The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cthummanond, 2023-05-11 04:15:14

ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด

Keywords: นักโทษหญิง

ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 115 ยังเป็นพื้นที่แพร่ระบาดของยาเสพติด สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์เชิงคุณภาพว่า การต้องกลับไปอยู่ในชุมชน และสภาพแวดล้อมเดิมเมื่อพ้นโทษออกไป เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ผู้พ้นโทษไม่มีทางออกและหวนกลับไป กระทำผิดซ้ำ เช่น คุณปุ๊ก (นามสมมติ) “สังคมที่อยู่เป็นสังคมแออัด โตมากับคนที่ทั้งใช้ยาและขายยา เกเรมากไม่เอา อะไรเลย เลยเรียนถึงแค่ม.2” คุณเอม (นามสมมติ) “ครั้งแรกเสพยาบ้าเพราะเพื่อนที่เสพอยู่ชวนให้ลอง เราก็อยากลอง และที่ ทำผิดซ้ำเพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ เจอเพื่อนกลุ่มเดิม ๆ อยู่ในสังคมเดิม ๆ” อย่างไรก็ตาม การจัดการกับชุมชนหรือสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ยากตามความเป็นจริง และต้องอาศัยหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น การแก้ปัญหายาเสพติดจึงควรมุ่งเน้นแก้ไขที่บุคคล กล่าวคือ การควบคุมและรู้จักยับยั้งจากภายในตน และการสร้างทัศนคติทางลบต่อยาเสพติด เพราะทัศนคติมี อิทธิพลต่อพฤติกรรม (Ajzen, 1988) การไม่ได้รับการยอมรับ การไม่รับการยอมรับจากสังคมอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้บุคคลกลับไปกระทำผิดซ้ำ กล่าวคือ การที่ผู้ที่เคยต้องโทษถูกตีตราว่าเป็นคนเลว ไม่มีทางกลับมาเป็นคนดีได้ ทำให้ได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกับ คนทั่วไปในสังคม เช่น การไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนรอบข้าง นายจ้างไม่รับพิจารณาเมื่อไปส มัครงาน การถูกผู้มีอำนาจทางกฎหมายเพ่งเล็ง เมื่อได้รับการปฏิบัติด้วยรูปแบบดังกล่าวจึงรับเอาความเชื่อว่าตนไม่ สามารถปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้มาเป็นส่วนหนึ่งของตน เป็นเหตุให้มีพฤติกรรมตามความเชื่อนำไปสู่ การกระทำผิดซ้ำ ซึ่งตรงกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า คำทำนายที่เป็นจริง (Self-fulfilling Prophecy) หมายถึง การที่บุคคลมีพฤติกรรมตามความเชื่อซึ่งได้รับมาจากคนรอบข้าง โดยความเชื่อนั้นอาจเป็นเรื่องเท็จ แต่บุคคล ทำให้ความเชื่อดังกล่าวกลายเป็นจริงขึ้นมา (Merton, 1948) เช่น คุณจุ๊ (นามสมมติ) “กระทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่สองเพราะไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น ถูกตีตราว่า ตนเองเป็นคนคุก เกิดความเครียด ความกดดันจากสายตาและคำพูดซ้ำเติมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กลับไปเสพยา ไหน ๆ สังคมก็ตีตราแล้วก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป” ลักษณะส่วนบุคคล การสำรวจข้อมูลเชิงปริมาณสอดคล้องกับการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพว่า สาเหตุหลักของการเสพ ยาเสพติดของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด คือ ความอยากรู้อยากลองมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีก อภิปรายผลได้ ดังนี้


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 116 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ความอยากรู้อยากลอง ความอยากรู้อยากลองหรือความต้องการความตื่นเต้นเร้าใจเป็นลักษณะหนึ่งของการแสวงหา การสัมผัส (Sensation seeking) ซึ่งหมายถึง ความต้องการได้รับความรู้สึกที่แตกต่างและแปลกใหม่ (Zackerman, 1979 อ้างถึงใน(Pedersen, 1991) นำไปสู่การเสพยาเสพติดและการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่มี ความเสี่ยงสูง โดยการแสวงหาการสัมผัสยังเกี่ยวข้องกับระบบชีววิทยาในร่างกาย และมักจะมีระดับสูงในวัยรุ่น และลดลงในวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้ การแสวงหาการสัมผัสแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความรู้สึกชอบความตื่นเต้น เร้าใจและเสี่ยงภัย 2) ด้านประสบการณ์ในการแสวงหาหรือสำรวจสิ่งใหม่ 3) ด้านการขาดความยับยั้งชั่งใจ และ 4) ด้านความรู้สึกไวต่อความเบื่อหน่าย บุคคลที่มีการแสวงหาการสัมผัสสูงมักชอบกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ต่อทั้งตนเองและสังคม (Zackerman, 1979 อ้างถึงใน(Pedersen, 1991) เช่น คุณออม (นามสมมติ) มีลักษณะไวต่อความเบื่อหน่ายจึงเลือกเสพยาเสพติด “ไม่ชอบนอน อยากออกไปเที่ยว เที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้า สังสรรค์ ยาบ้าทำให้สมองไม่ว่างทำให้สามารถคิดได้ตลอดเพราะตน ไม่มีงานทำ วัน ๆ เล่นโทรศัพท์ก็รู้สึกเบื่อ” คุณปุ๊ก (นามสมมติ) มีลักษณะขาดความยับยั้งชั่งใจจึงกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำหลังพ้นโทษไป 1-2 วัน “ในใจเองก็ติดแหละ ไม่ได้คิดจะเลิกอะไร รู้สึกอยากยาอยู่แล้ว เห็นแล้วก็อยากก็เล่นเลยไม่ได้คิดอะไรมาก” นอกจากการเสพยาเสพติด บุคคลที่มีการแสวงหาการสัมผัสสูงยังชอบกิจกรรมที่มีความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น คุณกุ้ง (นามสมมติ) ชื่นชอบการขับรถด้วยความเร็วสูง “ชอบขับรถเร็ว ไม่ต่ำกว่า 160-180 กม./ชม.” ข้อความข้างต้นสอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา ทั้งงานวิจัยระยะยาวของ Pedersen (1991) และการศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นในเขตกรุงเทพมหานครของประธาน รัชตจำรูญ (2544) ที่พบว่า การแสวงหา การสัมผัสมีความสัมพันธ์กับการเสพยาเสพติด ทั้งนี้ การแสวงหาการสัมผัสเป็นลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แนวทางในการจัดการกับความต้องการดังกล่าวอย่างเหมาะสมจึงอาจเป็นการที่บุคคลสามารถเลือกกิจกรรม ที่สนองต่อความตื่นเต้นเร้าใจของตนเองได้ โดยเป็นกิจกรรมที่ไม่ผิดกฎหมาย เช่น การแข่งขันกีฬาผาดโผน มวยไทย การฟังดนตรีแนวร็อค การดูภาพยนตร์แนวสยองขวัญ การเห็นแบบอย่าง คุณเก๋ (นามสมมติ) “พี่สาวขายยา เสพยาให้เห็น และชักชวนให้ลองจากนั้นก็เล่นยามาตลอด โดยเคย โดนจับมาแล้วสองครั้งแต่ก็กลับมาเล่นใหม่ทุกครั้ง เพราะแหล่งที่อยู่อาศัยเดิม ๆ คนเดิม ๆ” สาเหตุของการเสพยาเสพติดเพราะการเห็นเป็นแบบอย่างสามารถอธิบายได้ตามทฤษฎีการเลียนแบบ (Modeling theory) ซึ่งเป็นพฤติกรรมพื้นฐานในสังคมที่ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ถ้าเลียนแบบในสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พฤติกรรมที่เกิดขึ้นก็จะเป็นคุณประโยชน์ทั้งต่อตัว


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 117 ผู้เลียนแบบและผู้ที่เกี่ยวข้องในสังคม ในทิศทางตรงกันข้าม ถ้าเลียนแบบในสิ่งที่เป็นโทษหรือเป็นความผิด ผลของพฤติกรรมดังกล่าวนอกจากจะเป็นผลร้ายแก่ตัวผู้กระทำแล้ว ยังส่งผลเสียและสร้างความเดือดร้อน ให้กับบุคคลอื่นในสังคมอีกด้วย (รุจิรัชช์ญานันท์ ชัยแก้ว และอุนิษา เลิศโตมรสกุล, 2554) นอกจากนั้น ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ของ Bandura (1985) อธิบาย การเรียนรู้ของมนุษย์ว่า มักเป็นการเรียนรู้ผ่านการสังเกต มนุษย์สามารถเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ได้จากสังเกต พฤติกรรมของต้นแบบ และเลียนแบบพฤติกรรมนั้น ๆ พฤติกรรมสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านการเลียนแบบ การสอน หรือการโน้มน้าวทางสังคม การเห็นแบบอย่างจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุให้เสพยาเสพติดได้ เพราะบุคคล เห็นตัวแบบที่เสพยาเสพติดแล้วได้รับผลดี หรือการเสริมแรงในด้านดี เช่น เสพยาเสพติดแล้วมีเพื่อน เสพยาเสพติดแล้วมีความสุข ความต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน คุณปลา (นามสมมติ)“อยากเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน เพื่อนทำอะไรก็ทำตามจะได้เป็นกลุ่ม เป็นแก๊งค์เดียวกัน โดยคนที่ชักชวนและนำยาเสพติดมาให้คือ ลูกพี่ลูกน้องของปลาเอง พอพ้นโทษก็เริ่มใช้ยา เลยทันที เพราะอาศัยอยู่บ้านแฟนที่เสพและขายยาเสพติดทั้งบ้านแต่เมื่อถูกฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ ก็สามารถ หยุดเสพยาได้ ประมาณ 2 ปี” ความต้องการเป็นที่ยอมรับเป็นปัจจัยพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่นอกจากจะมีความต้องการพื้นฐาน 5 ด้าน ได้แก่ ความต้องการปัจจัยในการดำรงชีวิต ความต้องการด้าน ความปลอดภัย ความต้องการด้านการยอมรับ ความต้องการด้านการเคารพนับถือ และความต้องการด้าน ความสำเร็จแล้ว มนุษย์ยังต้องการกลุ่ม โดยกลุ่มเป็นกลไกของมนุษย์เพื่อให้ตนเองรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ มีความอยู่รอดปลอดภัยภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ (คเณศ จุลสุคนธ์ และวิมล เหมือนคิด, 2555) การถูกตัดออกจากกลุ่มส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเอง ทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถ ไม่มี ประโยชน์ และไม่มีคุณค่า (Leary, Tambor, Terdal, & Downs, 1995) การให้น ้าหนักเฉพาะด้านดีต่อยาเสพติด ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำความผิดในคดีการเสพยาเสพติดบางส่วนแม้จะทราบว่าการเสพยาเสพติดเป็น สิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังพยายามมองหาผลดีและละเลยผลเสียที่ตามมา หรือมีข้อแม้ต่าง ๆ เพื่อใช้ในเวลาที่ ต้องการเสพยาเสพติด ตามกรอบแนวความคิดทางจิตวิทยาสังคม มีทฤษฎีที่อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ คือ ทฤษฎีการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ที่พัฒนาโดย Leon Festingerกล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่การกระทำกับ ความเชื่อเดิมของบุคคลไม่สอดคล้องกัน บุคคลจะเกิดความรู้สึกไม่สบายทางจิต (Psychologically uncomfort) ซึ่งจะกระตุ้นหรือกดดันให้บุคคลพยายามลดความรู้สึกนี้ลง โดยทั่วไปการเปลี่ยนพฤติกรรมจะ ทำได้ยาก บุคคลส่วนใหญ่จึงมักเลือกปรับความเชื่อและพยายามหาเหตุผลมาอธิบายพฤติกรรมของตนแทน


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 118 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด (Festinger, 1962) เช่นเดียวกันกับพฤติกรรมการเสพยาเสพติดซึ่งบุคคลคนทั่วไปรับรู้ว่าเป็นเรื่องผิด หากแต่ ไม่สามารถเลิกเสพยาได้จึงเลือกเปลี่ยนมุมมอง เช่น การมองหาข้อดีของพฤติกรรม การมองว่าการเสพยาไม่ได้ เป็นอันตรายมาก เช่น คุณเอ (นามสมมติ) “รู้ว่ายาเสพติดมันไม่ดีแต่ก็พยายามจะหาข้อดีในการใช้ยาทุกครั้ง เช่น กินแล้วผอม กินแล้วสนุกมีแรงทำงาน กินแล้วอารมณ์ดี และตอนนั้นทำงานกลางคืนเป็นเด็กนั่งดริ้งค์พอได้เสพ ก็จะมีแรงทำงานตื่นได้ทั้งคืน ส่วนเหตุผลในการกลับไปเสพอีกหลังพ้นโทษมีหลัก ๆ คือ อยากผอมเพราะ หลังคลอดลูกอ้วนขึ้นมากอยากผอมลง อยากสนุกด้วย รู้สึกว่าตัวเองติด ชอบฟีลเวลาได้เล่น” คุณเปิ้ล (นามสมมติ) “สำหรับเปิ้ลการเสพยาเสพติดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หากทำงานไปด้วย ยาเสพติด เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทำงานได้นานขึ้นเพื่อหาเงิน เนื่องจากเปิ้ลทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ทำงานในช่วงกลางคืน เปิ้ลคิดว่าการเสพยาของตนไม่ได้ทำร้ายใคร เพราะเสพยาแล้วยังคงรับผิดชอบในการทำงานได้อยู่ต่างจากคน ที่เสพยาอย่างเดียวไม่รับผิดชอบทั้งงานและชีวิตตนเอง ข้อดีของการเสพยาเสพติด คือ ทำให้อารมณ์ดี มีรูปร่างผอม ส่วนข้อเสียคือ ส่งผลเสียต่อระบบประสาท เสพมากเกินไปทำให้อารมณ์รุนแรง ทำร้ายร่างกาย (สามีคนแรก)” การยอมจ านนต่อสถานการณ์ ปรากฏการณ์หนึ่งที่อาจนำไปอธิบายได้ในกลุ่มบุคคลที่กลับไปกระทำผิดซ้ำ ๆ คือ Learned helplessness หมายถึง การยอมจำนนอันเกิดจากการเรียนรู้ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556) กล่าวคือ บุคคลอาจ เรียนรู้จากการพยายามเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ หรือผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นไป ในทางลบ เช่น การเลิกเสพยาเสพติดไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่หรือการงานดีขึ้น ความพยายามขอ ความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นเพื่อเลิกเสพยาเสพติดแต่ไม่ได้รับความสนใจ การต้องกลับไปอยู่กับสามีซึ่ง ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะไม่มีที่พึ่งอื่น เมื่อรับรู้ว่าตนไม่มีอำนาจควบคุมผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น จึงมักเกิดอาการ ซึมเศร้านำไปสู่การยอมจำนนต่อสถานการณ์หรือยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ โดยไม่พยายามแก้ไขหรือออกจาก สถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมนั้นอีก เช่น คุณกิ๊ฟ (นามสมมติ) ซึ่งกระทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 6 รายงานว่า เคยพยายามกลับตัว เลิกเสพยา แต่ผล ที่ได้รับ คือ คนรอบข้างไม่มีใครเชื่อว่าสามารถทำได้ นำไปสู่ความคิดที่ว่าทำดีแล้วไม่มีอะไรดี “เราเคยทำในสิ่งที่ดี เคยมีช่วงที่เลิกยาใหม่ๆ ที่เลิกได้เป็นปีๆ ขนาดว่าเราเห็นพี่สะใภ้นั่งเล่น เรายัง ไม่เข้าไปยุ่ง ทำแต่งาน ช่วงนั้นทำงานหนักมาก แต่คนรอบข้าง เพื่อนเรา ไม่มีใครเชื่อว่าเราเลิกได้นะ ...พอเรา ทำดีมันไม่ได้ดี ไม่มีใครเชื่อว่าเราเลิกได้ แล้วแฟนก็ไปมีผู้หญิงคนอื่น เราเลยคิดว่าชีวิตนี้เราจะทำดีไปเพื่ออะไร มันไม่มีอะไรดี สิ่งที่ทำดีแต่ผลที่ได้รับมันตรงข้ามหมด คือ พอทำแบบนี้ถามว่าได้มีตัวตนขึ้นไหม คนเสพยา ยังไงก็ถูกมองว่าไม่ดี เป็นคนเลว ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน”


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 119 การสรุปและอภิปรายผลสมมติฐาน สมมติฐานที่ 1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่มีสหสัมพันธ์ทางลบและไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อการก ระทำผิดซ้ำ ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูลไม่เป็นไปตามการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา ทั้งนี้ การสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ พบว่า ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดบางส่วนไม่ได้มองว่าการเสพยาเสพติดเป็นสิ่งที่ผิดตั้งแต่แรก กล่าวคือ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดมีทัศนคติว่า การเสพยาเสพติดเป็นสิ่งที่สามารถ กระทำได้เพราะส่งผลดีต่อตนเอง เช่น ช่วยให้มีแรงทำงาน ช่วยให้รูปร่างดี ทำให้ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ในมุมมองของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดไม่ใช่ความเมตตากรุณาต่อ ตนเองตามคำ จำกัดความของงานวิจัย จึงไม่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำ เช่น คุณปลา (นามสมมติ) ที่รายงานว่า “หนูทำสิ่ง ที่ผิด แต่เงินที่ได้มาจากสิ่งที่ผิด หนูเอามาใช้ในสิ่งที่ถูก มันก็คือถูก เลยไม่โทษตนเองเพราะมองว่าตนเองไม่ได้ ทำผิดอะไร” นอกจากนั้น มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเองในงานวิจัยครั้งนี้มีค่าความเที่ยงไม่ดีนัก เมื่อมี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด ถึงแม้ว่าจะมีค่าความเที่ยงผ่านเก ณฑ์ การยอมรับเมื่อมีกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงทั่วไป จึงอาจมีความเป็นไปได้ว่า มาตรวัดฉบับนี้ใช้ข้อคำถามที่ ยากเกินไปสำหรับกลุ่มตัวอย่างในการทำความเข้าใจ รวมทั้งการใช้มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อต นเอง ฉบับสั้นอาจส่งผลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ผลในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด ในกลุ่มคนไทย ดังนั้น การวิจัยในอนาคตอาจพิจารณามาตรวัดอื่น ๆ ด้วย เช่น มาตรวัดแบบรายงาน Self-Compassion Scale (SCS; Neff, 2003a) ที่ดำเนินการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดย ประภาพิมพ์ ลิปตพัลลภ (2558) และพลอยชมพู อัตศรัณย์ (2555) สมมติฐานที่ 2 ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปร ส่งผ่าน ถึงแม้ว่าความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกผิด หากแต่มีอิทธิพลทางลบกับ ความรู้สึกผิด โดยที่ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์และมีอิทธิพลทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกผิด หากแต่มีอิทธิพลทางลบกับ ความรู้สึกผิด อธิบายได้ว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับความรู้สึกผิด ยิ่งบุคคลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงจะยิ่งสัมพันธ์กันกับระดับความรู้สึกผิดที่สูงด้วย อย่างไรก็ตาม โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุในงานวิจัยนี้ พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางลบกับ ความรู้สึกผิด ซึ่งเป็นทิศทางตรงกันกับค่าสหสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่า นอกจากความเมตตากรุณาต่อตนเอง และบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมที่เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกผิดแล้ว ยังมีตัวแปรอื่น ๆ อีกที่การวิจัย


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 120 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด นี้ไม่ได้ดำเนินการศึกษา และส่งผลต่อความรู้สึกผิด โดยตัวแปรดังกล่าวเข้ามามีอิทธิพลต่ออิทธิพลระหว่าง ความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความรู้สึกผิด ส่งผลให้ความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความรู้สึกผิดมีอิทธิพล ทางลบระหว่างกัน เช่น ความละอายใจ หรือความมั่นใจในตนเอง (Self-confidence) ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์และมีอิทธิพลทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ เป็นไปตามสมมติฐานและ การทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา เช่น การศึกษาวิจัยของ Hosser, Windzio, และ Greve (2008) ที่ดำเนินการ ศึกษาวิจัยแบบระยะยาว เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกผิดกับการกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี ภายหลังจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการปล่อยตัว โดยผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลทั้งหมด 3 ครั้ง คือ 1) ช่วงระยะเวลาเริ่มแรกที่กลุ่มตัวอย่างต้องขัง 2) ช่วงระยะเวลา 2 เดือน ภายหลังจากการเก็บข้อมูลครั้งแรก และ 3) ช่วงก่อนที่กลุ่มตัวอย่างได้รับการปล่อยตัว หลังจากนั้น จึงตรวจสอบการกระทำผิดซ้ำของกลุ่มตัวอย่าง ภายหลังจากพ้นโทษเป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่า ผู้ต้องขังที่มีระดับความรู้สึกผิดสูงตอนเข้าเรือนจำมีแนวโน้ม กลับมากระทำผิดซ้ำภายหลังจากถูกปล่อยตัวในระดับต่ำ หรือการศึกษาวิจัยของ Tangney, Stuewig, และ Martinez (2014) ดำเนินการศึกษาวิจัยแบบระยะยาวในกลุ่มผู้ต้องขังชายและหญิง พบผลการศึกษา ที่สอดคล้องกันว่าแนวโน้มการเกิดความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำของกลุ่มตัวอย่าง ภายใน 1 ปี ภายหลังจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการปล่อยตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.16, p<.01 สมมติฐานที่ 3 ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปร ส่งผ่าน ถึงแม้ว่าความเมตตากรุณาต่อตนเองจะมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวัง แต่ไม่มีอิทธิพลต่อความหวัง และความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบและมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวัง แต่ไม่มีอิทธิพลต่อความหวังสามารถ อธิบายว่า ยิ่งบุคคลมีความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงจะยิ่งสัมพันธ์กันกับระดับความหวังที่สูงด้วย อย่างไรก็ตาม ความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่มีอิทธิพลต่อความหวัง แสดงให้เห็นว่า นอกจากความเมตตากรุณาต่อตนเอง และบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมที่เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความหวังแล้ว ยังมีตัวแปรอื่น ๆ อีกที่การวิจัยนี้ ไม่ได้ดำเนินการศึกษา และส่งผลต่อความหวัง โดยตัวแปรดังกล่าวเข้ามามีอิทธิพลต่ออิทธิพลระหว่าง ความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความหวัง ส่งผลให้ความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความหวังไม่มีอิทธิพล ระหว่างกัน เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับความสามารถในการควบคุม (Control belief) หรือการกำกับตนเอง ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบและมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ เป็นไปตามสมมติฐานและ การทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา เช่น งานวิจัยของ Martin และ Stermac (2010) ที่ดำเนินการวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า ความหวังสามารถทำนายการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มผู้ต้อ งขังได้ห รือ ไม่ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน แบ่งเป็นเพศชาย 50 คน และเพศหญิง 50 คน อายุเฉลี่ย 33.3 ปี พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีความหวังในระดับสูงมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทาง


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 121 สถิติที่ r=-.26, p<.05 จะเห็นได้ว่า ความหวังเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิด ในคดีการเสพยาเสพติด สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของคุณเอกภพ เดชเกรียงไกรสร รองประธานมูลนิธิณภาฯ ที่ระบุว่า “ความหวังเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต้องมีในกลุ่มผู้ต้องขัง อะไรก็ตามที่เป็นความหวังจะเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขัง ใช้ยึดเหนี่ยวและหล่อเลี้ยงเขาไว้ ดังนั้น สิ่งที่มูลนิธิ ณภาฯ ต้องการทำ คือ การทำให้ความหวังของผู้ต้องขัง เหล่านั้นคงทน และเป็นความหวังที่จับต้องได้ ถึงแม้ว่าความหวังในเรือนจำกับความหวังนอกเรือ นจำจะ ไม่เหมือนกันก็ตาม” ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด มีความหวัง โดยเป็นความหวังที่ประกอบไปด้วย 1) การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย และ 2) การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย เพื่อทำให้ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพ ยาเสพติดที่พ้นโทษแล้ว ไม่กลับมากระทำผิดซ้ำอีก สมมติฐานที่ 4 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวก แต่ไม่มีมีอิทธิพลทางตรงต่อก ารกระท ำผิดซ้ำ หมายความว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความสัมพันธ์กันกับการกระทำผิดซ้ำ หากแต่ไม่ได้เป็นเหตุผล โดยตรงต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด สามารถอธิบายได้ว่า มีตัวแปรหรือปัจจัยอื่น ๆ อีกที่มาคั่นกลางหรือส่งผ่านอิทธิพลระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมต่อ การกระทำผิดซ้ำ เช่น ความหวัง ความเครียด ความซึมเศร้า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งควรได้รับ การศึกษาวิจัยต่อไป ทั้งนี้ ในการศึกษาวิจัยต่อไปควรพิจารณาเลือกใช้มาตรวัดฉบับอื่น ๆ ด้วย เช่น มาตรวัด แบบรายงานตนเองแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างคือ The Hare's Psychopathic checklist-Revised (PCL-R) ที่ได้รับการสร้างและพัฒนาโดย Hare (2003) และ Hare และคณะ (1991) หรือมาตรวัดแบบรายงานตนเอง The Personality Assessment Inventory หรือ PAI ที่ได้รับการสร้างและพัฒนาขึ้นโดย Morey (1991, 2007) รวมทั้งรูปแบบวิธีการวัดอื่น ๆ เช่น การวัดโดยนัย (Implicit association test) หรือการทดลอง (Experiment) เพื่อเปรียบเทียบว่า เมื่อใช้มาตรวัดหรือรูปแบบวิธีการวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลให้รูปแบบความสัมพันธ์และอิทธิพลของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับการกระทำ ผิดซ้ำเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ สมมติฐานที่ 5 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความรู้สึกผิดเป็นตัวแปร ส่งผ่าน หากแต่บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิด บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ หมายถึง ถึงแม้ว่าบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมจะมีอิทธิพลทางตรงต่อความรู้สึกผิด และความรู้สึกผิดมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ หากแต่ความรู้สึกผิดไม่ได้เป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไปยังก ารกระทำ


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 122 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ผิดซ้ำ กล่าวคือ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไม่ได้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกผิดที่ส่งผลต่อเนื่องไปยัง การกระทำผิดซ้ำ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า ตัวแปรความรู้สึกผิดอาจไม่ได้มีฐานะเป็นตัวแปรคั่นกลาง หรือ ตัวแปรส่งผ่าน แต่อาจเป็นปัจจัยหลักหรือปัจจัยสาเหตุโดยตรงที่ส่งผลไปยังการกระทำผิดซ้ำ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์และอิทธิพลทางลบกับความรู้สึกผิดเป็นไปตามสมมติฐาน และการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา เช่น การวิจัยของ Elison, Garofalo และ Velotti (2014) ที่ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพด้านมืดว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับความรู้สึกผิด 3 ลักษณะความรู้สึกผิดจาก การรอดชีวิต 2) ความรู้สึกผิดกการแยกตัว และ 3) ความรู้สึกผิดจากการมีอำนาจ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 219 คน แบ่งเป็นเพศชาย 46 คน เพศหญิง 172 คน และไม่ระบุเพศ 1 คน อายุระหว่าง 17-53 ปี พบว่า โรคจิตเภทมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิดจากการรอดชีวิตและความรู้สึกผิดจากการมีอำนาจอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.19, p<.001 และ r=-.32, p<.001 ตามลำดับ และมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับ ความเกลียดตนเองและการใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ r=.35, p<.001 และ r=.47, p<.001 ตามลำดับ โดยโรคจิตเภทสามารถทำนายความรู้สึกผิดจากการมีอำนาจและความเกลียดตนเองได้ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ β=-.307, p<.001 และ β=.390, p<.001 ตามลำดับ งานวิจัยของ Olthof (2012) ศึกษา ความรู้สึกผิดและความละอายใจของวัยรุ่นในช่วงก่อนเข้าวัยผู้ใหญ่ในการตอบสนองต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ว่าสัมพันธ์อย่างไรกับพฤติกรรมต่อต้านสังคมและพฤติกรรมเอื้อสังคม ผลการวิจัยพบความสัมพันธ์เชิงบวก ระหว่างความรู้สึกผิดกับความละอายใจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ทั้งความรู้สึกผิดและ ความละอายใจต่างมีสหสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมต่อต้านสังคม และมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมเอื้อ สังคม ถึงแม้ว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ แต่บุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางลบกับความรู้สึกผิด และความรู้สึกผิดมีอิทธิพลทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ ดังนั้น หากมีความต้องการพัฒนาหลักสูตรเพื่อลดการกระทำผิดซ้ำยังคงสามารถจัดกระทำได้ผ่านอิทธิพลทางตรง ระหว่างตัวแปรบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ความรู้สึกผิด และการกระทำผิดซ้ำ สมมติฐานที่ 6 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน และบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความหวัง หมายถึง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมเป็น ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความหวัง และการมีความหวังส่งผลต่อเนื่องไปยังการกระทำผิดซ้ำ เป็นไปตามสมมติฐาน และการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา ที่ระบุว่า องค์ประกอบของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมและความหวังมี ลักษณะแปรผกผันกันบางประการ คือ องค์ประกอบหนึ่งของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมระบุถึงก ารข าด ความสามารถในการวางแผน ในขณะที่องค์ประกอบของความหวังให้ความสำคัญกับการวางแผนแนวทางที่จะ


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 123 นำตนเองไปสู่เป้าหมาย ดังนั้น จึงสามารถอนุมานได้ว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับ ความหวัง โดยบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมสูงจะมีความหวังต่ำ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า หากมี เครื่องมือในการลดระดับบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมลงอาจกระตุ้นให้เกิดความหวังที่สูงขึ้น การสรุปและอภิปรายผลการสัมภาษณ์ การอภิปรายผลข้อมูลเชิงคุณภาพสามารถสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่1) บุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคม 2) ความรู้สึกผิด 3) ความหวัง และ4) ความเข้มแข็งของจิตใจ(หนึ่งผลที่ได้รับจากความเมตตากรุณาต่อ ตนเอง) ดังนี้ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ความหุนหันพลันแล่น ใจร้อน ควบคุมตนเองไม ่ได้คือ ลักษณะที ่เด ่นชัดของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณตัวแปรบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม พบว่า องค์ประกอบด้านความหุนหัน พลันแล่นมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกันกับองค์ประกอบด้านอื่น ๆ สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้ จากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ เช่น คุณปุ๊ก (นามสมมติ) “ใจร้อนมาก ไม่คิดหน้าคิดหลังนี่ใช่เลย เวลาไม่ได้อย่างใจก็จะทำลายข้าวของ หรือไม่ก็ทำร้ายคนอื่น ไม่คิดหน้าคิดหลังเพราะคิดว่าไม่ตายก็หาใหม่ได้ มีชีวิตแบบอยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่คิดถึงอดีต หรืออนาคต” คุณแบม (นามสมมติ) “ถ้าโมโหมาก ๆ จะคุมตัวเองไม่ได้ เคยไปต่อยคนเบ้าตาแตกเลยตอนอยู่ในนี้ เพราะมีเรื่องกัน ตอนเป็นวัยรุ่นมีการเอามีดกรีดแขนตัวเองเวลากดดัน และไม่มีทางระบายออก” จากข้อมูลข้างต้น จึงเป็นการยืนยันได้ว่าความหุนหันพลันแล่น ความไม่สามารถควบคุมตนเองได้มี อิทธิพลอย่างมากต่อแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ ดังนั้น หากต้องการลดการกระทำผิดซ้ำของผู้พ้นโทษในอนาคต จึงควรให้ความใส่ใจต่อการลดระดับความหุนหันพลันแล่น และเพิ่มระดับความสามารถในการควบคุมตนเอง การได้รับโทษท าให้ควบคุมตนเองได้มากขึ้น (หรือไม่) ข้อมูลที่ได้รับจากการสัมภาษณ์ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดประการหนึ่ง คือ ผู้ต้องขังหญิงเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการควบคุมตนเองสูง ซึ่งเป็นลักษณะที่ขัดแย้งกับความหุนหัน พลันแล่น เช่น คุณบิ๋ม (นามสมมติ) “อยากทำอะไรทำเลย ไม่ได้คิดว่าผลจะเป็นอย่างไร แล้วก็จะมาเสียใจทีหลัง เช่น ทะเลาะกับแม่ จะเถียงจะไม่ลดราวาศอก แต่การมาอยู่ที่นี่ ทำให้เราเลิกนิสัยเถียงแบบนั้น ทำให้ใจเย็นขึ้น รู้ผิดชอบชั่วดีมากขึ้น”


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 124 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด คุณใจ (นามสมมติ) “เป็นคนไม่คิดเลยโดยเฉพาะเวลาโกรธ อยากทำอะไรก็จะทำเลย อยู่ข้างนอก ควบคุมไม่ค่อยได้ อยู่ข้างในก็ต้องพยายามทำดี เพราะอยากกลับบ้าน” จากข้อมูลข้างต้น เกิดประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ การระบุว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีความสามารถใน การควบคุมตนเองเป็นเพียงช่วงเวลาที่ได้รับโทษอยู่ในเรือนจำหรือไม่ เพราะการอาศัยอยู่ในเรือนจำต้องปฏิบัติ ตามกฎระเบียบเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษซึ่งเป็นการควบคุมจากภายนอก เกี่ยวข้องกับรางวัลและการถูกลงโทษ (Reward and punishment) หากแต่เมื่อออกไปนอกเรือนจำหรือพ้นโทษแล้ว ระดับความสามารถใน การควบคุมตนเองก็จะลดน้อยลงไปด้วย เนื่องจากไม่มีความสามารถควบคุมตนเองจากภายในตน ส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เคารพกฎระเบียบ เมื่อพิจารณาประเด็นการเคารพกฎระเบียบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์ผู้ต้องขังหญิงที่ กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดส่วนน้อยเท่านั้นที่รายงานว่า ตนเองไม่เคารพกฎระเบียบ เช่น คุณอุ้ม (นามสมมติ) “ไม่ค่อยเคารพ ตั้งแต่เด็กก็ชอบแหวกแนว เค้าบอกให้ทำอย่างนึงเราจะอยากไป อีกอย่าง” คุณเป้ย (นามสมมติ) “ไม่อะ หนูชอบแหกกฎ อะไรที่ห้าม ๆ เช่น ตัดผมผิดระเบียบ ก็แค่โดนเขียน ใบบันทึก กระโดดตบแค่นี้ ผมสั้นมันดูแลง่ายนะพี่ หนูทำนะ ชอบเถียง ชอบเอาชนะ ถ้าหนูไม่ผิดหนูเถียง” ในขณะที่ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดส่วนใหญ่รายงานว่า ตนเองเป็นบุคคลที่ เคารพกฎระเบียบมาก ซึ่งเป็นคุณลักษณะตรงกันข้ามกับบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม จึงเป็นที่น่าสนใจว่า ความเคารพกฎระเบียบนั้น เป็นความเคารพกฏระเบียบเฉพาะช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำเช่นเดียวกันกับ การควบคุมตนเองหรือไม่ ความรู้สึกผิด รู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นร่วมกับรู้สึกผิดต่อตนเอง การสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด รายงานว่า ตนเองรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นที่มีความสำคัญในชีวิตร่วมกับรู้สึกผิดต่อตนเอง เช่น คุณจิต (นามสมมติ) กล่าวถึงความรู้สึกผิดทั้งสองรูปแบบ “รู้สึกผิดตลอด อยากแก้ไขสิ่งที่ทำลงไป และคิดกับตัวเองเสมอว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ทำเด็ดขาด รู้สึกเสียใจ รู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลลูก ไม่ได้ทำ หน้าที่ที่ตัวเองควรทำ รู้สึกแย่ที่ทำให้คนอื่นต้องมาลำบาก รู้สึกผิดทั้งต่อครอบครัวและต่อตนเอง” การระบุความรู้สึกผิดไปที่บุคคลรอบข้างไม่เป็นไปตามคำนิยามของความรู้สึกผิดตามทฤษฎีท าง ตะวันตก ทั้งนี้ อาจเกิดจากความรู้สึกผิดและความละอายใจของบุคคลในแต่ละสังคมมีลักษณะที่แตกต่างกัน บางประการเนื่องจากมิติทางวัฒนธรรมและศีลธรรมที่ยึดถือ ในสังคมเอเชีย เช่น สังคมจีน บุคคลมักผูกติด


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 125 มโนภาพแห่งตน (Self-concept) กับกลุ่มสังคม พฤติกรรมที่กระทบหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นจึงส่งผลต่อ อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Self-identity) และกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกละอายใจได้ง่าย เช่นเดียวกันกับ ความรู้สึกผิดจากการละเว้น ไม่ทำตามความรับผิดชอบหรือบทบาทที่บุคคลพึงมีและบุคคลอื่นคาดหวังไว้ ก็เป็น อีกรูปแบบหนึ่งของความรู้สึกผิดที่พบในบริบทสังคมเอเชีย แต่ไม่พบในสังคมตะวันตก (Bedford, 2004) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การมีวัฒนธรรมแบบคติรวมหมู่ (Collectivism) บุคคลมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเพื่อ ประโยชน์ต่อครอบครัวซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ส่วนหนึ่งของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ต่อกลุ่มอื่น ๆ (Triandis, Bontempo, Villareal, Asai, & Lucca,1988) บุคคลจึงมีความรู้สึกผิดต่อครอบครัวและคนรอบข้าง ทำให้ สามารถเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด รายงานว่า ตนเองรู้สึกผิดต่อ บุคคลอื่นที่มีความสำคัญในชีวิตร่วมกับรู้สึกผิดต่อตนเอง ซึ่งมีความแตกต่างจากคำจำกัดความใน การวิจัย นี้ ที่อ้างอิงความหมายตามหลักสากล นอกจากนั้น ความรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นในการวิจัยนี้เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งตามบริบทของสังคมไทย อาจมีลักษณะของความรู้สึกผิดและละอายใจร่วมกัน กล่าวคือ ความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำตามบทบาท ไม่ว่า จะเป็นหน้าที่แม่ ลูก หรือภรรยา ซึ่งแสดงถึงความกตัญญูที่สังคมให้คุณค่า ในขณะเดียวกัน การรักษาบทบาท ดังกล่าวไว้ไม่ได้ก็อาจกระทบกับอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Self-identity) กระตุ้นให้เกิดเป็นคว ามละอาย ใจ ร่วมด้วย เช่น คุณเบ (นามสมมติ) มีความละอายใจจากการละเลยบทบาทของลูกและป้าที่ดี“รู้สึกผิดนะ ทำให้พ่อ เสียใจ บางทีก็อายหลาน เราเป็นป้าเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้เวลาหลานมา หลานบอกว่าทำไมป้าถึงมาอยู่ในคุก อีกล่ะ ดื้อกับตาใช่ไหม รู้สึกแย่กับตัวเองบ่อย ๆ” อย่างไรก็ตาม หากบุคคลรู้สึกผิดจากบทบาทหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่รู้สึกผิดต่อตนเองและ พฤติกรรมที่กระทำ ก็จะไม่นำไปสู่การแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง เมื่อพ้นโทษแล้วอาจกลับเข้าสู่ วงจรยาเสพติดอีกครั้งหนึ่ง เช่น คุณกั้ง (นามสมมติ) กระทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 รู้สึกผิดจากบทบาทความเป็นแม่ แต่ไม่รู้สึกผิดต่อ พฤติกรรม คือ การเสพและค้ายาเสพติด “รู้สึกผิดมาก เพราะพอเรามาติดคุกก็ทำให้ลูกว้าเหว่ ทำให้ลูก ไม่เหมือนคนอื่น มาติดคุกก็ไม่ได้อยู่กับลูก เพราะไม่มีใครมาเยี่ยมเลย เราก็ไม่รู้เลยว่าเป็นยังไงบ้างแล้ว ความผิดพลาดคือ การขายยาแล้วถูกจับ เสียใจที่ถูกจับแต่ไม่ได้คิดว่าการเสพเป็นเรื่องผิด” ดังนั้น ความรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นจะนำไปสู่ความพยายามแก้ไขพฤติกรรมได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลรู้สึกผิดต่อ ตนเองร่วมด้วย และรับรู้ว่าพฤติกรรมที่ตนกระทำเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 126 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ความรู้สึกผิดเป็นเพียงข้ออ้าง จากข้อมูลข้างต้น มีข้อคำถามเกิดขึ้นว่า การระบุความรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นอาจเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อ ทำให้ตนเองยังคงดูดีในสายตาคนอื่นหรือไม่ โดยสามารถสังเกตได้จากการให้เหตุผลที่ตามมา เช่น คุณปุ้ม (นามสมมติ) “เรื่องขายยารู้ว่ามันผิด แต่ก็มีความจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว งานอื่นที่ทำได้เงินมาไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว” คุณอุ้ม (นามสมมติ) “รู้ว่ามันผิดและรู้สึกผิด แต่ขายยามันเป็นทางเดียวและเป็นทางที่ดีที่สุด ก็เลย ต้องทำ รู้ทั้งรู้ว่าเสี่ยงแต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยง รู้สึกผิดกับแม่” จะเห็นได้ว่า กลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงคุณภาพไม่ได้รู้สึกผิดอย่างแท้จริง กล่าวคือ ไม่ได้ มองว่าการกระทำของตนเองเป็นความผิดเพราะยังสามารถอำนวยประโยชน์ให้บุคคลอื่นได้ ซึ่งความรู้สึกผิด เช่นนี้ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คุณเอกภพให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นั่นเป็น เพียงข้ออ้างหรือไม่ว่า รักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงรู้สึกผิดเพื่อให้ตนเองรู้สึกว่ายังคงเป็นมนุษย์อยู่ เพราะคนทุกคน อยากมีความดี อยากทำความดีทั้งนั้น จึงหาสิ่งยึดเหนี่ยว หรือหาอะไรก็ตามมาสนับสนุนว่า สิ่งนี้ไงที่จะทำให้ กลับตัวได้ แต่ประเด็นที่ควรพิจารณามากกว่านั้น คือ ผู้ต้องขังเข้าใจอย่างถูกต้องหรือไม่ว่าความรักคืออะไร เพราะถ้ารักเป็นจริง ๆ บุคคลเหล่านั้นจะไม่กระทำความผิด ดังนั้น จึงต้องรักให้เป็นและรักให้ถูกวิธี ต้องรู้ว่า คนที่คุณรักเขาต้องการอะไร และเคารพซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย” การใช้ความรู้สึกผิดเป็นข้ออ้างสามารถอธิบายได้ด้วยกลไกการป้องกันตน (Defense mechanism) ซึ่งเป็นกลไกในระดับจิตไร้สำนึกของบุคคลเพื่อป้องกันตนเองจากผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด อึดอัดใจ ความขัดแย้งในใจ อันเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ไม่ปรารถนาหรือถูกคุกคาม (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556) จึงเป็นไปได้ว่าการที่ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำความผิดในคดีการเสพยาเสพติดไม่ได้มองว่าการกระทำของตนเอง เป็นความผิด การมีความรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นอาจเป็นการป้องกันตนเองอย่างหนึ่ง เพื่อรักษาอัตลักษณ์ ส่วนบุคคล (Self-identity) ของตนเองไว้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกแยะให้ได้ว่า คำรายงานใดที่เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างเพื่อ ทำให้ตนเองดูดี เพื่อประโยชน์และความถูกต้องในการพัฒนาหลักสูตรต่อไป ความหวัง ความหวังส่วนใหญ่ คือ การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย แต่ยังคง เป็นความหวังที่มีบุคคลอื่นประคับประคอง ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดส่วนใหญ่มีความหวังสูง ซึ่งตรงกับความคิดเห็นของ คุณเอกภพ ที่กล่าวไว้ว่า “การมีความหวังเป็นวิธีการเอาตัวรอดในเรือนจำ เป็นสิ่งที่เขารอคอย เป็นวิธีการเดียว


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 127 ที่ทำให้มีชีวิตอยู่ ความหวังเป็นสิ่งที่ดี และจำเป็นต้องมีในกลุ่มผู้ต้องขัง” อย่างไรก็ตาม ความหวังของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดเหล่านี้ไม่สามารถกระทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง หากแต่ต้องมี บุคคลอื่นประคับประคองทั้งสิ้น โดยเฉพาะด้านเงินทุนในการตั้งตัวและด้านอาชีพ เช่น คุณใจ (นามสมมติ) “อยากกลับไปอยู่กับพี่สาว เค้ามีร้านขายของในสโมสรทหารอากาศ เราก็จะได้ไป ทำมาค้าขายคิดว่าคงทำได้ 70-80% ถ้าไม่กลับไปหาแฟน แต่ลูกอยู่บ้านแฟนก็กลัวจะใจอ่อน อยากมีงานทำ อยากให้ช่วยเรื่องอาชีพ” คุณบิ๋ม (นามสมมติ) “ถ้าไม่ลงทุนขายเหล้าปั่นก็จะเปิดร้านซักรีด เพราะที่บ้านเป็นบ้านให้เช่า แต่มัน อยู่ที่เงินทุน เคยขอความช่วยเหลือจากโครงการ มีมูลนิธิให้ความหวัง เค้าบอกว่าจะเปิดบัญชีให้เราเลย แต่พอ เราไปหาเขาที่โบสถ์ก็พบว่ามันเป็นคนละระดับ และพบว่ามีเงื่อนไขให้เราว่า ถ้าอยากได้เงินเราต้องไปโบสถ์ บ่อยกว่านี้ โครงการจากเรือนจำก็ให้เรารอนาน” นอกจากนั้น สิ่งที่พึงระวังอีกประการหนึ่ง คือ การเกิดความหวังที่ไม่ใช่ความหวังอย่างแท้จริง คุณเอกภพ กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะเกิด “อุปทานหมู่ในเรือนจำ” เมื่อเห็นเพื่อนมีความหวัง ตนเองจึงขอมีความหวังบ้าง ทั้งนี้ ระยะเวลาที่ติดก็มีผลเช่นกัน สิ่งที่มูลนิธิ ณภาฯ ต้องการทำ คือ การทำให้ ความหวังของผู้ต้องขังเหล่านั้นคงทน และเป็นความหวังที่จับต้องได้ ถึงแม้ว่าความหวังในเรือนจำกับความหวัง นอกเรือนจำจะไม่เหมือนกันก็ตาม” ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความหวัง และควรให้ความสำคัญสำหรับการเริ่มใหม่ ได้แก่ ปัจจัย ด้านเงินทุนและการเริ่มต้นด้านอาชีพ การได้รับโอกาสและความไว้วางใจจากสังคม และกำลังใจและ การสนับสนุนจากครอบครัว มีรายละเอียด ดังนี้ เงินทุนคือตัวแปรส าคัญ ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการกลับหรือไม่กลับมากระทำผิดซ้ำอีกปัจจัยหนึ่ง คือ เงินทุนสำหรับเริ่ม ประกอบกิจการ เช่น คุณปลา (นามสมมติ) “การขายเสื้อผ้าจำเป็นต้องลงทุนประมาณ 5,000-8,000 บาท จึงทำให้เกิด ความคิดขึ้นมาในสมองว่า หรือจะต้องกลับไปขายยาเสพติดก่อน พอให้มีเงินตั้งตัว หรือจะต้องไปขายลูกชิ้น ที่ใช้เงินทุนประมาณ 800-1,000 บาทก่อน เลยอยากให้ช่วยเรื่องเงินทุนในการตั้งตัว” ในปัจจุบัน มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาให้การสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้พ้นโทษ เช่น ธนาคารพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.) ที่มี โครงการ SME Bank ร่วมคืนคนดีสู่สังคม มุ่งให้ความช่วยเหลือผู้พ้นโทษที่ต้องการมีอาชีพอิสระ อยากตั้งตัวมี รายได้เลี้ยงชีพด้วยกิจการเล็ก ๆ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีระเบียบการให้ การสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ด้วยวงเงินไม่เกิน 3,000 บาทต่อครอบครัว กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมสนับสนุนทุนประกอบ


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 128 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด อาชีพด้วย เช่น พิธีมอบเงินทุนประกอบอาชีพคืนคนดีสู่สังคม เมื่อวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งการเข้ามามีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อการช่วยเหลือผู้พ้นโทษให้ส ามารถ ตั้งตัว ประกอบอาชีพได้ อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือ ประเด็นด้านเงินทุนเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก เปรียบเสมือน การยื่นเครื่องมือที่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะใช้ในทางที่ถูกต้องเหมาะสมหรือในทางที่ผิด ดังนั้น แนวทางอีกแนวทาง หนึ่งที่จะช่วยให้ผู้พ้นโทษสามารถตั้งตัวได้เมื่อพ้นโทษ คือ การเปิดพื้นที่รองรับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ และเปิด โอกาสให้แสดงทักษะ ความสามารถ รวมทั้งความตั้งใจอันดีที่จะเป็นคนดี ประกอบอาชีพสุจริตก่อน เมื่อได้รับ การยอมรับหรือความไว้เนื้อเชื่อใจ และมีเงินสะสมในระดับหนึ่งแล้วจึงค่อยต่อยอดเป็นธุรกิจส่วนตัว งานที่ท าอยากเป็นงานอิสระ หรือเป็นงานที่ได้รับการฝึกวิชาชีพมา ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดส่วนใหญ่ต้องการมีอาชีพอิสระภายหลังพ้นโทษ โดยมักเป็นกิจการที่ครอบครัวมีไว้แต่เดิมแล้ว หรือกิจการที่ได้จากการนำความรู้จากการฝึกอบรมในเรือนจำไป ประยุกต์ใช้ เช่น คุณไก่ (นามสมมติ) “เมื่อออกไปแล้วตั้งใจไปนวดตามร้านเพื่อเก็บเงินทำธุรกิจ อยากค้าขาย อยากขาย อะไรก็ได้ที่ลงทุนน้อยได้กำไรเยอะ ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ไม่อยากให้ใครมาด่า เชื่อมั่นว่าทำได้” จากข้อมูลข้างต้น นำไปสู่การตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดผู้พ้นโทษจึงต้องการมีอาชีพอิส ระมากกว่า ทั้งที่การเริ่มต้นประกอบธุรกิจส่วนตัวเป็นสิ่งที่ต้องการทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์สูง ทั้งนี้ สามารถ สรุปเหตุผลต่าง ๆ ได้ ดังนี้ ผู้พ้นโทษรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย และรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว เจอสังคมที่ไม่ให้โอกาส นายจ้างไม่รับเข้าทำงาน ความหวาดระแวงจาก คนรอบข้าง สายตาของคนรอบข้างที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นเครื่องมือที่ตอกย้ำในการประทับตราอาช ญากร ให้กับผู้พ้นโทษ และทำให้บุคคลเหล่านั้นหมดทางเลือก เกิดความรู้สึกต่อต้านสังคม (มนตรา งามวาจา, 2555) สังคมไม่เปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมอย่างแท้จริง ผลกระทบภายหลังจากการพ้นโทษ คือ การถูกริดรอนสิทธิ์โดยบทบัญญัติของกฎหมาย ทำให้ กลายเป็นอุปสรรคหลังจากพ้นโทษ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านสังคม กล่าวคือ คนในสังคมยังมีทัศนคติด้านลบ ต่อผู้พ้นโทษ สืบเนื่องมาจากความคิดเหยียดชนชั้นทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยก กีดกัน และตั้งข้อรังเกียจบุคคล ที่เคยติดคุก ทำให้ผู้พ้นโทษเกิดความรู้สึกเป็นผู้ต่ำต้อยในสังคม รู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่าต่อสังคม (สิทธิภา โลจายะ, 2554)


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 129 การปิดโอกาสการท างานในระบบราชการ ปัจจุบัน มีความพยายามในการผลักดันผู้พ้นโทษเข้าสู่ระบบแรงงาน หากแต่ยังคงไม่เพียงพอต่อ ความต้องการและปริมาณของผู้พ้นโทษ ดังเช่น องค์กรภาคประชาสังคมที่มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือ ผู้พ้นโทษ เช่น วิสาหกิจสุขภาพชุมชน (SHE) ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคมที่ให้บริการนวดดัดสรีระโดยสตรีผู้พ้นโทษ หรือมูลนิธิพันธกิจเรือนจำคริสเตียนที่เป็นบ้านกึ่งวิถีสำหรับผู้พ้นโทษ ทั้งนี้ ข้อจำกัดที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36 ข. (7) บัญญัติห้ามผู้เคยต้องรับโทษจําคุก โดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกเพราะกระทําความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทํา โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษเข้ารับราชการ ซึ่งถือเป็นการปิดโอกาสการทำงานของผู้พ้นโทษเป็นอย่างมาก ก าลังใจส าคัญมากต่อผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ สามารถเกิดได้จากพลังภายในจิตใจที่เข้มแข็งของ ตนเอง และจากการหยิบยื่นให้โดยบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีก ารเสพ ยาเสพติดมักเป็นบุคคลที่สูญเสียกำลังใจในตนเองจากการถูกพิพากษา และการจำคุกในเรือนจำอยู่แล้ว ดังนั้น การหยิบยื่นกำลังใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจจากครอบครัวและสังคม เช่น คุณจุ๊ (นามสมมติ) “อยากได้กำลังใจและการยอมรับจากครอบครัว อยากให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันจะ รู้สึกอุ่นใจ ตัวเองก็เป็นส่วนสำคัญถ้าจิตใจเข้มแข็งก็จะสามารถชนะทุกอย่าง” คุณปุ๊ก (นามสมมติ) “ไม่มีแผนอะไรทั้งนั้น อยากได้แค่กำลังใจ” จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคนรวมถึงผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพ ยาเสพติดต้องการกำลังใจจากบุคคลรอบข้าง เพราะการได้รับกำลังใจเป็นรูปแบบหนึ่งของก ารสนับส นุน ทางสังคม ทำให้บุคคลเชื่อว่าตนเองได้รับความห่วงใย ความนับถือ และรู้สึกมีคุณค่า ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึก มั่นใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Lee, 2004) และความรู้สึกดังกล่าวนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการกลับไปดำเนิน ชีวิตเมื่อพ้นโทษและไม่กลับมากระทำผิดซ้ำอีก โดยครอบครัวมีบทบาทมากที่สุดต่อการเป็นแหล่งกำลังใจให้แก่ บุคคลเหล่านี้ เนื่องจากสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดของสังคม (วรรณวิมล คงวิชัย, 2556) กำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้างทำให้บุคคลที่เคยกระทำความผิดมีความเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ให้ โอกาสบุคคลที่กระทำผิดพลาดเสมอ และพร้อมปรับปรุงตัวเป็นคนดี เพื่อทำให้ครอบครัวมีความสุข (อ้อมฤดี วีระกะลัส และธีรพัฒน์ วงศ์คุ้มสิน, 2555) อย่างไรก็ตาม สำหรับบุคคลที่ไม่ได้รับกำลังใจจากครอบครัว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมใน ส่วนอื่น ๆ จะต้องเข้ามีบทบาทในการประคับประคอง และเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดใน คดีการเสพยาเสพติดหรือผู้พ้นโทษ โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นหนึ่งในตัวอย่างของโครงการที่ช่วยส่งเสริมกำลังใจและพัฒนากลุ่มผู้ขาดโอกาสต่างๆ ในสังคมได้ เป็นอย่างดี เช่น กลุ่มผู้ต้องขังสตรี กลุ่มเด็กติดผู้ต้องขัง กลุ่มเด็กและเยาวชนที่กระท ำผิดแล ะกลุ่มผู้ข าด


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 130 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด โอกาสอื่น ๆ ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคมควรให้ความช่วยเหลือและประคับประคอง กลุ่มบุคคลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น การสร้างกำลังใจให้กับตนเอง เช่น การกำหนดเป้าหมายในชีวิต หรือการแสวงหาคุณค่าขอการมีชีวิตอยู่ ก็เป็นความจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยให้ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดใน คดีการเสพยาเสพติดมีกำลังใจได้ ผู้ต้องขังบางส่วนไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร เพราะสังคมช่วยพวกเขาไม่ได้ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีก ารเสพ ยาเสพติดบางส่วนไม่ต้องการพึ่งพาสังคม เช่น คุณปุ้ม (นามสมมติ) “เราคิดว่าเราช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่อยากไปขอความช่วยเหลือจากใคร คนที่ให้ ความช่วยเหลือเรา เค้าก็ต้องมีผลประโยชน์ ถ้าเค้าช่วยเราแล้ว หลังจากนั้นเค้ามาขอให้เราทำอะไร ถ้าเป็นสิ่ง ที่ไม่ดีเราก็ต้องทำเราเลือกไม่ได้ เลยไม่อยากได้รับความช่วยเหลือ ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ” จะเห็นได้ว่า สังคมและผู้พ้นโทษเองต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ดังนั้น สิ่งที่เป็นปัจจัยเร่งด่วน ประการหนึ่งคือ การสร้างความไว้วางใจ คุณเอกภพ ให้ความคิดเห็นในส่วนนี้ว่า “เป็นคำถามที่เหมือนไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน คือ สังคมดีแล้วคนจะดีตาม หรือคนดีแล้วสังคมจะดีตาม ผู้ต้องขังมีอะไรที่จะให้สังคมยอมรับ และไว้วางใจได้ ดังนั้น ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่มูลนิธิณภาฯ อยากขับเคลื่อน คือ การสร้างสังคมเล็ก ๆ ที่ยอมรับและ ให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีคนที่เคยเป็นแบบเขาอยู่ด้วยเพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้พ้นโทษได้แสดงออก แล้วหลังจากนั้น พื้นที่ของการยอมรับจะค่อย ๆ ขยายวงกว้างออกไปเรียกวิธีการนี้ว่า การผสมเทียม” ความเข้มแข็งของจิตใจ ความเข้มแข็งของจิตใจถือเป็นหนึ่งในผลที่ได้รับจากการมีความเมตตากรุณาต่อตน เอ ง โดยความเมตตากรุณาต่อตนเองช่วยเปิดโอกาสให้กลุ่มตัวอย่างมองความผิดพลาดหรือความผิดหวังด้วย ความเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ และให้โอกาสตนเองในการเริ่มต้นใหม่ด้วยวิธี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ผิดพลาดโดยไม่หันกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก มีกำลังใจ และสามารถคิดหา หนทางในการดำเนินชีวิตด้วยความสุจริตได้ ความเข้มแข็งของจิตใจคือปัจจัยหลักของการกลับไปกระท าผิดซ ้า ประเด็นที่กลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพให้ข้อมูลสอดคล้องกัน คือ การรายงานว่าสิ่งที่ ทำให้ตนเองกลับมากระทำผิดซ้ำ คือ ความไม่เข้มแข็งของจิตใจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอยากมีความเข้มแข็ง ทางจิตใจที่มากกว่านี้ แต่ไม่ทราบว่าควรจะฝึกฝนอย่างไร เช่น คุณแจ๋ว (นามสมมติ) “ตั้งใจว่าจะออกไปค้าขายช่วยแม่ คิดว่าต้องทำได้ เพราะไม่อยากเข้ามาที่นี่อีก แล้ว แต่สิ่งที่อาจทำให้เลิกไม่ได้คือ ตนกลัวตัวเองใจอ่อนเพราะปฏิเสธคนไม่เป็น ครั้งที่แล้วออกไปเพื่อนก็ เอายามาวางให้ไปขาย เพื่อนที่ขายกลุ่มนี้บางทีก็ช่วยเรื่องเงินตนบ้าง”


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 131 คุณอุ้ม (นามสมมติ) “คราวนี้ก็ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งกับยาอีก บ้านมีร้านขายน้ำ ขายเครื่องดื่มที่สุวรรณภูมิ แต่แถบนั้นมันก็มีพวกวงการรถ วงการยา ก็กลัวตัวเองจะทนไม่ไหวกลับไปใช้ยาอยู่เหมือนกัน ต้องระวังใจ ตัวเอง คิดว่าจะทำได้ก็ 50 50 ถ้าทำเองก็เคยฝึกพวกเสริมสวยหรือไม่ก็พวกค้าขาย แต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก เพราะไม่มีอะไรเลย อยากให้ย่าของแฟนช่วยเหลือ ก็จะได้พอมีอาชีพ พอหาเงินได้ อยากให้ช่วยเรื่องจิตใจ” จากประเด็นดังกล่าว สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ ที่ต้องการพัฒนาหลักสูตรเพื่อป้องกัน การกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้พ้นโทษด้วยวิธีการยับยั้งจากภายในซึ่งก็คือ การสร้างเกราะ หรือสร้าง ความเข้มแข็งจากภายในตน โดยการสร้างและพัฒนาหลักสูตรที่สามารถสอดแทรกประเด็นความเข้มแข็งของ จิตใจได้ ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะ การวิจัยนี้มีข้อจำกัดประกอบด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มตัวอย่าง วิธีวิจัย การสรุปผลและ ข้อเสนอแนะ ดังนี้ ข้อจำกัด กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยไม่สามารถใช้วิธีสุ่มหรือประกาศรับสมัครกลุ่มตัวอย่างได้ เนื่องจากการเข้าไปเก็บข้อมูลต้องผ่าน ขั้นตอนตามระเบียบของกรมราชฑัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ประจำเรือนจำ/ทัณฑสถานเป็นผู้พิจารณาคัดเลือก กลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์การคัดเข้า-คัดออกที่ผู้วิจัยระบุในหนังสือขออนุญาต ซึ่งอาจทำให้เกิดอคติในการเลือก กลุ่มตัวอย่างในแต่ละเรือนจำ/ทัณฑสถาน และผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การคัดเฉพาะกลุ่มผู้ต้องขังที่มี พฤติกรรมดีเพื่อมาตอบแบบสอบถาม ด้านคดีความของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยต้องการเก็บข้อมูลกับผู้ต้องโทษเฉพาะคดีเสพยาเสพติดอย่างไร ก็ตาม พบว่ากลุ่มตัวอย่างดังกล่าวมีไม่เพียงพอตามจำนวนที่คำนวณไว้ จึงพิจารณาเก็บข้อมูลจากผู้ที่เคยเสพ ยาเสพติด แม้จะต้องราชทัณฑ์ด้วยคดีการจำหน่ายหรือครอบครองร่วมด้วย ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าผู้ต้องขัง บางส่วนอาจมียาเสพติดไว้เพื่อเสพแต่ต้องโทษในคดีครอบครองหรือจำหน่ายหากถูกจับในขณะที่มีย าเสพติด เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยมีความพยายามให้กลุ่มตัวอย่างสามารถเป็นตัวแทนที่ดีที่สุด ของประชากร รวมทั้งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัย การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ การเก็บข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามทำให้คำตอบที่ได้เป็นไปตามการรับรู้และประเมินตนเองของ ผู้ตอบ การวิจัยครั้งต่อไปอาจใช้รูปแบบวิธีวิจัยอื่นเพื่อให้เกิดความเที่ยงตรงในการวัดมากขึ้น เช่น การสังเกต


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 132 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด พฤติกรรมขณะที่เก็บข้อมูล หรือการทดลอง นอกจากนั้น เรือนจำ/ทัณฑสถานยังมีพื้นที่และสภาพแวดล้อม ต่างกัน ในบางเรือนจำซึ่งเป็นสถานที่เปิดจึงมีเสียงรบกวนจากรอบข้างทำให้กลุ่มตัวอย่างสมาธิลดลงได้ อย่างไร ก็ตาม ผู้วิจัยเป็นผู้ดูแลการตอบแบบสอบถามและอ่านคำถามให้กลุ่มตัวอย่างฟัง การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นกลุ่มอาสาสมัคร ซึ่งจากการสัมภาษณ์พบว่า บางคนเคย ให้สัมภาษณ์มาก่อนหน้าแล้วหลายครั้ง จึงเป็นไปได้ที่จะมีประสบการณ์ในการตอบ สามารถคาดเดาและ ตอบตามความคาดหวังของผู้วิจัยได้ อีกทั้งระยะเวลาในการต้องโทษอาจเป็นปัจจัยที่มีผลกับการตอบและ มุมมองที่ผู้ต้องขังมีต่อตนเอง ซึ่งเกิดจากกระบวนการปลูกฝังอบรมในเรือนจำ (Prisonization) หรือการรับเอา วัฒนธรรมและแบบแผนในเรือนจำมาเป็นส่วนหนึ่งของตน (Schlosser, 2008) นอกจากนั้น เรือนจำ/ ทัณฑสถานไม่อนุญาตให้นำเครื่องบันทึกเสียงเข้าไปภายใน จึงต้องใช้การจดบันทึกเนื้อหาระหว่างการสัมภาษณ์ เนื้อความที่ได้จึงไม่ใช่การถอดคำพูดแบบคำต่อคำแต่เป็นประเด็นหลักจากคำตอบ ทั้งนี้ ผู้สัมภาษณ์ผ่าน การอบรมจากคณะกรรมการติดตามและประเมินผลซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการวิจัยเชิงคุณภาพก่อน การเก็บข้อมูลแล้ว การสรุปอ้างอิงงานวิจัยและข้อเสนอแนะ การวิจัยนี้ศึกษาในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผลวิจัยที่พบอาจไม่สามารถ สรุปอ้างอิง (Generalized) ในกลุ่มประชากรอื่นได้ การศึกษาครั้งต่อไปควรศึกษาในกลุ่มผู้ต้องขังชายห รือ ผู้ต้องขังคดีอื่น รวมถึงศึกษาปัจจัยภายในด้านบุคลิกภาพและทัศนคติเพิ่มเติม นอกจากนี้ อาจศึกษา เปรียบเทียบบุคคลที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับผู้ต้องขัง แต่มีพฤติกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายห รือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อจะช่วยสร้างความเข้าใจต่อกระบวนการคิดและพฤติกรรมของผู้ต้องขัง และนำไปสู่ การช่วยเหลือในอนาคต ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ 1. จากปัญหาคำนิยามตัวแปรความรู้สึกผิดและมาตรวัดตัวแปรความเมตตากรุณาต่อตนเองที่มีข้อคำถาม ที่ยากต่อความเข้าใจ การศึกษาวิจัยครั้งต่อไปควรพิจารณาการนำทฤษฎีตามแนวทางตะวันตกมาใช้ กล่าวคือ ต้องปรับให้มีความเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย 2. ตัวแปร หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรได้รับการศึกษาต่อไป ดังนี้ 2.1. ความเข้มแข็งของจิตใจ ซึ่งปัจจัยที่ควรศึกษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่าง จากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพกล่าวว่า มีส่วนสำคัญต่อการกลับไปกระทำผิดซ้ำ โดยจำเป็นต้อง


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 133 แสวงหาคำจำกัดของความเข้มแข็งของจิตใจตามความหมายของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำความผิด ในคดีการเสพยาเสพติดเป็นลำดับแรก จากนั้น จึงศึกษาวิจัยเพิ่มเติมว่า สิ่งใดที่จะช่วยเพิ่มระดับ ความเข้มแข็งของจิตใจได้ 2.2. คำทำนายที่เป็นจริง กลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพรายงานว่า การถูกต้องโทษ ถูกตีตราว่าเป็นคนเลว การไม่รับการยอมรับจากสังคม บุคคลในสังคมเชื่อว่าไม่มีทางกลับมาเป็น คนดีได้เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้กระทำผิดซ้ำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดคำทำนายที่เป็นจริง คือ การที่บุคคลมีพฤติกรรมตามความเชื่อซึ่งได้รับมาจากคนรอบข้าง โดยความเชื่อนั้นอาจ เป็นเรื่องเท็จ แต่บุคคลทำให้ความเชื่อดังกล่าวกลายเป็นจริงขึ้นมา เป็นเหตุให้มีพฤติกรรม ตามความเชื่อ หากผู้ต้องขังหญิงที่กระทำความผิดในคดีการเสพยาเสพติดมีพฤติกรรม ตามแนวความคิดคำทำนายที่เป็นจริงมาก ย่อมส่งผลให้กลับไปกระทำผิดซ้ำมากเช่นกัน 2.3. การศึกษาตามแนวคิดทฤษฎีด้านทัศนคติโดยตรง เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน เนื่องจาก ทัศนคติมีอิทธิพลทางตรงต่อแนวโน้มที่บุคคลจะกระทำพฤติกรรม โดยทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับและ สามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของสังคมไทยได้ คือ ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of planned behavior) 2.4. การยอมจำนนอันเกิดจากการเรียนรู้ เป็นอีกตัวแปรที่น่าสนใจ เนื่องจากบุคคลอาจเรีย นรู้ จากการพยายามเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ หรือผลลัพธ์ที่ได้ อาจเป็นไปในทางลบ เมื่อรับรู้ว่าตนไม่มีอำนาจควบคุมผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจึงมักเกิดอ าก าร ซึมเศร้า นำไปสู่การยอมจำนนต่อสถานการณ์หรือยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ โดยไม่พยายามแก้ไข หรือออกจากสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมนั้นอีก ดังนั้น การยอมจำนนอันเกิดจากการเรียนรู้ ย่อมทำให้ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำความผิดในคดีการเสพยาเสพติดยังคงวนเวียนอยู่กับการเสพ ยาเสพติด และนำไปสู่การกระทำผิดซ้ำ 2.5. ตัวแปรด้านบุคลิกภาพ ที่มีความเป็นไปได้ว่า เป็นสาเหตุให้เพศหญิงเสพยาเสพติดและกระทำ ผิดซ้ำคือ ความอยากรู้อยากลองหรือความต้องการความตื่นเต้นเร้าใจอาจเป็นลักษณะหนึ่งของ การแสวงหาการสัมผัส เกี่ยวข้องกับความต้องการได้รับความรู้สึกที่แตกต่างและแปลกใหม่ 3. จากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ ทำให้ทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่า ปัจจัยภายนอก เช่น สภาพ สิ่งแวดล้อมหรือสังคม ความคาดหวังของบุคคลในสังคมที่มีต่อเพศหญิง เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ การกระทำผิดซ้ำ และการเสพยาเสพติด ดังนั้น การศึกษาวิจัยครั้งต่อไปจึงควรทำความเข้าใจบทบาท ทางเพศ หรือบรรทัดฐานทางเพศ กล่าวคือ ความแตกต่างระหว่างเพศ และความคาดหวังของสังคมที่ มีต่อเพศชายและเพศหญิงด้วย เพื่อค้นหาว่า ความเป็นเพศหญิงส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำและการเสพ ยาเสพติดของเพศหญิงหรือไม่ และแสวงหาปัจจัยที่ทำให้เพศหญิงไม่กระทำผิด เพื่อนำไปสู่การรณรงค์ และการสร้างหลักสูตรเพิ่มปัจจัยดังกล่าวต่อไป


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 134 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด 4. ควรศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบุคคลที่พ้นโทษไปแล้วและไม่กระทำผิดซ้ำกับกลุ่มบุคคลที่พ้นโทษ แล้วและกลับมากระทำผิดซ้ำ เพื่อศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นความแตกต่างขอ งกลุ่มบุคคล สองกลุ่มนี้ 5. ควรศึกษาเพิ่มเติมเรื่องทัศนคติต่อความรู้สึกผิด เนื่องจากในการศึกษานี้ทำได้เพียงทราบว่า ผู้ต้องขังหญิงมีความรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นร่วมกับความรู้สึกผิดต่อตนเอง อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกผิด ดังกล่าวอาจเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง ดังนั้น จึงควรศึกษาเรื่องความรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่า ผู้ต้องขังหญิง ที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดมีความรู้สึกผิดจริง ไม่มีความรู้สึกผิด หรือเป็นความรู้สึกผิดจน เคยชินและคิดว่าตนเองไม่มีความรู้สึกผิดต่อการเสพยาเสพติด ข้อเสนอแนะแนวทางการจัดท าหลักสูตรในการวิจัยครั้งต่อไป จากผลการวิจัย สามารถสรุปข้อเสนอแนะแนวทางการจัดทำ หลักสูตรการอบรมเพื่อป้องกัน การกลับไปกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในดคีการเสพยาเสพติดได้ว่า ควรจัดทำหลักสูตรเพื่อลด ลักษณะความหุนหันพลันแล่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของตัวแปรบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมเป็นลำดับแรก เนื่องจากความหุนหันพลันแล่นเป็นลักษณะที่เด่นชัดที่สุดและสามารถจัดกระทำได้ และผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน ทั้งนี้ เนื้อหาภายในหลักสูตรที่มุ่งเน้นการลดความหุนหันพลันแล่นของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพ ยาเสพติดควรเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความสามารถในการควบคุมตนเอง การส่งเสริมทักษะการคิดและวางแผน ล่วงหน้า และการรู้จักอดทนรอสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต (Delay of gratification) นอกจากนั้น ควรสอดแทรก เนื้อหาด้านความหวังด้วย เพื่อให้ความหวังช่วยส่งผ่านหรือกระตุ้นให้ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพ ยาเสพติดที่มีความหุนหันพลันแล่นลดลง มีระดับการกระทำผิดซ้ำลดลง เนื้อหาหลักสูตรด้านความหวังต้อง ส่งเสริมทั้งด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย เช่น การช่วยให้ผู้พ้นโทษเห็นคุณค่าของ ตนเอง ส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผล ควบคู่กับด้านการวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย เช่น การเสริมทักษะการเผชิญปัญหา การรับมือกับความกดดัน การวางแผนทางการเงินด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อสามารถลดระดับความหุนหันพลันแล่นลงได้แล้ว ยังสามารถเพิ่มเติมเนื้อหา ด้านองค์ประกอบอื่น ๆ ของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมได้ด้วย เช่น 1) ด้านบุคลิกภาพแบบหลงตนเอง โดยการสร้างหลักสูตรการอบรมเพื่อให้เกิดการยอมรับตนเอง รับรู้ตนเองตามความเป็นจริง รับรู้ว่าสถานการณ์ ใดบ้างที่จะนำไปสู่อารมณ์และพฤติกรรมทางลบ และวิธีการใดที่จะช่วยให้สามารถควบคุมสติได้ในสถานการณ์ เหล่านั้น และ 2) ด้านความใจดำ-ไร้ความรู้สึก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอบรมควรส่งเสริมให้เกิดความเห็นอก เห็นใจ (Empathy) เข้าใจมุมมองของผู้อื่น และสร้างการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 135 ลำดับต่อมา ควรพัฒนาหลักสูตรด้านการเพิ่มระดับความรู้สึกผิด โดยมุ่งเน้นความรู้สึกผิดที่มีต่อ การกระทำของตนเอง คือ การสร้างความตระหนักว่า การเสพและค้ายาเสพติดเป็นพฤติกรรมที่ละเมิด บรรทัดฐานของสังคม นอกจากนั้น อาจมีเนื้อหาหลักสูตรที่สอดแทรกเนื้อหาด้านศีลธรรม การรู้จักแยกแยะ ผิด ชอบ ชั่ว ดี เพื่อให้เกิดการควบคุมพฤติกรรมจากภายในตน ประเด็นลักษณะส่วนบุคคลของผู้เข้ารับการอบรม ลักษณะส่วนบุคคลของผู้เข้ารับการอบรมเป็นประเด็นที่ควรนำไปพิจารณาในการส ร้างห ลักสูตร การอบรม โดยหลักสูตรการอบรมที่จัดขึ้นควรตอบสนองต่อความแตกต่างหลากหลายของบุคคลทั้งในด้าน บุคลิกภาพ อายุ ศาสนา และความต้องการที่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น ด้านบุคลิกภาพ ระหว่างผู้ที่มี บุคลิกภาพแบบแสดงตัว (Extrovert) ชอบพบปะผู้คนและเข้าสังคม อาจเหมาะกับกิจกรรมกลุ่มที่ได้ แลกเปลี่ยนกับคนที่แตกต่างหลากหลาย ในทิศทางตรงกันข้าม ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว ( Introvert) ชอบความสันโดษ อาจเหมาะกับกิจกรรมที่เป็นส่วนตัวมากกว่า เช่น การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวหรือแบบ กลุ่มขนาดเล็ก การทำสมาธิ ดังตัวอย่าง คุณใจ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี จากการสัมภาษณ์มีลักษณะบุคลิกภาพ ที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพแบบแสดงตัว คือ เป็นคนรักเพื่อน รักสนุก เสนอว่าอยากให้มีกิจกรรมรูปแบบ สันทนาการ “อยากให้เพิ่มกิจกรรมแนวผ่อนคลาย กิจกรรมเฮฮา เช่น ร้องเพลงหรือคอนเสิร์ต” ส่วนคุณโบว์ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี จากการสัมภาษณ์มีลักษณะบุคลิกภาพที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพแบบเก็บตัว คือ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ชอบอยู่เงียบ ๆ กล่าวว่าชื่นชอบกิจกรรมสวดมนต์นั่งสมาธิเพื่อคลายความเครียด “กิจกรรมสวดมนต์นั่งสมาธิในเรือนจำเป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้ผู้ต้องขังคลายเครียด หากไม่ได้สวดมนต์จะเครียดและ นอนไม่หลับ” ด้านความต้องการ ผู้พ้นโทษบางคนที่มีความพร้อมในด้านการสนับสนุนจากครอบครัวและการเงิน แต่จิตใจยังไม่เข้มแข็งหรือมีลักษณะคล้อยตามผู้อื่นได้ง่าย หลักสูตรการอบรมที่ได้รับอาจเน้นไปที่ก ารป รับ ทัศนคติและส่งเสริมความเข้มแข็งของจิตใจ ในขณะที่ผู้ที่มีความพร้อมในด้านของจิตใจ มุ่งมั่นแน่วแน่ แต่ยัง ขาดความรู้และทักษะอาชีพ หลักสูตรการอบรมที่ได้รับอาจเน้นไปที่การพัฒนาทักษะอาชีพ การวางแผนชีวิต อาชีพ และการเงิน นอกจากการมีรูปแบบกิจกรรมการอบรมที่หลากหลายสามารถตอบสนองต่อความแตกต่างของ ลักษณะส่วนบุคคลได้แล้ว ควรเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เป็นผู้เลือกโปรแกรมหรือรูปแบบกิจกรรมที่ ตนสนใจ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการบังคับหรือฝืนความรู้สึกด้วย


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 136 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ประเด็นอื่น ๆ ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจช่วยส่งเสริมให้การอบรมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาจขึ้นอยู่กับบทบาทและ ความร่วมมือของผู้มีอำนาจในการสนับสนุน บุคลากรของเรือนจำ/ทัณฑสถาน และผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อม สำหรับการปฏิบัติงาน ดังนั้น จึงอาจจัดให้มีหลักสูตรการอบรมหรือพัฒนาบุคลากรควบคู่กันไปด้วย เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและการพัฒนาอย่างเป็นระบบ


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 137 รายการอ้างอิง ภาษาไทย กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน. (2557). รายงานสถิติคดี ประจำปี พ.ศ. 2557. กาญจนา คุณารักษ์. (2555). การพัฒนารูปแบบป้องกันการกระทำผิดซ้ำเกี่ยวกับยาเสพติด : กรณีศึกษาสถาน พินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน. (ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต), มหาวิทยาลัยศิลปากร. กิตติยาภรณ์ โชคสวัสดิ์ภิญโญ, และ ปิติพงศ์ ภูครองหิน. (2553). การศึกษาเส้นทางเข้าสู่การเป็นผู้เสพและ การเป็นผู้จำหน่ายยาบ้าของผู้รับบำบัดหญิง :กรณีศึกษา ศูนย์บำบัดและฟื้นฟูยาเสพติดกองบินที่ 23, จังหวัดอุดรธานี, ประเทศไทย. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส). กิตติวงค์ สาสวด, และ ปรีชา ดิลกวุฒิสิทธิ์. (2559). การพัฒนารูปแบบการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพ ติด ในกลุ่มเด็กและเยาวชนในเขตพื้นที่เทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารชุมชนวิจัย, 10(1), 116-124. คเณศ จุลสุคนธ์, และ วิมล เหมือนคิด. (2555). ความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและการเป็น สมาชิกกลุ่มไม่เป็นทางการกับประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน. วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลกรุงเทพ, 6(2). 52-65. จิดาภา พวงเพ็ชร. (2541). บุคลิกภาพของผู้เสพยาบ้าที่มารับการรักษา ณ ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่. (ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. จิรา สง่าพันธ์. (2549). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังชายคดีที่เกี่ยวข้องกับยาบ้า : ศึกษาเฉพาะกรณีผู้ต้องขังทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยา. (ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (จิตวิทยาชุมชน)), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. จิรุจจ์ พรหโมบล (2530). ปัจจัยทางสังคมที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมาเสพยาเสพติดให้โทษ : ศึกษา เปรียบเทียบเฉพาะกรณีผู้ต้องขังในเรือนจำทัณฑสถานบำบัดพิเศษบางเขน กรุงเทพมหานคร. (ปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ชญาณ์นันท์ บวรสมสฤษดิ์. (2553). ปัจจัยในการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัณฑสถานบำบัด พิเศษสงขลา. (ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนามนุษย์และสังคม)), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ชัยพร บุญเจริญ. (2541). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระทำความผิดของผู้ต้องขังหญิงที่เป็นผู้ใช้แรงงาน : ศึกษา เฉพาะกรณีเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการ. (ปริญญาสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัย หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. ฐิตวี แก้วพรสวรรค์, และ เบญจพร ตันตสูติ. (2555). การศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่ เกี่ยวข้องในเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในกรุงเทพมหานคร. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศ ไทย, 57(4), 395-402. ฐิติรัตน์ วิชัยดิษฐ์. (2549). ผู้หญิงกับการเมือง : ศึกษากรณีปัจจัยต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง. (ปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 138 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ณัฎฐิณี ทองเรือง. (2555). ภาวะผู้นำกับผลการปฏิบัติงานของทีมในผู้ต้องขังโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน กรณีศึกษาเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง สังกัดเรือนจำจังหวัดชัยนาท. (วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต), สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. ณัฐพล สุวรรณวงค์. (2556). ปัจจัยที่มีผลต่อการเสพยาเสพติด (ยาบ้า) ของผู้ต้องขังชายที่มีอาชีพทำการ ประมงในเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร. (ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม)), มหาวิทยาลัยมหิดล. ธราเทพ โอชารส, สุณี สาธิตานันต์, และ รังสรรค์ สิงหเลิศ. (2554). รูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหายา เสพติด โดยวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม : กรณีศึกษาเทศบาลตำบลคำบง อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 5(2), 73-85. ธาตรี สงวนถ้อย. (2556). ความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้กระผิดคดียาเสพติด เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช. (รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธาราวัฒน์ ชนารัตน์. (2549). เจตคติต่อการต้านภัยยาเสพติดของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนไผทอุดมศึกษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร. (ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ธำรง ทัศนาญชลี, ขนิษฐา บำเพ็ญผล, และ สาลิกา โค้วบุญงาม. (2530). ปัญหาสุขภาพจิตผู้ต้องขัง : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. นพรัตน์ หมอกมืด. (2556). การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติดกรณีศึกษา : เรือนจำพิเศษพัทยา. (รัฐ ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยบูรพา. นิภาพร รุจิพิพัฒน์กุล. (2549). อิทธิพลของความหลงตนเองและความใกล้ชิดสนิทสนม ต่อความเต็มใจที่จะ เสียสละและความพึงพอใจในความสัมพันธ์. (ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิศากร อุบลสุวรรณ. (2557). การกระทำผิดซ้ำคดียาเสพติดของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช. (ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนามนุษย์และสังคม)), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. นุชนาฏ มุกุระ. (2554). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดของผู้ต้องขังเรือนจำกลาง เชียงใหม่. (ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ประธาน รัชตจำรูญ. (2544). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกแสวงหาสิ่งตื่นเต้นเร้าใจ กับการติดสารแอมแฟ ตามีน ของวัยรุ่นในเขตกรุงเทพมหานคร. (ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประภาพร ชวาฤทธิ์. (2558). ลักษณะคำตอบรอร์ชาคในผู้ต้องขังคดีความผิดเกี่ยวกับยาบ้า. (วิทยาศาสตร มหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ประภาพิมพ์ ลิปตพัลลภ. (2558). ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมต่อความพึง พอใจในภาพลักษณ์ทางร่างกาย การประเมินตนเองเสมือนวัตถุ และความเมตตากรุณาต่อตนเองในสตรี วัยรุ่นไทย. (ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 139 พลอยชมพู อัตศรัณย์. (2555). ความสัมพันธ์ระหว่างการเห็นคุณค่าในตนเอง ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ค่า ดัชนีมวลกาย การประเมินตนเสมือนวัตถุ และความพึงพอใจในภาพลักษณ์ทางร่างกายในสตรีวัยรุ่น. (ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เพชราภรณ์ หิรัญบูรณะ. (2543). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดคดียาบ้าในชายวัยทำงาน : ศึกษา เฉพาะกรณีผู้ต้องขังในทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง. (ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์)), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ไพลินฆฤน บุญรอด. (2556). การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนคดียาเสพติดในจังหวัดภาคเหนือตอนบนไม่ให้ กระทำความผิดซ้ำ. (ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. มทูร พูลสวัสดิ์, ไมตรี จันทรา, และ นพรัตน์ ชัยเรือง. (2555). แนวทางการปฏิบัติที่เป็นเลิศในการป้องกัน แก้ไขปัญหายาเสพติดของสถานศึกษา : กรณีศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดพัทลุง. วารสารนาคบุตร ปริทรรศน์, 4(2), 41-57. มานพ คณะโต. (2557). การศึกษาประสิทธิผลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติดในรูปแบบ ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม :สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด. เยาวมาลย์ พลรักษา. (2546). กระบวนการเข้าไปมีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดคดียาเสพติดให้โทษ : ศึกษา เฉพาะกรณี นักโทษเด็ดขาดเรือนจำกลางนครปฐม. (ปริญญาสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. รังสิรัศม์ วงศ์อุปราช, พีร วงศ์อุปราช, และ อุไรรัตน์ แย้มชุติ. (2558). แนวทางการพัฒนาโครงการป้องกัน แก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยธนบุรี, 9(19), 76-93. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมศัพท์จิตวิทยา. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. รุจิรัชช์ญานันท์ ชัยแก้ว, และ อุนิษา เลิศโตมรสกุล. (2554). ทฤษฎีการเลียนแบบกับพฤติกรรมการปาหิน. วารสารวิทยบริการ, 22(3), 119-129. วนัญญา แก้วแก้วปาน. (2551). พฤติกรรมอาชญากรรมกับประวัติการใช้ยาเสพติดของเยาวชนในสถานฝึกและ อบรมเด็กและเยาวชน (บ้านกรุณา). (ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วนัญญา แก้วแก้วปาน. (2560). สัมพันธภาพครอบครัวกับปัญหาการกระทำความผิดในวัยรุ่น. Veridian E-Journal, 10(1), 361-371. วรรณวิมล คงวิชัย. (2555). ปัจจัยทางด้านความผูกพันทางสังคมที่มีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด : กรณีศึกษาผู้ต้องขังชายชาวมุสลิมในชายแดนใต้. (ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (อาชญา วิทยาและงานยุติธรรม)), มหาวิทยาลัยมหิดล. วรรณวิมล คงวิชัย. (2556). ปัจจัยทางด้านความผูกพันทางสังคมที่มีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด : กรณีศึกษาผู้ต้องขังชายชาวมุสลิมในชายแดนใต้. วารสารวิทยบริการ, 24(2), 61-73.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 140 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด วราภรณ์ มั่งคั่ง, จินตนา วัชรสินธุ์, และ วรรณี เดียวอิศเรศ. (2559). ปัจจัยครอบครัวที่มีผลต่อการใช้ยาเสพติด ของวัยรุ่นชายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนแห่งหนึ่ง. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา, 11(2), 53-63. วิภา ด่านธำรงกูล. (2532). ความรู้และทัศนคติต่อการติดสารเสพติดและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องของเด็กและ เยาวชนที่ต้องโทษ : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิมลวรรณ ปัญญาว่อง, กนกรัตน์ สุขะตุงคะ, และ กอบหทัย คุณารักษ์. (2551). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ กระทำผิดซ้ำของเยาวชนผู้กระทำผิด. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, 53(3), 271-283. วิมลสิริ บุญโญปกรณ์, และ ปองสิน วิเศษศิริ. (2557). การดำเนินงานตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติดสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในกรุงเทพมหานครไปสู่การปฏิบัติ. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา, 9(3), 1-12. ศิริณา สมนึก. (2547). การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่. (ปริญญาศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เศรษฐกิจ จันทศร. (2557). มาตรการทางกฎหมายเพื่อการป้องกันการกระทำความผิดทางอาญาซ้ำ : ศึกษา คดียาเสพติด. (ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สมบูรณ์ เตชะวงศ์. (2545). การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติด : ศึกษาเฉพาะกรณีผู้ต้องขังทัณฑสถาน บำบัดพิเศษกลาง. (ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สิริทธรา สายบุญตั้ง. (2553). ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3. (ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์. สุธรรม ชาญสุวิทยานันท์. (2556). ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดให้โทษ กรณีศึกษาสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการ. สำนัก ปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ. สุรศักดิ์ โควสุภัทร์. (2541). ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสพยาเสพติดของผู้ต้องขังชายในเรือนจำ จังหวัดหนองคายก่อนเข้าเรือนจำ. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 7(1), 126-131. สุรินทร์ ชาวศรีทอง. (2539). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกระทำความผิดของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถาน หญิงกลาง. (ปริญญาสังคมศาสตรมหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม)), มหาวิทยาลัยมหิดล. สุวรรณา ใจคล่องแคล่ว. (2546). สาเหตุการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษธนบุรี. (ปริญญาศิลป ศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารงานยุติธรรม)), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สุวิจักขณ์ โฉมวงษ์. (2542). มูลเหตุจูงใจในการเสพยาบ้า : กรณีศึกษาเฉพาะผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัด ศรีสะเกษ. (สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. โสฬส สุวรรณโฉม. (2558). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำ พิเศษพัทยา จังหวัดชลบุรี. (ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยบูรพา.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 141 อภิรัฐ ถนอมสิงห์. (2542). ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับยาเสพติด ประเภทยาบ้าในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง. (ปริญญาสังคมวิทยามหาบัณฑิต), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อรพินทร์ ชูชม, สุภาพร ธนะชานันท์, และ ทัศนา ทองภักดี. (2555). ปัจจัยเชิงเหตุและผลของภูมิคุ้มกันทาง จิตของเยาวชน. วารสารพฤติกรรมศาสตร์, 18(2), 1-15. อ้อมฤดี วีระกะลัส, และ ธีรพัฒน์ วงศ์คุ้มสิน. (2555). ต้นทุนชีวิต ทักษะทางสังคม การมองโลกในแง่ดี และ ความเข้มแข็งในการมองโลกของเยาวชนชายที่ถูกคุมความประพฤติของสำนักงานคุมประพฤติในสังกัด กรุงเทพมหานคร. วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 38(2), 179-195. อังสนา ฉายศิริ. (2543). ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ. (ปริญญาสังคมศาสตรมหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม)), มหาวิทยาลัยมหิดล. อัญชลิดา ดีพรม. (2551). พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาบ้าของผู้ต้องขังหญิง : กรณีศึกษาทัณฑสถานหญิงชลบุรี. (ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยบูรพา. อาภาศิริ สุวรรณานนท์, ชาติชาย มหาคีตะ, กันณวัน ฟิลลิปส์, และ สุจิตรา ฉายปัญญา. (2556). การวิจัยเพื่อ ศึกษารูปแบบการดำเนินงานด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติด. ภาษาอังกฤษ Ajzen, I. (1988). Attitudes, personality, and behavior. Chicago: Dorsey Press. Bailey, T. C., Eng, W., Frisch, M. B., & Snyder, C. (2007). Hope and optimism as related to life satisfaction. The Journal of Positive Psychology, 2(3), 168-175. Bandura, A. (1985). Model of causality in social learning theory (I. M. J. M. A. Freeman Ed.): Springer, Boston, MA. Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control: Macmillan. Banks, D., & Gottfredson, D. C. (2004). Participation in drug treatment court and time to rearrest. Justice Quarterly, 21(3), 637-658. Barlow, M. R., Turow, R. E. G., & Gerhart, J. (2017). Trauma appraisals, emotion regulation difficulties, and self-compassion predict posttraumatic stress symptoms following childhood abuse. Child abuse & neglect, 65, 37-47. Barry, C. T., Loflin, D. C., & Doucette, H. (2015). Adolescent self-compassion: Associations with narcissism, self-esteem, aggression, and internalizing symptoms in at-risk males. Personality and Individual Differences, 77, 118-123.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 142 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด Baumeister, & Bushman, B. J. (2003). Emotions and Aggressiveness International Handbook of Violence Research (pp. 479-493). Dordrecht: Springer Netherlands. Baumeister, Smart, L., & Boden, J. M. (1996). Relation of threatened egotism to violence and aggression: The dark side of high self-esteem. Psychological review, 103(1), 5-33. Bedford, O. A. (2004). The individual experience of guilt and shame in chinese culture. Culture & Psychology, 10(1), 29-52. Benda, B. B. (2005). Gender differences in life-course theory of recidivism: A survival analysis. International Journal of Offender Therapy and Comparative Criminology, 49(3), 325-342. Blair, R. J. R., Budhani, S., Colledge, E., & Scott, S. (2005). Deafness to fear in boys with psychopathic tendencies. Journal of Child Psychology and Psychiatry, 46(3), 327-336. Bornstein, R. F. (2001). Dependent personality. The Disorders, 169-176. Breines, J. G., & Chen, S. (2012). Self-compassion increases self-improvement motivation. Personality and Social Psychology Bulletin, 38(9), 1133-1143. Brooks, M., Kay-Lambkin, F., Bowman, J., & Childs, S. (2012). Self-compassion amongst clients with problematic alcohol use. Mindfulness, 3(4), 308-317. Burnett, R., & Maruna, S. (2004). So ‘prison works’, does it? The criminal careers of 130 men released from prison under home secretary, Michael Howard. The Howard Journal of Crime and Justice, 43(4), 390-404. Butorac, K., & Gracin, D. (2017). The challenges in reducing criminal recidivism. Public security and public order. 18, 150-131. Chiang, S. C., Chan, H. Y., Chen, C. H., Sun, H. J., Chang, H. J., Chen, W. J., . . . Chen, C.-K. (2006). Recidivism among male subjects incarcerated for illicit drug use in taiwan. Psychiatry and clinical neurosciences, 60(4), 444-451. Chun, S., Harris, A., Carrion, M., Rojas, E., Stark, S., Lejuez, C., . . . Bornovalova, M. A. (2017). A psychometric investigation of gender differences and common processes across borderline and antisocial personality disorders. Journal of Abnormal Psychology, 126(1), 76-88. Cohen, T. R., Panter, A., & Turan, N. (2012). Guilt proneness and moral character. Current Directions in Psychological Science, 21(5), 355-359. Cohen, T. R., Panter, A. T., Turan, N., Morse, L., & Kim, Y. (2014). Moral character in the workplace. Journal of personality and social psychology, 107(5), 943-963.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 143 Cohen, T. R., Wolf, S. T., Panter, A. T., & Insko, C. A. (2011). Introducing the GASP scale: A new measure of guilt and shame proneness. Journal of Personality and Social Psychology, 100(5), 947. Coolidge, F. L., Marle, P. D., Van Horn, S. A., & Segal, D. L. (2011). Clinical syndromes, personality disorders, and neurocognitive differences in male and female inmates. Behavioral sciences & the law, 29(5), 741-751. Cotton Bronk, K., Hill, P. L., Lapsley, D. K., Talib, T. L., & Finch, H. (2009). Purpose, hope, and life satisfaction in three age groups. The Journal of Positive Psychology, 4(6), 500-510. Cunningham, M. D., & Reidy, T. J. (1998). Antisocial personality disorder and psychopathy: Diagnostic dilemmas in classifying patterns of antisocial behavior in sentencing evaluations. Behavioral sciences & the law, 16(3), 333-351. Cunningham, M. D., & Reidy, T. J. (2002). Violence risk assessment at federal capital sentencing: Individualization, generalization, relevance, and scientific standards. Criminal Justice and Behavior, 29(5), 512-537. Cunningham, M. D., Reidy, T. J., & Sorensen, J. R. (2008). Assertions of “future dangerousness” at federal capital sentencing: Rates and correlates of subsequent prison misconduct and violence. Law and human behavior, 32(1), 46-63. Cunningham, M. D., & Sorensen, J. R. (2007). Predictive factors for violent misconduct in close custody. The Prison Journal, 87(2), 241-253. Dearing, R. L., Stuewig, J., & Tangney, J. P. (2005). On the importance of distinguishing shame from guilt: Relations to problematic alcohol and drug use. Addictive behaviors, 30(7), 1392-1404. DeShong, H. L., & Kurtz, J. E. (2013). Four factors of impulsivity differentiate antisocial and borderline personality disorders. Journal of personality disorders, 27(2), 144-156. Duwe, G., & Rocque, M. (2016). A Jack of all trades but a master of none? Evaluating the performance of the level of service inventory-revised (LSI-R) in the assessment of risk and need. Corrections, 1(2), 81-106. Edens, J. F., Kelley, S. E., Lilienfeld, S. O., Skeem, J. L., & Douglas, K. S. (2015). DSM-5 antisocial personality disorder: Predictive validity in a prison sample. Law and human behavior, 39(2), 123. Elison, J., Garofalo, C., & Velotti, P. (2014a). Shame and aggression: Theoretical considerations. Aggression and Violent Behavior, 19(4), 447-453.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 144 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด Erikson, E. H. (1968). Identity youth and crisis. United States of America: W.W.Norton and Company. Falkenbach, D. M., Poythress, N. G., & Heide, K. M. (2003). Psychopathic features in a juvenile diversion population: Reliability and predictive validity of two self-report measures. Behavioral sciences & the law, 21(6), 787-805. Fazel, S., & Wolf, A. (2015). A systematic review of criminal recidivism rates worldwide: Current difficulties and recommendations for best practice. PloS one, 10(6), 1-8. Fergus, T. A., Valentiner, D. P., McGrath, P. B., & Jencius, S. (2010). Shame-and guiltproneness: Relationships with anxiety disorder symptoms in a clinical sample. Journal of anxiety disorders, 24(8), 811-815. Festinger, L. (1962). A Theory of Cognitive Dissonance. Stanford, California: Stanford University Press. Fletcher, J. B., & Reback, C. J. (2013). Antisocial personality disorder predicts methamphetamine treatment outcomes in homeless, substance-dependent men who have sex with men. Journal of substance abuse treatment, 45(3), 266-272. Fortman, T. L. (2011). A longitudinal study of the stability of hope in late adolescence. The Ohio State University. Frick, P. J., & Hare, R. D. (2001). Antisocial process screening device: APSD: Multi-Health Systems Toronto. Fridell, M., Hesse, M., Jæger, M. M., & Kühlhorn, E. (2008). Antisocial personality disorder as a predictor of criminal behaviour in a longitudinal study of a cohort of abusers of several classes of drugs: Relation to type of substance and type of crime. Addictive behaviors, 33(6), 799-811. Gendreau, P., Goggin, C., & Smith, P. (2002). Is the PCL-R really the “unparalleled” measure of offender risk? A lesson in knowledge cumulation. Criminal Justice and Behavior, 29(4), 397-426. Gendreau, P., Little, T., & Goggin, C. (1996). A meta-analysis of the predictors of adult offender recidivism: What works! Criminology, 34(4), 575-608. Gilbert, P., & Irons, C. (2009). Shame, self-criticism, and self-compassion in adolescence. Adolescent emotional development and the emergence of depressive disorders, 195-214.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 145 Gunter, T. D., Arndt, S., Wenman, G., Allen, J., Loveless, P., Sieleni, B., & Black, D. W. (2008). Frequency of mental and addictive disorders among 320 men and women entering the Iowa prison system: Use of the MINI-Plus. Journal of the American Academy of Psychiatry and the Law Online, 36(1), 27-34. Hahn, A. M., Simons, R. M., & Hahn, C. K. (2016). Five factors of impulsivity: Unique pathways to borderline and antisocial personality features and subsequent alcohol problems. Personality and Individual Differences, 99, 313-319. Hair, J. F., Black, w. C., Babin, B. J., & Anderson, R. E. (2010). Multivariate data analysis (7 ed.). Upper Saddle River, NJ: Pearson Education. Halim, M. A., & Sabri, F. (2013). Relationship between defense mechanisms and coping styles among relapsing addicts. Procedia-Social and Behavioral Sciences, 84, 1829-1837. Hanson, R. K., & Tangney, J. P. (1995). The Test of Self-Conscious Affect-Socially Deviant Populations (TOSCA-SD): Corrections Research, Department of the Solicitor General of Canada, Ottawa. Hare, R. D. (2003a). The Hare Psychopathy Checklist–Revised. Toronto: Multi-Health System. Hare, R. D. (2003b). The psychopathy checklist–Revised. Toronto, ON. Hare, R. D., Hart, S. D., & Harpur, T. J. (1991). Psychopathy and the DSM-IV criteria for antisocial personality disorder. Journal of Abnormal Psychology, 100(3), 391-398. Harter, S. (1993). Causes and consequences of low self-esteem in children and adolescents. In R. F. Baumeister (Ed.), Self-esteem: The puzzle of low self-regard (pp. 87-116). Boston, MA: Springer US. Hasin, D., Fenton, M. C., Skodol, A., Krueger, R., Keyes, K., Geier, T., . . . Grant, B. (2011). Personality disorders and the 3-year course of alcohol, drug, and nicotine use disorders. Archives of general psychiatry, 68(11), 1158-1167. Hequembourg, A. L., & Dearing, R. L. (2013). Exploring shame, guilt, and risky substance use among sexual minority men and women. Journal of Homosexuality, 60(4), 615-638. doi: 10.1080/00918369.2013.760365 Hollis-Walker, L., & Colosimo, K. (2011). Mindfulness, self-compassion, and happiness in nonmeditators: A theoretical and empirical examination. Personality and Individual Differences, 50(2), 222-227. Hosser, D., Windzio, M., & Greve, W. (2008). Guilt and shame as predictors of recidivism a longitudinal study with young prisoners. Criminal Justice and Behavior, 35(1), 138-152.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 146 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด House, S. J., Laan, J. M., Molden, R. K., Ritchie, J. C., & Stowe, Z. N. (2017). Preliminary study of testosterone and empathy in determining recidivism and antisocial behavior. Journal of forensic sciences, 62(5), 1360-1365. Huebner, B. M., DeJong, C., & Cobbina, J. (2010). Women coming home: Long-term patterns of recidivism. Justice Quarterly, 27(2), 225-254. Játiva, R., & Cerezo, M. A. (2014). The mediating role of self-compassion in the relationship between victimization and psychological maladjustment in a sample of adolescents. Child abuse & neglect, 38(7), 1180-1190. Kelly, Zuroff, D. C., Foa, C. L., & Gilbert, P. (2010). Who benefits from training in selfcompassionate self-regulation? A study of smoking reduction. Journal of Social and Clinical Psychology, 29(7), 727-755. Kelly, C. E., & Welsh, W. N. (2008). The predictive validity of the level of service inventoryrevised for drug-involved offenders. Criminal Justice and Behavior, 35(7), 819-831. Larsen, R. J., & Buss, D. M. (2012). Personality Psychology: Domain of knowledge about human nature: McGraw-Hill Education. Law, F. M., & Guo, G. J. (2012). Hope and recovery from substance abuse for female drug offenders in Taiwan. International Journal of Offender Therapy and Comparative Criminology, 56(8), 1258-1282. Leadbeater, B. J., Kuperminc, G. P., Blatt, S. J., & Hertzog, C. (1999). A multivariate model of gender differences in adolescents' internalizing and externalizing problems. Developmental psychology, 35(5), 1268-1282. Leary, M. R., Tambor, E. S., Terdal, S. K., & Downs, D. L. (1995). Self-Esteem as an Interpersonal Monitor: The Sociometer Hypothesis. Journal of Personality and Social Psychology, 68(3), 518-530. Lee, P. C. B. (2004). Social support and leaving intention among computer professionals. Information & Management, 41(3), 323–334. Lee, S. A., & Gibbons, J. A. (2017). The Dark triad and compassion: Psychopathy and narcissism's unique connections to observed suffering. Personality and Individual Differences, 116, 336-342. Leith, K. P., & Baumeister, R. F. (1998). Empathy, shame, guilt, and narratives of interpersonal conflicts: Guilt-prone people are better at perspective taking. Journal of personality,66(1), 1-37.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 147 Leskela, J., Dieperink, M., & Thuras, P. (2002). Shame and posttraumatic stress disorder. Journal of Traumatic Stress, 15(3), 223-226. Lewis, H. B. (1971). Shame and guilt in neurosis. Psychoanalytic review, 58(3), 419-438. Long, E., Aggen, S., Neale, M., Knudsen, G., Krueger, R., South, S., . . . Torvik, F. (2017). The association between personality disorders with alcohol use and misuse: A populationbased twin study. Drug and alcohol dependence, 174, 171-180. Lovell, D., Gagliardi, G. J., & Peterson, P. D. (2022). Recidivism and use of services among persons with mental illness after release from prison. Psychiatric services, 53(10), 1290- 1296. Maheux, A., & Price, M. (2016). The indirect effect of social support on post-trauma psychopathology via self-compassion. Personality and Individual Differences, 88, 102-107. Maltz, M. D. (1984). Recidivism: Academic Press. Marsh, A. A., Finger, E. C., Mitchell, D. G., Reid, M. E., Sims, C., Kosson, D. S., . . . Blair, R. (2008). Reduced amygdala response to fearful expressions in children and adolescents with callous-unemotional traits and disruptive behavior disorders. American Journal of Psychiatry, 165(6), 712-720. Martin, K., & Stermac, L. (2010). Measuring hope: Is hope related to criminal behaviour in offenders? International Journal of Offender Therapy and Comparative Criminology, 54(5), 693-705. Mathis, G. M., Ferrari, J. R., Groh, D. R., & Jason, L. A. (2009). Hope and substance abuse recovery: The impact of agency and pathways within an abstinent communal-living setting. Journal of groups in addiction & recovery, 4(1-2), 42-50. doi: 10.1080/15560350802712389 McCoy, L. A., & Miller, H. A. (2013). Comparing gender across risk and recidivism in nonviolent offenders. Women & Criminal Justice, 23(2), 143-162. Merton, R. K. (1948). The Self-Fulfilling Prophecy. The Antioch Review, 8(2), 193-210. Mir, J., Kastner, S., Priebe, S., Konrad, N., Ströhle, A., & Mundt, A. P. (2015). Treating substance abuse is not enough: Comorbidities in consecutively admitted female prisoners. Addictive behaviors, 46, 25-30. Miron, L. R., Orcutt, H. K., Hannan, S. M., & Thompson, K. L. (2014). Childhood abuse and problematic alcohol use in college females: The role of self-compassion. Self and identity, 13(3), 364-379.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 148 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด Mitchell, O., MacKenzie, D., & Wilson, D. (2012). The effectiveness of incarceration-based drug treatment on criminal behavior: A systematic review. Campbell Systematic Reviews, 8(18), 1891-1803. Montebarocci, O., Surcinelli, P., Baldaro, B., Trombini, E., & Rossi, N. (2004). Narcissism versus proness to shame and guilt. Psychological Reports, 94, 883-887. Morey. (1991). Personality assessment inventory (PAI): Wiley Online Library. Morey. (2007). Personality assessment inventory (PAI): Professional manual: PAR (Psychological Assessment Resources). Morley. (2015). Violent criminality and self-compassion. Aggression and Violent Behavior, 24, 226-240. Morley, Terranova, V. A., Cunningham, S. N., & Kraft, G. (2016). Self-compassion and predictors of criminality. Journal of Aggression, Maltreatment & Trauma, 25(5), 503-517. Mosewich, A. D., Kowalski, K. C., Sabiston, C. M., Sedgwick, W. A., & Tracy, J. L. (2011). Selfcompassion: A potential resource for young women athletes. Journal of sport and exercise psychology, 33(1), 103-123. Munoz, L. C., & Frick, P. J. (2007). The reliability, stability, and predictive utility of the selfreport version of the antisocial process screening device. Scandinavian journal of psychology, 48(4), 299-312. Neff, K. D. (2003a). The development and validation of a scale to measure self-compassion. Self and identity, 2(3), 223-250. Neff, K. D. (2003b). Self-compassion: An alternative conceptualization of a healthy attitude toward oneself. Self and identity, 2(2), 85-101. Neff, K. D., & Faso, D. J. (2015). Self-compassion and well-being in parents of children with autism. Mindfulness, 6(4), 938-947. Neff, K. D., Hsieh, Y.-P., & Dejitterat, K. (2005). Self-compassion, achievement goals, and coping with academic failure. Self and identity, 4(3), 263-287. Neff, K. D., Kirkpatrick, K. L., & Rude, S. S. (2007). Self-compassion and adaptive psychological functioning. Journal of research in personality, 41(1), 139-154. Neff, K. D., Pisitsungkagarn, K., & Hsieh, Y. (2008). Self-compassion and self-construal in the United States, Thailand, and Taiwan. Journal of Cross-Cultural Psychology, 39(3), 267-285. Neff, K. D., & Vonk, R. (2009). Self-compassion versus global self-esteem: Two different ways of relating to oneself. Journal of personality, 77(1), 23-50.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 149 Nentjes, L., Bernstein, D. P., Cima, M., & Wiers, R. W. (2017). Implicit vs. explicit dimensions of guilt and dominance in criminal psychopathy. International journal of law and psychiatry, 52, 35-43. Niedenthal, P. M., Tangney, J. P., & Gavanski, I. (1994). " If only I weren't" versus" If only I hadn't": Distinguishing shame and guilt in conterfactual thinking. Journal of personality and social psychology, 67(4), 585. Nolen-Hoeksema, S., Fredrickson, B., Loftus, G. R., & Lutz, C. (2014). Atkinson & Hilgard's Introduction to psychology: Cengage Learning EMEA. Nolen-Hoeksema, S., Larson, J., & Grayson, C. (1999). Explaining the gender difference in depressive symptoms. Journal of personality and social psychology, 77(5), 1061-1072. Olthof, T. (2012). Anticipated feelings of guilt and shame as predictors of early adolescents' antisocial and prosocial interpersonal behaviour. European Journal of Developmental Psychology, 9(3), 371-388. Olver, M. E., & Wong, S. C. (2015). Short-and long-term recidivism prediction of the PCL-R and the effects of age: A 24-year follow-up. Personality Disorders: Theory, Research, and Treatment, 6(1), 97. Park, N., Peterson, C., & Seligman, M. E. (2004). Strengths of character and well-being: A closer look at hope and modesty. Journal of Social and Clinical Psychology, 23(5), 628- 634. Pedersen, W. (1991). Mental health, sensation seeking and drug use patterns: A longitudinal study. British Joumal of Addiction, 86(2), 195-204. Raes, F., Pommier, E., Neff, K. D., & Van Gucht, D. (2011). Construction and factorial validation of a short form of the self‐compassion scale. Clinical psychology & psychotherapy, 18(3), 250-255. Rainforth, M. V., Alexander, C. N., & Cavanaugh, K. L. (2003). Effects of the transcendental meditation program on recidivism among former inmates of folsom prison: Survival analysis of 15-year follow-up data. Journal of Offender Rehabilitation, 36(1-4), 181-203. Rajandram, R. K., Ho, S. M., Samman, N., Chan, N., McGrath, C., & Zwahlen, R. A. (2011). Interaction of hope and optimism with anxiety and depression in a specific group of cancer survivors: A preliminary study. BMC research notes, 4(1), 519. Randolph, M. J., & Yates, W. R. (1993). Antisocial personality in alcohol-and drug-dependent individuals. The American Journal on Addictions, 2(1), 9-17.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 150 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด Raque-Bogdan, T. (2010). Self-compassion, hope, and well-being of women experiencing primary and secondary infertility: An application of the biopsychosocial model: University of Maryland, College Park. Reisig, M. D., Holtfreter, K., & Morash, M. (2006). Assessing recidivism risk across female pathways to crime. Justice Quarterly, 23(3), 384-405. Rendon, K. P. (2006). Understanding alcohol use in college students: A study of mindfulness, self-compassion, and psychological symptoms. Reynolds, & Kamphaus. (1992). Behavior assessment system for children: Circle Pines, MN: American Guidance Service. Rogers, R., Salekin, R. T., Sewell, K. W., & Cruise, K. R. (2000). Prototypical analysis of antisocial personality disorder: A study of inmate samples. Criminal Justice and Behavior, 27(2), 234-255. Ronel, N., & Segev, D. (2014). Positive criminology in practice. International Journal of Offender Therapy and Comparative Criminology, 58(11), 1389-1407. Roos, S., Hodges, E. V., & Salmivalli, C. (2014). Do guilt-and shame-proneness differentially predict prosocial, aggressive, and withdrawn behaviors during early adolescence? Developmental psychology, 50(3), 941-946. Salekin, R. T., Rogers, R., Ustad, K. L., & Sewell, K. W. (1998). Psychopathy and recidivism among female inmates. Law and human behavior, 22(1), 109. Scheidell, J. D., Lejuez, C. W., Golin, C. E., Adimora, A. A., Wohl, D. A., Keen, L. D., . . . Khan, M. R. (2017). Patterns of mood and personality factors and associations with STI/HIVrelated drug and sex risk among african american aale inmates. Substance Use & Misuse, 52(7), 929-938. Schlosser, J. A. (2008). Issues in Interviewing Inmates Navigating the Methodological Landmines of Prison Research. Qualitative Inquiry, 14(8), 1500-1525. Scott, L. N., Kim, Y., Nolf, K. A., Hallquist, M. N., Wright, A. G., Stepp, S. D., . . . Pilkonis, P. A. (2013). Preoccupied attachment and emotional dysregulation: Specific aspects of borderline personality disorder or general dimensions of personality pathology? Journal of personality disorders, 27(4), 473-495. Shorey, R. C., Stuart, G. L., Anderson, S., & Strong, D. R. (2013). Changes in early maladaptive schemas after residential treatment for substance use. Journal of clinical psychology, 69(9), 912-922.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 151 Simourd, D. J. (2004). Use of dynamic risk/need assessment instruments among long-term incarcerated offenders. Criminal Justice and Behavior, 31(3), 306-323. Smith, P., Cullen, F. T., & Latessa, E. J. (2009). Can 14,737 women be wrong? A meta-analysis of the LSI-R and recidivism for female offenders. Criminology & Public Policy, 8(1), 183- 208. Snyder. (2000). Handbook of hope: Theory, measures, and applications: Academic press. Snyder. (2002). Hope theory: Rainbows in the mind. Psychological inquiry, 13(4), 249-275. Snyder, C. R., Harris, C., Anderson, J. R., Holleran, S. A., Irving, L. M., Sigmon, S. T., . . . Harney, P. (1991). The will and the ways: Development and validation of an individual-differences measure of hope. Journal of personality and social psychology, 60(4), 570-585. Snyder, Hoza, B., Pelham, W. E., Rapoff, M., Ware, L., Danovsky, M., . . . Stahl, K. J. (1997). The development and validation of the children’s hope scale. Journal of pediatric psychology, 22(3), 399-421. Snyder, Lopez, S. J., Shorey, H. S., Rand, K. L., & Feldman, D. B. (2003). Hope theory, measurements, and applications to school psychology. School psychology quarterly, 18(2), 122-139. Snyder, Sympson, S. C., Ybasco, F. C., Borders, T. F., Babyak, M. A., & Higgins, R. L. (1996). Development and validation of the state hope scale. Journal of personality and social psychology, 70(2), 321. Spjeldnes, S., & Goodkind, S. (2009). Gender differences and offender reentry: A review of the literature. Journal of Offender Rehabilitation, 48(4), 314-335. Spohn, C., & Holleran, D. (2002). The effect of imprisonment on recidivism rates of felony offenders: A focus on drug offenders. Criminology, 40(2), 329-358. Spruit, A., Schalkwijk, F., van Vugt, E., & Stams, G. J. (2016). The relation between selfconscious emotions and delinquency: A meta-analysis. Aggression and Violent Behavior, 28, 12-20. Strelan, P. (2007). Who forgives others, themselves, and situations? The roles of narcissism, guilt, self-esteem, and agreeableness. Personality and Individual Differences. 42, 259–269. Stuewig, J., Tangney, J. P., Kendall, S., Folk, J. B., Meyer, C. R., & Dearing, R. L. (2015). Children’s proneness to shame and guilt predict risky and illegal behaviors in young adulthood. Child Psychiatry & Human Development, 46(2), 217-227.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 152 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด Sturup, J., Karlberg, D., Fredriksson, B., Lihoff, T., & Kristiansson, M. (2016). Risk assessments and recidivism among a population-based group of Swedish offenders sentenced to life in prison. Criminal behaviour and mental health, 26(2), 124-135. Sung, H.-E., & Richter, L. (2006). Contextual barriers to successful reentry of recovering drug offenders. Journal of substance abuse treatment, 31(4), 365-374. Tangney, J. P., & Dearing, R. L. (2003). Shame and guilt: Guilford Press. Tangney, J. P., Stuewig, J., & Martinez, A. G. (2014). Two faces of shame the roles of shame and guilt in predicting recidivism. Psychological Science, 25(3), 799-805. Tangney, J. P., Baumeister, R. F., & Boone, A. L. (2004). High Self-Control Predicts Good Adjustment, Less Pathology, Better Grades, and Interpersonal Success. Journal of Personality, 72(2), 271-324. Tangney, J. P., Miller, R. S., Flicker, L., & Barlow, D. H. (1996). Are shame, guilt, and embarrassment distinct emotions? Journal of personality and social psychology, 70(6), 1256-1269. Tangney, J. P., Stuewig, J., & Hafez, L. (2011). Shame, guilt, and remorse: Implications for offender populations. Journal of Forensic Psychiatry & Psychology, 22(5), 706-723. Tangney, J. P., Stuewig, J., Mashek, D., & Hastings, M. (2011). Assessing jail inmates’ proneness to shame and guilt: Feeling bad about the behavior or the self? Criminal Justice and Behavior, 38(7), 710-734. Tangney, J. P., Stuewig, J., & Mashek, D. J. (2007). Moral emotions and moral behavior. Annual Review of Psychology, 58, 345-372. Tangney, J. P., Wagner, P., Fletcher, C., & Gramzow, R. (1992). Shamed into anger? The relation of shame and guilt to anger and self-reported aggression. Journal of personality and social psychology, 62(4), 669-675. Tatum, K. J. (2012). Adherence to gender roles as a predictor of compassion and selfcompassion in women and men. (PhD), Baylor University. Thomaes, S., Bushman, B. J., Stegge, H., & Olthof, T. (2008). Trumping shame by blasts of noise: Narcissism, self-esteem, shame, and aggression in young adolescents. Child Development, 79(6), 1792-1801. Treeby, M., & Bruno, R. (2012). Shame and guilt-proneness: Divergent implications for problematic alcohol use and drinking to cope with anxiety and depression symptomatology. Personality and Individual Differences, 53(5), 613-617.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 153 Triandis, H. C., Bontempo, R., Villareal, M. J., Asai, M., & Lucca, N. (1988). Individualism and Collectivism: Cross-Cultural Perspectives on Self-Ingroup Relationships. Journal of Personality and Social Psychology, 54(2), 323-338. Vacek, K. R., Coyle, L. D., & Vera, E. M. (2010). Stress, self-esteem, hope, optimism, and wellbeing in urban, ethnic minority adolescents. Journal of Multicultural Counseling and Development, 38(2), 99-111. Van Stam, M., Van der Schuur, W., Tserkezis, S., Van Vugt, E., Asscher, J., Gibbs, J. C., & Stams, G. (2014). The effectiveness of equip on sociomoral development and recidivism reduction: A meta-analytic study. Children and Youth Services Review, 38, 44-51. Van Voorhis, P., Wright, E. M., Salisbury, E., & Bauman, A. (2010). Women’s risk factors and their contributions to existing risk/needs assessment the current status of a genderresponsive supplement. Criminal Justice and Behavior, 37(3), 261-288. Weiss, J. A., Hawkins, J. W., & Despinos, C. (2010). Redefining boundaries: A grounded theory study of recidivism in women. Health care for women international, 31(3), 258-273. Woods, H., & Proeve, M. (2014). Relationships of mindfulness, self-compassion, and meditation experience with shame-proneness. Journal of Cognitive Psychotherapy, 28(1), 20-33. Wygant, D. B., Sellbom, M., Sleep, C. E., Wall, T. D., Applegate, K. C., Krueger, R. F., & Patrick, C. J. (2016). Examining the DSM–5 alternative personality disorder model operationalization of antisocial personality disorder and psychopathy in a male correctional sample. Personality Disorders: Theory, Research, and Treatment, 7(3), 229. Yang, Knight, K., Joe, G. W., Rowan, G. A., Lehman, W. E., & Flynn, P. M. (2015). Gender as a moderator in predicting re-arrest among treated drug-involved offenders. Journal of substance abuse treatment, 49, 65-70. Yang, Mamy, J., Zhou, L., Liao, Y.-H., Wang, Q., Seewoobudul, V., . . . Hao, W. (2014). Gender differences in prevalence and correlates of antisocial personality disorder among heroin dependent users in compulsory isolation treatment in China. Addictive behaviors, 39(3), 573-579. Yang, Zhang, M., & Kou, Y. (2016). Self-compassion and life satisfaction: The mediating role of hope. Personality and Individual Differences, 98, 91-95.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 154 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด Yeager, D. S., & Bundick, M. J. (2009). The role of purposeful work goals in promoting meaning in life and in schoolwork during adolescence. Journal of Adolescent Research, 24(4), 423-452. Yesberg, J. A., Scanlan, J. M., Hanby, L. J., Serin, R. C., & Polaschek, D. L. (2015). Predicting women’s recidivism validating a dynamic community-based ‘gender-neutral’tool. Probation Journal, 62(1), 33-48. Zhang, J. (2016). Testing the predictive validity of the LSI-R using a sample of young male offenders on probation in Guangzhou, China. International Journal of Offender Therapy and Comparative Criminology, 60(4), 456-468.


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 155 ภาคผนวก


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 156 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 157 ภาคผนวก ก ตัวอย่าง แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและมาตรวัด แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป คำชี้แจง โปรดเขียนเครื่องหมาย (/) ลงในช่อง หน้าข้อความที่ตรงกับตัวท่านมากที่สุด 1.อายุ 28-32 ปี 33-37 ปี 38-42 ปี 43-47 ปี 48-52 ปี มากกว่า 52 ปี 2.ระดับการศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่หรือสูงสุด ไม่ได้ศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ปริญญาตรี/ปวส. ปริญญาโท ปริญญาเอก 3.อาชีพก่อนได้รับโทษ นักเรียน/นักศึกษา รับราชการ บริษัทเอกชน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ค้าขาย โปรดระบุ…………………………………………......…………………………….……….. รับจ้างทั่วไป โปรดระบุ………………………………………………………………….….………. ไม่ประกอบอาชีพ อื่น ๆ……………………………………………………….………. มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง คำชี้แจง โปรดนึกถึงตัวท่านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และระบุว่าท่านทำพฤติกรรมเหล่านี้มากน้อย เพียงใด โดยทำเครื่องหมาย O ล้อมรอบตัวเลขที่ตรงกับการกระทำของท่านมากที่สุด (1 = แทบไม่เคยทำ, 2 = ทำเป็นบางครั้ง, 3 = ทำและไม่ทำพอ ๆ กัน, 4 = ทำค่อนข้างบ่อย, 5 = ทำเป็นประจำ)แทบไม่เคยทำ ทำเป็นบางครั้ง ทำและไม่ทำพอๆกันทำค่อนข้างบ่อย ทำเป็นประจำ 1 เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันทุกข์ ฉันพยายามมองว่าในเรื่องร้าย ๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่ 1 2 3 4 5 2 เวลาที่ฉันเป็นทุกข์ ฉันมักคิดว่าคนอื่น ๆ คงมีความสุขกว่าฉัน 1 2 3 4 5 3 ฉันพยายามคิดว่า ความล้มเหลวของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา 1 2 3 4 5


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 158 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติดแทบไม่เคยทำ ทำเป็นบางครั้ง ทำและไม่ทำพอๆกันทำค่อนข้างบ่อย ทำเป็นประจำ 4 เมื่อรู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ ฉันจะพยายามตั้งสติให้ได้มากที่สุด 1 2 3 4 5 5 เมื่อทำผิดพลาดในเรื่องสำคัญ ฉันมักคิดว่าคงมีแค่ฉัน คนเดียวเท่านั้นที่ล้มเหลว 1 2 3 4 5 6 ฉันรับไม่ได้และโทษตัวเองที่เคยทำผิด และเป็นคนไม่ดีพอ 1 2 3 4 5 มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม คำชี้แจง โปรดนึกถึงตัวท่านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และระบุว่าแต่ละข้อความต่อไปนี้ตรงกับตัวท่าน มากน้อยเพียงใด โดยทำเครื่องหมาย O ล้อมรอบตัวเลขที่ตรงกับความคิดเห็นหรือการกระทำ ของท่านมากที่สุด (1 = ไม่ตรงกับตัวฉันเลย, 2 = ค่อนข้างไม่ตรงกับตัวฉัน, 3 = ตรงและไม่ตรงกับตัวฉันพอ ๆ กัน, 4 = ค่อนข้างตรงกับตัวฉัน, 5 = ตรงกับตัวฉันที่สุด)ไม่ตรงกับ ตัวฉันเลย ค่อนข้างไม่ตรงกับ ตัวฉัน ตรงและไม่ตรง กับตัวฉันพอๆ กัน ค่อนข้างตรงกับ ตัวฉัน ตรงกับตัวฉัน ที่สุด 1 ฉันใส่ใจทำสิ่งต่าง ๆ ในตอนที่เรียนหรือทำงาน 1 2 3 4 5 2 ฉันเป็นคนรักษาสัญญา 1 2 3 4 5 3 ฉันมักโอ้อวดความสามารถ ความสำเร็จ หรือสิ่งที่ฉันมี 1 2 3 4 5 4 ฉันชอบแหย่หรือล้อเลียนคนอื่น 1 2 3 4 5 5 ฉันรู้สึกแย่หรือรู้สึกผิด เมื่อฉันทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 1 2 3 4 5 6 ฉันชอบทำสิ่งที่เสี่ยงหรืออันตราย 1 2 3 4 5 7 ฉันโกรธเมื่อถูกสั่งสอนหรือลงโทษ 1 2 3 4 5 8 ฉันคิดว่าตัวเองเหนือกว่าหรือสำคัญกว่าคนอื่น 1 2 3 4 5 9 ฉันไม่วางแผนล่วงหน้า หรือมักทำอะไรในนาที สุดท้าย 1 2 3 4 5


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 159 มาตรวัดความรู้สึกผิด คำชี้แจง โปรดอ่านสถานการณ์และจินตนาการว่าท่านอยู่ในสถานการณ์นั้น และตอบคำถาม โดยทำ เครื่องหมาย O ล้อมรอบตัวเลขที่ตรงกับความคิดเห็นหรือการกระทำของท่านมากที่สุด (1 = ไม่ตรงกับตัวฉันเลย, 2 = ค่อนข้างไม่ตรงกับตัวฉัน, 3 = ตรงและไม่ตรงกับตัวฉันพอ ๆ กัน, 4 = ค่อนข้างตรงกับตัวฉัน, 5 = ตรงกับตัวฉันที่สุด)ไม่ตรงกับ ตัวฉันเลย ค่อนข้างไม่ตรงกับตัวฉัน ตรงและไม่ตรง กับตัวฉันพอๆกัน ค่อนข้างตรงกับตัวฉัน ตรงกับตัวฉัน ที่สุด ฉันแอบเสพยาหลังจากผ่านการบำบัดยาเสพติดมาแล้ว 1 ฉันจะปรึกษาคนที่ไว้ใจเพื่อขอคำแนะนำว่าควรกลับไปบำบัด อีกครั้งหรือไม่ 1 2 3 4 5 2 ฉันจะรู้สึกว่า “ฉันมันจิตใจไม่เข้มแข็งเอาเสียเลย” 1 2 3 4 5 ฉันกำลังเสพยาแล้วคนที่ไว้ใจฉันเดินเข้ามาเห็น 3 ฉันจะขอโทษเขาและสัญญาว่าจะไม่ทำอีก 1 2 3 4 5 4 ฉันจะรู้สึกละอายแก่ใจเพราะแม้แต่ห้ามใจตัวเองไม่ให้เสพยา ยังทำไม่ได้เลย 1 2 3 4 5 ฉันบังเอิญแนะนำช่องทางการซื้อยาเสพติดให้กับเด็กวัยรุ่นในละแวกบ้านที่ไม่เคยเสพยามาก่อน 5 ฉันจะกลับไปเตือนเด็กคนนั้นว่าอย่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลย 1 2 3 4 5 6 ฉันจะรู้สึกว่า “ฉันมันแย่ทำไมต้องเผลอพูดไปด้วย” 1 2 3 4 5 มาตรวัดความหวัง คำชี้แจง โปรดระบุว่าแต่ละข้อความต่อไปนี้ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากน้อยเพียงใด โดยทำ เครื่องหมาย O ล้อมรอบตัวเลขที่ตรงกับความคิดเห็นหรือการกระทำของท่านมากที่สุด (1 = ไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉันเลย, 2 = ค่อนข้างไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉัน, 3 = ตรงและไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉันพอๆ กัน, 4 = ค่อนข้างตรงกับความคิดเห็นของฉัน, 5 = ตรงกับความคิดเห็นของฉันที่สุด)


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 160 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติดไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันเลย ค่อนข้างไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉัน ตรงและไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันพอๆกัน ค่อนข้างตรงกับ ความคิดเห็น ของฉัน ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันที่สุด 1 ฉันตั้งใจจะทำตามเป้าหมาย ที่วางไว้โดยไม่หันกลับไปใช้ ยาเสพติดอีก 1 2 3 4 5 2 ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตแก้ไขได้ โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด 1 2 3 4 5 3 ฉันสามารถหาทางเพื่อให้ได้มา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญในชีวิต โดยไม่ต้องกลับไปเสพยาอีก 1 2 3 4 5 4 ฉันสามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหา ที่คนอื่นอาจถอดใจไปแล้ว โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งยาเสพติดอีก 1 2 3 4 5 5 ฉันจะมีชีวิตที่ดีหลังพ้นโทษได้ โดยไม่กลับไปเสพยาเสพติด 1 2 3 4 5 มาตรวัดแนวโน้มการกระท าผิดซ ้า คำชี้แจง โปรดระบุว่า หากท่านอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ ท่านมีโอกาสกลับไปเสพยาเสพติดมากน้อย เพียงใด โดยทำเครื่องหมาย O ล้อมรอบตัวเลขที่ตรงกับโอกาสในการกลับไปเสพยาเสพติด ของท่านมากที่สุด (1 = น้อย, 2 = ค่อนข้างน้อย, 3 = พอๆ กัน, 4 = ค่อนข้างมาก, 5 = มาก)น้อย ค่อนข้างน้อย พอๆกัน ค่อนข้ามาก มาก 1 ฉันอยู่ในวงเหล้าที่เพื่อน ๆ กำลังเสพยา 1 2 3 4 5 2 เพื่อนสนิทของฉันชักชวนให้ฉันเสพ 1 2 3 4 5 3 ฉันอยู่คนเดียวและรู้สึกเศร้า 1 2 3 4 5


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 161 คำชี้แจง โปรดอ่านสถานการณ์ด้านล่าง และตอบคำถาม โดยทำเครื่องหมาย O ล้อมรอบตัวเลขที่ ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด (1 = ไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉันเลย, 2 = ค่อนข้างไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉัน, 3 = ตรงและไม่ตรงกับความคิดเห็นของฉันพอๆ กัน, 4 = ค่อนข้างตรงกับความคิดเห็นของฉัน, 5 = ตรงกับความคิดเห็นของฉันที่สุด) 1. สมใจเพิ่งพ้นโทษจากคดีเสพยาเสพติด หลังจากพยายามหางานทำแต่ก็ไม่มีใครจ้าง วันหนึ่งสมใจได้เจอ กับพรซึ่งเป็นเพื่อนที่รู้จักมานาน สมใจจึงได้ระบายความทุกข์ให้พรฟัง พรเห็นว่าเพื่อนกำลังเศร้าจึงชวนไป กินเหล้าที่บ้านและเอายาเสพติดมาให้โดยบอกว่า “จะได้หายเครียดไง” สมใจจะ…..ไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันเลย ค่อนข้างไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉัน ตรงและไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันพอๆกัน ค่อนข้างตรงกับ ความคิดเห็น ของฉัน ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันที่สุด 1.1 ตัดสินใจรับยาจากพรมาเสพ 1 2 3 4 5 1.2 สองจิตสองใจ แต่ตัดสินใจไม่รับยามาเสพ เพราะมีสติพอ และสงสารตัวเองถ้าต้องกลับไป ยุ่งกับยาเสพติดอีก 1 2 3 4 5 1.3 ปฏิเสธไม่รับยาที่พรให้ 1 2 3 4 5 2. หญิงเพิ่งพ้นโทษจากคดียาเสพติด หญิงมีเงินติดตัวน้อยมากจึงพยายามหางานทำหลายที่แต่ก็ไม่มีใครรับ จนวันหนึ่งหญิงได้งานทำที่โรงงาน แต่หญิงก็ถูกนายจ้างเอาเปรียบ ใช้งานหนัก และต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อแลกกับเงินแค่ไม่กี่บาท หญิงรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ถ้าไม่ทำงานก็ไม่รู้จะเอาอะไรกิน วันหนึ่ง น้ำ ซึ่งเป็นเพื่อน ในที่ทำงานที่ชอบเสพยาเสพติดเพื่อให้มีแรงทำงานจึงบอกให้หญิงเสพยา น้ำบอกว่า “เลือกเอาว่าจะตกงาน โดนนายด่า หรือดูด ไปจะได้มีแรงทำงาน” หญิงจะ…..ไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันเลย ค่อนข้างไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉัน ตรงและไม่ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันพอๆกัน ค่อนข้างตรงกับ ความคิดเห็น ของฉัน ตรงกับ ความคิดเห็น ของฉันที่สุด 2.1 กลับไปเสพยาตามที่เพื่อนแนะนำ 1 2 3 4 5 2.2 ถึงจะอยากทำงานให้ได้เยอะ ๆ แต่ก็คงไม่เสพเพราะอยากกลับตัวกลับใจ แก้ไขความผิดพลาดที่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ยาเสพติด 1 2 3 4 5 2.3 ยังไงก็ไม่กลับไปเสพยาเด็ดขาด 1 2 3 4 5


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 162 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 163 ภาคผนวก ข ตัวอย่าง แบบสัมภาษณ์


ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 164 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด


Click to View FlipBook Version