ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 12 แสดงค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามตัวแปรความรู้สึ องค์ประกอบ ความรู้สึกผิด ด้านความรู้สึกผิด 1. คุณฝากยาเสพติดไว้กับเพื่อน แล้วเพื่อนโดนจับ คุณจะไปสารภาพกับตำรวจว่ายานั้น 5. คุณแอบเสพยาหลังจากผ่านการบำบัดยาเสพติดมาแล้ว คุณจะปรึกษาคนที่ไว้ใจเพื่อ 9. คุณกำลังเสพยาแล้วคนที่ไว้ใจคุณเดินเข้ามาเห็น คุณจะขอโทษเขาและสัญญาว่าจะไ 13. มีเพื่อนมาขอให้คุณช่วยซื้อยาเสพติดเพราะเขาต้องการเงินมาก คุณจึงช่วยซื้อ คุณจ ในการช่วยเพื่อน 17. คุณบังเอิญแนะนำช่องทางการซื้อยาเสพติดให้กับเด็กวัยรุ่นในละแวกบ้านที่ไม่เคยเ อย่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลย 21. คุณเสพยา และเพื่อนสนิทที่ไม่เคยเสพยามาก่อนก็เริ่มเสพตามคุณ คุณจะบอกให้เพ สถานบำบัด ด้านความละอายใจ 2. คุณฝากยาเสพติดไว้กับเพื่อน แล้วเพื่อนโดนจับ คุณจะรู้สึกว่า “ฉันนี่นิสัยแย่จริง ๆ” 6. คุณแอบเสพยาหลังจากผ่านการบำบัดยาเสพติดมาแล้ว คุณจะรู้สึกว่า “ฉันมันจิตใจ 10. คุณกำลังเสพยาแล้วคนที่ไว้ใจคุณเดินเข้ามาเห็น คุณจะรู้สึกละอายแก่ใจเพราะแม้แ 14. มีเพื่อนมาขอให้คุณช่วยซื้อยาเสพติดเพราะเขาต้องการเงินมาก คุณจึงช่วยซื้อ คุณจะ เรื่องนี้ 18. คุณบังเอิญแนะนำช่องทางการซื้อยาเสพติดให้กับเด็กวัยรุ่นในละแวกบ้านที่ไม่เคยเส เผลอพูดไปด้วย” 22. คุณเสพยา และเพื่อนสนิทที่ไม่เคยเสพยามาก่อนก็เริ่มเสพตามคุณ คุณจะรู้สึกว่า “
ห น้ า | 73 สึกผิด (N=136) Mean SD Skewness Kurtosis 3.23 .88 -.27 .04 3.19 .94 -.20 -.32 ันเป็นของคุณ 2.50 1.60 .50 -1.33 อขอคำแนะนำว่า ควรกลับไปบำบัดอีกครั้งหรือไม่ 2.77 1.430 .12 -1.27 ไม่ทำอีก 3.37 1.49 -.49 -1.15 จะรู้สึกไม่มีความสุข และอยากจะหาวิธีการอื่น 3.21 1.43 -.34 -1.15 สพยามาก่อน คุณจะกลับไปเตือนเด็กคนนั้นว่า 3.80 1.20 -.93 .10 พื่อนเลิกเสพและเริ่มคิดว่าตัวคุณเองก็ควรเข้า 3.49 1.46 -.60 -.96 3.26 .98 -.30 -.38 ” 3.10 1.55 -.19 -1.50 จไม่เข้มแข็งเอาเสียเลย” 3.29 1.42 -.46 -1.07 แต่ห้ามใจตัวเองไม่ให้เสพยายังทำไม่ได้เลย 3.65 1.43 -.75 -.75 ะรู้สึกแย่มากแต่ก็เก็บยาไว้และหวังว่าจะไม่มีใครรู้ 2.77 1.48 .17 -1.37 สพยามาก่อน คุณจะรู้สึกว่า “ฉันมันแย่ ทำไมต้อง 3.31 1.43 -.35 -1.17 “ฉันเป็นเพื่อนที่ไม่ดีเอาซะเลย” 3.45 1.40 -.50 -1.06
ห น้ า | 74 ตาราง 13 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามตัวแปรความรู้สึกผิ GUILT1 GUILT2 GUILT3 GUILT4 GUILT5 GUILT6 GUILT1 1 GUILT2 .293** 1 GUILT3 .098 .378** 1 GUILT4 .167 .380** .382** 1 GUILT5 .259** .314** .215* .370** 1 GUILT6 .283** .449** .332** .471** .436** 1 GUILT .552** .713** .614** .696** .627** .750** SHAME1 .260** .301** .476** .251** .261** .230** SHAME2 .067 .361** .386** .270** .107 .348** SHAME3 .072 .393** .725** .353** .270** .353** SHAME4 .061 .190* .408** .249** .100 .260** SHAME5 .138 .322** .395** .325** .275** .303** SHAME6 .209* .443** .471** .363** .268** .484** SHAME .201* .492** .704** .444** .315** .483** หมายเหตุ : **=p<.01 (สองหาง), *=p<.05 (สองหาง)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ผิด (N=136) GUILT SHAME1 SHAME2 SHAME3 SHAME4 SHAME5 SHAME6 SHAME 1 .453** 1 .392** .333** 1 .548** .438** .529** 1 .324** .134 .255** .320** 1 .443** .403** .224** .287** .310** 1 .568** .486** .452** .511** .141 .450** 1 .670** .696** .682** .756** .534** .657** .743** 1
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 75 4. เสนอผลการสร้าง พัฒนา และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมาตรวัดความรู้สึกผิดต่อที่ประชุม คณะกรรมการติดตามและประเมินผล และคณะกรรมการติดตามและประเมินผลมีมติตามผล การวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้น และมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ให้วิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะองค์ประกอบ ความรู้สึกผิด ส่วนองค์ประกอบความละอายใจใช้สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ทำให้ มาตรวัดความรู้สึกผิดมีข้อคำถามทั้งหมด 6 ข้อ (12 ข้อย่อย) แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความรู้สึกผิด และ 2) ความละอายใจ มีตัวอย่างข้อคำถาม เช่น ในสถานการณ์ที่คุณฝากยาเสพติด ไว้กับเพื่อนแล้วเพื่อนโดนจับ คุณจะทำอย่างไร 1) ความรู้สึกผิด-คุณจะไปสารภาพกับตำรวจว่ายานั้น เป็นของคุณ 2) ความละอายใจ-คุณจะรู้สึกว่า “ฉันนี่นิสัยแย่จริง ๆ” มาตรวัดความรู้สึกผิดเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ ได้แก่ 1=ไม่ตรงกับตัวฉันเลย 2=ค่อนข้างไม่ตรงกับตัวฉัน 3=ตรงและไม่ตรงกับตัวฉันพอ ๆ กัน 4=ค่อนข้างตรงกับตัวฉัน 5=ตรงกับตัวฉันที่สุด มาตรวัดความหวัง มาตรวัดความหวังได้รับการสร้างใหม่ อ้างอิงจากมาตรวัด The Adult State Hope Scale ของ Snyder และคณะ (1991) มีข้อคำถามจำนวน 8 ข้อ แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ คือ 1) การรับรู้ความสามารถ ของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย และ 2) การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย ดำเนินการสร้าง พัฒนา และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ 1. สร้างมาตรวัดความหวัง อ้างอิงจากมาตรวัด The Adult State Hope Scale (Snyder และคณะ, 1991) ของ Snyder และคณะ (1991) และปรับบริบทให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขอ งการวิจัย รวมทั้งสร้างข้อคำถามเพิ่มโดยพิจารณาจากข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้ต้องขังหญิง 2. ประเมินความเหมาะสมของข้อคำถามภายในมาตรวัดที่สร้างขึ้นโดยนักวิจัยอิสระและผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยในกลุ่มผู้ต้องขัง 3. วิเคราะห์ค่าความเที่ยงด้วยวิธีการคำนวณค่าความสัมพันธ์รายข้อกับข้อคำถามรวม และวิธี การคำนวณค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าแบบครอนบาค พบว่า มีข้อคำถามผ่านเกณฑ์จำนวน 8 ข้อ แบ่งเป็น 1) การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย จำนวน 4 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .62 ขึ้นไป และ α=.86 และ 2) การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเอง ไปสู่เป้าหมาย จำนวน 4 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .74 ขึ้นไป และ α=.91 และ โดยมีค่าความเที่ยง
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 76 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด แบบสอดคล้องภายในของมาตรวัดรวมที่ α=.94 ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของตัวแปรความหวัง คือ 4.16 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างข้อคำถามสูงที่สุดที่ r=.94, p<.01 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 14 ตาราง 15 และตาราง 16 ตามลำดับ ตาราง 14 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่ามาตรวัดความหวัง ข้อ ด้าน ทิศทาง ประโยค CITC ข้อสรุป ทางสถิติ α 1 การวางแผนแนวทาง ที่จะนำตนเอง ไปสู่เป้าหมาย + ฉันจะสามารถผ่านอุปสรรคไปได้แบบไม่ต้อง ใช้ยาเสพติดเป็นตัวช่วย .62 ผ่าน .86 3 + ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตแก้ไขได้โดยไม่ต้องพึ่ง ยาเสพติด .69 ผ่าน 4 + ฉันสามารถหาทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญในชีวิต โดยไม่ต้องกลับไปเสพยาอีก .81 ผ่าน 5 + ฉันสามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่คนอื่นอาจ ถอดใจไปแล้ว โดยไม่ต้องกลับไปพึ่ง ยาเสพติดอีก .76 ผ่าน 2 การรับรู้ความสามารถของ ตนเองที่จะ ไปสู่เป้าหมาย + ฉันตั้งใจจะทำตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยไม่หันกลับไปใช้ยาเสพติดอีก .74 ผ่าน .91 6 + ประสบการณ์ที่มีทำให้ฉันพร้อมรับมือกับสิ่งที่ จะเกิดในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องกลับไป ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด .78 ผ่าน 7 + ฉันจะมีชีวิตที่ดีหลังพ้นโทษได้โดยไม่กลับไป เสพยา .90 ผ่าน 8 + ฉันจะไปถึงเป้าหมายต่าง ๆ ที่วางไว้ โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด .83 ผ่าน .94
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 15 แสดงค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดความห องค์ประกอบ ความหวัง การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย (Pathway) 1. ฉันจะสามารถผ่านอุปสรรคไปได้แบบไม่ต้องใช้ยาเสพติดเป็นตัวช่วย 3. ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตแก้ไขได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด 4. ฉันสามารถหาทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญในชีวิต โดยไม่ต้องกลับไปเสพยาอี 5. ฉันสามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่คนอื่นอาจถอดใจไปแล้ว โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งยาเสพ การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย (Agency) 2. ฉันตั้งใจจะทำตามเป้าหมายที่วางไว้โดยไม่หันกลับไปใช้ยาเสพติดอีก 6. ประสบการณ์ที่มีทำให้ฉันพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องกลับ 7. ฉันจะมีชีวิตที่ดีหลังพ้นโทษได้โดยไม่กลับไปเสพยาเสพติด 8. ฉันจะไปถึงเป้าหมายต่าง ๆ ที่วางไว้โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด
ห น้ า | 77 หวัง (N=136) Mean SD Skewness Kurtosis 4.16 0.97 -1.68 2.75 4.08 0.99 -1.50 2.22 3.93 1.31 -1.09 0.09 4.28 1.11 -1.74 2.42 อีก 4.21 1.11 -1.67 2.34 พติดอีก 3.88 1.19 -1.01 0.39 4.24 1.01 -1.67 2.35 3.97 1.26 -1.21 0.51 ับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด 4.16 1.10 -1.42 1.50 4.38 1.08 -1.90 2.94 4.43 1.06 -2.20 4.27
ห น้ า | 78 ตาราง 16 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดความหวัง HOPE2 HOPE6 HOPE7 HOPE8 HOPE2 1 HOPE6 .669** 1 HOPE7 .716** .804** 1 HOPE8 .688** .685** .885** 1 AGENT .867** .877** .944** .902** HOPE1 .649** .522** .613** .565** HOPE3 .562** .676** .667** .739** HOPE4 .697** .662** .726** .743** HOPE5 .647** .720** .733** .642** PATH .757** .759** .808** .790** หมายเหตุ : **=p<.01 (สองหาง), *= p<.05 (สองหาง)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ง (N=136) AGENT HOPE1 HOPE3 HOPE4 HOPE5 PATH 1 .658** 1 .733** .499** 1 .788** .582** .702** 1 .764** .571** .605** .771** 1 .868** .801** .818** .895** .869** 1
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 79 4. ตรวจสอบความตรงเชิงภาวะสันนิษฐานตามมาตรต้นฉบับด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ด้วยโปรแกรม Mplus พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่าสถิติไค-สแควร์ เท่ากับ 0.000 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ p=0.9866 ดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 1.000 ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (TLI) เท่ากับ 1.005 และดัชนีรากที่สองกําลังสอง เฉลี่ย (SRMR) เท่ากับ 0.000 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 17 และภาพ 4ตามลำดับ ตาราง 17รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยืนยันมาตรวัดความหวัง เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=136) ตัวแปร น้ำหนักองค์ประกอบ R 2 β SE t การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย 0.921 0.010 92.393 0.848 การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย 0.943 0.007 131.936 0.889 ᵡ 2 =0.000 p=0.9866 CFI=1.000 TLI=1.005 RMSEA=0.000 ภาพ 3 การตรวจสอบค่าความตรงเชิงภาวะสันนิษฐานตัวแปรความหวังด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงยืนยันด้วยโปรแกรม Mplus 5. เสนอผลการสร้าง พัฒนา และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมาตรวัดความหวังต่อที่ประชุม คณะกรรมการติดตามและประเมินผล และคณะกรรมการติดตามและประเมินผลมีมติตามผล การวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว ทำให้มาตรความหวังมีข้อคำถามทั้งหมด 8 ข้อ แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย และ 2) การวางแผนแนวทางที่จะ นำตนเองไปสู่เป้าหมาย มีตัวอย่างข้อคำถาม เช่น ฉันจะสามารถผ่านอุปสรรคไปได้แบบไม่ต้องใช้ ยาเสพติดเป็นตัวช่วย ฉันตั้งใจจะทำตามเป้าหมายที่วางไว้โดยไม่หันกลับไปใช้ยาเสพติดอีก ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตแก้ไขได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 80 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด มาตรวัดความหวังเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ ได้แก่ 1=ไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉันเลย 2=ค่อนข้างไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉัน 3=ตรงและไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉันพอ ๆ กัน 4=ค่อนข้างตรงกับความคิดเห็นของฉัน 5=ตรงกับความคิดเห็นของฉันที่สุด มาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ มาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำได้รับการสร้างขึ้นใหม่ อ้างอิงจากข้อมูลการสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้ต้องขังหญิง มีข้อคำถามทั้งหมด 8 ข้อ แบ่งเป็น 2ตอน ได้แก่ 1) ตอนที่ 1 ให้อ่าน ข้อความและตอบคำถามตามความรู้สึกจริงของตนเอง และ 2) ตอนที่ 2 ให้อ่านสถานการณ์ที่กำห นดและ ถามความคิดเห็นในฐานะบุคคลที่สาม ดำเนินการสร้าง พัฒนา และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ 1. สร้างมาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ อ้างอิงจากข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและอดีต ผู้ต้องขังหญิง 2. ประเมินความเหมาะสมของข้อคำถามภายในมาตรวัดที่สร้างขึ้นโดยนักวิจัยอิสระ และผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยในกลุ่มผู้ต้องขัง 3. วิเคราะห์ค่าความเที่ยงด้วยวิธีการคำนวณค่าความสัมพันธ์รายข้อกับข้อคำถามรวม และวิธี การคำนวณค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าแบบครอนบาค พบว่า มีข้อคำถามผ่านเกณฑ์จำนวน 8 ข้อ แบ่งเป็น 1) ตอนที่ 1 จำนวน 4 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .48 ขึ้นไป และ α=.79 และ 2) ตอนที่ 2 จำนวน 4 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .56 ขึ้นไป และ α=.82 ค่าเฉลี่ย เลขคณิตของตัวแปรการกระทำผิดซ้ำ ตอนที่ 1 คือ 3.08 ตอนที่ 2 คือ 1.48 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อคำถามสูงที่สุดของตอนที่ 1 คือ r=.80, p<.01 และตอนที่ 2คือ r=.87, p <.01 รายละเอียด ปรากฏดังตาราง 18 ตาราง 19 และตาราง 20 ตามลำดับ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 81 ตาราง 18 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคอัลฟ่ามาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ ข้อ ด้าน ทิศทาง ประโยค CITC ข้อสรุป ทางสถิติ α 1 ตอนที่1 - คุณมั่นใจว่าจะไม่กลับไปเสพยาแม้ว่าคุณจะอยู่ในวงเหล้า ที่เพื่อน ๆ กำลังเสพยา 0.62 ผ่าน .79 2 - คุณมั่นใจว่าจะไม่กลับไปเสพยาแม้ว่าเพื่อนสนิทของคุณ ชักชวนให้คุณเสพ 0.68 ผ่าน 3 - คุณมั่นใจว่าจะไม่กลับไปเสพยาแม้ว่าคุณจะอยู่คนเดียวและ รู้สึกเศร้า 0.48 ผ่าน 4 - คุณมั่นใจว่าจะไม่กลับไปเสพยาแม้ว่าคุณอยู่บ้านเพื่อนและ แฟนเพื่อนเสนอยาให้คุณเสพฟรีๆ 0.61 ผ่าน 1 ตอนที่2 สถานการณ์ที่ 1 0.71 ปรับ .82 2 สถานการณ์ที่ 2 0.68 ปรับ 3 สถานการณ์ที่ 3 0.70 ปรับ 4 สถานการณ์ที่ 4 0.56 ปรับ
ห น้ า | 82 ตาราง 19 แสดงค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดแนวโน้ องค์ประกอบ แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ ตอนที่1 1.คุณมั่นใจว่าจะไม่กลับไปเสพยาแม้ว่าคุณจะอยู่ในวงเหล้าที่เพื่อน ๆ กำลังเสพยา 2.คุณมั่นใจว่าจะไม่กลับไปเสพยาแม้ว่าเพื่อนสนิทของคุณชักชวนให้คุณเสพ 3.คุณมั่นใจว่าจะไม่กลับไปเสพยาแม้ว่าคุณจะอยู่คนเดียวและรู้สึกเศร้า 4.คุณมั่นใจว่าจะไม่กลับไปเสพยาแม้ว่าคุณอยู่บ้านเพื่อนและแฟนเพื่อนเสนอยาให้คุณเ ตอนที่2 1.สถานการณ์ที่ 1 2.สถานการณ์ที่ 2 3.สถานการณ์ที่ 3 4.สถานการณ์ที่ 4
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด น้มการกระทำผิดซ้ำ (N=136) Mean SD Skewness Kurtosis 3.08 1.16 -0.14 -0.57 3.12 1.48 -0.08 -1.27 3.07 1.41 0.01 -1.15 2.92 1.50 0.09 -1.39 สพฟรีๆ 3.20 1.55 -0.15 -1.44 1.48 0.70 1.49 1.38 1.59 1.05 1.83 2.43 1.57 0.90 1.57 1.83 1.36 0.78 2.27 4.24 1.42 0.66 1.33 0.54
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 20 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดแนวโน้มก RECI1(R) RECI2(R) RECI3(R) RECI4(R) RECI1(R) 1 RECI2(R) .571** 1 RECI3(R) .368** .486** 1 RECI4(R) .547** .555** .366** 1 OWNER .794** .828** .710** .796** RECI5 -.059 .014 -.092 -.104 RECI6 -.101 -.048 -.135 -.119 RECI7 -.137 -.107 -.194* -.146 RECI8 -.065 .067 -.014 -.011 OTHERS -.109 -.024 -.136 -.121 หมายเหตุ : **=p<.01 (สองหาง), *=p<.05 (สองหาง)
ห น้ า | 83 การกระทำผิดซ้ำ (N=136) OWNER RECI5 RECI6 RECI7 RECI8 OTHERS 1 -.079 1 -.130 .605** 1 -.187* .662** .570** 1 -.008 .477** .505** .473** 1 -.127 .872** .832** .828** .713** 1
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 84 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด 4. เสนอผลการสร้างและพัฒนาเครื่องมือมาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำต่อที่ประชุมคณะกรรมก าร ติดตามและประเมินผล โดยไม่ตรวจสอบความตรงเชิงภาวะสันนิษฐานตามมาตรต้นฉบับด้วย การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน เนื่องจากข้อคำถามตอนที่ 1 และตอนที่ 2 เป็นอิสระจากกัน ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของมาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ และคณะกรรมการติดตามและ ประเมินผลมีมติตามผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว และมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ให้วิเคราะห์ข้อมูลจริง เฉพาะข้อคำถามตอนที่ 1 โดยข้อคำถามตอนที่ 2 ใช้สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เท่านั้น ทำให้มาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำมีข้อคำถามทั้งหมด 8 ข้อ แบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 มีตัวอย่างข้อคำถาม เช่น ฉันมีโอกาสกลับไปเสพยาเสพติด เมื่อฉันอยู่คนเดียวและรู้สึกเศร้า เป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ ได้แก่ 1=น้อย 2=ค่อนข้างน้อย 3=พอ ๆ กัน 4=ค่อนข้างมาก 5=มาก ตอนที่ 2 มีตัวอย่างข้อคำถาม เช่น สมใจเพิ่งพ้นโทษจากคดีเสพยาเสพติด หลังจากพยายามหางานทำ แต่ก็ไม่มีใครจ้าง วันหนึ่งสมใจได้เจอกับพรซึ่งเป็นเพื่อนที่รู้จักมานาน สมใจจึงได้ระบายความทุกข์ให้พรฟัง พรเห็นว่าเพื่อนกำลังเศร้า จึงชวนไปกินเหล้าที่บ้านและเอายาเสพติดมาให้โดยบอกว่า “จะได้หายเครียดไง” สมใจจะทำอย่างไร ระหว่าง 1) ตัดสินใจรับยาจากพรมาเสพ 2) สองจิตสองใจ แต่ตัดสินใจไม่รับยามาเสพ เพราะมีสติพอ และสงสารตัวเองถ้าต้องกลับไปยุ่งกับยาเสพติดอีก และ 3) ปฏิเสธไม่รับยาที่พรให้เป็นมาตร ประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ ได้แก่ 1=ไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉันเลย 2=ค่อนข้างไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉัน 3=ตรงและไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉันพอ ๆ กัน 4=ค่อนข้างตรงกับความคิดเห็นของฉัน 5=ตรงกับความคิดเห็นของฉันที่สุด (ภาคผนวก ก)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 85 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวมรวบข้อมูลดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. รวบรวมแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 1 ฉบับ และมาตรวัดจำนวน 5 ฉบับที่ได้จากขั้นตอน การพัฒนาและตรวจสอบเครื่องมือเป็นฉบับเดียวกัน ด้วยวิธีการถ่วงน้ำหนัก (Counterbalance) 2. ดำเนินการขออนุญาตเก็บข้อมูลในเรือนจำ/ทัณฑสถาน เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 5 แห่ง จากกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม แบ่งเป็น 1) เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 แห่ง คือ เรือนจำ 1 แห่ง และทัณฑสถาน 2 แห่ง และ 2) เขตปริมณฑล จำนวน 2 แห่ง คือ เรือนจำ 1 แห่ง และทัณฑสถาน 1 แห่ง 3. ประสานงานรายละเอียดสถานที่ วัน และเวลาในการเก็บข้อมูลจากเรือนจำ/ทัณฑสถานกับเจ้าหน้าที่ ประจำเรือนจำ/ทัณฑสถานตามข้อที่ 2 4. รับสมัครและจัดอบรมคณะทำงานเก็บข้อมูล โดยคณะทำงานเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้รับการปฐมนิเทศจากคณะกรรมการติดตามและประเมินผล เพื่อสร้างความเข้าใจแล ะเพื่อให้ การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานการวิจัยที่กำหนดไว้ 5. ดำเนินการเก็บข้อมูลตามสถานที่ วัน และเวลาตามข้อที่ 3 ใช้ระยะเวลาการเก็บข้อมูล เรือ นจำ/ ทัณฑสถานละ 1 วัน ระหว่างเวลา 09.00–14.30 น. 6. กล่าวทักทาย และชี้แจงสิทธิ์ที่กลุ่มตัวอย่างพึงได้รับ ได้แก่ การให้ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างต้องเป็นไป ด้วยความสมัครใจ ปราศจากการบังคับใด ๆ กลุ่มตัวอย่างสามารถถอนตัวจากการวิจัยได้ตามต้องการ โดยไม่มีผลกระทบกับสถานภาพใด ๆ และผู้วิจัยจะรักษาข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างไว้เป็นความลับ นำเสนอเพียงภาพรวมเท่านั้น 7. กลุ่มตัวอย่างเริ่มทำแบบสอบถามด้วยตนเอง มีขั้นตอนการเก็บข้อมูลแบบสอบถาม คือ ผู้ช่วยผู้วิจัย 1 คน จะดูแลการตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่าง 20 คน โดยทำหน้าที่อ่านข้อคำถาม ในแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างฟัง และอธิบายเพิ่มเติมในข้อคำถามที่กลุ่มตัวอย่างสงสัย ทั้งนี้ แบบสอบถาม 1ชุด ใช้ระยะเวลาประมาณ 60 นาที 8. สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 6 คน ที่ได้รับการคัดเลือกด้วยความสมัครใจ ภายในห้องที่เจ้าหน้าที่ ประจำเรือนจำ/ทัณฑสถานจัดเตรียมไว้ภายหลังเสร็จสิ้นการตอบแบบสอบถาม 9. กล่าวขอบคุณ และเปิดเผยวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการวิจัย
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 86 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยนี้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานด้วยโปรแกรม IBM SPSS Statistics 22 ทดสอบ สมมติฐานและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Modeling หรือ SEM) ด้วยโปรแกรม Mplus และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง กระบวนการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1. ขอความร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่าง โดยกลุ่มตัวอย่างต้องยินยอมอย่างสมัครใจ ปราศจากการบังคับใน การเข้าร่วมการวิจัย 2. ไม่สอบถามชื่อ-นามสกุลของกลุ่มตัวอย่าง และไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ ของกลุ่มตัวอย่างเป็นรายบุคคล 3. รักษาความลับของกลุ่มตัวอย่าง โดยให้กลุ่มตัวอย่างนำแบบสอบถามและมาตรวัดที่ทำเสร็จเรียบร้อย แล้วใส่ซองจดหมายด้วยตัวของกลุ่มตัวอย่างเอง 4. จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยเก็บรวบรวมไว้ที่ มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และกำหนดทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องทันทีเมื่อครบกำหนด 5 ปี การพิจารณาจริยธรรมการวิจัย การวิจัยนี้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน กลุ่มสหสถาบัน ชุดที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยให้การรับรองตาม COA NO 045/2561
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 87 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการก ระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมเพื่อป้องกัน การกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด มีระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ทั้งวิธี เชิงปริมาณ ได้แก่ การสำรวจด้วยแบบสอบถามและมาตรวัด และวิธีเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์ รายบุคคล มีขั้นตอนการรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. การรายงานข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 2. การทดสอบสมมติฐานที่1-6 ด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Modeling หรือ SEM) ด้วยโปรแกรม Mplus ทั้งนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ SELFCOM หมายถึง ความเมตตากรุณาต่อตนเอง SK หมายถึง การมีเมตตาต่อตนเอง SJ หมายถึง การตัดสินและตำหนิตนเอง CMH หมายถึง การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ ISO หมายถึง ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยก MFN หมายถึง การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ OVER หมายถึง การจมอยู่กับอารมณ์ ANTI หมายถึง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม NAR หมายถึง บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง IMP หมายถึง ความหุนหันพลันแล่น CAL หมายถึง ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก GUILT หมายถึง ความรู้สึกผิด SHAME หมายถึง ความละอายใจ HOPE หมายถึง ความหวัง AGENT หมายถึง การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย PATH หมายถึง การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย RECI หมายถึง แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ OWNER หมายถึง แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำมองจากมุมมองตนเอง OTHERS หมายถึง แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำมองจากมุมมองบุคคลที่สาม สัญลักษณ์ที่ใช้แทนค่าสถิติในการวิจัย ดังนี้
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 88 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด Mean หมายถึง ค่าเฉลี่ยเลขคณิต SD หมายถึง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Skewness หมายถึง ค่าความเบ้ Kurtosis หมายถึง ค่าความโด่ง Minimum หมายถึง ค่าต่ำสุด Maximum หมายถึง ค่าสูงสุด r หมายถึง ค่าสหสัมพันธ์ β หมายถึง ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย SE หมายถึง ค่าความคลาดเคลื่อนของการวัด t หมายถึง สถิติทดสอบที R 2 หมายถึง สถิติทดสอบอาร์-สแควร์ X 2 หมายถึง ค่าสถิติไค-สแควร์ p หมายถึง ระดับนัยสำคัญทางสถิติ CFI หมายถึง ดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ TLI หมายถึง ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน RMSEA หมายถึง ค่าความคลาดเคลื่อนของการประมาณค่า SRMR หมายถึง ดัชนีรากที่สองกําลังสองเฉลี่ย การวิจัยนี้ดำเนินการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดจำนวน 890 คน พิจารณาตัดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์การคัดออกจำนวน 244 คน คิดเป็นร้อยละ 27.42 ทำให้เหลือ กลุ่มตัวอย่างในการวิเคราะห์ข้อมูลจริงจำนวน 646 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 28-38 ปี คิดเป็นร้อยละ 46.7 ระดับการศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่หรือสูงสุด คือ มัธยมศึกษาตอนต้น คิดเป็นร้อยละ 40.9 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปก่อนได้รับโทษมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 36.6 ระดับรายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 6,001-12,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 51.4 สถานภาพแต่งงาน (รวมที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) มากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 41.3 มีบุตร 2 คน คิดเป็นร้อยละ 30.2 ลักษณะความผิดครั้งปัจจุบันเป็นผู้เสพและจำหน่ายยาเสพติด คิดเป็นร้อยละ 33.3 ระยะเวลาการได้รับโทษในความผิดปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 1-5 ปี คิดเป็นร้อยละ 78.8 ลักษณะที่อยู่อาศัยก่อนกระทำผิด คือ บ้านเดี่ยว คิดเป็นร้อยละ 40.1 โดยมีลักษณะชุมชนโดยรอบเป็น ชุมชนแออัด คิดเป็นร้อยละ 15.2 ส่วนมากเป็นผู้พักอาศัย คิดเป็นร้อยละ 57.3 บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วยก่อน ได้รับโทษ คือ สามี/คนรักมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 57.6 ประเภทของยาเสพติดส่วนมากที่เคยเสพ คือ ยาไอซ์ คิดเป็นร้อยละ 82.8 อายุเมื่อเริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรก 15-20 ปี คิดเป็นร้อยละ 47.2 เหตุผลของการเสพ ยาเสพติด คือ ความอยากรู้อยากลอง คิดเป็นร้อยละ 86.6 ส่วนมากได้รับโทษครั้งแรกจากการกระทำผิดในคดี
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 89 การเสพยาเสพติด คิดเป็นร้อยละ 44.9 เริ่มใช้ยาเสพติดครั้งแรกหลังจากพ้นโทษทันที คิดเป็นร้อยละ 10.5 และภายหลังจากพ้นโทษไม่เกิน 1 ปี จึงถูกจับกุมอีกครั้ง คิดเป็นร้อยละ 16.9 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 21 ตาราง 21 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของบุคลิกภาพและ ทัศนคติของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด (N=646) ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 1. อายุ (ปี) - 28-32 - 33-37 - 38-42 - 43-47 - 48-52 302 202 84 43 15 46.7 31.3 13.0 6.7 2.3 2. ระดับการศึกษาสูงสุดหรือที่กำลังศึกษาอยู่ - ไม่ได้ศึกษา - ประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น - มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. - ปริญญาตรี/ปวส. - ปริญญาโท - ไม่ระบุ 9 163 264 167 40 1 2 1.4 25.2 40.9 25.9 6.2 0.2 0.3 3. อาชีพก่อนได้รับโทษ - นักเรียน/นักศึกษา - รับราชการ - บริษัทเอกชน - ค้าขาย - รับจ้างทั่วไป - ไม่ประกอบอาชีพ - อื่น ๆ - ไม่ระบุ 3 1 49 197 235 87 73 1 0.5 0.2 7.6 30.5 36.4 13.5 11.3 0.2 4. รายได้ต่อเดือน (บาท/เดือน) - ต่ำกว่า 6,000 - 6,001-12,000 108 332 16.7 51.4
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 90 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ข้อมูล จำนวน ร้อยละ - 12,001-18,000 - 18,001-24,000 - 24,001-30,000 - มากกว่า 30,001 - ไม่ระบุ 92 26 17 35 36 14.2 4.0 2.6 5.4 5.6 5. สถานภาพการสมรส - โสด - แต่งงาน - แยกกันอยู่ - หม้าย - หย่าร้าง 78 267 129 46 126 12.1 41.3 20.0 7.1 19.5 6. จำนวนบุตร - 1 คน - 2 คน - 3 คน - มากกว่า 3 คน - ไม่มีบุตร 134 195 124 96 97 20.7 30.2 19.2 14.9 15.0 7. ลักษณะความผิด - ผู้เสพ - ผู้จำหน่าย - ผู้ครอบครอง - ผู้เสพและจำหน่าย - ผู้เสพและครอบครอง - ผู้จำหน่ายและครอบครอง - ผู้เสพ ผู้จำหน่ายและครอบครอง 15 170 20 215 22 119 85 2.3 26.3 3.1 33.3 3.4 18.4 13.2 8. ระยะเวลาการได้รับโทษในความผิดปัจจุบัน (ปี) - น้อยกว่า 1 - 1-5 - 6-10 - มากกว่า 10 - ไม่ระบุ 17 509 77 42 1 2.7 78.8 11.9 6.5 0.2
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 91 ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 9. ลักษณะที่อยู่อาศัยก่อนการกระทำผิดครั้งปัจจุบัน (จากร้อยละ100) - บ้านเดี่ยว - ตึกแถว/อาคารพาณิชย์ - ทาวน์เฮ้าส์ - คอนโดมิเนียม - อพาร์ตเม้นต์/แฟลต - ชุมชนแออัด - ชุมชนชานเมือง - ชุมชนหมู่บ้านจัดสรร - เคหะชุมชน - ชุมชนเมือง - ชุมชนประเภทอาคารสูง 259 60 45 50 108 98 73 48 41 60 8 40.1 9.3 7.0 7.7 16.7 15.2 11.3 7.4 6.3 9.3 1.2 10.ลักษณะการครอบครองที่อยู่อาศัย - เจ้าของ - ผู้พักอาศัย - เช่ารายเดือน/ปี - ไม่ระบุ 53 370 219 4 8.2 57.3 33.9 0.6 11. บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วยก่อนการกระทำผิดครั้งปัจจุบัน (จากร้อยละ100) - อาศัยอยู่คนเดียว - บิดา-มารดา - สามี/คนรัก - บุตร - ญาติพี่น้อง - เพื่อน - อื่น ๆ 59 237 372 275 187 91 17 9.1 36.7 57.6 42.6 28.9 14.1 2.6 12. ประเภทของยาเสพติดที่เคยเสพ (จากร้อยละ100) - เฮโรอีน - ยาบ้า - LSD 17 533 3 2.6 82.5 0.5
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 92 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ข้อมูล จำนวน ร้อยละ - ฝิ่น - มอร์ฟีน - โคเคน - กัญชา - กระท่อม - ไอซ์ - อื่น ๆ 6 4 39 161 40 535 33 0.9 0.6 6.0 24.9 6.2 82.8 5.1 13.อายุเมื่อเริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรก (ปี) - ต่ำกว่า 15 - 15-20 - 21-25 - 26-30 - 31-35 - 36-40 - มากกว่า 41 - ไม่ระบุ 79 305 154 62 17 15 7 7 12.2 47.2 23.8 9.6 2.6 2.3 1.1 1.1 14. เหตุผลของการเสพยาเสพติด (จากร้อยละ100) - เพื่อนชักชวน - เครียด - ผิดหวัง - อยากรู้อยากลอง - ความเจ็บป่วย - ถูกหลอก - โดนบังคับ - อื่น ๆ 257 155 79 557 8 3 1 34 39.8 24.0 12.2 86.2 1.2 0.5 0.2 5.3 15.จำนวนครั้งที่ได้รับโทษจากการกระทำผิดในคดีการเสพ ยาเสพติด - ครั้งแรก - 2 ครั้ง - 3 ครั้ง - 4 ครั้ง 290 179 93 40 44.9 27.7 14.4 6.2
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 93 ข้อมูล จำนวน ร้อยละ - 5 ครั้ง - มากกว่า 5 ครั้ง - ไม่ระบุ 10 27 7 1.5 4.2 1.1 16. เริ่มใช้ยาเสพติดครั้งแรกหลังจากพ้นโทษ (เฉพาะบุคคลที่กระทำผิดซ้ำ N=364) - เสพทันทีหลังพ้นโทษ - ภายใน 2 สัปดาห์ - ภายใน 1 เดือน - ภายใน 6 เดือน - ภายใน 1 ปี - ภายใน 2 ปี - ภายใน 3 ปี - มากกว่า 3 ปี - ไม่ระบุ 68 49 67 64 63 13 11 16 13 10.5 7.6 10.4 9.9 9.8 2.0 1.7 2.5 2.0 17. หลังจากพ้นโทษไปนานเท่าไหร่ถึงถูกจับกุมอีกครั้ง (เฉพาะบุคคลที่กระทำผิดซ้ำ N=364) (ปี) - น้อยกว่า 1 - 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - มากกว่า 5 - ไม่ระบุ 109 56 56 32 37 19 47 8 16.9 8.7 8.7 5.0 5.7 2.9 7.3 1.2 ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพกลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติมจำนวน 32 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีครอบครัวไม่สมบูรณ์พ่อแม่แยกทางกัน บางคนพ่อหรือแม่ไปมีครอบครัวใหม่ โดยกลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่กับ ปู่ ย่า ตา ยาย เช่น คุณจิต (นามสมมติ) “เสพครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี ลองบุหรี่แล้วค่อยเป็นยาบ้า เพราะว่าน้อยใจพ่อ ที่มี แฟนใหม่และมีน้อง ทำให้ต้องอยู่กับย่ากับน้า พ่อไม่ได้มาสนใจใยดีอะไร ขออะไรก็ไม่เคยได้เหมือนน้อง”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 94 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด คุณปุ๋ย (นามสมมติ) “พ่อมีภรรยาใหม่ที่มีลูกติด ตนไม่ถูกกับภรรยาใหม่ของพ่อเพราะเขาชอบดูถูก ถากถาง เช่น พูดประมาณว่าจะเรียนจบเหรอ บางครั้งก็เปรียบเทียบตนกับลูกของเขา ทำให้น้อยใจ ไม่อยากอยู่ กับพ่อ คิดว่าไม่อยากพึ่งพ่อแล้ว” อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างบางส่วนมีครอบครัวที่สมบูรณ์ คือ มีพ่อ แม่ ลูก หากแต่ยังกระทำผิดใน คดีการเสพยาติด เช่น คุณโอ๋ (นามสมมติ) “ครอบครัวอบอุ่นมาก แต่เพราะคุณพ่อไม่เชื่อคำพูดของโอ๋ว่า ไม่ได้ทำอะไร ที่เสียหายเกินเลย ทำให้โอ๋เสียใจมาก ตอนนี้รับรู้ว่าพ่อรักและเป็นห่วงมาก แต่ตอนนั้นคิดแต่ว่าเพราะพ่อไม่ เชื่อใจจึงต้องทำขนาดนี้” คุณโบว์ (นามสมมติ) “ไม่มีปัญหาครอบครัว พ่อแม่รักกันดี พ่ออาจจะมีเครียด ๆ บ้างเพราะ ความรับผิดชอบเยอะ พ่อค่อนข้างดุ ตีกรอบชีวิต และตั้งความหวังสูง ถ้าพ่อฟังตัวเองบ้าง ชีวิตตัวเองอาจจะ ดีกว่านี้” นอกจากนั้น การสัมภาษณ์เชิงคุณภาพกลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติมยังสามารถจำแนกสาเหตุที่ส่งผลให้ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดมีระดับการศึกษาไม่สูงมากนักออกเป็น 4 ประการ คือ 1. ลักษณะนิสัยส่วนตน เช่น ความเกเร ความไม่อยากเรียนหนังสือ เช่น คุณกั้ง (นามสมมติ) “ได้เรียน หนังสือจนอายุ 15 แต่ก็เรียนไม่จบเพราะเกเร เรียนบ้างไม่เรียนบ้างตามอารมณ์” 2. ย้ายที่อยู่อาศัย ไปอยู่กับสามี/คนรัก เช่น คุณเอม (นามสมมติ) “พอเรียนจบม.ต้น (พ.ศ. 2547) เข้าเรียนต่อปวช. เรียนสาขาท่องเที่ยว เจอเพื่อนกลุ่มใหม่แต่ก็เป็นกลุ่มที่เสพยา เราเปลี่ยนเป็นเสพ ยาไอซ์ มีแฟนคนแรกตอนเรียนปวช. แฟนอยู่ในวงการขายยา เรียนไปได้ปีกว่าก็ท้องจึงออก จาก โรงเรียน เรียนไม่จบปวช. ออกมาขายยากับแฟน” 3. ความจำเป็นบางประการ เช่น คุณแก้ม (นามสมมติ) “แม่แต่งงานใหม่ และกลับไปอยู่บ้านที่อยุธยา สภาพแวดล้อมโดยรอบบ้านเป็นบริษัทขนส่ง ช่วงเวลานั้นไม่รักแม่เลย และโทษสังคมที่ทำให้วิถี ชีวิตต่าง ๆเปลี่ยนแปลงไป ต้องออกจากโรงเรียน ไม่ได้เรียนต่อชั้นม.1 พยายามดิ้นรนให้ได้เรียนกศน. โดยการทำงานเป็นเสมียนที่บริษัทแห่งหนึ่ง และเริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรกเพราะช่วยให้ไม่หลับและ มีแรงทำงาน” 4. เหตุการณ์พลิกผันในชีวิต เช่น คุณปลา (นามสมมติ) “เป็นเด็กดี เรียนดี และเป็นนักกิจกรรมของ โรงเรียน จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่แยกทางกัน ปลาเครียดและรู้สึกเสียใจมาก ๆ จนหันไป ดมกาวเพราะเวลาดมกาวจะทำให้หายเครียด ดมกาวแล้วจะคิดแต่เรื่องดีๆ หลังจากนั้น จึงหันไปเล่น การพนันและเสพยาบ้า โดยมีลูกพี่ลูกน้องที่บ้านอยู่ละแวกเดียวกันนำมาให้เสพ แล้วก็ผันตัวเองมาเป็น เด็กเดินยอดขายยา และเรียนไม่จบม.6”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 95 การสำรวจข้อมูลเชิงปริมาณ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ถูกจับกุมส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่กับส ามี/คนรัก มากที่สุด และจากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพกลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สามี/คนรักมี อิทธิพลอย่างมากต่อการเสพและจำหน่ายยาเสพติดจนนำไปสู่การถูกจับกุม โดยสามี/คนรักมักมีพฤติกรรม การเสพหรือจำหน่ายยาเสพติดอยู่แต่เดิมแล้ว เช่น คุณเปิ้ล (นามสมมติ) “เหตุการณ์ที่ทำให้ต้องมาอยู่ในเรือนจำครั้งนี้ เพราะถูกจับคดีมีย าเส พติด 13 เม็ด ไว้ในครอบครองและยาไอซ์ 1.5 กรัม วันเกิดเหตุอาศัยอยู่กับสามีคนที่ 2 ซึ่งที่พักเป็นอพาร์ทเมนท์ ตนอยู่ชั้น 5 เพื่อนซึ่งอยู่ชั้น 3 ถูกตำรวจบุกจับถึงห้อง เพื่อนจึงให้การกับตำรวจว่าซื้อยาเสพติดมาจากสามีตน ตำรวจบุกจับและค้นห้องพบยาเสพติด” คุณเบ (นามสมมติ) “รอบล่าสุดถูกจับเพราะแฟนค้า ตนไม่ได้ใช้ยา ไม่ได้ขาย แต่ก็รู้ว่าแฟนทำ แฟนก็ติดอยู่ที่เดียวกัน แฟนคนนี้ออกจากคุกมา 4-5 เดือน ถึงได้มาเจอมารู้จักกัน คุยกัน 6 เดือนก็รู้ว่าเขาเคย ติดคุก แต่มันอยู่ด้วยกันจนผูกพัน เห็นเขามีเพื่อนแปลกหน้ามาหาก็เริ่มสงสัยว่าเขาค้ายา มันดูออก บ้านแฟน เลี้ยงวัว ก็เห็นว่าเขาฝังยาไว้ใต้ดินในคอกวัว เรารู้แต่ไม่ได้ห้าม ได้แต่บอกว่าทำอะไรอย่าคิดว่าไม่รู้ ให้ระวัง อย่าให้เดือดร้อนคนที่บ้าน” คุณอุ้ม (นามสมมติ) “ระหว่างนี้ถ้าไม่ถูกจับก็ใช้ยามาตลอด แต่ก็มีบางช่วงที่ไม่ได้ใช้มักจะขึ้นอยู่กับว่า คบแฟนใช้ยาหรือเปล่า ตอนที่อายุ 22 แฟนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเลย พอไปอาศัยอยู่บ้านแฟนก็ไม่ใช้ยาเลย ได้เป็นปี จุดหักเหอีกครั้งเมื่อแฟนคนนี้เสียชีวิต จึงเริ่มกินเหล้าสูบบุหรี่และกลับมาเสพอีก และแฟน คนต่อ ๆ ไปก็ใช้ยาและขายยาทั้งหมด ก็เลยกลับมาใช้ยา แต่ไม่ได้ขาย ขอยาจากแฟน” คุณเอย (นามสมมติ) “หลังจากกลับมาประเทศไทยก็เจอแฟนคนที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ายาเสพติด ตอนแรก ที่คุยกัน แฟนเพิ่งออกมาจากคุกประมาณ 4-5 เดือน ตอนนั้น ไม่รู้ว่าแฟนเคยติดคุกและค้ายา มารู้หลังคบกัน ประมาณ 6-7 เดือน แต่ก็เลยตามเลยเพราะรักไปแล้วและรับได้ เรื่องเดียวที่รับไม่ได้คือ เรื่องผู้หญิง ส่วนเรื่องอื่น ๆ รับได้หมด ซึ่งตอนแรกเอยก็เสพไอซ์อยู่แล้วแค่ไม่ได้ค้า แต่พอเจอแฟนคนนี้เลยหันมาช่วยค้ายา เพราะคิดว่าแฟนกันต้องช่วยกัน แฟนไม่ได้บังคับ เต็มใจช่วยเอง” อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างบางส่วนรายงานว่า ตนรับผิดแทนสามี/คนรัก เช่น คุณแจง (นามสมมติ) “มีแฟนที่รู้จักกันในเรือนจำ พอได้ออกมาก็มาอยู่ด้วยกัน แฟนยังคงใช้ยา เราไป ซื้อยาให้แฟน แฟนไปด้วย ตำรวจจะมาจับแฟนเพราะแฟนอยู่ในวงการขายยา คนที่มาขายยาให้เป็นเพื่อนเรา เป็นสายให้ตำรวจ เราเป็นคนยื่นเงินให้คนขาย ตำรวจจับทั้งเราและแฟน แต่เรารับสารภาพคนเดียวว่ายาเป็น ของเรา”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 96 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด คุณจุ๊(นามสมมติ) “ทั้ง 2 ครั้ง ยืนยันว่าไม่ได้ขาย ครั้งแรกแฟนเก่าขาย ครั้งล่าสุดนี้แฟนใหม่ขาย แล้วเห็นว่าเขาแก่แล้วอายุ 50 ปี เลยยอมรับผิดแทน หลังจากที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำประมาณปีหนึ่งแฟนก็ โดนจับเหมือนกัน จึงรู้สึกผิดหวังมาก รู้สึกเสียดาย ไม่น่ารับผิดแทนเลยเพราะเสียเวลาเปล่า ที่รับแทนเพราะ สงสารที่แฟนแก่แล้วและเขาก็ดีกับจุ๊มาก ดูแลตลอด มาถึงตอนนี้รู้สึกว่าคิดผิด” ความอยากรู้อยากลองเป็นสาเหตุหลักของการกระทำผิดครั้งแรกมากที่สุด โดยมีสาเหตุอื่น ๆ ด้วย เช่น ความต้องการได้รับการยอมรับ หรือความต้องการมีแรงทำงาน เช่น คุณกุ้ง (นามสมมติ) “ลองเพราะอยากรู้ว่าเสพแล้วจะเป็นอย่างไร หลังจากลองเสพก็รู้สึกชอบ เพราะเสพแล้วสนุก ชอบความรู้สึกตอนดีด เสพแล้วหายเครียด” (อยากรู้อยากลอง) คุณแบม (นามสมมติ) “แฟนเพื่อนติดยา แบมเลยขอเขาลอง จึงเสพยามาตั้งแต่นั้นโดยไม่ได้ติด” (อยากรู้อยากลอง) คุณกิ๊ฟ (นามสมมติ) “พอเราไม่ทำ ไม่เสพ เราก็ไม่ได้มีอะไรทำร่วมกัน คุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง รู้สึกว่าเรา หากลุ่มอยู่ด้วยไม่ได้ แล้วเราต้องการตรงนั้น เราต้องการความรัก ความเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้อง อวดอะไรกัน มันก็มีแค่กลุ่มนี้ที่เราไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องแข่ง อยู่แบบสบายๆ แล้วพอเห็นว่าปีนึงแล้วเพื่อน ไม่โดนอะไร เราเลยตัดสินใจว่าเสพด้วยก็ได้ ส่วนสาเหตุที่กระทำผิดซ้ำเพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องไปเริ่มงานอื่น ยังไง ทำงานดีๆ ยังไง เพราะพื้นฐานเรามันก็ไม่ได้มีเหมือนคนอื่น” (ความต้องการได้รับการยอมรับ) คุณปลา (นามสมมติ) “อยากเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน เพื่อนทำอะไรก็ทำตามจะได้เป็นกลุ่ม เป็นแก๊งค์เดียวกัน โดยคนที่ชักชวนและนำยาเสพติดมาให้คือ ลูกพี่ลูกน้องของปลาเอง พอพ้นโทษก็เริ่มใช้ยา เลยทันที เพราะอาศัยอยู่บ้านแฟนที่เสพและขายยาเสพติดทั้งบ้าน แต่เมื่อถูกฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ ก็สามารถ หยุดเสพยาได้ประมาณ 2 ปี”(ความต้องการได้รับการยอมรับ) คุณแก้ม (นามสมมติ) “เริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรกเพราะช่วยให้ไม่หลับและมีแรงทำงาน” (ความต้องการมีแรงทำงาน) โดยที่สาเหตุของการกระทำผิดซ้ำมีหลากหลาย เช่น การกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ การดำเนินชีวิตภายหลังจากการพ้นโทษเป็นไปด้วยความยากลำบาก รวมทั้งความรู้สึกเคยชินกับ การถูกจับกุม และความกล้าที่จะเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เช่น คุณเอม (นามสมมติ) “เพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ เจอเพื่อนกลุ่มเดิม ๆ อยู่ในสังคมเดิม ๆ” (สภาพแวดล้อมเดิม ๆ)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 97 คุณไก่ (นามสมมติ) “ไม่มีเงินไปลงทุนขายขนมหวานเพราะไปสมัครงานที่ไหนเค้าก็ไม่รับ การทำงาน สุจริตมีขั้นตอนยุ่งยาก ต้องมีคนรับรอง ไปกู้ยืมใครก็ไม่มีใครให้ และก็มีเสพบ้างเพราะเครียด เหนื่อย เคยลอง แล้วรู้ว่าเป็นยังไง รวมทั้งเมื่อต้องกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เพื่อนกลุ่มเดิม ๆ ด้วย”(สภาพแวดล้อม เดิม ๆ และการดำเนินชีวิตภายหลังจากการพ้นโทษเป็นไปด้วยความยากลำบาก) คุณปุ๊ก (นามสมมติ) “ที่ลองครั้งแรกเพราะอยากลอง เห็นเพื่อนเสพก็อยากเสพบ้าง ตอนนั้นเพื่อนทำ อะไรถ้าเห็นว่าเท่ก็ทำตามหมด เด็ก ๆ ไม่มีใครมาสั่งสอนด้วย ทำอะไรตามใจตัวเอง ที่กลับไปเสพอีกเพราะ โดนจับจนชินแล้ว พอโดนจับก็เฉย ๆ รู้สึกเบื่อมาก เลิกหนีไปแล้ว บางทีนอน ๆ อยู่ตำรวจก็เข้ามาตรวจที่บ้าน จับไปตรวจฉี่ ถ้าเขาสงสารก็ปล่อยตัว โดนข้อหาเสพกับครอบครองบำบัดมาเป็นสิบ ๆ รอบแต่ไม่เคยโดน ข้อหาขาย ที่ยังเสพอยู่ก็คงเพราะติด แล้วก็จิตใจไม่เข้มแข็งพอ รู้ตัวเองอยู่ ถ้าจิตใจเข้มแข็งพอก็คงไม่เสพหรอก อีกอย่างคือครอบครัว ตนเองเกิดมาในครอบครัวยากจน อยู่ในสลัม คนรอบข้างก็ใช้ยาหมด พอเพื่อนรู้ว่า ออกจากเรือนจำก็เอามาให้เลย เจอคนเดิม ๆ ทั้งนั้นแหละจะปฏิเสธก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ทุกคนก็เล่นกันหมด” (ความรู้สึกเคยชินกับการถูกจับกุม) คุณจุ๊ (นามสมมติ) “สาเหตุที่กระทำผิดซ้ำเพราะยามันหาง่าย พี่ชายและน้องที่เป็นลูกพี่ลูกน้องก็ขาย พอออกไปแล้วรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวมันไม่เอื้อให้เลิกยาเพราะมีแต่คนที่เกี่ยวข้องกับยา อีกเรื่อง ที่เป็นสาเหตุให้หันกลับไปเล่นยาคือ ความเครียดจากสายตาและคำพูดของคนอื่น ๆเช่น คนแถวบ้านที่คอยแต่ พูดและถามซ้ำเติมว่าเพิ่งออกมาจากคุกหรอ เดินออกไปไหนก็มีแต่คนพูดเรื่องนี้ พูดแต่เรื่องที่จุ๊ไปติดคุกมาจึง รู้สึกกดดันมาก รู้สึกเหมือนถูกตีตราว่าเป็นคนคุก ทำให้รู้สึกไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น จนรู้สึกว่า ไหน ๆ สังคมก็ตีตราแล้วก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป” (ความยากลำบาก ความรู้สึกเคยชินกับการถูกจับกุม และความกล้าที่จะเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น) จากนั้น วิเคราะห์ข้อมูลค่าสถิติพื้นฐานของตัวแปรทั้ง 5 ตัวแปร คือ 1) ความเมตตากรุณาต่อตนเอง 2) บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม 3) ความรู้สึกผิด 4) ความหวัง และ 5) การกระทำผิดซ้ำ พบว่า ตัวแปร ความเมตตากรุณาต่อตนเอง มีค่าเฉลี่ยเลขคณิต 3.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.63 ตัวแปรบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคม มีค่าเฉลี่ยเลขคณิต 2.20 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.43 ตัวแปรความรู้สึกผิด มีค่าเฉลี่ยเลขคณิต 3.14 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.79 ตัวแปรความหวัง มีค่าเฉลี่ยเลขคณิต 4.18 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.67 และตัวแปรแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ มีค่าเฉลี่ยเลขคณิต 2.91 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.08 ค่าสหสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรแฝงความใจดำ-ไร้ความรู้สึกกับแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำต่ำที่สุดที่ r=.007 อย่างไม่มีนัยสำคัญ ทางสถิติและการรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมายกับการวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่ เป้าหมายสูงที่สุดที่ r=.74, p<.01 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 22 และตาราง 23ตามลำดับ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 98 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 22 ค่าสถิติพื้นฐานของตัวแปรที่ใช้วิเคราะห์ในโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของบุคลิกภาพและ ทัศนคติของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด (N=646) Mean SD Skewness Kurtosis ความเมตตากรุณาต่อตนเอง 3.73 0.63 -0.41 -0.12 การมีเมตตาต่อตนเอง 3.83 0.82 -0.49 -0.11 การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ 3.35 0.90 -0.01 -0.50 การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ 4.00 0.81 -0.68 -0.01 บุคลิกภาพต่อต้านสังคม 2.20 0.43 0.29 0.34 บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 1.93 0.62 0.87 1.04 ความหุนหันพลันแล่น 3.17 0.88 -0.05 -0.52 ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก 1.96 0.53 0.35 -0.30 ความรู้สึกผิด 3.14 0.79 -0.20 -0.20 ความหวัง 4.18 0.67 -0.70 -0.21 การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย 4.30 0.71 -1.04 0.57 การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย 4.05 0.73 -0.54 -0.26 แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ 2.91 1.08 0.01 -0.91 จากตารางด้านบนแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างโดยเฉลี่ยมีความหวังสูงที่สุด โดยเฉพาะองค์ประกอบ การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย กล่าวคือ ตัวอย่างมีความเชื่อมั่นในความสามารถของ ตนเอง อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ถึงแม้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะรับรู้ ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย หากแต่การบรรลุเป้าหมายที่เป็นความหวังนั้นยังคงต้องมีบุคคลอื่น ประคับประคอง ในทิศทางตรงกันข้าม กลุ่มตัวอย่างโดยเฉลี่ยมีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมน้อยที่สุด โดยเฉพาะองค์ประกอบบุคลิกภาพแบบหลงตนเอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกันกับคำสัมภาษณ์ของ คุณเอกภพ เดชเกรียงไกรสร รองประธานมูลนิธิณภาฯ ที่ระบุว่า “มีลักษณะนี้น้อย และเป็นตัวของผู้ต้องขังเอง ที่ทำให้ตนเองมีความหลงตนเองน้อย เนื่องจากการเข้ามาอยู่ในเรือนจำทำให้ตนเองรู้ตัวว่าบกพร่องตรงไห น หรือไม่ดีตรงไหน จึงทำให้ตนเองรู้สึกด้อยค่าลงไปและไม่ให้เกียรติตัวเอง และแน่นอนว่าเรือนจำเองต้องมี วิธีการที่กดลักษณะดังกล่าวนี้ไว้ เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อจากนางสาวเป็นนักโทษหญิง เวลาคุยกับผู้คุม ต้องนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 23 ค่าสหสัมพันธ์ของตัวแปรแฝงที่ใช้วิเคราะห์ในโมเดลความสัมพันธ์เชิ (N=646) SK CMH MFN NAR SK 1 CMH .246** 1 MFN .504** .287** 1 NAR -.057 .043 -.169** 1 IMP .032 .008 -.012 .269** CAL -.198** -.111** -.299** .123** GUILT .117** -.028 .197** -.127** AGENT .106** .038 .204** -.119** PATH .146** .060 .245** -.186** RECI .025 .022 -.078* .267** Mean 3.83 3.35 4.00 1.93 SD 0.82 0.90 0.81 0.62 หมายเหตุ : **=p<.01 (สองหาง), *=p<.05 (สองหาง)
ห น้ า | 99 งสาเหตุของบุคลิกภาพและทัศนคติของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด IMP CAL GUILT AGENT PATH RECI 1 -.018 1 -.118** -.242** 1 -.111** -.172** .340** 1 -.117** -.241** .332** .736** 1 .194** .007 -.173** -.282** -.258** 1 3.17 1.96 3.14 4.30 4.05 2.91 0.88 0.53 0.79 0.73 0.71 1.08
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 100 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด จากนั้น ดำเนินการทดสอบสมมติฐานโดยใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง ด้วยโปรแกรม Mplus รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยืนยัน ค่าสถิติ ผลการวิเคราะห์อิทธิพล ค่าประมาณ พารามิเตอร์ และค่าสถิติอิทธิพลของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิง ที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบการมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอมีน้ำหนักองค์ประกอบมากที่สุดของความเมตตา กรุณาต่อตนเอง คือ β=.931 องค์ประกอบความใจดำ-ไร้ความรู้สึกมีน้ำหนักองค์ประก อบมากที่สุดของ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม คือ β=.460 องค์ประกอบความรู้สึกผิดมีน้ำหนักองค์ประกอบที่ β=.832 องค์ประกอบการรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมายน้ำหนักองค์ประกอบมากที่สุดของความหวัง คือ β=.992 และองค์ประกอบแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำมีน้ำหนักองค์ประกอบที่ β=.636 เมื่อพิจารณาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดใน คดีการเสพยาเสพติด พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางตรงต่อความรู้สึกผิดที่ β=.303, p<.05 แต่ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อความหวังและแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพล ทางตรงต่อความรู้สึกผิดที่ β=-.828, p<.001 และความหวังที่ β=-.723, p<.001 และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่านที่ β=.414 ความรู้สึกผิดมีอิทธิพลทางตรงต่อ แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำที่ β=-.541, p<.05 และความหวังมีอิทธิพลทางตรงต่อแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำที่ β=-.573, p<.001 ปรากฏดังตาราง 24 ตาราง 25 และภาพ 4ตามลำดับ ตาราง 24 รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยืนยันของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646) ตัวแปร น้ำหนักองค์ประกอบ R 2 β SE t ความเมตตากรุณาต่อตนเอง การมีเมตตาต่อตนเอง 0.541 0.051 10.628 0.293 การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ 0.307 0.047 6.544 0.095 การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ 0.931 0.071 13.202 0.867 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 0.286 0.052 5.512 0.082 ความหุนหันพลันแล่น 0.107 0.061 1.753 0.011 ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก 0.460 0.042 10.888 0.211 ความรู้สึกผิด ความรู้สึกผิด 0.832 0.010 85.559 0.692 ความหวัง
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 101 ตัวแปร น้ำหนักองค์ประกอบ R 2 β SE t การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย 0.992 0.048 20.600 0.983 การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย 0.742 0.037 19.876 0.550 แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ แนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ 0.636 0.019 33.275 0.405 ตาราง 25 ค่าสถิติ ผลการวิเคราะห์อิทธิพล ค่าประมาณพารามิเตอร์ และค่าสถิติอิทธิพลของโมเดล ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพย าเสพติด เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646) ตัวแปรผล GUILT HOPE RECI R 2 ตัวแปรเหตุ DE IE TE DE IE TE DE IE TE SELFCOM - β 0.303 - 0.303 - - - - - - SE 0.152 - 0.152 - - - - - - t -1.994 - -1.994 - - - - - - ANTI - β -0.828 - -0.828 -0.723 - -0.723 - 0.414 0.414 SE 0.142 - 0.142 0.114 - 0.114 - 0.163 0.163 t -5.845 - -5.845 -6.344 - -6.344 - 2.537 2.537 GUILT 0.441 β - - - - - - -0.541 - -0.541 SE - - - - - - 0.237 - 0.237 t - - - - - - -2.284 - -2.284 HOPE 0.357 β - - - - - - 0.573 - 0.573 SE - - - - - - 0.168 - 0.168 t - - - - - - -3.412 - -3.412 ตัวแปร SELFCOM ANTI GUILT HOPE RECI ความเที่ยง .608 .618 .662 .889 .784 เมทริกซ์สหสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรแฝง SELFCOM ANTI GUILT HOPE RECI SELFCOM 1 ANTI -.161** 1 GUILT .121** -.240** 1 HOPE .187** -.256** .360** 1 RECI -0.012 .257** -.173** -.290** 1 หมายเหตุ : **=p<.01 (สองหาง) และการแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะข้อมูลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ห น้ า | 102 ᵡ 2 =1988.468 p=0.0000 CFI=0.963 TLI=0.932 RMSEA=0.043 SRMR= ภาพ 4 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขั หมายเหตุ : ***=p<.001 (สองหาง), **=p<.01 (สองหาง), *=p<.05 (สองหาง)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด =0.060 ังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เมื่อวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 103 สมมติฐานที่ 1 ผลการวิเคราะห์โมเดลเชิงสาเหตุแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำข้างต้น ไม่พบสหสัมพันธ์ทางลบและ อิทธิพลทางตรงระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับการกระทำผิดซ้ำ (สมมติฐานที่ 1) กล่าวคือ ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำที่ r=-.012 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และ มีอิทธิพลพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำที่ β=-.0444 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ การสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มรายงานลักษณะของตนเองตามองค์ประกอบของ ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น กลุ่มตัวอย่างบางส่วนระบุว่า ตนเองมีลักษณะ ตามองค์ประกอบการรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ คือ ยอมรับว่าบุคคลสามารถ กระทำสิ่งผิดพลาดได้ แต่ไม่มีลักษณะตามองค์ประกอบของการมีเมตตาต่อตนเอง และการมีสติระลึกรู้ตัว อยู่เสมอ เช่น คุณจิต (นามสมมติ) “คนเราทำผิดพลาดได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำผิดได้เหมือนกัน และมองว่าคนเรา เริ่มใหม่ได้เสมอแต่จิตใจต้องเข้มแข็ง ต้องอดทนกับความลำบาก อดทนกับการถูกคนอื่นมอง อดทนกับสิ่งที่ เราจะต้องเจอ ถ้าอดทนได้ก็เริ่มต้นใหม่ได้” (การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์) “โทษว่าตัวเองผิด แต่ไม่ได้คิดวนเวียนหรือคิดซ้ำไปมา เพราะถ้าคิดแบบนั้นก็คงเครียดเกินไป แค่เตือนให้ตัวเองรู้ว่าผิดเฉย ๆ แต่ไม่ซ้ำเติมตัวเองมากจนเกินไป” (การมีเมตตาต่อตนเอง และการมีสติระลึก รู้ตัวอยู่เสมอ) คุณเบ (นามสมมติ) “ผิดพลาด แต่ไม่ได้เลวร้ายจนสังคมอภัยไม่ได้” (การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็น ส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์) “อยู่ที่สังคมรอบข้าง โทษว่าเป็นเพราะแม่ เพราะสภาพแวดล้อมเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าคดียาแรงกว่า คดีปล้นฆ่า เพราะบางทีปล้นฆ่าเพราะเขาไม่มีทางเลือก เขาโกรธไม่มีสติ แต่ค้ายามันขึ้นอยู่กับตัวเราเองนะ เราทำเอง ไม่ห้ามตัวเอง และยังขายยาให้เยาวชนด้วย เราก็ทำร้ายเยาวชน” (การมีเมตตาต่อตนเอง) คุณโบว์ (นามสมมติ) “เป็นเรื่องธรรมดา อย่างคดียาเสพติดก็เป็นเรื่องธรรมดา” (การรับรู้ว่า ประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์) “จะชอบโทษตัวเอง เลิกยาไม่ได้เพราะใจตัวเองไม่แข็งพอ ยาเสพติดมันยั่วยวน เวลาเครียดไม่ว่าจะ เรื่องอะไร งาน ลูก แฟน เสพยาก็หายเครียด คิดว่าตัวเองเป็นคนอ่อนแอและเป็นคนไม่ดี ชอบเก็บมาคิดมาก คนเดียว ชอบคิดว่าทำไมเราทำแล้วไม่ได้อย่างคนอื่น ทำไมชีวิตไม่ดีเหมือนคนอื่น ชอบอิจฉาชีวิตคนอื่น ทำไม เขามีครอบครัวที่ดี ชอบน้อยใจชีวิต ทำดีไม่เห็นจะได้ดีเสมอไป ตอนเราเสพแรก ๆ เราก็ลองห่างยาแล้วหันไป มุ่งทำงานสุจริต แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น” (การมีเมตตาต่อตนเอง)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 104 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด หรือ ไม่ได้มีลักษณะความมีเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างแท้จริง เช่น คุณปลา (นามสมมติ) “คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสังคมและประสบการณ์ที่ผ่านมาสอ นให้รู้ว่า คนทุกคนทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหมดนั่นแหละ เช่น ขายหวย ถามว่าผิดหรือไม่ ก็ผิดเหมือนกัน เลยคิดว่า คนมันก็เป็นแบบนี้แหละ” “หนูทำสิ่งที่ผิด แต่เงินที่ได้มาจากสิ่งที่ผิด หนูเอามาใช้ในสิ่งที่ถูก มันก็คือถูก” “ไม่โทษตนเองเพราะมองว่าตนเองไม่ได้ทำผิดอะไร” คุณไก่ (นามสมมติ) “ไม่ธรรมดา ยิ่งทำผิดแบบนี้ผิดมหันต์ จึงต้องมาอยู่ที่นี่”(การรับรู้ว่าประสบการณ์ ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์) “ครั้งแรกโทษตัวเอง หลังๆ โทษสังคมมากกว่า เพราะสังคมไม่เปิดโอกาสให้เรา เราไปสมัครงานที่ไหน ก็ไม่ได้ ไม่มีใครรับ อยากให้สังคมเปิดโอกาสรองรับงานให้คนที่จะพ้นโทษออกไปให้เพียงพอ กับจำนวนคน แต่ก็มองว่าถ้าจะแก้ไขต้องแก้ไขที่ตัวเอง ถึงแม้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราจะมียา เราต้องยับยั้งใจตัวเองให้ได้ แต่ก็มั่นใจว่าจะไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก เพราะมีแรงบันดาลใจอยู่แล้วว่าจะลบคำสบประมาทของคนรอบข้าง และสิ่งสำคัญคือ ทำเพื่อลูก เพื่อแม่ ไม่ให้เค้าเสียใจผิดหวังอีก” (การมีเมตตาต่อตนเอง) สมมติฐานที่ 2 ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปร ส่งผ่าน ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ 2ในขณะที่ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับ ความรู้สึกผิดที่ r=.121, p<.01 (สมมติฐานที่ 2.1) และความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำที่ r=-.173, p<.01 (สมมติฐานที่ 2.2) จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มี ความรู้สึกผิด หากแต่เป็นความรู้สึกผิดต่อบุคคลรอบข้างร่วมกับความรู้สึกผิดต่อตนเองที่ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่าง ไม่อยากกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก เช่น คุณแก้ม (นามสมมติ) “เป็นความรู้สึกผิดต่อลูกมากที่สุด ทุกวันนี้ได้แต่ถามตนเองว่า ทำไม่จิตใจถึง ไม่เข้มแข็งพอ ทำไมถึงประมาท แต่ก็ยอมรับว่า เป็นที่ตนเองไม่ดีเองและทำสิ่งที่ผิดพลาด” คุณกุ้ง (นามสมมติ) “รู้สึกผิด ชอบคิดว่าไม่น่าทำแบบนั้นเลย อยากเริ่มต้นใหม่ อยากแก้ไข รู้สึกผิดต่อ ที่บ้าน โทษตัวเองอยู่บ่อย ๆ เพราะคิดว่าเราทำเอง ตัดสินใจเอง จะไปโทษคนอื่นทำไม และเวลาทำผิดจะไม่ ค่อยให้กำลังใจตัวเอง” คุณเอ (นามสมมติ) “รู้สึกผิดต่อครอบครัวที่ทำให้ผิดหวัง ทำให้เขาเสียใจ รู้สึกผิดกับตัวเองที่ไปไว้ใจ คนอื่น รู้สึกผิดต่อลูกเพราะถ้าไม่ติดคุกตอนนี้ก็จะได้อยู่กับลูก ได้อยู่กับครอบครัว การที่มาอยู่ในนี้ท ำให้ เสียเวลาอยู่กับลูกแทนที่ตอนเขาโตขึ้นมาจะได้ไปส่งที่โรงเรียน แต่เรากลับไม่ได้โอกาสนั้น ลูกก็ไม่มีโอกาสนั้น”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 105 คุณบูม (นามสมมติ) “คิดบ่อยว่าไม่น่าทำ ไม่น่าเสพ ออกไปอยากจะเลิก เพราะเสียเวลาตรงนี้มา เยอะแล้ว” คุณใจ (นามสมมติ) “รู้สึกผิดต่อแม่มากที่สุด เพราะเคยสาบานกับแม่ตอนที่ถูกจับครั้งที่ 3 ว่าจะไม่ ยุ่งเกี่ยวกับยาอีก ตอนนั้นแม่ลำบากอยู่แล้ว เงินก็ไม่ค่อยมีก็ยังหาเงินมาประกันตัวเรา วันนั้นเป็นวันเกิดของ เราด้วย ก็ตั้งใจไว้ว่าจะเริ่มต้นใหม่แต่ก็กลับมาทำผิดซ้ำอีก จนแม่ก็ยังไม่เคยมาเยี่ยมเลย รู้สึกผิดกับแม่มาก คิดถึงลูก เพราะลูกคนกลางกับคนเล็กเราเลี้ยงเองมาตลอด ลูกคนกลางก็ไม่ค่อยสบายมีปัญหาเรื่องปอด เรื่องหายใจ ซึ่งก็เกี่ยวกับที่เราเสพยา ก็รู้สึกผิดกับลูก เหมือนเราทิ้งลูก” คุณจิต (นามสมมติ) “รู้สึกผิดตลอด อยากแก้ไขสิ่งที่ทำลงไป และคิดกับตัวเองเสมอว่าถ้าย้อนเวลา กลับไปได้จะไม่ทำเด็ดขาด รู้สึกเสียใจ รู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลลูก ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ตัวเองควรทำ รู้สึกแย่ที่ทำให้ คนอื่นต้องมาลำบาก รู้สึกผิดทั้งต่อครอบครัวและต่อตนเอง” สมมติฐานที่ 3 ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปร ส่งผ่าน ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ 3 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวังที่ r=.187, p<.01 (สมมติฐานที่ 3.1) และความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำที่ r=-.290, p<.01 (สมมติฐานที่ 3.2) จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความหวังในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย เช่น คุณปุ้ม (นามสมมติ) “ตั้งใจอยากขายของ ขายอะไรก็ได้ ไม่อยากยุ่งกับยาแล้ว เพราะอายุเยอะแล้ว อยากทำอะไรก็ได้ที่สุจริต อยากอยู่กับลูกกับหลานให้นาน ๆ เราคิดว่าเราช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่อยากไปขอ ความช่วยเหลือจากใคร คนที่ให้ความช่วยเหลือเรา เค้าก็ต้องมีผลประโยชน์ ถ้าเค้าช่วยเราแล้ว หลังจากนั้น เค้ามาขอให้เราทำอะไร ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเราก็ต้องทำเราเลือกไม่ได้ เลยไม่อยากได้รับความช่วยเหลือ ไม่อยาก เป็นหนี้บุญคุณ” คุณเอย (นามสมมติ) “จะออกไปอยู่กับพ่อแม่ คงขายของหรือหาอะไรอย่างอื่นทำ ซึ่งเรือนจำมีทุนให้ สำหรับผู้ต้องขังที่ตั้งใจจะกลับตัวเมื่อพ้นโทษ อยากเอาทุนไปทำร้านขายก๋วยเตี๋ยว โดยจะหาจุดเด่นให้ ร้านตัวเองจะได้ขายดี หลังจากนั้นอาจจะไปอยู่สวีเดนกับพี่สาว อยากได้รับความช่วยเหลือ แต่ไม่รู้ว่าใครจะให้ ความช่วยเหลือได้นอกจากครอบครัว” คุณปลา (นามสมมติ) “วางแผนไว้ว่าจะไปขายของ ซึ่งปกติที่ผ่านมาจะขายอยู่ที่ตลาดวัด และขายทาง facebook ขายเสื้อผ้า copy และของอื่น ๆ ที่เป็นของ copy ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่มั่นใจ 100% ว่าจะสามารถทำ ได้แบบที่ต้องการ เนื่องจากการขายของต้องมีเงินทุนเริ่มต้น แต่เงินที่มีอยู่ในบัญชีผู้ต้องขังไม่ถึง 1,000 บาท และเงินที่เคยให้ครอบครัวไว้ก่อนเข้าเรือนจำประมาณ 100,000 บาท ก็คงหมดแล้ว และการขายเสื้อผ้า
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 106 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด จำเป็นต้องลงทุนประมาณ 5,000-8,000 บาท จึงทำให้เกิดความคิดขึ้นมาในสมองว่า หรือจะต้องกลับไปขาย ยาเสพติดก่อนพอให้มีเงินตั้งตัว หรือจะต้องไปขายลูกชิ้นที่ใช้เงินทุนประมาณ 800-1,000 บาทก่อน เลยอยาก ให้ช่วยเรื่องเงินทุนในการตั้งตัว” คุณเป้ย (นามสมมติ) “จะมีธุรกิจส่วนตัว จะเพาะพันธุ์กบขาย ก่อนหนูโดนจับ หนูไปหาตาที่ศรีสะเกษ ก็มีคุยกับแฟน กับแม่แฟนว่าอยากทำ มันมีพื้นที่ให้หนูทำอยู่ไงที่โน่น ทุนก็มี แต่แม่แฟนเค้าตั้งใจให้หนูไปเปิด ร้านอาหาร แต่หนูไม่ชอบเจอคนเยอะ ไม่ชอบคำพูดคน บางทีเค้าอาจดูถูกเรา” คุณแจง (นามสมมติ) “ตั้งใจว่าจะดูแลแม่ ดูแลลูก ประกอบอาชีพสุจริต ตอนอยู่เรือนจำที่จันทบุรีได้ เรียนนวด จะกลับไปช่วยแม่ทำกิจการนวดแผนไทยที่บ้านและร้องเพลงบ้าง จะไม่ทำให้บุคคลรอบข้างหรือ ครอบครัวเดือดร้อน ทำให้ตัวเองมีค่าที่สุด เชื่อมั่นว่าทำได้เพราะจะไม่กลับไปอยู่สังคมเดิม ๆ ไม่ต้องการ ความช่วยเหลือจากใคร แค่ขอให้โอกาสให้เราได้แสดงความสามารถ” คุณใจ (นามสมมติ) “อยากกลับไปอยู่กับพี่สาว เค้ามีร้านขายของในสโมสรทหารอากาศ เราก็จะได้ไป ทำมาค้าขาย คิดว่าคงทำได้ 70-80% ถ้าไม่กลับไปหาแฟน แต่ลูกอยู่บ้านแฟนก็กลัวจะใจอ่อน อยากมีงานทำ อยากให้ช่วยเรื่องอาชีพ” คุณจุ๊ (นามสมมติ) “จะออกไปขายของร้านของย่า หาเงินเลี้ยงตัวเองเลี้ยงลูก มั่นใจมากว่าจะทำได้ เพราะทุกอย่างมีเตรียมไว้หมดแล้ว ตอนน้ามาเยี่ยมก็พูดเรื่องจะให้จุ๊ออกไปขายของที่ร้านของย่า ตั้งใจว่าจะ เอาลูกมาเลี้ยงเองเพราะตอนแรกลูกก็อยู่กับย่า แต่พอย่าเสียก็เลยไปอยู่กับพ่อของจุ๊ ออกไปแล้วจะไม่ ยุ่งเกี่ยวกับยาอีกแล้ว อยากได้กำลังใจและการยอมรับจากครอบครัว อยากให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันจะรู้สึกอุ่นใจ ตัวเองก็เป็นส่วนสำคัญถ้าจิตใจเข้มแข็งก็จะสามารถชนะทุกอย่าง” สมมติฐานที่ 4 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวก แต่ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ กล่าวคือ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวกที่ r=.257, p<.01 และบุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคมมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำที่ β=-.888 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะตามองค์ประกอบความหุนหันพลันแล่นสูง เช่น คุณแก้ม (นามสมมติ) “กล้าได้กล้าเสี่ยง ชอบความเสี่ยง เช่น ชอบขับรถเร็ว เป็นคนใจร้อนมากและ ไม่เคยโทษตัวเองเลย จะโทษสังคม โทษแม่ โทษคนอื่น แต่ปัจจุบันนิสัยเริ่มเปลี่ยนไป เป็นคนที่ควบคุมตนเองได้ และดีมากด้วย เหตุการณ์ที่ตนเองเคยหลุด ควบคุมตนเองไม่ได้คือ ใช้คำพูดรุนแรงกับแฟนเพราะแฟนไม่ยอม เลิกเสพยาเสพติดและแฟนไปมีผู้หญิงอื่น คำพูดรุนแรงที่ใช้คือ “ตอนมาก็มาแต่ตัวใช่ป่ะ ไปก็ไปแต่ตัว” แล้วก็ ตบหน้าแฟน”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 107 คุณกุ้ง (นามสมมติ) “เป็นคนใจร้อนแต่ไม่มาก ขี้หงุดหงิด ชอบหงุดหงิดตัวเอง ถ้าทำอะไรได้ไม่ตรงใจ แต่ไม่ค่อยหงุดหงิดคนอื่น ชอบความเสี่ยง ความอันตราย ชอบความเร็ว” คุณเอม (นามสมมติ) “เป็นคนใจร้อน ปากไม่ค่อยดี เวลาทะเลาะกับแฟนมีใช้กำลังบ้าง พอเข้ามาอยู่ ที่นี่ก็ยังใจร้อนบ้าง ปากก็ไม่ดีอยู่ ไม่ยุ่งกับใครแต่ใครก็อย่ามายุ่ง อยู่ในนี้ต้องอยู่อย่างมีสติ คนมันเยอะ คนที่ เรารู้จักมาจากข้างนอก คนแถวบ้านที่เข้ามาอยู่ที่นี่ก็ไม่เป็นไร แต่คนที่เราไม่รู้จักมาก่อนก็ต้องระวัง ก่อนเข้ามา ที่นี่เป็นคนควบคุมตัวเองไม่ได้ ห้ามตัวเองไม่ให้เที่ยว ไม่ให้เสพยา ห้ามไม่ได้ ชอบเที่ยว เพื่อนโทรมาชวน ก็ออกไปแล้ว พอเข้ามาอยู่ในนี้ ควบคุมตัวเองได้ มีความอดทน ที่อยู่นี่ก็ต้องอดทน คนเราก็มีความอดทน ทุกคน ช่วงตัดสินคดีก่อนเข้ามาไม่เคยร้องไห้ พอเข้ามาแล้วร้องไห้เลย” คุณออม (นามสมมติ) “เป็นคนใจร้อน ไม่คิดวางแผน ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง เอาตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจสังคม แต่ก็พอควบคุมตัวเองได้ให้ 6 เต็ม 10 เรื่องอารมณ์โกรธจะควบคุมได้ยาก ครั้งหนึ่งเคยโดนคดี เมาสุราและทำร้ายร่างกายก็เนื่องมาจากความโกรธที่ตนคุมไ ม่ได้ และจะอดทนไม่ได้หากตนไม่ผิด แต่มากล่าวหาตน เป็นคนรักษาสิทธิ์ของตนเอง” คุณเอ (นามสมมติ) “ไม่ค่อยวางแผนอะไร ถึงวางแผนไปพอไปถึงเวลาจริงก็ไม่ได้ทำอยู่ดี ทำอะไรก็ ทำเลยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมา เป็นคนอดทนมาก แต่ตอนเสพยามีคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้บ้าง ดุลูกตีลูกบ้าง ก็รู้สึกผิด” คุณปุ๊ก (นามสมมติ) “เป็นคนใจร้อนมาก ไม่คิดหน้าคิดหลังนี่ใช่เลย เวลาไม่ได้อย่างใจก็จะทำลายข้าว ของหรือไม่ก็ทำร้ายคนอื่น ไม่คิดหน้าคิดหลังเพราะคิดว่าไม่ตายก็หาใหม่ได้ มีชีวิตแบบอยู่ไปเรื่อย ๆไม่คิดถึง อดีตหรืออนาคต” คุณบุ้ง (นามสมมติ) “เป็นคนใจร้อน ไม่คิดหน้าคิดหลังว่าผลจะเป็นอย่างไร ขอแค่แก้ปัญหาตรงหน้า ให้จบไป ผลจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน” คุณแบม (นามสมมติ) “ถ้าโมโหมาก ๆ จะคุมตัวเองไม่ได้ เคยไปต่อยคนเบ้าตาแตกเลยตอนอยู่ในนี้ เพราะมีเรื่องกัน ตอนเป็นวัยรุ่นมีการเอามีดกรีดแขนตัวเองเวลากดดัน และไม่มีทางระบายออก” คุณเบ (นามสมมติ) “เป็นคนอารมณ์ร้อน ใจร้อนมาก ไม่มีเหตุผล ไม่ฟังใคร คิดว่าตัวเองเก่ง ต้องชนะ รู้ดีกว่าคนอื่น ใครพูดไม่เข้าหูก็ตีกันเลย แม่เคยพูดว่า “มึงเหี้ยโดยสันดาน” ตอนเล่นยาก็ยิ่งอารมณ์ร้อน คิดใน แง่ไม่ดี ระแวงคนอื่น เห็นคนอื่นที่เล่นยาบางทีก็หลอนคิดว่าตำรวจจะมาจับ ที่หลอนอารมณ์ก้าวร้าว ไม่ใช่ เพราะยาอย่างเดียว เพราะอดอาหาร น้ำ ไม่ได้นอน เวลาอารมณ์ขึ้นคืออย่ามายุ่ง นานมากกว่าอารมณ์จะลง”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 108 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด สมมติฐานที่ 5 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปร ส่งผ่าน ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ 5 และบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิดที่ r=-.240, p<.01 (สมมติฐานที่ 5.1) สมมติฐานที่ 6 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน เป็นไปตามสมมติฐานที่ 6 และบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความหวังที่ r=-.256, p<.01 (สมมติฐานที่ 6.1) จากที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถสรุปผลการวิจัยตามสมมติฐานได้ปรากฏดังตาราง 26 ตาราง 26 ผลการวิจัยตามสมมติฐาน ข้อ สมมติฐาน สนับสนุน ไม่สนับสนุน 1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบ และมีอิทธิพลทางตรง ต่อการกระทำผิดซ้ำ √ 2 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปรส่งผ่าน √ 2.1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกผิด √ 2.2 ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ √ 3 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน √ 3.1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวัง √ 3.2 ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ √ 4 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวก และมีอิทธิพล ทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ √ 5 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปรส่งผ่าน √ 5.1 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิด √ 6 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน √ 6.1 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความหวัง √
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 109 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลข้อมูล การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการก ระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมเพื่อป้องกัน การกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด โดยมีระเบียบวิธีวิจัยทั้งวิธี เชิงปริมาณ ได้แก่ การสำรวจด้วยแบบสแบถามและมาตรวัด และวิธีเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์ รายบุคคล สามารถสรุปและอภิปรายผลได้ ดังนี้ 1. การสรุปและอภิปรายผลข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 2. การสรุปและอภิปรายผลสมมติฐาน 3. การสรุปและอภิปรายผลการสัมภาษณ์ 4. ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะ การสรุปและอภิปรายผลข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง การสรุปและอภิปรายผลข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อ คือ 1) ครอบครัว 2) การศึกษา 3) สามี/คนรัก 4) สภาพสังคมและการไม่ได้รับโอกาสด้านต่าง ๆ และ 5) ลักษณะส่วนบุคคล ครอบครัว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกทางกัน บางคนพ่อหรือแม่ ไปมีครอบครัวใหม่ กลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ลักษณะครอบครัวเช่นนี้ส่งผลอย่างมากต่อการเสพยาเสพติด ของกลุ่มตัวอย่าง สอดคล้องกันกับรายงานสถิติคดีเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีโดยสถานพินิจและคุ้มครอง เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ พบว่า ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือพ่อแม่แยกทางกัน ร้อยละ 64.47 (กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, 2557) เช่นเดียวกันกับผลการศึกษาของ กิตติวงค์ สาสวด และ ปรีชา ดิลกวุฒิสิทธิ์ (2559) ที่พบว่า ครอบครัวที่แตกแยกหรือการที่เด็กและเยาวชนอาศัยอยู่กับผู้อื่นที่ไม่ใช่ พ่อแม่ เป็นหนึ่งในสาเหตุของการติดยาเสพติด เช่น คุณจิต (นามสมมติ) “เสพครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี ลองบุหรี่แล้วค่อยเป็นยาบ้า เพราะว่าน้อยใจพ่อที่มี แฟนใหม่และมีน้อง ทำให้ต้องอยู่กับย่ากับน้า พ่อไม่ได้มาสนใจใยดีอะไร ขออะไรก็ไม่เคยได้เหมือนน้อง” คุณบิ๋ม (นามสมมติ) “เสพยามาตั้งแต่อายุ 12-13 ปี เนื่องจากพ่อแม่เลิกกัน เคยอยู่กับแม่ แต่แม่ เครียดและระบายอารมณ์ใส่ ทั้งที่ทำงานบ้านให้ทุกอย่าง แต่กลับโดนบ่นซ้ำ”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 110 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างบางส่วนมีครอบครัวที่สมบูรณ์คือ เป็นครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพ่อแม่ และลูก ตามลักษณะพื้นฐานของครอบครัว หากแต่ยังกระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อ หรือข้อมูลว่า เด็กหรือเยาวชนที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์จะเป็นเด็กดี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า ถึงแม้จะ เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์หากแต่ขาดองค์ประกอบบางประการ เช่น ขาดการสื่อสารที่ดีภายในครอบ ครัว ลักษณะความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่สมดุล รูปแบบการเลี้ยงดูภายในครอบครัว ปัญหาความรุนแรง ความไม่ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกได้ ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมเบี่ยงเบนของเด็กและเยาวชนในครอบครัวได้ ดังเช่นการศึกษาของ วนัญญา แก้วแก้วปาน (2560) ที่พบว่า การมีสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวสามารถเป็น เกราะป้องกันปัญหาต่าง ๆ ในวัยรุ่น หรืองานวิจัยของ สิริทธรา สายบุญตั้ง (2553) ที่ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียน พบว่า ครอบครัวที่มีสัมพันธภาพภายในดี ครอบครัวมีความอบอุ่น นักเรียนจะ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม และแสดงออกทางพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น คุณโอ๋ (นามสมมติ) “ครอบครัวอบอุ่นมาก แต่เพราะคุณพ่อไม่เชื่อคำพูดของโอ๋ว่า ไม่ได้ทำอะไรที่ เสียหายเกินเลย ทำให้เสียใจมากตอนนี้รับรู้ว่าพ่อรักและเป็นห่วงมาก แต่ตอนนั้น คิดแต่ว่าเพราะพ่อไม่เชื่อใจ จึงต้องทำขนาดนี้” (การสื่อสาร) คุณโบว์ (นามสมมติ) “ไม่มีปัญหาครอบครัว พ่อแม่รักกันดี พ่ออาจจะมีเครียด ๆ บ้างเพราะ ความรับผิดชอบเยอะ พ่อค่อนข้างดุ ตีกรอบชีวิต และตั้งความหวังสูง ถ้าพ่อฟังตัวเองบ้าง ชีวิตตัวเองอาจจะ ดีกว่านี้” (ลักษณะความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รูปแบบการเลี้ยงดูภายในครอบครัว) จะเห็นได้ว่า ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญต่อบุคคล ดังนั้น ครอบครัวจึงต้องมีความอบอุ่น และแข็งแรง โดยความอบอุ่นและแข็งแรงไม่ใช่ลักษณะทางกายภาพ หากแต่เป็นลักษณะที่สัมผัสได้จาก ความรู้สึกว่า ครอบครัวให้ความรักความอบอุ่น ปลอดภัย แข็งแรง และสามารถเป็นหลักพักพิงที่ดีต่อจิตใจได้ การศึกษา ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาไม่สูงมากนัก กล่าวคือ ประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้น จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติม พบว่า ผู้ต้องขังหญิง ที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดบางส่วนออกจากการศึกษาระหว่างภาคการศึกษา จำแนกสาเหตุและ อภิปรายผลได้ ดังนี้ ความเกเร ความไม่อยากเรียนหนังสือ คุณเก๋ (นามสมมติ) “ทางบ้านบังคับให้เรียนให้จบม.3 เพื่อที่จะได้มีวุฒิการศึกษาติดตัว แต่เก๋ไม่เชื่อฟัง ชอบหนีเรียนไปอยู่กับเพื่อน เกือบโดนไล่ออกหลายครั้ง ทางบ้านก็จะมาคุยกับทางโรงเรียนให้ตลอดเพื่อให้ได้ เรียนต่อ”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 111 คุณกั้ง (นามสมมติ) “ได้เรียนหนังสือจนอายุ 15 แต่ก็เรียนไม่จบเพราะเกเร เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ตามอารมณ์” ปัญหาความเกเร ความไม่อยากเรียนหนังสือ เป็นลักษณะของแต่ละบุคคลที่พบได้มากในช่วงวัยรุ่น ในปัจจุบันไม่เฉพาะเพียงแต่การพบในกลุ่มบุคคลที่กระทำผิด เนื่องจากช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่บุคคลต้องการ การแสวงหาตัวตนหรืออัตลักษณ์ของตนเอง (Self-identity) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละบุคคล ช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยของความต้องการคำตอบสำหรับตัวเอง โดยการค้นหาตัวตนเกิดจากการสร้างแนวความคิด จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (Erikson, 1968) วัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้อยากลองว่า อะไรที่เป็นตัวตนของเรา หรือไม่ใช่ตัวตนของเรา ซึ่งการเสพยาเสพติดเป็นรูปแบบหนึ่งของการระบุตัวตน เพียงแต่เป็นไปในทางที่ผิด ดังนั้น ช่วงวัยนี้จึงต้องได้รับการชี้แนะที่ดี การระบุตัวตนจึงจะเป็นไปในทิศทางที่ถูกและส่งผลต่อการไม่ออก จากระบบการศึกษาได้ การควบคุมตนเอง (Self-control) เป็นเรื่องที่สำคัญในวัยรุ่นเช่นกัน Tangney, Baumeister, และ Boone (2004) พบว่า บุคคลที่มีการควบคุมตนเองในระดับสูง มีความสัมพันธ์กับการป รับ ตัวที่ดีขึ้นและ การตอบสนองทางอารมณ์ที่เหมาะสม ในทิศทางตรงกันข้าม บุคคลที่มีการควบคุมตนเองในระดับต่ำจะมี ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ยิ่งช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยน แปลงทาง พัฒนาการหลายด้าน ทั้งทางด้านร่างกายจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนซึ่งส่งผลต่อการพัฒ นาท างเพศ พัฒนาการทางความคิด พัฒนาการทางสังคม และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ วัยรุ่นเริ่มแสวงหาเอกลักษณ์ และความเป็นตัวของตัวเอง (ฐิตวี แก้วพรสวรรค์ และเบญจพร ตันตสูติ, 2555) ดังนั้น วัยรุ่นที่มีการควบคุม ตนเองในระดับสูงจะไม่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นอกจากนั้น วัยรุ่นที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต (Meaning of life) ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร มีชีวิตอยู่ไป เพื่อสิ่งใด ชีวิตไม่มีเป้าหมาย มีชีวิตอยู่ไปวันต่อวัน และอยู่ในสังคมที่มียาเสพติดจะมีแนวโน้มสูงในการเสพ ยาเสพติด ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างหรือเชิญชวนให้วัยรุ่นเหล่านั้นคิดว่า ตนเองมีคุณค่า ให้ลอง จินตนาการภาพตนเองในอนาคตผ่านรูปแบบของการทำกิจกรรมกลุ่ม ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่รายงานว่า วัยรุ่นที่มี เป้าหมายในการทำงานมีระดับชีวิตที่มีความหมายมากกว่าวัยรุ่นที่ไม่มีเป้าหมายในการทำงาน (Yeager & Bundick, 2009) การย้ายที่อยู่อาศัย ไปอยู่กับสามี/คนรัก คุณเอม (นามสมมติ) “พอเรียนจบม.ต้น (พ.ศ. 2547) เข้าเรียนต่อปวช. เรียนสาขาท่องเที่ยว เจอเพื่อนกลุ่มใหม่แต่ก็เป็นกลุ่มที่เสพยา เราเปลี่ยนเป็นเสพยาไอซ์ มีแฟนคนแรกตอนเรียนปวช. แฟนอยู่ใน วงการขายยา เรียนไปได้ปีกว่าก็ท้องจึงออกจากโรงเรียน เรียนไม่จบปวช. ออกมาขายยากับแฟน”
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 112 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม ที่สถาบันทางสังคมโดยเฉพาะสถาบันครอบครัว อ่อนแอ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงให้แก่เด็กและเยาวชนได้ กล่าวคือ ครอบครัวมีความห่างเหินกับเด็กและเยาวชน ขาดการสื่อสารระหว่างกัน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันน้อย ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ต่างคนต่างอยู่ จนนำไปสู่ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่น (วนัญญา แก้วแก้วปาน, 2560) รวมถึงการละทิ้งครอบครัวของตนเองไปอยู่ กับเพื่อน หรือสามี/คนรัก ที่เด็กและเยาวชนมักมีความเข้าใจว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่สามารถเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ได้มากกว่า ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวสามารถทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันทางจิต ปกป้องภัยคุกคาม ที่มีต่อบุคคลในครอบครัวได้อย่างแท้จริง (อรพินทร์ ชูชม, สุภาพร ธนะชานันท์, และทัศนา ทองภักดี, 2555) ความจ าเป็นบางประการ และเหตุการณ์พลิกผันในชีวิต คุณปลา (นามสมมติ) “เป็นเด็กดี เรียนดี และเป็นนักกิจกรรมของโรงเรียน จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้น เมื่อพ่อแม่แยกทางกัน ปลาเครียดและรู้สึกเสียใจมาก ๆ จนหันไปดมกาว เพราะเวลาดมกาวจะทำให้ หายเครียด ดมกาวแล้วจะคิดแต่เรื่องดีๆ หลังจากนั้น จึงหันไปเล่นการพนันและเสพยาบ้า โดยมีลูกพี่ลูกน้อง ที่บ้านอยู่ละแวกเดียวกันนำมาให้เสพ แล้วก็ผันตัวเองมาเป็นเด็กเดินยอดขายยา และเรียนไม่จบม.6” เหตุการณ์พลิกผันในชีวิตเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ ความสามารถในการก้าวข้ามช่วงเวลาเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบจากหลากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการมีคนชี้แนะ ประคับประคองอย่างใกล้ชิด โดยอาจเป็นบุคคลในชุมชนหรือในโรงเรียน รังสิรัศม์ วงศ์อุปราช, พีร วงศ์อุปราช, และอุไรรัตน์ แย้มชุติ (2558) ศึกษาการพัฒนาโครงการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ ทางสังคมและอารมณ์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การให้ครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมส่งผลให้โปรแกรม มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายเพียงอย่างเดียว สอดคล้องกับงานวิจัยของ ธราเทพ โอชารส, สุณี สาธิตานันต์, และรังสรรค์ สิงหเลิศ (2554) ที่ศึกษารูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ของคนในชุมชน พบว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดควรเริ่มจากการให้ความรู้ที่ถูกต้อง สร้างความตระหนักถึง โทษที่จะเกิดขึ้น แล้วจึงสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เริ่มตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับ ประโยชน์ และร่วมติดตามประเมินผล จนเกิดเป็นพลังของคนในชุมชนและสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนั้น สถาบันการศึกษาก็มีส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด จากการศึกษา แนวทางการปฏิบัติที่เป็นเลิศในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ของสถานศึกษา : กรณีศึกษาโรงเรีย น มัธยมศึกษาจังหวัดพัทลุง พบว่า แนวทางปฏิบัติที่ได้ผลดี คือ การดำเนินงานยึดหลักการมีส่วนร่วม การเฝ้า ระวัง มีโครงการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และมีกิจกรรมที่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบตามบริบทของ สถานศึกษา (มทูร พูลสวัสดิ์, ไมตรี จันทรา, และนพรัตน์ ชัยเรือง, 2555) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาเรื่อง การดำเนินงานตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา ในกรุงเทพมหานครไปสู่การปฏิบัติ ที่พบว่า นโยบายที่มีผลการปฏิบัติงานที่น่าพอใจอยู่
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 113 ในระดับมาก ได้แก่ การปฏิบัติงานตามนโยบาย การสร้างจิตสำนึกร่วมกัน การกำหนดมาตรการและ ยุทธศาสตร์ และการจัดกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา (วิมลสิริ บุญโญปกรณ์ และ ปองสิน วิเศษศิริ, 2557) สามี/คนรัก ข้อมูลเชิงปริมาณและการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพให้ผลสอดคล้องตรงกันว่า สามี/คนรักมีอิทธิพล อย่างมากต่อการเสพและจำหน่ายยาเสพติดจนนำไปสู่การถูกจับกุม งานวิจัยของ กิตติยาภรณ์ โชคสวัสดิ์ ภิญโญ และปิติพงศ์ ภูครองหิน (2553) ศึกษาเส้นทางการเข้าสู่การเป็นผู้เสพและการเป็นผู้จำหน่ายยาบ้าของ ผู้รับบำบัดหญิง พบว่า ผู้เสพยาเสพติดเริ่มต้นการเสพยาเสพติดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยได้รับการแนะนำชักจูง ให้ใช้ยาบ้าจากแฟน และแฟนยังเป็นบุคคลที่สนับสนุนให้ตัดสินใจจำหน่ายยาบ้าอีกด้วย โดยสามี/คนรักมักมี พฤติกรรมการเสพหรือจำหน่ายยาเสพติดอยู่แต่เดิมแล้ว ส่วนใหญ่จึงมักเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามสามี/ คนรัก และไม่ห้ามปรามตักเตือนเมื่อทราบว่า สามี/คนรักเสพหรือจำหน่ายยาเสพติด เช่น คุณอุ้ม (นามสมมติ) “ระหว่างนี้ถ้าไม่ถูกจับก็ใช้ยามาตลอด แต่ก็มีบางช่วงที่ไม่ได้ใช้มักจะขึ้นอยู่กับว่า คบแฟนใช้ยาหรือเปล่า ตอนที่อายุ 22 แฟนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเลย พอไปอาศัยอยู่บ้านแฟนก็ไม่ใช้ยาเลยได้ เป็นปี จุดหักเหอีกครั้งเมื่อแฟนคนนี้เสียชีวิต จึงเริ่มกินเหล้าสูบบุหรี่และกลับมาเสพอีก และแฟนคนต่อ ๆ ไป ก็ใช้ยาและขายยาทั้งหมด ก็เลยกลับมาใช้ยา แต่ไม่ได้ขาย ขอยาจากแฟน” คุณเอย (นามสมมติ) “หลังจากกลับมาประเทศไทยก็เจอแฟนคนที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ายาเสพติด ตอนแรก ที่คุยกัน แฟนเพิ่งออกมาจากคุกประมาณ 4-5 เดือน ตอนนั้น ไม่รู้ว่าแฟนเคยติดคุกและค้ายา มารู้หลังคบกัน ประมาณ 6-7 เดือน แต่ก็เลยตามเลยเพราะรักไปแล้วและรับได้ เรื่องเดียวที่รับไม่ได้คือเรื่องผู้หญิง ส่วนเรื่องอื่น ๆ รับได้หมด ซึ่งตอนแรกเอยก็เสพไอซ์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้ค้า แต่พอเจอแฟนคนนี้เลยหันมาช่วย ค้ายา เพราะคิดว่าแฟนกันต้องช่วยกัน แฟนไม่ได้บังคับ เต็มใจช่วยเอง” จากข้อมูลดังกล่าว มีความเป็นไปได้ว่า การเสพหรือจำหน่ายยาเสพติดตามสามี/คนรักอาจเกิดได้จาก เพศหญิงมีบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง (Dependence personality) มากกว่าเพศชาย โดยบุคคลที่มีลักษณะ บุคลิกภาพแบบพึ่งพิงมักจะมองว่าตนเองไม่มีประโยชน์ ไม่มีอำนาจ อ่อนแอ ดังนั้น จึงต้องการการสนับสนุน คำแนะนำ และความมั่นใจจากบุคคลอื่น มากกว่าที่จะพยายามรับมือกับงานและความท้าทายด้วยตนเอง (Bornstein, 2001) เมื่อประกอบกับความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรมที่ถูกปฏิบัติสืบทอดกันมาของสังคมไทยว่า ผู้ชายคือช้างเท้าหน้าด้วยแล้ว (ฐิติรัตน์ วิชัยดิษฐ์, 2549) ยิ่งส่งผลต่อการคล้อยตามหรือการยอมตามได้ง่าย ในการกระทำสิ่งที่ผิดของเพศหญิง เช่น การเสพหรือขายยาเสพติด นำไปสู่การถูกจับกุมในที่สุด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 114 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด สาเหตุหลักอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงได้รับโทษ คือ การรับผิดแทนสามี/คนรัก เช่น คุณแจง (นามสมมติ) “มีแฟนที่รู้จักกันในเรือนจำ พอได้ออกมาก็มาอยู่ด้วยกัน แฟนยังคงใช้ยา เราไป ซื้อยาให้แฟน แฟนไปด้วย ตำรวจจะมาจับแฟนเพราะแฟนอยู่ในวงการขายยา คนที่มาขายยาให้เป็นเพื่อนเรา เป็นสายให้ตำรวจ เราเป็นคนยื่นเงินให้คนขาย ตำรวจจับทั้งเราและแฟน แต่เรารับสารภาพคนเดียวว่ายาเป็น ของเรา” คุณจุ๊ (นามสมมติ) “ทั้ง 2 ครั้ง ยืนยันว่าไม่ได้ขาย ครั้งแรกแฟนเก่าขาย ครั้งล่าสุดนี้แฟนใหม่ขาย แล้วเห็นว่าเขาแก่แล้วอายุ 50 ปี เลยยอมรับผิดแทน หลังจากที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำประมาณปีหนึ่งแ ฟนก็ โดนจับเหมือนกัน จึงรู้สึกผิดหวังมาก รู้สึกเสียดาย ไม่น่ารับผิดแทนเลยเพราะเสียเวลาเปล่า ที่รับแทนเพราะ สงสารที่แฟนแก่แล้วและเขาก็ดีกับจุ๊มาก ดูแลตลอด มาถึงตอนนี้รู้สึกว่าคิดผิด” จากข้อความข้างต้น เป็นที่น่าสนใจว่าการยอมรับผิดแทนสามี/คนรักเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อให้บุคคลที่มี ความสามารถในการหาเลี้ยงครอบครัว หรือมีเส้นสายในการดำเนินการจำหน่ายยาเสพติดไม่ต้องรับโทษ และสามารถเลี้ยงดูตนเองที่อยู่ในเรือนจำ รวมทั้งบุคคลอื่น ๆ ในครอบครัวได้ มากกว่าที่จะยอมรับผิดแทนด้วย ความรักหรือความห่วงใยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอีกมุมมองหนึ่งทางจิตวิทยาแล้ว การรับผิดแทน สามี/คนรัก สามารถอธิบายด้วยเรื่องความเสียสละ กล่าวคือ เมื่อมีความใกล้ชิดสนิมสนมกับคู่รักสูง ย่อมทำให้ บุคคลมีแนวโน้มความเต็มใจที่จะเสียสละมากกว่าเมื่อมีความใกล้ชิดสนิทสนมต่ำ (นิภาพร รุจิพิพัฒน์กุล, 2549) สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เพศหญิงได้รับโทษ คือ ต้องการประชดสามี/คนรัก หรือเสียใจจาก พฤติกรรมของสามี/คนรัก ซึ่งเป็นการกระทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ และไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา บุคคลเช่นนี้ มักมีลักษณะของความหุนหันพลันแล่นสูง ความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำ เช่น คุณใจ (นามสมมติ) “ตอนนั้นครอบครัวอบอุ่น แฟนก็ตั้งใจทำมาหากินดี เปิดอู่รถ จนปีพ.ศ. 2550 แฟนเริ่มติดผู้หญิงอื่นและทิ้งใจกับลูกไว้ เลยทั้งแค้น ทั้งเสียใจ หันกลับมาขายยาเต็มที่ ตอนนั้นทำทุกอย่าง ทั้งขายยา ทั้งขายตัว ลองดูเลยว่าถ้าเลวให้ถึงที่สุดจะเป็นยังไง เหมือนอยากประชดชีวิต ใจเครียดและน้อยใจ แฟนที่ไม่เคยแบ่งเงินมาจุนเจือครอบครัว คนรู้จักเก่าซึ่งได้กลายไปเป็นไปสายให้ตำรวจแล้วแต่ใจไม่รู้ พอมา เอายาก็โดนจับล่อซื้อเลยในวันนั้นเลย” สภาพสังคมและการไม่ได้รับโอกาสด้านต่าง ๆ สภาพชุนชนและที่อยู่อาศัย การสำรวจข้อมูลเชิงปริมาณ พบว่า ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดส่วนใหญ่อาศัย อยู่ในชุมชนแออัดและชุมชนชานเมือง สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (2560) ระบุ สถานการณ์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยปีพ.ศ. 2560 ว่า หมู่บ้านหรือชุมชนแออัดไม่น้อยกว่าร้อยละ 30