ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 27 การเห็นคุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.59 , p<.001 โดยผู้ที่มีระดับการเห็นคุณค่าในตนเองสูง มักเป็นผู้ที่มีระดับความหวังสูง เนื่องจากการเห็นคุณค่าในตนเองจะช่วยเพิ่มระดับแรงจูงใจในการไปสู่เป้าหมาย ของบุคคล (Vacek, Coyle, & Vera, 2010) อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาไม่ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับ ความหวังในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด หากแต่ดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างอื่น ที่เป็นกลุ่มบุคคลที่ประสบกับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต เช่น Neff และ Faso (2015) ดำเนินการวิจัย โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นบิดามารดาของเด็กที่มีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการ (Autism) จำนวน 51 คน ซึ่งโดยปกติแล้วบิดามารดาของเด็กที่มีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการส่วนใหญ่มักมีความกังวลเกี่ยวกับ อนาคตและมีระดับความหวังค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังมีระดับความวิตกกังวลและความเครียดสูง มักมองโลก ในแง่ร้าย และมักกล่าวโทษว่าเป็นเพราะตนเองที่ไม่สามารถหาวิธีการรักษาบุตรที่เหมาะสมได้ บุตรจึงไม่หาย จากอาการความผิดปกติ ผู้วิจัยจึงดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณา ต่อตนเอง ความหวัง และตัวแปรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความวิตกกังวล ความเครียดต่อการทำหน้าที่พ่อแม่ (Parental distress) พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวังอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ r=.45, p<.05 กล่าวคือ ยิ่งบิดามารดาของเด็กที่มีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการมีระดับ ความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงก็จะยิ่งมีระดับความหวังที่สูง ไม่เกรงกลัวที่จะตั้งเป้าหมายในอนาคตว่า ลูกจะต้องดีขึ้นและกลับมาหายเป็นปกติ นอกจากนั้น ความเมตตากรุณาต่อตนเองยังมีสหสัมพันธ์ทางลบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับตัวแปรอื่น ๆ เช่น ความวิตกกังวลที่ r=-.65, p<.05 ความเครียดต่อการทำหน้าที่ พ่อแม่ที่ r=-.66, p<.05 การศึกษาวิจัยของ Raque-Bogdan (2010) ดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง เพศหญิงที่ประสบปัญหาภาวะการมีบุตรยากจำนวน 172 คน พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ ทางบวกกับความหวังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.55, p<.01 ทั้งนี้ โดยปกติแล้วเพศหญิงที่ประสบปัญหา ภาวะการมีบุตรยากมักมีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองและระดับความหวังที่ค่อนข้างต่ำ อันเนื่องมาจาก ความพยายามในการมีบุตรไม่ประสบความสำเร็จจึงทำให้เกิดผลเสียอื่น ๆ ตามมา เช่น ความละอายใจ ความผิดหวังในตนเอง แต่ผลจากการศึกษาวิจัย พบว่า เพศหญิงที่มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงมักไม่ ยึดติดกับอารมณ์ผิดหวังหรือเสียใจ ทำให้สามารถรักษาระดับความหวังในการมีบุตรไว้ได้ ซึ่งทั้งสองตัวแปรนี้ นำไปสู่ผลทางบวกอื่น ๆ เช่น ความเครียดที่น้อยลง การยอมรับในความผิดหวังที่มากขึ้น จากการศึกษาวิจัย ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยประสบกับปัญหาบางอย่างในชีวิตซึ่งสอดคล้องกับ การวิจัยนี้ที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด จึงสามารถอนุมานได้ว่า หากผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดมีความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงจะส่งผลให้เอื้อต่อ การตั้งเป้าหมายที่จะไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหลังพ้นโทษอีก และพยายามสร้างหนทางสู่เป้าหมายที่ ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกรงกลัวความผิดพลาด เช่น การเลิกคบเพื่อนที่ชักชวนให้กลับไปเสพ ยาเสพติด ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาจะส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดที่มีคว ามเมตตา กรุณาต่อตนเองและมีความหวังในการเลิกยุ่งเกี่ยวกับเสพติดสูงไม่กลับมากระทำผิดซ้ำคดีการเสพยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 28 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ดังนั้น ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานข้อที่ 3 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน และสมมติฐานข้อที่ 3.1 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพัน ธ์ ทางบวกกับความหวัง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ทฤษฎีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมเป็นตัวแปรด้านบุคลิกภาพที่จัดอยู่ในกลุ่มอาการความผิดปกติของบุคคล (Disorder) เป็นลักษณะความผิดปกติที่สังคมไม่ยอมรับ เกี่ยวข้องกับรูปแบบพฤติกรรมการแสดงออกที่มี ความคงทนถาวรภายในบุคคล สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กหรือช่วงวัยรุ่น และมีความคงทน ข้ามสถานการณ์ โดยเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของวัฒนธรรมหรือของสังคมนั้น ๆ จึงสร้าง ความเจ็บปวดให้แก่บุคคลที่มีลักษณะความผิดปกติเช่นนี้ และนำไปสู่ความอ่อนแอหรือความไร้ความสามารถ ในการดำเนินชีวิตให้ปกติสุขในสังคม บุคคลที่มีลักษณะบุคลิกภาพเช่นนี้จะมีประสบการณ์ต่อ ตนเองและ ต่อโลกที่เต็มไปด้วยความเครียด ทั้งนี้ พฤติกรรมความผิดปกติที่เกิดขึ้นจะต้องไม่ใช่พฤติกรรมอันเป็น ผลสืบเนื่องจากการได้รับยาหรือยาเสพติด ณ ช่วงเวลานั้น ๆ (Larsen & Buss, 2012; Nolen-Hoeksema และคณะ, 2014) คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (The Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders หรือ DSM) ซึ่งเป็นคู่มือทางคลีนิกที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยลักษณะความผิดปกติต่าง ๆ ให้ความหมายของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมว่าหมายถึง รูปแบบของพฤติกรรมที่มีรูปแบบการแสดง พฤติกรรมที่เป็นปรปักษ์ต่อสังคม มีลักษณะของความเห็นแก่ตัว ความใจดำอำมหิต การขาดความเห็นอก เห็นใจบุคคลอื่น ความไม่รับผิดชอบ ไม่ตระหนักและมักละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น รวมทั้งการละเลยความรู้สึก ของบุคคลอื่น นอกจากนั้น บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมักมีลักษณะของการขาดก ารไตร่ตรอง ไว้ก่อนล่วงหน้า ความหุนหันพลันแล่น ไม่สามารถอดทนต่อความผิดหวังเสียใจ การควบคุมตนเองต่ำ ไม่สามารถ กำกับตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขาดความซื่อสัตย์ ไม่มีเหตุผล ขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหา เมื่อประสบกับความเครียด มีความรู้สึกผิดน้อย และชอบกล่าวโทษบุคคลอื่น เมื่อตนเองกระทำพฤติกรรมที่ เป็นอันตรายมักไม่ตระหนักถึงความปลอดภัยใด ๆ ของตนเองและบุคคลอื่น รวมทั้งขาดความสามารถใน การทำให้ตนเองเกิดความพึงพอใจได้ มีลักษณะชอบแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ ส่งผลให้บุคคลเข้าสังคมไม่ได้ เนื่องจากพฤติกรรมของบุคคลนั้นมักนำมาซึ่งความขัดแย้งกับบุคคลอื่น ๆ ในสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ บุคคล ที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความเกี่ยวข้องกับการติดยาเสพติด วิธีการเสพยาเสพติดที่ไม่ปลอดภัย การฆ่าตัวตาย และมีแนวโน้มสูงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการถูกจับกุม ทั้งนี้ อัตราส่วนผู้ต้องขังที่มีบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมอยู่ที่ร้อยละ 50–80 (Cunningham & Reidy, 2002; Cunningham และคณะ,2008; Cunningham & Sorensen, 2007; DeShong & Kurtz, 2013; Edens และคณะ, 2015; Hare และคณะ,
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 29 1991; Hasin และคณะ,2011; American Psychiatric Association, 1968 อ้างถึงใน Rogers และคณะ, 2000; Scheidell และคณะ, 2017; Scott และคณะ, 2013; American Psychiatric Association, 2013 อ้างถึงใน Shorey และคณะ, 2013) การขาดความเห็นอกเห็นใจและความรู้สึกผิดเป็นลักษณะที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งของบุคคลที่มี บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม บุคคลประเภทนี้จะมีลักษณะของความไร้ซึ่งความปราณี ไม่มีความรู้สึกร่วมไปกับ บุคคลอื่น ขาดศีลธรรม และขาดความตระหนักถึงบุคคลอื่น พฤติกรรมต่าง ๆ ที่แสดงออกมาจึงมักเป็นไป เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเป็นหลัก บุคคลเช่นนี้ขาดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น ขาดจิตสำนึกที่ดี มีลักษณะของความใจดำ การชอบเยาะเย้ยถากถาง การดูหมิ่นสบประมาทสิทธิ อารมณ์ ความรู้สึก หรือความเจ็บปวดของบุคคลอื่น และชอบแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจโดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวด หรือความไม่ปลอดภัยที่อาจจะเกิดขึ้น (House และคณะ, 2017; Larsen & Buss, 2012; Nentjes, Bernstein, Cima, & Wiers, 2017; Nolen-Hoeksema และคณะ,2014) ทั้งนี้ บุคคลที่มีระดับความรู้สึกผิด ที่ผิดปกติมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของสมองในส่วนอะมิกดะลา (Amygdala) ซึ่งมีบทบาทสำคัญ ในการกำกับอารมณ์ (Blair, Budhani, Colledge, & Scott, 2005; Marsh และคณะ, 2008) จากคำจำกัดความข้างต้นที่กล่าวว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมส่งผลต่อการเสพยาเสพติด พบว่า ลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความใกล้เคียงกับลักษณะของผู้เสพยาเสพติด (Cunningham และ Reidy, 1998) โดยคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 (DSM-IV) ระบุว่า บุคคลที่เสพยาเสพติดจะมีความล้มเหลวในด้านการปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อผูกมัด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นบุคคลที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดความสามารถในการดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเองและมักเกี่ยวข้องกับ การกระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งมีปัญหาในด้านการเข้าสังคมและการมีปฎิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ชอบโกหก หลอกลวง มีความหุนหันพลันแล่น และความก้าวร้าว ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาสนับสนุนแนว ความคิด ดังกล่าว โดยนักวิจัยแต่ละคนมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ดำเนินการศึกษาวิจัยแตกต่างกัน ทั้งบุคคลทั่วไป ผู้เสพ ยาเสพติด และผู้ต้องขัง เมื่อพิจารณาเฉพาะเจาะจงไปในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคมกับผู้ต้องขังในคดียาเสพติด โดยเฉพาะกลุ่มผู้เสพยาเสพติด พบว่า งานวิจัยที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขัง หรือผู้กระทำผิดมีอยู่ในระดับหนึ่ง หากแต่ไม่ได้จำแนกประเภทกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปว่าเป็น ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด อย่างไรก็ตาม สามารถทำให้เห็นภาพรวมได้ว่า บุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการเสพยาเสพติด ความก้าวร้าว และการกระทำผิดซ้ำ การศึกษาวิจัยที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลทั่วไป เช่น Long และคณะ (2017) ดำเนินการตรวจสอบ ความสัมพันธ์ว่า ลักษณะความผิดปกติทางบุคลิกภาพ ลักษณะทางชีววิทยา และสภาพแวดล้อมใดบ้างที่มี ความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเสพยาเสพติดและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นคู่แฝด จำนวน 3,153 คู่ พบว่า ลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม และลักษณะบุคลิกภาพแบบก่ำกึ่งมีสหสัมพันธ์ ทางบวกกับพฤติกรรมการเสพยาเสพติดและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด ตามลำดับ Scheidell และ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 30 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด คณะ (2017) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับพฤติกรรมทางเพศและการติดเชื้อ เอชไอวี ความเครียด ความซึมเศร้า และบุคลิกภาพแบบก่ำกึ่ง มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 189คน พบว่า ร้อยละ 15 ของกลุ่มตัวอย่างมีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม โดยบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับ การกระทำผิดกฎหมายและการใช้ยาเสพติด ในขณะที่ Randolph และ Yates (1993) ดำเนินการศึกษา เพื่อตรวจสอบว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดเกี่ยวกับแอลกอฮอล์และยาเสพติด มากกว่าอาการทางจิตประเภทอื่น ๆ หรือไม่ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 201 คน แบ่งเป็นเพศชาย 116 คน และ เพศหญิง 85 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมทั้งเพศชายและเพศหญิงมีสหสัมพันธ์ ทางบวกกับปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเกิดปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้ง การเสพยาเสพติด เช่น ยาบ้า กัญชา โคเคน ที่เร็วกว่าและสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีลักษณะบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคม นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาวิจัยในกลุ่มตัวอย่างที่ติดยาเสพติดด้วย Fletcher และ Reback (2013) ดำเนินการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรสำหรับลดปริมาณการเสพยาเสพติด และเพิ่มพฤติกรรมการรักษาสุขภาพ ในกลุ่มตัวอย่างเพศชายที่เข้าร่วมหลักสูตรการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมและมีปัสสาวะที่เจือปนด้วยสารยาบ้าร้อยละ 37.0 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากกว่ากลุ่มตัวอย่าง ที่ไม่ได้มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมที่ร้อยละ 30.6 โดยบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมี ความพยายามในการยับยั้งตนเองไม่ให้เสพยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จ มากนัก ในขณะที่ Fridell และคณะ (2008) ดำเนินการศึกษาวิจัยในระยะยาว โดยเก็บข้อมูลสถิติจาก กลุ่มตัวอย่างผู้เสพยาเสพติดชาวสวีเดนจำนวน 1,052 คน เป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมในเพศชายมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มตัวอย่างที่มีบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมมีพฤติกรรมการขโมยทรัพย์สินมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เสพยาเสพติดแต่ไม่มีบุคลิกภ าพแบบ ต่อต้านสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีพฤติกรรม อาชญากรมากกว่า 1 รูปแบบ และมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เสพยาเสพติดแต่ไม่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษาวิจัยจำนวนหนึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับการเสพ ยาเสพติด โดยมีกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นผู้ต้องขังเพศหญิง Mir และคณะ (2015) ดำเนินการศึกษา ลักษณะบุคลิกภาพและสภาพทางจิตที่ผิดปกติของกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังหญิงจำนวน 150 คน ในประเทศ เยอรมัน ในจำนวนนั้นเสพยาเสพติด 93 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เสพยาเสพติดมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ แบบก่ำกึ่งและบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมร้อยละ 49 จากที่กล่าวมาทั้งหมด จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ รองรับว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมdy[การเสพยาเสพติดมีสหสัมพันธ์ทางบวกระหว่างกัน
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 31 ทั้งนี้ พบการศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับการเส พยาเสพติด ในประเทศไทยด้วย โดย สุธรรม ชาญสุวิทยานันท์(2556) และวนัญญา แก้วแก้วปาน (2551) ดำเนินการวิจัย มีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในคดียาเสพติด พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีบุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคม มีพฤติกรรมการละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคม และมีพฤติกรรมเกเร ในขณะที่ ธำรง ทัศนาญชลี ขนิษฐา บำเพ็ญผล และสาลิกา โค้วบุญงาม (2530) ดำเนินการศึกษาเรื่องสภาวะสุขภาพจิตผู้ต้องขังที่เรือนจำกล าง นครปฐม ทุกประเภทคดี พบว่า ผู้ต้องขังมีความผิดปกติทางสุขภาพจิตทุกประเภทแตกต่างจากบุคคลทั่วไป อย่างชัดเจน โดยร้อยละ 60 มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมและบุคลิกภาพแบบหวาดระแวง และร้อยละ 50 มี บุคลิกภาพเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคจิตชนิดจิตเภท สาเหตุของการเกิดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยทาง ชีววิทยา (Biological factor) ปัจจัยทางสังคม (Social factor) การอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่กระทำผิด การอยู่ใน สังคมที่มีพฤติกรรมอาชญากร ความต้องการได้รับความสนใจ และความต้องการสถานะทางสังคม รวมทั้ง การสูญเสียการมองเห็นตามความเป็นจริง และปัจจัยทางโครงสร้างทางปัญญา (Cognitive factor) บุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม สังเกตได้จากบุคลิกภาพเช่นนี้จะแสดงพฤติกรรมให้เห็น ตั้งแต่วัยเด็ก และมีความสัมพันธ์กับความหุนหันพลันแล่นและความก้าวร้าว ซึ่งความหุนหันพลันแล่นและ ความก้าวร้าวเป็นลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับสารสื่อประสาทประเภทเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นปัจจัย ทางชีววิทยาที่ส่งผลให้บุคคลมีภาวะระดับการถูกกระตุ้นเร้าต่ำ นำไปสู่ระดับความกลัวในสิ่งต่าง ๆ น้อยและ การแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจในระดับมาก (Larsen & Buss, 2012; Nolen-Hoeksema และคณะ, 2014) House และคณะ (2017) ดำเนินการศึกษาความสัมพันธ์ของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ที่อยู่ ในน้ำลายกับลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ระดับความเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น ความก้าวร้าว พฤติกรรมการก่ออาชญากรรมและการกระทำผิดซ้ำ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังชายที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ที่กระทำผิดในคดีทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง พบว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม มีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการกระทำผิดซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.013 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีที่มาจากความผิดปกติของสมองด้วย โดยเฉพาะสมองส่วนอะมิกดะลา ที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ข้อมูลทางอารมณ์ การจดจำ และการแสดงออกทางอารมณ์ องค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุด ของปมประสาทฐาน (Basal ganglia) เรียกว่า The Striatum ที่เกี่ยวข้องกับการตีความสิ่งเร้าที่ไม่ตระหนักรู้ และความหุนหันพลันแล่น สมองกลีบอินซูลา (The insular cortex) ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความรู้สึกเห็นอก เห็นใจบุคคลอื่น และบริเวณคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ตัดสินใจ การกำกับอารมณ์ การตัดสินใจทางศีลธรรม และการบริหารจัดการพฤติกรรม ส่งผลให้บุคคลที่มี บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมขาดการวางแผนเพื่อไปสู่เป้าหมาย และขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง รวมทั้งการตระหนักรู้ในเรื่องต่าง ๆ (Morley, 2015)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 32 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมยังมีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคม โดยพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลักษณะ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมจะปฏิบัติกับบุตรด้วยความเป็นปรปักษ์ การละเลยไม่ใส่ใจ หรือการขาดความดูแล เอาใจใส่เป็นระยะเวลายาวนาน ส่งผลให้บุตรเรียนรู้พฤติกรรมเหล่านั้น นอกจากนั้น เด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้าน สังคมอาจเกิดจากการได้รับผลกระทบจากการใช้ยาเสพติดของมารดา การได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ระหว่างการตั้งครรภ์ การมีน้ำหนักน้อยในช่วงเวลาเกิด รวมทั้งการถูกทารุณในวัยเด็กด้วย บุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างทางปัญญา กล่าวคือ บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมักมี ความคิดเชิงลบ หรือมีความคิดว่าบุคคลอื่นแสดงพฤติกรรมที่เป็นปรปักษ์กับตนเอง โดยไม่สนใจบริบทหรือ ปัจจัยแวดล้อมในเวลานั้น และตอบสนองความคิดเชิงลบต่อบุคคลนั้น ๆ ในเชิงความก้าวร้าว (NolenHoeksema และคณะ, 2014) บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความแตกต่างระหว่างเพศ โดยร้อยละ 3 ของเพศชาย และร้อยละ 1 ของเพศหญิงในสังคมทั่วไปมีลักษณะบุคลิกภาพเช่นนี้ (Nolen-Hoeksema และคณะ, 2014) อย่างไรก็ตาม Gunter และคณะ (2008) ดำเนินการศึกษาวิจัย มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังชายและผู้ต้องขังหญิง พบว่า เพศชายมีลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมากกว่าเพศหญิงที่ร้อยละ 37 และร้อยละ 27 ตามลำดับ สอดคล้องกันกับ Coolidge, Marle, Van Horn, และ Segal (2011) ดำเนินการตรวจสอบความสัมพันธ์ ระหว่างลักษณะทางคลีนิก ลักษณะบุคลิกภาพแบบผิดปกติ และเซลล์ประสาทการรับรู้ที่ผิดปกติ (Neurocognitive problems) มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,046 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขังชาย 523 คน ผู้ต้องขังหญิง 523 คน และกลุ่มเพศหญิงปกติ 523คน พบว่า เพศชายมีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมสูงกว่าเพศหญิง อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ร้อยละ 24 และร้อยละ 18 ตามลำดับ ทั้งนี้ พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมในกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังหญิงและกลุ่มเพศหญิงทั่วไป โดยกลุ่มอาการ ความผิดปกติ 3 ลำดับแรกของผู้ต้องขังหญิง ได้แก่ บุคลิกภาพแบบทำลายตนเอง (Self-defeating) บุคลิกภาพ ผิดปกติชนิดแยกตัวและบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มอาการความผิดปกติ 3 ลำดับ แรกของเพศหญิงทั่วไป คือ บุคลิกภาพแบบอารมณ์อ่อนไหว แสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ (Histrionic personality disorder) บุคลิกภาพแบบพึ่งพา (Dependent personality disorder) และบุคลิกภาพแบบ หลีกหนี (Avoidant personality disorder) ตามลำดับ และพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมทั้งสามกลุ่มมีความโกรธมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ในขณะที่ Chun และคณะ (2017) ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับบุคลิกภาพแบบก่ำกึ่ง โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่เสพยาเสพติดจำนวน 1,400 คน และอยู่ในสถานบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติด แบ่งเป็นเพศชาย 919 คน และเพศหญิง 481 คน พบว่า เพศชายมี พฤติกรรมในกลุ่มอาการของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้ง ลักษณะบุคลิกภาพที่ผิดปกติทั้งสองประเภทนี้มีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกันกับ Yang และคณะ (2014) ดำเนินการเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ปริมาณการเสพ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 33 ยาเสพติด ลักษณะกลุ่มอาการทางพยาธิสภาพทางจิตที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม มีกลุ่มตัวอย่างเป็นชาวจีนที่เสพเฮโรอีนจำนวน 882 คน พบว่า ร้อยละ 14.1 ของกลุ่มตัวอย่างมีลักษณะ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม โดยร้อยละ 54.2 เป็นเพศชาย และร้อยละ 15.4 เป็นเพศหญิง โดยกลุ่มตัวอย่าง ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมและเสพเฮโรอีนจะมีอายุน้อยกว่า การศึกษาต่ำกว่า ไม่เคยแต่งงาน และว่างงาน รวมทั้งมีกลุ่มอาการความซึมเศร้ามากกว่า มีสภาวะหวาดระแวงมากกว่า และมี บุคลิกภาพแบบก่ำกึ่งมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า ผู้ต้องขังมีสัดส่วนของลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมากกว่ากลุ่มบุคคลในสังคมทั่วไป และเพศหญิงที่มี บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมจะมีระดับความก้าวร้าว และการมีอารมณ์โกรธมากกว่าเพศชายที่มีบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคม ทั้งนี้ หากพิจารณาด้านคดีที่ถูกจับกุม พบว่า เพศหญิงถูกจับกุมในคดีที่เกี่ยวกับการใช้ ยาเสพติด การฉ้อโกง และการปลอมแปลงหลอกลวงมากกว่า แนวทางการศึกษาบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม เครื่องมือที่เป็นที่ยอมรับในการวินิจฉัยลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมส่วนมากมีที่มาจากคู่มือ การวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต หรือ The Diagnosic and Statistical Manual of Mental Disorder (DSM) ในปัจจุบันใช้ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 5 ที่ระบุการวินิจฉัยกลุ่มลักษณะอาการของบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมไว้เป็น 2 เกณฑ์โดยเกณฑ์A ระบุว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมเป็นบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้องกับ การทำงานของร่างกายที่บกพร่อง มีลักษณะการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่มีจิตสาธารณะในการช่วยเหลือ บุคคลอื่น รวมทั้งมีความล้มเหลวไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมได้ นอกจากนั้น ยังตระหนักถึง ความต้องการของบุคคลอื่นน้อย มีความรู้สึกสำนึกผิดน้อย ขาดความเห็นอกเห็นใจ ชอบหลอกใช้บุคคลอื่นเพื่อ ผลประโยชน์ของตนเอง ชอบบังคับขู่เข็ญ บงการ โกหกหลอกลวง ในขณะที่เกณฑ์ B จำแนกกลุ่มอาการของ บุคลิกภาพที่ผิดปกติที่เป็นอันตราย (Maladaptive personality) แบ่งออกเป็น 5 มิติหลัก (APA, 2013 อ้างถึงใน Wygant และคณะ, 2016) โดยลักษณะของความชอบบงการ จัดการ การโป้ปดหลอกลวง ความเป็น ปรปักษ์ และความใจดำปราศจากความเมตตากรุณาของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมถูกจัดอยู่ในมิติของ ความเป็นปรปักษ์ (Antagonism domain) ในขณะที่ลักษณะความหุนหันพลันแล่น ความไม่มีความรับผิดชอบ ความชอบความเสี่ยงถูกจัดให้อยู่ในมิติของการขาดความไตร่ตรอง (Disinhibition domain) นอกจากนั้น คู่มือ การวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิตฉบับปรับปรุงครั้งที่ 5 ยังประกอบไปด้วยโมเดลทางเลือก (Alternative model) ที่ระบุเพิ่มเติมว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีลักษณะของกลุ่มอาการคว ามวิตก กังวลต่ำ การหลีกหนีต่ำ และการแสวงหาจุดสนใจ (Wygant และคณะ, 2016) โดยเครื่องมือที่นิยมใช้ใน การวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมแบ่งเป็น 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 2) มาตรวัดแบบรายงาน ตนเอง แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างที่ได้รับความนิยม คือ The Hare's Psychopathic checklist-Revised (PCL-R) ที่ได้รับการสร้างและพัฒนาโดย Hare และคณะ (1991) และHare (2003b) แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ ในครั้งแรก โดยบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมถูกจัดอยู่ในองค์ประกอบที่ 2 ภายหลังได้รับการปรับปรุงใหม่
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 34 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด อีกครั้ง และแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 4 องค์ประกอบ ในครั้งนี้บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมถูกจัดอยู่ใน องค์ประกอบที่ 4 งานวิจัยของ Sturup, Karlberg, Fredriksson, Lihoff, และ Kristiansson (2016) ใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ PCL-R มีกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังจำนวน 98 คน อายุเฉลี่ย 35.1 ปี พบว่า เฉพาะองค์ประกอบที่ 4 ของ PCL-R ที่มีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการกระทำผิดซ้ำ นอกจากแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างแล้ว มาตรวัดแบบรายงานตนเองเป็นเครื่องมืออีกประเภทหนึ่งที่ ได้รับความนิยมในการวัดลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม โดยเฉพาะมาตรวัดแบบรายงานตนเอง The Personality Assessment Inventory หรือ PAI ที่ได้รับการสร้างและพัฒนาขึ้นโดย Morey (1991, 2007) ประกอบไปด้วยข้อคำถามจำนวน 344 ข้อ แบ่งเป็นด้านบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมจำนวน 24 ข้อ ใน 3 องค์ประกอบ คือ 1) พฤติกรรมต่อต้านสังคม (Antisocial behavior) 2) การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentricity) และ3) การแสวงหาสิ่งกระตุ้นเร้า (Stimulus-Seeking) Hahn, Simons, และ Hahn (2016) ดำเนินการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหุนหันพลันแล่น บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับผลลัพธ์จาก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2 ประการ คือ 1) ปริมาณการบริโภค และ 2) ผลที่ตามมา มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 624 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี โดยมีเครื่องมือในการวิจัย คือ PAI พบว่า เพศชายมีบุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคมสูงกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ท างบวกกับ ปริมาณการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.25, p<.001 สามารถทำนายปริมาณการบริโภคได้อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ β =.21, p<.001 และมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับผลที่ตามมาอย่างมีนัยส ำคัญท างสถิติที่ r=.43, p<.001 สามารถทำนายผลที่ตามมาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ β=.26, p<.001 การวิจัยครั้งนี้พิจารณาเลือกใช้มาตรวัดแบบรายงานตนเอง The Antisocial Process Screening Device (APSD; Frick & Hare, 2001) มีข้อคำถามทั้งหมด 20 ข้อ แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 2) ความหุนหันพลันแล่น และ 3) ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก โดยมาตรวัดนี้นิยมใช้ ในการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน และมีค่าความเที่ยงและค่าความตรงเป็นที่ยอมรับ อย่างกว้างขวาง Falkenbach, Poythress, และ Heide (2003) ดำเนินการศึกษาวิจัยมีกลุ่มตัวอย่างเป็น เยาวชนที่ถูกจับกุมจำนวน 69 คน พบว่า The Antisocial Process Screening Device มีค่าความเที่ยง แบบสอดคล้องภายใน (Internal consistency) รวมทั้งฉบับที่ α=.82 องค์ประกอบต่าง ๆ มีสหสัมพันธ์ ระหว่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.58, p<.001 และมีค่าความตรงเชิงพยากรณ์กับการกระทำผิดซ้ำที่ r=.32-.36 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ Munoz และ Frick (2007) ดำเนินการศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็น เยาวชนจำนวน 91 คน พบว่า มาตรวัด The Antisocial Process Screening Device มีสหสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับมาตรวัด Behavioral Assessment System for Children-Parent Rating Scale (BASC-PRS; Reynolds & Kamphaus, 1992) ที่ r=.38-.58, p<.01
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 35 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับการกระท าผิดซ ้า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำด้วย โดย House และคณะ (2017) ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ คือ การมีทัศนคติในทิศทางบวกต่อการก่ออาชญากรรม ระดับ การศึกษา สถานะการจ้างงาน ความมั่นคงของสถานภาพการสมรส การใช้ยาเสพติด การขาดจิตสาธารณะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การมีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม Salekin และคณะ (1998) ดำเนินการ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างโรคจิตเภทกับการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังหญิงจำนวน 78คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมจำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 51.3 และลักษณะบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมโดยรวม ลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมด้านการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentricity) ความก้าวร้าว และโรคจิตเภทตามภาวะสันนิษฐานที่ 2 ของแบบสัมภาษณ์ PCL-R มีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการกระทำผิดซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r =.26, .27, .29 และ .26 ตามลำดับ ในขณะที่ Olver และ Wong (2015) ดำเนินการศึกษาระยะยาวเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง โรคจิตเภทกับการกระทำผิดซ้ำ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 273 คน อายุเฉลี่ย 24 ปี พบว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคมซึ่งเป็นองค์ประกอบของการวัดโรคจิตเภทตาม PCL-R มีสหสัมพันธ์ทางลบกับอายุอย่างมีนัยส ำคัญ ทางสถิติ ทั้งอายุเมื่อถูกจับกุมครั้งแรกที่ r=-.35, p<.001 และอายุเมื่อถูกปล่อยตัวที่ r=-.15, p<.001 นอกจากนั้น บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมยังสามารถทำนายการกระทำผิดซ้ำในระยะเวลา 3 ปี 5 ปี 10 ปี และ 20 ปีในความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ AUC=.62, .64, .62, และ .66, p<.001 ตามลำดับ และสามารถทำนายความผิดทั่วไปได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ AUC=.66, .65, .63, และ .65, p<.001 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่า มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมว่า มีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำในบริบทที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ไม่พบการศึกษาใดที่ดำเนิน การวิจัยเฉพาะเจาะจงความสัมพันธ์ดังกล่าวกับผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด จึงเป็นโอกาส อันดีที่การศึกษานี้จะศึกษาความสัมพันธ์ดังกล่าวด้วย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานที่ 4 บุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางบวก และมีอิทธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับความเมตตากรุณาต่อตนเองโดยตรง ยังไม่ได้รับความสนใจมากนักในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยมีงานวิจัยใกล้เคียงที่น่าสนใจคือ การวิจัย เชิงทดลองเพื่อตรวจสอบว่า บุคลิกภาพด้านมืด (The Dark triad of personality) 3 ประเภท คือ 1) บุคลิกภาพแบบแมคเคียเวลลี (Machiavellianism) 2) บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง (Narcissisism) และ 3) โรคจิตเภท ซึ่งเป็นลักษณะที่มีความใกล้เคียงและเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความสัมพันธ์
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 36 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด กับลักษณะความเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างไร ของ Lee และ Gibbons (2017) มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา จำนวน 156 คน แบ่งเป็นเพศชาย 28 คน และเพศหญิง 128 คน พบว่า โรคจิตเภทมีสหสัมพันธ์ทางลบกับ ความเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.47, p<.01 และสามารถทำนายความเมตตากรุณา ต่อตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ β=-.35 ถึง -.43, p<.001 เมื่อมีตัวแปรการมองจากมุมมองบุคคลอื่น ความเห็นอกเห็นใจ (Emotional empathy) การตอบสนองต่อความเสียใจ (Sadness reactivity) การคืนสภาพจากความเสียใจ (Sadness recovery) การตอบสนองต่อความวิตกกังวล (Anxiety reactivity) และการคืนสภาพจากความวิตกกังวล (Anxiety recovery) เป็นตัวแปรส่งผ่าน นอกจากนั้น พบว่ามีงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของบุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคมกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง ผลการศึกษาให้ผลสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า บุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง Barlow, Turow, และ Gerhart (2017) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความสามารถในการจัดการหรือการควบคุมอารมณ์ ทางลบซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 466 คน แบ่งเป็น เพศชาย 141 คน เพศหญิง 322 คน และไม่ระบุเพศ 3 คน อายุเฉลี่ย 21.21 ปี พบว่า ความเมตตากรุณาต่อ ตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความสามารถในการจัดการหรือการควบคุมอารมณ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ r=-.70, p<.001 สอดคล้องกับ Játiva และ Cerezo (2014) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการตก เป็นเหยื่อกับการปรับสภาพทางจิตที่ไม่เหมาะสม (Psychopathological maladaptive) โดยมีความเมตตา กรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 109 คน อายุระหว่าง 15-18 ปี พบว่า ความเมตตา กรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างการตกเป็นเหยื่อกับการปรับสภาพทางจิตที่ไม่เหมาะสม และสามารถทำนายการปรับสภาพทางจิตที่ไม่เหมาะสมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ β=-.483, p<.01 ในขณะที่ Maheux และ Price (2016) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม (Social support) ลักษณะอาการทางจิตภายหลังจากการเผชิญเหตุการณ์รุนแรง (Post-trauma psychopathology) ซึ่งเป็นมิติ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการประเมินเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแง่ลบกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง มีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 599 คน แบ่งเป็นเพศชาย 298 คน และเพศหญิง 301 คน อายุเฉลี่ย 34.08 ปี พบว่า ความเมตตา กรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับอาการความเครียดหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างมีนัยส ำคัญ ทางสถิติที่ r=-.37, p<.01 และสามารถทำนายอาการความเครียดหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจได้อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ β=-.065, p<.001 มีสหสัมพันธ์ทางลบกับความซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.54, p<.01 และสามารถทำนายความซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ β=-.33, p<.001 และ มีสหสัมพันธ์ทางลบกับโรคกังวลทั่วไป (GAD) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.57, p<.01 และสามารถทำนาย โรคกังวลทั่วไปได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ β=-.29, p<.001 จึงสามารถสรุปได้ว่า ความเมตตากรุณา ต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความสามารถในการจัดการหรือการควบคุมอารมณ์ทางลบ การปรับสภาพ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 37 ทางจิตที่ไม่เหมาะสม การประเมินเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแง่ลบ ซึ่งต่างเป็นองค์ประกอบของบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมทั้งสิ้น ดังนั้น จึงสามารถอนุมานได้ว่า การเพิ่มระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองสามารถช่วยลด ลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมได้ งานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความก้าวร้าวซึ่งเป็น ลักษณะหนึ่งตามคำจำกัดความของ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง พบผลการวิจัยที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ความก้าวร้าวมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง โดย Barry, Loflin, และ Doucette (2015) ดำเนินการวิจัย มีกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายจำนวน 251 คน อายุระหว่าง 16-18 ปี พบว่า ความเมตตากรุณา ต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับกับความก้าวร้าวแบบรุก (Proactive aggression) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.20, p<.05 และความก้าวร้าวแบบโต้กลับ (Reactive aggression) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.24, p<.05 จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับความเมตตาก รุณาต่อ ตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบระหว่างกัน บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับความรู้สึกผิด บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมและความรู้สึกผิดเป็นตัวแปรที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน โดยเมื่อพิจารณาจากคำจำกัดความจะพบว่า ความรู้สึกผิดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของบุคลิกภาพแบบต่อต้าน สังคม อย่างไรก็ตาม การทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา พบงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพ แบบต่อต้านสังคมกับความรู้สึกผิดไม่มากนัก และมักศึกษาในตัวแปรโรคจิตเภทมากกว่าบุคลิกภ าพแบบ ต่อต้านสังคม ดังเช่นการวิจัยของ Nentjes และคณะ (2017) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรคจิตเภทกับ ความรู้สึกผิดและการครอบงำบุคคลอื่น (Dominance) มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 111 คน แบ่งเป็นผู้กระทำผิดที่มี อาการทางจิต 43 คน ผู้กระทำผิดที่ไม่มีอาการทางจิต 42 คน และบุคคลทั่วไป 26 คน พบว่า ไม่มี ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มตัวอย่างสามประเภทกับลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้าน และความรู้สึกผิด อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างที่รายงานค่าองค์ประกอบที่ 2 ของ PCL-R ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมสูงมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิดอย่างมีนัยส ำคัญท างสถิติที่ r=-.38, p<.001 Elison, Garofalo, และ Velotti (2014a) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพด้านมืดว่า มีความสัมพันธ์อย่างไรกับความรู้สึกผิด 3 ลักษณะ คือ 1) ความรู้สึกผิดจากการรอดชีวิต (Survivor guilt) 2) ความรู้สึกผิดกการแยกตัว (Separation guilt)และ 3) ความรู้สึกผิดจากการมีอำนาจ (Omnipotent guilt) มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 219 คน แบ่งเป็นเพศชาย 46 คน เพศหญิง 172 คน และไม่ระบุเพศ 1 คน อายุระหว่าง 17-53 ปี พบว่า โรคจิตเภทมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิดจากการรอดชีวิต และความรู้สึกผิดจากการมี อำนาจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.19, p<.001 และr=-.32, p<.001 ตามลำดับ และมีสหสัมพันธ์ทางบวก กับความเกลียดตนเอง (Self-hate) และการใคร่ครวญไตร่ตรอง (Remination) อย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ r=.35,
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 38 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด p<.001 และ r=.47, p<.001 ตามลำดับ โดยโรคจิตเภทสามารถทำนายความรู้สึกผิดจากการมีอำนาจและ ความเกลียดตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ β=-.307, p<.001 และ β=.390, p<.001 ตามลำดับ จากที่ กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น จะเห็นได้ว่า โรคจิตเภทที่มีความเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ ทางลบกับความรู้สึกผิด อย่างไรก็ตาม พบงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม กับความรู้สึกผิด เช่น Montebarocci และคณะ (2004) ดำเนินการวิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง บุคลิกภาพแบบหลงตนเองกับความละอายใจและความรู้สึกผิด มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 165 คน แบ่งเป็นเพศชาย 83 คน และเพศหญิง 82 คน อายุระหว่าง 19-30 ปี พบว่า บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง มีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิดอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความละอายใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.36, p<.05 และ Strelan (2007) ดำเนินการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง บุคลิกภาพแบบหลงตนเองกับความรู้สึกผิด การเห็นคุณค่าในตนเอง บุคลิกภาพแบบประนีประนอม และการให้อภัยบุคคลอื่น ตนเอง และสถานการณ์ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 176 คน พบว่า ความรู้สึกผิดและ การเห็นคุณค่าในตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างบุคลิกภาพแบบหลงตนเองกับการให้อภัย โดยที่การให้อภัย เป็นตัวแปรที่มีทิศทางตรงกันข้ามกับความก้าวร้าวและการกระทำผิดซ้ำ นอกจากนั้น บุคลิกภาพแบบ หลงตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกผิดที่ r=-.32, p<.01 และความละอายใจที่ r=-.39, p<.01 ทั้งนี้ ไม่พบงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบความหุนหันพลันแล่นและความใจดำไร้ความรู้สึกกับความรู้สึกผิด ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่การวิจัยครั้งนี้จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับความรู้สึกผิดว่ามีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด เหมือนหรือแตกต่างจาก ผลการวิจัยข้างต้น เมื่อมีกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด ดังนั้น ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานที่ 5 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมี ความรู้สึกผิดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และสมมติฐานที่ 5.1 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับ ความรู้สึกผิด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมกับความหวังยังไม่ปรากฏงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องในระยะที่ผ่านมา ทั้งนี้ องค์ประกอบของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมและคว ามหวังมีลักษณะ แปรผกผันกันบางประการ คือ องค์ประกอบหนึ่งของบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ระบุถึงการขาด ความสามารถในการวางแผน ในขณะที่องค์ประกอบของความหวังให้ความสำคัญกับการวางแผนแนวทางที่จะ นำตนเองไปสู่เป้าหมาย ดังนั้น จึงสามารถอนุมานได้ว่า บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ท างลบ กับความหวัง โดยบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมสูงจะมีความหวังต่ำ ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานที่ 6 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวังเป็นตัวแปรส่งผ่าน และสมมติฐานที่ 6.1 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความหวัง
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 39 ความรู้สึกผิด ทฤษฎีความรู้สึกผิด ความรู้สึกผิดเป็นอารมณ์ด้านลบของมนุษย์ที่สามารถตระหนักรู้ได้ ซึ่งอารมณ์ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ของตัวแปรด้านทัศนคติเกิดขึ้นเมื่อบุคคลกระทำผิดศีลธรรม มีพฤติกรรมละเมิดบรรทัดฐานของสังคมหรือ เกิดความผิดหวังเสียใจต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง และประเมินว่าตนเอง ได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาด ความรู้สึกผิดจึงเป็นกลไกที่ทำให้บุคคลตระหนักและเกิดความกังวลในพฤติกรรมของ ตนเองที่แสดงต่อบุคคลอื่น รวมทั้งกระตุ้นให้คำนึงถึงความรู้สึกของบุคคลอื่นที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำ ของตนเอง ดังนั้น ความรู้สึกผิดจึงเป็นอารมณ์ที่มุ่งก่อให้เกิดการแก้ไขพฤติกรรมที่ตนเองกระทำผิดพลาดไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความรู้สึกผิดมุ่งให้ความสนใจไปที่พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิด โดยไม่กระทบต่อ อัตลักษณ์ของบุคคล (Tangney & Dearing, 2003b; Tangney และคณะ, 1996) ความรู้สึกผิดทำให้บุคคลเกิดความทุกข์ ความเครียด ความคับข้องใจ และความเจ็บปวด อันเนื่องมาจากการกระทำที่ผิดพลาดของตนเองไปกระทบกับมาตรฐานศีลธรรมที่ส่งผลต่อสำนึกผิดชอบชั่วดี บุคคลจึงเกิดความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นเหตุของความรู้สึกผิดนั้น โดยมีแนวโน้มที่จะ สารภาพหรือขอโทษในสิ่งที่ผิดพลาด รวมทั้งมีความพยายามรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ๆ ของตนเอง เนื่องจากความรู้สึกผิดไม่ได้ส่งกระทบผลใดๆต่ออัตลักษณ์ หรือตัวตนของบุคคลตามที่ได้กล่าวไปแล้ว บุคคลที่ มีแนวโน้มการเกิดความรู้สึกผิดมักคิดว่า ตนเองเป็นแค่บุคคลธรรมดาที่บังเอิญไปกระทำสิ่งผิด จึงสามารถขจัด อารมณ์ทางลบเช่นนี้ผ่านทางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการกระทำได้ (Tangney & Dearing, 2003b; Tangney และคณะ, 1996; Tangney, Stuewig, Mashek, และคณะ, 2011) ความรู้สึกผิดต่อการเสพยาเสพติดมีความคล้ายคลึงกับความรู้สึกผิดต่อสถานการณ์ทั่วไป แตกต่างกัน ที่ความเฉพาะเจาะจงของสถานการณ์ โดยความรู้สึกผิดต่อการเสพยาเสพติดเป็นอารมณ์ด้านลบที่สามารถ ตระหนักรู้ได้ของกลุ่มบุคคลที่เสพยาเสพติด มักเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวรู้สึกผิดภายหลังจากการประเมินว่า พฤติกรรมการเสพยาเสพติดของตนเป็นพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมและละเมิดบรรทัดฐานของสังคม และกลุ่มบุคคล ดังกล่าวต้องการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมนั้นโดยการตัดสินใจเลิกเสพยาเสพติด ความละอายใจ (Shame) เป็นอารมณ์ด้านลบที่มีความใกล้เคียงกันกับความรู้สึกผิด และมักได้รับ การกล่าวถึงควบคู่กันเสมอ ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างความรู้สึกผิดและความละอายใจ คือ บุคคลที่มี แนวโน้มเกิดความละอายใจมักคิดว่าตนเองกลายเป็นคนเลวเมื่อกระทำผิด ความละอายใจจึงก่อให้เกิด ความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่า เนื่องจากความละอายใจมุ่งความสนใจไปที่ตัวตนทั้งหมดขอ งบุคคล ม ากกว่า การพิจารณาเฉพาะพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์ และความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อตนเอง ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่บุคคลเกิดความละอายใจมักติดตามมาด้วยความรู้สึกหมดศรัทธาในตนเอง ความรู้สึกว่าตนเอง ไร้ค่า ไร้อำนาจ ไร้ความหมาย และมักตอบโต้ความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านี้ด้วยวิธีการปกป้องตนเอง เช่น
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 40 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด การหลีกหนี การหลบซ่อน การปฏิเสธความรับผิดชอบ และการกล่าวโทษผู้อื่น (Lewis, 1971; Tangney & Dearing, 2003b; Tangney และคณะ,1996; Tangney, Stuewig, & Hafez, 2011; Tangney, Stuewig, Mashek, และคณะ, 2011) ความรู้สึกผิดและความละอายใจสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน แต่การศึกษาวิจัย ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า ควรส่งเสริมให้บุคคลเกิดความรู้สึกผิดมากกว่าความละอายใจ เนื่องจากความละอายใจกระทบต่ออัตลักษณ์ของตัวบุคคลโดยตรง และมีความเชื่อมโยงกับตัวแปรทางลบ ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะทางจิตใจของบุคคล เช่น ความก้าวร้าว ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความเครียด โรคการกินผิดปกติ การติดยาเสพติด และความเครียดหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ (Post-traumatic stress disorder) (Baumeister & Bushman, 2003; Dearing, Stuewig, & Tangney, 2005; Fergus, Valentiner, McGrath, & Jencius, 2010; Leskela, Dieperink, & Thuras, 2002; Lewis, 1971; Tangney & Dearing, 2003b; Tangney, Wagner, Fletcher, & Gramzow, 1992; Thomaes, Bushman, Stegge, & Olthof, 2008) ในทิศทางตรงกันข้าม พบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกผิดกับตัวแปรด้านบวกอันเป็นคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ เช่น ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความซื่อสัตย์สุจริต กล่าวคือ บุคคลที่มีระดับ ความรู้สึกผิดสูงมักเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ในขณะที่บุคคลที่มีระดับความรู้สึกผิดต่ำมีแนวโน้มชอบ การโกหกหลอกลวงและมีความต้องการได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับบุคลิกภาพ แบบมีจิตสำนึกและบุคลิกภาพแบบเป็นมิตร โดยพบว่า บุคคลที่มีระดับความรู้สึกผิดต่ำมีแนวโน้มเป็นบุคคล ที่ไม่น่าเชื่อถือและใจแคบกว่าบุคคลที่มีระดับความรู้สึกผิดสูง ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรม เอื้อสังคม (Prosocial behavior) บุคคลที่มีแนวโน้มการเกิดความรู้สึกผิดสูงมักมีระดับพฤติกรรมเอื้อสังคมสูง และความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการเข้าใจมุมมองของบุคคลอื่น ดังนั้น บุคคลที่มี แนวโน้มการเกิดความรู้สึกผิดสูงจึงมีความสามารถในการเข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้สึกเห็นใจบุคคลอื่น อันจะส่งผลดีต่อการยับยั้งการกระทำที่ไม่ดี (Cohen และคณะ, 2012; Cohen, Panter, Turan, Morse, & Kim, 2014; Cohen, Wolf, Panter, & Insko, 2011; Leith & Baumeister, 1998; Roos, Hodges, & Salmivalli, 2014) จะเห็นได้ว่า ความรู้สึกผิดและความละอายใจมีความเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้เลือก ความรู้สึกผิดเป็นตัวแปรในกรอบแนวคิดการวิจัย เนื่องจากความรู้สึกผิดช่วยกระตุ้นคุณลักษณะทางบวก ที่เหมาะสม เพิ่มคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในตัวบุคคล นอกจากนั้น การเพิ่มความรู้สึกผิดช่วยให้บุคคลรู้จัก การยับยั้งชั่งใจก่อนที่จะกระทำผิด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 41 การทบวนวรรณกรรมที่ผ่านมา พบว่า ความรู้สึกผิดต่อการเสพยาเสพติดส่งผลต่อการเลิกเสพ ยาเสพติดของกลุ่มตัวอย่างทั้งบุคคลทั่วไปและผู้ต้องขัง โดยเฉพาะในกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังที่เคย มีประวัติ การเสพยาเสพติด กล่าวคือ เมื่อเพิ่มระดับความรู้สึกผิดก่อนได้รับการปล่อยตัวจะสามารถช่วยให้กลุ่มตัวอย่าง ประเมินได้ว่า พฤติกรรมเสพยาเสพติดของตนในอดีตเป็นพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมและละเมิดบ รรทัดฐาน ของสังคม ดังนั้น เมื่อได้รับการปล่อยตัวและต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจนำมาสู่การเกิดคว ามรู้สึกผิดซ้ำ แบบเดิม กลุ่มผู้พ้นโทษจะสามารถประเมินได้ว่าควรจัดการ ระงับ หรือปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมต่อสถานการณ์ ดังกล่าวอย่างไร เพื่อป้องกันการเกิดความผิดพลาดซ้ำแบบเดิม (Dearing และคณะ, 2005; Hequembourg & Dearing, 2013; Niedenthal, Tangney, & Gavanski, 1994; Tangney, Stuewig, Mashek, และคณะ, 2011) แนวทางการศึกษาเรื่องความรู้สึกผิด เครื่องมือที่ใช้วัดความรู้สึกผิดของบุคคลมีหลากหลายชนิด โดยส่วนใหญ่จะเป็นมาตรวัดแบบรายงาน ตนเองที่นิยมวัดทั้งความรู้สึกผิดและความละอายใจควบคู่กัน โดยเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง คือ The Guilt and Shame Proneness Scale (GASP) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย Cohen และคณะ (2011) ประกอบไปด้วยข้อคำถามทั้งหมด 16 ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกผิดและความละอายใจ และมาตรวัด Test of Self-Conscious (TOSCA) ที่ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1) ความรู้สึกผิด 2) ความละอายใจ และ 3) การกล่าวโทษสิ่งต่าง ๆ เมื่อบุคคลกระทำผิด ข้อคำถามภายในมาตรวัดจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน โดยผู้ตอบมาตรวัดชนิดนี้จะต้องจินตนาการว่า ถ้าตนเองตกอยู่ภายใต้ สถานการณ์ต่าง ๆ ตามที่มาตรวัดระบุไว้จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ นั้นอย่างไร มาตรวัด TOSCA ได้รับการพัฒนาจนถึงปัจจุบันทั้งหมด 6 ครั้ง สามารถใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันได้ทั้งหมด 4กลุ่ม ดังนี้ 1. TOSCA (Tangney และคณะ, 1989 อ้างถึงใน Tangney & Dearing, 2003b) ต้นฉบับ ที่ได้รับ การพัฒนาขึ้นในปีค.ศ. 1989 ใช้สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ทั่วไป 2. TOSCA-A (Tangney, Wagner, Gavlas, & Gramzow, 1991 อ ้างถ ึงใน Tangney & Dearing, 2003b) ได้รับการพัฒนาขึ้นในปีค.ศ. 1991 ใช้สำหรับกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่น (อายุ 12-20 ปี) 3. TOSCA-C (Tangney แ ล ะคณะ, 1990 อ ้างถ ึงใน Tangney & Dearing, 2003b) ท ี่ได้รับ การพัฒนาขึ้นในปีค.ศ. 1990 ใช้สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็ก (อายุ 8-12 ปี) 4. TOSCA-SD (Hanson & Tangney, 1995 อ ้างถ ึงใน Tangney & Dearing, 2003b) ท ี่ได้รับ การพัฒนาขึ้นในปีค.ศ. 1995 ใช้สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางสังคม เช่น กลุ่มผู้ต้องขัง
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 42 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด 5. TOSCA-2 (Tangney, Ferguson และคณะ, 1996 อ้างถึงใน Tangney & Dearing, 2003b) ที่ได้รับ การพัฒนาขึ้นในปีค.ศ. 1996 โดยปรับปรุงเพิ่ม-ลดสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในมาตรวัดจากมาตรวัด ต้นฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน 6. TOSCA-3 (Tangney, Dearing, Wagner, & Gramzow, 2000 อ ้างถ ึงใน Tangney & Dearing, 2003b) ที่ได้รับการพัฒนาใหม่อีกครั้งในปีค.ศ. 2000 โดยเป็นมาตรวัดที่ใช้อยู่ในการศึกษ าวิจัยใน ปัจจุบันที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่ การวิจัยครั้งนี้สร้างและพัฒนามาตรวัดขึ้นใหม่เพื่อให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับบริบท ที่ต้องการศึกษา คือ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดียาเสพติด โดยอ้างอิงจากมาตรวัด TOSCA-SD (Hanson & Tangney, 1995 อ้างถึงใน Tangney & Dearing, 2003b) งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกผิด ความรู้สึกผิดกับการกระท าผิดซ ้า ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการเสพยาเสพติดและการกระทำผิดซ้ำ โดยความรู้สึกผิด มีสหสัมพันธ์ทางลบกับการตัดสินใจในการก่ออาชญากรรมและสามารถทำนายแนวโน้มที่บุคคลจะ แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ (Cohen และคณะ, 2012) Stuewig และคณะ (2015) ดำเนินการวิจัยแบบ ระยะยาว พบว่า แนวโน้มการเกิดความรู้สึกผิดเมื่อกระทำความผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการเกิด พฤติกรรมเสี่ยง และพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะการเสพยาเสพติด และการมี เพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน (Treeby & Bruno, 2012) ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบต่อการเสพยาเสพติดทั้งในกลุ่มตัวอย่างบุคคลทั่วไปและกลุ่มผู้ต้องขัง Hequembourg และ Dearing (2013) ดำเนินการศึกษาวิจัยในกลุ่มตัวอย่างบุคคลทั่วไป เพื่อตรวจสอบ ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกผิดและความละอายใจกับการใช้ยาเสพติด พบว่า ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการใช้ยาเสพติดประเภทกัญชาที่ r=-.20, p<.01 ฝิ่นที่ r=-.11, p<.05 และโคเคนที่ r=-.10, p<.05 กล่าวคือ บุคคลที่มีระดับความรู้สึกผิดสูงเมื่อประเมินว่าการเสพยาเสพติดของ ตนเองเป็นสิ่งผิดพลาดและละเมิดบรรทัดฐานของสังคม ความรู้สึกผิดนั้นจะเป็นกลไกที่ทำให้บุคคลดังกล่าว ตระหนักและเกิดความกังวลในพฤติกรรมของตนเอง ส่งผลให้เกิดความต้องการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมตนเอง โดยการไม่กลับไปเสพยาเสพติดอีก ในขณะที่การศึกษาวิจัยของ Dearing และคณะ (2005) ดำเนินการ ศึกษาวิจัยในกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังชายและหญิง พบผลที่สอดคล้องกันว่า ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการใช้ยาเสพติดประเภทกัญชาที่ r=-.19, p<.001 และ การใช้ยาเสพติดมากกว่า 1 ชนิดที่ r=-.13, p<.05 เนื่องจากผู้ต้องขังที่มีระดับความรู้สึกผิดสูงสามารถตระหนักได้ถึงความผิดพลาดของ พฤติกรรมการเสพยาเสพติดของตนเองในอดีต และเกิดความต้องการขจัดความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นโดยการเลิก ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อเป็นการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรม
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 43 การศึกษาวิจัยที่ผ่านมา ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกผิดกับการกระท ำผิดครั้งแ รกและ การกระทำผิดซ้ำ โดยพบผลการวิจัยสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน คือ ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับ การกระทำผิดครั้งแรกและกระทำผิดซ้ำ การศึกษาวิจัยของ Hosser และคณะ (2008b) ดำเนิน การศึกษาวิจัยแบบระยะยาว เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกผิดกับการกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี ภายหลังจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการปล่อยตัว มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังชายชาวเยอรมัน อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่กระทำผิดในคดีเกี่ยวกับความรุนแรง ทรัพย์ และยาเสพติด โดยผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลทั้งหมด 3ครั้ง คือ 1) ช่วงระยะเวลาเริ่มแรกที่กลุ่มตัวอย่างต้องขัง 2) ช่วงระยะเวลา 2 เดือน ภายหลังจากการเก็บข้อมูลครั้งแรก และ 3) ช่วงก่อนที่กลุ่มตัวอย่างได้รับการปล่อยตัว หลังจากนั้น จึงตรวจสอบการกระทำผิดซ้ำของกลุ่มตัวอย่าง ภายหลังพ้นโทษเป็นเวลา 2 ปี พบว่า ผู้ต้องขังที่มีระดับความรู้สึกผิดสูงตอนเข้าเรือนจำมีแนว โน้มกลับมา กระทำผิดซ้ำภายหลังจากถูกปล่อยตัวในระดับต่ำ การศึกษาวิจัย Tangney, Stuewig, Mashek, และคณะ (2011) ดำเนินการวิจัยในกลุ่มผู้ต้องขังชายและหญิงจำนวน 550 คน พบว่า ความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบ กับตัวแปรต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำนายความเสี่ยงของการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังอย่างมีนัยส ำคัญ ทางสถิติ เช่น การแสวงหาการกระตุ้นเร้าที่ r=-.28, p<.01 แนวโน้มในการเลือกใช้ความรุนแรงที่ r=-.26, p<.01 และ การศึกษาวิจัยของ Tangney และคณะ (2014b) ดำเนินการศึกษาวิจัยแบบระยะยาวใน กลุ่มผู้ต้องขังชายและหญิง พบผลการศึกษาที่สอดคล้องกันว่า แนวโน้มการเกิดความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำของกลุ่มตัวอย่างภายใน 1 ปี ภายหลังจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการปล่อยตัวอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.16, p<.01 กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับความรู้สึกผิดสูงมีการกลับมากระทำผิดซ้ำ ภายใน 1 ปีหลังถูกปล่อยตัวในระดับต่ำ เนื่องจากอดีตผู้ต้องขังที่มีแนวโน้มการเกิดความรู้สึกผิดสูงมักพยายาม แก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองเพื่อไม่ให้กลับมาต้องโทษอีก ความน่าสนใจของการศึกษาวิจัย นี้ คือ วิธีการวัดการกระทำผิดซ้ำที่ได้จากข้อมูลการกระทำผิดซ้ำจริงภายในระยะเวลา 1 ปี หลังการพ้นโทษ ผลที่ได้ จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่แนวโน้มหรือการคาดเดา อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกผิดไม่ได้เป็น ปัจจัยโดยตรงที่ส่งผลให้บุคคลหยุดพฤติกรรมการกระทำผิด แต่ความรู้สึกผิดมีผลโดยตรงต่อความรู้สึกไม่ดี เมื่อบุคคลกระทำผิด และความรู้สึกไม่ดีสามารถยับยั้งการกระทำผิดซ้ำได้ (Tangney และคณะ, 2014b; Tangney, Stuewig, & Mashek, 2007) การต้องโทษในเรือนจำมีผลต่อระดับความรู้สึกผิดของผู้ต้องขัง โดย Hosser และคณะ (2008b) พบว่า ระดับความรู้สึกผิดและระดับความละอายใจของกลุ่มตัวอย่างลดต่ำลงเรื่อย ๆ นับตั้งแต่วันที่ต้องขัง จนถึงวันที่พ้นโทษ โดยลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 2สัปดาห์แรกที่ต้องขัง ทั้งนี้ ผู้วิจัยให้เหตุผลของปรากฏการณ์ ดังกล่าวว่า เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมในเรือนจำที่ระบุให้ความรู้สึกผิดและความละอายใจเป็นสัญลักษ ณ์ของ ความอ่อนแอ ดังนั้น เมื่อกลุ่มตัวอย่างต้องขังภายในเรือนจำจึงรับเอาวัฒนธรรมเหล่านี้เข้ามา จึงเป็น ความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างเสริมให้ผู้ต้องขังก่อนการพ้นโทษเกิดคว ามรู้สึกผิดเมื่อ กระทำผิด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำ และช่วยให้ผู้ต้องขังใช้ชีวิตในสังคม ภายนอกได้ดีมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 44 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานที่ 2.2 ความรู้สึกผิดมีสหสัมพัน ธ์ทางลบกับ การกระทำผิดซ้ำ โดยความรู้สึกผิดเป็นตัวแปรที่มีความสำคัญ ช่วยให้บุคคลมีความพยายามปรับปรุง พฤติกรรมของตนเองให้ดีขึ้น นอกจากนั้น ความรู้สึกผิดยังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำและการติด ยาเสพติดอีกด้วย ดังนั้น บุคคลที่มีความรู้สึกผิดต่อการเสพยาเสพติดของตน จะสามารถตระหนักได้ว่าตนเอง กระทำสิ่งผิดพลาดและมุ่งแก้ไขพฤติกรรมเพื่อไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำแบบเดิม ความหวัง ทฤษฎีความหวัง ความหวังเป็นตัวแปรด้านทัศนคติที่บุคคลมีต่อเป้าหมายหนึ่ง ๆ ที่ตนเองปรารถนา มีความต้องการ ลงมือปฏิบัติ หรือสร้างพัฒนาขึ้นให้สำเร็จ (Snyder และคณะ, 2003) โดยสามารถเป็นได้ทั้งคุณลักษณะ ที่คงทนถาวรภายในตัวบุคคล (Trait) เชื่อมโยงกับความหวังในชีวิตโดยทั่วไป นอกจากนั้น ยังสามารถเป็น ลักษณะที่มีความชั่วคราวในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (State) เชื่อมโยงกับความหวังของบุคคลต่อสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่งหรือเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง จึงมีความเป็นไปได้ว่า บุคคลที่มีความหวังโดยรวมในชีวิตไม่สูงนัก อาจมีความหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เฉพาะเจาะจงสูงได้ หากความหวังนั้นมีความหมายและคุณค่าต่อบุคคลนั้น ๆ (Snyder และคณะ, 1991a; Snyder และคณะ, 1996) ความหวังตามแนวความคิดของ Snyder และคณะ (1991a) ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 2 ประการ คือ 1) ด้านอารมณ์ความรู้สึก (Emotional-based hope) ซึ่งเป็นความปรารถนาที่บุคคลมีต่อเป้าหมาย ที่ตนเองต้องการ และ 2) ด้านการรู้คิด (Cognitive-based hope) ที่ประกอบไปด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย (Agency) และการวางแผนแนวทางที่จะนำตนเอ งไปสู่ เป้าหมาย (Pathway) โดยความปรารถนาที่บุคคลมีต่อเป้าหมาย หมายถึง การที่บุคคลมีแรงจูงใจ และประเมิน ว่าตนเองมีความสามารถมากเพียงพอที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ตนเอง ต้องการ ในขณะที่การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย หมายถึง การที่บุคคลมีการว างแผ น หาวิถีทางต่าง ๆ เพื่อนำตนเองไปสู่เป้าหมาย รวมถึงการแสวงหาวิธีการอื่น ๆ รองรับการนำตนเองไปสู่ เป้าหมายที่ต้องการ ในกรณีที่วิธีการที่ตั้งใจไว้ครั้งแรกไม่ประสบผลสำเร็จ โดยบุคคลที่มีความหวังในระดับสูง มักมีหนทางอื่น ๆ หรือแผนการสำรองรองรับไว้มากกว่าบุคคลที่มีความหวังในระดับต่ำ (Snyder, 2000) จึงสามารถกล่าวได้ว่า ถ้าบุคคลมีเพียงแค่ความปรารถนาต่อเป้าหมาย แต่ไม่มีแนวทางหรือวิธีการที่จะนำไปสู่ เป้าหมายนั้น ความหวังดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ถ้าบุคคลมีแนวทางหรือวิธีการที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย แต่กลับไม่มีความปรารถนาในเป้าหมายนั้น ความหวังดังกล่าวก็จะไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกัน ดังนั้น ความหวังที่จะช่วยขับเคลื่อนบุคคลให้ไปสู่เป้าหมาย หรือความสำเร็จที่ต้องการจึงจำเป็นต้องมีทั้งความปรารถนาและการเห็นแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมาย (Burnett & Maruna, 2004)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 45 ความหวังเป็นสิ่งที่สำคัญของมนุษย์ บุคคลที่มีระดับความหวังสูงจะมีความเข้มแข็งพร้อมที่จะเผชิญ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมีความเชื่อมั่นว่าตนเองจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจนไปถึงเป้าหมายที่ตนเอง ปรารถนาได้สำเร็จ การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบสหสัมพันธ์ทางบวกระหว่างความหวังกับตัวแปรทางบวกอื่น ๆ เช่น ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในชีวิตและการเห็นคุณค่าของตนเอง กล่าวคือ บุคคลที่มี ระดับความหวังสูงจะมีระดับความพึงพอใจในชีวิต รวมถึงระดับการเห็นคุณค่าของตนเองสูง (Bailey, Eng, Frisch, & Snyder, 2007; Snyder และคณะ, 1997; Snyder และคณะ, 1996) บุคคลที่มีระดับความหวังสูง มักเป็นผู้ที่มีความมั่นใจ ความมุ่งมั่น และมีพลังในการดำเนินชีวิตมากกว่าบุคคลที่มีระดับความหวังต่ำ (Snyder และคณะ, 1991a) ในทิศทางตรงกันข้าม ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับตัวแปรทางลบอื่น ๆเช่น ความหวัง มีสหสัมพันธ์ทางลบกับความวิตกกังวลและความซึมเศร้า (Rajandram และคณะ, 2011) บุคคลที่มีความหวัง ในระดับต่ำหรือผู้สิ้นหวัง (Hopelessness) มักมีโอกาสเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย หรือเคยมีพฤติกรรม ความพยายามฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ ยังพบว่าบุคคลที่มีความหวังในระดับสูงมีโอกาสสูญเสียก ารควบคุม พฤติกรรมและอารมณ์ตนเองน้อยกว่าบุคคลที่มีความหวังในระดับต่ำ (Shorey และคณะ, 2005 อ้างถึงใน Fortman, 2011) โดยความหวังในระดับสูงมีสหสัมพันธ์ทางลบกับความเครียด แต่มีสหสัมพันธ์ทางบวกกับ ความรวดเร็วในการฟื้นตัวจากความเครียด ช่วยทำให้บุคคลสามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่า การมีความหวังระดับสูงส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เปรียบเสมือน เกราะป้องกันให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและไม่เครียด (Snyder, 2002) ความหวังมีความคล้ายคลึงกับตัวแปรการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy)และตัวแปร การมองโลกในแง่ดี (Optimism) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากวัตถุประสงค์และกรอบแนวคิดการวิจัยครั้งนี้ ตัวแปรความหวังเป็นตัวแปรที่มีความหมายครอบคลุมมากกว่า โดยความหวังมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกัน การกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้พ้นโทษกลุ่มคดีการเสพยาเสพติด ทั้งนี้ การรับรู้ความสามารถของตนเองเป็น กระบวนการทางปัญญา (Cognitive process) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยอัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura) หมายถึง ความมั่นใจต่อความสามารถของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายหรือผลลัพธ์ ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ คือ 1) ความคาดหวังระดับความสามารถของตนเองในการจัดการ สถานการณ์หนึ่ง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficacy-expectations) และ 2) ความคาดหวังถึงผลของ พฤติกรรมที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ (Outcome-expectations) (Bandura, 1997) จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า การรับรู้ความสามารถของตนเองมีส่วนคล้ายคลึงกับความหวังใน องค์ประกอบที่ 2 คือ การรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย และการวางแผนแนวทางที่จะนำ ตนเองไปสู่เป้าหมาย (Snyder และคณะ, 1991a) อย่างไรก็ตาม การรับรู้ความสามารถของตนเองไม่ได้ให้ ความสำคัญองค์ประกอบด้านอารมณ์ความรู้สึก จึงเป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างความหวังและการรับรู้ ความสามารถตนเอง โดยอาจกล่าวได้ว่า ความหวังมีคำจำกัดความและองค์ประกอบที่ครอบคลุมมากกว่า การรับรู้ความสามารถของตนเอง
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 46 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ความหวังยังมีความคล้ายคลึงกับการมองโลกในแง่ดี โดยความหวังและการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวข้อง กับมุมมองทัศนคติทางบวกที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในอนาคต (Park, Peterson, & Seligman, 2004) อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนระหว่างความหวังและการมองโลกในแง่ดีคือ การมองโลก ในแง่ดีมุ่งเน้นไปที่ความเชื่อว่าจะมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่าสิ่งที่ไม่ดี ในขณะที่ความหวังให้ความสำคัญ กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อบุคคลให้ความสำคัญกับเป้าหมาย และประเมินความสามารถตนเอง รวมทั้ง วางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจ (Snyder, 2000) การศึกษาวิจัยของ Bailey และคณะ (2007) พบว่าความหวัง ทั้งทางด้านรับรู้ความสามารถของตนเองและการวางแผนสู่ เป้าหมายมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการมองโลกในแง่ดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.32, p=<.001 และr=.36, p=<.001 ตามลำดับ โดยความหวังสามารถทำนายระดับความพึงพอใจในชีวิตได้ดีกว่าการมองโลก ในแง่ดี อีกด้วย จากที่กล่าวมาทั้งหมด การวิจัยครั้งนี้จึงพิจารณานำความหวังมาเป็นตัวแปรในกรอบแนวคิดการวิจัย เนื่องจากความหวังมีคำจำกัดความที่ครอบคลุมมากกว่า ทั้งยังเป็นตัวแปรที่สามารถนำมาสร้างห รือพัฒ นา หลักสูตรเพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้พ้นโทษกลุ่มคดีการเสพยาเสพติดได้ ความหวังต่อการเลิกเสพยาเสพติดซึ่งเป็นบริบทของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นความหวังต่อสถานการณ์ ที่เฉพาะเจาะจง (State) ประกอบไปด้วย 1) ด้านอารมณ์ความรู้สึก คือ การที่บุคคลมีความปรารถนาที่จะเลิก เสพยาเสพติดโดยเด็ดขาด และ 2) ด้านการรู้คิด คือ การที่บุคคลรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถพอที่จะเลิกเสพ ยาเสพติด เช่น รับรู้ว่าตนเองมีความหนักแน่นพอที่จะปฏิเสธเมื่อเพื่อนชักชวนให้กลับไปเสพยาเสพติด รวมถึง การที่บุคคลมีการวางแผนแนวทางปฏิบัติตนในอนาคตที่สามารถนำตนเองไปสู่เป้าหมายในการเลิกยุ่งเกี่ยวกับ ยาเสพติด เช่น วางแผนว่าจะไม่กลับไปคบกับเพื่อนกลุ่มที่มีพฤติกรรมการเสพยาเสพติด แนวทางการศึกษาเรื่องความหวัง เครื่องมือที่นิยมใช้ในการวัดระดับความหวังของบุคคลนอกเหนือจากการสัมภาษณ์คือการใช้มาตรวัด แบบรายงานตนเอง โดยมาตรวัดที่ได้รับความนิยม คือ The Adult Trait Hope Scale (Snyder และคณะ, 1991a) มีลักษณะเป็นมาตรวัดระดับความหวังโดยทั่วไป เหมาะสำหรับบุคคลที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีข้อคำถาม ทั้งหมด 12 ข้อ แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ คือ 1) ด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะไปสู่เป้าหมาย จำนวน 4 ข้อ 2) ด้านการวางแผนแนวทางที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมายจำนวน 4ข้อ และ 3) คำถามทั่วไป จำนวน 4 ข้อ นอกจากนั้น มาตรวัดที่ได้รับความนิยมอีกมาตรหนึ่ง คือ The Adult State Hope Scale (Snyder และคณะ, 1996) ซึ่งมีลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกับมาตรวัด The Adult Trait Hope Scale (Snyder และคณะ, 1991a) เพียงแต่มักใช้ในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความหวังที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง หรือเป็น สถานการณ์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 47 การวิจัยครั้งนี้สร้างและพัฒนามาตรวัดขึ้นใหม่เพื่อให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทที่ ต้องการศึกษา คือ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดียาเสพติด โดยอ้างอิงจากมาตรวัด The Adult State Hope Scale (Snyder และคณะ, 1991a) งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความหวัง ความหวังกับการกระท าผิดซ ้า การศึกษาวิจัยในระยะที่ผ่านมา มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหวังกับการก ระท ำผิดซ้ำ โดยให้ผลการวิจัยสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ (Burnett (1992 อ้างถึงใน Burnett & Maruna, 2004) ดำเนินการศึกษาวิจัยแบบระยะยาว มีกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ต้องขังชายจำนวน 130 คน ส่วนใหญ่กระทำผิดในคดีเกี่ยวกับทรัพย์ โดยผู้วิจัยดำเนินการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างก่อนปล่อยตัว 2 เดือน และสัมภาษณ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่งภายหลังจากพ้นโทษไปแล้ว 2 ปี พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีความหวังและมีการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า จะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีภายหลังจาก พ้นโทษมีอัตราการกลับมากระทำผิดซ้ำน้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีความหวังและไม่แน่ใจในอนาคตข้างหน้า ของตนเอง จากนั้น Burnett และ Maruna (2004) ดำเนินการศึกษาต่อยอดจากงานวิจัยนี้ โดยการตรวจสอบ ระดับความหวังต่อการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดิม เมื่อระยะเวลาผ่านไป 10 ปีว่า ระดับของ ความหวังและการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนก่อนการพ้นโทษ 2 เดือน ตามงานวิจัยของ(Burnett (1992 อ้างถึงใน Burnett & Maruna, 2004))ส่งผลต่อการไม่กระทำผิดซ้ำหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 40 ของกลุ่มตัวอย่างที่มีความหวังและมีการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนมีรายงานการกลับไปกระทำผิดซ้ำ ในขณะที่ กลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีความหวังและไม่แน่ใจในอนาคตข้างหน้าของตนเอง มีรายงานการกลับไปกระทำผิดซ้ำสูงถึง ร้อยละ 70 จะเห็นได้ว่า ความหวังมีอิทธิพลและสามารถทำนายการกระทำผิดซ้ำได้เป็นอย่างดี Martin และ Stermac (2010) ดำเนินการวิจัยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า ความหวังสามารถ ทำนายการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มผู้ต้องขังได้หรือไม่ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน แบ่งเป็นเพศชาย 50 คน และเพศหญิง 50 คน อายุเฉลี่ย 33.3 ปี พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีความหวังในระดับสูงมีสหสัมพันธ์ ทางลบกับความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=-.26, p<.05 หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ผู้ต้องขังที่ไม่มีแรงจูงใจหรือความปรารถนาที่จะไปสู่เป้าหมาย และไม่เชื่อว่าตนเองมีความสามารถเพียงพอที่จะ ไปสู่เป้าหมาย มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าที่จะกระทำผิดซ้ำภายหลังจากการพ้นโทษ นอกจากนั้น งานวิจัยนี้ยังพบว่า เพศหญิงมีระดับความหวังต่ำกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ t(101)=2.03, p<.05 จึงสามารถอนุมาน ได้ว่า เมื่อพิจารณาตามตัวแปรความหวัง เพศหญิงมีโอกาสกระทำผิดซ้ำสูงกว่าเพศชาย ดังนั้น จึงมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องให้ความใส่ใจระดับความหวังของผู้ต้องขังหญิงก่อนการพ้นโทษ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ผู้พ้นโทษเหล่านั้นจะไม่กลับมากระทำผิดซ้ำในคดีการเสพยาเสพติดอีก
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 48 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ความหวังกับการบ าบัดยาเสพติดและการเลิกเสพยาเสพติด นอกจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหวังกับการกระทำผิดซ้ำแล้ว ยังพบการศึกษาวิจัย ระหว่างความหวังกับการบำบัดการเสพยาเสพติดด้วย โดยความหวังมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับการบำบัด ยาเสพติด ช่วยให้การบำบัดอาการติดยาเสพติดของผู้ต้องขังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดปัญหาการเสพ ยาเสพติด และนำไปสู่การลดปัญหาการกระทำผิดครั้งแรกและการกระทำผิดซ้ำในคดีการเส พยาเสพติด การศึกษาวิจัยของ Law และ Guo (2012) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลโปรแกรมการบำบัด การติดยาเสพติดของผู้ต้องขังหญิงที่ติดยาเสพติดในประเทศไต้หวัน โดยโปรแกรมดังกล่าวนี้นำความหวังเข้ามา เป็นองค์ประกอบหลักในการดำเนินงาน 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1) ขั้นตอนที่ 1-ค้นหาความหวังจากเรื่องราวของ ชีวิต (Finding hope from a personal life story) คือ การให้ผู้ต้องขังหญิงที่เข้าร่วมโปรแกรมเล่าเรื่องราว ของตนเองก่อนการเสพยาเสพติด จากนั้น ผู้ต้องขังหญิงจะได้เรียนรู้ทฤษฎีความหวังเพื่อนำมาใช้เป็นก รอบ ในการเล่าเรื่องชีวิตของตนเองใหม่อีกครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ต้องขังพิจารณาความหวังที่เกิดขึ้นในช่วง เวลานั้น และสังเกตว่าความหวังในชีวิตของตนเองมีแบบแผนในการเติบโตอย่างไร 2) ขั้นตอนที่ 2- เพิ่มความหวัง (Increasing hope) คือ การเพิ่มระดับความหวังผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และ 3) ขั้นตอนที่ 3-ระลึกถึงความหวัง (Hope reminding) คือ การให้ผู้ต้องขังหญิงที่เข้าร่วมโปรแ กรมนึกถึง ความหวังหรือความสำเร็จของตนเองที่ผ่านมาในอดีต เพื่อเป็นเสมือนสิ่งเตือนใจว่าในชีวิตเคยมีความหวังหรือ สิ่งดีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จากนั้น ให้ผู้ต้องขังเขียนเล่าถึงสิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโปรแกรม และแนวทางที่จะ นำไปสู่ความหวังที่ต้องการในอนาคต ผลการศึกษาวิจัย พบว่า โปรแกรมเพิ่มความหวังก่อนการเข้ารับ การบำบัดอาการติดยาเสพติดของกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังหญิงช่วยให้สามารถบำบัดอาการติดยาเสพติด ได้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังหญิงที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรม โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโป รแก รมเพิ่ม ความหวังมีระดับการเปลี่ยนแปลงทางการรู้คิดและพฤติกรรม (Cognitive and behavior change) ภายหลัง เสร็จสิ้นโปรแกรมสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีสิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงทางการรู้คิดและพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการรู้จักวิธีการปฏิเสธการเสพยาเสพติด จึงทำให้ สามารถอนุมานได้ว่า ผู้พ้นโทษที่ผ่านโปรแกรมเพิ่มความหวังจะสามารถจัดการตนเองได้เมื่อเผชิญกับสิ่งเร้า ที่กระตุ้นให้เกิดการเสพยาเสพติด และเลือกที่จะปฏิเสธการเสพยาเสพติด อันจะมีโอกาสนำไปสู่การกระทำ ผิดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง การวิจัยนี้ยังพบว่า ระดับการเห็นคุณค่าในตัวเองของผู้ต้องขังหญิงที่เข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มความหวัง เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังหญิงที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมมีระดับการเห็น คุณค่าในตัวเองลดต่ำลง จะเห็นได้ว่า โปรแกรมการเพิ่มความหวังส่งผลให้การเข้ารับการบำบัดอ าก ารติด ยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ต้องขังหญิงที่เข้าร่วมโปรแกรมมีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนพฤติก รรม ตนเองและมีระดับการเห็นคุณค่าในตนเองสูงขึ้น ส่งผลต่อแนวโน้มการกลับมากระทำผิดซ้ำในคดีก ารเสพ ยาเสพติดน้อยลง ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังหญิงเนื่องจากผลที่ตามมาจากการเสพ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 49 ยาเสพติดของเพศหญิงมีมากกว่าและรุนแรงกว่าเพศชาย เช่น การเกิดความรู้สึกเครียด ความซึมเศร้า และความวิตกกังวล นอกจากนั้น เพศหญิงยังมีระดับการเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำกว่าเพศชาย จึงอาจส่งผลให้ ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ตกเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงทางเพศ และอื่น ๆ ทั้งนี้ ถ้าเพศหญิง ที่ตัดสินใจเข้ารับการบำบัดอาการติดยาเสพติดมีระดับความหวังต่ำจะส่งผลต่อการรับการบำบัด โดยทำให้ เข้ารับการบำบัดไม่ครบตามโปรแกรมเนื่องจากเกิดความรู้สึกสิ้นหวังและไม่ทราบว่าตนเอ งจะต้องได้รับ การบำบัดไปเพื่ออะไร ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของ Martin และ Stermac (2010) ที่พบว่า ระดับ ความหวังของผู้ต้องขังหญิงมักต่ำกว่าผู้ต้องขังชาย ดังนั้น การเพิ่มระดับความหวังให้ผู้ต้อ งขังห ญิงที่เสพ ยาเสพติดก่อนเข้ารับการบำบัดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การบำบัดอาการติดยาเสพติดมีประสิทธิภ าพ มากยิ่งขึ้น นอกจากความหวังจะมีความสัมพันธ์ทางบวกต่อการบำบัดยาเสพติดแล้ว ความหวังยังส่งผลต่อ การเลิกเสพยาเสพติดด้วย การศึกษาวิจัยของ Mathis และคณะ (2009) ดำเนินการศึกษาวิจัยแบบระยะยาว มีกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลที่เข้ารับการบำบัดอาการติดยาเสพติดในสถานบำบัด พบว่า ความหวังสามารถทำนาย การเลิกเสพยาเสพติดภายหลังจากเสร็จสิ้นโปรแกรมเข้ารับบำบัดอาการติดยาเสพติดไปแล้ว 8 เดือน เนื่องจาก ความหวังช่วยให้บุคคลตั้งเป้าหมายในการเลิกเสพยาเสพติดในอนาคต อีกทั้งยังช่วยให้บุคคลรับรู้ถึง ความสามารถของตนเองในการไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และทำให้บุคคลมีการวางแผนว่าต้องปฏิบัติตนเอง อย่างไรจึงจะทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ ดังนั้น ความหวังจึงสามารถช่วยให้การบำบัดอาการติดย าเสพติดมี ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดภายหลังจากเส ร็จสิ้น กระบวนการบำบัด จากที่กล่าวมาจึงนำไปสู่สมมติฐานข้อที่ 3.2 ความหวังมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิด โดยความหวังช่วยสร้างกระบวนการคิดที่มุ่งสู่เป้าหมายในการเลิกเสพยาเสพติด ทำให้บุคคลมุ่งแสดงพฤติกรรม ที่จะนำสู่เป้าหมายที่ต้องการ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ เพิ่มแรงจูงใจให้บุคคล อยากเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือหมายถึงการกลับตัวเป็นคนดี เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดอีก (Martin & Stermac, 2010)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 50 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 51 บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการก ระทำผิดซ้ำของ ผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมเพื่อป้องกัน การกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด มีระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ทั้งวิธี เชิงปริมาณ ได้แก่ การสำรวจด้วยแบบสอบถามและมาตรวัด และวิธีเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์ รายบุคคล ดังนี้ ประชากร การวิจัยนี้มีประชากร คือ ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับการพิพากษาจำคุก คดีความเป็นที่สิ้นสุดในคดีการเสพ ยาเสพติดในเรือนจำ/ทัณฑสถาน เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อายุระหว่าง 28-52 ปี ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2560 หรือเกิดระหว่างปีพ.ศ. 2508-2532 กลุ่มตัวอย่าง การวิจัยนี้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random) ดังนี้ 1. ขั้นตอนที่ 1คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยกรมราชทัณฑ์ กระทรวง ยุติธรรม และมูลนิธิณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นผู้คัดเลือก เรือนจำ/ทัณฑสถาน เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่อนุญาตให้เข้าดำเนินการเก็บข้อมูล จากนั้น เจ้าหน้าที่ประจำเรือนจำ/ทัณฑสถานตามที่ได้รับคัดเลือก ดำเนินการคัดเลือกผู้ต้องขังหญิง เบื้องต้นเข้าสู่กระบวนการดำเนินการวิจัย 2. ขั้นตอนที่ 2 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Sample random sampling) โดยให้กลุ่มตัวอย่าง ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับการคัดเลือกตามขั้นตอนที่ 1 นับเลขตามลำดับ จากนั้น สุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้ต้องขังหญิงที่นับเลขตรงตามที่กำหนดเป็นกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างที่ได้เป็น ตัวแทนประชากรดีที่สุด เกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ เกณฑ์การคัดเข้า คือ ผู้ต้องขังหญิงที่ต้องขังครั้งล่าสุดจากการกระทำผิดในคดีการเสพย าเสพติด มีอายุระหว่าง 28-52 ปีณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 หรือเกิดระหว่างปีพ.ศ.2508-2532 สามารถอ่านออก เขียนได้ มีทักษะการใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 52 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด เกณฑ์การคัดออก คือ ผู้ต้องขังหญิงที่มีประวัติการรักษาทางจิตเวช ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง คำนวณจากจำนวนพารามิเตอร์ที่ต้องประมาณค่าจำนวน 42 พารามิเตอร์ พารามิเตอร์ละ 10-20 เท่า (Hair, Black, Babin, & Anderson, 2010) ทำให้ในการศึกษานี้มีขนาด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 420–840 คน พื้นที่ในการเก็บข้อมูล การวิจัยนี้มีพื้นที่ในการเก็บข้อมูล คือ เรือนจำ/ทัณฑสถาน เขตกรุงเทพมหานครแล ะป ริมณฑล จำนวน 5 แห่ง แบ่งเป็น 1) เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 แห่ง คือ เรือนจำ 1 แห่ง และทัณฑสถาน 2 แห่ง และ 2) เขตปริมณฑล จำนวน 2 แห่ง คือ เรือนจำ 1 แห่ง และทัณฑสถาน 1 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย การวิจัยนี้มีเครื่องมือเป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 1 ฉบับ และมาตรวัดจำนวน 5 ฉบับ ที่ได้รับ การพัฒนาขึ้นจากมาตรวัดฉบับภาษาอังกฤษ และที่ได้รับการสร้างและพัฒนาขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของ สังคมไทย รวมทั้งมีความเฉพาะเจาะจงในกลุ่มผู้กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด ได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2. มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง (SCS-SF) ของ Raes, Pommier, Neff และ Van Gucht (2011) 3. มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (The Antisocial Process Screening Device) ของ Frick และ Hare (2001) 4. มาตรวัดความรู้สึกผิด อ้างอิงจากมาตรวัด TOSCA-SD ของ Hanson และ Tangney (1995) 5. มาตรวัดความหวัง อ้างอิงจากมาตรวัดThe Adult State Hope Scale ของ Snyder และคณะ (1991) 6. มาตรวัดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำ ที่ได้รับการสร้างและพัฒนาขึ้นใหม่
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 53 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบสอบถามข้อมูลทั่วไปมีทั้งหมด 17ข้อ ประกอบด้วยข้อมูล ดังนี้ 1. ช่วงอายุ แบ่งเป็น 3ช่วงอายุ 2. ระดับการศึกษา แบ่งเป็น 7 ระดับการศึกษา 3. อาชีพก่อนได้รับโทษ แบ่งเป็น 8อาชีพ 4. รายได้ต่อเดือน แบ่งเป็น 6 ระดับ 5. สถานภาพการสมรส แบ่งเป็น 5สถานภาพ 6. ลักษณะความผิด แบ่งเป็น 3 ลักษณะ 7. ระยะเวลาการได้รับโทษในความผิดปัจจุบัน ………….. ปี…………… เดือน 8. ลักษณะที่อยู่อาศัยก่อนการกระทำผิดครั้งปัจจุบัน แบ่งเป็น 6 ลักษณะ 9. ลักษณะการครอบครองที่อยู่อาศัย แบ่งเป็น 3 ลักษณะ 10. บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วยก่อนการกระทำผิดครั้งปัจจุบัน แบ่งเป็น 6 บุคคล (ตั้งแต่ ข้อ 11–17 เป็นแบบสอบถามข้อมูลเฉพาะผู้ที่เสพยาเสพติดเท่านั้น) 11. ประเภทของยาเสพติดที่เคยเสพ (สามารถตอบได้มากกว่า 1ข้อ) แบ่งเป็น 9 ประเภท 12. อายุเมื่อเริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรก แบ่งเป็น 7ช่วงอายุ 13. เหตุผลของการเสพยาเสพติด (สามารถตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) แบ่งเป็น 7 เหตุผล 14. จำนวนครั้งที่ได้รับโทษจากการกระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด แบ่งเป็น 3 จำนวน (หากกระทำผิดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง กรุณาตอบข้อ 15-16) 15. หลังจากพ้นโทษไปนานเท่าไหร่ถึงถูกจับกุมอีกครั้ง (ครั้งล่าสุด) (..........ปี ......... เดือน) 16. คุณเริ่มใช้ยาเสพติดครั้งแรกหลังจากพ้นโทษ (..........ปี ..........เดือน) 17. ประวัติการรักษาทางจิตเวช แบ่งเป็น 2คำตอบ (ภาคผนวก ก) ขั้นตอนการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ มีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับ การพิพากษาจำคุกที่เรือนจำประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง คดีความเป็นที่สิ้นสุดในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้แก่ การเสพ การครอบครอง และ/หรือการจำหน่าย จำนวนทั้งสิ้น 136 คน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุน้อยกว่า 38 ปี คิดเป็นร้อยละ 41.9 รองลงมา มีอายุระหว่าง 38-42 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.4 ระดับการศึกษาที่กำลัง ศึกษาอยู่หรือสูงสุด คือ ประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 41.2 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปก่อนได้รับโทษมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 48.5 ระดับรายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 6,001-12,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 44.9 สถานภาพแต่งงาน (รวมที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 44.1 ลักษณะความผิดครั้งปัจจุบันเป็นผู้จำห น่าย
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 54 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ยาเสพติด คิดเป็นร้อยละ 74.3 ในขณะที่เป็นผู้เสพยาเสพติด คิดเป็นร้อยละ 49.3 ระยะเวลาการได้รับโทษใน ความผิดปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 1-5 ปี คิดเป็นร้อยละ 69.9 ลักษณะที่อยู่อาศัยก่อนกระทำผิด คือ บ้านเดี่ยว คิดเป็นร้อยละ 50.7 โดยเป็นผู้พักอาศัย คิดเป็นร้อยละ 44.9 และบุคคลที่อาศัยอยู่ด้วยก่อน ได้รับโทษ คือ สามี/คนรักมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 44.1 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 2 ตาราง 2 ข้อมูลพื้นฐานกลุ่มตัวอย่างขั้นการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ (N=136) ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 1. อายุ (ปี) - 38-42 - 43-47 - 48-52 - อื่น ๆ - ไม่ระบุ 40 13 16 66 2 29.4 9.6 11.8 48.5 1.4 2. ระดับการศึกษาสูงสุดหรือที่กำลังศึกษาอยู่ - ไม่ได้ศึกษา - ประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น - มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. - ปริญญาตรี/ปวส. 13 56 40 21 6 9.6 41.2 29.4 15.4 4.4 3. อาชีพก่อนได้รับโทษ - บริษัทเอกชน - องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร - ค้าขาย - รับจ้างทั่วไป - ไม่ประกอบอาชีพ - อื่น ๆ 6 1 43 66 11 9 4.4 0.7 31.6 48.5 8.1 6.6 4. รายได้ต่อเดือน (บาท/เดือน) - ต่ำกว่า 6,000 - 6,001-12,000 - 12,001-18,000 - 18,001-24,000 - 24,001-30,000 - มากกว่า 30,001 43 61 13 3 3 4 31.6 44.9 9.6 2.2 2.2 2.9
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 55 ข้อมูล จำนวน ร้อยละ - ไม่ระบุ 9 6.6 5. สถานภาพการสมรส - โสด - แต่งงาน - แยกกันอยู่ - หม้าย - หย่าร้าง - ไม่ระบุ 24 60 31 10 9 2 17.6 44.1 22.8 7.4 6.6 1.5 6. ลักษณะความผิด (คิดจากร้อยละ 100) - ผู้เสพ - ผู้จำหน่าย - ผู้ครอบครอง 67 101 15 49.3 74.3 11.0 7. ระยะเวลาการได้รับโทษในความผิดปัจจุบัน (ปี) - น้อยกว่า 1 - 1-5 - 6-10 - มากกว่า 10 - ไม่ระบุ 12 95 12 16 1 8.8 69.9 8.8 11.8 0.7 8. ลักษณะที่อยู่อาศัยก่อนการกระทำผิดครั้งปัจจุบัน - บ้านเดี่ยว - ตึกแถว/อาคารพาณิชย์ - ทาวน์เฮ้าส์ - คอนโดมิเนียม - อพาร์ตเม้นต์/แฟลต - อื่น ๆ 69 15 10 1 21 20 50.7 11.0 7.4 0.7 15.4 14.7 9. ลักษณะการครอบครองที่อยู่อาศัย - เจ้าของ - ผู้พักอาศัย - เช่ารายเดือน/ปี 22 61 53 16.2 44.9 39.0
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 56 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 10. บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วยก่อนการกระทำผิดครั้งปัจจุบัน - อาศัยอยู่คนเดียว - บิดา-มารดา-บุตร - สามี/คนรัก - ญาติพี่น้อง - เพื่อน - อื่น ๆ 20 41 60 7 5 3 14.7 30.1 44.1 5.1 3.7 2.2 พิจารณาเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่คดีความเป็นที่สิ้นสุดในคดีการเสพยาเสพติดเท่านั้น พบว่า มีอายุอื่น ๆ นอกเหนือจากอายุ 38-52 ปีคิดเป็นร้อยละ 46.3 รองลงมา มีอายุระหว่าง 38-42 ปี คิดเป็นร้อยละ 38.8 ระดับการศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่หรือสูงสุด คือ ประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 38.8 มีอาชีพรับจ้างทั่ว ไป ก่อนได้รับโทษมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 52.2 ระดับรายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 6,001-12,000 บาท คิดเป็น ร้อยละ 41.8 สถานภาพแต่งงาน (รวมที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.3 ระยะเวลา การได้รับโทษในความผิดปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 1-5 ปี คิดเป็นร้อยละ 59.7 ลักษณะที่อยู่อาศัยก่อน กระทำผิดเป็นบ้านเดี่ยว คิดเป็นร้อยละ 52.2 โดยเป็นผู้พักอาศัย คิดเป็นร้อยละ 44.8 และบุคคลที่อาศัย อยู่ด้วยก่อนได้รับโทษ คือ สามี/คนรักมากที่สุดคิด เป็นร้อยละ 47.8 จะเห็นได้ว่า ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง เฉพาะที่คดีความเป็นที่สิ้นสุดในคดีการเสพยาเสพติดไม่แตกต่างจากกลุ่มตัวอย่างที่คดีความเป็นที่สิ้นสุดในคดี ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวมทุกประเภท คือ การเสพ การครอบครอง และ/หรือการจำหน่าย ทั้งนี้ประเภท ของยาเสพติดที่เคยเสพมากที่สุด คือ ยาบ้า คิดเป็นร้อยละ 69.9 ส่วนใหญ่มีอายุเมื่อเริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรก คือ 15-25 ปี คิดเป็นร้อยละ 45.6 โดยมีเหตุผลของการเสพ คือ ความอยากรู้อยากลองมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 40.4 และได้รับโทษจากการกระทำผิดคดีการเสพยาเสพติด (กระทำผิดซ้ำ) 2-5 ครั้งมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 49.3 สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่กระทำผิดซ้ำเริ่มใช้ยาเสพติดหลังจากพ้นโทษไปแล้วภายใน 1 ปี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 74.6 และถูกจับกุมอีกครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 24.6 และ รายละเอียดปรากฏ ดังตาราง 3 ตาราง 3 ข้อมูลพื้นฐานกลุ่มตัวอย่างขั้นการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ เฉพาะกลุ่มผู้เสพยาเสพติด (N=67) ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 1. อายุ (ปี) - 38-42 - 43-47 - 48-52 - อื่น ๆ 26 7 3 31 38.8 10.4 4.5 46.3
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 57 ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 2. ระดับการศึกษาสูงสุดหรือที่กำลังศึกษาอยู่ - ไม่ได้ศึกษา - ประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น - มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. - ปริญญาตรี/ปวส. 5 26 23 9 4 7.5 38.8 34.3 13.4 6.0 3. อาชีพก่อนได้รับโทษ - บริษัทเอกชน - องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร - ค้าขาย - รับจ้างทั่วไป - ไม่ประกอบอาชีพ - อื่น ๆ 2 1 16 35 7 6 3.0 1.5 23.9 52.2 10.4 9.0 4. รายได้ต่อเดือน (บาท/เดือน) - ต่ำกว่า 6,000 - 6,001-12,000 - 12,001-18,000 - 18,001-24,000 - มากกว่า 30,001 - ไม่ระบุ 22 28 9 2 2 4 32.8 41.8 13.4 3.0 3.0 6.0 5. สถานภาพการสมรส - โสด - แต่งงาน - แยกกันอยู่ - หม้าย - หย่าร้าง 15 31 13 4 4 22.4 46.3 19.4 6.0 6.0 6. ลักษณะความผิด (คิดจากร้อยละ 100) - ผู้เสพ - ผู้จำหน่าย - ผู้ครอบครอง 67 40 8 100.0 59.7 11.9
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 58 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 7. ระยะเวลาการได้รับโทษในความผิดปัจจุบัน (ปี) - น้อยกว่า 1 - 1-5 - 6-10 - มากกว่า 10 - ไม่ระบุ 10 40 9 7 1 14.9 59.7 13.4 10.4 1.5 8. ลักษณะที่อยู่อาศัยก่อนการกระทำผิดครั้งปัจจุบัน - บ้านเดี่ยว - ตึกแถว/อาคารพาณิชย์ - ทาวน์เฮ้าส์ - อพาร์ตเม้นต์/แฟลต - อื่น ๆ 35 8 4 11 9 52.2 11.9 6.0 16.4 13.4 9. ลักษณะการครอบครองที่อยู่อาศัย - เจ้าของ - ผู้พักอาศัย - เช่ารายเดือน/ปี 9 30 28 13.4 44.8 41.8 10. บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วยก่อนการกระทำผิดครั้งปัจจุบัน - อาศัยอยู่คนเดียว - บิดา-มารดา-บุตร - สามี/คนรัก - ญาติพี่น้อง - เพื่อน - อื่น ๆ 11 21 32 1 1 1 16.4 31.3 47.8 1.5 1.5 1.5 11. ประเภทของยาเสพติดที่เคยเสพ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) - เฮโรอีน - ยาบ้า - กัญชา - อื่น ๆ - มากกว่า 3 ชนิด - ไม่ระบุ 1 55 1 7 2 1 1.5 82.1 1.5 10.4 3.0 1.5
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 59 ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 12.อายุเมื่อเริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรก (ปี) - ต่ำกว่า 15 - 15-20 - 21-25 - 26-30 - 31-35 - 36-40 - มากกว่า 41 - ไม่ระบุ 9 21 18 5 6 3 3 2 13.4 31.3 26.9 7.5 9.0 4.5 4.5 3.0 13. เหตุผลของการเสพยาเสพติด (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) - เพื่อนชักชวน - เครียด/ผิดหวัง - อยากรู้อยากลอง - โดนบังคับ - อื่น ๆ - มากกว่า 1 ข้อ - ไม่ระบุ 7 11 29 1 1 16 2 10.4 16.4 43.3 1.5 1.5 23.9 3.0 14.จำนวนครั้งที่ได้รับโทษจากการกระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด - ครั้งแรก - 2-5 ครั้ง - มากกว่า 5 ครั้ง - ไม่ระบุ 25 33 6 3 37.3 49.3 9.0 4.5 15. เริ่มใช้ยาเสพติดครั้งแรกหลังจากพ้นโทษ (ปี) - น้อยกว่า 1 - 1 - 2 - 3 - มากกว่า 3 - ไม่ระบุ 28 4 3 1 3 28 41.8 6.0 4.5 1.5 4.5 41.8
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 60 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ข้อมูล จำนวน ร้อยละ 16.หลังจากพ้นโทษไปนานเท่าไหร่ถึงถูกจับกุมอีกครั้ง (ครั้งล่าสุด) (ปี) - น้อยกว่า 1 - 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - มากกว่า 5 - ไม่ระบุ 9 10 5 6 3 1 5 28 13.4 14.9 7.5 9.0 4.5 1.5 7.5 41.8 มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเองพัฒนาต่อจากมาตรวัด Self-Compassion Scale–Short Form (SCS-SF) ของ Raes, Pommier, Neff และ Van Gucht (2011) มีข้อคำถามทั้งหมด 12 ข้อ แบ่งเป็น 6 องค์ประกอบ คือ 1) ความมีเมตตาต่อตนเอง 2) การตัดสินและตำหนิตนเอง 3) การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มี เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ 4) ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยก 5) การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ และ 6) การจมอยู่กับอารมณ์ โดยองค์ประกอบความมีเมตตาต่อตนเอง การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่ง ของความเป็นมนุษย์ และการมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ เป็น 3 องค์ประกอบหลักตามทฤษฎีความเมตตากรุณา ต่อตนเอง และอีก 3 องค์ประกอบที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นด้านตรงกันข้ามกับองค์ประกอบหลัก ได้แก่ การตัดสิน และตำหนิตนเองเป็นด้านตรงกันข้ามกับความมีเมตตาต่อตนเอง ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกเป็นด้าน ตรงกันข้ามกับการรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์และการจมอยู่กับอารมณ์เป็นด้าน ตรงกันข้ามกับการมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ ดำเนินการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ 1. แปลข้อคำถามมาตรวัด Self-Compassion Scale–Short Form (SCS-SF) ของ Raes, Pommier, Neff และ Van Gucht (2011) เป็นภาษาไทย โดยชนัญชิดา ทุมมานนท์ และปิยกฤตา เครือหิรัญ โดยมีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม จากนั้น นำไปให้ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ท่าน แปลข้อคำถามทั้งหมดกลับเป็น ภาษาอังกฤษเพื่อเปรียบเทียบกับมาตรวัดต้นฉบับ (Back translation)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 61 2. ประชุมสรุปผลการพัฒนามาตรวัดเป็นฉบับภาษาไทย มีผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้1) ผู้วิจัยและผู้ช่วย ผู้วิจัย จำนวน 3 คน 2) คณะกรรมการติดตามและประเมินผล จำนวน 1 ท่าน 3) ผู้เชี่ยวชาญ ด้านจิตวิทยาและภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ท่าน และ 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย จำนวน 1 ท่าน 3. วิเคราะห์ค่าความเที่ยง (Reliability) ด้วยวิธีการคำนวณค่าความสัมพันธ์รายข้อกับข้อคำถ ามรวม (Corrected item total correlation: CITC) และวิธีการคำนวณค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายใน ( Internal consistency) ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าแบบ ครอนบาค ( Cronbach’s alpha coefficient) พบว่า ไม่มีข้อคำถามใดเลยที่ผ่านเกณฑ์การยอมรับ โดยมีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้อง ภายในของมาตรวัดรวมที่ α=.37 ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของตัวแปรความเมตตากรุณาต่อตนเอง คือ 3.43 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างข้อคำถามสูงที่สุดที่ r=.87, p<.01 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 4 ตาราง 5 และตาราง 6 ตามลำดับ ตาราง 4 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่ามาตรวัดความเมตตากรุณา ต่อตนเอง ข้อ ด้าน ทิศทาง ประโยค CITC ข้อสรุป ทาง สถิติ α 2 การมีเมตตาต่อตนเอง + ฉันพยายามทำความเข้าใจและอดทนกับ นิสัยบางอย่างของตัวเองที่ฉันไม่ชอบ 0.11 - .19 6 + เมื่อต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ฉันจะดูแล และปลอบใจตัวเอง 0.11 - 11 การตัดสินและ ตำหนิตนเอง - ฉันไม่ชอบและมักตำหนิข้อด้อยของตัวเอง 0.39 - .55 12 - ฉันหงุดหงิดกับนิสัยบางอย่างของตัวเอง ที่ฉันไม่ชอบ 0.39 - 5 การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มี เป็นส่วนหนึ่ง ของความเป็นมนุษย์ + ฉันพยายามมองความล้มเหลวต่าง ๆ ของตัวเองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ 0.24 - .38 10 + เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ฉันมักคิดว่า คนส่วนใหญ่ก็เป็นเหมือนกัน 0.24 - 4 ความรู้สึกโดดเดี่ยว และแปลกแยก - เมื่อรู้สึกแย่ ฉันมักคิดว่า คนส่วนใหญ่ คงมีความสุขมากกว่าฉัน 0.36 - .53 8 - เมื่อทำผิดพลาดในเรื่องสำคัญ ฉันมักรู้สึกว่า ฉันเป็นเพียงคนเดียวที่ล้มเหลว 0.36 - 3 การมีสติระลึกรู้ตัว อยู่เสมอ + เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันทุกข์ใจ ฉันพยายามมองมันอย่างเป็นกลาง 0.42 - .59
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 62 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ข้อ ด้าน ทิศทาง ประโยค CITC ข้อสรุป ทาง สถิติ α 7 + เมื่อมีเรื่องที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ ฉันจะพยายาม ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้เป็นปกติ 0.42 - 1 การจมอยู่กับอารมณ์ - เมื่อทำผิดพลาดในเรื่องสำคัญ ฉันจมอยู่กับ ความรู้สึกว่าฉันไม่ดีพอ 0.47 - .64 9 - เมื่อรู้สึกแย่ ฉันมักจมอยู่กับทุกสิ่งที่ผิดพลาด 0.47 - .37
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 5 ค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดความเมตตากร องค์ประกอบ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง การมีเมตตาต่อตนเอง 2. ฉันพยายามทำความเข้าใจและอดทนกับนิสัยบางอย่างของตัวเองที่ฉันไม่ชอบ 6. เมื่อต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ฉันจะดูแลและปลอบใจตัวเอง การตัดสินและตำหนิตนเอง 11. ฉันไม่ชอบและมักตำหนิข้อด้อยของตัวเอง 12. ฉันหงุดหงิดกับนิสัยบางอย่างของตัวเองที่ฉันไม่ชอบ การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ 5. ฉันพยายามมองความล้มเหลวต่าง ๆ ของตัวเองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ 10. เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ฉันมักคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็เป็นเหมือนกัน ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยก 4. เมื่อรู้สึกแย่ ฉันมักคิดว่าคนส่วนใหญ่คงมีความสุขมากกว่าฉัน 8. เมื่อทำผิดพลาดในเรื่องสำคัญ ฉันมักรู้สึกว่าฉันเป็นเพียงคนเดียวที่ล้มเหลว การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ 3. เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันทุกข์ใจ ฉันพยายามมองมันอย่างเป็นกลาง 7. เมื่อมีเรื่องที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ ฉันจะพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้เป็นปกติ การจมอยู่กับอารมณ์ 1. เมื่อทำผิดพลาดในเรื่องสำคัญ ฉันจมอยู่กับความรู้สึกว่าฉันไม่ดีพอ 9. เมื่อรู้สึกแย่ ฉันมักจมอยู่กับทุกสิ่งที่ผิดพลาด
ห น้ า | 63 รุณาต่อตนเอง (N=136) Mean SD Skewness Kurtosis 3.43 0.52 -0.33 -0.10 2.78 1.16 0.34 -0.70 2.70 1.38 0.40 -1.09 2.86 1.32 0.26 -1.15 3.22 1.16 -0.34 -0.70 2.70 1.38 0.40 -1.09 2.86 1.32 0.26 -1.15 2.70 1.07 0.13 -0.68 3.03 1.45 0.05 -1.38 2.38 1.26 0.53 -0.77 2.65 1.17 0.49 -0.66 2.63 1.45 0.43 -1.20 2.68 1.39 0.37 -1.07 3.84 1.01 -0.78 0.16 3.57 1.25 -0.40 -1.01 4.11 1.15 -1.24 0.54 2.85 1.12 0.25 -0.98 2.96 1.20 0.20 -1.12 2.74 1.48 0.30 -1.31
ห น้ า | 64 ตาราง 6 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดความเมตตา Self com2 Self com6 Self com_ skind Self com11 Self com12 Self com_ sjud Self com5 Se com Selfcom2 1 Selfcom6 .109 1 Selfcom_skind .807** .675** 1 Selfcom11 .151 .171* .214* 1 Selfcom12 .325** .168 .341** .470** 1 Selfcom_sjud .275** .198* .322** .864** .850** 1 Selfcom5 .098 .249** .220** .289** .095 .226** 1 Selfcom10 -.061 .121 .026 .248** .210* .267** .239** Selfcom_comm .030 .240** .165 .342** .188* .311** .819** . Selfcom4 .130 .038 .119 .387** .224** .359** .373** Selfcom8 .198* .232** .285** .331** .374** .411** .335** Selfcom_iso .198* .161 .243** .436** .361** .466** .430** Selfcom3 .044 .445** .298** .097 .036 .078 .430** Selfcom7 -.002 .547** .324** .002 .186* .107 .142 Selfcom_mind .026 .587** .368** .061 .128 .109 .346** Selfcom1 .355** .044 .289** .252** .216* .273** .183* Selfcom9 .142 .075 .150 .463** .450** .532** .293** . Selfcom_over .285** .073 .255** .441** .413** .498** .292** . หมายเหตุ : **=p<.01 (สองหาง), *=p<.05 (สองหาง)
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ากรุณาต่อตนเอง (N=136) elf m10 Self com_ comm Self com4 Selfcom 8 Self com_ iso Selfcom 3 Self com7 Self com_mi nd Self com1 Self com9 Self com_ over 1 753** 1 .043 .278** 1 .196* .343** .361** 1 .143 .375** .832** .817** 1 .127 .366** .013 .148 .096 1 .018 .106 -.011 .106 .056 .418** 1 .088 .287** .002 .152 .092 .856** .827** 1 .056 .158 .299** .272** .347** .103 .004 .066 1 318** .387** .401** .633** .624** .042 -.015 .018 .388** 1 240** .340** .425** .564** .598** .083 -.008 .047 .794** .869** 1
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 65 จะเห็นได้ว่า การตรวจสอบคุณภาพเครื่อ งมือ ในกล ุ่มตัวอย่างผู้ต้องข ังห ญ ิงมี ความคลาดเคลื่อนบางประการกล่าวคือ องค์ประกอบทางบวกซึ่งเป็นองค์ประกอบตามทฤษฎี ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ได้แก่ 1) ความมีเมตตาต่อตนเอง 2) การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มี เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และ 3) การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ มีสหสัมพันธ์ทางบวกกับ องค์ประกอบทางลบซึ่งเป็นองค์ประกอบในทิศทางตรงกันข้ามกับทฤษฎีความเมตตากรุณาต่อตนเอง ได้แก่ 4) การตัดสินและตำหนิตนเอง 5) ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยก และ 6) การจมอยู่กับ อารมณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.397, p<.001 ซึ่งผลที่ได้ดังกล่าวตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ที่ว่า องค์ประกอบด้านบวกและองค์ประกอบด้านลบควรมีสหสัมพันธ์ทางลบระหว่างกัน 4. เสนอผลการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเองต่อ คณะกรรมการติดตามและประเมินผล โดยไม่ตรวจสอบความตรงเชิงภาวะสันนิษฐาน (Construct validity) ตามมาตรต้นฉบับด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ( Confirmatory factor analysis)คณะกรรมการติดตามและประเมินผลมีมติให้คงข้อคำถามไว้ทุกข้อ โดยปรับข้อคำถามให้มี ระดับภาษาง่ายขึ้น และมีน้ำหนักของข้อคำถามใกล้เคียงกันในแต่ละองค์ประกอบ ทั้งนี้ ได้รับ ความอนุเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสมของระดับ ภาษาอีกครั้ง 5. นำมาตรวัดที่ได้รับการปรับแก้แล้วไปเก็บข้อมูลขั้นพัฒนามาตรใหม่อีกครั้งกับกลุ่มตัวอย่างบุคคลทั่วไป จำนวน 80 คน อายุระหว่าง 20-55 ปี อายุเฉลี่ย 31.46 ปี การศึกษาส่วนใหญ่ คือ ระดับปริญญาตรี/ ปวส. พบว่า มาตรวัดมีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในอยู่ในเกณฑ์ดีที่ α=.802 องค์ประกอบ ทางบวก (α=.660) มีสหสัมพันธ์ทางลบกับองค์ประกอบทางลบ (α=.857) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ r=-.279, p<.05 สอดคล้องตามทฤษฎีจะเห็นได้ว่า เมื่อปรับแก้ไขมาตรวัดและนำมาเก็บข้อมูลใหม่ อีกครั้ง มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง มีค่าความเที่ยงผ่านเกณฑ์การยอมรับ และมี ความเหมาะสมที่จะใช้ดำเนินการเก็บข้อมูลต่อไป อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังว่า มาตรวัดที่มีข้อคำถามทิศทางบวกและทิศทางลบสลับกันมากเกินไป อาจไม่เหมาะกับการนำไปเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขัง ซึ่งส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาไม่สูงมาก ดังนั้น เพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากการตอบมาตรวัด จึงพิจารณาใช้มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง เฉพาะข้อคำถามที่เป็นองค์ประกอบด้านบวก ได้แก่ 1) ความมีเมตตาต่อตนเอง 2) การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มี เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และ 3) การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ รวม 6 ข้อ ในการวิเคราะห์ข้อมูลจริง ส่วนข้อคำถามที่เป็นองค์ประกอบด้านลบมีไว้เพื่อการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 66 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง มีข้อคำถามทั้งหมด 6 ข้อ แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความมีเมตตาต่อตนเอง 2) การรับรู้ว่าประสบการณ์ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และ 3) การมีสติ ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ มีตัวอย่างข้อคำถาม เช่น เมื่อทำผิดพลาดในเรื่องสำคัญ ฉันมักรู้สึกว่าฉันไม่ดีพอ เวลาที่ฉัน เป็นทุกข์ ฉันมักคิดว่าคนอื่น ๆ คงมีความสุขกว่าฉัน ฉันรู้สึกหงุดหงิดกับนิสัยแย่ ๆ บางอย่างของตัวเอง มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต (Likert scale) 5 ระดับ ได้แก่ 1=แทบไม่เคยทำ 2=ทำเป็นบางครั้ง 3=ทำและไม่ทำพอ ๆกัน 4=ทำค่อนข้างบ่อย 5=ทำเป็นประจำ มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมพัฒนาต่อจากมาตรวัด The Antisocial Process Screening Device (APSD) ของFrick และ Hare (2001) มีข้อคำถามจำนวน 18ข้อ แบ่งเป็น 3องค์ประกอบ คือ 1) บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 2) ความหุนหันพลันแล่น และ 3) ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก ดำเนินการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ 1. แปลข้อคำถามมาตรวัด The Antisocial Process Screening Device (APSD) ของFrick และ Hare (2001) เป็นภาษาไทย โดยชนัญชิดา ทุมมานนท์ และปิยกฤตา เครือหิรัญ โดยมีคณะกรรมการติดตาม และประเมินผลตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม จากนั้น นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทย าและ ภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ท่าน แปลข้อคำถามทั้งหมดกลับเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเปรียบเทียบกับ มาตรวัดต้นฉบับ 2. ประชุมสรุปผลการพัฒนามาตรวัดเป็นฉบับภาษาไทย มีผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้ 1) ผู้วิจัยและผู้ช่วย ผู้วิจัยจำนวน 3 คน 2) คณะกรรมการติดตามและประเมินผล จำนวน 1 ท่าน 3) ผู้เชี่ยวชาญ ด้านจิตวิทยาและภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ท่าน และ 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย จำนวน 1 ท่าน 3. วิเคราะห์ค่าความเที่ยงด้วยวิธีการคำนวณค่าความสัมพันธ์รายข้อกับข้อคำถามรวม และวิธี การคำนวณค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าแบบครอนบาค พบว่า มีข้อ คำถามผ่านเกณฑ์จำนวน 14 ข้อ แบ่งเป็น 1) บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง จำนวน 6 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .37 ขึ้นไป และ α=.74 2) ความหุนหันพลันแล่น จำนวน 3 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .28 ขึ้นไป และ α=.52 และ 3) ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก จำนวน 5 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .20 ขึ้นไป และ α=.52 โดยมีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในของมาตรวัดรวมที่ α=.64 ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของตัวแปร
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 67 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม คือ 2.14 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างข้อคำถามสูงที่สุดที่ r=.76, p<.01 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 7ตาราง 8 และตาราง 9 ตามลำดับ ตาราง 7 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่ามาตรวัดบุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคม ข้อ ด้าน ทิศทาง ประโยค CITC CITC2 ข้อสรุป ทาง สถิติ α 5 บุคลิกภาพ แบบหลงตนเอง + อารมณ์ที่คุณแสดงออกมามักเสแสร้ง และไม่จริงใจ 0.17 - - .74 8 + คุณมักโอ้อวดความสามารถ ความสำเร็จ หรือสิ่งที่คุณมี 0.42 0.44 ผ่าน 10 + คุณหลอกใช้หรือหลอกลวง คนอื่นเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ 0.54 0.54 ผ่าน 11 + คุณชอบแหย่หรือล้อเลียนคนอื่น 0.38 0.37 ผ่าน 14 + คุณแสร้งทำดีกับคนอื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ 0.52 0.51 ผ่าน 15 + คุณโกรธเมื่อถูกสั่งสอนหรือลงโทษ 0.51 0.52 ผ่าน 16 + คุณคิดว่าตัวเองเหนือกว่าหรือสำคัญกว่า คนอื่น 0.52 0.44 ผ่าน 1 ความหุนหัน พลันแล่น + คุณโทษคนอื่นทั้งที่เป็นความผิดของตัวเอง 0.08 - - .52 4 + คุณทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่นึกถึงผลที่ตามมา 0.39 0.28 ผ่าน 9 + คุณเป็นคนขี้เบื่อ 0.17 - - 13 + คุณชอบทำสิ่งที่เสี่ยงหรืออันตราย 0.29 0.36 ผ่าน 17 + คุณไม่วางแผนล่วงหน้า หรือมักทำอะไรใน นาทีสุดท้าย 0.31 0.37 ผ่าน 3 ความใจดำ -ไร้ความรู้สึก - คุณใส่ใจทำสิ่งต่าง ๆ ในตอนที่เรียนหรือ ทำงาน 0.24 0.20 ผ่าน .52 7 - คุณเป็นคนรักษาสัญญา 0.21 0.27 ผ่าน 12 - คุณรู้สึกแย่หรือรู้สึกผิดเมื่อคุณทำสิ่ง ที่ไม่ถูกต้อง 0.23 0.33 ผ่าน 18 - คุณใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น 0.32 0.47 ผ่าน 19 + คุณเก็บอารมณ์และความรู้สึกไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ -0.40 - - 20 - คุณรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าไว้ได้ 0.03 0.21 ผ่าน .64 หมายเหตุ : มาตรวัดต้นฉบับตัดข้อคำถามที่ 2 และ 6ออกก่อนแล้ว
ห น้ า | 68 ตาราง 8 แสดงค่าสถิติพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดบุคลิกภา องค์ประกอบ บุคลิกภาพต่อต้านสังคม บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 8. คุณมักโอ้อวดความสามารถ ความสำเร็จ หรือสิ่งที่คุณมี 10. คุณหลอกใช้หรือหลอกลวงคนอื่นเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ 11. คุณชอบแหย่หรือล้อเลียนคนอื่น 14. คุณแสร้งทำดีกับคนอื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ 15. คุณโกรธเมื่อถูกสั่งสอนหรือลงโทษ 16. คุณคิดว่าตัวเองเหนือกว่าหรือสำคัญกว่าคนอื่น ความหุนหันพลันแล่น 4. คุณทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่นึกถึงผลที่ตามมา 13. คุณชอบทำสิ่งที่เสี่ยงหรืออันตราย 17. คุณไม่วางแผนล่วงหน้า หรือมักทำอะไรในนาทีสุดท้าย ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก 3. คุณใส่ใจทำสิ่งต่าง ๆ ในตอนที่เรียนหรือทำงาน (R) 7. คุณเป็นคนรักษาสัญญา (R) 12. คุณรู้สึกแย่หรือรู้สึกผิดเมื่อคุณทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง (R) 18. คุณใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น (R) 20. คุณรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าไว้ได้(R) หมายเหตุ : (R) หมายถึง กลับข้อคะแนน
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด าพแบบต่อต้านสังคม (N=136) Mean SD Skewness Kurtosis 2.14 0.55 0.50 0.14 1.76 0.71 1.20 1.25 1.70 1.07 1.47 1.32 1.50 0.87 1.85 2.94 2.13 1.30 0.82 -0.57 1.45 0.88 2.21 4.59 2.25 1.25 0.59 -0.73 1.52 1.00 1.98 3.02 3.09 0.96 -0.33 -0.69 3.09 1.28 -0.08 -0.98 3.24 1.46 -0.29 -1.22 2.95 1.28 -0.05 -0.95 1.97 0.67 1.11 3.06 2.41 1.30 0.58 -0.81 1.94 1.08 1.01 0.16 1.77 1.14 1.70 2.18 1.76 1.02 1.44 1.61 1.96 1.15 1.31 1.09
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 9 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดบุคลิกภาพ ANTI8 ANTI10 ANTI11 ANTI14 ANTI15 ANTI16 NAR A ANTI8 1 ANTI10 .256** 1 ANTI11 .168 .296** 1 ANTI14 .238** .481** .260** 1 ANTI15 .292** .401** .401** .322** 1 ANTI16 .574** .404** .154 .474** .317** 1 NAR .628** .674** .619** .653** .716** .703** 1 ANTI4 .205* .021 .220** .209* .173* .226** .267** 1 ANTI13 .094 .166 .170* .157 .200* .188* .246** .22 ANTI17 .106 .051 -.040 .152 .061 .180* .117 .22 IMP .186* .107 .167 .240** .206* .276** .296** .66 ANTI3(R) -.124 .231** .004 .066 .067 -.113 .024 -.15 ANTI7(R) -.039 -.048 -.011 .122 .102 .056 .046 .05 ANTI12(R) .109 .020 -.003 .104 .097 .145 .115 -.14 ANTI18(R) .052 .055 .038 .099 .133 .090 .117 -.14 ANTI20(R) .080 .156 .124 .057 .147 .159 .183* -.06 CAL .080 .073 .059 .147 .186* .177* .180* -.11 หมายเหตุ : **=p<.01 (สองหาง), *=p<.05 (สองหาง)
ห น้ า | 69 แบบต่อต้านสังคม (N=136) NTI4 ANTI13 ANTI17 IMP ANTI3 (R) ANTI7 (R) ANTI12 (R) ANTI18 (R) ANTI20 (R) CAL 28** 1 25** .341** 1 61** .761** .718** 1 52 -.017 -.054 -.100 1 4 -.109 -.008 -.035 0.159 1 47 -.069 -.167 -.175* .178* .141 1 45 .042 -.155 -.112 .199* .358** .267** 1 68 .082 -.108 -.037 -0.003 .040 .231** .302** 1 18 -.021 -.171* -.139 .203* .585** .646** .729** .623** 1
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 70 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด 4. ตรวจสอบความตรงเชิงภาวะสันนิษฐานตามมาตรต้นฉบับด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ด้วยโปรแกรม Mplus พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่าสถิติไค-สแควร์ เท่ากับ 0.012 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ p=0.9144 ดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเป รียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 1.000 ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (TLI) เท่ากับ 1.151 และดัชนีรากที่สองกําลังสอง เฉลี่ย (SRMR) เท่ากับ 0.004 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 10และภาพ 2ตามลำดับ ตาราง 10 รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยืนยันมาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม เมื่อวิเคราะห์ด้วย โปรแกรม Mplus (N=136) ตัวแปร น้ำหนักองค์ประกอบ R 2 β SE t บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 0.835 0.022 37.839 0.696 ความหุนหันพลันแล่น 0.355 0.092 3.849 0.126 ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก 0.195 0.099 1.963 0.038 ᵡ 2 =0.012 p=0.9144 CFI=1.000 TLI=1.151 SRMR=0.004 ภาพ 2 การตรวจสอบค่าความตรงเชิงภาวะสันนิษฐาน ตัวแปรบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมด้วยการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรม Mplus 5. เสนอผลการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมต่อ คณะกรรมการติดตามและประเมินผล และคณะกรรมการติดตามและประเมินผล มีมติตามผล การวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้น ทำให้มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีข้อคำถามทั้งหมด 14 ข้อ แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ คือ 1) บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 2) ความหุนหันพลันแล่น และ 3) ความใจดำ-ไร้ความรู้สึก มีตัวอย่างข้อคำถาม เช่น คุณทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่นึกถึงผลที่ตามมา คุณเป็นคนรักษาสัญญา คุณมักโอ้อวดความสามารถ ความสำเร็จ หรือสิ่งที่คุณมี คุณหลอกใช้หรือ หลอกลวงคนอื่นเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ห น้ า | 71 มาตรวัดบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ ได้แก่ 1=ไม่ตรงกับตัวฉันเลย 2=ค่อนข้างไม่ตรงกับตัวฉัน 3=ตรงและไม่ตรงกับตัวฉันพอ ๆ กัน 4=ค่อนข้างตรงกับตัวฉัน 5=ตรงกับตัวฉันที่สุด มาตรวัดความรู้สึกผิด มาตรวัดความรู้สึกผิดได้รับการสร้างใหม่อ้างอิงจากมาตรวัด TOSCA-SD (Hanson & Tangney, 1995 อ้างถึงใน Tangney & Dearing, 2003) ของ Hanson และ Tangney (1995) มีข้อคำถามจำนวน 24 ข้อ แบ่งเป็น 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความรู้สึกผิด 2) ความละอายใจ 3) การลดความตึงเครียดของ สถานการณ์ และ 4) การกล่าวโทษสิ่งรอบตัว ดำเนินการสร้าง พัฒนา และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ 1. สร้างมาตรวัดความรู้สึกผิด อ้างอิงจากมาตรวัด TOSCA-SD (Hanson & Tangney, 1995 อ้างถึงใน Tangney & Dearing, 2003) ข อ ง Hanson แ ล ะ Tangney (1995) เฉ พาะอ งค์ป ระกอบ ความรู้สึกผิดและองค์ประกอบความละอายใจ และปรับบริบทให้สอดคล้องกับวัตถุป ระสงค์ข อง การวิจัย รวมทั้งสร้างข้อคำถามเพิ่มโดยพิจารณาจากข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและอดีต ผู้ต้องขังหญิง 2. ประเมินความเหมาะสมของข้อคำถามภายในมาตรวัดที่สร้างขึ้นโดยนักวิจัยอิสระ และผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยในกลุ่มผู้ต้องขัง 3. วิเคราะห์ค่าความเที่ยงด้วยวิธีการคำนวณค่าความสัมพันธ์รายข้อกับข้อคำถามรวม และวิธี การคำนวณค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าแบบครอนบาค พบว่า มีข้อคำถามผ่านเกณฑ์จำนวน 12 ข้อ แบ่งเป็น 1) ความรู้สึกผิด จำนวน 6 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .31 ขึ้นไป และ α=.73 และ 2) ความละอายใจ จำนวน 6 ข้อ มีค่า CITC ตั้งแต่ .32 ขึ้นไป และ α=.76 โดยมีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในของมาตรวัดรวมที่ α=.85 ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของตัวแปร ความรู้สึกผิด คือ 3.23 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างข้อคำถามสูงที่สุดที่ r=.76, p<.01 รายละเอียดปรากฏ ดังตาราง 11 ตาราง 12 และตาราง 13 ตามลำดับ
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติที่ส่งผลต่อการกระท าผิดซ ้า ห น้ า | 72 ของผู้ต้องขังหญิงที่กระท าผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 11 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคอัลฟ่ามาตรวัดความรู้สึกผิด ข้อ ด้าน ทิศทาง ประโยค CITC ข้อสรุป ทาง สถิติ α 1 ความ รู้สึกผิด + คุณฝากยาเสพติดไว้กับเพื่อน แล้วเพื่อนโดนจับ คุณจะไปสารภาพกับตำรวจว่า ยานั้นเป็นของคุณ 0.31 ผ่าน .73 5 + คุณแอบเสพยาหลังจากผ่านการบำบัดยาเสพติดมาแล้ว คุณจะปรึกษา คนที่ไว้ใจเพื่อขอคำแนะนำว่าควรกลับไปบำบัดอีกครั้งหรือไม่ 0.55 ผ่าน 9 + คุณกำลังเสพยาแล้วคนที่ไว้ใจคุณเดินเข้ามาเห็น คุณจะขอโทษเขาและสัญญา ว่าจะไม่ทำอีก 0.41 ผ่าน 13 + มีเพื่อนมาขอให้คุณช่วยซื้อยาเสพติดเพราะเขาต้องการเงินมาก คุณจึงช่วยซื้อ คุณจะรู้สึกไม่มีความสุข และอยากจะหาวิธีการอื่นในการช่วยเพื่อน 0.53 ผ่าน 17 + คุณบังเอิญแนะนำช่องทางการซื้อยาเสพติดให้กับเด็กวัยรุ่นในละแวกบ้าน ที่ไม่เคยเสพยามาก่อน คุณจะกลับไปเตือนเด็กคนนั้นว่าอย่ายุ่งเกี่ยวกับ ยาเสพติดเลย 0.47 ผ่าน 21 + คุณเสพยาและเพื่อนสนิทที่ไม่เคยเสพยามาก่อนก็เริ่มเสพตามคุณ คุณจะบอกให้เพื่อนเลิกเสพและเริ่มคิดว่าตัวคุณเองก็ควรเข้าสถานบำบัด 0.60 ผ่าน 2 ความ ละอายใจ + คุณฝากยาเสพติดไว้กับเพื่อน แล้วเพื่อนโดนจับ คุณจะรู้สึกว่า “ฉันนี่ นิสัยแย่จริงๆ” 0.52 ผ่าน .76 6 + คุณแอบเสพยาหลังจากผ่านการบำบัดยาเสพติดมาแล้ว คุณจะรู้สึกว่า “ฉันมันจิตใจไม่เข้มแข็งเอาเสียเลย” 0.52 ผ่าน 10 + คุณกำลังเสพยาแล้วคนที่ไว้ใจคุณเดินเข้ามาเห็น คุณจะรู้สึกละอายแก่ใจ เพราะแม้แต่ห้ามใจตัวเองไม่ให้เสพยายังทำไม่ได้เลย 0.62 ผ่าน 14 + มีเพื่อนมาขอให้คุณช่วยซื้อยาเสพติดเพราะเขาต้องการเงินมาก คุณจึงช่วยซื้อ คุณจะรู้สึกแย่มาก แต่ก็เก็บยาไว้ และหวังว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ 0.32 ผ่าน 18 + คุณบังเอิญแนะนำช่องทางการซื้อยาเสพติดให้กับเด็กวัยรุ่นในละแวกบ้าน ที่ไม่เคยเสพยามาก่อน คุณจะรู้สึกว่า “ฉันมันแย่ ทำไมต้องเผลอพูดไปด้วย” 0.48 ผ่าน 22 + คุณเสพยา และเพื่อนสนิทที่ไม่เคยเสพยามาก่อนก็เริ่มเสพตามคุณ คุณจะรู้สึกว่า “ฉันเป็นเพื่อนที่ไม่ดีเอาซะเลย” 0.60 ผ่าน .85