283
13. รายละเอียดการประเมินผลการเรียน
จุดประสงคข์ ้อที่ 1 อธบิ ายหลกั การทางานของวงจรชมติ ตท์ รกิ เกอรไ์ ด้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธบิ ายหลักการทางานของวงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธบิ ายหลกั การทางานของวงจรชมติ ต์ทรกิ เกอรไ์ ด้ จะได้ 3 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 2 บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกหลักการทางานของวงจรชมิตตท์ รกิ เกอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกหลักการทางานของวงจรชมติ ต์ทริกเกอร์ได้ จะได้ 3 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ที่ 3 ต่อวงจรทรานซสิ เตอรช์ มติ ต์ทรกิ เกอรไ์ ด้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถต่อวงจรทรานซสิ เตอรช์ มิตต์ทริกเกอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : ตอ่ วงจรทรานซิสเตอร์ชมิตต์ทริกเกอรไ์ ด้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงค์ข้อท่ี 4 ใชอ้ อสซลิ โลสโคปวดั คา่ สญั ญาณวงจรชมติ ต์ทรกิ เกอรไ์ ด้
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถใชอ้ อสซลิ โลสโคปวัดคา่ สญั ญาณวงจรชมติ ต์ทริกเกอรไ์ ด้
4. เกณฑ์การผ่าน : ใชอ้ อสซลิ โลสโคปวัดค่าสญั ญาณวงจรชมิตต์ทรกิ เกอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 5 อา่ นและบันทึกค่าสัญญาณวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ไดท้ ี่วดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอา่ นและบนั ทึกคา่ สญั ญาณวงจรชมิตตท์ ริกเกอรไ์ ด้ท่วี ัดด้วยออสซลิ โลสโคปได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อา่ นและบนั ทึกค่าสญั ญาณวงจรชมติ ต์ทรกิ เกอร์ได้ทวี่ ดั ด้วยออสซลิ โลสโคปได้ จะได้ 1
คะแนน
284
15. แบบทดสอบหลงั เรยี น
หน่วยการสอนท่ี 7. ช่ือหน่วยการสอน ชมติ ต์ทรกิ เกอร์
วัตถปุ ระสงค์ เพ่อื ประเมินความรพู้ ้นื ฐานเก่ยี วกบั ชมติ ต์ทริกเกอร์
ขอ้ คาถาม
ตอนท่1ี จงเลอื กคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งท่ีสุด
1. วงจรชมติ ต์ทริกเกอร์คืออะไร
ก. วงจรเปรียบเทียบแบบเสรมิ สภาพ ข. วงจรตรวจจบั ระดับสัญญาณ
ค. วงจรสวิตชอ์ เิ ลก็ ทรอนิกส์ ง. ถูกทุกขอ้
2. ถา้ ปอ้ นคล่นื ไซนเ์ ข้าอินพุตวงจรชมิตตท์ รกิ เกอร์ จะไดส้ ัญญาณคลื่นออกเอาตพ์ ุตเปน็ ชนิดใด
ก. ไซน์ ข. สเี่ หลีย่ ม ค. ฟันเล่ือย ง. สามเหลีย่ ม
3. จุดควบคุมใหเ้ กิดการทางานและหยุดทางานของวงจรชมิตตท์ รกิ เกอรม์ จี ุดใดบา้ ง
ก. แรงดนั ไฟฟา้ ซีกลบ และแรงดนั ไฟฟา้ ซีกบวก
ข. แรงดันไฟฟา้ ด้านต่า และแรงดนั ไฟฟ้าดา้ นสงู
ค. ศกั ย์ไฟฟ้ากระตุ้นด้านลบ และศักย์ไฟฟา้ กระตุน้ ด้านบวก
ง. ศกั ย์ไฟฟ้ากระตุ้นดา้ นตา่ และศกั ย์ไฟฟา้ กระตุ้นด้านสงู
4. 1
อนิ พุต
t
2 จากรูปเปน็ สญั ญาณทีเ่ กิดจากการทางานของวงจรอะไร
ก. สวิตช์ไฟฟา้ ข. ชมติ ตทื รกิ เกอร์
ค. ขยายความตา่ ง ง. ขยายสัญญาณแบบไม่กลบั เฟส
เอาต์พุต
t
5. จากรปู ขอ้ 4 จุดทางานท่ี 1 เป็นจุดอะไร
ก. UPT ข. LPT ค. UTP ง. LTP
6. จากรูปข้อ 4 ถ้าเปล่ียนสัญญาณอินพุตเปน็ คล่ืนสี่เหล่ียมป้อนเข้าวงจรแทน จะได้สัญญาณออกเอาต์พุตเป็น
คลนื่ ชนดิ ใด
ก. สามเหลีย่ ม ข. ฟนั เลื่อย ค. ส่ีเหลย่ี ม ง. ไซน์
7. +Vcc - จากรูปเป็นวงจรอะไร
+ RA EO ก. ชมิตต์ทกิ เกอร์
ข. ขยายความแตกตา่ ง
Ei -Vcc
RB ค. ขยายสญั ญาณแบบกลบั เฟส
ง. ขยายสัญญาณแบบไม่กลบั เฟส
285
8. จากรูปขอ้ 7 เม่ือป้อนคลืน่ ไซน์เข้าท่อี ินพุต Ei จะได้สญั ญาณออกเอาต์พตุ EO เป็นอยา่ งไร
ก. คลื่นส่เี หล่ยี มมีเฟตตรงขา้ มกับอนิ พุต ข. คล่นื ไซนม์ ีเฟตตรงขา้ มกบั อินพตุ
ค. คลื่นสีเ่ หลี่ยมมีเฟตเหมือนกบั อินพตุ ง. คลื่นไซนม์ เี ฟตเหมือนกับอินพุต
9. จากรปู ข้อ 7 อตั ราส่วนการปอ้ นกลับของวงจรมีค่าเท่าไร
ก. RA ข. RB ค. − RA ง. − RB
RA+RB RA+RB RB RA
10. ฮสิ เตอรซิ สิ ทเ่ี กิดขึ้นในวงจรชมติ ต์ทรกิ เกอรค์ ืออะไร
ก. การสูญเสยี สญั ญาณในการป้อนออกเอาต์พุต
ข. การสญู เสยี แรงดนั ขณะส่งผ่านจากแหลง่ จ่ายไปออกเอาต์พตุ
ค. ตัวช่วยเพ่ิมและลดระดับแรงดันสญั ญาณอนิ พุตก่อนสง่ ออกเอาต์พตุ
ง. การทาให้เกดิ การหนว่ งเวลาในการเปล่ียนสภาวะการทางานของวงจร
ตอนที่2 อธบิ ายใหไ้ ด้ใจความสมบรู ณ์และแสดงวิธีทาใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์
1. ชมิตต์ทรกิ เกอร์คืออะไร มีหลกั การทางานอย่างไร อธบิ ายพร้อมวาดรปู ประกอบ
2. วงจรตามรูปคอื วงจรอะไร มีหลกั การทางานอย่างไร อธบิ ายให้เขา้ ใจ
+VCC
C1 R5 VR5
R2
Q1 C R3 Q2 C VCE2
B VC1 B EO
R1 VBE1 E VB2 E
Ei R4 VE R6
3. วงจรตามรปู คอื วงจรอะไร มีหลกั การทางานอย่างไร อธิบายใหเ้ ข้าใจ
+VCC
R2 R5 VR5
Q1 D R3 Q2 C
G B
VCE2
R1 VGS VD VB2 E EO
S
Ei R4 VE R6
286
4. วงจรตามรูป (ก) คือวงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธิบายให้เข้าใจ เมื่อป้อนสัญญาณไซน์เข้าตามรูป
(ข) จะได้สญั ญาณออกเอาต์พตุ อยา่ งไร วาดรปู ประกอบให้ชัดเจน
+E
R2 VTH t
R1 +Vcc Ei 0
VTL
- VOH
+
Ei -Vcc EO
EO 0 t1 t2 t3 t4 t
VOL
-E
(ก) (ข)
5. วงจรทั้งสองรูปคือวงจรอะไร แตกตา่ งกนั อยา่ งไร พร้อมบอกคุณสมบตั ิของวงจรมาให้เข้าใจ
R2 R2
R1 +Vcc EO R1 +Vcc EO
Ei Vref - Vref Ei -
+ +
-Vcc -Vcc
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
ขอ้ 1 ขอ้ 2 ข้อ 3 ขอ้ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ขอ้ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10
287
16. ใบความรทู้ ่ี 7
หนว่ ยการสอนท่ี 7 ชอ่ื หนว่ ยการสอน ชมิตตท์ ริกเกอร์
หัวข้อเรือ่ ง ชมิตตท์ ริกเกอร์
7.5 วงจรชมติ ตท์ รกิ เกอร์ชนดิ ออปแอมป์แบบไมก่ ลับเฟส
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบไม่กลับเฟส เป็นวงจรทาหน้าท่ีเปลี่ยนสัญญาณอินพุตรูป
คลื่นแบบต่างๆ ให้ออกเอาต์พุตเป็นสัญญาณคลื่นสี่เหล่ียมหรือสัญญาณคลื่นพัลส์ ท่ีมีเฟสของสัญญาณอินพุต
และสัญญาณเอาต์พุตเหมือนกัน การต่อวงจรทางานคล้ายกับวงจรขยายสัญญาณออปแอมป์แบบกลับเฟส
แตกต่างเพียงขาท่ปี ้อนสัญญาณเข้า และขาท่ีต่อตัวต้านทานป้อนกลับเปน็ ขานอนอินเวอรต์ ิง (+) แทนที่จะเป็น
ขาอินเวอร์ติง (–) วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนดิ ออปแอมป์แบบไม่กลับเฟส แสดงดงั รปู ท่ี 7.6
(ก) วงจร (ข) กราฟคณุ สมบัติ
รปู ที่ 7.6 แสดงวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนดิ ออปแอมป์แบบไม่กลบั เฟส
จากรูปที่ 7.6 แสดงวงจรชมิตตท์ รกิ เกอรช์ นิดออปแอมป์แบบไม่กลบั เฟส รปู ท่ี 7.6 (ก)เปน็ วงจรชมิตต์
ทริกเกอร์ ในลักษณะเปรียบเทียบแรงดัน สัญญาณอินพุต Ei ป้อนเข้าท่ีขานอนอินเวอร์ติง (+) และมีตัว
ต้านทาน R1 และ R2 ต่อวงจรแบบแบ่งแรงดัน โดยทาหน้าที่เป็นส่วนวงจรป้อนกลับแบบบวก พิจารณาจาก
วงจรจะเหน็ วา่ แรงดันอินพุต Ei ของวงจรน้ันจะถูกเปรียบเทียบกับแรงดนั จุดเริ่มเปลี่ยน (Threshold Voltage
; VT) ที่ไดจ้ ากการป้อนกลบั โดยใช้ R1 และ R2 ซ่งึ มคี ่าขึ้นอยู่กบั แรงดนั เอาต์พุตของวงจร ดงั น้ันจงึ ทาให้แรงดัน
เอาต์พุต EO ของวงจรเปล่ียนแปลงอยู่สองสภาวะ คือ EO = VOH และ EO = VOL โดยจะมีค่าของแรงดันจุดเริ่ม
เปลีย่ นเท่ากบั VTH หรือ UTP และ VTL หรอื LTP แสดงดงั รูปท่ี 7.6 (ข) เขยี นเป็นสมการไดด้ งั นี้
= − R1 …….(7-1)
…….(7-2)
R2
VTH = UTP = − R1 VOH
R2
288
และ VTL = LTP = − R1 VOL …….(7-3)
R2
เม่ือ = อัตราสว่ นการปอ้ นกลบั ของวงจร
VTH = แรงดนั จุดเริ่มเปลี่ยนค่าสูง หนว่ ย V
VTL = แรงดนั จดุ เร่ิมเปลย่ี นค่าตา่ หนว่ ย V
VOH = แรงดนั เอาต์พตุ ค่าสูง หน่วย V
VOL = แรงดนั เอาตพ์ ุตคา่ ตา่ หนว่ ย V
จากรูปที่ 7.6 (ข) แสดงกราฟคุณสมบัติของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ ชนิดออปแอมป์แบบไม่กลับเฟส ค่า
ความแตกต่างที่เกิดข้ึนระหว่างสัญญาณเอาต์พุต EO ทั้งสองสภาวะน้ีถูกเรียกว่าฮิสเตอริซิส (Hysteresis) เป็น
ค่าเกิดการหน่วงเวลาในการเปล่ียนสภาวะการทางานของวงจร และความกว้างของสภาวะฮิสเตอริซิสระหว่าง
จุด LTP และจดุ UTP ถกู เรียกว่าแรงดนั ฮสิ เตอรซิ สิ (Hysteresis Voltage ; VH) หาคา่ ไดด้ งั นี้
VH = VTH - VTL V ……(7-4)
ระดบั แรงดนั สัญญาณท่ีออกเอาต์พุต EO มคี ่าอยูร่ ะหว่าง VOH ถึง VOL คือความแรงของสัญญาณท่ีจ่าย
ออกเอาต์พตุ EO ได้สญั ญาณการทางาน แสดงดงั รปู ที่ 7.7
รูปที่ 7.7 แสดงสญั ญาณการทางานของวงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ชนดิ ออปแอมป์แบบไม่กลบั เฟส
จากรูปท่ี 7.7 แสดงสัญญาณการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบไม่กลับเฟสท้ัง
สัญญาณอินพุต Ei และสัญญาณเอาต์พุต EO ขณะสัญญาณอินพุต Ei คลื่นไซน์ซีกบวกป้อนเข้ามาค่าต่ายังไมถ่ ึง
จุด UTP (VTH) สัญญาณจ่ายออกเอาต์พุต EO มีค่าเป็นลบท่ีแรงดันVOL เมื่อคลื่นไซน์ป้อนเข้ามาเพิ่มขึ้นถึงเวลา
t1 ท่ีจุด UTP (VTH) ควบคุมให้ออปแอมป์เปล่ียนสภาพการทางาน ได้สัญญาณจ่ายออกเอาต์พุต EO
เปลี่ยนแปลงไปเป็นค่าบวกท่ีแรงดัน VOH แรงดันออกเอาต์พุต EO คงท่ีที่ระดับน้ีจนสัญญาณอินพุต Ei
เปลี่ยนแปลงไปเป็นค่าลบถึงเวลา t2 ท่ีจุด LTP (VTL) ควบคุมให้ออปแอมป์เปล่ียนสภาพการทางานอีกคร้ังได้
สัญญาณจ่ายออกเอาต์พุต EO เปลี่ยนแปลงไปเป็นค่าลบท่ีแรงดัน VOL แรงดันออกเอาต์พุต EO คงท่ีท่ีระดับน้ี
289
จนสัญญาณอินพุต Ei เปล่ียนแปลงไปเป็นค่าบวกถึงเวลา t3 ท่ีจุด UTP (VTH) อีกครัง้ ควบคุมให้ออปแอมป์
เปล่ียนสภาพการทางานอีกครั้งได้สัญญาณจ่ายออกเอาต์พุต EO เปล่ียนแปลงไปเป็นค่าบวกท่ีแรงดัน VOH การ
ทางานจะเป็นเช่นนเ้ี รื่อยไป ได้สญั ญาณคลนื่ สี่เหลี่ยมหรือคลืน่ พัลส์ส่งออกเอาต์พุต
7.6 วงจรชมติ ต์ทรกิ เกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลับเฟส
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบกลับเฟส เป็นวงจรทาหน้าที่เปล่ียนสัญญาณอินพุตรูปคลื่น
แบบต่างๆ ให้ออกเอาต์พุตเป็นสัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมหรือสัญญาณคลื่นพัลส์ ท่ีมีเฟสของสัญญาณอินพุตและ
เอาต์พุตแตกตา่ งกนั การต่อวงจรทางานคลา้ ยกับวงจรขยายสญั ญาณออปแอมป์แบบไม่กลับเฟส แตกต่างเพียง
ขาที่ป้อนสัญญาณเข้าเป็นขาอินเวอร์ติง (–) แทนท่ีจะเป็นขานอนอินเวอร์ติง (+) และขาท่ีต่อตัวต้านทาน
ปอ้ นกลบั เป็นขานอนอินเวอร์ติง (+) แทนที่จะเป็นขาอินเวอร์ติง (–) วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบ
กลบั เฟส แสดงดงั รปู ท่ี 7.8
(ก) วงจร (ข) กราฟคุณสมบตั ิ
รปู ท่ี 7.8 แสดงวงจรชมติ ต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมปแ์ บบกลับเฟส
จากรูปท่ี 7.8 แสดงวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบกลับเฟส รูปที่ 7.8 (ก) เป็นวงจรวงจร
ชมิตตท์ ริกเกอร์ ในลกั ษณะเปรยี บเทียบแรงดนั สัญญาณอนิ พตุ Ei ป้อนเข้าขาอินเวอร์ตงิ (–) และมตี ัวตา้ นทาน
R1 และ R2 ต่อวงจรแบบแบ่งแรงดันป้อนเข้าขานอนอินเวอร์ติง (+) โดยทาหน้าที่เป็นส่วนวงจรป้อนกลับแบบ
บวก พิจารณาจากวงจรจะเหน็ ว่าแรงดนั อินพุต Ei ของวงจรนน้ั จะถูกเปรียบเทยี บกับแรงดันจดุ เร่มิ เปล่ยี น (VT)
ท่ีได้จากการป้อนกลับโดยใช้ R1 และ R2 ซ่ึงมีค่าขึ้นอยู่กับแรงดันเอาต์พุตของวงจรจ่ายเข้ามา ดังนั้นจึงทาให้
แรงดนั เอาต์พุต EO ของวงจรเปล่ียนแปลงอยู่สองสภาวะ คอื EO = VOH และ EO = VOL โดยจะมคี ่าของแรงดัน
จุดเร่ิมเปลี่ยนเท่ากับ VTH หรอื UTP และ VTL หรอื LTP แสดงดังรปู ที่ 7.8 (ข) เขยี นเปน็ สมการไดด้ ังนี้
= R1 …….(7-5)
…….(7-6)
R1+R2
VTH = UTP = R1 VOH V
R1+R2
290
และ VTL = LTP = R1 VOL V …….(7-7)
R1+R2
จากรูปที่ 7.8 (ข) แสดงกราฟคุณสมบัตขิ องวงจรชมิตตท์ รกิ เกอร์ ชนิดออปแอมป์แบบกลบั เฟส ค่าฮิส
เตอริซิสเกิดขึ้นจากค่าความแตกต่างระหว่างสัญญาณเอาต์พุต EO ท้ังสอง และค่าแรงดันฮิสเตอริซิส (VH) เป็น
ค่าความกว้างของสภาวะฮิสเตอริซิสระหว่างจุด LTP และจุด UTP หาค่าได้เช่นเดียวกับสมการท่ี (7-4) ได้
สญั ญาณการทางาน แสดงดังรปู ท่ี 7.9
รูปที่ 7.9 แสดงสัญญาณการทางานของวงจรชมติ ตท์ ริกเกอร์ชนดิ ออปแอมป์แบบกลบั เฟส
จากรูปที่ 7.9 แสดงสัญญาณการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบกลับเฟส
สัญญาณอินพุต Ei มีเฟสต่างจากสัญญาณเอาต์พุต EO เป็นมุม 180o ขณะสัญญาณอินพุต Ei คลื่นไซน์ซีกบวก
ปอ้ นเข้ามาคา่ ตา่ ยังไม่ถึงจุด UTP (VTH) สญั ญาณจา่ ยออกเอาต์พุต EO มีคา่ เป็นบวกท่ีแรงดัน VOH เมอ่ื คลน่ื ไซน์
ป้อนเข้ามาเพิ่มขึ้นถึงเวลา t1 ท่ีจุด UTP (VTH) ควบคุมให้ออปแอมป์เปล่ียนสภาพการทางาน ได้สัญญาณจ่าย
ออกเอาต์พุต EO เปลี่ยนแปลงไปเป็นค่าลบท่ีแรงดันVOL แรงดันออกเอาต์พุต EO คงที่ที่ระดับน้ีจนสัญญาณ
อินพุต Ei เปลี่ยนแปลงไปเป็นค่าลบถึงเวลา t2 ท่ีจุด LTP (VTL) ควบคุมให้ออปแอมป์เปล่ียนสภาพการทางาน
อกี คร้ังได้สัญญาณจ่ายออกเอาต์พตุ EO เปลีย่ นแปลงไปเป็นค่าบวกทแ่ี รงดนั VOH แรงดันออกเอาต์พุต EO คงท่ี
ที่ระดับน้ีจนสัญญาณอินพุต Ei เปล่ียนแปลงไปเป็นค่าบวกถึงเวลา t3 ที่จุด UTP (VTH) อีกคร้ังควบคุมให้ออป
แอมป์เปล่ียนสภาพการทางานอีกครั้งได้สัญญาณจ่ายออกเอาต์พุต EO เปล่ียนแปลงไปเป็นค่าบวกท่ีแรงดัน
VOH การทางานจะเปน็ เช่นน้ีเร่ือยไป ได้สัญญาณคล่ืนสเี่ หลยี่ มหรอื คลนื่ พลั ส์สง่ ออกเอาต์พตุ
7.7 วงจรชมติ ตท์ รกิ เกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่าได้
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบปรับค่าได้ เป็นวงจรชมิตต์ทริกเกอร์แบบที่ต่อเพ่ิมแรงดัน
อ้างอิง (Reference Voltage ; Vref) เข้าวงจรทางขาอินพุตของออปแอมป์ แทนการต่อขาลงกราวด์ของขาท่ี
เป็นตัวเปรียบเทียบกับขาที่ป้อนสัญญาณเข้าอินพุต มีท้ังแบบป้อนเข้าขาอินเวอร์ติง (–) และแบบป้อนเข้าขา
291
นอนอินเวอร์ติง (+) เกิดผลต่อกราฟคุณสมบัติของฮิสเตอริซิสที่เกิดขึ้น ถูกปรับเปล่ียนตาแหน่งไปตามค่า
แรงดันอ้างอิง (Vref) ท่ีป้อนให้วงจร ทาให้ตาแหน่งการเกิดรูปสัญญาณคลื่นส่ีเหล่ียมหรือคล่ืนพัลส์ส่งออก
เอาต์พุตเปลี่ยนแปลงไปจากระดับปกติ วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบปรับค่าได้สามารถจัดวงจร
ทางานออกได้ ตามการกาหนดข้ัวจ่ายสัญญาณอินพุตและจ่ายแรงดันอ้างอิงเข้าท่ีขาอินพุตขาใด สามารถแบ่ง
การจัดวงจรทางานออกได้เปน็ 2 แบบ ดงั น้ี
1. แบบป้อนแรงดันอ้างองิ ให้ขาอินเวอร์ติง
2. แบบปอ้ นแรงดนั อา้ งอิงให้ขานอนอนิ เวอร์ติง
7.7.1 แบบปอ้ นแรงดันอ้างองิ ใหข้ าอินเวอรต์ ิง
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบปรับค่าได้ แบบป้อนแรงดันอ้างอิงให้ขาอินเวอร์ติง (–) โดย
สัญญาณอินพุตถูกป้อนเข้าขานอนอินเวอร์ติง (+) ลักษณะวงจรทางานคล้ายกับวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออป
แอมป์แบบไม่กลับเฟส โดยเพิ่มแรงดันอ้างอิง (Vref) เข้าไปที่ขาอินเวอร์ติง (–) วงจรและกราฟคุณสมบัติ แสดง
ดงั รปู ท่ี 7.10
(ก) วงจร (ข) กราฟคณุ สมบตั ิ
รูปท่ี 7.10 วงจรชมติ ตท์ รกิ เกอรช์ นดิ ออปแอมปป์ รบั ค่าได้ แบบป้อนแรงดนั อ้างอิงให้ขาอินเวอร์ติง
จากรูปที่ 7.10 แสดงวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมปป์ รบั ค่าได้ แบบป้อนแรงดันอา้ งอิง (Vref) ให้
ขาอินเวอร์ติง (–) แรงดันอ้างอิง (Vref) จะมีผลต่อวงจรการทาให้เกิดศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านสูง (UTP) หรือ
แรงดันจุดเร่ิมเปล่ียนค่าสูง (VTH) และศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านต่า (LTP) หรือแรงดันจุดเริ่มเปลี่ยนค่าต่า (VTL)
เปลย่ี นแปลงไปตามค่าแรงดันอ้างอิง (Vref) ทป่ี อ้ นให้วงจร
7.7.2 แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิงให้ขานอนอินเวอร์ตงิ
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์แบบปรับค่าได้ แบบป้อนแรงดันอ้างอิงให้ขานอนอินเวอร์ติง (+)
โดยสัญญาณอินพุตถูกป้อนเข้าขาอินเวอร์ติง (–) ลักษณะวงจรทางานคล้ายกับวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออป
292
แอมป์แบบกลับเฟส โดยเพิ่มแรงดันอ้างอิง (Vref) เข้าไปท่ีขานอนอินเวอร์ติง (+) วงจรและกราฟคุณสมบัติ
แสดงดังรูปที่ 7.11
(ก) วงจร (ข) กราฟคณุ สมบัติ
รปู ท่ี 7.11 วงจรชมติ ตท์ รกิ เกอรช์ นดิ ออปแอมปป์ รับค่าได้ แบบปอ้ นแรงดันอา้ งองิ ใหข้ านอนอนิ เวอร์ตงิ
จากรูปที่ 7.11 แสดงวงจรชมติ ต์ทริกเกอรช์ นิดออปแอมป์ปรับค่าได้ แบบปอ้ นแรงดันอ้างอิง (Vref) ให้
ขานอนอินเวอร์ติง (+) แรงดันอ้างอิง (Vref) จะมีผลต่อวงจรการทาให้เกิดศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านสูง (UTP)
หรือแรงดันจุดเริ่มเปลี่ยนค่าสูง (VTH) และศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านต่า (LTP) หรือแรงดันจุดเริ่มเปลี่ยนค่าต่า
(VTL) เปล่ียนแปลงไปตามคา่ แรงดนั อ้างองิ (Vref) ที่ป้อนให้วงจร
7.8 บทสรปุ
ชนติ ตท์ ริกเกอร์ หรือตัวเปรยี บเทียบแบบเสริมสภาพ เป็นวงจรสวิตชอ์ เิ ล็กทรอนิกส์อีกชนดิ หนึ่งท่ีนิยม
นามาใชง้ าน ด้วยการทางานท่ีระดับแรงดันอนิ พตุ 2 คา่ ช่วยในการควบคุมการเปล่ียนแปลงสภาวะเสถียรภาพ
ของวงจร วงจรทางานใช้ความแตกต่างกันของระดับแรงดันไฟฟา้ กระแสตรง 2 ระดบั จึงถกู นาไปใชง้ านเป็นตัว
ตรวจจับระดับแรงดัน ใช้เป็นตัวสร้างพัลส์สี่เหล่ียมจากสัญญาณอินพุตรูปคล่ืนแบบต่างๆ อาศัยระดับแรงดัน
สัญญาณป้อนเข้ามาไปบังคับการทางานและหยุดการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ โดยมีระดับแรงดันท่ีมา
ควบคุม 2 ระดับ ได้แก่ ระดับศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านสูง (UTP) เป็นจุดให้กาเนิดสัญญาณคลื่นส่ีเหล่ียมชว่ งขา
ข้ึน และระดบั ศกั ยไ์ ฟฟา้ จดุ ชนวนดา้ นต่า (LTP) เป็นจดุ ใหก้ าเนดิ สัญญาณคล่นื ส่ีเหลยี่ มช่วงขาลง
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ที่สร้างมาใช้งาน สร้างวงจรได้ด้วยอุปกรณ์สารกึ่งตัวนาหลายชนิดเช่น
ทรานซสิ เตอร์ เฟต และออปแอมป์ เปน็ ต้น วงจรสร้างขน้ึ มาแตกต่างกนั แต่มีหลกั การทางานเหมือนกัน ทางาน
โดยอาศัยศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนด้านสูง (UTP) และศักย์ไฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า (LTP) เหมือนกัน วงจรชมิตต์ทริก
เกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ 2 ตัวสลับกันทางานตัวหน่ึงคัตออฟอีกตัวหน่ึงอ่ิมตัวสลับ
ไปสลับมา ตามสภาวะของสัญญาณอินพุตป้อนเข้ามา ส่วนวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ การทางาน
ของวงจรต้องมีวงจรป้อนกลับแบบบวกเข้ามาช่วยควบคุมการทางาน จัดวงจรได้ 3 แบบ ได้แก่ แบบไม่กลับ
เฟส แบบกลบั เฟสและแบบปรับคา่ ได้
293
17. ใบงานที่ 7
หน่วยการสอนท่ี 7 ชื่อหน่วยการสอน ชมิตตท์ ริกเกอร์
หัวข้อเรอื่ ง ชมิตต์ทริกเกอร์
ใบปฏิบัตงิ าน 7.2 ออปแอมปช์ มิตต์ทรกิ เกอรแ์ บบกลับเฟสสัญญาณ
จดุ ประสงค์
1. ประกอบวงจรออปแอมปช์ มติ ต์ทรกิ เกอร์ได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวัดและอ่านค่าสญั ญาณของวงจรชมติ ต์ทรกิ เกอรไ์ ด้
3. มีความกระตอื รือรน้ ต่อการทางาน
เครอื่ งมอื และอุปกรณ์
1. เครอ่ื งกาเนดิ สญั ญาณหลายแบบ 1 เคร่อื ง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวัด 1 เครอ่ื ง
3. แหลง่ จ่ายแรงดันไฟตรงปรับคา่ ได้ 0-30V 2 เครอ่ิ ง
4. มัลตมิ ิเตอร์ 1 เครื่อง
5. ตัวต้านทาน 1kΩ, 2.2kΩ, 10kΩ ; 0.5W คา่ ละ 1 ตวั
6. ออปแอมป์เบอร์ LM741C 1 ตวั
7. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชดุ
ลาดับข้ันตอนการทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรปู ท่ี 7.4
R2=2.2k R3=10k
เครือ่ งกาเนิด R1=1k + + E1 ออส ิลโลสโคป
สญั ญาณหลายแบบ O/P Ei LM741C
- EO +- 15V CH1 CH2
- E2
15V
รูปท่ี 7.4 วงจรออปแอมป์ชมิตตท์ รกิ เกอร์ แบบกลับเฟสสัญญาณ
2. ปรับเครอ่ื งกาเนดิ สัญญาณหลายแบบ ไปท่คี ลื่นไซน์ความถ่ี 1kHz ปรบั ความแรงสัญญาณประมาณ
10VP-P ปอ้ นเขา้ ที่อินพุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิดเส้น 2 ภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของ
ออสซลิ โลสโคปวดั ที่อนิ พุต Ei และใหอ้ นิ พุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดท่ีเอาต์พุต EO วัดรูปคล่นื สัญญาณและ
ระดับความแรงสัญญาณ ท้ังอินพุต Ei และเอาต์พุต EO บันทึกค่าไว้ในรูปท่ี 7.5 ให้มีรูปและเฟสสัญญาณ
สัมพนั ธก์ ัน
294
Ei = VP-P 0
E0= VP-P 0
รปู ท่ี 7.5 สญั ญาณ Ei และสัญญาณ EO ของวงจรออปแอมป์ชมิตต์ทรกิ เกอร์ แบบกลบั เฟสสัญญาณ
4. ปรับเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปท่ีคลื่นสามเหลี่ยมความถ่ี 1kHz ปรับความแรงสัญญาณ
ประมาณ 10VP-P ทดลองซ้าตามข้ันตอนที่ 3 บันทึกค่าและรูปร่างสัญญาณไว้ในรูปท่ี 7.6 ให้มีรูปและเฟส
สัญญาณสัมพนั ธก์ ัน
Ei = VP-P 0
E0= VP-P 0
รูปท่ี 7.6 สญั ญาณ Ei และสัญญาณ EO ของวงจรออปแอมป์ชมติ ตท์ ริกเกอร์ แบบกลับเฟสสัญญาณ
295
สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คาถามและการวเิ คราะห์
1. สัญญาณอินพุต Ei และเอาตพ์ ุต EO ทว่ี ดั ไดต้ ามรูปที่ 7.5 แตกต่างกนั อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
296
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมินผลการนาเสนอผลงาน
ชอ่ื กลุม่ ……………………………………………ชัน้ ………………………ห้อง............................
รายช่ือสมาชิก
1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขท…่ี ….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…ี่ ….
ท่ี รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1
1 เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจน (ความร้เู กี่ยวกบั เนือ้ หา ความถูกต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า)
2 รปู แบบการนาเสนอ
3 การมสี ่วนร่วมของสมาชกิ ในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซึ่งทาให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผูป้ ระเมนิ …………………………………………………
เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. เนื้อหาสาระครอบคลุมชดั เจนถกู ต้อง
3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถ้วนถูกต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคัญไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคัญไมถ่ ูกต้อง ไมต่ รงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอที่เหมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ท่แี ปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอทน่ี า่ สนใจ นาวสั ดใุ นท้องถิน่ มาประยุกตใ์ ชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ และ
ประหยดั
2 คะแนน = มเี ทคนคิ การนาเสนอทแ่ี ปลกใหม่ ใชส้ อ่ื และเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอท่ีน่าสนใจ
แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วสั ดใุ นท้องถน่ิ
1 คะแนน = เทคนิคการนาเสนอไม่เหมาะสม และไมน่ า่ สนใจ
3. การมสี ว่ นร่วมของสมาชิกในกลมุ่
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมีบทบาทและมสี ว่ นร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นนอ้ ยมบี ทบาทและมสี ่วนรว่ มกจิ กรรมกลมุ่
4. ความสนใจของผฟู้ งั
3 คะแนน = ผูฟ้ งั มากกวา่ รอ้ ยละ 90 สนใจ และใหค้ วามรว่ มมือ
2 คะแนน = ผู้ฟังรอ้ ยละ 70-90 สนใจ และให้ความร่วมมอื
1 คะแนน = ผฟู้ งั นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื
297
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
ช่ือกลุม่ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชอ่ื สมาชิก
1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขที่…….
ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคดิ เหน็
321
1 การกาหนดเปา้ หมายร่วมกนั
2 การแบง่ หนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 การปฏบิ ตั หิ น้าท่ที ี่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน
รวม
ผู้ประเมนิ …………………………………………………
วันที่…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเปา้ หมายรว่ มกนั
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอย่างชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีสว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชกิ ส่วนน้อยมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
2. การหน้าทรี่ ับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แต่ไมต่ รงตามความสามารถ และมสี ื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพร้อมเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่วั ถึงและมสี อ่ื / อปุ กรณ์ไมเ่ พยี งพอ
3. การปฏบิ ตั ิหน้าท่ีทไี่ ด้รบั มอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย และตามเวลาทกี่ าหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย แตช่ ้ากวา่ เวลาทีก่ าหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเปา้ หมาย
4. การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน
3 คะแนน = สมาชกิ ทกุ คนรว่ มปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นร่วมปรกึ ษาหารือ แตไ่ มป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ว่ นรว่ มไม่มสี ่วนรว่ มปรกึ ษาหารือ และปรับปรงุ งาน
298
19. แบบฝกึ หัด
แบบฝกึ หดั ท้ายหน่วยท่ี 7
ชมิตตท์ ริกเกอร์
คาส่งั อธิบายให้ได้ใจความสมบูรณแ์ ละแสดงวธิ ที าให้ถกู ต้องสมบูรณ์
1. ชมติ ตท์ ริกเกอร์คืออะไร มีหลกั การทางานอย่างไร อธบิ ายพรอ้ มวาดรูปประกอบ
2. วงจรตามรูปคือวงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธิบายใหเ้ ข้าใจ
3. วงจรตามรูปคือวงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธบิ ายให้เขา้ ใจ
299
4. วงจรตามรูป (ก) คือวงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธิบายให้เข้าใจ เมื่อป้อนสัญญาณไซน์เข้าตามรปู
(ข) จะได้สัญญาณออกเอาตพ์ ตุ อยา่ งไร วาดรูปประกอบใหช้ ดั เจน
5. วงจรทงั้ สองรปู คือวงจรอะไร แตกตา่ งกนั อย่างไร พรอ้ มบอกคณุ สมบัติของวงจรมาให้เข้าใจ
300
20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จัดหน่วยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั
3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ
5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี
10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม
11. จัดกิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้
16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น
17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด
ดา้ นการวัดและประเมินผล
18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย
20. ครู ผู้เรียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม
= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย
301
20.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแกป้ ญั หา
ปญั หาท่ีพบ แนวทางแกป้ ัญหา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านส่ือ นวัตกรรม แหลง่ การเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการวดั ประเมนิ ผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นอ่ืน ๆ (โปรดระบุเปน็ ขอ้ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงช่ือ ........................................................................ ครูผูส้ อน
(นายปฏพิ าน สีนาบุญ)
ตาแหน่ง ครพู เิ ศษสอน
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 302
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
303
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมุง่ เน้นสมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รหสั วชิ า 20105-2006 วชิ า วงจรพัลสแ์ ละสวติ ชงิ
หน่วยท่ี 8 ช่อื หนว่ ย อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
ชอื่ เรื่อง อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ จานวน 4 ชวั่ โมง
1. สาระสาคัญ
วงจรมัลติไวเบรเตอร์ (Multivibrator Circuit) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสถานะคงตัวในการทางาน
สองสถานะ ถูกนาไปใช้งานร่วมกับสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับคล่ืนส่ีเหล่ียม โดยนาไปสร้างเป็นวงจรทางานได้
หลายชนิดและหลายหน้าท่ี เช่น วงจรกาเนิดความถี่คลื่นส่ีเหลี่ยม (Square Wave Generator) วงจรสวิตช์
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (Electronic Switch) และวงจรตัง้ เวลา (Timer Circuit) เป็นต้น
2. สมรรถนะอาชพี ประจาหนว่ ย
ดา้ นความรู้
1. บอกชนิดของวงจรมัลตไิ วเบรเตอร์ได้
2. อธบิ ายการทางานของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ได้
ด้านทกั ษะและการประยุกต์ใช้
1. ต่อวงจรอะสเตเบลิ มัลตไิ วเบรเตอร์ตามแบบที่กาหนดให้ได้
2. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดสญั ญาณในวงจรได้
3. อา่ นและบันทึกคา่ สัญญาณวงจรทวี่ ดั ดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้
ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
1. มมี นุษยสัมพันธท์ ี่ดีกบั เพื่อนร่วมงาน
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จดุ ประสงคท์ ั่วไป
1. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์
2. เพ่ือใหม้ ีทกั ษะในการตอ่ วงจรจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์
3. สามารถนาความรเู้ รื่องวงจรอะสเตเบลิ มัลตไิ วเบรเตอร์ไปประยุกตใ์ ช้งานได้อย่างเหมาะสม
3.2 จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
1. บอกชนดิ ของวงจรมลั ตไิ วเบรเตอร์ได้ (ด้านพทุ ธพิ สิ ัย)
2. อธบิ ายการทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ได้ (ด้านพุทธิพสิ ยั )
3. ต่อวงจรอะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์ตามแบบท่ีกาหนดให้ได้ (ดา้ นทักษะพิสัย)
4. ใช้ออสซิลโลสโคปวดั สญั ญาณในวงจรได้ (ดา้ นทักษะพิสัย)
5. อ่านและบนั ทึกค่าสัญญาณวงจรท่วี ดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ (ด้านทักษะพสิ ยั )
304
6. มีมนษุ ยสมั พันธท์ ่ดี ีกบั เพือ่ นร่วมงาน (ดา้ นจติ พสิ ยั )
4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ด้านความรู้
4. อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์ชนิดไอซีออปแอมป์
5. อะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์ชนดิ ไอซี 555
6. บทสรปุ
4.2 ด้านทกั ษะหรือปฏิบตั ิ
1. การทดลองท่ี 8 อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์
2. แบบทดสอบบทที่ 8
4.3 ดา้ นคุณธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพียง
1. ใช้เครอ่ื งมือในการทดสอบได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม
5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรียนรู้
ข้นั ตอนการสอนหรอื กิจกรรมครู ขัน้ ตอนการเรียนหรือกิจกรรมของผูเ้ รียน
ขนั้ เตรยี ม(10 นาที) ขน้ั เตรียม(10 นาที)
1. ผู้สอนจัดเตรยี มเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวิชา 1. ผเู้ รยี นเตรยี มหนงั สือและฟังผู้สอนแนะนารายวิชา
วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้กับวิชา
วงจรพลั ส์และสวติ ชิง วงจรพัลส์และสวิตชิง
2. ผู้สอนชี้แจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ
พฤติกรรมประจาหน่วยที่ 8 เรื่อง อะสเตเบิลมัลติไว จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 8 เร่ือง
เบรเตอร์ อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์
ขน้ั การสอน(210 นาที) ขน้ั การสอน(210 นาที)
1. ผู้สอนอธบิ ายเนือ้ หาวิชาวงจรพัลส์และสวิตชิง 1. ผูเ้ รยี นฟงั ผสู้ อนอธบิ ายเน้ือหาวชิ าวงจรพลั ส์
หนว่ ยที่ 8 เรือ่ ง อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ และสวติ ชงิ หนว่ ยที่ 8 เรอ่ื ง อะสเตเบิลมลั ติไวเบร
2. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รยี นเปดิ หนังสือเรียนวงจรพัลสแ์ ละสวิ เตอร์
ตชงิ หนว่ ยที่ 8 เร่อื ง อะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอร์และ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาวงจรพัลส์และสวิตชิง
อธบิ ายเน้ือหาใหผ้ ้เู รยี นฟงั หน่วยที่ 8 เรอ่ื ง อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาใบงานที่ 8 เรื่อง อะสเต 3. ผู้เรียนทาใบงานที่ 8 เร่ือง อะสเตเบิลมัลติไวเบร
เบิลมลั ตไิ วเบรเตอร์ เตอร์
ขน้ั สรปุ (20 นาที) ขน้ั สรปุ (20 นาที)
1. ผสู้ อนใหผ้ ูเ้ รียนทาแบบฝึกหัดหน่วยท่ี 8 1. ผู้เรยี นรว่ มกนั สรปุ เน้ือหาที่ได้เรียนให้มีความ
เขา้ ใจในทิศทางเดียวกนั
305
2. ผสู้ อนและผ้เู รยี นรว่ มกันสรุปเน้ือในหนว่ ยเรียนท่ี 2. ผู้เรยี นทาแบบฝกึ หัดหนว่ ยที่ 8
8 เรอื่ ง อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ 3. ผู้เรยี นศกึ ษาเพิม่ เตมิ นอกห้องเรียน ดว้ ย
PowerPoint ที่จัดทาข้ึน
6. ส่ือการเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สอื่ ส่ิงพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชงิ
2. ใบงานท่ี 8 อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
3. แบบฝกึ หดั หน่วยท่ี 8
4. หนังสอื เรียนวชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชิง
6.2 สอื่ โสตทศั น์
1. Power Point เรือ่ งอะสเตเบลิ มลั ตไิ วเบรเตอร์
6.3 สอื่ ของจรงิ
1. อปุ กรณ์จากการทดลองใบงานที่ 8
7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมดุ วทิ ยาลยั เทคนิคสวา่ งแดนดนิ
2. ห้องอนิ เตอรเ์ น็ตวทิ ยาลยั เทคนคิ สวา่ งแดนดิน
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. ห้องสมดุ เฉลมิ พระเกียรติอาเภอสว่างแดนดิน
2. ห้องสมดุ ประชาชนเฉลิมราชกมุ ารอี าเภอสวา่ งแดนดิน
8. งานทม่ี อบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
1. ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
8.2 ขณะเรยี น
1. ศกึ ษาเน้ือหา ในบทที่ 8 เร่อื ง อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์
2. รายงานผลหนา้ ชน้ั เรียน
3. ปฏิบตั ใิ บปฏิบัติงานท่ี 8 เรอ่ื ง อะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์
4. สรุปผลการทดลอง
306
8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบฝกึ หดั บทที่ 8
9. ผลงาน/ชนิ้ งาน ทเ่ี กิดจากการเรียนรขู้ องผู้เรยี น
1. แบบฝกึ หดั บทที่ 8 ใบปฏิบัตงิ านที่ 8
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งอิง
1. พันธ์ศกั ดิ์ พุฒิมานติ พงศ.์ วงจรพัลส์และสวติ ชงิ . : ศนู ย์สง่ เสรมิ อาชีวะ (ศสอ)
11. การบรู ณาการ/ความสมั พนั ธ์กับรายวิชาอื่น
1. บูรณาการกับวชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสสลับ
2. บรู ณาการกบั วชิ าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกสแ์ ละวงจร
12. หลักการประเมินผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรยี น
1. ความรูเ้ บอื้ งตน้ ก่อนการเรียนการสอน
12.2 ขณะเรียน
1. สงั เกตการทางาน
12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หัดหน่วยท่ี 8
2. ตรวจใบงานท่ี 8
13. รายละเอียดการประเมนิ ผลการเรยี น
จดุ ประสงค์ขอ้ ท่ี 1 บอกชนดิ ของวงจรมลั ติไวเบรเตอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกชนิดของวงจรมัลตไิ วเบรเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกชนดิ ของวงจรมัลติไวเบรเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 2 อธิบายการทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอรไ์ ด้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธิบายการทางานของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธิบายการทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอรไ์ ด้ จะได้ 1.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 3 ตอ่ วงจรอะสเตเบิลมลั ตไิ วเบรเตอร์ตามแบบที่กาหนดให้ได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
307
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถตอ่ วงจรอะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์ตามแบบที่กาหนดให้ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : ต่อวงจรอะสเตเบลิ มลั ตไิ วเบรเตอร์ตามแบบทีก่ าหนดให้ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 4 ใชอ้ อสซิลโลสโคปวัดสัญญาณในวงจรได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั สัญญาณในวงจรได้
4. เกณฑ์การผา่ น : ใชอ้ อสซิลโลสโคปวัดสญั ญาณในวงจรได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ที่ 5 อ่านและบันทึกค่าสัญญาณวงจรทว่ี ัดดว้ ยออสซิลโลสโคปได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอา่ นและบนั ทึกค่าสญั ญาณวงจรทว่ี ัดด้วยออสซิลโลสโคปได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อา่ นและบันทกึ ค่าสัญญาณวงจรทีว่ ดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้ จะได้ 1 คะแนน
308
14. แบบทดสอบก่อนเรียน
หนว่ ยการสอนท่ี 8. ชื่อหน่วยการสอน อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
วตั ถุประสงค์ เพือ่ ประเมินความรูพ้ ้นื ฐานเกีย่ วกบั อะสเตเบิลมลั ตไิ วเบรเตอร์
ข้อคาถาม
ตอนที1่ จงเลอื กคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งทีส่ ดุ
1. อะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์สามารถนาไปสรา้ งเปน็ วงจรทางานอะไรได้บา้ ง
ก. ตัง้ เวลา ข. กาเนิดความถ่ี
ค. ควบคุมการทางาน ง. สวิตช์อเิ ล็กทรอนกิ ส์
2. วงจรอะสเตเบิลมลั ตไิ วเบรเตอรม์ ชี ่อื เรียกอีกชอ่ื หนึ่งวา่ อะไร
ก. ฟลิปฟลอป ข. วันช็อตมัลตไิ วเบรเตอร์
ค. ฟรรี ันนงิ มัลตไิ วเบรเตอร์ ง. วาริเอเบิลมัลติไวเบรเตอร์
3. คลืน่ สญั ญาณทจี่ า่ ยออกเอาต์พตุ ของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอรเ์ ปน็ ชนิดใด
ก. สเ่ี หลีย่ ม ข. อนิ ติเกรต ค. สามเหลย่ี ม ง. เอกซ์โพเนนเชยี ล
4. การทางานของวงจรอะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์ชนดิ ทรานซิสเตอรเ์ ปน็ อยา่ งไร
ก. ทรานซิสเตอรื 2 วงจรทางานพรอ้ มกนั ตลอดเวลา
ข. ทรานซิสเตอรื 2 วงจรทางานสลบั กันไปมาดว้ ยตวั เองอัตโนมตั ิ
ค. การทางานของทรานซิสเตอรท์ ัง้ 2 วงจรต้องมีสัญญาณเข้ามากระตุน้
ง. ทรานซิสเตอร์ 2 วงจร วงจรหนงึ่ ทางานตลอดเวลา อีกวงจรหน่ึงไม่ทางานตลอดเวลา
5. การกาหนดเวลาในการทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอรช์ นิดทรานซสิ เตอร์ ข้ึนอยู่กับอุปกรณส์ ว่ น
ใด
ก. R และตวั ทรานซิสเตอร์ ข. C และตัวทรานซิสเตอร์
ค. R และ C ทต่ี อ่ รว่ มขา C ของทรานซิสเตอร์ ง. R และ C ทีต่ อ่ ร่วมขา B ของทรานซสิ เตอร์
6. ต้องการปรบั เปลยี่ นเวลาในการทางานของวงจรอะสเตเบลิ มัลตไิ วเบรเตอรช์ นิดทรานซสิ เตอร์ควรใสอ่ ุปกรณ์
ปรับเปลย่ี นค่าได้ท่ีส่วนใด
ก. R ปรับเปล่ียนค่าได้ท่ีขา B ของทรานซิสเตอร์เทียบกบั แหลง่ จ่ายไฟฟา้
ข. R ปรับเปลยี่ นคา่ ได้ทข่ี า C ของทรานซสิ เตอร์เทยี บกบั แหลง่ จา่ ยไฟฟ้า
ค. R ปรบั เปลี่ยนค่าได้ท่ีขา B ของทรานซิสเตอรเ์ ทียบกับกราวด์
ง. R ปรบั เปลย่ี นค่าได้ที่ขา C ของทรานซิสเตอร์เทียบกับกราวด์
7. การทางานของวงจรอะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอรช์ นดิ ออปแอมปเ์ ป็นอยา่ งไร
ก. ออปแอมป์ 2 วงจรทางานพรอ้ มกนั ตลอดเวลา
ข. การทางานของออปแอมป์ตอ้ งมสี ัญญาณเข้ามากระตุน้
ค. ออปแอมป์ทางานตามการควบคุมของ RC ทป่ี ระกอบรว่ ม
ง. ออปแอมป์ 2 วงจร วงจรหนงึ่ ทางานตลอดเวลา อกี วงจรหนง่ึ ไม่ทางานตลอดเวลา
309
8. สญั ญาณท่จี ่ายออกเอาต์พุตของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดออปแอมปเ์ ปน็ อยา่ งไร
ก. ข. ค. ง.
9. IC เบอร์ 555 จัดเป็น IC อยู่ในประเภทอะไร ง. กาเนดิ สญั ญาณ
ก. ต้ังเวลา ข. หนว่ งเวลา ค. ขยายสัญญาณ
10.ขาทริกเกอร์ของ IC เบอร์ 555 ทาหน้าท่ีอะไร
ก. ขาจา่ ยสัญญาณสง่ ออกเอาตพ์ ตุ
ข. กาเนดิ สัญญาณกระต้นุ ออกไปภายนอก
ค. ตอ่ รบั แรงดันกระตนุ้ จากภายนอกเข้ามา
ง. ควบคุมใหข้ าเอาต์พตุ ของ IC เปลี่ยนแปลงระดับแรงดนั
ตอนที2่ อธบิ ายใหไ้ ด้ใจความสมบรู ณ์และแสดงวธิ ีทาให้ถูกตอ้ งสมบูรณ์
1. วงจรมลั ตไิ วเบรเตอรค์ ืออะไร มีกชี่ นิด อะไรบ้าง
2. อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์ คืออะไร มีหลักการทางานอยา่ งไร
3. วงจรตามรปู คือวงจรอะไร มหี ลกั การทางานอย่างไร อธบิ ายใหเ้ ข้าใจ
4. วงจรตามรูปคอื วงจรอะไร มหี ลักการทางานอย่างไร อธิบายใหเ้ ขา้ ใจ
310
5. วงจรตามรูปคือวงจรอะไร มหี ลักการทางานอยา่ งไร อธิบายให้เข้าใจ
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
ขอ้ 1 ขอ้ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ขอ้ 7 ข้อ 8 ขอ้ 9 ขอ้ 10
311
16. ใบความรทู้ ี่ 8
หน่วยการสอนท่ี 8 ชือ่ หน่วยการสอน อะสเตเบลิ มัลตไิ วเบรเตอร์
หวั ข้อเร่อื ง อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์
8.1 วงจรมัลตไิ วเบรเตอร์
วงจรมัลติไวเบรเตอร์ (Multivibrator Circuit) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีมีสถานะคงตัวในการทางาน
สองสถานะ ถูกนาไปใช้งานร่วมกับสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับคลื่นสี่เหลี่ยม โดยนาไปสร้างเป็นวงจรทางานได้
หลายชนิดและหลายหน้าที่ เช่น วงจรกาเนิดความถ่ีคล่ืนส่ีเหล่ียม (Square Wave Generator) วงจรสวิตช์
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (Electronic Switch) และวงจรตัง้ เวลา (Timer Circuit) เป็นตน้
การทางานของวงจรมัลติไวเบรเตอรแ์ ต่ละชนิดแตกตา่ งกันไป บางชนดิ สามารถให้กาเนิดความถ่ีขึ้นมา
ได้ด้วยตัวเอง บางชนิดต้องใช้สัญญาณป้อนเข้ามาควบคุมให้วงจรทางาน และบางชนิดสามารถตั้งเวลาในการ
ทางานหรือหยุดการทางานได้ วงจรมัลติไวเบรเตอร์แต่ละชนิดมีชื่อเรียกแตกต่างกันแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด
ดังนี้
1. อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ (Astable Multivibrator) หรือมัลติไวเบรเตอร์แบบอเสถียรเรียกได้
อีกชื่อหนึ่งว่า ฟรีรันนิงมัลติไวเบรเตอร์ (Free Running Multivibrator) หรือมัลติไวเบรเตอร์ทางานอย่าง
อิสระ
2. โมโนสเตเบลิ มัลตไิ วเบรเตอร์ (Monostable Multivibrator) หรือมลั ตไิ วเบรเตอร์แบบเอกเสถียร
เรียกได้อีกชื่อหน่ึงว่า วันช็อตมัลติไวเบรเตอร์ (One Shot Multivibrator) หรือมัลติไวเบรเตอร์แบบสัญญาณ
ลกู โดด
3. ไบสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ (Bistable Multivibrator) หรือมัลติไวเบรเตอร์แบบทวิเสถียรเรียกได้
อกี ช่ือหนง่ึ ว่า ฟลิปฟลอป (Flip Flop)
8.2 อะสเตเบลิ มลั ตไิ วเบรเตอร์
อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ หรือมัลติไวเบรเตอร์แบบอเสถียร เป็นวงจรมัลติไวเบรเตอร์ที่สามารถ
ทางานได้ดว้ ยตัวเอง โดยไมจ่ าเป็นต้องใช้สญั ญาณจากภายนอกมาควบคุมการทางานซ่งึ มหี ลักการทางานคล้าย
กับวงจรกาเนิดความถี่ (Oscillator) เมื่อจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงให้วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ วงจร
สามารถทางานและหยุดการทางานสลับไปสลับมาได้ด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จึงเป็นวงจรมัลติไว
เบรเตอร์ท่ที างานได้อยา่ งอสิ ระ
ความถ่ีท่ีกาเนิดขึ้นมาของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ จะเป็นความถ่ีคล่ืนส่ีเหลี่ยมไม่ใช่คล่ืน
ไซน์ วงจรถูกสร้างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ หลายชนิด มีสภาวะการทางานแบบก่ึงเสถียรภาพ 2
สภาวะ ระยะเวลาในการทางานของแต่ละสภาวะกึ่งเสถียรภาพทั้ง 2 ส่วนถูกกาหนดค่าด้วยค่าเวลาคงที่ของ
อุปกรณ์ RC ที่ประกอบร่วมในวงจร ทาหน้าทีเ่ ปน็ วงจรกาหนดเวลาคงทใ่ี นการทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลติ
ไวเบรเตอร์ การสร้างวงจรทางานสามารถสร้างข้ึนได้จากอุปกรณ์สารกึ่งตัวนาหลายชนิด เช่น ทรานซิสเตอร์
ไอซีออปแอมป์ และไอซี 555 เป็นต้น
312
8.3 อะสเตเบลิ มลั ตไิ วเบรเตอร์ชนิดทรานซสิ เตอร์
วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ เป็นการทางานของวงจรทรานซิสเตอร์สวิตช์
สองวงจรต่อร่วมกัน การทางานของวงจรทั้งสองสัมพันธ์กัน และสลับกันทางาน การต่อวงจรโดยนาเอาต์พุต
ของวงจรแรกไปต่อเข้ากับอินพุตของวงจรที่สอง และนาเอาต์พุตของวงจรท่ีสองไปต่อเข้ากับอินพุตของวงจร
แรก ผลการต่อวงจรดังกล่าวทาให้วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์สามารถให้กาเนิดสัญญาณความถ่ีคล่ืน
สเี่ หลย่ี มขนึ้ มาจา่ ยออกเอาตพ์ ุต
วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ ประกอบขึ้นจากวงจรกลับสัญญาณชนิด
ทรานซิสเตอร์ 2 วงจรตอ่ ร่วมกัน โดยตอ่ เอาต์พตุ ของวงจรแรกเข้ากบั อินพุตของวงจรที่สองและต่อเอาต์พุตของ
วงจรที่สองเข้ากับอินพุตของวงจรแรก เอาต์พุตของวงจรกลับสัญญาณแต่ละวงจรถูกคับปลิงหรือถูกเช่ือมต่อ
ด้วยตัว RC ไปยังอินพุตของวงจรกลับสัญญาณแต่ละวงจร วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์
แสดงดังรูปท่ี 8.1
(ก) วงจร (ข) สญั ญาณ
รูปที่ 8.1 แสดงวงจรอะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอร์ชนิดทรานซสิ เตอร์
จากรูปท่ี 8.1 แสดงวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ รูปที่ 8.1 (ก) เป็น
วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ ประกอบขึ้นจากวงจรกลับสัญญาณสองชุด วงจรกลับสัญญาณชุดที่หนึ่ง
ประกอบด้วย Q1 RL1 C1 และ RB1 ส่วนวงจรกลับสัญญาณชุดท่ีสองประกอบด้วย Q2 RL2 C2 และ RB2 จะ
เหน็ วา่ เอาต์พุตขา C ของ Q1 ถูกต่อเข้าตัว Q2 ส่งผา่ นไปเข้าขา B ของ Q2 และเอาต์พุตขา C ของ Q2 ถกู ต่อ
เข้าตวั C1 ส่งผา่ นไปเข้าขา B ของ Q1 สัญญาณทก่ี าเนิดข้ึนมาถกู สง่ ออกเอาต์พตุ ที่ E01 และ E02 เป็นตรงข้าม
กัน ได้รูปสัญญาณเกิดข้ึนที่ขา C และขา B ของทรานซิสเตอร์แต่ละตัวดังรูปที่ 8.1 (ข) การทางานของวงจร
อธิบายไดด้ ังนี้
ทีเ่ วลา t+0 เมอ่ื ตัว Q2 ทางานถึงจุดอิ่มตวั จะทาให้ตวั Q1 หยดุ นากระแส กระแสเบสของ Q2 ไหล
ไปประจุในตัว C2 ทาให้ C2 ประจุแรงดันถึงค่าแรงดัน Vcc แรงดันขา C ของ Q1 ค่อยๆ เพ่ิมสูงข้ึนแบบเอกซ์
โพเนนเชียล จนถึงค่าแรงดนั Vcc ตามการประจแุ รงดันของตวั C2 ส่วนตวั RB2 ควรเลือกคา่ ที่เหมาะสมในการ
313
จากัดกระแสเบสของ Q2 ให้มีค่ากระแสท่ีจาเป็นต้องใช้ต่าสุดสาหรับการควบคุมให้ Q2 ทางานถึงจุดอ่ิมตัวใน
สภาวะ ON ตวั Q2 จะทางานถึงจดุ อ่มิ ตัวหลงั จากตัว C2 ประจุแรงดันถงึ ค่า Vcc
ในทานองเดียวกันตัว C1 จะประจุแรงดันถึงค่าแรงดัน Vcc ได้เมื่อตัว Q1 ทางานถึงจุดอิ่มตัว
เช่นเดยี วกัน ขณะที่ตวั Q2 นากระแสถึงจดุ อิ่มตวั เสมือนเป็นสวติ ช์ต่อวงจร ตอ่ แผ่นเพลตตัว C1 ด้านท่ีตอ่ กับ
ขา C ของตวั Q2 ทปี่ ระจแุ รงดนั บวกไวล้ งกราวด์ ส่งผลให้เกดิ การทางานแสดงดงั รปู ที่ 8.2
รูปที่ 8.2 ส่วนของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอรช์ นดิ ทรานซิสเตอร์ทางานขณะ Q1 OFF และ Q2 (ON)
จากรูปที่ 8.2 แสดงส่วนของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์รูปท่ี 8.1 ทางานขณะ
Q1 อยูใ่ นสภาวะคัตอออฟ (OFF) และ Q2ทางานถงึ จุดอิ่มตวั (ON) รปู ที่ 8.2 (ก) วงจรท่สี ่วน Q2 อยูใ่ นสภาวะ
อ่ิมตัวเสมือนสวิตช์ลัดวงจรต่อขา C และขา E ถึงกัน ทาให้ C1 ท่ีประจุแรงดันไว้เต็มถูกต่อคร่อมขนานขา B
และขา E ของ Q1 เทา่ กบั – Vcc ท่ีเวลา t+0 สง่ ผลให้ Q1 อยใู่ นสภาวะคตั อออฟ (OFF) อย่างสมบูรณ์ช่ัวขณะ
หน่งึ ท่ชี ่วงเวลานตี้ วั C2 ประจุแรงดนั Vcc เก็บไว้
ท่ีเวลา t+0 น้ีจะเห็นว่าตัว C1 ต่อรับแรงดัน + Vcc ด้วยทาให้ C1 เร่ิมประจุเพื่อเปล่ียนข้ัวแรงดัน
จาก –Vcc เป็น + Vcc แทน แสดงดังรูปที่ 8.2 (ข) ตัว Q1 ยังอยู่ในสภาวะคัตออฟ (OFF) จนถึงช่วงเวลา t-1
เพราะในช่วงเวลา t+0 ถึง t-1 การจ่ายไบอสั ให้ Q1 เป็นการจา่ ยไบแอสกลับให้ถงึ ไบแอส 0 V เมอื่ ถงึ ช่วงเวลา
t+1รอยตอ่ ขา B และขา E ของ Q1เริม่ ได้รบั ไบอสั ตรงเพ่ิมขน้ึ จากการประจขุ อง C1 ผา่ น RB1 มา ทาให้ Q1เริ่ม
ทางาน
เมื่อตัว Q1 เร่ิมทางานท่ีเวลา t+1 ทาให้แผ่นเพลตท่ีประจุแรงดันบวกของ C2 ถูกต่อลงกราวด์ โดย
ผ่านตัว Q1 ท่ีอยู่ในสภาวะอิ่มตัวเสมือนสวิตช์ลัดวงจรต่อขา C และขา E ถึงกัน ดังน้ันแรงดันที่ประจุไว้ใน C2
ถูกต่อคร่อมขนานขา B และขา E ของ Q2 เท่ากับ – Vcc กลายเป็นแรงดันไบแอสกลับให้ขา B และขา E ของ
Q2 แสดงดงั รูปท่ี 8.3
314
รปู ที่ 8.3 ส่วนของวงจรอะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอรช์ นดิ ทรานซสิ เตอรท์ างานขณะ Q1 ON และ Q2 OFF
จากรูปที่ 8.3 แสดงส่วนของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์รูปท่ี 8.1 ทางานขณะ
Q1 ทางานถึงจุดอ่ิมตัว (ON) และ Q2 อยู่ในสภาวะคัตอออฟ (OFF) รูปที่ 8.3 (ก) วงจรท่ีส่วน Q1 อยู่ใน
สภาวะอิ่มตัวเสมือนสวติ ชล์ ัดวงจรต่อขา C และขา E ถึงกัน ทาให้ C2 ท่ีประจุแรงดันไว้เต็มถูกต่อครอ่ มขนาน
ขา B และขา E ของ Q2 เท่ากับ – Vcc ท่ีเวลา t+1 ส่งผลให้ Q2 อยู่ในสภาวะคัตอออฟ (OFF) อย่างสมบูรณ์
ชวั่ ขณะหนงึ่ ทชี่ ว่ งเวลานีต้ ัว C1 ประจุแรงดนั Vcc เก็บไว้
ท่ีเวลา t+1 นี้จะเห็นว่าตัว C2 ต่อรับแรงดัน +Vcc ด้วยทาให้ C2 เริ่มประจุเพื่อเปลี่ยนข้ัวแรงดันจาก
– Vcc เป็น + Vcc แทน แสดงดังรูปท่ี 8.3 (ข) ตัว Q2 ยังอยู่ในสภาวะคัตออฟ (OFF) จนถึงช่วงเวลา t-2
เพราะในช่วงเวลา t+1 ถึง t-2 การจ่ายไบแอสให้ Q2 เป็นการจ่ายไบอัสกลับให้ถึงไบอัส 0 V เม่ือถึงช่วงเวลา
t+2 รอยต่อขา B และขา E ของ Q2 เริม่ ได้รับไบแอสตรงเพ่ิมข้นึ จากการประจุของ C2 ผ่าน RB2 มา ทาให้ Q2
เร่มิ ทางานอกี คร้งั
สัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมท่ีเกิดขึ้นจากเอาต์พุตแต่ละเอาต์พุตตามรูปท่ี 8.1 จะมีความกว้างของคล่ืน
ข้ึนอยู่กับค่า RB1 C1 และ RB2 C2 ท่ีนามาประกอบเข้าวงจร โดยทาหน้าที่เป็นค่าเวลาคงท่ีในการทางาน ถ้า
กาหนดใชค้ า่ RB1 C1เทา่ กับคา่ RB2 C2 จะทาให้ไดค้ วามกวา้ งของคล่นื ออกเอาต์พุตที่ EO1 และ EO2 เทา่ กัน
กรณีท่ีต้องการให้ได้ความกว้างของคล่ืนส่ีเหลี่ยมออกเอาต์พุตท่ี EO1 และ E02 แตกต่างกัน ทาได้โดย
ปรับเปล่ยี นคา่ ใช้งานของ RB1 C1 และ RB2 C2 ให้แตกต่างกัน การคานวณหาคา่ คาบเวลาคงท่ี RC ทาไดด้ ังนี้
T = T1 + T2
เมอ่ื T1 = 0.69(RB1 C1)
และ T2 = 0.69(RB2 C2)
จะได้ T = 0.69(RB1 C1) + 0.69(RB2 C2)
T = 0.69(RB1 C1 + RB2 C2)
โดยปกติจะกาหนดให้ R = RB1 = RB2
T = 0.69 R(C1 + C2) s …….(8-1)
315
ในกรณีท่ีต้องการให้วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ เป็นแบบมีความกว้างของคล่ืนออกเอาต์พุต
เทา่ กัน หรือแบบสมมาตรกัน สามารถคานวณหาค่าเวลาคงท่ี RC ได้ดังน้ี
ถ้ากาหนดให้ C = C1 = C2
จะได้ T = 0.69 R(C + C) s = 0.69 R(2C)
T = 1.38 RC s …….(8-2)
เมอื่ T = เวลา 1 รอบคลน่ื (ชว่ งเวลา T0- T2) หนว่ ย s
T1 = เวลาคงทใี่ นการทางานของ Q1 หนว่ ย s
T2 = เวลาคงท่ใี นการทางานของ Q2 หนว่ ย s
RB1 = ค่าความต้านทานท่ีใชใ้ นวงจรสว่ นท่ี 1 หน่วย Ω
RB2 = คา่ ความตา้ นทานทใี่ ช้ในวงจรสว่ นที่ 2 หน่วย Ω
R = RB1 = RB2 หน่วย Ω
C1 = คา่ ความจุที่ใชใ้ นวงจรส่วนที่ 1 หนว่ ย F
C2 = ค่าความจุท่ีใชใ้ นวงจรส่วนที่ 2 หน่วย F
C = C1 = C2 หน่วย F
ในกรณีที่ต้องการปรับแต่งความกว้างของคล่ืนส่ีเหล่ียมออกเอาต์พุตให้ได้ค่าความกว้างถูกต้องตาม
ต้องการ สามารถทาได้โดยแทนตัวต้านทาน RB1 หรือ RB2 ด้วยตัวต้านทานคงท่ีต่ออนุกรมกับตัวต้านทาน
ปรับเปลี่ยนค่าได้ในค่าความต้านทานที่เหมาะสม เข้าไปแทนในด้านใดด้านหนึ่งหรือแทนทั้ง สองด้าน จะช่วย
ทาให้สามารถปรับค่าความกว้างของคลื่นส่ีเหล่ียมส่งออกเอาต์พุตเปลี่ยนแปลงได้ ช่วยให้ได้ค่าความกว้างของ
คล่ืนส่เี หลยี่ มท่ถี ูกต้องตามต้องการออกไปใชง้ าน ลกั ษณะการต่อวงจร แสดงดังรูปท่ี 8.4
รปู ท่ี 8.4 แสดงวงจรอะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอรช์ นดิ ทรานซสิ เตอร์ แบบปรับค่าความกว้างคลนื่ ส่ีเหลยี่ มได้
จากรูปที่ 8.4 แสดงวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ แบบปรับค่าความกว้างคล่ืน
ส่ีเหลี่ยมได้ โดยเปลี่ยนตัวต้านทาน RB1 ให้เป็นตัวต้านทาน R11 อนุกรมกับ R12 และเปล่ียนตัวต้านทาน RB2
316
ให้เป็นตัวต้านทาน R21 อนุกรมกับ R22 วงจรตัว R11 R12 และ C1 ต่อเป็นวงจรกาหนดเวลาคงท่ีในการ
ทางานของ Q1 และวงจรตัว R21 R22 และ C2 ต่อเป็นวงจรกาหนดเวลาคงท่ีในการทางานของ Q2 เม่ือ
ปรับเปล่ียนค่าความต้านทานของ R11 และ R21 ไป เป็นการปรับเปลี่ยนค่าเวลาคงที่ให้เปลี่ยนแปลงไป ทาให้
ความกว้างคล่นื สีเ่ หล่ยี มถกู ปรับเปลี่ยนแปลงไป
317
17. ใบงานที่ 8
หนว่ ยการสอนที่ 8 ชอ่ื หน่วยการสอน อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
หวั ข้อเร่ือง อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
ใบปฏบิ ตั งิ าน 8.1 อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนดิ ทรานซสิ เตอร์
จดุ ประสงค์
1. ประกอบวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอรช์ นดิ ทรานซิสเตอรไ์ ด้
2. ใช้ออสซิลโลสโคปวัดสัญญาณในวงจรได้
3. เปลีย่ นแปลงค่าความถี่ทกี่ าเนิดขนึ้ มาได้
4. มีมนษุ ยสมั พันธท์ ี่ดีกบั เพ่อื นรว่ มงาน
เคร่อื งมอื และอุปกรณ์
1. ออสซิลโลสโคปชนดิ 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เครอ่ื ง
2. แหล่งจ่ายแรงดนั ไฟตรงปรับค่าได้ 0-30V 1 เครื่อง
3. มัลติมิเตอร์ 1 เครือ่ ง
4. ตวั ตา้ นทาน 470Ω, 10kΩ; 0.5W ค่าละ 2 ตวั
5. ตวั เกบ็ ประจุ 100µF; 20V 2 ตวั
6. ตัวเกบ็ ประจุ 220µF; 20V 1 ตวั
7. ทรานซสิ เตอร์เบอร์ 2N222 2 ตวั
8. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชุด
ลาดบั ขน้ั ตอนการทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรปู ที่ 8.1
2. ปรับออสซิลโลสโคปชนิดเส้น 2 ภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของ
ออสซิลโลสโคปวัดวงจรท่ีเอาต์พุต EO1 และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวัดท่ีเอาต์พุต EO2 วัดรูป
คลื่นสัญญาณและระดับความแรงสัญญาณ ท้ังอินพุต EO1 และเอาต์พุต EO2 บันทึกค่าไว้ในรูปที่ 8.2 ให้มีรูป
และเฟสสัญญาณสมั พันธก์ นั
+12V
R1 C1 R2 R3 C2 R4 ออสซลิ โลสโคป
470 100µF 10k 10k 100µF 470
CH1 CH2
+- -+
EO2 EO1
Q2 VB2 VB1 Q1
รูปท่ี 8.1 วงจรอะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอรช์ นดิ ทรานซสิ เตอร์
318
EO1= VP-P 0
EO2= VP-P 0
รูปที่ 8.2 สญั ญาณ EO1 และ EO2 ของวงจรอะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอรช์ นิดทรานซสิ เตอร์มีเวลาเทา่ กัน
3. อ่านชว่ งเวลาเวลา T1 และ T2 ของสัญญาณ EO2 ทวี่ ดั ไดใ้ นลาดบั ขั้นตอนที่2
T1 = ………………………………………………………. s
T2 = ………………………………………………………. s
4. เปลี่ยนค่าความจุ C1 เป็น 220µF ใช้ออสซิลโลสโคปวัดรูปคล่ืนสัญญาณและระดับความแรง
สัญญาณและระดบั ความแรงสญั ญาณ EO1 และ EO2 บนั ทกึ ค่าไวใ้ นรปู ท่ี 8.3
EO1= VP-P 0
EO2= VP-P 0
319
รูปท่ี 8.3 สญั ญาณ EO1 และ EO2 ของอะสเตเบิลมลั ตไิ วเบรเตอร์ชนดิ ทรานซิสเตอร์มเี วลาไมเ่ ท่ากนั
5. อ่านชว่ งเวลาเวลา T1 และ T2 ของสัญญาณ EO2 ทวี่ ัดได้ในลาดบั ขนั้ ตอนที่4
T1 = ………………………………………………………. s
T2 = ………………………………………………………. s
สรุปผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คาถามและการวเิ คราะห์
1. วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอรส์ ามารถทางานได้ดว้ ยตัวเองหรือไม่ การทางานของวงจรตามรูปท่ี 8.1 เป็น
อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การเปลย่ี นคา่ ความจุของตัว C1 ในวงจรรปู ที่ 8.1 มีผลอยา่ งไรกับวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
320
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน
ชอ่ื กลุม่ ……………………………………………ชั้น………………………ห้อง............................
รายช่ือสมาชกิ
1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขท…่ี ….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…่ี ….
ท่ี รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1
1 เนอื้ หาสาระครอบคลมุ ชัดเจน (ความรู้เกยี่ วกับเนอื้ หา ความถกู ต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้า)
2 รปู แบบการนาเสนอ
3 การมสี ่วนรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผู้ประเมิน…………………………………………………
เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. เนื้อหาสาระครอบคลมุ ชัดเจนถกู ตอ้ ง
3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถ้วนถกู ต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แตต่ รงตามจดุ ประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ กู ต้อง ไม่ตรงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มรี ูปแบบการนาเสนอท่เี หมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ท่แี ปลกใหม่ ใช้สือ่ และเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอทนี่ า่ สนใจ นาวัสดใุ นทอ้ งถิน่ มาประยุกตใ์ ชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ และ
ประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอท่ีแปลกใหม่ ใช้ส่อื และเทคโนโลยีประกอบการนาเสนอท่ีน่าสนใจ
แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วัสดุในทอ้ งถนิ่
1 คะแนน = เทคนคิ การนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมกลมุ่
2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญม่ บี ทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นน้อยมีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลมุ่
4. ความสนใจของผู้ฟงั
3 คะแนน = ผู้ฟังมากกวา่ รอ้ ยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ งั รอ้ ยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื
1 คะแนน = ผฟู้ งั นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
321
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
ช่ือกลุม่ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชอ่ื สมาชกิ
1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขที่…….
ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคดิ เหน็
321
1 การกาหนดเปา้ หมายร่วมกนั
2 การแบง่ หนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบัตหิ น้าท่ที ี่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน
รวม
ผู้ประเมนิ …………………………………………………
วันที่…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเปา้ หมายรว่ มกัน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอย่างชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีสว่ นรว่ มในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชกิ ส่วนน้อยมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
2. การหน้าทร่ี บั ผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทัว่ ถงึ และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แต่ไมต่ รงตามความสามารถ และมสี ื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพร้อมเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่วั ถึงและมสี อ่ื / อปุ กรณ์ไมเ่ พยี งพอ
3. การปฏบิ ตั หิ น้าท่ีทไี่ ด้รบั มอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย และตามเวลาทกี่ าหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย แตช่ ้ากวา่ เวลาทีก่ าหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมินผลและปรบั ปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนรว่ มปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ว่ นร่วมปรกึ ษาหารือ แตไ่ มป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นรว่ มไม่มสี ่วนรว่ มปรกึ ษาหารือ และปรับปรงุ งาน
322
19. แบบฝกึ หดั
แบบฝึกหดั ท้ายหนว่ ยที่ 8
อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
คาสง่ั อธบิ ายให้ได้ใจความสมบูรณแ์ ละแสดงวธิ ที าให้ถกู ต้องสมบรู ณ์
1. วงจรมลั ตไิ วเบรเตอรค์ อื อะไร มกี ชี่ นิดอะไรบา้ ง
2. อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ คอื อะไร มหี ลักการทางานอยา่ งไร
3. วงจรตามรปู คือวงจรอะไร มีหลักการทางานอยา่ งไร อธิบายให้เข้าใจ
4. วงจรตามรปู คอื วงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธบิ ายให้เข้าใจ
5. วงจรตามรูปคือวงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธิบายใหเ้ ขา้ ใจ
323
20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จดั หน่วยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั
3. เตรียมวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4. มวี ิธกี ารนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ
5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่ือช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ
6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นคน้ คว้าเพื่อหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นกั เรยี นมสี ว่ นร่วมในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
8. จัดกจิ กรรมทีเ่ นน้ กระบวนการคิด ( คดิ วเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี
10. จัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชวี ิตจริงโดยนาภมู ิปญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม
11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มีการเสรมิ แรงเมอ่ื นักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้
16. ใช้สื่อท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น
17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง
15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด
ดา้ นการวัดและประเมินผล
18. ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย
20. ครู ผู้เรียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วขอ้ งมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏบิ ตั ิดี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม
= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย
324
20.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแก้ปญั หา
ปญั หาท่ีพบ แนวทางแกป้ ญั หา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นสอื่ นวตั กรรม แหล่งการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการวดั ประเมนิ ผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านอน่ื ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ข้อ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงชื่อ ........................................................................ ครูผ้สู อน
(นายปฏิพาน สนี าบญุ )
ตาแหนง่ ครพู ิเศษสอน
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 325
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
326
แผนการจดั การเรียนรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพ
และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
รหสั วิชา 20105-2006 วิชา วงจรพลั ส์และสวติ ชงิ
หน่วยที่ 8 ช่ือหนว่ ย อะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์
ช่อื เรือ่ ง อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ จานวน 4 ช่วั โมง
1. สาระสาคญั
วงจรมัลติไวเบรเตอร์ (Multivibrator Circuit) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสถานะคงตัวในการทางาน
สองสถานะ ถูกนาไปใช้งานร่วมกับสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับคลื่นสี่เหลี่ยม โดยนาไปสร้างเป็นวงจรทางานได้
หลายชนิดและหลายหน้าท่ี เช่น วงจรกาเนิดความถ่ีคลื่นส่ีเหล่ียม (Square Wave Generator) วงจรสวิตช์
อเิ ล็กทรอนิกส์ (Electronic Switch) และวงจรต้ังเวลา (Timer Circuit) เป็นตน้
2. สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
ดา้ นความรู้
1. บอกชนดิ ของวงจรมัลตไิ วเบรเตอร์ได้
2. อธบิ ายการทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ได้
ด้านทกั ษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. ต่อวงจรอะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอร์ตามแบบทก่ี าหนดให้ได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั สัญญาณในวงจรได้
3. อ่านและบนั ทกึ ค่าสญั ญาณวงจรทวี่ ดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้
ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
1. มมี นษุ ยสมั พันธท์ ่ีดกี บั เพอ่ื นร่วมงาน
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 จุดประสงค์ท่ัวไป
1. เพ่อื ให้มคี วามรู้เก่ียวกับวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
2. เพื่อใหม้ ีทกั ษะในการตอ่ วงจรจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
3. สามารถนาความร้เู รือ่ งวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อยา่ งเหมาะสม
3.2 จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. บอกชนิดของวงจรมัลติไวเบรเตอร์ได้ (ดา้ นพทุ ธพิ สิ ัย)
2. อธบิ ายการทางานของวงจรอะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์ได้ (ดา้ นพุทธิพสิ ัย)
3. ต่อวงจรอะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์ตามแบบท่ีกาหนดให้ได้ (ด้านทักษะพิสัย)
4. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวัดสญั ญาณในวงจรได้ (ด้านทกั ษะพิสัย)
327
5. อ่านและบนั ทึกค่าสัญญาณวงจรทวี่ ัดด้วยออสซิลโลสโคปได้ (ดา้ นทักษะพสิ ยั )
6. มมี นุษยสมั พันธ์ที่ดกี บั เพ่อื นรว่ มงาน (ด้านจิตพิสยั )
4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ดา้ นความรู้
4. อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนดิ ไอซีออปแอมป์
5. อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์ชนิดไอซี 555
6. บทสรปุ
4.2 ด้านทักษะหรือปฏิบัติ
1. การทดลองท่ี 8 อะสเตเบลิ มัลตไิ วเบรเตอร์
2. แบบทดสอบบทที่ 8
4.3 ด้านคุณธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ใช้เคร่ืองมือในการทดสอบไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม
5. กิจกรรมการเรยี นการสอนหรือการเรียนรู้
ขนั้ ตอนการสอนหรอื กิจกรรมครู ข้ันตอนการเรยี นหรอื กิจกรรมของผเู้ รียน
ขัน้ เตรยี ม(10 นาที) ขน้ั เตรยี ม(10 นาที)
1. ผู้สอนจัดเตรยี มเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวชิ า 1. ผ้เู รยี นเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนารายวิชา
วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้กับวิชา
วงจรพัลส์และสวิตชงิ วงจรพลั ส์และสวิตชงิ
2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเร่ืองที่จะศึกษาและ
พฤติกรรมประจาหน่วยที่ 8 เรื่อง อะสเตเบิลมัลติไว จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 8 เร่ือง
เบรเตอร์ อะสเตเบลิ มัลตไิ วเบรเตอร์
ขน้ั การสอน(210 นาที) ขัน้ การสอน(210 นาที)
1. ผู้สอนอธบิ ายเน้อื หาวิชาวงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง 1. ผเู้ รยี นฟังผสู้ อนอธิบายเนื้อหาวชิ าวงจรพัลส์
หน่วยที่ 8 เรือ่ ง อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ และสวิตชงิ หน่วยที่ 8 เรอื่ ง อะสเตเบิลมัลติไวเบร
2. ผสู้ อนให้ผเู้ รียนเปดิ หนังสอื เรยี นวงจรพัลส์และสวิ เตอร์
ตชิงหน่วยที่ 8 เรอ่ื ง อะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอร์และ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาวงจรพัลส์และสวิตชิง
อธบิ ายเนอื้ หาให้ผู้เรยี นฟัง หน่วยท่ี 8 เรือ่ ง อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาใบงานที่ 8 เร่ือง อะสเต 3. ผู้เรียนทาใบงานท่ี 8 เรื่อง อะสเตเบิลมัลติไวเบร
เบิลมลั ตไิ วเบรเตอร์ เตอร์
ขน้ั สรุป(20 นาที) ข้นั สรุป(20 นาที)
1. ผูส้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบฝกึ หดั หน่วยที่ 8
328
2. ผสู้ อนและผ้เู รียนร่วมกนั สรุปเน้ือในหน่วยเรียนท่ี 1. ผูเ้ รียนรว่ มกันสรปุ เนอ้ื หาท่ีได้เรียนให้มีความ
8 เร่อื ง อะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอร์ เข้าใจในทิศทางเดยี วกนั
2. ผู้เรียนทาแบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 8
3. ผู้เรยี นศกึ ษาเพม่ิ เตมิ นอกห้องเรยี น ด้วย
PowerPoint ทจี่ ดั ทาขึ้น
6. สอ่ื การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สือ่ สิ่งพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า วงจรพัลส์และสวติ ชิง
2. ใบงานที่ 8 อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์
3. แบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 8
4. หนงั สือเรียนวชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชงิ
6.2 ส่ือโสตทศั น์
1. Power Point เรอื่ งอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
6.3 ส่อื ของจริง
1. อุปกรณจ์ ากการทดลองใบงานท่ี 8
7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดวทิ ยาลยั เทคนิคสวา่ งแดนดิน
2. ห้องอินเตอรเ์ นต็ วิทยาลยั เทคนคิ สวา่ งแดนดิน
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. ห้องสมดุ เฉลมิ พระเกียรติอาเภอสว่างแดนดิน
2. หอ้ งสมุดประชาชนเฉลมิ ราชกมุ ารีอาเภอสวา่ งแดนดิน
8. งานที่มอบหมาย
8.1 กอ่ นเรียน
1. ผ้เู รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน
8.2 ขณะเรียน
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทท่ี 8 เรอื่ ง อะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์
2. รายงานผลหน้าช้ันเรียน
329
3. ปฏบิ ตั ใิ บปฏิบตั ิงานท่ี 8 เรอ่ื ง อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลังเรียน
1. ทาแบบฝกึ หัดบทท่ี 8
9. ผลงาน/ชิ้นงาน ท่ีเกดิ จากการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น
1. แบบฝึกหดั บทท่ี 8 ใบปฏบิ ัตงิ านท่ี 8
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอ้างอิง
1. พนั ธศ์ ักดิ์ พฒุ ิมานิตพงศ.์ วงจรพลั ส์และสวิตชิง. : ศนู ย์ส่งเสรมิ อาชวี ะ (ศสอ)
11. การบรู ณาการ/ความสมั พันธ์กบั รายวิชาอ่ืน
1. บรู ณาการกบั วชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสสลับ
2. บรู ณาการกบั วิชาอุปกรณอ์ เิ ล็กทรอนิกส์และวงจร
12. หลกั การประเมินผลการเรยี น
12.1 กอ่ นเรยี น
1. ความรูเ้ บ้อื งตน้ กอ่ นการเรียนการสอน
12.2 ขณะเรยี น
1. สงั เกตการทางาน
12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบฝกึ หดั หนว่ ยที่ 8
2. ตรวจใบงานที่ 8
13. รายละเอียดการประเมินผลการเรยี น
จุดประสงค์ข้อที่ 1 บอกชนิดของวงจรมัลติไวเบรเตอร์ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกชนดิ ของวงจรมัลติไวเบรเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกชนดิ ของวงจรมัลติไวเบรเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 2 อธิบายการทางานของวงจรอะสเตเบลิ มลั ตไิ วเบรเตอร์ได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธบิ ายการทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธบิ ายการทางานของวงจรอะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์ได้ จะได้ 1.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 3 ต่อวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ตามแบบทีก่ าหนดให้ได้
330
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถตอ่ วงจรอะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์ตามแบบท่ีกาหนดให้ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : ตอ่ วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ตามแบบที่กาหนดให้ได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 4 ใช้ออสซลิ โลสโคปวดั สัญญาณในวงจรได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถใชอ้ อสซลิ โลสโคปวดั สัญญาณในวงจรได้
4. เกณฑ์การผ่าน : ใช้ออสซลิ โลสโคปวดั สญั ญาณในวงจรได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 5 อา่ นและบนั ทกึ คา่ สัญญาณวงจรที่วดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอา่ นและบันทึกคา่ สัญญาณวงจรทีว่ ัดด้วยออสซลิ โลสโคปได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อา่ นและบนั ทกึ ค่าสัญญาณวงจรทว่ี ัดด้วยออสซิลโลสโคปได้ จะได้ 1 คะแนน
331
15. แบบทดสอบหลงั เรยี น
หน่วยการสอนที่ 8. ชอ่ื หน่วยการสอน อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
วัตถปุ ระสงค์ เพอื่ ประเมินความรูพ้ ้นื ฐานเกีย่ วกบั อะสเตเบิลมลั ตไิ วเบรเตอร์
ข้อคาถาม
ตอนท่1ี จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกต้องทีส่ ดุ
1. อะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์สามารถนาไปสรา้ งเปน็ วงจรทางานอะไรได้บ้าง
ก. ต้งั เวลา ข. กาเนิดความถ่ี
ค. ควบคมุ การทางาน ง. สวิตช์อเิ ล็กทรอนกิ ส์
2. วงจรอะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอรม์ ชี ่อื เรียกอีกชอ่ื หนึ่งวา่ อะไร
ก. ฟลิปฟลอป ข. วันช็อตมัลตไิ วเบรเตอร์
ค. ฟรรี นั นงิ มัลตไิ วเบรเตอร์ ง. วาริเอเบิลมัลตไิ วเบรเตอร์
3. คลื่นสัญญาณทจ่ี า่ ยออกเอาตพ์ ุตของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอรเ์ ปน็ ชนิดใด
ก. สี่เหล่ยี ม ข. อนิ ติเกรต ค. สามเหลย่ี ม ง. เอกซ์โพเนนเชยี ล
4. การทางานของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนดิ ทรานซิสเตอรเ์ ปน็ อยา่ งไร
ก. ทรานซสิ เตอรื 2 วงจรทางานพรอ้ มกนั ตลอดเวลา
ข. ทรานซิสเตอรื 2 วงจรทางานสลบั กันไปมาด้วยตวั เองอัตโนมตั ิ
ค. การทางานของทรานซสิ เตอร์ทั้ง 2 วงจรต้องมีสัญญาณเข้ามากระตุน้
ง. ทรานซสิ เตอร์ 2 วงจร วงจรหน่งึ ทางานตลอดเวลา อีกวงจรหน่ึงไม่ทางานตลอดเวลา
5. การกาหนดเวลาในการทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอรช์ นิดทรานซิสเตอร์ ข้ึนอยู่กับอุปกรณส์ ว่ น
ใด
ก. R และตวั ทรานซสิ เตอร์ ข. C และตัวทรานซิสเตอร์
ค. R และ C ที่ตอ่ รว่ มขา C ของทรานซิสเตอร์ ง. R และ C ทีต่ ่อร่วมขา B ของทรานซสิ เตอร์
6. ตอ้ งการปรับเปล่ียนเวลาในการทางานของวงจรอะสเตเบลิ มัลตไิ วเบรเตอร์ชนิดทรานซสิ เตอร์ควรใสอ่ ุปกรณ์
ปรบั เปลยี่ นคา่ ได้ท่ีส่วนใด
ก. R ปรบั เปล่ียนค่าได้ท่ขี า B ของทรานซิสเตอร์เทียบกบั แหลง่ จา่ ยไฟฟ้า
ข. R ปรับเปลย่ี นค่าได้ทขี่ า C ของทรานซสิ เตอร์เทยี บกบั แหลง่ จา่ ยไฟฟา้
ค. R ปรับเปลีย่ นค่าได้ทข่ี า B ของทรานซิสเตอรเ์ ทียบกับกราวด์
ง. R ปรบั เปลีย่ นคา่ ได้ที่ขา C ของทรานซิสเตอร์เทียบกับกราวด์
7. การทางานของวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอรช์ นดิ ออปแอมปเ์ ป็นอยา่ งไร
ก. ออปแอมป์ 2 วงจรทางานพรอ้ มกนั ตลอดเวลา
ข. การทางานของออปแอมป์ตอ้ งมสี ัญญาณเข้ามากระตุน้
ค. ออปแอมป์ทางานตามการควบคุมของ RC ทป่ี ระกอบร่วม
ง. ออปแอมป์ 2 วงจร วงจรหนง่ึ ทางานตลอดเวลา อีกวงจรหนง่ึ ไม่ทางานตลอดเวลา
332
8. สญั ญาณท่จี ่ายออกเอาต์พุตของวงจรอะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอร์ชนิดออปแอมปเ์ ปน็ อยา่ งไร
ก. ข. ค. ง.
9. IC เบอร์ 555 จัดเป็น IC อยู่ในประเภทอะไร ง. กาเนดิ สญั ญาณ
ก. ต้ังเวลา ข. หนว่ งเวลา ค. ขยายสัญญาณ
10.ขาทริกเกอร์ของ IC เบอร์ 555 ทาหน้าที่อะไร
ก. ขาจา่ ยสัญญาณสง่ ออกเอาตพ์ ตุ
ข. กาเนดิ สัญญาณกระต้นุ ออกไปภายนอก
ค. ตอ่ รบั แรงดันกระตนุ้ จากภายนอกเข้ามา
ง. ควบคุมให้ขาเอาต์พตุ ของ IC เปล่ียนแปลงระดับแรงดัน
ตอนที2่ อธบิ ายใหไ้ ด้ใจความสมบรู ณ์และแสดงวธิ ีทาใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์
1. วงจรมลั ตไิ วเบรเตอรค์ ืออะไร มกี ่ชี นิด อะไรบ้าง
2. อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์ คืออะไร มหี ลกั การทางานอยา่ งไร
3. วงจรตามรปู คือวงจรอะไร มหี ลกั การทางานอย่างไร อธบิ ายให้เขา้ ใจ
4. วงจรตามรูปคอื วงจรอะไร มีหลักการทางานอย่างไร อธบิ ายให้เข้าใจ