The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วงจรพัลส์และสวิตชิงรวมมมมม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by naihoi2016, 2021-04-02 00:02:34

วงจรพัลส์และสวิตชิงรวมมมมม

วงจรพัลส์และสวิตชิงรวมมมมม

83

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ

ชื่อกลุม่ ……………………………………………ชนั้ ………………………ห้อง............................
รายชอื่ สมาชกิ

1……………………………………เลขท…่ี …. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท…ี่ …. 4……………………………………เลขที่…….

ที่ รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
321
1 การกาหนดเป้าหมายรว่ มกัน
2 การแบ่งหน้าท่รี ับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบัตหิ น้าท่ีทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
4 การประเมนิ ผลและปรบั ปรุงงาน

รวม

ผู้ประเมนิ …………………………………………………
วนั ที่…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเปา้ หมายรว่ มกัน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอย่างชดั เจน
2 คะแนน = สมาชกิ สว่ นใหญม่ ีส่วนรว่ มในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นน้อยมสี ่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
2. การหนา้ ทรี่ ับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ท่ัวถงึ และตรงตามความสามารถของสมาชกิ ทกุ คน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สือ่ /อุปกรณไ์ วอ้ ย่างพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีส่อื /อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพรอ้ มเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่ัวถงึ และมสี อื่ / อุปกรณ์ไม่เพียงพอ
3. การปฏบิ ัตหิ นา้ ทท่ี ่ีได้รับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานได้สาเร็จตามเปา้ หมาย และตามเวลาท่กี าหนด
2 คะแนน = ทางานได้สาเร็จตามเปา้ หมาย แต่ช้ากวา่ เวลาท่ีกาหนด
1 คะแนน = ทางานไม่สาเรจ็ ตามเป้าหมาย
4. การประเมนิ ผลและปรบั ปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชกิ ทุกคนร่วมปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชกิ บางสว่ นมสี ่วนรว่ มปรกึ ษาหารือ แต่ไมป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นร่วมไม่มีสว่ นรว่ มปรึกษาหารอื และปรบั ปรุงงาน

84

19. แบบฝกึ หัด

แบบฝึกหดั ท้ายหน่วยที่ 2
วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สัญญาณ
คาสงั่ อธบิ ายให้ไดใ้ จความสมบูรณแ์ ละแสดงวธิ ีทาใหถ้ กู ตอ้ งสมบรู ณ์
1. จงอธิบายความแตกต่างวงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
2. ป้อนสัญญาณอินพุตมีแรงดัน Ei=8V เข้าไปยังวงจรลดทอนสัญญาณ วัดสัญญาณออกเอาต์พุตได้ EO=0.2V
จงหาค่าระดับการลดทอนสญั ญาณ และค่าตัวประกอบการลดทอน
3. จงบอกชนิดของวงจรลดทอนสญั ญาณแบบพนื้ ฐาน พร้อมวาดรปู ประกอบ

4. วงจรอนุกรมวงจรหน่ึงประกอบด้วยตัวต้านทาน R=20kΩ ต่อร่วมกับตัวเก็บประจุ C=0.47F จงหาค่า
เวลาคงทขี่ องวงจรอนุกรม RC

5. วงจรอนุกรมวงจรหนึ่งประกอบด้วยตัวต้านทาน R=20Ω ตอ่ ร่วมกบั ตัวเหนี่ยวนา L=500H จงหาค่าเวลา
คงทข่ี องวงจรอนกุ รม RL

85

20. บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบมุง่ เนน้ สมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลกั

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรุปผลการจัดการเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321

ด้านการเตรยี มการสอน

1.จัดหนว่ ยการเรยี นรไู้ ด้สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมินครอบคลุมทงั้ ด้านความรู้ ดา้ นทักษะ และด้านจิตพิสยั

3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่อื นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนร้กู อ่ นเขา้ สอน

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

4. มีวิธีการนาเข้าสบู่ ทเรยี นทนี่ า่ สนใจ

5. มีกิจกรรมทหี่ ลากหลาย เพือ่ ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จัดกิจกรรมท่สี ง่ เสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นค้นคว้าเพื่อหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมีสว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

8. จดั กจิ กรรมทเี่ น้นกระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคิดเห็นอยา่ งเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนรู้ท่เี ชอื่ มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเข้ามามสี ว่ นร่วม

11. จดั กจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มีการเสริมแรงเมือ่ นกั เรยี นปฏบิ ตั ิ หรอื ตอบถกู ต้อง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รียน

14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รยี น อยา่ งทวั่ ถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กาหนด

ดา้ นสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรียนรู้

16. ใชส้ ื่อทีเ่ หมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น

17. ใช้สือ่ แหลง่ การเรียนรูอ้ ย่างหลากหลาย เช่น บุคคล สถานที่ ของจริง เอกสารสื่อ

อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และอนิ เทอรเ์ น็ต เปน็ ตน้

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรยี น

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รยี น อย่างทว่ั ถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทีก่ าหนด

ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมสี ่วนรว่ มในการกาหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พสิ ัย

20. ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง หรือ ผทู้ ่เี กี่ยวข้องมสี ว่ นรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดบั การปฏบิ ตั ิ 5 = ปฏบิ ัตดิ เี ยี่ยม 4 = ปฏบิ ตั ิดี 3 = ปฏบิ ัติพอใช้ 2 รวม

= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลย่ี

86

20.2 ปัญหาทพี่ บ และแนวทางแกป้ ญั หา

ปัญหาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา

ดา้ นการเตรียมการสอน

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านส่ือ นวัตกรรม แหลง่ การเรียนรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านการวัดประเมินผล

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นอื่น ๆ (โปรดระบุเปน็ ขอ้ ๆ)

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ลงชือ่ ........................................................................ ครผู ู้สอน
(นายปฏิพาน สีนาบญุ )
ตาแหนง่ ครูพเิ ศษสอน

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและตดิ ตาม 87
ชอื่ -สกุล ผนู้ เิ ทศ ตาแหนง่
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม

88

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชีพ

และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รหสั วชิ า 20105-2006 วชิ า วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชิง

หนว่ ยที่ 3 ช่ือหนว่ ย อนิ ทรเิ กรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

ชอ่ื เร่อื ง อนิ ทรเิ กรเตอร์และดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ จานวน 4 ช่วั โมง

1. สาระสาคญั

วงจรกรองความถี่ (Filter Circuit) แบบ RC เป็นวงจรท่ีทาหน้าที่กาหนดย่านความถ่ีผ่านตามต้องการ

โดยใช้ตัว R และตัว C มาประกอบวงจรร่วมกัน กาหนดค่าใช้งานตามต้องการ ทาให้วงจรสามารถกาหนดการ

กรองผ่านยา่ นความถีค่ ลื่นไซน์ท่ีต้องการได้ ท้ังยา่ นความถี่ตา่ และย่านความถ่ีสงู

2. สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย

ด้านความรู้

1. บอกลกั ษณะวงจรอนิ ทเิ กรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ได้

2. อธิบายหลักการทางานของวงจร RC อินทิเกรเตอรไ์ ด้

3. อธบิ ายหลักการทางานวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ได้

4. คานวณหาความถ่ีตดั ของวงจรกรองความถี่สงู ผ่านแบบ RC ได้

ดา้ นทกั ษะและการประยกุ ต์ใช้

1. ต่อวงจรอินทิเกรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ตามแบบท่ีกาหนดใหไ้ ด้

2. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดคา่ สัญญาณของอนิ ทิเกรเตอร์และวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ได้

3. อา่ นค่าและบนั ทึกค่าสญั ญาณท่วี ดั ดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้

ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ

พอเพยี ง

1. ร้ปู ระโยชน์ความร่วมมอื รว่ มใจในการทางาน

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 จดุ ประสงค์ท่ัวไป

1. เพอ่ื ให้มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเก่ียวกบั วงจรกรองและปรบั แตง่ รปู คล่นื แบบ RC
2. เพอ่ื ใหม้ ที กั ษะในการใช้งานวงจร RC ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
3. สามารถนาความรู้เรื่องอินทเิ กรเตอร์และดฟิ เฟอเรนชิเอเตอรไ์ ปประยุกต์ใช้
3.2 จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. บอกลักษณะวงจรอินทิเกรเตอรแ์ ละวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรไ์ ด้ (ด้านพุทธิพสิ ัย)
2. อธบิ ายหลักการทางานของวงจร RC อนิ ทเิ กรเตอรไ์ ด้ (ด้านพทุ ธพิ ิสัย)
3. อธิบายหลกั การทางานวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอรไ์ ด้ (ดา้ นพทุ ธิพสิ ยั )

89

4. คานวณหาความถตี่ ดั ของวงจรกรองความถ่สี งู ผา่ นแบบ RC ได้ (ด้านพุทธพิ สิ ัย)
5. ตอ่ วงจรอินทิเกรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรต์ ามแบบท่ีกาหนดใหไ้ ด้ (ดา้ นทักษะพสิ ยั )
6. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดค่าสัญญาณของอินทิเกรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้ (ด้านทักษะ
พสิ ยั )
7. อา่ นค่าและบันทกึ ค่าสัญญาณที่วดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้ (ด้านทกั ษะพสิ ยั )
8. รู้ประโยชนค์ วามร่วมมอื รว่ มใจในการทางาน (ดา้ นจิตพสิ ยั )

4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ด้านความรู้
1. วงจรกรองและปรบั แตง่ รปู คลน่ื แบบ RC
2. วงจรกรองความถต่ี า่ ผ่านแบบ RC
3. วงจร RC อินทิเกรเตอร์
4. วงจรกรองความถส่ี งู ผ่านแบบ RC
5. วงจร RC ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์
6. บทสรปุ

4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏิบตั ิ
1. การทดลองท่ี 3 อินทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
2. แบบทดสอบบทท่ี 3

4.3 ด้านคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ใช้เครื่องมือในการทดสอบได้อยา่ งถกู ต้องเหมาะสม

5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรียนรู้

ขน้ั ตอนการสอนหรอื กจิ กรรมครู ขน้ั ตอนการเรยี นหรอื กจิ กรรมของผู้เรยี น

ขัน้ เตรยี ม(10 นาที) ข้นั เตรยี ม(10 นาที)

1. ผู้สอนจัดเตรยี มเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวชิ า 1. ผู้เรยี นเตรียมหนังสอื และฟังผู้สอนแนะนารายวิชา

วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา

วงจรพลั สแ์ ละสวิตชิง วงจรพลั ส์และสวติ ชิง

2. ผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ

พฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 3 เร่ือง อินทิเกรเตอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 3 เรื่อง

และดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ อนิ ทเิ กรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

90

ขั้นการสอน(210 นาที) ขน้ั การสอน(210 นาที)

1. ผูส้ อนอธบิ ายเนือ้ หาวิชาวงจรพลั สแ์ ละสวติ ชิง 1. ผเู้ รียนฟงั ผสู้ อนอธิบายเนื้อหาวชิ าวงจรพัลส์

หนว่ ยที่ 3 เรอื่ ง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอ และสวิตชงิ หนว่ ยท่ี 3 เรอื่ ง อินทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟ

เตอร์ เฟอเรนชิเอเตอร์

2. ผู้สอนใหผ้ ู้เรียนเปดิ หนังสือเรยี นวงจรพัลส์และสวิ 2. ผู้เรยี นเปดิ หนงั สอื เรียนวิชาวงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง

ตชงิ หนว่ ยท่ี 3 เรือ่ ง อนิ ทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชิ หน่วยที่ 3 อินทิเกรเตอรแ์ ละดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์

เอเตอร์และอธบิ ายเนอ้ื หาให้ผเู้ รียนฟงั และฟงั ผูส้ อนอธิบายเน้ือหา

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาใบงานที่ 3 อินทิเกรเตอร์ 3. ผู้เรียนทาใบงานที่ 3 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอ

และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ เรนชเิ อเตอร์

ขัน้ สรุป(20 นาที) ขนั้ สรปุ (20 นาที)

1. ผู้สอนให้ผูเ้ รียนทาแบบฝึกหดั หนว่ ยที่ 3 1. ผู้เรยี นร่วมกนั สรุปเน้อื หาท่ีไดเ้ รยี นใหม้ ีความ

2. ผูส้ อนและผเู้ รียนรว่ มกันสรุปเน้ือในหนว่ ยเรียนที่ เขา้ ใจในทิศทางเดยี วกัน

3 เร่ือง อินทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ 2. ผู้เรยี นทาแบบฝึกหดั หน่วยที่ 3

3. ผู้เรยี นศกึ ษาเพม่ิ เตมิ นอกห้องเรียน ดว้ ย

PowerPoint ที่จดั ทาขน้ึ

6. ส่อื การเรียนการสอน/การเรยี นรู้

6.1 ส่อื สง่ิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพัลสแ์ ละสวติ ชิง
2. ใบงานที่ 3 อินทเิ กรเตอรแ์ ละดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์
3. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 3
4. หนงั สือเรียนวิชา วงจรพลั สแ์ ละสวิตชิง

6.2 สื่อโสตทศั น์
1. Power Point เร่อื งอินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

6.3 สื่อของจรงิ
1. อุปกรณจ์ ากการทดลองใบงานท่ี 3

7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา

1. หอ้ งสมดุ วทิ ยาลยั เทคนิคสวา่ งแดนดนิ
2. ห้องอินเตอรเ์ น็ตวทิ ยาลยั เทคนิคสวา่ งแดนดิน

91

7.2 ภายนอกสถานศึกษา

1. ห้องสมดุ เฉลิมพระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดิน
2. หอ้ งสมดุ ประชาชนเฉลมิ ราชกมุ ารีอาเภอสว่างแดนดนิ

8. งานท่มี อบหมาย

8.1 กอ่ นเรยี น
1. ผู้เรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน

8.2 ขณะเรยี น
1. ศกึ ษาเน้ือหา ในบทที่ 3 เรื่อง อินทิเกรเตอรแ์ ละดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์
2. รายงานผลหน้าชัน้ เรยี น
3. ปฏบิ ัติใบปฏิบัตงิ านที่ 3 เรอื่ ง อินทเิ กรเตอรแ์ ละดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์
4. สรุปผลการทดลอง

8.3 หลงั เรยี น
1. ทาแบบฝกึ หัดบทที่ 3

9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ทเ่ี กดิ จากการเรยี นร้ขู องผเู้ รยี น

1. แบบฝึกหดั บทที่ 3 ใบปฏิบตั งิ านท่ี 3
2. ตรวจผลงาน

10. เอกสารอ้างอิง

1. พันธศ์ กั ด์ิ พุฒิมานติ พงศ์. วงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง. : ศูนยส์ ง่ เสรมิ อาชวี ะ (ศสอ)

11. การบูรณาการ/ความสัมพันธก์ บั รายวิชาอื่น

1. บูรณาการกับวชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั
2. บูรณาการกับวิชาอุปกรณ์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์และวงจร

12. หลกั การประเมนิ ผลการเรยี น

12.1 ก่อนเรียน
1. ความรู้เบ้อื งต้นกอ่ นการเรียนการสอน

12.2 ขณะเรยี น
1. สังเกตการทางาน

12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบฝกึ หัดหนว่ ยท่ี 3
2. ตรวจใบงานที่ 3

13. รายละเอียดการประเมนิ ผลการเรียน

จุดประสงค์ข้อท่ี 1 บอกลักษณะวงจรอนิ ทิเกรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรไ์ ด้

92

1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกลักษณะวงจรอนิ ทิเกรเตอรแ์ ละวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกลักษณะวงจรอนิ ทิเกรเตอรแ์ ละวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 อธิบายหลกั การทางานของวงจร RC อนิ ทิเกรเตอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธบิ ายหลกั การทางานของวงจร RC อินทิเกรเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : อธบิ ายหลักการทางานของวงจร RC อนิ ทเิ กรเตอรไ์ ด้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 3 อธบิ ายหลกั การทางานวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธิบายหลักการทางานวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธบิ ายหลกั การทางานวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 4 คานวณหาความถ่ีตัดของวงจรกรองความถี่สงู ผา่ นแบบ RC ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถคานวณหาความถ่ีตดั ของวงจรกรองความถส่ี ูงผ่านแบบ RC ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : คานวณหาความถ่ตี ัดของวงจรกรองความถสี่ งู ผา่ นแบบ RC ได้ จะได้ 1.5 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อท่ี 5 ต่อวงจรอินทิเกรเตอรแ์ ละวงจรดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์ตามแบบท่ีกาหนดให้ได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถต่อวงจรอนิ ทเิ กรเตอรแ์ ละวงจรดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์ตามแบบท่กี าหนดใหไ้ ด้
4. เกณฑ์การผา่ น : ตอ่ วงจรอินทเิ กรเตอรแ์ ละวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ตามแบบที่กาหนดใหไ้ ด้ จะได้ 1
คะแนน
จุดประสงค์ข้อที่ 6 อ่านค่าและบนั ทกึ ค่าสัญญาณท่ีวดั ดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอ่านค่าและบันทกึ ค่าสญั ญาณท่วี ดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้
4. เกณฑ์การผ่าน : อา่ นค่าและบันทึกค่าสญั ญาณทีว่ ดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ จะได้ 1.5 คะแนน

93

14. แบบทดสอบก่อนเรียน

หน่วยการสอนที่ 3. ชอ่ื หน่วยการสอน อินทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

วตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ ประเมินความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกบั อนิ ทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

ข้อคาถาม

ตอนท1่ี จงเลอื กคาตอบทีถ่ ูกตอ้ งทีส่ ุด

R 1. วงจรตามรปู หากนาไปใชง้ านกบั ความถคี่ ลืน่ ไซน์จะเรยี กว่า
วงจรอะไร

Ei C EO ก. อินทิเกรเตอร์ ข. ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

ค. กรองความถี่ต่าผ่าน ง.กรองความถี่สงู ผ่าน

2. จากรปู ข้อ 1 ถ้าป้อนความถ่ีคลื่นสเี่ หลี่ยมเข้ามาวงจรนี้มีช่อื เรียกวา่ อะไร

ก. อินทเิ กรเตอร์ ข. ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ ค. กรองความถตี่ า่ ผา่ น ง.กรองความถี่สงู ผา่ น

3. จากรปู ขอ้ 1 ถ้ากาหนดให้ R=6.8kΩ,C=100pF จงหาคา่ ความถีต่ ัดของวงจร

ก. 2.34kHz ข. 23.4kHz ค. 234kHz ง. 2.34MHz

4. จากรปู ข้อ 1 ถ้าปอ้ นความถค่ี ลืน่ สเ่ี หลี่ยมพัลส์เข้าวงจรจะได้รูปคล่ืนออกเอาต์พตุ แบบใด

ก. ข. ค. ง.

5. จากรปู มีคุณสมบัตขิ องสัญญาณท่ถี ูกต้องเป็นแบบใด

ก. สัญญาณอนิ ทิเกรตเวลาคงที่มาก ข. สัญญาณอนิ ทเิ กรตเวลาคงทีน่ อ้ ย

ค. สัญญาณดิฟเฟอเรนตเิ อดเวลาคงทม่ี าก ง. สัญญาณดฟิ เฟอเรนตเิ อดเวลาคงทน่ี ้อย

Av 1

1.0 6. จากรูปจุดตดั ของกราฟอยู่ทีต่ าแหน่งใด
0.707 2 ก. 1 ข. 2

3 ค. 3 ง. 4

0f
4

7. จากรปู ขอ้ ที่ 6 กราฟทีแ่ สดงเป็นวงจรชนิดใด

94

ก. อนิ ทเิ กรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์ ค. กรองความถ่ีต่าผ่าน ง. กรองความถ่ีสงู ผ่าน

8. จากรูปข้อที่ 6 ทีต่ าแหน่งจุดตัดมผี ลตอ่ วงจรตามค่าใด

ก. 1% ข. 0.707% ค. 0dB ง. -3dB

C

9. วงจรตามรปู ถ้าปอ้ นความถ่ีคล่ืนสเี่ หลีย่ มเข้ามา วงจรน้ีมีชอ่ื เรยี กว่าอะไร

Ei R EO ก. อนิ ทิเกรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์
ค. กรองความถี่ต่าผา่ น ง. กรองความถส่ี งู ผา่ น

10. จากรูปข้อ 9 ถ้ากาหนดให้ R=47kΩ, C=0.1µF จงหาความถต่ี ัดของวงจร

ก. 33.85Hz ข. 67.7Hz ค. 338.5Hz ง. 676.95Hz

ตอนที2่ อธบิ ายใหไ้ ด้ใจความสมบูรณ์และแสดงวิธที าให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. วงจร RC อนิ ทเิ กรเตอรค์ ืออะไร มีหลกั การทางานอย่างไร อธิบาย
2. เวลาคงที่ของ RC ในวงจร RC อิรทเิ กรเตอร์เมื่อเปลี่ยนแปลงไปจะมีผลทาใหไ้ ดส้ ญั ญาณออกเอาต์พตุ เปน็
เช่นไร
3. วงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นแบบ RC คอื อะไร นาไปใช้ในหน้าทีอ่ ะไรบ้าง อธบิ าย

C=1500pF

Ei R Eo 4. จากรปู จงหาคา่ ความถต่ี ดั ของวงจร
20k

5. วงจร RC ดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอรค์ ืออะไร มีหลักการทางานอยา่ งไร อธิบาย

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น

ขอ้ 1 ข้อ2 ข้อ 3 ขอ้ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ขอ้ 8 ข้อ 9 ข้อ 10

95

15. แบบทดสอบหลงั เรยี น

หนว่ ยการสอนที่ 3. ชอื่ หนว่ ยการสอน อินทเิ กรเตอร์และดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

วัตถุประสงค์ เพ่อื ประเมินความรู้พนื้ ฐานเกีย่ วกบั อนิ ทิเกรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

ขอ้ คาถาม

ตอนท1่ี จงเลือกคาตอบท่ีถูกตอ้ งท่สี ุด

R 1. วงจรตามรูปหากนาไปใชง้ านกับความถ่ีคลื่นไซนจ์ ะเรยี กวา่
วงจรอะไร

Ei C EO ก. อินทิเกรเตอร์ ข. ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

ค. กรองความถี่ตา่ ผา่ น ง.กรองความถ่ีสูงผ่าน

2. จากรูปข้อ 1 ถ้าปอ้ นความถค่ี ลื่นส่ีเหล่ียมเขา้ มาวงจรน้ีมีช่อื เรยี กวา่ อะไร

ก. อนิ ทิเกรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ ค. กรองความถีต่ า่ ผ่าน ง.กรองความถ่ีสูงผ่าน

3. จากรปู ข้อ 1 ถ้ากาหนดให้ R=6.8kΩ,C=100pF จงหาค่าความถีต่ ดั ของวงจร

ก. 2.34kHz ข. 23.4kHz ค. 234kHz ง. 2.34MHz

4. จากรูปขอ้ 1 ถ้าป้อนความถ่ีคล่ืนสีเ่ หลยี่ มพัลสเ์ ขา้ วงจรจะไดร้ ูปคลื่นออกเอาต์พตุ แบบใด

ก. ข. ค. ง.

5. จากรูปมคี ุณสมบัตขิ องสัญญาณทีถ่ ูกต้องเป็นแบบใด

ก. สญั ญาณอินทเิ กรตเวลาคงทม่ี าก ข. สญั ญาณอินทิเกรตเวลาคงที่น้อย

ค. สัญญาณดฟิ เฟอเรนตเิ อดเวลาคงทมี่ าก ง. สัญญาณดิฟเฟอเรนตเิ อดเวลาคงทีน่ อ้ ย

Av 1

1.0 6. จากรูปจดุ ตัดของกราฟอยู่ทต่ี าแหน่งใด
0.707 2 ก. 1 ข. 2

3 ค. 3 ง. 4

0f
4

96

7. จากรปู ข้อที่ 6 กราฟทแ่ี สดงเป็นวงจรชนิดใด

ก. อินทเิ กรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ ค. กรองความถ่ีต่าผา่ น ง. กรองความถสี่ งู ผา่ น

8. จากรูปข้อท่ี 6 ทต่ี าแหนง่ จุดตัดมผี ลต่อวงจรตามค่าใด

ก. 1% ข. 0.707% ค. 0dB ง. -3dB

C

9. วงจรตามรปู ถ้าป้อนความถ่ีคล่นื สเ่ี หล่ียมเขา้ มา วงจรนมี้ ีชอื่ เรียกว่าอะไร

Ei R EO ก. อนิ ทเิ กรเตอร์ ข. ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
ค. กรองความถตี่ ่าผา่ น ง. กรองความถส่ี งู ผา่ น

10. จากรปู ขอ้ 9 ถา้ กาหนดให้ R=47kΩ, C=0.1µF จงหาความถ่ีตดั ของวงจร

ก. 33.85Hz ข. 67.7Hz ค. 338.5Hz ง. 676.95Hz

ตอนที่2 อธบิ ายใหไ้ ด้ใจความสมบูรณ์และแสดงวธิ ที าใหถ้ ูกต้องสมบรู ณ์
1. วงจร RC อินทเิ กรเตอร์คืออะไร มหี ลักการทางานอย่างไร อธิบาย
2. เวลาคงทีข่ อง RC ในวงจร RC อริ ทิเกรเตอร์เม่ือเปลยี่ นแปลงไปจะมีผลทาให้ไดส้ ญั ญาณออกเอาต์พุตเปน็
เชน่ ไร
3. วงจรกรองความถีส่ ูงผา่ นแบบ RC คอื อะไร นาไปใช้ในหน้าทอี่ ะไรบา้ ง อธบิ าย

C=1500pF

Ei R Eo 4. จากรูปจงหาค่าความถ่ตี ดั ของวงจร
20k

5. วงจร RC ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอรค์ ืออะไร มหี ลักการทางานอยา่ งไร อธิบาย

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น

ขอ้ 1 ขอ้ 2 ขอ้ 3 ขอ้ 4 ข้อ 5 ขอ้ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ขอ้ 9 ขอ้ 10

97

16. ใบความร้ทู ่ี 3

หนว่ ยการสอนท่ี 3 ช่ือหน่วยการสอน อนิ ทเิ กรเตอร์และดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

หวั ข้อเรื่อง อินทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

3.1 วงจรกรองและปรับแตง่ รปู คล่นื แบบ RC

วงจรกรองความถ่ี (Filter Circuit) แบบ RC เป็นวงจรท่ีทาหน้าที่กาหนดย่านความถี่ผ่านตาม

ต้องการโดยใช้ตัว R และตัว C มาประกอบวงจรร่วมกัน กาหนดค่าใช้งานตามต้องการ ทาให้วงจรสามารถ

กาหนดการกรองผา่ นยา่ นความถค่ี ลน่ื ไซน์ท่ีต้องการได้ ท้ังยา่ นความถ่ีตา่ และย่านความถ่สี งู

วงจรปรับแต่งรูปคลื่นสัญญาณ (Signal Wave Shaping Circuit) แบบ RC เป็นวงจรที่ทาหน้าท่ี

ปรบั เปลี่ยนรูปรา่ งสัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยม โดยใช้ตวั R และตัว C มาประกอบวงจรร่วมกันกาหนดค่าใชง้ านตาม

ต้องการ ทาให้วงจรสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างสัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยม ให้เปล่ียนแปลงไปเป็นคลื่นอินทิเกรต

หรือคลื่นดฟิ เฟอเรนชิเอตได้

การทางานของวงจรปรับแต่งรูปคล่ืนแบบ RC รูปคลื่นสัญญาณท่ีได้ออกมา ขึ้นอยู่กับค่าเวลาคงที่

ของวงจร RC (RC Time Constant) ท่ีต่อใช้งาน สามารถคานวณหาค่าได้ โดยนาค่าความต้านทานมีหน่วย

เป็นโอห์ม (Ω) คูณด้วยค่าความจุมีหน่วยเปน็ ฟารัด (F) ผลที่ได้ออกมาเป็นเวลาในหน่วยวินาที (s) ค่าเวลาคงท่ี

วงจร RC เป็นค่าเวลาที่ตัว C ประจุแรงดันเก็บไว้ภายในตัว มีค่าแรงดันประมาณ 63 % ของแรงดันสูงสุดที่

ป้อนเข้า เขียนเปน็ สมการได้ดงั นี้

 = RC s ……(3.1)

เมอื่ τ = คา่ เวลาคงท่ี หนว่ ย s

R = ความต้านทาน หน่วย Ω

C = ความจุ หน่วย F

ในวงจรเวลาคงที่ RC ตัว C จะสามารถประจแุ รงดันไดเ้ พียง 63 % ท่ีช่วงเวลาคงทีท่ ่ี 1(1τ) การจะ

ทาให้ตัว C จะประจุแรงดันได้ถึง 100 % จะต้องใช้ช่วงเวลาคงที่ถึง 5 ช่วงเวลา คือที่ช่วงเวลาคงที่ที่ 5 (5τ)

น้ัน หมายถึงว่า คุณสมบัติในการประจุแรงดันของตัว C ในวงจรเวลาคงที่ RC ต้องใช้ค่าเวลาคงที่ถึงช่วงเวลา

คงท่ีที่ 5 ตัว C ถึงจะประจุแรงดันได้ 100 % เขียนออกมาเป็นกราฟมาตรฐานของเวลาคงท่ี RC แสดงดังรูปท่ี

3.1

98

รูปท่ี 3.1 กราฟมาตรฐานของเวลาคงที่แบบ RC

3.2 วงจรกรองความถตี่ ่าผ่านแบบ RC

วงจรกรองความถี่ต่าผ่านแบบ RC (RC Low – Pass Filter Circuit) เปน็ วงจรกรองย่านความถี่ต่า
ผ่านแบบเบื้องต้น โดยอาศัยคุณสมบัติในการทางานของค่าอุปกรณ์ R และ C ท่ีใช้งานในการกาหนดย่าน
ความถ่ีต่าผ่านออกเอาต์พุตในย่านความถี่ท่ีกาหนด ถ้าความถี่ที่ป้อนเข้ามามีค่าสูงกว่าความถี่ท่ีกาหนดไวว้ งจร
ไม่ยอมให้ความถี่น้ันผ่านไปได้ ความถี่ที่ถูกกาหนดไม่ให้ผ่านเรียกว่า ความถ่ีตัด หรือความถ่ีคัตออฟ (Cutoff
Frequency) ลักษณะวงจรและกราฟแสดงการตอบสนองความถี่ของวงจรกรองความถี่ต่าผ่านแบบ RC แสดง
ดงั รูปที่ 3.2

(ก) วงจรกรองความถี่ต่าผา่ นแบบ RC (ข) กราฟแสดงการตอบสนองความถ่ตี ่าผ่าน
รปู ท่ี 3.2 วงจรกรองความถตี่ ่าผ่านแบบ RC และกราฟตอบสนองความถ่ี

99

จากรูปท่ี 3.2 แสดงวงจรความถ่ีต่าผ่านแบบ RC วงจรประกอบด้วยตัวต้านทาน (R) และตัวเก็บ
ประจุ (C ) ประกอบร่วมกันเป็นวงจรกรองความถ่ีต่าผ่านแบบผ่านโดยตรงหรือพาสซีพ (Passive) การเรียก
วงจรกรองลกั ษณะนี้วา่ วงจรกรองความถี่ตา่ ผ่าน เพราะเป็นวงจรท่ีใชง้ านกับสญั ญาณคลืน่ ไซน์ คุณสมบัติของ
สัญญาณคล่ืนไซน์ส่งผ่านวงจรกรองความถ่ีต่าผ่านแล้วรูปร่างคลื่นสัญญาณยังคงเดิมไม่ผิดเพ้ียนไป สัญญาณ
จ่ายออกเอาต์พุต EO คือสัญญาณท่ีตกคร่อมตัว C คุณสมบัติของตัว C ที่ความถ่ีต่าค่ารีแอกแตนซ์ของ C หรือ
XC สูง (ความต้านทานต้านต่อความถี่มีค่ามาก) ต้านความถ่ีคลื่นไซน์ไม่ให้ลงกราวด์ ความถี่ต่าถูกส่งออก
เอาต์พุตได้มาก เมื่อความถ่ีที่ป้อนเข้ามาค่อยๆ สูงขึ้นตามลาดับ ค่ารีแอกแตนซ์ของ C (XC) จะค่อยๆ ลดลง
(ความต้านทานต้านต่อความถส่ี ูงมีคา่ ค่อยๆ น้อยลง) ความแรงของสัญญาณความถ่ีสูงถูกผ่านลงกราวดม์ ากขึ้น
ส่งผ่านออกเอาต์พุตได้น้อยลง เมื่อความแรงของสัญญาณที่ส่งออกเอาต์พุตลดลงจนเหลือเพียง 70.7 % จาก
100 % หรือลดลงเหลือ 0.707 จาก 1 เรียกตาแหน่งน้ีว่าจุดตัดที่ความถ่ีสงู หรือจุดคัตออฟท่ีความถี่สูง (High
Frequency Cutoff Point) ค่าความถี่ที่กาหนดนี้เรียกว่าความถี่ตัดเป็นความถ่ีหยุดการทางาน ไม่มีความถ่ี
ดังกล่าวส่งผ่านออกเอาต์พุต ถ้าพิจารณาในรูปของค่าความดังในหน่วยเดซิเบล (dB) อัตราขยายสัญญาณออก
เอาต์พุตลดลงจาก 0dB ลงมาเป็น –3dB ณ จุดนี้ถือว่าเป็นจุดตัดของวงจรกรองความถี่ต่าผ่านวงจรกรอง
ความถี่ต่าผ่านดังกล่าวเป็นชนิดผ่านโดยตรง สัญญาณออกเอาต์พุตมีความแรงลดลงเม่ือความถ่ีส่งเข้ามามีค่า
สูงข้ึน ปกติอัตราขยายของวงจรเป็น 1 จะลดลงเหลือเพียง 0.707 เม่ือถึงความถ่ีตัด สามารถหาความสัมพันธ์
ของอตั ราขยายแรงดันและความถ่ตี ดั ของวงจรไดด้ งั นี้

เมอื่ AVL = อัตราขยายแรงดนั ของวงจรทีค่ วามถตี่ ่า
EO = แรงดนั คล่ืนไซน์ออกเอาต์พุต หน่วย V
Ei = แรงดนั คล่นื ไซนท์ างอินพุต หน่วย V
fU = ความถีใ่ ชง้ าน หน่วย Hz
fCH = ความถีต่ ดั ทีค่ า่ ความถส่ี ูง หน่วย Hz
R = คา่ ความตา้ นทานท่ใี ชใ้ นวงจร หน่วย Ω
C = คา่ ความจทุ ่ใี ชใ้ นวงจร หน่วย F

100

จากสมการที่ (3-2) ถ้ากาหนดความถ่ีใช้งาน (fU) เท่ากับความถี่ตัดท่ีค่าความถี่สูง (fCH) จะพบว่า
อตั ราขยายแรงดันของวงจรจะลดลงเหลอื เพยี ง 0.707 พอดี
ตวั อย่างท่ี 3.1 วงจรกรองความถตี่ ่าผา่ นแบบ RC ตามรปู ท่ี 3.3 จงหาค่าความถต่ี ดั ของวงจร

101

3.3 วงจร RC อนิ ทเิ กรเตอร์
วงจร RC อินทิเกรเตอร์ (RC Integrator) เป็นวงจรท่ีประกอบด้วยตัวต้านทาน (R) และตัวเก็บ

ประจุ (C) จัดวงจรทางานเหมือนกับวงจรกรองความถี่ต่าผา่ นแบบ RC ดังท่ีกล่าวไว้ในหัวข้อท่ี 3.2 แต่เรียกช่ือ
แตกต่างกนั เพราะนาไปใชง้ านกับสญั ญาณไฟฟา้ ในรูปคลน่ื สีเ่ หลี่ยม หรอื คล่นื พัลส์ วงจร RC อิทิเกรเตอรจ์ ะทา
ให้คลื่นสี่เหล่ียมท่ีส่งเข้ามาผ่านออกเอาต์พุตเกิดเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปกลายเป็นสัญญาณคลื่นอินทิเกรต จึง
เรียกวงจรนี้วา่ วงจร RC อนิ ทเิ กรเตอร์ ลักษณะวงจร RC อนิ ทเิ กรเตอรแ์ ละรูปคลืน่ สัญญาณ แสดงดังรูปที่ 3.4

(ก) วงจร (ข) รูปคลื่นสญั ญาณ

รปู ที่ 3.4 วงจร RC อินทเิ กรเตอร์

จากรูปท่ี 3.4 แสดงวงจร RC อินทิเกรเตอร์ มีสัญญาณป้อนเข้ามาทางอินพุต Ei เป็นคล่ืนสี่เหล่ียม
มุมฉาก หรือคลืน่ พัลส์ ไดค้ ลนื่ ออกเอาต์พุต EO เปน็ คลืน่ อนิ ทิเกรต ซ่ึงเกดิ จากคลื่นเอกซโ์ พเนนเชียลขาข้ึน กับ
คล่ืนเอกซ์โพเนนเชียลขาลงรวมกัน การเกิดผลท่ีทาให้รูปคล่ืนเปล่ียนแปลงรูปร่างไปนี้ มีสาเหตุมาจาก
คณุ สมบัตขิ องตัว C ในการประจแุ รงดัน และคายประจแุ รงดนั การทางานของวงจรอธิบายไดด้ ังนี้

ท่ีช่วงเวลา t0 ถึง t1 เป็นช่วงเวลาท่ีมีสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมพัลส์บวกป้อนเข้ามา ท่ีเวลา t0 ตัว C
เสมือนลัดวงจร แรงดนั พัลส์ท้งั หมดตกคร่อมตวั R ไม่มสี ญั ญาณออกเอาต์พุต EO เม่ือเวลาผ่านไปจาก t0 ถงึ t1
ตัว C เร่ิมประจุแรงดันค่อยๆ มากขึ้นเป็นลาดับ ลักษณะแรงดันท่ีประจุไว้ได้มีลักษณะแรงดันเป็นคล่ืนเอกซ์
โพเนนเชียลลาดขึ้น จนกระท่งั สญั ญาณคล่นื สี่เหล่ยี มพัลสอ์ ินพตุ หยุดการปอ้ นเข้าตวั C จึงหยดุ การประจุ แสดง
ได้ดังรปู ท่ี 3.4 (ข) ที่ EO ตาแหนง่ C ประจุ

ท่ีช่วงเวลา t1 ถึง t2 เป็นช่วงเวลาท่ีไม่มีสัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมพัลส์ป้อนเข้ามา ที่เวลา t1 แรงดัน
พัลส์อินพุตเปล่ียนแปลงจากพัลส์บวกเป็น 0 V จากช่วงเวลา t1 ไป t2 ไม่มีสัญญาณพัลส์ป้อนเข้ามาเสมือน
อินพุต Ei ลัดวงจร ทาให้ตัว C เร่ิมคายประจุผ่านตัว R ผ่านอินพุต Ei ครบวงจรที่ตัว C ลักษณะการคายประจุ
ของตัว C เป็นคลื่นเอกซ์โพเนนเชียลลาดลง จนกระท้ัง ตัว C คายประจุแรงดันหมดจึงหยุดการคายประจุ
แสดงได้ดังรูปท่ี 3.4 (ข) ที่ EO ตาแหนง่ C คายประจุ

ท่ีช่วงเวลา t2 ถึง t3 เป็นช่วงเวลาที่สัญญาณคล่ืนสี่เหล่ียมพัลส์บวกป้อนเข้ามาอีกคร้ัง หนึ่งท่ีเวลา
t2 แรงดันพลั สอ์ ินพุตเปล่ียนแปลงจาก 0 V เปน็ พัลส์บวก จากช่วงเวลา t2 ไป t3 ตวั C เรมิ่ ประจุแรงดนั เพ่ิมข้ึน

102
อีกครั้ง ได้สัญญาณออกเอาต์พุตเหมือนกับช่วงเวลา t0 ถึง t1 และท่ีช่วงเวลา t3 ถึง t4 เป็นช่วงเวลาที่ไม่มี
สญั ญาณคลนื่ ส่เี หลีย่ มพลั ส์ป้อนเขา้ มาตัว C เร่มิ คายประจผุ า่ นตัว R อีกคร้งั ได้สัญญาณออกเอาตพ์ ตุ เหมือนกับ
ช่วงเวลา t1 ถึง t2

การทางานของวงจรเป็นเช่นน้ีเรอื่ ยไป ได้สัญญาณออกเอาต์พุต EO เป็นรูปคลื่นอินทิเกรตแสดงได้
ดังรูปที่ 3.4 (ข) ที่เอาต์พุต EO ตาแหน่ง C ประจุรวมกับตาแหน่ง C คายประจุ สัญญาณอินทิเกรตที่ออก
เอาต์พุตอาจมีรูปร่างแตกต่างกันไปบ้าง ข้ึนอยู่กับค่าเวลาคงท่ี RC ของวงจร RC อินทิเกรเตอร์ที่มีค่ามากน้อย
เปลย่ี นแปลงไป คือใช้คา่ R และคา่ C มาประกอบรว่ มวงจรแตกต่างกนั เวลาคงท่ี RC ทเี่ ปล่ยี นแปลงไปมีผลต่อ
เวลาการประจุและการคายประจุของตัว C ในวงจรการประจุและการคายประจุของตัว C เปลี่ยนแปลง ทาให้
รูปคล่ืนสัญญาณที่ออกเอาต์พุต EO เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปล่ียนแปลงของสัญญาณเอาต์พุต EO ดังกล่าว
แบ่งออกมาไดต้ ามคา่ เวลาคงที่ของวงจรแบง่ เป็น 3 ชนิด คือเวลาคงท่นี ้อย (Short Time Constant) เวลาคงที่
ปานกลาง (Medium Time Constant) และเวลาคงท่ีมาก (Long Time Constant) คลื่นสัญญาณอินทิเกรต
มีเวลาคงทีแ่ ตกต่างกัน แสดงได้ดังรปู ท่ี 3.5

จากรูปท่ี 3.5 แสดงคล่ืนสัญญาณอินทิเกรตมีเวลาคงท่ีแตกต่างกัน ค่าเวลาคงท่ีมีค่ามากหรือน้อย
กาหนดได้ดังนี้

เวลาคงที่น้อย เป็นเวลาคงที่ที่มีค่าช่วงเวลาพัลส์เป็น 10 เท่า หรือมากกว่า 10 เท่าของช่วงเวลา
คงท่ีของวงจร RC อินทิเกรเตอร์ โดยใช้ค่า R และค่า C ในวงจรน้อย ตัว C ประจุแรงดันได้เร็ว เกิดแรงดันตก
ครอ่ มตวั C ถึงคา่ สงู สดุ เรว็ ได้รูปคลื่นสญั ญาณออกเอาต์พตุ EO เกิดความผิดเพ้ยี นไปน้อย

103

เวลาคงที่ปานกลาง เป็นเวลาคงท่ีที่มีช่วงเวลาพัลส์อยู่ระหว่าง 0.1 เท่า ถึง 10 เท่าของช่วงเวลา
คงที่ของวงจร RC อินทิเกรเตอร์ โดยใช้ค่า R และค่า C ในวงจรมากข้ึนปานกลาง ตัว C ประจุแรงดันได้ช้าลง
เกดิ แรงดันตกคร่อมตัว C ถงึ คา่ สงู สุดชา้ ลง ได้รูปคล่นื สญั ญาณออกเอาต์พุต EO เกิดความผิดเพี้ยนไปมากข้ึน

เวลาคงท่ีมาก เป็นเวลาคงท่ีที่มีช่วงเวลาพัลส์ไม่เกิน 0.1 เท่า หรือน้อยกว่า 0.1 เท่า ของช่วงเวลา
คงที่ของวงจร RC อินทิเกรเตอร์ โดยใช้ค่า R และค่า C ในวงจรมากข้ึนมากๆ ตัว C ประจุแรงดันได้ย่ิงช้าลง
เกิดแรงดันตกคร่อมตัว C ถึงค่าสูงสุดได้ช้ามากๆ หรือประจุแรงดันไม่ถึงค่าสูงสุด ได้รูปคลื่นสัญญาณออก
เอาต์พุต EO เกิดความผิดเพี้ยนไปอย่างมาก เปลี่ยนแปลงรูปคลื่นจากคล่ืนเอกซ์โพเนนเชียลเป็นคล่ืนเอียง ได้
ลักษณะรูปคลืน่ ออกมาเป็นคลน่ื สามเหล่ียม มรี ะดบั แรงดันออกเอาตพ์ ุตต่า

104

17. ใบงานที่ 3

หนว่ ยการสอนที่ 3 ช่อื หนว่ ยการสอน อนิ ทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
หัวข้อเร่อื ง วงจรลดรปู สญั ญาณและวงจรแปลงรูปสัญญาณ

ใบปฏบิ ตั งิ าน 3.1 วงจรอนิ ทิเกรเตอร์

จุดประสงค์

1. ประกอบวงจรอินทเิ กรเตอรไ์ ด้

2. ใชอ้ อสซลิ โลสโคปในการปฏบิ ัตงิ านได้

3. อ่านค่าและเขยี นคา่ สัญญาณท่วี ดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้

4. เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทางานกลมุ่

เครื่องมอื และอุปกรณ์

1. เคร่ืองกาเนดิ สญั ญาณหลายแบบ 1 เครื่อง

2. ออสซิลโลสโคปชนดิ 2 เสน้ ภาพพร้อมสายวัด 1 เครอื่ ง

3. ตัวต้านทาน 1kΩ; 0.5W 1 ตัว

4. ตวั เก็บประจุ 0.033µF, 0.68µF, 2.2µF ; 25V ค่าละ 1 ตัว

5. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชดุ

ลาดับขนั้ ตอนการทดลอง

1. ประกอบวงจรตามรปู ที่ 3.1

R=1k ออส ิลโลสโคป

เคร่ืองกาเนิด Ei C EO CH1 CH2
สญั ญาณหลายแบบ O/P 0.033µF

รปู ท่ี 3.1 วงจรอนิ ทเิ กรเตอร์
2. ปรับเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปท่ีคล่ืนสี่เหลี่ยมความถี่ 1kHz ปรับความแรงสัญญาณ
ประมาณ 50% ปอ้ นเข้าท่อี ินพุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคปวัดท่ี
อินพุต Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดท่ีเอาต์พุต EO วัดรูปคลื่นสัญญาณและระดับความแรง
สญั ญาณ ทง้ั อินพุต Ei และเอาตพ์ ตุ EO บนั ทกึ ค่าไวใ้ นรปู ที่ 3.2

105

Ei = VP-P 0

E0= VP-P 0

รูปที่ 3.2 สญั ญาณ Ei และ EO ของวงจรอินทเิ กรเตอร์ที่ R=1kΩ, C=0.033µF
4. เปล่ียนค่าความต้านทานและค่าความจุดังนี้ R=1kΩ, C=0.68µF ชุดหน่ึงและ R=1kΩ, C=2.2µF
อีกชุดหนึ่งตามลาดับ วดั และบนั ทึกคา่ รูปคล่ืนสญั ญาณและระดบั ความแรงสัญญาณ ทัง้ อินพุต Ei และเอาต์พุต
EO บนั ทกึ ค่าไว้ในรปู ที่ 3.3

Ei = V.. P-P 0

E01 = V.. P-P 0

(R=1k , C=0.68µF)

E02 = V.. P-P 0

(R=1k , C=2.2µF)

รูปท่ี 3.3 สญั ญาณ Ei และ EO ของวงจรอนิ ทเิ กรเตอร์ท่ี R=1kΩ, C=0.68µF และ C=2.2µF

106

5. อา่ นชว่ งเวลาการเก็บประจุ และคายประจขุ อง C ท่ีเอาต์พุต EO ทัง้ 2 คา่
ทีค่ า่ EO1 ช่วงเวลา C ประจุ = …………………… s, ชว่ งเวลา C คายประจุ = ................................. s
ที่ค่า EO2 ช่วงเวลา C ประจุ = …………………… s, ชว่ งเวลา C คายประจุ = ................................. s
สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คาถามและการวเิ คราะห์
1. คลื่นสเ่ี หล่ยี มทป่ี ้อนเขา้ วงจรอนิ ทเิ กรเตอร์ จะได้คลื่นสัญญาณส่งออกเอาต์พุตเกิดการเปล่ียนแปลงรูปร่างไป
เป็นอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การปรับเปล่ียนค่าความจุ C ให้มีค่ามากน้อยในวงจรอินทิเกรเตอร์ มีผลทาให้รูปร่างคลื่นส่ีเหลี่ยมส่งออก
เอาตพ์ ุตเป็นอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

107

18. แบบประเมนิ ผล

แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน

ชอ่ื กลุม่ ……………………………………………ชั้น………………………ห้อง............................
รายช่ือสมาชกิ

1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขท…่ี ….

3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…่ี ….

ท่ี รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1

1 เนอื้ หาสาระครอบคลมุ ชัดเจน (ความรู้เกยี่ วกับเนอื้ หา ความถกู ต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้า)

2 รปู แบบการนาเสนอ

3 การมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกในกลมุ่

4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาให้ผู้ฟังมีความ

สนใจ

รวม

ผู้ประเมิน…………………………………………………

เกณฑก์ ารให้คะแนน

1. เนื้อหาสาระครอบคลมุ ชัดเจนถกู ตอ้ ง

3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถ้วนถกู ต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์

2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แตต่ รงตามจดุ ประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ กู ต้อง ไม่ตรงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ

3 คะแนน = มรี ูปแบบการนาเสนอท่เี หมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ท่แี ปลกใหม่ ใช้สือ่ และเทคโนโลยี

ประกอบการ นาเสนอทนี่ ่าสนใจ นาวัสดใุ นทอ้ งถิน่ มาประยุกตใ์ ชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ และ

ประหยดั

2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอท่ีแปลกใหม่ ใช้ส่อื และเทคโนโลยีประกอบการนาเสนอท่ีน่าสนใจ

แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วัสดุในทอ้ งถนิ่

1 คะแนน = เทคนคิ การนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ

3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลมุ่
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมกลมุ่

2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญม่ บี ทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลุ่ม

1 คะแนน = สมาชิกสว่ นน้อยมีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลมุ่

4. ความสนใจของผู้ฟงั

3 คะแนน = ผู้ฟังมากกวา่ รอ้ ยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ

2 คะแนน = ผฟู้ งั รอ้ ยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื

1 คะแนน = ผฟู้ งั นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70 สนใจ และให้ความรว่ มมือ

108

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ

ช่ือกลุม่ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชอ่ื สมาชิก

1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขที่…….

ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคดิ เหน็
321
1 การกาหนดเปา้ หมายร่วมกนั
2 การแบง่ หนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 การปฏบิ ตั หิ น้าท่ที ี่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน

รวม

ผู้ประเมนิ …………………………………………………
วันที่…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเปา้ หมายรว่ มกนั
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอย่างชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีสว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชกิ ส่วนน้อยมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
2. การหน้าทรี่ ับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แต่ไมต่ รงตามความสามารถ และมสี ื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพร้อมเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่วั ถึงและมสี อ่ื / อปุ กรณ์ไมเ่ พยี งพอ
3. การปฏบิ ตั ิหน้าท่ีทไี่ ด้รบั มอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย และตามเวลาทกี่ าหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย แตช่ ้ากวา่ เวลาทีก่ าหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเปา้ หมาย
4. การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน
3 คะแนน = สมาชกิ ทกุ คนรว่ มปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นร่วมปรกึ ษาหารือ แตไ่ มป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ว่ นรว่ มไม่มสี ่วนรว่ มปรกึ ษาหารือ และปรับปรงุ งาน

109

19. แบบฝึกหดั

แบบฝกึ หดั ท้ายหน่วยท่ี 3
อนิ ทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
คาสัง่ อธบิ ายให้ได้ใจความสมบรู ณแ์ ละแสดงวธิ ที าใหถ้ ูกต้องสมบรู ณ์
1. วงจร RC อินทิเกรเตอร์คอื อะไร มหี ลกั การทางานอย่างไร อธิบาย
2. ค่าเวลาคงทีข่ อง RC ในวงจร RC อินทิเกรเตอรเ์ มื่อเปล่ียนแปลงไปจะมีผลทาให้ได้สญั ญาณออกเอาต์พุตเป็น
เชน่ ไร
3. วงจรกรองความถี่สูงผ่านแบบ RC คอื อะไร นาไปใชใ้ นหน้าที่อะไรบา้ ง อธบิ าย
4. จากรปู จงหาคา่ ความถ่ีตัดของวงจร

5. วงจร RC ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรค์ ืออะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบาย

110

20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ

5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี

10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด

ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย

20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม

= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย

111

20.2 ปัญหาทพี่ บ และแนวทางแก้ปญั หา

ปัญหาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา

ด้านการเตรียมการสอน

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นสือ่ นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นการวัดประเมนิ ผล

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นอื่น ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ข้อ ๆ)

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ลงชอื่ ........................................................................ ครูผูส้ อน
(นายปฏิพาน สนี าบญุ )
ตาแหนง่ ครพู ิเศษสอน

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 112
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

113

แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ

และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

รหัสวิชา 20105-2006 วชิ า วงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง

หน่วยท่ี 3 ช่ือหนว่ ย อินทรเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

ชอ่ื เรื่อง อินทรเิ กรเตอร์และดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ จานวน 4 ช่ัวโมง

1. สาระสาคญั

วงจรปรับแต่งรูปคลื่นสัญญาณ (Signal Wave Shaping Circuit) แบบ RC เป็นวงจรที่ทาหน้าที่

ปรบั เปล่ยี นรปู ร่างสัญญาณคล่นื ส่ีเหลี่ยม โดยใชต้ ัว R และตัว C มาประกอบวงจรร่วมกันกาหนดค่าใช้งานตาม

ต้องการ ทาให้วงจรสามารถปรับเปล่ียนรูปร่างสัญญาณคล่ืนสี่เหล่ียม ให้เปล่ียนแปลงไปเป็นคลื่นอินทิเกรต

หรือคลน่ื ดฟิ เฟอเรนชิเอตได้

2. สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย

ดา้ นความรู้

1. บอกลกั ษณะวงจรอนิ ทิเกรเตอรแ์ ละวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ได้

2. อธบิ ายหลักการทางานของวงจร RC อินทิเกรเตอรไ์ ด้

3. อธิบายหลักการทางานวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรไ์ ด้

4. คานวณหาความถต่ี ัดของวงจรกรองความถส่ี งู ผ่านแบบ RC ได้

ด้านทกั ษะและการประยุกตใ์ ช้

1. ตอ่ วงจรอนิ ทิเกรเตอรแ์ ละวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอรต์ ามแบบท่ีกาหนดให้ได้

2. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดค่าสญั ญาณของอินทเิ กรเตอรแ์ ละวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ได้

3. อ่านคา่ และบนั ทึกค่าสัญญาณทว่ี ดั ด้วยออสซลิ โลสโคปได้

ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ

พอเพียง

1. รู้ประโยชนค์ วามร่วมมือร่วมใจในการทางาน

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 จุดประสงคท์ ่ัวไป

1. เพอ่ื ให้มีความร้คู วามเข้าใจเก่ียวกบั วงจรกรองและปรับแตง่ รูปคลนื่ แบบ RC
2. เพ่อื ใหม้ ที กั ษะในการใช้งานวงจร RC ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
3. สามารถนาความรูเ้ รือ่ งอนิ ทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชิเอเตอรไ์ ปประยกุ ต์ใช้
3.2 จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม
1. บอกลกั ษณะวงจรอินทิเกรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรไ์ ด้ (ดา้ นพทุ ธพิ ิสัย)
2. อธบิ ายหลักการทางานของวงจร RC อินทเิ กรเตอรไ์ ด้ (ด้านพุทธิพิสยั )

114

3. อธบิ ายหลักการทางานวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ได้ (ดา้ นพุทธิพสิ ัย)
4. คานวณหาความถ่ตี ัดของวงจรกรองความถส่ี ูงผ่านแบบ RC ได้ (ด้านพุทธิพสิ ยั )
5. ตอ่ วงจรอนิ ทิเกรเตอรแ์ ละวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ตามแบบทก่ี าหนดให้ได้ (ด้านทักษะพิสยั )
6. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดค่าสัญญาณของอินทิเกรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้ (ด้านทักษะ
พสิ ยั )
7. อ่านค่าและบันทกึ ค่าสัญญาณทวี่ ดั ด้วยออสซลิ โลสโคปได้ (ดา้ นทักษะพสิ ัย)
8. รูป้ ระโยชนค์ วามรว่ มมือรว่ มใจในการทางาน (ด้านจิตพสิ ัย)

4. เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ด้านความรู้
1. วงจรกรองและปรับแต่งรปู คล่ืนแบบ RC
2. วงจรกรองความถี่ต่าผา่ นแบบ RC
3. วงจร RC อินทเิ กรเตอร์
4. วงจรกรองความถสี่ ูงผา่ นแบบ RC
5. วงจร RC ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
6. บทสรุป

4.2 ด้านทักษะหรือปฏิบัติ
1. การทดลองท่ี 3 อนิ ทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
2. แบบทดสอบบทท่ี 3

4.3 ดา้ นคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพียง
1. ใช้เคร่ืองมือในการทดสอบไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรยี นรู้

ขนั้ ตอนการสอนหรอื กิจกรรมครู ขน้ั ตอนการเรียนหรอื กจิ กรรมของผ้เู รยี น

ขั้นเตรยี ม(10 นาที) ขัน้ เตรยี ม(10 นาที)

1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวชิ า 1. ผ้เู รยี นเตรยี มหนังสือและฟังผู้สอนแนะนารายวิชา

วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้กับวิชา

วงจรพัลสแ์ ละสวติ ชงิ วงจรพลั ส์และสวิตชงิ

2. ผู้สอนชี้แจงเร่ืองที่จะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเรื่องท่ีจะศึกษาและ

พฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 3 เร่ือง อินทิเกรเตอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 3 เรื่อง

และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ อินทิเกรเตอร์และดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์

115

ขน้ั การสอน(210 นาที) ขน้ั การสอน(210 นาที)

1. ผสู้ อนอธบิ ายเนื้อหาวชิ าวงจรพลั ส์และสวิตชิง 1. ผเู้ รียนฟังผสู้ อนอธิบายเนื้อหาวชิ าวงจรพัลส์

หน่วยที่ 3 เร่อื ง อินทเิ กรเตอร์และดฟิ เฟอเรนชเิ อ และสวิตชงิ หน่วยที่ 3 เรอ่ื ง อินทเิ กรเตอร์และดิฟ

เตอร์ เฟอเรนชเิ อเตอร์

2. ผสู้ อนใหผ้ ู้เรยี นเปดิ หนงั สอื เรียนวงจรพลั สแ์ ละสวิ 2. ผูเ้ รียนเปดิ หนงั สอื เรยี นวิชาวงจรพัลส์และสวิตชิง

ตชงิ หนว่ ยท่ี 3 เร่ือง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิ หนว่ ยท่ี 3 อนิ ทิเกรเตอร์และดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์

เอเตอร์และอธิบายเนอ้ื หาใหผ้ ู้เรียนฟงั และฟงั ผู้สอนอธิบายเนื้อหา

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาใบงานที่ 3 อินทิเกรเตอร์ 3. ผู้เรียนทาใบงานท่ี 3 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอ

และดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ เรนชเิ อเตอร์

ขนั้ สรุป(20 นาที) ขน้ั สรปุ (20 นาที)

1. ผู้สอนให้ผเู้ รียนทาแบบฝกึ หดั หนว่ ยท่ี 3 1. ผูเ้ รยี นร่วมกนั สรุปเนอ้ื หาท่ีไดเ้ รยี นให้มีความ

2. ผู้สอนและผเู้ รียนรว่ มกันสรุปเนื้อในหนว่ ยเรียนท่ี เข้าใจในทิศทางเดียวกัน

3 เร่ือง อนิ ทิเกรเตอรแ์ ละดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ 2. ผ้เู รยี นทาแบบฝกึ หัดหน่วยที่ 3

3. ผ้เู รยี นศกึ ษาเพ่ิมเตมิ นอกห้องเรียน ด้วย

PowerPoint ที่จดั ทาข้ึน

6. สอ่ื การเรียนการสอน/การเรยี นรู้

6.1 สอื่ สง่ิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชิง
2. ใบงานท่ี 3 อินทเิ กรเตอรแ์ ละดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์
3. แบบฝึกหัดหน่วยท่ี 3
4. หนังสอื เรียนวชิ า วงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง

6.2 สอื่ โสตทศั น์
1. Power Point เร่ืองอินทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

6.3 สื่อของจริง
1. อุปกรณจ์ ากการทดลองใบงานท่ี 3

7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา

1. หอ้ งสมดุ วิทยาลยั เทคนิคสว่างแดนดิน
2. ห้องอินเตอรเ์ น็ตวิทยาลัยเทคนคิ สวา่ งแดนดิน

116

7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา

1. ห้องสมดุ เฉลิมพระเกียรติอาเภอสวา่ งแดนดิน
2. ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกมุ ารีอาเภอสวา่ งแดนดิน

8. งานท่มี อบหมาย

8.1 ก่อนเรียน
1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

8.2 ขณะเรยี น
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทที่ 3 เรื่อง อินทเิ กรเตอรแ์ ละดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์
2. รายงานผลหนา้ ชั้นเรยี น
3. ปฏิบตั ิใบปฏบิ ัตงิ านที่ 3 เรอ่ื ง อินทเิ กรเตอร์และดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์
4. สรปุ ผลการทดลอง

8.3 หลังเรียน
1. ทาแบบฝึกหดั บทที่ 3

9. ผลงาน/ช้ินงาน ท่ีเกิดจากการเรียนรขู้ องผเู้ รียน

1. แบบฝึกหดั บทท่ี 3 ใบปฏิบตั งิ านท่ี 3
2. ตรวจผลงาน

10. เอกสารอา้ งองิ

1. พันธศ์ ักดิ์ พุฒิมานิตพงศ.์ วงจรพัลสแ์ ละสวติ ชิง. : ศนู ยส์ ่งเสรมิ อาชีวะ (ศสอ)

11. การบูรณาการ/ความสมั พันธ์กับรายวิชาอ่ืน

1. บรู ณาการกบั วชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสสลับ
2. บูรณาการกบั วิชาอุปกรณอ์ ิเลก็ ทรอนกิ ส์และวงจร

12. หลักการประเมนิ ผลการเรียน

12.1 กอ่ นเรยี น
1. ความร้เู บอ้ื งต้นกอ่ นการเรียนการสอน

12.2 ขณะเรียน
1. สงั เกตการทางาน

12.3 หลังเรยี น
1. ตรวจแบบฝึกหัดหนว่ ยที่ 3
2. ตรวจใบงานท่ี 3

13. รายละเอียดการประเมินผลการเรียน

จดุ ประสงค์ข้อที่ 1 บอกลักษณะวงจรอนิ ทเิ กรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรไ์ ด้

117

1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกลักษณะวงจรอนิ ทเิ กรเตอร์และวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรไ์ ด้
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกลกั ษณะวงจรอนิ ทิเกรเตอรแ์ ละวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 อธบิ ายหลักการทางานของวงจร RC อนิ ทิเกรเตอรไ์ ด้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธิบายหลักการทางานของวงจร RC อนิ ทเิ กรเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธิบายหลกั การทางานของวงจร RC อนิ ทเิ กรเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 3 อธบิ ายหลักการทางานวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรไ์ ด้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธิบายหลกั การทางานวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธิบายหลกั การทางานวงจรดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 4 คานวณหาความถีต่ ัดของวงจรกรองความถี่สูงผา่ นแบบ RC ได้
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถคานวณหาความถ่ตี ดั ของวงจรกรองความถ่สี งู ผา่ นแบบ RC ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : คานวณหาความถตี่ ัดของวงจรกรองความถ่ีสงู ผ่านแบบ RC ได้ จะได้ 1.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ท่ี 5 ตอ่ วงจรอนิ ทิเกรเตอร์และวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอรต์ ามแบบท่ีกาหนดให้ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถต่อวงจรอินทเิ กรเตอรแ์ ละวงจรดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอรต์ ามแบบที่กาหนดใหไ้ ด้
4. เกณฑ์การผา่ น : ต่อวงจรอินทเิ กรเตอรแ์ ละวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรต์ ามแบบท่ีกาหนดใหไ้ ด้ จะได้ 1
คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ที่ 6 อ่านค่าและบันทึกค่าสัญญาณที่วัดดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอา่ นค่าและบนั ทึกคา่ สัญญาณที่วดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้
4. เกณฑ์การผ่าน : อา่ นคา่ และบนั ทกึ คา่ สัญญาณทว่ี ัดดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้ จะได้ 1.5 คะแนน

118

14. แบบทดสอบก่อนเรยี น

หนว่ ยการสอนที่ 3. ช่ือหน่วยการสอน อนิ ทิเกรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

วตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ ประเมินความรู้พนื้ ฐานเก่ยี วกบั อนิ ทิเกรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

ขอ้ คาถาม

ตอนที1่ จงเลือกคาตอบทีถ่ ูกตอ้ งท่ีสุด

R 1. วงจรตามรปู หากนาไปใช้งานกับความถคี่ ลื่นไซนจ์ ะเรยี กวา่
วงจรอะไร

Ei C EO ก. อนิ ทิเกรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์

ค. กรองความถ่ีต่าผา่ น ง.กรองความถีส่ ูงผา่ น

2. จากรูปข้อ 1 ถ้าปอ้ นความถ่คี ลนื่ สเ่ี หล่ยี มเขา้ มาวงจรน้มี ีชื่อเรียกวา่ อะไร

ก. อนิ ทเิ กรเตอร์ ข. ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ ค. กรองความถ่ีตา่ ผา่ น ง.กรองความถ่ีสูงผ่าน

3. จากรูปข้อ 1 ถ้ากาหนดให้ R=6.8kΩ,C=100pF จงหาคา่ ความถ่ีตัดของวงจร

ก. 2.34kHz ข. 23.4kHz ค. 234kHz ง. 2.34MHz

4. จากรูปขอ้ 1 ถ้าป้อนความถี่คลน่ื สเี่ หลยี่ มพลั ส์เขา้ วงจรจะไดร้ ปู คลื่นออกเอาต์พุตแบบใด

ก. ข. ค. ง.

5. จากรปู มีคุณสมบตั ิของสญั ญาณท่ถี ูกต้องเปน็ แบบใด

ก. สญั ญาณอนิ ทิเกรตเวลาคงที่มาก ข. สญั ญาณอนิ ทิเกรตเวลาคงทน่ี อ้ ย

ค. สญั ญาณดฟิ เฟอเรนติเอดเวลาคงท่มี าก ง. สัญญาณดิฟเฟอเรนติเอดเวลาคงที่นอ้ ย

Av 1

1.0 6. จากรปู จุดตัดของกราฟอยู่ทีต่ าแหน่งใด
0.707 2 ก. 1 ข. 2

3 ค. 3 ง. 4

0f
4

119

7. จากรูปข้อที่ 6 กราฟทีแ่ สดงเป็นวงจรชนดิ ใด

ก. อนิ ทิเกรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์ ค. กรองความถี่ต่าผ่าน ง. กรองความถ่สี ูงผา่ น

8. จากรปู ขอ้ ท่ี 6 ที่ตาแหน่งจุดตัดมผี ลตอ่ วงจรตามคา่ ใด

ก. 1% ข. 0.707% ค. 0dB ง. -3dB

C

9. วงจรตามรูปถา้ ปอ้ นความถ่ีคลืน่ สเ่ี หลี่ยมเขา้ มา วงจรนม้ี ีชื่อเรียกวา่ อะไร

Ei R EO ก. อนิ ทิเกรเตอร์ ข. ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
ค. กรองความถต่ี า่ ผ่าน ง. กรองความถี่สงู ผ่าน

10. จากรูปข้อ 9 ถา้ กาหนดให้ R=47kΩ, C=0.1µF จงหาความถ่ีตดั ของวงจร

ก. 33.85Hz ข. 67.7Hz ค. 338.5Hz ง. 676.95Hz

ตอนท่ี2 อธิบายให้ได้ใจความสมบรู ณ์และแสดงวธิ ที าใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์
1. วงจร RC อินทิเกรเตอร์คืออะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบาย
2. เวลาคงทีข่ อง RC ในวงจร RC อริ ทิเกรเตอร์เมื่อเปลีย่ นแปลงไปจะมผี ลทาให้ไดส้ ญั ญาณออกเอาต์พตุ เปน็
เชน่ ไร
3. วงจรกรองความถสี่ งู ผ่านแบบ RC คืออะไร นาไปใช้ในหน้าทีอ่ ะไรบา้ ง อธบิ าย

C=1500pF

Ei R Eo 4. จากรูปจงหาค่าความถ่ีตัดของวงจร
20k

5. วงจร RC ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอรค์ ืออะไร มหี ลักการทางานอยา่ งไร อธบิ าย

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน

ขอ้ 1 ข้อ2 ข้อ 3 ข้อ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ขอ้ 7 ขอ้ 8 ขอ้ 9 ข้อ 10

120

15. แบบทดสอบหลงั เรยี น

หนว่ ยการสอนท่ี 3. ชื่อหนว่ ยการสอน อินทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

วตั ถปุ ระสงค์ เพื่อ ประเมินความรู้พนื้ ฐานเก่ยี วกับอนิ ทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

ขอ้ คาถาม

ตอนที1่ จงเลือกคาตอบท่ีถูกตอ้ งท่ีสุด

R 1. วงจรตามรปู หากนาไปใช้งานกับความถคี่ ลื่นไซนจ์ ะเรยี กวา่
วงจรอะไร

Ei C EO ก. อนิ ทิเกรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์

ค. กรองความถ่ตี า่ ผา่ น ง.กรองความถีส่ ูงผา่ น

2. จากรูปข้อ 1 ถ้าป้อนความถคี่ ลนื่ สเ่ี หล่ยี มเขา้ มาวงจรนี้มีชอ่ื เรียกวา่ อะไร

ก. อนิ ทเิ กรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์ ค. กรองความถตี่ ่าผ่าน ง.กรองความถ่ีสูงผ่าน

3. จากรูปขอ้ 1 ถ้ากาหนดให้ R=6.8kΩ,C=100pF จงหาค่าความถีต่ ัดของวงจร

ก. 2.34kHz ข. 23.4kHz ค. 234kHz ง. 2.34MHz

4. จากรูปข้อ 1 ถ้าป้อนความถี่คล่ืนสเี่ หลยี่ มพลั ส์เข้าวงจรจะได้รูปคลนื่ ออกเอาต์พุตแบบใด

ก. ข. ค. ง.

5. จากรูปมีคุณสมบตั ิของสญั ญาณท่ถี ูกต้องเป็นแบบใด

ก. สญั ญาณอนิ ทิเกรตเวลาคงที่มาก ข. สัญญาณอินทเิ กรตเวลาคงทน่ี อ้ ย

ค. สญั ญาณดฟิ เฟอเรนติเอดเวลาคงท่มี าก ง. สญั ญาณดิฟเฟอเรนติเอดเวลาคงที่น้อย

Av 1

1.0 6. จากรปู จุดตัดของกราฟอยู่ท่ตี าแหนง่ ใด
0.707 2 ก. 1 ข. 2

3 ค. 3 ง. 4

0f
4

121

7. จากรูปข้อที่ 6 กราฟทแ่ี สดงเป็นวงจรชนดิ ใด

ก. อนิ ทิเกรเตอร์ ข. ดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์ ค. กรองความถี่ต่าผ่าน ง. กรองความถ่สี ูงผา่ น

8. จากรปู ขอ้ ท่ี 6 ที่ตาแหน่งจุดตัดมีผลต่อวงจรตามคา่ ใด

ก. 1% ข. 0.707% ค. 0dB ง. -3dB

C

9. วงจรตามรูปถา้ ปอ้ นความถ่ีคลืน่ สเ่ี หลี่ยมเขา้ มา วงจรนม้ี ีชื่อเรียกวา่ อะไร

Ei R EO ก. อินทิเกรเตอร์ ข. ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
ค. กรองความถต่ี า่ ผ่าน ง. กรองความถี่สงู ผ่าน

10. จากรูปข้อ 9 ถา้ กาหนดให้ R=47kΩ, C=0.1µF จงหาความถ่ีตดั ของวงจร

ก. 33.85Hz ข. 67.7Hz ค. 338.5Hz ง. 676.95Hz

ตอนท2ี่ อธิบายให้ได้ใจความสมบรู ณ์และแสดงวธิ ที าใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์
1. วงจร RC อินทิเกรเตอร์คืออะไร มหี ลกั การทางานอยา่ งไร อธิบาย
2. เวลาคงทีข่ อง RC ในวงจร RC อริ ทิเกรเตอร์เมื่อเปลีย่ นแปลงไปจะมผี ลทาให้ไดส้ ญั ญาณออกเอาต์พตุ เปน็
เชน่ ไร
3. วงจรกรองความถสี่ งู ผ่านแบบ RC คืออะไร นาไปใช้ในหน้าทีอ่ ะไรบา้ ง อธบิ าย

C=1500pF

Ei R Eo 4. จากรูปจงหาค่าความถ่ีตัดของวงจร
20k

5. วงจร RC ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอรค์ ืออะไร มีหลักการทางานอยา่ งไร อธบิ าย

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น

ขอ้ 1 ขอ้ 2 ข้อ 3 ขอ้ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ขอ้ 7 ขอ้ 8 ขอ้ 9 ข้อ 10

122

16. ใบความรู้ที่ 3

หน่วยการสอนท่ี 3 ชื่อหนว่ ยการสอน อนิ ทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
หัวข้อเรอื่ ง อนิ ทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

3.4 วงจรกรองความถส่ี งู ผา่ นแบบ RC

วงจรกรองความถ่ีสูงผ่านแบบ RC (RC High – Pass Filter Circuit) เป็นวงจรกรองยา่ นความถ่ีสงู
ผ่านแบบเบื้องต้น โดยอาศัยคุณสมบัติในการทางานของค่าอุปกรณ์ R และ C ที่ใช้งานในการกาหนดย่าน
ความถ่ีสูงผ่านออกเอาต์พุตในย่านความถี่ท่ีกาหนด ถ้าความถ่ีที่ป้อนเข้ามามีค่าต่ากว่าความถี่ท่ีกาหนดไวว้ งจร
ไม่ยอมให้ความถี่น้ันผ่านไปได้ ความถ่ีที่ถูกกาหนดไม่ให้ผ่านเรียกว่า ความถี่ตัด ลักษณะวงจรและกราฟแสดง
การตอบสนองความถ่ขี องวงจรกรองความถี่สูงผา่ นแบบ RC แสดงดงั รปู ท่ี 3.6

จากรูปท่ี 3.6 แสดงวงจรความถ่ีสูงผ่านแบบ RC วงจรประกอบด้วยตัวต้านทาน (R) และตัวเก็บ
ประจุ (C) ประกอบร่วมกันเป็นวงจรกรองความถ่ีสูงผ่านแบบผ่านโดยตรง การเรียกวงจรกรองลักษณะน้ีว่า
วงจรกรองความถ่สี งู ผา่ น เพราะเปน็ วงจรที่ใชง้ านกับสญั ญาณคลื่นไซน์ ซึ่งคณุ สมบตั ขิ องสัญญาณคลื่นไซน์ เมื่อ
ส่งผ่านวงจรกรองความถ่สี ูงผ่านแลว้ รูปร่างคลื่นสัญญาณยังคงเดิมไม่ผิดเพี้ยนไป สญั ญาณจ่ายออกเอาต์พตุ EO
เป็นสญั ญาณท่ตี กคร่อมตวั R มตี ัว C ตอ่ อนกุ รมกับวงจร คณุ สมบัติของตวั C ท่คี วามถีต่ ่าค่ารีแอกแตนซ์ของ C
หรือ XC สงู ตา้ นความถ่ีคลื่นไซนไ์ มใ่ หส้ ง่ ออกเอาต์พตุ ไมม่ คี วามถีต่ า่ สง่ ออกเอาต์พุต EO ไมม่ ีแรงดันตกครอ่ ม R
เมื่อความถ่ที ป่ี ้อนเข้ามาค่อยๆ สงู ขึ้น คา่ รแี อกแตนซ์ของ C (XC) ค่อยๆ ลดลง ความแรงของสัญญาณความถ่ีสูง
ถูกส่งไปตกคร่อม R ค่อยๆ มากข้ึนเป็นลาดับ สัญญาณความถี่ถูกส่งออกเอาต์พุต EO ค่อยๆ มากข้ึนเป็นลาดบั
ท่ีสัญญาณความถี่สูงค่าหน่ึงจะมีแรงดันส่งออกเอาต์พุต EO มากถึงจุดตัดเรียกตาแหน่งน้ีว่าจุดตัดท่ีความถ่ีต่า
หรือจุดคัตออฟท่ีความถี่ต่า (Low Frequency CutoffPoint) เป็นตาแหน่งท่ีแรงดันส่งออกเอาต์พุต EO
เพมิ่ ขึน้ ถึงระดับ 70.7 % จาก 100 % หรือเพิม่ ขนึ้ ถึง 0.707 จาก 1 และเพ่มิ ข้นึ ถึง –3dB จากระดับความแรง

123

สูงสุด 0dB สัญญาณความถี่คล่ืนไซน์มีค่าสูงกว่าจุดตัดที่ความถี่ต่า (fCL) สามารถส่งผ่านออกเอาต์พุตได้ แสดง
ดังรูปท่ี 3.6 (ข)

วงจรกรองความถี่สงู ผา่ นดังกลา่ วเปน็ ชนิดส่งผา่ นโดยตรง ไมม่ กี ารขยายสญั ญาณ ระดบั อตั ราขยาย
วงจรมีค่า 1 และอัตราขยายจะลดลงเหลือเพียง 0.707 เม่ือค่าความถี่ท่ีป้อนเข้ามาท่ีความถ่ีคัตออฟ สามารถ
หาความสัมพนั ธข์ องอัตราขยายแรงดันและความถต่ี ัดของวงจรได้ดงั น้ี

124

3.5 วงจร RC ดฟิ เฟอเรนชเิ อเตอร์

วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ (RC Differentiator) เป็นวงจรท่ีประกอบด้วยตัวต้านทาน(R) และ
ตัวเก็บประจุ (C) จัดวงจรทางานเหมือนกับวงจรกรองความถี่สูงผ่านแบบ RC ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อที่ 3.4 แต่
เรียกช่ือแตกต่างกัน เพราะนาไปใช้งานกับสัญญาณไฟฟ้าในรูปคล่ืนส่ีเหลี่ยมหรือคล่ืนพัลส์ วงจร RC ดิฟเฟอ
เรนชิเอเตอร์จะทาให้คล่ืนส่ีเหลี่ยมท่ีส่งเข้ามาผ่านออกเอาต์พุตเกิดการเปล่ียนแปลงรูปร่างไป กลายเป็น
สัญญาณคลื่นดิฟเฟอเรนชิเอต จึงเรียกวงจรนี้ว่า วงจรRC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ ลักษณะวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิ
เอเตอร์ และรปู คล่ืนสญั ญาณ แสดงดังรปู ที่ 3.8

125

(ก) วงจร (ข) รูปคลื่นสัญญาณ

รปู ที่ 3.8 วงจร RC ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

จากรูปที่ 3.8 แสดงวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ มีสัญญาณป้อนเข้ามาทางอินพุต Ei เป็นคล่ืน
สี่เหลี่ยมมมุ ฉาก ไดค้ ล่นื ออกเอาต์พตุ EO เป็นคลน่ื ดฟิ เฟอเรนชเิ อต คล่ืนเกิดจากตวั C ยอมใหค้ ลืน่ ข้นั บนั ไดใน

ช่วงแรกของการเปลี่ยนสภาวะในขณะเกิดพัลส์ป้อนเข้ามาผ่านไป ช่วงแรกของคลื่นพัลส์เปล่ียนระดับตัว C

เสมอื นลัดวงจร ไดแ้ รงดนั พัลส์ออกเอาตพ์ ตุ สงู สุด และแรงดันพัลส์ลดลงอย่างรวดเร็วเกิดจากแรงตา้ นแรงดันไฟ

ตรงของตัว C ส่งผลให้สัญญาณขั้นบันไดลดลงเป็นรูปคลื่นเอกซ์โพเนนเชยี ลลาดลง การลาดลงจะเกิดความชนั

มากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับค่า R และค่า C ที่นามาใช้งานในวงจร ทาให้มีเวลาคงท่ี RC ตามต้องการ ลักษณะ

การตอบสนองสัญญาณขน้ั บันไดของวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ แสดงดงั รูปที่ 3.9

รูปท่ี 3.9 แสดงการตอบสนองสัญญาณข้ัน บันไดของวงจร RC ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
จากรูปที่ 3.9 แสดงการตอบสนองสัญญาณขั้น บันไดของวงจร RC ดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์การทางาน
ของวงจรอธบิ ายได้ดังนี้
ที่ช่วงเวลา t0 ถึง t1 เป็นช่วงเวลาที่มีสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยมพัลส์บวกป้อนเข้ามา ที่เวลา t0 ตัว C
เสมือนลัดวงจร แรงดันพัลส์ทั้ง หมดตกคร่อมตัว R มีสัญญาณออกเอาต์พุตมากค่าหนึ่งเม่ือเวลาผ่านไปจาก t0
ถึง t1 ตัว C เร่ิมประจุแรงดันค่อยๆ มากขึ้นเป็นลาดับ ทาให้ค่าแรงดันตกคร่อมตัว R ค่อยๆ น้อยลง จนถึง
ช่วงเวลา t+1 ไมม่ ีสญั ญาณคลื่นสเ่ี หล่ียมพัลสป์ อ้ นเขา้ ตวั C หยุดการประจแุ รงดนั

126
ที่ช่วงเวลา t1 ถึง t2 เป็นช่วงเวลาท่ีไม่มีสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยมพัลส์ป้อนเข้ามา ที่เวลา t1 แรงดัน
พัลส์อินพุตเปล่ียนแปลงจากพัลส์บวกเป็น 0 V จากช่วงเวลา t1 ถึง t2 ไม่มีสัญญาณพัลส์ป้อนเข้ามาเสมือน
อินพุต Ei ลัดวงจร ทาให้แรงดันท่ีประจุไว้ในตัว C ทั้ง หมดถูกจ่ายไปตกคร่อมตัว R ท้ัง หมด เกิดแรงดันออก
เอาต์พุต EO มีศักย์เป็นลบสูงมากค่าหนึ่ง จะมีค่าเท่ากับแรงดันที่ประจุในตัว C ในช่วงเวลา t0 ถึง t1 ท่ีผ่านมา
การเกิดแรงดันตกคร่อมตวั R เป็นลบค่าสงู เกิดจากข้ัว แรงดันท่จี า่ ยมาจากตัว C จ่ายให้ตัว R มีด้านบนเป็นลบ
(–) ด้านล่างเป็นบวก (+) เมื่อตัว Cเร่ิมคายประจุผ่านตัว R แรงดันที่ประจุไว้ในตัว C ค่อยๆ น้อยลง ทาให้
แรงดันตกคร่อมตัว Rค่อยๆ น้อยลงตามไปด้วย จนถึงช่วงเวลา t+2 มีสัญญาณคลื่นส่ีเหลย่ี มพัลส์ป้อนเข้ามาอีก
ครัง้ ตัว C หยุดการคายประจุแรงดัน สภาวะการทางานของตัว C และตวั R ในชว่ งเวลา t0 ถึง t2 แสดงดังรูปที่
3.10

ท่ีช่วงเวลา t2 ถึง t3 เป็นช่วงเวลาที่มีสัญญาณคล่ืนสี่เหล่ียมพัลส์บวกป้อนเข้ามาอีกครั้งท่ีเวลา t2
แรงดันพัลส์อินพุตเปลี่ยนแปลงจาก 0 V เป็นพัลส์บวก ตัว C เสมือนลัดวงจรอีกคร้ัง แรงดันพัลส์ที่ป้อนเข้ามา
จ่ายไปตกคร่อมตัว R ทั้ง หมดเป็นสัญญาณบวกเอาต์พุต EO จากช่วงเวลา t2 ถึง t3 ตัว C เริ่มประจุแรงดัน
เพ่มิ ขน้ึ อีกคร้ัง ได้สญั ญาณออกเอาต์พตุ เหมือนกับชว่ งเวลา t0 ถึง t1 และท่ีชว่ งเวลา t3 ถงึ t4 เปน็ ช่วงเวลาที่ไม่
มีสญั ญาณคล่ืนสีเ่ หล่ียมพลั ส์ป้อนเข้ามา ตวั C เร่ิมคายประจุแรงดันผ่านตัว R อีกครั้ง ได้สญั ญาณออกเอาต์พุต
เหมอื นกบั ช่วงเวลา t1 ถงึ t2

การทางานของวงจรจะเป็นเชน่ นเ้ี รอ่ื ยไป ไดส้ ัญญาณจ่ายออกเอาต์พตุ EO เป็นรูปคลื่นดิฟเฟอเรนชิ
เอต สัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอตท่ีส่งออกเอาต์พุต อาจมีรูปร่างแตกต่างกันไปบ้างขึ้นอยู่กับค่าเวลาคงที่ RC ของ
วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ท่ีใช้ค่า R และค่า C มากหรือน้อยเปลี่ยนแปลงไป เวลาคงท่ี RC ที่เปลี่ยนแปลง
ไป จะมีผลต่อเวลาประจุและคายประจุของตัว Cในวงจร การประจแุ ละคายประจขุ องตัว C เปลี่ยนแปลงทาให้
รปู คล่ืนสัญญาณท่ีออกเอาตพ์ ุต EO เปลีย่ นแปลง การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณเอาต์พุต EO ดงั กล่าว แบ่งออก

127
ได้ตามค่าเวลาคงที่ของวงจรเป็น 3 ชนิดคือ เวลาคงที่น้อย เวลาคงที่ปานกลาง และเวลาคงท่ีมาก ลักษณะ
สัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอต แบ่งออกตามคา่ เวลาท่ี แสดงดงั รูปที่ 3.11

รปู ที่ 3.11 แสดงสัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอต ที่มชี ว่ งเวลาคงที่มากน้อยแตกตา่ งกนั
จากรปู ท่ี 3.11 แสดงสญั ญาณดิฟเฟอเรนชิเอต ท่ีมชี ว่ งเวลาคงท่ีมากน้อยแตกต่างกันไปแบง่ ออกได้
เป็น 3 ชนิดคือ น้อย ปานกลาง และมาก เวลาคงที่แต่ละชนิดมีผลต่อรูปคลื่นสัญญาณท่ีส่งออกเอาต์พุต
แตกต่างกันไปดงั นี้
ช่วงเวลาคงท่ีน้อย ค่า R และค่า C ที่ใช้งานมีค่าน้อย ทาให้ตัว C ประจุเต็มเร็วและคายประจุได้
หมดเร็ว รูปคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอตที่ได้จึงมียอดแหลม ได้แรงดันออกเอาต์พุตแต่ละซีกเท่ากับแรงดันอินพุตที่
ปอ้ นเข้ามา
เวลาคงที่ปานกลาง ค่า R และค่า C ที่ใช้งานมีค่ามากข้ึน ทาให้การประจุและคายประจุของตัว C
ต้องใช้เวลามากข้ึน ถ้าหากความถ่ีของพัลส์เข้ามามีความถี่สูง การเปล่ียนแปลงระดับของพัลส์เร็ว การประจุ
ของตัว C อาจไมถ่ งึ ค่าสูงสุดของแรงดันท่ีป้อนเขา้ มา และการคายประจุของตัว C อาจคายประจุได้ไมห่ มด ทา
ให้สัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอตมียอดแหลมน้อยลง และมีระดับแรงดันออกเอาต์พุตแต่ละซีกน้อยกว่าแรงดัน
อินพุตปอ้ นเขา้ มา
เวลาคงทม่ี าก คา่ R และค่า C ทใี่ ช้งานมีค่าเพ่ิมมากขึ้นไปอกี ยง่ิ ทาให้การประจแุ ละคายประจุของ
ตัว C ตอ้ งใชเ้ วลามากขนึ้ ไปอีก ถ้าความถ่ีของพัลส์ท่ีป้อนเขา้ มามีความถ่สี ูงเหมือนเดิมการประจุและคายประจุ

128

แรงดันของตัว C ยิ่งมีระดับแรงดันน้อยลงอีก สัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอตยิ่งมียอดแหลมน้อยลงไปอีก ระดับ
แรงดนั เกดิ การเปลี่ยนแปลงไปในลกั ษณะคล่นื เอียงแทนคลนื่ เอกซโ์ พเนนเซยี ล

3.6 บทสรุป

วงจรกรองความถี่แบบ RC เป็นวงจรท่ีทาหน้าท่ีกาหนดย่านความถีผ่านต่าตามต้องการโดย ใช้ตัว
R และตัว C มาประกอบวงจรร่วมกัน และวงจรปรับแต่งรูปคล่ืนสัญญาณแบบ RC เป็นวงจรที่ทาหน้าที่
ปรับเปลี่ยนรูปร่างสญั ญาณคลน่ื สเี่ หล่ยี ม โดยใช้ตัว R และตวั C มาประกอบวงจรร่วมกัน ใหเ้ ปล่ียนไปเปน็ คลื่น
อินทิเกรต หรือคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอต รูปคล่ืนสัญญาณท่ีได้ออกมา ข้ึนอยู่กับค่าเวลาคงที่ของวงจร RC ที่ต่อใช้
งาน

วงจรกรองความถี่ต่าผ่าน RC เป็นวงจรกรองความถี่ต่าผ่านแบบเบื้องต้น อาศัยคุณสมบัติ ในการ
ทางานตัว R และตัว C เพื่อกาหนดย่านความถ่ีต่าผ่านออกเอาต์พุตได้ จุดความถี่ที่ไม่ยอมให้ผ่านเอาต์พุต
เรียกว่า จุดตัด วงจรกรองความถ่ีนี้ใช้งานกับความถ่ีคลื่นไซน์ จุดตัดของวงจร วิเคราะห์ท่ีระดับแรงดันลดลง
จากระดับสงู สุดลงมาเหลือเพียง 70.7 % หรือลดลงจาก 0 dB ลง มาเปน็ – 3dB

วงจร RC อินทิเกรเตอร์ มีลักษณะวงจรเหมือนกับวงจรกรองความถ่ีต่าผ่านแบบ RC นาไปใช้งาน
กับสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยม มีผลให้คล่ืนส่ีเหล่ียมมีรูปร่างออกเอาต์พุตเปลี่ยนแปลง ไปเป็นคล่ืนอินทิเกรต คลื่น
อินทิเกรตท่ีได้ออกเอาต์พุตจะมีรูปร่างคล่ืนแตกต่างกันไป ข้ึนอยู่กับ ค่าเวลาคงท่ีของวงจร RC แบ่งออกได้ 3
ชนดิ คือ เวลาคงทีน่ ้อย เวลาคงทีป่ านกลาง และเวลา คงที่มาก

วงจรกรองความถ่ีสูงแบบผ่าน RC เป็นวงจรความถ่ีสูงผ่านแบบเบื้องต้น แบบใช้ตัว R และตัว C
เป็นตัวกาหนดย่านความถ่ีสูงผ่านออกเอาต์พุตที่ย่านความถี่หนึ่ง ความถ่ีที่ป้อนเข้ามา ถ้ามีค่าํต่ากว่าความถ่ีท่ี
กาหนด จะไม่สามารถผ่านออกเอาต์พุตได้เรียกความถี่ที่จุดนี้ว่าความถ่ีตัด เป็นวงจรใช้กับความถ่ีคลื่นไซน์
กาหนดจดุ ตดั ของวงจรท่ีระดบั แรงดัน 70.7 % หรือที่ – 3dB

วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ มีลักษณะวงจรเหมือนกับวงจรกรองความถ่ีสูงผ่านแบบ RC โดย
นาไปใช้งานกับสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียม มีผลทาให้คล่ืนส่ีเหล่ียมมีรูปร่างสัญญาณออก เอาต์พุตเปล่ียนแปลงไป
เป็นคล่ืนดิฟเฟอเรนซิเอต คลื่นดิฟเฟอเรนซิเอตท่ีได้ออกเอาต์พุตจะมี รูปร่างคลื่นแตกต่างกันไป ข้ึนอยู่กับค่า
เวลาคงทข่ี องวงจร RC แบ่งออกได้ 3 ชนดิ คือ เวลาคงท่ี นอ้ ย เวลาคงท่ปี านกลาง และเวลาคงท่มี าก

129

17. ใบงานท่ี 3

หน่วยการสอนท่ี 3 ช่อื หน่วยการสอน อนิ ทเิ กรเตอรแ์ ละดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
หวั ข้อเร่ือง วงจรลดรปู สัญญาณและวงจรแปลงรปู สญั ญาณ

ใบปฏิบัตงิ าน 3.2 วงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์

จดุ ประสงค์

1. ประกอบวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้

2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการปฏิบัตงิ านได้

3. อา่ นค่าและเขียนคา่ สัญญาณที่วดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้

4. เกดิ ความสามัคคใี นการทางานกล่มุ

เคร่ืองมือและอุปกรณ์

1. เครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เครอื่ ง

2. ออสซลิ โลสโคปชนิด 2 เสน้ ภาพพร้อมสายวัด 1 เครือ่ ง

3. ตวั ต้านทาน 1kΩ ; 0.5W 1 ตวั

4. ตวั เกบ็ ประจุ 0.033µF, 0.68µF, 2.2µF; 25V ค่าละ 1 ตวั

5. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชดุ

ลาดบั ขน้ั ตอนการทดลอง

1. ประกอบวงจรตามรปู ที่ 3.4

C=0.033µF ออส ลิ โลสโคป

เครือ่ งกาเนดิ Ei R=1k EO CH1 CH2
สญั ญาณหลายแบบ O/P

รูปท่ี 3.4 วงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอร์
2. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปท่ีคลื่นส่ีเหล่ียมความถ่ี 1kHz ปรับความแรงสัญญาณ
ประมาณ 50% ป้อนเข้าท่อี นิ พุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคปวัดที่
อินพุต Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดที่เอาต์พุต EO วัดรูปคลื่นสัญญาณและระดับความแรง
สัญญาณ ท้ังอินพุต Ei และเอาต์พุต EO และย้ายสายวัดเส้นกราวด์ของ CH1 ไปวัดท่ีตัว C ขาที่เหลือ วัด
สญั ญาณท่ีตกคร่อมตัว C(EC) บนั ทกึ ค่าไวใ้ นรปู ที่ 3.5

130

Ei = V.. P-P 0
E0 = V.. P-P 0

EC = V.. P-P 0
tC ประจุ =
tC คายประจุ = .. s

.. s

รปู ท่ี 3.5 สญั ญาณ Ei, EO และEC ของวงจรดฟิ เฟอเรนชิเอเตอรท์ ี่ R=1kΩ, C=0.033µF
4. เปล่ียนค่าความต้านทานและค่าความจุดังนี้ R=1kΩ, C=0.68µF ชุดหน่ึงและ R=1kΩ, C=2.2µF
อกี ชดุ หน่ึงตามลาดับ วดั และบนั ทึกค่ารปู คล่ืนสัญญาณและระดบั ความแรงสัญญาณ ทงั้ อินพตุ Ei และเอาต์พุต
EO บนั ทกึ ค่าไวใ้ นรูปที่ 3.6 และรูปท่ี 3.7

131

Ei = VP-P 0

E0= VP-P 0
รปู ที่ 3.6 สัญญาณ Ei และ EO ของวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ที่ R=1kΩ, C=0.68µF
Ei = VP-P 0

E0= VP-P 0

รูปท่ี 3.7 สัญญาณ Ei และ EO ของวงจรดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ที่ R=1kΩ, C=2.2µF
สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

132

คาถามและการวเิ คราะห์
1. คล่ืนสี่เหล่ียมท่ีป้อนเข้าวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ จะได้คล่ืนสัญญาณส่งออกเอาต์พุตเกิดการเปลี่ยนแปลง
รปู ร่างไปเปน็ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การปรับเปล่ียนค่าความจุ C ให้มีค่ามากน้อยในวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ มีผลทาให้รูปร่างคล่ืนสี่เหลี่ยม
สง่ ออกเอาต์พตุ เปน็ อยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


Click to View FlipBook Version