https://www.silpa-mag.com/culture/article_150531.ปรีชา เถาทอง. (2561). ศิลปะสร้างสรรค์องค์ความรู้ทางวิชาการ. วารสารบริหารธุรกิจและสังคมศา สตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2561 (บทความวิชาการ).ลัญจกร นิลกาญจน์. (2561). วัฒนธรรมความเชื่อ กับการจัดการศรัทธาของชุมชน. วารสารนาคบุตรปริทรรศน์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2561.สปริงนิวส์ (ม.ป.ป., พฤศจิกายน 19). รู้จัก ปลาอานนท์ ผู้ขยับตัวทำให้เกิดแผ่นดินไหวตามคติโบราณ. https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/856964.
194การเจริญเติบโตพรรณพฤกษากับวัตถุทางเทคโนโลยีGrowth of Flora and Technological Objectsพงศธร รอดจากทุกข์, Phongsathorn Rodjaktukวิทยาลัยช่างศิลป ถนนหลวงพรต เขตลาดกระบัง 10520 College of Fine Arts, 60 Luangprot Kd. Ladkrabung, Bangkok, 10520 ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่องานสร้างสรรค์ชุดนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานในหัวข้อ “การเจริญเติบโตพรรณพฤกษากับวัตถุทางเทคโนโลยี” ที่ต้องการแสดงถึงคุณค่าของธรรมชาติ ที่กำลังถูกกลืนหายไปจากกา รรุกรานของมนุษย์ โดยการศึกษาทฤษฎีประสบการณ์นิยม ศิลปะไทย และลัทธิดาดา 2) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานเทคนิคประติมากรรมสื่อผสมร่วมเทคนิคประติมากรรมไทยแบบประเพณีการสร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิคประติมากรรมสื่อผสมร่วมเทคนิคประติมากรรมไทยแบบประเพณี โดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตทางเทคโนโลยีร่วมกับลวดลายพรรณพฤกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของศิลปะแนวดาดาอิสซึม ที่มุ่งเน้นการเสียดสีและประชดประชันสังคม โดยเฉพาะในประเด็นการบริโภควัตถุนิยมอย่างเกินพอดี อันนำไปสู่ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อควา มหลากหลายของพรรณไม้ในธรรมชาติ จากแนวคิดดังกล่าว ผู้สร้างสรรค์ได้นำมาประยุกต์ใช้กับผลงา นศิลป ะไทยให้มีลักษณะเฉพาะของพรรณพฤกษาในรูปแบบอุดมคติ ที่ไม่ปรากฏอยู่จริงในธรรมชาติ เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของพรรณไม้ในธรรมชาติ สอดคล้องกับแนวคิดของศิลปะไทย ที่เน้นความสำคัญของจินตนาการเป็นหลัก ผลงานชิ้นนี้จึงมีบทบาททางศิลปะในการกระตุ้นเตือนผู้ชมให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการ พัฒนาการของเทคโนโลยีต่อธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงและยากต่อการแก้ไขในปัจจุบัน คำสำคัญ: การเจริญเติบโต, พรรณพฤกษา, เทคโนโลยี AbstractThis creative project has two primary objectives: 1.To produce artworks under the theme “The Growth of Flora and Technological Objects,” aiming to express the value of nature that is gradually being consumed by human encroachment. The process involves studying Empiricism, traditional Thai art, and Dadaism. 2 .To create artworks using mixed-media sculptural techniques combined with traditional Thai sculptural methods, through the integration of technological materials with conventional Thai sculptural practices.
195The creation process employs mixed-media sculpture in conjunction with traditional Thai sculptural techniques, utilizing discarded technological materials alongside traditional floral motifs. This approach reflects the conceptual foundations of Dadaism, which emphasizes satire and social critique particularly concerning excessive materialism that contributes to environmental degradation and the loss of natural plant diversity. Drawing from these ideas, the artist adapts them into Thai artistic expression by forming idealized, non-existent flora, serving as symbolic representations of real plant species. This aligns with the principles of fantasy art, which places imagination at the center of artistic creation. Ultimately, this work serves an important artistic purpose: to raise awareness among viewers about the consequences of technological development on nature an escalating and increasingly difficult problem to resolve in the present era.Keywords: Growth, Flora, Technological Objects1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตและการพัฒนาของมนุษยชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ ผืนป่า และระบบนิเวศ ล้วนมีบทบาทในการหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตบนโลกให้ดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของพื้นที่สีเขียว การปนเปื้อนของทรัพยากรธรรมชาติ หรือการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ภายใต้บริบทของสังคมบริโภคนิยมที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ผู้สร้างสรรค์ซึ่งเติบโตในสภาพแวดล้อมชนบทที่อุดมไปด้วยควา มงามของธรรมชาติ ได้ซึมซับความงดงามเหล่านั้นมาตั้งแต่เยาว์วัย ความทรงจำต่อพรรณไม้และระบบนิเวศท้องถิ่นจึงกลายเป็นแรงผลักดันที่นำไปสู่การตั้งคำถามถึงอนาคตของพรรณไม้ในธรรมชาติ หากการใช้ทรัพยากรถูกการแทรกแซงของมนุษย์ยังคงดำเนินต่อไปโดยปราศจากจิตสำนึก ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการลดลงของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังอาจรวมถึงการเจริญเติบโตของพรรณไม้หลายชนิด ผู้สร้างสรรค์จึงใช้จินตนาการและความรู้ทางศิลปะไทยในการสร้างสรรค์ผลงาน ว่ารูปแบบของพรรณพฤกษาจะเจริญเติบโตในอนาคตจะมีลักษณะเช่นใดภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่ขาดสมดุลนี้จากแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น ผู้สร้างสรรค์จึงได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงา นศิลปะที่มุ่งเน้นการสะท้อนปัญหาการรุกรานจากเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยถ่ายทอดผ่านการสร้างรูปทรงพรรณพฤกษาซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อสัญลักษณ์ในการประชดประชันและเสียดสีเชิงสังคม เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรู้ในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่กำลังลดลง รูปทรงดังกล่าวถูกรังสรรค์จากจินตนาการที่ผสานความทรงจำในวัยเด็กของผู้สร้างสรรค์ ซึ่งมีความหลงใหลใน พรรณพฤกษา ในรูปแบบศิลปะไทยเนื่องมีครอบครัวที่เป็นช่างปั้นด้านศิลปะไทยแบบประเพณีจึงนำแนวคิดดังกล่าวมา พัฒนา
196เป็นผลงานศิลปะในลักษณะของประติมากรรมลักษณะเฉพาะตน โดยใช้วัสดุหลากหลายประเภท อาทิ วัสดุสำเร็จรูป วัสดุเหลือใช้ และวัสดุที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมาเป็นตัวแทนภาชนะในการสร้า งสรรค์ของการเจริญเติบโตของพรรณพฤกษาในศิลปะไทยเพื่อเปิดพื้นที่การตีความเชิงสัญลักษณ์ให้ผู้ชมเชื่อมโยงว่า สิ่งที่ปรากฏนั้นคือพรรณพฤกษามีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อันเป็นการนำเสนอภาพแทนของการเข้ามาแทนที่ธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีอันปราศจากชีวิตและจิตสำนึก2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องภาพที่ 1 ภาพแสดงกรอบแนวคิดผลงานสร้างสรรค์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์, 2568ผลงานทัศนศิลป์ในหัวข้อ “การเจริญเติบโตพรรณพฤกษากับวัตถุทางเทคโนโลยี” นั้นเป็นการสร้างสรรค์ผลงานโดยมุ่งเน้นการสร้างพรรณพฤกษาที่ใช้จินตนาการผสมผสานประสบการณ์ชีวิต ที่รักและผูกพันกับธรรมชาติแต่วัยเด็ก ทำให้รู้สึกหวงแหนธรรมชาติที่นับวันจะถูกทำลายลงด้วยเทคโนโลยี ที่เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์จนยากที่จะแก้ไข การสร้างสรรค์ผลงานนี้จึงจำเป็นต้องทำการศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อาทิ เช่น ศิลปะแนวศิลปะไทยที่มีความน่าสนใจในด้านการใช้จินตนาการด้านการประกอบสร้า งพรรณพฤกษาที่พิเศษแปลกตา ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองในเรื่องการเลือกใช้วัสดุประเภทเก็บตกร่วมกับ เทคนิคประติมากรรมไทย ทำให้เกิดการตีความหมายให้กับผลงานประติมากรรมด้วยพรรณพฤกษาแบบใหม่ เพราะการชมผลงานนั้นต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้ดูร่วมด้วยจึงจะเกิดความสนุก เป็นพรรณพฤกษาที่มีลักษณะเฉพาะตนอย่างน่าสนใจรวมถึง มีความงามทางสุนทรียภาพที่เกิดขึ้น และกระตุ้นเตือนผู้คนให้หันมาเห็นคุณค่าของธรรมชาติอีกทางหนึ่ง เพื่อนำมาวิเคราะห์ให้เห็นลักษณะเฉพาะของผลงานผู้สร้างสรรค์ การจะพัฒนาผลงานได้นั้นการเจริญเติบโตพรรณพฤกษากับวัตถุทางเทคโนโลยีกรอบทฤษฎี – ทฤษฎีประสบการณ์นิยม – ศิลปะไทย -ลัทธิดาดา เทคนิคในการสร้างสรรค์ - ศิลปะสื่อผสมร่วมกับเทคนิคประติมากรรมไทย กระตุ้นเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติ ที่กำลังถูกแทนที่ด้วยวัตถุทางเทคโนโลยี จนในที่สุดธรรมชาติอาจถูกกลืนหายไปอย่างน่าเสียดายผลงานเทคนิคสื่อผสม (Mixed Media)ชุด “การเจริญเติบโตพรรณพฤกษากับวัตถุทางเทคโนโลยี””
197จำเป็นต้องศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีประสบการณ์นิยม ศิลปะไทย และลัทธิดาดามีกระบวนการศึกษาดังต่อไปนี้ประสบการณ์ของมนุษย์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสภาพแวดล้อม และถูกถ่ายทอดผ่านประสาทสัมผัสในหลายรูปแบบ ทฤษฎีประสบการณ์นิยมจึงอธิบายว่าองค์ความรู้ทั้งหมดเกิดจากการรับรู้และกา รสั่งสมประสบการณ์ที่มากพอจนเกิดการสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกระบวนการใช้ทฤษฎีซึ่งเป็นการใช้เหตุผลบนพื้นฐานของหลักฐานที่ได้จากประสบการณ์จริง ผู้สร้างสรรค์ได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในการตีควา มวัตถุจากทั้งวัสดุเทคโนโลยี โดยอาศัยความทรงจำและการรับรู้จากสิ่งที่เคยพบเจอ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของจอห์น ดิวอี้ ที่มองว่าศิลปะคือประสบการณ์และเป็นผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสภาพแวดล้อม (ชลูด นิ่มเสมอ, 2554 น. 20) ผสมผสานกับแนวคิดลัทธิดาดา (Dadaism) ซึ่งถือกำเนิดจากศิลปินอาวองการ์ดในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีเจตนารมณ์ต่อต้านความงามเชิงประเพณีและวิพากษ์สังคมยุคอุตสาหกรรม (กำจร สุนพงษ์ศรี, 2555) โดยยึดถือความไร้เหตุผล ความคาดไม่ถึง และการท้าทายกรอบคิดดั้งเดิม เทคนิค Assemblage จึงเกิดขึ้นเพื่อประกอบวัสดุหลากหลายชนิดอย่างไม่เป็นระเบียบตามแนวคิดดาดา พร้อมสร้างความหมายใหม่ให้แก่ผู้ชมผ่านการจัดวางวัตถุในบริบทศิลปะ กระบวนการนี้เปิดพื้นที่ให้ศิลปะหลุดพ้นจากการเลียนแบบธรรมชาติและตั้งคำถามต่อบทบาทของศิลปะในสังคม ในขณะเดียวกัน ศิลปะไทยเป็นการสร้างสรรค์ที่อาศัยจินตนาการ ความรู้สึก และความคิดสร้างสรรค์โดยไม่จำกัดอยู่ที่ข้อเท็จจริงของโลก แนวคิดศิลปะไทยซึ่งช่วยอธิบายแรงผลักดันทางอารมณ์ของมนุษย์ ผู้สร้างสรรค์ได้นำแนวคิดนี้มาต่อยอดเพื่อกำหนดรูปลักษณ์พรรณพฤกษาในจินตนาการที่ไม่เคยมีอยู่จริงในธรรมชาติ ทำให้ผลงานไม่เพียงสะท้อนการสำรวจรูปลักษณ์ใหม่ แต่ยังสื่อสารอารมณ์ ความรู้สึก และมิติภายในจิตใต้สำนึก ผ่านการประสานประสบการณ์ วัสดุ และความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นหนึ่งเดียว3. กระบวนการในการสร้างสรรค์การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสื่อผสมร่วมกับประติมากรรมไทย เป็นกระบวนการที่ผสมผสา นองค์ความรู้ทางศิลปะไทยประเพณีเข้ากับวัสดุและเทคนิคในปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากการขึ้นรูปโครงสร้างด้วยวิธีการเชื่อมเหล็ก ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแรงและสามารถดัดเป็นรูปทรงตามที่ต้องการได้ อีกทั้งเก็บรายละเอียดได้อย่างประณีตพริ้วไหวดูมีชีวิต ถัดมาจึงเข้าสู่ขั้นตอนการปั้นด้วยปูนปั้นสูตรเพชรบุรี เพื่อให้สามารถปั้นได้มีถ่ายทอดความรู้สึกรายละเอียดในขณะที่ปั้นได้อย่างครบถ้วน ซึ่งมีความงาม ความแข็งแรง และเหมาะสมสำหรับการจัดแสดงหรือเก็บรักษาในระยะยาว ภายใต้กระบวนการดังกล่าว ผู้สร้างสรรค์ได้ประยุกต์แนวคิดศิลปะสื่อผสมเข้ากับประติมากรรมไทย โดยเลือกใช้วัสดุจากเทคโนโลยี เช่น โลหะ และวัสดุเหลือใช้ มาผสานผ่านวิธีการเชิงปราณีตศิลป์ เพื่อสื่อสารแนวคิดเรื่องราวในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อันเป็นการแสดงออกถึงความงาม ความรู้สึก และสัญลักษณ์ทางความคิดที่ซับซ้อน ทั้งนี้ ศิลปะสื่อผสม หมายถึง ศิลปะที่สร้างสรรค์โดยใช้วัสดุ เทคนิค และวิธีการของทัศนศิลป์จนลักษณะเฉพาะตนอย่าง
198น่าสนใจรวมถึง มีความงามทางสุนทรียภาพที่เกิดขึ้น และกระตุ้นเตือนผู้คนให้หันมาเห็นคุณค่าของธรรมชาติอีกทางหนึ่งภาพที่ 2 ผลงานสร้างสรรค์ “การเจริญเติบโตพรรณพฤกษากับวัตถุทางเทคโนโลยี”ที่มา: ผู้สร้างสรรค์, 25684. การวิเคราะห์ผลงานจากการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมสื่อผสมในหัวข้อ “การเจริญเติบโตพรรณพฤกษากับวัตถุทางเทคโนโลยี” พบว่าการนำวัสดุสำเร็จรูปและวัตถุเก็บตกมาใช้ร่วมกับเทคนิคการสร้างสรรค์แบบประติมา กรรมไทยสามารถเป็นสื่อสัญลักษณ์ ในการสร้างสรรค์รูปทรงพรรณพฤกษาในธรรมชาติ ก่อให้เกิดผลงานของพรรณพฤกษาในศิลปะไทย และมิได้มีอยู่จริงในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ผู้สร้างสรรค์ได้ดำเนินการสร้างสรรค์ลักษณะของพรรณพฤกษาศิลปะไทย ส่งผลให้เกิดรูปลักษณ์ที่ความเป็นไทยและชวนให้เกิดความหวงแหน ถึงชนิดของพรรณพฤกษาภายในประเทศไทย โดยอาศัยวัสดุสำเร็จรูปที่พบในชีวิตประจำวันผ่านกระบวนในการแปลงค่าวัสดุให้มีความหมายใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับภาชนะของพรรณพฤกษาเป็นพื้นที่ในการเจริญเติบโต กับแนวคิดแบบลัทธิดาดาที่มุ่งเน้นการเสียดสีและประชดประชันสังคม โดยเฉพาะในประเด็นการบริโภควัตถุนิยมอย่างเกินพอดี สอดคล้องกับการใช้แนวคิดของศิลปะแบบอุดมคติ ที่เน้นการจินตนาการของรูปทรง อัน
199นำไปสู่การสร้างรูปทรงใหม่ ซึ่งผู้สร้างสรรค์มีความสนใจในการนำจินตนาการมาเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบรูปทรงที่แปลกตา แปรเปลี่ยนพรรณพฤกษาไร้ชีวิตให้กลายเป็นพรรณพฤกษาที่เปี่ยมด้วยชีวิต ผลงานศิลปะชุดนี้จึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสะท้อนและกระตุ้นเตือนให้ผู้ชมตระหนักถึงผลกระทบจา กการบริโภควัตถุทางเทคโนโลยีอย่างเกินขอบเขต ซึ่งเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดในสภาพแวดล้อมร่วมสมัย5. สรุปผลงานทัศนศิลป์ในหัวข้อ “การเจริญเติบโตพรรณพฤกษากับวัตถุทางเทคโนโลยี” เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่มุ่งเน้นการออกแบบพรรณพฤกษาเชิงจินตนาการ อันเกิดจากการผสมผสา นกับประสบการณ์ชีวิตของผู้สร้างสรรค์ซึ่งมีความรักและผูกพันกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติตั้งแต่วัยเยาว์ ความรู้สึกหวงแหนธรรมชาติที่กำลังถูกคุกคามจากการขยายตัวของเทคโนโลยี ซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตมนุษย์อย่างต่อเนื่องจนยากต่อการควบคุม กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้ โดยผู้สร้างสรรค์ได้ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อาทิลัทธิดาดา ที่มุ่งเน้นการเสียดสีและประชดประชันสังคม โดยเฉพาะในประเด็นการบริโภควัตถุนิยมอย่างเกินพอดี ศิลปะไทยซึ่งโดดเด่นด้านจินตนาการเชิงสร้างสรรค์ และการสร้างสรรค์ที่มีลักษณะผลงานประติมากรรมไทย ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดแบบอุดมคติในศิลปะไทย ที่เสนอแนวทางในการสร้างรูปทรงจากการจินตนาการ และเปิดมุมมองใหม่ในการเลือกใช้วัสดุประเภทเก็บตก ร่วมกับการสร้างสรรค์ผลงานแบบประติมากรรมไทย เมื่อผลงานเสร็จสมบูรณ์ ผู้ชมสามารถตีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ผ่านรูปทรงประติมากรรมสื่อผสมแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งการรับรู้ผลงานจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ส่วนบุคคลร่วมด้วย จึงจะเกิดความเข้าใจและความสนุกในการชมผลงาน อีกทั้งยังแฝงไว้ด้วยความงามทางสุนทรียศาสตร์ พร้อมกระตุ้นจิตสำนึกในการเห็นคุณค่าของธรรมชาติในอีกมิติหนึ่งเอกสารอ้างอิงกำจร สุนพงษ์ศรี. (2556). สุนทรียศาสตร์สุนทรียศาสตร์ หลักปรัชญาศิลปะ ทฤษฎีทัศนศิลป์ ศิลปะวิจารณ์(พิมพค์รั้งที่ 2). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.. (2558). ศิลปะสมัยใหม่ (พิมพค์รั้งที่ 2). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.เกษม ก้อนทอง. (2549). ศิลปะสื่อผสม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.จักรกฤษณ์ ศิริวรรณ. (2562). การใช้วัสดุในศิลปะร่วมสมัย. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.ชลูด นิ่มเสมอ. (2534). องค์ประกอบศิลป์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.. (2542). ศิลปะไทย: ความหมายและคุณค่า. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.. (2554). ศิลปะกับการสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.ราชบัณฑิตยสถาน. (2530). พจนานุกรมศัพท์ศิลปะ อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. ราชบัณฑิตยสถาน.สดชื่น ชัยประสานธน์. (2539). สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
200การออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูมรถจักรยานยนต์Kawasaki จังหวัดเพชรบูรณ์ภายใต้แนวคิด “Garage Society 89”Interior design of Kawasaki Motorcycle Showroom in Phetchabun Province under the concept of \"Garage Society 89\"พงศพัศ บัวแก้ว, Pongsapat Buakaewสาขาวิชาออกแบบตกแต่งภายใน คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์Interior Design Department, Faculty of Fine Arts, Bunditpattanasilpa Institute of Fine Arts.E-mail: [email protected]บทคัดย่อการออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูมรถจักรยานยนต์มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ การรับรู้คุณค่า และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด กระบวนการออกแบบ และองค์ประกอบการออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูมรถจักรยานยนต์ Kawasaki โดยใช้ผลงานการออกแบบโชว์รูมจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นกรณีศึกษา งานวิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการวิเคราะห์ผลงานออกแบบด้านแนวคิดการออกแบบ การวิเคราะห์พื้นที่ การจัดผังการใช้งาน การเลือกใช้วัสดุ สี แสง และการจัดแสดงสินค้า ผลการศึกษาพบว่าแนวคิด “Garage Society 89’” สามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแบรนด์ Kawasaki ได้อย่างชัดเจน และกระบวนการออกแบบที่เป็นระบบช่วยให้พื้นที่สามารถตอบสนองทั้งด้านการใช้งานเชิงพาณิชย์และการสร้างประสบการณ์ทางอารมณ์แก่ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพคำสำคัญ: การออกแบบตกแต่งภายใน, โชว์รูม, กระบวนการออกแบบ, อัตลักษณ์แบรนด์, KawasakiAbstractMotorcycle showroom interior design plays an important role in building brand identity.Value Perception and User Experience This academic article aims to study the concept of The research uses a qualitative study method through the analysis of design works in terms ofdesign concepts. Space analysis, usage layout, material selection, color, lighting, and productdisplay. The study found that the concept of \"Garage Society 89'\" can convey the identity ofthe brand. And the systematic design process allows the space torespond to both commercialuse and emotional experience for users effectively.Keyword: Interior Design, Showroom, Design Process, Brand Identity, Kawasaki
2011. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาจากการที่ประเทศไทยมีการใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะของประชาชนในระดับบุคคลทั่วไปมากในประเทศโดยอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ของประเทศไทยในไตรมาสที่ 1 ปี2568 ได้มีกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปี2567 ทำให้สะท้อนถึงความต้องการที่มากขึ้นต่อเนื่อง ภาพที่ 1 การผลิต จำหน่าย และส่งออก รถจักรยานยนต์ (คัน)ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบัน การแข่งขันทางธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างประสบการณ์และภาพลักษณ์ของแบรนด์ผ่านพื้นที่ทางกายภาพ โชว์รูมจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารตัวตนของแบรนด์และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค การออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูมรถจักรยานยนต์จำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งการใช้งาน ความปลอดภัย การจัดแสดงสินค้า และการสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ทำให้มีการลงทุนด้านโชว์รูมสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีการลงทุนกับภาคเอกชนไทยในการเปิดโชว์รูมเพื่อรองรับการบริการและจำหน่ายสินค้าแก่ผู้บริโภคมากขึ้น โดยเน้นที่การสร้า งคุณค่าเชิงเอกลักษณ์ของตนเองไว้อย่างชัดเจนทั้งรูปแบบตำนานแห่งการแข่งขันและโทนสีที่สะท้อนอัตลักษณ์องค์กรมาโดยตลอดกับตัวสินค้า โดยนักออกแบบที่ทำการออกแบบโชว์รูมต้องคำนึงเป็นอย่างมากโดยให้สอดประสานกับแนวคิดทางการออกแบบของตนได้อย่างไม่ขัดแย้ง โดยผู้ออกแบบได้นำแนวคิด Garage Society 89 มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ เสมือนกลับไปสู่ยุคปี1989 ในช่วงที่มีจักรยานยนต์คลาสสิคต่าง ๆ มากมายออกมาโลดแล่นเป็นตำนานในท้องถนนและการแข่งขัน
202ภาพที่ 2 รถจักรยานยนต์kawasaki Z1000R เปิดตัวตั้งแต่ปี 1982-1989ที่มา: https://khaorot.com/bigbike/kawasaki-z-the-ultimate-motorcycleKawasaki เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่มีภาพลักษณ์โดดเด่นด้านสมรรถนะ ความสปอร์ต และเทคโนโลยี การออกแบบโชว์รูมจึงต้องสามารถสะท้อนคุณค่าดังกล่าวได้อย่างชัดเจน บทความนี้นำเสนอการศึกษาผลงานการออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูม Kawasaki จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้กระบวนการออกแบบตกแต่งภายในเชิงพาณิชย์ร่วมกับแนวคิดอัตลักษณ์แบรนด์ การออกแบบตกแต่งภายในพื้นที่ใช้งานนั้นจะมีคุณค่าและสร้างความทรงจำต่อเจ้าของพื้นที่ได้ต้องมีการสะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่โดยส่งผ่านจากผู้เป็นเจ้าของ เพราะเหมือนเป็นผลงานและแรงบันดาลใจ ฉะนั้นการจัดวางควรอยู่ในมุมที่ดีที่สุดของพื้นที่ ตามที่ วิมลสิทธ์ หรยางกูรและคณะ (2556, หน้า 15-17) ได้กล่าวว่า การออกแบบมีส่วนช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมที่สนองต่อการรู้สึกทางประสาทสัมผัส และการรู้สึกทาทัศนาการ สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับการรู้สึกจะมีคุณสมบัติที่ดึงดูดความสนใจให้เกิดการรับรู้ จึงเห็นได้ว่าการออกแบบไม่ได้เป็นเพียงแค่การแต่งแต้มสีสรรค์เพื่อความสวยงามเพียงด้านเดียว แต่ยังแฝงไว้ด้วยแนวคิด ทฤษฎี และหลักจิตวิทยาในการออกแบบ เช่น แนวคิดทางด้านพฤติกรรมมนุษย์ทั้งในด้านบุคคล และพฤติกรรมองค์กร แนวคิดทางด้านจิตวิทยาในการออกแบบ แนวคิดทางด้านการบริหารจัดการพื้นที่ แนวคิดทางด้านขนาดสัดส่วนมนุษย์ และทฤษฎีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ตลอดจนการบริหารจัดการงบประมาณของโครงการ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ผู้ออกแบบต้องนำมาศึกษา วิเคราะห์ และพิจารณาในหลายมิติ รวมถึงการใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมเพื่อให้ผลงานการออกแบบสามารถตอบสนองต่อความต้องการและสอดคล้องกับลักษณะพฤติกรรมของผู้ใช้งานทั้งในรูปแบบของรายบุคคลวัตถุประสงค์ของงานสร้างสรรค์1. เพื่อศึกษาหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูมเชิงพาณิชย์2. เพื่ออธิบายกระบวนการออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูมรถจักรยานยนต์ Kawasaki จังหวัดเพชรบูรณ์3. เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ Kawasaki4. เพื่อเสนอแนวทางการออกแบบโชว์รูมรถจักรยานยนต์ที่สามารถประยุกต์ใช้ในบริบทอื่นได้
2032. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง2.1 การออกแบบตกแต่งภายในเชิงพาณิชย์การออกแบบตกแต่งภายในเชิงพาณิชย์เป็นการออกแบบพื้นที่ที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางธุรกิจ โดยต้องคำนึงถึงการใช้งาน ความสะดวก ความปลอดภัย และการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร Pile (2007) กล่าวว่าการออกแบบภายในเชิงพาณิชย์ที่ดีต้องผสานความงามและประโยชน์ใช้สอยเข้าด้วยกันอย่างสมดุล2.2 การออกแบบโชว์รูมและประสบการณ์ผู้ใช้Kotler (1973) เสนอแนวคิดเรื่องบรรยากาศ (Atmospherics) ว่าสภาพแวดล้อมภายในร้านค้าสามารถส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค การจัดแสง สี วัสดุ และการจัดวางสินค้าในโชว์รูมจึงมีผลต่อการรับรู้คุณค่าของสินค้าและแบรนด์2.3 อัตลักษณ์แบรนด์กับงานออกแบบภายในKapferer (2012) อธิบายว่าอัตลักษณ์แบรนด์คือการสะท้อนตัวตนและคุณค่าของแบรนด์ผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ การออกแบบตกแต่งภายในเป็นหนึ่งในสื่อสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดอัตลักษณ์ดังกล่าวในรูปแบบที่จับต้องได้3. กระบวนการในการสร้างสรรค์การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์กรณีศึกษา (Case Study) จากผลงานการออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูม Kawasaki จังหวัดเพชรบูรณ์ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้จากภาพผลงานการออกแบบ แบบผังพื้น และภาพทัศนียภาพภายในและภายนอกอาคาร จากนั้นนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาในประเด็นด้านแนวคิด กระบวนการออกแบบ และองค์ประกอบทางกายภาพของพื้นที่เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการออกแบบอย่างเป็นระบบ บทความนี้ได้นำเสนอแผนผังกระบวนการวิเคราะห์ความคิดการออกแบบ และแผนผังขั้นตอนการทำ งานออกแบบ ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดสำคัญที่ใช้ในการพัฒนาโครงการออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูม Kawasaki จังหวัดเพชรบูรณ์
204แผนผังกระบวนการวิเคราะห์ความคิดการออกแบบ (Design Thinking Analysis Diagram)ภาพที่ 3 แผนผังกระบวนการวิเคราะห์ความคิดการออกแบบที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2565)แผนผังดังกล่าวแสดงให้เห็นกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์จากข้อมูลเชิงนามธรรม เช่น อัตลักษณ์และไลฟ์สไตล์ของแบรนด์ สู่การออกแบบเชิงรูปธรรมที่สามารถนำไปใช้งาน โดยสร้างกระบวนการทำงานตามผังด้านล่างภาพที่ 4 กระบวนการวิเคราะห์ความคิดการออกแบบ Design Thinking Analysis Diagramที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2565)การแปลงแนวคิดสู่รูปแบบพื้นที่ วัสดุ สี และแสงแนวคิดหลัก “Garage Society 89’”การสังเคราะห์แนวคิดการออกแบบ (Concept Development)การวิเคราะห์กิจกรรมและการใช้งานภายในโชว์รูมการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมผู้ใช้การวิเคราะห์อัตลักษณ์แบรนด์ Kawasakiบริบทโครงการและแบรนด์
205แผนผังกระบวนการทำงานตามขั้นตอนการออกแบบ (Design Process Workflow)ภาพที่ 5 แผนผังกระบวนการทำงานตามขั้นตอนการออกแบบที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2565)โดยกระบวนการดังกล่าวสะท้อนการทำงานออกแบบตกแต่งภายในเชิงวิชาชีพ ซึ่งมีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้น และสามารถตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างแนวคิดและผลลัพธ์ของงานออกแบบได้ภาพที่ 6 กระบวนการทำงานตามขั้นตอนการออกแบบ Design Process Workflowที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2565)การประเมินและปรับปรุงแบบ (Design Evaluation & Refinement)การพัฒนาแบบน าเสนอ (3D Perspective & Visualization)การออกแบบรายละเอียดภายใน วัสดุ และแสง (Interior & Material Design)การออกแบบผังพื้นที่ (Space Planning)การก าหนดแนวคิดและธีมการออกแบบ (Concept & Theme)การส ารวจพื้นที่และวิเคราะห์บริบท (Site & Context Analysis)การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมผู้ใช้
206การวิเคราะห์โจทย์และบริบทพื้นที่ ขั้นตอนแรกของกระบวนการออกแบบคือการวิเคราะห์โจทย์จากแบรนด์ Kawasaki ซึ่งต้องการโชว์รูมที่สะท้อนภาพลักษณ์ความสปอร์ต ความแข็งแกร่ง และวัฒนธรรมของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ บริบทพื้นที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยว ทำให้โชว์รูมต้องสามารถเป็นทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์และจุดสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระดับภูมิภาคการพัฒนาแนวคิดการออกแบบ แนวคิดหลักของการออกแบบคือ “Garage Society 89’” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมโรงรถและกลุ่มผู้หลงใหลในรถจักรยานยนต์ยุคปลายทศวรรษ 1980–1990 แนวคิดนี้สะท้อนถึงความดิบ เท่ และความเป็นชุมชนของผู้ขับขี่ ซึ่งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแบรนด์ Kawasakiการออกแบบผังพื้นที่ (Space Planning) การจัดผังพื้นที่ภายในแบ่งออกเป็นพื้นที่จัดแสดงรถจักรยานยนต์ พื้นที่ต้อนรับ พื้นที่ให้ข้อมูลและจำหน่ายอุปกรณ์เสริม และพื้นที่รอคอย การจัดวางผังในลักษณะแนวแกนช่วยนำสายตาของผู้ใช้งานไปยังสินค้าหลัก และเอื้อให้เกิดการไหลเวียนของการใช้งานอย่างต่อเนื่องการออกแบบองค์ประกอบภายใน การเลือกใช้วัสดุเน้นวัสดุที่ให้ความรู้สึกแข็งแรงและอุตสา หกรรม เช่น เหล็ก ปูนเปลือย อิฐ และไม้ โทนสีหลักคือสีดำ สีเทา และสีเขียว ซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์ Kawasaki การออกแบบแสงสว่างใช้แสงเน้นจุดเพื่อขับเน้นรูปร่างและรายละเอียดของรถจักรยานยนต์ รวมถึงสร้างบรรยากาศที่ดึงดูดความสนใจภาพที่ 7 ผลงานออกแบบการตกแต่งภายในโชว์รูม Kawasaki จังหวัดเพชรบูรณ์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2565)
2074. การวิเคราะห์ผลงานผลการศึกษาพบว่ากระบวนการออกแบบที่เริ่มจากการวิเคราะห์แบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้ผลงานออกแบบสามารถสื่อสารอัตลักษณ์ของ Kawasaki ได้อย่างชัดเจน การใช้แนวคิด Garage Society 89’ ช่วยสร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากโชว์รูมทั่วไป และส่งเสริมประสบการณ์เชิงอารมณ์ของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ การจัดผังพื้นที่และการออกแบบแสงยังช่วยสนับสนุนกิจกรรมเชิงพาณิชย์และเพิ่มศักยภาพในการจัดแสดงสินค้า5. สรุปการออกแบบตกแต่งภายในโชว์รูม Kawasaki จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นตัวอย่างของกา รประยุกต์ใช้กระบวนการออกแบบเชิงระบบร่วมกับแนวคิดอัตลักษณ์แบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานออกแบบไม่เพียงตอบสนองด้านการใช้งาน แต่ยังสร้างคุณค่าทางประสบการณ์และภาพลักษณ์ให้แก่แบรนด์ ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาการออกแบบครั้งต่อไปคือการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานจริงหลังการเปิดใช้งาน เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการออกแบบในระยะยาวเอกสารอ้างอิงกิติพงษ์ พรหมสุทธิ์. (2560). การออกแบบตกแต่งภายในเชิงพาณิชย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.Ching, F. D. K. (2014). Interior Design Illustrated. Hoboken, NJ: John Wiley & Sons.Kapferer, J. N. (2012). The New Strategic Brand Management. London: Kogan Page.Kotler, P. (1973). Atmospherics as a Marketing Tool. Journal of Retailing, 49(4), 48–64.Pile, J. (2007). Interior Design. New York: Pearson Education.
208อาณาจักรสี่เหลี่ยมThe Box Manพณิช ผู้ปรารถนา, Panich Phupratanaเลขที่111/28 หมู่บ้านซิลเวอร์เลค ปาร์ค ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพฯ 10530,111/28 Silverlake Park Suvintawong. R. Lam Phak Chi Sub-District, Nong Chok District Bangkok 10530E-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานจิตรกรรม \"อาณาจักรสี่เหลี่ยม\" เป็นผลงานสร้างสรรค์ผ่านการสำรวจสภาวะทางสังคมและความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์ในปัจจุบัน ผ่านการจัดวางองค์ประกอบที่เหนือจริง (Surrealism) และการใช้สีที่สื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกอันหนักอึ้ง ภาพนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความรู้สึกที่อึดอัด เปลี่ยนแปลง และการถูกจำกัดขอบเขตชีวิตในบริบทของโครงสร้างทางสังคม ผลงานนำเสนอภาพเมืองที่ประกอบด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่องหรืออาคารที่ซ้อนทับกันอย่างหนาแน่น ภายใต้ท้องฟ้ายามเย็นที่ให้แสงสว่า งแบบกึ่งกลางวันกึ่งกลางคืน โดยมีตัวละคร อริยบทที่แตกต่าง ผสานกับทัศนียภาพของธรรมชาติที่แห้งแล้ง ทับซ้อนกันผลงานชิ้นนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์และความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์ เพื่อทำความเข้าใจถึง \"การอยู่อาศัยในเมืองหลวง\" ที่ครอบงำความเป็นมนุษย์ และเป็นสื่อสะท้อนความรู้สึกระหว่างตนเองกับสังคมเมืองคำสำคัญ: เมือง, การทับซ้อน, จิตรกรรมAbstractThe painting, titled \"The Box Man.\" is a creative work that explores the current social and emotional condition of the artist. It achieves this through a Surreal arrangement of elements and a color palette that conveys a sense of profound and heavy emotion. This piece draws its inspiration from feelings of confinement, transformation, and the limitation of life's boundaries within the context of rigid social structures. The work presents a cityscape dominated by densely stacked, box-like square forms or buildings. This urban landscape is set beneath a twilight sky, illuminated by a light transitioning between day and night, while characters and vistas of barren nature are interwoven and superimposed upon the scene. The artwork focuses on symbolic analysis to understand the \"Metropolis\" that dominates the human condition, serving as a powerful medium to reflect the conflict between the Self and the Urban SocietyKeyword: City, Overlapping, Painting
2091. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาผลงานชิ้นนี้มีที่มาจากความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์ที่ดำรงชีวิตในเมืองหลวง ที่แออัด และวุ่นวาย ซึ่งส่งผลกระต่อจิตใจ สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลายจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่จำกัด ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการที่ชีวิตของมนุษย์ที่ถูกกำหนด กรอบ และจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ โครงสร้าง และระบบระเบียบที่สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมของเมือง อาคารที่พักอาศัย ระบบการศึกษา การทำงาน หรือแม้แต่การรับรู้ทางสังคมที่คาดหวังให้บุคคลประพฤติตนตามแบบแผนที่สร้างขึ้นผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก สังคมและผู้คน แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวไม่มีการปฏิสัมพันธ์ เมืองใหญ่เต็มไปด้วยผู้คน แต่ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่เป็นแบบ ฉาบฉวย ต่างคนต่างอยู่และมุ่งเน้นที่การเอาตัวรอดและการแข่งขัน อาคารสูง (และรูปทรงสี่เหลี่ยมในงา นศิลปะ) เป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ที่แตกต่าง และการถูกกักขัง เพราะอาคารเหล่านี้คือ โครงสร้างทางกายภาพ ที่แบ่งแยกผู้คนออกจากกัน หรือพื้นที่ส่วนบุคคล (Private Space) แม้จะอยู่ใกล้กันทางกายภาพ แต่ก็ห่างไกลกันทางจิตใจ2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องทฤษฎีทางศิลปะ ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) หลักการ: การสำรวจพลังของ จิตใต้สำนึก (The Unconscious) ตามแนวคิดของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ผลงานเหนือจริงใช้ภาพฝัน จินตนาการที่ไร้เหตุผล และการจัดวางวัตถุที่ผิดที่ผิดทาง (Juxtaposition) เพื่อเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโลกแห่งความเป็นจริง เอกลักษณ์ของศิลปะเซอร์เรียลลิซึมก็คือการใช้สิ่งที่เรียกว่า ความบังเอิญ (Chance) มาเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอผลงานโดยเฉพาะการหยิบเอาสิ่งของสองอย่างหรือมากกว่านั้นซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาวางไว้ด้วยกัน เหมือนเป็นการพบกันโดยบังเอิญที่ก่อให้เกิดความหมาย แม้แต่ละอย่างจะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันเลย แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน ก็ย่อมจะกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดจินตนา การและความรู้สึกถึงเอกภาพแบบใหม่ ซึ่งไม่ขึ้นกับเหตุผลหรือตรรกะใด ๆ ในโลกกายภาพ รูปแบบผลงานศิลปะจะใช้วิธีการนำเอาสิ่งที่เป็นสภาวะปกติวิสัยตั้งแต่ 2 สิ่งที่ดูเข้ากันไม่ได้มาจัดร่วมประกอบกัน และแต่งเติมผสมผสานให้ดูเป็นสิ่งเดียวกันอย่างกลมกลืน รวมถึงการเชื่อมโยงความรู้สึกสัมผัสและประสบการณ์ทา งการเห็นให้สอดคล้องกับความคิด เชื่อมโยงให้เป็นเรื่องใหม่ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งและเป็นรากฐานสำคัญต่อการกำเนิดและแนวทางการสร้างสรรค์ของงานจิตรกรรมแนว เหนือจริง (Surrealism) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 1920 อิทธิพลหลักสามารถสรุปได้ดังนี้ฟรอยด์นำเสนอแนวคิดที่ว่าจิตใจมนุษย์แบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก คือ จิตสำนึก ( Conscious), จิตก่อนสำนึก (Preconscious), และ จิตใต้สำนึก (Unconscious) ซึ่งเป็นแหล่งรวมของความปรารถนา สัญชาตญาณ แรงขับทางเพศ (Libido) ความทรงจำที่ถูกกดทับ และความกลัวที่ไม่ได้รับการยอมรับ
210\"จิตใต้สำนึก\" ที่ฟรอยด์ค้นพบ คือหนทางเดียวที่จะปลดปล่อยมนุษย์จากตรรกะเหตุผลที่ครอบงำสังคม (Rationalism) พวกเขาจึงพยายามวาดภาพจากแหล่งกำเนิดที่ไม่ถูกกรองด้วยเหตุผลนี้หนังสือ\"การตีความความฝัน\" (The Interpretation of Dreams) ของฟรอยด์ เป็นคัมภีร์ที่ทรงอิทธิพลต่อขบวนการนี้อย่างยิ่ง “ความฝันเป็นถนนสู่จิตใต้สำนึก” ฟรอยด์อธิบายว่าความฝันคือการแสดงออกของความปรารถนาที่ถูกกดทับซึ่งถูกบิดเบือนหรือเข้ารหัสไว้ (Dream Work) ศิลปินกลุ่มนี้จึงใช้“ภูมิทัศน์แห่งความฝัน” (Dreamscape) เป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างสรรค์ โดยการจัดวางวัตถุที่ไม่สัมพันธ์กัน (Juxtaposition) และสร้างฉากที่ไร้เหตุผลตามตรรกะของความฝัน เช่นเดียวกับผลงานของซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) “การแทนที่เชิงสัญลักษณ์” (Symbolic Displacement) พวกเขาได้หยิบยืมหลักการที่ว่า วัตถุในความฝันมักเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งอื่น (เช่น งูอาจหมายถึงเพศ) มาใช้ในการสร้างงานจิตรกรรม โดยให้วัตถุในภาพมีความหมายแฝงทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้ง3. กระบวนการในการสร้างสรรค์รูปแบบในการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ เป็นผลงาน จิตรกรรม 2มิติสีอคริลิคบนผ้า ใบ (Acrylic on Canvas) โดยการจัดวางองค์ประกอบภาพผลงานแบบจิตรกรรมเหนือจริง (Surrealism) ด้วยการทับซ้อนของรูปทรงที่เหมือนจริงกับพื้นที่ในจินตนาการ การใช้สีบรรยากาศโทนร้อน แดง, ส้ม, น้ำตาลแดง โดยมีราย ละเอียดซึ่งสรุปได้เป็นขั้นตอนดังนี้ 3.1 การเตรียมการและร่างภาพ (Conceptualization and Sketching) 3.1.1 เริ่มต้นจากการรวบรวมภาพถ่ายและภาพร่างของอาคารในเมืองใหญ่เพื่อดึงเอา \"ความเป็นกล่อง\" ออกมา จากนั้นเริ่มจัดองค์ประกอบโดยเน้นการใช้ทัศนมิติแบบซ้อนเหลื่อม (Overlapping Perspectives) เพื่อสร้างความรู้สึกอึดอัดด้วยโครงสร้างทับซ้อน 3.1.2 โทนสีหลักให้เป็นสีโทนร้อน เช่น สีแดง เหลือง ส้ม เพื่อสื่อถึงควา มร้อนแรงของอารมณ์ และกำหนดสีส่วนหน้าให้เป็นสีเข้ม เช่น น้ำตาลเข้ม, น้ำเงิน เพื่อเพิ่มมิติของภาพให้มีระยะมากยิ่งขึ้น 3.1.3 เตรียมภาพต้นแบบของ ภาพคนในอริยบทที่แตกต่าง สัตว์ ต้นไม้ที่มีลักษณะแห้ง และนำมาร่างและจัดวางในส่วนต่างๆของภาพ โดนเน้นที่ขนาดสัดส่วนที่เหมือนจริง และปรับขนาดให้สัมพันธ์กับระยะของภาพที่ดูลึกลงไปจนถึงพื้นหลัง 3.2 เทคนิควิธีการสร้างสรรค์ เทคนิคและวิธีการลงสีเพื่อสร้างพื้นผิวผลงาน โดยใช้เทคนิคการลงสีแบบซ้อนชั้น (Glazing) เพื่อสร้างมิติของแสงและเงาบนรูปทรงเรขาคณิต (สี่เหลียมลูกบาศก์) ทำให้พื้นผิวดูบางเบาแต่หนักแน่น และใช้เทคนิค Sfumato ในบางบริเวณของท้องฟ้าเพื่อสร้างความพร่ามัวและความลึกลับของแสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า การสร้างรูปทรงต้นไม้ ใช้ฝีแปรงที่หยาบและหนา (Impasto) ในส่วนของกิ่งไม้และลำต้น เพื่อเน้นความเป็นธรรมชาติที่ถูกบดบังหรือกำลังพยายามดิ้นรนต่อสู้กับโครงสร้างเมืองที่เข้ามาแทรก ซึ่งรูปทรงทั้งสองมีการวางตำแหน่งให้ทับซ้อนกัน
211การจัดองค์ประกอบของภาพ แบ่งชั้นพื้นทีออกเป็น 3 ชั้นที่เด่นชัด 1) ฉากหน้า (รูปทรงมนุษย์ขนาดใหญ่ ต้นไม้แห้ง สัตว์) 2) ฉากกลาง (กลุ่มอาคาร (รูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์) และมนุษย์ขนาดเล็ก) และ 3) ฉากหลัง (ท้องฟ้าสีโทนร้อน บรรยากาศพระอาทิตย์ตก) การวางร่างมนุษย์ขนาดใหญ่ในฉากหน้าเป็นเทคนิคที่ใช้ในการ \"ดึง\" ผู้ชมเข้าสู่โลกของภาพ และเน้นย้ำถึงมิติของขนาดที่ผิดเพี้ยน เสมือนโลกหรือพื้นที่ในแห่งจินตนาการภาพที่ 1 ขั้นตอนการเขียนภาพพื้นหลังที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 2 ขั้นตอนการเขียนภาพรายละเอียดส่วนต่าง ๆที่มา: ผู้สร้างสรรค์
212ภาพที่ 3 ขั้นตอนการเขียนรายละเอียดระยะหน้าที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 4 ภาพผลงาน The Box Manขนาด 60 x 80 เซนติเมตรเทคนิค สีอคริลิคบนผ้าใบ (Acrylic on Canvas)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
2134. การวิเคราะห์ผลงานผลงานชิ้นนี้ผู้สร้างสรรค์ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในการใช้เทคนิคสีอคริลิคเพื่อสร้างมิติทางอารมณ์และพื้นที่ที่บิดเบือนไปจากความจริง เสมือนโลกในจินตนาการ ที่ผู้สร้างสรรค์รู้สึกต่อวิถีการดำรงชีวิตของตนเองในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย แออัด ผลงานนำเสนอภาพเมืองที่ประกอบด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่องหรืออาคารที่ซ้อนทับกันอย่างหนาแน่น ภายใต้ท้องฟ้ายามเย็นที่ให้แสงสว่างแบบกึ่งกลางวันกึ่งกลางคืน โดยมีตัวละคร ภาพคนในอริยบทที่แตกต่าง ผสานกับทัศนียภาพของธรรมชา ติที่แห้งแล้ง ทับซ้อนกัน แม้จะมีโครงสร้างอาคารที่เป็นรูปทรงเรขาคณิต แต่ภาพรวมของเส้นทัศนียภาพกลับถูก บิดเบือน และ ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงทางพื้นที่ ภาพที่ 6 องค์ประกอบ/การวิเคราะห์/สัญลักษณ์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์องค์ประกอบ การวิเคราะห์/สัญลักษณ์เมืองกล่อง (The Box City)การควบคุมและจำกัด: สื่อถึงโครงสร้างทางสังคม, ระบบที่ถูกสร้างขึ้น, ความซ้ำซาก, และการกักขังชีวิตในพื้นที่ทางกายภาพและจิตใจกิ่งไม้และรากที่แห้ง (Dead Branches)ธรรมชาติที่ถูกทำลาย/ความสิ้นหวัง: สื่อถึงจิตวิญญาณที่เหี่ยวเฉา, ความเป็นธรรมชาติที่ถูกเบียดขับโดยความศิวิไลซ์, หรือการพยายามดิ้นรนต่อสู้กับโครงสร้างสถาปัตยกรรมมนุษย์เปลือย/กึ่งเปลือย (Naked Figures)ความเป็นมนุษย์ดั้งเดิม/ความเปราะบาง: สื่อถึงการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง, การกลับคืนสู่ธรรมชาติ หรือภาวะที่ถูกลดทอนและเปรา ะบางภายใต้แรงกดดันทางสังคมแสงอาทิตย์ (Fiery Sunset/Sunrise)ความตึงเครียดทางอารมณ์: เป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่ริบหรี่, การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง, หรือความเร่าร้อนของอารมณ์ที่ถูกกดทับส่วนร่างกายขนาดใหญ่ (Giant Body Parts)พลังของจิตใต้สำนึก: องค์ประกอบเหนือจริงที่ขยายขนาดร่า งกา ยให้ใหญ่เกินจริง เป็นการเน้นย้ำถึงพลังของ \"สิ่งที่เราซ่อนไว้\" หรือมิติทางจิตใต้สำนึกที่โผล่พ้นจากพื้นผิวของความจริง
2145. สรุปผลงานจิตรกรรม \"อาณาจักรสี่เหลี่ยม\" ผู้สร้างสรรค์นำเสนอการจัดองค์ประกอบภาพแบบจิตรกรรมแนวเหนือจริง เพื่อใช้ในการเป็นสื่อสะท้อนภาพในจิตวิญญาณของมนุษย์ในสังคมเมืองที่ซับซ้อน และการถูกจัด ระบบ ระเบียบอย่างเข้มงวด ผลงานใช้เทคนิคสีอคริลิค มีลักษณะวิธีการเขียนภาพแบบเหมือนจริง ผสมผสานกับการจัดวางภาพที่เสมือนจริงร่วมกับภาพเมืองในจินตนาการของผู้สร้างสรรค์ เพื่อแสดงความขัดแย้งภายในระหว่างความต้องการทางอารมณ์กับความเป็นจริงภายนอกที่ถูกครอบงำด้วยโครงสร้างและระบบมันทิ้งคำถามไว้ให้ผู้ชมว่า \"ชีวิตที่เราดำรงอยู่บนโครงสร้างนี้ ใครคือเราที่แท้จริง\" และ \"สิ่งที่เร้นลับอยู่ในเงามืด ใช่ตัวตนของเราหรือไม่\"ผลงานชิ้นนี้สามารถนำไปใช้เป็น สื่อการเรียนรู้ด้านศิลปะ เพื่อศึกษาเทคนิคการลงสีอคริลิคการจัดองค์ประกอบแบบเหนือจริง และการวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์ นอกจากนี้ยังสามารถจัดแสดงใน นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย เพื่อกระตุ้นการสนทนาในหัวข้อ ทฤษฏีทางศิลปะ และสังคมวิทยา เอกสารอ้างอิงจิระพัฒน์ พิตรปรีชา. โลกศิลปะ ศตวรรษที่ 20. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2552.Breton, A. (1924). Manifesto of Surrealism. Freud, S. (1900). The Interpretation of Dreams.. (1961). The Ego and the Id. (J. Strachey, Ed. and Trans.). New York: W. W. Norton & Company. (Original work published 1923)Lefebvre, H. (1991). The Production of Space. (D. Nicholson-Smith, Trans.). Oxford: Blackwell. (Original work published 1974)Schneede, U. M. (1974). Surrealism.
215กาลครั้งหนึ่ง เมื่อมีมฮิตที่ระบาดในช่วง โควิด-19 กับงานศิลปะมาสเตอร์พีซมาสู่ฉันOnce upon a time, the hit meme of recreating masterpiece art that went viral during the COVID-19 pandemic came to me.พัชรินทร์ อนวัชประยูร, Patcharin Anawatprayoonวิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, Fine Arts, Bunditpatanasilpa Institute of Fine ArtsE-mail: [email protected] บทคัดย่อบทความนี้เป็นการสะท้อนแนวคิดและการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภายใต้หัวข้อ “กาลครั้งหนึ่ง เมื่อมีมฮิตที่ระบาดในช่วง โควิด-19 กับงานศิลปะมาสเตอร์พีซมาสู่ฉัน” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้า งสรรค์ผลงานจิตรกรรมเทคนิคดิดิจิทัลเพ้นท์ติ้งบนไอแพด และสีอะคริลิก,สีน้ำมันบนผ้าใบ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์มีม และเพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์งานที่สอดคล้องกับแนวคิดศิลปะแห่งการหยิบยืม (Appropriation Art) มีม (MEME) คือรูปแบบของความคิดทางวัฒนธรรมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนอินเทอร์เน็ต โดยในช่วงการระบาดของโควิด-19 มีมได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนการแพร่กระจายของไวรัส รวมถึงพฤติกรรมและประสบการณ์ร่วมที่เปลี่ยนไปของผู้คน เช่น การกักตัวอยู่บ้าน การทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) และการกักตุนสินค้า มีมเหล่านี้ช่วยให้ผู้คนได้ระบายอารมณ์ขันและความเครียดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และสร้างความรู้สึกร่วมกันในสังคมโลก งานสร้างสรรค์นี้ใช้แนวคิดศิลปะแห่งการหยิบยืม (Appropriation Art) ซึ่งเป็นการนำภาพจากงานศิลปะคลาสสิก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสถานะสมบัติสาธารณะ (Public Domain) มาตีความใหม่ โดยคงลักษณะต้นแบบไว้ แต่เพิ่มเติมบริบทสมัยใหม่และประเด็นทางสังคมร่วมสมัยเข้าไป การใช้ภาพมาสเตอร์พีซมาทำเป็นมีมนั้นทำหน้าที่เป็น \"สะพานวัฒนธรรม\" ที่เชื่อมโยงศิลปะระดับสูง (High Art) ให้เข้าถึงง่าย กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อป (Low Art) โดยมีมช่วยลดทอนความศักดิ์สิทธิ์และความซับซ้อนของงานศิลปะ และใช้ความตลกขบขันมาวิพากษ์วิจารณ์สังคมผลงานสร้างสรรค์นี้ใช้เทคนิคจิตรกรรมสีอะคริลิคและสีน้ำมันบนผ้าใบ และภาพร่างโดยเทคนิคดิจิทัลเพ้นท์ติ้งที่แผยแพร่ในโลกออนไลน์ การนำ \"เก่าในใหม่ และใหม่ในเก่า\" มาผสมผสานกันอย่างสัมพันธ์กันตอกย้ำถึงพลังของมีมในฐานะเครื่องมือที่ทำให้ศิลปะคลาสสิกมีชีวิตใหม่ในโลกออนไลน์ และเป็นเครื่องมือสื่อสารความคิดที่สะท้อนสภาพสังคมในช่วงวิกฤตคำสำคัญ: มีม, โควิด-19, งานศิลปะมาสเตอร์พีซ
216Abstract This article reflects on the concept and creation of an artwork under the title, \"Once upon a time, the hit meme of recreating masterpiece art that went viral during the COVID-19 pandemic came to me.” The objectives of this creation are to produce a mixed-media painting inspired by the meme phenomenon and to study the creative approaches consistent with the concept of Appropriation Art. A Meme (MEME) is a form of cultural idea, symbol, or practice that spreads rapidly across the internet. During the COVID-19 pandemic, memes became a symbol reflecting the spread of the virus, as well as the altered shared experiences and behaviors of people, such as quarantine, Working From Home (WFH), and panic buying. These memes helped people express humor and relieve stress during a difficult situation, fostering a sense of global commonality. This creative work employs the concept of Appropriation Art, which involves reinterpreting images from classic artworks, many of which are in the Public Domain. The original characteristics are retained, but contemporary contexts and current social issues are added. The use of masterpiece images as memes serves as a \"cultural bridge,\" connecting High Art to the masses and making it easily accessible as a part of Pop Culture (Low Art). Memes intelligently reduce the sacredness and complexity of the artworks, using humor to critique society. The resulting artwork utilizes acrylic and oil painting techniques on canvas, integrated with digital painting sketches. This blend represents a harmonious synthesis of \"old in new and new in old,\" emphasizing the power of the meme as a tool that breathes new life into classic art in the online world, and as a medium for communicating ideas that reflect the state of society during the crisis.Keywords: Meme, COVID-19, Masterpiece Art1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหามีม (meme) เป็นรูปแบบของความคิดทางวัฒนธรรม สัญลักษณ์ หรือการปฏิบัติที่สามารถส่งผ่านจากจิตใจคนหนึ่ง ผ่านการเขียน การพูด ท่าทาง พิธีกรรม ภาพล้อเลียน และมีคำศัพท์ต่าง ๆ ในภาพที่มีความหมายเชิงตลก หรือปรากฎการณ์ลอกเลียนแบบอื่น ๆ คำว่า meme ในภาษาอังกฤษมาจากการผสมของคำว่ายีน (gene) หรือสิ่งสืบต่อพันธุกรรม และคำภาษากรีกว่า mimetismos หรือการเลียนแบบบา งอย่าง
217ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ได้ถือว่าเป็นสิ่งที่คล้ายกันทางวัฒนธรรมสู่ยีนมีการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองแรงกระตุ้นที่เลือกเฟ้นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ริชารด์ดอว์กินส์ได้คิดคำว่า “meme” ขึ้นมาในหนังสือ The Selfish Gene (1976) ในแนวคิดเกี่ยวกับการอภิปราย ทฤษฎีวิวัฒนาการเกี่ยวกับการอธิบายการเผยแพร่ความคิดและปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรม อินเตอรเน็ตมีม คือแนวความคิดหรือกระแสที่เผยแพร่ไปทั่วอินเตอรเน็ต เป็นคำที่หมายถึงการ แพร่กระจายของเนื้อหาจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แพร่กระจายผ่านไฟล์ดิจิตอลหรือไฮเปอรลิงก์ จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง โดยวิธีต่าง ๆ ผ่านทางอินเทอรเน็ตไม่ว่าจะเป็นอีเมล บล็อก บริการเครือข่าย สังคม เมสเซนเจอร์ เนื้อหามักจะเป็นการพูดหรือเรื่องตลก ข่าวลือ ภาพตัดต่อ หรือภาพต้นฉบับ เว็บไซต์ คลิปวิดีโอ หรือแอนิเมชั่น หรือข่าวที่ไม่ปกติ รวมถึงอื่น ๆ อีกมากมาย อินเตอร์เน็ตมีม อาจจะมีการแปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะผ่านคำวิจารณ์ มีการลอกเลียนแบบ หรือการทำล้อเลียน หรือแม้กระทั่งการสะสมข่าวเกี่ยวกับ ตัวมันเองไปเรื่อย ๆ อินเตอร์เน็ต อสมีมมีแนวโน้มว่าจะเกิดและแพร่กระจายอย่างหนัก ในบางครั้งอาจได้รับความนิยมได้ภายในไม่กี่วัน ผู้สร้างสรรคใช้มีม (meme) เป็นสัญลักษณ์ ความหมายของการแพร่กระจาย เปรียบเหมือนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นการล้อเลียน แสดงออกทางความคิด สัญลักษณ์ ความหมายแฝง พฤติกรรมการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของสื่ออินเตอร์เน็ต ข่าวต่างๆ ปรากฎการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การล้างมือโดยแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา การเว้นระยะห่าง (social distancing) การรักษาความปลอดภัยในกระแสสังคม อินเตอร์เน็ตมีการแพร่กระจายไม่แพ้ไวรัส คือมีมตลกโปกฮาและล้อเลียนพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของ มนุษย์ มีมที่นิยมมากที่สุดคือการใช้ภาพวาดศิลปะแบบคลาสสิคระดับตำนาน และศิลปะแบบมาสเตอร์พีซมาทำเป็นมีม หยิบยืมจากภาพวาดศิลปินดังๆ ผู้สร้างสรรค์ได้รับอิทธิพลจากมีมและศิลปะแห่งการหยิบยืม (Appropriation Art) นำมาถ่ายทอดใหม่โดยยังคงลักษณะที่เป็นต้นแบบนั้นไว้ มาเพิ่มเติมแนวคิดลงไปใหม่ที่เป็นส่วนตัว ใส่ความเป็นสมัยนี้ เหตุการณ์ช่วงนี้เวลานี้ กระแสสังคมขณะนี้ หยิบยืมงานศิลปินจากยุคคลาสสิคมาอยู่กับบริบทสมัยใหม่ ประเด็นต่างๆในสังคม เก่าในใหม่ และใหม่ในเก่า มาผสมผสานแนวความคิดทีสัมพันธ์กัน ผลงานสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคจิตรกรรมสีอะคริลิคและสีน้ำมันบนผ้าใบ จากภาพร่างเทคนิคดิจิตอลเพ้นท์ติ้งบนไอแพดและพิมพ์ลงบนผ้าใบ 2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานชุด “กาลครั้งหนึ่ง เมื่อมีมฮิตที่ระบาดในช่วงโควิด-19กับงานศิลปะมาสเตอร์พีซมาสู่ฉัน” ประกอบด้วยทฤษฎีด้านศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมดิจิทัลที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างงานศิลปะคลาสสิกกับปรากฏการณ์ทางสังคมในยุคโควิด-19 โดยเฉพาะแนวคิดศิลปะแห่งการหยิบยืม (Appropriation Art) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในศิลปะหลังสมัยใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดยมาร์แซล ดูว์ช็อง (Marcel Duchamp) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผ่านการนำวัตถุหรือผลงานศิลปะที่มีอยู่แล้วมาจัดวางในบริบทใหม่เพื่อสร้างความหมายใหม่ (Duchamp, 1919)แนวคิดนี้ต่อมาได้รับการขยายควา มโดยศิลปินรุ่นหลังต่อไป การหยิบยืมภาพจากศิลปะมาสเตอร์พีซและสื่อสาธารณะเพื่อวิพากษ์แนวคิดเรื่องอำนาจ
218ผู้สร้าง และความดั้งเดิมของงานศิลปะ ทฤษฎีมีม (Meme Theory) ของ ริชารด์ ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) ซึ่งปรากฏในหนังสือ The Selfish Gene (1976) อธิบายว่ามีมเป็น “หน่วยของวัฒนธรรม” ที่แพร่กระจายผ่านการเลียนแบบเช่นเดียวกับยีนทางชีววิทยา และสามารถเปลี่ยนแปลง แปรรูป และขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามบริบททางสังคม แนวคิดนี้สัมพันธ์โดยตรงกับอินเทอร์เน็ตมีมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในช่วงโควิด-19 และถูกนำมาเป็นฐานสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ เพื่อสะท้อนทั้งการแพร่กระจายของข้อมูล ข่าวลือ และวิธีที่สังคมใช้ภาพล้อเลียนในการทำความเข้าใจสถานการณ์ในด้านสื่อดิจิทัล แนวคิดวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ประชาชนสามารถนำเนื้อหาต้นแบบที่มีอยู่เดิมมาดัดแปลง ผสมผสาน หรือสร้างสรรค์ใหม่ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างความหมายใหม่ในบริบทสังคมปัจจุบัน (Remix Culture) ของลอว์เรนซ์ เลสซิก(Lawrence Lessig, 2008) อธิบายว่าการสร้างสรรค์ร่วมสมัยคือการนำผลงานที่มีอยู่แล้ว มาผสมผสาน ดัดแปลง หรือสร้างความหมายใหม่โดยผู้ใช้ทั่วไป ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่ใช้เทคนิคดิจิทัลเพนต์ติ้งร่วมกับงานจิตรกรรมดั้งเดิมนอกจากนี้ ผลงานยังตั้งอยู่บนแน วคิดศิลปะหลังสมัยใหม่ (Postmodern Art) ที่เน้นการล้อเลียน (Parody) การประชดประชัน (Irony) และการท้าทายขอบเขตของ “ความศิลปะสูงส่ง” โดยผลงานศิลปะมาสเตอร์พีซถูกนำมาใช้ในบริบทของมีมที่สื่อสารประเด็นทางสังคมในเชิงขบขัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของนักทฤษฎีอย่างลินดา ฮัทเชียน (Linda Hutcheon, 1985) ที่มองว่าการล้อเลียนในศิลปะคือการสร้างความหมายใหม่ด้วยวิธีที่ทั้งยอมรับและตั้งคำถามต่ออดีตพร้อมกันดังนั้นทฤษฎีทั้งหมดนี้จึงทำหน้าที่สร้างกรอบแนวคิดให้ผลงานชุดนี้สามารถผสานระหว่างศิลปะคลาสสิก วัฒนธรรมดิจิทัล และปรากฏการณ์สังคมในยุคโควิด-19 เพื่อสะท้อนถึงควา มเป็นไปของสังคมร่วมสมัยให้มีนัยสำคัญ3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ กระบวนการสร้างสรรค์นี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบตามแนวทางการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ในงานศิลปะ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการแนวคิดทางทฤษฎี (Meme Theory และ Appropriation Art) เข้ากับขั้นตอนการปฏิบัติทางจิตรกรรมเทคนิคผสม 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลและศึกษา (Conceptual Research) ขั้นตอนนี้เป็นรากฐา นสำคัญของผลงาน โดยเป็นการศึกษาทฤษฎีและปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง- การศึกษาปรากฏการณ์มีม (Meme Phenomenon): ทำความเข้าใจนิยามของ มีม (MEME) ในฐานะหน่วยทางวัฒนธรรม (ตามแนวคิดของ Richard Dawkins) และการแพร่กระจายของ อินเทอร์เน็ตมีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีมที่สะท้อนสถานการณ์และพฤติกรรมในช่วง โควิด-19 (เช่น WFH, การกักตัว, การใส่หน้ากาก)- การศึกษาแนวคิดศิลปะแห่งการหยิบยืม (Appropriation Art) ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์ เพื่อให้ทราบว่าการนำภาพมาสเตอร์พีซมาใช้ซ้ำนั้นสามารถสร้างความหมายใหม่ได้อย่างไร และการกระทำนี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodern) อย่างไรบ้าง
2192. รวบรวมความคิดและการตีความหมายภาวะอารมณ์ที่รู้สึก (Idea Generation & Interpretation)ขั้นตอนนี้คือการเปลี่ยนข้อมูลที่ศึกษามาเป็นแนวคิดส่วนตัว (Personalized Concept) ก่อนนำไปสร้างงาน:- การตีความส่วนตัว แปลงความหมายของ \"มีม\" ในแง่ของการแพร่กระจาย ให้เท่ากับการ \"แพร่ระบาด\" ของเชื้อไวรัสและข่าวสาร เพื่อสร้างสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกันในงาน- การกำหนดสาระสำคัญ คัดเลือกประเด็นทางสังคมในช่วงโควิด-19 ที่ต้องการจะล้อเลียนหรือสะท้อน เช่น ความเครียด, ความตลกขบขัน, และพฤติกรรมการปรับตัวที่ผิดปกติ ให้เป็นแก่นของงาน3. การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ (Creative Development Cycle) ขั้นตอนการปฏิบัติและพัฒนาผลงานจริง เริ่มจากการเก็บรวบรวมและทำความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการปฏิบัติงานจิตรกรรมเทคนิคผสม 3.1 การศึกษาและกำหนดกรอบแนวคิด เริ่มต้นจากการ เก็บรวบรวมข้อมูลและศึกษาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นที่ทฤษฎี มีม (Meme) และศิลปะแห่งการหยิบยืม (Appropriation Art) ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อรวบรวมความคิดและการตีความหมายภาวะอารมณ์ที่รู้สึก เกี่ยวกับผลกระทบทา งสังคมของ โควิด-19 เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดการสร้างสรรค์ ให้ชัดเจนว่างานจะต้องสะท้อนการล้อเลียนพฤติกรรมในยุคโรคระบาดผ่านการหยิบยืมงานศิลปะมาสเตอร์พีซ3.2 การสร้างภาพร่างและการพัฒนาแบบ จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมเทคนิคผสม ซึ่งเริ่มด้วยการออกแบบภาพร่าง โดยใช้เทคนิคดิจิทัลเพ้นท์ติ้ง (Digital Painting) บนไอแพดเพื่อหา โครงสร้าง และองค์ประกอบที่ลงตัว การใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในขั้นตอนนี้ถือเป็นการประยุกต์ใช้แนวคิด \"ใหม่ในเก่า\" ในเชิงเทคนิค ต่อมาคือการวิเคราะห์แบบร่าง เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของการสื่อสารแนวคิดเชิงล้อเลียน และนำไปสู่การ พัฒนาแบบสมบูรณ์ให้พร้อมสำหรับการสร้างผลงานจริง3.3 การสร้างสรรค์และวิเคราะห์ผลงานจริง เมื่อได้แบบที่สมบูรณ์แล้วจึงดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานจริง ด้วยเทคนิคจิตรกรรมสีอะคริลิคและสีน้ำมันบนผ้าใบ การนำภาพร่างดิจิทัลที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ และนำมาพิมพ์ลงบนผ้าใบเพื่อให้เกิดลักษณะของเทคนิคผสมและสื่อความหมาย ขั้นตอนนี้เป็นการผสานสื่อสมัยใหม่เข้ากับสื่อดั้งเดิมเพื่อตอกย้ำแนวคิดของงาน เมื่อผลงานเสร็จสมบูรณ์จะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการวิเคราะห์ผลงานสร้างสรรค์ เพื่อประเมินว่างานสามารถสื่อสารพลังของมีมในฐานะเครื่องมือสะท้อนสังคมในช่วงวิกฤตได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในตอนต้นหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ในครั้งต่อไปภาพเสียงกรีดร้องท่ามกลางบรรยากาศกดดัน (“The Scream”, Edward Munch, 1863-1944) เปลี่ยนเป็นมีม (meme) ทำให้เสียงกรี๊ดนั้นกลายเป็นเสียงของเราในชีวิตประจำวัน เปลี่ยนเป็นกรี๊ดเพราะไวไฟหลุด (WI-FI) กรี๊ดเพราะกลัวความตาย กรี๊ดตอนเห็นราคาค่าอาหาร อาหารแห้งในชีวิตประจำ วันแพงขึ้นผลลัพธ์ตลกแต่ก็สะท้อนความเป็นจริงว่าโลกเรามีความทุกข์ ผลงาน \"The Scream\" ของ เอ็ดเวิร์ด มุงก์ (Edvard Munch) ศิลปินชาวนอร์เวย์ ทำหน้าที่เป็นภาพตัวแทนอมตะของความวิตกกังวลและควา มทุกข์ทรมานของมนุษย์ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงภาวะทางอารมณ์ของยุคไข้หวัดสเปนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มาสู่ยุคโค
220วิด-19 ได้อย่างสมบูรณ์ เสียงกรีดร้องกับความเครียดในบริบทเดิมของเอ็ดเวิร์ด มุงก์นั้น เสียงกรีดร้องเป็นการแสดงออกถึงความวิตกกังวลเชิงอัตถิภาวนิยม (Existential Angst) และความเจ็บปวดภายในที่เกิดจากปัญหาส่วนตัวและความไม่แน่นอนของชีวิตยุคสมัยใหม่ ในฐานะมีมยุค โควิด-19 เสียงกรีดร้องถูกตีควา มใหม่เป็นความเครียดจากสถานการณ์ภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่นความตื่นตระหนกจากการแพร่ระบาด ความรู้สึกติดอยู่กับบ้าน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจจากการปรับตัว และความกังวลต่อความมั่นคงในชีวิต ตัวละครหลักกับความโดดเดี่ยวตัวละครหลักในภาพเป็นภาพของ มนุษย์ผู้โดดเดี่ยวที่ถูกแยกออกจากโลกภายนอก และจมดิ่งอยู่ในความทุกข์ส่วนตัว ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของมนุษย์ ในยุคโควิด-19 ตัวละครนี้กลายเป็นตัวแทนของมนุษย์ยุคกักตัว และผู้ที่ต้องเผชิญกับ Social Distancing โดยเป็นสัญลักษณ์ของความรู้สึกร่วม (Shared Experience) ของการถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและการต้องรับมือกับวิกฤตเพียงลำพัง พื้นหลังกับภัยคุกคามพื้นหลังที่เป็น สีแดงฉานและบิดเบี้ยว ในภาพต้นฉบับสื่อถึง ภัยคุกคามจากธรรมชาติและความโกลาหลที่ก่อตัวขึ้นรอบตัว ในบริบทของมีมยุคปัจจุบัน องค์ประกอบนี้ถูกนำมาใช้เพื่อสื่อถึง ภัยคุกคามที่มองไม่เห็น อย่างเชื้อไวรัส รวมถึงความโกลาหลของข่าวสารที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้โลกดูวุ่นวายและเต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่สามารถคาดเดาได้ดังนั้น \"The Scream\" จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สากลที่เชื่อมโยงความรู้สึกร่วมของมนุษย์ต่อโรคระบาดใหญ่ข้ามผ่านช่วงเวลา 100 ปี คือความรู้สึกถึง ความสิ้นหวัง และ ความทุกข์ทรมานที่ไม่ว่าสังคมจะพัฒนาไปอย่างไร มนุษย์ก็ยังคงต้องเผชิญหน้ากับความกลัวและความไม่แน่นอนในสถานการณ์วิกฤตอยู่เสมอภาพที่ 1 ภาพที่ 2 ภาพที่ 3ภาพที่ 1 ภาพต้นฉบับ “The Scream”ที่มา: Edward Munch, 1863-1944ภาพที่ 2 ภาพร่าง เทคนิคดิจิทัลเพ้นท์ติ้ง (Digital Painting) บนไอแพดที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 3 ภาพผลงาน “เสียงกรีดร้อง”, สีน้ำมันบนผ้าใบ, 70x50 ซม., ปีที่สร้าง 2568 ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
2214. การวิเคราะห์ผลงานผลงานชุด “กาลครั้งหนึ่ง เมื่อมีมฮิตที่ระบาดในช่วงโควิด-19 กับงานศิลปะมาสเตอร์พีซมาสู่ฉัน” สะท้อนให้เห็นการบูรณาการระหว่างปรากฏการณ์ร่วมสมัย โดยเฉพาะวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตมีม กับบริบททางศิลปะคลาสสิก นำเสนอผ่านแนวคิด Appropriation Art ที่หยิบยืมผลงานศิลปะมาสเตอร์พีซมาแปรความหมายใหม่ เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การวิเคราะห์ของผลงานมุ่งเน้นการใช้ ‘มีม’ เป็นสัญลักษณ์ของการแพร่กระจายรวดเร็ว เปรียบเสมือนไวรัส ซึ่งแสดงถึงความผันผวนของข้อมูล ข่าวสาร และพฤติกรรมสังคมออนไลน์ในยุคนั้น ศิลปินใช้ลักษณะของมีม ความตลก ล้อเลียน การดัดแปลงภาพศิลปะคลาสสิกเพื่อวิพากษ์ปรากฏการณ์ที่ผู้คน ต้องปรับตัวต่อมาตรการสาธารณสุข เช่น การใส่หน้ากาก การล้างมือ และการเว้นระยะห่างด้วยเทคนิคจิตรกรรมสีอะคริลิค สีน้ำมันร่วมกับดิจิทัลเพนต์ติ้ง ศิลปินได้สร้างพื้นที่ที่ผสมผสานโลกเก่าและโลกใหม่ ให้เกิดการปะทะของความหมาย เพื่อชี้ให้เห็นว่าศิลปะคือพื้นที่สนทนาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และว่าแม้สังคมจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การตีความงานศิลปะก็ยังคงสามารถสะท้อนสภาวะร่วมสมัยได้อย่างทรงพลังผลงานจึงเป็นมากกว่าการล้อเลียน หากแต่เป็นกระบวนการสื่อสารที่แสดงให้เห็นการมีชีวิตของวัฒนธรรม ที่หมุนเวียน แพร่กระจาย และถูกแปรเปลี่ยนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไม่ต่างจากการวิวัฒนาการของ ‘มีม’ ตามแนวคิดของริชาร์ด ดอว์กินส์วิเคราะห์ภาพผลงานเสียงกรีดร้อง (พัชรินทร์ อนวัชประยูร, 2568) \"The Scream\" เวอร์ชั่นโควิด-19 ภาพนี้คือการดัดแปลง \"The Scream\" ของมุงก์ มาสะท้อนความรู้สึกในช่วงโควิด-19 ผสมผสานศิลปะคลาสสิกกับวัฒนธรรมมีมยุคใหม่ ภาพนี้สื่อถึงความหวาดกลัว วิตกกังวล ความอึดอัดที่ต้องเก็บกด และตลกร้ายที่ผสมผสานกันสัญลักษณ์สำคัญ- บุคคลสวมหน้ากาก เป็นใบหน้าลูกสาวใส่หน้ากากภาพผลงานของมุงก์ กำลังกรีดร้อง สื่อถึงเสียงกรีดร้องที่ถูกกดทับ หรือความวิตกกังวลภายในที่ต้องปกปิดไว้ตามมาตรการป้องกัน- เชื้อไวรัสลูกบอลหนามสีแดงลอยเต็มภาพ คือตัวแทนของเชื้อโควิด-19 ที่เป็นภัยคุกคามมองไม่เห็น- พื้นหลังยังคงใช้ท้องฟ้าสีแดงบิดเบี้ยวจากต้นฉบับ สื่อถึงความโกลาหลและความไม่มั่นคง- ของใช้จำเป็น กระดาษชำระและเจลแอลกอฮอล์ สะท้อนความตื่นตระหนกและสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน- ปีศาจสื่อถึงตัวตนของโควิด-19 ในฐานะความชั่วร้ายหรือต้นตอของหายนะ- แมวตัวแทนของชีวิตในบ้านช่วงกักตัว เป็นได้ทั้งเพื่อนแก้เหงาหรือความไม่รู้ร้อนรู้หนาวที่ตัดกับความเครียดของมนุษย์- มุมมองในฐานะมีมเป็นมีมที่ถูกวาดขึ้นที่ใช้ภาพจำสากลมาสื่อสารประสบการณ์ร่วมของมนุษยชา ติในสถานการณ์วิกฤต ให้มีอารมณ์ขันแบบตลกร้าย และเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์สังคม
2225. สรุปผลงานชุด “กาลครั้งหนึ่ง เมื่อมีมฮิตที่ระบาดในช่วงโควิด-19 กับงานศิลปะมาสเตอร์พีซมาสู่ฉัน” เป็นการประยุกต์ใช้แนวคิดศิลปะแห่งการหยิบยืม (Appropriation Art) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำงานศิลปะคลาสสิกมาตีความและผลิตซ้ำในบริบทใหม่ที่สะท้อนปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การนำผลงานสร้างสรรค์ไปใช้ผลงานใช้เทคนิคจิตรกรรมแบบผสมผสาน (สีอะคริลิคและสีน้ำมันบนผ้าใบ) ผสานกับการใช้เทคนิค ดิจิทัลเพ้นท์ติ้ง ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงระหว่าง \"ความเก่า\" ของงานมาสเตอร์พีซกับ \"ความใหม่\" ของสื่อดิจิทัลและปรากฏการณ์มีม ผลงานสร้างสรรค์ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ที่ล้อเลียนและแสดงออกถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้คนในสังคม เช่น การกักตัว การเว้นระยะห่างทางสังคม และการทำงานจากที่บ้าน โดยใช้มีมเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร อรรถประโยชน์ของผลงานสร้างสรรค์ เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม มีมที่ใช้ภาพมาสเตอร์พีซช่วยลดช่องว่างระหว่าง ศิลปะระดับสูง (High Art) กับวัฒนธรรมป๊อบ (Pop Culture, Low Art) ทำให้งานศิลปะคลาสสิกเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้อย่างง่ายดายขึ้น เครื่องมือในการจัดการอารมณ์มีมเป็นกลไกทางสังคมที่ช่วยให้ผู้คนได้ระบายอารมณ์ขันและความเครียดในช่วงวิกฤตที่ยากลำบาก และสร้างความรู้สึกร่วมกันในสังคมโลก การวิพากษ์สังคมอ ผลงานสร้างสรรค์ใช้ความตลกขบขันและภาพล้อเลียนในการวิพากษ์และสะท้อนสภาพสังคมในช่วงวิกฤตได้อย่างลึกซึ้ง โดยการให้ความหมายใหม่แก่งานศิลปะที่ถูกหยิบยืมมา การให้ชีวิตใหม่แก่ผลงานคลาสสิกผลงานชุดนี้ตอกย้ำพลังของมีมในฐานะเครื่องมือที่ทำให้งานศิลปะคลาสสิกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในยุคดิจิทัล โดยมีมทำหน้าที่เป็นหน่วยทางวัฒนธรรมที่แพร่กระจายและวิวัฒนาการอย่างไม่สิ้นสุดบนโลกออนไลน์เอกสารอ้างอิงคมกฤษณ์ แก้วทอง. (2562). วัฒนธรรมดิจิทัลและสังคมออนไลน์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหา วิทยา ลัยDawkins, R. (1976). The selfish gene. Oxford University Press.Duchamp, M. (1919). L.H.O.O.Q. [Artwork].Hutcheon, L. (1985). A theory of parody: The teachings of twentieth-century art forms. Methuen.Kruger, B. (1989). Your body is a battleground. [Artwork].Lessig, L. (2008). Remix: Making art and commerce thrive in the hybrid economy. Penguin Press.Levine, S. (1981). After Walker Evans. [Artwork].
223การสร้างพลวัตมรดกท้องถิ่นผ่านมุมมองไร้เดียงสา: ภาพประกอบเชิงเล่าเรื่องแบบพหุรูปแบบแห่งอัตลักษณ์วัฒนธรรมสุพรรณบุรีReviving Local Heritage through the Innocent Lens: A Multimodal Narrative Illustration of Suphan Buri’s Cultural Identityพัชรี มีสุคนธ์, Patcharee Meesukhonวิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, College of Fine Arts, Bunditpatanasilpa Institute of Fine ArtsE-mail: [email protected]บทคัดย่อในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มห่างเหินจากรากเหง้าทางวัฒนธรรม การนำเสนอมรดกท้องถิ่นในรูปแบบดั้งเดิมจึงอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ชมกลุ่มนี้ บทความวิชาการสร้างสรรค์นี้จึงนำเสนอแนวทางใหม่ผ่านกรณีศึกษาผลงาน “อัตลักษณ์สุพรรณบุรี” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างภาพประกอบดิจิทัลและกราฟิกเคลื่อนไหว (Motion Graphics) เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการสื่อสารวัฒนธรรมร่วมสมัยกระบวนการสร้างสรรค์มุ่งเน้นการใช้ “สัญญะความเป็นเด็ก” (Child Archetype) เป็นตัวดำเนินเรื่องหลักในกิจกรรมทางประเพณีและประวัติศาสตร์แทนการวาดภาพแบบเหมือนจริง เพื่อลดทอนความซับซ้อนของเนื้อหาและปรับเปลี่ยนมุมมองต่อพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้ดูเข้าถึงง่ายและเป็นมิตร ผนวกกับการใช้เทคนิคภาพเคลื่อนไหวที่อ้างอิงจังหวะและเวลาจากแผนผังการเล่าเรื่อง (Cue Sheet) ซึ่งมีการออกแบบเสียงและการเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การรับรู้แบบมีส่วนร่วม (Immersive Experience)ผลการสร้างสรรค์พบว่า การบูรณาการภาพความทรงจำทางวัฒนธรรมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยสร้างสุนทรียภาพที่ดึงดูดความสนใจ และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นสากล ส่งผลให้มรดกทางวัฒนธรรมกลับมามีความเคลื่อนไหวและสอดคล้องกับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้ชมในปัจจุบันคำสำคัญ: ภาพประกอบเชิงเล่าเรื่อง, กราฟิกเคลื่อนไหว, มรดกวัฒนธรรม,สัญญะความเป็นเด็ก,สุพรรณบุรีAbstractIn the current digital landscape, rapid technological shifts have contributed to a growing disconnect between younger generations and their cultural roots. Consequently, traditional methods of presenting local heritage often fail to engage this audience. This creative research proposes a contemporary approach through the \"Suphan Buri Identity\" project, a
224hybrid artwork combining digital illustration and motion graphics to establish an effective mode of contemporary cultural communication.The creative process utilizes the \"Child Archetype\" as the primary narrative vehicle within historical and traditional settings, replacing realistic representation. This stylistic choice reduces content complexity and transforms the cultural space into an accessible and friendly environment. Furthermore, the work integrates motion graphics synchronized with a narrative cue sheet, employing sound design and movement to create an immersive experience.The results demonstrate that integrating cultural memory with digital technology not only generates aesthetic appeal but also serves as an effective medium for translating local wisdom into a universal language. This approach revitalizes cultural heritage, making it dynamic and aligned with the media consumption behaviors of contemporary audiences.Keywords: Narrative Illustration, Motion Graphics, Cultural Heritage, Child Archetype, Suphan Buri1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในบริบทของสังคมร่วมสมัยที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการรับรู้ข่าวสารและวัฒนธรรม การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) สู่คนรุ่นใหม่นับเป็นประเด็นท้าทายที่สำ คัญ แม้ว่าการเก็บบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์ผ่านรูปแบบดั้งเดิม เช่น ภาพถ่ายเชิงสารคดี หรือจิตรกรรมตามขนบประเพณี จะเปี่ยมด้วยคุณค่าในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง แต่ด้วยพฤติกรรมการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป การแสวงหากลยุทธ์ทางทัศนศิลป์ที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์และเชื่อมโยงจินตนาการร่วมกับผู้ชมในยุคปัจจุบัน จึงเป็นแนวทางที่ควรได้รับการส่งเสริมควบคู่กันไปจังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทุนวัฒนธรรม ทั้งในมิติทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตกสิกรรม อย่างไรก็ตามการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นความถูกต้องสมบูรณ์ตามจารีตนิยมเพื่อการอนุรักษ์เป็นสำคัญ ผู้สร้างสรรค์จึงเล็งเห็นโอกาสในการขยายขอบเขตการสื่อสารทา งศิลปะ โดยมุ่งเน้นการนำเสนอในลักษณะของการ “ตีความใหม่ทางสุนทรียศาสตร์” (Aesthetic Reinterpretation) เพื่อลดช่องว่างระหว่างบริบททางประวัติศาสตร์กับวิถีชีวิตปัจจุบันจากแนวคิดดังกล่าว นำมาสู่กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่บูรณาการ “สัญญะแห่งความไร้เดียงสา”(Symbolism of Innocence) ผ่านตัวละครเด็ก เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย ผสานกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกราฟิกเคลื่อนไหว (Motion Graphics) เพื่อสร้างพลวัตให้กับผลงานภาพประกอบดิจิทัลเชิงเล่าเรื่อง (Narrative Digital Illustration) การสร้างสรรค์นี้จึงมิใช่เพียงการบันทึกภาพลักษณ์ของชุมชน แต่เป็นการทดลองค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ทา งทัศนศิลป์ เพื่อให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นสามารถดำรงอยู่และสื่อสารได้อย่างมีชีวิตชีวาในบริบทของโลกยุคใหม่
2252. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ ผู้สร้างสรรค์ได้บูรณาการแนวคิดและทฤษฎีทางศิลปะและการออกแบบ เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ดังนี้1. ทฤษฎีสัญวิทยาและการตีความ (Semiology and Interpretation) โดยประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่อง \"ต้นแบบสัญญะ\" (Archetypes) ของ Carl Jung (1969) โดยเฉพาะ \"สัญญะความเป็นเด็ก\" (Child Archetype) มาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่แสดงถึงความบริสุทธิ์และการเริ่มต้นใหม่ การเลือกใช้คาแรคเตอร์เด็กเป็นกลไกหลักในการดำเนินเรื่อง ช่วยลดทอนอำนาจความเคร่งขรึมของประวัติศาสตร์ และสร้างพื้นที่ทางความรู้สึกที่เป็นมิตร (Approachable Dimension) ตามหลักจิตวิทยาการรับรู้2. หลักการภาพประกอบเชิงเล่าเรื่อง (Narrative Illustration) นำมาใช้ในการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ตามทฤษฎีการอ่านภาพของ Kress & van Leeuwen (2006) ที่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งการจัดวาง (Layout) เพื่อสร้างความหมาย โดยเน้นการเล่าเรื่องแบบ \"พหุสถานการณ์\" (Simultaneous Narrative) ที่รวบรวมเหตุการณ์ต่างช่วงเวลา (การทำนา, การตักบาตร, ตำนานยุทธหัตถี) มาอยู่ร่วมกันในระนาบเดียว เพื่อสะท้อนภาพรวมของวิถีชีวิตวัฒนธรรมสุพรรณบุรีแบบองค์รวม3. ทฤษฎีสื่อใหม่และสุนทรียศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหว (New Media and Kinetic Aesthetics) อ้างอิงแนวคิดเรื่อง “ภาษาของสื่อใหม่” (The Language of New Media) ของ Lev Manovich (2001) ในการเปลี่ยนผ่านข้อมูลดิจิทัลจากภาพนิ่งสู่ภาพเคลื่อนไหว (Static to Motion) โดยใช้เทคนิคการซ้อนภา พ (Compositing) และการสร้างมิติ (Spatiality) เพื่อเปลี่ยนหน้าจอแบนราบให้กลายเป็น \"พื้นที่ทางวัฒนธรรม\" ที่ผู้ชมสามารถจินตนาการร่วมได้ ผ่านจังหวะการเคลื่อนไหวและเสียงประกอบที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ (Immersive Experience)3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ผู้สร้างสรรค์ดำเนินงานวิจัยสร้างสรรค์โดยแบ่งกระบวนการออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้1. ขั้นเตรียมการและถอดรหัสข้อมูล (Pre-production & Decoding) เริ่มต้นจากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลภาคสนามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดสุพรรณบุรี (เช่น ประเพณีตักบาตรทางน้ำ, อนุสรณ์ดอนเจดีย์, วิถีเกษตรกรรม) จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อกำหนด \"แก่นเรื่อง\" (Theme) และออกแบบ \"ตัวละคร\" (Character Design) โดยใช้สัญญะความเป็นเด็กที่มีรูปทรงโค้งมน เส้นสายเรียบง่าย และสีสันสดใส (Flat Design) เพื่อเตรียมสร้างภาพจำใหม่ให้กับบริบทท้องถิ่น2. ขั้นสร้างสรรค์ผลงานภาพประกอบดิจิทัลเชิงเล่าเรื่อง (Narrative Digital Illustration) ดำเนินการร่างภาพและลงสีด้วยกระบวนการดิจิทัล (Digital Illustration Technique) โดยจัดวางองค์ประกอบศิลป์แบบเล่าเรื่องราวหลายเหตุการณ์ในภาพเดียว หัวใจสำคัญของขั้นตอนนี้คือ การจัดการเลเยอร์ (Layer Management) โดยทำการแยกชิ้นส่วนของภาพอย่างละเอียด เช่น แยกตัวละคร, ฉากหน้า, ฉากหลัง, ท้องฟ้า, และสายน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำไปสร้างภาพเคลื่อนไหวในลำดับต่อไป
2263. ขั้นสร้างสรรค์กราฟิกเคลื่อนไหวและสื่อผสม (Kinetic Transformation & Hybrid Integration) นำไฟล์ภาพที่แยกเลเยอร์แล้วเข้าสู่กระบวนการทำโมชันกราฟิก โดยอ้างอิงจังหวะการนำเสนอตามการลำดับภาพและเสียง (Visual & Sound Cue Sheet) ที่กำหนดไว้ โดยใช้เทคนิคสำคัญ ได้แก่ การเลื่อนระนาบภาพเพื่อสร้างมิติความลึก (Parallax Effect), การสร้างการเคลื่อนไหวซ้ำเพื่อสร้างความมีชีวิตชีวา (Loop Animation), และ การใส่เสียงบรรยายและเสียงบรรยากาศเพื่อเติมเต็มอารมณ์ร่วม (Sound Design)รูปแบบ/ประเภทของผลงาน: ศิลปะสื่อผสม (Hybrid Media Art) ระหว่างภาพประกอบดิจิทัล (Digital Illustration) และ กราฟิกเคลื่อนไหว (Motion Graphics)ภาพที่ 1 ผลงานสร้างสรรค์สมบูรณ์ “อัตลักษณ์สุพรรณบุรี” เทคนิคภาพประกอบดิจิทัลที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 2 การศึกษาบริบทพื้นที่เพื่อออกแบบองค์ประกอบศิลป์เชิงเล่าเรื่อง: ภาพประเพณีตักบาตรกลางน้ำที่มา: https://www.online-news.biz/?p=17918ภาพที่ 3 ภาพร่างและสเก็ตช์ลายเส้นที่มา: ผู้สร้างสรรค์
227ตารางลำดับภาพและเสียง (Visual & Sound Cue Sheet) (220 วินาที)เวลา (วินาที)บทบรรยาย (VO)ภาพประกอบ/Shot Planเสียง / เอฟเฟกต์0:00–0:10 “จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ที่งดงาม”ภาพรวมสุพรรณบุรี: ทุ่งนา แม่น้ำ วัดดนตรีพื้นบ้านเบา ๆ0:10–0:25 “หนึ่งในประเพณีสำคัญที่สุดคือ ตักบาตรกลางน้ำ ที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี”แม่น้ำยามเช้า มีหมอกบางเสียงนก, น้ำไหลดนตรีพื้นบ้านเบา ๆ0:25–0:40 “ทุกเช้า พระสงฆ์พายเรือจากวัดออกมารับบิณฑบาตบนลำคลอง”พระสงฆ์พายเรือรับบาตรเสียงพายเรือดนตรีพื้นบ้านเบา ๆ0:40–0:55 “ชาวบ้านก็นำอาหาร ผลไม้ และดอกไม้ใส่บาตรด้วยศรัทธาและรอยยิ้ม”ชาวบ้านใส่บาตร ริมฝั่งดนตรีพื้นบ้านเบา ๆ0:55–1:10 “ประเพณีนี้ไม่เพียงเป็นการทำบุญ แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิตริมน้ำที่ผูกพันกับธรรมชาติและความสามัคคี”มุมกว้าง เห็นพระหลายลำเรือดนตรีอุ่น ๆ ผสมเสียงน้ำ1:10–1:20 “ชาวสุพรรณบุรีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เติบโตเคียงคู่ธรรมชาติ”ชาวนา ควายไถนา เด็กๆเล่นทำนาเสียงควาย, ดนตรีพื้นบ้านเบา ๆ1:20–1:30 “วัดเขาดิน คือศูนย์รวมจิตใจ ที่พึ่งทางศาสนา”วัดเขาดินบนเนินเขา เสียงระฆังวัดเบา ๆ1:30–1:40 “หอคอยบรรหาร–แจ่มใส แลนด์มาร์กสมัยใหม่ของเมืองสุพรรณบุรี”หอคอยบรรหาร–แจ่มใส สูงเด่นเสียงลมเบา ๆ1:40–1:50 “รูปปั้นมังกรขนาดใหญ่ ใน \"อุทยานมังกรสวรรค์\" เป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจและความเจริญรุ่งเรืองของชาวไทยเชื้อสายจีน”รูปปั้นมังกร เสียงน้ำ, ประกายแสง1:50–2:00 “อนุสรณ์ดอนเจดีย์ รำลึกถึงวีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”อนุสรณ์ดอนเจดีย์ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างเสียงกลองศึก2:00–2:20 “สุพรรณบุรีคือดินแดนที่รวมความงดงามของประเพณี ศรัทธา วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ที่ควรรักษาสืบไป”ภาพรวม: พิธีตักบาตร + วัด + ทุ่งนา + มังกร + เจดีย์ดนตรีพื้นบ้านปิดอบอุ่นภาพที่ 4 ตารางลำดับภาพและเสียง (Visual & Sound Cue Sheet) เพื่อกำหนดจังหวะการนำเสนอที่มา: ผู้สร้างสรรค์
228ภาพที่ 5 กระบวนการตัดต่อและผลลัพธ์กราฟิกเคลื่อนไหว (Motion Graphics & Editing)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์(สแกนเพื่อรับชมภาพเคลื่อนไหว)4. การวิเคราะห์ผลงานจากการรวบรวมข้อมูลภาคสนามและศึกษาบริบททางวัฒนธรรมของจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้สร้างสรรค์ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางการสร้างสรรค์ผลงาน โดยจำแนกออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้1. การวิเคราะห์และสังเคราะห์ด้านเนื้อหา (Content Analysis & Synthesis) จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าอัตลักษณ์ของสุพรรณบุรีมีความหลากหลายในลักษณะ “พหุวัฒนธรรม” ข้อมูลเหล่านี้หากนำเสนอแยกส่วนอาจขาดเอกภาพ ผู้สร้างสรรค์จึงวิเคราะห์และสังเคราะห์ใหม่โดยใช้แนวคิด “การเล่าเรื่องเชิงพื้นที่”(Spatial Narrative) อ้างอิงหลักการจัดวางองค์ประกอบของ Kress & van Leeuwen (2006) โดยนำสถานที่และกิจกรรมที่เกิดขึ้นต่างวาระมาจัดวางร่วมกันในภาพเดียว เพื่อสะท้อนภาพรวมของจังหวัดในที่กลมกลืน2. การวิเคราะห์และแปลงค่าด้านทัศนธาตุ (Visual Transformation) ข้อมูลทางประวัติศาสตร์มักมีรายละเอียดที่ซับซ้อน ผู้สร้างสรรค์จึงใช้กระบวนการ “ลดทอนรายละเอียด” (Simplification) ตามทฤษฎีการรับรู้ทางทัศนศิลป์ของ Rudolf Arnheim (1974) เพื่อวิเคราะห์รูปทรงธรรมชาติให้เหลือเพียงโครงสร้างเรขาคณิตพื้นฐาน และเลือกเทคนิคการออกแบบภาพประกอบและใช้สีที่มีความสดใสในลักษณะ Flat Design ร่วมกับ “สัญญะความเป็นเด็ก” เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกให้ \"ร่วมสมัย\" ซึ่งช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ชมรุ่นใหม่ได้ดีที่สุด3. การวิเคราะห์ด้านเทคนิคและประสบการณ์ผู้ชม (Technical & Experiential Analysis) จากการวิเคราะห์บริบท “เมืองแห่งสายน้ำ” พบว่าการเลือกใช้เทคนิค Motion Graphics ตามแนวคิดของ Manovich (2001) เข้ามาเติมเต็ม โดยเฉพาะการสร้างจังหวะการโคลงเคลงของเรือและการไหวของตัวละคร, สัตว์ และวัตถุต่าง ๆ ในภาพ ซึ่งส่งผลต่อผัสสะการรับรู้ (Sensory Perception) ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความมีชีวิต (Liveliness) และเกิดประสบการณ์ร่วมเสมือนจริง
2295. สรุปผลการสร้างสรรค์ชี้ให้เห็นว่า การนำเสนอเนื้อหาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่าน “มุมมองความไร้เดียงสา” (Child Archetype) ร่วมกับเทคนิค “กราฟิกเคลื่อนไหว” (Motion Graphics) เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับมรดกท้องถิ่น ทำให้เรื่องราวของจังหวัดสุพรรณบุรีที่เคยดูห่างเหิน กลับมามีชีวิตชีวาและเข้าถึงง่าย โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ 2 รูปแบบ ดังนี้1. การนำผลงานสร้างสรรค์ไปใช้ (Application) ผลงานชุดนี้ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการนำไปใช้งานได้ 2 รูปแบบ (Hybrid Application) คือ1.1 การจัดแสดงในพื้นที่จริง (On-site Exhibition) สามารถติดตั้งเป็นผลงานศิลปะตกแต่งในหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ชุมชน หรือศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว โดยใช้ภาพนิ่งขนาดใหญ่ดึงดูดสายตา และใช้ QR Code หรือ AR เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่เนื้อหาภาพเคลื่อนไหว1.2 การเผยแพร่ผ่านสื่อดิจิทัล (Digital Platform) ไฟล์ Motion Graphics สามารถนำไปใช้เป็นสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว (Tourism Promotion Media) หรือสื่อการเรียนรู้ท้องถิ่นออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้อย่างไร้พรมแดน2. การอรรถประโยชน์ของผลงานสร้างสรรค์ (Utility & Benefits) สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประการ ดังนี้2.1 ด้านวิชาการศิลปะ เป็น “ผลงานต้นแบบ” (Prototype) ของการบูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างจิตรกรรมกับสื่อใหม่ (New Media) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถทำหน้า ที่เป็นเครื่องมืออนุรักษ์วัฒนธรรมได้อย่างลงตัว2.2 ด้านสังคมและวัฒนธรรม ช่วยสร้าง “ภาพจำใหม่” (Re-branding) ให้กับวัฒนธรรมท้องถิ่นสุพรรณบุรี ให้มีความร่วมสมัย (Contemporary) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจและปลูกฝังความภาคภูมิใจให้แก่เยาวชนและคนในท้องถิ่น ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคตเอกสารอ้างอิงกุลธิดา ทองขาว. (2560). ศิลปะกับการสื่อสารทางวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.ศรีศักร วัลลิโภดม. (2546). ความหมายของภูมินิเวศ: การศึกษาจากภายในและภายนอก. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.สุภัทรา เจียรมณีโชติชัย. (2562). การรู้เท่าทันสื่อและวัฒนธรรมในยุคดิจิทัล. วารสารนิเทศศาสตร์ธุรกิจบัณฑิตย์, 13(1), 12-25.ออนไลน์นิวส์. (2562). จังหวัดสุพรรณบุรี จัดประเพณีตักบาตรกลางน้ำของตำบลบ้านแหลม อำเภอบาง ปลาม้า ประจำปี 2562. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2568จากhttps://www.onlinenews. biz/?p=17918
230Arnheim, R. (1974). Art and Visual Perception: A Psychology of the Creative Eye. University of California Press.Kress, G., & van Leeuwen, T. (2006). Reading Images: The Grammar of Visual Design (2nd ed.). Routledge.Manovich, L. (2001). The Language of New Media. The MIT Press.
231 เบื้องหลังฉัน ความพังทลายที่ไร้เสียงBehind Me, A Quiet Collapse พิทวัล สุวภาพ, Pittawan Suwapab คณะศิลปวิจิตร 119/19 หมู่ 3 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170, Faculty of Fine Arts 119/10 Salaya, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom 73170E-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานชิ้นนี้เป็นเหมือนภาพสะท้อนของ “การยอมจำนนอย่างเงียบงัน” ที่มนุษย์เผชิญเมื่อต้องรับมือกับแรงกดทับทางอารมณ์ ความทรงจำ และประสบการณ์ที่ฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจ ภาพของเรื่อนร่างของอิตถีเพศ ที่ทอดตัวอยู่บนพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่เพียงท่าทางทางกายภาพ แต่เป็นการแปรความหมายของร่างกายให้กลายเป็น พื้นที่เชิงสัญลักษณ์ ที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้า ความเจ็บปวด และความบอบบางที่เก็บงำไว้ใต้ผิวของความนิ่งสงบภายนอก สีแดงในงานที่ปกคลุมใบหน้า ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสื่ออารมณ์รุนแรง แต่ทำหน้าที่เป็นชั้นของความหมายหลายระดับ ทั้งความเป็นเลือดเนื้อ พลังชีวิต ความสูญเสีย และความร้อนรุ่มที่ปะทุอยู่ลึก ๆ ในภายในร่างกายและจิตใจของมนุษย์ ที่ไม่สามารถจับต้องความรู้สึกเหล่านี้โดยตรง แต่ต้องรับรู้ผ่านการจินตนาการ การตีความ และการสะท้อนกลับไปยังประสบการณ์ของตนเองเทคนิคการใช้ จุด ร่วมกับการผสมผสานภาพถ่ายและกระบวนการจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยเสริมให้ผลงานมีความร่วมสมัยและโดดเด่นยิ่งขึ้น การจัดวางองค์ประกอบดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เกิดควา มหลากหลายของการตีความ และกระตุ้นการสนทนาเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในสังคมปัจจุบันอย่างกว้างขวาง ผลงานนี้จึงมีศักยภาพในการจุดประกายการอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านความเป็นมนุษย์และอัตลักษณ์ นำไปสู่การตระหนักรู้ในความซับซ้อนของชีวิต ตลอดจนความหมายของการแสดงออกทางศิลปะในบริบทที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอคำสำคัญ: เรือนร่าง, ผู้หญิง, อิตถีเพศ, ภาพสะท้อน,สภาวะภายในAbstractThis work embodies the \"silent surrender\" humans face when dealing with emotional pressures, memories, and deeply ingrained experiences. The image of a female body, stretched across a constructed space, represents not just a physical pose, but a transformation of the body into a symbolic space, filled with exhaustion, pain, and fragility hidden beneath a surface of calmness. The red covering the face does not merely convey intense emotion, but serves as a layered meaning: flesh, life force, loss, and the heat raging deep within the human
232body and mind. These feelings cannot be directly grasped, but must be perceived through imagination, interpretation, and reflection on one's own experiences.The use of dots, combined with photography and computer-generated processes, enhances the work's contemporary and striking appeal. This composition opens up a wide range of interpretations and stimulates a broader discussion about the role of women in contemporary society. This work has the potential to spark discussions about important issues of humanity and identity, raising awareness of the complexities of life and the meaning of artistic expression in diverse and ever-changing contexts.Keywords: body, woman, femininity, identity, Internal state1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในบริบทของประวัติศาสตร์ศิลปะ ผู้หญิงมักถูกจำกัดบทบาทให้เป็น “วัตถุที่ถูกมอง” มากกว่าจะเป็น “ผู้สร้าง” หรือ “ผู้กำหนดความหมาย” ในเชิงทัศนศิลป์ ทฤษฎีเฟมินิสม์ได้ตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจนี้มาอย่างยาวนาน โดยชี้ให้เห็นว่าเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ได้ทำให้ประสบการณ์ของผู้หญิงหลายมิติถูกทำให้มองไม่เห็น และถูกลดทอนความสำคัญลงในพื้นที่แห่งการแสดงออกเชิงศิลป์ผลงานชิ้นนี้จึงเกิดจากการทบทวนปัญหาดังกล่าว ผ่านการใช้ “ร่างกายของผู้หญิง” ในฐานะสัญลักษณ์ที่ไม่ใช่เพียงภาพแทนของความงาม หากแต่เป็น พื้นที่แห่งการต่อรอง การต่อต้าน และการเปิดเผยสภาวะภายใน การวางร่างกายบนพื้นสีแดง—ร่วมกับเทคนิคการใช้ลายจุดและการผสมผสานภา พถ่ายกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์—ทำให้ร่างกายกลับมาเป็น “ผู้ส่งสาร” ที่มีพลังทางการเมืองและอารมณ์ในตัวมันเองสีแดงในงานทำหน้าที่เป็นรหัสทางสัญญะ ที่เชื่อมโยงกับเลือด เนื้อ ชีวิต ความเจ็บปวด และแรงปรารถนา ซึ่งเป็นสภาวะที่ผู้หญิงจำนวนมากประสบแต่ไม่อาจแสดงออกอย่างเสรีในสังคมที่ยังคงกดทับด้วยมาตรฐานทางเพศสภาวะ ผลงานจึงนำเสนอมุมมองของ “การทรุดพังอย่างเงียบงัน” ที่ไม่ใช่เพียงอารมณ์ส่วนบุคคล แต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างอำนาจ (structures of power) ที่ครอบงำชีวิตประจำวันของผู้หญิงในเชิงทฤษฎีศิลปะร่วมสมัย งานนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสำรวจร่างกายในฐานะสื่อทางศิลปะ ที่ไม่ใช่เพียงรูปทรง แต่เป็นหน่วยประสบการณ์ที่สะท้อนความทรงจำ ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และอัตลักษณ์ที่ถูกประกอบสร้างผ่านสังคม ดังนั้น ความเป็นมาของปัญหาในผลงานนี้จึงมิได้จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นเรื่องเพศ หากยังตั้งคำถามต่อ อำนาจการมอง การเป็นเจ้าของร่างกาย และ ความหมายของการเป็นมนุษย์ภายใต้เงื่อนไขทางวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดล้วนเชื้อเชิญให้ผู้ชมพิจารณาบทบาทของผู้หญิงในสังคมร่วมสมัยผ่านมุมมองที่ลึก ซ้อน และท้าทายกรอบความคิดเดิมของศิลปะตะวันตกและสังคมปิตาธิปไตย
2332. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องผลงานศิลปะชิ้นนี้ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่วิพากษ์ทั้งโครงสร้างอำนาจและการรับรู้เชิงทัศนศิลป์ต่อร่างกายของผู้หญิงในสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กรอบแนวคิดเฟมินิสม์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ตลอดประวัติศาสตร์ศิลปะ ผู้หญิงมักถูกจำกัดให้เป็นเพียง “วัตถุที่ถูกมอง” มากกว่าจะเป็นผู้สร้างความหมายด้วยตนเอง แนวคิดเรื่อง The Male Gaze ของลอร่า มัลเวย์ (Laura Mulvey) จึงกลายเป็นประเด็นหลักที่ช่วยขยายความเข้าใจถึงวิธีที่สายตาแบบปิตาธิปไตยได้กำหนดให้ร่างกายของผู้หญิงเป็นเพียงภาพแทนที่ไร้อำนาจ ผลงานชิ้นนี้จึงเลือกวางร่างกายในท่วงท่าที่เปราะบางบนพื้นสีแดง เพื่อพลิกกลับบทบาทดังกล่าวและยืนยันว่า “ร่างกายนี้” เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ ความรู้สึก และอำนาจทางอารมณ์ที่ถูกซ่อนเร้น ไม่ใช่วัตถุที่รอให้ผู้อื่นนิยามทฤษฎีร่างกาย ร่างกายถูกมองว่าเป็นมากกว่ารูปทรงทางกายภาพ หากเป็นพื้นที่ที่บรรจุความทรงจำ อารมณ์ และความทรุดพังภายใน การวางร่างลงบนพื้นสีแดงในผลงานจึงเปรียบเสมือนการเปิดเผย “คลังประสบการณ์” ที่สะสมอยู่ในตัวผู้หญิง ผู้ชมไม่ได้พบเพียงท่วงท่าทางกาย แต่พบภาษาอีกชุดหนึ่งที่ร่างกายใช้สื่อสารความเจ็บปวด ความเงียบ และการยอมจำนนที่ต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตประจำวัน แนวคิดปรากฏการณ์วิทยาของเมอร์โล-ปงตี ซึ่งชี้ว่ามนุษย์รับรู้โลกผ่านร่างกาย จึงช่วยให้เข้าใจว่าร่างในผลงานไม่ได้เป็นเพียงภาพ แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมต้อง “สัมผัสด้วยการจินตนาการ”การใช้สีแดง ลายจุด และการผสมสื่อภาพถ่ายกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์นำไปสู่การวิเคราะห์ในเชิงสัญญะวิทยา (Semiotics) สีแดงทำหน้าที่เป็นรหัสทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่ความเป็นเลือดเนื้อ ชีวิต ความรุนแรง ไปจนถึงแรงปรารถนา ลายจุดและผิวสัมผัสดิจิทัลแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่า งร่างกายมนุษย์กับเทคโนโลยีในยุคสมัยปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอัตลักษณ์ของผู้หญิงร่วมสมัยมิได้ประกอบขึ้นเพียงจากร่างกาย แต่ยังผ่านตัวกรองของสื่อดิจิทัลที่สร้างและเปลี่ยนความหมายอย่างต่อเนื่องผลงานยังสอดคล้องกับแนวคิดหลังสมัยใหม่ ที่วิพากษ์ความหมายตายตัวและต่อต้านการครอบงำของเรื่องเล่าแบบเดี่ยว การวางร่างกายในภาวะ “การทรุดพังอย่างเงียบงัน” ไม่ได้เสนอคำอธิบายแบบตรงไปตรงมา หากแต่เปิดให้ผู้ชมสร้างความหมายขึ้นใหม่ผ่านประสบการณ์และบริบททางสังคมของตน เอง นี่คือการสร้างพื้นที่ให้ความหมายจำนวนมากดำรงอยู่ร่วมกัน และรื้อถอนกรอบคิดที่ว่าศิลปะต้องมีคำตอบเดียวทฤษฎีอารมณ์และจิตวิเคราะห์ ท่วงท่าของร่างกายสะท้อนสภาวะของอารมณ์ที่ถูกกดทับ ความเงียบที่ปรากฏไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ หากเป็นผลผลิตของความเจ็บปวดที่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ การทรุดพังนี้จึงเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ด้านบาดแผล ซึ่งมักถูกผลักให้เป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นผลจากโครงสร้างอำนาจทางสังคม การวางร่างอย่างหมดแรงบนพื้นสีแดงจึงเป็นทั้งภาพของความบอบบางและการประกาศถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ยังคงดำรงอยู่เมื่อพิจารณาภายใต้กรอบความคิดเหล่านี้ ผลงานจึงมิได้สะท้อนประสบการณ์ของผู้หญิงในระดับปัจเจกเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามต่อความหมายของร่างกาย อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ในโลกที่กด
234ทับทั้งทางสังคม วัฒนธรรม และดิจิทัล มันคือการประกาศว่าแม้การทรุดพังจะเกิดขึ้น “อย่างเงียบงัน” แต่ก็ไม่ได้ไร้ความหมาย ตรงกันข้าม มันคือการเปิดเผยความจริงของสภาวะมนุษย์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังชีวิตประจำวัน3. กระบวนการในการสร้างสรรค์3.1 อุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ผลงาน- อุปกรณ์ประกอบการถ่ายภาพ- อุปกรณ์คอมพิวเตอร์- กล้องถ่ายถาพคุณภาพสูง - ขาตั้งกล้อง- อุปกรณ์กดชัตเตอร์- ชุดไฟสตูดิโอ- เม้าส์ปากกา3.2 ขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงาน3.2.1 การถ่ายภาพต้นฉบับ เริ่มต้นจากการถ่ายภาพต้นแบบในรูปแบบที่ต้องการ โดยใช้กล้องดิจิทัลคุณภาพสูงเพื่อให้ได้ภาพที่มีความคมชัดและรายละเอียดครบถ้วน เหมาะสำหรับการนำไปปรับแต่งและประมวลผลในขั้นตอนต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.2.2 การนำเข้าสู่โปรแกรมและการปรับแต่งเบื้องต้น นำไฟล์ภาพเข้าสู่คอมพิวเตอร์และเปิดในโปรแกรม Adobe Photoshop เพื่อเริ่มกระบวนการสร้างสรรค์ โดยโปรแกรมดังกล่าวรองรับการรีทัช (Retouch) ปรับแต่งภาพ แก้ไขโทนสี และสร้างเอฟเฟกต์หลากหลายรูปแบบได้อย่างมีคุณภาพภาพที่ 1 โปรแกรมแต่งรูป (Adobe Photoshop) ที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.2.3 การไดคัทและจัดการองค์ประกอบภาพ เมื่อเปิดภาพใน Adobe Photoshop แล้ว ดำเนินการไดคัทองค์ประกอบที่ต้องการแยกออกจากพื้นหลัง เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการปรับแต่งและจัดวางองค์ประกอบใหม่ตามแนวคิดของผลงาน
2353.2.4 การตกแต่งและปรับแต่งขั้นสูง หลังจากไดคัทองค์ประกอบแล้ว ทำการตกแต่งภาพโดยปรับสี แสง และรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ รวมถึงปรับรูปแบบและลักษณะภาพให้เหมาะสมกับอัตลักษณ์ของผลงาน เช่น การใช้ลายจุด การปรับพื้นผิว หรือการผสานเทคนิคดิจิทัลเพิ่มเติมภาพที่ 2 การสร้างสรรค์ผลงานด้วยโปรแกรม Adobe Photoshopที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 3 การสร้างสรรค์ผลงานด้วยโปรแกรม Adobe Photoshopที่มา: ผู้สร้างสรรค์3.2.5 การบันทึกผลงานเมื่อได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจแล้ว ทำการบันทึกไฟล์ภาพในรูปแบบความละเอียดสูง เพื่อให้เหมาะสำหรับการจัดแสดงในสื่อที่ต้องการ ทั้งในรูปแบบดิจิทัลหรือการพิมพ์จริง
236ภาพที่ 4 Behind Me, A Quiet Collapse, size40 x 60 cm.ที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานผลงานศิลปะชิ้นนี้นำเสนอร่างกายของผู้หญิงที่ทอดตัวลงบนพื้นสีแดงสด โดยผสานพื้นผิวลายจุดและเทคนิคดิจิทัลเพื่อสะท้อนสภาวะ “การทรุดตัวอย่างเงียบงัน” ที่ฝังอยู่ภายในร่างกายและอารมณ์ของผู้หญิงร่วมสมัย สีแดงในผลงานทำงานในเชิงสัญญะแบบหลายมิติ ทั้งความเป็นเลือดเนื้อ ความรุนแรง ความสูญเสีย และแรงปรารถนา ซึ่งล้วนชี้นำให้ผู้ชมเข้าถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์ควา มเข้มแข็งที่ผู้หญิงถูกคาดหวัง ท่วงท่าที่ไร้เรี่ยวแรงของร่างกายจึงไม่ใช่เพียงการยอมแพ้ แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเปิดเผยความรู้สึกลึก ๆ ที่ไม่อาจถ่ายทอดด้วยถ้อยคำ ผลงานยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเฟมินิสม์ โดยเฉพาะการวิพา กษ์อำนาจการมอง ซึ่งถูกปฏิเสธอย่างเงียบงันผ่านการไม่สบตาและไม่ยอมเป็นวัตถุให้ประเมินค่าในรูปแบบเดิมของประวัติศาสตร์ศิลปะการใช้ลายจุดและการประมวลผลดิจิทัลสร้างระยะห่างระหว่างร่างกายจริงกับภาพแทน เป็นการสะท้อนบริบทสังคมที่ร่างกายของผู้หญิงถูกแปรรูปอย่างต่อเนื่องผ่านเทคโนโลยี สื่อออนไลน์ และการผลิตซ้ำในวัฒนธรรมดิจิทัล ผลงานจึงตั้งคำถามถึงความจริงของร่างกาย การประกอบสร้างอัตลักษณ์ และบทบาทของสื่อที่กำหนดวิธีที่ผู้หญิงถูกมองและถูกเข้าใจ ความเงียบงันที่รายล้อมภาพไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า หากเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารอารมณ์ที่ถูกกดทับ ซึ่งสังคมมักเพิกเฉย ผลงานจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่สะท้อนสภาวะมนุษย์ โดยเชื้อเชิญให้ผู้ชมมองย้อนกลับสู่สภาวะภายในของตัวเอง และพิจารณาความซับซ้อนของชีวิต ความคาดหวัง และแรงกดดันที่หล่อหลอมประสบการณ์ของผู้หญิงในโลกร่วมสมัย
2375. สรุปผลงานศิลปะชิ้นนี้นำเสนอร่างกายของผู้หญิงที่ทอดตัวลงบนพื้นสีแดง ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความเจ็บปวด ความเปราะบาง และแรงกดทับทางอารมณ์ที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน สีแดงที่ครอบคลุมพื้นที่ภา พไม่ได้สื่อเพียงความรุนแรง หากยังสะท้อนถึงเลือดเนื้อและสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยควา มเร่าร้อนและความทรงจำที่มิอาจอธิบายเป็นคำพูด การประมวลผลด้วยลายจุดและเทคนิคดิจิทัลช่วยสร้างระยะห่างระหว่างผู้ชมกับร่างกายจริง เปิดให้ตีความถึงการถูกแปรรูปของร่างกายในโลกยุคสื่อสมัยใหม่ ท่วงท่าที่ไร้เรี่ยวแรงของร่างกายสื่อสารถึง “การทรุดตัวอย่างเงียบงัน” อันเป็นประสบการณ์ที่ผู้หญิงจำนวนมากต้องเผชิญภายใต้บทบาทและความคาดหวังทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาผ่านมุมมองเฟมินิสม์ที่วิพา กษ์อำนาจการมอง (the gaze) ผลงานนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอร่างกาย หากเป็นการทวงคืนสิทธิในการบอกเล่าเรื่องราวทางอารมณ์ ความเหนื่อยล้า และแรงกดทับที่ไม่เคยถูกมองเห็นด้วยลักษณะภาพที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ผลงานเชื้อเชิญให้ผู้ชมกลับมาตั้งคำถามต่อความเป็นตัวตน อัตลักษณ์ และสภาวะภา ยในของมนุษ ย์ โดยเฉพาะผู้หญิงในสังคมร่วมสมัย เปิดพื้นที่ให้ตระหนักถึงความซับซ้อนของการดำรงอยู่ที่มักถูกปิดบังไว้ใต้ความเงียบงันที่ไม่เคยถูกเอ่ยออกมาอย่างเปิดเผยเอกสารอ้างอิงกนกวรรณ มะโนรมย์. (2559). ศิลปะเฟมินิสต์ในบริบทไทย. สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเกรียงศักดิ์ เพ็ชรไชยศรี. (2555). แนวคิดและทฤษฎีศิลปะ. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากรชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2558). ประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากรธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2561). การมองและการผลิตความหมายในศิลปะและสื่อ. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันประกอบศิลป์ โกมารทัต. (2560). ศิลปะไทยร่วมสมัย: แนวคิดและทฤษฎี. สำนักพิมพ์เมืองโบราณวิมลพรรณ ปีติสันต์. (2562). สตรีนิยมกับการสร้างสรรค์ศิลปะในประเทศไทย. สำนักพิมพ์จุฬ าลงกรณ์มหาวิทยาลัยสมเดช โรจน์คุรีเสถียร. (2553). ทฤษฎีศิลปะเบื้องต้น. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสันติ เล็กสุขุม. (2560). ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัย. สำนักพิมพ์วิภาษา
238บทกวีใต้ลมหนาวThe Poetry Beneath the Winter Windภัทรพร เลี่ยนพานิช, Phattaraporn leanpanitสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, Bunditpatanasilpa Institute of Fine ArtsE-mail: [email protected]บทคัดย่อการศึกษาวัฒนธรรมไทย–จีนชี้ให้เห็นว่าลวดลายเครื่องลายครามเป็นสื่อสำคัญที่สะท้อนร่องรอยความเชื่อ วิถีชีวิต และการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างสองสังคม ผู้สร้างสรรค์จึงนําลวดลายดังกล่าวมาสังเคราะห์เป็นองค์ประกอบเชิงสัญลักษณ์ภายในผลงาน โดยใช้แนวทางศิลปะกึ่งเหมือนจริงที่ผสมผสานควา มเหมือนจริงเข้ากับการลดทอนรูปทรง พร้อมประยุกต์เทคนิคจิตรกรรมที่เน้นความโปร่งใสและการซ้อนชั้นสี เพื่อสร้างมิติ ความลึก และบรรยากาศที่กลมกลืน ผลงานชุดนี้จึงเป็นการผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกับศิลปะร่วมสมัยเพื่อถ่ายทอดคุณค่าเชิงสัญลักษณ์และมิติทางวัฒนธรรมอย่างร่วมสมัยและมีความหมายคำสำคัญ: วัฒนธรรมไทย–จีน, เครื่องลายคราม,สัญลักษณ์ AbstractThe study of Thai–Chinese cultural relations reveals that porcelain motifs serve as an important medium reflecting beliefs, ways of life, and the cultural integration between the two societies. The creator therefore synthesizes these motifs into symbolic elements within the artwork, using a Semi-Realist approach that blends realism with simplified forms. Painting techniques emphasizing transparency and layered color are applied to create depth, dimension, and a harmonious atmosphere. This body of work thus integrates traditional cultural elements with contemporary artistic expression to convey symbolic value and cultural dimensions in a meaningful and modern context.Keywords: Thai–Chinese Culture, Porcelain, Symbol1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาจากการศึกษา ค้นคว้า และสังเกตการณ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและจีนที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า “ลวดลายเครื่องลายคราม” ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุหรือภาชนะสำหรับใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อทางวัฒนธรรมที่สะท้อนร่องรอยความเชื่อ วิถีชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองสังคมได้อย่างเด่นชัด อย่างไรก็ตาม ลวดลายเหล่านี้มักถูกมองในฐานะ
239เพียงงานหัตถกรรมหรือวัตถุโบราณ ทำให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมถูกละเลยไป การศึกษาครั้งนี้จึงมีความสำคัญในการชี้ให้เห็นบทบาทของลวดลายเครื่องลายครามในฐานะแหล่งข้อมูลทางวัฒนธรรมและเป็นรากฐานของการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย เพื่อฟื้นฟูและตีความคุณค่าทางสุนทรียะให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง2.1. แนวคิดเรื่องสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Symbolism)ลวดลายบนเครื่องลายครามถือเป็นตัวแทนเรื่องราวและความทรงจำร่วมของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ลวดลายจึงทำหน้าที่เป็น “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ที่บรรจุความหมายเกี่ยวกับความเชื่อ ความงาม และ อัตลักษณ์ ซึ่งสามารถนำมาสังเคราะห์ในงานศิลปะเพื่อสร้างความหมายใหม่ภายใต้บริบทร่วมสมัย เครื่องเคลือบดินเผามีต้นกําเนิดในประเทศจีน เครื่องปั้นดินเผาเครื่องแรกมีอายุตั้งแต่ 20,000 ปีก่อนคริสตกาลในขณะที่ค้นพบว่ามีกระบวนการผลิตเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาลเครื่องลายครามที่จำกัดความว่าทันสมัยนั้นกล่าวย้อนไป 2,000 ปี หลักฐานแรกของชิ้นส่วนเครื่องลายครามบางส่วนถูกตรวจสอบย้อนกลับไปยังราชวงศ์ฮั่นตะวันออกในประเทศจีน ในเวลานี้ Celadon( ผลิตภัณฑ์ที่หุ้มด้วยหยก )- ซึ่งหยกนั้นถือว่ามีชื่อเสียงในประเทศจีน ซึ่งมักพบอยู่บนงานเครื่องเลือบดินเผา ที่เป็นที่นิยมมาก เนื่องจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นในศิลปะการดื่มชาเครื่องใช้เซรามิกรวมถึงถ้วยชาและอุปกรณ์เสริมถูกยกขึ้นตลอดเส้นทางสายไหมตอนเหนือเครื่องใช้จึงถูกส่งออกไปยังโลกอิสลามและต่อไปในอีกแต่ละหลายพื้นที่ ( สืบค้นจาก History of Porcelain - kaolin, 15.10.2568)การตกแต่งและประดับอย่างมีศิลปะจำเป็นต้องใช้ฝีมือระดับสูง ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมามีการพัฒนางานศิลปะเครื่องลายครามอย่างมากอย่างแรก ศิลปะจีนบนเครื่องลายครามจากราชวงศ์ยุคต่าง ๆ รูปแบบสีน้ำเงินและสีขาวที่มีชื่อเสียงระดับโลกเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะเครื่องลายครามของจีนในสายตาคนยุโรปภาชนะสีขาวพื้น ๆ ได้รับการแต่งแต้มประดับประดาด้วยสีฟ้า แม้กระทั่งก่อนที่จะเคลือบผิว เครื่องลายครามได้รับการตกแต่งด้วยสีของโคบอลต์ออกไซด์และน้ำการออกแบบทางศิลปะขึ้นอยู่กับปัจจัยมา กมาย: เหนือสิ่งอื่นใดคือยุคที่แตกต่างกัน การจัดหมวดหมู่ตามราชวงศ์จีนเป็นวิธีการปรกติทั่วไปทุกวันนี้เครื่องเคลือบมีทั้งแบบคลาสสิกและแบบดั้งเดิม รวมทั้งลวดลายที่ทันสมัย ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากภาพที่ 1 FIVE PIECES OF CHINESE BLUE AND WHITE PORCELAINที่มา: https://www.christies.com/lot/lot-five-pieces-of-chinese-blue-and-white-5644165/?
2402.2 ทฤษฎีด้านเทคนิคจิตรกรรมและการซ้อนชั้นสี (Layering & Transparency in Painting)เทคนิคการซ้อนชั้นสีและความโปร่งใสในงานจิตรกรรมมีบทบาทในการสร้างความลึก มิติ ความเคลื่อนไหว และบรรยากาศของภาพ เทคนิคนี้ช่วยสะท้อนลักษณะเปราะบาง ละมุน และความคล้ายคลึงกับคุณสมบัติของเครื่องลายคราม ทำให้ลวดลายที่นำมาประยุกต์เกิดความกลมกลืนกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของผลงาน3. กระบวนการในการสร้างสรรค์กระบวนการสร้างสรรค์นั้นผู้สร้างสรรค์ได้ศึกษา และเลือกรูปแบบของเครื่องเคลือบที่มีลวดลายน่าสนใจ เป็นอกลักษณ์ที่มีความเฉพาะตัวมีมาสร้างสรรค์ โดยใช้เทคนิคสีอะคริลิคในการสร้างหุ่นนิ่งของเครื่องเคลือบลายครามหลังจากนั้นจึงสังเกต ลวดลายและออกแบบจิตนาการต่อยอดออกมาจากวัตถุ โดยให้มีการเคลื่อนไหวของเส้นและสีที่มีความต่อเนื่องกัน โดยใช้เทคนิคสีน้ำในการผสมผสานสร้างสรรค์ลวดลาย โดยอิงจากลวดลายที่อยู่บนเครื่องเคลือบลายคราม ซึ่งเป็นการแสดงถึงเรื่องราวที่แฝงในกาลเวลาของลวดลายภายในภาพภาพที่ 2 The Poetry Beneath the Winter Wind เทคนิค สีน้ำ ขนาด 60 x 80 ซม.ที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานการวางองค์ประกอบไม่ได้เน้นความชัดเจนแบบภาพถ่าย แต่ เน้นการซ้อนทับและความโปร่งใสของสีเทคนิคและลักษณะสีอะคริลิคโดยการใช้สีแบบ ชั้นสีบาง ๆ (layering/glazing) ทำให้เกิดความลึกและความโปร่งแสงมีการ ไล่สีแบบโทนอ่อนไปถึงเข้มเข้ม และ ทำให้ขอบของวัตถุไม่ชัดเจนจนเกินไป การสร้าง แสงและ
241เงาแบบกระจายรูปทรง ทำให้วัตถุเหมือนลอยอยู่ในบรรยากาศ ที่เหมือนอยู่ใน ความฝันและโรแมนติก โดยใช้องค์ประกอบเชิงศิลปะหลักการใช้สี สีหลัก: น้ำเงิน เหลือง และแดง เป็นสีที่ให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่นพร้อมกับการนำรูปทรง:วงกลมและเส้นโค้งของเครื่องลายครามสร้างความรู้สึกนุ่มนวล โดยมีการเว้นพื้นที่ว่างส่วนล่างของภาพ “พื้นที่เกิดการเคลื่อนไหวระหว่างสีรูปทรง และพื้นที่ว่าง” และเน้นวัตถุส่วนบนการซ้อนทับ:วัตถุหลายชิ้นซ้อนกันเหมือนการจัดวางจริงในชีวิตประจำวัน แต่แสงและสีทำให้รู้สึกเป็น ความทรงจำหรือภาพฝัน ความหมายในเชิงสัญลักษณ์การใช้ เครื่องลายครามจีนและไทย สื่อถึง ความทรงจำในอดีต หรือความละเอียดอ่อนของชีวิตและศิลปะ5. สรุปการสร้างสรรค์ผลงงานชิ้นนี้นั้น เหมือนเป็นการจดบันทึกเรื่องราว ที่ผ่านมาจากลวดลายวัฒนธรรมเก่า ที่สามารถอยู่ร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน ได้ตอบโจทย์การตอบโต้ทางอารมณ์ ความนึกคิด จินตนาการ ความงาม ได้นำมาแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ผ่านความรู้สึกทางสีสัน เส้น และทัศนธาตุทางศิลปะต่าง ๆ ในรูปแบบเฉพาะตัว ผู้สร้างสรรค์ พอใจเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์ผลงานออกมาโดยเทคนิคสีอะคริลิค ซึ่งการผสมผสานใช้น้ำเป็นสื่อกลางสามารถควบคุมได้ให้เกิดน้ำหนัก และรูปลักษณ์ทางเทคนิคที่ต้องการได้ซึ่งผู้สร้า งสรรค์สามารถนำไปต่อยอด ขยายการพัฒนาในเชิงเทคนิคการสร้างสรรค์ต่อไปได้เป็นอย่างดีเอกสารอ้างอิงชลูด นิ่มเสมอ. (2534). องค์ประกอบศิลปะ. (พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชจำกัดวริณทราศร. (2550). กังไสลายคราม. กรุงเทพฯ: พี.วาทิน พับลิเคชั่น.CHRISTIE'S INTERIORS. (15.3.2022). FIVE PIECES OF CHINESE BLUE AND WHITE PORCELAIN.https://www.christies.com/lot/lot-five-pieces-of-chinese-blue-and-white-5644165/?KAOLIN. (15 3.2022). CHINA AND PORCELAIN HISTORTY OF PORCELAIN. http://www.kaolin.com.au/history-porcelain