21. บันทึกการนิเทศและตดิ ตาม 33
ชอื่ -สกุล ผนู้ เิ ทศ ตาแหนง่
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม
34
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมุง่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
รหสั วชิ า 20105-2006 วชิ า วงจรพลั ส์และสวติ ชิง
หนว่ ยที่ 2 ชื่อหนว่ ย วงจรลดรปู สัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
ช่ือเร่อื ง วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรปู สญั ญาณ จานวน 4 ชั่วโมง
1. สาระสาคัญ
วงจรลดรูปสัญญาณ หรือวงจรลดทอนสัญญาณ (Attenuate Circuit) และอาจเรียกว่าตัวลดทอน
(Attenuator) คือวงจรลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าท่ีป้อนเข้ามาให้ได้ค่าออกเอาต์พุตมีค่าน้อยลงตามต้องการ
อุปกรณ์ท่ีนามาใช้ประกอบวงจรเป็นตัวต้านทานบริสุทธิ์อย่างเดียว ไม่มีค่าความจุ (C) ค่าความเหนี่ยวนา (L)
รวมถึงไม่มีตัวต้านทานชนิดไวร์วาวด์ ประกอบร่วมในวงจรโดยถูกออกแบบมาให้เกิดความผิดเพี้ยนต่า
(Distortionless) การลดทอนจะลดทอนเฉพาะค่าความแรงสัญญาณ ส่วนรูปร่างสัญญาณ เฟสสัญญาณ และ
ความถี่ มีค่าคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
2. สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
ด้านความรู้
1. อธบิ ายความแตกต่างวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณได้
2. คานวณหาระดบั การลดทอนสัญญาณได้
3. บอกชนิดวงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐานได้
4. คานวณหาคา่ เวลาคงท่ขี องวงจรแปลงสญั ญาณได้
ดา้ นทักษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. ตอ่ วงจรตามแบบทีก่ าหนดใหไ้ ด้
2. ใช้ออสซิลโลสโคปในการปฏิบตั ิงานได้
3. อา่ นคา่ และบนั ทึกค่าสัญญาณท่ีวัดดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้
ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
1. ยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของเพอื่ นในกลุ่ม
2. ตงั้ ใจทางานทไี่ ดม้ อบหมาย
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 จุดประสงคท์ ั่วไป
1. เพื่อให้มีความรู้ความเขา้ ใจเก่ยี วกับวงจรลดรูปสญั ญาณ
35
2. เพ่ือใหม้ ีทกั ษะในการวาดวงจรแปลงรปู สญั ญาณ
3. สามารถนาความรเู้ ร่ืองวงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณไปประยุกตใ์ ช้งานได้
3.2 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1. อธบิ ายความแตกต่างวงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณได้ (ดา้ นพุทธพิ ิสัย)
2. คานวณหาระดบั การลดทอนสัญญาณได้ (ด้านพุทธิพสิ ยั )
3. บอกชนดิ วงจรลดทอนสัญญาณแบบพนื้ ฐานได้ (ด้านพุทธิพิสยั )
4. คานวณหาค่าเวลาคงทขี่ องวงจรแปลงสัญญาณได้ (ดา้ นพทุ ธพิ ิสัย)
5. ต่อวงจรตามแบบท่กี าหนดให้ได้ (ดา้ นทักษะพิสยั )
6. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการปฏิบตั งิ านได้ (ด้านทกั ษะพสิ ัย)
7. อา่ นคา่ และบันทึกค่าสัญญาณท่ีวดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ (ด้านทกั ษะพสิ ัย)
8. ยอมรบั ฟังความคิดเห็นของเพ่ือนในกลมุ่ (ด้านจติ พสิ ัย)
9. ตั้งใจทางานที่ได้มอบหมาย (ด้านจิตพสิ ยั )
4. เนือ้ หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ดา้ นความรู้
1. วงจรลดรูปสญั ญาณ
2. ระดบั การลดทอนสญั ญาณ
3. ชนดิ วงจรลดทอนสญั ญาณ
4. วงจรแปลงรปู สัญญาณ
5. วงจรอนุกรม RC
6. วงจรอนกุ รม RL
7. บทสรปุ
4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏบิ ัติ
1. การทดลองท่ี 2 วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ
2. แบบทดสอบบทท่ี 2
4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
1. ใช้เครื่องมือในการทดสอบได้อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม
36
5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรยี นรู้
ขัน้ ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ขน้ั ตอนการเรียนหรือกจิ กรรมของผูเ้ รียน
ข้ันเตรยี ม(20 นาที) (อาทติ ย์ละ 10 นาที) ขัน้ เตรียม(20 นาที) (อาทิตย์ละ 10 นาที)
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวชิ า 1. ผเู้ รียนเตรยี มหนงั สอื และฟังผสู้ อนแนะนารายวิชา
วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา
วงจรพลั ส์และสวติ ชิง วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชิง
2. ผู้สอนชี้แจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ
พฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 2 เร่ือง วงจรลดรูป จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 2 เรื่อง
สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
ข้ันการสอน(420 นาที) (อาทิตย์ละ 210 นาที) ข้ันการสอน(420 นาที) (อาทติ ย์ละ 210 นาที)
1. ผ้สู อนอธบิ ายเนื้อหาวิชาวงจรพัลส์และสวิตชิง 1. ผเู้ รียนฟงั ผสู้ อนอธิบายเน้ือหาวิชาวงจรพัลส์
หน่วยที่ 2 เรื่อง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลง และสวติ ชิงหน่วยที่ 2 เรือ่ ง วงจรลดรูปสัญญาณและ
รปู สญั ญาณ วงจรแปลงรูปสัญญาณ
2. ผู้สอนให้ผ้เู รียนเปิดหนงั สือเรยี นวงจรพัลส์และสวิ 2. ผู้เรียนเปิดหนงั สือเรียนวิชาวงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง
ตชงิ หนว่ ยท่ี 2 เรอื่ ง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจร หน่วยที่ 2 วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูป
แปลงรูปสัญญาณและอธิบายเนอื้ หาให้ผูเ้ รยี นฟัง สัญญาณ และฟงั ผสู้ อนอธบิ ายเนอื้ หา
3. ผสู้ อนใหผ้ ูเ้ รียนทาใบงานที่ 2 วงจรลดรูปสญั ญาณ 3. ผู้เรียนทาใบงานที่ 2 วงจรลดรูปสัญญาณและ
และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ วงจรแปลงรูปสญั ญาณ
ขั้นสรปุ (40 นาที) (อาทติ ย์ละ 20 นาที) ขั้นสรปุ (40 นาที) (อาทติ ย์ละ 20 นาที)
1. ผู้สอนใหผ้ ู้เรียนทาแบบฝกึ หดั หนว่ ยท่ี 2 1. ผเู้ รียนรว่ มกนั สรปุ เนอื้ หาท่ีได้เรยี นใหม้ ีความ
2. ผูส้ อนและผ้เู รยี นร่วมกนั สรุปเนอ้ื ในหนว่ ยเรียนที่ เข้าใจในทิศทางเดียวกนั
2 เรื่อง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูป 2. ผู้เรยี นทาแบบฝกึ หัดหน่วยท่ี 2
สญั ญาณ 3. ผเู้ รยี นศึกษาเพมิ่ เตมิ นอกห้องเรียน ดว้ ย
PowerPoint ท่ีจดั ทาขนึ้
6. ส่ือการเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
6.1 ส่อื สิ่งพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพลั สแ์ ละสวิตชงิ
2. ใบงานท่ี 2 วงจรลดรูปสญั ญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
3. แบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 2
4. หนังสอื เรยี นวิชา วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชิง
37
6.2 สอ่ื โสตทัศน์
1. Power Point เรื่องวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
6.3 สอ่ื ของจริง
1. อปุ กรณจ์ ากการทดลองใบงานที่ 2
7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุดวทิ ยาลยั เทคนิคสวา่ งแดนดิน
2. ห้องอนิ เตอรเ์ น็ตวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดนิ
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดเฉลิมพระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดิน
2. หอ้ งสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารีอาเภอสว่างแดนดิน
8. งานทม่ี อบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
1. ผ้เู รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
8.2 ขณะเรยี น
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทที่ 2 เร่ือง วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
2. รายงานผลหน้าช้นั เรียน
3. ปฏบิ ัติใบปฏิบัติงานที่ 2 เรอื่ ง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลงั เรยี น
1. ทาแบบฝกึ หัดบทที่ 2
9. ผลงาน/ชนิ้ งาน ท่ีเกิดจากการเรียนรขู้ องผ้เู รยี น
1. แบบฝึกหดั บทที่ 2 ใบปฏบิ ตั งิ านท่ี 2
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งองิ
1. พันธศ์ ักดิ์ พฒุ ิมานติ พงศ์. วงจรพัลส์และสวิตชิง. : ศูนย์สง่ เสรมิ อาชีวะ (ศสอ)
38
11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ ับรายวิชาอืน่
1. บูรณาการกบั วชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั
2. บรู ณาการกบั วิชาอปุ กรณอ์ ิเล็กทรอนกิ ส์และวงจร
12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรียน
1. ความรู้เบอื้ งต้นก่อนการเรียนการสอน
12.2 ขณะเรียน
1. สงั เกตการทางาน
12.3 หลังเรยี น
1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
2. ตรวจใบงานท่ี 2
13. รายละเอียดการประเมนิ ผลการเรียน
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 1 อธบิ ายความแตกตา่ งวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สญั ญาณ
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธบิ ายความแตกต่างวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ
4. เกณฑ์การผา่ น : อธิบายความแตกต่างวงจรลดรูปสัญญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 2 คานวณหาระดบั การลดทอนสัญญาณ
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถคานวณหาระดับการลดทอนสญั ญาณ
4. เกณฑ์การผา่ น : คานวณหาระดับการลดทอนสัญญาณได้ จะได้ 1.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 3 บอกชนดิ วงจรลดทอนสญั ญาณแบบพ้นื ฐาน
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกชนดิ วงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐาน
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกชนิดวงจรลดทอนสญั ญาณแบบพื้นฐาน จะได้ 1 คะแนน
39
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 4 คานวณหาค่าเวลาคงท่ีของวงจรแปลงสญั ญาณ
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถคานวณหาค่าเวลาคงที่ของวงจรแปลงสญั ญาณ
4. เกณฑ์การผา่ น : คานวณหาค่าเวลาคงท่ีของวงจรแปลงสัญญาณได้ จะได้ 1.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ที่ 5 ตอ่ วงจรตามแบบที่กาหนดให้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถต่อวงจรตามแบบที่กาหนดให้
4. เกณฑ์การผา่ น : ต่อวงจรตามแบบที่กาหนดให้ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 6 ใช้ออสซิลโลสโคปในการปฏบิ ัติงาน
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถใช้ออสซลิ โลสโคปในการปฏิบัตงิ าน
4. เกณฑ์การผ่าน : ใชอ้ อสซลิ โลสโคปในการปฏบิ ตั ิงานได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 7 อ่านคา่ และบันทึกคา่ สญั ญาณทวี่ ดั ด้วยออสซิลโลสโคป
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอา่ นค่าและบนั ทกึ คา่ สญั ญาณทีว่ ัดด้วยออสซิลโลสโคป
4. เกณฑ์การผ่าน : อา่ นคา่ และบนั ทกึ คา่ สัญญาณที่วัดดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ จะได้ 2 คะแนน
40
14. แบบทดสอบก่อนเรยี น
หนว่ ยการสอนที่ 2 ช่อื หนว่ ยการสอน วงจรลดรูปสัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
วัตถุประสงค์ เพ่ือ ประเมินความรพู้ ้ืนฐานเก่ยี วกับวงจรลดรูปสญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ
ขอ้ คาถาม
ตอนท่1ี จงเลือกคาตอบท่ถี ูกต้องทีส่ ดุ
1. อปุ กรณ์ทาหนา้ ทลี่ ดขนาดสญั ญาณไฟฟ้าทีป่ ้อนเข้ามา ให้ไดค้ ่าออกเอาต์พุตมีคา่ น้อยลงตามต้องการเรียกว่า
อะไร
ก. วงจรลดทอนสญั ญาณ ข. วงจรลดรปู สญั ญาณ ค. ตวั ลดทอน ง. ถกู ทุกข้อ
2. อุปกรณ์ชนิดใดท่ีทาหน้าที่ลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าทุกชนิดที่ป้อนเข้ามา ให้ออกเอาต์พุตโดยท่ีรูปร่าง
สัญญาณไม่ผดิ เพ้ยี นไปจากเดมิ
ก. ตัวเหน่ยี วนา ข. ตัวเกบ็ ประจุ ค. ตวั ต้านทาน ง. ถูกทกุ ข้อ
3. วงจรลดทอนสญั ญาณ ไมส่ ามารถช่วย ในการทาหนา้ ทอ่ี ะไรได้
ก. ปรับเปลี่ยนรูปร่างสญั ญาณให้เปลยี่ นแปลงไปก่อนจา่ ยออกเอาต์พตุ
ข. ลดผลความไม่ถูกตอ้ งของการเชื่อมต่ออินพุตและเอาตพ์ ตุ
ค. ช่วยใหเ้ กดิ การแยกกันระหวา่ งวงจรที่แตกตา่ งกัน
ง. ปรบั สมดุลอมิ พRแี1ดนซข์ องวงจร วงจรตามรูปทาหน้าท่ีอะไร
4.
ก. ลดทอนสัญญาณ
in R2 out ข. ลดรปู สัญญาณ
ค. แบ่งแรงดัน
ง. ถกู ทุกข้อ
5. จากรูปข้อ 4 ถ้าปอ้ นสัญญาณไฟสลับมแี รงดนั 24V เข้าไปยงั อินพุตของวงจรท่ีประกอบดว้ ยตัวต้านทาน
R1=400Ω, R2=200Ω จงหาค่าระดบั สญั ญาณไฟสลบั ออกเอาต์พุต ง. 16V
ก. 4V ข. 8V ค. 12V
6. จากข้อ 5 วงจรมีตวั ประกอบลดทอนเท่าไร
ก. 1.5 เทา่ ข. 2 เทา่ ค. 3 เท่า ง. 6 เท่า
7. ระดบั การลดทอนสญั ญาณทีบ่ อกหน่วยเปน็ เดซเิ บล(dB) ข้อใดมีการลดทอนมากทีส่ ุด
ก. -3dB ข. –6dB ค. 0dB ง. 12dB
8. สัญญาณไฟฟา้ ชนิดใดทีส่ ่งผ่านเข้าวงจรอนุกรม RC แล้วไดส้ ัญญาณออกเอาต์พตุ มีรูปรา่ งไมเ่ ปลี่ยนแปลง
ก. คล่นื ไซน์ ข. คลนื่ พลั ส์ ค. คลื่นส่เี หล่ยี ม ง. คลน่ื สามเหลย่ี ม
41
9. ป้อนคลืน่ สี่เหล่ียมเข้าอนิ พุตของวงจรตามรปู จะได้คลืน่ ตกคร่อมตัวตา้ นทานเป็นอยา่ งไร
L EOL ข.
ง.
ก.
Ei
R EOR
ค.
10. จากรปู ข้อ 9 ถ้าป้อนคลื่นไซนเ์ ข้าอนิ พุตแทนคล่นื สเี่ หลีย่ ม จะได้คลน่ื ตกคร่อมตัวเหนย่ี วนาเป็นอย่างไร
ก. ข.
ค. ง.
ตอนที่2 อธิบายใหไ้ ด้ใจความสมบูรณแ์ ละแสดงวิธที าให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. ปอ้ นสัญญาณอนิ พุตมีแรงดัน 8V เขา้ ไปยังวงจรลดทอนสัญญาณ วัดสญั ญาณออกเอาต์พตุ ได้ 0.2V จงหาคา่
ระดบั การลดทอนสัญญาณ และค่าตัวประกอบการลดทอน
2. วงจรอนกุ รมวงจรหนง่ึ ประกอบดว้ ยตวั ต้านทาน 20kΩ ต่อรว่ มกบั ตวั ประจุ 0.47µF จงหาค่าเวลาคงท่ีของ
วงจรอนกุ รม RC
3. วงจรอนุกรมวงจรหนง่ึ ประกอบดว้ ยตวั ต้านทาน 20Ω ต่อร่วมกับตัวเหนย่ี วนา 500µH จงหาคา่ เวลาคงท่ี
ของวงจรอนุกรม RL
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
ข้อ1 ขอ้ 2 ขอ้ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10
42
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนที่ 2 ชอื่ หนว่ ยการสอน วงจรลดรูปสัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
วัตถุประสงค์ เพ่ือ ประเมินความรพู้ ้ืนฐานเก่ยี วกับวงจรลดรูปสญั ญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
ข้อคาถาม
ตอนท่1ี จงเลือกคาตอบท่ีถูกต้องทีส่ ดุ
1. อปุ กรณ์ทาหน้าท่ีลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าทีป่ ้อนเข้ามา ให้ไดค้ ่าออกเอาต์พุตมีคา่ น้อยลงตามต้องการเรียกว่า
อะไร
ก. วงจรลดทอนสญั ญาณ ข. วงจรลดรปู สญั ญาณ ค. ตวั ลดทอน ง. ถูกทุกขอ้
2. อุปกรณ์ชนิดใดท่ีทาหน้าท่ีลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าทุกชนิดที่ป้อนเข้ามา ให้ออกเอาต์พุตโดยท่ีรูปร่าง
สญั ญาณไม่ผดิ เพ้ยี นไปจากเดมิ
ก. ตัวเหน่ยี วนา ข. ตัวเก็บประจุ ค. ตวั ต้านทาน ง. ถูกทุกขอ้
3. วงจรลดทอนสญั ญาณ ไมส่ ามารถช่วย ในการทาหนา้ ทีอ่ ะไรได้
ก. ปรับเปลี่ยนรูปร่างสญั ญาณให้เปลยี่ นแปลงไปก่อนจา่ ยออกเอาต์พตุ
ข. ลดผลความไมถ่ ูกต้องของการเชื่อมต่ออนิ พุตและเอาต์พตุ
ค. ชว่ ยใหเ้ กดิ การแยกกนั ระหวา่ งวงจรท่ีแตกตา่ งกัน
ง. ปรับสมดุลอมิ พRแี1ดนซ์ของวงจร วงจรตามรูปทาหน้าท่ีอะไร
4.
ก. ลดทอนสญั ญาณ
in R2 out ข. ลดรปู สัญญาณ
ค. แบ่งแรงดัน
ง. ถกู ทุกข้อ
5. จากรูปข้อ 4 ถ้าป้อนสัญญาณไฟสลับมแี รงดนั 24V เข้าไปยงั อินพุตของวงจรท่ีประกอบดว้ ยตัวต้านทาน
R1=400Ω, R2=200Ω จงหาค่าระดบั สญั ญาณไฟสลบั ออกเอาต์พุต ง. 16V
ก. 4V ข. 8V ค. 12V
6. จากข้อ 5 วงจรมตี วั ประกอบลดทอนเทา่ ไร
ก. 1.5 เทา่ ข. 2 เทา่ ค. 3 เท่า ง. 6 เท่า
7. ระดบั การลดทอนสญั ญาณท่ีบอกหน่วยเปน็ เดซเิ บล(dB) ข้อใดมีการลดทอนมากทีส่ ุด
ก. -3dB ข. –6dB ค. 0dB ง. 12dB
8. สัญญาณไฟฟา้ ชนดิ ใดทีส่ ่งผา่ นเข้าวงจรอนุกรม RC แล้วไดส้ ัญญาณออกเอาต์พตุ มีรูปรา่ งไม่เปล่ียนแปลง
ก. คล่นื ไซน์ ข. คลนื่ พลั ส์ ค. คลื่นส่เี หล่ยี ม ง. คลน่ื สามเหล่ยี ม
43
9. ป้อนคลืน่ ส่ีเหล่ียมเขา้ อินพุตของวงจรตามรปู จะได้คลืน่ ตกคร่อมตัวตา้ นทานเป็นอยา่ งไร
L EOL ข.
ง.
ก.
Ei
R EOR
ค.
10. จากรปู ข้อ 9 ถ้าป้อนคลน่ื ไซนเ์ ข้าอนิ พุตแทนคล่นื สเี่ หลีย่ ม จะได้คลน่ื ตกคร่อมตัวเหน่ยี วนาเป็นอย่างไร
ก. ข.
ค. ง.
ตอนที่2 อธิบายใหไ้ ด้ใจความสมบรู ณแ์ ละแสดงวิธที าให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. ปอ้ นสัญญาณอนิ พุตมีแรงดนั 8V เขา้ ไปยังวงจรลดทอนสัญญาณ วัดสญั ญาณออกเอาต์พตุ ได้ 0.2V จงหาคา่
ระดบั การลดทอนสัญญาณ และคา่ ตวั ประกอบการลดทอน
2. วงจรอนกุ รมวงจรหนง่ึ ประกอบดว้ ยตวั ต้านทาน 20kΩ ต่อรว่ มกบั ตวั ประจุ 0.47µF จงหาค่าเวลาคงท่ีของ
วงจรอนกุ รม RC
3. วงจรอนุกรมวงจรหน่ึงประกอบดว้ ยตวั ต้านทาน 20Ω ต่อร่วมกับตัวเหนย่ี วนา 500µH จงหาคา่ เวลาคงท่ี
ของวงจรอนุกรม RL
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
ข้อ1 ข้อ2 ขอ้ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10
44
16. ใบความรทู้ ี่ 2
หน่วยการสอนที่ 2 ชอื่ หนว่ ยการสอน วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สญั ญาณ
หัวข้อเร่อื ง วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
2.1 วงจรลดรูปสญั ญาณ
วงจรลดรูปสัญญาณ หรือวงจรลดทอนสัญญาณ (Attenuate Circuit) และอาจเรียกว่าตัวลดทอน
(Attenuator) คือวงจรลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าท่ีป้อนเข้ามาให้ได้ค่าออกเอาต์พุตมีค่าน้อยลงตามต้องการ
อุปกรณ์ท่ีนามาใช้ประกอบวงจรเป็นตัวต้านทานบริสุทธิ์อย่างเดียว ไม่มีค่าความจุ (C) ค่าความเหนี่ยวนา (L)
รวมถึงไม่มีตัวต้านทานชนิดไวร์วาวด์ ประกอบร่วมในวงจรโดยถูกออกแบบมาให้เกิดความ ผิดเพ้ียนต่า
(Distortionless) การลดทอนจะลดทอนเฉพาะค่าความแรงสัญญาณ ส่วนรูปร่างสัญญาณ เฟสสัญญาณ และ
ความถี่ มคี า่ คงเดิมไมเ่ ปลี่ยนแปลง
วงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐาน เป็นอุปกรณ์ชนิดส่งผ่านอย่างเดียว (Passive Devices)ไม่มีการ
ขยายสัญญาณ ลักษณะวงจรทั้ง หมดมีสภาวะต้านทาน อยู่ในรูปของโครงข่ายต้านทาน(Resistive Network)
ชนิดสองข้ัวสร้างขึ้นมาเพ่ือการลดทอนกาลังไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายให้เกิดความเหมาะสมกับภาระ วงจรลดทอน
สัญญาณถูกใชง้ านอย่างกว้างขวางในอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์
โดยการต่อเพิ่มวงจรลดทอนสัญญาณเข้าไปในส่วนท่ีต้องลดทอน สามารถใช้งานได้หลายหน้าที่เช่น
การปรบั ระดับสัญญาณในอุปกรณ์การวัด ใชป้ รบั สมดลุ อิมพีแดนซ์ของวงจรกาเนดิ ความถ่ีหรือวงจรขยาย ชว่ ย
ลดผลความไม่ถูกต้องของการต่อเช่ือมอินพุตและเอาต์พุต และช่วยเกิดการแยกกันระหว่างวงจรที่แตกต่างกัน
เป็นต้น วงจรลดทอนสญั ญาณ แสดงดังรปู ท่ี 2.1
zOUT z IN zOUT z IN
รูปท่ี 2.1 วงจรลดทอนสัญญาณ
จากรูปจะเห็นได้ว่าวงจรลดทอนสัญญาณก็คือวงจรแบ่งแรงดัน (Voltage Divider) นั่นเอง โดยทา
หน้าที่แบ่งแรงดันที่ป้อนเข้ามาให้จ่ายออกเอาต์พุตลดลงตามค่าที่กาหนดไว้ ด้วยตัวต้านทาน R1 และ R2 ท่ี
กาหนดค่าความต้านทานไว้ ตวั ตา้ นทาน R1 ทาหนา้ ทแ่ี บ่งส่วนแรงดันส่วนหน่ึงตกคร่อมไว้ และตัวตา้ นทาน R2
รบั ค่าแรงดันสว่ นท่ีเหลอื มาตกครอ่ ม เพอื่ จา่ ยออกเอาต์พตุ ไปยังภาระ
45
สัญญาณไฟสลับท่ีป้อนเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นคลื่นไซน์ คล่ืนสี่เหล่ียม คลื่นพัลส์ หรือคลื่นสามเหล่ียม
รูปร่างสัญญาณ เฟสสัญญาณ และความถ่ี ไม่เปล่ียนแปลงยังมีค่าคงเดิม จะเกิดการเปล่ียนแปลงเฉพาะความ
แรงหรอื ระดับแรงดนั ของสัญญาณเทา่ นน้ั ท่ถี ูกลดระดบั ให้นอ้ ยลง นน่ั ก็คือทาหนา้ ท่ีเป็นวงจรลดรปู สญั ญาณ
การหาคา่ การลดทอนสัญญาณของวงจรลดทอนหาไดด้ ังน้ี
Eo = Ei R2 V ……(2.1)
R1+R2
หรอื Eo = R2 V .……(2.2)
Ei R1+R2
เมอ่ื Eo = แรงดันออกเอาต์พุตของวงจรลดทอนสญั ญาณ หนว่ ยเปน็ โวลต์ (V)
E = แรงดนั ป้อนเข้าอนิ พุตของวงจรลดทอนสัญญาณ หน่วยเปน็ โวลต์ (V)
Eo = ตวั ประกอบการลดทอน (Attenuation Factor)
Ei
R1 = ความต้านทานต่ออนุกรรมของวงจรลดทอนสัญญาณ หนว่ ยเปน็ โอหม์ (Ω)
R2 = ความตา้ นทานต่อขนานของวงจรลดทอนสัญญาณ หนว่ ยเป็นโอห์ม (Ω)
ตัวอยา่ งท่ี 2.1 วงจรในรปู ที่ 2.2 จงคานวณหาค่าระดับสญั ญาณใช้ไฟสลบั ออกเอาต์พตุ และตัวประกอบการ
ลดทอนสัญญาณ
R1
10EiV 60Ω R2 Eo
40Ω
รปู ที่ 2.2 วงจรลดทอนสญั ญาณ
วธิ คี านวณ
1. หาแรงดันไฟฟา้ ดา้ นเอาต์พุตของวงจรลดทอน
จากสตู ร Eo = Ei R2
R1+R2
แทนค่า = 10 x 40
60+40
= 10 x 40
100
Eo = 4 V ตอบ
46
2. ตวั ประกอบการลดทอนสญั ญาณ
จากสตู ร Eo = R2
Ei R1+R2
แทนค่า Eo = 40 = 0.4
Ei 60+40
ตวั ประกอบการลดทอนสัญญาณ = 0.4 = 1 = 2.5 เท่า
0.4
2.2 ระดับการลดทอนสัญญาณ
ระดบั การลดทอนสัญญาณ (Degree Attenuation) ถูกบอกค่าไวใ้ นรปู ความดงั มีหน่วยเป็นเดซิเบล
(dB) โดยการใส่ค่าลอการิทึม (log) เข้าไปในสมการของอัตราส่วนค่าแรงดัน ค่ากระแส หรือค่ากาลังไฟฟ้า ที่
วดั ออกมาได้ การหาคา่ ระดับการลดทอนสัญญาณ หาได้ดังนี้
ระดบั การลดทอน (A) = 10 log10 Po ……(2.3)
Pi
หรอื ระดับการลดทอน (A) = 20 log10 Eo ……(2.4)
Ei
เมือ่ A = ระดบั การลดทอน
Po = กาลังไฟฟา้ ออกเอาตพ์ ตุ ของวงจรลดทอนสัญญาณ หนว่ ย W
Pi = กาลังไฟฟา้ ป้อนเข้าอินพุตของวงจรลดทอนสัญญาณ หน่วย W
Eo = แรงดนั ออกเอาต์พุตของวงจรทอนสญั ญาณ หน่วย V
Ei = แรงดันป้อนเข้าอนิ พตุ ของวงจรลดทอนสัญญาณ หนว่ ย V
ค่าที่คานวณออกมาได้จะติดลบ (–) เสมอ เป็นค่าที่แสดงให้ทราบว่า สัญญาณทางเอาต์พุตน้อยกว่า
สญั ญาณทางอนิ พุต โดยระดบั ความดงั ที่ใชเ้ ปน็ จดุ อ้างอิง คอื คา่ 0 dB มีความหมายดงั น้ีเช่น ระดับการลดทอน
สัญญาณที่ –6 dB แสดงว่าค่า 6 dB ต่ากว่าค่า 0 dB ท่ีอ้างอิง เป็นต้น ในทาทองเดียวกันอัตราส่วนของ
สัญญาณเอาตพ์ ุตหารดว้ ยสัญญาณอินพตุ จะมีค่านอ้ ยกว่า 1 เสมอ
ตัวอยา่ งที่ 2.2 ป้อนสญั ญาณอนิ พตุ มแี รงดนั 2 V เข้าไปยงั วงจรลดทอนสัญญาณ วัดสญั ญาณเอาตพ์ ุตออกมา
ได้ 0.5 V จงหาคา่ ระดับการลดทอนสญั ญาณ
วิธคี านวณ
จากสตู ร ระดบั การลดทอน (A) = 20 log10 Eo
แทนคา่ Ei
ระดบั การลดทอน (A) = 20 log10 0.5
2
= 20log10 0.25
47
ระดับการลดทอน (A) = 20(-0.602) = -12.04 dB ตอบ
ตัวอย่างท่ี 2.3 วงจรลดทอนสัญญาณ มคี า่ ลดทอนที่ -32 dB วัดสญั ญาณเอาต์พุตออกมาได้ 50 mV จงหาค่า
แรงดันอินพุตทป่ี ้อนเข้ามา
วธิ คี านวณ
จากสตู ร ระดับการลดทอน (A) = 20 log10 Eo
Ei
แทนค่า -32 = 20 log10 Eo
Ei
−32 = log10 Eo
Ei
20
-1.6 = log10 Eo
Ei
log1−01(−1.6) = Eo
Ei
0.025 = Eo
Ei
Ei = Eo
0.025
= 50x10−3 = 2V
0.025
แรงดนั อินพตุ ท่ปี ้อนเข้ามา = 2 V ตอบ
วงจรลดทอนสัญญาณชนิดส่งผ่านอย่างเดียว วงจรประกอบด้วยตัวต้านทานอย่างเดียว(ส่วน
ชนิดมีการขยายวงจรจะประกอบด้วยสารกึ่งตัวนา เช่น ทรานซิสเตอร์ เฟต และ IC ช่วยในการขยายสัญญาณ
ก่อนการลดทอน) อตั ราสว่ นการลดทอนในหนว่ ยเดซเิ บล (dB) ค่าต่างๆ หาได้ดังตารางท่ี 2.1 และวงจรลดทอน
สญั ญาณแบบใชส้ วติ ช์ตอ่ อนุกรมเป็นลาดบั แสดงดงั รูปท่ี 2.3
48
ตารางท่ี 2.1 อตั ราสว่ นการลดทอนในหนว่ ยเดซเิ บล (dB) คา่ ตา่ งๆ
Eo การคานวณค่า คา่ การลดทอนใน
Ei หน่วย dB
1 20 log10 (1) 0 dB
0.707 20 log10 (0.707) -3 dB
0.5 20 log10 (0.5) -6 dB
0.25 20 log10 (0.25) -12 dB
0.125 20 log10 (0.125) -18 dB
0.0625 20 log10 (0.0.625) -24 dB
0.03125 20 log10 (0.03125) -30 dB
0.01563 20 log10 (0.01563) -36 dB
0.00781 20 log10 (0.00781) -42 dB
รปู ท่ี 2.3 วงจรลดทอนสญั ญาณแบบสวิตซ์ตอ่ อนุกรมเป็นลาดบั
จากรูป วงจรลดทอนสัญญาณแต่ละชุดถูกกาหนดค่าการลดทอนไว้แน่นอนตามต้องการ เช่น –1
dB, –2 dB, –4 dBและ –8 dB เปน็ ตน้ การเลอื กคา่ การลดทอนโดยโยกสวติ ช์ SW1, SW2, SW3 หรอื SW4 ตอ่
เข้าวงจรลดทอนสัญญาณ นาค่าการลดทอนของวงจรแต่ละวงจรท่ีโยกสวิตช์ต่อเข้าวงจรลดทอนมาบวกกัน ก็
จะได้ค่าการลดทอนรวมของวงจรออกมา ในกรณีที่สวิตช์ทุกตัวต่อไว้ท่ีตาแหนง่ 0 dBวงจรลดทอนสัญญาณจะ
เป็นเพยี งสายวงจรตอ่ ผา่ นสญั ญาณเท่าน้นั ไม่มีการลดทอน
2.3 ชนิดวงจรลดทอนสญั ญาณ
วงจรลดทอนสัญญาณในแบบเบ้ืองต้น มีลักษณะวงจรเช่นเดียวกับวงจรแบ่งแรงดัน ดังที่กล่าวไว้
และวงจรแสดงไว้ในรูปท่ี 2.1 ซ่ึงวงจรนี้รู้จักท่ัว ไปว่าวงจรลดทอนสัญญาณชนิด L – แพด (L – pad)
49
นอกจากนั้นยังมีวงจรลดทอนสัญญาณชนิด T – แพด (T – pad) และชนิด – แพด (– pad) ซ่ึงวงจรจะ
เปน็ ชนิดใดก็ขึน้ อย่กู บั ลักษณะการตอ่ วงจร วงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้นื ฐานท้งั 3 ชนดิ แสดงดังรูปท่ี 2.4
รปู ที่ 2.4 แสดงวงจรลดทอนสญั ญาณแบบพื้นฐาน
จากรูปที่ 2.4 (ก) เป็นชนิด L – แพด ประกอบด้วยตัวต้านทาน R1 ต่ออนุกรมกับวงจร และตัว
ต้านทาน R2 ต่อขนานกับวงจร ค่าการลดทอนอยู่ที่การกาหนดสัดส่วนค่าความต้านทานของ R1 และ R2 การ
ต่อวงจรลดทอนสญั ญาณเขา้ กับวงจรต่างๆ สามารถจดั จดุ ต่อไดท้ ัง้ สองทิศทาง การจัดจดุ ต่อใชง้ านไม่ถูกต้องทา
ใหก้ ารลดทอนสัญญาณของวงจรเปลี่ยนแปลงไป
รูปที่ 2.4 (ข) เป็นชนิด T – แพด ประกอบด้วยตัวต้านทาน R1 สองตัวต่ออนุกรมกับวงจรและตัว
ตา้ นทาน R2 ตอ่ ขนานกับวงจร โดยปกติตัวต้านทาน R1 ท้ัง สองตวั จะใช้ค่าเท่ากัน ทาให้คา่ อิมพีแดนซ์ท้ัง สอง
ด้านเท่ากัน การนาวงจรลดทอนสัญญาณชนิดน้ีไปใช้งาน สามารถสลับข้ัว ต่ออินพุต / เอาต์พุตได้โดยไม่ต้อง
คานึงถึงขั้ว ต่อ ซึ่งตัวต้านทาน R1 ท้ัง สองตัวสามารถออกแบบให้มีค่าไม่เท่ากันได้ เพื่อปรับเปล่ียนค่า
อมิ พแี ดนซท์ ัง้ สองดา้ นไม่ให้เทา่ กัน
ส่วนรูปท่ี 2.4 (ค) เป็นชนิด – แพด ประกอบด้วยตัวต้านทาน R1 ต่ออนุกรมกับวงจรและตัว
ต้านทาน R2 สองตวั ตอ่ ขนานกับวงจร โดยปกติตัวตา้ นทาน R2 ทง้ั สองตัวจะใชค้ า่ เท่ากันทาให้คา่ อิมพีแดนซ์ทั้ง
สองด้านเท่ากัน การนาวงจรลดทอนสัญญาณชนิดนี้ไปใช้งาน สามารถสลับขั้ว ต่ออินพุต / เอาต์พุตได้โดยไม่
ต้องคานึงถึงขั้ว ต่อ ซ่ึงตัวต้านทาน R2 ท้ัง สองตัวสามารถออกแบบให้มีค่าไม่เท่ากันได้ เพ่ือปรับเปลี่ยนค่า
อิมพแี ดนซ์ทงั้ สองดา้ นไมใ่ ห้เทา่ กนั
นอกจากวงจรลดทอนสญั ญาณแบบพืน้ ฐานตามรปู ท่ี 2.4 แลว้ ยังมีการดัดแปลงรูปแบบวงจรชนิด T
– แพด ให้อยู่ในรูป T – แพดแบบสมดุล (Balanced T – pad) และ T – แพดแบบบริดจ์ (Bridge T – pad)
ส่วนวงจรชนิด – แพดดัดแปลงเป็น – แพดแบบสมดุล (Balanced – pad) ลักษณะวงจรลดทอนสัญญาณ
ชนิด T – แพด และชนดิ – แพดแบบดัดแปลง แสดงดังรูปท่ี 2.5
50
รูปที่ 2.5 แสดงวงจรลดทอนสัญญาณชนิด T – แพด และชนิด – แพดแบบวงจรดัดแปลง
จากรูปที่ 2.5 (ก) เป็นชนิด T – แพดแบบสมดลุ นยิ มเรยี กว่าชนดิ H – แพด (H – pad) ตวั ต้านทาน
R1 และ R2 แต่ละตัวท่ีนามาใช้ต่อวงจร มีค่าความต้านทานเพียงครึ่งหน่ึงของค่า R1 และ R2 ปกติ คือใช้เพียง
R1/2 และ R2/2 เท่านนั้
รูปท่ี 2.5 (ข) เปน็ ชนดิ T – แพดแบบบริดจ์ นยิ มเรยี กว่าชนดิ บรดิ จ์ – T (Bridge – T)โดยตอ่ เพิ่มตัว
ตา้ นทาน R3 คร่อมระหวา่ ง R1 ทั้ง สองตวั ทาให้วงจรมีลักษณะเปน็ วงจรบรดิ จ์
ส่วนรูปท่ี 2.5 (ค) เป็นชนิด – แพดแบบสมดุล นิยมเรียกว่าชนิด O – แพด (O – pad) ตัว
ต้านทาน R1 แต่ละตัวท่ีนามาใช้ต่อวงจร มีค่าความต้านทานเพียงคร่ึงหน่ึงของค่า R1 ปกติคือใช้เพียง R1/2
เทา่ น้นั
51
17. ใบงานท่ี 2
หนว่ ยการสอนท่ี 2 ชอื่ หนว่ ยการสอน วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สญั ญาณ
หัวข้อเรื่อง วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
ใบปฏบิ ตั งิ าน 2.1 วงจรลดรูปสัญญาณ
จุดประสงค์
1. ประกอบวงจรลดรูปสญั ญาณได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการปฏบิ ัติงานได้
3. อา่ นคา่ และเขยี นค่าสัญญาณทวี่ ดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้
4. เกดิ ความสามัคคีในการทางานกล่มุ
เครอ่ื งมือและอุปกรณ์
1. เครอ่ื งกาเนดิ สัญญาณหลายแบบ 1 เครอ่ื ง
2. ออสซลิ โลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวัด 1 เครอ่ื ง
3. ตัวต้านทาน 1kΩ, 4kΩ, 8kΩ ; 0.5W ค่าละ 1 ตัว
4. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชุด
ลาดับขั้นตอนการทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรปู ท่ี 2.1
R1=4k ออส ิลโลสโคป
เครอ่ื งกาเนดิ Ei R2=1k EO CH1 CH2
สัญญาณหลายแบบ O/P
รูปท่ี 2.1 วงจรลดรูปสญั ญาณ
2. ปรบั เครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปท่ีคลื่นไซน์ความถี่ 1kHz ปรบั ความแรงสัญญาณประมาณ
50% ป้อนเข้าท่ีอนิ พตุ Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของ
ออสซลิ โลสโคปวดั ท่ีอินพตุ Ei และใหอ้ ินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ทีเ่ อาต์พุต EO วัดรูปคลนื่ สัญญาณและ
ระดับความแรงสัญญาณ ทง้ั อนิ พตุ Ei และเอาตพ์ ุต EO บันทึกค่าไว้ในรูปท่ี 2.2
52
Ei = V.. P-P 0
E0(ER2) = V.. P-P 0
ER1 = V.. P-P 0
รูปท่ี 2.2 สญั ญาณคลนื่ ไซนต์ าแหนง่ ตา่ งๆของวงจรลดรปู สัญญาณที่ R1=4kΩ, R2=1kΩ
4. ย้ายออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวัดคร่อม R1 ตามเส้นประ วัดรูปคลื่นสัญญาณและระดับความ
แรงสญั ญาณ บันทกึ ค่าไวใ้ นรปู ที่ 2.2 ตาแหนง่ ER1
5. เปล่ียนสัญญาณเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปเปน็ คลื่นสเ่ี หล่ียมความถ่ี 1kHz ปรับความแรง
สญั ญาณประมาณ 50% ป้อนเข้าทีอ่ นิ พุต Ei ของวงจร
6. นาออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพไปวัดสัญญาณในวงจร โดยให้อินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคป
วัดที่อินพุต Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดที่เอาต์พุต EO ตามเดิม วัดรูปคล่ืนสัญญาณและระดบั
ความแรงสัญญาณ ทง้ั อินพตุ Ei และเอาต์พุต EO บันทึกค่าไว้ในรูปที่ 2.3
7. ย้ายออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวัดคร่อม R1 ตามเส้นประ วัดรูปคลื่นสัญญาณและระดับความ
แรงสัญญาณ บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรปู ท่ี 2.3 ตาแหน่ง ER1
53
Ei = V.. P-P 0
E0(ER2) = V.. P-P 0
ER1 = V.. P-P 0
รูปท่ี 2.3 สัญญาณคลื่นสเี่ หลี่ยมตาแหน่งตา่ งๆของวงจรลดรูปสัญญาณที่ R1=4kΩ, R2=1kΩ
8. เปล่ียนค่า R2 ในวงจรรูปที่ 2.1 เป็น 8KΩ เคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบยังคงตั้งไว้ที่คลื่น
ส่เี หล่ยี มความถ่ี 1KHz ปรับความแรงสัญญาณประมาณ 50% ตามเดิม
54
Ei = V.. P-P 0
E0(ER2) = V.. P-P 0
ER1 = V.. P-P 0
รปู ท่ี 2.4 สัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมตาแหน่งต่างๆของวงจรลดรปู สญั ญาณที่ R1=4kΩ, R2=8kΩ
9. นาออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพไปวัดสัญญาณในวงจร โดยให้อินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคป
วัดที่อินพุต Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดที่เอาต์พุต EO ตามเดิม วัดรูปคล่ืนสญั ญาณและระดบั
ความแรงสัญญาณ ทง้ั อินพุต Ei และเอาตพ์ ุต EO บันทกึ ค่าไวใ้ นรูปท่ี 2.4
10. ย้ายออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวัดคร่อม R1 ตามเส้นประ วัดรูปคล่ืนสัญญาณและระดับความ
แรงสัญญาณ บันทกึ คา่ ไวใ้ นรูปท่ี 2.4 ตาแหน่ง ER1
สรุปผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
55
คาถามและการวเิ คราะห์
1. คล่ืนสัญญาณทั้งคล่ืนไซน์ และคลื่นส่ีเหลี่ยมท่ีป้อนเข้าวงจรลดรูปสัญญาณได้คลื่นสัญญาณส่งออกเอาต์พุต
เกดิ การเปล่ยี นแปลงหรือความผิดเพีย้ นไปจากเดมิ หรือไม่ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การปรับเปล่ียนค่าความต้านทานท่ีใช้ประกอบวงจรในสว่ นเอาต์พุต มีผลอย่างไรต่อค่าแรงดันของสัญญาณ
ไปสลับทีจ่ า่ ยออกมา แรงดันทีจ่ า่ ยออกเอาต์พุตมีค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าค่าแรงดันอนิ พุตท่ปี ้อนเข้ามา และได้
รุปสัญญาณออกเอาต์พุตเปน็ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
56
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน
ชือ่ กลุ่ม……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชือ่ สมาชิก
1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขท…ี่ ….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…่ี ….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คิดเหน็
32 1
1 เน้อื หาสาระครอบคลมุ ชัดเจน (ความรเู้ กยี่ วกบั เนอื้ หา ความถกู ต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหนา้ )
2 รปู แบบการนาเสนอ
3 การมีส่วนรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซึ่งทาให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. เน้อื หาสาระครอบคลุมชัดเจนถกู ต้อง
3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถว้ นถกู ตอ้ ง ตรงตามจดุ ประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มรี ูปแบบการนาเสนอท่ีเหมาะสม มกี ารใชเ้ ทคนคิ ทแ่ี ปลกใหม่ ใช้สอื่ และเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอที่นา่ สนใจ นาวัสดใุ นทอ้ งถ่นิ มาประยกุ ตใ์ ช้อย่างคุม้ คา่ และ
ประหยัด
2 คะแนน = มเี ทคนคิ การนาเสนอที่แปลกใหม่ ใช้ส่ือและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอทนี่ า่ สนใจ
แต่ขาดการประยุกต์ใช้ วัสดใุ นทอ้ งถิน่
1 คะแนน = เทคนคิ การนาเสนอไม่เหมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ว่ นร่วมของสมาชิกในกล่มุ
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมบี ทบาทและมสี ว่ นร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญม่ ีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกจิ กรรมกล่มุ
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นนอ้ ยมีบทบาทและมสี ว่ นร่วมกิจกรรมกล่มุ
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ งั มากกว่ารอ้ ยละ 90 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
2 คะแนน = ผูฟ้ งั ร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
1 คะแนน = ผู้ฟงั นอ้ ยกว่าร้อยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื
57
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม
ชื่อกลุม่ ……………………………………………ชนั้ ………………………ห้อง............................
รายชอื่ สมาชกิ
1……………………………………เลขท…่ี …. 2……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท…ี่ …. 4……………………………………เลขที่…….
ที่ รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
321
1 การกาหนดเป้าหมายรว่ มกัน
2 การแบ่งหนา้ ท่รี ับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบัตหิ น้าท่ีทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
วันท่ี…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเปา้ หมายรว่ มกัน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชกิ สว่ นใหญม่ ีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมสี ่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
2. การหนา้ ทรี่ ับผดิ ชอบและการเตรียมความพรอ้ ม
3 คะแนน = กระจายงานได้ท่ัวถงึ และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สือ่ /อุปกรณไ์ ว้อย่างพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แตไ่ ม่ตรงตามความสามารถ และมสี ื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพรอ้ มเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่ัวถงึ และมสี อื่ / อุปกรณ์ไม่เพียงพอ
3. การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ที ่ีได้รับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานได้สาเร็จตามเปา้ หมาย และตามเวลาท่กี าหนด
2 คะแนน = ทางานได้สาเร็จตามเป้าหมาย แต่ช้ากวา่ เวลาท่ีกาหนด
1 คะแนน = ทางานไม่สาเรจ็ ตามเป้าหมาย
4. การประเมนิ ผลและปรบั ปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชกิ ทุกคนร่วมปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรับปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชกิ บางสว่ นมสี ่วนรว่ มปรกึ ษาหารอื แต่ไมป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นร่วมไม่มีสว่ นรว่ มปรึกษาหารือ และปรบั ปรุงงาน
58
19. แบบฝกึ หัด
แบบฝึกหัดทา้ ยหนว่ ยท่ี 2
วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
คาสงั่ อธบิ ายให้ไดใ้ จความสมบูรณแ์ ละแสดงวธิ ที าใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์
1. จงอธิบายความแตกต่างวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
2. ป้อนสัญญาณอินพุตมีแรงดัน Ei=8V เข้าไปยังวงจรลดทอนสัญญาณ วัดสัญญาณออกเอาต์พุตได้ EO=0.2V
จงหาค่าระดับการลดทอนสญั ญาณ และค่าตัวประกอบการลดทอน
3. จงบอกชนิดของวงจรลดทอนสญั ญาณแบบพน้ื ฐาน พร้อมวาดรปู ประกอบ
4. วงจรอนุกรมวงจรหน่ึงประกอบด้วยตัวต้านทาน R=20kΩ ต่อร่วมกับตัวเก็บประจุ C=0.47F จงหาค่า
เวลาคงทขี่ องวงจรอนุกรม RC
5. วงจรอนุกรมวงจรหนึ่งประกอบด้วยตัวต้านทาน R=20Ω ต่อรว่ มกับตัวเหน่ียวนา L=500H จงหาคา่ เวลา
คงทข่ี องวงจรอนกุ รม RL
59
20. บันทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
20.1 สรุปผลการจดั การเรยี นรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ดา้ นการเตรียมการสอน
1.จดั หนว่ ยการเรยี นรไู้ ด้สอดคล้องกบั วัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑ์การประเมนิ ครอบคลมุ ท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทักษะ และด้านจิตพิสยั
3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สอื่ นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนร้กู อ่ นเขา้ สอน
ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
4. มีวธิ ีการนาเข้าสบู่ ทเรียนที่น่าสนใจ
5. มีกิจกรรมท่ีหลากหลาย เพ่อื ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จัดกิจกรรมทสี่ ง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นค้นคว้าเพื่อหาคาตอบดว้ ยตนเอง
7. นักเรยี นมีสว่ นรว่ มในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
8. จัดกจิ กรรมท่เี น้นกระบวนการคดิ ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คิดสรา้ งสรรค์ )
9. กระตุน้ ให้ผเู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี
10. จดั กิจกรรมการเรยี นร้ทู ่เี ชือ่ มโยงกบั ชวี ิตจรงิ โดยนาภมู ิปญั ญา/บรู ณาการเข้ามามสี ว่ นร่วม
11. จดั กจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
12. มีการเสรมิ แรงเม่อื นกั เรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกต้อง
13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รียน
14. เอาใจใสด่ แู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด
ด้านสอ่ื นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้
16. ใชส้ อื่ ท่เี หมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผูเ้ รยี น
17. ใช้สอื่ แหลง่ การเรียนร้อู ยา่ งหลากหลาย เชน่ บุคคล สถานที่ ของจริง เอกสารสื่อ
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ และอนิ เทอรเ์ นต็ เปน็ ต้น
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศกั ยภาพของผูเ้ รยี น
14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รยี น อย่างทั่วถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กาหนด
ดา้ นการวดั และประเมินผล
18. ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอยา่ งหลากหลายและครบทัง้ ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย
20. ครู ผูเ้ รียน ผู้ปกครอง หรอื ผทู้ ี่เก่ียวขอ้ งมีส่วนรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ตั ิ 5 = ปฏิบัติดเี ย่ียม 4 = ปฏิบตั ิดี 3 = ปฏิบัติพอใช้ 2 รวม
= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลย่ี
60
20.2 ปญั หาทพี่ บ และแนวทางแกป้ ัญหา
ปญั หาท่ีพบ แนวทางแก้ปัญหา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นส่อื นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการวดั ประเมนิ ผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านอนื่ ๆ (โปรดระบุเป็นข้อ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงชอื่ ........................................................................ ครูผู้สอน
(นายปฏิพาน สนี าบุญ)
ตาแหนง่ ครพู เิ ศษสอน
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและตดิ ตาม 61
ชอื่ -สกุล ผนู้ เิ ทศ ตาแหนง่
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม
62
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมุง่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
รหสั วชิ า 20105-2006 วชิ า วงจรพลั ส์และสวติ ชิง
หนว่ ยที่ 2 ชื่อหนว่ ย วงจรลดรปู สัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
ช่ือเร่อื ง วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรปู สญั ญาณ จานวน 4 ชั่วโมง
1. สาระสาคัญ
วงจรลดรูปสัญญาณ หรือวงจรลดทอนสัญญาณ (Attenuate Circuit) และอาจเรียกว่าตัวลดทอน
(Attenuator) คือวงจรลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าท่ีป้อนเข้ามาให้ได้ค่าออกเอาต์พุตมีค่าน้อยลงตามต้องการ
อุปกรณ์ท่ีนามาใช้ประกอบวงจรเป็นตัวต้านทานบริสุทธิ์อย่างเดียว ไม่มีค่าความจุ (C) ค่าความเหนี่ยวนา (L)
รวมถึงไม่มีตัวต้านทานชนิดไวร์วาวด์ ประกอบร่วมในวงจรโดยถูกออกแบบมาให้เกิดความผิดเพี้ยนต่า
(Distortionless) การลดทอนจะลดทอนเฉพาะค่าความแรงสัญญาณ ส่วนรูปร่างสัญญาณ เฟสสัญญาณ และ
ความถี่ มีค่าคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
2. สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
ด้านความรู้
1. อธบิ ายความแตกต่างวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณได้
2. คานวณหาระดบั การลดทอนสัญญาณได้
3. บอกชนิดวงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐานได้
4. คานวณหาคา่ เวลาคงท่ขี องวงจรแปลงสญั ญาณได้
ดา้ นทักษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. ตอ่ วงจรตามแบบทีก่ าหนดใหไ้ ด้
2. ใช้ออสซิลโลสโคปในการปฏิบตั ิงานได้
3. อา่ นคา่ และบนั ทึกค่าสัญญาณท่ีวัดดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้
ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
1. ยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของเพอื่ นในกลุ่ม
2. ตงั้ ใจทางานทไี่ ดม้ อบหมาย
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 จุดประสงคท์ ั่วไป
1. เพื่อให้มีความรู้ความเขา้ ใจเก่ยี วกับวงจรลดรูปสญั ญาณ
63
2. เพ่ือใหม้ ีทกั ษะในการวาดวงจรแปลงรปู สญั ญาณ
3. สามารถนาความรเู้ ร่ืองวงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณไปประยุกตใ์ ช้งานได้
3.2 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1. อธบิ ายความแตกต่างวงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณได้ (ดา้ นพุทธพิ ิสัย)
2. คานวณหาระดบั การลดทอนสัญญาณได้ (ด้านพุทธิพสิ ยั )
3. บอกชนดิ วงจรลดทอนสัญญาณแบบพนื้ ฐานได้ (ด้านพุทธิพิสยั )
4. คานวณหาค่าเวลาคงทขี่ องวงจรแปลงสัญญาณได้ (ดา้ นพทุ ธพิ ิสัย)
5. ต่อวงจรตามแบบท่กี าหนดให้ได้ (ดา้ นทักษะพิสยั )
6. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการปฏิบตั งิ านได้ (ด้านทกั ษะพสิ ัย)
7. อา่ นคา่ และบันทึกค่าสัญญาณท่ีวดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ (ด้านทกั ษะพสิ ัย)
8. ยอมรบั ฟังความคิดเห็นของเพ่ือนในกลมุ่ (ด้านจติ พสิ ัย)
9. ตั้งใจทางานที่ได้มอบหมาย (ด้านจิตพสิ ยั )
4. เนือ้ หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ดา้ นความรู้
1. วงจรลดรูปสญั ญาณ
2. ระดบั การลดทอนสญั ญาณ
3. ชนดิ วงจรลดทอนสญั ญาณ
4. วงจรแปลงรปู สัญญาณ
5. วงจรอนุกรม RC
6. วงจรอนกุ รม RL
7. บทสรปุ
4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏบิ ัติ
1. การทดลองท่ี 2 วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ
2. แบบทดสอบบทท่ี 2
4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
1. ใช้เครื่องมือในการทดสอบได้อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม
64
5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรยี นรู้
ขัน้ ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ขน้ั ตอนการเรียนหรือกจิ กรรมของผูเ้ รียน
ข้ันเตรยี ม(20 นาที) (อาทติ ย์ละ 10 นาที) ขัน้ เตรียม(20 นาที) (อาทิตย์ละ 10 นาที)
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวชิ า 1. ผเู้ รียนเตรยี มหนงั สอื และฟังผสู้ อนแนะนารายวิชา
วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา
วงจรพลั ส์และสวติ ชิง วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชิง
2. ผู้สอนชี้แจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ
พฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 2 เร่ือง วงจรลดรูป จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 2 เรื่อง
สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
ข้ันการสอน(420 นาที) (อาทิตย์ละ 210 นาที) ข้ันการสอน(420 นาที) (อาทติ ย์ละ 210 นาที)
1. ผ้สู อนอธบิ ายเนื้อหาวิชาวงจรพัลส์และสวิตชิง 1. ผเู้ รียนฟงั ผสู้ อนอธิบายเน้ือหาวิชาวงจรพัลส์
หน่วยที่ 2 เรื่อง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลง และสวติ ชิงหน่วยที่ 2 เรือ่ ง วงจรลดรูปสัญญาณและ
รปู สญั ญาณ วงจรแปลงรูปสัญญาณ
2. ผู้สอนให้ผ้เู รียนเปิดหนงั สือเรยี นวงจรพัลส์และสวิ 2. ผู้เรียนเปิดหนงั สือเรียนวิชาวงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง
ตชงิ หนว่ ยท่ี 2 เรอื่ ง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจร หน่วยที่ 2 วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูป
แปลงรูปสัญญาณและอธิบายเนอื้ หาให้ผูเ้ รยี นฟัง สัญญาณ และฟงั ผสู้ อนอธบิ ายเนอื้ หา
3. ผสู้ อนใหผ้ ูเ้ รียนทาใบงานที่ 2 วงจรลดรูปสญั ญาณ 3. ผู้เรียนทาใบงานที่ 2 วงจรลดรูปสัญญาณและ
และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ วงจรแปลงรูปสญั ญาณ
ขั้นสรปุ (40 นาที) (อาทติ ย์ละ 20 นาที) ขั้นสรปุ (40 นาที) (อาทติ ย์ละ 20 นาที)
1. ผู้สอนใหผ้ ู้เรียนทาแบบฝกึ หดั หนว่ ยท่ี 2 1. ผเู้ รียนรว่ มกนั สรปุ เนอื้ หาท่ีได้เรยี นใหม้ ีความ
2. ผูส้ อนและผ้เู รยี นร่วมกนั สรุปเนอ้ื ในหนว่ ยเรียนที่ เข้าใจในทิศทางเดียวกนั
2 เรื่อง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูป 2. ผู้เรยี นทาแบบฝกึ หัดหน่วยท่ี 2
สญั ญาณ 3. ผเู้ รยี นศึกษาเพมิ่ เตมิ นอกห้องเรียน ดว้ ย
PowerPoint ท่ีจดั ทาขนึ้
6. ส่ือการเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
6.1 ส่อื สิ่งพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพลั สแ์ ละสวิตชงิ
2. ใบงานท่ี 2 วงจรลดรูปสญั ญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
3. แบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 2
4. หนังสอื เรยี นวิชา วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชิง
65
6.2 สอ่ื โสตทัศน์
1. Power Point เรื่องวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
6.3 สอ่ื ของจริง
1. อปุ กรณจ์ ากการทดลองใบงานที่ 2
7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุดวทิ ยาลยั เทคนิคสวา่ งแดนดิน
2. ห้องอนิ เตอรเ์ น็ตวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดนิ
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดเฉลิมพระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดิน
2. หอ้ งสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารีอาเภอสว่างแดนดิน
8. งานทม่ี อบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
1. ผ้เู รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
8.2 ขณะเรยี น
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทที่ 2 เร่ือง วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
2. รายงานผลหน้าช้นั เรียน
3. ปฏบิ ัติใบปฏิบัติงานที่ 2 เรอื่ ง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลงั เรยี น
1. ทาแบบฝกึ หัดบทที่ 2
9. ผลงาน/ชนิ้ งาน ท่ีเกิดจากการเรียนรขู้ องผ้เู รยี น
1. แบบฝึกหดั บทที่ 2 ใบปฏบิ ตั งิ านท่ี 2
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งองิ
1. พันธศ์ ักดิ์ พฒุ ิมานติ พงศ์. วงจรพัลส์และสวิตชิง. : ศูนย์สง่ เสรมิ อาชีวะ (ศสอ)
66
11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ ับรายวิชาอืน่
1. บูรณาการกบั วชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั
2. บรู ณาการกบั วิชาอปุ กรณอ์ ิเล็กทรอนกิ ส์และวงจร
12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรียน
1. ความรู้เบอื้ งต้นก่อนการเรียนการสอน
12.2 ขณะเรียน
1. สงั เกตการทางาน
12.3 หลังเรยี น
1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
2. ตรวจใบงานท่ี 2
13. รายละเอียดการประเมนิ ผลการเรียน
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 1 อธบิ ายความแตกตา่ งวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สญั ญาณ
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธบิ ายความแตกต่างวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ
4. เกณฑ์การผา่ น : อธิบายความแตกต่างวงจรลดรูปสัญญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 2 คานวณหาระดบั การลดทอนสัญญาณ
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถคานวณหาระดับการลดทอนสญั ญาณ
4. เกณฑ์การผา่ น : คานวณหาระดับการลดทอนสัญญาณได้ จะได้ 1.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 3 บอกชนดิ วงจรลดทอนสญั ญาณแบบพ้นื ฐาน
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกชนดิ วงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐาน
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกชนิดวงจรลดทอนสญั ญาณแบบพื้นฐาน จะได้ 1 คะแนน
67
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 4 คานวณหาค่าเวลาคงท่ีของวงจรแปลงสญั ญาณ
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถคานวณหาค่าเวลาคงที่ของวงจรแปลงสญั ญาณ
4. เกณฑ์การผา่ น : คานวณหาค่าเวลาคงท่ีของวงจรแปลงสัญญาณได้ จะได้ 1.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ที่ 5 ตอ่ วงจรตามแบบที่กาหนดให้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถต่อวงจรตามแบบที่กาหนดให้
4. เกณฑ์การผา่ น : ต่อวงจรตามแบบที่กาหนดให้ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 6 ใช้ออสซิลโลสโคปในการปฏบิ ัติงาน
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถใช้ออสซลิ โลสโคปในการปฏิบัตงิ าน
4. เกณฑ์การผ่าน : ใชอ้ อสซลิ โลสโคปในการปฏบิ ตั ิงานได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 7 อ่านคา่ และบันทึกคา่ สญั ญาณทวี่ ดั ด้วยออสซิลโลสโคป
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอา่ นค่าและบนั ทกึ คา่ สญั ญาณทีว่ ัดด้วยออสซิลโลสโคป
4. เกณฑ์การผ่าน : อา่ นคา่ และบนั ทกึ คา่ สัญญาณที่วัดดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ จะได้ 2 คะแนน
68
14. แบบทดสอบก่อนเรยี น
หนว่ ยการสอนที่ 2 ช่อื หนว่ ยการสอน วงจรลดรูปสัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
วัตถุประสงค์ เพ่ือ ประเมินความรพู้ ้ืนฐานเก่ยี วกับวงจรลดรูปสญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ
ขอ้ คาถาม
ตอนท่1ี จงเลือกคาตอบท่ถี ูกต้องทีส่ ดุ
1. อปุ กรณ์ทาหนา้ ทลี่ ดขนาดสญั ญาณไฟฟ้าทีป่ ้อนเข้ามา ให้ไดค้ ่าออกเอาต์พุตมีคา่ น้อยลงตามต้องการเรียกว่า
อะไร
ก. วงจรลดทอนสญั ญาณ ข. วงจรลดรปู สญั ญาณ ค. ตวั ลดทอน ง. ถกู ทุกข้อ
2. อุปกรณ์ชนิดใดท่ีทาหน้าที่ลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าทุกชนิดที่ป้อนเข้ามา ให้ออกเอาต์พุตโดยท่ีรูปร่าง
สัญญาณไม่ผดิ เพ้ยี นไปจากเดมิ
ก. ตัวเหน่ยี วนา ข. ตัวเกบ็ ประจุ ค. ตวั ต้านทาน ง. ถูกทกุ ข้อ
3. วงจรลดทอนสญั ญาณ ไมส่ ามารถช่วย ในการทาหนา้ ทอ่ี ะไรได้
ก. ปรับเปลี่ยนรูปร่างสญั ญาณให้เปลยี่ นแปลงไปก่อนจา่ ยออกเอาต์พตุ
ข. ลดผลความไม่ถูกตอ้ งของการเชื่อมต่ออินพุตและเอาตพ์ ตุ
ค. ช่วยใหเ้ กดิ การแยกกันระหวา่ งวงจรที่แตกตา่ งกัน
ง. ปรบั สมดุลอมิ พRแี1ดนซข์ องวงจร วงจรตามรูปทาหน้าท่ีอะไร
4.
ก. ลดทอนสัญญาณ
in R2 out ข. ลดรปู สัญญาณ
ค. แบ่งแรงดัน
ง. ถกู ทุกข้อ
5. จากรูปข้อ 4 ถ้าปอ้ นสัญญาณไฟสลับมแี รงดนั 24V เข้าไปยงั อินพุตของวงจรท่ีประกอบดว้ ยตัวต้านทาน
R1=400Ω, R2=200Ω จงหาค่าระดบั สญั ญาณไฟสลบั ออกเอาต์พุต ง. 16V
ก. 4V ข. 8V ค. 12V
6. จากข้อ 5 วงจรมีตวั ประกอบลดทอนเท่าไร
ก. 1.5 เทา่ ข. 2 เทา่ ค. 3 เท่า ง. 6 เท่า
7. ระดบั การลดทอนสญั ญาณทีบ่ อกหน่วยเปน็ เดซเิ บล(dB) ข้อใดมีการลดทอนมากทีส่ ุด
ก. -3dB ข. –6dB ค. 0dB ง. 12dB
8. สัญญาณไฟฟา้ ชนิดใดทีส่ ่งผ่านเข้าวงจรอนุกรม RC แล้วไดส้ ัญญาณออกเอาต์พตุ มีรูปรา่ งไมเ่ ปลี่ยนแปลง
ก. คล่นื ไซน์ ข. คลนื่ พลั ส์ ค. คลื่นส่เี หล่ยี ม ง. คลน่ื สามเหลย่ี ม
69
9. ป้อนคลืน่ สี่เหล่ียมเข้าอนิ พุตของวงจรตามรปู จะได้คลืน่ ตกคร่อมตัวตา้ นทานเป็นอยา่ งไร
L EOL ข.
ง.
ก.
Ei
R EOR
ค.
10. จากรปู ข้อ 9 ถ้าป้อนคลื่นไซนเ์ ข้าอนิ พุตแทนคล่นื สเี่ หลีย่ ม จะได้คลน่ื ตกคร่อมตัวเหนย่ี วนาเป็นอย่างไร
ก. ข.
ค. ง.
ตอนที่2 อธิบายใหไ้ ด้ใจความสมบูรณแ์ ละแสดงวิธที าให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. ปอ้ นสัญญาณอนิ พุตมีแรงดัน 8V เขา้ ไปยังวงจรลดทอนสัญญาณ วัดสญั ญาณออกเอาต์พตุ ได้ 0.2V จงหาคา่
ระดบั การลดทอนสัญญาณ และค่าตัวประกอบการลดทอน
2. วงจรอนกุ รมวงจรหนง่ึ ประกอบดว้ ยตวั ต้านทาน 20kΩ ต่อรว่ มกบั ตวั ประจุ 0.47µF จงหาค่าเวลาคงท่ีของ
วงจรอนกุ รม RC
3. วงจรอนุกรมวงจรหนง่ึ ประกอบดว้ ยตวั ต้านทาน 20Ω ต่อร่วมกับตัวเหนย่ี วนา 500µH จงหาคา่ เวลาคงท่ี
ของวงจรอนุกรม RL
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
ข้อ1 ขอ้ 2 ขอ้ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10
70
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนที่ 2 ชอื่ หนว่ ยการสอน วงจรลดรูปสัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
วัตถุประสงค์ เพ่ือ ประเมินความรพู้ ้ืนฐานเก่ยี วกับวงจรลดรูปสญั ญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
ข้อคาถาม
ตอนท่1ี จงเลือกคาตอบท่ีถูกต้องทีส่ ดุ
1. อปุ กรณ์ทาหน้าท่ีลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าทีป่ ้อนเข้ามา ให้ไดค้ ่าออกเอาต์พุตมีคา่ น้อยลงตามต้องการเรียกว่า
อะไร
ก. วงจรลดทอนสญั ญาณ ข. วงจรลดรปู สญั ญาณ ค. ตวั ลดทอน ง. ถูกทุกขอ้
2. อุปกรณ์ชนิดใดท่ีทาหน้าท่ีลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าทุกชนิดที่ป้อนเข้ามา ให้ออกเอาต์พุตโดยท่ีรูปร่าง
สญั ญาณไม่ผดิ เพ้ยี นไปจากเดมิ
ก. ตัวเหน่ยี วนา ข. ตัวเก็บประจุ ค. ตวั ต้านทาน ง. ถูกทุกขอ้
3. วงจรลดทอนสญั ญาณ ไมส่ ามารถช่วย ในการทาหนา้ ทีอ่ ะไรได้
ก. ปรับเปลี่ยนรูปร่างสญั ญาณให้เปลยี่ นแปลงไปก่อนจา่ ยออกเอาต์พตุ
ข. ลดผลความไมถ่ ูกต้องของการเชื่อมต่ออนิ พุตและเอาต์พตุ
ค. ชว่ ยใหเ้ กดิ การแยกกนั ระหวา่ งวงจรท่ีแตกตา่ งกัน
ง. ปรับสมดุลอมิ พRแี1ดนซ์ของวงจร วงจรตามรูปทาหน้าท่ีอะไร
4.
ก. ลดทอนสญั ญาณ
in R2 out ข. ลดรปู สัญญาณ
ค. แบ่งแรงดัน
ง. ถกู ทุกข้อ
5. จากรูปข้อ 4 ถ้าป้อนสัญญาณไฟสลับมแี รงดนั 24V เข้าไปยงั อินพุตของวงจรท่ีประกอบดว้ ยตัวต้านทาน
R1=400Ω, R2=200Ω จงหาค่าระดบั สญั ญาณไฟสลบั ออกเอาต์พุต ง. 16V
ก. 4V ข. 8V ค. 12V
6. จากข้อ 5 วงจรมตี วั ประกอบลดทอนเทา่ ไร
ก. 1.5 เทา่ ข. 2 เทา่ ค. 3 เท่า ง. 6 เท่า
7. ระดบั การลดทอนสญั ญาณท่ีบอกหน่วยเปน็ เดซเิ บล(dB) ข้อใดมีการลดทอนมากทีส่ ุด
ก. -3dB ข. –6dB ค. 0dB ง. 12dB
8. สัญญาณไฟฟา้ ชนดิ ใดทีส่ ่งผา่ นเข้าวงจรอนุกรม RC แล้วไดส้ ัญญาณออกเอาต์พตุ มีรูปรา่ งไม่เปล่ียนแปลง
ก. คล่นื ไซน์ ข. คลนื่ พลั ส์ ค. คลื่นส่เี หล่ยี ม ง. คลน่ื สามเหล่ยี ม
71
9. ป้อนคลืน่ ส่ีเหล่ียมเขา้ อินพุตของวงจรตามรปู จะได้คลืน่ ตกคร่อมตัวตา้ นทานเป็นอยา่ งไร
L EOL ข.
ง.
ก.
Ei
R EOR
ค.
10. จากรปู ข้อ 9 ถ้าป้อนคลน่ื ไซนเ์ ข้าอนิ พุตแทนคล่นื สเี่ หลีย่ ม จะได้คลน่ื ตกคร่อมตัวเหน่ยี วนาเป็นอย่างไร
ก. ข.
ค. ง.
ตอนที่2 อธิบายใหไ้ ด้ใจความสมบรู ณแ์ ละแสดงวิธที าให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. ปอ้ นสัญญาณอนิ พุตมีแรงดนั 8V เขา้ ไปยังวงจรลดทอนสัญญาณ วัดสญั ญาณออกเอาต์พตุ ได้ 0.2V จงหาคา่
ระดบั การลดทอนสัญญาณ และคา่ ตวั ประกอบการลดทอน
2. วงจรอนกุ รมวงจรหนง่ึ ประกอบดว้ ยตวั ต้านทาน 20kΩ ต่อรว่ มกบั ตวั ประจุ 0.47µF จงหาค่าเวลาคงท่ีของ
วงจรอนกุ รม RC
3. วงจรอนุกรมวงจรหน่ึงประกอบดว้ ยตวั ต้านทาน 20Ω ต่อร่วมกับตัวเหนย่ี วนา 500µH จงหาคา่ เวลาคงท่ี
ของวงจรอนุกรม RL
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
ข้อ1 ข้อ2 ขอ้ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10
72
16. ใบความรู้ที่ 2
หนว่ ยการสอนท่ี 2 ชื่อหนว่ ยการสอน วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
หัวข้อเร่ือง วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ
2.4 วงจรแปลงรูปสญั ญาณ
คลื่นสี่เหลี่ยม คล่ืนพัลส์ และรูปคล่ืนอ่ืนๆ ที่มีลักษณะไม่เป็นคล่ืนไซน์ (Nonsinusoidal) สามารถ
เปลยี่ นแปลงรูปร่างไปได้ โดยป้อนคล่ืนสัญญาณเหลา่ น้เี ข้าไปในวงจรโครงข่ายทใี่ ชต้ ัวเหนยี่ วนา (L) หรือตัวเก็บ
ประจุ (C) ประกอบร่วมในวงจรรว่ มกบั ตวั ตา้ นทาน (R) เช่น วงจรอนกุ รม RC และวงจรอนุกรม RL เปน็ ต้น ผล
จากการทางานของตัวเก็บประจุ ต่อวงจรร่วมกับตัวต้านทาน ในวงจรที่จ่ายสัญญาณไฟสลับท่ีไม่ใช่คลื่นไซน์
เชน่ จ่ายคล่ืนส่ีเหลยี่ มใหว้ งจรอนุกรมRC สญั ญาณคล่นื สีเ่ หลี่ยมตกคร่อมตวั เก็บประจุเปลี่ยนเป็นคล่ืนอินติเกรต
และผลจากการทางานของตวั เหน่ียวนา ตอ่ วงจรรว่ มกับตัวต้านทาน ในวงจรทีจ่ ่ายสัญญาณไฟสลับที่ไม่ใช่คลื่น
ไซน์เช่นจ่ายคล่ืนสี่เหลี่ยมให้วงจรอนุกรม RL สัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมตกคร่อมตัวเหนี่ยวนาเปลี่ยนเป็นคลื่นดิฟ
เฟอเรนชเิ อต วงจรแปลงรปู สญั ญาณในโครงข่ายเชิงเส้น แสดงดงั รปู ที่ 2.6
รปู ที่ 2.6 แสดงวงจรแปลงรูปสญั ญาณในโครงข่ายเชิงเส้น
จากรูป ท้ังวงจรอนุกรม RC และวงจรอนุกรม RL โดยป้อนสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมเข้าวงจร ทาให้
สัญญาณคลน่ื สีเ่ หลี่ยมเกิดการเปล่ยี นแปลงรูปสัญญาณไป ได้รปู สัญญาณออกเอาต์พุตเปน็ รูปคล่ืนดิฟเฟอเรนชิ
เอต และรูปคลื่นอนิ ติเกรต เป็นผลเกดิ จากคุณสมบัติในการทางานของอุปกรณ์ RLC ทีต่ อ่ ในวงจร นอกจากนั้น
รูปร่างลักษณะของคลื่นท่ีได้ออกมามีการเปล่ียนแปลงไปตามค่าเวลาคงท่ี (Time Constant ;) ของวงจร ค่า
เวลาคงที่ (τ; ทาว) เกิดขึ้นจากค่าความต้านทาน (R) ค่าความเหนี่ยวนา (L) และค่าความจุ (C) ที่นามาต่อใช้
งานในวงจร ค่าเวลาคงท่หี าไดด้ ังนี้
= RC s ……(2.5)
……(2.6)
หรือ = L s
R
เมื่อ τ = คา่ เวลาคงท่ี หน่วย s
R = ความตา้ นทานต่ออนกุ รมในวงจร หนว่ ย Ω
C = ความจตุ ่ออนุกรมในวงจร หน่วย F
73
L = ความเหนีย่ วนาต่ออนุกรมในวงจร หน่วย H
2.5 วงจรอนกุ รม RC
วงจรอนุกรม RC เป็นวงจรที่นาตัวต้านทานต่ออนุกรมกับตัวเก็บประจุ และนาไปต่อเข้ากับ
แหล่งกาเนิดสัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยม การต่อดังกล่าวส่งผลต่อสัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมท่ีตกคร่อมท้ัง ตัวต้านทาน
และตัวเกบ็ ประจเุ ปลยี่ นแปลงรูปรา่ งไป ลกั ษณะวงจรและรปู ร่างสญั ญาณทวี่ ัดไดแ้ สดงดังรปู ที่ 2.7
E
Ei 0 t
t
R EOR EOR
t
Ei 0
C EOC C C
EOL
0
รูปท่ี 2.7 แสดงวงจรอนุกรม RC
จากรูป เม่ือป้อนสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยมเข้าวงจร ส่งผลให้สัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมถูกเปลี่ยนแปลง
รูปร่างไปจากสภาวะการทางานของวงจรตัวต้านทาน ต้านการไหลของกระแสสัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยม ท่ีส่งผ่าน
ไปให้ตัวเกบ็ ประจทุ าการประจุแรงดันของสญั ญาณคลนื่ สี่เหลีย่ ม ในช่วงเวลาทีม่ คี ลนื่ สเ่ี หล่ยี มปอ้ นเข้ามา ทาให้
เกิดแรงดันตกคร่อมในตัวเก็บประจุค่อยๆ เพิ่มขึ้น และทาการคายประจุแรงดันออกมา ในช่วงเวลาที่งดจ่าย
คล่ืนส่ีเหล่ียมเข้าวงจร จนถึงช่วงเวลาที่สัญญาณคล่ืนสี่เหลยี่ มถูกป้อนเข้ามาอีกครั้ง หนึ่ง เกิดการทางานเช่นน้ี
อย่างต่อเนอื่ ง สง่ ผลใหค้ ลนื่ ส่ีเหลีย่ มเปลีย่ นแปลงเปน็ สญั ญาณคลื่นอนิ ตเิ กรต
ส่วนตัวต้านทานทาหน้าที่ต้านการไหลของกระแสสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยม ในช่วงเวลาท่ีตัวเก็บประจุ
ยังไม่ทาการประจุแรงดันสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียม มีแรงดันตกคร่อมตัวต้านทานมากเมื่อตัวเก็บประจุค่อยๆ
ประจุแรงดันเพ่มิ ข้นึ แรงดนั ตกครอ่ มตวั ต้านทานจะค่อยๆ ลดลง จนถึงชว่ งเวลาที่งดจา่ ยสญั ญาณคล่นื สี่เหลี่ยม
เข้ามา แรงดันตกคร่อมตัวต้านทานจะลดลงเป็น 0 V ในช่วงเวลาน้ีแรงดันท่ีถูกเก็บประจุไว้ในตัวเก็บประจุ จะ
ถูกจ่ายมาตกคร่อมตัวต้านทานแทน มีขั้วแรงดันเป็นตรงข้าม ที่ระดับสูงสุดเท่ากับค่าแรงดันที่ถูกประจุไว้ในตัว
เก็บประจุ แรงดันตกคร่อมตัวต้านทานจะค่อยๆ ลดลง เมื่อตัวเก็บประจุค่อยๆ คายประจุออกมา จนถึง
74
ช่วงเวลาที่สัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมถูกป้อนเข้ามาอีกคร้ัง หน่ึง เกิดการทางานเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คลื่น
ส่ีเหล่ียมเปลีย่ นแปลงเป็นสัญญาณคลืน่ ดฟิ เฟอเรนชเิ อต
ผลการเปล่ียนแปลงรูปร่างไปดังกลา่ ว รูปร่างสัญญาณท่ีเกิดขึ้นยังเปล่ียนแปลงไปได้อีกตามค่าเวลา
คงท่ี (τ) ที่เกดิ จากการนาคา่ ความต้านทานมาต่อรว่ มกับคา่ ความจุ (τ= RC)
ตัวอย่างที่ 2.4 วงจรอนุกรมวงจรหน่ึงประกอบด้วยตัวต้านทาน 100 kΩ ต่อร่วมกับตัวเก็บประจุ 0.22 F
จงหาค่าเวลาคงที่ของวงจรอนุกรม RC
วิธคี านวณ
จากสูตร = RC
แทนค่า = 100 kΩ x 0.22 F
= 100 x 103 x 0.22 x 10-6
= 22 x 10-3 s = 22 ms
เวลาคงทีข่ องวงจรอนุกรม RC = 22 ms ตอบ
2.6 วงจรอนุกรม RL
วงจรอนุกรม RL เป็นวงจรที่นาตัวต้านทานต่ออนุกรมกับตัวเหนี่ยวนา และนาไปต่อเข้ากับ
แหล่งกาเนิดสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยม การต่อดังกล่าวส่งผลต่อสัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมที่ตกคร่อมทั้ง ตัวต้านทาน
และตวั เหน่ยี วนาเปลย่ี นแปลงรูปรา่ งไป ลักษณะวงจรและรูปรา่ งสัญญาณทีว่ ัดได้แสดงดงั รปู ท่ี 2.8
E
Ei 0 t
t
R EOR EOR 0
Ei L t
C EOL EOL 0
(ก) วงจร L
(ข) สัญญาณเกดิ ที่ตาแหนง่ ตา่ งๆ
75
รูปที่ 2.8 แสดงวงจรอนุกรม RL
จากรูป เม่ือป้อนสัญญาณคล่ืนสี่เหล่ียมเข้าวงจร ส่งผลให้สัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมถูกเปลี่ยนแปลง
รูปร่างไปจากสภาวะการทางานของวงจร ตัวต้านทานต้านการไหลของกระแสสัญญาณคลื่นสเ่ี หล่ียม ท่ีส่งผ่าน
ไปให้ตัวเหนี่ยวนา ทาให้ตัวเหนี่ยวนาเกิดสนามแม่เหล็กพองตัวออก ในเวลาช่วงแรกที่มีคล่ืนสี่เหล่ียมป้อนเข้า
มา ตัวเหน่ียวนายังไม่เกิดสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงดันตกคร่อมในตัวเหนี่ยวนาสูง เม่ือเริ่มเกิดสนามแม่เหล็ก
ทาให้แรงดนั ตกครอ่ มในตัวเหนย่ี วนาคอ่ ยๆ ลดลง จนถงึ ช่วงเวลาทีง่ ดจ่ายคลื่นสี่เหลยี่ มเข้าวงจร สนามแม่เหล็ก
ในตัวเหน่ียวนายุบตัวลงตัดผ่านตัวเหนี่ยวนาอีกครั้ง ทาให้เกิดแรงดันชักนาข้ึนในตัวเหนี่ยวนามีขั้ว แรงดันตก
คร่อมในตัวเหน่ียวนาเป็นตรงข้ามกับคร้ังแรก จ่ายไปให้ตัวต้านทาน ทาให้แรงดันตกคร่อมในตัวเหนี่ยวนา
ค่อยๆ ลดลง จนถึงช่วงเวลาที่สัญญาณคล่ืนสี่เหล่ียมถูกป้อนเข้ามาอีกคร้ังหนึ่ง เกิดการทางานเช่นน้ีอย่าง
ตอ่ เนื่อง ส่งผลให้คลื่นสเี่ หลีย่ มเปลี่ยนแปลงเป็นสญั ญาณคลนื่ ดิฟเฟอเรนชเิ อต
ส่วนตัวต้านทานทาหน้าท่ีต้านการไหลของกระแสสัญญาณคลื่นส่ีเหล่ียม ในช่วงเวลาท่ีตัวเหนี่ยวนา
ยังไม่เร่ิมเกิดสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงดันตกคร่อมในตัวเหน่ียวนาสูงสุด ไม่เกิดแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน
เมื่อเร่ิมเกิดสนามแม่เหล็ก ทาให้แรงดันตกคร่อมในตัวเหน่ียวนาค่อยๆ ลดลง เกิดแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน
ค่อยๆ เพ่ิมข้ึน จนถึงช่วงเวลาที่งดจ่ายคลื่นสเ่ี หลี่ยมเข้าวงจร สนามแม่เหลก็ ในตวั เหนี่ยวนายุบตัวลงตดั ผ่านตวั
เหนี่ยวนาอีกคร้ัง ทาให้เกิดแรงดันชักนาขึ้นในตัวเหนี่ยวนา มีข้ัว แรงดันตกคร่อมในตัวเหนี่ยวนาเป็นตรงข้าม
กบั ครั้ง แรก จ่ายไปให้ตวั ต้านทาน ทาใหแ้ รงดนั ตกคร่อมในตวั เหน่ียวนาค่อยๆ ลดลง สง่ ผลให้แรงดนั ตกคร่อม
ที่ตัวต้านทานค่อยๆ ลดลงตามไปด้วย จนถึงช่วงเวลาท่ีสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมถูกป้อนเข้ามาอีกคร้ัง หน่ึง เกิด
การทางานเชน่ น้ีอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง สง่ ผลใหค้ ลน่ื สเ่ี หล่ียมเปล่ยี นแปลงเปน็ สญั ญาณคลืน่ อนิ ติเกรต
ผลการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปดังกล่าว รูปร่างสัญญาณท่ีเกิดข้ึนยังเปล่ียนแปลงไปได้อีกตามค่าเวลา
คงที่ (τ) ที่เกดิ จากการนาคา่ ความต้านทานมาตอ่ ร่วมกบั ค่าความเหนยี่ วนา (τ = L/R)
ตวั อย่างท่ี 2.5 วงจรอนุกรมวงจรหนงึ่ ประกอบดว้ ยตัวตา้ นทาน 200 Ω ต่อรว่ มกับตวั เหนีย่ วนา 100 mH จง
หาคา่ เวลาคงท่ีของวงจรอนกุ รม RL
วิธีคานวณ =L
จากสูตร
แทนคา่ R
= 100mH
200Ω
= 100x10−3
200
= 500 s
76
เวลาคงท่ีของวงจรอนุกรม RL = 500 s ตอบ
2.7 บทสรุป
วงจรลดรูปสัญญาณ หรือวงจรลดทอนสัญญาณ และอาจเรียกว่า ตัวลดทอน คือวงจรลดขนาด
สญั ญาณไฟฟ้าทป่ี ้อนเข้ามาให้ไดค้ ่าออกเอาต์พตุ มีค่าน้อยลงตามต้องการ อปุ กรณ์ที่นามาใช้ประกอบวงจรเป็น
ตัวต้านทานบริสุทธิ์อย่างเดียว ไม่มีค่าความจุ (C) ค่าความเหนี่ยวนา (L) รวมถึงไม่มีตัวต้านทานชนิดไวร์วาวด์
ประกอบร่วมในวงจร โดยถูกออกแบบมาให้เกิดความผิดเพี้ยนต่า การลดทอนจะลดทอนเฉพาะค่าความแรง
สัญญาณ ส่วนรปู ร่างสญั ญาณ เฟสสญั ญาณและความถ่ี มีค่าคงเดมิ ไมเ่ ปลย่ี นแปลง
วงจรลดทอนสัญญาณนิยมบอกค่าระดับการลดทอนออกมาในรูปตารางลอการิทึมมีหน่วยเป็นเดซิ
เบล (dB) วงจรลดทอนสัญญาณจัดวงจรไดห้ ลายชนิด เช่น ชนดิ L – แพด ชนิด T – แพด และชนิด – แพด
นอกจากนั้นยังมีการดัดแปลงรูปแบบวงจร ให้อยู่ในรูป T – แพดแบบสมดุล T – แพดแบบบริดจ์ และ –
แพดแบบสมดุล
คลื่นส่ีเหล่ียม คล่ืนพัลส์ และรูปคล่ืนอื่นๆ ที่ไม่เป็นคลื่นไซน์ สามารถเปล่ียนแปลงรูปร่างไปได้ โดย
ป้อนคลื่นสัญญาณเหล่านี้เข้าไปในวงจรโครงข่ายที่ใช้ตัวเหน่ียวนา (L) หรือตัวเก็บประจุ (C) ประกอบร่วมใน
วงจรร่วมกับตัวตา้ นทาน (R) เช่น วงจรอนกุ รม RC และวงจรอนุกรม RL เปน็ ต้น ผลจากการทางานของตัวเก็บ
ประจุ ตอ่ วงจรรว่ มกับตวั ตา้ นทาน ในวงจรทจ่ี า่ ยสัญญาณไฟสลับท่ีไม่ใช่คลื่นไซน์ เช่นจา่ ยคล่ืนสี่เหลี่ยมให้วงจร
อนุกรม RC สัญญาณคลื่นสี่เหลีย่ มตกคร่อมตัวเก็บประจุเปล่ียนเป็นคล่ืนอินติเกรต และผลจากการทางานของ
ตัวเหน่ียวนา ต่อวงจรร่วมกับตัวต้านทาน ในวงจรที่จ่ายสัญญาณไฟสลับที่ไม่ใช่คลน่ื ไซน์ เช่นจ่ายคล่ืนส่เี หลย่ี ม
ให้วงจรอนกุ รม RL สัญญาณคลืน่ ส่เี หลย่ี มตกคร่อมตวั เหนย่ี วนาเปลย่ี นเปน็ คล่ืนดฟิ เฟอเรนชเิ อต
วงจรอนุกรม RC เป็นวงจรที่นาตัวต้านทานต่ออนุกรมกับตัวเก็บประจุ และนาไปต่อเข้ากับ
แหล่งกาเนิดสัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยม การต่อดังกล่าวส่งผลต่อสัญญาณคลื่นสี่เหล่ียมที่ตกคร่อมท้ัง ตัวต้านทาน
และตัวเก็บประจุเปลี่ยนแปลงรูปร่างไป ในทานองเดียวกันวงจรอนุกรม RL เป็นวงจรที่นาตัวต้านทานต่อ
อนุกรมกับตัวเหนี่ยวนา และนาไปต่อเข้ากับแหล่งกาเนิดสัญญาณคลื่นส่ีเหล่ียม การต่อดังกล่าวส่งผลต่อ
สญั ญาณคล่ืนส่เี หลย่ี มทตี่ กครอ่ มท้งั ตัวต้านทานและตัวเหน่ียวนาเปลย่ี นแปลงรูปร่างไป
77
17. ใบงานท่ี 2
หน่วยการสอนที่ 2 ชอื่ หนว่ ยการสอน วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
หวั ข้อเรอ่ื ง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ
ใบปฏิบัติงาน 2.2 วงจรแปลงรปู สัญญาณ
จุดประสงค์
1. ประกอบวงจรลดรปู สญั ญาณได้
2. ใช้ออสซลิ โลสโคปในการปฏบิ ัติงานได้
3. อ่านค่าและเขยี นคา่ สัญญาณท่วี ดั ด้วยออสซลิ โลสโคปได้
4. เกิดความสามัคคีในการทางานกลุม่
เครื่องมอื และอุปกรณ์
1. เครอ่ื งกาเนิดสญั ญาณหลายแบบ 1 เครอื่ ง
2. ออสซลิ โลสโคปชนดิ 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เครือ่ ง
3. ตวั ตา้ นทาน 200Ω, 1kΩ ; 0.5W ค่าละ 1 ตวั
4. ตัวเกบ็ ประจุ 1µF, 2.2µF ; 25V ค่าละ 1 ตัว
5. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชุด
ลาดับขน้ั ตอนการทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรปู ท่ี 2.5
EOC ออส ลิ โลสโคป
C=1µF
เครอื่ งกาเนดิ Ei R=1k EOR CH1 CH2
สญั ญาณหลายแบบ O/P
รปู ที่ 2.5 วงจรแปลงรูปสัญญาณ
2. ปรับเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปที่คลื่นส่ีเหลี่ยมความถี่ 1kHz ปรับความแรงสัญญาณ
ประมาณ 50% ปอ้ นเขา้ ทอี่ นิ พุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของ
ออสซิลโลสโคปวัดท่ีอินพุต Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดที่เอาต์พุต EOR วัดรูปคลื่นสัญญาณ
และระดบั ความแรงสญั ญาณ ทง้ั อินพุต Ei และเอาตพ์ ตุ EOR บันทกึ คา่ ไวใ้ นรูปท่ี 2.6
78
Ei = V.. P-P 0
E0R = V.. P-P 0
E0C = V.. P-P 0
รูปท่ี 2.6 สัญญาณคลน่ื วดั ท่ตี าแหนง่ ตา่ งๆของวงจรแปลงรูปสญั ญาณที่ C=1µF, R=1kΩ
4. ย้ายออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวัดคร่อม C ตามเส้นประ วัดรูปคลื่นสัญญาณและระดับความ
แรงสญั ญาณ บันทึกคา่ ไว้ในรูปที่ 2.6 ตาแหน่ง EOC
5. เปล่ียนค่า R ในวงจรรูปท่ี 2.5 เป็น 200Ω เคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบยังคงตั้งไว้ท่ีคล่ืน
สเ่ี หลีย่ มความถ่ี 1kHz ปรับความแรงสัญญาณประมาณ 50% ตามเดิม
6. นาออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพไปวัดสัญญาณในวงจร โดยให้อินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคป
วดั ที่อินพุต Ei และใหอ้ นิ พุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดทเี่ อาตพ์ ตุ EOR ตามเดิม วดั รปู คลนื่ สญั ญาณและระดับ
ความแรงสญั ญาณ ทง้ั อินพตุ Ei และเอาต์พตุ EOR บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูปที่ 2.7
7. ย้ายออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวัดคร่อม C ตามเส้นประ วัดรูปคล่ืนสัญญาณและระดับความ
แรงสัญญาณ บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรปู ที่ 2.7 ตาแหน่ง EOC
79
Ei = V.. P-P 0
E0R = V.. P-P 0
E0C = V.. P-P 0
รปู ที่ 2.7 สัญญาณคลนื่ วัดทตี่ าแหน่งตา่ งๆของวงจรแปลงรปู สญั ญาณที่ C=1µF, R=200Ω
8. เปล่ียนค่า C ในวงจรรูปท่ี 2.5 เป็น 2.2µF และค่า R เป็น 1kΩ ตามเดิม เครื่องกาเนิดสัญญาณ
หลายแบบใช้คา่ เดมิ ท่ตี ้งั ไว้
80
Ei = V.. P-P 0
E0R = V.. P-P 0
E0C = V.. P-P 0
รปู ท่ี 2.8 สัญญาณคลนื่ วดั ทต่ี าแหน่งตา่ งๆของวงจรแปลงรูปสัญญาณท่ี C=2.2µF, R=1kΩ
9. นาออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพไปวัดสัญญาณในวงจร โดยให้อินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคป
วัดที่อนิ พตุ Ei และให้อินพตุ CH2 ของออสซลิ โลสโคปวดั ทีเ่ อาตพ์ ุต EOR ตามเดมิ วัดรูปคล่นื สัญญาณและระดับ
ความแรงสญั ญาณ ทั้งอนิ พตุ Ei และเอาตพ์ ตุ EOR บันทึกคา่ ไว้ในรปู ที่ 2.8
10. ย้ายออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวัดคร่อม C ตามเส้นประ วัดรูปคล่ืนสัญญาณและระดับความ
แรงสัญญาณ บนั ทกึ ค่าไวใ้ นรูปที่ 2.8 ตาแหนง่ EOC
สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
81
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คาถามและการวเิ คราะห์
1. คล่ืนสัญญาณคลื่นส่ีเหล่ียมท่ีป้อนเข้าวงจรแปลงรูปสัญญาณได้คล่ืนสัญญาณส่งออกเอาต์พุต ตกคร่อมที่ตัว
เก็บประจุ(C) และตวั ตา้ นทาน(R) เปน็ อยา่ งไร คล่ืนสญั ญาณเหมอื นเดิมหรอื ไม่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การปรับเปลี่ยนค่าความต้านทานและค่าความจุในวงจรแปลงรูปสัญญาณไปจากค่าเดิม มีผลต่อสัญญาณท่ี
ตกคร่อมวงจรอย่างไร เหมือนเดิมหรอื เปลยี่ นแปลงอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
82
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน
ชือ่ กลุ่ม……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชือ่ สมาชิก
1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขท…ี่ ….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…ี่ ….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คิดเหน็
32 1
1 เน้อื หาสาระครอบคลมุ ชัดเจน (ความรเู้ กยี่ วกบั เนอื้ หา ความถูกตอ้ ง
ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหนา้ )
2 รปู แบบการนาเสนอ
3 การมีส่วนรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซึ่งทาให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. เน้อื หาสาระครอบคลุมชัดเจนถกู ต้อง
3 คะแนน = มสี าระสาคญั ครบถว้ นถกู ตอ้ ง ตรงตามจดุ ประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอท่ีเหมาะสม มกี ารใชเ้ ทคนคิ ทแ่ี ปลกใหม่ ใช้สอื่ และเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอทน่ี า่ สนใจ นาวัสดใุ นท้องถ่นิ มาประยกุ ตใ์ ช้อย่างคุม้ คา่ และ
ประหยัด
2 คะแนน = มเี ทคนิคการนาเสนอที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอที่น่าสนใจ
แตข่ าดการประยุกต์ใช้ วัสดใุ นทอ้ งถิน่
1 คะแนน = เทคนคิ การนาเสนอไม่เหมาะสม และไม่นา่ สนใจ
3. การมสี ว่ นร่วมของสมาชิกในกล่มุ
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมบี ทบาทและมสี ว่ นร่วมกจิ กรรมกลมุ่
2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญม่ ีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกล่มุ
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นนอ้ ยมีบทบาทและมสี ่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ งั มากกว่ารอ้ ยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมอื
2 คะแนน = ผูฟ้ งั ร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
1 คะแนน = ผฟู้ งั นอ้ ยกว่าร้อยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ