ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด PERSONALITY AND ATTITUDE FACTORS AFFECTING RECIDIVISM IN DRUG ADDICTED FEMALE INMATES
พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2566 E-book อ่านฟรี ลิขสิทธิ์ของ มูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ ผู้วิจัย ชนัญชิดา ทุมมานนท์ ณัฐกานต์ จันทรศิริพุทธ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ชนัญชิดา ทุมมานนท์ ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่ กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด.-- มูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้า ลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชร ราชธิดา, 2566. 314 หน้า. 1. นักโทษหญิง -- วิจัย. I. ณัฐกานต์ จันทรศิริพุทธ, ผู้แต่งร่วม. II. ชื่อเรื่อง. 364.374 ISBN (E-Book) 978-616-94245-0-5
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ก (ภาษาไทย) ชื่อโครงการ ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด (ภาษาอังกฤษ) ชื่อโครงการ PERSONALITY AND ATTITUDE FACTORS AFFECTING RECIDIVISM IN DRUG ADDICTED FEMALE INMATES ผู้วิจัย 1. นางสาวชนัญชิดา ทุมมานนท์ 2. นางสาวณัฐกานต์ จันทรศิริพุทธ ผู้ช่วยผู้วิจัย 1. นางสาวปิยกฤตา เครือหิรัญ 2. นางสาวกวิตา พร้อมเพราะ 3. นางสาวนฤมล อินทหมื่น 4. นางสาวบุญจิรา ชลธารนที 5. นางสาวดวงพร กิตติสุนทร 6. นางสาววิภาวี วรวุฒิวิทยารักษ์ คณะกรรมการติดตามและประเมินผล 1 อ.ดร. ทิพย์นภา หวนสุริยา ภาควิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. อ.ดร. กนิษฐ์ ศรีเคลือบ ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3. นายชายนำ ภาววิมล นักวิชาการอิสระ 4. นางสาวจิตราภรณ์ วนัสพงศ์ นักวิชาการอิสระ เจ้าหน้าที่ประจำโครงการฯ 1. นางสาวเหมือนแพร กุสสลานุภาพ 2. นางสาวทิพยาพร ภาววิมล
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ค บทสรุปผู้บริหาร ปัญหาการเสพยาเสพติดเกิดขึ้นในสังคมไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งใน ระดับบุคคล ครอบครัว ไปจนถึงสังคม สถิติข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พบว่า การกระทำผิด ประเภทพ.ร.บ.ยาเสพติด/สารระเหย มีสัดส่วนสูงเป็นอันดับแรกเมื่อเปรียบเทียบกันกับลักษณะคว ามผิด ประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้ การศึกษามูลเหตุและปัจจัย รวมไปถึงวิธีการแก้ไขเยียวยาผู้กระทำผิดที่ผ่านมา มักมุ่งเน้น การศึกษาไปในเพศชายซึ่งมีสัดส่วนการกระทำผิดสูง อย่างไรก็ตาม เพศหญิงก็มีอัตราการกระทำผิดเพิ่มสูง มากขึ้นจากในอดีตเช่นกัน ทั้งการกระทำผิดครั้งแรกและการกระทำผิดซ้ำ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาและการทำความเข้าใจถึงมูลเหตุและปัจจัยของการกลับไปกระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะในคดีการเสพยาเสพติดในเพศหญิง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการแสวงหาวิธีป้องกันไม่ให้ ผู้พ้นโทษหญิงกลับไปเสพยาเสพติดหรือกระทำผิดซ้ำอีก การวิจัยครั้งนี้เลือกดำเนินการศึกษาผ่านกรอบแนวความคิดทฤษฎีจิตวิทยาที่มุ่งเน้นไปยังปัจจัยภายใน คือ พฤติกรรมของบุคคล ทั้งพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกให้เห็นเป็นการกระทำ และพฤติกรรมภายใน ที่เกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ ความรู้สึก แรงจูงใจ และความปรารถนา กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การวิจัยครั้งนี้ ศึกษาลักษณะบุคลิกภาพและทัศนคติได้แก่ 1) ความเมตตากรุณาต่อตนเอง 2) บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม 3) ความรู้สึกผิด และ 4) ความหวัง ที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในก ารพัฒ นาหลักสูตร การอบรมเพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด โดยคาดหวังว่าจะช่วยป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดีการเสพยาเสพติดของเพศหญิงได้เพิ่มมากขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิง ที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการอบรม วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยนี้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน กลุ่มสหสถาบัน ชุดที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขที่ COA NO 045/2561 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทั้งเชิงปริมาณ ได้แก่ การสำรวจ ด้วยแบบสอบถาม และเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์รายบุคคล
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ง ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตัวแปรในการวิจัย การวิจัยนี้มีตัวแปรตามกรอบแนวคิดการวิจัยทั้งหมด 5ตัวแปร ดังนี้ 1. ตัวแปรแฝงภายนอก (Exogenous latent variable) ได้แก่ 1) ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และ 2) บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม 2. ตัวแปรส่งผ่าน (Mediator variables) ได้แก่ 1) ความรู้สึกผิด และ 2) ความหวัง 3. ตัวแปรแฝงภายใน (Endogenous latent variable) ได้แก่ 1) การกระทำผิดซ้ำ กลุ่มตัวอย่าง ผู้ต้องขังหญิง อายุระหว่าง 28-52 ปี ที่ได้รับการพิพากษาจำคุก คดีความเป็นที่สิ้นสุดในคดีเกี่ยวกับ ยาเสพติดจำนวน 646 คน มีพื้นที่เก็บข้อมูล คือ เรือนจำ/ทัณฑสถาน เขตกรุงเทพมหานครและป ริมณฑล จำนวน 5 แห่ง ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ประจำเรือนจำ/ทัณฑสถาน อย่างเคร่งครัด เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยนี้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 1 ฉบับ และ 2) มาตรวัด 5 ฉบับ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากมาตรวัดฉบับภาษาอังกฤษ และที่ได้รับการสร้างแล ะพัฒ นาขึ้นให ม่ให้ เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย รวมทั้งมีความเฉพาะเจาะจงในกลุ่มผู้กระทำผิดในคดีการเสพย าเสพติด ได้แก่ 1. มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง (SCS-SF) ของ Raes, Pommier, Neff และ Van Gucht (2011) 2. มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมของ Frick และ Hare (2001) 3. มาตรวัดความรู้สึกผิด อ้างอิงจากมาตรวัด TOSCA-SD ของ Hanson และ Tangney (1995) 4. มาตรวัดความหวัง อ้างอิงจากมาตรวัด The Adult State Hope Scale ของ Snyder และคณะ (1991) 5. มาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | จ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 646 คน พบว่า มีอายุระหว่าง 28-38 ปีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.7 ระดับการศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่หรือสูงสุด คือ มัธยมศึกษาตอนต้น คิดเป็นร้อยละ 40.9 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปก่อนได้รับโทษมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 36.6 ระดับรายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 6,001- 12,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 51.4 สถานภาพแต่งงาน (รวมที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 41.3 พิจารณาด้านคดีความและพฤติกรรมการเสพยาเสพติด พบว่า ลักษณะความผิดครั้งปัจจุบันเป็นผู้เสพ และจำหน่ายยาเสพติด คิดเป็นร้อยละ 33.3 ประเภทของยาเสพติดส่วนมากที่เคยเสพ คือ ยาไอซ์ คิดเป็น ร้อยละ 82.8 เหตุผลของการเสพยาเสพติด คือ ความอยากรู้อยากลอง คิดเป็นร้อยละ 86.6 เริ่มใช้ยาเสพติด ครั้งแรกหลังจากพ้นโทษทันที คิดเป็นร้อยละ 10.5 และภายหลังจากพ้นโทษไม่เกิน 1 ปี จึงถูกจับกุมอีกครั้ง คิดเป็นร้อยละ 16.9 การทดสอบสมมติฐาน การวิจัยนี้ดำเนินการทดสอบสมมติฐานด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการเชิงโครงส ร้าง (Structural Equation Modeling หรือ SEM) โดยโปรแกรม Mplus ผลการทดสอบสมมติฐาน ดังภาพและ ตารางด้านล่าง โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีก ารเสพ ยาเสพติด เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646) หมายเหตุ : ***=p<.001 (สองหาง), **=p<.01 (สองหาง), *=p<.05 (สองหาง)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ฉ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตารางสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามสมมติฐาน ข้อ สมมติฐาน สนับสนุน ไม่สนับสนุน 1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบ และมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ √ 2 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิด เป็นตัวแปรส่งผ่าน √ 2.1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกผิด √ 2.2 ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ √ 3 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวัง เป็นตัวแปรส่งผ่าน √ 3.1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวัง √ 3.2 ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ √ 4 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวก และมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ √ 5 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิด เป็นตัวแปรส่งผ่าน √ 5.1 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิด √ 6 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวัง เป็นตัวแปรส่งผ่าน √ 6.1 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความหวัง √ สรุปและอภิปรายผลข้อมูล การสรุปและอภิปรายผลข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 1. ครอบครัว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ทั้งยังขาดองค์ประกอบของก ารเป็น ครอบครัวที่อบอุ่นด้วย 2. การศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาไม่สูงนัก โดยพบสาเหตุที่ทำให้กลุ่มตัวอย่าง ออกจากระบบการศึกษา ได้แก่ ความเกเร ไม่อยากเรียนหนังสือ การย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่กับคนรัก ความจำเป็นบางประการ และเหตุการณ์พลิกผันในชีวิต 3. สามี/คนรัก คนรักมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเสพและจำหน่ายยาเสพติด จนนำไปสู่การถูกจับกุม เนื่องจากการรับผิดแทนคนรักหรือความต้องการประชดประชัน ซึ่งเป็นลักษณะการกระทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ และไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ช 4. สภาพสังคมและการไม่ได้รับโอกาสด้านต่าง ๆ การต้องกลับไปอยู่ในชุมชนและสภาพแวดล้อมเดิม การไม่ได้รับการยอมรับ และการได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกับคนทั่วไปในสังคมเป็นอุปสรรคห นึ่งที่ทำให้ ผู้พ้นโทษกลับไปกระทำผิดซ้ำ 5. ลักษณะส่วนบุคคล นอกจากความอยากรู้อยากลองที่เป็นสาเหตุเริ่มต้นของการเสพยาเสพติดของ กลุ่มตัวอย่าง ยังพบปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสพยาเสพติด ได้แก่ การเห็นแบบอย่าง ความต้องการเป็น ที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน การให้น้ำหนักเฉพาะด้านดีต่อยาเสพติด และการยอมจำนนต่อสถานการณ์ การสรุปและอภิปรายผลสมมติฐาน 1. สมมติฐานที่ 1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ อาจเกิดจาก 1) กลุ่มตัวอย่างบางส่วนไม่ได้รู้สึกว่าการเสพยาเสพติดเป็นสิ่งที่ผิดมาตั้งแต่แรก ทำให้ไม่เกิดความเมตตากรุณา ต่อตนเองในมิติของการเสพยาเสพติด และ 2) เมื่อนำมาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเองที่พัฒนาขึ้นมาใช้ใน กลุ่มผู้ต้องขังหญิง พบว่า มีค่าความเที่ยงไม่ดีนักเนื่องจากข้อคำถามบางข้ออาจยากต่อการทำความเข้าใจ 2. สมมติฐานที่ 2 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางลบต่อความรู้สึกผิด ซึ่งเป็นทิศทาง ตรงกันข้ามกับค่าสหสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่า ยังมีปัจจัยอื่นที่การวิจัยนี้ไม่ได้ดำเนินการศึกษาแล ะส่งผลต่อ ความรู้สึกผิด โดยปัจจัยดังกล่าวเข้ามามีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับ ความรู้สึกผิด ทั้งนี้ ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์และมีอิทธิพลทางลบต่อการกระทำผิดซ้ำ 3. สมมติฐานที่ 3 ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่มีอิทธิพลต่อความหวัง แม้จะมีสหสัมพันธ์ทางบวก ระหว่างกัน แสดงให้เห็นว่า ยังมีปัจจัยอื่นที่การวิจัยนี้ไม่ได้ดำเนินการศึกษาและส่งผลต่อความหวัง โดย ปัจจัย ดังกล่าวเข้ามามีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความหวัง ทั้งนี้ ความหวังมี สหสัมพันธ์และมีอิทธิพลทางลบต่อการกระทำผิดซ้ำ 4. สมมติฐานที่ 4 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำ หากแต่ไม่ได้ เป็นเหตุผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ โดยอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาคั่นกลางหรือส่งผ่านอิทธิพลระหว่าง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งควรได้รับการศึกษาวิจัยต่อไป 5. สมมติฐานที่ 5 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์และอิทธิพลทางลบต่อความรู้สึกผิดและ ความรู้สึกผิดมีอิทธิพลทางลบต่อการกระทำผิดซ้ำ หากแต่บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไม่ได้เป็นปัจจัยกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกผิดที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังการกระทำผิดซ้ำ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าตัวแปรความรู้สึกผิด อาจไม่ได้มีฐานะเป็นตัวแปรคั่นกลางหรือตัวแปรส่งผ่าน แต่อาจเป็นปัจจัยหลักหรือปัจจัยสาเหตุโดยตรงที่ ส่งผลไปยังการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งควรได้รับการศึกษาวิจัยต่อไป 6. สมมติฐานที่ 6 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวัง เป็นตัวแปรส่งผ่าน และบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความหวัง
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ซ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด การสรุปและอภิปรายผลการสัมภาษณ์ 1. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ความหุนหันพลันแล่น ความสามารถในการควบคุมตนเองและ ความเคารพกฎระเบียบเป็นลักษณะเด่นของกลุ่มตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกล่าวได้ว่า การควบคุม ตนเองและความเคารพกฎระเบียบเป็นลักษณะภายในที่แท้จริงของกลุ่มตัวอย่าง เนื่องจากเป็นการกระทำเพียง เพื่อไม่ให้ถูกลงโทษหรือได้ผลสะท้อนกลับในทิศทางลบในขณะที่อยู่ในเรือนจำ/ทัณฑสถาน 2. ความรู้สึกผิด กลุ่มตัวอย่างรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นร่วมกับรู้สึกผิดต่อตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติ ทางวัฒนธรรมแบบคติรวมหมู่ในสังคมไทย ทั้งนี้ ความรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นจะนำไปสู่ความพย าย ามแก้ไข พฤติกรรมก็ต่อเมื่อบุคคลรู้สึกผิดต่อตนเอง และรับรู้ว่าพฤติกรรมที่ตนกระทำเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ อย่างไร ก็ตาม ความรู้สึกผิดอาจเป็นเพียงข้ออ้างของบุคคลเพื่อให้ตนดูดีหรือเป็นกลไกหนึ่งในก ารป้องกันตนจาก ความเจ็บปวด 3. ความหวัง ลักษณะความหวังที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ คือ การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่ เป้าหมาย หากแต่ยังคงต้องการการประคับประคอง การสนับสนุนด้านเงินทุน และที่สำคัญคือความต้องการ กำลังใจจากครอบครัวและสังคม 4. ความเข้มแข็งของจิตใจ (หนึ่งในผลที่ได้รับจากการมีความเมตตากรุณาต่อตนเอง) ปัจจัยหลัก ที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างกลับมากระทำผิดซ้ำ คือ การมีจิตใจที่ไม่เข้มแข็ง ถึงแม้ว่ากลุ่มตัวอย่างจะอยากมีจิตใจที่ เข้มแข็ง หากแต่ยังไม่รู้วิธีการปฏิบัติและการพัฒนาตนเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ทั้งนี้ สิ่งที่สามารถช่วยให้ กลุ่มตัวอย่างเพิ่มความเข้มแข็งของจิตใจได้ คือ การพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองเพื่อให้กลุ่มตัวอย่าง ยอมรับในความผิดพลาด และมองความผิดพลาดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย ข้อจ ากัด 1. จำนวนกลุ่มตัวอย่างมีไม่เพียงพอ จึงพิจารณาเก็บข้อมูลจากผู้ต้องขังหญิงที่เคยเสพย าเสพติดก่อน ถูกจับกุมจากการกระทำผิดซ้ำ ถึงแม้ว่าจะถูกจับกุมในคดีการจำหน่ายหรือครอบครองยาเสพติด 2. การเก็บข้อมูลเป็นไปตามการรับรู้และประเมินตนเองของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจาก กระบวนการปลูกฝังอบรมในเรือนจำ 3. ผลการวิจัยไม่สามารถสรุปอ้างอิงไปยังกลุ่มประชากรอื่นได้ เนื่องจากเป็นการศึกษาวิจัยเฉพาะ กลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ดังนี้ 1.1.การศึกษาวิจัยครั้งต่อไปควรพิจารณาการนำทฤษฎีตามแนวทางตะวันตกมาใช้ โดยต้องปรับให้มี ความเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ฌ 1.2.ตัวแปรหรือปัจจัยภายในอื่น ๆ ที่ควรได้รับการศึกษาต่อไป คือ ความเข้มแข็งของจิตใจ คำทำนาย ที่เป็นจริง การศึกษาตามแนวคิดทฤษฎีด้านทัศนคติโดยตรง การยอมจำนนอันเกิดจากการเรียนรู้ และตัวแปรด้านบุคลิกภาพอื่น ๆ 1.3. ปัจจัยภายนอกที่ควรได้รับการศึกษาต่อไป เช่น สภาพสิ่งแวดล้อมหรือสังคม และความคาดหวัง ของบุคคลในสังคมที่มีต่อเพศหญิง 1.4.ควรศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบุคคลที่พ้นโทษไปแล้วและไม่กระทำผิดซ้ำกับกลุ่มบุคคล ที่พ้นโทษแล้วและกลับมากระทำผิดซ้ำ 1.5.ควรศึกษาเพิ่มเติมเรื่องทัศนคติต่อความรู้สึกผิด 2. ข้อเสนอแนะแนวทางการจัดทำหลักสูตรการอบรม ควรจัดทำหลักสูตรการอบรมเพื่อลดลักษณะความหุนหันพลันแล่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ ตัวแปรบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ เนื้อหาภายในหลักสูตรการอบรมที่มุ่งเน้นการลด ความหุนหันพลันแล่นควรเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความสามารถในการควบคุมตนเอง การส่งเสริมทักษะการคิด และวางแผนล่วงหน้า และการรู้จักอดทนรอสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต นอกจากนั้น ควรสอดแทรกเนื้อหาด้าน ความหวัง ทั้งด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมายควบคู่กับด้านการวางแผนแนวทางที่จะ นำตนเองไปสู่เป้าหมาย เมื่อสามารถลดระดับความหุนหันพลันแล่นลงได้แล้ว ควรเพิ่มเติมเนื้อหาด้านองค์ประกอบอื่น ๆ ของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมด้วย เช่น 1) ด้านบุคลิกภาพแบบหลงตนเอง โดยส่งเสริมการยอมรับตนเอง และการรับรู้ตนเองตามความเป็นจริง และ 2) ด้านความใจดำ-ไร้ความรู้สึก โดยส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจ การเข้าใจมุมมองของผู้อื่น และสร้างการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม ลำดับต่อมา ควรพัฒนาหลักสูตรการอบรมด้านการเพิ่มระดับความรู้สึกผิด โดยมุ่งเน้นความรู้สึกผิดที่มี ต่อการกระทำของตนเอง นอกจากนั้น อาจมีเนื้อหาที่สอดแทรกเนื้อหาด้านศีลธรรม การรู้จักแยกแยะผิด ชอบ ชั่ว ดี เพื่อให้เกิดการควบคุมพฤติกรรมจากภายในตนเอง นอกจากนี้ หลักสูตรการอบรมที่จัดขึ้นควรตอบสนองต่อความแตกต่างหลากหลายของบุคคลทั้งในแง่ บุคลิกภาพ อายุ ศาสนา และความต้องการที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ด้านปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งเสริมให้ การอบรมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ได้แก่ การติดตามและประเมินผลในระยะยาว บทบาทและความร่วมมือของ ผู้มีอำนาจในการสนับสนุนบุคลากรของเรือนจำ/ทัณฑสถาน และผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการปฏิบัติงาน ดังนั้น จึงอาจจัดให้มีหลักสูตรการอบรมหรือพัฒนาบุคลากรควบคู่กัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและการพัฒนา อย่างเป็นระบบ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ญ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ฎ บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภ าพแล ะทัศนคติของ การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การอบรม มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังหญิง อายุระหว่าง 28-52 ปี ที่ได้รับการพิพากษาจำคุก คดีความเป็น ที่สิ้นสุดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวน 646 คน มีพื้นที่เก็บข้อมูล คือ เรือนจำ/ทัณฑส ถ าน เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 5 แห่งตอบมาตรวัดจำนวน 5 ฉบับ คือ มาตรวัดความเมตตากรุณา ต่อตนเอง มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม มาตรวัดความรู้สึกผิด มาตรวัดความหวัง และมาตรวัด แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการกระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดด้วยโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง พบว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน ความเมตตากรุณาต่อตนเอง มีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกผิดและความหวัง แต่มีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ บุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิดและความหวัง แต่มีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการกระทำ ผิดซ้ำความรู้สึกผิดและความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมในระยะต่อไป คือ หลักสูตรการอบรม ควรประกอบด้วยเนื้อหาเพื่อลดลักษณะความหุนหันพลันแล่นซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของตัวแปรบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมเป็นลำดับแรก และเนื้อหาด้านความหวังและด้านความรู้สึกผิด เป็นลำดับต่อไป
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ฏ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ฐ Abstract The main objective in this research was to study the causal effect of personality and attitude in recidivism of drug addicted female inmates as a guideline for developing a training curriculum. Samples were 646 drug addicted female inmates between 28-52 years old in 5 prisons or correctional Institutions located in Bangkok and Bangkok metropolitan region. The samples were asked to complete 5 scales including self-compassion, antisocial personality, guilt, hope, and recidivisim. Structural equation modeling analysis revealed that the antisocial personality indirectly effected on recidivism through guilt. Self-compassion positively correlated with guilt and hope, it negatively correlated with recidivisism. The antisocial personalitynegatively correlates with guilt and hope, it positively correlates with recidivisism. The guilt and hope correlated with recidivisism. The research suggests that follow-up training curiculum should be conducted. Core contents in the curriculum should aim to reduce impulsivity characteristics in the antisocial personality and to enhance the hope and guilt in respectively.
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ฑ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ฒ สารบัญ บทสรุปผู้บริหาร.......................................................................................................................................................ค บทคัดย่อ...................................................................................................................................................................ฎ Abstract..................................................................................................................................................................ฐ สารบัญ.....................................................................................................................................................................ฒ สารบัญตาราง...........................................................................................................................................................ด สารบัญภาพ..............................................................................................................................................................ถ บทที่ 1 บทนำ..........................................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา..........................................................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย...................................................................................................................................4 ขอบเขตของการวิจัย...........................................................................................................................................4 ตัวแปรในการวิจัย...............................................................................................................................................4 สมมติฐานการวิจัย..............................................................................................................................................5 คำจำกัดความในการวิจัย ...................................................................................................................................6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ.................................................................................................................................8 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..................................................................................................9 การกระทำผิดซ้ำ.................................................................................................................................................9 ความเมตตากรุณาต่อตนเอง............................................................................................................................20 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม...........................................................................................................................28 ความรู้สึกผิด......................................................................................................................................................39 ความหวัง...........................................................................................................................................................44 บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย.....................................................................................................................................51 ประชากร...........................................................................................................................................................51 กลุ่มตัวอย่าง......................................................................................................................................................51 พื้นที่ในการเก็บข้อมูล.......................................................................................................................................52 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย...................................................................................................................................52 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ...................................................................................................53 การเก็บรวบรวมข้อมูล......................................................................................................................................85 การวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................................................................86 การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง............................................................................................................................86 การพิจารณาจริยธรรมการวิจัย .......................................................................................................................86
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ณ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................................................87 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลข้อมูล...................................................................................................................109 การสรุปและอภิปรายผลข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง...............................................................................109 การสรุปและอภิปรายผลสมมติฐาน ..............................................................................................................119 การสรุปและอภิปรายผลการสัมภาษณ์.........................................................................................................123 ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะ..............................................................................................................................131 รายการอ้างอิง......................................................................................................................................................137 ภาคผนวก.............................................................................................................................................................155 ภาคผนวก ก....................................................................................................................................................157 ภาคผนวก ข....................................................................................................................................................163 ภาคผนวก ค....................................................................................................................................................165 ภาคผนวก ง.....................................................................................................................................................311
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ด สารบัญตาราง ตาราง 1 สถิตินักโทษเด็ดขาดที่ต้องโทษ 2-5 ครั้งขึ้นไป ปีพ.ศ. 2555-2560.......................................................10 ตาราง 2 ข้อมูลพื้นฐานกลุ่มตัวอย่างขั้นการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ (N=136).................................................54 ตาราง 3 ข้อมูลพื้นฐานกลุ่มตัวอย่างขั้นการสร้างและพัฒนาเครื่องมือเฉพาะกลุ่มผู้เสพยาเสพติด (N=67)......56 ตาราง 4 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่ามาตรวัดความเมตตากรุณา ต่อตนเอง......................................................................................................................................................................61 ตาราง 5 ค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง (N=136)........63 ตาราง 6 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง (N=136)...64 ตาราง 7 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่ามาตรวัดบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคม........................................................................................................................................................67 ตาราง 8 แสดงค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคม (N=136) ...............................................................................................................................................68 ตาราง 9 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (N=136)..69 ตาราง 10 รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยืนยันมาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม เมื่อวิเคราะห์ ด้วยโปรแกรม Mplus (N=136) ................................................................................................................................70 ตาราง 11 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่ามาตรวัดความรู้สึกผิด..................72 ตาราง 12 แสดงค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามตัวแปรความรู้สึกผิด (N=136)........................73 ตาราง 13 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามตัวแปรความรู้สึกผิด (N=136).............................74 ตาราง 14 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่ามาตรวัดความหวัง.................................76 ตาราง 15 แสดงค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดความหวัง (N=136) ...........................77 ตาราง 16 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดความหวัง (N=136)................................78 ตาราง 17 รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยืนยันมาตรวัดความหวัง เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=136) .......................................................................................................................................................................79 ตาราง 18 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่ามาตรวัดแนวโน้ม การกระทำผิดซ้ำ..........................................................................................................................................................81
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ต ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 19 แสดงค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ (N=136) .......................................................................................................................................................................82 ตาราง 20ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ (N=136) .....83 ตาราง 21 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของบุคลิกภาพและทัศนคติ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด (N=646)............................................................................89 ตาราง 22 ค่าสถิติพื้นฐานของตัวแปรที่ใช้วิเคราะห์ในโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของบุคลิกภาพและทัศนคติ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด (N=646)............................................................................98 ตาราง 23 ค่าสหสัมพันธ์ของตัวแปรแฝงที่ใช้วิเคราะห์ในโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของบุคลิกภาพและ ทัศนคติของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด (N=646)...............................................................99 ตาราง 24 รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยืนยันของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646)............100 ตาราง 25 ค่าสถิติ ผลการวิเคราะห์อิทธิพล ค่าประมาณพารามิเตอร์ และค่าสถิติอิทธิพลของโมเดล ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646).......................................................................................................101 ตาราง 26 ผลการวิจัยตามสมมติฐาน.....................................................................................................................108
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | ถ สารบัญภาพ ภาพ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย.......................................................................................................................................5 ภาพ 2 การตรวจสอบค่าความตรงเชิงภาวะสันนิษฐาน ตัวแปรบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมด้วยการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรม Mplus..........................................................................................................70 ภาพ 3 การตรวจสอบค่าความตรงเชิงภาวะสันนิษฐานตัวแปรความหวังด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงยืนยันด้วยโปรแกรม Mplus.................................................................................................................................79 ภาพ 4 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดี การเสพยาเสพติด เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646) ........................................................................102
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | ท ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัญหาการเสพยาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน ส่งผล กระทบเป็นวงกว้างในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อบุคลิกภาพและกระบวนการรับรู้ นอกจากนั้น ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว ชุมชนและสังคม และอาจตามมาด้วยปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ เช่น การทำร้ายร่างกายและชีวิต ความผิดทางเพศ การฉกชิงวิ่งราว การปล้นทรัพย์ นอกจากนั้น ในระดับมหภาค ปัญหาการเสพยาเสพติดส่งผลต่อการบริหารจัดการภาครัฐ ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณในการจัดการแก้ไข ปัญหา รวมถึงการสูญเสียรายได้ และการขาดทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ประเทศชาติไปข้างหน้าให้มีความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ทั้งยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศโดยรวม อีกด้วย เมื่อกล่าวถึงปัญหาการกระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดในสังคมไทย บุคคลส่วนใหญ่มักนึกถึง เพศชาย และระบุว่าเพศชายมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวมากกว่าเพศหญิง อย่างไรก็ตาม สถิติข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พบว่า เพศหญิงมีอัตราการกระทำผิดประเภทพ.ร.บ.ยาเสพติด/ สารระเหยเพิ่มมากขึ้น ทั้งการกระทำผิดครั้งแรกและการกระทำผิดซ้ำไม่แตกต่างจากเพศชาย และมีสัดส่วนสูง เป็นอันดับแรกเมื่อเปรียบเทียบกันกับลักษณะความผิดประเภทอื่น ๆดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ให้ความสำคัญกับปัญหาการกระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดในเพศหญิง และมุ่งแสวงหาวิธีการป้องกันไม่ให้ เพศหญิงที่เคยกระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดมาแล้ว หันกลับไปเสพยาเสพติดและได้รับโทษซ้ำอีกครั้ง มูลเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลให้บุคคลเสพยาเสพติดมีหลายประการ ทั้งปัจจัยภายนอก ที่เกี่ยวข้องกับ สภาพสังคม สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมภายในครอบครัวและสังคมที่ไม่ดี และปัจจัย ภายใน ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการเสพยาเสพติด เช่น ความอยากรู้อยากลองตาม คำชักชวนของบุคคลอื่น การถูกหลอกลวงด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยเพศหญิงเป็นเพศที่มีอัตราการถูก หลอกลวงสูงกว่าเพศชาย นอกจากนั้น การเสพยาเสพติดอาจเกิดได้จากฤทธิ์อันพึงประสงค์ของยาเสพติด รวมถึงการเสพยาเสพติดเพราะความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตาม บางครั้งการเสพยาเสพติด สามารถเกิดขึ้นได้จากความเจ็บป่วย การได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนต้องแสวงหาหนทางในการบรรเทา ความเจ็บปวดด้วยการไปซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ทราบสรรพคุณที่แท้จริงของยานั้น หรืออาจเกิดจาก การกระทำของแพทย์ที่ให้ยาจนกระทั่งเสพติด รวมทั้งการทำงานเกี่ยวกับยาจนรู้สรรพคุณและหยิบนำมาใช้
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 2 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด (กาญจนา คุณารักษ์, 2555; จิรา สง่าพันธ์, 2549; ณัฐพลสุวรรณวงค์, 2556; ธาตรีสงวนถ้อย, 2556; นพรัตน์ หมอกมืด, 2556; ประภาพร ชวาฤทธิ์, 2558; เพชราภรณ์ หิรัญบูรณะ, 2543; ไพลินฆฤน บุญรอด, 2556; วรรณวิมล คงวิชัย, 2555; วิภา ด่านธำรงกูล, 2532; สมบูรณ์ เตชะวงศ์, 2545; สุรศักดิ์ โควสุภัทร์, 2541; สุรินทร์ ชาวศรีทอง, 2539; สุวิจักขณ์ โฉมวงษ์, 2542; อภิรัฐ ถนอมสิงห์, 2542) หลายหน่วยงานดำเนินการวิจัยเพื่อแสวงหาหลักสูตรหรือแนวทางในการแก้ไข ฟื้นฟู เยียวยา เพื่อให้ ผู้พ้นโทษในคดีการเสพยาเสพติดเหล่านั้นสามารถกลับตัวกลับใจเป็นคนดี และไม่กลับมากระทำผิดซ้ำในคดี การเสพยาเสพติดอีก อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยเพื่อแสวงหาแนวทางในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดี การเสพยาเสพติดในประเทศไทยส่วนใหญ่มักศึกษาภายใต้กรอบแนวความคิดทฤษฎีอาชญาวิทยาเชิงสังคม วิทยา ที่มีจุดเน้นที่โครงสร้างทางสังคมและกระบวนการทางสังคม ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัยภายนอกหรือปัจจัย สถานการณ์ ในขณะที่พบสาเหตุหลักหนึ่งของการกระทำผิดซ้ำว่ามาจากความอ่อนแอหรือคว ามเจ็บป่วย ทางจิตใจ ซึ่งเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่อยู่ภายในตัวบุคคล (Butorac, Gracin, & Stanić, 2017; Lovell, Gadliardi, & Peterson, 2002; เยาวมาลย์ พลรักษา, 2546; สมบูรณ์ เตชะวงศ์, 2545; อัญชลิดา ดีพรม, 2551) ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งแสวงหาปัจจัยภายในตัวบุคคล คือ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเสพ ยาเสพติดและการกระทำผิดซ้ำ เพื่อขยายองค์ความรู้จากกรอบแนวความคิดทฤษฎีอาชญาวิทยาเชิงสังคม วิทยา โดยศึกษาผ่านกรอบแนวความคิดทฤษฎีจิตวิทยาที่มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมของบุคคล ทั้งพฤติกรรม ภายนอกที่แสดงออกให้เห็นเป็นการกระทำ เช่น บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม และพฤติกรรมภายใน ที่เกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ ความรู้สึก แรงจูงใจ หรือความปรารถนา เช่น ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ความรู้สึกผิด และความหวัง หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การวิจัยครั้งนี้ศึกษาลักษณะบุคลิกภาพและทัศนคติ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการอบรม เพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังห ญิง ที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด โดยคาดหวังว่าจะช่วยป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดีการเสพยาเสพติดของ เพศหญิงได้เพิ่มมากขึ้น ความเมตตากรุณาต่อตนเอง (Self-compassion) เป็นตัวแปรด้านทัศนคติที่มีความเกี่ยวข้องกับ ความสามารถในการจัดการกับความผิดพลาดหรือความผิดหวังที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยความเข้าใจ มองความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ โดยไม่ตัดสิน หรือลงโทษตนเองเมื่อไม่ได้ ในสิ่งที่ตนเองคาดหวัง รวมถึงการให้โอกาสตนเองในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือเริ่มต้นใหม่ (Neff, 2003a, 2003b) ความเมตตากรุณาต่อตนเองจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการให้อภัยตนเอง และความพยายาม ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเอง (Breines & Chen, 2012; Morley, Terranova, Cunningham, & Kraft, 2016; Rainforth, Alexander, & Cavanaugh, 2003) ทั้งนี้ ระดับ ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบทั้งกับการเสพยาเสพติด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ (Brooks, Kay-Lambkin, Bowman, & Childs, 2012; Rendon, 2006) บุคคลที่มีปัญหา
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 3 การเสพยาเสพติดประเภทต่าง ๆ มักเป็นบุคคลที่มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำ ดังนั้น หากสามารถ เพิ่มระดับความเมตตากรุณาต่อตนเอง จะส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ให้โอกาสตนเองในการปรับปรุงแก้ไข ภายหลังจากการพ้นโทษ ให้อภัยตนเองจากความผิดพลาดทั้งหมดที่ผ่านมาในอดีต สามารถเลิกเสพยาเสพติด และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Antisocial personality disorder) เป็นตัวแปรด้านบุคลิกภาพที่มี ลักษณะของความหุนหันพลันแล่น การละเลยความรู้สึกของบุคคลอื่น การควบคุมตนเองต่ำ ไม่สามารถกำกับ ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชอบแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจรวมทั้งมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของบุคคล ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของวัฒนธรรมหรือของสังคมนั้น ๆ มีรูปแบบการแสดงพฤติกรรมที่เป็นปรปักษ์ ต่อสังคม และมีความเกี่ยวข้องกับการเสพยาเสพติด (Cunningham & Reidy, 2002; Cunningham, Reidy, & Sorensen, 2008; Cunningham & Sorensen, 2007; DeShong & Kurtz, 2013; Edens, Kelley, Lilienfeld, Skeem, & Douglas, 2015; Hare, Hart, & Harpur, 1991; Hasin และคณะ, 2011; Larsen & Buss, 2012; Nolen-Hoeksema, Fredrickson, Loftus, & Lutz, 2014; American Psychiatric Association, 1968 อ้างถึงใน Rogers, Salekin, Sewell, & Cruise, 2000; Scheidell และคณะ, 2017; Scott และคณะ, 2013; American Psychiatric Association, 2013 อ้างถึงใน Shorey, Stuart, Anderson, & Strong, 2013) โดยมีการวิจัยหลายการวิจัยที่สนับสนุนว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความเชื่อมโยงกับ การเสพยาเสพติดและการกระทำผิดซ้ำ (Fridell, Hesse, Jæger, & Kühlhorn, 2008; House, Laan, Molden, Ritchie, & Stowe, 2017; Long และคณะ, 2017; Randolph & Yates, 1993; Salekin, Rogers, Ustad, & Sewell, 1998) ความรู้สึกผิด (Guilt) เป็นอารมณ์ด้านลบของมนุษย์ซึ่งอารมณ์ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของตัวแปร ด้านทัศนคติที่ช่วยประเมินว่าตนเองได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาด ทั้งยังเป็นอารมณ์ที่มุ่งก่อให้เกิดการแก้ไข พฤติกรรมที่ตนเองกระทำผิดพลาดไป (Tangney & Dearing, 2003b; Tangney, Miller, Flicker, & Barlow, 1996) ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการตัดสินใจในการก่ออาชญากรรม สามารถทำนายแ นวโ น้ม ที่บุคคลจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ (Cohen, Panter, & Turan, 2012; Stuewig และคณะ, 2015) รวมทั้งมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดครั้งแรก กระทำผิดซ้ำ และการเสพยาเสพติด (Hequembourg & Dearing, 2013; Hosser, Windzio, & Greve, 2008b; Tangney, Stuewig, & Martinez, 2014b; Tangney, Stuewig, Mashek, & Hastings, 2011) โดยความรู้สึกผิดช่วยให้บุคคลที่มีประวัติการเสพยาเสพติดตระหนักรู้ ได้ว่าตนเองได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาด จึงมุ่งแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวโดยการไม่กลับไปเสพยาเสพติดอีก ความหวัง (Hope) เป็นตัวแปรด้านทัศนคติที่มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมาย (Goal) ที่บุคคลมี ความปรารถนา มีความต้องการลงมือปฏิบัติ สร้างหรือพัฒนาขึ้นให้สำเร็จ (Snyder, Lopez, Shorey, Rand, & Feldman, 2003) ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 2 ประการ คือ 1) ด้านอารมณ์ความรู้สึก (Emotionalbased hope) และ 2) ด้านการรู้คิด (Cognitive-based hope)ดังนั้น ความหวังต่อการเลิกเสพยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 4 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด จึงประกอบไปด้วย ความปรารถนาที่จะเลิกเสพยาเสพติด และการรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถเพียงพอใน การเลิกเสพยาเสพติด รวมทั้งการวางแผนว่าจะปฏิบัติตนในอนาคตอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้อง กับยาเสพติดอีก ทั้งนี้ ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการบำบัดอาการติดยาเสพติดแ ละก ารเลิกเสพ ยาเสพติด (Burnett, 1992 อ้างถึงใน Burnett & Maruna, 2004; Law & Guo, 2012; Martin & Stermac, 2010; Mathis, Ferrari, Groh, & Jason, 2009) จะเห็นได้ว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเอง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ความรู้สึกผิด และความหวัง ล้วนเป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการเสพยาเสพติดและการกระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะการกระทำผิดซ้ำในคดีที่ เกี่ยวข้องกับการเสพยาเสพติดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบงานวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างป ระเทศ ที่ดำเนินการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าวพร้อมกัน และไม่มีการศึกษาใดที่มีกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด งานวิจัยนี้จึงมุ่งแสวงหาความสัมพันธ์ดังกล่าว เพื่อการทำ ความเข้าใจผู้กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และเพื่อเป็นแนวทางในก ารพัฒ นา หลักสูตรการอบรมป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงในคดีการเสพยาเสพติด วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการกระทำ ผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการอบรม ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยนี้ใช้การสำรวจ (Survey research) และการสัมภาษณ์รายบุคคล(One on one interview) เป็นการวิจัยแบบรองรับภายใน (Embeded design) ที่มีการวิจัยย่อยเชิงคุณภาพทำหน้าที่สนับสนุนการวิจัย เชิงปริมาณให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการกระทำ ผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด มีตัวแปรที่เป็นขอบเขตการวิจัยจำนวน 5ตัวแปร ได้แก่ 1) ความเมตตากรุณาต่อตนเอง 2) บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม 3) ความรู้สึกผิด 4) ความหวัง และ 5) การกระทำผิดซ้ำ ตัวแปรในการวิจัย การวิจัยนี้มีตัวแปรตามกรอบแนวคิดการวิจัยทั้งหมด 5ตัวแปร ดังนี้ 1. ตัวแปรแฝงภายนอก (Exogenous latent variable) 1.1. ความเมตตากรุณาต่อตนเอง 1.2. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 5 2. ตัวแปรส่งผ่าน (Mediator variables) 2.1. ความรู้สึกผิด 2.2. ความหวัง 3. ตัวแปรแฝงภายใน (Endogenous latent variable) 3.1. การกระทำผิดซ้ำ สมมติฐานการวิจัย การวิจัยนี้มีสมมติฐานหลัก 6สมมติฐาน ได้แก่ 1. ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบ และมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ 2. ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปร ส่งผ่าน 2.1. ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกผิด 2.2. ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ 3. ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน 3.1. ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวัง 3.2. ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ 4. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวก และมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ 5. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปร ส่งผ่าน 5.1. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิด 6. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน 6.1. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความหวัง กรอบแนวคิดการวิจัยแสดงในภาพที่ 1 ดังนี้ ภาพ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 6 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด คำจำกัดความในการวิจัย ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด หมายถึง บุคคลเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการพิพากษาจำคุก คดีความเป็นที่สิ้นสุดในคดีการเสพยาเสพติด ผู้พ้นโทษ หมายถึง บุคคลที่พ้นจากสภาพการเป็นผู้ต้องขัง เป็นบุคคลที่ได้รับอิสรภาพจากการจำคุก ตามคำพิพากษา บุคลิกภาพ (Personality) หมายถึง หน่วยรวมหรือกลไกภายในตัวบุคคลที่มีการจัดระบบระเบียบ ดีแล้วทั้งคุณลักษณะทางกาย จิตใจ และความรู้สึกนึกคิด มีความคงทนถาวรภายในตัวของบุคคล รวมทั้งมี อิทธิพลต่อคุณลักษณะภายนอก ทั้งพฤติกรรมการแสดงออก ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการปรับตัว ทัศนคติ (Attitude) หมายถึง สภาพความคิด ความเข้าใจ และความรู้สึกเชิงประเมินที่เป็นอัตวิสัย ที่มีต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ เช่น วัตถุ บุคคล สถาบัน หรือสถานการณ์ ฯลฯ ในทิศทางของความชอบหรือไม่ชอบ พึงพอใจหรือไม่พอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และส่งผลต่อแนวโน้มในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ เหล่านั้น ทัศนคติเกิดจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่บุคคลประสบ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่มีความมั่นคงและเปลี่ยนแปลง ได้ยาก ความเมตตากรุณาต่อตนเอง (Self-compassion) หมายถึง ตัวแปรด้านทัศนคติที่มีความเกี่ยวข้อง กับความสามารถในการจัดการกับความผิดพลาดหรือความผิดหวังที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยความเข้าใจ มองความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ โดยไม่ตัดสิน หรือลงโทษตนเองเมื่อไม่ได้ ในสิ่งที่ตนเองคาดหวัง รวมถึงการให้โอกาสตนเองในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือเริ่มต้นใหม่ ในการวิจัยนี้ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง หมายถึง คะแนนที่ได้รับจากมาตรวัดความเมตตาก รุณา ต่อตนเองที่พัฒนาขึ้นจากมาตรวัด Self-Compassion Scale–Short Form (SCS-SF) ของRaes, Pommier, Neff, และ Van Gucht (2011) เป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ช่วง ตั้งแต่ 1 คือ แทบไม่เคยทำ จนถึง 5 คือ ทำเป็นประจำ แบ่งเป็น 3องค์ประกอบ คือ 1) การมีเมตตาต่อตนเอง 2) การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มี เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และ 3) การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Antisocial personality disorder) หมายถึง ตัวแปรด้าน บุคลิกภาพที่มีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบของพฤติกรรมที่มีลักษณะของความเป็นปรปักษ์ ความเห็นแก่ตัว ความใจดำอำมหิต ขาดความเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น ไม่ตระหนักและมักละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ละเลย ความรู้สึกของบุคคลอื่น ขาดการไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้า หุนหันพลันแล่น ไม่สามารถอดทนต่อความผิดหวัง เสียใจ มีความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำ ไม่สามารถกำกับตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 7 ขาดความซื่อสัตย์ ไม่รับผิดชอบ ไม่มีเหตุผล ขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาเมื่อประสบกับความเครียด มีความรู้สึกผิดน้อย ชอบกล่าวโทษบุคคลอื่น ชอบแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ ส่งผลให้บุคคลเข้าสังคมไม่ได้ และมีความเกี่ยวข้องกับการติดยาเสพติด ในการวิจัยนี้ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม หมายถึง คะแนนที่ได้รับจากมาตรวัดบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมที่พัฒนาขึ้นจากมาตรวัด The Antisocial Process Screening Device (APSD) ของFrick และ Hare (2001) เป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ช่วง ตั้งแต่ 1 คือ ไม่ตรงกับตัวฉันเลย จนถึง 5 คือ ตรงกับ ตัวฉันที่สุด แบ่งเป็น 3องค์ประกอบ คือ 1) บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 2) ความหุนหันพลันแล่น และ 3) ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก ความรู้สึกผิด (Guilt) หมายถึง อารมณ์ด้านลบของมนุษย์ที่สามารถตระหนักรู้ได้ ซึ่งอารมณ์ถือเป็น องค์ประกอบหนึ่งของตัวแปรด้านทัศนคติ เกิดขึ้นเมื่อบุคคลกระทำผิดศีลธรรมมีพฤติกรรมละเมิดบรรทัดฐาน ของสังคม หรือเกิดความผิดหวังเสียใจต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง และประเมิน ว่าตนเองได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดและต้องการแก้ไขพฤติกรรมนั้น โดยความรู้สึกผิดจะไม่กระทบต่ออัตลักษณ์ ของบุคคล ในการวิจัยนี้ ความรู้สึกผิด หมายถึง อารมณ์ด้านลบของบุคคลที่สามารถตระหนักรู้ได้ เกิดขึ้นเมื่อ บุคคลรู้สึกผิดภายหลังจากการประเมินว่า พฤติกรรมการเสพยาเสพติดของตนในอดีตเป็นพฤติกรรมที่ ผิดศีลธรรมและละเมิดบรรทัดฐานของสังคม และเกิดความต้องการแก้ไขพฤติกรรมนั้นโดยการไม่กลับไปเสพ ยาเสพติดอีก วัดได้จากคะแนนที่ได้รับจากมาตรวัดความรู้สึกผิดที่สร้างและพัฒนาขึ้นใหม่ โดยอ้างอิงมาจาก มาตรวัด TOSCA-SD (Hanson & Tangney, 1995 อ้างถึงใน Tangney & Dearing, 2003) ของ Hanson และ Tangney (1995) เป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ช่วง ตั้งแต่ 1 คือ ไม่ตรงกับตัวฉันเลย จนถึง 5 คือ ตรงกับตัวฉันที่สุด แบ่งเป็น 1องค์ประกอบ คือ ความรู้สึกผิด ความหวัง (Hope) หมายถึง ตัวแปรด้านทัศนคติที่บุคคลมีต่อเป้าหมาย มีความปรารถนาและ ความต้องการลงมือปฏิบัติ หรือสร้างพัฒนาขึ้นให้สำเร็จ ประกอบไปด้วยองค์ประกอบด้านอารมณ์ความรู้สึก และด้านการรู้คิด ที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถของตนเองและการวางแผนแนวทางที่จะนำไป สู่เป้าหมาย ในการวิจัยนี้ ความหวัง หมายถึง ทัศนคติ ความปรารถนา และความต้องการต่อการเลิกเสพยาเสพติด ของบุคคล ประกอบไปด้วยองค์ประกอบด้านอารมณ์ความรู้สึก คือ ความปรารถนาที่จะเลิกเสพย าเสพติด อย่างเด็ดขาด และด้านการรู้คิด คือ การรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถเพียงพอในการเลิกเสพยาเสพติด รวมทั้ง การวางแผนถึงแนวทางการปฏิบัติตนในอนาคตเพื่อหลีกเลี่ยงการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด วัดได้จากคะแนน ที่ได้รับจากมาตรวัดความหวังที่สร้างและพัฒนาขึ้นใหม่ โดยอ้างอิงมาจากมาตรวัด The Adult State Hope Scale ของ Snyder และคณะ (1991) เป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ช่วง ตั้งแต่ 1 คือ ไม่ตรงกับ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 8 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ความคิดเห็นของฉันเลย จนถึง 5 คือ ตรงกับความคิดเห็นของฉันที่สุด แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ คือ 1) การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย และ 2) การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเอง ไปสู่เป้าหมาย การกระทำผิดซ้ำ (Recidivism) หมายถึง การที่บุคคลกลับไปมีพฤติกรรมอาชญากรซ้ำหลังจากเคย พ้นโทษจากการกระทำผิดมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยอาจเป็นการถูกจับกุม ถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิด หรือถูกตัดสินให้จำคุกซ้ำ ไม่ว่าจะในคดีเดิมหรือคดีใหม่ก็ได้ ในการวิจัยนี้ การกระทำผิดซ้ำ หมายถึง การที่บุคคลกลับไปเสพยาเสพติดจนเป็นเหตุให้ถูกคุมขัง ในคดีการเสพยาเสพติดซ้ำ ภายหลังจากเคยพ้นโทษจากการกระทำผิดในคดีเดียวกันมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง วัดได้จากคะแนนที่ได้รับจากมาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำที่ได้รับการสร้างและพัฒนาขึ้นใหม่ โดยอ้างอิง จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้ต้องขังหญิง เป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ช่วง ตั้งแต่ 1 คือ น้อย จนถึง 5 คือ มาก ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ประโยชน์จากการวิจัยนี้แบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้ ประโยชน์ด้านวิชาการ คือ องค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปใช้เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยเชิงส าเหตุ ด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด ประโยชน์เชิงปฏิบัติการ คือ 1) รายงานผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและ ทัศนคติของการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดฉบับสมบูรณ์ เพื่อเป็น แนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมเพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิด ในคดีการเสพยาเสพติด และ 2) มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม มาตรวัดความรู้สึกผิด มาตรวัดความหวัง และมาตรวัดการกระทำผิดซ้ำ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในบริบทของ ผู้ต้องขังหญิง ประโยชน์เชิงนโยบาย คือ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำ ผลการวิจัยนี้ไปใช้เพื่อวางแผนหรือจัดทำนโยบายต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดี การเสพยาเสพติดก่อนการพ้นโทษเพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดใน คดี การเสพยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 9 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการก ระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมเพื่อป้องกัน การกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด มีตัวแปรสำคัญที่ได้จาก การทบทวนวรรณกรรมทั้งหมด 5ตัวแปร ดังนี้ 1. การกระทำผิดซ้ำ (Recidivisim) 2. ความเมตตากรุณาต่อตนเอง (Self-compassion) 3. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Antisocial personality disorder) 4. ความรู้สึกผิด (Guilt) 5. ความหวัง (Hope) การกระทำผิดซ้ำ ทฤษฎีการกระทำผิดซ้ำ การกระทำผิดซ้ำ หมายถึง การที่บุคคลกลับไปมีพฤติกรรมอาชญากรซ้ำ หรือการกลับเข้าสู่ขั้นตอนใด ขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้ที่ถูกดำเนินคดีความ หลังจากที่เคยกระทำผิดกฎหมายและ พ้นโทษมาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่ง โดยทั่วไปอาจวัดการกระทำผิดซ้ำได้จากข้อมูล 4 แบบ ได้แก่ 1) การถูก จับกุมอีกครั้ง (Rearrests) 2) การถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดอีกครั้ง (Reconviction) 3) การถูกตัดสินให้ จำคุกอีกครั้ง (Resentencing) และ 4) การกลับสู่การคุมขังจากคดีเดิมหรือคดีใหม่ (Return to prison with or without a new prison sentence) โดยการกระทำผิดซ้ำอาจเป็นผลมาจากปัจจัยภายในของบุคคล ล้มเหลว เช่น สุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ ความรู้ ทักษะการทำงาน ซึ่งนำไปสู่การแสดงพฤ ติก รรมที่ ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของสังคม หรือจากความล้มเหลวของปัจจัยภายนอกด้านโครงสร้างสังคมและ กระบวนการยุติธรรม เช่น สภาวะเศรษฐกิจ การสนับสนุนจากชุมชนที่ไม่สามารถช่วยเหลือบุคคลให้กลับคืน สู่สังคมได้ (Reintegration or reentry) (Fazel & Wolf, 2015; Maltz, 1984; Langan & Levin, 2002 อ้างถึงใน Spjeldnes & Goodkind, 2009) กล่าวโดยสรุป บุคคลที่กระทำผิดซ้ำ คือ บุคคลที่พ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวให้กลับคืนสู่สังคม แต่ยังย้อนกลับไปกระทำพฤติกรรมผิดกฎหมาย โดยงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาการกระทำผิดซ้ำเฉพาะใน คดีการเสพยาเสพติด ดังนั้น การกระทำผิดซ้ำจึงหมายถึง การที่บุคคลย้อนกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำอีกครั้ง ภายหลังจากพ้นโทษ จนเป็นเหตุให้ถูกจับและต้องโทษคุมขังในคดีเดิม
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 10 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ปัญหาการกระทำผิดซ้ำและการกระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดถือเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จากผลสำรวจของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา พบว่า นักโทษเด็ดขาดในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 226,379 คน แบ่งเป็นเพศชายร้อยละ 86.28 เพศหญิงร้อยละ 13.72 ส่วนใหญ่ร้อยละ 41.13 มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 25-35 ปีเมื่อจำแนกตามลักษณะ ความผิด พบว่า เป็นผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ยาเสพติด/สารระเหยสูงถึงร้อยละ 74.11 ในจำนวนดังกล่าว เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 84.49 และเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 15.51 โดยผู้ต้องขังที่กระทำผิดในคดีพ.ร.บ. ยาเสพติด/สารระเหยมีสัดส่วนสูงขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับ 5 ปีก่อน หรือในช่วงปีพ.ศ. 2555 ที่มีสัดส่วน ผู้กระทำความผิดในคดีพ.ร.บ.ยาเสพติด/สารระเหยเพียงร้อยละ 62.25 เท่านั้น เมื่อจำแนกตามจำนวนครั้ง ที่ต้องโทษ พบว่า ผู้ต้องขังที่กระทำผิดซ้ำหรือต้องโทษตั้งแต่2-5 ครั้งขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 28.85 อัตราส่วน ผู้ต้องขังชายที่กระทำผิดซ้ำต่อจำนวนผู้ต้องขังชายทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 30.22 ส่วนอัตราส่วนผู้ต้องขังหญิง ที่กระทำผิดซ้ำต่อจำนวนผู้ต้องขังหญิงทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 20.17 ทั้งนี้ พบว่า นักโทษเด็ดขาดที่ กระทำผิดซ้ำมีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีพ.ศ. 2555 ที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ12.72 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 1 จะเห็นได้ว่า ประเด็นปัญหาการกระทำผิดในคดียาเสพติดและกระทำผิดซ้ำเป็น ปัญหาเร่งด่วนที่สมควรได้รับการแก้ไข ตาราง 1 สถิตินักโทษเด็ดขาดที่ต้องโทษ 2-5 ครั้งขึ้นไป ปีพ.ศ. 2555-2560 (กรมราชทัณฑ์, 2560) พ.ศ. นักโทษเด็ดขาดที่ต้องโทษ 2-5 ครั้งขึ้นไป (คน) นักโทษเด็ดขาดทั้งหมด (คน) ชาย (ร้อยละ) หญิง (ร้อยละ) รวม (ร้อยละ) 2555 19,210 (13.27) 2,414 (9.57) 21,624 (12.72) 170,006 2556 - - - 210,744 2557 30,016 (14.61) 4,660 (13.50) 34,676 (14.46) 239,881 2558 50,880 (23.95) 5,482 (15.34) 56,362 (22.71) 248,199 2559 58,454 (28.32) 6,288 (18.69) 64,742 (26.97) 240,034 2560 59,044 (30.22) 6,264 (20.17) 65,308 (28.85) 226,379 หมายเหตุ : ไม่พบสถิตินักโทษเด็ดขาดแยกตามจำนวนครั้งในปีพ.ศ. 2556
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 11 การศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า ผู้ต้องโทษในคดียาเสพติดมีแนวโน้มกลับไปกระทำผิดซ้ำสูงกว่า ผู้ต้องโทษคดีอื่น โดยส่วนใหญ่จะกลับไปกระทำผิดซ้ำในคดีเดิม และมักเกิดขึ้นภายในช่วง 1-2 ปีภายหลัง จากพ้นโทษ (Chiang และคณะ, 2006; Huebner, DeJong, & Cobbina, 2010; McCoy & Miller, 2013; Spohn & Holleran, 2002) การศึกษาจากข้อมูลสถิติในปีค.ศ. 1993 กับผู้ต้องขังจำนวน 1,077 คน ในรัฐ มิซซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ต้องขังที่กระทำผิดในคดียาเสพติดมีอัตราการกระท ำผิดซ้ำสูงกว่า ผู้ต้องขังคดีอื่น และยังกระทำผิดซ้ำหลังจากพ้นโทษในระยะเวลาที่เร็วกว่า ทั้งยังพบว่าผู้ที่ถูกต้องขังในคดี ยาเสพติดมีอัตราการกระทำผิดซ้ำ คิดเป็นร้อยละ 82 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าผู้ที่ถูกคุมป ระพฤติที่มีอัตรา การกระทำผิดซ้ำ คิดเป็นร้อยละ 43 จึงมีความเป็นไปได้ว่า การต้องขังอาจไม่ได้ช่วยให้ผู้ต้องขังกลับตัวกลับใจ เป็นคนดีได้ ในทิศทางตรงกันข้าม กลับส่งผลให้ได้สร้างสัมพันธ์ใหม่หรือเป็นผลให้ถูกตีตราและพบกับ ความยากลำบากเมื่อกลับคืนสู่สังคมจนทำให้กลับไปกระทำผิดซ้ำอีกครั้ง นอกจากนั้น การเข้ารับการบำบัด ยาเสพติดหรือการอบรมผู้ต้องขังในบางเรือนจำยังมีการจำกัดโควต้าและต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ จึงมี โอกาสที่ผู้ต้องขังบางส่วนจะไม่ได้เข้ารับการบำบัดที่เหมาะสม (Spohn & Holleran, 2002) McCoy และ Miller (2013) ดำเนินการศึกษาโดยมีกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังที่กระทำผิดในคดีไม่รุนแรง เช่น คดียาเสพติดและ คดีที่เกี่ยวกับทรัพย์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 49 กลับไปกระทำผิดซ้ำและส่วนใหญ่จะกระท ำผิดในคดี ที่คล้ายคลึงกับคดีเดิม ในขณะที่การศึกษาระยะยาวซึ่งดำเนินการติดตามกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจำนวน 506 คน หลังจากพ้นโทษแล้วเป็นระยะเวลา 8 ปี ระหว่างปีค.ศ. 1998-2006 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47 กระทำผิดซ้ำ และส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีหลังจากการพ้นโทษ โดยกลุ่มตัวอย่างที่เสพยาเสพติด มีการศึกษาน้อย และมีประวัติอาชญากรรมมากจะมีแนวโน้มกลับไปกระทำผิดซ้ำสูง ทั้งนี้ การเสพยาเสพติด อาจนำไปสู่การกระทำผิดในคดีอื่น ๆ ได้เช่นกัน (Huebner และคณะ, 2010) ด้านการศึกษาของ Chiang และคณะ (2006) ดำเนินการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างเพศชายที่กระทำผิดในคดียาเสพติดในประเทศไต้หวัน จำนวน 794 คน โดยติดตามผลหลังจากเข้ารับการบำบัดอบรมเป็นระยะเวลา 5 ปี พบว่า ในภาพรวมอัตรา การกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดมีสูงถึงร้อยละ 67.9 กลุ่มตัวอย่างที่เสพเฮโรอีนมีอัตรากระทำผิดซ้ำที่ร้อยละ 80.1 มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เสพเมทแอมเฟตามีนที่มีอัตรากระทำผิดซ้ำที่ร้อยละ 64.7 และกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่กระทำผิดซ้ำในช่วง 2 ปีภายหลังจากการพ้นโทษ นอกจากนี้ งานวิจัยในประเทศไทยซึ่งดำเนิน การศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังที่กระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติด พบว่า ระยะเวลาที่กลุ่มตัวอย่างพ้นโทษและ กลับมาเสพยาเสพติดซ้ำโดยส่วนใหญ่คือ 6 เดือน-1 ปีโดยประมาณ (จิรุจจ์ พรหโมบล, 2530)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 12 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด การกระทำผิดซ้ำของอดีตผู้ต้องขังมักมาจากการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลลัพธ์ในระยะสั้น ซึ่งอาจได้รับ อิทธิพลมาจากปัจจัยทั้งภายในบุคคลและปัจจัยภายนอกด้านสภาพสังคมในขณะนั้น (Sung & Richter, 2006) ดังเช่นที่ Halim และ Sabri (2013) ดำเนินการศึกษาวิจัย พบว่าผู้ที่ตัดสินใจกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำอีกครั้ง มักมีความเชื่อว่าหลังจากเลิกใช้ยาเสพติดมาได้ระยะหนึ่ง หากหลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติดในปริมาณมากจะไม่ทำให้ กลับมาติดยาเสพติดซ้ำอีก โดยการศึกษาที่ผ่านมาแบ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดซ้ำออกเป็น 2 ด้าน ดังนี้ (Hanson และคณะ, 2007 อ้างถึงใน Yesberg, Scanlan, Hanby, Serin, & Polaschek, 2015) 1. ปัจจัยคงที่หรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (Static risk factors) เช่น อายุ ประวัติการก่ออาชญากรรม 2. ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ (Dynamic risk factors) แบ่งออกเป็น 2.1. ปัจจัยที่ค่อนข้างคงที่ (Stable dynamic risk factors) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะต้องใช้เวลา ยาวนาน เช่น บุคลิกภาพ ความผูกพันกับบุคคลอื่น 2.2. ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (Acute risk factors) เช่น การเสพยาเสพติด อารมณ์ทางลบ สำหรับปัจจัยคงที่หรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้การศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า ประวัติการก่ออาชญากรรม เพศ และอายุ มีสหสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำทั้งในภาพรวมและในคดียาเสพติด โดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ที่มี ประวัติการก่ออาชญากรรมจำนวนมากครั้งจะมีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำสูง เพศชายมีแนวโน้มก ระท ำผิดซ้ำ มากกว่าเพศหญิง และยิ่งบุคคลมีอายุน้อยยิ่งมีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำมาก (Chiang และคณะ,2006; Gendreau, Little, & Goggin, 1996; Huebner และคณะ, 2010) การศึกษาของ Chiang และคณะ (2006) ดำเนินการศึกษาในกลุ่มเพศชายที่กระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติด พบว่า ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี รวมถึงผู้ที่มี ประวัติอาชญากรรมอยู่ก่อนจะมีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำสูงและมักเกิดขึ้นหลังจากกลับสู่สังคมเร็วกว่ากลุ่มอื่น ๆ ส่วนการศึกษาของYang และคณะ (2015) พบว่า เพศชายที่กระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมีแนวโน้ม กระทำผิดซ้ำในเวลาที่สั้นกว่าเพศหญิง โดยมีระยะเวลาในการติดตามผลประมาณ 2 ปี 6 เดือน อย่างไรก็ตาม การวิจัยดังกล่าวศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคคลที่เคยเข้ารับโปรแกรมอบรมฟื้นฟูด้านยาเสพติด จึงเป็นไปได้ ที่ผลของโปรแกรมจะมีประสิทธิภาพในเพศหญิงมากกว่าในเพศชาย ในขณะที่การศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ พบผลที่แตกต่างกัน กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาในการกลับไปกระทำผิดซ้ำระหว่างเพศหญิงและ เพศชายจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการจับคู่ (Case-matched) โดยแต่ละคู่มีปัจจัย เช่น อายุ เชื้อชาติ ไม่แตกต่างกัน พบว่า เพศหญิงกระทำผิดซ้ำหลังออกจากเรือนจำในเวลาที่สั้นกว่าเพศชายในช่วงระยะเวล า 3 เดือน-1 ปี (Yesberg และคณะ, 2015) ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่า ระยะเวลาในการติดตามอาจเป็นปัจจัย ที่ทำให้ได้ผลที่ไม่สอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ๆ การศึกษาวิจัยในประเทศไทยพบผลการศึกษาเป็นไปในทิศทาง เดียวกันกับการศึกษาในต่างประเทศ (มนตรี บุนนาค (2549 อ้างถึงใน เศรษฐกิจ จันทศร, 2557) ดำเนิน การศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังวัยหนุ่มสาวในคดียาเสพติด พบว่า การกระทำ ผิดซ้ำกับอายุเมื่อกระทำผิดครั้งแรกมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน กล่าวคือ ยิ่งผู้ต้องขังกระทำผิดครั้งแรกในขณะที่ มีอายุน้อยก็มีแนวโน้มที่จะกระทำผิดซ้ำเมื่ออายุมากขึ้น
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 13 เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ การศึกษาส่วนใหญ่มักศึกษาปัจจัยที่ค่อนข้างคงที่และปัจจัยที่ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาร่วมกัน โดยพบว่า มีปัจจัยหลายประการที่มีสหสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำ ดังเช่น การศึกษาแบบวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) จากการทบทวนงานวิจัยจำนวน 131 งาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น งานวิจัยในประเทศแคนาดา พบว่า นอกจากประวัติการก่ออาชญากรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ย งที่มีอิทธิพลใน การทำนายการกระทำผิดซ้ำแล้ว ความเครียด การเสพยาเสพติด บุคลิกภาพ กลุ่มเพื่อน และปัญหาด้าน ความสัมพันธ์ (Gendreau และคณะ, 1996) ก็มีผลต่อการทำนายการกระทำผิดซ้ำเช่นกัน ในขณะที่การศึกษา ในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ และมักศึกษา ในกลุ่มเพศชายเป็นหลัก พบว่า ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในคดียาเสพติดไม่แตกต่าง จากงานวิจัยในต่างประเทศมากนัก เช่น การกลับไปคบหาสมาคมกลุ่มเพื่อนที่เสพยาเสพติดการขาดแรงจูงใจ ที่จะเลิกเสพยาเสพติดการขาดโอกาสในการเข้ารับการรักษาหรือฟื้นฟูอย่างเหมาะสม การมีปัญหาใน การควบคุมตนเอง ความโกรธและฉุนเฉียวง่าย และความวิตกกังวลว่าสังคมจะไม่ให้การยอมรับ (สมชาติ สุทธิกาญจน์, มปป อ้างถึงใน กาญจนา คุณารักษ์, 2555; จิดาภา พวงเพ็ชร, 2541; ชัยพร บุญเจริญ, 2541; ณัฎฐิณีทองเรือง, 2555; ธำรง ทัศนาญชลี, ขนิษฐา บำเพ็ญผล, และ สาลิกา โค้วบุญงาม, 2530; ปรีชา วงศ์พุทธา, 2543 อ้างถึงใน นิศากรอุบลสุวรรณ, 2557; นุชนาฏ มุกุระ, 2554; วิมลวรรณ ปัญญาว่อง, กนกรัตน์ สุขะตุงคะ, และ กอบหทัย คุณารักษ์, 2551; ศิริณา สมนึก, 2547; ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี, 2553 อ้างถึงใน เศรษฐกิจ จันทศร, 2557; สมบูรณ์ เตชะวงศ์, 2545; สูธรรม ชาญสุวิทยานันท์, 2556; ขัตติยา รัตนดิลก, 2539 อ้างถึงใน สุธรรม ชาญสุวิทยานันท์, 2556; สุวรรณา ใจคล่องแคล่ว, 2546) อีกทั้งการดำเนิน การศึกษาในกลุ่มผู้ต้องขังชายที่กระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างบางส่วนมีทัศนคติทางบวก ต่อยาเสพติด กล่าวคือ มีความเชื่อว่ายาเสพติดไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อร่างกาย แต่ช่วยให้สามารถทำงาน ได้มากขึ้นและช่วยคลายเครียดได้ (ชญาณ์นันท์บวรสมสฤษดิ์, 2553) อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มตัวอย่าง เพศหญิงและเพศชายอาจมีลักษณะแตกต่างกัน ดังเช่นงานวิจัยที่พบว่า ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ เช่น การเสพ ยาเสพติด ปัญหาด้านความสัมพันธ์มีอิทธิพลในการทำนายการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง กล่าวคือ หากคะแนนจากปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้เพิ่มขึ้น 1คะแนน แนวโน้มของการกระทำผิดซ้ำจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.6 โดยไม่พบอิทธิพลในการทำนายดังกล่าวนี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มตัวอย่างเพศชาย (Yesberg และคณะ, 2015) ในขณะที่การศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เคยเข้าร่วมโปรแกรมอบรมฟื้นฟูที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จำนวน 697คน พบว่า ในกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงที่เห็นคุณค่าในตนเองต่ำจะมีแนวโน้มกระทำผิดสูง ซึ่งผลการวิจัย เช่นนี้มีทิศทางตรงกันข้ามกับกลุ่มตัวอย่างเพศชายที่พบว่า ยิ่งมีระดับการเห็นคุณค่าในตัวเองสูงมากเท่าไห ร่ ยิ่งมีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำสูงมากเท่านั้น (Yang และคณะ, 2015) ด้านการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเพศหญิง กับเพศชายที่กระทำผิดในคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงและเข้ารับการคุมประพฤติแบบค่ายฝึกทหาร (Boot camp) ภายหลังออกจากค่าย 5 ปี พบว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำที่มีอิท ธิพลกับ เพศหญิง มากกว่าเพศชาย ได้แก่ ที่อยู่อาศัย การถูกละเมิดในวัยเด็กหรือในปัจจุบัน การอาศัยอยู่กับคู่รักที่เป็นอาชญากร
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 14 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด การค้ายาเสพติด ความเครียด และอารมณ์ไม่พึงประสงค์ เช่น ความซึมเศร้า ความกลัว และความคิดฆ่าตัวตาย ในขณะที่ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระทำผิดซ้ำในเพศชายมากกว่า ได้แก่ เพื่อน การครอบครองอาวุธ การติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และความก้าวร้าว (Benda, 2005) ส่วนการศึกษาในประเทศไทย พบว่า งานวิจัยที่ ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดส่วนใหญ่มักไม่ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศ โดยการศึกษาที่เฉพาะเจาะจงในกลุ่มเพศหญิงมีจำนวนน้อยมาก อังสนา ฉายศิริ(2543) ดำเนินการศึกษา ในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดซ้ำจำนวน 160 คน โดยที่ร้อยละ 87 ของกลุ่มผู้ต้องขังหญิงมีความผิดที่ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระทำผิดซ้ำในผู้ต้องขังหญิง ได้แก่ การเสพยาเสพติด การขาดความรู้ความสามารถ และการขาดความมั่นใจในการประกอบอาชีพ รวมทั้งการไม่ได้รับการยอมรับ จากสังคม ในปัจจุบัน นักวิจัยหันมาสนใจศึกษาปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ซึ่งมีลักษณะป้องกัน (Protective factors) หรือปัจจัยทางบวกมากขึ้น เช่น การสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม ความหวัง ความเมตตากรุณา ต่อตนเอง การพัฒนาการทางจริยธรรม ซึ่งปัจจัยทางบวกเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่า ถึงแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ปรากฏอยู่ แต่เหตุใดบุคคลจำนวนหนึ่งจึงไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ (Yesberg และคณะ, 2015) ซึ่งการศึกษา ปัจจัยทางบวกนี้เป็นไปตามแนวคิดอาชญาวิทยาเชิงบวก (Positive Criminology) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ได้ไม่นาน โดยพัฒนาต่อมาจากแนวความคิดจิตวิทยาเชิงบวกที่มุ่งเน้นไปยังการสร้างความสุขและสุขภาวะที่ดี ให้กับบุคคล ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นว่าตนเองเป็นบุคคลมีปัญหาและต้องได้รับก ารแก้ไข เป็นการเสริมสร้างอารมณ์และประสบการณ์ทางบวก ซึ่งช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา โดยจิตวิทยาเชิงบวกมีวิธีคิดที่ตรงกันข้ามกับจิตวิทยาในยุคสมัยเริ่มต้น ที่มักมุ่งเน้นไปยังการลดปัจจัยทางลบ (Duckworth, Steen, & Seligman, 2005 อ้างถึงใน Ronel & Segev, 2014) การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ปัจจัยทางบวก เช่น การวิจัยในกลุ่มผู้ต้องขังที่กระทำผิดในคดีไม่รุนแรง เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด คดีเกี่ยวกับทรัพย์ พบว่าการได้รับแรงสนับสนุนจากเพื่อนหรือครอบครัว ซึ่งถือเป็นปัจจัยทางบวกมีสหสัมพันธ์ ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง กล่าวคือ เพศหญิงที่ได้รับแรงสนับสนุนทางบวกจากเพื่อน หรือครอบครัวสูงจะมีแนวโน้มกลับไปกระทำผิดซ้ำน้อย อย่างไรก็ตาม ไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าวใน กลุ่มตัวอย่างเพศชาย (McCoy & Miller, 2013) การศึกษาของ Burnett และ Maruna (2004) พบว่า ผู้ต้องขังที่มีความหวังและตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องการกลับตัวเป็นคนดีมีโอกาสกระทำผิดซ้ำน้อยกว่าผู้ต้องขังที่ ไม่มีความหวังและไม่แน่ใจว่าจะทำเช่นไรในอนาคต ขณะที่ Spruit, Schalkwijk, van Vugt, และ Stams (2016) ดำเนินการวิเคราะห์อภิมานจากงานวิจัยจำนวน 25 งาน ถึงปัจจัยด้านอารมณ์ในสำนึกขอ งบุคคล (Self-conscious emotions) ได้แก่ ความรู้สึกผิดและความละอายใจ พบว่า ปัจจัยทั้งสองมีสหสัมพันธ์ทางลบ กับการกระทำผิดกฎหมายซึ่งหมายรวมถึงการกระทำผิดซ้ำ โดยความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับ การกระทำผิดที่ r=-.28 มากกว่าความละอายใจที่ r=-.13
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 15 การศึกษาในประเทศไทย พบว่า การกระทำผิดซ้ำในคดีการเสพยาเสพติดมีความเกี่ยวข้องกับ ความอ่อนแอภายในจิตใจของบุคคล กล่าวคือ ผู้ต้องขังส่วนใหญ่มองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตนกลับไป ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอีก คือ การมีจิตใจไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถทนกับสิ่งยั่วยุต่างๆ ได้ เมื่อกลับสู่ สภาพแวดล้อมเดิมจึงมีโอกาสสูงที่จะกลับเข้าสู่วงจรของยาเสพติดซ้ำ (มนตรี บุนนาค, 2549 อ้างถึงใน เศรษฐกิจ จันทศร, 2557; โสฬส สุวรรณโฉม, 2558) โดยความอ่อนแอทางจิตใจดังกล่าวอาจมาจาก การที่ บุคคลขาดปัจจัยป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการมีความหวังหรือเป้าหมายในชีวิต สอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่า บุคคลที่กระทำผิดซ้ำมักไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ไม่มีเป้าหมายในชีวิต มีการควบคุมตนเองต่ำ ตีความและจัดการ สถานการณ์ต่าง ๆ อย่างผิวเผิน ถูกกระตุ้นได้ง่าย กลัวสังคมจะไม่ให้การยอมรับ เกิดอารมณ์ความก ดดัน ทางจิตใจ และมีสภาพจิตใจที่ไม่เข้มแข็ง (กาญจนา คุณารักษ์, 2555; กรมราชทัณฑ์, 2549 อ้างถึงใน กาญจนา คุณารักษ์, 2555; สมชาติ สุทธิกาญจน์, มปป อ้างถึงใน กาญจนา คุณารักษ์, 2555; วิมลวรรณ ปัญญาว่อง, กนกรัตน์ สุขะตุงคะ และกอบหทัย คุณารักษ์, 2551 อ้างถึงใน กาญจนา คุณารักษ์, 2555; นิศากร อุบลสุวรรณ, 2557; สุปรีชา วงศ์พุทธา, 2543 อ้างถึงใน นิศากร อุบลสุวรรณ, 2557; นุชนาฏ มุกุระ, 2554; ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี, 2553 อ้างถึงใน เศรษฐกิจ จันทศร, 2557; โสฬส สุวรรณโฉม, 2558) การศึกษาวิจัยอิทธิพลหรือความสำคัญของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดซ้ำในคดีการเสพยาเสพติด ถือว่ามีความสำคัญในการนำไปประกอบเป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาผู้ต้องขัง โดยการวิจัยนี้มุ่งเน้นก ารศึกษาทั้ง ปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยทางลบ ได้แก่ ตัวแปรด้านบุคลิกภาพ คือ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม และปัจจัยที่มี ลักษณะป้องกันหรือปัจจัยทางบวก ได้แก่ ตัวแปรด้านทัศนคติ คือ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ความรู้สึกผิด และความหวัง ซึ่งเป็นการผสมผสานมุมมองทางจิตวิทยาและอาชญาวิทยาทั้งในศาสตร์แบบดั้งเดิมและ การศึกษาปัจจัยเชิงบวกเข้าด้วยกัน เพื่อให้งานวิจัยมีความครอบคลุมและสามารถนำไปสู่จุดเริ่มต้นใน การพัฒนาหลักสูตรการอบรมอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์มารองรับ เพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด โดยคาดหวังว่าจะช่วยป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดีการเสพ ยาเสพติดของเพศหญิงได้เพิ่มมากขึ้น แนวทางในการประเมินความเสี่ยงของการกระทำผิดซ้ำ ในต่างประเทศประเมินความเสี่ยงของการกระทำผิดซ้ำผ่านแบบประเมินความเสี่ยงของการกระทำผิด และความจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู ซึ่งมีผลต่อการจัดโปรแกรมอบรมฟื้นฟูให้กับผู้ต้องขัง โดยแบบประเมิน ที่ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา คือ มาตรวัด The Level of Service Inventory-Revised (LSI-R) ที่พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1995 เป็นมาตรวัดที่ดำเนินการตามแนวทาง RiskNeed-Responsivity approach (RNR) เพื่อเป้าหมายในการจัดโปรแกรมอบรมให้ตอบสนองต่อทั้งความเสี่ยง ของการกระทำผิด ความจำเป็น และรูปแบบการเรียนรู้ของปัจเจกบุคคลที่แตกต่างกันไป (Andrews & Bonta, 1995 อ้างถึงใน Duwe & Rocque, 2016) มีข้อคำถามทั้งหมดจำนวน 54 ข้อ ประกอบด้วยการประเมิน
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 16 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ปัจจัยย่อย ๆ 10 ด้าน ได้แก่ 1) ประวัติการก่ออาชญากรรม 2) การศึกษาและอาชีพ 3) การเงิน 4) ครอบครัว 5) สถานที่พักอาศัย 6) งานอดิเรก 7) กลุ่มเพื่อน 8) ปัญหาการใช้ยาเสพติดและการดื่มสุรา 9) อารมณ์ และ 10) ทัศนคติและการปรับตัว โดยมีวิธีการเก็บข้อมูลคือ ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการอบรมแล้วเป็นผู้สัมภาษณ์และ ดำเนินการเก็บข้อมูล (Simourd, 2004) มาตรวัด LSI-R เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยที่หลากหล าย รวมถึงงานวิจัยที่ศึกษาในกลุ่มผู้กระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด Kelly และ Welsh (2008) ดำเนิน การวิจัยในกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังชาย พบว่า ปัจจัยเสี่ยงจากมาตรวัด LSI-R โดยเฉพาะปัจจัยย่อยก ารใช้ ยาเสพติดสามารถทำนายการกระทำผิดซ้ำในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดได้แม้ว่าจะควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น อายุ ประวัติอาชญากรรม ในขณะที่การศึกษาแบบวิเคราะห์อภิมานในกลุ่มอาชญากรวัยผู้ใหญ่ โดยการรวบรวมงานวิจัย 131 งาน (Gendreau และคณะ,1996) พบว่า มาตรวัด LSI-R มีสหสัมพันธ์ทางบวก กับการกระทำผิดซ้ำที่ r=.35 มากกว่ามาตรวัดอื่น ๆ เช่น Salient Factor Score (SFS), Wisconsin Classification System (Gendreau และคณะ,1996) รวมไปถึงมาตรวัด Psychopathy Checklist-Revised (PCL-R) ซึ่งนิยมใช้วัดการกระทำผิดซ้ำในคดีร้ายแรง (Gendreau, Goggin, & Smith, 2002) งานวิจัยใน เมืองกวางโจว ประเทศจีน ดำเนินการทดสอบมาตรวัด LSI-R มีกลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนชายที่ถูกคุมประพฤติ จำนวน 112 คน พบว่า คะแนนจากมาตรวัด LSI-R สามารถจำแนกกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ กลาง และสูงได้ โดยแต่ละกลุ่มมีอัตราการกระทำผิดซ้ำที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ยิ่งได้คะแนนความเสี่ยงจากมาตรวัดนี้สูงเท่าใด ก็จะมีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำสูงเท่านั้น (Zhang, 2016) นอกจากนั้น การศึกษาแบบวิเคราะห์อภิมานที่รวบรวม งานวิจัยที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังหญิงจำนวน 25 งาน พบว่า ปัจจัยย่อยตามมาตรวัด LSI-R มีสหสัมพันธ์ ทางบวกกับการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่ r=.35 โดยที่ขนาดความสัมพันธ์นี้ไม่แตกต่างจากการวิจัย ที่ดำเนินการศึกษาในกลุ่มผู้ต้องขังชาย (Smith, Cullen, & Latessa, 2009) จากที่กล่าวมาทั้งหมด จึงเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์รองรับได้ว่า มาตรวัด LSI-R เป็นแบบประเมินความเสี่ยงของการกระทำผิดที่มี ความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยย่อยที่ปรากฏอยู่ในมาตรวัด LSI-R แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายประการ ที่มีอิทธิพลและสามารถทำนายการกระทำผิดซ้ำได้โดยที่ผ่านมา นักสิทธิสตรีได้วิพากษ์วิจารณ์การนำมาตรวัด LSI-R มาศึกษาในกลุ่มเพศหญิง เนื่องจากมาตรวัด LSI-R พัฒนามาจากการศึกษาในกลุ่มเพศชายก่อนจะนำมา ทดสอบในกลุ่มเพศหญิงภายหลัง จึงเป็นไปได้ว่า อาจละเลยปัจจัยบางประการในบริบทการกระท ำผิดของ เพศหญิงที่มีความแตกต่างออกไป (Reisig, Holtfreter, & Morash, 2006) เช่น ประวัติการตกเป็นเหยื่อ การล่วงละเมิดในวัยเด็ก การกระทำผิดที่มักเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด(Covington, 2001 อ้างถึงใน Reisig และคณะ, 2006) ซึ่งอาจไปลดทอนอิทธิพลในการทำนายการกระทำผิดซ้ำได้ แนวความคิดข้างต้นนี้สอดคล้อง กับผลการศึกษาของ Van Voorhis, Wright, Salisbury, และ Bauman (2010) ที่พบว่า การเพิ่มปัจจัยที่ให้ ความสำคัญกับความแตกต่างระหว่างเพศช่วยเพิ่มอิทธิพลในการทำนายการกระทำผิดซ้ำในกลุ่ม
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 17 เพศหญิงได้มากขึ้น นอกจากนั้น การศึกษาวิจัยบางฉบับยังพบผลการวิจัยที่ไม่สนับสนุนการนำมาตรวัด LSI-R มาใช้ในการเก็บข้อมูล โดยพบว่า มาตรวัดดังกล่าวสามารถใช้ในการจัดกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำ ถูกต้องเพียงร้อยละ 59 จากกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วจำนวน 26,001 คน ในรัฐมิติโซต้า ประเทศ สหรัฐอเมริกา ระหว่างปีค.ศ. 2003-2011 และเมื่อพิจารณาด้านการวัดความจำเป็นต้องได้รับการอบรมฟื้นฟู พบว่า มาตรวัด LSI-R มีค่าความตรงในการวัดหรือเข้าถึงความจำเป็นได้เฉพาะด้านการศึกษา/อาชีพ การใช้ ยาเสพติด และอารมณ์เท่านั้น (Duwe & Rocque, 2016) ดังนั้น การใช้มาตรวัด LSI-R ในกลุ่มเพศหญิงจึงมี ความจำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป การวิจัยนี้จึงพิจารณาไม่ใช้มาตรวัดดังกล่าวนี้เพื่อวัดระดับการกระทำผิดซ้ำ แนวทางการอบรมฟื้นฟูผู้ต้องขังเพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ การจัดโปรแกรมอบรมฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมีบทบาทช่วยเหลือและสนับสนุนบุคคลให้กลับคืน สู่สังคมได้อย่างปกติสุข โดยความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคมของอดีตผู้ต้องขังสามารถ วัดได้จากอัตรา การกระทำผิดซ้ำที่ลดน้อยลงในภาพรวม รวมทั้งวัดได้จากปัจจัยทางความมั่นคงในครอบครัว กิจกรรม ทางสังคมที่เข้าร่วม สุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ และการประกอบอาชีพหลังพ้นโทษของแต่ล ะบุคคล (Spjeldnes & Goodkind, 2009) ดังนั้น การอบรมฟื้นฟูที่ดีจึงต้องช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิด การกระทำผิดซ้ำ รวมทั้งเพิ่มปัจจัยสนับสนุนให้บุคคลมีภูมิคุ้มกันหรือแรงต้านทานต่อพฤติกรรมผิดกฎหมาย ตลอดจนสามารถช่วยให้บุคคลยอมรับตนเอง เข้าใจความรู้สึก และควบคุมพฤติกรรมของตนได้ โปรแกรมที่ใช้บำบัดอบรมผู้กระทำผิดในปัจจุบันมีอยู่หลากหลายลักษณะโดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ที่ช่วยให้โปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพจำนวน 4องค์ประกอบ ได้แก่1)การช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ 2) ความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของปัจเจกบุคคล 3)ความครอบคลุมของเนื้อหา และ 4) การมีพันธะในการช่วยเหลือในระยะยาว (Graffam, Shinkfield, Lavelle, & McPherson,2004, อ้างถึงใน Spjeldnes & Goodkind, 2009) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ Weiss, Hawkins,และ Despinos (2010) ที่ระบุว่าการออกแบบโปรแกรมให้มีประสิทธิภาพจะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของ บุคคลในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาหรือปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเฉพาะตอนที่ถูกคุมขัง ดังนั้น หากเป็นไปได้จึงควรมีการติดตามผลหลังผู้ต้องขังพ้นโทษไปแล้ว ในขณะที่การคำนึงถึงการตอบสนองต่อ ความแตกต่างระหว่างปัจเจกบุคคลก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย โดยที่ผ่านมาพบว่า โปรแกรมที่สามารถตอบสนอง ต่อความแตกต่างดังกล่าวได้มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีและช่วยลดการกระทำผิดซ้ำได้มากกว่าโป รแก รมทั่วไป (Andrews & Bonta, 2010 อ้างถึงใน Van Stam และคณะ, 2014) พิจารณาเฉพาะโปรแกรมอบรมฟื้นฟูผู้กระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พบว่า บุคคลที่ได้รับ การอบรมตามแนวทางการให้การสนับสนุนจะมีอัตราการกระทำผิดซ้ำน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรม โดยโปรแกรมลักษณะดังกล่าวนี้ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลดีในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากแนวทางที่มีลักษณะ การบังคับซึ่งมักจะไม่มีประสิทธิภาพและอาจให้ผลในด้านลบ การศึกษาแบบวิเคราะห์อภิมานถึงประสิทธิภาพ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 18 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ของโปรแกรมอบรมฟื้นฟูผู้ต้องขังในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ที่รวบรวมจากงานวิจัยจำนวน 66 งาน ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ในภาพรวมผู้กระทำผิดที่เข้าร่วมโปรแกรมจะมีอัตราการกระทำผิดซ้ำ ร้อยละ 28 ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมที่มีอัตรากระทำผิดซ้ำร้อยละ 35 ทั้งนี้เมื่อแยกวิเคราะห์ ตามลักษณะของโปรแกรม พบว่า โปรแกรมที่มีประสิทธิภาพจะมีแนวทางการบำบัดแบบการให้การสนับสนุน เช่น แนวทางแบบชุมชนบำบัด(Therapeutic communities group;TC)ซึ่งจะให้คำแนะนำกับผู้เข้ารับ การบำบัดภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรโปรแกรมการให้คำปรึกษา (Counseling program) ซึ่งใช้แนวทาง ความคิดและพฤติกรรมบำบัด(Cognitive-behavioral therapy)แบบกลุ่มและส่วนบุคคลในขณะที่โปรแกรม ซึ่งมีแนวทางแบบการบังคับมักจะให้ผลที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้วิธีคุมประพฤติแบบค่ายฝึกทหารซึ่งเน้น การฝึกระเบียบและการฝึกทางร่างกายที่เข้มงวด รวมทั้งมีการลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม การบำบัดโดยใช้ยา (Narcotic maintenance programs) ที่อาจลดการใช้ยาเสพติดได้แต่กลับไม่ได้ลดการกลับไปกระทำผิดซ้ำ (Mitchell, MacKenzie, & Wilson,2012) ด้าน Banksและ Gottfredson(2004) ดำเนินการศ ึก ษ า เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมการอบรมตามโปรแกรมของศาลยาเสพติด (Drugtreatment court) กับกลุ่มควบคุม โดยติดตามผลเป็นระยะเวลา2 ปีภายหลังกลับคืนสู่สังคม พบว่าแนวโน้มการกระทำ ผิดซ้ำเฉพาะในกลุ่มคดียาเสพติดของทั้งสองกลุ่มในช่วง 6 เดือนแรกไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หลังจาก ช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่มควบคุมมีอัตราผู้กระทำผิดซ้ำเพิ่มมากขึ้นกว่ากลุ่มทดลอง จนกระทั่งความแตกต่างกัน ในช่วง 2 ปีสุดท้าย คือ ร้อยละ 12 ทั้งนี้ผลข้างต้นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดของอ าช ญาวิทย า เชิงบวกที่ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ทางบวก การส่งเสริมสนับสนุนทางสังคม และการมีแนวทาง ปฏิบัติต่อผู้เข้าร่วมอบรมฟื้นฟูโดยให้การยอมรับ ส่งเสริมจุดเด่นและความสามารถของบุคคล สร้างความหวัง การมองโลกในแง่บวก และปรับมุมมองที่บุคคลมีต่อตนเองและบุคคลอื่น ทำให้เกิดการยอมรับตนเอง ผลักดัน ให้บุคคลมีเป้าหมายและสามารถสร้างหนทางไปสู่เป้าหมายได้ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางความคิดและจิตใจ สุขภาวะและการปรับตัวที่ดีขึ้นได้(Ronel & Segev, 2014) สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นหน่วยงานหลักในการวางแผน กำหนดเป้าหมาย และดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งในด้าน การป้องกัน ปราบปราม รวมถึงการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด โดยปัจจุบันมีระบบการบำบัดรักษา 3 ระบบ ได้แก่1) ระบบสมัครใจ (VoluntarySystem)คือ ผู้เสพยาเสพติดสามารถขอเข้ารับการบำบัดได้ด้วยตนเอง ในสถานพยาบาลต่างๆ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการคุมขัง 2) ระบบต้องโทษ (CorrectionalSystem) เป็นการบำบัดกลุ่มผู้กระทำผิดในคดียาเสพติดตามกฎหมาย มีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ ทัณฑสถานบำบัดของ กรมราชทัณฑ์สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติและ 3) ระบบบังคับ (Compulsory System) ที่จะบังคับให้ผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัดตามสถานที่ที่จัดตั้งขึ้น
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 19 ทั้งนี้งานวิจัยที่ปรากฏในฐานข้อมูลของ ป.ป.ส. พบว่า โปรแกรมอบรมฟื้นฟูผู้กระทำผิดในคดี ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทยไม่ได้แตกต่างจากในต่างประเทศมากนัก กล่าวคือ เป็นแนวทางการอบรมแบบการให้การสนับสนุนที่มีรูปแบบที่หลากหลายสามารถปรับเปลี่ยนได้ตาม ความแตกต่างของปัจเจกบุคคล รวมทั้งการมีความร่วมมือระหว่างกันในทุกภาคส่วน มีการติดตามประเมินผล และมีแนวทางการดำเนินการบำบัดต่าง ๆ ที่มีความเป็นมาตรฐาน อาภาศิริสุวรรณานนท์, ชาติชาย มหาคีตะ, กันณวัน ฟิลลิปส์,และ สุจิตรา ฉายปัญญา (2556) นักวิจัยของ ป.ป.ส.ดำเนินการศึกษารูปแบบการดำเนินการ ด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดในประเทศไทย พบว่า ปัจจัยที่มีส่วนช่วยให้การบ ำบัดเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1) รูปแบบของการบำบัดที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น เข้าใจง่าย มีทิศทางใน การเสริมแรงทางบวก และให้โอกาสผู้เข้ารับการบำบัดได้เปลี่ยนแปลงตนเอง 2) ความเหมาะสมกับผู้เข้ารับ การบำบัดที่แตกต่างกัน 3) ารกำกับการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ในระดับภาครัฐ และการมีแผน ติดตามประเมินผลควบคู่ 4) ความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน การบูรณาการช่วยเหลือร่วมกับชุมชน หรือหน่วยงานพื้นที่และครอบครัวของผู้เข้ารับการบำบัดการให้คำปรึกษากับครอบครัว และการแนะแนวทาง การดูแลให้กำลังใจที่เหมาะสม และ 5) การใช้ระบบอาสาสมัครในการทำงาน โดยอาสาสมัครควรเป็นบุคคล ที่มีประสบการณ์และสามารถให้คำปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนกับผู้เข้ารับการบำบัดได้อย่างเข้าใจ มานพ คณะโต (2557) ดำเนินการศึกษาประสิทธิภาพของการบําบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติดในรูปแบบ ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในช่วงปีงบประมาณพ.ศ. 2555-2556 พบว่า ผู้ผ่านค่ายดังกล่าวมีการรับรู้ตนเอง เรื่องทักษะชีวิตและแผนการดำเนินชีวิตค่อนข้างดีอย่างไรก็ตาม บางส่วนล้มเหลวในการปฏิบัติภารกิจ ประจำวัน ในด้านการรับรู้สมรรถนะของตนเองในการเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง ทั้งนี้การเข้าค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจมีผลกระทบทางลบได้เช่นกัน กล่าวคือ ผู้ที่ผ่านค่ายนี้ มักถูกสังคมตีตราว่าเป็นพวกขี้ยา ทำให้ใช้ชีวิตได้ยากลำบากหรืออาจได้เครือข่ายยาเสพติดเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น พบว่ารูปแบบค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีในประเทศไทยยังขาดการบูรณาการให้เข้ากับผู้ที่มีปัญหาแตกต่างกัน รวมทั้งยังขาดการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งผู้วิจัยในงานดังกล่าวยังเสนอว่าแ นวท างการดำเนิน การบำบัดควรมีความเป็นมาตรฐานและอ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้การจัดและลำดับ กิจกรรมมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นด้วย
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 20 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ทฤษฎีความเมตตากรุณาต่อตนเอง ความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรด้านทัศนคติทางบวกที่มนุษย์มีต่อตนเอง หมายถึง ความสามารถในการจัดการกับความผิดพลาดหรือความผิดหวังที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยความเข้าใจ มองความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ โดยไม่ตัดสิน ลงโทษตนเองเมื่อไม่ได้ในสิ่ง ที่ตนเองคาดหวัง รวมถึงการให้โอกาสตนเองในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือเริ่มต้นใหม่ (Neff, 2003a, 2003b) Neff (2003a) จำแนกความเมตตากรุณาต่อตนเองออกเป็น 3 องค์ประกอบ คือ 1. การมีเมตตาต่อตนเอง (Self-kindness) หมายถึง การปฏิบัติต่อตนเองด้วยความมีเมตตา เข้าใจตนเอง และไม่ตัดสินตนเองเมื่อกระทำผิดพลาด 2. การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ (Common humanity) หมายถึง การมองว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ และเข้าใจว่าไม่มีใครบนโลกนี้ที่ สมบูรณ์แบบ 3. การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ (Mindfulness) หมายถึง การมีสติอยู่กับปัจจุบัน รู้เท่าทันอารมณ์ของ ตนเองและไม่หมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกินความจำเป็น ความเมตตากรุณาต่อตนเองส่งผลต่อการเลิกเสพยาเสพติด การศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า บุคคลที่ พึ่งพายาเสพติดส่วนใหญ่มักมีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำ (Brooks และคณะ, 2012; Rendon, 2006) เนื่องจากบุคคลที่มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำมักจะหมกมุ่นกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต เกินความจำเป็น มองว่าความผิดพลาดหรือปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุทำให้ชีวิตตนเองพังทลาย จึงหันไปพึ่งพา ยาเสพติดเพื่อหลีกหนีปัญหา ความเมตตากรุณาต่อตนเองยังเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้อภัยตนเอง และความพยายามในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ผิดพลาดของตนเอง (Breines & Chen, 2012; Morley และคณะ,2016; Rainforth และคณะ, 2003) ดังนั้น การเพิ่มระดับความเมตตากรุณา ต่อตนเองของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้ ผู้ต้องขังหญิงเหล่านี้สามารถกลับตัวกลับใจเป็นคนดีให้อภัยตนเองจากการกระทำที่ผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการเสพยาเสพติดและการต้องโทษในเรือนจำ สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายหลังจากการพ้นโทษ โดยไม่หันกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ความแตกต่างกันของระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเลี้ยงดูของบิดา มารดาหรือผู้ปกครอง อายุ สภาพสังคมและวัฒนธรรม และเพศ เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดาหรือ ผู้ปกครองด้วยความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเมตตา กรุณาต่อตนเองสูง ในขณะที่เด็กที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองปล่อยปละละเลย ชอบตำหนิ หรือเด็กที่เติบโตมา
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 21 ในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงมักมีแนวโน้มที่จะมีความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำ (Neff, 2003b) ช่วงอายุ ส่งผลต่อระดับความเมตตากรุณาที่แตกต่างกันด้วย การศึกษาวิจัยของ Neff (2003b) กล่าวว่า ช่วงวัยรุ่นจะ เป็นช่วงที่บุคคลมีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำที่สุด เนื่องจากวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่ฮอร์โมนแปรปรว น ส่งผลให้อารมณ์ไม่คงที่ นอกจากนั้น ยังเป็นช่วงวัยที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ชอบเปรียบเทียบตนเอง กับบุคคลอื่น มักปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจจาก บุคคลอื่น หรืออาจแยกตัวออกจากบุคคลอื่นหรือสังคม อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นและมีอายุเพิ่ม มากขึ้น ระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองของบุคคลจะเปลี่ยนแปลงไป โดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละ บุคคล (Harter, 1993; Neff, 2003b) สภาพสังคมและวัฒนธรรมก็ส่งผลต่อระดับความเมตตากรุณาต่อตนเอง การศึกษาวิจัยของ Neff, Pisitsungkagarn, และ Hsieh (2008) พบว่า ประชากรจากประเทศในแถบทวีป เอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามักมีระดับความเมตตากรุณาต่อ ตนเองสูงกว่า ประชากรจากประเทศในแถบตะวันตก เนื่องจากคนเอเชียมักจะยืดหยุ่นกับตนเองมากกว่าช าวตะวันตก ไม่ชอบการแข่งขัน เช่น ประเทศไทยที่มีคำสอนให้บุคคลรู้จักการปล่อยวาง สวดมนต์นั่งสมาธิเพื่อฝึกสติให้อยู่ กับปัจจุบัน บุคคลเหล่านี้จะมีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองสูง นอกจากนั้น เพศยังเป็นปัจจัยที่สำคัญ อย่างยิ่งอีกประการหนึ่งที่ส่งผลต่อระดับความเมตตากรุณาต่อตนเอง โดยเพศหญิงมีระดับความเมตตากรุณา ต่อตนเองต่ำกว่าเพศชาย เนื่องจากเพศหญิงเป็นเพศที่มีระดับการวิจารณ์ตนเองสูงกว่าเพศชาย และมีแนวโน้ม ที่จะหมกมุ่นกับปัญหาหรือความทุกข์ของตนเองมากกว่าเพศชาย (Leadbeater, Kuperminc, Blatt, & Hertzog, 1999; Neff, 2003b; Nolen-Hoeksema, Larson, & Grayson, 1999; Tatum, 2012) ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีความคล้ายคลึงกับตัวแปรการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) การศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า ตัวแปรทั้งสองมีสหสัมพันธ์ทางบวกระหว่างกัน การวิจัยของ Neff และ Vonk (2009) พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ r=.68 , p<.001 นอกจากนั้น Morley และคณะ (2016) ดำเนินการศึกษาความสัมพันธ์นี้โดยมี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังหญิง พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการเห็นคุณค่า ในตัวเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.48, p<.01 อย่างไรก็ตาม ตัวแปรทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกัน บางประการที่ค่อนข้างชัดเจน คือ 1) ระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของบุคคลสามารถเพิ่มขึ้นห รือลดลงได้ ง่ายกว่าระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองเมื่อมีปัจจัยภายนอกมากระทบ ในขณะที่ระดับความเมตตากรุณาต่อ ตนเองมักไม่แปรผันตามปัจจัยภายนอก และ 2) ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับ การเปรียบเทียบทางสังคม ความวิตกกังวลจากการประเมินตนเอง และความโกรธ มากกว่าการเห็นคุณค่า ในตนเอง หมายความว่า บุคคลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองมักไม่ค่อยเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น รวมถึง ไม่วิตกกังวลว่าบุคคลภายนอกจะประเมินตนเองอย่างไร (Neff & Vonk, 2009) ซึ่งแตกต่างจากการเห็นคุณค่า ในตนเองที่ใช้วิธีการเปรียบเทียบตนเองกับบุคคลอื่น ๆ ที่ด้อยกว่าเพื่อเพิ่มระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง และให้ความสำคัญต่อการประเมินทั้งจากตนเองและจากบุคคลรอบข้าง โดยการเห็นคุณค่าในตนเองมี สหสัมพันธ์ทางบวกกับความก้าวร้าวและการใช้ความรุนแรงเมื่ออัตลักษณ์ของตนเองถูกคุกคาม (Baumeister,
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 22 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด Smart, & Boden, 1996) จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรที่มี ความเหมาะสมในการศึกษาตามวัตถุประสงค์และกรอบแนวคิดการวิจัย เนื่องจากตัวแปรความเมตตากรุณา ต่อตนเองไม่ถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกมากนัก และสามารถพัฒนาให้เป็นลักษณะที่คงทนภายในบุคคลได้ การศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับตัวแปรสุขภาวะ ทางจิต (Psychological well-being) ด้านบวก โดยบุคคลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองในระดับสูงมักมี ความพึงพอใจในชีวิต มีอารมณ์ทางบวก ความฉลาดทางอารมณ์ ความสุข และการมองโลกในแง่ดีในระดับสูง ในทิศทางตรงกันข้าม ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับตัวแปรสุขภาวะทางจิตด้านลบ เช่น การชอบตำหนิตนเอง การเก็บกดความคิด กล่าวคือ ผู้ที่มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำมักมีคว ามสุข น้อยกว่า วิตกกังวลมากกว่า ชอบตำหนิตนเองเมื่อทำพลาด และมักไม่แสดงความคิดของตนเองให้คนอื่นรับรู้ (Neff, 2003a, 2003b; Neff, Hsieh, & Dejitterat, 2005) นอกจากนั้น การศึกษาวิจัยยังพบความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับ ลักษณะ บุคลิกภาพด้วย โดย Neff, Kirkpatrick, และ Rude (2007) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อ ตนเองกับบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ (Big 5 personality) พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ ทางบวกกับบุคลิกภาพแบบแสดงตัวที่ r=.32, p<.05 บุคลิกภาพแบบเป็นมิตรที่ r=.35, p<.05 และบุคลิกภาพ แบบมีจิตสำนึกที่ r=.42, p<.05 และมีสหสัมพันธ์ทางลบกับบุคลิกภาพแบบหวั่นไหวที่ r=-.65, p<.05 อย่างไรก็ตาม ไม่พบสหสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับบุคลิกภาพ แบบเปิดรับประสบการณ์ จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองส่งผลทางบวกต่อ ชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาวะทางจิตหรือด้านบุคลิกภาพ บุคคลที่มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองสูง มีความสุขกับชีวิต และมีสุขภาวะทางจิตที่ดีมากกว่าผู้ที่มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำ แนวทางการศึกษาความเมตตากรุณาต่อตนเอง เครื่องมือที่นิยมใช้วัดระดับความเมตตากรุณาต่อตนเอง คือ มาตรวัดแบบรายงาน Self-Compassion Scale (SCS; Neff, 2003a) มีข้อคำถามทั้งหมด 26 ข้อ แบ่งเป็น 6องค์ประกอบ คือ 1) ความมีเมตตาต่อ ตนเอง 2) การตัดสินและตำหนิตนเอง 3) การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของคว ามเป็นมนุษย์ 4) ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยก 5) การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ และ 6) การจมอยู่กับอารมณ์ โดยองค์ประกอบความมีเมตตาต่อตนเอง การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของคว ามเป็นมนุษย์ และการมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ เป็น 3 องค์ประกอบหลักตามทฤษฎีความเมตตากรุณาต่อตนเอง และอีก 3 องค์ประกอบที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นด้านตรงกันข้ามขององค์ประกอบหลัก ได้แก่ การตัดสินและตำหนิตนเอง เป็นด้านตรงกันข้ามกับความมีเมตตาต่อตนเอง ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกเป็นด้านตรงกันข้ามกับ การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และการจมอยู่กับอารมณ์เป็นด้านตรงกันข้ามกับ การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ ต่อมา Raes และคณะ (2011) ได้พัฒนามาตรวัด Self-Compassion Scale-
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 23 Short Form (SCS-SF) ซึ่งเป็นมาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเองฉบับย่อ โดยมีองค์ประกอบเช่นเดียวกันกับ มาตรวัดฉบับเต็มทุกประการ การวิจัยนี้พิจารณาเลือกใช้มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเองฉบับย่อ เนื่องจากให้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลไม่แตกต่างจากมาตรวัดแบบรายงานตนเองฉบับเต็ม รวมทั้งการมีข้อคำถาม ที่ไม่มากเกินไปส่งผลต่อประสิทธิภาพและความตั้งใจในการตอบคำถามของกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง ความเมตตากรุณาต่อตนเองกับการกระท าผิดซ ้าและการติดยาเสพติด งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรนี้มีค่อนข้างจำกัด กลุ่มตัวอย่างการวิจัยไม่หลากหลาย และไม่พบ การศึกษาวิจัยใดที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง โดยตรง อย่างไรก็ตาม พบการศึกษาวิจัยในบริบทที่ใกล้เคียงกันและผลการวิจัยสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ โดย Morley และคณะ (2016) ดำเนินการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเอ งกับ ตัวแปรทำนายการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังจำนวน 94 คน อายุ 18-54 ปี พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการควบคุมตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.30, p<.05 และมีสหสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความหุนหันพลันแล่นที่ r=-.44, p<.01 พฤติกรรม ชอบแสวงหาความเสี่ยงที่ r=-.29, p<.05 การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางที่ r=-.28, p<.05 และอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดที่ r=-.36, p<.01 จะเห็นได้ว่า ระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงแปรผกผันกันกับ ตัวแปร ทำนายการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ และแปรผันตามกันกับตัวแปรยับยั้งการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ การศึกษาวิจัยของ Rainforth และคณะ (2003) ดำเนินการวิจัยเชิงทดลอง มีกลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ต้องขังที่กำลังจะพ้นโทษ โดยให้กลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไขทดลองเข้าร่วมโปรแกรมฝึกสติระลึกรู้ตัว พบว่า การมี สติระลึกรู้ตัวซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของตัวแปรความเมตตากรุณาต่อตนเองมีส่วนช่วยการลดการกลับมา กระทำผิดซ้ำของกลุ่มตัวอย่าง โดยพบว่า หลังจากผ่านไป 15 ปี กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโปรแกรมฝึกสติระลึก รู้ตัวกระทำผิดซ้ำเพียงร้อยละ 58.1 ในขณะที่กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกสติระลึกรู้ตัวกระทำ ผิดซ้ำสูงถึงร้อยละ 73.7 จะเห็นได้ว่า การเพิ่มระดับการมีสติระลึกรู้ตัวสามารถช่วยลดโอก าสก ารกลับมา กระทำผิดซ้ำได้ Breines และ Chen (2012) ดำเนินการวิจัยเชิงทดลอง 4 ครั้ง การทดลองแรกมีวัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองส่งผลให้บุคคลมองเห็นข้อเสียของตนเองมากขึ้นและมีแรงจูงใจ ที่จะปรับปรุงข้อเสียดังกล่าวมากขึ้นหรือไม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไขทดลอง คือ เงื่อนไขการเส ริม ความเมตตากรุณาต่อตนเองรายงานว่า ข้อเสียของตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งยัง มีแรงจูงใจในการปรับปรุงข้อเสียของตนเอง การทดลองที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า ความเมตตา กรุณาต่อตนเองส่งผลให้บุคคลเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นและหลีกเลี่ยงการกระทำผิดซ้ำแบบเดิม หรือไม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไขทดลองมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นและพยายามหลีกเลี่ยง
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 24 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด การกระทำผิดพลาดซ้ำแบบเดิม การทดลองที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ส่งผลให้บุคคลเกิดพฤติกรรมในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นภายหลังจากประสบกับความผิดหวังหรือไม่ พบว่า เมื่อประสบกับความผิดหวังกลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไขทดลองเกิดพฤติกรรมที่จะช่วยพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม และการทดลองที่ 4 เป็นผลสืบเนื่องมาจากการศึกษาวิจัยของ(Colin (1996 อ้างถึงใน Breines, & Chen, 2012) ที่พบว่า บุคคลที่มีความต้องการพัฒนาตนเองมักใช้วิธีการเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นที่เหนือกว่าเพื่อเพิ่ม แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง ในขณะที่บุคคลที่เปรียบเทียบตนเองกับบุคคลที่ด้อยกว่ามักเพียงแค่ต้องการ กำลังใจและเพิ่มระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า ความเมตตา กรุณาต่อตนเองส่งผลเช่นไรกับการเปรียบเทียบทางสังคม พบว่า กลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไขทดลองมักเลือกวิธี การเปรียบเทียบตนเองกับบุคคลที่เหนือกว่า ซึ่งแสดงถึงความต้องการในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม จากการทดลองทั้งหมดข้างต้นสรุปได้ว่า บุคคลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองมักมีแรงจูงใจในการพัฒ นา ตนเองและปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น พยายามพัฒนาข้อเสียของตนเอง และหลีกเลี่ยงการกระทำ ผิดพลาดซ้ำแบบเดิม การศึกษาวิจัยที่ผ่านมายังพบความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับการเสพยาเสพติด ประเภทต่างๆ โดยพบผลการวิจัยสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน คือความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ ทางลบกับการเสพยาเสพติด ดังเช่นการศึกษาวิจัยของ Rendon (2006) ที่ดำเนินการวิจัยเพื่อตรว จสอบ ความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับการติดแอลกอฮอล์ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจำนวน 300 คน พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการติดแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ r=-.16, p<.05 สอดคล้องกับการวิจัยของ Miron, Orcutt, Hannan, และ Thompson (2014) ที่พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการติดแอลกอฮอล์ในกลุ่มนักศึกษาหญิงอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.13, p<.01 โดยพบว่า บุคคลที่ประสบปัญหาการติดยาเสพติดประเภทแอลกอฮอล์ มักเป็นบุคคลที่ต้องการหลีกเลี่ยงความวิตกกังวล ความเจ็บปวด หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ดังนั้น บุคคลที่มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงจึงเป็นผู้ที่มีปัญหาการติดแอลกอฮอล์น้อยกว่าผู้ที่มีระดับ ความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำ นอกจากนั้น การศึกษาของ Kelly, Zuroff, Foa, และ Gilbert (2010) ได้ดำเนินการวิจัยเชิงทดลองเพื่อตรวจสอบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองส่งผลอย่างไรต่อการเลิกสูบบุหรี่ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลที่สูบบุหรี่จำนวน 126 คน พบว่า ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไข ทดลองที่ได้รับการเพิ่มระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองสามารถลดจำนวนการสูบบุหรี่ในแต่ละวันได้เร็วกว่า กลุ่มควบคุม ทั้งนี้ การเพิ่มระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองของกลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไขทดลองใช้วิธีการให้ กลุ่มตัวอย่างพูดคุยกับตนเอง ระบายความคับข้องใจที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการเลิกบุหรี่ รวมถึงให้ กำลังใจตนเองในการเลิกบุหรี่ให้สำเร็จ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 25 จากข้อมูลข้างต้นสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองช่วยลดพฤติกรรมก ารก่อ อาชญากรรม เพิ่มการมีสติระลึกรู้ตัว และส่งเสริมให้บุคคลมีความต้องการแก้ไขปรับเปลี่ยนตนเอ งให้ดีขึ้น และหลีกเลี่ยงการกระทำผิดซ้ำ รวมทั้งไม่ติดยาเสพติดประเภทต่าง ๆ อีกด้วย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐาน ข้อที่ 1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบ และมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ ความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความรู้สึกผิด การวิจัยที่ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความรู้สึกผิดที่เกี่ยวข้องกับ อารมณ์ด้านลบของมนุษย์ พบผลการวิจัยสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวแปรทั้งสองนี้มีสหสัมพันธ์ ทางบวกระหว่างกัน โดย Mosewich, Kowalski, Sabiston, Sedgwick, และ Tracy (2011) ดำเนินการ ศึกษาวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกผิดและ ตัวแปรอื่น ๆ อย่างไร มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาหญิงจำนวน 151 คน ซึ่งนักกีฬาเป็นกลุ่มบุคคลที่มักต้องเผชิญ กับความผิดพลาดหรือความผิดหวังจากการแข่งขันกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนำไปสู่ความรู้สึกผิด ความละอายใจ และความกลัวการถูกประเมินในแง่ลบ (Fear of negative evaluation) พบว่า ความเมตตา กรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกผิดอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.26, p<.01 เนื่องจาก ระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองเกี่ยวข้องกับความสามารถในการจัดการกับความผิดพลาด มองความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจว่าทุกคนสามารถกระทำผิดได้ จึงเกิดเป็นความรู้สึกผิดต่อพฤติกรรมที่ตนได้กระท ำ และมุ่งแก้ไขพฤติกรรมที่ผิดพลาดที่เป็นสาเหตุของความรู้สึกผิดนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการศึกษา วิจัยของ Woods และ Proeve (2014) ที่พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับ ความรู้สึกผิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.16, p<.05 ถึงแม้ว่าจะเป็นระดับความสัมพันธ์ที่ไม่สูงมาก นัก แต่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวช่วยเสริมความเข้าใจว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรที่สามารถ นำไปสู่การแก้ไขพฤติกรรมไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำได้ผ่านความรู้สึกผิด ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้บุคคลกลับไปแก้ไข พฤติกรรมอันเป็นสาเหตุของความรู้สึกผิด หากมองจากมุมมองของบริบทผู้ต้องขังหญิงคดีการเสพยาเสพติด สามารถอนุมานได้ว่า ผู้ต้องขังหญิงที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองในระดับสูงจะเป็นบุคคลที่ให้โอกาสตนเอง ในการปรับปรุงแก้ไขสิ่งผิดพลาดในชีวิตที่ผ่านมา เช่น การเสพยาเสพติด การต้องโทษในเรือนจำ เมื่อได้รับ การปล่อยตัวและต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจนำมาสู่การเกิดความรู้สึกผิดซ้ำ ผู้ต้องขังหญิงกลุ่มนี้จะให้ โอกาสตนเองในการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมไปในทิศทางที่ถูกต้อง และสามารถประเมินได้ว่าจะจัดการกับ ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นอย่างไรจึงจะไม่ต้องกลับไปกระทำผิดซ้ำแบบเดิม ทั้งนี้ งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบสหสัมพันธ์ทางลบระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความละอายใจ (Gilbert & Irons, 2009; Woods & Proeve, 2014) ซึ่งความละอายใจเป็นตัวแปรที่มักถูกกล่าวถึงควบคู่กับ ความรู้สึกผิด เมื่อเกิดความละอายใจจะส่งผลให้บุคคลมีความรู้สึกต่อตนเองในด้านลบ กล่าวโทษตนเองว่า เป็นคนเลว นำไปสู่ความต้องการกำจัดความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นโดยการใช้กลไกป้องกันตนเองมากก ว่า การแก้ไขพฤติกรรม (Tangney & Dearing, 2003b) หรืออาจกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกผิด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 26 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด และความละอายใจแปรผกผันกัน ทั้งนี้ มีสาเหตุมาจากองค์ประกอบหลักทั้ง 3 องค์ประกอบของความเมตตา กรุณาต่อตนเองที่ตรงกันข้ามกับคำจำกัดความของความละอายใจ ได้แก่ 1) องค์ประกอบที่ 1 การมีเมตตาต่อ ตนเองตรงกันข้ามกับการประเมินตนเองในทางลบเมื่อเกิดความละอายใจ 2) องค์ประกอบที่ 2 การรับรู้ว่า ประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ตรงกันข้ามกับการกล่าวโทษหรือตำหนิตนเองเมื่อ เกิด ความละอายใจ และ 3) องค์ประกอบที่ 3 การมีสติระลึกรู้ตัวตรงกันข้ามกับความละอายใจในมิติของ การเหมารวมความผิดพลาดของตนเอง จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงเป็นอนุมานได้ว่า ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเส พยาเสพติดที่มี ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีแนวโน้มที่จะเกิดความรู้สึกผิดเมื่อกระทำผิด หรือเกิดความรู้สึกผิดต่อพฤติกรรม ที่ผ่านมาในอดีต โดยผู้ต้องขังหญิงดังกล่าวจะไม่เลือกการตำหนิหรือกล่าวโทษตนเอง หากแต่มุ่งปรับปรุงแก้ไข พฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของความรู้สึกผิด เช่น การเลิกเสพยาเสพติด ส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงไม่กลับมากระทำ ผิดซ้ำคดีการเสพยาเสพติดอีก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานข้อที่ 2 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพล ทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำโดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และสมมติฐานข้อที่ 2.1 ความเมตตา กรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกผิด ความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความหวัง ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวังซึ่งเป็นตัวแปรด้านทัศนคติที่บุคคลมีต่อ เป้าหมาย ช่วยขับเคลื่อนบุคคลให้ไปสู่เป้าหมาย ประกอบไปด้วยการรับรู้ความสามารถของตนเองในการไปสู่ เป้าหมาย และการวางแผนเพื่อนำตนเองไปสู่เป้าหมาย (Snyder และคณะ, 1991a) จากการศึกษาวิจัยของ Yang, Zhang, และ Kou (2016) ดำเนินการศึกษาวิจัยในกลุ่มตัวอย่างชาวจีนจำนวน 320 คน พบสหสัมพันธ์ ทางบวกระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความหวังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.45, p<.001 เนื่องจากระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการระบุเป้าหมายที่บุคคลต้องการใน ชีวิต และส่งเสริมให้บุคคลเกิดความมั่นใจในการสร้างหนทางสู่เป้าหมายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยนี้ยังพบด้วยว่า ความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองและ ความพึงพอใจในชีวิต กล่าวคือ ความเมตตากรุณาต่อตนเองทำให้บุคคลปราศจากทัศนคติแง่ลบ ต่อตนเอง จึงนำไปสู่การมีความหวังที่เพิ่มมากขึ้น โดยไม่เกรงกลัวที่จะตั้งเป้าหมายและวางแผนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อบุคคลสามารถดำเนินตามเส้นทางดังกล่าวได้ก็จะส่งผลให้บุคคลมีระดับ ความพึงพอใจในชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ความเมตตากรุณาต่อตนเองและความหวังเป็นตัวแปรทางบวกที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคล ทั้งสองตัวแปรดังกล่าวต่างมีความสัมพันธ์กับตัวแปรเชิงบวกต่างๆเช่น ความพึงพอใจในชีวิต (Cotton Bronk, Hill, Lapsley, Talib, & Finch, 2009; Neff, 2003b) สุขภาวะทางจิตที่ดีความสุข (Hollis-Walker & Colosimo, 2011) การเห็นคุณค่าในตนเอง (Neff & Vonk, 2009) โดยความหวังมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับ