The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วงจรพัลส์และสวิตชิงรวมมมมม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by naihoi2016, 2021-04-02 00:02:34

วงจรพัลส์และสวิตชิงรวมมมมม

วงจรพัลส์และสวิตชิงรวมมมมม

133

18. แบบประเมนิ ผล

แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน

ชอ่ื กลุม่ ……………………………………………ชั้น………………………ห้อง............................
รายช่ือสมาชกิ

1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขท…่ี ….

3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…่ี ….

ท่ี รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1

1 เนอื้ หาสาระครอบคลมุ ชัดเจน (ความรู้เกยี่ วกับเนอื้ หา ความถกู ต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้า)

2 รปู แบบการนาเสนอ

3 การมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกในกลมุ่

4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาให้ผู้ฟังมีความ

สนใจ

รวม

ผู้ประเมิน…………………………………………………

เกณฑก์ ารให้คะแนน

1. เนื้อหาสาระครอบคลมุ ชัดเจนถกู ตอ้ ง

3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถ้วนถกู ต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์

2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แตต่ รงตามจดุ ประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ กู ต้อง ไม่ตรงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ

3 คะแนน = มรี ูปแบบการนาเสนอท่เี หมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ท่แี ปลกใหม่ ใช้สือ่ และเทคโนโลยี

ประกอบการ นาเสนอทนี่ า่ สนใจ นาวัสดใุ นท้องถิน่ มาประยุกตใ์ ชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ และ

ประหยดั

2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอท่ีแปลกใหม่ ใช้ส่อื และเทคโนโลยีประกอบการนาเสนอท่ีน่าสนใจ

แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วัสดุในทอ้ งถนิ่

1 คะแนน = เทคนคิ การนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ

3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลมุ่
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมกลมุ่

2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญม่ บี ทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลุ่ม

1 คะแนน = สมาชิกสว่ นน้อยมีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลมุ่

4. ความสนใจของผู้ฟงั

3 คะแนน = ผู้ฟังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ

2 คะแนน = ผฟู้ งั รอ้ ยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื

1 คะแนน = ผฟู้ งั นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70 สนใจ และให้ความรว่ มมือ

134

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ

ช่ือกลุม่ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชอ่ื สมาชิก

1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขที่…….

ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคดิ เหน็
321
1 การกาหนดเปา้ หมายร่วมกนั
2 การแบง่ หนา้ ท่ีรับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ที ี่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน

รวม

ผู้ประเมนิ …………………………………………………
วันที่…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเป้าหมายรว่ มกัน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอย่างชัดเจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีสว่ นรว่ มในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชกิ ส่วนน้อยมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
2. การหน้าทรี่ บั ผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทัว่ ถงึ และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แต่ไมต่ รงตามความสามารถ และมสี ื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพร้อมเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่วั ถึงและมสี อ่ื / อปุ กรณ์ไมเ่ พยี งพอ
3. การปฏบิ ัติหน้าทีท่ ีไ่ ด้รบั มอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย และตามเวลาทกี่ าหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย แตช่ ้ากวา่ เวลาทีก่ าหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมนิ ผลและปรบั ปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนรว่ มปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ว่ นร่วมปรกึ ษาหารือ แตไ่ มป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นรว่ มไม่มสี ่วนรว่ มปรกึ ษาหารือ และปรับปรงุ งาน

135

19. แบบฝึกหดั

แบบฝกึ หดั ท้ายหน่วยท่ี 3
อนิ ทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์
คาสัง่ อธบิ ายให้ได้ใจความสมบรู ณแ์ ละแสดงวธิ ที าใหถ้ ูกต้องสมบูรณ์
1. วงจร RC อินทิเกรเตอร์คอื อะไร มหี ลกั การทางานอย่างไร อธิบาย
2. ค่าเวลาคงทีข่ อง RC ในวงจร RC อินทิเกรเตอรเ์ มื่อเปล่ียนแปลงไปจะมีผลทาให้ได้สญั ญาณออกเอาต์พุตเป็น
เชน่ ไร
3. วงจรกรองความถี่สูงผ่านแบบ RC คอื อะไร นาไปใชใ้ นหน้าที่อะไรบา้ ง อธบิ าย
4. จากรปู จงหาคา่ ความถ่ีตัดของวงจร

5. วงจร RC ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอรค์ ืออะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบาย

136

20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลัก

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏิบัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จดั หน่วยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรู้ก่อนเข้าสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ิธีการนาเข้าสู่บทเรยี นท่นี า่ สนใจ

5. มีกจิ กรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กจิ กรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นค้นคว้าเพื่อหาคาตอบดว้ ยตนเอง

7. นกั เรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

8. จัดกิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คดิ วเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี

10. จัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชวี ิตจรงิ โดยนาภมู ิปญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีสว่ นรว่ ม

11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มีการเสรมิ แรงเมอ่ื นักเรยี นปฏบิ ตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รียน

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทวั่ ถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด

ด้านสอื่ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

16. ใช้ส่ือท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ อื่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งทั่วถงึ

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทักษะ และจิตพสิ ัย

20. ครู ผู้เรียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วขอ้ งมีส่วนรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม

= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี

137

20.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแกป้ ญั หา

ปัญหาที่พบ แนวทางแกป้ ัญหา

ดา้ นการเตรียมการสอน

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นสือ่ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นการวดั ประเมนิ ผล

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นอ่นื ๆ (โปรดระบุเป็นขอ้ ๆ)

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ลงชื่อ ........................................................................ ครูผสู้ อน
(นายปฏพิ าน สีนาบุญ)
ตาแหนง่ ครูพิเศษสอน

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 138
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

139

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมุง่ เน้นสมรรถนะอาชีพ

และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

รหสั วชิ า 20105-2006 วชิ า วงจรพลั ส์และสวติ ชงิ

หน่วยที่ 4 ชือ่ หนว่ ย คลิปเปอร์

ชอ่ื เรอื่ ง คลิปเปอร์ จานวน 4 ชว่ั โมง

1. สาระสาคญั
ไดโอดเป็นอุปกรณ์สารก่ึงตัวนาชนิดหน่ึงที่ถูกผลิตมาใช้งานอย่างแพร่หลาย คุณสมบัติในการทางาน

ของตัวไดโอดขึ้นอยู่กับสภาวะการจ่ายแรงดันไบอัสให้ตัวไดโอดทางาน การจ่ายแรงดันไบอัสให้ตัวไดโอดมี 2
ลักษณะ คือ จ่ายไบอัสตรง (Forward Bias) เป็นสภาวะท่ีไดโอดนากระแสหรือทางาน และจ่ายไบอัสกลับ
(Reverse Bias) เปน็ สภาวะท่ีไดโอดหยดุ นากระแสหรือไม่ทางาน

2. สมรรถนะอาชีพประจาหนว่ ย
ดา้ นความรู้
1. อธิบายการทางานของ สวติ ชไ์ ดโอดได้
2. บอการทางานของซีเนอรไ์ ดโอดได้
3. บอกลกั ษณะของวงจรคลิปเปอร์ได้
4. บอกการทางานของวงจรคลปิ เปอร์ตดั สญั ญาณ 2 ซีกได้
ด้านทักษะและการประยุกตใ์ ช้
1. ตอ่ วงจรคลิปเปอร์ตามแบบทก่ี าหนดใหไ้ ด้
2. ใช้ออสซลิ โลสโคปวัดคา่ สญั ญาณของวงจรคลปิ เปอร์ได้
3. อ่านคา่ และบันทึกคา่ สญั ญาณที่วดั ด้วยออสซลิ โลสโคปได้
ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ

พอเพยี ง
1. เห็นประโยชนข์ องการตรงต่อเวลา

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จุดประสงค์ทั่วไป

1. เพ่ือให้มีความร้เู ก่ยี วกบั การทางานของไดโอด
2. เพื่อให้มีทักษะในการต่อวงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอด
3. สามารถนาความรู้เร่ืองคลิปเปอรไ์ ปประยุกตใ์ ช้งานไดอ้ ยา่ งถูกต้องและเหมาะสม

140

3.2 จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. อธบิ ายการทางานของ สวติ ชไ์ ดโอดได้ (ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย)
2. บอการทางานของซเี นอรไ์ ดโอดได้ (ด้านพทุ ธิพสิ ัย)
3. บอกลักษณะของวงจรคลปิ เปอรไ์ ด้ (ดา้ นพุทธิพิสัย)
4. บอกการทางานของวงจรคลปิ เปอรต์ ดั สญั ญาณ 2 ซกี ได้ (ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย)
5. ต่อวงจรคลปิ เปอรต์ ามแบบทก่ี าหนดให้ได้ (ดา้ นทกั ษะพิสยั )
6. ใชอ้ อสซลิ โลสโคปวัดค่าสญั ญาณของวงจรคลปิ เปอรไ์ ด้ (ด้านทักษะพิสยั )
7. อ่านคา่ และบนั ทึกค่าสญั ญาณที่วัดดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ (ดา้ นทกั ษะพิสยั )
8. เหน็ ประโยชน์ของการตรงต่อเวลา (ด้านจติ พสิ ัย)

4. เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ดา้ นความรู้
1. สวิตชไ์ ดโอด
2. ซเี นอร์ไดโอด
3. วงจรคลปิ เปอร์
4. วงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรม
5. วงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดตอ่ อนุกรมรว่ มกับแบตเตอร่ี
6. วงจรคลิปเปอรแ์ บบไดโอดต่อขนาน
7. วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานมแี บตเตอรตี่ ่ออนุกรมรว่ ม
8. วงจรคลปิ เปอรต์ ดั สญั ญาณ 2 ซีก
9. บทสรุป

4.2 ด้านทกั ษะหรือปฏบิ ัติ
1. การทดลองที่ 4 คลปิ เปอร์
2. แบบทดสอบบทท่ี 4

4.3 ด้านคุณธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพียง
1. ใช้เคร่ืองมือในการทดสอบได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม

141

5. กิจกรรมการเรยี นการสอนหรือการเรียนรู้

ขน้ั ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ข้ันตอนการเรยี นหรอื กจิ กรรมของผ้เู รียน

ข้นั เตรียม(10 นาที) ขัน้ เตรียม(10 นาที)

1. ผู้สอนจัดเตรยี มเอกสาร พร้อมกับแนะนารายวชิ า 1. ผู้เรียนเตรยี มหนงั สือและฟังผสู้ อนแนะนารายวิชา

วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้กับวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้กับวิชา

วงจรพลั สแ์ ละสวิตชิง วงจรพัลส์และสวิตชงิ

2. ผู้สอนชี้แจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ

พฤตกิ รรมประจาหนว่ ยท่ี 4 เรอื่ ง คลิปเปอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 4 เร่ือง

คลิปเปอร์

ข้นั การสอน(210 นาที) ขน้ั การสอน(210 นาที)

1. ผูส้ อนอธบิ ายเนอื้ หาวิชาวงจรพลั สแ์ ละสวติ ชิง 1. ผู้เรียนฟงั ผู้สอนอธบิ ายเน้ือหาวิชาวงจรพัลส์

หนว่ ยท่ี 4 เร่อื ง คลปิ เปอร์ และสวติ ชิงหน่วยที่ 4 เรอื่ ง คลิปเปอร์

2. ผ้สู อนให้ผู้เรียนเปดิ หนังสือเรยี นวงจรพัลส์และสวิ 2. ผเู้ รยี นเปิดหนงั สือเรียนวิชาวงจรพัลสแ์ ละสวติ ชิง

ตชิงหนว่ ยที่ 4 เรื่อง คลิปเปอร์และอธบิ ายเนื้อหาให้ หน่วยที่ 4 เรอื่ ง คลิปเปอร์และฟงั ผูส้ อนอธบิ าย

ผเู้ รียนฟงั เน้ือหา

3. ผู้สอนใหผ้ เู้ รยี นทาใบงานที่ 4 เรอ่ื ง คลปิ เปอร์ 3. ผเู้ รียนทาใบงานที่ 4 เรอ่ื ง คลปิ เปอร์

ข้นั สรุป(20 นาที) ขนั้ สรปุ (20 นาที)

1. ผู้สอนให้ผเู้ รียนทาแบบฝกึ หัดหนว่ ยที่ 4 1. ผู้เรียนรว่ มกันสรปุ เนอื้ หาที่ได้เรยี นให้มีความ

2. ผูส้ อนและผู้เรียนร่วมกนั สรุปเนื้อในหน่วยเรียนที่ เขา้ ใจในทิศทางเดยี วกัน

4 เร่ือง คลิปเปอร์ 2. ผู้เรียนทาแบบฝกึ หดั หน่วยท่ี 4

3. ผ้เู รยี นศกึ ษาเพิม่ เตมิ นอกหอ้ งเรยี น ด้วย

PowerPoint ที่จัดทาข้นึ

142

6. สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้

6.1 สอ่ื ส่งิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพลั สแ์ ละสวิตชงิ
2. ใบงานท่ี 4 คลิปเปอร์
3. แบบฝกึ หดั หน่วยที่ 4
4. หนงั สอื เรยี นวชิ า วงจรพัลสแ์ ละสวิตชิง

6.2 สือ่ โสตทัศน์
1. Power Point เรอ่ื งคลปิ เปอร์

6.3 สือ่ ของจรงิ
1. อปุ กรณ์จากการทดลองใบงานท่ี 4

7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา

1. ห้องสมดุ วิทยาลัยการอาชีพสว่างแดนดิน
2. ห้องอนิ เตอรเ์ นต็ วิทยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดิน

7.2 ภายนอกสถานศึกษา

1. ห้องสมดุ เฉลิมพระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดนิ
2. หอ้ งสมุดประชาชนเฉลมิ ราชกมุ ารีอาเภอสวา่ งแดนดนิ

8. งานที่มอบหมาย

8.1 ก่อนเรียน
1. ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

8.2 ขณะเรียน
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทที่ 4 เร่อื ง คลปิ เปอร์
2. รายงานผลหนา้ ชั้นเรียน
3. ปฏบิ ตั ิใบปฏบิ ัตงิ านที่ 4 เรือ่ ง คลปิ เปอร์
4. สรุปผลการทดลอง

8.3 หลังเรียน
1. ทาแบบฝึกหดั บทท่ี 4

143

9. ผลงาน/ช้ินงาน ทีเ่ กดิ จากการเรยี นรู้ของผู้เรียน

1. แบบฝึกหัดบทท่ี 4 ใบปฏิบตั ิงานที่ 4
2. ตรวจผลงาน

10. เอกสารอา้ งองิ

1. พนั ธศ์ กั ด์ิ พุฒิมานิตพงศ์. วงจรพลั ส์และสวิตชิง. : ศนู ยส์ ง่ เสริมอาชีวะ (ศสอ)

11. การบรู ณาการ/ความสมั พนั ธ์กบั รายวชิ าอ่ืน

1. บูรณาการกับวิชาวงจรไฟฟา้ กระแสสลับ
2. บรู ณาการกับวชิ าอปุ กรณอ์ เิ ล็กทรอนกิ สแ์ ละวงจร

12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น

12.1 ก่อนเรียน
1. ความร้เู บอื้ งตน้ กอ่ นการเรียนการสอน

12.2 ขณะเรียน
1. สังเกตการทางาน

12.3 หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หดั หนว่ ยท่ี 4
2. ตรวจใบงานที่ 4

13. รายละเอียดการประเมนิ ผลการเรยี น

จุดประสงคข์ อ้ ที่ 1 อธบิ ายการทางานของสวติ ชไ์ ดโอดได้
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธบิ ายการทางานของสวติ ชไ์ ดโอดได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธบิ ายการทางานของสวติ ช์ไดโอดได้ จะได้ 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 2 บอกการทางานของซีเนอรไ์ ดโอดได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกการทางานของซเี นอร์ไดโอดได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอการทางานของซีเนอร์ไดโอดได้ จะได้ 0.5 คะแนน

144

จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 3 บอกลกั ษณะของวงจรคลปิ เปอร์ได้
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกลักษณะของวงจรคลิปเปอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : อธิบายบอกลกั ษณะของวงจรคลิปเปอร์ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 4 บอกการทางานของวงจรคลปิ เปอรต์ ดั สัญญาณ 2 ซกี ได้
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกการทางานของวงจรคลปิ เปอร์ตัดสญั ญาณ 2 ซกี ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกการทางานของวงจรคลิปเปอรต์ ัดสัญญาณ 2 ซีกได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จุดประสงค์ข้อท่ี 5 ต่อวงจรคลิปเปอร์ตามแบบทก่ี าหนดให้ได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถต่อวงจรคลิปเปอร์ตามแบบท่กี าหนดให้ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : ต่อวงจรคลปิ เปอรต์ ามแบบท่ีกาหนดให้ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 6 ใชอ้ อสซลิ โลสโคปวัดค่าสญั ญาณของวงจรคลิปเปอรไ์ ด้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถใช้ออสซลิ โลสโคปวัดค่าสัญญาณของวงจรคลิปเปอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั ค่าสญั ญาณของวงจรคลิปเปอร์ได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ที่ 7 อ่านคา่ และบนั ทึกคา่ สญั ญาณท่ีวดั ด้วยออสซลิ โลสโคปได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอา่ นค่าและบนั ทกึ ค่าสญั ญาณท่วี ดั ด้วยออสซลิ โลสโคปได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อ่านค่าและบันทกึ ค่าสญั ญาณท่วี ดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ จะได้ 2 คะแนน

145

14. แบบทดสอบก่อนเรียน

หนว่ ยการสอนที่ 4. ชอื่ หนว่ ยการสอน คลิปเปอร์

วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือ ประเมินความรพู้ ้นื ฐานเกยี่ วกบั คลิปเปอร์

ข้อคาถาม

ตอนที1่ จงเลอื กคาตอบที่ถูกต้องท่ีสุด

1. การจา่ ยแรงดันไบแอสให้ไดโอดสวิตซท์ างานต้องจ่ายไบแอสแบบใด

ก. ไบแอสตรงค่าแรงดนั เกนิ กวา่ แรงดันจดุ ตัด

ข. ไบแอสกลับค่าแรงดนั เกนิ กวา่ แรงดนั จุดตัด

ค. ไบแอสตรงคา่ แรงดันเกินกวา่ แรงดนั จดุ เรมิ่ เปลย่ี น

ง. ไบแอสกลับคา่ แรงดนั เกินกวา่ แรงดนั จดุ เร่ิมเปลย่ี น

2. สวติ ซไ์ ดโอดแตกตา่ งจากสวติ ซ์ไฟฟ้าจรงิ ในส่วนใด

ก. ขณะต่อวงจรเกดิ แรงดันตกครอ่ มรอยต่อประมาณ 0.6V

ข. ขณะตัดวงจรเกิดแรงดันตกครอ่ มรอยต่อประมาณ 0.6V

ค. ขณะต่อวงจรเกิดแรงดนั ตกคร่อมรอยต่อประมาณ 0V

ง. ขณะตดั วงจรเกดิ แรงดันตกคร่อมรอยต่อประมาณ 0V

3. การนาซีเนอร์ไดโอดไปใชเ้ ปน็ สวติ ซ์ตอ้ งจา่ ยไบแอสแบบใด

ก. ไบแอสกลับค่าแรงดนั เกินกว่าแรงดนั จุดเร่ิมเปลีย่ น

ข. ไบแอสตรงคา่ แรงดนั เกนิ กวา่ แรงดันจดุ เร่ิมเปล่ยี น

ค. ไบแอสกลบั คา่ แรงดนั เกนิ กวา่ แรงดนั พัง

ง. ไบแอสตรงค่าแรงดนั เกนิ กวา่ แรงดันพงั

4. จากรปู เปน็ วงจรคลิปเปอร์แบบใด

+E + B- D ก. ขนานตดั สัญญาณชว่ งลบ
ข. ขนานตัดสัญญาณชว่ งบวก
0 Ei R EO ค. อนกุ รมตดั สัญญาณชว่ งลบ

-E ง. อนุกรมตดั สญั ญาณช่วงบวก

จากรูปข้อ 4 และสญั ญาณออกเอาต์พุตที่ 1-4 ตามรูปใช้ตอบคาถามขอ้ 5-7

146

+(E+B) 0t
B -B

1) 0 t 2) -(E+B)

0 +(E-B)

3) -(E-B) 4) 0 t

5. จะได้สัญญาณออกเอาต์พุตแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

6. ถ้ากลบั ขั้วแบตเตอร่ี B โดยจา่ ยให้บวกขา A ของไดโอด D จะได้เอาต์พตุ ออกมาแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

7. จากรปู ข้อ 4 กลบั ขั้วไดโอด D ให้ขา K ต่อเขา้ กบั ขัว้ ลบของแบตเตอร่ี B จะไดเ้ อาตพ์ ุตออกมาแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

8. จากรูปเป็นวงจรคลปิ เปอร์แบบใด

R ก. อนุกรมตดั สญั ญาณช่วงบวก

+E D ข. อนกุ รมตดั สัญญาณช่วงลบ
0 Ei EO ค. ขนานตดั สัญญาณชว่ งบวก
- B
-E +

ง. ขนานตัดสญั ญาณชว่ งลบ

จากรูปข้อ 8 และสญั ญาณออกเอาต์พตุ ที่ 1-4 ตามรปู ใชต้ อบคาถามข้อ 9-10

+E 0 t

B -B

1) 0 t 2) -E

B +E

0t
0t

3) -E 4) -B
9. จะไดส้ ญั ญาณออกเอาต์พตุ แบบใด

147

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

10. ถา้ กลับข้ัวแบตเตอรี่ B โดยจา่ ยบวกให้ขา A ของไดโอด D จะได้เอาต์พตุ ออกมาแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

ตอนท่ี2 อธบิ ายใหไ้ ด้ใจความสมบรู ณแ์ ละแสดงวิธีทาให้ถูกต้องสมบูรณ์

1. สวิตซไ์ ดโอดทางานอย่างไร คณุ สมบัตขิ องสวิตซ์ไดโอดแตกตา่ งจากสวติ ซไ์ ฟฟา้ จริงอย่างไร

2. ซเี นอรไ์ ดโอดนามาใชง้ านในวงจรสวติ ซ์ไดโอด ทาหนา้ ทีเ่ ป็นอะไรบา้ ง

3. วงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดต่ออนุกรม และแบบไดโอดต่อขนานดงั รปุ แตกต่างกนั อย่างไร

D R
1 1

Ei R EO Ei D EO

2 2

(ก) แบบไดโอดต่ออนกุ รม (ข) แบบไดโอดต่อขนาน

4. อธบิ ายหลักการทางานของวงจรคลิปเปอร์ใช้ซีเนอร์ไดโอดตดั สญั ญาณสองซกี ดงั รูปมาให้เข้าใจ

R
1

Ei D1 VZ1 EO
D2 VZ2
2

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

ข้อ1 ข้อ2 ข้อ 3 ขอ้ 4 ข้อ 5 ขอ้ 6 ขอ้ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10

148

15. แบบทดสอบหลงั เรยี น

หนว่ ยการสอนที่ 4. ชื่อหน่วยการสอน คลิปเปอร์

วัตถุประสงค์ เพอื่ ประเมินความรพู้ ืน้ ฐานเกยี่ วกบั คลิปเปอร์

ข้อคาถาม

ตอนที่1 จงเลอื กคาตอบท่ถี ูกตอ้ งท่สี ดุ

1. การจ่ายแรงดนั ไบแอสให้ไดโอดสวิตซ์ทางานต้องจ่ายไบแอสแบบใด

ก. ไบแอสตรงคา่ แรงดนั เกินกว่าแรงดันจดุ ตัด

ข. ไบแอสกลบั คา่ แรงดันเกินกวา่ แรงดนั จดุ ตัด

ค. ไบแอสตรงค่าแรงดันเกนิ กวา่ แรงดนั จุดเรมิ่ เปลย่ี น

ง. ไบแอสกลับค่าแรงดนั เกนิ กวา่ แรงดนั จดุ เร่ิมเปลย่ี น

2. สวติ ซ์ไดโอดแตกตา่ งจากสวติ ซไ์ ฟฟา้ จรงิ ในส่วนใด

ก. ขณะต่อวงจรเกิดแรงดนั ตกคร่อมรอยต่อประมาณ 0.6V

ข. ขณะตัดวงจรเกดิ แรงดันตกครอ่ มรอยต่อประมาณ 0.6V

ค. ขณะต่อวงจรเกดิ แรงดนั ตกครอ่ มรอยต่อประมาณ 0V

ง. ขณะตดั วงจรเกิดแรงดนั ตกคร่อมรอยต่อประมาณ 0V

3. การนาซีเนอร์ไดโอดไปใชเ้ ป็นสวติ ซ์ตอ้ งจา่ ยไบแอสแบบใด

ก. ไบแอสกลบั ค่าแรงดันเกินกวา่ แรงดนั จุดเร่ิมเปลีย่ น

ข. ไบแอสตรงค่าแรงดนั เกินกวา่ แรงดันจุดเร่ิมเปล่ยี น

ค. ไบแอสกลับคา่ แรงดนั เกินกวา่ แรงดันพัง

ง. ไบแอสตรงค่าแรงดันเกินกว่าแรงดันพัง

4. จากรูปเป็นวงจรคลิปเปอร์แบบใด

+E + B- D ก. ขนานตดั สัญญาณชว่ งลบ
ข. ขนานตัดสัญญาณชว่ งบวก
0 Ei R EO ค. อนกุ รมตดั สัญญาณชว่ งลบ

-E ง. อนุกรมตดั สญั ญาณช่วงบวก

จากรปู ข้อ 4 และสญั ญาณออกเอาต์พุตที่ 1-4 ตามรูปใช้ตอบคาถามขอ้ 5-7

+(E+B) 0 149
-B
B t
t 2) -(E+B)
1) 0 t
+(E-B)
0
4) 0
3) -(E-B)

5. จะไดส้ ญั ญาณออกเอาต์พุตแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

6. ถ้ากลบั ขว้ั แบตเตอรี่ B โดยจา่ ยให้บวกขา A ของไดโอด D จะได้เอาต์พตุ ออกมาแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

7. จากรูปข้อ 4 กลบั ข้วั ไดโอด D ให้ขา K ต่อเขา้ กบั ข้ัวลบของแบตเตอร่ี B จะได้เอาตพ์ ุตออกมาแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

8. จากรปู เป็นวงจรคลปิ เปอร์แบบใด

R ก. อนกุ รมตัดสัญญาณชว่ งบวก

+E D ข. อนกุ รมตัดสัญญาณช่วงลบ
0 Ei EO ค. ขนานตัดสญั ญาณชว่ งบวก
- B
-E +

ง. ขนานตัดสญั ญาณชว่ งลบ

จากรปู ข้อ 8 และสัญญาณออกเอาต์พตุ ที่ 1-4 ตามรูปใช้ตอบคาถามขอ้ 9-10

+E 0 t

B -B

1) 0 t 2) -E

B +E

0t
0t

3) -E 4) -B

150

9. จะได้สัญญาณออกเอาต์พุตแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

10. ถา้ กลบั ขวั้ แบตเตอร่ี B โดยจา่ ยบวกให้ขา A ของไดโอด D จะได้เอาต์พุตออกมาแบบใด

ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4

ตอนท่2ี อธบิ ายใหไ้ ด้ใจความสมบรู ณ์และแสดงวธิ ที าให้ถูกต้องสมบูรณ์

1. สวิตซไ์ ดโอดทางานอยา่ งไร คณุ สมบัตขิ องสวิตซ์ไดโอดแตกตา่ งจากสวิตซ์ไฟฟา้ จรงิ อย่างไร

2. ซเี นอรไ์ ดโอดนามาใช้งานในวงจรสวิตซ์ไดโอด ทาหน้าทเี่ ป็นอะไรบ้าง

3. วงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดตอ่ อนุกรม และแบบไดโอดต่อขนานดังรุป แตกต่างกันอย่างไร

D R
1 1

Ei R EO Ei D EO

2 2

(ก) แบบไดโอดต่ออนุกรม (ข) แบบไดโอดต่อขนาน

4. อธบิ ายหลักการทางานของวงจรคลปิ เปอร์ใชซ้ ีเนอร์ไดโอดตัดสัญญาณสองซีกดังรปู มาให้เข้าใจ

R
1

Ei D1 VZ1 EO
D2 VZ2
2

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น

ขอ้ 1 ข้อ2 ข้อ 3 ขอ้ 4 ข้อ 5 ขอ้ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10

151

16. ใบความรทู้ ่ี 4

หนว่ ยการสอนที่ 4 ช่อื หนว่ ยการสอน คลิปเปอร์

หัวข้อเร่ือง คลปิ เปอร์

4.1 สวิตช์ไดโอด

ไดโอดเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนาชนิดหน่ึงท่ีถูกผลิตมาใช้งานอย่างแพร่หลาย คุณสมบัติในการทางาน
ของตัวไดโอดข้ึนอยู่กับสภาวะการจ่ายแรงดันไบอัสให้ตัวไดโอดทางาน การจ่ายแรงดันไบอัสให้ตัวไดโอดมี 2
ลักษณะ คือ จ่ายไบอัสตรง (Forward Bias) เป็นสภาวะที่ไดโอดนากระแสหรือทางาน และจ่ายไบอัสกลับ
(Reverse Bias) เป็นสภาวะทีไ่ ดโอดหยดุ นากระแสหรอื ไม่ทางาน

การนาไดโอดไปใช้งานเป็นสวิตช์ โดยอาศัยคุณสมบัติในการทางานของตัวไดโอดจากสภาวะการจ่าย
ไบอัสให้ 2 สภาวะ คือ สภาวะต่อวงจร (ON) เป็นขณะจ่ายไบอัสตรงให้ไดโอดและสภาวะตัดวงจร (OFF) เป็น
ขณะจ่ายไบอสั กลับให้ไดโอด ลักษณะการทางานของสวติ ช์ไดโอด แสดงดงั รูปที่ 4.1

D ON

D

E + IR E + IR

- -

(ก) จา่ ยไบอสั ตรงใหไ้ ดโอดเสมือนสวติ ชต์ อ่ วงจร

D R OFF
E- D
E- R
+
+

(ข) จา่ ยไบอสั กลบั ให้ไดโอดเสมอื นสวิตช์ตัดวงจร

รูปท่ี 4.1 การทางานของสวติ ซ์ไดโอด

จากรูปท่ี 4.1 แสดงการทางานของสวิตช์ไดโอด ท่ีมีลักษณะการทางานเหมือนกับสวิตช์ทางไฟฟ้า แต่
มีส่วนที่แตกต่างไปจากสวติ ช์ไฟฟ้าจริงอยู่บ้าง ตรงท่ีสวิตช์ท่ีใช้ไดโอดทางานในขณะที่ไดโอดได้รับไบอัสตรงน้ัน
ไดโอดจะสามารถนากระแสได้แรงดันไบอัสตรงท่ีป้อนให้ตัวไดโอดจะต้องมากกว่าค่าแรงดันแบตเตอร่ีสมมติ

152

ระหว่างรอยต่อ มีชื่อเรียกหลายช่ือด้วยกัน ได้แก่ แรงดันจุดเร่ิมเปล่ียนหรือแรงดันเทรสโฮลด์ (Threshold
Voltage ; VT) แรงดันคตั อิน (Cut – in Voltage) และแรงดนั ต่อวงจร (On Voltage) คา่ แรงดันดังกลา่ วน้ีมคี ่า
ไม่เท่ากันข้ึนอยู่กับชนิดของสารกึ่งตัวนาที่นามาใช้ผลิตไดโอด ไดโอดชนิดซิลิคอน (Si) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.5 V
ถึง 0.8 V ใชค้ ่าปานกลางประมาณ 0.7 V ไดโอดชนิดเจอรเ์ มเนยี ม (Ge) มีคา่ อย่รู ะหว่าง 0.2 V ถงึ 0.4 V ใชค้ า่
ปานกลางประมาณ 0.3 V ดังน้ันในการนาไดโอดไปใช้เป็นสวิตช์ จะต้องคานึงถึงค่าแรงดันไบอัสท่ีจ่ายให้ตัว
ไดโอด โดยแรงดันไบอัสต้องมีค่ามากกว่าค่าแรงดันจุดเร่ิมเปลีย่ น (VT) ในช่วงจ่ายไบอัสตรงใหไ้ ดโอด และต้อง
คานึงถึงค่าแรงดันพัง (Breakdown Voltage ; VBR) ในช่วงจ่ายไบอัสกลับให้ไดโอด กราฟแสดงคุณสมบัติ
ไดโอดสวิตช์เทียบกับสวิตชจ์ รงิ แสดงดงั รูปท่ี 4.2

(ก) สวติ ชจ์ ริง (ข) สวติ ช์ไดโอดชนดิ Si (ค) สวิตชไ์ ดโอดชนิด Ge

รูปที่ 4.2 แสดงกราฟคุณสมบัติของสวิตชจ์ รงิ และสวติ ชไ์ ดโอด

จากรูปท่ี 4.2 แสดงกราฟคุณสมบัติของสวิตช์จริงและสวิตช์ไดโอด ส่วนของสวิตช์จริงตามรูปที่ 4.2
(ก) ขณะสวิตช์ต่อวงจร (ON) ไม่มีแรงดันตกคร่อมตัวสวิตช์ แต่ของสวิตช์ไดโอดรูปท่ี 4.2 (ข) และ (ค) ขณะ
สวิตช์ต่อวงจร (ON) มีแรงดันตกคร่อมตัวไดโอดประมาณ 0.7 V ในไดโอดชนิดซิลิคอน (Si) และประมาณ 0.3
V ในไดโอดชนิดเจอร์เมเนียม (Ge) ซ่ึงเป็นค่าปกติในการทางานของสวิตช์ไดโอด ค่าแรงดันดังกล่าวถือว่าน้อย
มาก เม่ือเทียบกับค่าแรงดันที่จ่ายให้ตัวไดโอดในขณะทางาน จึงไม่ต้องคานึงถึงแรงดันค่าน้ีในขณะทางาน ย่ิง
เป็นไดโอดในทางอุดมคติจะถือว่าไดโอดทางานเป็นสวิตช์โดยสมบูรณ์ จะตัดค่าแรงดันจุดเริ่มเปลี่ยน (VT) นี้
ออกไป ทาให้วงจรไดโอดสามารถเปรียบเทียบความสัมพันธ์ในการทางานของตัวไดโอด โดยทาหน้าท่ีสวิตช์ได้
ใกล้เคียงกบั สวติ ชจ์ ริง

4.2 ซเี นอรไ์ ดโอด

ซีเนอร์ไดโอด (Zener Diode) เป็นไดโอดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมนาไปใช้งาน มีโครงสร้างประกอบด้วย
สารก่ึงตัวนา 2 ตอน ชนิด P และชนิด N อย่างละตอนต่อชนกัน มีขาต่อใช้งาน 2 ขาคือขาแอโนด (A) และขา
แคโถด (K) เช่นเดียวกับไดโอด แต่มีโครงสร้างในส่วนขบวนการผลิตแตกต่างกัน ทาให้คุณสมบัติของซีเนอร์
ไดโอดสามารถนาไปใช้งานได้ท้ังในช่วงไบอัสตรง และช่วงไบอัสกลับ ช่วงไบอัสตรงจะทางานเหมือนไดโอด

153

ธรรมดา ทาหน้าท่ีเป็นสวิตช์ไดโอด หรือทางานในหน้าท่ีต่างๆ ได้ ส่วนช่วงไบอัสกลับ ทาหน้าท่ีเป็นตัวกาหนด
แรงดันคงที่ให้วงจร โดยใช้ค่าแรงดันซีเนอร์ (Zener Voltage ; VZ) ในตัวซีเนอร์ไดโอดเป็นตัวกาหนด ค่า
แรงดนั ซเี นอร์ (VZ) ของตวั ซเี นอร์ไดโอดมีมากมายหลายค่าใหเ้ ลือกใช้งานได้ ตัง้ แต่ค่าตา่ ประมาณ 1.8 V ถึงค่า
สูงประมาณ 200 V ลกั ษณะการทางานของซเี นอรไ์ ดโอด แสดงดงั รูปท่ี 4.3

RR

E + IF Dz E + IF Dz ON

- -

(ก) จา่ ยไบอัสตรงใหซ้ ีเนอร์ไดโอดทางานเสมือนสวิตช์ต่อวงจร
RR

E + IR Dz E + IR Dz + Vz

- - -

(ข) จ่ายไบอัสกลับให้ซีเนอร์ไดโอดทางานเสมือนแหลง่ จ่ายแรงดนั

รปู ที่ 4.3 แสดงการทางานของซเี นอร์ไดโอด

จากรปู ที่ 4.3 แสดงการทางานของซีเนอร์ไดโอด ตามรูปที่ 4.3 (ก) เป็นขณะจ่ายแรงดนั ไบอสั ตรงให้ซี
เนอร์ไดโอด คุณสมบตั ิของซีเนอร์ไดโอดทางานเสมือนเป็นสวิตชต์ อ่ วงจร (ON) เกิดการนากระแส แรงดนั ท่ีจ่าย
ให้ต้องมีค่ามากกว่าค่าแรงดันจุดเริ่มเปลี่ยน (VT) คือประมาณ 0.7 V ย่ิงเพิ่มแรงดันให้วงจรมากขึ้น ทาให้มี
กระแสไหลผา่ นวงจรซีเนอรไ์ ดโอดเพิม่ มากข้ึน ต้องระวงั ไมใ่ ห้กระแสไหลผา่ นตัวซีเนอร์ไดโอดเกนิ กวา่ คา่ กระแส
ทนได้ของตวั ซีเนอร์ไดโอด

ส่วนรูปที่ 4.3 (ข) เป็นขณะจ่ายแรงดันไบอัสกลับให้ซีเนอร์ไดโอด ค่าแรงดันไบอัสกลับท่ีจ่ายต้องมีค่า
มากกวา่ คา่ แรงดันซีเนอร์ (VZ) ของซีเนอรไ์ ดโอดตวั ท่ีใช้งาน ซีเนอรไ์ ดโอดตัวน้นั จึงจะสามารถทางานนากระแส
เกิดกระแสไบอัสกลับ (IR) ไหลผ่านวงจร ซีเนอร์ไดโอดทางานกาหนดแรงดันคงท่ีค่าหนึ่งตามค่าแรงดันซีเนอร์
(VZ) ของตัวเองออกมา ในย่านไบอัสกลับน้ีตัวซีเนอร์ไดโอดทางานเสมือนแหล่งจ่ายแรงดันคงท่ี แม้ว่าแรงดัน
อินพุต E ที่ป้อนเข้ามาเพิ่มข้ึนอีกแต่แรงดันที่ตกคร่อมตัวซีเนอร์ไดโอดจะคงท่ีที่ค่าแรงดันซีเนอร์ (VZ)

154
ตลอดเวลา ส่วนทเี่ พ่ิมข้ึนคอื กระแสไบอัสกลบั (IR) ตอ้ งระมัดระวงั ค่ากระแสไบอสั กลับ (IR) ท่ไี หลผา่ นตวั ซเี นอร์
ไดโอดไมใ่ ห้มากเกนิ กว่าค่ากระแสทนได้ของตวั ซีเนอร์ไดโอดตวั ท่ีใช้งาน
4.3 วงจรคลิปเปอร์

วงจรคลิปเปอร์ (Clipper Circuit) หรือวงจรขริบ หรอื อาจเรียกวา่ วงจรลิมติ เตอร์ (Limiter Circuit)
เป็นวงจรตัดรูปคลื่นสัญญาณไฟสลับที่ส่งเข้ามา ให้มีรูปคล่ืนสัญญาณไฟสลับออกเอาต์พุตเปล่ียนแปลงไปตาม
ต้องการ โดยตัดรูปคล่ืนในลักษณะไม่เป็นเชิงเส้น (Nonlinear Wave Shaping) เพราะวงจรประกอบด้วย
อปุ กรณ์ชนิดทางานแบบไม่เปน็ เชิงเสน้ (Nonlinear Device) คือ ในขณะทางานคา่ แรงดันและคา่ กระแสมีการ
เปล่ียนแปลงไปแบบไม่สัมพันธ์กัน อุปกรณ์ตัดหลักที่นามาใช้ทางานเป็นพวกอุปกรณ์สารก่ึงตันนา เช่น ไดโอด
ซเี นอรไ์ ดโอด ทรานซิสเตอร์ และเฟต เป็นต้นหลักการทางานของวงจรคลปิ เปอร์ แสดงดังรูปที่ 4.4

รปู ที่ 4.4 แสดงหลกั การทางานของวงจรคลปิ เปอร์
จากรูปที่ 4.4 แสดงหลักการทางานของวงจรคลิปเปอร์ คล่ืนสัญญาณท่ีป้อนเข้ามาเป็นรูป
คลื่นสัญญาณไฟสลับชนิดใดก็ได้ เม่ือส่งผ่านวงจรคลปิ เปอร์สัญญาณเหลา่ น้ันจะถูกตัดทิ้งไปบางส่วน สัญญาณ
ออกเอาตพ์ ุตอาจเหลือมากถูกตัดท้ิงไปน้อย หรอื อาจเหลือน้อยถกู ตัดทิ้งไปมากขน้ึ อยู่กับการจดั วงจรคลิปเปอร์
และสามารถนาแหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงเข้าร่วมในการตัดรูปคลื่นสัญญาณได้ด้วย วงจรคลิปเปอร์เบ้ืองต้นท่ี
นิยมใช้งานเป็นชนิดไดโอดคลิปเปอร์ สามารถแบ่งลักษณะวงจรไดโอดในการตัดสัญญาณออกได้ตามการจัด
วางตัวไดโอดไว้ในวงจร แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรม (Series Diode
Clipper Circuit) และวงจรคลิปเปอรแ์ บบไดโอดตอ่ ขนาน (Shunt Diode Clipper Circuit)
4.4 วงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดตอ่ อนกุ รม
วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดตอ่ อนุกรม ประกอบดว้ ยไดโอดตอ่ อนกุ รมกบั ตวั ต้านทาน มแี รงดันตกคร่อม
ตัวต้านทานเป็นแรงดันจ่ายออกเอาต์พุต วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมเบื้องต้นเหมือนกับวงจรเรียง

155

กระแสแบบครึ่งคล่ืน (Half Wave Rectifier Circuit) สามารถกาหนดแรงดันออกเอาต์พุตช่วงบวกหรือช่วง
ลบได้ โดยอาศัยคุณสมบัติไดโอดเป็นสวิตช์ ขณะไดโอดได้รับไบอัสตรงเป็นสวิตช์ต่อวงจร (ON) ขณะไดโอด
ได้รบั ไบอัสกลับเปน็ สวิตช์ตัดวงจร (OFF) ลักษณะวงจรและการทางาน แสดงดังรูปที่ 4.5

1 Ei(V) t
Ei +E
R EO Ei
2
0 t1 t2 t3 t
(ก) วงจร (ข) สัญญาณ
-E

EO(V)
+E
EO

0 tO

รูปที่ 4.5 แสดงวงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมตัดคลื่นช่วงลบ

จากรูปท่ี 4.5 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมตัดคล่ืนช่วงลบ พร้อมแสดงสัญญาณท่ีวัดได้
คุณสมบัติไดโอดในกานทางานเป็นไดโอดในทางอุดมคติแสดงสภาวะเป็นสวิตช์ต่อวงจร (ON) หรือตัดวงจร
(OFF) โดยไม่คานึงถึงคุณสมบัติอื่นๆ ของไดโอด การทางานของตัวไดโอด แสดงออกมาตามการจ่ายไบอัสของ
สญั ญาณพัลสอ์ ินพุตทป่ี ้อนเข้ามา แสดงดังรปู ที่ 4.6

ON +1 OFF
1D
D
E + I R EO = +E E + R EO = 0

- -

2 -2

(ก) ชว่ งเวลา Ei ท่ี t0 – t1 เป็นไบอัสตรง (ข) ชว่ งเวลา Ei ที่ t1 – t2 เป็นไบอสั กลบั

รปู ท่ี 4.6 แสดงการทางานของไดโอดต่ออนกุ รมทางานตามสภาวะการจ่ายไบอัส

จากรูปท่ี 4.6 แสดงการทางานของไดโอดต่ออนุกรมทางานตามสภาวะการจา่ ยไบอสั ให้ตวั ไดโอด รูปท่ี
4.6 (ก) ไดโอดได้รับไบอัสตรงทางาน ส่วนรูปที่ 4.6 (ข) ไดโอดได้รับไบอัสกลับไม่ทางาน การทางานของวงจร
อธิบายไดด้ ังน้ี

156

ในช่วงเวลา t0 ถึง t1 สัญญาณอินพุต Ei มีระดับแรงดัน +E V ป้อนเข้ามา โดยท่ีจุด 1 มีแรงดันเป็น
บวกเทียบกับจุด 2 ไดโอด D ได้รับไบอัสตรง เปรียบไดโอดเสมือนเป็นสวิตช์ต่อวงจร (ON) แสดงดังรูปท่ี 4.6
(ก) ไดส้ ญั ญาณออกเอาตพ์ ุต EO = +E V

ในช่วงเวลา t1 ถึง t2 สัญญาณอนิ พุต Ei มีระดบั แรงดัน –E V ป้อนเข้ามา โดยท่ีจดุ 1 มแี รงดนั เป็นลบ
เทียบกับจุด 2 ไดโอด D ได้รับไบอัสกลับ เปรียบไดโอดเสมือนเป็นสวิตช์ตัดวงจร (OFF) แสดงดังรูปท่ี 4.6 (ข)
ไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ตุ EO = 0 V

ในช่วงเวลา t2 ถึง t3 สัญญาณอินพุต Ei มีระดับแรงดัน +E V เหมือนกับช่วงเวลา t0 ถึง t1ไดโอด
ทางาน จะได้สญั ญาณออกเอาต์พุต EO เหมอื นกับช่วงเวลา t0 ถงึ t1 การทางานของวงจรมีการสลับการทางาน
ไปมาเชน่ นเ้ี รื่อยไป ไดส้ ัญญาณออกเอาต์พตุ EO เฉพาะสัญญาณพัลส์ซกี บวก

นาวงจรในรูปที่ 4.5 (ก) มากลับทิศทางไดโอดต่อเข้าวงจร ทาให้ได้สัญญาณออกเอาต์พุต EO เป็น
สญั ญาณซกี ลบ ลักษณะวงจรและการทางาน แสดงดงั รูปท่ี 4.7

Ei(V)

+E

D Ei t
1 0 t

R EO -E
EO(V)

20

EO

-E tO t1 t2 t3 t4

รปู ที่ 4.7 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมตัดคล่ืนช่วงบวก

จากรูปท่ี 4.7 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมตัดคลื่นช่วงบวก ลักษณะวงจรเหมือนรูป
ท่ี 4.5 (ก) แตกตา่ งเพียงจัดไอโอดต่อขว้ั แอโนด (A) ออกเอาตพ์ ตุ ทาให้ไดโอดได้รับไบอสั ตรงเม่ือป้อนแรงดัน –
E V เข้ามาท่ีจดุ 1 ไดโอดเป็นสวิตซต์ ่อวงจร (ON) ได้สญั ญาณออกเอาต์พุต EO = -E V ไดส้ ัญญาณออกเอาต์พุต
EO เฉพาะสญั ญาณพลั ส์ซีกบวก

4.5 วงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดตอ่ อนกุ รมรว่ มกับแบตเตอร่ี

วงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมรว่ มกบั แบตเตอร่ี โดยการเพม่ิ แหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงต่ออนุกรม
ร่วมกับไดโอด แหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงนี้มีผลต่อการตัดระดับรูปคล่ืนของสัญญาณท่ีส่งออกเอาต์พุตให้

157

เปลี่ยนแปลงไปมากข้ึนหรือน้อยลง สามารถกาหนดระดับของสัญญาณออกเอาต์พุตได้ตามต้องการ วงจรคลิป
เปอร์แบบไดโอดต่ออนกุ รมร่วมกบั แบตเตอรี่ตดั สญั ญาณชว่ งลบ แสดงดังรปู ที่ 4.8

BD+ Ei(V)
1 +E
E i R EO1- Ei 0
2
-E t
(ก) แบตเตอร่ี B จา่ ยไบอสั ตรงใหไ้ ดโอด EO1 (V)

B D EO1 B t
1 0
+Ei EO2 (V)
2
-

R EO2 +(E-B) t
EO2 0

B tO t1 t2 t3 t4

(ข) แบตเตอร่ี B จา่ ยไบอสั กลับให้ไดโอด (ค) สัญญาณ

รูปที่ 4.8 แสดงวงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกับแบตเตอร่ีตัดสญั ญาณชว่ งลบ

จากรูปท่ี 4.8 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกับแบตเตอรี่ตัดสัญญาณชว่ งลบ ในรูปท่ี
4.8 (ก) เป็นแบบจ่ายแบตเตอร่ี B ไบอัสตรงให้ไดโอด D ไดโอด D นากระแสยอมให้สัญญาณอินพุตบวก (+E)
ทั้งซีกออกเอาต์พุต สัญญาณอินพุตซีกลบในส่วนท่ีมีระดับแรงดันเท่ากับระดับแรงดันของแบตเตอรี่ B ยังถูก
ส่งออกเอาตพ์ ุต แตแ่ รงดันอินพุตลบทม่ี ีระดับแรงดนั มากกวา่ แบตเตอรี่ B จะถูกตดั ทง้ิ

ในรูปที่ 4.8 (ข) เป็นแบบจ่ายแบตเตอร่ี B ไบอัสกลับให้ไดโอด D ไดโอด D ไม่นากระแสในส่วน
สญั ญาณอนิ พุตซีกบวก (+E) ที่มีระดับแรงดันตา่ กว่าแบตเตอร่ี B สญั ญาณอินพุตในสว่ นทม่ี ีระดับแรงดนั สูงกว่า
แบตเตอรี่ B ไดโอด D ไดร้ ับไบอัสตรงนากระแสจ่ายอนิ พุตสว่ นนี้ออกเอาต์พุต และท่ีสัญญาณอินพุตซีกลบ (–
E) ไดโอด D ได้รับไบอัสกลับไม่นากระแสทั้ง ซีก ได้รูปสัญญาณออกเอาต์พุตของแต่ละวงจร แสดงได้รับรูปท่ี
4.8 (ค)

158

นาวงจรในรูปท่ี 4.8 (ก) และ (ข) มากลับทิศทางไดโอดต่อเข้าวงจร ทาให้ได้สัญญาณออกเอาต์พุต EO
มีระดับรูปร่างสัญญาณจ่ายออกเปลี่ยนแปลงไป วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกับแบตเตอรี่ตัด
สญั ญาณชว่ งบวก แสดงดังรูปท่ี 4.9

Ei(V)

B+ D +E
1 Ei 0
Ei -

R EO1 t

2 -E

EO1 (V)

(ก) แบตเตอร่ี B จา่ ยไบอสั ตรงใหไ้ ดโอด EO1 0

B

BD -(E+B) t
1 EO2 (V)
+

-

Ei R EO2 B t
2 EO2 0
-(E-B) tO
t1 t2 t3 t4

(ข) แบตเตอร่ี B จ่ายไบอสั กลบั ใหไ้ ดโอด (ค) สญั ญาณ

รูปที่ 4.9 แสดงวงจรคลิปเปอรแ์ บบไดโอดต่ออนกุ รมรว่ มกับแบตเตอรตี่ ัดสญั ญาณชว่ งบวก

จากรูปที่ 4.9 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกับแบตเตอรี่ตัดสัญญาณ ช่วงบวก
ในรูปที่ 4.9 (ก) เป็นแบบจ่ายแบตเตอร่ี B ไบแอสตรงให้ไดโอด D ไดโอด D นากระแส ยอมให้สัญญาณอินพุต
ซีกบวก (+E) สว่ นทีต่ ่ากว่าหรือเทา่ กับระดบั แรงดนั ของแบตเตอรี่ B ออก เอาต์พตุ สญั ญาณอนิ พตุ ส่วนเกนิ จาก
นี้ถูกตัดท้ิง ส่วนสัญญาณอินพุตซีกลบ (-E) ไดโอด D ได้รับ ไบอัสตรงนากระแส ยอมให้สัญญาณอินพุตซีกลบ
ผ่านออกเอาต์พุตท้ังซีก ในรูปท่ี 4.9 (ข) เป็นแบบจ่ายแบตเตอร่ี B ไบอัสกลับให้ไดโอด D ไดโอด D ไม่
นากระแสของสัญญาณอินพุตซีกบวก (+E) และไม่นากระแสของสัญญาณอินพุตซีกลบในส่วนที่ระดับแรงดันมี
ค่าน้อยกว่าแบตเตอรี่ B เหลือสัญญาณอินพุตซีกลบส่วนท่ีมีระดับแรงดันมากกว่าแบตเตอร่ี B ถูกส่งผ่านออก
เอาต์พุต ไดร้ ปู สัญญาณออกเอาต์พตุ ของแต่ละวงจร แสดงดงั รปู ที่ 4.9 (ค)
4.6 วงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดต่อขนาน

วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนาน ประกอบด้วยไดโอดต่ออนุกรมกับตัวต้านทาน แรงดันออก

เอาต์พุตที่แรงดันตกคร่อมไดโอด โดยตัวไดโอดต่อขนานกับตัวต่อเอาต์พุต ไดโอด ต่อขนานจะทาหน้าท่ีเป็น

159

สวิตช์ตัดวงจร (OFF) หรือต่อวงจร (ON) กาหนดสัญญาณออกเอาต์ สามารถกาหนดแรงดันออกเอาต์พุตช่วง

บวกหรือช่วงลบก็ได้ แรงดันท่ีปอนออกเอาต์พุตเกิด ตรงข้ามกับการทางานของตัวไดโอด คือเม่ือไดโอด

นากระแสตัวไดโอดเหมือนสวิตช์ต่อวงจร สัญญาณที่ปอนเข้ามาจะถูกลัดวงจรลงกราวด์ ไม่มีสัญญาณออก

เอาตพ์ ตุ เม่อื ไดโอดไมน่ ากระแส ตวั ไดโอดเหมอื นสวิตช์ตัดวงจร (OFF) สัญญาณทีป่ ้อนเข้ามาสามารถผ่านออก

เอาตพ์ ุตได้ ลักษณะวงจรและการทางาน แสดงดังรูปท่ี 4.10

Ei(V)

1R +E t
Ei 0

Ei D EO -E

EO(V)

2 +E

EO t1 t2 t3 t

0 tO (ข) สญั ญาณ

(ก) วงจร

รปู ท่ี 4.10 วงจรคลิปเปอรแ์ บบไดโอดต่อขนานตัดคลน่ื ช่วงลบ

จากรปู ท่ี 4.10 แสดงวงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่อขนานตดั คลื่นชว่ งลบ พรอ้ มแสดง สญั ญาณท่ีวัด

ได้ ไดโอดทางานในคุณสมบัตทิ างอดุ มคติ แสดงตวั เปน็ สวติ ช์ต่อวงจร (ON) เมอ่ื ได้รับไบอสั ตรง และเป็นสวติ ช์

ตัดวงจร (OFF) เม่ือได้รับไบอัสกลับ โดยไม่คานึงถึงคุณสมบัติ อื่นๆ ของตัวไดโอด การทางานของตัวไดโอด

แสดงออกมาตามการจ่ายไบแอสของสัญญาณพัลส์ อนิ พุตท่ปี อ้ นเข้ามา แสดงดงั รปู ท่ี 4.11

1R + 1R

E + OFF D EO = +E E + I ON D EO = 0

- -

2 -2

(ก) ช่วงเวลา Ei ท่ี t0 - t1 เปน็ ไบอัสกลับ (ข) ชว่ งเวลา Ei ที่ t1 – t2 เปน็ ไบอัสตรง

รูปที่ 4.11 การทางานของไดโอดต่อขนานทางานตามสภาวะการจ่ายไบอัส

จากรูปท่ี 4.11 แสดงการทางานของไดโอดขนาน ทางานตามสภาวะการจ่ายไบอัสให้ ไดโอด รูปท่ี

4.11 (ก) ไดโอดได้รับไบอัสกลับไม่ทางาน ส่วนรูปท่ี 4.11 (ข) ไดโอดได้รับไบอัสตรงทางาน การทางานของ

วงจรอธบิ ายไดด้ งั น้ี

ในช่วงเวลา t0 ถึง t1 สัญญาณอินพุต Ei มีระดับแรงดัน +E V ป้อนเข้ามาโดยจุดที่ 1 มีแรงดันเปน็

บวกเทียบกับจุดท่ี 2 ไดโอด D ได้รับไบแอสกลับ เปรียบไดโอดเสมือนเป็นสวิตช์ตัดวงจร (OFF) แสดงดังรูปที่

4.11 (ก) ไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุต EO = +E V

160

ในช่วงเวลา t1 ถึง t2 สัญญาณอินพุต Ei มีระดับแรงดัน -E V ปอนเข้ามาโดยจุดที่ 1 มีแรงดันเปน็
ลบเทยี บกบั จุดท่ี 2 ไดโอด D ไดร้ ับไบอสั ตรง เปรียบไดโอดเสมือนเปน็ สวติ ช์ต่อวงจร (ON) แสดงดังรปู ท่ี 4.11

(ข) ไดส้ ญั ญาณออกเอาตพ์ ตุ E = 0 V

ในช่วงเวลา t2 ถึง t3 สัญญาณอินพุต Ei มีระดับแรงดัน +E V ป้อนเข้ามาอีกคร้ังเหมือนกับ
ช่วงเวลา t0 ถึง t1 การทางานของวงจรและสัญญาณออกเอาต์พุต EO ได้ออกมาเหมือนกับช่วงเวลา t0 ถึง t1
การทางานของวงจรจะสลับไปสลบั มาเช่นนเี้ รื่อยไป ไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ตุ EO เฉพาะสัญญาณพลั ส์ซกี บวก

นาวงจรในรปู ที่ 4.10 (ก) มากลบั ทศิ ทางไดโอดตอ่ เข้าวงจร ทาให้ไดส้ ญั ญาณออกเอาต์พตุ EO เป็น
สญั ญาณซีกลบ ลักษณะวงจรและการทางาน แสดงดงั รปู ท่ี 4.12

Ei(V)

1R +E t
Ei 0

Ei D EO -E

EO(V)

20 t

EO -E tO t1 t2 t3 t4

(ก) วงจร (ข) สัญญาณ

รูปท่ี 4.12 วงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่อขนานตดั คลน่ื ช่วงบวก

จากรูปที่ 4.12 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานตัดคลื่นช่วงบวก ลักษณะของวงจร

เหมือนรูปท่ี 4.10 (ก) แตกต่างเพียงจัดไดโอดต่อข้ัวแอโนด (A) ข้ึนด้านบนต่อกับ R ทาให้ ไดโอดได้รับไบอัส

ตรงเมอ่ื ปอ้ นแรงดัน +E V เข้าทีจ่ ุด 1 ไดโอดเปน็ สวิตช์ต่อวงจร (ON) สัญญาณ อนิ พตุ ถูกลัดวงจรไม่มีสัญญาณ

ออกเอาต์พุต และไดโอดได้รับไบอัสกลับเม่ือป้อนแรงดัน -E V เข้ามาท่ีจุด 1 ไดโอดเป็นสวิตช์ตัดวงจร (OFF)

สัญญาณอนิ พตุ ถูกสง่ ออกเอาตพ์ ตุ E = -E V

4.7 วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดตอ่ ขนานมแี บตเตอรต่ี อ่ อนกุ รมรว่ ม

วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานมีแบตเตอร่ีต่ออนุกรมร่วม โดยเพ่ิมแหล่ง ไฟตรงต่ออนุกรม

รว่ มกับไดโอด แหลง่ จ่ายแรงดันไฟตรงนม้ี ีผลต่อการตัดระดับรปู คลื่นสัก ส่งออกเอาต์พตุ มรี ูปคลน่ื เปลี่ยนแปลง

ไปมากขึ้นหรือน้อยลง สามารถกาหนดระดับของ ออกเอาต์พุตได้ตามต้องการ วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อ

ขนานมีแบตเตอร่ตี ่ออนกุ รม สญั ญาณช่วงลบ แสดงดังรปู ที่ 4.13

161

1R Ei(V)
+E

Ei + D EO1 Ei 0 t
B
-
2 -E
EO1(V)
(ก) แบตเตอร่ี B จ่ายไบอัสกลับให้ไดโอด
+E

1R EO1 t
0
Ei + D EO2 t2 t3 t4 t
-B (ค) สัญญาณ
- B EO2(V)
+E
2 t1
EO2B

0 tO

(ข) แบตเตอรี่ B จ่ายไบแอสตรงใหไ้ ดโอด

รูปที่ 4.13 วงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดต่อขนานมีแบตเตอร่ีตอ่ อนุกรมรว่ มตัดสัญญาณชว่ งลบ

จากรูปท่ี 4.13 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานมีแบตเตอร่ีต่ออนุกรมร่วมตัด สัญญาณ

ช่วงลบ ในรูปที่ 4.13 (ก) เป็นแบบจ่ายแบตเตอรี่ B ไบอัสกลับให้ไดโอด D สัญญาณ อินพุตซึกบวก (+E)

ป้อนเข้ามาไดโอด D ไม่นากระแสท้ังซีก สัญญาณอินพุตซีกบวก (+E) ถูก ส่งออกเอาต์พุตทั้งซีก เม่ือสัญญาณ

อินพุตซีกลบ (-E) ป้อนเข้ามา ไดโอด D ไม่นากระแสในส่วนสัญญาณอินพุตท่ีมีระดับแรงดันต่ากว่าแรงดันของ

แบตเตอรี่ B สัญญาณลบส่วนน้ียังถูกส่งออก เอาต์พุต ไดโอด D จะนากระแสในส่วนท่ีสัญญาณอินพุตมีระดับ

แรงดันสูงกวา่ แรงดนั ของแบตเตอร่ี B สญั ญาณส่วนนจี้ ะถกู ตดั ท้ิง

ในรูปท่ี 4.13 (ข) เป็นแบบจ่ายแบตเตอรี่ B ไบอัสตรงให้ไดโอด D ไดโอด D จะนากระแสของ

สัญญาณอินพุตซีกบวก (+E) ในส่วนท่ีมีระดับแรงดันต่ากว่าแบตเตอรี่ B สัญญาณอินพุตส่วนและเม่ือสัญญาณ

อินพุตซีกลบ (-E) ป้อนเข้ามาไดโอด D ยังคงนากระแสในซีกลบของสัญญาณอินพุตในส่วนท่ีมีระดับแรงดันต่า

กวา่ แรงดนั ของแบตเตอรี่ B สญั ญาณอินพตุ ซีกลบสว่ นนีย้ ังถกู ตัดทิ้ง สัญญาณอนิ พุตซีกลบส่วนทมี่ ีระดบั แรงดัน

สูงกว่าแรงดันแบตเตอรี่ B ไดโอด D ไม่นากระแสสัญญาณอินพุตส่วนนี้ถูกส่งออกเอาต์พุต ได้รูปสัญญาณออก

เอาตพ์ ุตในแต่ละวงจร แสดงได้ดงั รูท่ี 4.14 (ค)

4.8) วงจรคลิปเปอรต์ ดั สญั ญาณสอง
วงจรคลิปเปอร์ตัดสัญญาณสองซีก (Positive - Negative Clipper) เป็นวงจรตัดสัญญาณแบบ

ขนานท่ีต่อไดโอดเข้าวงจร 2 ตัว ตัดสัญญาณบางส่วนทั้งซีกบวกและซีกลบ มีแบตเตอรี่ร่วมจ่ายไบอัสกลับให้
ไดโอดด้วยลกั ษณะวงจรและการทางาน แสดงดงั รูปท่ี 4.15

162

Ei(V)
+E

1R Ei 0 t

Ei D1 D2 EO -E
B2 EO (V)
+ B1 +

- -
2 B1
EO 0
t1 t2 t3 t4 t
B2 tO

(ก) วงจร (ข) สัญญาณ

รูปที่ 4.15 วงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่อขนานตดั สญั ญาณ 2 ซีก

จากรูปท่ี 4.15 แสดงวงจรคลปิ เปอร์ตดั สัญญาณ 2 ซีก มีไดโอด D1 และ D2 ต่อขนานกับเอาต์พุต

มีแบตเตอร่ี B1 และ B2 ต่อเป็นไบอัสกลับให้ไดโอดแต่ละตัว ไดโอด D1 จะนากระแสในสัญญาณซีกบวก (+E)
ค่าแรงดันสัญญาณอินพุตช่วงที่สูงกว่าแรงดันของแบตเตอร่ี B1 ได้สัญญาณซีกบวกออกเอาต์พุตมีความแรง

เท่ากับ B1 ส่วนไดโอด D2 จะนากระแสในสัญญาณซีกลบ (-E) ค่าแรงดันสัญญาณอินพุตช่วงที่สูงกว่าแรงดัน

ของแบตเตอรี่ B2 ได้สญั ญาณซกี ลบออกเอาต์พุตมีความแรงเท่ากับ B2 แรงดันส่วนเกนิ ชว่ งบวกมากกว่า B1 ถกู

ตัดทิ้ง และแรงดันส่วนเกินช่วงลบมากกว่า B2 ถูกตัดท้ิง ได้สัญญาณส่งออกเอาต์พุตทั้งซีกบวกและซีกลบส่วน

ยอด สญั ญาณถกู ตดั ออก ไดร้ ปู สญั ญาออกเอาตพ์ ุตตามรูปท่ี 4.15 (ข)

ในวงจรตามรูปที่ 4.15 (ก) การตัดสัญญาณ 2 ซีกต้องใช้ท้ังไดโอดและแหล่งจ่ายแรงดัน ไฟตรง

หลายชุดประกอบวงจรร่วมกัน เกิดความยุ่งยากในการจัดวงจรทางาน จึงทาการดัดแปลง วงจรตัดสัญญาณ 2

ซีกใหม่ โดยต่อวงจรด้วยซเี นอรไ์ ดโอดเพยี ง 2 ตวั ทาหน้าท่เี ปน็ ท้ังตัวไดโอด ตดั สญั ญาณ และเป็นทงั้ แหล่งจ่าย

แรงดันไฟตรง วงจรใช้ซีเนอร์ไดโอด 2 ตัวต่ออนุกรมกันและ ไปต่อขนานกับเอาต์พุต ค่าแรงดันซีเนอร์ (VZ ) ท่ี
เลือกมาใช้งานทาหน้าที่แทนแบตเตอร่ี B ที่จ่ายไบอัสให้ตัวไดโอด ซีเนอร์ไดโอดจะทางานท้ังไบอัสตรงและ

ไบอัสกลับ เม่ือได้รับไบอัสกลับทางานเป็นไดโอดธรรมดา เม่ือได้รับไบอัสกลับทางานเป็นแหล่งจ่ายแรงดันไฟ

ตรงคงท่ี วงจรคลปิ เปอร์ตดั สญั ญาณ 2 ซีกใชซ้ ีเนอรไ์ ดโอด แสดงดงั รปู ท่ี 4.16

163

Ei(V)
+E

1R Ei 0 t

Ei D1 VZ1 -E
2 EO EO (V)

D2 VZ2 VZ1

tE OVZ02 t1 t2 t3 t
O t4

(ก) วงจร (ข) สัญญาณ

รูปท่ี 4.16 วงจรคลปิ เปอรใ์ ช้ซเี นอรไ์ ดโอดตัดสัญญาณ 2 ซกี

จากรูปที่ 4.16 แสดงวงจรคลิปเปอร์ใช้ซีเนอร์ไดโอดตัดสัญญาณ 2 ซีก มีซีเนอร์ไดโอด D1 เป็น
ตัวกาหนดสัญญาณพัลส์ซีกบวกออกเอาต์พุต มีระดับแรงดันตามค่า VZ1 และทาหน้าที่เป็น ไดโอดธรรมดาเมอ่ื
สัญญาณพลั ส์ซกี ลบป้อนเขา้ มา สว่ นซีเนอร์ไดโอด D2 เป็นตัวกาหนดสญั ญาณ พลั ส์ซกี ลบออกเอาต์พุต มรี ะดับ
แรงดันคงที่ตามค่า V2 และทาหน้าที่เป็นไดโอดธรรมดาเม่ือ สัญญาณพัลส์ซีกบวกป้อนเข้ามา การทางาน
อธิบายได้ดังนี้

ขณะป้อนสัญญาณพัลส์ซีกบวก (+E) เข้ามาท่ีจุด 1 ซีเนอร์ไดโอด D2 ได้รับไบอัสตรง นากระแส
ทางานเป็นไดโอดธรรมดา ส่วนซีเนอร์ไดโอด D2 ได้รับไบอัสกลับไม่นากระแสในช่วงที่ แรงดันพัลส์ต่ากว่าค่า
แรงดันซีเนอร์ VZ1 ระดับแรงดันพัลสส์ ่วนน้ีถูกส่งออกเอาต์พตุ ระดบั แรงดันพัลสส์ ่วนเกนิ แรงดนั ซีเนอร์ VZ1 ถกู
ตัดทง้ิ พัลส์ซกี บวกถูกส่งออกเอาตพ์ ตุ ถึงระดับแรงดนั VZ1

ขณะป้อนสัญญาณพัลส์ซีกลบ (-E) เข้ามาท่ีจุดท่ี 1 ซีเนอร์ไดโอด D1 ได้รับไบอัสตรง นากระแส
ทางานเป็นไดโอดธรรมดา ส่วนซีเนอร์ไดโอด D2 ได้รับไบอัสกลับไม่นากระแสในช่วงท่ีแรงดันพัลส์ต่ากว่าค่า
แรงดนั ซเี นอร์ VZ1 ระดบั แรงดนั พลั ส์ส่วนน้ถี กู ส่งออกเอาต์พตุ ระดับแรงดันพัลสส์ ่วนเกนิ แรงดนั ซเี นอร์ VZ2 ถกู
ตัดท้ิง พลั สซ์ ีกลบถูกส่งออกเอาต์พุตถงึ ระดับแรงดนั VZ2

4.9 บทสรปุ

ไดโอดเป็นสารก่ึงตัวนาท่ีนาไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง คุณสมบัติในการทางานของไดโอดข้ึนอยู่

สภาวะการจ่ายแรงดนั ไบอัสให้ตัวไดโอดซง่ึ มี 2 สภาวะ คอื สภาวะไบอสั ตรง เปน็ อยู่กบั สภาวะทไ่ี ดโอดทางาน

สภาวะไบอสั กลับ เปน็ สภาวะทไี่ ดโอดหยุดทางาน

ซีเนอร์ไดโอดเป็นไดโอดชนิดหน่ึง การจ่ายไบอัสให้ซีเนอร์ไดดอดทางานเหมือนกับไดโอด คือ

ไบอัสตรงซีเนอร์ไดโอดทางาน ไบอัสกลับซีเนอร์ไดโอดไม่ทางาน ส่วนที่ซีเนอร์ไดโอดแตกต่างจากไดโอด

ธรรมดาในสภาวะการจ่ายไบอัสกลับ ซึ่งซีเนอร์ไดโอดทางานและใช้งานในสภาวะนี้ ทาหน้าท่ีเป็นตัวกาหนด

แรงดนั คงทีใ่ หว้ งจร ขน้ึ อยกู่ บั คา่ แรงดันซเี นอร์ (VZ) ของซเี นอร์ไดโอดแต่ละเบอร์

164

วงจรคลิปเปอร์หรือวงจรลมิ ิตเตอร์ เป็นวงจรตัดรูปคลื่นสัญญาณไฟสลับที่สง่ เข้ามาใหม้ ีรูปคล่ืนไฟ
สลับที่ออกเอาต์พุตเปล่ียนแปลงไปตามต้องการในลักษณะไม่เป็นเชิงเส้น ใช้อุปกรณ์ พวกสารก่ึงตัวนา เช่น
ไดโอด ซีเนอร์ไดโอด ทรานซิสเตอร์ และเฟต เป็นต้น วงจรคลิปเปอร์แบบเบ้ืองต้นนยิ มใชไ้ ดโอดในการทางาน
แบง่ ลักษณะการจัดไดโอดในวงจรคลปิ เปอรไ์ ด้เป็นไดโอด ต่ออนุกรม และไดโอดต่อขนาน

วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรม มีไดโอดต่ออนุกรมกับตัวต้านทาน สัญญาณออก เอาต์พุต
เป็นสัญญาณตกคร่อมตัวต้านทาน ขณะไดโอดทางานเป็นสวิตช์ต่อวงจรมีสัญญาณออก เอาต์พุต และขณะ
ไดโอดทางานเป็นสวติ ชต์ ดั วงจรไมม่ ีสญั ญาณออกเอาต์พุต

วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนาน มีไดโอดต่ออนุกรมกับตัวต้านทาน มีสัญญาณออก เอาต์พุต
เป็นสัญญาณตกคร่อมไดโอด โดยตัวไดโอดต่อขนานกับขั้วต่อเอาต์พุต ขณะไดโอดทางาน ออกเอาต์พุต เป็น
สวติ ชต์ ่อวงจรไม่มสี ญั ญาณออกเอาตพ์ ตุ และขณะไดโอดทางานเป็นสวติ ชต์ ดั วงจรมีสญั ญาณออกเอาตพ์ ุต

165

17. ใบงานท่ี 4

หน่วยการสอนท่ี 4 ช่ือหนว่ ยการสอน คลิปเปอร์

หวั ข้อเรอ่ื ง คลปิ เปอร์

จุดประสงค์

1. ประกอบวงจรคลปิ เปอร์ได้

2. ใช้ออสซิลโลสโคปวดั และอ่านคา่ สัญญาณของวงจรคลิปเปอร์ได้

3. วาดรปู สญั ญาณออกเอาต์พุตของวงจรคลิปเปอรไ์ ด้

4. เกดิ ความรว่ มมือร่วมใจในการทางานกลุ่ม

เครอ่ื งมือและอุปกรณ์

1. เครื่องกาเนดิ สัญญาณหลายแบบ 1 เครอ่ื ง

2. ออสซิลโลสโคปชนดิ 2 เสน้ ภาพพร้อมสายวดั 1 เครื่อง

3. ตัวต้านทาน 330Ω, 10kΩ; 0.5W คา่ ละ 1 ตัว

4. ไดโอดเบอร์ 1N4148 1 ตวั

5. ซเี นอร์ไดโอดเบอร์ 1N4728 (3.3V ; 1W) 1 ตวั

6. แบตเตอรี่ 1.5V (ถ่ายไฟฉาย) 1 กอ้ น

7. แผงประกอบวงจรและต่อสายวงจร 1 ชดุ

ลาดบั ขั้นตอนการทดลอง

1. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 4.1

2. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปท่ีคลื่นส่ีเหลี่ยมความถี่ 1kHz ปรับความแรงสัญญาณ

ประมาณ 10VP-P ป้อนเข้าทีอ่ นิ พตุ Ei ของวงจร

3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิดเส้น 2 ภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวัดค่าในวงจร ให้อินพุต CH1 ของ

ออสซิลโลสโคปวดั ท่ีอินพตุ Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซลิ โลสโคปวัดทีเ่ อาต์พุต EO วดั รูปคล่ืนสัญญาณและ

ระดับความแรงสญั ญาณ ท้ังอนิ พุต Ei และเอาตพ์ ุต EO บันทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 4.2

ออสซิลโลสโคป
D

เครือ่ งกาเนดิ Ei R= EO CH1 CH2
สญั ญาณหลายแบบ O/P 10k

รูปท่ี 4.1 วงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดต่ออนุกรม

166

Ei = VP-P 0

E0= VP-P 0

รปู ท่ี 4.2 สัญญาณ Ei และ EO ของวงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรม
4. ตอ่ แบตเตอร่ี 1.5V อนุกรมแบบไบแอสตรงใหก้ บั ไดโอด D แสดงดังรปู ที่ 4.3

- +D ออสซลิ โลสโคป

เคร่อื งกาเนิด B=1.5V R= EO CH1 CH2
สัญญาณหลายแบบ O/P Ei 10k

รปู ท่ี 4.3 วงจรคลิปเปอรแ์ บบไดโอดต่ออนุกรมรว่ มกบั แบตเตอรไี่ ปแอสตรง
5. ใชอ้ อสซลิ โลสโคปชนิด 2 เส้นภาพ วัดรูปสัญญาณและแรงดนั ท้งั อินพตุ Ei และเอาต์พตุ EO บันทึก
ค่าไว้ในรปู ที่ 4.4 ตาแหน่ง Ei และ EO1 ท่ีจา่ ยแบตเตอรไี่ บแอสตรงให้ไดโอด
6. กลับข้ัวแบตเตอรี่ B ให้เป็นการจ่ายไบแอสกลับใหไ้ ดโอด D วัดรูปสัญญาณและแรงดันทั้งอินพุต Ei
และเอาต์พตุ EO บันทกึ คา่ ไวใ้ นรูปท่ี 4.4 ตาแหนง่ EO2 ท่จี า่ ยแบตเตอรี่ไบแอสกลบั ใหไ้ ดโอด

167

Ei = V.. P-P 0

EO1 = V.. P-P 0
(จา่ ยแบตเตอรีไ่ บแอสตรงใหไ้ ดโอด)

E(จO่า2ยแ=บตเตอร่ีไบแอสกลบั ให..ไ้VดPโอ-Pด) 0

รปู ท่ี 4.4 สญั ญาณ Ei, EO1 และ EO2 ของวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมรว่ มกบั แบตเตอรี่
7. ประกอบวงจรตามรูปที่ 4.5

ออสซิลโลสโคป

เครือ่ งกาเนิด R =10k D EO CH1 CH2
สัญญาณหลายแบบ O/P Ei

รูปที่ 4.5 วงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดต่อขนาน
8. ใชอ้ อสซลิ โลสโคปชนดิ 2 เส้นภาพ วดั รปู สัญญาณและแรงดัน ทงั้ อินพตุ Ei และเอาต์พุต EO บนั ทกึ
ค่าไวใ้ นรปู ที่ 4.7 ตาแหน่ง Ei และ EO1 ท่ไี มต่ ่อแบตเตอรี่
9. ตอ่ แบตเตอร่ี 1.5V อนกุ รมแบบไบแอสกลบั ให้กบั ไดโอด D แสดงดงั รูปที่ 4.6

168

R=10k D EO
Ei
-B
+ 1.5V

รปู ที่ 4.6 วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานรว่ มกบั แบตเตอร่ไี บแอสกลับ
10. ใช้ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพ วัดรูปสัญญาณและแรงดัน ทั้งอินพุต Ei และเอาต์พุต EO
บันทึกคา่ ไวใ้ นรปู ที่ 4.7 ตาแหน่ง EO2 ที่จ่ายแบตเตอรไ่ี บแอสกลับให้ไดโอด

Ei = V.. P-P 0

EO1 = (ไม่ตอ่ แบตเตอร)่ี V.. P-P 0

E(จOา่2ยแ=บตเตอร่ีไบแอสกลบั ให..้ไVดPโอ-Pด) 0

EO3 = V.. P-P 0
(จา่ ยแบตเตอรีไ่ บแอสตรงใหไ้ ดโอด)

รปู ที่ 4.7 สัญญาณ Ei, EO1, EO2 และ EO3 ของวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนาน

169

11. กลบั ขั้วแบตเตอร่ี B ให้เปน็ การจ่ายไบแอสตรงใหไ้ ดโอด D วดั รปู สญั ญาณและแรงดันทัง้ อนิ พุต Ei

และเอาตพ์ ตุ EO บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรปู ที่ 4.7 ตาแหน่ง EO3 ที่จ่ายแบตเตอร่ไี บแอสกลับใหไ้ ดโอด

12. ประกอบวงจรตามรปู ที่ 4.8 ออสซิลโลสโคป

เครอื่ งกาเนดิ R=330 D CH1 CH2
สัญญาณหลายแบบ O/P Ei 3D.3ZV EO

รปู ท่ี 4.8 วงจรคลิปเปอรแ์ บบไดโอดต่อขนาน มีซเี นอร์ไดโอดทาหนา้ ที่แทนแบตเตอรี่
13. ใช้ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพ วัดรูปสัญญาณและแรงดัน ทั้งอินพุต Ei และเอาต์พุต EO
บันทกึ ค่าไวใ้ นรูปท่ี 4.9 ตาแหนง่ Ei และ EO1 ท่ีตอ่ ขา K ซเี นอรไ์ ดโอดเข้าขา A ไดโอด
14. กลับข้ัวซีเนอร์ไดโอดเป็นตรงข้าม วัดรูปสัญญาณและแรงดันท้ังอินพุต Ei และเอาต์พุต EO บันทึก
คา่ ไวใ้ นรปู ที่ 4.9 ตาแหน่ง EO2 ท่ตี อ่ ขา A ซีเนอร์ไดโอดเข้าขา A ไดโอด

Ei = V.. P-P 0

EO1 = V.. P-P 0
(ต่อขา K ซีเนอร์ไดโอดเข้าขา A ไดโอด)

(ตE่อOข2า = A..VไPด-โPอด)0

A ซเี นอร์ไดโอดเขา้ ขา

รปู ท่ี 4.9 สญั ญาณ Ei, EO1 และ EO2 ของวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนาน มีซเี นอร์ไดโอดทาหน้าท่ีแทน
แบตเตอร่ี

170

สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คาถามและการวิเคราะห์
1. วงจรคลิปเปอรใ์ นรปู ท่ี 4.1 มลี กั ษณะการทางานเหมนื กบั วงจรอะไร รปู คล่นื ทไี่ ด้ออกมาเป็นอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การต่อแบตเตอร่ีร่วมกับไดโอดในวงจรคลิปเปอร์ มผี ลตอ่ การทางานในวงจรคลปิ เปอรอ์ ย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. การต่อซีเนอร์ไดโอดร่วมกับไดโอดในวงจรคลิปเปอร์ ซเี นอร์ไดโอดทาหนา้ ท่ีอะไร มีผลต่อการทางานในวงจร
คลิปเปอร์อยา่ งไร

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

171

18. แบบประเมนิ ผล

แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน

ชอ่ื กลุม่ ……………………………………………ชั้น………………………ห้อง............................
รายช่ือสมาชกิ

1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขท…่ี ….

3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท…่ี ….

ท่ี รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1

1 เนอื้ หาสาระครอบคลมุ ชัดเจน (ความรู้เกยี่ วกับเนอื้ หา ความถกู ต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ )

2 รปู แบบการนาเสนอ

3 การมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกในกลมุ่

4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาให้ผู้ฟังมีความ

สนใจ

รวม

ผู้ประเมิน…………………………………………………

เกณฑก์ ารให้คะแนน

1. เนื้อหาสาระครอบคลมุ ชัดเจนถกู ตอ้ ง

3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถ้วนถกู ต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์

2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แตต่ รงตามจดุ ประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ กู ต้อง ไม่ตรงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนาเสนอ

3 คะแนน = มรี ูปแบบการนาเสนอท่เี หมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ท่แี ปลกใหม่ ใช้สือ่ และเทคโนโลยี

ประกอบการ นาเสนอทนี่ า่ สนใจ นาวัสดใุ นทอ้ งถิน่ มาประยุกตใ์ ชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ และ

ประหยดั

2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ่อื และเทคโนโลยีประกอบการนาเสนอท่ีน่าสนใจ

แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วัสดุในทอ้ งถิ่น

1 คะแนน = เทคนคิ การนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ

3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลมุ่
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมสี ว่ นร่วมกจิ กรรมกลมุ่

2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญม่ บี ทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลุ่ม

1 คะแนน = สมาชิกสว่ นน้อยมีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลมุ่

4. ความสนใจของผู้ฟงั

3 คะแนน = ผู้ฟังมากกวา่ รอ้ ยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ

2 คะแนน = ผฟู้ งั รอ้ ยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื

1 คะแนน = ผฟู้ งั นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70 สนใจ และให้ความรว่ มมือ

172

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ

ช่ือกลุม่ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชอ่ื สมาชิก

1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขที่…….

ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคดิ เหน็
321
1 การกาหนดเปา้ หมายร่วมกนั
2 การแบง่ หนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 การปฏบิ ตั หิ น้าท่ที ี่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน

รวม

ผู้ประเมนิ …………………………………………………
วันที่…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. การกาหนดเปา้ หมายรว่ มกนั
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายการทางานอย่างชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีสว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชกิ ส่วนน้อยมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายในการทางาน
2. การหน้าทรี่ ับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจดั เตรยี ม
สถานท่ี สื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ แต่ไมต่ รงตามความสามารถ และมสี ื่อ/อปุ กรณไ์ ว้อยา่ งพร้อมเพรียง
แต่ขาดการจดั เตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่วั ถึงและมสี อ่ื / อปุ กรณ์ไมเ่ พยี งพอ
3. การปฏบิ ตั ิหน้าท่ีทไี่ ด้รบั มอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย และตามเวลาทกี่ าหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเรจ็ ตามเปา้ หมาย แตช่ ้ากวา่ เวลาทีก่ าหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเปา้ หมาย
4. การประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน
3 คะแนน = สมาชกิ ทกุ คนรว่ มปรกึ ษาหารอื ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นร่วมปรกึ ษาหารือ แตไ่ มป่ รบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ว่ นรว่ มไม่มสี ่วนรว่ มปรกึ ษาหารือ และปรับปรงุ งาน

173

19. แบบฝกึ หัด

แบบฝึกหัดทา้ ยหนว่ ยที่ 4
คลิปเปอร์

คาส่งั อธิบายให้ไดใ้ จความสมบูรณ์และแสดงวิธีทาใหถ้ ูกต้องสมบูรณ์
1. สวติ ชไ์ ดโอดทางานอย่างไร คุณสมบัตขิ องสวิตช์ไดโอดแตกตา่ งจากสวิตช์ไฟฟา้ จริงอย่างไร
2. ซีเนอร์ไดโอดนามาใชง้ านในวงจรสวติ ช์ไดโอด ทาหน้าทเี่ ป็นอะไรบ้าง
3. วงจรคลิปเปอรแ์ บบไดโอดต่ออนุกรม และแบบไดโอดต่อขนานดังรูป แตกต่างกนั อย่างไร

4. อธิบายหลักการทางานของวงจรคลิปเปอร์ใช้ซเี นอร์ไดโอดตดั สญั ญาณ 2 ซีกดังรปู มาใหเ้ ขา้ ใจ

174

20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จัดหน่วยการเรียนร้ไู ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทัง้ ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ิธีการนาเข้าสบู่ ทเรยี นท่นี า่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ

6. จัดกจิ กรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นค้นคว้าเพื่อหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นกั เรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคดิ ( คดิ วิเคราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนรทู้ เ่ี ช่อื มโยงกับชวี ิตจรงิ โดยนาภมู ิปญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามสี ว่ นรว่ ม

11. จดั กจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มีการเสรมิ แรงเมือ่ นักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รยี น อย่างท่ัวถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด

ด้านสอื่ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

16. ใช้ส่ือท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ อื่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เป็นตน้

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รยี น อยา่ งทวั่ ถงึ

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผู้เรยี นมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้ังดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย

20. ครู ผู้เรียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ียม 4 = ปฏบิ ตั ิดี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม

= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย

175

20.2 ปัญหาทพ่ี บ และแนวทางแกป้ ญั หา

ปัญหาที่พบ แนวทางแก้ปญั หา

ด้านการเตรยี มการสอน

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ดา้ นสื่อ นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ดา้ นการวัดประเมินผล

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ดา้ นอนื่ ๆ (โปรดระบเุ ป็นขอ้ ๆ)

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ลงชื่อ ........................................................................ ครผู สู้ อน
(นายปฏิพาน สนี าบุญ)
ตาแหนง่ ครูพิเศษสอน

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 176
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

177

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมุง่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ

และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

รหัสวชิ า 20105-2006 วิชา วงจรพลั สแ์ ละสวิตชงิ

หนว่ ยที่ 5 ช่อื หนว่ ย แคลมเปอร์

ชื่อเรอ่ื ง แคลมเปอร์ จานวน 4 ชั่วโมง

1. สาระสาคัญ
วงจรแคลมเปอร์ (Clamper Circuit) เปน็ วงจรท่ที ำหน้ำทปี่ รบั เปลี่ยนระดับของสัญญำณไฟสลับ ให้มี

ระดับและตำแหน่งถูกต้องตำมต้องกำร โดยกำรเพ่ิมแรงดันไฟตรงให้สัญญำณไฟสลับทำให้ระดับสัญญำณไฟ
สลบั เปลยี่ นแปลงไป แตร่ ปู ร่ำงสัญญำณไฟสลบั ไม่เปล่ียนแปลง วงจรแคลมเปอร์จงึ ถูกเรียกวำ่ วงจรเติมไฟตรง
(DC Restorer Circuit) หรือวงจรสอดแทรกไฟตรง (DC Inserter Circuit) อุปกรณ์ตัวหลักท่ีนำมำใช้งำนใน
วงจร คือ ตัวไดโอด ตัวเกบ็ ประจุ และตวั ตำ้ นทำน หลักของกำรทำงำนวงจรแคลมเปอร์

2. สมรรถนะอาชพี ประจาหนว่ ย
ดา้ นความรู้
1. อธบิ ำยหลกั กำรทำงำนวงจรแคลมเปอร์ได้
2. บอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอรแ์ รงดันลบได้
3. บอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอร์แรงดนั บวกได้
ดา้ นทกั ษะและการประยุกตใ์ ช้
1. ต่อวงจรแคลมเปอร์ตำมแบบท่กี ำหนดได้
2. ใช้ออสซลิ โลสโคปวดั สัญญำณของวงจรแคลมเปอร์ได้
3. อำ่ นค่ำและบันทกึ ค่ำสญั ญำณของวงจรแคลมเปอรท์ ี่วดั ดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้
ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ

พอเพยี ง
1. เหน็ ควำมสำคญั กำรมสี มั มำคำรวะตอ่ ครอู ำจำรย์

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จุดประสงค์ท่ัวไป

1. เพ่ือให้มีควำมรู้เก่ยี วกบั หลกั กำรทำงำนวงจรแคลมเปอร์
2. เพื่อให้มที ักษะในกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอรแ์ บบไดโอดมแี รงดนั ไบอัสตรง
3. สำมำรถนำควำมรเู้ ร่ืองแคลมเปอร์ไปประยกุ ต์ใช้ได้อยำ่ งเหมำะสม

178

3.2 จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. อธบิ ำยหลักกำรทำงำนวงจรแคลมเปอร์ได้ (ด้ำนพทุ ธิพสิ ัย)
2. บอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอรแ์ รงดนั ลบได้ (ด้ำนพุทธิพสิ ยั )
3. บอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอรแ์ รงดันบวกได้ (ด้ำนพทุ ธิพสิ ยั )
4. ตอ่ วงจรแคลมเปอร์ตำมแบบท่กี ำหนดได้ (ดำ้ นทักษะพิสัย)
5. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวัดสัญญำณของวงจรแคลมเปอร์ได้ (ด้ำนทกั ษะพสิ ัย)
6. อ่ำนค่ำและบันทึกค่ำสัญญำณของวงจรแคลมเปอร์ทวี่ ดั ด้วยออสซลิ โลสโคปได้ (ด้ำนทักษะพิสัย)
7. เห็นควำมสำคญั กำรมสี มั มำคำรวะต่อครูอำจำรย์ (ด้ำนจติ พิสยั )

4. เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ด้านความรู้
1. วงจรแคลมเปอร์
2. วงจรแคลมเปอรแ์ รงดันลบ
3. วงจรแคลมเปอรแ์ รงดนั บวก
4. วงจรแคลมเปอรแ์ บบไดโอดมีแรงดนั ไบอัสตรง
5. วงจรแคลมเปอร์แบบไดโอดมแี รงดันไบอัสกลบั
6. บทสรุป

4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏิบัติ
1. กำรทดลองท่ี 5 แคลมเปอร์
2. แบบทดสอบบทที่ 5

4.3 ดา้ นคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ใช้เครอ่ื งมือในกำรทดสอบได้อยำ่ งถกู ต้องเหมำะสม

5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรือการเรียนรู้

ขน้ั ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ขน้ั ตอนการเรียนหรือกิจกรรมของผ้เู รยี น

ขั้นเตรยี ม(10 นาที) ขั้นเตรยี ม(10 นาที)

1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสำร พร้อมกับแนะนำรำยวิชำ 1. ผ้เู รียนเตรยี มหนังสอื และฟังผู้สอนแนะนำรำยวิชำ

วิธีกำรให้คะแนนและกำรประเมินผลท่ีใช้กับวิชำ วิธีกำรให้คะแนนและกำรประเมินผลที่ใช้กับวิชำ

วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชงิ วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชงิ

2. ผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษำและจุดประสงค์เชิง 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเร่ืองท่ีจะศึกษำและ

พฤตกิ รรมประจำหน่วยท่ี 5 เร่ือง แคลมเปอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจำหนว่ ยท่ี 5 เร่ือง แค

ลมเปอร์

179

ขน้ั การสอน(210 นาที) ข้ันการสอน(210 นาที)

1. ผสู้ อนอธบิ ำยเน้ือหำวชิ ำวงจรพลั ส์และสวติ ชิง 1. ผเู้ รยี นฟังผู้สอนอธิบำยเนื้อหำวชิ ำวงจรพลั ส์

หน่วยที่ 5 เรอ่ื ง แคลมเปอร์ และสวติ ชิงหน่วยท่ี 5 เร่อื ง แคลมเปอร์

2. ผู้สอนให้ผเู้ รียนเปิดหนังสอื เรยี นวงจรพัลส์และสวิ 2. ผ้เู รยี นเปิดหนังสอื เรยี นวิชำวงจรพัลสแ์ ละสวติ ชงิ

ตชิงหน่วยท่ี 5 เร่ือง แคลมเปอร์และอธบิ ำยเนอ้ื หำ หน่วยที่ 5 เรอื่ ง แคลมเปอร์และฟังผู้สอนอธบิ ำย

ใหผ้ เู้ รียนฟัง เนื้อหำ

3. ผู้สอนให้ผเู้ รยี นทำใบงำนท่ี 5 เร่ือง แคลมเปอร์ 3. ผ้เู รียนทำใบงำนที่ 5 เรือ่ ง แคลมเปอร์

ขนั้ สรุป(20 นาที) ขั้นสรปุ (20 นาที)

1. ผู้สอนใหผ้ เู้ รียนทำแบบฝึกหดั หนว่ ยที่ 5 1. ผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้อื หำที่ได้เรยี นให้มีควำม

2. ผสู้ อนและผู้เรียนรว่ มกนั สรุปเน้ือในหน่วยเรียนท่ี เข้ำใจในทิศทำงเดยี วกนั

5 เรอ่ื ง แคลมเปอร์ 2. ผู้เรยี นทำแบบฝกึ หดั หน่วยที่ 5

3. ผูเ้ รยี นศึกษำเพิม่ เติมนอกห้องเรียน ดว้ ย

PowerPoint ที่จดั ทำขึ้น

6. สื่อการเรียนการสอน/การเรยี นรู้

6.1 สอ่ื สง่ิ พิมพ์
1. เอกสำรประกอบกำรสอนวิชำ วงจรพัลสแ์ ละสวติ ชงิ
2. ใบงำนท่ี 5 แคลมเปอร์
3. แบบฝึกหัดหน่วยที่ 5
4. หนังสือเรยี นวชิ ำ วงจรพลั ส์และสวิตชงิ

6.2 สือ่ โสตทัศน์
1. Power Point เรอื่ งแคลมเปอร์

6.3 ส่อื ของจริง
1. อปุ กรณจ์ ำกกำรทดลองใบงำนที่ 5

7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรียนรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา

1. ห้องสมุดวิทยำลัยเทคนิคสวำ่ งแดนดิน
2. หอ้ งอินเตอรเ์ นต็ วิทยำลยั เทคนิคสวำ่ งแดนดนิ

180

7.2 ภายนอกสถานศึกษา

1. ห้องสมดุ เฉลิมพระเกยี รติอำเภอสว่ำงแดนดนิ
2. ห้องสมุดประชำชนเฉลมิ รำชกมุ ำรีอำเภอสว่ำงแดนดนิ

8. งานทมี่ อบหมาย

8.1 กอ่ นเรียน
1. ผ้เู รยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

8.2 ขณะเรยี น
1. ศึกษำเน้ือหำ ในบทที่ 5 เรือ่ ง แคลมเปอร์
2. รำยงำนผลหนำ้ ช้ันเรยี น
3. ปฏบิ ัตใิ บปฏบิ ัตงิ ำนที่ 5 เรอื่ ง แคลมเปอร์
4. สรุปผลกำรทดลอง

8.3 หลังเรียน
1. ทำแบบฝกึ หัดบทท่ี 5

9. ผลงาน/ชนิ้ งาน ทเ่ี กดิ จากการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น

1. แบบฝกึ หดั บทท่ี 5 ใบปฏิบัตงิ ำนท่ี 5
2. ตรวจผลงำน

10. เอกสารอา้ งอิง

1. พันธ์ศกั ดิ์ พุฒิมำนติ พงศ์. วงจรพัลส์และสวิตชิง. : ศนู ย์สง่ เสริมอำชีวะ (ศสอ)

11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธ์กับรายวชิ าอืน่

1. บูรณำกำรกับวิชำวงจรไฟฟ้ำกระแสสลบั
2. บูรณำกำรกับวชิ ำอปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนิกสแ์ ละวงจร

12. หลักการประเมินผลการเรยี น

12.1 ก่อนเรยี น
1. ควำมรู้เบอื้ งต้นก่อนกำรเรียนกำรสอน

12.2 ขณะเรยี น
1. สังเกตกำรทำงำน

12.3 หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หัดหน่วยที่ 5
2. ตรวจใบงำนที่ 5

181

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น

จดุ ประสงค์ขอ้ ที่ 1 อธิบำยหลักกำรทำงำนวงจรแคลมเปอรไ์ ด้
1. วิธกี ำรประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องกำรประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์กำรประเมนิ : สำมำรถอธิบำยหลกั กำรทำงำนวงจรแคลมเปอร์ได้
4. เกณฑ์กำรผ่ำน : อธิบำยหลกั กำรทำงำนวงจรแคลมเปอร์ได้ จะได้ 1.5 คะแนน
จุดประสงค์ขอ้ ท่ี 2 บอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอร์แรงดนั ลบได้
1. วิธกี ำรประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่อื งกำรประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์กำรประเมิน : สำมำรถบอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอร์แรงดันลบได้
4. เกณฑ์กำรผำ่ น : บอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอร์แรงดนั ลบได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 3 บอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอร์แรงดันบวกได้
1. วิธกี ำรประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งกำรประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์กำรประเมิน : สำมำรถบอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอรแ์ รงดนั บวกได้
4. เกณฑ์กำรผ่ำน : บอกกำรทำงำนของวงจรแคลมเปอร์แรงดนั บวกได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จุดประสงค์ขอ้ ท่ี 4 ต่อวงจรวงจรแคลมเปอร์ตำมแบบทกี่ ำหนดได้
1. วธิ ีกำรประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องกำรประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์กำรประเมิน : สำมำรถต่อวงจรวงจรแคลมเปอร์ตำมแบบท่ีกำหนดได้
4. เกณฑ์กำรผำ่ น : ตอ่ วงจรวงจรแคลมเปอร์ตำมแบบทก่ี ำหนดได้ จะได้ 0.5 คะแนน
จุดประสงค์ข้อท่ี 5 ใชอ้ อสซลิ โลสโคปวดั สญั ญำณของวงจรแคลมเปอร์ได้
1. วิธีกำรประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองกำรประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์กำรประเมนิ : สำมำรถใชอ้ อสซิลโลสโคปวัดสญั ญำณของวงจรแคลมเปอร์ได้
4. เกณฑ์กำรผ่ำน : ใช้ออสซิลโลสโคปวดั สัญญำณของวงจรแคลมเปอรไ์ ด้ จะได้ 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ท่ี 6 อำ่ นค่ำและบนั ทึกค่ำสัญญำณของวงจรแคลมเปอร์ทว่ี ดั ดว้ ยออสซลิ โลสโคปได้
1. วิธกี ำรประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องกำรประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์กำรประเมนิ : สำมำรถอ่ำนค่ำและบนั ทึกค่ำสัญญำณของวงจรแคลมเปอร์ทีว่ ดั ด้วยออสซิลโลสโคปได้
4. เกณฑ์กำรผำ่ น : อำ่ นค่ำและบนั ทกึ ค่ำสัญญำณของวงจรแคลมเปอรท์ ว่ี ดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้ จะได้ 2
คะแนน

182

14. แบบทดสอบก่อนเรียน

หนว่ ยการสอนที่ 5. ชือ่ หน่วยการสอน แคลมเปอร์

วตั ถุประสงค์ เพอ่ื ประเมินควำมร้พู ้ืนฐำนเกี่ยวกบั แคลมเปอร์

ข้อคาถาม

ตอนท่1ี จงเลือกคำตอบทีถ่ ูกตอ้ งทส่ี ดุ

1. วงจรปรับระดับสญั ญำณไฟสลับมชี อ่ื เรียกวำ่ อะไร

ก. วงจรสอดแทรกไฟตรง ข. วงจรเติมไฟตรง ค. วงจรแคลมเปอร์ ง. ถูกทกุ ข้อ

2. กำรทำงำนของวงจรแคลมเปอร์ข้อใดถูกต้อง

ก. เปลย่ี นระดับสัญญำณไฟสลับไปจำกตำแหนง่ รปู ร่ำงเดิมโดยสัญญำณรูปรำ่ งคงเดิม

ข. เปล่ียนระดับสญั ญำณไฟสลับและรูปรำ่ งสัญญำณไฟสลับ

ค. เปลย่ี นแปลงรปู ร่ำงไฟสลับ

ง. ตดั สัญญำณไฟสลบั บำงสว่ นทิ้งไป
3. 1 C

ตำมรูปคือวงจรอะไร

Ei D R EO ก. วงจรคลิปเปอร์แรงดนั ลบ ข. วงจรคลิปเปอร์แรงดันบวก

2 ค. วงจรแคลมเปอรแ์ รงดนั ลบ ง. วงจรแคลมเปอร์แรงดันบวก
4. จำกรูปข้อที่ 3 ถำ้ ป้อนพัลสบ์ วกเข้ำมำที่จดุ 1 กำรทำงำนของวงจรข้อใดถูกต้อง

ก. ไดโอด D ไดร้ บั ไบแอสตรง ตวั C ประจุแรงดันไว้

ข. ไดโอด D ได้รับไบแอสกลบั ตวั C ประจุแรงดนั ไว้

ค. ไดโอด D ไดร้ ับไบแอสตรง ตวั C คำยประจแุ รงดนั ออกมำ

ง. ไดโอด D ได้รับไบแอสกลบั ตัว C คำยประจุแรงดนั ออกมำ

5. จำกรูปข้อ 3 ถ้ำปอ้ นพัลส์บวกและลบเขำ้ มำทจี่ ุด 1 จะไดแ้ รงดนั เอำต์พุตออก EO เทำ่ ไร

ก. +2E V ข. -2E V ค. +E V ง. -E V

6. จำกรูปขอ้ 3 ถ้ำกลบั ขั้วไดโอดให้ขำ K ของไดโอดตอ่ กับตัว C เรยี กวงจรนว้ี ำ่ อะไร

ก. วงจรคลิปเปอร์แรงดนั ลบ ข. วงจรคลปิ เปอร์แรงดนั บวก

ค. วงจรแคลมเปอรแ์ รงดันลบ ง. วงจรแคลมเปอรแ์ รงดันบวก

7. C ตำมรูปคือวงจรอะไร
ก. แคลมเปอร์แบบไดโอดมแี รงดันไบแอสกลับ
1 + EO ข. แคลมเปอร์แบบไดโอดมแี รงดนั ไบแอสตรง
- B1 V R ค. วงจรคลปิ เปอรข์ นำดตัดสัญญำณช่วงบวก
Ei D

2 ง. วงจรคลปิ เปอรข์ นำดตัดสัญญำณชว่ งบวก


Click to View FlipBook Version