The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พืชสมุนไพรของไทยกว่า 700 ชนิด และการนำมาทำเป็นตำรับยาสมุนไพรกว่า 200 ตำรับ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พืชสมุนไพรของไทยกว่า 700 ชนิด และการนำมาทำเป็นตำรับยาสมุนไพรกว่า 200 ตำรับ

พืชสมุนไพรของไทยกว่า 700 ชนิด และการนำมาทำเป็นตำรับยาสมุนไพรกว่า 200 ตำรับ

250

ชมุ แสงแดง ชุมเห็ดเทศ
ชอื่ ทอ งถน่ิ : ไมโอบ กระบกคาย (สระแกว) ชอ่ื ทอ งถิ่น : ชุมเห็ดเทศ (สระแกว)
ชื่อวิทยาศาสตร : Homalium grandiflorum Benth. ชอื่ วิทยาศาสตร : Senna alata (L.) Roxb.
ชื่อวงศ : SALICACEAE ชือ่ วงศ : FABACEAE
ลักษณะเดน : ไมตน สูงถึง 30 ม. เปลือกแตกสะเก็ด กงิ่ และใบ ลกั ษณะเดน : ไมพมุ สูงถงึ 4 ม. กง่ิ เกลี้ยงมีเหลย่ี มเลก็ นอ ย ใบ
เกล้ียง ใบเดย่ี ว เรียงสลบั รูปไข ยาว 10–18 ซม. ขอบใบจกั ฟน เรียงเวียน ใบประกอบแบบขนนก ยาว 40–80 ซม. มใี บยอ ย
เลือ่ ย เสน ใบยอ ยแบบรา งแห เหน็ ชดั ดานลาง ชอ ดอกยาว 10–15 7–10 คู จดุ เดนที่ใบยอยรปู ขอบขนาน ยาว 4–15 ซม. ปลายใบ
ซม. มขี นนมุ ดอกสขี าวอมเขยี ว กลบี เลยี้ งและกลบี ดอก 7-8 กลม ชอดอกออกท่ปี ลายก่งิ ต้ังข้ึน สูง 30–50 ซม. ใบประดับสี
กลีบ, ชอบขึน้ ตามรมิ หวย นา้ํ ตาล ดอกสเี หลอื ง ผลแบบฝก ยาว 10–20 ซม. ผิวเปน 4
สรรพคุณ เหล่ยี มตามแนวยาว
• แกนหรอื ราก : รกั ษาโรคดซี าน (E2) สรรพคณุ
• ใบ : ชว ยขบั ปสสาวะ เปนยาระบาย รกั ษาโรคกลาก-เกล้อื น
(E2)
• ตาํ รบั ยาโรคความดนั โลหติ : ชว ยลดความดนั โลหติ สงู (S2-39)
• ตํารบั ยาโรคผวิ หนงั จากเชือ้ รา/แกค นั จากการแพ : ยาขีผ้ ้ึง
หรอื ยาหมองทารกั ษาโรคผวิ หนงั จากเช้อื รา เชน กลาก เกลือ้ น
แกอาการคันตามผิวหนังทว่ั ไปจากอาการแพ ผน่ื คนั คนั จาก
แมลงสตั วกดั ตอย (S2-64)
• ตํารับยาโรคกรดไหลยอน : แกโรคกรดไหลยอ ย (S2-65)

เชียด 251
ช่ือทองถิน่ : ซิงไคตน (อุดรธานี), อบเชย (พทั ลุง, กลาง : ผลออ นของเชียด, ลาง : เปลือก
พิษณุโลก), อบเชย เชียด (ตรัง)
ชื่อวิทยาศาสตร : Cinnamomum iners Reinw. ex Blume
ชื่อวงศ : LAURACEAE
ลักษณะเดน : ไมต น สูงถึง 20 ม. ตามก่ิง ชอดอก และใบเกลย้ี ง
เปลือกเรยี บและมกี ลิน่ ฉุน ใบเดย่ี ว เรียงตรงขาม รปู ขอบ
ขนาน-ใบหอก ยาว 15–20 ซม. มเี สนแขนงใบออกจากโคนใบ 1
คู ชอ ดอกสขี าวอมเขียว ผลรูปรแี กมทรงกระบอก ยาว 1–1.5
ซม. มีกลบี เลย้ี งเรยี งซอ นกนั ติดที่ขั้วผล 5 กลีบ รูปสามเหลี่ยม,
เปลือกของเชยี ด สามารถใชแทนอบเชยจีน (Cinnamomum
cassia) อบเชยญวน (Cinnamomum camphora) หรอื อบเชย
เทศ/อบเชยลงั กา (Cinnamomum verum) ได เนอ่ื งจาก
เปลอื กมคี ณุ สมบัตทิ างยาใกลเคียงกนั แตค วรใชสายพันธหุ รอื
แหลง ผลติ ทใ่ี หเปลอื กที่มกี ลน่ิ หอมหรอื มีน้ํามนั ระเหยในปรมิ าณ
มาก เพราะมีความผันแปรภายในชนดิ เดยี วกัน
สรรพคุณ
• เปลอื ก : ชวยบํารุงหัวใจ ใชเ ขายาปรุงเปน ยาลม (N1)
• ใบหรือเปลือก : ชวยถอนพษิ ของตน ยางนอง (Antiaris
toxicaria) (NE2)
• ตาํ รับยาแกองคชาตตายไมเ กิน 3 ป : แกอ งคชาตตายไมเ กนิ 3
ป บาํ รุงองคชาต บาํ รุงกําลัง (S1-40)
• ตํารับยาโรคอมั พฤกษ- อมั พาต : รักษาอมั พฤกษ- อมั พาต
(S2-33)
• ตาํ รบั ยาโรคความดันโลหิต : ชวยลดความดนั โลหิตสงู (S2-39)
• ตาํ รับยาไขกาํ เดาใหญ : แกไขกําเดาใหญ (S2-47)
• ตํารับยาบาํ รุงเลอื ด/หวั ใจ/รางกาย : บํารุงเลอื ด ดมู เี ลอื ดฝาด
บาํ รงุ หวั ใจ บํารงุ รางกายทัง้ ชาย-หญิง แกอาการซบู ผอม
(S2-51)
• ตาํ รบั ยาบํารงุ โลหติ ระดู : บํารุงโลหติ ระดู (S2-56)
• ตาํ รบั ยารักษาอาการบวมอักเสบจากพษิ บาดแผล/แผล
อกั เสบ : รักษาอาการบวมอกั เสบจากพิษบาดแผล รักษาแผลผุ
พอง เปนหนอง (S2-67)
• ตํารบั ยาอทุ ัยโอสถ : แกไขตวั รอน แกรอนในกระหายน้ํา แก
ออนเพลยี ละเห่ียใจ เพม่ิ ความสดชนื่ บาํ รงุ หวั ใจ (S3-22)

252

โชน ชํามะเลยี ง

ชอ่ื ทองถ่นิ : โชน (ตรงั ) ชือ่ ทองถ่ิน : ชํามะเลียง (ตรงั )
ชือ่ วิทยาศาสตร : Dicranopteris linearis (Burm. f.) ชื่อวิทยาศาสตร : Lepisanthes fruticosa (Roxb.) Leenh.
Underw. var. linearis ชื่อวงศ : SAPINDACEAE
ชือ่ วงศ : GLEICHENIACEAE ลกั ษณะเดน : ไมพ มุ สงู ถงึ 5 ม. เปลือกเรียบ ใบเรยี งเวียน ใบ
ลกั ษณะเดน : ไมล ม ลกุ กลมุ เฟน มีเหงา เลื้อยอยใู กลผ วิ ดิน แตก ประกอบแบบขนนก ใบยอย 5–7 คู เรยี งเกือบตรงขาม รูปขอบ
กิ่งและใบตัง้ ตรง สูงถงึ 2.5 ม. ตามเหงา ก่งิ และใบออ น มขี นสี ขนาน ยาว 7–23 ซม. มหี ูใบรูปกลม 1 คู ออกที่โคนกา นใบ ชอ
น้าํ ตาลทอง แตกก่ิงเปนรูปตวั Y ใบประกอบแบบขนนก ยาวถึง ดอกออกตามลาํ ตน หรอื กิง่ ใหญ ดอกสีแดงอมมวง ผลทรงกลม
40 ซม. มีใบยอยออกขางละ 30–100 ใบ ใบยอยรูปแถบยาว ยาว แบนดา นขางเลก็ นอ ย ยาว 3 ซม. สกุ สีดาํ ผวิ มันเงา เน้อื ผลรส
ถึง 5 ซม. ใบยอ ยชวงปลายใบคอย ๆ สน้ั ลง แผนใบดานลา งนวล หวานเปนผลไม
ไมมกี า นใบยอ ย สรา งสปอรดา นลา งแผน ใบ สรรพคณุ
• ตาํ รับยาแกไขต ัวรอ น : รากใชเขายา ชว ยแกไข ตัวรอ น
(S2-79)

สรรพคุณ
• รากและหนอ : ขับปส สาวะ ระงบั ประสาท (S2)
• ใบ : ในประเทศฟล ิปปน สใชเ ปนยารกั ษาโรคหดื หอบ แกไ ข
หรอื ตําแลว พอกเพ่ือลดไข รกั ษาแผลอักเสบ หรือแผลเปอ ย; ใน
ภาคใตของไทยใช ราก ตม เปนยาขับปสสาวะ สงบประสาท
และชว ยการหมุนเวียนของโลหติ ; เหงา : มรี สขม เนอ้ื เปน แปง
ถากินมากจะเปน พิษสะสมตอ ลาํ ไส (R79)

253

หใู บทโ่ี คนกานใบ ของชํามะเลียง

แซะ ฝกออ นแซะ
ชอ่ื ทองถ่นิ : กาแซะ แซะ (ตรงั ), มะคา ขห้ี มู เฒ่าหลงั ลาย
(อดุ รธานี) ชื่อทอ งถนิ่ : ยายคลงั (ตรงั )
ชื่อวิทยาศาสตร : Callerya atropurpurea (Wall.) Schot ช่อื วทิ ยาศาสตร : Pseuderanthemum graciliflorum (Nees)
ชื่อวงศ : FABACEAE Ridl.
ลักษณะเดน : ไมต น สงู ถงึ 30 ม. เปลอื กเรียบ ก่งิ ออนและชอ ช่อื วงศ : ACANTHACEAE
ดอกมขี นส้ัน ใบเรยี งเวียน ใบประกอบแบบขนนกปลายค่ี ใบยอ ย ลกั ษณะเดน : ไมพ ุม สงู ถงึ 2 ม. กิ่งออ นและใบเกล้ยี ง ใบเดยี่ ว
4–6 คู เรยี งตรงขา ม รปู ไข- ใบหอก ยาว 7–17 ซม. ปลายใบเรียว เรียงตรงขา มตง้ั ฉาก รูปรี-ไขก ลบั ยาว 10–20 ซม. แผนใบดา น
แหลม ผวิ ใบเกลย้ี ง ชอดอกตั้งขึน้ กลีบดอกสีแดงเขม-ชมพูอม บนมีรอยกดตามแนวเสนแขนงใบ ชอ ดอกออกทีป่ ลายกง่ิ ตัง้ ข้ึน
มวง ผลแบบฝกแบนดา นขาง รปู รี-ใบหอก-ขอบขนาน ยาว 7–14 ยาวถึง 20 ซม. ดอกสีมวง กลีบดอกเปนหลอดคลา ยดอกเข็ม ยาว
ซม. เปลือกฝก สเี ขียวออ นหรอื สีแดงอมมวงเขม หนาคลายแผน 3–5 ซม. ปลายกลบี ดอกแยก 2 แฉกชีข้ ึ้นบน และ 3 แฉกชล้ี ง
หนัง ผวิ เกล้ยี ง บวมตามตําแหนงเมล็ด สรรพคุณ
สรรพคุณ • ตาํ รบั ยาสตรีสาวเสมอ : บาํ รุงรักษาระบบภายในของสตรี ชวย
• เน้ือไมห รอื ราก : แกซ าง (NE3) กระชับรางกาย (S2-15)
• ตาํ รบั ยาโรคซาง : แกโ รคซางในเด็ก (NE3-009)
• ตาํ รบั ยาโรคเกา ท : รกั ษาโรคเกาท แกปวดขอ ปวดเขา แกพ ษิ
ในกระดกู บาํ รุงกระดกู (S2-03)

254

เฒาหลงั ลาย สรรพคณุ
ดนั หมี • แกน หรือราก : เปน ยาอายุวฒั นะ รกั ษาโรคไต แกพ ษิ ผิดสําแดง
ชอ่ื ทองถ่นิ : กานเหลือง บุหร่ีหนัง (สระแกว), (E2)
ดันหมี ดคี วาย (ตรงั ) • ตํารบั ยาแกปวดเม่ือย/ชาตามปลายมือ-เทา : แกป วดเมือ่ ย
ช่ือวิทยาศาสตร : Gonocaryum lobbianum (Miers) Kurz ตามรางกาย แกอ าการชาตามปลายมอื ปลายเทา (S2-36)
ช่อื วงศ : ARDIOPTERIDACEAE ดปี ลากงั้ ปา่
ลกั ษณะเดน : ไมตน สงู ถึง 10 ม. เปลอื กเรียบ ก่งิ ออ นและใบ ชื่อทองถ่นิ : ดปี ลากั้ง ดปี ลากั้งปา (อดุ รธานี)
เกลี้ยง ใบเรียงสลับ รปู รี ยาว 10–20 ซม. จดุ เดนทม่ี กี านใบสี ชื่อวทิ ยาศาสตร : Cystacanthus vitellinus
เหลือง-อมสีสม ยาว 1 ซม., ดอกเล็กสเี ขียวออน ผลรูปไข- รยี าว (Roxb.) Y.F. Deng
ยาว 4–5 ซม. สกุ สีดาํ ผวิ มันเงา ชื่อวงศ : ACANTHACEAE
ลักษณะเดน : ไมพุม สงู ถึง 2 ม. ก่งิ เปน ส่ีเหลยี่ ม ตามกิ่งออ นและ
ใบเกลีย้ ง ใบเดยี่ ว เรียงตรงขามต้งั ฉาก รูปร-ี หอกกลบั ยาว 8–21
ซม. จดุ เดนอยทู ่โี คนใบสอบเรียวและบดิ เปนคลืน่ ผิวใบดานบน

255
ดหี มี
ช่ือทองถิน่ : หาํ เมย (อดุ รธานี)
ชอื่ วิทยาศาสตร : Cleidion javanicum Blume
ชือ่ วงศ : EUPHORBIACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมตน สงู ถงึ 30 ม. เปลือกเรียบ กง่ิ ออ นและใบ
เกลยี้ ง ใบเดี่ยว เรียงเวยี น รูปรี-ไขก ลับ ยาว 10–17 ซม. ขอบใบ
หยกั ซ่ฟี น หา ง กานใบยาว 4–8 ซม. ปลายกานบวม ผลรูปรีแนว
ขวาง กวาง 2–2.5 ซม. มีสองพู ปลายผลมีตง่ิ ยาว, ชอบข้ึนตาม
ปาดงดบิ ใกลแหลงน้าํ

มนั เงา มีรอยกดตามแนวเสนแขนงใบ กลบี ดอกรปู แตรสชี มพูอม สรรพคณุ
สม ผลแบบฝกเปนแทงยาว 2.5–4 ซม. มรี อ งตามแนวยาว 4 รอง • ใบและเนอ้ื ไม : แกไ ขต วั รอ น ถอนพษิ ไข แกป วดหัว; ใบออน :
เมือ่ แกจะแตกอา คลายฝก ตอยต่งิ มรี สขม ใชปรงุ อาหาร เชน ออ ม หรอื แกง (NE2)
สรรพคุณ • ใบ เนอ้ื ไม หรอื ราก : แกไ ขตวั รอ น แกไขมาลาเรยี (NE3)
• ยอดออ น : แกดีซา น, ยอดมรี สขมอมหวาน ทานเปนผักสดกับ • ราก : มรี สฝาด ในฟล ิปปน ส ใชรากตมน้ํารบั ประทานเปนยาขับ
ลาบ-กอย (รสชาติคลา ยกบั ตน ดปี ลาก้ัง (Phlogacanthus ประจาํ เดือนและทําใหเ กิดการแทงลูก แกลมอณั ฑพฤกษ ขับลม
pulcherrimus) ซ่งึ เปน ผกั ทน่ี ยิ มกินในบางจงั หวัดของภาค รกั ษาโรคตา บาํ รงุ นํ้าเหลอื ง; เถา : ตม นาํ้ ดื่ม แกปวดเมอ่ื ย ผสม
อีสานและเหนือ) (NE3) กับรากตูมกาขาวเปนยาระบาย ขบั โลหติ บาํ รุงหวั ใจ แกไ ข แก
ซางตาเหลือง (R14)

256

ดูกไก่ย่าน เดือยไก่

ชอ่ื ทองถิน่ : กําลังหนุมาน ตน กน กระดกู บงั ชือ่ ทอ งถิ่น : เดอื ยไก (สระแกว )
(สระแกว), ตองแหง (พัทลุง) ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Benkara fasciculata (Roxb.) Ridsdale
ชื่อวิทยาศาสตร : Hedyotis capitellata Wall. ex G. Don ชือ่ วงศ : RUBIACEAE
var. capitellata ลกั ษณะเดน : ไมพุม สงู 1–3 ม. ตามก่ิง ใบ และผล มีขนสั้นหนา
ชือ่ วงศ : RUBIACEAE แนน มีหนามออกเปน คูต ามกิ่ง ใบเดี่ยว เรียงตรงขาม รปู ร-ี ขอบ
ลกั ษณะเดน : ไมลมลุกรอเลื้อย ยาวถึง 3 ม. ก่งิ มีขนสัน้ -เกล้ียง ขนาน ยาว 3–8 ซม. กลีบเล้ียงและกลีบดอกอยา งละ 5 กลีบ
และเปนส่ีเหลยี่ ม มีหใู บที่ระหวางกานใบคูตรงขาม ปลายหูใบเปน กลีบดอกเปน หลอด ยาว 2–3 ซม. สขี าว-เหลืองออน ผลทรงกลม
เสน แหลม 1 เสน สีมวง ใบเดย่ี ว เรียงตรงขา ม รปู รี-รูปใบหอก กวา ง 7–10 มม.
ยาว 3–9 ซม. กานใบยาวไมเ กนิ 5 มม. สีมว ง ชอ ดอกยาวถึง 10 สรรพคณุ
ซม. ออกทปี่ ลายก่ิง ดอกขนาดเล็กสีขาว-สีครีม ยาว 5–7 มม. • ใบ ราก หรอื ลาํ ตน : รักษาโรคผวิ หนัง รักษาบาดแผล แผล
อักเสบ (E2)

สรรพคณุ แดง
• เถาหรือราก : บํารงุ กาํ ลงั กระตนุ กาํ ลัง (E2) ช่อื ทองถ่ิน : แดง (อดุ รธาน,ี พิษณโุ ลก)
• ราก : แกโ รคธาตพุ กิ าร แกบ ิด แกอ าการมนึ เวยี นศีรษะ; ใบ : ชอื่ วิทยาศาสตร : Xylia xylocarpa (Roxb.) W.
แกไขปา ตําพอกแผลสดลดการอักเสบจากพษิ งูกดั แผลชา้ํ บวม Theob. var. kerrii (Craib & Hutch.) I. C. Nielsen
บวมตามขอและกลามเนอ้ื โรคปวดเอว กระดูกหัก กระดูกแตก; ชอ่ื วงศ : FABACEAE
เครอื : ทบุ แลว คั้นเอาน้ํา ทารกั ษาแผลไฟไหมน า้ํ รอ นลวกแลว ลกั ษณะเดน : ไมตนผลัดใบ สูงถงึ 40 ม. เปลอื กแตกรอ นเปน
พนั ผา ไว (R58) แผนบาง ตามก่ิงออน ใบและฝกมีขนส้ันหนานุม ใบประกอบ
• ตาํ รบั ยาโรคไสเ ลอ่ื น : รกั ษาโรคไสเ ลอื่ นท้งั ชายและหญิง หรือ แบบขนนก มีชอใบยอย 1 คู ใบยอย 3–5 คู เรียงตรงขาม
โรคไขลงฝก (S2-68)

257
โดไ่ ม่รู้ล้ม
ชอ่ื ทองถนิ่ : โดไมร ูลม (สระแกว, อดุ รธาน,ี
พิษณุโลก), โดไมร ูล ม หญาปราบ หญาสาบ ทนดี
(ตรงั )
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร : Elephantopus scaber L. var. scaber
ช่ือวงศ : ASTERACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมล มลุก สงู ถึง 40 ซม. ทกุ สว นมขี นสขี าวสากคาย
ใบเรียงเวียน ออกเปนกระจกุ ชดิ ผิวดนิ รปู หอกกลับ ยาว 10–20
ซม. ขอบใบจักฟนเลอื่ ย โคนใบสอบ ไมมีกานใบ ผิวใบดานบนมี
รอยกดเปนรอ งตามแนวเสนใบ ชอดอกสูงถึง 40 ซม. มใี บประดับ
3 ใบรองชอ ดอกยอยคลายถวย ดอกสมี ว ง

รูปรี-ใบหอก ยาว 7–17 ซม. ชอดอกกระจกุ แนน ทรงกลมสขี าว
ครมี ผลแบบฝกแบนเปลือกแขง็ คลายไม รูปขอบขนาน เบย้ี วและ
โคง เลก็ นอย ยาว 12–20 ซม.
สรรพคุณ
• เปลอื ก : ชว ยสมานแผล เขา ยาแกโ รคลมชัก ลมบา หมู (N1)
• เปลือก : แกไอ (NE3)
• เปลือกและแกน : แกป วดฟน แกนา้ํ ลายเหนียว แกกระหายนา้ํ
ขบั ปสสาวะ แกบ ดิ แกท องรว ง แกไ อ ทาํ ใหชมุ คอ ดับพิษรอน,
ใชภายนอกเปนยาหามเลอื ด แชน้าํ ใชลางบาดแผลเรอ้ื รัง (R9)
• ตํารับยาโรคลมชัก : แกโ รคลมชกั (N1-200)
• ตาํ รบั ยาแกฟกชาํ้ -เคลด็ ขดั ยอก : รักษาอาการฟกช้าํ ช้าํ ใน
เคลด็ ขัดยอก ตกจากท่สี งู รถชน (NE3-013)
• ตํารับยาโรคดีซา น : รักษาโรคดีซาน (NE3-044)

258

สรรพคณุ สรรพคุณ
• ยางจากลาํ ตน หรอื ผล : แกทองเสีย แกบิด ปดธาตุ รกั ษาแผล • ราก : ขับลม แกทองอืดทอ งเฟอ (N1)
นา้ํ กัดเทา สมานบาดแผล ชวยหามเลือด; ทุกสว น : แกท อ งรว ง • ตํารับยาแกปวดเมอ่ื ย : แกปวดเม่อื ย (N1-57)
แกบดิ ลดไข แกไ ขมาลาเรยี สมานแผล แกก ามตายดา น บํารุง ตรชี วา
ความกาํ หนัด บํารุงธาตุ ชูกําลัง แกมุตกติ ระดูขาว เปน ยาอายุ ชอ่ื ทองถ่นิ : อัคคที วาร (อุดรธาน)ี , อคั คีทวาร
วัฒนะ แกอ าเจยี น (R7) อัคคที ะลัก (สระแกว)
• ทัง้ ตน : บาํ รุงรา งกาย บาํ รุงกําลงั แกรอนในกระหายนํา้ บาํ รงุ ช่อื วิทยาศาสตร : Rotheca serrata Steane & Mabb.
หวั ใจ แกกษยั ชวยขบั เหง่ือ แกอ าการออนเพลยี ทําใหอ ยาก ชื่อวงศ : LAMIACEAE
อาหาร บาํ รุงเลอื ดสําหรบั สตรที ปี่ ระจาํ เดือนมาไมปกติ (N1) ลกั ษณะเดน : ไมพ ุม สงู 1–2 ม. กงิ่ ออ นเปน สีเ่ หลี่ยม ก่งิ และชอ
• ทง้ั 5 : บาํ รุงกําลงั ยาอายวุ ัฒนะ (E2) ดอกมขี นสนั้ หนาแนน ใบเดี่ยว เรียงตรงขา มต้ังฉาก รปู ไขก ลับ
• ทัง้ 5 : แกเ หนบ็ ชา บาํ รงุ หัวใจ บาํ รงุ กาํ หนัด (NE3) ยาว 15–25 ซม. ขอบใบจกั ฟนเลอ่ื ยหา ง แผนใบดา นลา งคอ นขาง
• ตํารับยาแกป วดเมอื่ ย-บาํ รงุ กําลงั : แกป วดเม่ือย บาํ รุงกําลงั เกลี้ยง ชอดอกรูปกรวยแหลม ออกทปี่ ลายกง่ิ ตั้งขึ้น ยาว 20–40
(E1-05) ซม. กลีบดอกแยก 5 แฉก แบงเปน 4 กลีบชขี้ ึน้ บน สขี าวอมเขยี ว
• ตํารับยากาํ ลงั ฮอ สะพายควาย : บาํ รงุ กาํ ลัง แกป วดเมอ่ื ยตาม และ 1 กลบี ชล้ี งลาง สมี วง
รางกาย (S1-43)
• ตาํ รบั ยาขับน่ิวในไต-ทางเดนิ ปสสาวะ : ชวยขับน่วิ ในไต และ
ทางเดินปส สาวะ ชวยลา งไต รกั ษาทางเดนิ ปสสาวะอกั เสบ
(S2-14)
• ตาํ รับยาบํารุงรักษามดลูก : ชวยบาํ รุงรกั ษามดลกู บํารงุ สตรี
หลังคลอด มดลูกพิการ (S2-60)
• ตํารบั ยาแกปวดเมอื่ ยกลา มเน้ือ-เสนเอ็น/บาํ รงุ กําลงั : แกปวด
เมอ่ื ยกลา มเน้อื -เสนเอ็น บํารุงกาํ ลงั (S2-61)

ตดหมาต้น
ตดหมาตน (พิษณุโลก)

ช่ือวิทยาศาสตร : Saprosma consimile Kurz
ชื่อวงศ : RUBIACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมพมุ สูง 50–100 ซม. ก่ิงออ นและใบเกล้ยี ง ใบ
เดี่ยว เรียงตรงขา มตั้งฉาก รูปไข- รี ยาว 3–8 ซม. แผนใบดานบน
มันเงา มีเสนกลางใบนูน กา นใบยาวไมเกนิ 3 มม. จดุ เดน ท่เี มื่อ
ขยใ้ี บจะมีกลน่ิ เหม็น, ดอกสขี าว มี 4 กลีบ บานกวาง 8–10 มม.
กา นดอกสนั้ มาก ดอกตูมสีมวง

สรรพคณุ
• ใบ ราก และลาํ ตน : รกั ษาริดสีดวงทวาร (NE3)
• ใบหรอื ราก : รดิ สดี วงทวาร (NE5)
• ตํารบั ยาริดสดี วงทวาร : รักษาริดสดี วงทวาร (E2-220)
• ตํารบั ยาโรคริดสีดวงทวาร : รักษาริดสดี วงทวาร (S2-41)
(S2-42)

259

ตองกาย สรรพคณุ
ชื่อทองถิน่ : พรา วนกคมุ วานสากเหลก็ (ตรงั ), • หัว : แกปวดเมือ่ ย (N1)
หวายกอ วานสากเหล็ก (พิษณโุ ลก) • ตํารับยาแกปวดเม่ือย/ชาตามปลายมือ-เทา : แกปวดเม่ือย
ชือ่ วิทยาศาสตร : Molineria capitulata (Lour.) Herb. ตามรา งกาย แกอ าการชาตามปลายมอื ปลายเทา (S2-36)
ชื่อวงศ : HYPOXIDACEAE • ตํารับยารกั ษามดลกู เคลอ่ื น/บํารงุ โลหติ : รักษามดลกู เคล่อื น
ลกั ษณะเดน : ไมล มลกุ สงู ถึง 1 ม. ลาํ ตนสน้ั อยูชิดผิวดิน ใบ บาํ รงุ โลหติ (S2-45)
เดยี่ ว เรียงเวยี นกระจุกชิดผิวดิน รูปรแี คบ ยาว 40–90 ซม. กา น • ตาํ รบั ยาลางโรคกอ นการรกั ษาโรคระบบเสน เอน็ : ชว ยชาํ ระ
ใบยาว 15–40 ซม. จดุ เดน ทม่ี เี สน แขนงใบเรียงขนานกันตามแนว ลางระบบภายในรางกายกอ นการรกั ษาโรคทีเ่ ก่ียวกบั ระบบเสน
ยาวจาํ นวนมาก และแผนใบพบั จบี ตามแนวเสน แขนงใบ คลายใบ เอ็น อมั พฤกษ อัมพาต (S2-55)
ตนกลา มะพราว ตามกานใบ ชอดอกและผลมีขนยาวปุกปยุ สขี าว • ตํารับยารักษามดลกู พิการ-อักเสบ/ขบั นา้ํ คาวปลา : แกม ดลกู
อมน้าํ ตาล ชอดอกต้ังขึน้ กานชอดอกยาว 10–25 ซม. ดอกยอย พิการ มดลกู อักเสบ ชวยบํารุงรักษามดลูก บํารงุ สตรีหลงั คลอด
ออกเปนกระจุกแนน คอ นขางกลม ดอกสีเหลอื ง ผลรูปไข ยาว ชวยขับน้าํ คาวปลา ขับเลอื ดเสีย (S3-51)
1–1.5 ซม., มีสรรพคณุ ใกลเคียงกบั วานสากเหล็ก (Mol_lat_lat) ตองข้าวต้ม
มกี ารเก็บมาใชทําสมุนไพรแทนกนั ได ช่ือทอ งถนิ่ : เล็ดชา ง (ตรงั )
ชื่อวิทยาศาสตร : Stachyphrynium latifolium
(Blume) K. Schum.
ชอ่ื วงศ : MARANTACEAE
ลักษณะเดน : ไมล มลกุ สงู ถงึ 2 ม. มีเหงา ใตด นิ ใบแตกกระจุก
เปนกอ กา นใบยาว 0.9–1.7 ม. เกลย้ี ง ปลายกา นบวมพอง ใบรูป
ไข ยาว 25–60 ซม. แผนใบดานลา งมีนวลขาว เนื้อใบคลายไป
ตองกลวย ชอ ดอกออกจากเหงา ท่ีโคนกอ รูปทรงเรียวยาว ยาว
10–15 ซม. ใบประดบั ซอ นกนั แนน สีนาํ้ ตาลหรอื เขียวออ น ดอก
สขี าว

260

สรรพคุณ ตองแตก
• ตาํ รับยาบาํ รุงกําลัง : ใชหัว/เหงาเขายา ชวยบาํ รุงกําลงั ชอื่ ทอ งถนิ่ : ตองแตก (พิษณุโลก), ตองแตก ทนดี
(S2-74) (ตรงั )
ตองเตา๊ ชื่อวทิ ยาศาสตร : Baliospermum solanifolium (Burm.)
ช่ือทองถิ่น : ตองเตา (อดุ รธานี) Suresh
ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Mallotus barbatus Müll. Arg. ชอ่ื วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอ่ื วงศ : EUPHORBIACEAE ลักษณะเดน : ไมลมลกุ สงู ถึง 1.2 ม. ก่งิ มีนํา้ ยางใส กง่ิ ออนและ
ลักษณะเดน : ไมพ ุม สงู ถึง 7 ม. ตามก่ิงออ น กา นใบ แผน ใบดา น แผนใบดานลา งมขี นประปราย ใบเดย่ี ว เรียงเวียน รูปไข- ขอบ
ลาง และผลสขี นปกุ ปุยสนี า้ํ ตาลออ น ใบเดยี่ ว เรียงสลับ รปู ไข ขนาน-ไขก วา งแกมหยัก 3 พู ยาว 10–20 ซม. ขอบใบหยกั ซฟ่ี น
กวา ง-แกมกลม บางครั้งปลายใบหยัก 3 พตู ืน้ ๆ ยาว 15–32 ซม. ทป่ี ลายหยกั มีตอ ม ผลทรงกลมและมี 3 พู กวา ง 1.2–1.7 ซม.
กานใบตดิ กับแผน ใบแบบใบบัว (ตดิ แบบกนปด) ชอ ผลหอยลง
ยาวถึง 40 ซม. ผลทรงกลม กวาง 1.5–2 ซม.

สรรพคณุ
• เน้อื ไม : รักษาไตพิการ (NE2)
• ใบ : ตาํ รายาไทยใช ตม นา้ํ ด่ืม รกั ษาโรคเจ็บหนาอก ตมรกั ษา
อาการปวดเมอื่ ยตามบริเวณหนา อก; ราก : แกไข; ใบและลําตน
: มคี ณุ สมบัตเิ ปน ยาระบาย ยาขบั พยาธหิ รือปรสติ ในรา งกาย
ยาแกไ ข แกพิษตานซาง (โรคพยาธิในเดก็ มอี าการซูบซดี
ออ นเพลีย พุงโร (R1)

261

สรรพคณุ ต่อไส้
• รากและใบ : มฤี ทธิ์เปนยาถายไมรายแรงนัก; เมล็ด : เปน ยา ชือ่ ทอ งถ่ิน : กา มปู แชม ช่ืน (สระแกว)
ถา ยอยา งแรง (ไมน ิยมใช), ใชใ บ 2–4 ใบ หรอื ราก 1 หยบิ มือ ช่ือวิทยาศาสตร : Allophylus cobbe (L.) Raeusch.
ยาไทยนิยมใชราก 1 หยบิ มอื ตม กับนาํ้ 1 ถว ยแกว เติมเกลอื ชือ่ วงศ : SAPINDACEAE
เลก็ นอย ดมื่ เปน ยาถา ย ถายลมเปน พิษ ถายพษิ พรรดกึ ถาย ลกั ษณะเดน : ไมพ ุม สูงถึง 2 ม. ตามกิง่ ออน ชอดอก กา นใบ
เสมหะเปน พษิ (R31) และใบมีขนสน้ั -เกือบเกล้ียง ใบเรียงสลบั ใบประกอบมี 3 ใบยอย
• ตาํ รบั ยาถา ย : ยาถาย (N1-129) รูปไข- หอกกลบั ยาว 5–15 ซม. ขอบใบจักฟน เลื่อย-เรยี บ ชอ
• ตาํ รบั ยาถาย : ยาถา ย ยาระบาย แกท อ งผูก แกจกุ เสียดแนน ดอกยาว 5–10 ซม. ตง้ั ข้นึ ดอกยอ ยขนาดเลก็ สีขาว ผลทรงกลม
ทอ ง (S1-20) กวา ง 5–7 มม. สุกสีแดง
• ตาํ รบั ยาแกปวดเม่อื ยเสนเอ็น : แกปวดเม่ือยตามเสนเอน็ เสน สรรพคณุ
เอน็ อกั เสบ บรรเทาอาการอมั พฤกษ-อัมพาต (S2-31) • รากและลําตน : แกผดิ สาํ แดง (E2)
• ตํารับยาไขกําเดาใหญ : แกไขกาํ เดาใหญ (S2-47) • ราก : รากกานเหลอื ง เปลือกกระทุม โคก รากตอไส รากทอง
• ตาํ รับยาลา งโรคกอ นการรักษาโรคระบบเสน เอน็ : ชว ยชําระ แมว รากกะเจียน ตม รวมกนั มสี รรพคณุ บาํ รุงเลอื ด ขับน้าํ
ลางระบบภายในรา งกายกอนการรกั ษาโรคทเ่ี กยี่ วกับระบบเสน คาวปลาหลังคลอด แกปวดเมื่อย (R35)
เอ็น อัมพฤกษ อัมพาต (S2-55)

ตองอาน
ชือ่ ทอ งถิ่น : -
ชอื่ วิทยาศาสตร : Phytocrene bracteata Wall.
ชอ่ื วงศ : ICACINACEAE
ลักษณะเดน : ไมเ ถาเน้อื แข็ง ยาวถงึ 30 ม. มีหัวใตดิน ตน แยก
เพศ ตามกง่ิ ออ น กานใบ ชอดอก และผลมขี นยาวสีนํ้าตาลทอง
หนาแนน เถาออนมหี นามเล็กนอย เถากลม ใบรูปไข- ไขกวาง
ยาว 10–20 ซม. โคนใบเวา มเี สน แขนงใบออกจากโคนใบ 1 คู
ใบของตนอายนุ อ ยมี 3 แฉก ผลยอ ยรูปรยี าว-ไขกลับ ยาว 5–7
ซม. มี 4 พู ตดิ เปน กลมุ อดั กนั แนน มี 60–80 ผลยอย/กลมุ ปลาย
ผลมีตุมแหลม
สรรพคณุ
• หวั ใตด ิน : นํามาตม/ตนุ กบั หมู/ไก กินเปนยาบาํ รงุ กําลัง และ
บํารงุ ผิวพรรณ (R5)

ผลออนตองอาน

262

ตะโกสวน ตะขบ
ชือ่ ทองถ่นิ : ตะโกสวน (พิษณโุ ลก), ตบั เตา ใหญ ชอ่ื ทองถน่ิ : ตะขบปา (สระแกว )
(พษิ ณโุ ลก), มะพลบั (อุดรธานี) ชอื่ วิทยาศาสตร : Flacourtia ramontchi L’Hér.
ชอื่ วิทยาศาสตร : Diospyros malabarica (Desr.) Kostel. ช่อื วงศ : SALICACEAE
ชอื่ วงศ : EBENACEAE ลกั ษณะเดน : ไมตน สูงถงึ 15 ม. เปลือกเรยี บสีน้ําตาลแดง ตน
ลกั ษณะเดน : ไมตน สงู ถึง 20 ม. เปลือกสดี ํา เรียบ-ขรุขระ ตาม อายนุ อยจะพบหนามแทงเดยี่ วและหนามแตกกงิ่ ตามก่ิงออ นและ
กงิ่ ออน ดอกและผลออ นมีขนสัน้ หนาแนน สีน้ําตาล ใบเดี่ยว เรยี ง ชอดอกมขี น-เกอื บเกล้ยี ง ใบรูปร-ี รปู ไข ยาว 6–12 ซม. ขอบใบ
สลับ รปู ขอบขนาน ยาว 15–25 ซม. ปลายใบมน-แหลม แผน ใบ จักฟนเลอ่ื ย-หยกั มน ปลายใบแหลม-เรยี วยาวคลายหาง สวนใหญ
เกลีย้ งมนั เงา เนอ้ื ใบหนา มีตอ มสีเขียวเขมบนแผน ใบ เรียงขนาน ผิวใบเกล้ยี ง-ขนประปราย ผลทรงกลม กวางถงึ 2.5 ซม. จุดเดน ที่
กบั เสน กลางใบ ผลทรงกลม-แกมแบน กวา ง 2.5–3.5 ซม. มีกลีบ ปลายผลมียอดเกสรเพศเมยี ตดิ รวมเปนตง่ิ เดยี ว ไมแ ยกหางเปน
เลย้ี ง 4 กลีบ ติดแนบท่ขี ัว่ ผล หมุ ผลลงมาไมเกนิ 1/3 สว น หลายติง่ ผลสุกสแี ดง, พบในปาดงดบิ แลง ใกลแหลง นํ้า ทั่ว
ประเทศ

สรรพคุณ สรรพคณุ
• เปลอื กและเน้อื ไม : รกั ษาโรคตับ (N1) • แกนหรอื ราก : ยาอายุวฒั นะ แกท อ งรว ง; ผลสกุ : รสหวานอม
• เปลือกและเนือ้ ไม : แกทองเสยี บํารงุ กําหนัด (NE3) ฝาดเปนผลไม (ตอ งคลงึ นวดกอนทานเพ่อื เพมิ่ ความหวาน) (E2)
• เปลือก : ประคบแกชาํ้ ใน แกปวดบวม; แกน : ตาํ รายาไทย ตม • ใบ : บาํ รงุ กาํ ลงั โดยใชใบตะขบหรือตะขบไทย (Flacourtia
นาํ้ ดื่มและอาบแกประดง (อาการโรคผิวหนัง เปนเมด็ ข้นึ คลาย rukam) กบั เปลอื กของพนอง (Shorea hypochra) ตม นาํ้ ด่มื
ผด คนั มาก มกั มีไขร วมดว ย) แกผ ืน่ คนั แดงทว่ั ตวั ปวดแสบรอน (S2)
มีน้าํ เหลอื งไหลซึม ยาพ้ืนบานใชแ กน ผสมกับสมนุ ไพรอ่นื ตมนํ้า
ดื่มแกห ดื (R16)
• ตํารบั ยาโรคตบั : รกั ษาโรคตบั ตบั อักเสบ ตบั แขง็ (N1-136)

263

ตะขบปา่

ชือ่ ทอ งถ่นิ : หมากเก็น หมากเบน็ (อุดรธาน)ี ผลสุกตะขบปา
ชื่อวิทยาศาสตร : Flacourtia indica (Burm. f.) Merr. ตะเข้คุมวงั
ชือ่ วงศ : SALICACEAE ชื่อทองถิ่น : โคคลาน (ฉะเชิงเทรา)
ลักษณะเดน : ไมต น สงู ถงึ 11 ม. เปลือกตน อายุนอ ยจะพบ ชอื่ วทิ ยาศาสตร : Mallotus coudercii (Gagnep.) Airy Shaw
หนามแทง เดีย่ วและหนามแตกกงิ่ ตามกิ่งออ น ชอดอกและใบมี ชื่อวงศ : EUPHORBIACEAE
ขน-เกอื บเกลี้ยง ใบรูปรี-รูปไขกลับ ยาว 3–7 ซม. ผลทรงกลม ลักษณะเดน : ไมพ ุม สูงถึง 80 ซม. ก่ิงออ นและใบมขี น
กวา งถงึ 1.5 ซม. ปลายผลมียอดเกสรเพศเมยี ตดิ อยู 5–7 ต่งิ สุก ประปราย-เกล้ยี ง ใบเดีย่ ว เรียงตรงขา ม รปู ไข- ไขก ลับ ยาว
สแี ดง, คลา ยตะขบไทย (Fla_ruk) จดุ ตางทต่ี ะขบปา มีเปลือกแตก 15–16 ซม. ปลายใบเรยี วแหลม ขอบใบหยักซี่ฟน -เกอื บเรยี บ มี
สะเกด็ บาง ไมเ รียบ ขนาดใบคอ นขางเลก็ กวา ปลายใบเวา ตอ มที่ปลายรอยหยกั โคนใบตดั -เวา มีเสน แขนงใบออกจากโคน
บุม -แหลม และขนาดผลคอ นขา งเล็กกวา, มกั พบตามปา ผลดั ใบ ใบ 1 คู กานใบยาว 2–5.5 ซม. ผลทรงรีมี 3 พู กวา ง 9–12 มม.
อาจพบบา งในปาดงดบิ แลง ทั่วประเทศ ผิวไมมีหนาม แตม ขี นหนาแนน เม่ือแกจะแหง แตก 3 ซีก
สรรพคุณ สรรพคณุ
• ใบ เปลอื ก และเนอ้ื ไม : แกไขต ัวรอน แกไ อ แกท อ งรว ง; ผลสกุ • ตํารบั ยาแกปวดเมอื่ ย/บาํ รงุ รางกาย/อมั พาต : แกปวดเม่อื ย
: รสหวานอมฝาดเปนผลไม (ตอ งคลึงนวดกอ นทานเพือ่ เพิม่ ตามเสน -ขอ -หลัง-เอว อัมพาต บํารุงรา งกาย ชว ยใหเจรญิ
ความหวาน) (NE3) อาหาร (E3-02)
• ตํารบั ยาโรคซาง : แกโ รคซางในเดก็ (NE3-009)

ผลออ นตะขบปา

264
ตะเข็บ
ช่อื ทอ งถ่นิ : คอกว่ิ (ตรงั ), หวายตะมอย (สระแกว )
ชอ่ื วิทยาศาสตร : Pothos scandens L.
ชื่อวงศ : ARACEAE
ลักษณะเดน : ไมลม ลุกทอดคลาน เลือ้ ยเกาะตามตนไม ยาวถึง
15 ม. ก่ิงและใบเกลีย้ ง ใบเดยี่ ว เรียงสลับระนาบเดียว รปู ใบหอก
(แผน ทอ่ี ยูชว งปลาย) ยาว 5–11 ซม. กานใบแผเปนปกออกคลา ย
ใบ ยาว 1/3–1/2 ของความยาวแผน ใบ กวางถงึ 2 ซม. กาบใบ
ยาว 2–5 มม. โอบก่ิง ชอ ดอกอดั แนน ทรงกลม กวา ง 1–1.5 ซม.
สีครีม มีใบประดับสมี วงอมนา้ํ ตาล
สรรพคณุ
• ทง้ั 5 : ยาอายวุ ฒั นะ บาํ รุงกําลงั (E2)
• ตํารับยาโรคเบาหวาน : แกโ รคเบาหวาน (S2-22)

6–17 ซม. ชอดอกสีขาวอมเขยี ว ผลทรงกลม กวา ง 1.5–2 ซม.
เปลอื กแขง็ คอนขางหนา ผลสุกสีเหลือง มกั มีสะเกด็ สนี ้ําตาล เน้อื
ในสีสม รสเปรี้ยว เปนผลไมป า
สรรพคุณ
• เน้ือไม : ชว ยขับน้ําคาวปลาหลังคลอด (N1)
• เปลือก : แกทองรว ง, ผลสุก : เนอ้ื ในสีสมรสเปรยี้ ว ทานชวย
ระบายถายทอ ง (NE3)

ตะคร้อ ตะครอง
ชอื่ ทองถน่ิ : ตะครอ (พษิ ณโุ ลก), หมากครอ ชื่อทอ งถ่นิ : ตะครอง (สระแกว), เล็บเหยย่ี วใหญ
(อุดรธาน)ี หนามครอบชาง (พิษณุโลก)
ช่อื วทิ ยาศาสตร : Schleichera oleosa (Lour.) Merr. ชื่อวิทยาศาสตร : Ziziphus cambodiana Pierre
ชื่อวงศ : SAPINDACEAE ชอื่ วงศ : RHAMNACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมต น ผลัดใบ สงู ถึง 20 ซม. เปลือกแตกเปนสะเก็ด ลกั ษณะเดน : ไมพุมรอเลื้อย สูงถงึ 7 ม. เปลอื กลาํ ตนขรุขระ มี
บาง กิ่งออ นและแผนใบดานลางมขี นสนั้ ใบเรียงเวียน ใบ หนามโคนหนารูปส่เี หล่ยี ม ตามก่ิงมีหนามแหลมคม กิง่ ออนและ
ประกอบแบบขนนก มีใบยอย 2–3 คู เรียงตรงขา ม รปู รี ยาว แผน ใบดา นลา งมขี นส้นั -ประปราย ใบเดีย่ ว เรยี งสลบั รูปรี ยาว
5–9 ซม. มีเสนแขนงใบออกจากโคนใบ 1 คู ขอบใบชวงโคนใบ
เรม่ิ ออกจากโคนเสนแขนงใบคูแรก ดอกขนาดเลก็ สีเขียวอม
เหลอื ง ผลทรงกลม กวาง 1.5–2 ซม. ผิวเกล้ยี ง มี 1 เมล็ด คลาย
เมลด็ พุทรา
สรรพคณุ
• เปลือก : สมานแผลภายในทางเดินอาหาร (N1)
• เนื้อไมหรอื ราก : แกอ ัมพฤกษ (E2)

265
โคนใบ 1-2 คู เนื้อใบหนาอวบนํ้า ใบของตนอายุมากรูปใบหอก
ยาวถงึ 23 ซม. ชอ ดอกและชอผลต้ังขึ้น ยาว 3–7 ซม. ดอกสคี รีม
ผลทรงกลม กวา ง 5–8 มม. สกุ สเี หลอื งอมสม มกี า นผลยาว 5–8 มม.

ตะคา้ นเล็ก บน : ใบของตนอายนุ อ ย, ลา ง : ใบของตนอายมุ ากและผลออ น
ช่ือทองถน่ิ : สะคาน (ช่ือทีน่ ยิ มเรยี กทางสมุนไพร), สรรพคุณ
เถาสะคาน (สระแกว ), สะคา น สะคา นพริก (ตรัง), • เถา : มีรสเผด็ รอน ใชป รับธาตุในรางกาย (E2)
สะคาน สะคา นพษิ (พัทลุง), สะคา นเถา สะคา น (พษิ ณโุ ลก) • เถา : ยาประจําธาตุลม ชว ยบํารุงเลือด ชวยขับลม (N1)
ชื่อวิทยาศาสตร : Piper ribesioides Wall. • ตํารบั ยาเบญจกลู : บาํ รุงธาตุ ปรับสมดุลธาตุ (ดิน น้าํ ลม ไฟ)
ชอ่ื วงศ : PIPERACEAE ชว ยใหเ ลือดไหลเวยี นดี แกท องอืด ชวยขบั ลม (N1-268)
ลกั ษณะเดน : ไมเ ถาเนือ้ คอนขางออน เลอื้ ยเกาะตามตน ไม ยาว • ตํารับยารกั ษากลาก/เกล้ือน/สงั คัง/ตกขาว/สะเกด็ เงนิ :
ถึง 30 ม. เถามีขอปลอ งและมชี อ งอากาศกระจาย กิง่ และใบ รกั ษาโรคผวิ หนังจากเชือ้ รา เชน กลาก เกลอื้ น สงั คงั ตกขาว
เกลย้ี ง ทุกสว นมกี ลน่ิ คลา ยพริกไทย ใบเด่ียว เรยี งสลับซายขวา (สาเหตุจากเช้อื รา) หรือจากเช้ือแบคทีเรยี สะเกด็ เงิน แกคนั
ใบตน อายนุ อ ยรปู หัวใจ (มีขนาดเลก็ และสน้ั กวาใบตนอายมุ าก) ผดผนื่ คัน (S1-16)
โคนใบเวา เสนแขนงใบขา งละ 3–6 เสน มีเสนแขนงใบออกจาก

266

• ตํารบั ยากาํ ลงั ฮอ สะพายควาย : บํารุงกําลัง แกปวดเมอื่ ยตาม • ตาํ รับยาบาํ รงุ โลหติ สตรีโดยตรง/ประจาํ เดือนเปนปกติ :
รา งกาย (S1-43) บาํ รุงโลหิตของสตรีโดยตรง รกั ษาอาการประจําเดือนใหเ ปน
• ตํารับยารักษากระดกู ทบั เสน : รักษาอาการกระดกู ทับเสน ปกติ แกโ ลหติ ระดเู สีย บาํ รงุ ธาตุ (S2-50)
(S2-04) • ตาํ รับยาบํารงุ เลือด/หวั ใจ/รางกาย : บาํ รุงเลอื ด ดมู เี ลือดฝาด
• ตาํ รบั ยาแกก ษัยไตพิการ : แกก ระษยั ไตพิการ บาํ รุงไต, ชวย บาํ รุงหัวใจ บาํ รุงรางกายทง้ั ชาย-หญิง แกอาการซูบผอม
ขับปสสาวะ (S2-09) (S2-51)
• ตาํ รบั ยาโรคไมเกรน/วงิ เวยี นศีรษะ : แกโรคไมเกรน แกว ิง • ตํารับยาซอ มแซม/เสริมสรา งเสน เอน็ พิการ : ชวยซอมแซม
เวียนศีรษะ (S2-21) และเสริมสรา งเสน เอน็ ทพ่ี กิ าร แกอ าการกระษัยเสน ในทอ ง
• ตํารับยาโรคอมั พาตระยะแรก : แกอ าการกง่ึ อัมพาตหรือ (เสน ทอ งแข็ง) (S2-54)
อัมพาตระยะแรก กลามเนือ้ ออนแรง เดนิ ยืนไมปกติ เหนบ็ ชา • ตาํ รับยาไขห วดั ใหญ : แกไ ขห วัดใหญ (S2-57)
(S2-24) • ตํารับยาแกเหน็บชา : แกเ หน็บชา อาการชาตามปลายมอื
• ตาํ รับยาปรบั ธาตุ/ปวดเมอ่ื ย/ปวดขอ-เอน็ : ชว ยปรบั ธาตุ แก ปลายเทา (S2-63)
ปวดเม่ือย ปวดเขา -ขอ -เอน็ แกเ อ็นพกิ าร (S2-26) • ตาํ รบั ยารักษากระดูกทับเสน : รกั ษาอาการกระดกู ทับเสน
(S2-66)
ซาย : ผลออ น-สกุ ของสะคา น, ขวา : เถา, ลาง : เถาแหง • ตาํ รับยารักษาอาการบวมอกั เสบจากพิษบาดแผล/แผล
• ตาํ รับยาโรคประดงเลอื ด : แกป ระดงเลือด เลอื ดขนึ้ มีอาการ อกั เสบ : รกั ษาอาการบวมอกั เสบจากพษิ บาดแผล รกั ษาแผลผุ
คันตามผิวหนงั (S2-27) พอง เปน หนอง (S2-67)
• ตํารับยาละลายลิ่มเลอื ด : ชวยละลายลม่ิ เลอื ด บรรเทาอาการ • ตาํ รับยาเบญจกูล : บาํ รงุ ธาตุ ปรับสมดุลธาตุ (ดิน น้ํา ลม ไฟ)
เสน เลือดตีบ (S2-30) ยาอายวุ ฒั นะ (S2-90)
• ตาํ รบั ยาแกป วดเมื่อยเสนเอ็น : แกป วดเม่อื ยตามเสน เอน็ เสน • ตาํ รบั ยาหอมนวโกฐ : แกคลนื่ เหยี นอาเจียน วงิ เวียน ลมจกุ
เอ็นอักเสบ บรรเทาอาการอมั พฤกษ- อัมพาต (S2-31) แนนในอก แกล มปลายไข แกอาการสะบัดรอนสะบดั หนาว
• ตํารบั ยาโรคอมั พฤกษ-อมั พาต : รักษาอมั พฤกษ-อัมพาต หรอื ครั่นเนื้อครน่ั ตัว รอนวูบวาบเหมอื นจะเปน ไข บาํ รงุ
(S2-32) ประสาท (S3-01)
• ตํารบั ยาไขกาํ เดาใหญ : แกไขกาํ เดาใหญ (S2-47) • ตํารับยาหอมอนิ ทจกั ร : แกคล่ืนเหียนอาเจยี น หนา มดื จะเปน
ลม ลมจุกเสียดแนน หนาอก แนนทอง ทอ งอดื อาหารไมย อ ย
ปรับระบบการหมุนเวียนเลอื ดใหดี ชวยบาํ รงุ หัวใจ (S3-04)
• ตาํ รับยาธาตบุ รรจบ : แกท องเดิน ทองเสยี ที่ไมม สี าเหตุจาก
การตดิ เชอื้ ไมมีไขแ ทรก, แกท อ งอดื ทองเฟอ แกธ าตุไมป กติ
หรือพิการ (S3-15)
• ตาํ รบั ยาแกทอ งอืด-ทอ งเฟอ : แกทองอดื ทองเฟอ ชวยขบั ลม
ทาํ ใหผ ายลม (S3-25)
• ตาํ รับยาแกท อ งอืด-ทองเฟอ : แกทองอดื ทองเฟอ ชวยขบั ลม
ในลาํ ไส (S3-39)
• ตาํ รบั ยารกั ษามดลูกพิการ-อักเสบ/ขับนา้ํ คาวปลา : แกม ดลกู
พิการ มดลกู อักเสบ ชว ยบาํ รุงรกั ษามดลกู บํารงุ สตรีหลงั คลอด
ชวยขบั นํา้ คาวปลา ขบั เลือดเสีย (S3-51)
• ตาํ รบั ยาโรคมะเร็งตบั /ฝใ นตบั /ตับอกั เสบ : รักษาโรคมะเร็ง
ตบั (ระยะท่ี 1–3), โรคฝใ นตับ, โรคตบั อกั เสบ, โรคกาฬลงตับ
(มีอาการเพอคลุมคล่งั และนยั นตาเปนสแี ดงรวมดวย) (S3-74)

267

ตะเคยี นเฒ่า ตะเคียนทอง
ชอ่ื ทองถิน่ : พะวานํ้า (ตรัง) ช่อื ทอ งถน่ิ : ตะเคยี น ตะเคียนทอง (พัทลุง, ตรงั ,
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร : Fagraea racemosa Jack ฉะเชิงเทรา)
ช่อื วงศ : GENTIANACEAE ช่อื วิทยาศาสตร : Hopea odorata Roxb.
ลกั ษณะเดน : ไมพุม สูงถงึ 6 ม. กง่ิ ออ นและใบเกล้ียง ใบเดี่ยว ชือ่ วงศ : DIPTEROCARPACEAE
เรยี งตรงขา ม รปู ไข- รี ยาว 10–25 ซม. เน้อื ใบคอ นขางหนา โคน ลักษณะเดน : ไมต น สูงถึง 40 ม. ตามกิง่ ออ น ชอดอก และผลมี
กา นใบโอบก่ิงเลก็ นอ ย ชอดอกออกที่ปลายกิง่ หอ ยลงยาว ขนสัน้ นุม เปลอื กแตกสะเก็ดตามแนวยาว-รองตามแนวยาว มชี นั
11–17 ซม. ดอกยอยเรียงดูคลายกระจกุ รอบขอ กลบี ดอกรปู แตร สขี าวใสออกมาตามรอยแผล ใบเด่ียว เรียงสลับ รูปไข-ใบหอก
ปากกวาง ยาว 2–3 ซม. สีสมอมขาว ปลายแยก 5 แฉก มกี ล่ิน ยาว 8–15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ผวิ เกลย้ี ง มกั พบตอ มทซ่ี อก
หอม ระหวางเสนแขนงใบและเสน กลางใบ ดอกขนาดเล็กสีครมี มกี ล่ิน
สรรพคุณ หอม ผลมปี ก 2 ปก รปู ขอบขนานแกมหอกกลับ ยาว 4–6 ซม.
• ใบสด : ตาํ แลวผสมนํา้ เลก็ นอย ค้ันกรองนา้ํ ด่ืม แกบวม แก ผลรปู หยดนาํ้ กวา ง 5–7 มม.
อกั เสบ แกป วดขอ แกไ ข (S2)

สรรพคุณ
• ตาํ รบั ยาน้ํามันชันตะเคยี น : รกั ษาบาดแผลอกั เสบเรอ้ื รงั แผล
หนองพุพอง แผลเบาหวาน/กดทบั แผลไฟไหม/น้ํารอนลวก
(E1-02)
• ตาํ รับยาไขหวดั ใหญ : แกไขหวดั ใหญ (S2-57)
• ตาํ รบั ยาเหลอื งปดสมุทร : รกั ษาอาการทองเสีย ทไ่ี มมีสาเหตุ
จากการติดเช้ือ ไมม ีไขแ ทรก อุจจาระไมเปนมูกหรือมีเลอื ดปน
(S3-14)

268
ตะแบกแดง
ชอ่ื ทอ งถิ่น : ตะแบก เปอย (พษิ ณุโลก),
ตะแบกแดง (สระแกว )
ชือ่ วิทยาศาสตร : Lagerstroemia calyculata Kurz
ชือ่ วงศ : LYTHRACEAE
ลักษณะเดน : ไมต นผลดั ใบ สงู ถงึ 40 ม. เปลอื กหลุดลอนเปน
ดวงและหลุมตืน้ ถากเปลอื กในสขี าวอมชมพู เห็นช้ันแคมเบียมสี
มว ง ก่งิ ออนเปนสี่เหลี่ยม ใบเด่ียว เรียงตรงขาม รูปรีแคบ-ใบหอก
ยาว 12–18 ซม. แผนใบดานลา งมขี นส้ัน กลบี ดอกสีขาว ดอก
บาน กวา ง 1–1.5 ซม. กลบี เล้ียง 5–7 กลีบ โคนกลบี เลี้ยงคลาย
ถวย ผวิ ดา นนอกเรียบ ผลรูปไข ยาว 1 ซม. เมือ่ แกแหงแตกอา 5
ซกี
สรรพคณุ
• เปลือกและแกน : บํารงุ กาํ ลงั แกบิด แกถายเปนมกู เลือด (E2)
• เปลอื ก : รสฝาด ชวยแกทอ งเสยี (N1)

ผลตะแบกแดง
ตะแบกนา
ช่อื ทอ งถ่นิ : เปอย (อุดรธาน)ี
ชอื่ วทิ ยาศาสตร : Lagerstroemia floribunda
Jack var. floribunda
ชื่อวงศ : LYTHRACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมต นผลดั ใบ สูงถงึ 20 ม. เปลือกหลดุ ลอ นเปน
ดวงและหลมุ ตืน้ ถากเปลือกในสขี าวอมชมพู เหน็ ชนั้ แคมเบียมสี
มวง ก่ิงออ นเปนสเี่ หลย่ี ม คลายกับตะแบกแดง (Lar_cal) มจี ดุ
ตางท่ตี ะแบกนามีแผน ใบดานลางเกลยี้ ง กลีบดอกสีชมพ-ู ขาว
ดอกบาน กวา ง 3–4 ซม. ผวิ ดานนอกถวยกลบี เลีย้ งมีจีบ 12 จบี
ตามแนวตงั้ ผลรูปไขก วาง ยาว 1.5-2 ซม.
สรรพคุณ
• เปลอื ก : ชวยขับระดู แกโลหติ จาง ยาอายวุ ฒั นะ (NE3)
• ราก : ตมนา้ํ ด่มื แกอ าการปวดทอ งและปวดประจาํ เดอื น (R18)

269
ตะไหล
ช่อื ทอ งถน่ิ : เขม็ ปา (พษิ ณุโลก)
ช่อื วิทยาศาสตร : Prismatomeris tetrandra
(Roxb.) K. Schum. subsp. tetrandra
ชื่อวงศ : RUBIACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมพ ุม สูงถึง 3 ม. กง่ิ ออ นและใบเกลย้ี ง กิง่ สีขาวมี
รองเล็กนอ ย ใบเดี่ยว เรียงตรงขาม รูปรี-ใบหอก ยาว 6–13 ซม.
แผนใบเรยี บ เสน แขนงใบและเสน กลางใบที่ผิวใบดานบนนูน
กลีบดอกสีขาว เปน หลอด (คลา ยดอกเขม็ ) ยาว 2.5–3 ซม.
ปลายแยก 5 แฉก กานดอกยอย ยาว 2–3 ซม.
สรรพคุณ
• ตนและใบ : แกไ ข แกโรคเบาหวาน แกโ รคความดัน (N1)

ผลแกต ะแบกนา ตังตาบอด
ตะลุมพุ ก ชือ่ ทองถิน่ : ไฟเดือนหา (พทั ลงุ , ตรัง)
ช่อื ทอ งถ่นิ : หัวเอ่ยี น (อุดรธานี) ชื่อวิทยาศาสตร : Excoecaria oppositifolia Griff.
ชอื่ วทิ ยาศาสตร : Tamilnadia uliginosa ชื่อวงศ : EUPHORBIACEAE
(Retz.) Tirveng. & Sastre ลักษณะเดน : ไมพมุ สูงถงึ 8 ม. ทุกสวนท่มี ชี วี ติ มนี ้ํายางสีขาวขนุ
ชอ่ื วงศ : RUBIACEAE ตามก่งิ ออ น กานใบ ใบ และผลเกลยี้ ง ใบเดย่ี ว เรียงตรงขาม รูป
ลักษณะเดน : ไมพ มุ สงู ถงึ 5 ม. เปลือกเรยี บสีน้ําตาลแดง มี ขอบขนาน ยาว 17-35 ซม. ขอบใบจกั ฟน เลอื่ ย เนือ้ ใบคอนขา ง
หนามตามลาํ ตน และก่ิง กงิ่ และเนอ้ื ไมม คี วามยดื หยนุ สูง ใบเด่ยี ว หนา กานใบยาว 2-4 ม. ผลทรงกลม กวา ง 3-5 ม. แปนเลก็ นอ ย
เรียงเปนกระจกุ ทปี่ ลายกิ่ง รปู ไขก ลบั ยาว 8-20 ซม. ผิวใบเกล้ยี ง มเี สน แนวแบง 3 พู
และมันเงา ดอกเดยี่ ว มกี ลีบดอก 5-6 กลีบ สขี าว ดอกบานแผ สรรพคุณ
กวาง 4-7 ซม. ผลทรงรกี วา ง ยาว 5-10 ซม. ผิวเกลย้ี ง • ตาํ รับยาแกล มกองหยาบ/วงิ เวยี น-ใจสั่น : แกว ิงเวียนศีรษะ
สรรพคณุ ใจส่ัน อาการบา นหมนุ หนา มดื ตาลาย ลมขึ้นแนนหนา อก
• ราก : แกบดิ , แกน : แกน ตะลุมพกุ ผสมกับแกน มะคงั แดง (ประเภทลมกองหยาบ) (S1-38)
(Dio_ery) ตมน้ําด่ืมบาํ รงุ กําลัง (NE3) • ตํารับยาโรคภมู แิ พ : แกโ รคภมู ิแพ (S2-18)
• ตาํ รบั ยาโรคภมู ิแพ : แกภมู แิ พ (S2-49)

270

• ตํารบั ยาบาํ รงุ น้ํานม : บํารงุ นํ้านม ขับนํ้านม (N1-155)
• ตาํ รับยาบํารงุ สตรหี ลังคลอด : บาํ รงุ สตรหี ลังคลอด ขับนํา้
คาวปลา บาํ รุงนา้ํ นม (N1-80)
• ตํารบั ยาบํารงุ น้ํานม : บํารุงน้าํ นม (NE3-008)

บน : ผลออ นตังตาบอด, ลาง : นาํ้ ยาง ตาไก่ใบกวา้ ง
ตับเตา่ ต้น ชื่อทองถน่ิ : ตาเปดตาไก (ตรงั ), พิลังกาสา
ช่อื ทองถิน่ : แหนกวาง แฮดกวาง (พิษณโุ ลก), (พิษณโุ ลก), พลิ งั กาสาปา ฝาละมี (สระแกว)
เฮือนกวาง (อดุ รธาน)ี ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Ardisia crenata Sims var. crenata
ช่อื วิทยาศาสตร : Diospyros ehretioides Wall. ex G. Don ช่อื วงศ : PRIMULACEAE
ชอ่ื วงศ : EBENACEAE ลักษณะเดน : ไมพมุ สูงถงึ 2 ม. ตามก่ิงออ น ชอ ดอกและใบ
ลักษณะเดน : ไมตน สูงถงึ 20 ม. เปลอื กขรขุ ระ-สะเก็ดสเี ทา เกลย้ี ง โคนก่งิ ท่ีตอกับลําตนบวม ใบเดี่ยว เรียงเวยี น รูปรี-ใบหอก
ตามสว นออ น ๆ มีขนสน้ั นมุ ใบเด่ียว เรยี งสลับ รปู รี-รีกวา ง ยาว ยาว 5–11 ซม. ขอบใบหยักมน รอ งหยกั มีตอ ม ดอกสขี าว-ชมพู
13-25 ซม. ปลายใบแหลม-กลม แผน ใบเกล้ยี ง มีรอยกดเลก็ นอ ย กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกยอ ยควํา่ หนา ลง ผลทรงกลม กวาง 7–10
ตามแนวเสนใบทีผ่ ิวใบดานบน และมีตอมสีเหลอื งเรยี งขนานไป มม. สกุ สแี ดง-สดี ํา
ตามแนวเสนกลางใบ ผลทรงกลม กวาง 1-2 ซม. ผลสุกเกล้ียง สรรพคุณ
สีเหลือง-แดง ขัว่ ผลมกี ลีบเลย้ี ง 4-5 กลีบตดิ คา ง รปู ไข ยาว • ใบแกแ ละราก : เปนยาเย็น ชว ยลดไขตัวรอน ชวยฆาเชอ้ื ไวรัส
1/3-1/2 ของความยาวผล (E2)
สรรพคุณ • ใบ : รกั ษาโรคตับ (N1)
• ผลดิบ : ใชเ บ่ือปลา (NE3) • ใบและยอดออ น : บาํ รุงกาํ ลงั (S2)
• ราก : ตมนํ้าดม่ื ดบั พษิ รอน แกร อนใน กระหายนาํ้ ถอนพิษไข • ตํารบั ยาโรคตับ : รักษาโรคตบั ตบั อักเสบ ตบั แขง็ (N1-136)
พิษของแสลง พิษผดิ สําแดง และพษิ ตานซาง (R18)

271

แกทองรว ง แกตาเจบ็ สาํ หรับปศสุ ตั ว; ใบ : แกปวด เผาใหเปน ขี้
เถา ๆ ทไี่ ดผสมกับนา้ํ มัน หรอื ใบสดนํามาขยี้ ทาบรรเทาอาการ
คัน (R6)
• ตํารับยาโรคเกาท : รกั ษาโรคเกาท แกป วดขอ ปวดเขา แกพ ิษ
ในกระดูก บาํ รงุ กระดูก (S2-03)

ตาไกใ บกวาง/ตาเปด ตาไก ตาตมุ่ บก
ตา้ งหลวง ชอื่ ทองถนิ่ : ตาตุมบก (พิษณโุ ลก), ยางตาแตก
ชือ่ ทอ งถนิ่ : คานหามเสอื (ตรัง), ตา ง ตางหลวง (อุดรธานี)
(อดุ รธานี) ช่อื วิทยาศาสตร : Falconeria insignis Royle
ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Trevesia palmata (Roxb. ex Lindl.) Vis. ชอ่ื วงศ : EUPHORBIACEAE
ชื่อวงศ : ARALIACEAE ลักษณะเดน : ไมต น ผลดั ใบ สูงถึง 40 ม. ทกุ สว นที่มชี ีวติ มนี ้าํ ยาง
ลักษณะเดน : ไมพมุ สูงถงึ 4 ม. ยอดและชอ ดอกมีขนสีน้าํ ตาล สีขาวขนุ เปลอื กแตกเปน รองตนื้ -ลึกตามแนวยาว ยอดและใบ
แดง ก่งิ มีหนาม ใบเดี่ยว เรยี งเวยี น รปู ฝา มอื หยักเปนแฉกลึกถึง เกลี้ยง ใบเดี่ยว รูปรี-หอกกลับ ยาว 15–30 ซม. ขอบใบจักฟน
2/3 สว นของแผนใบ มี 6–10 แฉก แตล ะแฉกมีขอบใบจกั ฟน เล่ือย โคนใบมตี อ มนนู 1 คู ชอ ผลออกตามปลายก่งิ ตง้ั ขน้ึ ผล
เล่ือย บางคร้งั จักลึกแบบขนนก ปลายใบแหลม โคนแตละแฉก ทรงกลม กวา ง 1 ซม. ไมม กี านผล
หยักคอดถงึ เสน กลางใบ ผวิ ใบเกล้ยี ง เสนใบนนู ชัดเจนทผ่ี ิวใบ สรรพคณุ
ดา นบนแผน ใบ • เปลอื ก : รักษาไขฝ ด าด แตต อ งยางกับไฟฆา พิษจากยางออก
กอนนําไปใช (N1)
• น้าํ ยางสด : มพี ิษกัดผวิ หนังทําใหผิวหนงั อกั เสบ โดยเฉพาะ
ผวิ หนงั ท่ีบางและออน หากถูกตาจะอักเสบ หรือบอดได (NE3)

สรรพคณุ
• ดอก ผลออน หรือราก : บาํ รุงกําลัง (NE2)
• เปลอื ก ราก และเน้ือไม : แกไ ข กระทงุ พิษไข พิษไขกาฬ ไขห ัว
ทุกชนดิ แกร อ นในกระหายนํา้ ฟอกโลหิต รกั ษาลาํ ไส แกบ ดิ

272

เปลอื กตนตาตมุ บก และน้ํายางสีขาวขนุ เปลอื กของตนตานนมที่มอี ายมุ ากจะสลดั หนามทิ้งและแตก
สะเก็ดสเี่ หลยี่ มหนา
สรรพคุณ
• เปลือก : บาํ รุงนา้ํ นม; แกนและราก : แกไ ข แกร อ นใน รกั ษา
ตานขโมย; ผลสกุ : รสหวานทานเปน ผลไม (E2)

ตานนม ตานเสยี้ น
ชื่อทอ งถ่นิ : ตานเส้ยี น (สระแกว) ชอ่ื ทอ งถนิ่ : นมสาว (พิษณโุ ลก, อุดรธานี)
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร : Xantolis cambodiana ช่อื วิทยาศาสตร : Xantolis burmanica
(Pierre ex Dubard) P. Royen (Collett & Hemsl.) P. Royen
ชอ่ื วงศ: SAPOTACEAE ชื่อวงศ : SAPOTACEAE
ลักษณะเดน : ไมตน ผลดั ใบ สงู ถึง 10 ม. เปลือกแตกเปน สะเก็ด ลักษณะเดน : ไมต น ผลดั ใบ สูงถึง 8 ม. เปลอื กแตกเปน สะเก็ด
ส่เี หลี่ยมหนา ทกุ สวนท่มี ีชีวิตมีน้ํายางสขี าวขุน กงิ่ และตนออ นมี หนา ทุกสว นทม่ี ชี วี ิตมีนาํ้ ยางสีขาวขนุ กิ่งและตนออนมีหนามยาว
หนามยาวถงึ 3 ซม. มีขนนุม หนาแนนตามกง่ิ ชอ ดอก และผล ถึง 3 ซม. มขี นนุมตามกงิ่ ออ น และผลออน มลี ักษณะคลา ยตาน
ออ น ใบเดี่ยว เรยี งเวียน รปู ไขก ลบั ยาว 5–11 ซม. ปลายใบ นม (Xan_cam) จดุ แตกตางที่ ตานเสีย้ นมีใบรูปร-ี รีแคบ-หอก
มน-เรียวแหลม โคนใบสอบ เสนแขนงใบตรง เรียงขนานกันเปน กลับ ยาว 7–16 ซม. (ใบคอ นขางยาวกวา ) ปลายใบแหลม-เรยี ว
ระเบยี บ ปลายเสน โคงจรดกัน แผน ใบดานลางมขี นสน้ั ดอกสขี าว แหลม ผวิ ใบเกลีย้ ง
ผลคอ นขางกลม-รี ยาว 1.5–2 ซม., ตานนม (Xan_cam) ตาน สรรพคุณ
เสยี้ น (Xan_bur) และตานเส้ียนเล็ก (Xan_sia) มลี กั ษณะคลา ย • เน้อื ไม : บาํ รุงนํ้านมสตรหี ลังคลอดบตุ ร (NE2)
กันและมสี รรพคณุ ทางยาคลายกนั ดวยสามารถใชแ ทนกนั ได • ตํารับยาบาํ รุงนํา้ นม : บาํ รุงน้าํ นม ชว ยขบั น้ํานม (N1-255)

273
ตานเสยี้ นเลก็
ชอ่ื ทอ งถน่ิ : ตานเสีย้ น (พิษณุโลก)
ชื่อวทิ ยาศาสตร : Xantolis siamensis (H. R.
Fletcher) P. Royen
ช่ือวงศ : SAPOTACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมตน ผลัดใบ สงู ถึง 8 ม. เปลือกแตกเปน สะเก็ด
แกมรอ งลกึ ตามยาว ทกุ สวนทม่ี ชี ีวิตมนี ้าํ ยางสขี าวขุน กิง่ และตน
ออ นมีหนามยาวถงึ 3 ซม. มขี นนุมหนาแนน ตามก่ิง ชอ ดอก แผน
ใบ และผลออน มีลกั ษณะคลา ยตานนม (Xan_cam) จดุ แตกตา ง
ทีต่ านเสีย้ นเล็กมีผิวใบเกลี้ยง รปู ไขกลับ ยาว 3–8 ซม. (ใบสน้ั
และเลก็ กวา ) ปลายใบมน-กลม เสน แขนงใบคอ นขา งคด เรยี งไม
ขนานกันนักเหมือนของตานนม (Xan_cam) ผวิ ใบเกล้ยี ง
สรรพคุณ
• เนอื้ ไม : บาํ รุงรา งกาย บํารงุ น้ํานม (N1)

เปลอื กของตน ตานเส้ยี นอายนุ อยจะมีหนามจาํ นวนมาก เปลอื กของตน ตานเส้ียนเลก็ ทม่ี ีอายมุ ากจะสลัดหนามท้ิงและแตก
สะเก็ดแกมรอ งลกึ ตามยาว

274

ตานหก ตานหม่อน
ช่อื ทอ งถน่ิ : ตานหก (สระแกว) ชอ่ื ทองถนิ่ : ตานหมอน (พัทลงุ )
ช่ือวิทยาศาสตร : Litsea pierrei Lecomte ช่อื วิทยาศาสตร : Tarlmounia elliptica (DC.)
ชื่อวงศ : LAURACEAE H. Rob., S. C. Keeley, Skvarla & R. Chan
ลักษณะเดน : ไมต น สูงถึง 30 ม. เปลอื กเรยี บ-เปน หลมุ ต้นื ๆ ชือ่ วงศ : ASTERACEAE
ตามกิ่งออ น กา นใบ และใบเกล้ยี ง ใบเด่ียว เรียงเวียน รปู รี-ขอบ ลกั ษณะเดน : ไมเถาเนอ้ื คอนขา งแข็ง ยาวถึง 10 ม. ตามกงิ่ กาน
ขนาน-หอกกลับ ยาว 5–15 ซม. จดุ เดนท่ีมขี อบใบงุม ลง แผนใบ ใบ แผนใบดา นลา ง และชอ ดอกมขี นหยิกงอสขี าวหนาแนน แนบ
ดา นลา งมีนวล เน้อื ใบหนาเห็นเสน ใบยอ ยไมช ัด กานใบยาว 2–3 ตดิ กบั ผิว ใบเด่ียว เรยี งเวยี น รูปใบหอก-ขอบขนาน ยาวถงึ 12
ซม. ผลรูปไขก ลับ ยาว 1 ซม. ไมมีกานผล ซม. ขอบใบเรียบ-จกั ฟนเล่อื ย ชอดอกสีมวงอมชมพู ออกตาม
สรรพคณุ ปลายกิง่ และซอกใบใกลปลายกิ่ง ผลออกเปน กระจกุ แนน เมลด็
• ท้ัง 5 : ตําแลวแชหรอื ตมกบั นํา้ สะอาด หรอื ฝนทา รักษาโรค แกมีพขู นแตกฟสู ีขาว
ผวิ หนงั จากเชื้อรา รักษาแผลอกั เสบ (E2) สรรพคุณ
• ตาํ รบั ยาประสะมะแวง : แกไอ ขบั เสมหะ ทาํ ใหชุมคอ (S3-08)
• ตํารับยาไขรอนในกระหายนํ้า/ทองเสียแบบมไี ข : แกไ ขร อ น
ในกระหายน้ํา แกท อ งเสียแบบมีไข แกไ ขอ าเจยี น แกไขนอนไม
หลบั (S3-47)

บน : ดอกตานหมอ น, ลาง : เมลด็ แหงติดเปน กลุม

275

ตาลเหลือง ตงิ่ ตงั่
ชือ่ ทอ งถ่ิน : ชางนา ว (อุดรธานี, พษิ ณโุ ลก) ชือ่ ทอ งถ่ิน : ต่ิงต่ังตัวแม (อุดรธานี), ตีนตั่ง
ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Ochna integerrima (Lour.) Merr. เถาตีนต่ัง (พิษณุโลก)
ชือ่ วงศ : OCHNACEAE ชือ่ วิทยาศาสตร : Getonia floribunda Roxb.
ลกั ษณะเดน : ไมพุม สูงถึง 5 ม. เปลือกแตกเปนสะเก็ดหนา ช่ือวงศ : COMBRETACEAE
ใบเด่ียว เรียงสลับ รปู ไขก ลับ-รี ยาว 7-15 ซม. ขอบใบจักฟน ลกั ษณะเดน : ไมเ ถาเน้อื แข็ง ยาวถึง 30 ม. เถากลม ตามกิ่งออน
เลื่อย ปลายเสนแขนงใบโคงเรียวเกือบจะขนานกับขอบใบ แผน ใบ และชอดอกมีขนสน้ั นมุ สนี ํ้าตาลหนาแนน ใบเดี่ยว เรียง
ชอดอกออกกระจกุ กลีบดอกสเี หลอื ง มี 5 กลบี ดอกบานกวาง ตรงขา ม รูปไข- รี ยาว 8–17 ซม. ชอดอกออกตามซอกใบและ
4-5 ซม. ผลทรงกลมรี ยาว 1-1.3 ซม. สุกสีดํา ติดเปนกลุม 1-9 ปลายก่ิง สีขาวอมเขียว เมื่อติดผลกลบี เลี้ยงท้ัง 5 จะขยายขนาด
ผล/กลุม มีกลบี เลยี้ งและกานเกสรเพศผูสแี ดงตดิ ทน เปนปก 5 ปก คลา ยดอก บานกวา ง 2–3 ซม. แลวตดิ เปน ชอ ผล
สรรพคุณ แหง สีนาํ้ ตาลออ น เมล็ดรูปขอบขนานติดอยทู ี่โคนปก
• เปลอื ก : ใชรักษาโรคผวิ หนงั และตาอักเสบ; ใบ : แกก ลาก สรรพคณุ
เกลอื้ น ขบั พยาธ;ิ ผลและราก : ชาวอาขา ตม น้ําดมื่ บํารุง • ราก : แกปวดฟน (NE3)
รา งกาย แกไข แกไ อ แกปวดทอ ง โรคกระเพาะอาหาร อาหาร • ตาํ รับยาโรคเกา ท : รักษาโรคเกา ท ลดกรดยรู กิ ชว ยการขบั
ไมยอ ย อาหารเปน พิษ ทองเสยี บิด; ดอกและผล : ชว ยถอนพษิ ถาย (N1-50)
ไข และขับระดู (R15, R26)
• เนื้อไม : บาํ รุงกาํ ลัง (N1)
• ราก : ขับพยาธิ (NE3)
• ตํารบั ยารกั ษาโรคตบั โต/โรคตับอกั เสบ : รกั ษาตับโต/ตับ
อกั เสบ (NE2-020)
• ตํารับยาบาํ รุงรา งกาย : บํารุงรางกาย (NE3-011)
• ตาํ รบั ยาไขม าลาเรีย : แกไขม าลาเรีย ไขจ บั สัน่ หรือไขปา
(NE3-012)

บน : ชอ ดอกต่ิงต่ัง

276

ติว้ เกลยี้ ง สรรพคณุ
ช่อื ทอ งถ่นิ : ติว้ (พษิ ณโุ ลก), ตว้ิ ต้วิ เกลีย้ ง • เปลือก : สมานแผลภายใน หรือแผลภายนอก (N1)
(อดุ รธานี) • น้าํ ยาง : รกั ษาโรคหิด รกั ษาแผลสนเทา แตก (NE3)
ชื่อวทิ ยาศาสตร : Cratoxylum cochinchinense (Lour.) • ตน และราก : ตมผสมกับกําแพงเจด็ ช้ัน แกกระษยั เสน และเปน
Blume ยาระบาย; ใบออนและยอด : รับประทาน มฤี ทธ์ิเปนยาระบาย
ชื่อวงศ : HYPERICACEAE ออ น ๆ ; นํ้ายางจากเปลือก : ใชทารกั ษาโรคหิด และน้ํากดั เทา
ลกั ษณะเดน : ไมพ ุม-ไมตน ผลัดใบ สงู ถงึ 15 ม. เปลือกแตกลอน (R61)
เปน แผน บางและเปนหลมุ ต้ืน สีนํ้าตาลแดง ตนอายนุ อยเปลอื กมี • ใบ เปลือก และนํ้ายาง : รักษาโรคผวิ หนงั แผลสด แกฝ า เทา
หนาม เปลือกในมนี า้ํ ยางเหนยี วสีแดงคล้ํา ยอดรสฝาดไมเ ปรย้ี ว แตก (S2)
นัก ไมมขี น ใบเดีย่ ว เรยี งตรงขา ม รูปรี ยาว 5–10 ซม. ผวิ ใบ ตวิ้ ขาว
เกลี้ยง แผน ใบดา นลางคอ นขางเรียบสีเขยี วนวล กลีบดอกสแี ดง ชือ่ ทองถ่นิ : ตวิ้ สม ตว้ิ แดง ผกั ต้วิ (อุดรธานี), แตว
มี 5 กลีบ ผลรูปไขป ลายแหลม ยาว 1.5-2 ซม. เม่ือแหง จะแตก 3 (พทั ลงุ , ตรงั )
ซีก มกี ลบี เลี้ยงหุมโคนผล ช่ือวทิ ยาศาสตร : Cratoxylum formosum (Jacq.) Benth. &
Hook. f. ex Dyer subsp. formosum
ช่อื วงศ : HYPERICACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมตนผลดั ใบ สูงถงึ 30 ม. เปลือกแตกสะเกด็ ตาม
แนวยาว สนี าํ้ ตาล ตน อายนุ อ ยตามลาํ ตนมหี นาม เปลือกในมนี าํ้
ยางเหนยี วสแี ดงคล้าํ ยอดสรี สเปรีย้ ว ไมม ขี น ใบเดี่ยว เรียงตรง
ขาม รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 8–17 ซม. ผิวใบเกลี้ยงมันเงา
แผนใบดา นลางไมเปนสเี ขยี วนวล ผวิ ใบดานบนมรี อยกดตามแนว
เสนแขนงใบ กลีบดอกสขี าว-ชมพู มี 5 กลีบ ปลายกลีบดอกจกั
เปน ฝอย ผลรปู ไขแกมรี ยาว 2 ซม. เมอ่ื แหงจะแตก 3 ซกี มีกลีบ
เลย้ี งหุม โคนผล

277

เปลอื กตนต้ิวขาวแตกเปนสะเกด็ ตามแนวยาวและจะพบหนาม
ตอนตนอายนุ อ ย
สรรพคุณ
• ยอดออน : รสเปรยี้ วอมฝาด ทานเปน ผกั กับลาบ-กอย หรอื
ปรงุ อาหาร ชว ยระบายทอ ง; รากและใบ : ตมนาํ้ ดื่มแกปวด
ทอ ง; ยางสด : ทารักษาแผลสนเทา แตก (NE3)
ตีนตงั่ เตีย้
ชื่อทอ งถ่นิ : เปาะแปะ (อุดรธาน)ี
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร : Strobilanthes quadrifaria
(Wall. ex Nees) Y. F. Deng
ช่ือวงศ : ACANTHACEAE
ลักษณะเดน : ไมลมลกุ สงู ถึง 1 ม. ตามกิง่ และใบมขี นสัน้ สาก
คาย ใบเดี่ยว เรียงตรงขามตั้งฉาก รูปไข-รี ยาว 10–20 ซม.
ชอดอกออกทปี่ ลายกิ่ง มีใบประดับสเี ขยี วออ นเรียงซอ นกันหนา
แนน 4 มุม รูปไข-ใบหอก และมีขนยาวแข็งจํานวนมาก ดอกเปน
หลอดสมี วงอมชมพู ยาว 2.5–3 ซม. ผลเปนฝกคลา ยฝก ตอ ยติง่
ซอ นอยูในใบประดับ
สรรพคุณ
• ตํารบั ยาโรคเบาหวาน/ลดนํ้าตาลในเลอื ด : ท้งั ตน ใชรกั ษาเบา
หวาน ลดนํา้ ตาลในเลอื ด แกมอื เทาชา (NE3-253)

ชอ ผลแหง ของตนี ตงั่ เต้ีย

278

ตีนนก เปลอื กตนตนี นก
ช่อื ทอ งถนิ่ : ตีนนก (พษิ ณโุ ลก), นน (พัทลุง, ตรงั ) ตนี เป็ดดํา
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร : Vitex pinnata L. ชื่อทอ งถ่นิ : พญาสัตบรรณ (ตรงั )
ชื่อวงศ : LAMIACEAE ช่อื วทิ ยาศาสตร : Alstonia angustiloba Miq.
ลกั ษณะเดน : ไมต น สงู ถงึ 20 ม. เปลือกเรียบ-ขรุขระ ตามกิ่ง ช่อื วงศ : APOCYNACEAE
ออ น กานใบ ชอ ดอก และแผน ใบดานลา งมขี นสั้น ใบเรยี งตรง ลกั ษณะเดน : ไมต น สูงถึง 40 ม. ตามก่งิ ใบ และชอดอกไมม ขี น
ขา มต้งั ฉาก ใบประกอบมี 3 ใบยอย รูปหอก-ไขกลบั ยาว 5–17 ทกุ สวนที่มีชวี ติ มีน้ํายางสีขาวขนุ เปลือกขรขุ ระ-เปนสะเก็ดเล็ก
ซม. กานใบยาว 6–14 ซม. ตน อายนุ อ ยกา นใบจะมปี กแคบ กวา ง นอยสนี าํ้ ตาลดาํ ใบเดย่ี ว เรยี งรอบขอ มี 5 ใบ/ขอ รปู รี-ไขกลับ
ถึงดา นละ 5 มม. และชัดเจนกวา ตนอายนุ อ ย หลอดกลบี ดอกสี ยาว 7–15 ซม. โคนใบมน เสน แขนงใบจํานวนมาก แผน ใบดาน
ขาว แฉกสีมว งออ น-อมนา้ํ เงิน ผลทรงกลม กวาง 1 ซม. สุกสดี าํ ลา งนวล กานใบยาว 1.5–2 ซม. ชอ ดอกสขี าว มกี ลน่ิ หอมเอยี น
ผวิ เกลยี้ ง ผลแบบฝกยาว ยาว 20-30 ซม. เมล็ดมีขนปุย
สรรพคุณ สรรพคุณ
• เปลอื กและผล : แกฟกซํา้ รักษาแผลสด รกั ษาฝ (S3) • ตาํ รบั ยาแกไ ขตัวรอ น : เปลือกใชแกไข ตัวรอ น มีสรรพคณุ
• ตํารบั ยาบํารงุ สตรีหลงั คลอด : บํารงุ สตรหี ลังคลอด ขับนาํ้ คลายสัตบรรณ (Als-Sch) ใชแทนกันได (S2-79)
คาวปลา บํารุงน้าํ นม (N1-80)
• ตาํ รบั ยาอยูไ ฟหลงั คลอด : ชว ยขับนํา้ คาวปลา มดลกู เขาอเู รว็
เลอื ดลมไหลเวยี นดี (S1-45)

279

ตนี เปด ดาํ
เต็ง
ช่อื ทอ งถิ่น : จกิ (อดุ รธาน)ี , เต็ง (พิษณุโลก)
ช่อื วิทยาศาสตร : Shorea obtusa Wall. ex Blume
ชอ่ื วงศ : DIPTEROCARPACEAE
ลักษณะเดน : ไมตน ผลดั ใบ สูงถงึ 30 ม. เปลอื กในและเนื้อไมม ี
ชนั ใสเหนียว เปลือกแตกเปนรองต้นื -ลึกตามแนวยาว ตามกง่ิ ออน
และชอดอกมขี นสนั้ ใบเด่ียว เรียงสลับ รปู ไขแ กมขอบขนาน ยาว
10–19 ซม. โคนใบมน-เวา เลก็ นอย แผน ใบดานลางเกลี้ยง-มขี น
ส้ัน เสน ใบยอยแบบข้นั บนั ไดเห็นชัดดานลา งแผนใบ มนั วาวเมื่อ
ใบแหง ชอ ดอกสีขาวครมี กลีบดอกรปู แถบยาวบดิ เปน เกลียว ผล
มีปก 5 ปก รูปหอกกลับ ปกยาวมี 3 ปก ยาว 5–8 ซม. และอกี 2
ปก จะสน้ั กวาเลก็ นอย
สรรพคณุ
• เปลือก : แกน ํา้ เหลืองเสีย (NE3)
• ทั้งตน : ยาพนื้ บานลานนาใชผสมสมุนไพรจําพวกประดงรวม 9
ชนดิ ตม นํา้ ดม่ื รกั ษาโรคประดง (R15)
• ตํารับยาโรคลมชัก : แกนแกโ รคลมชัก (N1-200)

280

เตง็ หนาม สรรพคุณ
ชอ่ื ทองถน่ิ : เตง็ หนาม (พษิ ณโุ ลก), ฮังหนาม • เปลอื กหรอื ราก : แกท อ งเสีย ขับนว่ิ ละลายน่ิวในกระเพาะ
(อดุ รธาน)ี ปสสาวะ (NE3)
ชื่อวิทยาศาสตร : Bridelia retusa (L.) A. Juss. • เปลอื ก : ชว ยสมานแผลภายนอก หรอื แผลภายใน (N1)
ช่ือวงศ : PHYLLANTHACEAE เตยย่าน
ลกั ษณะเดน : ไมตน ผลดั ใบ สงู ถงึ 15 ม. ตนอายุนอ ยมเี ปลอื ก ชอื่ ทองถ่นิ : แกลบกอ ง (ตรัง)
แตกสะเก็ดบางและมหี นาม ตน อายุมากเปลอื กแตกสะเก็ดแกม ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Freycinetia sumatrana Hemsl.
รอ งตามแนวยาว ไมมหี นาม ตามกิง่ ออ น แผน ใบดานลาง และชอ ชื่อวงศ : PANDANACEAE
ดอกมขี นส้ันหนาแนน ใบเดีย่ ว เรียงสลบั รปู รีแกมขอบขนาน-ไข ลักษณะเดน : ไมเ ถาเนอ้ื คอ นขา งแข็ง มีรากยึดเกาะข้นึ ตนไม
กลับ ยาว 12–30 ซม. โคนใบมน-เวา จุดเดนทีม่ ีจาํ นวนเสนแขนง ยาวถึง 40 ม. เถากวางถึง 4 ซม. ใบเดี่ยว เรียงเวียนหนาแนน
ใบในแตละขาง 17–25 เสน ปลายเสนวิ่งไปจรดกับเสนใบทข่ี อบ รูปแถบยาว กวาง 2 ซม. ยาว 0.6–1 ม. โคนใบเปน กาบโอบหุม
ใบ, ผลทรงกลม กวา ง 1 ซม. สุกสีดํา ก่งิ ขอบใบมีหนามคม ปลายใบเรียวแหลมหอ ยยอยลง ผิวใบ
เกล้ียงมันเงาและเนอื้ หนา มลี กั ษณะพับจบี ตามแนวยาวคลายใบ
เตย ชอดอกออกทปี่ ลายกิ่งตั้งขนึ้ มใี บประดบั สขี าวครมี มีชอ ดอก
3–4 ชอ/กลุม รปู ทรงกระบอก ยาว 6–15 ซม. ดอกยอยขนาด
เล็กเรียงอัดแนนจาํ นวนมาก
สรรพคณุ
• ตํารบั ยาโรคเบาหวาน : ใชเถาเขา ตาํ รับยาแกโ รคเบาหวาน
(S2-22)

281

เตยยา น

เตยหนู บน : ชอ ดอกเพศเมยี เตยหนู
ช่อื ทองถนิ่ : เตยหนู (ตรัง) สรรพคณุ
ชื่อวิทยาศาสตร : Benstonea humilis (Lour.) • ราก : ใชข ับปสสาวะอนั เปนปจ จัยหนง่ึ ทช่ี วยลดไข (R11)
Callm. & Buerki • ผล : ตําใหละเอียดทาหรอื พอกรักษาแผลติดเชื้อ, ลูกเผาไฟแลว
ชอ่ื วงศ : PANDANACEAE ใชดองเหลา จะทําใหเหลาแรงขึ้น (S2)
ลักษณะเดน : ไมพ ุม มีลาํ ตน หรือเหงาอยูใกลผิวดนิ ยาวถึง 1 ม.
ใบเด่ยี ว เรียงเวียนเปน กระจกุ ใกลผ ิวดิน รูปแถบยาว ยาว 0.6–1 เตยเหาะ
ม. กวา ง 2–4 ซม. ขอบใบมีหนามคม ลกั ษณะท่ัวไปคลายใบเตย ชอ่ื ทอ งถน่ิ : ลําเจยี กเขา เตยเขา (ตรงั )
ชอ ดอกแยกเพศ มใี บประดบั สีขาว ชอ ผลต้งั ขน้ึ คอ นขางกลม ชื่อวิทยาศาสตร : Pandanus unicornutus H. St. John
กวาง 4–6 ซม. สีเขียวนวล มีผลยอ ยจาํ นวนมากอัดกันแนน ชือ่ วงศ : PANDANACEAE
ปลายผลมีหนามยาว 5–10 มม. ลักษณะเดน : ไมพมุ สูงถึง 15 ม. ลําตน เดย่ี วหรือแตกก่งิ ชว งบน
ผลออ นเตยหนู หนา 12–30 ซม. มรี ากคํ้ายนั ทโ่ี คนตน ใบเดย่ี ว เรียงเวยี นหนา
แนน รูปแถบยาว กวาง 10–15 ซม. ยาว 1.5–3 ม. โคนใบเปน
กาบโอบหมุ กงิ่ ขอบใบมหี นามแข็งและคม ผวิ ใบเกลย้ี งมนั เงาและ
เนือ้ หนา มลี กั ษณะพบั จีบตามแนวยาวคลา ยใบเตย ชอดอกแยก
เพศ ชอ ผลหอ ยลง ยาว 1 ม. มีชอผลยอยติดไดถ ึง 10 ชอ /กาน
ชอ ผลยอ ยทรงกลม กวาง 11–17 ซม. สีเขียวเขม มีผลยอ ย
จาํ นวนมากเรียงอัดกนั แนน ปลายผลยอ ยมีหนามโคง ยาว 5–10
มม.

282

สรรพคุณ เติม
• ตาํ รบั ยาขบั นวิ่ : ขับปส สาวะ ขบั นวิ่ (S1-13) ช่ือทอ งถนิ่ : ประดูสม (อุดรธานี)
• ตํารับยาขับนิว่ ในไต-ทางเดนิ ปสสาวะ : ชวยขบั นวิ่ ในไต และ ช่อื วิทยาศาสตร : Bischofia javanica Blume
ทางเดนิ ปส สาวะ ชว ยลา งไต รกั ษาทางเดนิ ปสสาวะอกั เสบ ชื่อวงศ : PHYLLANTHACEAE
(S2-14) ลกั ษณะเดน : ไมต น สงู ถงึ 35 ม. เปลอื กเปนสะเกด็ เปลอื กในมี
• ตํารับยาโรคเบาหวาน : แกโรคเบาหวาน (S2-22) น้ํายางสแี ดง ตามกง่ิ ออ น กา นใบและใบเกลี้ยง ยอดออ นสมี วง
• ตาํ รบั ยาโรครดิ สดี วงทวาร ชนิดเลือดออก : รกั ษาโรคริดสีดวง แดง ใบเรียงเวียน ใบประกอบมี 3 ใบยอ ย รูปไข- รี ยาว 9–17
ทวาร ชนดิ มเี ลอื ดออก (S2-40) ซม. ขอบใบจกั ฟน เลอ่ื ย กานใบยาว 15–20 ซม. ผลทรงกลม
กวา ง 1–1.5 ซม. ผวิ เปน สะเก็ดละเอยี ดสนี ํ้าตาลดา น
สรรพคุณ
• เนือ้ ไมหรือแกน : แกเจ็บคอ แกบ ดิ แกท อ งเสยี ; ผลแก : มี
รสชาตเิ ปรี้ยว เปน ผลไม (NE2)

283
เต่าร้าง
ชือ่ ทองถ่นิ : เตารา ง (ตรัง, พิษณุโลก)
ชอื่ วทิ ยาศาสตร : Caryota mitis Lour.
ชื่อวงศ : ARECACEAE
ลักษณะเดน : ไมต น จาํ พวกปาลม สูงถึง 10 ม. มีลําตนเดี่ยวหรือ
แตกกอ ลําตนมขี อ ปลอ ง กวา ง 10–17 ซม. ใบเรยี งเวยี นใกลย อด
ใบประกอบแบบขนนก 2 ชัน้ ยาว 2–3 ม. กา นใบเปนกาบหมุ
ลําตน ขอบกาบมีรกเปนเสนใยหมุ ลําตนสีนา้ํ ตาล ใบยอย รูป
พัด-รปู สเี่ หลีย่ มขา วหลามตัด ยาว 10–23 ซม. ปลายใบหยกั
กรอน ผวิ ใบเกลี้ยง กานใบยอยสนั้ มากหรอื ไมมี ชอดอกออกตาม
ซอกใบหรือตามขอ บนลําตน มีชอ ดอกยอยเปน สายจาํ นวนมาก
ยาว 25–35 ซม. สีเขยี วออ น ผลทรงกลม กวา ง 1.5–2 ซม. ผล
สุกสีแดง-ดํา
สรรพคณุ
• ตน : ถอนพิษแมลงสตั วกดั ตอย; ราก : แกพ ิษทต่ี บั ปอด หัวใจ
(N1)
• ตาํ รับยาแกต ับแข็ง/ตับทรดุ : แกตบั แขง็ ตับทรุด (N1-258)
• ตํารบั ยาจันทนล ีลา : แกไขทับระดู แกไข ตัวรอน ไขเปลีย่ นฤดู
แกป วด ลดการอกั เสบ (S2-16)
• ตํารับยาแกไขต วั รอน : ชวยแกไข ตัวรอ น (S2-79)

ตานดํา
ชอ่ื ทอ งถน่ิ : ตานดาํ (ตรงั ), ถานไฟผี (อดุ รธาน)ี
ช่ือวทิ ยาศาสตร : Diospyros montana Roxb.
ชอ่ื วงศ : EBENACEAE
ลักษณะเดน : ไมตน สูงถึง 20 ม. เปลือกสีดํา ตนอายนุ อ ยมี
หนาม ตนอายุมากเปลือกแตกเปนรอ งลกึ ตามแนวยาว สวนออ น
ๆ มีขนสน้ั นุม ใบเดย่ี ว เรียงสลบั รูปไขก ลบั -รปู ไข ยาว 4–11 ซม.
โคนใบตดั -เวา แผน ใบดานลางมีขน ดอกสีขาว ผลทรงกลม-กลม
แบน กวา ง 2–3.5 ซม. มกี ลีบเลยี้ งติดทีข่ วั้ ผล 4 กลีบ ยาว 1 ซม.
ช้ีกลบั สกุ สเี หลอื ง-สม

284

สรรพคณุ เถาน้ําดับไฟ
• แกน : แกไตพกิ าร แกผ อมแหง ขบั พยาธิ (NE3) เถาประโยด
• ท้ังตน : ตมนํ้าดม่ื เปน ยาขับพยาธิในลําไส; ใบและราก : ตมนํ้า ชื่อทองถน่ิ : -
ดืม่ เปนยาแกทองรว งและทอ งเดิน (R18) ช่อื วทิ ยาศาสตร : Sphenodesme ferruginea (Griff.) Briq.
• ตาํ รับยาแกอ งคชาตตายไมเกนิ 3 ป : แกอ งคชาตตายไมเกนิ 3 ชื่อวงศ : LAMIACEAE
ป บํารงุ องคชาต บํารุงกาํ ลงั (S1-40) ลกั ษณะเดน : ไมเ ถาเนอื้ แขง็ ยาวถึง 30 ม. ตามก่งิ ชอดอก กาน
• ตํารบั ยาขบั เลอื ด-นํ้าเหลืองเสีย : ขับนา้ํ เหลอื งและเลอื ดเสีย ใบ และใบมขี นสนั้ สสี นมิ หนาแนน เถากลมเปลอื กเรียบ ใบเด่ยี ว
ออกจากรางกาย (S2-34) เรียงตรงขา ม รปู รี-รปู ไข ยาว 7–20 ซม. เนอื้ ใบคอ นขางหนานุม
เถาน้ําดับไฟ ชอดอกมใี บประดับสีเหลอื งอมเขียว 4–5 กลบี /ชอ ดอก รปู หอก
ชอ่ื ทองถิ่น : ดบั ไฟยา น (พัทลงุ ), นํา้ ดับไฟ (ตรัง) กลบั ยาว 1–2 ซม. มขี นหนาแนน ใบประดบั รองรบั ดอกยอยทม่ี ี
ชอ่ื วิทยาศาสตร : Gouania javanica Miq. 4-5 ดอก/ชอดอก ดอกยอ ยสขี าว
ชือ่ วงศ : RHAMNACEAE สรรพคุณ
ลกั ษณะเดน : ไมเถาเน้อื แขง็ ยาวถึง 20 ม. เถากลม ภายในมีนา้ํ • รากหรือเถา : แกป วดกระดูก แกป วดไขขอ (NE2)
เล้ียงใสเหลวดม่ื แทนนํ้าได ตามกิง่ ออ น มือพัน ชอดอก กา นใบ
และใบมขี นสีสนิม ใบเด่ยี ว เรยี งสลับ รปู ไข-หวั ใจ ยาว 7–13 ซม.
ขอบใบจกั ฟนเลือ่ ย โคนใบตดั -เวา มีเสน แขนงใบออกจากโคนใบ
1 คู ดอกขนาดเลก็ มากสขี าว ผลคอนขา งกลม กวาง 1 ซม. มี
ครีบออกดานขา ง 3 ครบี เม่อื แหงจะแตกออกเปน 3 สวน
สรรพคณุ
• ทัง้ 5 : รักษามะเรง็ (S3)

285

เถาพันซา้ ย สรรพคณุ
ชื่อทอ งถ่นิ : - • เปลอื ก : แกร าํ มะนาด (NE3)
ชื่อวิทยาศาสตร : Spatholobus parviflorus • เปลอื ก : ยาพืน้ บา นลา นนาใชผ สมรากสลอด รากหญา เรงชอน
(Roxb. ex DC.) Kuntze รากข้ีเหล็ก ตม นํา้ ดม่ื รกั ษาโรคทางเดนิ ปสสาวะ, ผสมลาํ ตน
ช่อื วงศ : FABACEAE เฉียงพรา นางแอ ลาํ ตน หนามแทง ตมนา้ํ ดื่มแกผดิ สําแดง; ใบ
ลักษณะเดน : ไมเถาเน้อื แขง็ ยาวถงึ 30 ม. เถากลม-เปนพูเมือ่ และเปลอื ก : ผสมลาํ ตนตับเตา เครือ ผกั บุงรวม (ทั้งตน) ใบหรือ
แกม าก มนี าํ้ ยางสแี ดงคลาํ้ ตามกงิ่ ออ น กานใบ ชอ ดอก แผน ใบ รากกลวยเตา บดผงละเอยี ดผสมกนั ละลายนา้ํ รอนดม่ื รักษา
ดานลาง และผลมขี นนุมกํามะหย่ี ใบเรียงสลบั ใบประกอบมี 3 มะเรง็ ตับ; เนื้อไมห รอื ราก; ตมน้ําดืม่ ลดไข ดบั พิษรอ น บาํ รุง
ใบยอย ผลมปี ก แบนบางรปู ชอ นมีเมลด็ ติดดานลาง ยาว 8–14 ปอด แกวณั โรค (R7, R13)
ซม. ลกั ษณะคลา ยทองเครือ (But_sup) จุดตางที่เถาพันซา ยมี
ดอกยอ ยขนาดเล็กกวามาก ยาว 1 ซม. ดอกสีขาว-อมชมพู หาก
ไมพบดอกเรามกั จะเขา ใจผดิ ไดร ะหวา งพชื ท้ังสองชนดิ นี้ สามารถ
สงั เกตไดจ าก เน้อื ในของหัวใตด นิ และเนื้อไมของทองเครอื ชวง
วงนอกสดุ ติดเปลอื กจะมนี ํา้ ยางสีแดงไหลออกมาเปนวงแหวน 1
วงเทาน้นั สว นเถาพันซายจะไมพ บหัว สวนเนอ้ื ไมท ่ีมนี า้ํ ยางสีแดง
จะมชี ั้นเนอ้ื ไมปกติ (ทีไ่ มม นี ํ้ายาง) คน่ั อยูติดเปลือก หากเถาอายุ
มากจะพบแนวเน้ือไมท ีม่ ีนํา้ ยางเรยี งเปน วงแหวนหลายชั้น

286

เถายา่ นาง สรรพคณุ
ชอ่ื ทอ งถ่นิ : เครอื ยานาง ยานาง (อดุ รธาน)ี , เถา • เปลือก : เปลือกแหง ชงกับนาํ้ รอ นดื่มเปน ยาฟอกเลือดหลงั การ
ยานาง (สระแกว), ยา นนาง ยานาง (ตรัง), ยา นาง คลอดบตุ ร (R13)
(พัทลุง, พิษณโุ ลก) • ราก : แกพษิ เบอื่ เมา แกเ มาเหลา (NE3)
ชื่อวิทยาศาสตร : Tiliacora triandra (Colebr.) Diels • ราก : แกไ ขต ัวรอ น (N1)
ชอื่ วงศ : MENISPERMACEAE • ใบ : ชวยใหผ มดกดาํ ชะลอการเกดิ ผมหงอก (E2)
ลกั ษณะเดน : ไมเ ถาเน้ือแข็ง ไมมรี ากสะสมอาหารใตด นิ เถาและ • ตาํ รบั ยาไขท ับระดู : แกไขท ับระดู ระดูผาไข แกพ ษิ โลหติ ระดู
ใบมขี นประราย-เกลยี้ ง ใบรปู ไข ยาว 6–10 ซม. มีเสนแขนงใบ แกร อนใน แกคลมุ คล่ัง (E1-06)
1–2 คอู อกใกลโ คนใบ ผลออกตามเถาเปนกลมุ แนน สุกสแี ดง • ตาํ รับยาหา ราก (ยาเบญจโลกวิเชียร/ยาแกวหา ดวง) : แกไ ข
กลม กวาง 7–10 มม., พบตามชายปาดงดบิ และปา เบญจพรรณ ตัวรอน ปวดหัว ถอนพิษไข (N1-14)
ท่วั ประเทศ • ตาํ รับยาโรคความดัน/เบาหวาน : แกโ รคความดนั เบาหวาน
ลายหนาตดั ของเถายานาง ลดไขมัน (N1-284)
• ตํารับยาบํารงุ น้ํานม : บํารงุ นา้ํ นม (NE4-025)
• ตาํ รบั ยาหาราก (สตู รพ้ืนบา น) : แกไ ข ตัวรอ น แกป วดหัว
(S1-06)
• ตํารับยาแกไ ขตัวรอน : แกไขต วั รอน ปวดหัว ถอนพษิ ไข ไข
หวดั ไขปอดบวม (S2-01)
• ตาํ รับยาแกไขไ ทฟอยดห รือไขรากสาดนอย : แกไ ทฟอยดห รอื
ไขรากสาดนอย (S2-20)
• ตาํ รับยาไขอ ีสกุ อใี ส : แกโ รคอสี ุกอีใส หรือไขส ุกใส (S2-38)
• ตํารับยาไขเ ลอื ดออก : รกั ษาไขเ ลือดออก ซึ่งมอี าการรอนในสงู
ปวดเมอ่ื ยตามรางกาย ปวดศรี ษะ สะทา นรอ น-หนาว (S2-44)
• ตาํ รับยาไขบ าดทะยกั : แกไขบ าดทะยกั (S2-52)
• ตํารับยาไขหวดั ใหญ : แกไขหวดั ใหญ (S2-57)
• ตํารบั ยาหอมอินทจกั ร : แกค ล่นื เหียนอาเจียน หนามดื จะเปน
ลม ลมจุกเสียดแนนหนาอก แนน ทอง ทอ งอดื อาหารไมย อย
ปรับระบบการหมุนเวยี นเลือดใหด ี ชวยบํารงุ หัวใจ (S3-04)
• ตํารับยาแกพ ิษกนิ ผดิ สําแดง : แกพ ิษกนิ ผิดสาํ แดง กนิ ของ
แสลง (S3-35)
• ตํารับยาแกทอ งเสียแบบมไี ข : แกท องเสยี แบบมไี ข อาหาร
เปนพษิ (S3-36)
• ตํารบั ยาแกท องผูก : แกท องผูก ชว ยระบายทอ ง (S3-37)
• ตาํ รบั ยาขบั ปส สาวะ : ขับปสสาวะ (S3-38)
• ตาํ รับยาแกทอ งรวง-ทองเสยี -บิด : แกทอ งรวง-ทองเสีย แกบ ิด
ชว ยคมุ ธาตุ (S3-43)
• ตาํ รบั ยาแกตนไข (ไขระยะแรก) : แกตน ไข (ไขเ บอื้ งตนหรอื ไข
ระยะแรก เชน ไขต วั รอน ไขก าฬ ไขพษิ ไขกําเดา) (S3-44)
• ตํารบั ยาแกป ลายไข (ไขร ะยะปลาย) : แกป ลายไข (ไขในระยะ
ปลาย : เปนไขต ัวรอ น ไขกาฬ ไขกําเดา มาแลวหลายวัน ชว ย
ทําใหหายไขเ ร็วขึ้น ชว ยแกธาตุ คุมธาตุใหส มดลุ เปน ยาระบา
ยออ นๆ และชว ยใหเจรญิ อาหาร) (S3-45)
• ตาํ รับยาไขหวัด : แกไขหวดั (S3-46)
• ตํารับยาไขรอนในกระหายน้าํ /ทอ งเสยี แบบมีไข : แกไขรอน

ในกระหายนา้ํ แกท อ งเสียแบบมีไข แกไขอาเจยี น แกไขนอนไม 287
หลับ (S3-47) ลายหนาตดั ของเถาวัลยเปรียง
• ตํารับยาไขหดั /ไขอีสกุ อีใส/ไขอ ีดาํ อีแดง : แกไขห ัด ไขเ หือด
(หัดเยอรมนั ) ไขอสี กุ อใี ส ไขอ ดี าํ อีแดง กระทุง พิษไข (S3-48)
เถาวลั ยเ์ ปรยี ง
ชอ่ื ทอ งถ่นิ : เถาวัลยเ ปรียง (ตรงั , สระแกว ,
พิษณุโลก), เถาวัลยเ ปรยี ง ยานเมาะ (พัทลุง)
ชอื่ วิทยาศาสตร : Derris scandens (Roxb.) Benth.
ชื่อวงศ : FABACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมเถาเน้อื แขง็ ยาวถงึ 30 ม. เปลือกเรยี บมีชอ ง
อากาศเล็กจํานวนมาก เนอื้ ไมมลี ายวงแหวน ตามสว นออน ๆ มี
ขนสั้น ใบประกอบแบบขนนกปลายค่ี มใี บยอ ย 3–7 คู เรยี งตรง
ขา ม รปู ไข- ใบหอก ยาว 3–6 ซม. ชอดอกยาว 20-30 ซม. ดอกสี
ขาว-ชมพู กลบี เล้ยี งสีมว งแดง ฝกรูปรี ยาว 4–8 ซม. แบนดา น
ขาง ปลายแหลม
สรรพคณุ :
• เถาหรือราก : แกป วดเม่อื ยกลา มเนื้อ ปวดเมอื่ ยเสน เอ็น ปวด
กระดกู ชวยขับปสสาวะ ขับน่ิว (E2)
• เถา : บาํ รุงเสนเอ็น (N1)
• ตํารับยาแกป วดเมอื่ ย-กระดูกทับเสน : แกป วดหลัง ปวดเอว
ปวดไขขอ ปวดกระดกู แกกระดูกทับเสน บํารงุ ธาตุ (E2-216)
• ตํารับยาแกป วดเมื่อย/บํารุงรา งกาย/อมั พาต : แกปวดเม่อื ย
ตามเสน -ขอ -หลงั -เอว อัมพาต บํารุงรา งกาย ชวยใหเจริญ
อาหาร (E3-02)
• ตาํ รบั ยาแกปวดเสนเอ็น/บํารุงเสน เอน็ : แกปวดเสนเอน็ เสน
เอ็นอกั เสบ บาํ รุงเสน เอ็น (N1-150)
• ตํารบั ยาแกป วดเสน เอน็ /บํารงุ เสน เอ็น : แกปวดเสนเอ็น
บํารุงเสนเอน็ (N1-256)
• ตํารบั ยาถาย : ยาถาย ยาระบาย แกท อ งผกู แกจุกเสียดแนน
ทอ ง (S1-20)
• ตํารบั ยากาํ ลังฮอสะพายควาย : บาํ รุงกําลัง แกป วดเม่อื ยตาม
รางกาย (S1-43)
• ตาํ รบั ยารักษากระดูกทับเสน : รกั ษาอาการกระดูกทบั เสน
(S2-04)
• ตํารับยาแกกษยั ไตพิการ : แกก ระษัย ไตพกิ าร บาํ รงุ ไต, ชว ย
ขบั ปสสาวะ (S2-09)
• ตํารับยาขับนวิ่ ในไต-ทางเดนิ ปสสาวะ : ชว ยขับนว่ิ ในไต และ
ทางเดินปสสาวะ ชวยลา งไต รกั ษาทางเดินปสสาวะอักเสบ
(S2-14)
• ตาํ รับยาโรคอมั พาตระยะแรก : แกอาการก่ึงอัมพาตหรอื
อมั พาตระยะแรก กลามเน้อื ออนแรง เดินยนื ไมป กติ เหน็บชา
(S2-24)

288

• ตาํ รบั ยาปรับธาตุ/ปวดเมอื่ ย/ปวดขอ -เอน็ : ชว ยปรบั ธาตุ แก
ปวดเม่ือย ปวดเขา -ขอ-เอ็น แกเอ็นพกิ าร (S2-26)
• ตาํ รับยาโรคประดงเลือด : แกประดงเลอื ด เลือดขนึ้ มีอาการ
คันตามผวิ หนัง (S2-27)
• ตํารับยาแกป วดเมื่อยเสนเอน็ : แกปวดเม่อื ยตามเสน เอน็ เสน
เอ็นอักเสบ บรรเทาอาการอัมพฤกษ- อมั พาต (S2-31)
• ตาํ รับยาโรคอมั พฤกษ-อัมพาต : รักษาอัมพฤกษ- อมั พาต
(S2-33)
• ตํารับยาแกปวดเม่ือย/ชาตามปลายมือ-เทา : แกปวดเม่ือย
ตามรา งกาย แกอาการชาตามปลายมือ ปลายเทา (S2-36)
• ตาํ รับยารักษามดลกู เคล่อื น/บํารงุ โลหิต : รกั ษามดลูกเคล่ือน
บาํ รงุ โลหิต (S2-45)
• ตํารับยาซอมแซม/เสริมสรา งเสน เอน็ พิการ : ชว ยซอมแซม
และเสริมสรา งเสนเอ็นที่พกิ าร (S2-53) (S2-54)
• ตํารบั ยาลางโรคกอนการรักษาโรคระบบเสนเอน็ : ชวยชาํ ระ
ลางระบบภายในรางกายกอ นการรักษาโรคทเ่ี ก่ยี วกบั ระบบเสน
เอน็ อมั พฤกษ อัมพาต (S2-55)
• ตาํ รับยาแกป วดเมื่อยกลา มเนื้อ-เสน เอ็น/บํารุงกําลงั : แกป วด
เมอ่ื ยกลา มเนื้อ-เสนเอ็น บํารงุ กําลัง (S2-61)
• ตาํ รบั ยาแกเหนบ็ ชา : แกเหน็บชา อาการชาตามปลายมือ
ปลายเทา (S2-63)
• ตํารับยารกั ษากระดกู ทบั เสน : รกั ษาอาการกระดูกทบั เสน
(S2-66)
• ตํารบั ยาแกทองผูก/พรรดึก : แกอาการทอ งผกู หรอื พรรดึก
(อาการทองผกู รนุ แรง มอี ุจจาระเปนกอนกลมแขง็ ) (S3-41)

เถาวลั ย์ยัง้ เถาหงอนไก่
ชอื่ ทอ งถิน่ : สมกุง (พิษณุโลก) ช่อื ทองถิ่น : พญาเทครวั (พทั ลุง)
ชอ่ื วิทยาศาสตร : Smilax ovalifolia Roxb. ex D. Don ชอ่ื วิทยาศาสตร : Rourea mimosoides (Vahl) Planch.
ชือ่ วงศ : SMILACACEAE ช่ือวงศ : CONNARACEAE
ลักษณะเดน : ไมเถาลมลุก ยาวถงึ 10 ม. เถากลมหนา 1 ซม. มี ลกั ษณะเดน : ไมเถาเน้ือแขง็ ยาวถึง 30 ม. เปลอื กเรียบ เถาอายุ
หนามประปราย ตามสว นตาง ๆ เกล้ียง ใบเดย่ี ว เรยี งสลับ รปู มากแบน ตามก่ิงออน ชอดอก กา นใบและแผน ใบดานลา งมีขน
ไข- หวั ใจ-แกมกลม ยาว 13-25 ซม. ปลายใบมตี ง่ิ หนาม โคนใบ สั้นนุม ใบเรียงเวียน ใบประกอบแบบขนนก มีใบยอย 8–30 คู
รปู ลมิ่ -กลม มเี สน แขนงใบออกจากโคนใบ 3 คู และเปนรอยกด ใบยอ ยเรียงตรงขาม-สลับ รูปขอบขนาน ยาว 1.5–3 ซม. ปลาย
ตามแนวเสน แขนงใบทแ่ี ผนใบดา นบน ดา นลางไมม นี วล กานใบ ใบบุม เนอ้ื ใบคอ นขา งหนา กลบี ดอกสชี มพู-แดง มี 5 กลบี ผลรูป
ยาว 1.5-3 ซม. กานใบเปนรอ งและมกี าบสองดา นกวางเพียง 1 ไขก ลับ ยาว 2–3 ซม. สแี ดงเรอ่ื ปลายผลเปนจะงอยสั้นปลาย
มม. มีมือพันออกจากกา นใบ ชอ ดอกยาวถงึ 10 ซม. มีชอยอย แหลม โคนผลมีกลบี เลย้ี งตดิ ทน
1-5 ชอ เปน กระจุกทรงกลม กวาง 4 ซม. ดอกสีเขยี วอมขาว สรรพคุณ
ผลกลม กวาง 1 ซม. เมอ่ื สกุ สีแดงเขม , พบตามปา ผลดั ใบหรอื • ท้งั 5 : ปรับธาตุ ชวยระบาย ยาถาย (S3)
ปา ดงดิบในท่ีโลง จนถงึ ระดบั ความสงู ถึง 1,500 ม. ทั่วทกุ ภาค
ยกเวน ภาคใต, ยอดออ นทานเปน ผกั สดหรอื ปรุงอาหารได
สรรพคณุ
• ตาํ รับยาแกไ อ : แกไ อ (N1-161)

289
เถาเอน็ อ่อน
ชอื่ ทอ งถ่ิน : เถาเอ็นออน (สระแกว), เถาเอน็ ออน
ตีนเปด เครือ (ตรงั ), เอ็นออน (อุดรธานี)
ชือ่ วิทยาศาสตร : Cryptolepis dubia (Burm. f.) M. R.
Almeida
ช่ือวงศ : APOCYNACEAE
ลักษณะเดน : ไมเ ถาเนือ้ คอ นขา งแขง็ ยาวถงึ 20 ม. เถากลม
เปลอื กลอกเปน แผนบางสนี ้าํ ตาลเขม ทกุ สวนที่มชี ีวติ มนี ้ํายางสี
ขาวขุน ตามกง่ิ ออ น ชอดอก และใบเกล้ยี ง ใบเด่ียว เรยี งตรงขาม
รปู รี ยาว 10–18 ซม. แผนใบดา นลา งสีเขยี วนวล เสนแขนงใบ
จํานวนมาก ดอกสเี หลอื งออน กลบี ดอก 5 กลบี รปู หอก ยาว
6–8 มม. ผลแบบฝก คู รูปรียาว ยาว 10 ซม. มี 3 สันตามแนว
ยาว

บน : ใบของตนอายนุ อย, กลาง : ใบของตนอายุมากและดอก,
ลาง : เถาอายุมาก

290

ทองเครือ
ชื่อทอ งถน่ิ : กวาวเครือแดง (สระแกว ), กวาวแดง
(พิษณุโลก), จานเครือ ทองเครอื (อุดรธานี)
ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Butea superba Roxb.
ช่อื วงศ : FABACEAE
ลักษณะเดน : ไมเถาเนอ้ื แข็ง ยาวถึง 30 ม. มหี ัวหรอื รากสะสม
อาหารใตด ิน ยาวและอวบหนาคลายมันสําปะหลัง เถากลม มีนํา้
ยางสีแดงคลายเลือดปรากฏในหัวและเนอื้ ไมช ว งวงนอกสุดติด
เปลอื ก เหน็ เปนวงแหวน 1 วง ตามปลายก่งิ แผน ใบดานลางและ
ผลมีขนสัน้ หนาแนน สีน้าํ ตาลแดง ใบเรียงสลับ ใบประกอบมี 3
ใบยอ ย รูปคอนขา งกลม กวาง 10–20 ซม. ดอกสสี ม สด ยาว 6-8
ซม. คลา ยดอกทองกวาวหรือดอกแคบา น ผลมีปกแบนรูปขอบ
ขนาน ยาว 7–12 ซม. ติดเมล็ด 1 เมลด็ ท่ปี ลาย, พบตามปา
เบญจพรรณและปา ดงดิบแลงท่ัวประเทศ ยกเวนภาคใต
สรรพคุณ
• หัว : บาํ รุงกาํ ลงั ท้ังชาย-หญงิ (E2)
• หวั หรือเหงา : บํารุงหนาอกสตรีใหเตงตงึ (N1)
• รากหรือเหงา : บํารงุ กาํ หนดั ยาอายุวฒั นะ (NE3)

เถาเอน็ ออน เถาทองเครือมวี งแหวนนํ้ายางสแี ดง 1 วงใตช้ันเปลอื ก
สรรพคณุ
• เถาหรอื ใบ : แกปวดเม่ือยเสนเอ็น ปวดเสน คลายเสน (NE3)
• ตํารบั ยานา้ํ มันเหลอื ง : แกป วดเมอื่ ย (E1-03)
• ตํารับยาแกฟ กชาํ้ -เคล็ดขัดยอก : รักษาอาการฟกชํ้า ชํ้าใน
เคลด็ ขดั ยอก ตกจากท่สี ูง รถชน (NE3-013)
• ตาํ รบั ยากําลงั ฮอสะพายควาย : บาํ รุงกาํ ลงั แกปวดเมอื่ ยตาม
รา งกาย (S1-43)
• ตํารบั ยาโรคอมั พาตระยะแรก : แกอ าการกึง่ อมั พาตหรือ
อัมพาตระยะแรก กลามเน้อื ออ นแรง เดนิ ยนื ไมปกติ เหน็บชา
(S2-24)
• ตํารบั ยาแกปวดเม่ือยเสนเอน็ : แกปวดเม่อื ยตามเสน เอน็ เสน
เอน็ อักเสบ บรรเทาอาการอมั พฤกษ-อัมพาต (S2-31)
• ตาํ รับยาโรคอัมพฤกษ- อมั พาต : รักษาอมั พฤกษ- อมั พาต
(S2-33)
• ตํารบั ยาแกปวดเม่อื ย/ชาตามปลายมอื -เทา : แกปวดเม่อื ย
ตามรา งกาย แกอาการชาตามปลายมอื ปลายเทา (S2-36)
• ตาํ รับยาซอมแซม/เสรมิ สรางเสน เอ็นพกิ าร : ชว ยซอมแซม
และเสรมิ สรา งเสนเอ็นทีพ่ ิการ (S2-53)
• ตํารับยาแกป วดเมอื่ ยกลา มเนอื้ -เสนเอน็ /บาํ รงุ กําลงั : แกป วด
เมอ่ื ยกลา มเนือ้ -เสน เอ็น บาํ รุงกาํ ลัง (S2-61)
• ตาํ รบั ยาแกเ หน็บชา : แกเ หน็บชา อาการชาตามปลายมอื
ปลายเทา (S2-63)

291

ทองเครือ/กวาวเครือแดง เปลอื กของตน ทองเดือนหา
ทองเดือนห้า
ชือ่ ทองถ่ิน : ทองหลางปา (สระแกว, พษิ ณโุ ลก)
ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Erythrina stricta Roxb.
ชอ่ื วงศ : FABACEAE
ลักษณะเดน : ไมตน ผลดั ใบ สงู ถงึ 30 ม. กง่ิ และลําตนมีหนาม
แหลมคม เปลอื กหนาเน้ือนมุ แบบไมก็อกและแตกเปนรอ งลกึ ตาม
ยาว ตามก่งิ ออ น กานชอดอก กานใบและแผน ใบดานลา งมีขนสน้ั
ใบเรียงสลบั ใบประกอบแบบมี 3 ใบยอ ย รูปสามเหลีย่ มปา น
กวา ง กวางและยาว 8–15 ซม. กลีบดอกสแี ดงอมสม รปู ใบหอก
ยาว 4–7 ซม. หอ คลา ยหลอด ปลายแหลม-มน ผลเปน ฝก เรยี ว
ยาว ยาว 7–10 ซม. ผวิ เกล้ยี ง, พบตามปา เบญจพรรณ ทั่ว
ประเทศ ยกเวนภาคใต
สรรพคณุ
• เปลือก : ชว ยขบั เสมหะในลาํ คอ แกไอ; ใบออน : กินเปนผกั ใช
หอเมย่ี งคาํ (E2)
• เปลอื ก : แกท อ งเดนิ แกทองเสยี (N1)

292

ทองหลางใบมน ทองหลางใบมน
ชอ่ื ทอ งถิ่น : ทองหลางใบมน (พัทลงุ , ตรงั ) ทอ่ มหมูช่อ
ชอ่ื วิทยาศาสตร : Erythrina suberosa Roxb. ชือ่ ทอ งถน่ิ : กระดกู ไกแ ดง ยอดก หมาถอนหลกั
ชอ่ื วงศ : FABACEAE (ตรงั )
ลกั ษณะเดน : ไมตนผลดั ใบ สงู ถึง 30 ม. กง่ิ และลาํ ตนมหี นาม ชื่อวิทยาศาสตร : Rennellia morindiformis (Korth.) Ridl.
แหลมคม มคี วามคลายกบั ทองเดอื นหา (Ery_str) จุดแตกตางที่ ช่ือวงศ : RUBIACEAE
ทองหลางใบมนมีเปลอื กเรียบ-แตกเปนรอ งตน้ื ตามยาว (ไมห นา ลักษณะเดน : ไมพ ุม สูงถงึ 3 ม. เนือ้ ไมค อ นขา งออ น เน้ือราก
แบบไมก อ็ ก) กลบี ดอกสแี ดง รปู รแี กมใบหอก ปลายเรยี วแหลม ดานในสีสม กง่ิ ออนและใบเกล้ียง มหี ูใบรูปสามเหลี่ยม ใบเด่ยี ว
ไมห อเปน หลอดชัดเจนแบบทองเดอื นหา และทองหลางใบมนจะ เรียงตรงขามต้ังฉาก รูปหอก-หอกกลับ ยาว 13–23 ซม. ชอดอก
พบตามพืน้ ท่ีราบใกลชายทะเล ปาชายหาด หรอื เปน ไมป ลกู ออกท่ปี ลายกิ่ง ต้งั ขน้ึ ยาว 6–10 ซม. หลอดกลีบดอกสขี าว ยาว
สรรพคุณ 1 ซม. ปลายกลบี เลี้ยงและกลบี ดอกสีมว งเรอื่ ๆ ผลคอนขางกลม
• ตํารบั ยาแกล มกองหยาบ/วิงเวียน-ใจสน่ั : แกว ิงเวียนศรี ษะ กวาง 1.5–2 ซม. สเี ขยี วและสมี ว งเรอ่ื ๆ
ใจส่ัน อาการบา นหมุน หนา มืดตาลาย ลมขึ้นแนนหนาอก สรรพคณุ
(ประเภทลมกองหยาบ) (S1-38) • ตาํ รับยาแกป วดเมื่อยกลา มเนื้อ-เสน เอน็ /บํารงุ กาํ ลงั : แกป วด
• ตาํ รบั ยามหานิลแทงทอง : แกไ ขต ัวรอ น ไขหัด ไขอ ีสุกอใี ส แก เม่อื ยกลามเนอ้ื -เสน เอน็ บํารงุ กาํ ลัง (S2-61)
รอ นในกระหายนาํ้ แกปากเปอ ยเพราะพษิ รอ นหรอื รอ นใน
(S3-12)
• ตํารบั ยาไขห ดั /ไขอสี กุ อใี ส/ไขอ ดี าํ อแี ดง : แกไ ขหดั ไขเ หือด
(หัดเยอรมนั ) ไขอีสกุ อใี ส ไขอดี าํ อแี ดง กระทงุ พิษไข (S3-48)

293

รากของทอ มหมูชอ /กระดกู ไกแ ดง

ทิง้ ถอ่ น ฝกแกท ิง้ ถอ น
ชื่อทอ งถิ่น : ทง้ิ ถอ น (พษิ ณโุ ลก) ทุง้ ฟา้
ชอ่ื วิทยาศาสตร : Albizia procera (Roxb.) Benth. ชอื่ ทองถ่ิน : ทุง ฟา (ตรัง)
ชือ่ วงศ : FABACEAE ช่ือวทิ ยาศาสตร : Alstonia macrophylla Wall. ex G. Don
ลกั ษณะเดน : ไมต น ผลัดใบ สูงถึง 25 ม. เปลือกเรียบสขี าว-แตก ช่อื วงศ : APOCYNACEAE
สะเก็ดสีนา้ํ ตาล ตามสวนออน ๆ มีขนสัน้ ใบประกอบแบบขนนก ลักษณะเดน : ไมตน สงู ถงึ 30 ม. เปลือกเรียบ ทุกสว นทมี่ ชี วี ิตมี
2 ชนั้ มีชอ ใบยอ ย 3–4 คู ใบยอยรปู ร-ี ไขกลบั ยาว 2–4 ซม. แผน นา้ํ ยางสขี าวขุน ตามกง่ิ ออน ชอ ดอก และแผน ใบดานลางมขี นสัน้
ใบไมส มมาตร ชอดอกเปน กระจุกทรงกลม กวา ง 1.5–2 ซม. สี ใบเด่ยี ว เรยี งรอบขอ มี 3–4 ใบ/ขอ ใบรปู หอกกลับ ยาว 15–30
ขาว ฝกรปู แถบยาว ยาว 15–20 ซม. แบนบาง มี 8–13 เมลด็ ซม. ดอกสขี าว ผลเปนฝกเรียวยาว ยาว 20–40 ซม. กวาง 5 มม.
สรรพคุณ เมล็ดแบน มขี นสีนา้ํ ตาลทองรอบ
• เปลอื ก : บํารุงธาตุ แกธ าตพุ กิ าร แกก ษัย แกล มกษยั แกหดื ไอ สรรพคุณ
ทําใหเ จริญอาหาร ชว ยหามเลอื ด สมานบาดแผล หรือตม กบั น้ํา • ตาํ รับยาแกป วดเม่อื ย/ชาตามปลายมอื -เทา : แกป วดเมอ่ื ย
ใชล า งแผล, ใชตมผสมกบั รากมะตูม แกอ าเจยี น แกทอ งรว ง ตามรางกาย แกอ าการชาตามปลายมอื ปลายเทา (S2-36)
เปน ยาอายวุ ัฒนะ; แกน : แกริดสีดวงทวาร; รากและแกน : มี • ตํารับยาแกปวดเม่ือยกลา มเนือ้ -เสน เอน็ /บาํ รุงกาํ ลงั : แกปวด
รสขม (R62) เมื่อยกลามเนือ้ -เสน เอ็น บาํ รงุ กาํ ลัง (S2-61)
• เปลอื ก : บาํ รุงกาํ ลัง บํารงุ รางกาย (S1)
• ตาํ รับยากําลงั ฮอสะพายควาย : บาํ รงุ กาํ ลงั แกปวดเมื่อยตาม
รา งกาย (S1-43)
• ตํารับยาแกป วดเมอื่ ยกลามเน้ือ-เสนเอน็ /บาํ รุงกําลงั : แกป วด
เมอ่ื ยกลา มเนอ้ื -เสนเอ็น บาํ รุงกําลงั (S2-61)

294

ซา ย : ฝก ออนทุง ฟา

เทพทาโร กลาง : แผนใบดานลา งของเทพทาโรมีนวลแปงสีขาว, ลาง : เนอื้
ช่อื ทอ งถิ่น : เทพทาโร จวง (ตรัง), เทพทาโร ไมเทพทาโร
ตะไครต น (พิษณโุ ลก) • ตํารบั ยาแกป วดเม่ือย/บํารงุ รา งกาย/อัมพาต : แกป วดเม่ือย
ช่ือวิทยาศาสตร : Cinnamomum parthenoxylon (Jack)
Meisn. ตามเสน-ขอ-หลัง-เอว อัมพาต บํารุงรางกาย ชว ยใหเจริญ
ชอื่ วงศ : LAURACEAE อาหาร (E3-02)
ลกั ษณะเดน : ไมตน สงู ถงึ 30 ม. เน้ือไมมีนา้ํ มนั หอมระเหย • ตํารับยาสตรีสาวเสมอ : บํารงุ รกั ษาระบบภายในของสตรี ชว ย
เปลอื กแตกเปน รองลกึ ตามยาว ตามก่งิ ออ น ใบ และชอ ดอกไมม ี กระชบั รางกาย (S2-15)
ขน ใบเด่ยี ว เรียงเวยี น รูปรี-ไขกวาง ยาว 8–14 ซม. เสน แขนงใบ • ตาํ รบั ยาบํารงุ รักษามดลกู : ชวยบาํ รงุ รกั ษามดลกู บํารงุ สตรี
คลู างสดุ มคี วามยาวมากทสี่ ุดกวาเสนแขนงใบอน่ื ๆ แผน ใบดาน หลังคลอด มดลกู พกิ าร (S2-60)
ลางมกั มีนวลแปง ขาว ขยีใ้ บมกี ล่นิ หอม ดอกขนาดเลก็ สีครีม ผล
ทรงกลม กวา ง 1–1.5 ซม. มกี า นผลบวมโต ยาวมากกวา หรอื ยาว
ใกลเ คียงกับผล
สรรพคุณ
• เน้ือไม เปลือก และราก : บํารงุ หวั ใจ (N1)
• แกน ราก และใบ : ขบั ลม แกลมจุกเสยี ด แกป วดแนน ทอ ง
บํารุงธาตุ (S1)

295

ไทรย้อย สรรพคณุ
ชอ่ื ทอ งถน่ิ : ไทรยอย (พิษณุโลก, อุดรธานี, ตรัง) • รากยอ ยหรือรากอากาศ : ขับปสสาวะ แกไตพิการ (NE3)
ชื่อวิทยาศาสตร : Ficus benjamina L. • เถา : ใชเ ปนยาแกไขมาเลเรยี วณั โรค; เปลอื ก : เปน ยาทาํ ให
ชอ่ื วงศ : MORACEAE แทง ใบแกโ รคบิด ถอนพิษฝน กระตนุ ประสาท; ผล : แกลมจุก
ลักษณะเดน : ไมต น สูงถงึ 15 ม. เรอื นยอดแผกวาง มีราก เสยี ด พิษงู บํารงุ โลหติ ; เมลด็ : พอก หรือรับประทาน แกโ รค
อากาศออกจากกิง่ และลําตน ยอ ยหรือพันตน ไมหรือกอนหิน สว น ปวดตามขอ กลา มเนือ้ และอัมพาต แกไ ข; นา้ํ มนั เมล็ด : (R1,
ทมี่ ีชีวิตมีนํ้ายางสีขาวขุน ตามกิง่ ออ น กา นใบ แผนใบ และผลไมมี R7)
ขน ปลายกง่ิ มหี ูใบเรยี วแหลม ยาวถงึ 15 มม. ใบเดยี่ ว เรยี งสลับ • ตํารับยาโรคไต : แกโ รคไต (N1-287)
รูปไข- รปู รี ยาว 7–10 ซม. โคนใบมน ปลายใบเรยี วแหลม มเี สน • ตาํ รับยารักษาอาการบวมอักเสบจากพษิ บาดแผล/แผล
แขนงใบจาํ นวนมาก ปลายเสนจรดกนั และขนานกบั ขอบใบ ผล อักเสบ : รกั ษาอาการบวมอักเสบจากพิษบาดแผล รักษาแผลผุ
ทรงกลม กวา ง 1 ซม. สกุ สีเหลอื ง-แดง มเี มลด็ ขนาดเล็กจํานวน พอง เปนหนอง (S2-67)
มาก เท้ายายม่อม

เทายายมอม เทา ยายมอ มตน (พทั ลุง,
ตรงั , ฉะเชิงเทรา)
ช่ือวิทยาศาสตร : Clerodendrum indicum (L.) Kuntze
ชือ่ วงศ : LAMIACEAE
ลักษณะเดน : ไมพมุ สูงถึง 2 ม. ปกติมลี ําตน เด่ียว มเี หงาใตด นิ
และแตกแขนงตามไหลได ก่ิงเปน สี่เหลี่ยมและมีรอ ง ใบเดีย่ ว
เรยี งรอบขอ 3–4 ใบ/ขอ รปู แถบยาว-หอกกลับ ยาว 7–20 ซม.
กวา ง 2–4 ซม. ไมม ีกานใบ ผิวใบเกลีย้ ง ออ นนมุ กลบี ดอกเปน
หลอดแคบยาว ยาว 8–13 ซม. มขี นสน้ั ปลายดอกโคงลง ปลาย
หลอดแยก 5 แฉก เกสรเพศผสู มี วงแดง กลีบเลยี้ งสเี ขียวออน
เปน แฉกรปู ดาว ผลทรงกลม กวา ง 1 ซม. มี 4 พู กลบี เลี้ยง
เปลยี่ นเปนสีแดงเมอ่ื ติดผล ผลสุกสีดําอมนํ้าเงิน
สรรพคณุ
• รากหรือเหงา : รสจดื ขืน่ เปน ยาแกไขต ัวรอน รอนในกระหายนํ้า
ชว ยลดความรอ นในรา งกาย กระทงุ พษิ ไขหวดั ขับเสมหะลงสู
เบื้องตํา่ ถอนพษิ ไขท กุ ชนดิ แกห ืดไอ แกอ าเจียน ดบั พิษฝ
ไขก าฬ แกไ ขเพอื่ ดพี กิ าร หรือใชภ ายนอกเปน ยาพอกทาแผลแก
พิษงู แกพษิ สตั วกดั ตอย หรือใชใ บรว มดว ยก็ได, จดั อยูในพกิ ดั
ยาหาราก หรือพกิ ัดยาเบญจโลกวิเชยี ร (R86)
• ตํารบั ยาไขท บั ระดู : แกไขท ับระดู ระดผู าไข แกพษิ โลหติ ระดู
แกร อ นใน แกค ลมุ คลง่ั (E1-06)
• ตาํ รบั ยาหาราก (ยาเบญจโลกวิเชยี ร/ยาแกวหา ดวง) : แกไข
ตวั รอน ปวดหวั ถอนพษิ ไข (N1-14)
• ตํารบั ยารกั ษาฝห รอด/ฝอ ักเสบเรอ้ื รัง : รกั ษาฝอ ักเสบ ฝเร้อื รงั
ลดการขยายตวั ของฝ (“ฝหรอด” เปน ภาษาไทยใต คือ ฝท เ่ี ปน
ตลอด มกี ารอกั เสบเรื้อรงั ) (S1-01)
• ตาํ รบั ยาหา ราก (สูตรพน้ื บาน) : แกไข ตัวรอน แกปวดหัว
(S1-06)

296

เขียวอมเหลือง กลีบเลี้ยง 3 กลีบ รูปไขก วาง ยาว 1-2 ซม. กลีบ
ดอก 6 กลีบ รูปใบหอก ยาว 3-6 ซม. ผลติดเปนกลมุ 2-9 ผล/
กลุม รปู รี ยาว 2 ซม.
สรรพคณุ
• ดอก ราก และแกน : บํารุงเลือด บํารงุ หัวใจ บรรเทาอาการ
ปวดจากโรคมะเรง็ (E2)

เหงา ใตดนิ ของเทา ยายมอ ม นมงัว
นมควาย ช่อื ทอ งถน่ิ : การเวก (สระแกว )
ช่อื ทองถน่ิ : นมแมวปา (สระแกว ) ช่อื วิทยาศาสตร : Artabotrys harmandii Finet & Gagnep.
ชือ่ วิทยาศาสตร : Uvaria hahnii (Finet & Gagnep.) Bân ชื่อวงศ : ANNONACEAE
ช่อื วงศ : ANNONACEAE ลักษณะเดน : ไมเถาเนอ้ื แขง็ ยาวไดถ ึง 20 ม. เถามีหนามออก
ลกั ษณะเดน : ไมเ ถาเนื้อแขง็ ยาวถึง 20 ม. ตามกง่ิ ดอก ผล เปน คู มขี นสน้ั นมุ เฉพาะตามปลายยอดออนและชอดอก ใบเดยี่ ว
กานใบ และแผนใบดา นลางมขี นสนั้ สสี นมิ -นา้ํ ตาลออนหนาแนน เรยี งสลับระนาบเดยี ว รูปร-ี แกมขอบขนาน ยาว 10-16 ซม. แผน
ใบเดี่ยว เรียงสลบั รูปรีแกมขอบขนาน-ไขกลับ ยาว 10-17 ซม. ใบคอนขางหนา ผิวใบดานบนมันเงา ดานลางเรียบเกลี้ยง ก่ิงมี
โคนใบมน ดอกเด่ยี ว หอ ยลง กา นดอกยาวไมเ กนิ 2 ซม. ดอกสี ตะขอ รูปวงรี ชอ ดอกออกท่ตี ะขอ กลบี ดอกสเี ขียวออน-เหลือง
รปู ใบหอก ยาว 3-4 ซม. เน้อื หนา มีกลิน่ หอมชว งเวลาเย็น ผลตดิ
เปนกลุม 2-15 ผล/กลุม รปู ไขก ลบั

297

สรรพคณุ
• ดอก : สดู ดมหรอื ชงชาด่ืมแกวิงเวยี น; เถาหรือราก : แกท อง
เสีย ชว ยบาํ รงุ กาํ ลัง บํารุงโลหติ บํารงุ รางกาย (E2)
• ตํารบั ยาบํารงุ นา้ํ นม : บาํ รงุ น้าํ นม ชว ยขับนาํ้ นม (N1-255)

นมงัว
นมชะนี
ชอ่ื ทอ งถิน่ : เถานมวัว (พษิ ณุโลก)
ชือ่ วทิ ยาศาสตร : Artabotrys burmanicus A. DC.
ชือ่ วงศ : ANNONACEAE
ลักษณะเดน : ไมเ ถาเนือ้ แข็ง ยาวไดถงึ 20 ม. เถามีหนามออก
เปน คู มีลักษณะคลายนมงัว (Art_har) มจี ุดตา งที่นมชะนจี ะมขี น
สั้นนมุ สสี นิม-สีน้าํ ตาลออ นท่ีตามกิ่งและชอดอก สวนแผน ใบดาน
ลา งมสี ีเขยี วนวลและมขี นสนั้ นมุ
สรรพคุณ
• เถา : แกต อ มลูกหมากโต (N1)
• ตาํ รับยาบํารงุ น้าํ นม : บํารงุ นํา้ นม (N1-270)

298

นมนอ้ ย สรรพคณุ
ชือ่ ทอ งถนิ่ : ตองแลง ตอ งแลง (อดุ รธาน)ี • รากหรอื ลาํ ตน : บาํ รงุ นา้ํ นม (NE3)
ช่อื วิทยาศาสตร : Polyalthia evecta (Pierre) • ทง้ั ตน : ขบั เสมหะ ทําใหอ าเจยี น ถอนพิษของโรคในแมวไดดี;
Finet & Gagnep. ใบ : ขบั พยาธิเสน ดายในเด็ก ขบั เสมหะ, เปน ยาถา ยและให
ชือ่ วงศ : ANNONACEAE คลืน่ เหยี นอาเจยี น หากรบั ประทานปรมิ าณมาก, ใบแหง ปนโรย
ลกั ษณะเดน : ไมพ ุม สูงถึง 1 ม. ตามก่ิง แผน ใบดา นลางและ รักษาแผลเนือ่ งจากนอนมาก ยาระบาย แกห ดื ขบั เสมหะ (R7)
ดอกสขี นสน้ั นมุ ใบเด่ียว เรยี งสลับระนาบเดียว รปู รี-ขอบขนาน นมพิจิตร
ยาว 5-10 ซม. กานใบบวม ยาว 3-5 มม. ดอกเด่ียว ออกตาม ช่ือทองถน่ิ : ลิ้นเหี้ย (อดุ รธานี)
ซอกใบ หอยลง กลีบดอก 6 กลบี กลบี ดอกวงในงุมเขา แตะกัน สี ชอื่ วิทยาศาสตร : Hoya verticillata (Vah.) G. Don
เหลอื งออน ยาว 1 ซม. กา นดอกยาว 3 ซม. มกั มีสีแดง ผลตดิ ชือ่ วงศ : APOCYNACEAE
เปนกลุม 2-10 ผล/กลมุ ทรงกลม กวาง 8-10 มม. ลักษณะเดน : ไมเถาลมลุก อิงอาศัยตามตน ไม ยาวไดถงึ 5 ม.
สวนตา ง ๆ ทม่ี ีชวี ิตมนี า้ํ ยางสขี าวขนุ ใบเดี่ยว เรยี งตรงขาม รปู
ร-ี แกมใบหอก ยาว 10-13 ซม. เนือ้ ใบแข็งหนา มีเสนแขนงใบคู
ลา งสุดออกจากโคนใบและเดน ชดั ท่สี ดุ ชอ ดอกยาว 3-5 ซม. ชอ
กระจกุ คลา ยซ่ีรม กวา งถงึ 6 ซม. ดอกสีขาว-ชมพู กลางดอก
สีชมพูเขม ผลแบบฝก ทรงกระบอกเรยี วยาว ยาว 12-17 ซม. ฝก
ออนมักมีลายสีมว ง
สรรพคุณ
• ใบและเถา : แกโ รคฝในตับ (NE3)

299

นมแมว นมแมวปา่
ชอ่ื ทอ งถน่ิ : นมแมว (สระแกว ) ช่ือทอ งถิ่น : กลว ยนอ ย (อดุ รธานี)
ชอื่ วิทยาศาสตร : Uvaria siamensis (Scheff.) ช่อื วทิ ยาศาสตร : Uvaria cherrevensis (Pierre
L. L. Zhou, Y. C. F. Su & R. M. K. Saunders ex Finet & Gagnep.) L. L. Zhou, Y. C. F. Su & R. M. K. Saunders
ชือ่ วงศ : ANNONACEAE ช่ือวงศ : ANNONACEAE
ลกั ษณะเดน : ไมเ ถาเนอ้ื แขง็ ยาวถึง 20 ม. ตามกง่ิ ดอก ผลและ ลกั ษณะเดน : ไมพมุ สูงถึง 1.5 ม. ตามกง่ิ กา นใบ แผนใบดาน
แผนใบดานลา งมขี นกระจุกส้ันสีนํา้ ตาลแดงแนบกบั ผิว ใบเดย่ี ว ลา ง ดอกและผลมขี นสีสนิม-สขี าวหนาแนน ใบเด่ียว เรยี งสลับ
เรยี งสลบั ระนาบเดยี ว รปู ใบหอก ยาว 7-15 ซม. โคนใบมน-เวา รปู ไข-ไขกลับ ยาว 9-15 ซม. ขยใ้ี บมีกลิ่นฉนุ เสนแขนงใบนนู
ขย้ีมกี ลิน่ ฉนุ เนือ้ ใบคอ นขางหนา แผน ใบดา นบนเรียบและมันเงา ชดั เจนทีผ่ วิ ใบดา นลา ง ดอกเดีย่ ว หอ ยลง กลบี ดอกสีเหลืองออน
ดานลา งสีเขียวนวล กลบี ดอกสเี หลอื งครมี มี 6 กลบี รูปไขก วาง รูปไขแกมกลม ยาว 2 ซม. ปลายกลบี งอนกลบั ผลตดิ เปน กลุม
ยาว 1.5-2 ซม. มีกลิ่นหอมเยน็ ผลตดิ เปน กลมุ 2-8 ผล/กลุม รูป 10-20 ผล/กลมุ ทรงรี ยาว 1-1.5 ซม. สกุ สแี ดง
กลม-ทรงกระบอก ยาว 1.3-2 ซม. สุกสเี หลือง สรรพคุณ
• เถาหรือราก : แกท อ งเสีย ปวดทอ ง ชว ยบาํ รุงน้ํานม (NE3)

สรรพคณุ
• ดอก ราก เถา และแกน : บํารงุ หัวใจ บาํ รงุ กําลัง; ใบ ราก หรอื
ผลดบิ : รักษาโรคผิวหนังผน่ื คัน (E2)


Click to View FlipBook Version