92เงางามแห่งบัวโรยLotus Remainsเด่น หวานจริง, Den Warnjing92/2 หมู่ 3 ต.ลาดงา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา, 92/2 M.3 Lardnga, Sena district, AyutthayaE-mail: [email protected] บทคัดย่อ ผลงานสร้างสรรค์ชุด เงางามแห่งบัวโรย (Lotus Remains) เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (creative research) ที่มุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลงของดอกบัว ฝักบัว และใบบัวซึ่งจัดวางในแจกัน ตั้งแต่สภาวะความสดจนถึงความร่วงโรย โดยให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์รูปทรง แสง เงา และบรรยากาศในมิติเวลา ผลงานสะท้อนแนวคิดเรื่องความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งตามปรัชญาพุทธศาสนา กระบวนการสร้างสรรค์ใช้เทคนิคการปาด การป้าย และการตวัดเส้นด้วยปากกาปลายไม้จากต้นอ้อและภู่กันหลากขนาด ร่วมกับหมึกจีนในน้ำหนักสีขาว เทา และดำ บนกระดาษ เพื่อถ่ายทอดร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงคุณค่าทางสุนทรียภาพและความหมายเชิงปรัชญาคำสำคัญ: ดอกบัว, ความไม่เที่ยง, วิจัยเชิงสร้างสรรค์, หมึกจีน, พุทธปรัชญาAbstract Lotus Remains is a practice-based creative research project that examines the transformation of lotus flowers, seed pods, and leaves arranged in a vase, from vitality to decay. The study emphasizes the analysis of form, light, shadow, and atmospheric conditions within a temporal dimension, reflecting the Buddhist philosophical concept of impermanence. The creative process employs wiping, brushing, and gestural stroke techniques using reed pens made from bulrush and brushes of various sizes, together with Chinese ink in white, grey, and black tonal values on paper. The work conveys traces of transformation while preserving aesthetic value and philosophical significance.Keywords: Lotus, Impermanence, Practice-based Research, Chinese Ink, Buddhist Philosophy
931. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหา ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญทั้งในบริบททางวัฒนธรรม ศาสนา และทัศนศิลป์ของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยมักถูกนำเสนอในภาพของความงาม ความบริสุทธิ์ และความสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การนำเสนอความงามในช่วงเวลาของการร่วงโรยและการเสื่อมสลายยังปรากฏไม่เด่นชัดในงานทัศนศิลป์ร่วมสมัย ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างในการศึกษาความงามของธรรมชาติในมิติเวลาและความไม่เที่ยงตามแนวคิดปรัชญาพุทธศาสนา การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ครั้งนี้จึงมุ่งสำรวจการเปลี่ยนแปลงของดอกบัวตั้งแต่สภาวะความสดจนถึงความร่วงโรย ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ เพื่อขยายกรอบการรับรู้คุณค่าความงามจากความสมบูรณ์สู่การเปลี่ยนแปลง และสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงศิลปะร่วมสมัยกับปรัชญาและธรรมชาติอย่างเป็นระบบ2. แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการสร้างสรรค์ผลงานชุด เงางามแห่งบัวโรย (Lotus Remains) ตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดด้านปรัชญาพุทธศาสนา โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ซึ่งอธิบายว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ และไม่จีรัง แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นฐานความคิดในการพิจารณา ควา มงา มของธรรมชาติในช่วงเวลาของการร่วงโรยและการเสื่อมสลายในด้านทฤษฎีทางศิลปะ ผลงานอ้างอิงแนวคิดสุนทรียศาสตร์ของความไม่สมบูรณ์และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับการรับรู้ความงามจากร่องรอย เวลา และสภาวะชั่วคราวของรูปทรง แนวคิดนี้ช่วยขยายกรอบการมองความงามจากความสมบูรณ์แบบสู่ความงามที่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนผ่านนอกจากนี้ กระบวนการสร้างสรรค์ยังสอดคล้องกับแนวคิดการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (practice-based research) ซึ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ผ่านการปฏิบัติทางศิลปะ โดยผลงานศิลปะทำหน้าที่เป็นทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ของการวิจัย การสังเกต บันทึก และทดลองทางทัศนศิลป์จึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาความเข้าใจเชิงแนวคิดและเชิงรูปธรรมควบคู่กันในด้านเทคนิคและวัสดุ ผลงานเชื่อมโยงกับแนวคิดการแสดงออกเชิงวัตถุ (material-based expression) ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของหมึกจีน กระดาษ และเครื่องมืออย่างปากกาปลายไม้จากต้นอ้อและภู่กันหลากขนาด วัสดุและเทคนิคดังกล่าวเอื้อให้เกิดร่องรอยของแรง การเคลื่อนไหว และเวลา อันเป็นส่วนหนึ่งของความหมายเชิงแนวคิดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ3. กระบวนการในการสร้างสรรค์กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานชุด เงางามแห่งบัวโรย (Lotus Remains) ดำเนินอยู่บนกรอบของการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (practice-based research) โดยเริ่มจากการคัดเลือกดอกบัว ฝักบัว และใบบัวมาจัดวางในแจกัน
94เพื่อใช้เป็นแบบในการสังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงในช่วงเวลาต่าง ๆ ตั้งแต่สภาวะความสดจนถึงความร่วงโรย ศิลปินให้ความสำคัญกับการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของรูปทรง แสง เงา และบรรยากาศที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา โดยใช้การสังเกตอย่างต่อเนื่องเป็นฐานของการสร้างสรรค์ในขั้นตอนการสร้างผลงาน ศิลปินถ่ายทอดการรับรู้ดังกล่าวผ่านเทคนิคการปาด การป้าย และการตวัดเส้น โดยใช้ปากกาปลายไม้จากต้นอ้อร่วมกับภู่กันหลากขนาด จุ่มหมึกจีนในน้ำหนักสีขาว เทา และดำ บนกระดาษ การควบคุมน้ำหนักของหมึกและจังหวะของเส้นมีบทบาทสำคัญในการแสดงลักษณะของรูปทรงที่เปลี่ยนแปลงและสภาวะของความร่วงโรย ร่องรอยของแรงกดและการเคลื่อนไหวของมือถูกปล่อยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนและความไม่จีรังของสรรพสิ่ง4. การวิเคราะห์ผลงานการวิเคราะห์ผลงานพิจารณาจากองค์ประกอบศิลป์ ได้แก่ เส้น น้ำหนัก พื้นที่ว่าง จังหวะ และโครงสร้างของรูปทรง ซึ่งร่วมกันสร้างบรรยากาศของความนิ่ง สงบ และการเปลี่ยนผ่านของสภาวะ รูปทรงของดอกบัว ฝักบัว และใบบัวที่บิด เบี้ยว ยุบตัว หรือแยกสลายไปตามเวลา ถูกนำเสนอในลักษณะที่เน้นคุณค่าของร่องรอยและการเปลี่ยนแปลง มากกว่าการคงอยู่ของความสมบูรณ์แบบน้ำหนักของหมึกจีนในโทนขาว เทา และดำ ทำหน้าที่สื่อถึงระดับของเวลา แสง และสภาวะอารมณ์ พื้นที่ว่างในภาพช่วยสร้างจังหวะการรับรู้และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมเกิดการพิจารณาเชิงภาวนา ผลงานจึงไม่เพียงทำ หน้าที่เป็นภาพบันทึกของธรรมชาติ หากแต่เป็นการตีความความไม่เที่ยงในเชิงทัศนศิลป์ที่เชื่อมโยงกับปรัชญา พุทธศาสนาอย่างเป็นระบบโดยภาพรวม ผลงานชุด “เงางามแห่งบัวโรย” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในการสร้างองค์ความรู้ผ่านการปฏิบัติทางศิลปะ และขยายกรอบการรับรู้ความงามจากสภาวะความสมบูรณ์สู่ความงามในกระบวนการเปลี่ยนแปลงและการเสื่อมสลาย5. สรุปผลงานสร้างสรรค์ชุด เงางามแห่งบัวโรย (Lotus Remains) เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกระบวนการปฏิบัติทางทัศนศิลป์ในการสร้างองค์ความรู้ ผ่านการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของดอกบัว ฝักบัว และใบบัวในมิติเวลา ตั้งแต่สภาวะความสดจนถึงความร่วงโรย ผลงานสามารถถ่ายทอดแนวคิดเรื่องความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งตามปรัชญาพุทธศาสนาได้อย่างเป็นระบบ ผ่านการบูรณาการระหว่างการสังเกตธรรมชา ติ เทคนิคการใช้หมึกจีน และการจัดการองค์ประกอบศิลป์กระบวนการสร้างสรรค์และผลลัพธ์ของผลงานสะท้อนให้เห็นว่าภาวะการเปลี่ยนแปลงและการเสื่อมสลายมิได้เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของความงาม หากแต่เป็นแหล่งกำเนิดของคุณค่าทางสุนทรียภาพและควา มหมา ยเชิง
95ปรัชญา งานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ครั้งนี้จึงสามารถขยายกรอบความเข้าใจด้านทัศนศิลป์ร่วมสมัย และเป็นแนวทางหนึ่งในการต่อยอดการศึกษาเชิงศิลปะที่เชื่อมโยงธรรมชาติ เวลา และปรัชญาเข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญผลงานนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ด้านการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ ผ่านการบูรณาการการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติในมิติเวลากับแนวคิดปรัชญาพุทธศาสนา โดยชี้ให้เห็นว่าภาวะความร่วงโรยและการเสื่อมสลายสามารถถ่ายทอดเป็นคุณค่าทางสุนทรียภาพและความหมายเชิงปรัชญาได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังขยายแนวทางการใช้หมึกจีนและเครื่องมือพื้นถิ่นในบริบทของศิลปะร่วมสมัยและงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ภาพที่ 1 แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ ภาพที่ 2 ภาพร่างต้นแบบความคิดที่มา: ผู้สร้างสรรค์
96ภาพที่ 3 ภาพแสดงขั้นตอนกระบวนการสร้างสรรค์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 4 ภาพผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 5 ภาพผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์
97ภาพที่ 6 ภาพผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์เอกสารอ้างอิงคึกฤทธิ์ ปราโมช. (2547). พุทธศาสนากับศิลปะ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดอกหญ้า.จำนงค์ ทองประเสริฐ. (2553). สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ประเวศ วะสี. (2554). พุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงของสังคม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2557). พุทธธรรม (พิมพ์ครั้งที่ 35). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.พิริยะ ไกรฤกษ์. (2552). รากฐานศิลปะไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.
98ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโตThe Big-headed Suphanburi fishโดม คล้ายสังข์, Dome Klaysang วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย, Suphanburi College of Fine Arts, Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts, Ministry of Culture, Thailand E-mail: [email protected]บทคัดย่อการสร้างสรรค์ผลงาน \"ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโต\" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและออกแบบผลงานประติมากรรมร่วมสมัยรูปแบบ Art Toy ที่มุ่งเน้นการสื่อสารอัตลักษณ์ของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยการนำ \"ปลาม้า\" ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำถิ่น มาผ่านกระบวนการลดทอนและสร้างสรรค์ใหม่ด้วยจินตนา การของผู้สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดรูปทรงที่มีความเฉพาะตัวและสื่อความหมายในเชิงสุนทรียภาพกระบวนการสร้างสรรค์เน้นการวิเคราะห์ทัศนธาตุ รูปร่าง รูปทรง และสีสัน โดยผู้สร้างสรรค์ได้นำทฤษฎีทางศิลปะมาเป็นกรอบแนวคิดหลัก ได้แก่ แนวคิดเรื่องการแทนความ (Representation) ของ ถกิง พัฒโนภาษ (2551) ที่กล่าวถึงศักยภาพของภาพทางทัศนศิลป์ในการเป็นภาษาสากลที่สื่อสารได้ตรงไปตรงมาและลึกซึ้งกว่าภาษาพูดหรือเขียน ผนวกกับทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ของ เลโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) ที่ให้ความสำคัญกับศิลปะในฐานะเครื่องมือสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกจากผู้สร้างไปยังผู้ชมผ่านภาษาของเส้น สี และรูปทรง เพื่อให้ผลงานสามารถทำหน้าที่สื่อสารความประทับใจต่อบริบทเมืองสุพรรณบุรีได้อย่างชัดเจนผลงานสร้างสรรค์ชุดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) วัสดุเรซิ่น เพื่อให้ได้ปริมาตรและสัดส่วนที่แม่นยำตามจินตนาการ ปรากฏเป็นผลงาน Art Toy ชุด \"ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโต\" ที่สะท้อนมุมมองของผู้สร้างสรรค์ที่มีต่ออัตลักษณ์ท้องถิ่น เปลี่ยนความเป็นนามธรรมของวัฒนธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ สร้างสุนทรียประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงเรื่องราวของเมืองสุพรรณบุรีเข้ากับรูปแบบศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัวคำสำคัญ: ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโต, Art Toy, อัตลักษณ์ชุมชนสุพรรณบุรี, ปลาม้า, การสร้างสรรค์ประติมากรรมAbstractThe creative project \"The Big-Headed Fish of Suphan Buri\" aims to study and design contemporary sculptures in the form of Art Toys, focusing on communicating the identity of Suphan Buri Province. This is achieved by utilizing the \"Pla Ma\" (Soldier Croaker), a local symbolic animal, which undergoes a process of form reduction and re-creation through the creator's imagination. The goal is to produce unique forms that convey aesthetic meaning.
99The creative process emphasizes the analysis of visual elements, shapes, forms, and colors, employing art theories as the primary conceptual framework. Specifically, the concept of Representation by Thaking Pattanopas (2551 B.E.) is applied, which highlights the potential of visual imagery as a universal language capable of communicating more directly and profoundly than spoken or written language. This is integrated with Leo Tolstoy’s aesthetic theory, which views art as a medium for transmitting emotions from the creator to the audience through the language of lines, colors, and forms. This combination ensures the artwork clearly communicates impressions related to the context of Suphan Buri City.The resulting creative works are produced using resin 3D printing technology to achieve precise volumes and proportions that align with the creator's vision. The outcome is the \"The Big-Headed Fish of Suphan Buri\" Art Toy collection, which reflects the creator’s perspective on local identity. It transforms cultural abstractions into tangible forms, creating a new aesthetic experience that seamlessly connects the narrative of Suphan Buri City with contemporary art.Keywords: The Big-Headed Fish of Suphan Buri, Art Toy, Suphan Buri Community Identity, Pla Ma (Soldier Croaker), Sculpture Creation1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในปัจจุบัน บริบทของงานศิลปะร่วมสมัยได้ขยายขอบเขตไปสู่รูปแบบที่หลากหลายและเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานในรูปแบบ \"อาร์ตทอย\" (Art Toy) หรือ \"ดีไซเนอร์ทอย\" (Designer Toy) ซึ่งมิได้เป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก แต่เป็นงานประติมากรรมขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นสื่อทางวัฒนธรรมและวัตถุสะสมที่มีคุณค่าทางศิลปะ Art Toy ได้กลายเป็นภาษาสากลใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงอารมณ์ จินตนาการ และเรื่องราวต่างๆ เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันได้อย่างแนบเนียนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพื้นที่ที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีสัญลักษณ์ที่สำคัญทางธรรมชาติและวิถีชีวิตคือ \"ปลาม้า\" ซึ่งเป็นสัตว์น้ำประจำถิ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจนกลายเป็นชื่ออำเภอและสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัด อย่างไรก็ตาม การนำเสนออัตลักษณ์ของปลาม้าในปัจจุบัน มักปรากฏในรูปแบบของงานหัตถกรรมดั้งเดิมหรือการจำลองความเหมือนจริงตามธรรมชาติ (Realistic) ซึ่งอาจยังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดใจหรือสร้างบทสนทนาใหม่ๆ กับกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่หรือบริบทสังคมร่วมสมัยได้เท่าที่ควร การยึดติดกับรูปแบบการนำเสนอเดิมอาจทำให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นเริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำหรือกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากในความรู้สึกของคนยุคใหม่จากประเด็นดังกล่าว ผู้สร้างสรรค์จึงเล็งเห็นความสำคัญในการนำอัตลักษณ์ \"ปลาม้า\" มาตีความใหม่ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ทางประติมากรรม โดยใช้จินตนาการส่วนบุคคลในการลดทอนและปรับเปลี่ยน
100รูปทรงให้เกิดความน่าสนใจในรูปแบบ \"ปลาหัวโต\" ซึ่งเป็นการสร้างคาแรคเตอร์ใหม่ที่สะดุดตาและมีอารมณ์ขัน โดยอาศัยกรอบแนวคิดเรื่องการแทนความ (Representation) ของ ถกิง พัฒโนภาษ และทฤษฎีการสื่อสารอารมณ์ของ เลโอ ตอลสตอย มาเป็นฐานในการออกแบบ เพื่อให้ผลงานศิลปะทำหน้าที่เป็นภาษาสากลที่ก้าวข้ามกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรมดังนั้น การสร้างสรรค์ชุด \"ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโต\" จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการเชื่อมต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่อย่างเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม Art Toy ที่ไม่เพียงแต่มีคุณค่าในเชิงสุนทรียภาพ แต่ยังเป็นการบันทึกและส่งต่อลมหายใจของความเป็นสุพรรณบุรีในรูปลักษณ์ใหม่ที่ร่วมสมัย จับต้องได้ และสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นในวงกว้าง2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องแนวคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์และสัญลักษณ์นิยม (Identity and Symbolism)ส่วนนี้เป็นการปูพื้นฐานเรื่อง \"วัตถุดิบ\" ที่นำมาใช้ในการออกแบบ• อัตลักษณ์ชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี: การศึกษาบริบททางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อดึงจุดเด่นที่สามารถสื่อสารถึงความเป็น \"เมืองสุพรรณ\" ได้ชัดเจนที่สุด• สัญญะวิทยาของ \"ปลาม้า\" (Semiology of Pla Ma): การวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพและนัยยะสำคัญของปลาม้า ในฐานะสัตว์สัญลักษณ์ประจำถิ่น (Endemic Symbol) เพื่อนำมาถอดรหัสเป็นรูปทรง (Form) และตัดทอนรายละเอียด (Simplification) โดยยังคงรักษา \"ภาพจำ\" (Iconic Image) ที่คนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นปลาชนิดใดทฤษฎีสุนทรียศาสตร์และการสื่อความหมาย (Aesthetics and Communication Theory)ส่วนนี้เป็น \"หัวใจสำคัญ\" ที่ใช้อ้างอิงในการสร้างสรรค์ ทฤษฎีการแทนความ (Representation) ของ ถกิง พัฒโนภาษ (2551):o ศึกษาแนวคิดเรื่อง \"ความคล้ายคลึง (Resemblance)\"และ\"กรอบจำกัด (Limitation)\"o ประเด็นสำคัญ: การใช้ภาพทางทัศนศิลป์ในฐานะ \"ภาษาสากล\" (Visual Language) ที่สื่อสารเข้าสู่สัญชาตญาณ (Intuitive) ของมนุษย์ได้โดยตรง รวดเร็วกว่าภาษาพูดหรือเขียน และไม่อิงกับกำแพงทางภาษาทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ของ เลโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy):o เน้นแนวคิด \"ศิลปะคือการถ่ายทอดอารมณ์\" (Art as the Communication of Emotion)o ประเด็นสำคัญ: การที่ผู้สร้างสรรค์ (ศิลปิน) ส่งผ่านความรู้สึกประทับใจที่มีต่อ \"ปลาเมืองสุพรรณ\" ผ่านเส้น สี และรูปทรง ไปยังผู้ชม เพื่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม (Empathy) หรือรับรู้ถึงความงามในแบบเดียวกัน
101แนวคิดทางทัศนศิลป์และการออกแบบคาแรคเตอร์ (Visual Arts and Character Design)ส่วนนี้อธิบายเรื่อง \"รูปลักษณ์\" ว่าทำไมต้องหัวโต• ทัศนธาตุ (Visual Elements): การใช้ เส้น (Line), สี (Color), รูปร่าง (Shape) และรูปทรง (Form) ในการประกอบสร้างผลงาน• การลดทอนและการบิดเบือนรูปทรง (Distortion and Super Deformation - SD):o การใช้เทคนิคการออกแบบคาแรคเตอร์แบบ SD (Super Deformed) หรือการเน้นสัดส่วนศีรษะให้ใหญ่กว่าปกติ (Big Head) เพื่อสร้างความน่ารัก (Cuteness), เข้าถึงง่าย (Accessibility), และสร้างจดจำที่แม่นยำ (Memorability)o แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการทำให้ \"ความสมจริง\" ลดลง แต่ \"บุคลิกภาพ\" ชัดเจนขึ้นแนวคิดเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยและเทคโนโลยี (Contemporary Art and Technology)ส่วนนี้อธิบายเรื่อง \"เทคนิคและบริบท\" ของยุคสมัย• วัฒนธรรมอาร์ตทอย (Art Toy Culture): การศึกษาบริบทของศิลปะแนว Designer Toy ที่เปลี่ยนสถานะจาก \"ของเล่น\" สู่ \"งานศิลปะสะสม\" (Collectible Art) ซึ่งเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงศิลปะเข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่• นวัตกรรมการพิมพ์สามมิติ (3D Printing Technology): การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการประติมากรรม เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของงานปั้นมือแบบดั้งเดิม ช่วยให้สามารถควบคุมปริมา ตร ความสมมาตร และทำซ้ำรูปทรงที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำตามจินตนาการของผู้สร้างสรรค์3. กระบวนการในการสร้างสรรค์ระยะที่ 1: การศึกษาข้อมูลและแรงบันดาลใจ (Preparation and Inspiration Phase)เป็นขั้นตอนการรวบรวม \"วัตถุดิบ\" เพื่อนำมาสังเคราะห์ตามจินตนาการของผู้สร้างสรรค์1. การศึกษาลักษณะกายภาพของ \"ปลาม้า\": ศึกษาโครงสร้างทางสรีระ รูปทรง ครีบ เกล็ด และสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของปลาม้า (Soldier Croaker) เพื่อหาจุดเด่น (Dominant Features) ที่จะนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์หลักภาพที่ 1 ภาพปลาม้าที่มา: ออนไลน์ สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง. (2542). เรื่อง ปลาม้า.
1022. การศึกษาบริบท Art Toy: วิเคราะห์รูปแบบงานประติมากรรม Art Toy ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสไตล์การลดทอน (Minimalism) และการบิดเบือนสัดส่วน (Deformation) เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับคอนเซปต์ \"หัวโต\"ภาพที่ 2 ภาพ Art Toy จากงานวิจัย...ศิลปะร่วมสมัยสะท้อนเรื่องราวชุมชนที่มา: ออนไลน์ https://research.mfu.ac.th/rs-newsresearch/rs-detail/detail/News/26997.html3. การวิเคราะห์อัตลักษณ์: นำข้อมูลที่ได้มาถอดรหัส เพื่อเลือกเก็บรายละเอียดที่สำ คัญ (Iconic) และตัดทอนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นออก ตามทฤษฎีการแทนความ (Representation)ระยะที่ 2: การสร้างสรรค์แบบร่างและแนวความคิด (Conceptual Design Phase)เป็นขั้นตอนการแปลข้อมูลให้เป็นภาพร่าง 2 มิติ ผ่านจินตนาการของผู้สร้างสรรค์1. การร่างแบบ (Sketching): สเก็ตช์ภาพลายเส้นเพื่อหาความเป็นไปได้ของรูปทรง (Silhouette Exploration) โดยเน้นการขยายส่วนหัวให้ใหญ่ (Big Head) และลดทอนรายละเอียดลำตัวให้เรียบง่าย2. การกำหนดคาแรคเตอร์ (Character Development): ใส่รายละเอียดทางอารมณ์ลงไปในใบหน้าและท่วงท่าของปลา เพื่อให้เกิดการสื่อสารทางความรู้สึกตามแนวคิดของ ตอลสตอย (Leo Tolstoy)3. การกำหนดแบบร่างเพื่อการสร้างจริง (Final Blueprint): คัดเลือกแบบร่างที่ดีที่สุด มาเขียนแบบแสดงมุมมองต่างๆ (Front, Side, Back, Top View) และกำหนดโทนสี (Mood & Tone) ที่สื่อถึงความเป็นสุพรรณบุรีภาพที่ 3 ภาพร่างแบบ (Sketching)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
103ระยะที่ 3: การขึ้นรูปผลงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (3D Digital Sculpting Phase)เป็นขั้นตอนการเปลี่ยนภาพจินตนาการสู่รูปทรง 3 มิติที่มีความแม่นยำ1. การปั้นโมเดล 3 มิติ (3D Modeling): นำแบบร่างเข้าสู่โปรแกรมประติมากรรมดิจิทัล (เช่น ZBrush หรือ Nomad Sculpt)2. การปรับปรุงรูปทรง (Form Refinement): ปรับแต่งปริมาตร (Volume) ความโค้งมน และพื้นผิว (Texture) ในโปรแกรม ให้เกิดความลงตัวของแสงและเงา ทดลองหมุนดูรอบด้านเพื่อตรวจสอบความสมดุล3. การเตรียมไฟล์เพื่อการพิมพ์ (File Preparation): ตัดแบ่งชิ้นส่วน (Keying/Parting) และทำจุดเชื่อมต่อ เพื่อให้ง่ายต่อการผลิตและการประกอบภาพที่ 4 ภาพโมเดล 2 มิติ(2D Modeling)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ระยะที่ 4: การผลิตผลงานจริงและการทำสี (Production and Finishing Phase)เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำให้ผลงานเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้1. การพิมพ์สามมิติ (3D Printing): สั่งพิมพ์ชิ้นงานด้วยเครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่น (SLA/DLP) เพื่อเก็บรายละเอียดที่คมชัดที่สุด2. การตกแต่งผิว (Post-Processing): ขัดแต่งร่องรอยจากการพิมพ์ อุดรอยต่อ และพ่นรองพื้น (Primer) เพื่อเตรียมพื้นผิวให้เรียบเนียน3. การทำสี (Painting): ลงสีตามที่ออกแบบไว้ โดยใช้เทคนิคการไล่เฉดสี (Gradient) หรือการตัดเส้น เพื่อขับเน้นรูปทรงและอารมณ์ของผลงานให้โดดเด่น สื่อสารสุนทรียภาพตามวัตถุประสงค์ภาพที่ 5 ภาพโมเดล 3 มิติ(3D Modeling)ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
104ภาพที่ 6 ภาพผลงาน ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโตที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานผลงานประติมากรรม \"ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโต\" ที่ปรากฏนี้ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการบูรณาการข้อมูลอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย โดยผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตีความใหม่ด้วยมุมมองของผู้สร้างสรรค์ จนเกิดเป็นผลงานที่มีคุณค่าทั้งในเชิงสัญญะและสุนทรียภาพ ดังนี้1. จากข้อมูลอัตลักษณ์สู่การลดทอนรูปทรง (From Identity Data to Form Simplification)กระบวนการเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลทางกายภาพของ \"ปลาม้า\" สัตว์สัญลักษณ์ของจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้สร้างสรรค์ไม่ได้มุ่งเน้นการจำลองความเหมือนจริง (Realistic) แต่นำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์เพื่อหา \"จุดเด่นหลัก\" (Key Features) ที่สำคัญที่สุดในการสื่อความหมาย และทำการลดทอนรายละเอียด (Simplification) ตามแนวทางการออกแบบคาแรคเตอร์• ส่วนหัว (The Head): ผลงานแสดงออกถึงการใช้สัดส่วนแบบ \"หัวโต\" (Chibi/Super Deformed) อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงาน Art Toy การขยายสัดส่วนหัวให้ใหญ่เกินจริงนี้ ช่วยสร้างความรู้สึกเข้าถึงง่าย น่ารัก และดึงดูดสายตาในทันที• ครีบหลัง (The Dorsal Fin): เอกลักษณ์สำคัญที่สุดของปลาม้าคือครีบหลังที่ยาวคล้ายแผงคอม้า ในผลงานชิ้นนี้ ผู้สร้างสรรค์ได้นำมาลดทอนและปรับรูปทรงให้ดูมีความเคลื่อนไหว คล้ายกับทรงผมหางม้าที่ปลิวไสว ซึ่งเป็นการรักษา \"รากเหง้า\" ของข้อมูลเดิมไว้ แต่ปรับให้อยู่ในบริบทที่ทันสมัยขึ้น• ดวงตาและปาก (Eyes and Mouth): ถูกลดทอนให้มีความกลมโต สื่อถึงความเป็นมิตรและการเปิดรับ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกสู่ผู้ชม
1052. การแทนความและการสร้างบุคลาธิษฐาน (Representation and Anthropomorphism)อ้างอิงจากแนวคิดเรื่องการแทนความ (Representation) ของ ถกิง พัฒโนภาษ ผลงานชิ้นนี้ใช้ภาพลักษณ์ของปลาเป็นภาษาสากล แต่ได้ก้าวข้ามขอบเขตของสัตว์น้ำด้วยการใช้เทคนิค \"บุคลาธิษฐา น\" (Anthropomorphism) คือการใส่ลักษณะของมนุษย์ลงไป• ร่างกายมนุษย์ (Human Body): การเชื่อมต่อหัวปลาเข้ากับลำตัว แขน และขาของมนุษย์ในท่ายืน เป็นการเปลี่ยนสถานะจาก \"สัตว์ท้องถิ่น\" ให้กลายเป็น \"ตัวละคร\" (Character) หรือมาสคอตที่มีชีวิตชีวา การสวมใส่เครื่องแต่งกาย (ลักษณะคล้ายชุดสูทหรือชุดรัดรูป) ช่วยเพิ่มมิติให้ตัวละครดูมีความเป็นเมือง (Urban) และร่วมสมัย สะท้อนถึงบริบทของสุพรรณบุรีในยุคใหม่ที่ไม่หยุดนิ่ง3. สุนทรียภาพของวัสดุและพื้นผิว (Aesthetics of Material and Finish)สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในภาพคือการเลือกใช้พื้นผิว (Texture/Finish) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อการรับรู้ทางสุนทรียภาพอย่างมาก• ความมันวาวแบบโลหะ (Metallic Chrome Finish): การทำสีในลักษณะโครเมียมเงินที่มีความมันวาวสูง ให้ผลลัพธ์ทางทัศนศิลป์ที่สำคัญสองประการ:o เชิงสัญลักษณ์: สื่อถึงเกล็ดสีเงินที่เป็นประกายของปลาม้าตามธรรมชาติo เชิงคุณค่า: ยกระดับผลงานจาก \"ของเล่น\" สู่ \"งานประติมากรรมสะสม\" ที่ดูล้ำค่า หรูหรา และทันสมัย พื้นผิวที่สะท้อนแสงและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ทำให้ผลงานดูมีมิติ ไม่แบนราบ และมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาสรุปผลการวิเคราะห์ผลงาน \"ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโต\" ในภาพนี้ เป็นบทสรุปที่ชัดเจนของกระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ ที่เริ่มต้นจากการเคารพในข้อมูลอัตลักษณ์ดั้งเดิม (ปลาม้า สุพรรณบุรี) ผ่านการวิเคราะห์และสังเครา ะห์ด้วยทฤษฎีทางศิลปะ (การลดทอน, การแทนความ) และจบลงด้วยการใช้เทคนิคการผลิตและทำสีที่ทันสมัย ผลลัพธ์ที่ได้คือ Art Toy ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรมที่ทรงพลัง สามารถสื่อสารความเป็นสุพรรณบุรีออกไปในภาษาศิลปะที่เป็นสากล น่าจดจำ และสร้างความประทับใจเชิงสุนทรีย์แก่ผู้พบเห็นได้อย่างสมบูรณ์ภาพที่ 7 ภาพการวิเคราะห์ผลงาน \"ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโต\"ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
1065. สรุปผลงานสร้างสรรค์ Art Toy ชุด \"ปลาเมืองสุพรรณบุรีหัวโต\" ไม่เพียงแต่มีคุณค่าในฐานะงานศิลปะที่จัดแสดงในแกลเลอรีเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และสร้างประโยชน์ในมิติอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย ดังนี้:1. การนำผลงานสร้างสรรค์ไปใช้ (Utilization)• การเป็นทูต วัฒ นธ รรมและของที่ระลึกร่วมสมัย ( Cultural Ambassador & Contemporary Souvenir): ผลงานสามารถพัฒนาเป็นของที่ระลึกพรีเมียมสำหรับจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีความแตกต่างจากสินค้าโอทอปรูปแบบเดิม เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ หรือใช้เป็นของขวัญต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยให้กับจังหวัด• การจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ (Art Exhibition): สามารถนำไปจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ เพื่อเผยแพร่แนวคิดการออกแบบที่ผสานอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ากับวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture)• สื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Tourism Promotion Media): ตัวคาแรคเตอร์ \"ปลาหัวโต\" สามารถนำไปขยายผลเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น มาสคอตประจำแหล่งท่องเที่ยว, จุดถ่ายภาพ (Photo Spot) ในจังหวัด, หรือกราฟิกบนสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างการจดจำ• ต้นแบบเพื่อการศึกษา (Educational Prototype): ใช้เป็นกรณีศึกษา (Case Study) ในสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนข้อมูลทางวัฒนธรรมให้เป็นงานออกแบบร่วมสมัย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 3D Printing ในงานประติมากรรม2. การอรรถประโยชน์ของผลงานสร้างสรรค์ (Utility & Benefits)• ด้านวัฒนธรรม (Cultural Benefit): ช่วยสืบสานและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ \"ปลาม้า\" สัตว์สัญลักษณ์ของสุพรรณบุรีในรูปแบบใหม่ ป้องกันไม่ให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นเลือนหายไปตามกาลเวลา และทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเชื่อมโยงกับรากเหง้าของตนเองได้ง่ายขึ้น• ด้านสังคม (Social Benefit): สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น (Local Pride) ให้กับคนในชุมชนสุพรรณบุรี เมื่อเห็นสัญลักษณ์ของตนถูกนำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัยและเป็นสากล• ด ้านเศรษฐกิจ (Economic Benefit): มีศักยภา พในกา รต่อยอดเชิงพา ณิช ย์ (Commercialization) ในตลาด Art Toy/Designer Toy ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง สามารถสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัด หรือสร้างอาชีพใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตงานสร้างสรรค์• ด้านสุนทรียภาพ (Aesthetic Benefit): สร้างประสบการณ์ทางทัศนศิลป์ใหม่ที่แปลกตา มอบความสุข ความเพลิดเพลิน และสุนทรียภาพให้กับผู้สะสมและผู้พบเห็น ผ่านรูปทรงที่น่ารัก (Chibi) และความงามของวัสดุที่หรูหรา (Chrome Finish)
107เอกสารอ้างอิงชลูด นิ่มเสมอ. (2534). องค์ประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. (หมายเหตุ: อ้างอิงพื้นฐานเรื่องทัศนธาตุรูปร่าง รูปทรง ที่ใช้ในการวิเคราะห์งาน)ตอลสตอย, เลโอ. (2554). ศิลปะคืออะไร (What is Art?). (สดใส ขันติวรพงศ์, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: สมมติ. (หมายเหตุ: อ้างอิงแนวคิดเรื่องศิลปะคือการสื่อสารอารมณ์)ถกิง พัฒโนภาษ. (2551). ภาษาทัศนศิลป์(Visual Language). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (หมายเหตุ: เล่มนี้มักใช้เป็นฐานในการอ้างอิงเรื่องการแทนความ (Representation) และภาษาภาพในบริบทไทย)ไพโรจน์ชมุนี. (2563). การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติในงานประติมากรรมร่วมสมัย. ในรายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ ด้านศิลปะและการออกแบบ ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. (หมายเหตุ: ตัวอย่างเอกสารอ้างอิงการใช้3D Printing ในงานศิลปะบริบทไทย)วิรินธร วงศ์ภัทรนันท์. (2562). การออกแบบคาแรคเตอร์ดีไซน์จากอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว. วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์, 6(2), 15-28. (หมายเหตุ: ตัวอย่างบทความวิชาการไทยที่พูดเรื่องการนำอัตลักษณ์มาทำคาแรคเตอร์)สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง. (2542). เรื่อง ปลาม้า. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์.Lu, E. (2019). The Art of Chibi: Drawing, Coloring, and Creating Your Own Kawaii Characters. Beverly: Rockport Publishers. Phoenix, R. (2006). Plastic Culture: How Japanese Toys Conquered the World. New York: Kodansha International. (หมายเหตุ: หนังสือคลาสสิกที่อธิบายปรากฏการณ์ Art Toy/Designer Toy ทั่วโลก)Warnier, C., Verbruggen, D., Ehmann, S., & Klanten, R. (2014). Printing Things: Visions and Essentials for 3D Printing. Berlin: Gestalten.
108โครงสร้าง ความทรงจำ เวลาและการเปลี่ยนแปลง/1Structure-Memory-Time and Change/1เตชนิธิ สังขะทรัพย์, Techait Sangkasabaวิทยาลัยช่างศิลป ถนนหลวงพรต เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520College of Fine Arts, 60 Luangprot Rd., Ladkrabung, Bangkok, 10520, ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่อกรุงเทพมหานครนั้นเป็นเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมายาวนาน เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมจากทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศมารวมอยู่ในสังคมเป็นจำนวนมาก อาจด้วยเพราะว่าเป็นเมืองหลวงและใกล้ต่อศูนย์กลางการติดต่อและการค้าต่าง ๆ กับต่างชาติมาตั้งแต่สมัยก่อน ทำให้ความเจริญที่ได้รับมาจากที่ต่าง ๆมักจะเริ่มจากกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศไทยก่อนจังหวัดอื่นการเจริญเติบโตทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันนั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบทางด้านอาคารสถาปัตยกรรมต่าง ๆ มีค่อนข้างหลากหลาย ตามการใช้งานในแต่ละจุดประสงค์ตลอดจนความเจริญต่าง ๆ ของเทคโนโลยีสมัยใหม่และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้กรุงเทพมหานครนั้นมีอาคารสถาปัตยกรรมทั้งเก่าและใหม่อยู่รวมกันในสังคมอยู่ตลอด แม้ว่าจะมีอาคารเก่าหลายที่ได้โดนทำลายทิ้งไป แต่ก็ยังมีหลายที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีทั้งที่เป็นสถานที่สำคัญ อาคารราชการอาคารพาณิชย์ที่มีผู้คนอยู่อาศัยและทำมาหากินในสถานที่นั้น หรืออาคารบ้านเรือน โดยบางทีผู้คนในสังคมอาจจะไม่ได้สังเกตว่ารอบตัวนั้นรายล้อมด้วยอาคารสถาปัตยกรรมเก่าอันสวยงามเหล่านี้อยู่จำนวนมากผลงานจิตรกรรมดิจิทัลที่สร้างสรรค์ขึ้นได้นำเสนอความงามจากอาคารสถาปัตยกรรมในยุคเก่าที่มีอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดจากความทรงจำที่มีต่อกรุงเทพมหานครของข้าพเจ้าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอาคารต่าง ๆ เหล่านี้สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันในทุก ๆ วัน อันเป็นโครงสร้างที่สะท้อนความสวยงามทั้งทางสภาพแวดล้อมและจิตใจของผู้คนในอดีตที่ยังหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน เป็นความงามที่แทรกอยู่ในสังคมเมืองอันวุ่นวายและเร่งรีบเหล่านี้คำสำคัญ:สถาปัตยกรรมเก่า,กรุงเทพมหานคร, จิตรกรรมดิจิทัลAbstractBangkok is the capital city of Thailand which consists of various traditional culturefrom both upcountry and foreign countries for a very long period of time. The city has beenthe country’s economics as well as cultural epicenter for more than hundred years. Itsprosperity had emanated into other provinces.
109Rapid growth in technology and culture in Bangkok in the present time have hadinfluences on the styles of architecture, hereby making them more distinct from the oldtime architectures. Depending on the objectives of the building, the progress of the moderntechnology has helped Bangkok to combine both old and new architectures. Although thereare many old buildings that have been destroyed, others that still exist are highly preservedin the form of landmarks, governmental headquarters and commercial buildings thatcivilians still make a living in. In fact, people in the society might not notice that they arevastly surrounded by the beauty of the old architectures.Therefore, the objective of this research is to develop digital painting to representthe attractiveness of the architecture from the old age that resided in Bangkok from time totime. It is hope that this artistic contraptions will help the audience to see the beauty inherentin these kinds of architecture; it is the beauty that is hiding in the busy and rush urban life.Keywords: The Old-time Architectural Buildings,Bangkok, Digital painting1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาความนิยมของสถาปัตยกรรมในประเทศไทยนั้น กระแสนิยมในเรื่องสถาปัตยกรรมตะวันตกนั้นเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเริ่มปรากฏให้เห็น ในสมัยรัชกาลที่ 4 และขยายตัวชัดเจนมากในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยในช่วงนี้สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจะเป็นแบบลอกเลียนตะวันตกนี้และเป็นที่นิยมในผู้ที่อยู่ในแวดวงชั้นสูง เช่น พระมหากษัตริย์ และ พระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากที่รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสยุโรป ทําให้ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชวังและสวนในพระราชวังหลายแห่งในยุโรป จึงได้นำมาพัฒนาสร้างอาคารเหล่านี้ในประเทศไทย1แต่ละประเทศในโลกนั้น มักจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนแต่ละเมืองที่แตกต่างกันออกไปตามศาสนา วัฒนธรรม และภูมิประเทศ อาคารบ้านเรือนแต่ละเมืองของในแต่ละประเทศ ก็จะมีความแตกต่างกันออกไปตามปัจจัยเหล่านั้น กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวงปัจจุบันและเป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ มากมาย มีอาคารสถาปัตยกรรมเก่าอยู่มากกว่าในจังหวัดอื่น ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน อาคารพาณิชย์ อาคารราชการ จนถึงอาคารที่เป็นพระราชวังเก่าในสมัยก่อน ซึ่งในปัจจุบันมีบางส่วนกลายเป็นอาคารสาธารณะ หรือหน่วยงานราชการ ฯลฯ โครงสร้างของอาคารสถาปัตยกรรมเหล่านั้น มีความงดงามสวยงามในการออกแบบ แต่ในบางที่ได้บูรณะและอนุรักษ์ไว้ แต่บางที่นั้นกลายเป็นอาคารบ้านเรือนที่ปล่อยให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ยังได้เห็นความสวยงามจากโครงสร้างและรายละเอียดที่ยังได้พบเห็น ประกอบกับการเจริญเติบโตของเทคโนโลยีทำให้เกิดอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก จึงอาจทำให้ผู้คน1 หม่อมราชวงศ์ แน่งน้อย ศักดิ์ศรี. (2537). หนังสือชุดคลื่นความคิด . กรุงเทพฯ : อี เอส พี พริ้นท์. 33.
110หลงลืมความสวยงามของอาคารเก่าไป ประกอบจนความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันทำให้อาคารเหล่านี้ส่วนนึงได้แปลเปลี่ยนเป็นร้านค้า สถานที่ให้บริการต่าง ๆ ความทรงจำจากอดีตจนถึงปัจจุบันของข้าพเจ้าของสถานที่เหล่านี้ ที่ได้พบเห็นในชีวิตประจำวันนั้น มีผลอย่างมากต่อความทรงจำ สถานที่และอาคารเหล่านี้นั้น เหมือนตัวกระตุ้นให้ข้าพเจ้าได้หวนถึงความทรงจำในอดีตที่งดงามที่ได้เติบโตมาในกรุงเทพมหานครแห่งนี้สถาปัตยกรรมช่วงเวลาในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2344-2411) ถึงสมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468-2477) ถึง พ.ศ. 2480 นับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจมากเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านในประเทศไทย โดยด้าน ตึกรามบ้านช่อง อาคาร ซึ่งพบว่ามีอาคารรูปแบบและกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมตะวันตกในประเทศไทยสะท้อนออกมาชัดเจน โดยเฉพาะการปรากฏของอาคารสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก หรืออาคารผสมผสานอิทธิพลตะวันตกในงานสถาปัตยกรรมไทย ตั้งแต่แนวคิดในการออกแบบการก่อสร้าง การวางแผนผัง รูปด้านอาคาร การประดับตกแต่ง โครงสร้าง วัสดุและเทคโนโลยีในการก่อสร้างในอาคาร โดยเกิดจากนายช่างฝรั่ง (สถาปนิกและวิศวกรชาวต่างชาติ) จากประเทศอิตาลี เยอรมัน อังกฤษ ฯลฯ ในกลุ่มของนายช่างฝรั่งนี้เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลในการเลือกใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก มาพัฒนาทางสถาปัตยกรรมในประเทศไทยในช่วงระยะดังกล่าว รวมทั้งการเลือกใช้ของนายช่างฝรั่งหรือนายช่างไทยในการออกแบบและก่อสร้าง เช่น การเลือกใช้อิทธิพลศิลปะแบบนีโอคลาสสิก (Neo-classic) ศิลปะแบบเรอเนสซองส์ (Ranaissance) ศิลปะกอธิค (Gothic) ฯลฯ2ในโลกยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โลกโซเชี่ยลที่ทำให้ผู้คนใส่ใจกันและกันน้อยลง และความถดถอยทั้งในด้านศิลปะและวัฒนธรรม อาคารสถาปัตยกรรมเก่าเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความทรงจำในอดีตอันสวยงามของสังคมยุคเก่าที่ข้าพเจ้ามีอีกด้วย2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการสร้างสรรค์เป็นพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแปลกใหม่เพื่อสนองความต้องการอยากรู้อยากเห็น อยากแสวงหาความรู้เพิ่มพูนประสบการณ์การรู้จักสร้างสรรค์ของมนุษย์มีกำเนิดตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยการรู้จักประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อการใช้สอยด้วยวัสดุจากธรรมชาติใกล้ๆตัวด้วยรูปแบบและวิธีการแบบง่ายๆ ต่อมามนุษย์ก็ได้พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นให้ดีขึ้นกว่าเดิมและมีความก้าวหน้าขึ้นมาเป็นลำดับ การรู้จักสร้างสรรค์ของมนุษย์เป็นกิจกรรมที่ทำให้มนุษย์ความแตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น ๆ และดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้การสร้างสรรค์เป็นพฤติกรรมอันสำคัญของมนุษย์ เป็นความต้องการสร้างสิ่งใหม่สิ่งแปลกสำหรับตน ไม่เหมือนกับการเลียนแบบ เพราะว่าการเลียนแบบจะเป็นการทำตามสิ่งที่กำหนดให้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยผู้กระทำไม่ต้องใช้ความคิดในการแก้ปัญหามากนัก อย่างไรก็ตาม การสร้างสรรค์คือสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมบางครั้งจะถูกกล่าวหาจากคนในสังคมว่าเป็นคนนอกคอก คนบ้า เพราะคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มักจะคิดและทำอะไรที่ผู้อื่นตามไม่ทัน หรืออาจกล่าวได้2 นันทพร พุ่มมณี. (2025). สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในสยาม สมัยรัชกาลที่ 4 - พ.ศ. 2480. วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์, 44(1), 165–170. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/281859
111ว่าเป็นผู้ล้ำยุคก็ไม่ผิดนัก การสร้างสรรค์จึงเป็นกระบวนการถ่ายทอดความรู้สีกนึกคิดที่มีต่อโลกภายนอกสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติให้ปรากฎเป็นภาพได้33. กระบวนการในการสร้างสรรค์ ภาพที่ 1 ภาพอาคารสถาปัตยกรรมเก่าที่นำมาใช้ในผลงาน ภาพที่ 2 ภาพอาคารสถาปัตยกรรมเก่าที่นำมาใช้ในผลงานภาพที่ 3 ภาพรายละเอียดหลักที่มา: ผู้สร้างสรรค์3สุชาติเถาทอง. (2536). หลักการทัศนศิลป์. กรุงเทพฯ : อักษรการพิมพ์
112ภาพที่ 4 ขั้นตอนสร้างสรรค์งาน ระยะ1ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 5 ขั้นตอนสร้างสรรค์งาน ระยะ2ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 6 ขั้นตอนสร้างสรรค์งาน ระยะ3ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 7 ขั้นตอนสร้างสรรค์งาน ระยะ4ที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 8 ภาพผลงานสมบูรณ์ที่มา: ผู้สร้างสรรค์
1133.1 ขั้นตอนในการสร้างสรรค์ผลงาน1. นำภาพข้อมูล (ภาพที่ 1-2) มาสร้างสรรค์เป็นรายละเอียดหลักของผลงานด้วยการใช้โปรแกรม Abode Photoshop และ Procreate ประกอบด้วยการสร้างรายละเอียดพื้นผิวและต้นไม้เข้าไปในผลงาน พร้อมทั้งจัดวางองค์ประกอบของผลงาน จนได้ภาพรายละเอียดหลักของผลงาน (ภาพที่ 3)2. นำภาพรายละเอียดหลักของผลงานมาเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์รายละเอียดพื้นหลัง (ภาพที่ 4-5)เพื่อสร้างน้ำหนักและสีบรรยากาศในงาน ด้วยโปรแกรม Abode Photoshop3. นำภาพลายกระเบื้องที่สร้างสรรค์มาด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator มาใส่ในผลงานที่สร้างน้ำหนักและสีบรรยากาศ ในโปรแกรม Abode Photoshop ที่ได้สร้างไว้(ภาพที่ 6)4. ใส่รายละเอียดตกแต่งผลงานให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น (ภาพที่ 7)5. นำภาพรายละเอียดหลักของผลงาน (ภาพที่ 3) มาใส่รวมกับภาพผลงานที่สร้างน้ำหนัก สีบรรยากาศ และรายละเอียดต่าง ๆ (ภาพที่ 7) จนได้ภาพผลงานที่สมบูรณ์ออกมา (ภาพที่ 8) ด้วยโปรแกรม Abode Photoshop4. การวิเคราะห์ผลงานสัญลักษณ์และการประกอบร่วมกันทางสุนทรีย์ในผลงานสร้างสรรค์การที่สะท้อนถึงความทรงจำในอดีตนั้น ข้าพเจ้ามีการใช้โครงสร้างอาคารเก่า ประกอบทั้งรายละเอียดต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวอาคารมาเป็นสัญลักษณ์ที่น่าสนใจในการวางองค์ประกอบและสื่อเรื่องราวของภาพผลงานการประกอบกันของผลงาน มีการประกอบรูปทรงกันโดยที่มีส่วนสำคัญคือรูปทรง พื้นที่ว่างและพื้นผิวโดยมีการใช้พื้นที่ว่างในส่วนบนของงานเป็นส่วนมาก เพื่อให้เกิดความสมดุลกันของผลงาน โดยที่ในส่วนหลักของผลงานจะเป็นการประกอบกับพื้นผิวในงานที่การประกอบเข้ากับตัวอาคาร ซึ่งในส่วนนี้จะแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของโครงสร้างอาคารสถาปัตยกรรมเก่าที่สะท้อนออกมาในงานในการประกอบรวมกันของผลงานสร้างสรรค์นั้น จะมีขั้นตอนในการทำภาพรายละเอียดหลัก โดยยึดเอาโครงสร้างอาคารสถาปัตยกรรมและส่วนต่าง ๆ ของอาคาร มาเป็นส่วนหลักในการประกอบร่วมกันหลังจากนั้นจึงจะนำส่วนพื้นผิวและต้นไม้มาประกอบรวมกันให้ได้องค์ประกอบที่ลงตัว โดยใช้บริเวณส่วนของพื้นผิวมาสร้างอารมณ์หลักของงานบรรยากาศของพื้นที่ว่างคือท้องฟ้า จะแสดงออกถึงช่วงเวลาต่าง ๆ ของธรรมชาติสะท้อนถึงความระลึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา การใช้สีของบรรยากาศตัวอาคาร พื้นที่ต่าง ๆ บนงาน หรือสีของลายกระเบื้อง จะดูความเหมาะสมในการใช้องค์ประกอบความงามของสีเข้ามาด้วย
1145. สรุปในปัจจุบันนี้ความเร่งรีบของสังคมเมืองประกอบกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โลกโซเชียลที่เสมือนให้คนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ก็เสมือนห่างไกลในความสัมพันธ์กันอีกด้วย กรุงเทพมหานครจึงได้มีความแตกต่างจากสมัยก่อนอยู่มาก ไม่ว่าจะด้านสิ่งแวดล้อม ด้านชีวิตความเป็นอยู่หรือด้านจิตใจของผู้คนในสังคม สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัด ไม่มีความสุขของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานครมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ประกอบจนความเจริญต่าง ๆ แผร่กระจายสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น ทำให้ทางเลือกในปัจจุบันของผู้คนในจังหวัดต่าง ๆ นั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพมหานครมากเท่ากับสมัยก่อนผลงานจิตรกรรมดิจิทัลชุดนี้ของข้าพเจ้าเป็นงานที่สะท้อนความสวยงามของอาคารสถาปัตยกรรมเก่าซึ่งมีอยู่รอบตัวคนในกรุงเทพมหานครอยู่ตลอดเวลา ผ่านความทรงจำจากอดีต ในปัจจุบันนี้หลายคนอาจเบื่อกับความวุ่นวาย เร่งรีบของเมืองหลวง แต่หากมองให้ดีนั้นเมืองหลวงนี้มีสิ่งสวยงามตั้งแต่อดีตกาลแฝงอยู่รอบตัวตลอดเวลา หากแต่ผลงานจิตรกรรมดิจิทัลของข้าพเจ้านั้นอาจสะท้อนให้ผู้คนที่อยุ่ในกรุงเทพมหานครนี้กลับมามองเห็นความงดงามต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในเมืองอันเร่งรีบและวุ่นวายก็เป็นได้เอกสารอ้างอิงสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์. (2555). 183 มรดกสถาปัตยกรรมในประเทศไทย เล่ม 2.กรุงเทพฯ: อมรินทร์สุชาติเถาทอง. (2536). หลักการทัศนศิลป์. กรุงเทพฯ: อักษรการพิมพ์.ส.พลายน้อย. (2539). พระราชวัง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี. (2537). มรดกสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรุงเทพฯ.แน่งน้อย ศักดิ์ศรีและคณะ. (2525). พระราชวังและวังในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
115ความงามในธรรมชาติNo.4Naturals Beauty No.4ทัศนีย์ รุ่งทวีชัย, Tassanee Roongtaweechai190 หมู่ 4 ต.สามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม 73150, 190 M.4 Samngam Dontoom Nakhon PathomE-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานสร้างสรรค์นี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างผลงานศิลปะจากเครื่องเคลือบดินเผา ที่สื่อถึงความงามในธรรมชาติโดยได้ศึกษาค้นคว้า ทบทวนเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ และนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานนี้ ข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดเรื่องราวของความงามในธรรมชาติผ่านงานเครื่องเคลือบดินเผา โดยอาศัยแนวความคิดทฤษฎีจากทัศนธาตุ สี รูปทรง จังหวะ และ หลักสุนทรียศาสตร์ คือ ความงามที่เกิดขึ้นจา กธรรมชาติ ผลงานชิ้นนี้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก “เสน่ห์ของรูปทรงผู้หญิง” ซึ่งเป็นความงามที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งความอ่อนช้อย ความโค้งเว้า และความสง่างามที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่เต็มไปด้วยชีวิตและตัวตน ดินเผาที่มีรูปทรงโค้งมน สื่อถึงสรีระที่งดงามและความเป็นธรรมชาติของเรือนร่างผู้หญิงไปจนถึงสัดส่วนที่มีจังหวะไหลลื่น เปรียบเสมือน “รูปทรงพื้นฐานแห่งความงาม” ผสมผสานกับเส้นโลหะ ถูกออกแบบให้เป็นเส้นสายพลิ้วไหว อิสระ และไม่ตายตัว เปรียบเป็น “พลังชีวิตของผู้หญิง” ที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และงดงามในแบบของตนเอง เส้นสายที่ไม่สมมาตรสะท้อนถึงความซับซ้อนทางอารมณ์ ความคิด และบทบาทที่หลากหลายของผู้หญิงในสังคมปัจจุบันคำสำคัญ: ดินเผา, ความงามในธรรมชาติ, สัญลักษณ์, ความสมดุลAbstractThis creative work aims to produce ceramic art that expresses the beauty found in nature. The process involved research, review of related content, analysis, and applying the collected information to develop the final piece. I have conveyed the story of natural beauty through ceramic work, drawing upon theoretical concepts of visual elements color, form, rhythm and the principles of aesthetics, which emphasize beauty that arises naturally.This piece is inspired by “the charm of the female form”, a beauty that emerges organically graceful, curving, and elegant, not necessarily perfect, yet full of life and identity. The curved shapes of the ceramic body symbolize the natural and beautiful contours of the female figure, with flowing proportions that represent the “fundamental form of beauty.”
116Combined with sculpted metal lines designed to be free, fluid, and dynamic, they symbolize “the life force of women” flexible, strong, and beautiful in their own unique way. The asymmetrical lines reflect the emotional depth, thoughts, and diverse roles of women in contemporary society.Keywords: Ceramic, Natural Beauty, Emblem, Balance1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ ผู้สร้างสรรค์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความประทับใจที่มีต่อความงามในธรรมชาติและได้ถ่ายทอดเรื่องราวของความงามในธรรมชาติผ่านชิ้นงานเครื่องเคลือบดินเผา ความงามที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ โดยความงามที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ผลงานชิ้นนี้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก “เสน่ห์ของรูปทรงผู้หญิง” เกิดจากความตั้งใจในการนำเสนอความงามของผู้หญิงผ่านรูปทรงธรรมชาติในมิติใหม่ รวมถึงความต้องการทดลองสื่อสารความงามภายในผ่านวัสดุดินเผาที่มีความเป็นธรรมชาติ เพื่อสร้างผลงานที่มีทั้งคุณค่าทางความงาม ความหมาย และการตีความร่วมสมัยในบริบทของศิลปะเครื่องเคลือบดินเผา2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องแนวความคิดและทฤษฎี ที่นำมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้ ดังนี้1. หลักสุนทรียศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องความสุนทรียภาพที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ และงานศิลปะที่มนุษย์สร้างขึ้น อธิบายถึง ความสวยงาม ความงดงาม และความมีศิลป์ เป็นการรับรู้และความรู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งที่งาม รู้สึกไว เชิงสุนทรียศาสตร์ เชิงสุนทรียภาพ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความงามที่ศิลปินสื่อและแสดงออกในงานศิลปะความงามทางกาย (Physical Beauty) หรือความงามที่เกิดจากการประสานกันของทัศนธาตุ ความงามของรูปทรงที่กำหนดด้วยเรื่องราว ความงามทางใจ (Moral Beauty) เป็นความงามที่เกิดขึ้นจากความรู้สึก และ อารมณ์ที่แสดงออกเพื่ออารมณ์ของความงามเอง หรือสื่อนำไปสู่อารมณ์ความสะเทือนใจในรูปแบบอื่น2. ทฤษฎีการขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผาแป้นหมุน (Wheel Throwing Method) การขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนเป็นเทคนิคที่ใช้แรงหมุนของแป้นช่วยให้ดินเกิดความสมมาตรและขึ้นรูปได้อย่างแม่นยำ ผู้ปั้นต้องเริ่มจากการนวดดินให้สม่ำเสมอแล้วตั้งดินให้อยู่กึ่งกลางแป้นเพื่อควบคุมรูปทรงได้ง่าย จากนั้นเปิดปากดินและดึงผนังให้สูงขึ้นตามต้องการด้วยแรงมือที่สม่ำเสมอ ขั้นตอนสุดท้ายคือการปรับแต่งรูปทรงให้ได้สัดส่วนที่งดงามก่อนตัดชิ้นงานออกจากแป้น วิธีนี้ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญเพื่อสร้างผลงานที่มีความเรียบเนียนและความงามทางศิลปะ
1173. กระบวนการในการสร้างสรรค์กระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้1. ศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ 2. ประเมินผลจากข้อมูลที่ได้รับ3. ร่างแบบชิ้นงานสร้างสรรค์ ด้วยดินสอลงบนกระดาษ เพื่อกำหนดขนาดของชิ้นงาน จัดวางองค์ประกอบ และรูปทรงของชิ้นงาน4. ขึ้นรูปดิน ด้วยเทคนิคการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน (Hand Forming)5. ตกแต่งชิ้นงานก่อนเผาควรทำอย่างระมัดระวังและเบามือ เนื่องจากชิ้นงานที่ยังไม่ได้เผาจะมีความเปราะบาง 6. นำชิ้นงานที่ได้ไปเผาบิสกิต ที่อุณหภูมิ 900 องศาเซลเซียส เมื่อเผาเสร็จแล้วชิ้นงานที่ได้จะมีความแกร่งสีครีม7. ประกอบชิ้นงานด้วยวัสดุธรรมชาติและมีการใช้วัสดุโลหะดัดรูปทรงอิสระ ด้านบนมาผสมผสาน เป็นความงามจากสิ่งที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติร่วมอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว8. วิเคราะห์ความงาม9. สรุปและประเมินผลงานสร้างสรรค์ภาพที่ 1 ภาพผลงานสำเร็จที่มา: ผู้สร้างสรรค์ เมื่อ 25 มิถุนายน 2568
1184. การวิเคราะห์ผลงานจากการศึกษา วิเคราะห์ จากการรวบรวมข้อมูล ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างผลงานโดยอาศัยแนวความคิดทฤษฎีจากทัศนธาตุ สี รูปทรง จังหวะ และ หลักสุนทรีย์ศาสตร์ คือ ความงามที่เกิดขึ้นในผลงานชิ้นนี้เป็นงานเครื่องเคลือบดินเผาร่วมสมัยที่ผสมผสานรูปทรงดินเผากับเส้นโลหะอย่างลงตัว จุดเด่นสำคัญอยู่ที่การใช้ “รูปทรงโค้งมน” เป็นภาษาทางศิลปะในการสื่อถึงความอ่อนโยน ความงาม และธรรมชาติของรูปร่า งผู้หญิง รูปทรงภาชนะที่เรียบง่ายแต่มีน้ำหนักในเชิงความหมาย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของศิลปินในการเน้นความงามเชิงนามธรรมมากกว่ารายละเอียดเชิงรูปธรรมเส้นโลหะที่โผล่ขึ้นจากปากภาชนะทำหน้าที่เป็นจุดเน้นสายตา (Focal Point) เสริมความเคลื่อนไหวให้กับผลงาน เส้นสายลักษณะพลิ้วไหวและไม่สมมาตรสะท้อนถึงพลังชีวิตที่อิสระ แข็งแกร่ง และเปี่ยมความลึกซึ้งของผู้หญิงในเชิงสัญลักษณ์ การวางเส้นโลหะให้ลอยตัวเหนือรูปทรงดิน เพิ่มมิติระหว่าง “ความหนักแน่น” ของดิน กับ “ความเบา” ของเส้นสาย ช่วยสร้างสมดุลระหว่างวัตถุและพื้นที่ว่างอย่างมีศิลปะด้านองค์ประกอบศิลป์ ผลงานให้ความสำคัญกับ รูปทรง สี และจังหวะของเส้น เครื่องเคลือบดินเผามีพื้นผิวและสีที่เป็นธรรมชาติ สื่อถึงความเรียบง่ายและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ขณะเดียวกัน เส้นโลหะที่มีน้ำหนักเบาและเคลื่อนไหวสวนกับความนิ่งของภาชนะ ทำให้เกิดความตึงเครียดทางทัศนสุนทรียะ (Aesthetic Tension) อย่างน่าสนใจ5. สรุปการสร้างสรรค์งานสร้างสรรค์นี้ พบว่าผลงานสามารถถ่ายทอดเรื่องราว แสดงอารมณ์ความรู้สึก การรับรู้ถึงคุณค่า และสะท้อนความงามที่เกิดขึ้นในผลงานชิ้นนี้ประสบความสำเร็จในการนำเสนอแนวคิดเรื่อง “ความงามของธรรมชาติผู้หญิง” ผ่านการตีความรูปทรงและเส้นสายอย่างร่วมสมัย ถ่ายทอดความงามภายใน ความอ่อนไหว ความแข็งแรง และความซับซ้อนของผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้งและมีเอกลักษณ์เฉพา ะตัว ทั้งยังสะท้อนกระบวนการคิดเชิงศิลปะที่ละเอียดอ่อนและสอดคล้องกับแนวทางงานเครื่องเคลือบดินเผาร่วมสมัยอย่างชัดเจนเอกสารอ้างอิงชะลูด นิ่มเสมอ. (2541). องค์ประกอบของศิลปะ Composition Of Art. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.ไพจิตร อิ่งศิริวัฒน์. (2541). เนื้อดินเซรามิก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.สาธร ชลชาติภิญโญ. (2547). “ที่ว่างาม......งามนั้นประการใด” ในเอกสารการแสดงศิลปะเครื่องปั้นดินเผาแห่งชาติ ครั้งที่ 12, 146-151. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง.
119เครื่องเคลือบดินเผาลายคราม: มรดกทางศิลปะและภูมิปัญญาแห่งเอเชียBlue and White Porcelain: An Artistic and Intellectual Heritage of Asiaธนพร ศรีหงส์, Thanaphon Sihongวิทยาลัยช่างศิลปะสุพรรณบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม จังหวัดสุพรรณบุรีSuphanburi College of Fine Arts, Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts,Ministry of Culture SuphanburiE-mail: [email protected]บทคัดย่อเครื่องเคลือบดินเผาลายครามเป็นหนึ่งในผลงานศิลปกรรมที่สะท้อนถึงความงาม และภูมิปัญญา ทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในอารยธรรมจีน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของเครื่องเคลือบชนิดนี้ในสมัยราชวงศ์หยวนและหมิง ลวดลายสีน้ำเงินบนพื้นขาวที่ใช้แร่โคบอลต์เป็นเอกลักษณ์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะชั้นสูง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ลักษณะทางศิลปะ เทคนิคการผลิต และอิทธิพลที่เครื่องลายครามมีต่อวัฒนธรรมไทย รวมถึงแนวทางในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาดังกล่าวในยุคปัจจุบันคำสำคัญ: เครื่องเคลือบดินเผา, ลายคราม, ศิลปะจีน, มรดกทางวัฒนธรรมAbstract Blue and white porcelain is a remarkable artistic masterpiece that reflects the beauty and technological wisdom of humanity, particularly in China, the major origin of this type of porcelain during the Yuan and Ming Dynasties. The distinctive blue and white patterns, using cobalt, have become a symbol of high art. This article aims to explore the historical development, artistic characteristics, production techniques, and influence of blue and white porcelain on Thai culture, as well as approaches to preserving and continuing this wisdom in the present day.Keywords: Blue and white porcelain, Blue and white patterns, Chinese art, Cultural heritage1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหา เครื่องลายคราม หรือเครื่องถ้วยกังไส เป็นหนึ่งในเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก เกิดขึ้นจากความ ประณีตของช่างฝีมือจีนซึ่งพัฒนามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง เมืองจิ่งเต๋อ เจิ้ง ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องลายครา มที่ดีที่สุด ด้วยเทคนิค
120การเขียนลายด้วยโคบอลต์ออกไซด์และการเผาหลายระยะที่ซับซ้อน ก่อให้เกิดภาชนะสีขาวเคลือบใส ตกแต่งด้วยลายครามสีน้ำเงินเข้มอัน ทรงคุณค่า ความนิยมของเครื่องลายครามขยายไปยังรา ชสำนักญี่ปุ่น อาหรับ และยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เครื่องลายครามมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด กับอาณาจักรไทยมาแต่โบราณ เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและเป็นพันธมิตรทางการทูตกับจีน การนำเข้าเครื่องลายครามจึงไม่ได้จำกัดเพียงเพื่อ การใช้งาน ในประเทศไทย เครื่องลายครามปรากฏหลักฐานตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยส่วนหนึ่งผลิตตามรูปแบบและ ความต้องการของไทย เช่น ชาม จาน และโถที่ใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน สืบเนื่องถึงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ตอนต้นที่การใช้เครื่องลายครา มแพร่หลายทั้งใน ราชสำนักและหมู่คหบดี จนกระทั่งมีการพัฒนาลวดลายแบบ ไทย เช่น เครื่องเบญจรงค์และเครื่องถ้วยน้ำทอง ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างอัตลักษณ์ใหม่บนรากฐานของศิลปะจีน การศึกษาเครื่องลายครามจึงเป็นการทำความเข้าใจทั้งมิติทางศิลปกรรมความเชื่อและควา มสัมพันธ์ระหว่าง ไทย – จีนตลอดหลายยุคสมัยเครื่องเคลือบดินเผาลายคราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเครื่องลายคราม เป็นศิลปวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งเกิดจากการผสมผสา นระหว่า งศาสตร์ทางเคมีของการทำเครื่องเคลือบกับศิลปะการออกแบบลวดลายที่ประณีตและมีความหมา ย เชิงสัญลักษณ์จึงนับเป็นเครื่องใช้ที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมในแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะ ในประเทศจีนซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของเครื่องลายคราม และได้เผยแพร่ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยในเวลาต่อมา2. แนวคิด / ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เครื่องลายครามเริ่มปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในสมัยราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1279–1368) ซึ่งเป็นช่วง ที่จีนมีการติดต่อค้าขายกับโลกตะวันตกและตะวันออกกลาง โดยได้รับอิทธิพลจากเทคนิคการใช้แร่โคบอลต์จากเปอร์เซียมาผสมในสีเคลือบ ต่อมาในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. –1644) การผลิตเครื่องลายคราม ได้พัฒนาอย่างสูงสุด โดยมีการก่อตั้งศูนย์ผลิตที่เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของเครื่องเคลือบจีน ลวดลาย ที่นิยม ได้แก่ ลายมังกร ดอกบัว และลายคลื่นน้ำ ซึ่งสื่อถึงความเป็นสิริมงคลและความสมดุลของธรรมชาติ ในยุคต่อมา ราชวงศ์ชิงได้พัฒนาเทคนิคการผลิตให้ละเอียดและสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งในด้านการควบคุมอุณหภูมิและการเลือกใช้วัสดุ เครื่องลายครามจีนจึงกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับความนิยมในยุโรปโดยเฉพาะในศตวรรษที่ 17–18 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้ผลิตเครื่องลายครามเลียนแบบขึ้น เช่น เครื่องเดลฟต์ (Delftware) และเวดจ์วูด (Wedgwood)
121ภาพที่ 1 元青花八宝凤纹菱口沿大盘จานปากกระจับเครื่องลายครามภาพนกฟินิกซ์และสิ่งเชิดชูบูชาสมัยราชวงศ์หยวนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 57.30 ซม. ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอิหร่านที่มา: สืบค้นออนไลน์เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 https://puerthaiblog.blogspot.com/2019/02/blog-post.html ประเทศไทยมีการทำเครื่องปั้นดินเผาสืบเนื่องมาเป็นเวลานานหลายพันปีการค้นพบเครื่องปนดินเผา ที่เก่าแก่ของไทยในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้น ทำให้สามารถยืนยันได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองและควา มมีวัฒนธรรมของชนชาติไทยในอดีตกาล เครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทยมีมานานตั้งแต่ 6000 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีทั้งชนิดเคลือบและไม่เคลือบ ในสมัยเริ่มแรกมีลักษณะเป็น เครื่องปั้นดินเผาแบบไม่เคลือบ เผาไฟต่ำ ขึ้นรูปด้วยมือ ตกแต่งลวดลายอย่างง่าย โดยการขูด ขีด กด ประทับและเขียนสีลวดลายอย่างง่าย โดยจุดมุ่งหมายในการทำเครื่องปั้นดินเผาในสมัยก่อนเพื่อ ประโยชนใช้สอยในครัวเรือน เช่น การทำภาชนะ หุงต้มและใส่อาหาร มีบางที่ใชในพิธีกรรม เช่นการฝัง ภาชนะในหลุมศพ โดยหลักฐานทางโบราณคดีได้ปรากฏแหล่งค้นพบเครื่องปั้นดินเผาที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปและสามารถแบ่งเป็นยุคสมัยได้ตั้งแต่ก่อนสุวรรณภูมิ ทวารวดี เชลียง สุโขทัย เชียง แสนอยุธยา เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการที่สืบทอดกันมาหลายยุคสมัย ทั้งด้านรูปทรง การออกแบบลวดลาย เทคนิคการตกแต่งและการเผา เครื่องปั้นดินเผา ของไทยที่มีเอกลักษณและเป็นที่รู้จักกันดีคือเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง เครื่องสังคโลก เครื่องถ้วยเบญจรงค์เครื่องถ้วยลายน้ำทอง และเครื่องลายคราม ในที่นี้จะกลาวถึงเครื่องลายครามของไทยดังนี้ เครื่องลายครามเป็นเครื่องถ้วยชามเนื้อขาวหรือภาชนะเนื้อกระเบื้องชนิดที่เขียนลายใต้เคลือบเป็นสีครามที่ได้มาจากโคบอลตและมีตนกำเนิดในประเทศจีน มีลักษณะสีขาวใสคลายเปลือกหอยเนื้อบาง เรียบเนียน และสวยงาม โดยแหล่งผลิตเครื่องลายครามที่สำคัญอยูที่ เมืองจิ่งเตอเจิ้น มณฑลเจียงซี ซึ่งผลิตเครื่องกระเบื้องใหราชสำ นักจีน และส่งออกขายต่างแดน ซึ่งได้รับความนิยมจากกษัตริย์พระบรมวงศานุวงศ และเหลาชนชั้นสูงทั่วโลก คนไทยในสมัยก่อนรู้จักและเรียกเครื่อง กระเบื้องที่ผลิตจากเมืองจิ่งเตอเจิ้นว่า กระเบื้องกังไส
122ภาพที่ 2 ภาพเครื่องลายคราม ปัจจุบันแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครที่มา: ถ่ายโดย ผู้สร้างสรรค์ลักษณะทางศิลปะและความงาม เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการที่สืบทอดกันมาหลายยุคสมัยทั้งด้านรูปทรง การออกแบบลวดลาย เทคนิคการตกแต่งและการเผา เครื่องปั้นดินเผาของไทยที่มี เอกลักษณและเป็นที่รู้จักกันดีคือเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง เครื่องสังคโลก เครื่องถ้วยเบญจรงค เครื่องถ้วยลายน้ำ ทอง และเครื่องลายคราม ลักษณะเด่นของเครื่องลายครามอยู่ที่ความคมชัดของลวดลายสีน้ำเงินบนพื้นขาว ซึ่งให้ความรู้สึกสง่างามและบริสุทธิ์ ลวดลายส่วนใหญ่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น มังกรหมายถึง พลังอำนาจ ดอกบัวหมายถึงความบริสุทธิ์ และคลื่นน้ำหมายถึงความต่อเนื่องของชีวิต องค์ประกอบทางศิลป์เน้นความสมดุล การจัดพื้นที่ว่างอย่างมีจังหวะ และการใช้เส้นสายที่อ่อนช้อยสะท้อนความละเอียด ของช่างฝีมือเทคนิคการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาลายคราม1. การเตรียมดิน: ใช้ดินขาว (Kaolin) ผสมกับหินเฟลด์สปาร์ เพื่อให้ได้เนื้อดินที่ทนความร้อนสูง2. การขึ้นรูป: ทำได้ทั้งการปั้นมือ การหล่อแบบ หรือการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน3. การตกแต่งลวดลาย: ใช้แร่โคบอลต์เขียนลวดลายบนเนื้อดินที่แห้งหมาด4. การเคลือบใส: เคลือบด้วยน้ำยาใสเพื่อเพิ่มความแวววาวและป้องกันการซึมน้ำ5. การเผา: เผาที่อุณหภูมิประมาณ 1300 องศาเซลเซียส เพื่อให้เคลือบและเนื้อดินรวมเป็นเนื้อเดียวกันเครื่องลายครามในประเทศไทย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของเครื่องลายครามจากจีนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีหลักฐาน การค้าขายเครื่องลายครา มผ่านเรือสำเภา และพบในแหล่งโบราณคดีหลา ยแ ห่ง เช่น เครื่องลายครามจีน จากเตาจิ่งเต๋อเจิ้น และเครื่องลายครามญี่ปุ่นจากเตาอาริตะ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เครื่องลายครามถูกนำมาใช้ในราชสำนัก รวมถึงตกแต่งวัดวาอาราม เช่น วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
123ภาพที่ 3 แผนที่แสดงตำแหน่งค้นพบไหหยวนที่มา: https://www.facebook.com/TanakarnMonshupanee/photos/คุณค่าและการอนุรักษ์ เครื่องลายครามไม่เพียงเป็นสิ่งของเครื่องใช้ แต่ยังเป็นสื่อทางวัฒนธรรมที่สะท้อนควา มสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ และศิลปกรรมในอดีต การอนุรักษ์เครื่องลายครามจึงต้องอาศัยทั้งการดูแลรักษาทางกายภาพและการสืบทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต รวมถึงการส่งเสริมให้ศิลปินร่วมสมัยนำแรงบันดาลใจจากเครื่องลายคราม มาสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เพื่อสืบสานคุณค่าทางศิลปะให้คงอยู่ต่อไป3. กระบวนการในการสร้างสรรค์สีใต้เคลือบ (สีสเตน) มักมาในรูปแบบผง ที่มีขายตามร้านขายอุปกรณ์สารเซรามิค โดยเลือก ตาม อุณหภูมิที่ต้องการ ในการเผาชิ้นงาน โดยปกติอยุ่ที่ 1,200-1,250 องศา เป็นตัวให้สีกับสีเพ้นท์เคลือบ ที่เราต้องการผสม โดย สีเพ้นท์เคลือบบางสีจะมีความแตกต่างจาก สีน้ำหรือ สีโปรเตอร์ เนื่องจากบางสีหากผสมตามแม่สีอาจ จะไม่ได้สี ตามนั้น อัตราส่วนที่ใส่จะมากกว่าการผสมเคลือบสำหรับจุ่มเพรา ะหา กน้อยจนเกินไปสีจะจาก แต่หากผสมมากจนเกินไป จะเพ้นท์และสีจับตัวเป็นก้อน เนื้อดิน ดินขาว ซึ้งเป็นส่วนผสม ที่มีใน ทั้งเคลือบและดิน เป็นตัวเพิ่มการยึดเกาะให้ระหว่างเคลือบ และเนื้อดินที่เพ้นท์น้ำเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญ เนื่องจาก สีเพ้นท์ มักไม่นิยมใช้เคลือบ เป็นตัวทำละลายเพราะทำให้ สีใต้เคลือบที่เราใส่ สีอ่อนลง และ การเพ้นมักมีการทับด้วยเคลือบใส ดังนั้นสูตรการทำสีเพ้นท์จึงนิยมมักใช้นำเป้นตัวทำละลาย มิเดียเป็นสารที่ช่วยให้ เวลาที่เราเพ้นท์บนบีส ไม่ฝืด จนเกินไปสามารถเพ้นท์ได้ง่ายเส้นคมอื่น ๆ นอกจากส่วนประกอบหลักๆแล้ว บางแหล่งยังใส่สารประกอบอื่น ๆ เช่น สารกันบูด เนื่องจาก การใช้สี เพ้นท์ มักมีระยะการใช้งานที่นานกว่าเคลือบเพราะไม่ได้จุ่มทั้งใบแต่เป็นการวาดลวดลายคล้ายสีมากกว่า สารกันบูดจึงถูกใส่ลงในสี ด้วย
124ภาพที่ 4 การเพ้นท์สีโคบอลต์ออกไซด์บนบีสที่มา: ถ่ายโดย ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 5 วัสดุและอุปกรณ์การสร้างสรรค์ผลงานที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 6 การออกแบบสเก็ตช์บนบีสที่มา: ผู้สร้างสรรค์
125ภาพที่ 7 การเพ้นท์สีโคบอลต์ออกไซด์บนบีสที่มา: ผู้สร้างสรรค์ภาพที่ 8 การจุ่มชิ้นงานลงในเคลือบที่มา: ผู้สร้างสรรค์ เคลือบผิวงานในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น จุ่มงานลงในเคลือบ ในกรณีนี้เคลือบที่ใช้ต้องมีปริมา ณมา กพอควร คือมากพอที่จะจุ่มงานลงไปได้ทั่วทั้งชิ้น การใช้พู่กันทาเคลือบลงบนผิวงานวิธีนี้ดูจะไม่เป็นที่นิยมมากนักเพราะค่อนข้างลำบากในการที่จะทาเคลือบให้สม่ำเสมอ การพ่นเคลือบก็เป็นวิธีหนึ่งในการเคลือบงาน แต่ควรจะพ่นให้มีความหนาพอประมาณ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการใช้เคลือบในลักษณะเป็นครีมทาหรือพอกลงบนผิวงาน
126ภาพที่ 9 เครื่องเคลือบดินเผาลายคราม: มรดกทางศิลปะและภูมิปัญญาแห่งเอเชียที่มา: ผู้สร้างสรรค์4. การวิเคราะห์ผลงานการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนเครื่องเคลือบดินเผาจานลายปลาเริ่มต้นจากกระบวนกา รรวบรวมข้อมูลทั้งด้านรูปทรง สัญลักษณ์ และเทคนิคการตกแต่งลวดลายในงานเซรามิกแบบดั้งเดิม โดยผู้สร้างผลงานได้ศึกษารูปทรงของปลาในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหัว ลำตัว ครีบ และหาง รวมถึงจังหวะการเคลื่อนไหว ของการว่ายน้ำเป็นฝูง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบองค์ประกอบภาพ นอกจากนี้ยังมีการศึกษางานลายครามไทยและจีน เพื่อทำความเข้าใจคุณค่าทางศิลปะของการใช้สีน้ำเงินบนพื้นขาว ที่ให้ความรู้สึกสงบ ลุ่มลึก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้เลือกปลาเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์ ความเคลื่อนไหว และจังหวะของชีวิต การเรียงตัวของรูปปลาถูกออกแบบเป็นแนวตั้งไหลลงจากขอบจาน สร้างความรู้สึกของการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องลงสู่ศูนย์กลางจาน ซึ่งเป็นวิธีการใช้พื้นที่ว่างและทิศทางสายตาที่ช่วยให้ผลงานดูมีชีวิตชีวา ผู้สร้างสรรค์ผลงานนำข้อมูลด้านเทคนิคการระบายสีน้ำเงินแบบสมัยใหม่และลายครามดั้งเดิมมาประยุกต์เข้าด้วยกัน ด้วยการใช้พู่กันสร้างเส้นที่โปร่งเบาบางสลับกับพื้นที่เข้มเพื่อสื่อถึงพื้นผิวและลักษณะของเกล็ดปลา การลดทอนรายละเอียดโดยคงไว้เฉพาะเส้นจำเป็น เช่น รูปทรงพื้นฐาน ตา และครีบ ทำให้ผลงานมีความร่วมสมัยและดูเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ยังคงสื่อเอกลักษณ์ของตัวปลาชัดเจน นอกจากนี้การเลือกวางลวดลายแบบไม่ปกคลุมทั้งจานยังเป็นผลลัพธ์จากการวิเคราะห์เรื่องความสมดุลระหว่างพื้นที่ว่างกับพื้นที่ลวดลาย เพื่อให้ผลงานดูเบา ทันสมัย และเหมาะกับการใช้งานจริงผ่านกระบวนการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ความงาม และประยุกต์ใช้เทคนิคที่เหมา ะสม จึงเกิดเป็นผลงานเครื่องเคลือบดินเผาลายปลาที่สะท้อนทั้งแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ความรู้ด้านศิลปะลายคราม และแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ผลงานชิ้นนี้จึงไม่เพียงเป็นของใช้บนโต๊ะอาหาร แต่ยังเป็นวัตถุศิลป์ที่มีเรื่องราวและกระบวนการคิดสร้างสรรค์อยู่เบื้องหลังอย่างชัดเจน
1275. สรุป เครื่องเคลือบดินเผาลายครามเป็นผลงานศิลปกรรมที่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมโลก สะท้อนถึง ภูมิปัญญาและความงามที่ยั่งยืนของมนุษย์ จากต้นกำเนิดในจีนสู่การแพร่หลายทั่วโลกและในประเทศไทยเครื่องลายครามยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและนักออกแบบร่วมสมัย การศึกษาและอนุรักษ์เครื่องลายครามจึงเป็นการรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม การที่ไทยสั่งผลิตเครื่องถ้วยตามรูปแบบการใช้สอยและลวดลายเฉพาะของ ตนเอง แสดงถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการผสมผสานศิลปะไทย – จีน ลวดลายบนเครื่องลายคราม ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อ ความเป็นสิริมงคล และคติจักรวาลวิทยา เช่น ฮก ลก ซิ่ว และโป๊ยเซียน ซึ่งไม่ใช่ เพียงการตกแต่ง หากแต่มีความหมายเชิงปรัชญา ดังนั้น เครื่องลายครามในสังคมไทยไม่ใช่เพียงของใช้สอยหรือของสะสมแต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ถึงบทบาทของไทยในเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศและเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน เครื่องลายครามจึงเป็นทั้งศิลปวัตถุและสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ยังคงคุณค่าและความสำคัญมาจนถึงปัจจุบันเอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. (2555). ศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สำนักหอสมุดแห่งชาติ.เครื่องถ้วยกระเบื้อง และเครื่องปั้นดินเผาโบราณในประเทศไทย. (2019). แผนที่แสดงตำแหน่งค้นพบไหหยวน คือ (1) เวียงท่ากาน จ.เชียงใหม่ (2) พระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน (3) เมืองเก่าสุโขทัย และ (4) ที่เกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งอาณาจักรโบราณ. ที่มา: https://www.facebook.com/TanakarnMonshupanee/photos/จิรพัฒน์ พิตรปรีชา. (2548). ประวัติศาสตร์ศิลปะจีน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. (2562). เครื่องลายครามในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.วราภรณ์ จันทรสกุล. (2560). “การอนุรักษ์เครื่องถ้วยลายครามในพิพิธภัณฑ์ไทย”. วารสารศิลปวัฒนธรรม, 38(3), 45–59.วรรณชนก เสนา.(2563).*การศึกษาเปรียบเทียบเครื่องลายครามของไทยและเครื่องปนดินเผา Gzhel(Гжель)ของรัสเซียfile:///C:/Users/user/Downloads/.pdfPuerThaiBlog. (2562). แจกันที่ชุบชีวิตเครื่องลายครามสมัยราชวงศ์หยวน. ที่มา: https://puerthaiblog.blogspot.com/2019/02/blog-post.html
128สภาวะมาร : การสื่อความหมายมารผจญผ่านรูปทรงสัตว์เดรัจฉานในจิตรกรรมไทยร่วมสมัยThe State of Mara : Interpreting the Temptation of Mara through the Forms of Animals in Contemporary Thai Paintingธีระวุฒิ เนียมสินธุ์, Teerawut Niemsinวิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, College of Fine Arts, Bunditpattanasilpa Institute of Fine Arts.E-mail: [email protected]บทคัดย่อ“สภาวะมาร : การสื่อความหมายมารผจญผ่านรูปทรงสัตว์เดรัจฉานในจิตรกรรมไทยร่วมสมัย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตีความเนื้อหาตอนมารผจญในพุทธประวัติ นำแนวคิดดังกล่าวมาสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่สะท้อนสภาวะมาร โดยมุ่งเน้นการใช้สัตว์เดรัจฉานเป็นสัญลักษณ์แทนควา มชั่วร้าย ความดิบ และสัญชาตญาณที่บดบังปัญญา ซึ่งเปรียบได้กับมารวิสัยภายในจิตใจของมนุษย์การสร้างสรรค์ผลงานใช้แนวทางการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้ด้านพุทธปรัชญาและเทคนิคจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ถ่ายทอดความหมายผ่านองค์ประกอบทางทัศนศิลป์ เพื่อสร้างอารมณ์และบรรยากาศที่สะท้อนสภาวะมารอันเกิดจากความหลง ความโกรธ และความกลัวในจิตใจ คำสำคัญ:สภาวะมาร, มารผจญ, สัตว์เดรัจฉาน, จิตรกรรมไทยร่วมสมัยAbstract“The State of Mara: Interpreting the Temptation of Mara through the Forms of Animals in Contemporary Thai Painting” aims to study the reinterpretation of the Temptation of Mara episode from the Buddhist chronicle and to apply this concept in the creation of contemporary Thai paintings that reflect the state of Mara. The study focuses on employing animal figures as symbolic representations of evil, raw instincts, and ignorance that obscure wisdomelements comparable to the Mara-nature that exists within the human mind.The creative process integrates knowledge of Buddhist philosophy with contemporary Thai painting techniques, conveying meaning through visual elements to evoke emotion and atmosphere that reflect the state of Mara arising from delusion, anger, and fear within the human psyche.Keywords: The State of Mara, The Temptation of Mara, Animal Forms,Contemporary Thai Painting
1291. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหา“มารผจญ” ในพุทธประวัติเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนการต่อสู้ระหว่างพลังแห่งกิเลสกับพลังแห่งปัญญา ซึ่งเปรียบได้กับการเผชิญหน้าระหว่างความมืดและความสว่างในจิตใจของมนุษย์ ภาพมารผจญในจิตรกรรมไทยแบบประเพณีมักนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ที่พระพุทธองค์ทรงมีชัยชนะเหนือพญา ม ารและกองทัพปีศาจ เป็นภาพแทนของความหลุดพ้นและชัยชนะทางธรรม อย่างไรก็ตาม การนำเสนอ “มาร” ในลักษณะดังกล่าวยังคงเน้นมิติของเรื่องราวเชิงพุทธประวัติ มากกว่าการสะท้อนสภาวะทางจิตวิญญา ณของมนุษย์ในปัจจุบัน ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การยึดติด และความเร่งเร้า สภาวะ “มาร” จึงมิได้ปรากฏในรูปของสิ่งเหนือธรรมชาติ หากแฝงอยู่ในอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์เอง มารจึงอาจหมายถึงความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือแรงผลักดันที่บดบังสติและปัญญา ซึ่งกัดกร่อนคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างไม่รู้ตัว ประเด็นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้วิจัยต้องการตีความตอนมารผจญใหม่ในเชิงจิตวิทยาและคติชน เพื่อสะท้อน “สภาวะมาร” ที่ดำรงอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์การเลือกใช้ “สัตว์เดรัจฉาน” เป็นสัญลักษณ์ในผลงานครั้งนี้ มีที่มาจากการมองว่าสัตว์แต่ละชนิดมีลักษณะกายภาพและพฤติกรรมที่สะท้อนสัญชาตญาณ ความกลัว และความรุนแรง ซึ่งสามารถแทนภาพของมารในเชิงสัญญะได้อย่างมีพลัง สัตว์อย่างงู จระเข้ เสือ หรือสัตว์ผสมในวรรณคดี ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของพลังมืดและสภาวะภายในจิตใจที่ไม่อาจควบคุมได้ การสร้างสรรค์จึงมิใช่เพียงการจำลองตอนมารผจญในเชิงเรื่องราว แต่เป็นการถ่ายทอดสภาวะมารผ่านภาษาทัศนศิลป์ เพื่อสะท้อนความเป็นจริงทางจิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันดังนั้น การสร้างสรรค์ผลงาน “สภาวะมาร” จึงมีความสำคัญในฐานะการตีความพุทธประวัติในมิติร่วมสมัย เชื่อมโยงหลักธรรมกับภาวะภายในของมนุษย์ และนำเสนอผ่านรูปแบบจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่ให้คุณค่าทั้งทางศิลปะ ความคิด และจิตวิญญาณ2. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการสร้างสรรค์ผลงาน “สภาวะมาร : การสื่อความหมายมารผจญผ่านรูปทรงสัตว์เดรัจฉานในจิตรกรรมไทยร่วมสมัย” อาศัยแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องจากหลายสาขาเพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาเนื้อหาและรูปแบบของผลงาน ดังนี้1. แนวคิดทางพุทธปรัชญา : แก่นของพุทธปรัชญามุ่งอธิบายสภาวะของ “มาร” ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งอุปสรรคทางจิตใจ ซึ่งขัดขวางหนทางสู่การตรัสรู้ โดยมารไม่ได้หมายถึงอสูรภายนอกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงกิเลส ตัณหา ความหลง และความยึดมั่นถือมั่นภายในจิตใจมนุษย์ แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสรรค์ ที่มุ่งสะท้อน “มารภายใน” ในฐานะภาวะทางจิตวิญญาณมากกว่าการตีความในเชิงตำนาน2. แนวคิดเชิงคติชนวิทยา : คติชนวิทยาให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์ ความเชื่อ และเรื่องเล่าที่สะท้อนวิถีชีวิตและค่านิยมของสังคม การนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ช่วยให้การตีความตอน
130มารผจญมีมิติทางวัฒนธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกใช้สัตว์เดรัจฉานซึ่งปรากฏอยู่ในคติความเชื่อพื้นบ้านและวรรณคดี เช่น งูหรือจระเข้ในฐานะตัวแทนของอำนาจ ความกลัว และความมืดในสัญชาตญาณมนุษย์3. ทฤษฎีสัญญะ : ทฤษฎีสัญญะของ Charles Sanders Peirce และ Roland Barthes ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และถ่ายทอด “สัตว์เดรัจฉาน” ในฐานะสัญลักษณ์ที่สื่อถึงสภาวะทางอารมณ์และจิตวิญญา ณ สัตว์แต่ละชนิดถูกตีความให้มีความหมายในเชิงสัญญะ เช่น งูแทนความหลอกลวง จระเข้แทนควา มรุนแรง หรือเสือแทนอำนาจและความโกรธ การใช้สัญญะเหล่านี้ทำให้ผลงานมีมิติทางความหมายที่ลึกซึ้งกว่าการพรรณนาเชิงรูปธรรม4. แนวคิดทางจิตวิทยาเชิงลึก (Analytical Psychology) ของคาร์ล จุง (Carl G. Jung) : แนวคิดเรื่อง เงา ซึ่งหมายถึงด้านมืดของจิตใจที่มนุษย์มักปฏิเสธหรือกดทับ เป็นกรอบแนวคิดสำคัญที่ใช้ในการอธิบาย สภาวะมารว่าเป็นสัญลักษณ์ของพลังด้านลบที่ดำรงอยู่ภายในมนุษย์ การสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้จึงมุ่งนำเสนอ มารผ่านรูปทรงสัตว์ที่เป็นตัวแทนของแรงขับทางสัญชาตญาณ ซึ่งหากปราศจากสติ ย่อมกลายเป็นมารที่กัดกร่อนจิตใจ5. แนวคิดศิลปะร่วมสมัย : ในมิติของศิลปะร่วมสมัย การสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดอยู่ในกรอบของความงามเชิงรูปแบบเท่านั้น แต่เป็นการใช้ศิลปะเป็นภาษาสื่อสารแนวคิดและอารมณ์ภายใน การผสมผสานระหว่างจิตรกรรมไทยแบบประเพณีกับเทคนิคและแนวคิดร่วมสมัย ช่วยให้เกิดการนำเสนอที่ใหม่และแตกต่าง ทั้งในด้านการใช้สี รูปทรง การจัดวาง และอารมณ์เชิงสัญญะแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังกล่าว เป็นพื้นฐานในการสร้างกรอบความคิดของผลงาน “สภาวะมาร” เพื่อถ่ายทอดการตีความตอนมารผจญในเชิงจิตวิญญาณ ผ่านรูปทรงสัตว์เดรัจฉานในจิตรกรรมไทยร่วมสมัย อันสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “มาร” กับ “จิตใจมนุษย์” ในบริบทของโลกปัจจุบัน3. กระบวนการในการสร้างสรรค์เก็บข้อมูลจากหนังสือ สารคดีและสื่อออนไลน์การสร้างภาพร่างลายเส้นภาพที่ 1 ภาพร่างลายเส้นที่มา: ผู้สร้างสรรค์2568
131ภาพที่ 2 การร่างภาพลงบนผ้าใบด้วยดินสอ ที่มา: ผู้สร้างสรรค์2568ภาพที่ 3 การลงสีในขั้นตอนที่ 1 ใช้สีส้มเสนผสมน้ำในอัตราส่วน1/3ลงบางๆทับซ้อนหลายๆชั้นที่มา: ผู้สร้างสรรค์2568
132ภาพที่ 4 การลงสีในขั้นตอนที่ 2 ลงสีภาพรวมทั้งหมดโดยใช้วิธีลงสีบาง ๆ ทับซ้อนหลาย ๆ ชั้นที่มา: ผู้สร้างสรรค์2568ภาพที่ 5 ผลงานสภาวะมาร : การสื่อความหมายมารผจญผ่านรูปทรงสัตว์เดรัจฉานในจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่มา: ผู้สร้างสรรค์2568
1334. การวิเคราะห์ผลงานกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานเรื่อง “สภาวะมาร : การสื่อความหมายมารผจญผ่านรูปทรงสัตว์เดรัจฉานในจิตรกรรมไทยร่วมสมัย” เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ “มารผจญ” ในพุทธประวัติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงการต่อสู้ระหว่างพลังแห่งกิเลสกับพลังแห่งปัญญา ผู้สร้างสรรค์ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อค้นหาความหมายของ “มาร” ในทางจิตใจอันเป็นสภาวะภายในที่เกิดจากความหลง ความโกรธ และความกลัว การวิเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่แนวทางการตีความใหม่โดยใช้รูปทรงสัตว์เดรัจฉานเป็นสัญลักษณ์แทนมารในจิตใจของมนุษย์ ซึ่งสัตว์แต่ละชนิดถูกเลือกตามลักษณะเชิงสัญญะ เช่น งู แทนความหลอกลวงและราคะ, ช้าง แทนพลังแห่งอำนาจ, หรือจระเข้ แทนความดิบเถื่อนและความกลัว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมเกิดกา รรับรู้และตีความเชื่อมโยงกับสภาวะภายในของตนเองในการสร้างสรรค์ผลงาน ผู้สร้างใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงทัศนศิลป์ผสมผสานองค์ควา มรู้ด้านจิตรกรรมไทย เช่น การจัดองค์ประกอบแบบจิตรกรรมประเพณี การใช้เส้น สี และพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ กับเทคนิคการแสดงออกแบบร่วมสมัย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างรากเหง้าแห่งศิลปะไทยและภาษาทางศิลปะร่วมสมัยผลจากการวิเคราะห์และถ่ายทอดทางศิลปะทำให้ผลงานชุดนี้ไม่เพียงนำเสนอภาพของมารผจญในมิติทางพุทธประวัติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนสภาวะมารในใจมนุษย์ยุคปัจจุบัน ผ่านรูปทรงสัตว์เดรัจฉานที่มีพลังทางอารมณ์และความหมายเชิงจิตวิญญาณชวนให้ผู้ชมเกิดการตระหนักรู้และหวนกลับมามองตนเองในเชิงพุทธปรัชญา5. สรุปผลงานสร้างสรรค์เรื่อง “สภาวะมาร : การสื่อความหมายมารผจญผ่านรูปทรงสัตว์เดรัจฉานในจิตรกรรมไทยร่วมสมัย” เป็นการนำแนวคิดทางพุทธศาสนาโดยนำตอน “มารผจญ” ในพุทธประวัติมาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย ผ่านสัญลักษณ์ของสัตว์เดรัจฉานซึ่งสะท้อนสภาวะมารภายในจิตใจของมนุษย์ ผลงานดสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มุ่งเพียงการแสดงออกทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการสื่อสารทางจิตวิญญาณที่กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดการตระหนักรู้ถึงกิเลสและสภาวะด้านลบที่บดบังปัญญาในตนเองในด้านการนำไปใช้ ผลงานยังสามารถประยุกต์เป็นสื่อการเรียนรู้ทางศิลปะไทยและพุทธศิลป์ เพื่อส่งเสริมการศึกษาในเชิงแนวคิด การออกแบบ และการตีความเชิงสัญลักษณ์ ทั้งยังเป็นตัวอย่างของการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างพุทธปรัชญาและศิลปะร่วมสมัย ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเรีย นการสอน การวิจัย และการสร้างสรรค์ผลงานในอนาคตได้อย่างหลากหลายในเชิงอรรถประโยชน์ ผลงานชุดนี้ช่วยสร้างความเข้าใจใหม่ต่อแนวคิดเรื่องมารจากที่เคยเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายภายนอกให้กลายเป็นสภาวะทางจิตใจที่ทุกคนสามารถเผชิญและเรียนรู้จา กมันได้
134อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของศิลปะไทยร่วมสมัยในการถ่ายทอดแนวคิดเชิงธรรมะด้วยภาษาทัศนศิลป์ ทำให้ผลงานนี้มีคุณค่าทั้งในเชิงศิลปกรรม เชิงปรัชญา และเชิงการศึกษาเอกสารอ้างอิงกาญจนา แก้วเทพ. (2548). พุทธศิลป์และสุนทรียศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.จิราพร วิทยศักดิ์พันธุ์. (2553). แนวคิดทางพุทธศาสนาในงานจิตรกรรมไทยร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ถวัลย์ ดัชนี. (2543). ศิลปะคือชีวิต. เชียงราย: หอศิลป์ถวัลย์ ดัชนี.ประพนธ์ พงษ์ทัศนาญาณ. (2549). คติและสัญลักษณ์ในศิลปะไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.มณเฑียร บุญมา. (2541). การตีความพุทธปรัชญาในทัศนศิลป์ไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์. (2555). จิตรกรรมไทย: ความหมายและพัฒนาการ. กรุงเทพฯ: ศิลปากร.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์. (2551). สัตว์ในพุทธศิลป์ไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (2559). จิตรกรรมไทย: รูปแบบ เนื้อหา และคติ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.สมภาร พรมทา. (2552). พุทธปรัชญาว่าด้วยจิตและการหลุดพ้น. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.สุพัตรา สุวรรณศร. (2560). การสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ในจิตรกรรมไทยร่วมสมัย. วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 5(2), 45–58.
135“พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลาย”“Buddha statue in royal attire from the late Ayutthaya period” นที ทับทิมทอง, Natee Tubtimthong109 ถนนลาดกระบัง แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520109 Ladkrabang rd. Ladkrabang, Bangkok,10520E-mail: [email protected]บทคัดย่อ ประติมากรรมไทยในสมัยอยุธยาโดยเฉพาะเทวรูปและพระพุทธรูปนั้น ในการจำแนกตามช่วงเวลาและลักษณะทางศิลปะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะแบ่งออกเป็นสามยุคสมัย คือตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย ในบรรดาทั้งสามสมัยนั้น สมัยปลายเป็นสมัยที่ศิลปกรรมอยุธยาได้พัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตนเต็มที่โดยเฉพาะในด้านรูปทรงโดยรวม การจัดองค์ประกอบ และเทคนิควิธีการ และการเลือกใช้ลวดลายประดับวัสดุที่ใช้ สะท้อนลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรมของอยุธยา ที่เปิดรับสิ่งต่าง ๆ จากความเป็นเมืองท่า เมืองการค้า และศูนย์กลางทางอำนาจการปกครองในภูมิภาค มาปรับใช้ในการสร้างสรรค์ศิลปกรรมของอยุธยาได้อย่างทึ่ง ทั้งศิลปะจีน อิสลาม และยุโรป หากจินตนาการว่า ถ้าอยุธยายังสามารถดำรงอยู่และพัฒนาศิลปกรรมอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา เราจะเห็นความน่าตื่นตาตื่นใจอีกเพียงใดในยุคปัจจุบัน ในผลงานชิ้นนี้ ผู้สร้างสรรค์จึงได้หยิบยกผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของศิลปกรรมอยุธยาตอนปลายมาศึกษา โดยการทำแบบจำลองขนาดย่อ ให้สามารถเก็บรักษาลักษณะอันยิ่งใหญ่และพิเศษนี้มาไว้ในพระพุทธรูปขนาดย่อ ด้วยเทคนิควิธีการในปัจจุบันคำสำคัญ:อยุธยาตอนปลาย, พหุวัฒนธรรมAbstractThai sculpture in the Ayutthaya period, particularly deity statues and Buddha images, is classified by art historians into three periods: early, middle, and late. Of these three periods, the late period marked the period in which Ayutthayan art developed its unique identity, particularly in terms of overall form, composition, technique, and the selection of decorative patterns and materials. This reflects the multicultural nature of Ayutthaya, which embraced the diverse aspects of its status as a port city, trade center, and regional center of power. This was applied to the creation of Ayutthayan art, which was astonishingly diverse as Chinese, Islamic, and European art. Imagine how much more exciting Ayutthaya would be today if it had survived and continued to develop. In this work, the creators have studied a masterpiece
136of late Ayutthayan art by creating a miniature model, capturing its grand and unique characteristics in a miniature Buddha image, using modern techniques.Keywords: Late Ayutthaya, Multiculturalism1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหาในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาผู้สร้างสรรค์ได้เดินทางเพื่อศึกษาศิลปกรรมไทยอย่างต่อเนื่องโดยเฉพา ะในแถบภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้ ของประเทศไทย สิ่งที่ทำให้เห็นและเข้าใจอย่างหนึ่งคือศิลปกรรมอันเป็นมรดตกทอดของวัฒนธรรมอยุธยานั้น ยังคงเหลือรอดให้เราได้ศึกษาอีกมาก ไม่นับรวมที่อยู่ในต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ผู้สร้างสรรค์ยิ่งเกิดความสนใจในการศึกษามากยิ่งขึ้น และศิลปกรรมอยุธยาตอนปลาย เป็นสิ่งสะดุดตา ที่ผู้สร้างสรรค์พยายามมองหามาโดยตลอด จนได้มาพบกับพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ แห่งวัดพระพุทธไสยาสน์เพชรบุรี ยิ่งทำให้เกิดความประทับใจและอยากศึกษาเพื่อถ่ายทอดลักษณะอันพิเศษนี้ออกมา ในขนาดต่าง ๆ โดยเริ่มจากขนาดย่อ และจะขยายให้ใหญ่ขึ้นจนเท่ากับองค์ต้นแบบในอนา คต ซึ่งในการเริ่มต้นศึกษาโดยการทำเป็นขนาดย่อนั้น ผู้สร้างสรรค์ได้พบกับปัญหาที่อาจเป็นข้อคิดสำคัญในการย่อหรือขยายผลงานสามมิติ ที่ต้องรื้อฟื้นความรู้ความเข้าใจเป็นอันมากในการสร้างผลงานขึ้นมา เพื่อให้ผลงานที่สร้างจำลองนี้แสดงความงามของต้นแบบให้ครบถ้วนเท่าที่จะเป็นไปได้ภาพที่ 1 พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่วัดพระพุทธไสยาสน์เพชรบุรีที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2025)ภาพที่ 2 ภาพการเก็บข้อมูลพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่วัดพระพุทธไสยาสน์เพชรบุรีที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2025)
1372. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเป็นข้อคิดและข้อพิจารณามาโดยตลอดในการขยาย หรือย่อ ประติมากรรม จากขนาดใหญ่ ให้เล็กลง หรือจากขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น โดยให้สามารถรักษาความงามอยางต้นแบบเอาไว้ได้ แน่นอนว่าความเข้า ใจโดยทั่วไป การขยายแบบโดยใช้ตัวเลขคือการเก็บข้อมูลไม่ว่าจะเป็น โดยมนุษย์หรือคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จะสามารถนำข้อมูลตัวเลขหรือข้อมูลดิจิตอลที่ได้ไปขยายหรือย่อได้ทันที แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่สา มารถทำอย่างนั้นได้เลย ด้วยเหตุที่ว่า ความสามารถทางการมองเห็นของมนุษย์นั้นมีข้อจำกัดและมีปัจจัยอีกมากมายเช่นมุมมองของต้นแบบที่ผู้สร้างสรรคสมัยก่อนกำหนดไว้ให้งามลงตัว ขนาดของต้นแบบที่ผู้สร้า งสรรค์ในสมัยก่อนสร้างไว้ให้งามลงตัวทำให้ การนำข้อมูลจากการวัดหรือเก็บข้อมูลดิจิตอลมาใช้โดยปราศจากการคำนึงถึงปัจจัยที่กล่าวถึง จะไม่สามารถถ่ายทอดความงามให้เป็นอย่างต้นแบบ ในขนาดที่ต่างออกไปได้เลย จึงเป็นสิ่งที่ผู้ย่อหรือขยายแบบต้องคำนึงอย่างที่สุดว่าทำย่างไรให้งานที่สร้างออกมาใหม่นี้ ได้เก็บความงามของต้นแบบให้ได้มากที่สุด ภาพที่ 3 ภาพการขึ้นรูปผลงานในระยะแรกที่ไม่ประสบความสำเร็จที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2025)3. กระบวนการในการสร้างสรรค์วิธีการอย่างนึงที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจความงามที่ปรากฏด้วยการไปอยู่ในที่ที่ผลงานชิ้นนั้น ๆแสดงตัวอยู่ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้สนใจและศึกษาในงานศิลปกรรมต้องไปดูผลงานนั้น ๆ ให้ได้ด้วยตัวเอง เมื่อการจำลองพระพุทธองค์นี้ผ่านภาพถ่ายและตัวเลขจากการวัดนั้นไม่เป็นผล ผู้สร้างสรรค์จึงได้เดินทางไปพิจารณาในสถานที่จริงด้วยจำนวนครั้งอย่างมากและด้วยช่วงเวลาในแต่ละครั้งเป็นเวลานาน เป็นวิธีการเดียวที่จะเข้าใจและซึมซับสิ่งที่ช่างโบราณได้วางหรือกำหนดให้ผู้ชมได้รับรู้ในสิ่งที่ท่านนั้นสร้างสรรค์ไว้ กระบวนการนี้ผู้สร้างสรรค์ได้ทำอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 1ปี จึงพิจารณาได้ว่าการเพิ่มขนาดบางส่วนในการสร้างองค์พระขนาดย่อจากพระพุทธรูปองค์นี้ เช่น ช่วงพระเพลา ให้กว้างขึ้น หนาขึ้น เพิ่ม
138ปริมาตร ส่วนพระอุระ และพระพักตร์เล็กน้อย จะทำให้พระพุทธรูปองค์ย่อที่สร้างขึ้น ให้อารมณ์ และความอิ่มงามอย่างองค์ต้นแบบได้ดีขึ้น ด้วยเหตุที่ว่า พระพุทธรูปองค์ต้นแบบเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หน้าตัก กว้างมากกว่า 150 เซนติเมตร และจัดวางในวิหารขนาดเล็ก กว้างเพียง 4-5 เมตร ลึก 6-8 เมตร ทำให้อำนาจการมองของสายตามนุษย์มีข้อจำกัด สร้างให้การรับรู้ในจอภาพของเรา เป็นการเห็นพระพุทธรูปที่อิ่มเต็มตา ซึ่งหากใช้ตัวเลขหรือข้อมูลดิจิตอลย่อจากพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก150 เซนติเมตร เหลือหน้าตัก 30 เซนติเมตรในทันทีนั้น จะได้พระพุทธรูปองค์ย่อที่ ผอม พระพักตร์ตอบ ขาดชีวิตชีวาและความสมบูรณ์ไปในทันทีเมื่อผู้สร้างสรรค์ได้พิจารณาดังนี้แล้วจึงได้นำมาปรับปรุงพระพุทธรูปองค์ย่อตามสิ่งที่พิจารณาได้ซึ่งให้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมากภาพที่ 4 ภาพการปั้นผลงานที่ได้รับการแก้ไขจากการพิจารณาที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2025) ภาพที่ 5 ภาพผลงานที่ได้รับการแก้ไขและหล่อเป็นวัสดุต้นแบบที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2025)
1394. การวิเคราะห์ผลงานการวิเคราะห์ผลงานการย่อ พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลายนี้ ผลลัพธ์ของการขยายสัดส่วนบางอย่างในการย่อพระพุทธรูปการย่อขนาดพระพุทธรูปองค์นี้จากขนาดหน้าตัก 150 เซนติเมตร ลงเหลือ 30 เซนติเมตร สามารถทำให้พระพุทธรูปขนาดเล็กแสดงภาพและถ่ายทอดความรู้สึกได้อยางพระพุทธรูปองค์ต้นแบบ ได้จากการเพิ่มสัดส่วนของขนาดที่ใกล้สายตา คือช่วงพระเพลา เป็นการเพิ่มระยะให้เหมือนกับว่าส่วนพระเพลานั้นใกล้สายตามากยิ่งขึ้น ทำให้ดูใกล้และอวบอิ่ม การเพิ่มขนาดท่อนแขนโดยเพิ่มเส้นด้านในแขน ทำให้แขนดูอวบอิ่มแต่ไม่ทำลาย โครงสร้างเส้นรอบนอก นอกจากนี้การปรับปรุงบางอยางจากผลงานต้นแบบ เช่น ความสมมาตรของปริมาตร และเส้น ทำให้องค์พระที่สร้างขึ้นใหม่มีความนิ่งมากขึ้นเมื่อมองจากมุมเสย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้สร้างสรรค์ได้พยายามเก็บรักษาอารมณ์ของต้นแบบให้ได้มากที่สุดซึงผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจพอสมควร และจะสามารถดีขึ้นอีกในขั้นตอนต่อไปภาพที่ 6 ภาพผลงานที่หล่อเป็นวัสดุต้นแบบและดำเนินการใส่เครื่องทรงที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2025) ภาพที่ 7 ภาพผลงานที่หล่อเป็นวัสดุต้นแบบและดำเนินการใส่เครื่องทรงที่มา: ผู้สร้างสรรค์(2025)
1405. สรุปการย่อ พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลายนี้ิเป็นเพียงการเริ่มต้นในการพยายามถ่ายทอดความงามอย่างศิลปกรรมอยุธยา ที่ผู้สร้างสรรค์รู้สึกประทับใจและพยายามใฝ่หาข้อมูล พยายามติดตาม เดินทางค้นหาสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เราได้ศึกษา ยังมีสิ่งที่ต้องศึกษาอีกมากเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้ ในขั้นต่อไปคือเรื่องเครื่องทรง ลวดลาย และเทคนิคที่ใช้ ทั้งการปั้นสมุกรัก และเทคโนโลยีการหล่อโลหะ พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลายแห่งวัดพระพุทธไสยาสน์เพชรบุรี นี้ จึงเป็นเสมือนสิ่งล้ำค่าให้ผู้สร้างสรรค์ได้ศึกษาและต่อยอดในการสร้างผลงานต่อไปเอกสารอ้างอิงศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม. (n.d). [ออนไลน์], ศิลปะอยุธยา, เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 24/ตุลาคม/2568. เข้าถึงได้จากhttps://welovemuseum.files.wordpress.com/2011/02/e0b8a8e0b8b4e0b8a5e0b89be0b8b0e0b8ade0b8a2e0b8b8e0b898e0b8a2e0b8b2.pdfThe intelligence. (n.d). [ออนไลน์], พหุวัฒนธรรมในอยุธยา มรดกทางสังคมจากอดีตถึงปัจจุบัน, เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 24/ตุลาคม/2568. เข้าถึงได้จาก https://intsharing.co/intsharing.co/2025/02/23/พหุวัฒนธรรมในอยุธยา-มรด/
141จิตรกรรมอิมเพรสชันนิสม์เพื่อปรับภูมิทัศน์ในยุคดิจิทัลImpressionist painting in the digital ageนรวีร์ โชติวรานนท์, Norawee Chotivaranon60 วิทยาลัยช่างศิลป ถนนหลวงพรต แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ60 College of Fine Arts, Luang Phrot Road, Lat Krabang District, Bangkok, ThailandE-mail: [email protected]บทคัดย่อผลงานสร้างสรรค์แนวทางอิมเพรสชั่นนิสม์รูปแบบจิตรกรรม แสดงออกเนื้อหาเชิงรูปธรรม ถูกออกแบบโดยใช้จินตนาการของผู้สร้างสรรค์เอง เพื่อให้เกิดความรู้สึกการเป็นส่วนร่วมในเรื่องราวของภายใต้ความเป็นภาพมายา มีการจัดระยะของภาพด้วยน้ำหนักของสีแสงและเงา รูปทรง พื้นผิว พื้นที่ว่าง รวมถึงจังหวะการจัดวางของเนื้อหา นำเสนอเชื่อมโยงแนวคิดการออกแบบภาพภูมิทัศน์บริเวณภายในสถานศึกษาของผู้สร้างสรรค์เอง ที่มีความหลากหลายและเต็มไปด้วยความงามตามธรรมชาติ อาจประกอบด้วยความจริงที่ปรากฎในสถานที่นั้น ๆ หรือการสรรค์สร้างขึ้นมาใหม่จากจินตนาการ ผสมผสานการหยิบยืมภาพผลงานจากประสปการณ์ที่ได้พบตัวอย่างจากสถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจ นำมาจัดประกอบโดยใช้เครื่องมือสำหรับการออกแบบด้วยระบบดิจิทัลมาเป็นต้นแบบ ผ่านการถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานจิตรกรรม เพื่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาของผลงาน สร้างความเป็นเอกภาพเชิงทัศนศิลป์ในรูปแบบการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมในแนวทางเฉพาะตนคำสำคัญ: ดิจิทัล, จิตรกรรมอิมเพรสชันนิสม์, ภูมิทัศน์, ศิลปะการหยิบยืม AbstractImpressionist paintings express concrete content, designed using the creator's own imagination to create a sense of participation in the story beneath the illusion. The image is arranged with the weight of color, light and shadow, shape, texture, space, and rhythm of the content. It presents a connection to the creator's own design concept of landscape images within the educational institution, which are diverse and full of natural beauty. They may consist of reality that appears in that location or newly created from imagination. The work combines borrowed images from experiences found in other interesting places. They are assembled using digital design tools as a prototype. The resulting paintings evoke emotions that are appropriate and consistent with the content of the work. Create visual unity in the form of creative paintings in a unique style.Keywords: Digital, Impressionism, Landscape, Appropriation Art