233
6.2 สื่อโสตทศั น์
1. Power Point เรอื่ งทรานซิสเตอร์สวิตช์
6.3 สื่อของจรงิ
1. อุปกรณ์จากการทดลองใบงานที่ 6
7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. ห้องสมดุ วิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดนิ
2. ห้องอนิ เตอรเ์ น็ตวิทยาลัยเทคนคิ สว่างแดนดนิ
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
1. หอ้ งสมดุ เฉลมิ พระเกียรติอาเภอสว่างแดนดนิ
2. ห้องสมดุ ประชาชนเฉลมิ ราชกุมารีอาเภอสว่างแดนดิน
8. งานท่มี อบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
1. ผูเ้ รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน
8.2 ขณะเรยี น
1. ศึกษาเนื้อหา ในบทที่ 6 เรอ่ื ง ทรานซิสเตอร์สวิตช์
2. รายงานผลหน้าช้นั เรียน
3. ปฏิบตั ิใบปฏิบตั ิงานท่ี 6 เรอื่ ง ทรานซสิ เตอรส์ วติ ช์
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบฝึกหดั บทที่ 6
9. ผลงาน/ช้ินงาน ท่เี กดิ จากการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี น
1. แบบฝึกหดั บทที่ 6 ใบปฏิบัตงิ านที่ 6
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอ้างอิง
1. พนั ธ์ศกั ด์ิ พุฒิมานติ พงศ.์ วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชงิ . : ศูนย์ส่งเสริมอาชวี ะ (ศสอ)
234
11. การบรู ณาการ/ความสมั พนั ธก์ บั รายวชิ าอืน่
1. บูรณาการกบั วิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ
2. บรู ณาการกับวชิ าอปุ กรณอ์ เิ ล็กทรอนิกส์และวงจร
12. หลกั การประเมนิ ผลการเรียน
12.1 ก่อนเรยี น
1. ความรู้เบอ้ื งตน้ กอ่ นการเรียนการสอน
12.2 ขณะเรยี น
1. สงั เกตการทางาน
12.3 หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หัดหน่วยท่ี 6
2. ตรวจใบงานที่ 6
13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรียน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 1 บอกจดุ ทางานแตล่ ะสภาวะของทรานซสิ เตอร์ได้
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกจุดทางานแต่ละสภาวะของทรานซิสเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกจดุ ทางานแต่ละสภาวะของทรานซิสเตอร์ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 อธบิ ายการทางานของสวิตช์ทรานซิสเตอรท์ างอุดมคติได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธิบายการทางานของสวิตช์ทรานซิสเตอร์ทางอดุ มคติได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธบิ ายการทางานของสวิตชท์ รานซสิ เตอรท์ างอดุ มคตไิ ด้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 3 บอกการทางานของสวติ ช์ทรานซิสเตอรใ์ ชง้ านจรงิ ได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกการทางานของสวติ ช์ทรานซสิ เตอรใ์ ชง้ านจริงได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกการทางานของสวิตช์ทรานซิสเตอรใ์ ชง้ านจรงิ ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 4 อธบิ ายสภาวะสวติ ช์ทรานซสิ เตอร์ใชง้ านจรงิ ได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธบิ ายสภาวะสวติ ช์ทรานซสิ เตอรใ์ ช้งานจริงได้
235
4. เกณฑ์การผ่าน : อธบิ ายสภาวะสวติ ช์ทรานซิสเตอร์ใช้งานจรงิ ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อที่ 5 อธบิ ายหลักการทางานของสวิตช์เฟตได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธบิ ายหลักการทางานของสวติ ช์เฟตได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธบิ ายหลักการทางานของสวิตชเ์ ฟตได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 6 ต่อวงจรทรานซิสเตอร์ชมติ ตท์ ริกเกอร์ได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถต่อวงจรทรานซสิ เตอรช์ มิตต์ทริกเกอรไ์ ด้
4. เกณฑ์การผ่าน : ต่อวงจรทรานซสิ เตอรช์ มิตต์ทริกเกอรไ์ ด้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ท่ี 7 ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั คา่ สญั ญาณวงจรชมิตต์ทริกเกอรไ์ ด้
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถใชอ้ อสซลิ โลสโคปวัดค่าสญั ญาณวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั คา่ สญั ญาณวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 8 อ่านและบันทึกคา่ สัญญาณวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้ที่วดั ด้วย
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอา่ นและบนั ทึกคา่ สญั ญาณวงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ได้ท่ีวัดด้วย
4. เกณฑ์การผา่ น : อา่ นและบันทึกค่าสัญญาณวงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์ได้ท่วี ัดด้วย จะได้ 2 คะแนน
236
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการสอนท่ี 6. ช่อื หนว่ ยการสอน ทรานซิสเตอร์สวติ ช์
วัตถุประสงค์ เพ่อื ประเมินความรพู้ ้นื ฐานเก่ียวกับทรานซสิ เตอร์สวิตช์
ข้อคาถาม
ตอนท1่ี จงเลือกคาตอบทีถ่ ูกต้องที่สุด
1. ทรานซิสเตอร์ที่ถกู สรา้ งมาใช้งานแตล่ ะเบอร์มีคณุ สมบัติสว่ นใดท่ีแตกต่างกัน
ก. คา่ ทนแรงดัน ข. ค่าทนกระแส ค. อัตราขยาย ง. ถกู ทุกข้อ
2. จากกราฟคุณลกั ษณะของทรานซิสเตอร์ เม่ือนาทรานซิสเตอร์ไปใช้งานในวงจรขยายสัญญาณ จะต้องเลือก
จุดทางานท่ตี าแหน่งใด
ก. อิ่มตวั ข. ทางาน ค. คตั ออฟ ง. ท้ังข้อ ก. และข้อ ค.
3. จากกราฟคุณลักษณะของทรานซิสเตอร์ เม่ือนาทรานซิสเตอร์ไปใช้งานเป็นสวติ ช์ จะต้องเลือกจดุ ทางานท่ี
ตาแหน่งใด
ก. อ่ิมตวั ข. ทางาน ค. คัตออฟ ง. ท้งั ข้อ ก. และข้อ ค.
4. สวิตชท์ รานซิสเตอร์ทางอุดมคติขณะทรานซิสเตอร์ทางาน คุณสมบัติของวงจรข้อใดถูกตอ้ ง
ก. ความตา้ นทานในตวั ทรานซิสเตอร์ต่าสุด ข. เป็นสวติ ช์ในสภาวะตัดวงจร
ค. อยูใ่ นลกั ษณะวงจรขาด ง. ถูกทุกขอ้
5. ทรานซสิ เตอร์สวติ ช์ชนิด PNP ทางอุดมคติถ้าป้อนแรงดันบวกใหข้ า B ของทรานซิสเตอร์ การทางานของ
วงจรสวติ ชท์ รานซิสเตอร์จะเป็นอย่างไร
ก. กระแส IB ไม่ไหล ข. กระแส IC ไหลสูงสุด
ค. แรงดันออกเอาต์พุตเป็น 0 V ง. ทรานซสิ เตอร์ทางานมากท่ีสุด
6. สวิตช์ทรานซสิ เตอรท์ ี่ใช้งานจรงิ แตกตา่ งจากสวิตซท์ รานซิสเตอรท์ างอดุ มคติอยา่ งไร
ก. ขณะสวติ ชท์ รานซสิ เตอร์ตัดวงจรเกิดกระแส IC คตั ออฟไหล
ข. ขณะสวิตช์ทรานซสิ เตอร์ต่อวงจรมแี รงดัน VCE=0.3V
ค. คานึงถึงค่ากระแสร่วั ไหลในตัวทรานซสิ เตอร์
ง. ถกู ทกุ ขอ้
7. กระแส ICBO คือกระแสอะไร
ก. เบสคตั ออฟ ข. เบสเปิดวงจร ค. คอลเลคเตอรค์ ัตออฟ ง. คอลเลคเตอร์เปดิ วงจร
8. ชว่ งเวลาทางาน (tON) ของสวิตชท์ รานซสิ เตอร์ใช้งานจริงประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
ก. เวลาหน่วง เวลาเคลอื่ นลง ข. เวลาหน่วง เวลาเคลื่อนขึ้น
ค. เวลาสะสม เวลาเคลื่อนลง ง. เวลาสะสม เวลาเคลื่อนขึ้น
237
9. ชว่ งเวลาหยดุ ทางาน (tOFF) ของสวิตชท์ รานซสิ เตอรใ์ ช้งานจรงิ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ก. เวลาหนว่ ง เวลาเคลอ่ื นลง ข. เวลาหนว่ ง เวลาเคล่อื นขึ้น
ค. เวลาสะสม เวลาเคล่อื นลง ง. เวลาสะสม เวลาเคลอ่ื นข้ึน
10. ตัวเก็บประจเุ พิ่มความเร็วที่ใสเ่ พมิ่ เข้าไปในวงจรสวิตช์ทรานซสิ เตอรม์ ีผลอย่างไรกบั วงจร
ก. ทาใหส้ วติ ช์ทรานซสิ เตอรท์ างานถงึ จุดอม่ิ ตัวได้เร็วข้นึ
ข. เพิม่ เวลาสะสมในการเปล่ยี นแปลงการทางาน
ค. เพมิ่ ความต้านทานทางอนิ พตุ ใหส้ ูงข้นึ
ง. ลดกระแสเบสให้น้อยลง
ตอนที่2 อธิบายใหไ้ ด้ใจความสมบูรณ์และแสดงวธิ ีทาให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. อธบิ ายการทางานของทรานซิสเตอร์จากกราฟคณุ สมบัติของทรานซสิ เตอร์ทางอดุ มคติ
2. สวิตช์ทรานซสิ เตอรใ์ ช้งานจรงิ เมอ่ื นาไปใช้งานจาเปน็ ต้องคานงึ ถึงสว่ นประกอบอะไรบ้าง
3. สภาวะเกิดทรานซสิ เตอร์ใชง้ านจรงิ ในการเปลยี่ นสภาวะการทางานของสวิตช์ทรานซิสเตอร์ จะเกิดค่า
ชว่ งเวลา tON และ tOFF อะไรบ้าง
4. การเพิ่มความเรว็ ใหส้ วิตช์ทรานซิสเตอรโ์ ดยใช้ตวั เกบ็ ประจุเพ่ิมความเรว็ ทาได้อยา่ งไร
5. สวติ ช์เฟตคืออะไร มีหลักการทางานอย่างไร
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
ข้อ1 ข้อ2 ข้อ 3 ข้อ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ขอ้ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10
238
16. ใบความรู้ท่ี 6
หนว่ ยการสอนท่ี 6 ช่ือหน่วยการสอน ทรานซสิ เตอร์สวิตช์
หวั ข้อเรื่อง ทรานซสิ เตอรส์ วติ ช์
6.5 การเพม่ิ ความเร็วในการสวิตชข์ องทรานซสิ เตอร์
การเพิ่มความเร็วของสวิตช์ของทรานซิสเตอร์ สามารถทาได้โดยการเพ่ิมกระแสเบส (IB) ให้ขา B ของ
ทรานซิสเตอร์ เพื่อลดค่าเวลาเคลื่อนข้ึน (tr) ลงให้น้อยที่สุด เพราะสภาวะการเปลี่ยนแปลงการทางานของตัว
ทรานซสิ เตอร์ในวงจรสวิตช์ทรานซิสเตอร์ จะข้ึนอยู่กับค่าเวลา
คงท่ี RC ในวงจรระหว่างตัวเก็บประจุตรงรอยต่อขา B กับขา C ของทรานซิสเตอร์ (CBC) และตัว
ต้านทานภาระ (RL) วงจรและวงจรสมมลู ของสวิตชท์ รานซิสเตอรใ์ นสภาวะตอ่ วงจร (ON) แสดงดังรปู ท่ี 6.8
(ก) วงจร (ข) สัญญาณ
รปู ที่ 6.8 แสดงวงจรสวิตช์ทรานซสิ เตอร์ในสภาวะต่อวงจร
จากรูปท่ี 6.8 แสดงวงจรสวิตช์ทรานซิสเตอร์และวงจรสมมูลในสภาวะต่อวงจร รูปท่ี 6.8 (ข) แสดง
วงจรสมมูลของวงจรทรานซิสเตอร์ ขณะตัวทรานซิสเตอร์อยู่ในสภาวะต่อวงจร (ON) ระหว่างขา C และ B
แสดงคุณสมบัติตัวเก็บประจุ (CBC) ส่วนขา B และ E แสดงคุณสมบัติเป็นตัวต้านทาน (RBE) แต่เนื่องจากขา B
และ E ขณะนี้ได้รับไบแอสตรง ค่าความต้านทาน RBE มีค่าต่ามากเสมือนเป็น 0 Ω ทาให้เวลาคงท่ี () ในการ
ทางานของตวั ทรานซสิ เตอร์ขึ้นอยกู่ บั ค่า RL และ CBC เขยี นสมการไดด้ ังนี้
= RL CBC ……….(6-3)
เมอ่ื = ค่าเวลาคงท่ี
RL = ความต้านทาน
CBC = ความจุระหว่างรอยตอ่ B และขา C ของทรายซสิ เตอร์
239
ถ้าเพ่ิมค่ากระแส IB ให้มากขึ้นทาให้กระแส IC ไหลมากข้ึน มีผลต่อช่วงเวลาเคลื่อนข้ึนของการเปลย่ี น
สภาวะทางานของทรานซิสเตอร์ การเพิม่ กระแส IB ของวงจรทาไดโ้ ดยการปรับลดค่าความต้านทาน R1 แต่การ
ทาเช่นนี้มีผลต่อช่วงเวลาเหมาะสม (ts) มีค่าเพิ่มข้ึน มีวิธีการอีกวิธีหน่ึงที่สามารทาให้สวิตช์ทรานซิสเตอร์
ทางานถึงจุดอิ่มตัวได้เร็วข้ึน โดยไม่เพิ่มเวลาสะสม (ts) ด้วยการใช้ตัวเก็บประจุต่อคร่อมขนานกับ R1 เรียกตัว
เก็บประจุนวี้ า่ ตวั เกบ็ ประจุเพ่มิ ความเร็ว (Speed Capacitor) วงจรเพม่ิ ความเรว็ สวติ ชท์ รานซิสเตอรโ์ ดยใช้ตัว
เกบ็ ประจุเพ่มิ ความเร็ว แสดงดงั รปู ที่ 6.9
รูปที่ 6.9 แสดงวงจรเพิ่มความเร็วให้สวิตชท์ รานซิสเตอรโ์ ดยใชต้ วั เกบ็ ประจุเพ่มิ ความเรว็
จากรูปที่ 6.9 แสดงวงจรเพิ่มความเร็วให้สวิตช์ทรานซิสเตอร์ โดยใช้ตัวเก็บประจุเพิ่มความเร็ว C1
คร่อมตวั ต้านทาน R1 ตวั C1 ช่วยเพ่มิ กระแสเบส (IB) ให้ไหลเขา้ ขา B เพิ่มมากข้นึ ในจังหวะมีพัลสบ์ วกป้อนเข้า
มา กระแสเบส (IB) ที่ไหลผ่านขา B ของทรานซิสเตอร์ 2 ส่วน คือส่วนท่ีหนง่ึ กระแสท่ีเกิดจากการประจุแรงดนั
ของ C1 ส่วนทส่ี องเป็นกระแสไหลปกติทผี่ า่ น R1 การเกดิ กระแสเบส (IB) ทัง้ 2 ส่วน แสดงดงั รปู ท่ี 6.10
(ก) กระแส IB1 จากการประจุของ C1 (ข) กระแส IB2 จากการประจขุ อง R1
240
(ก) กระแส IB ของวงจร (ข) กระแส IB ทีเ่ กดิ ขึน้
รปู ท่ี 6.10 แสดงกระแส IB ที่เกดิ ในวงจรสวติ ช์ทรานซสิ เตอรเ์ มื่อใสต่ ัวเก็บประจุเพมิ่ ความเร็ว C1
จากรูปท่ี 6.10 แสดงกระแส IB ที่เกิดในวงจรสวิตช์ทรานซิสเตอร์เม่ือใส่ตัวเก็บประจุเพิ่มความเร็ว C1
พร้อมแสดงค่ากระแส IB ที่เกิดแต่ละส่วน รูปที่ 6.10 (ก) เป็นสภาวะกระแส IB1 ไหลเกิดจากตัวเก็บประจุ C1
ประจแุ รงดันไว้ เมือ่ มแี รงดันพัลส์อินพุตเป็นบวกป้อนเข้ามา (เวลา t0) ขณะ C1 ประจแุ รงดนั ในครัง้ แรกจะเกิด
กระแส IB1 ไหลสูงมาก และค่อยๆ ไหลน้อยลงเม่ือแรงดันถูกประจุใน C1 มากข้ึน จนกระทั่ง C1 ประจุเต็ม
กระแส IB จะหยุดไหล เม่ือสัญญาณพัลส์อินพุตท่ีป้อนเข้ามาตกลงเป็น 0 V (เวลา t1) ตัวประจุ C1 ทาหน้าที่
เป็นแหลง่ จ่ายแรงดันแทน มีขวั้ แรงดนั ป้อนใหร้ อยตอ่ อิมิตเตอร์กับเบสเป็นไบแอสกลับ ชว่ ยทาใหท้ รานซสิ เตอร์
หยุดนากระแสได้เร็วขึ้นลดเวลาสะสม (ts) ในการทางานของตัวทรานซิสเตอร์ลง กระแส IB1 ที่เกิดจากการ
ประจแุ รงดนั ของ C1 สามารถเสริมกระแส IB2 ท่ไี หลปกตผิ า่ น R1
ในรูปที่ 6.10 (ข) เป็นสภาวะกระแส IB2 ไหล เกิดข้ึนจากการจากัดกระแสของ R1 ซึ่งค่ากระแส IB2 น้ี
จะไหลคงท่ีค่าหนึ่งในจังหวะแรงดันพัลส์อินพุตเป็นบวกป้อนเข้ามา (เวลา t0) จนกระท่ัง ถึงเวลาแรงดันพัลส์
อนิ พตุ ลดลงเป็น 0 V (เวลา t1)
และรูปที่ 6.10 (ค) เป็นสภาวะกระแส IB รวมของวงจรที่เวลา t0 เกิดกระแส IB1 + IB2 ไหลกระแส IB
เร่มิ ตน้ ไหลมากกวา่ ปกติ และลดลงเข้าสสู่ ภาวะปกตเิ มื่อทรานซสิ เตอรท์ างานถงึ จุดอ่ิมตวั จนถึงช่วงเวลา t1 จะ
มีกระแส IB ย้อนกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติช่วยทาให้ตัวทรานซิสเตอร์ทางานถึงจุดคัตออฟได้เร็วขึ้น ลักษณะ
กระแส IB ทเ่ี กิดจากการทางานของสว่ นต่างๆ แสดงดังรปู ท่ี 6.10 (ง)
6.6 สวติ ชเ์ ฟต
การใช้เฟต (FET) มาทาเป็นสวิตช์สามารถทาได้คล้ายกับสวิตช์ทรานซิสเตอร์ คือต้องจ่ายแรงดัน
ไบแอสให้ถกู ต้องเหมาะสมควบคุมท่ีขาเกต (G) ของเฟต ซ่ึงแตกต่างกันไปแลว้ แต่ชนดิ ของเฟต เช่น ชนดิ เจเฟต
241
(JFET) ขา G เมื่อได้รับไบอัสกลับ JFET จะหยุดนากระแสเหมือนกับสวิตช์ตัดวงจร (OFF) ขา G เมื่อได้รับ
ไบแอส 0 V หรืองดจ่ายไบอัส JFET จะนากระแสเหมือนกับสวิตช์ต่อวงจร (ON) ส่วนชนิดดีมอสเฟต (D –
MOSFET) การจ่ายไบอัสควบคุมท่ีขา G ทาได้เช่นเดียวกับ JFET และเฟตชนิดอีมอสเฟต (E – MOSFET) ขา
G เมื่อได้รับไบอัสตรงจะนากระแสเหมือนสวิตช์ต่อวงจร (ON) และเม่ือได้รับไบอัสกลับจะหยุดนากระแส
เหมือนสวิตช์ตัดวงจร (OFF) สวติ ช์ JFET แสดงดงั รปู ท่ี 6.11
(ก) วงจร (ข) สญั ญาณ
รปู ท่ี 6.11 แสดงวงจรสวิตช์ JFET ชนิด N แชนแนล
จากรูปที่ 6.11 แสดงวงจรสวิตช์ JFET ชนิด N แชนแนล และสัญญาณท่ีวัดได้ การทางานของวงจร
สวิตช์ JFET อธิบายไดด้ ังน้ี ในชว่ งเวลา t0 – t1 ไม่มีสัญญาณพัลสใ์ ดๆ ป้อนเข้ามาทอ่ี ินพตุ Ei ขา G ไมม่ ีไบแอส
จ่ายให้ ทาให้ JFET ชนดิ N แชนแนลนากระแส มกี ระแส ID ไหลผ่านค่าสงู JFET ทางานถึงจุดอ่ิมตวั เปน็ สวิตช์
ในสภาวะต่อวงจร (ON)
ในช่วงเวลา t1 – t2 มีสัญญาณพัลส์ลบป้อนเข้ามาท่ีอินพุต Ei ขา G ได้รับไบแอสกลับท่ีรอยต่อขา G
กับขา S (VGS) รอยต่อเกิดค่าความต้านทานสูงต้านการไหลของกระแส ID ไม่ให้ไหล JFET ทางานที่จุดคัตออฟ
เป็นสวิตช์ในสภาวะตัดวงจร (OFF) การทางานของสวิตช์ JFET ชนิดN แชนแนลวัดสัญญาณออกเอาต์พุต EO
ไดต้ ามรปู ท่ี 6.11 (ข)
6.7 สวติ ช์มอสเฟต
สวิตช์มอสเฟต (MOSFET Switch) เป็นสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์อีกชนิดหน่ึง ใช้ MOSFET เป็นอุปกรณ์
หลกั ในการทางานเปน็ สวติ ช์ MOSFET ที่ผลติ มาใชง้ านมี 2 ชนิด คือ ชนิดดีมอสเฟต (D – MOSFET) และชนิด
อีมอสเฟส (E – MOSFET) การจ่ายไบอัสควบคุมการทางานใหก้ ับ MOSFET ทั้งสองชนิดแตกต่างกัน สวิตช์ D
– MOSFET แสดงดงั รปู ที่ 6.12
242
(ก) วงจร (ข) สัญญาณ
รูปท่ี 6.12 แสดงวงจรสวติ ช์ D – MOSFET ชนิด N แชนแนล
จากรูปท่ี 6.12 แสดงวงจรสวิตช์ D – MOSFET ชนิด N แชนแนล และสัญญาณที่วัดได้ลักษณะ
โครงสร้างของ D – MOSFET แตกต่างไปจาก JFET ในส่วนของขา G ท่ีถูกแยกออกมาเป็นอิสระไม่ติดกับสาร
ส่วนท่ีเป็นขา D และขา S แต่การทางานของ D – MOSFET จะเหมือนกับ JEFT การทางานของวงจรสวติ ช์ D
– MOSFET อธิบายไดด้ งั น้ี
ในช่วงเวลา t0 – t1 ไม่มีสัญญาณพัลส์ใดๆ ป้อนเข้ามาท่ีอินพุต Ei ขา G ไม่มีไบแอสจ่ายให้ ทาให้ D –
MOSFET ชนิด N แชนแนลนากระแส มกี ระแส ID ไหลผ่านคา่ สูง D – MOSFET ทางานถึงจุดอิ่มตัว เป็นสวิตช์
ในสภาวะต่อวงจร (ON)
ในช่วงเวลา t1 – t2 มีสัญญาณพัลส์ลบป้อนเข้ามาท่ีอินพุต Ei ทาให้ได้รับไบแอสกลับที่รอยต่อขา G
กับขา S (VGS) เกดิ การเหนีย่ วนาสนามไฟฟา้ ระหว่างรอยต่อขา D กบั ขา S ให้มคี ุณสมบตั เิ ป็นสารกึ่งตัวนาชนิด
ตรงขา้ มกบั สารก่ึงตวั นาที่ขา D กับขา S เกดิ แรงต้านการไหลของกระแส ID กระแส ID หยดุ ไหล D – MOSFET
ทางานทจ่ี ดุ คัตออฟ เป็นสวิตช์ในสภาวะตดั วงจร (OFF) ได้สญั ญาณตามจดุ ตา่ งๆ แสดงดังรูปที่ 6.12 (ข)
ส่วน E – MOSFET จะถูกจ่ายไบอัสให้ทางานแตกต่างออกไป เพราะคุณสมบัติของโครงสร้าง E –
MOSFET แตกต่างจาก D – MOSFET การควบคุมการทางาน E – MOSFET มีลักษณะคล้ายทรานซิสเตอร์
คือขณะไม่จ่ายไบอัสตรงให้ขา G ตัว E – MOSFET ไม่ทางานและขณะจ่ายไบแอสตรงให้ขา G ตัว E –
MOSFET ทางาน วงจรสวิตช์ E – MOSFET แสดงดงั รูปที่ 6.13
243
(ก) วงจร (ข) สัญญาณ
รปู ที่ 6.13 แสดงวงจรสวิตช์ E – MOSFET ชนิด N แชนแนล
จากรูปท่ี 6.13 แสดงวงจรสวิตช์ E – MOSFET ชนิด N แชนแนล และสัญญาณที่วัดได้โครงสร้างของ
E – MOSFET คล้ายกับ D – MOSFET ตรงท่ีขา G ถูกแยกออกเป็นอิสระไม่ต่อร่วมกับส่วนขา D กับขา S ใน
ส่วนแตกต่างกันระหว่างรอต่อขา D กับขา S ของ E – MOSFET ถูกแยกออกจากกันไม่ต่อถึงกัน แต่ของ D –
MOSFET รอยต่อขา D กับขา S เป็นรอยต่อเดียวกันทาให้การทางาน E – MOSFET แตกต่างออกไป การ
ทางานอธิบายได้ ดงั นี้
ในช่วงเวลา t0 – t1 มีสญั ญาณพลั ส์บวกป้อนเข้ามาที่อินพุต Ei ทาใหไ้ ดร้ บั ไบอัสตรงท่ีรอยต่อขา G กบั
ขา S (VGS) เกิดการเหนี่ยวนาสนามไฟฟ้าระหว่างรอยต่อขา D และขา S ให้มีคุณสมบัติเป็นสารก่ึงตัวนาชนิด
เดียวกับสารกึ่งตัวนาขา D กับขา S เกิดการต่อเช่ือมขา D กับขา S ถึงกัน มีกระแส ID ไหลผ่านค่าสูง E –
MOSFET ทางานที่จดุ อิ่มตวั เปน็ สวติ ชใ์ นสภาวะตอ่ วงจร (ON)
ในช่วงเวลา t1 – t2 ไม่มีสัญญาณพัลส์ใดๆ ป้อนเข้ามาที่อินพุต Ei ขา G ไม่มีไบแอสจ่ายให้ ทาให้ E –
MOSFET ชนิด N แชนแนลไม่นากระแส ไม่มีกระแส ID ไหล E – MOSFET ทางานที่ตาแหน่งคัตออฟ เป็น
สวิตช์ในสภาวะตดั วงจร (OFF) ไดส้ ญั ญาณตามจุดตา่ งๆ แสดงดังรปู ท่ี6.13 (ข)
6.8 บทสรุป
ทรานซิสเตอร์ที่ถูกผลิตข้ึนมาใช้งานมีมากมายหลายชนิด หลายเบอร์ หลายลักษณะ หลายคุณสมบัติ
และหลายรูปร่าง ทาใหไ้ ด้คณุ สมบัติเฉพาะตวั ของทรานซิสเตอร์มีความแตกตา่ งกันไปเช่น คา่ ทนแรงดัน ค่าทน
กระแส อัตราขยาย การตอบสนองความถ่ี ค่าอิมพีแดนซ์ และย่านการทางานที่เหมาะสม เป็นต้น สภาวะการ
ทางานของทรานซิสเตอร์แบ่งได้ 3 ย่าน คือย่านหยุดทางานเป็นย่านท่ีทรานซิสเตอร์ไม่ทางาน ย่านทางานเปน็
ย่านการทางานของทรานซิสเตอร์ที่แรงดันทางานเปล่ียนแปลงตามกระแสท่ีป้อน และย่านอ่ิมตัวเป็นย่านท่ี
ทรานซิสเตอร์ทางานถึงจุดแรงดันทางานคงที่ถึงแม้กระแสท่ีป้อนจะเปล่ียนแปลง การเลือกจุดทางานของ
ทรานซิสเตอร์ ตอ้ งเลอื กให้ถูกตอ้ งกับหน้าท่ีการทางานของตวั ทรานซสิ เตอร์ และเลอื กจุดทางานให้ถกู ต้อง
244
ทรานซสิ เตอร์สวติ ช์ เป็นทรานซิสเตอรท์ ่กี าหนดจดุ ทางานทีย่ ่านคัตออฟ และย่านอิม่ ตัวสลับกันไป ทา
หน้าที่อยู่ 2 สภาวะ คือ ขณะสวิตช์ทรานซิสเตอร์ตัดวงจร มีกระแส IC ไหลสูงสุดมีแรงดัน VCE เป็น 0 V และ
ขณะสวิตช์ทรานซิสเตอร์ตัดวงจร กระแส IC เป็น 0 mA มีแรงดัน VCE เท่าแหล่งจ่ายแรงดัน VCC กรณีน้ีถือว่า
เป็นสวติ ชท์ รานซสิ เตอรท์ างอดุ มคติ
สวิตช์ทรานซิสเตอร์ใช้งานจริงขณะทรานซิสเตอร์ทางานไม่ว่าจะได้ รับไบอัสตรงหรือได้รับไบอัสกลับ
จาเป็นต้องคานึงถึงคุณสมบัติต่างๆ ของตัวทรานซิสเตอร์ด้วยเสมอ เพราะค่าเหล่าน้ีมีผลต่อการทางานของ
ทรานซิสเตอร์เกิดค่าเวลาในการทางานต่างๆ เช่น เวลาเคล่ือนขึ้นเวลาเคลื่อนลง เวลาหน่วง และเวลาสะสม
ขึน้ มา ทาใหก้ ารทางานทรานซิสเตอรส์ วติ ชไ์ ม่สอดคล้องกบั ความเป็นจริง
การเพิ่มความเร็วในการสวิตช์ทรานซิสเตอร์เพื่อให้สวิตช์ทรานซิสเตอร์ทางานใกล้เคียงสวิตช์จริง คือ
ต้องเพิ่มความเร็วในการทางานของตัวทรานซิสเตอร์ ทาได้หลายวิธคี ือใช้เพ่ิมกระแส IB ให้ตัวทรานซิสเตอร์ ใช้
กับตวั เกบ็ ประจุเพิม่ ความเร็ว วธิ ีใชต้ วั เกบ็ ประจุเพ่ิมความเร็วเปน็ ทนี่ ิยมใช้งานเพราะไม่เพ่ิมเวลาสะสม ของการ
เปล่ยี นแปลงสภาวะการทางานของตวั ทรานซิสเตอร์
สวิตชท์ รานซสิ เตอร์นอกจากใช้ทรานซิสเตอร์ทาสวิตช์ทรานซิสเตอร์แลว้ ยงั สามารถใช้อุปกรณ์สารก่ึง
ตัวนาอ่ืนมาทาได้อีก เช่น ใช้เฟต สวิตช์เฟสสามารถทางานได้เช่นเดียวกับสวิตช์ทรานซิสเตอร์ โดยอาศัยการ
จา่ ยไบแอสใหเ้ ฟตทางาน หรือหยดุ ทางานเชน่ เดียวกัน
245
17. ใบงานที่ 6
หน่วยการสอนท่ี 6 ชอ่ื หนว่ ยการสอน ทรานซสิ เตอรส์ วิตช์
หวั ข้อเรื่อง ทรานซิสเตอร์สวติ ช์
จุดประสงค์
1. ประกอบวงจรทรานซิสเตอร์สวิตช์ได้
2. ใช้ออสซลิ โลสโคปวัดและอ่านค่าสญั ญาณของวงจรทรานซสิ เตอรส์ วติ ช์ได้
3. วาดรูปสญั ญาณไฟฟ้าในตาแหนง่ ตา่ ง ๆ ของวงจรได้
4. มีความอดทนอดกลั้นในการทางาน
เครอื่ งมอื และอุปกรณ์
1. เคร่อื งกาเนิดสญั ญาณหลายแบบ 1 เครอ่ื ง
2. ออสซลิ โลสโคปชนดิ 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เคร่ือง
3. แหลง่ จ่ายแรงดันไฟตรงปรับคา่ ได้ 0-30V 1 เครอ่ิ ง
4. ทรานซิสเตอร์เบอร์ 2N222 (หรอื เบอร์แทน) 1 ตัว
5. เฟตเบอร์ 2N5486 (หรือเบอรแ์ ทน) 1 ตวั
6. ตัวต้านทาน 4.7kΩ, 10kΩ ; 0.5W คา่ ละ 1 ตวั
7. ตัวเกบ็ ประจุ 1µF, 4.7µF ; 25V คา่ ละ 1 ตวั
8. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั ตอนการทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปที่ 6.1
2. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปที่คลื่นส่ีเหล่ียมความถ่ี 200Hz ปรับความแรงสัญญาณ
ประมาณ 1VP-P ปอ้ นเขา้ ท่อี ินพตุ Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิดเส้น 2 ภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของ
ออสซลิ โลสโคปวัดที่อนิ พุต Ei และใหอ้ นิ พุต CH2 ของออสซลิ โลสโคปวดั ท่ีเอาต์พุต EO วัดรปู คลื่นสญั ญาณและ
ระดับความแรงสัญญาณ ทัง้ อนิ พุต Ei และเอาตพ์ ุต EO บันทึกคา่ ไวใ้ นรูปที่ 6.2 ทต่ี าแหนง่ EO บันทกึ ท่จี ดุ EO1
+12V
เครื่องกาเนิด R1=10k R2=4.7k ออสซลิ โลสโคป
สัญญาณหลายแบบ O/P Ei EO
CH1 CH2
Q1 2N222
246
รูปที่ 6.1 วงจรสวติ ช์ทรานซิสเตอร์
Ei = V.. P-P 0
EO1 = (ไมต่ ่อ C=4.7µF) V.. P-P 0
EO2 = C=4.7µF ครอ่ ม V..P-P 0
(ตอ่ R1)
รปู ที่ 6.2 สญั ญาณ Ei และ EO ของวงจรสวติ ช์ทรานซิสเตอร์
4. ต่อเพิ่ม C=4.7µF คร่อมขนาน R1 วัดรูปคล่ืนสัญญาณและระดับความแรงสัยญาณเอาต์พุต EO
บันทึกค่าไว้ในรปู ท่ี 6.2 บันทึกทีจ่ ดุ EO2
5. ประกอบวงจรตามรูปที่ 6.3
+12V
เครือ่ งกาเนิด R1=10k R2=4.7k ออสซิลโลสโคป
สัญญาณหลายแบบ O/P Ei EO
CH1 CH2
Q1
2N5486
รูปที่ 6.3 วงจรสวิตช์เจเฟต
247
6. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดและบันทึกรูปสัญญาณ แรงดัน ท้ังอินพุต Ei และเอาต์พุต EO บันทึกค่าไว้ใน
รปู ที่ 6.4 ตาแหนง่ EO บันทึกที่จุด EO1
Ei = V.. P-P 0
EO1 = (ไมต่ อ่ C=1µF) V.. P-P 0
EO2 = C=1µF ครอ่ ม V..P-P 0
(ตอ่ R1)
รปู ที่ 6.4 สัญญาณ Ei และ EO ของวงจรสวิตชเ์ ฟต
7. ต่อเพ่มิ C=1µF ครอ่ มขนาน R1 วดั รูปคลนื่ สญั ญาณและระดับความแรงสญั ญาณเอาต์พตุ EO
บันทึกคา่ ไวในรูปท่ี 6.4 บนั ทึกท่ีจุด EO2
สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
248
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คาถามและการวิเคราะห์
1. สญั ญาณทว่ี ดั ได้ท่ีอินพตุ Ei และเอาต์พุต EO ท้งั ของ EO1 และ EO2 มีผลปน็ เช่นไร เหมือนกนั หรอื แตกต่างกัน
อยา่ งไร ท้งั รปู ท่ี 6.2 และรูปที่ 6.4
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
249
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน
ชอ่ื กลุม่ ……………………………………………ชั้น………………………ห้อง............................
รายช่ือสมาชกิ
1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขท…่ี ….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…่ี ….
ท่ี รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1
1 เนอื้ หาสาระครอบคลมุ ชัดเจน (ความรู้เกยี่ วกับเน้อื หา ความถกู ต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้า)
2 รปู แบบการนาเสนอ
3 การมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผู้ประเมิน…………………………………………………
เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. เนื้อหาสาระครอบคลมุ ชัดเจนถกู ตอ้ ง
3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถ้วนถกู ต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แตต่ รงตามจดุ ประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ กู ต้อง ไม่ตรงตามจุดประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรปู แบบการนาเสนอท่เี หมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ท่แี ปลกใหม่ ใช้สือ่ และเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอทนี่ า่ สนใจ นาวัสดใุ นทอ้ งถิน่ มาประยุกตใ์ ชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ และ
ประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอท่ีแปลกใหม่ ใช้สอ่ื และเทคโนโลยีประกอบการนาเสนอท่ีน่าสนใจ
แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วัสดุในทอ้ งถนิ่
1 คะแนน = เทคนคิ การนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลมุ่
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชกิ ส่วนใหญม่ บี ทบาทและมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมกล่มุ
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นน้อยมีบทบาทและมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมกลมุ่
4. ความสนใจของผู้ฟงั
3 คะแนน = ผ้ฟู งั มากกวา่ รอ้ ยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมอื
2 คะแนน = ผฟู้ งั รอ้ ยละ 70-90 สนใจ และให้ความร่วมมอื
1 คะแนน = ผฟู้ ังนอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
250
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
ช่ือกลุม่ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชอ่ื สมาชิก
1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขที่…….
ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคดิ เหน็
321
1 การกาหนดเปา้ หมายร่วมกนั
2 การแบง่ หนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏบิ ตั หิ น้าท่ที ี่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน
รวม
ผู้ประเมนิ …………………………………………………
วันที่…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเปา้ หมายรว่ มกัน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอย่างชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีสว่ นรว่ มในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชกิ ส่วนน้อยมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
2. การหน้าทรี่ ับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทัว่ ถงึ และตรงตามความสามารถของสมาชกิ ทุกคน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แต่ไมต่ รงตามความสามารถ และมีส่ือ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพร้อมเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่วั ถึงและมสี อ่ื / อปุ กรณ์ไมเ่ พยี งพอ
3. การปฏบิ ตั ิหน้าท่ีทไี่ ด้รบั มอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย และตามเวลาทกี่ าหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย แตช่ ้ากวา่ เวลาทีก่ าหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมนิ ผลและปรบั ปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนรว่ มปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรับปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ว่ นร่วมปรกึ ษาหารือ แตไ่ มป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นรว่ มไม่มสี ่วนรว่ มปรกึ ษาหารือ และปรับปรงุ งาน
251
19. แบบฝกึ หัด
แบบฝกึ หดั ท้ายหน่วยท่ี 6
ทรานซสิ เตอร์สวติ ช์
คาส่ัง อธิบายให้ได้ใจความสมบูรณแ์ ละแสดงวธิ ที าใหถ้ กู ต้องสมบูรณ์
1. บอกจุดทางานแตล่ ะสภาวะของทรานซิสเตอร์ พรอ้ มวาดรูปประกอบ
2. อธิบายการทางานของทรานซสิ เตอรจ์ ากกราฟคณุ สมบัตขิ องทรานซสิ เตอร์ทางอดุ มคติ
2. สวติ ช์ทรานซสิ เตอรใ์ ชง้ านจรงิ เมื่อนาไปใช้งานจาเปน็ ตอ้ งคานงึ ถึงส่วนประกอบอะไรบ้าง
3. สภาวะสวิตช์ทรานซิสเตอร์ใช้งานจริงในการเปล่ียนสภาวะการทางานของสวิตช์ทรานซิสเตอร์ จะเกิดค่า
ช่วงเวลา tON และ tOFF อะไรบ้าง
4. การเพิม่ ความเร็วให้สวติ ชท์ รานซิสเตอรโ์ ดยใชต้ วั เก็บประจเุ พิ่มความเร็วทาไดอ้ ย่างไร
5. สวิตชเ์ ฟตคืออะไร มหี ลักการทางานอยา่ งไร พร้อมวาดรปู ประกอบ
252
20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั
3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ
5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี
10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม
11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้
16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น
17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด
ดา้ นการวัดและประเมินผล
18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย
20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม
= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย
253
20.2 ปญั หาทพ่ี บ และแนวทางแกป้ ัญหา
ปัญหาท่ีพบ แนวทางแกป้ ัญหา
ด้านการเตรียมการสอน
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
......................................................................... ................................................................................
ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
......................................................................... ................................................................................
ด้านส่อื นวัตกรรม แหล่งการเรียนรู้
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
......................................................................... ................................................................................
ด้านการวดั ประเมินผล
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
......................................................................... ................................................................................
ด้านอนื่ ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ข้อ ๆ)
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
..................................................................................... ................................................................................
......................................................................... ................................................................................
ลงชอื่ ........................................................................ ครผู ูส้ อน
(นายปฏพิ าน สนี าบญุ )
ตาแหนง่ ครพู ิเศษสอน
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 254
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
255
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
รหสั วชิ า 20105-2006 วชิ า วงจรพัลสแ์ ละสวติ ชิง
หนว่ ยที่ 7 ชือ่ หน่วย ชมิตต์ทรกิ เกอร์
ชอ่ื เร่ือง ชมิตตท์ ริกเกอร์ จานวน 4 ชว่ั โมง
1. สาระสาคัญ
ชมิตต์ทริกเกอร์ (Schmitt Trigger) หรือตัวเปรียบเทียบแบบเสริมสภาพ ( Regenerative
Comparator) เป็นวงจรสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์อีกชนิดหน่ึงท่ีนิยมนามาใช้งาน ด้วยการทางานที่ระดับแรงดัน
อินพุต 2 ค่า ช่วยในการควบคุมการเปล่ียนแปลงสภาวะเสถียรภาพของวงจร วงจรทางานใช้ความแตกต่างกัน
ของระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง 2 ระดับ จึงถูกนาไปใช้งานเป็นตัวตรวจจับระดับแรงดัน (Voltage Level
Detector) ใช้เป็นตัวสร้างพัลส์ส่ีเหลี่ยมจากสญั ญาณอินพุตรูปคลื่นแบบต่างๆ หลักการทางานของวงจรชมิตต์
ทริกเกอร์
2. สมรรถนะอาชีพประจาหนว่ ย
ดา้ นความรู้
1. อธิบายหลักการทางานของวงจรชมติ ตท์ รกิ เกอรไ์ ด้
2. บอกหลกั การทางานของวงจรชมติ ตท์ รกิ เกอร์ได้
ดา้ นทกั ษะและการประยุกต์ใช้
1. ตอ่ วงจรทรานซิสเตอร์ชมติ ตท์ รกิ เกอร์ตามแบบท่ีกาหนดให้ได้
2. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดคา่ สญั ญาณวงจรได้
3. อา่ นและบนั ทกึ ค่าสัญญาณวงจรไดท้ ว่ี ัดด้วยออสซิลโลสโคปได้
ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
1. มีความกระตือรือรน้ ต่อการทางาน
2. มีความรอบคอบในการทางาน
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จุดประสงค์ท่ัวไป
1. เพื่อใหม้ คี วามรู้เกี่ยวกับหลกั การทางานของวงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์
2. เพื่อให้มที ักษะในการตอ่ วงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบไม่กลบั เฟส
3. สามารถนาความรูเ้ รื่องชมติ ต์ทริกเกอร์ไปประยุกตใ์ ช้งานได้อยา่ งเหมาะสม
256
3.2 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. อธิบายหลักการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ได้ (ดา้ นพทุ ธพิ ิสัย)
2. บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ รกิ เกอรไ์ ด้ (ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย)
3. ตอ่ วงจรทรานซสิ เตอร์ชมติ ตท์ ริกเกอร์ตามแบบทก่ี าหนดให้ได้ (ดา้ นทักษะพสิ ัย)
4. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดค่าสญั ญาณวงจรได้ (ดา้ นทักษะพิสยั )
5. อา่ นและบนั ทกึ ค่าสญั ญาณวงจรไดท้ ่วี ดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้ (ด้านทักษะพิสัย)
6. มีความกระตือรือร้นตอ่ การทางาน (ด้านจิตพสิ ยั )
7. มคี วามรอบคอบในการทางาน (ดา้ นจติ พิสัย)
4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ดา้ นความรู้
1. ชมติ ต์ทรกิ เกอร์
2. วงจรชมติ ตท์ รกิ เกอรช์ นิดทรานซิสเตอร์
3. วงจรชมิตตท์ ริกเกอรช์ นิดเฟตและทรานซิสเตอร์
4. วงจรชมิตตท์ รกิ เกอรช์ นิดออปแอมป์
4.2 ดา้ นทกั ษะหรือปฏิบัติ
1. การทดลองที่ 7 ชมติ ต์ทรกิ เกอร์
2. แบบทดสอบบทท่ี 7
4.3 ด้านคณุ ธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ใชเ้ ครอ่ื งมือในการทดสอบได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
5. กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ขนั้ ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ขน้ั ตอนการเรยี นหรอื กจิ กรรมของผ้เู รียน
ขัน้ เตรียม(20 นาที) ขนั้ เตรียม(20 นาที)
1. ผู้สอนจัดเตรยี มเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวิชา 1. ผู้เรยี นเตรยี มหนงั สือและฟังผู้สอนแนะนารายวิชา
วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้กับวิชา
วงจรพัลสแ์ ละสวิตชงิ วงจรพลั ส์และสวิตชงิ
2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเรื่องที่จะศึกษาและ
พฤติกรรมประจาหน่วยที่ 7 เรื่อง ชมิตตท์ รกิ เกอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 7 เร่ือง
ชมิตตท์ ริกเกอร์
ขั้นการสอน(420 นาที) ขั้นการสอน(420 นาที)
257
1. ผสู้ อนอธิบายเนอ้ื หาวิชาวงจรพลั สแ์ ละสวิตชงิ 1. ผเู้ รยี นฟงั ผูส้ อนอธบิ ายเน้ือหาวิชาวงจรพลั ส์
หนว่ ยท่ี 7 เรื่อง ชมติ ต์ทริกเกอร์ และสวิตชิงหน่วยที่ 7 เร่อื ง ชมิตตท์ รกิ เกอร์
2. ผ้สู อนใหผ้ เู้ รยี นเปดิ หนังสือเรียนวงจรพลั ส์และสวิ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาวงจรพัลส์และสวิตชงิ
ตชงิ หน่วยท่ี 7 เรอ่ื ง ชมิตตท์ ริกเกอร์และอธบิ าย หนว่ ยท่ี 7 เรอ่ื ง ชมติ ต์ทริกเกอร์
เนอ้ื หาให้ผเู้ รียนฟัง 3. ผ้เู รียนทาใบงานท่ี 7 เรื่อง ชมิตต์ทรกิ เกอร์
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาใบงานที่ 7 เรื่อง ชมิตต์ทริก
เกอร์
ข้นั สรปุ (40 นาที) ข้ันสรปุ (40 นาที)
1. ผู้สอนใหผ้ ้เู รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7 1. ผเู้ รียนร่วมกันสรุปเน้ือหาท่ีได้เรียนใหม้ ีความ
2. ผู้สอนและผ้เู รยี นร่วมกันสรุปเน้ือในหนว่ ยเรียนที่ เขา้ ใจในทิศทางเดยี วกนั
7 เรื่อง ชมติ ตท์ ริกเกอร์ 2. ผู้เรยี นทาแบบฝึกหัดหน่วยท่ี 7
3. ผเู้ รียนศกึ ษาเพิ่มเตมิ นอกห้องเรียน ดว้ ย
PowerPoint ทจ่ี ัดทาขึน้
6. สอื่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้
6.1 ส่ือส่ิงพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพัลส์และสวติ ชงิ
2. ใบงานท่ี 7 ชมิตตท์ ริกเกอร์
3. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7
4. หนงั สือเรียนวชิ า วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชงิ
6.2 สอ่ื โสตทศั น์
1. Power Point เรอื่ งชมติ ต์ทรกิ เกอร์
6.3 สื่อของจริง
1. อุปกรณจ์ ากการทดลองใบงานท่ี 7
7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดนิ
2. หอ้ งอินเตอรเ์ น็ตวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดนิ
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
1. หอ้ งสมดุ เฉลิมพระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดนิ
2. ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารอี าเภอสวา่ งแดนดิน
258
8. งานท่ีมอบหมาย
8.1 ก่อนเรียน
1. ผู้เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
8.2 ขณะเรยี น
1. ศึกษาเน้ือหา ในบทท่ี 7 เรือ่ ง ชมิตต์ทริกเกอร์
2. รายงานผลหนา้ ช้ันเรยี น
3. ปฏบิ ตั ิใบปฏิบัตงิ านท่ี 7 เรอ่ื ง ชมิตต์ทริกเกอร์
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลังเรยี น
1. ทาแบบฝึกหดั บทที่ 7
9. ผลงาน/ช้ินงาน ทเ่ี กดิ จากการเรียนรู้ของผูเ้ รยี น
1. แบบฝกึ หัดบทที่ 7 ใบปฏิบตั งิ านที่ 7
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งอิง
1. พันธ์ศกั ด์ิ พฒุ ิมานิตพงศ.์ วงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง. : ศูนยส์ ง่ เสริมอาชวี ะ (ศสอ)
11. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธ์กับรายวชิ าอนื่
1. บรู ณาการกบั วิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั
2. บูรณาการกับวิชาอปุ กรณ์อิเล็กทรอนกิ ส์และวงจร
12. หลกั การประเมนิ ผลการเรียน
12.1 ก่อนเรยี น
1. ความรู้เบื้องตน้ กอ่ นการเรียนการสอน
12.2 ขณะเรียน
1. สังเกตการทางาน
12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หัดหนว่ ยท่ี 7
2. ตรวจใบงานที่ 7
13. รายละเอียดการประเมนิ ผลการเรียน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 1 อธิบายหลักการทางานของวงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธิบายหลกั การทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอรไ์ ด้
259
4. เกณฑ์การผา่ น : อธิบายหลกั การทางานของวงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์ได้ จะได้ 3 คะแนน
จุดประสงค์ข้อท่ี 2 บอกหลักการทางานของวงจรชมิตตท์ รกิ เกอร์ได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกหลักการทางานของวงจรชมติ ตท์ รกิ เกอรไ์ ด้
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกหลกั การทางานของวงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ได้ จะได้ 3 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 3 ต่อวงจรทรานซิสเตอร์ชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถตอ่ วงจรทรานซสิ เตอร์ชมิตต์ทรกิ เกอรไ์ ด้
4. เกณฑ์การผา่ น : ต่อวงจรทรานซสิ เตอรช์ มติ ตท์ ริกเกอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 4 ใชอ้ อสซลิ โลสโคปวัดคา่ สญั ญาณวงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์ได้
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถใช้ออสซิลโลสโคปวัดคา่ สัญญาณวงจรชมติ ต์ทริกเกอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : ใช้ออสซิลโลสโคปวดั ค่าสญั ญาณวงจรชมติ ต์ทริกเกอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 5 อา่ นและบันทึกคา่ สญั ญาณวงจรชมติ ตท์ รกิ เกอร์ได้ท่ีวัดด้วยออสซิลโลสโคปได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอา่ นและบันทึกค่าสัญญาณวงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์ไดท้ ีว่ ดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้
4. เกณฑ์การผ่าน : อ่านและบนั ทึกค่าสัญญาณวงจรชมิตต์ทริกเกอรไ์ ด้ที่วัดด้วยออสซิลโลสโคปได้ จะได้ 1
คะแนน
260
14. แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการสอนท่ี 7. ชอื่ หน่วยการสอน ชมิตตท์ รกิ เกอร์
วัตถุประสงค์ เพ่ือ ประเมินความรู้พืน้ ฐานเกีย่ วกบั ชมติ ตท์ รกิ เกอร์
ข้อคาถาม
ตอนที1่ จงเลือกคาตอบท่ีถูกต้องทสี่ ุด
1. วงจรชมติ ต์ทริกเกอรค์ ืออะไร
ก. วงจรเปรียบเทยี บแบบเสรมิ สภาพ ข. วงจรตรวจจับระดบั สญั ญาณ
ค. วงจรสวติ ชอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ ง. ถกู ทกุ ข้อ
2. ถ้าป้อนคล่ืนไซนเ์ ขา้ อนิ พตุ วงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ จะไดส้ ัญญาณคล่นื ออกเอาต์พุตเปน็ ชนิดใด
ก. ไซน์ ข. สีเ่ หล่ยี ม ค. ฟนั เลื่อย ง. สามเหลย่ี ม
3. จดุ ควบคุมใหเ้ กิดการทางานและหยดุ ทางานของวงจรชมิตต์ทรกิ เกอรม์ ีจุดใดบ้าง
ก. แรงดนั ไฟฟ้าซีกลบ และแรงดนั ไฟฟ้าซีกบวก
ข. แรงดนั ไฟฟา้ ด้านต่า และแรงดนั ไฟฟ้าด้านสูง
ค. ศกั ย์ไฟฟ้ากระตนุ้ ด้านลบ และศักย์ไฟฟ้ากระตนุ้ ด้านบวก
ง. ศักยไ์ ฟฟ้ากระตุ้นด้านต่า และศักย์ไฟฟา้ กระตนุ้ ด้านสูง
4. 1
อินพตุ
t
2 จากรูปเปน็ สัญญาณทีเ่ กิดจากการทางานของวงจรอะไร
ก. สวติ ช์ไฟฟ้า ข. ชมติ ตทื ริกเกอร์
ค. ขยายความต่าง ง. ขยายสญั ญาณแบบไม่กลบั เฟส
เอาต์พุต
t
5. จากรูปขอ้ 4 จดุ ทางานท่ี 1 เปน็ จุดอะไร
ก. UPT ข. LPT ค. UTP ง. LTP
6. จากรปู ขอ้ 4 ถ้าเปลี่ยนสัญญาณอินพุตเป็นคลื่นสเี่ หลีย่ มป้อนเข้าวงจรแทน จะไดส้ ญั ญาณออกเอาต์พุตเปน็
คล่ืนชนดิ ใด
ก. สามเหลี่ยม ข. ฟนั เลอื่ ย ค. สเี่ หลี่ยม ง. ไซน์
7. +Vcc จากรูปเปน็ วงจรอะไร
-
+ ก. ชมติ ตท์ ิกเกอร์
Ei -Vcc RA EO
ข. ขยายความแตกต่าง
ค. ขยายสญั ญาณแบบกลับเฟส
RB ง. ขยายสญั ญาณแบบไม่กลบั เฟส
261
8. จากรูปขอ้ 7 เมื่อป้อนคลื่นไซนเ์ ข้าท่อี นิ พตุ Ei จะได้สัญญาณออกเอาต์พตุ EO เปน็ อย่างไร
ก. คลนื่ สี่เหลย่ี มมีเฟตตรงขา้ มกับอินพตุ ข. คลืน่ ไซน์มเี ฟตตรงข้ามกบั อินพตุ
ค. คลื่นส่เี หลยี่ มมเี ฟตเหมือนกบั อนิ พตุ ง. คล่ืนไซนม์ เี ฟตเหมือนกับอินพุต
9. จากรูปขอ้ 7 อัตราสว่ นการปอ้ นกลับของวงจรมีคา่ เท่าไร
ก. RA ข. RB ค. − RA ง. − RB
RA+RB RA+RB RB RA
10. ฮิสเตอริซิสทเี่ กิดข้ึนในวงจรชมติ ต์ทรกิ เกอร์คืออะไร
ก. การสูญเสยี สญั ญาณในการป้อนออกเอาต์พุต
ข. การสญู เสียแรงดันขณะสง่ ผา่ นจากแหล่งจา่ ยไปออกเอาต์พุต
ค. ตวั ช่วยเพ่มิ และลดระดบั แรงดนั สัญญาณอนิ พตุ กอ่ นส่งออกเอาต์พตุ
ง. การทาให้เกดิ การหน่วงเวลาในการเปลย่ี นสภาวะการทางานของวงจร
ตอนท2่ี อธบิ ายให้ได้ใจความสมบรู ณแ์ ละแสดงวธิ ที าให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. ชมิตต์ทริกเกอรค์ ืออะไร มีหลักการทางานอยา่ งไร อธิบายพร้อมวาดรูปประกอบ
2. วงจรตามรูปคือวงจรอะไร มหี ลกั การทางานอยา่ งไร อธิบายใหเ้ ข้าใจ
+VCC
C1 R5 VR5
R2
Q1 C R3 Q2 C VCE2
B VC1 B EO
R1 VBE1 E VB2 E
Ei R4 VE R6
3. วงจรตามรปู คอื วงจรอะไร มหี ลกั การทางานอยา่ งไร อธบิ ายให้เขา้ ใจ
+VCC
R2 R5 VR5
Q1 D R3 Q2 C VCE2
G VD B EO
R1 VGS S VB2 E
Ei R4 VE R6
262
4. วงจรตามรูป (ก) คือวงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธิบายให้เข้าใจ เมื่อป้อนสัญญาณไซน์เข้าตามรูป
(ข) จะได้สญั ญาณออกเอาต์พุตอย่างไร วาดรูปประกอบใหช้ ดั เจน
+E
R2 VTH t
R1 +Vcc Ei 0
VTL
- VOH
+
Ei -Vcc EO
EO 0 t1 t2 t3 t4 t
VOL
-E
(ก) (ข)
5. วงจรทง้ั สองรูปคือวงจรอะไร แตกตา่ งกันอยา่ งไร พร้อมบอกคุณสมบตั ิของวงจรมาให้เขา้ ใจ
R2 R2
R1 +Vcc EO R1 +Vcc EO
Ei Vref - Vref Ei -
+ +
-Vcc -Vcc
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน
ขอ้ 1 ขอ้ 2 ขอ้ 3 ขอ้ 4 ขอ้ 5 ขอ้ 6 ข้อ 7 ขอ้ 8 ขอ้ 9 ข้อ 10
263
16. ใบความรู้ท่ี 7
หน่วยการสอนท่ี 7 ชอื่ หนว่ ยการสอน ชมติ ตท์ ริกเกอร์
หวั ข้อเรือ่ ง ชมติ ตท์ ริกเกอร์
7.1 ชมติ ตท์ ริกเกอร์
ชมิตต์ทริกเกอร์ (Schmitt Trigger) หรือตัวเปรียบเทียบแบบเสริมสภาพ ( Regenerative
Comparator) เป็นวงจรสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์อีกชนิดหน่ึงท่ีนิยมนามาใช้งาน ด้วยการทางานที่ระดับแรงดัน
อินพุต 2 ค่า ช่วยในการควบคุมการเปล่ียนแปลงสภาวะเสถียรภาพของวงจร วงจรทางานใช้ความแตกต่างกัน
ของระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง 2 ระดับ จึงถูกนาไปใช้งานเป็นตัวตรวจจับระดับแรงดัน (Voltage Level
Detector) ใช้เป็นตัวสร้างพัลส์สี่เหลี่ยมจากสัญญาณอินพุตรูปคล่ืนแบบต่างๆ หลักการทางานของวงจรชมิตต์
ทรกิ เกอร์ แสดงดังรูปท่ี 7.1
รปู ท่ี 7.1 แสดงหลกั การทางานของวงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์
จากรูปที่ 7.1 แสดงหลักการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ โดยวงจรชมิตต์ทริกเกอร์สามารถรับ
สัญญาณอินพุตท่ีป้อนเข้ามาหลายรูปสัญญาณ แต่จะได้รูปสัญญาณส่งออกเอาต์พุตเหมือนกันคือเป็นสัญญาณ
คล่ืนสเี่ หล่ียมมุมฉาก หรือสีเ่ หลีย่ มจัตุรัส การเปลยี่ นรูปรา่ งสญั ญาณท่ีออกเอาต์พตุ อาศัยระดับแรงดันสญั ญาณ
ป้อนเขา้ มาไปบังคบั การทางานและหยุดการทางาน
ของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ โดยมีระดับแรงดันท่ีมาควบคุม 2 ระดับ ได้แก่ ระดับศักย์ไฟฟ้าจุดชนวน
ด้านสูง (Upper Trigger Potential ; UTP) เป็นจุดท่ีสัญญาณอินพุตไปบังคับวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ให้ทางาน
ให้กาเนิดสัญญาณคล่นื ส่ีเหลย่ี มช่วงขาข้ึน หรือคลื่นขั้นบันไดขาข้ึนออกเอาต์พุต และระดับศักย์ไฟฟ้าจุดชนวน
ด้านต่า (Lower Trigger Potential ; LTP) เป็นจุดที่สัญญาณอินพุตไปบังคับวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ให้หยุด
ทางาน ได้สัญญาณคลื่นสเ่ี หลย่ี มช่วงขาลงหรอื คลน่ื ขั้นบนั ไดขาลงออกเอาต์พุต
ค่าระดับแรงดัน UTP และ LTP ที่มาควบคุมวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ ไม่จาเป็นต้องมีค่าเท่ากัน โดยปกติ
คา่ ระดับแรงดนั UTP มกั มคี า่ มากกว่าระดับแรงดัน LTP ซึ่งสญั ญาณอนิ พตุ ทปี่ อ้ นเขา้ มาควบคุมการทางานของ
264
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ไม่จาเป็นต้องเป็นสัญญาณไซน์เท่านั้นเป็นสัญญาณสามเหลี่ยม สัญญาณส่ีเหล่ียม
สญั ญาณฟนั เล่ือยก็ได้ ซึง่ จะมีตาแหน่ง UTP และLTP แตกต่างกัน คลนื่ สัญญาณไฟฟา้ เกิดจากวงจรชมิตต์ทริก
เกอร์ แสดงดงั รปู ที่ 7.2
รูปที่ 7.2 แสดงตาแหน่ง UTP และ LTP ของคลน่ื สญั ญาณไฟฟ้า เกดิ ขนึ้ มาจากวงจรชมิตต์ทริกเกอร์
จากรูปท่ี 7.2 แสดงตาแหน่ง UTP และ LTP ของคล่ืนสัญญาณไฟฟ้า เกิดข้ึนมาจากวงจรชมิตต์ทริก
เกอร์ ไม่ว่าสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามาจะเป็นคลื่นสัญญาณชนิดใดก็ตาม เม่ือผ่านเข้าวงจรชมิตต์ทริกเกอร์
สัญญาณท่ีได้ออกมาจะเป็นคลื่นสี่เหลี่ยม หรือคล่ืนพัลส์เท่านั้น โดยการกาหนดคลื่นสัญญาณส่งออกด้วย
ศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านสูง (UTP) และศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านต่า (LTP) ท่ีไปควบคุมให้วงจรชมิตต์ทริกเกอร์
ทางานหรอื หยุดทางาน
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์สามารถสร้างข้ึนมาจากอุปกรณ์จาพวกสารกึ่งตัวนาได้หลายชนิดเช่น
ทรานซิสเตอร์ เฟต และออปแอมป์ เป็นต้น นามาจัดเป็นวงจรทางานลกั ษณะต่างๆ ตามความต้องการ มีวงจร
ทางานที่แตกต่างกัน แต่ใช้หลักการทางานเหมือนกัน ทางานโดยอาศัยศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านสูง (UTP) และ
ศกั ย์ไฟฟา้ จดุ ชนวนดา้ นตา่ (LTP) เชน่ เดยี วกัน
7.2 วงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์ชนิดทรานซสิ เตอร์
วงจรชมติ ตท์ ริกเกอรช์ นิดทรานซสิ เตอร์ เปน็ วงจรทีป่ ระกอบขนึ้ จากทรานซิสเตอร์ต่อวงจรทางาน
รว่ มกนั 2 ตวั ทางานเปน็ สวติ ชเ์ ปิด-ปิด สัญญาณคลื่นส่ีเหลีย่ มส่งออกเอาต์พุต ตามการควบคุมการทางานจาก
สญั ญาณอนิ พุตที่ปอ้ นเขา้ มา วงจรชมติ ตท์ รกิ เกอรช์ นิดทรานซิสเตอร์แสดงดงั รูปท่ี 7.3
265
(ก) วงจร (ข) สญั ญาณ
รูปท่ี 7.3 แสดงวงจรชมิตต์ทริกเกอรช์ นดิ ทรานซสิ เตอร์
จากรูปท่ี 7.3 แสดงวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ วงจรประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก คือ
ทรานซิสเตอร์ 2 ตัว Q1 และ Q2 โดยขา E ของทรานซิสเตอร์ทั้งสองต่อรว่ มกนั ต่อเขา้ กบั ตัวตา้ นทาน R6 ขา B
ของ Q2 ได้รับสัญญาณอินพุตจากวงจรแบ่งแรงดัน (Voltage Divider) R3 และ R4 ส่วนขา B ของ Q1 รับ
สัญญาณอินพุต Ei จากแหล่งจ่ายสัญญาณภายนอกท่ีป้อนเข้ามา มีตัวต้านทาน R2 เป็นภาระของ Q1 และตัว
ต้านทาน R5 เป็นภาระของ Q2 ตวั เกบ็ ประจุ C1 ทาหนา้ ที่เป็นตัวเกบ็ ประจเุ พ่ิมความเรว็ สภาวะการทางานของ
ทรานซิสเตอร์ท้ังสองตัวจะต้องทางานสลับกัน คือตัวหน่ึงทางานอีกตัวหน่ึงหยุดทางานสลับไปสลับมา การ
ทางานของวงจรและสญั ญาณท่ีเกดิ ขนึ้ อธบิ ายได้ดังนี้
การทางานของวงจรตามรูปที่ 7.3 (ก) เป็นดังนี้ ขณะไม่มีสัญญาณอินพุตป้อนเข้าวงจรตัว Q1 ไม่
ทางานอยู่ในสภาวะคัตออฟ และตัว Q2 ทางานถึงจุดอิ่มตัว ในขณะท่ีตัว Q2 ทางานถึงจุดอิ่มตัว มีแรงดันตก
ครอ่ มตวั R6 เท่ากบั แรงดนั VE แรงดันออกเอาต์พตุ EO ทีเ่ วลา t-1 มีคา่ VE + VCE2 (sat) หรือประมาณ VE การจะ
ทาให้ตัว Q1 นากระแสได้ต้องป้อนสัญญาณอินพุต Ei ให้ขา B ของตัว Q1 มีความแรงมากกว่า VBE1 + VE มี
ขนาดแรงดันอินพตุ Ei ทตี่ าแหน่ง UTP แรงดันทไี่ ดแ้ สดงดังรูปที่ 7.3 (ข)
แรงดันที่ขา C ของ Q1 หรือแรงดัน VC1 ขณะที่ตัว Q1 คัตออฟมีค่าแรงดันเท่าแหล่งจ่าย VCC เม่ือตัว
Q1 นากระแส แรงดัน VC1 จะลดต่ากว่าแรงดัน VCC ทาให้แรงดันไบแอสตรงของตัว Q1 ลดลงตามไปด้วย ใน
จังหวะน้ีทรานซิสเตอร์ทั้งสองตัวทางานในย่านทางาน การทางานของวงจรจะเป็นเช่นนี้จนกระท่ัง
ทรานซิสเตอร์ Q2 คัตออฟ มีผลให้ท่ีเวลา t+1 แรงดันออกเอาต์พุต EO มีค่าเท่ากับแรงดัน VCC ตัว Q1 จะ
นากระแสจนถงึ จดุ อมิ่ ตวั เมื่อสญั ญาณอินพตุ Ei ท่ีปอ้ นเข้ามามขี นาดแรงดนั ตา่ กวา่ คา่ แรงดันท่ีทาให้ Q1 ทางาน
ถงึ จุดอม่ิ ตัว ตวั Q1 จะกลบั มาทางานในย่านทางานอีกคร้งั
ตัว Q2 อยู่ในสภาวะคตั ออฟจนกระทั่ง สัญญาณอนิ พตุ Ei มคี ่าแรงดันลดลงต่ากวา่ ค่า UTP ชว่ งเวลานี้
Q2 จะกลับไปอยู่ในสภาวะทางานอีกคร้ัง และนากระแสเพิ่มขึ้นจนถึงจุดอ่ิมตัว เมื่อสัญญาณอินพุต Ei ลดลง
มาถงึ ตาแหนง่ LTP มผี ลทาใหท้ เี่ วลา t+2 แรงดันออกเอาต์พตุ EO มคี ่าลดลงเหลือเพียง VE ในชว่ งเวลานตี้ ัว Q1
266
จะกลับไปอยู่ในสภาวะคัตออฟอีกครั้ง แรงดันที่ได้แสดงดังรูปท่ี 7.3 (ข) การทางานของวงจรจะเป็นเช่นน้ีไป
จนกว่าจะมีสัญญาณอินพุต Ei ป้อนเข้ามาใหม่ทาให้ตัว Q1 ทางานอีกคร้ัง จะเกิดการทางานของวงจรเป็นไป
ตามที่ได้กลา่ วมา ไดส้ ัญญาณคลน่ื สเี่ หลี่ยมหรือคลน่ื พลั ส์สง่ ออกเอาตพ์ ุต
7.3 วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดน้ีใช้เฟตทางานร่วมกับทรานซิสเตอร์ โดยต่อใช้งานเฟตเป็นสวิตช์วงจรแรก
และใชท้ รานซสิ เตอร์ตอ่ เป็นสวติ ช์วงจรท่สี อง ชว่ ยให้การทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดนเ้ี ปน็ วงจรสวิตช์
มีความเร็วในการสวิตช์เพิ่มขึ้น ตามคุณสมบัติของเฟตท่ีทางานเป็นสวิตช์ตัดต่อวงจรได้เร็วจึงใช้งานเป็นวงจร
แรก ส่วนทรานซสิ เตอรท์ างานเปน็ สวิตช์มกี ารสูญเสียขณะทางานตา่ และสามารถทนแรงดนั ได้สูงจงึ ใช้งานเป็น
วงจรท่สี อง วงจรชมติ ต์ทรกิ เกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์ แสดงดงั รูปท่ี 7.4
(ก) วงจร (ข) สญั ญาณ
รูปที่ 7.4 แสดงวงจรชมิตต์ทริกเกอรช์ นดิ เฟตและทรานซิสเตอร์
จากรูปท่ี 7.4 แสดงวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์ วงจรประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก
คือตวั Q1 เป็นเฟต และตวั Q2 เป็นทรานซิสเตอร์ โดยขา S ของเฟตตอ่ รว่ มกับขา E ของทรานซสิ เตอร์ ต่อเข้า
กับตัวต้านทาน R6 ขา B ของ Q2 ได้รบั สัญญาณอินพุตจากวงจรแบ่งแรงดัน R3 และ R4 ส่วนขา G ของ Q1 รบั
สัญญาณอินพุต Ei จากแหล่งจ่ายสัญญาณภายนอกท่ีป้อนเข้ามา มีตัวต้านทาน R2 เป็นภาระของ Q1 และตัว
ต้านทาน R5 เป็นภาระของ Q2 สภาวะการทางานของเฟตและทรานซิสเตอร์จะต้องทางานสลบั กัน คือตัวหนึ่ง
ทางานอีกตัวหนึ่งหยุดทางานสลับไปสลับมา การทางานของวงจรและสัญญาณที่เกิดขึ้นอธิบายได้ดังนี้การ
ทางานของวงจรตามรูปที่ 7.4 (ก) เป็นดังน้ี ขณะไม่มีสัญญาณอินพุตป้อนเข้าวงจรตัว Q1 ทางานอยู่ในสภาวะ
อมิ่ ตวั และตวั Q2 ไม่ทางานอยู่ในสภาวะคัตออฟ ในขณะท่ตี ัว Q2 ไม่ทางานอยู่ในสภาวะคัตออฟ มีแรงดันออก
เอาต์พุต EO ที่เวลา t-1 มีค่าแรงดันเท่าแหล่งจ่าย VCC การจะทาให้ตัว Q1 หยุดทางานได้ต้องป้อนสัญญาณ
267
อนิ พุต Ei ให้ขา G ของตัว Q1 มีความแรงสญั ญาณซีกลบมากกว่าค่าแรงดัน VGS + VE ถึงขนาดแรงดนั อินพุต Ei
ท่ตี าแหน่ง UTP แรงดนั ท่ีได้แสดงดงั รูปท่ี 7.4 (ข)
ขณะที่ตัว Q1 อยู่ในสภาวะอ่ิมตัว มีแรงดันท่ีขา D ของ Q1 หรือแรงดัน VD มีค่าแรงดันเท่ากับแรงดัน
VDS + VE ไมพ่ อท่จี ะทาให้ตวั Q2 ทางาน เมื่อตวั Q1 คัตออฟ แรงดัน VD จะเพม่ิ สูงข้ึนเท่ากับแรงดัน VCC ทาให้
แรงดันไบแอสตรงของตัว Q2 เพิ่มข้ึนตามไปด้วย ในจังหวะนี้เฟตและทรานซิสเตอร์ทางานในย่านทางาน การ
ทางานของวงจรจะเป็นเชน่ นจ้ี นกระทงั่ ทรานซสิ เตอร์ Q2 ทางานจนถึงจดุ อม่ิ ตวั มีผลใหท้ ่ีเวลา t+1 แรงดนั ออก
เอาต์พุต EO มีค่าแรงดันเท่ากับ VE + VCE2 (sat) หรือประมาณ VE ตัว Q1 จะอยู่ในสภาวะคัตออฟ เม่ือสัญญาณ
อินพุต Ei ท่ีป้อนเข้ามามีค่าความแรงของแรงดันซีกลบน้อยลงต่ากว่าค่าแรงดันที่ทาให้ Q1 ทางาน ตัว Q1 จะ
กลบั มาเข้าส่สู ภาวะคัตออฟอีกครง้ั แรงดนั ทไี่ ดแ้ สดงดงั รูปที่ 7.4 (ข)
ตัว Q1 อยู่ในสภาวะคัตออฟจนกระทั่งสัญญาณอินพุต Ei มีค่าแรงดันเป็นลบลดลงน้อยกว่าค่า UTP
ช่วงเวลาน้ี Q1 จะกลับไปอยู่ในสภาวะทางานอีกคร้ัง และนากระแสเพ่ิมข้ึนจนถึงจุดอิ่มตัว เมื่อสัญญาณอินพุต
Ei มีค่าแรงดันเป็นลบลดน้อยลงถึงตาแหน่ง LTP มีผลทาให้ท่ีเวลา t+2 แรงดันออกเอาต์พุต EO มีค่าเท่ากับ
แรงดัน VCC ในช่วงเวลานี้ตวั Q2 จะกลับไปอยู่ในสภาวะ คัตออฟอีกคร้ัง แรงดันที่ได้แสดงดังรูปที่ 7.4 (ข) การ
ทางานของวงจรจะเป็นเช่นน้ีไปจนกว่าจะมีสัญญาณอินพุต Ei ป้อนเข้ามาใหม่ทาให้ตัว Q1 หยุดทางานอีกครั้ง
จะเกดิ การทางานของวงจรเปน็ ไปตามที่ได้กล่าวมา ได้สญั ญาณคลื่นสี่เหลีย่ มหรอื คล่นื พลั สส์ ง่ ออกเอาต์พุต
7.4 วงจรชมติ ต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์
ออปแอมป์เป็นไอซีทีส่ ามารถนาไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกวา้ งขว้างมากมาย รูปแบบหนง่ึ ของวงจรท่ี
ใช้ออปแอมป์เข้าไปร่วมทางาน ได้แก่ วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ที่ถูกเรียกอีกช่ือหนึ่งว่าตัว
เปรียบเทียบแบบเสริมสภาพน้ัน เพราะการจัดวงจรทางานของออปแอมป์เป็นการจัดวงจรแบบการป้อนกลับ
แบบบวก (Positive Feedback) ในแบบเสริมสัญญาณป้อนเข้าทางอินพุต หรือเป็นแบบกาหนดรูปสัญญาณ
จ่ายออกเอาต์พุต เป็นคลื่นสี่เหลี่ยมหรือคล่ืนพัลส์เช่นเดียวกับวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ท่ีใช้ทรานซิสเตอร์และเฟต
สามารถใช้เพียงออปแอมป์ตัวเดียวต่อวงจรร่วมกับอุปกรณ์ประกอบร่วมภายนอกอีกเล็กน้อย สร้างเป็นวงจรช
มติ ต์ทริกเกอรไ์ ด้ง่าย
และวงจรไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทาให้นิยมนาไปใช้งานอย่างแพร่หลายลักษณะการจัดวงจรทางานคล้าย
กับวงจรขยายสัญญาณที่ใช้ออปแอมป์ทางาน แตกต่างกันเพียงสัญญาณท่ีถูกป้อนเข้าขาอินพุตของวงจรออป
แอมป์ชมิตต์ทริกเกอร์ จะถูกป้อนเข้าขาอินพุตในขาตรงข้ามกับขาอินพุตของวงจรขยายสัญญาณเสมอ
อตั ราขยายของวงจรถูกกาหนดค่าดว้ ยค่าความต้านทานต่อเป็นวงจรป้อนกลับเช่นเดยี วกับวงจรขยายสัญญาณ
วงจรเปรยี บเทียบระหว่างวงจรขยายสญั ญาณ และวงจรชมิตตท์ รกิ เกอร์ แสดงดังรปู ท่ี 7.5
268
รูปที่ 7.5 แสดงวงจรเปรียบเทยี บระหวา่ งวงจรขยายสัญญาณ และวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์
จากรูปท่ี 7.5 แสดงวงจรเปรยี บเทียบระหว่างวงจรขยายสญั ญาณ และวงจรชมิตต์ทริกเกอร์จะเห็นได้
วา่ การจดั วงจรทางานของวงจรขยายสญั ญาณกลบั เฟสรปู ท่ี 7.5 (ก) เหมอื นกับวงจรชมติ ต์ทรกิ เกอรไ์ ม่กลับเฟส
รูปท่ี 7.5 (ข) และวงจรทางานของวงจรขยายสัญญาณไม่กลับเฟสรูปที่ 7.5 (ค) เหมือนกับวงจรชมิตต์ทริกเก
อร์กลับเฟสรูปที่ 7.5 (ง) รวมทั้งตัวต้านทาน R1 และ R2 ท่ีเป็นตัวกาหนดอัตราขยายสัญญาณให้วงจรก็
เหมือนกัน ส่วนแตกต่างกันเป็นเพียงขาอินพุตท่ีป้อนสัญญาณเข้า และอินพุตที่ต่อลงกราวด์ของวงจรทั้งสอง
ชนิดเป็นขาตรงข้ามกันเท่าน้นั ทาให้วงจรทงั ้ สองชนดิ มคี ุณสมบตั ใิ นการทางานทีแ่ ตกตา่ งกนั
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์สามารถแบง่ การต่อวงจรทางานออกไดเ้ ปน็ 3 แบบ ดังน้ี
1. วงจรชมิตต์ทรกิ เกอรแ์ บบไม่กลบั เฟส (Noninverting Schmitt Trigger)
2. วงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟส (Inverting Schmitt Trigger)
3. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์แบบปรับค่าได้ (Variable Schmitt Trigger)
269
17. ใบงานที่ 7
หนว่ ยการสอนท่ี 7 ช่ือหนว่ ยการสอน ชมติ ต์ทริกเกอร์
หัวข้อเร่อื ง ชมติ ต์ทรกิ เกอร์
ใบปฏบิ ัตงิ าน 7.1 ทรานซสิ เตอร์ชมติ ต์ทริกเกอร์
จุดประสงค์
1. ประกอบวงจรทรานซสิ เตอร์ชมติ ตท์ ริกเกอร์ได้
2. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดและอ่านคา่ สัญญาณของวงจรชมติ ต์ทริกเกอร์ได้
3. มีความกระตอื รือรน้ ต่อการทางาน
เครื่องมอื และอุปกรณ์
1. เครอื่ งกาเนดิ สัญญาณหลายแบบ 1 เครอื่ ง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวัด 1 เครื่อง
3. แหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟตรงปรับค่าได้ 0-30V 1 เครอ่ิ ง
4. มลั ติมิเตอร์ 1 เครอ่ื ง
5. ตัวตา้ นทาน 1kΩ, 2.2kΩ ; 0.5W ค่าละ 2 ตวั
6. ตวั ตา้ นทาน 330Ω, 680Ω ; 0.5W ค่าละ 1 ตวั
7. ตัวเก็บประจุ 0.01µF 1 ตวั
8. ทรานซิสเตอรเ์ บอร์ 2N222 2 ตวั
9. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชดุ
ลาดับขน้ั ตอนการทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปที่ 7.1
2. ปรบั เครอ่ื งกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปที่คลน่ื ไซน์ความถ่ี 1kHz ปรบั ความแรงสญั ญาณประมาณ
20VP-P ป้อนเขา้ ท่ีอนิ พตุ Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิดเส้น 2 ภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของ
ออสซลิ โลสโคปวัดท่ีอินพตุ Ei และใหอ้ ินพุต CH2 ของออสซลิ โลสโคปวัดท่เี อาต์พุต EO วดั รูปคลนื่ สัญญาณและ
ระดับความแรงสัญญาณ ท้ังอินพุต Ei และเอาต์พุต EO บันทึกค่าไว้ในรูปท่ี 7.2 ให้มีรูปและเฟสสัญญาณ
สมั พนั ธ์กัน
+12V 270
C1=0.01µF ออสซลิ โลสโคป
R2=2.2k R5=1k CH1 CH2
EO
R1=1k Q1 C R3=680 Q2
Ei B 2N222 B C
2N222
เครื่องกาเนิด E
สัญญาณหลายแบบ O/P E
R4=2.2k R6=330
รูปท่ี 7.1 วงจรทรานซิสเตอร์ชมิตต์ทริกเกอร์
Ei = VP-P 0
E0= VP-P 0
รปู ท่ี 7.2 สัญญาณ Ei คล่ืนไซน์และ EO ของวงจรทรานซิสเตอร์ชมติ ตท์ ริกเกอร์
4. ปรับเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบไปท่ีคลื่นสามเหลี่ยมความถี่ 1kHz ปรับความแรงสัญญาณ
ประมาณ 20VP-P ปอ้ นเข้าทอี่ นิ พุต Ei ของวงจรทรานซิสเตอรช์ มติ ตท์ ริกเกอร์ตามรูปที่ 7.1
5. ใช้ออสซลิ โลสโคปชนดิ เสน้ 2 ภาพนาไปวัดค่าในวงจรอีกครงั้ ใหอ้ นิ พตุ CH1 ของออสซลิ โลสโคปวัด
ท่ีอินพุต Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดท่ีเอาต์พุต EO วัดรูปคลื่นสัญญาณและระดับความแรง
สัญญาณ ทั้งอินพุต Ei และเอาต์พุต EO บันทึกค่าและรูปร่างสัญญาณไว้ในรูปที่ 7.3 ให่มีรูปและเฟสสัญญาณ
สัมพันธ์กัน
271
Ei = VP-P 0
E0= VP-P 0
รปู ที่ 7.3 สัญญาณ Ei คล่ืนสามเหลย่ี มและ EO ของวงจรทรานซสิ เตอรช์ มิตต์ทริกเกอร์
สรุปผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คาถามและการวิเคราะห์
1. วงจรชมิตต์ทริกเกอร์จะทาหน้าท่ีเปล่ียนสัญญาณอินพุต Ei แต่ละชนิดที่ป้อนเข้ามาให้ได้สัญญาณออก
เอาตพ์ ุต EO เปน็ สัญญาณคลนื่ ชนดิ ใด ท้ังรปู ที่ 7.2 และรปู ที่ 7.3 ทาไมถงึ เปน็ เช่นนั้น
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
272
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน
ชอ่ื กลุม่ ……………………………………………ชั้น………………………ห้อง............................
รายช่ือสมาชกิ
1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขท…่ี ….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…ี่ ….
ท่ี รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1
1 เนอื้ หาสาระครอบคลมุ ชัดเจน (ความรู้เกยี่ วกับเนอื้ หา ความถกู ต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้า)
2 รปู แบบการนาเสนอ
3 การมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผูป้ ระเมนิ …………………………………………………
เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. เนื้อหาสาระครอบคลมุ ชัดเจนถกู ตอ้ ง
3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถ้วนถกู ต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แตต่ รงตามจดุ ประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ กู ต้อง ไม่ตรงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มรี ูปแบบการนาเสนอท่เี หมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ท่แี ปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอทนี่ า่ สนใจ นาวัสดใุ นทอ้ งถิน่ มาประยุกตใ์ ชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ และ
ประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอท่ีแปลกใหม่ ใช้สอ่ื และเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอท่ีน่าสนใจ
แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วัสดุในทอ้ งถนิ่
1 คะแนน = เทคนคิ การนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลมุ่
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมกลมุ่
2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญม่ บี ทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นน้อยมีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลมุ่
4. ความสนใจของผู้ฟงั
3 คะแนน = ผู้ฟังมากกวา่ รอ้ ยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ งั รอ้ ยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื
1 คะแนน = ผฟู้ งั นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
273
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
ช่ือกลุม่ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชอ่ื สมาชิก
1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขที่…….
ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคดิ เหน็
321
1 การกาหนดเปา้ หมายร่วมกนั
2 การแบง่ หนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏบิ ตั หิ น้าท่ที ี่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน
รวม
ผู้ประเมนิ …………………………………………………
วันที่…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเปา้ หมายรว่ มกัน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอย่างชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีสว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชกิ ส่วนน้อยมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
2. การหน้าทรี่ ับผดิ ชอบและการเตรยี มความพรอ้ ม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทัว่ ถงึ และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สื่อ/อปุ กรณไ์ วอ้ ยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แตไ่ ม่ตรงตามความสามารถ และมสี ื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพร้อมเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่วั ถึงและมสี ่ือ / อปุ กรณ์ไมเ่ พียงพอ
3. การปฏบิ ตั ิหน้าท่ีทไี่ ด้รบั มอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย และตามเวลาทีก่ าหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเป้าหมาย แตช่ ้ากวา่ เวลาที่กาหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมนิ ผลและปรบั ปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนรว่ มปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ว่ นร่วมปรกึ ษาหารือ แต่ไมป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นรว่ มไม่มีส่วนรว่ มปรกึ ษาหารือ และปรับปรงุ งาน
274
19. แบบฝกึ หดั
แบบฝึกหดั ทา้ ยหน่วยที่ 7
ชมิตตท์ ริกเกอร์
คาสั่ง อธบิ ายให้ได้ใจความสมบรู ณ์และแสดงวิธที าใหถ้ ูกต้องสมบรู ณ์
1. ชมติ ตท์ ริกเกอรค์ ืออะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธบิ ายพร้อมวาดรปู ประกอบ
2. วงจรตามรปู คอื วงจรอะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบายใหเ้ ขา้ ใจ
3. วงจรตามรูปคอื วงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธบิ ายให้เขา้ ใจ
4. วงจรตามรูป (ก) คือวงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธิบายให้เข้าใจ เมื่อป้อนสัญญาณไซน์เข้าตามรปู
(ข) จะไดส้ ญั ญาณออกเอาต์พตุ อย่างไร วาดรปู ประกอบให้ชัดเจน
275
5. วงจรทัง้ สองรปู คือวงจรอะไร แตกต่างกนั อย่างไร พร้อมบอกคณุ สมบัติของวงจรมาให้เขา้ ใจ
276
20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจดั การเรียนรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จดั หน่วยการเรียนรไู้ ด้สอดคล้องกบั วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลมุ ท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั
3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4. มวี ิธีการนาเข้าสู่บทเรยี นท่นี า่ สนใจ
5. มีกจิ กรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยให้ผเู้ รยี นเกิดการเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ
6. จดั กจิ กรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นคน้ ควา้ เพื่อหาคาตอบดว้ ยตนเอง
7. นกั เรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
8. จัดกิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคดิ ( คดิ วเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เห็นอยา่ งเสรี
10. จัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกบั ชวี ิตจรงิ โดยนาภมู ิปญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม
11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มีการเสรมิ แรงเมอ่ื นักเรยี นปฏบิ ัติ หรือตอบถูกตอ้ ง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศกั ยภาพของผเู้ รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทวั่ ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกาหนด
ด้านสอื่ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้
16. ใช้ส่ือท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น
17. ใชส้ อื่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นต้น
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศกั ยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งทั่วถึง
15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกาหนด
ดา้ นการวัดและประเมินผล
18. ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทักษะ และจิตพสิ ัย
20. ครู ผู้เรียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ เ่ี กี่ยวขอ้ งมีส่วนรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏิบตั ิดเี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม
= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย
277
20.2 ปัญหาทพี่ บ และแนวทางแกป้ ัญหา
ปัญหาท่ีพบ แนวทางแก้ปัญหา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นส่ือ นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการวัดประเมินผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านอนื่ ๆ (โปรดระบุเปน็ ขอ้ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงช่ือ ........................................................................ ครูผู้สอน
(นายปฏิพาน สีนาบญุ )
ตาแหน่ง ครูพิเศษสอน
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 278
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
279
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
รหสั วชิ า 20105-2006 วชิ า วงจรพัลสแ์ ละสวติ ชิง
หนว่ ยที่ 7 ชือ่ หน่วย ชมิตตท์ รกิ เกอร์
ชอ่ื เร่ือง ชมติ ตท์ ริกเกอร์ จานวน 8 ชว่ั โมง
1. สาระสาคัญ
ชมิตต์ทริกเกอร์ (Schmitt Trigger) หรือตัวเปรียบเทียบแบบเสริมสภาพ ( Regenerative
Comparator) เป็นวงจรสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์อีกชนิดหนึ่งที่นิยมนามาใช้งาน ด้วยการทางานที่ระดับแรงดัน
อินพุต 2 ค่า ช่วยในการควบคุมการเปล่ียนแปลงสภาวะเสถียรภาพของวงจร วงจรทางานใช้ความแตกต่างกนั
ของระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง 2 ระดับ จึงถูกนาไปใช้งานเป็นตัวตรวจจับระดับแรงดัน (Voltage Level
Detector) ใช้เป็นตัวสร้างพัลส์ส่ีเหลี่ยมจากสญั ญาณอินพุตรูปคลื่นแบบต่างๆ หลักการทางานของวงจรชมิตต์
ทริกเกอร์
2. สมรรถนะอาชีพประจาหนว่ ย
ดา้ นความรู้
1. อธิบายหลักการทางานของวงจรชมติ ตท์ รกิ เกอร์ได้
2. บอกหลกั การทางานของวงจรชมติ ตท์ รกิ เกอร์ได้
ดา้ นทกั ษะและการประยุกต์ใช้
1. ตอ่ วงจรทรานซสิ เตอร์ชมติ ตท์ รกิ เกอร์ตามแบบท่ีกาหนดให้ได้
2. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดคา่ สญั ญาณวงจรได้
3. อา่ นและบนั ทึกค่าสัญญาณวงจรไดท้ ว่ี ัดด้วยออสซิลโลสโคปได้
ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
1. มีความกระตือรือร้นต่อการทางาน
2. มีความรอบคอบในการทางาน
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จุดประสงค์ท่ัวไป
1. เพื่อใหม้ คี วามรู้เก่ยี วกับหลกั การทางานของวงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์
2. เพื่อให้มที ักษะในการตอ่ วงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบไม่กลบั เฟส
3. สามารถนาความรูเ้ รื่องชมติ ต์ทริกเกอร์ไปประยุกตใ์ ช้งานได้อยา่ งเหมาะสม
280
3.2 จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม
1. อธิบายหลักการทางานของวงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์ได้ (ดา้ นพุทธพิ สิ ยั )
2. บอกหลกั การทางานของวงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ได้ (ดา้ นพุทธพิ สิ ัย)
3. ตอ่ วงจรทรานซสิ เตอร์ชมติ ตท์ รกิ เกอร์ตามแบบท่กี าหนดให้ได้ (ด้านทกั ษะพิสัย)
4. ใช้ออสซลิ โลสโคปวัดค่าสญั ญาณวงจรได้ (ดา้ นทักษะพิสยั )
5. อา่ นและบนั ทึกค่าสัญญาณวงจรไดท้ ี่วดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้ (ดา้ นทักษะพิสยั )
6. มคี วามกระตือรอื ร้นต่อการทางาน (ด้านจติ พสิ ยั )
7. มคี วามรอบคอบในการทางาน (ดา้ นจิตพิสยั )
4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ดา้ นความรู้
5. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบไม่กลับเฟส
6. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมปแ์ บบกลับเฟส
7. วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบปรับคา่ ได้
8. บทสรุป
4.2 ดา้ นทกั ษะหรือปฏบิ ัติ
1. การทดลองที่ 7 ชมิตต์ทริกเกอร์
2. แบบทดสอบบทท่ี 7
4.3 ด้านคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง
1. ใช้เครอ่ื งมือในการทดสอบไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม
5. กิจกรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรียนรู้
ขัน้ ตอนการสอนหรอื กจิ กรรมครู ขัน้ ตอนการเรยี นหรอื กิจกรรมของผเู้ รียน
ข้นั เตรียม(20 นาที) ขนั้ เตรยี ม(20 นาที)
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวชิ า 1. ผ้เู รียนเตรียมหนังสอื และฟังผสู้ อนแนะนารายวิชา
วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา
วงจรพัลส์และสวิตชิง วงจรพัลส์และสวิตชงิ
2. ผู้สอนชี้แจงเร่ืองที่จะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและ
พฤติกรรมประจาหน่วยที่ 7 เร่อื ง ชมิตต์ทริกเกอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 7 เร่ือง
ชมิตตท์ ริกเกอร์
ขัน้ การสอน(420 นาที) ขนั้ การสอน(420 นาที)
1. ผสู้ อนอธบิ ายเนื้อหาวิชาวงจรพลั สแ์ ละสวิตชิง 1. ผูเ้ รียนฟังผสู้ อนอธิบายเน้ือหาวิชาวงจรพัลส์
หน่วยที่ 7 เรื่อง ชมติ ตท์ รกิ เกอร์ และสวติ ชงิ หนว่ ยที่ 7 เรอ่ื ง ชมติ ตท์ รกิ เกอร์
281
2. ผู้สอนใหผ้ ู้เรยี นเปิดหนงั สอื เรียนวงจรพลั สแ์ ละสวิ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาวงจรพัลส์และสวิตชงิ
ตชิงหนว่ ยท่ี 7 เร่อื ง ชมติ ต์ทริกเกอร์และอธิบาย หน่วยท่ี 7 เรื่อง ชมติ ตท์ รกิ เกอร์
เนอื้ หาให้ผูเ้ รยี นฟัง 3. ผเู้ รียนทาใบงานที่ 7 เรือ่ ง ชมติ ตท์ ริกเกอร์
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาใบงานที่ 7 เร่ือง ชมิตต์ทริก
เกอร์
ขน้ั สรุป(40 นาที) ขน้ั สรุป(40 นาที)
1. ผู้สอนให้ผูเ้ รยี นทาแบบฝกึ หัดหนว่ ยท่ี 7 1. ผูเ้ รยี นร่วมกนั สรุปเน้อื หาท่ีไดเ้ รียนใหม้ ีความ
2. ผสู้ อนและผ้เู รียนร่วมกันสรุปเนื้อในหนว่ ยเรียนที่ เข้าใจในทิศทางเดยี วกัน
7 เร่ือง ชมติ ตท์ รกิ เกอร์ 2. ผู้เรียนทาแบบฝึกหัดหน่วยที่ 7
3. ผ้เู รยี นศึกษาเพิม่ เติมนอกหอ้ งเรยี น ดว้ ย
PowerPoint ท่จี ดั ทาข้นึ
6. ส่ือการเรียนการสอน/การเรยี นรู้
6.1 ส่อื ส่ิงพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพัลส์และสวติ ชิง
2. ใบงานที่ 7 ชมติ ตท์ รกิ เกอร์
3. แบบฝกึ หัดหน่วยที่ 7
4. หนังสอื เรียนวชิ า วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชงิ
6.2 สือ่ โสตทศั น์
1. Power Point เร่อื งชมิตต์ทรกิ เกอร์
6.3 สื่อของจรงิ
1. อปุ กรณ์จากการทดลองใบงานท่ี 7
7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. ห้องสมดุ วทิ ยาลัยเทคนิคสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งอนิ เตอรเ์ นต็ วิทยาลยั เทคนิคสว่างแดนดิน
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมุดเฉลมิ พระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดนิ
2. หอ้ งสมุดประชาชนเฉลมิ ราชกุมารอี าเภอสวา่ งแดนดิน
282
8. งานท่มี อบหมาย
8.1 ก่อนเรียน
1. ผู้เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน
8.2 ขณะเรยี น
1. ศึกษาเนื้อหา ในบทท่ี 7 เร่ือง ชมิตต์ทริกเกอร์
2. รายงานผลหน้าชัน้ เรียน
3. ปฏิบตั ใิ บปฏบิ ัติงานที่ 7 เรอ่ื ง ชมิตตท์ ริกเกอร์
4. สรุปผลการทดลอง
8.3 หลังเรียน
1. ทาแบบฝึกหัดบทท่ี 7
9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ทเ่ี กิดจากการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น
1. แบบฝกึ หัดบทที่ 7 ใบปฏบิ ตั งิ านท่ี 7
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งอิง
1. พนั ธศ์ กั ดิ์ พฒุ ิมานติ พงศ์. วงจรพัลส์และสวิตชิง. : ศนู ย์สง่ เสริมอาชีวะ (ศสอ)
11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวชิ าอื่น
1. บรู ณาการกับวชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสสลับ
2. บรู ณาการกบั วิชาอปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนกิ สแ์ ละวงจร
12. หลกั การประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 กอ่ นเรยี น
1. ความรเู้ บอื้ งต้นก่อนการเรียนการสอน
12.2 ขณะเรยี น
1. สงั เกตการทางาน
12.3 หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7
2. ตรวจใบงานที่ 7