The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการจัดการเรียนรู้ดนตรี-นาฎศิลป์ ศ21102

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wanchalerm Hongsa, 2023-02-05 01:24:37

คู่มือการจัดการเรียนรู้ดนตรี-นาฎศิลป์ ศ21102

คู่มือการจัดการเรียนรู้ดนตรี-นาฎศิลป์ ศ21102

อ นายวันเฉลิม หงษ์สระ ต าแหน่ง ครูผู้ช่วย คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสวายวิทยาคาร ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุรินทร์ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน กระทรวงศึกษำธิกำร รายวิชาดนตรีนาฏศิลป์ รหัสวิชา ศ21102


คู่มือการจัดการเรียนรู้ รายวิชาดนตรี– นาฏศิลป์รหัสวิชา ศ21102 จัดท าโดย นายวันเฉลิม หงษ์สระ ต าแหน่ง ครูผู้ช่วย โรงเรียนสวายวิทยาคาร ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์


ก ค าน า คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ ดนตรี-นาฏศิลป์ม. 1-6 ชุดนี้เป็นลื่อการเรียนรู้ที่จัดท าขึ้น เพื่อใช้เป็น แนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยยึดหลักการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design ที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง (Child-Centered) ตามหลักการเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมและ กระบวนการเรียนรู้ สามารถสร้างองค์ความรู้ใด้ด้วยตนเอง ทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม บทบาทของครูมี หน้าที่เอื้ออ านวยความสะดวกให้นักเรียนประสบผล ส าเร็จ โดยสร้างสถานการณ์การเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและ นอกห้องเรียน ท าให้นักเรียนสามารถ เชื่อมโยงความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ได้ในเชิงบูรณาการด้วย วิธีการที่หลากหลาย เน้น กระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปความรู้ด้วยตนเอง ท าให้นักเรียนได้รับ การพัฒนา ทั้งด้านความรู้ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม และด้านทักษะ/กระบวนการที่ดี น าไปสู่การ อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข การจัดท าคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ ดนตรี-นาฏศิลป์ชุดนี้ ได้จัดท าตามหลักสูตร แกนกลาง การศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งครอบคลุมสาระการเรียนรู้ดนตรีและนาฏศิลป์ภายในเล่มได้ น าเสนอแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายชั่วโมงตามหน่วยการเรียนรู้ เพื่อให้ครูน า ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้แต่ละหน่วยการเรียนรู้ยังมีการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้,ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้าน ความรู้ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม และ ด้านทักษะ/กระบวนการ ท าให้ทราบผลการเรียนรู้แต่ละ หน่วยการเรียนรู้ของนักเรียนได้ทันที คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ น าเสนอเนื้อหาแบ่งเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 ค าชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยแนวทางการใช้แผนการ จัดการเรียนรู้ สัญลักษณ์ลักษณะกิจกรรมการเรียนรู้ การออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู้-การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ดนตรี-นาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ตารางวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีและโครงสร้างการแบ่งเวลารายชั่วโมงในการจัดการ เรียนรู้ ตอนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง ได้เสนอแนะแนวทางการจัดการเรียนรู้แต่ละ หน่วย การเรียนรู้ในสื่อการเรียนรู้ สมบูรณ์แบบ และหนังสือเรียน แบ่งเป็นแผนย่อยรายชั่วโมง ซึ่งแผนการจัดการ เรียนรู้แต่ละแผนมีองค์ประกอบครบถ้วนตามแนวทางการจัดท าแผนการจัด การเรียนรู้ของสถานศึกษา ตอนที่ 3 เอกสาร/ความรู้เสริมส า,หรับครู ประกอบด้วยแบบทดสอบต่าง ๆ และความรู้เสริม ส าหรับครู บันทึกลงใน CD เพื่ออ านวยความสะดวกให้ครูใช้จัดการเรียนการสอนแผนการจัดการเรียนรู้ ดนตรี- นาฏศิลป์ชุดนี้ได้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยเทคนิค และวิธีการสอนอย่างหลากหลาย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ การน าไปประยุกต์ใช้[นการจัดการเรียนรู้ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของนักเรียนต่อไป


ข สารบัญ ตอนที่ 1 ค าชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู้ ดนตรี-นาฏศิลป์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 1 1. แนวทางการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 1 2. สัญลักษณ์ลักษณะกิจกรรมการเรียนรู้ 4 3. การออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design (BWD) 4 4. เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู้-การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 13 5. ก าหนดการจัดการเรียนรู้ 16 6. โครงสร้างการแบ่งเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู้ 18 ตอนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง ดนตรี-นาฏศิลป์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 22 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 วงดนตรีและบทเพลง 22 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ประเภทของวงดนตรี 22 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เครื่องหมายและสัญลักษณ์ทางดนตรี 44 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การเปรียบเทียบเลียงร้องและเลียงของเครื่องดนตรีในบทเพลง จากวัฒนธรรมต่าง ๆ 56 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 บทเพลงส าหรับฝึกร้องและการบรรเลงเครื่องดนตรี ประกอบการร้อง เพลง 68 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การใช้และบ ารุงรักษาเครื่องดนตรี 81 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 วิเคราะห์องค์ประกอบดนตรี 94 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 การถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลง 94 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 การน าเสนอบทเพลงที่ตนเองสนใจ 109 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 การประเมินคุณภาพของบทเพลง 124 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ดนตรีกับมรดกทางวัฒนธรรม 139 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 องค์ประกอบของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม 139 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 บทบาทและอิทธิพลของดนตรี 153 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนาฏศิลป์และละครของไทย 173 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 ประเภทของละครไทยในแต่ละสมัย 173 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนาฏศิลป์และละคร 194


ค หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 การแสดงนาฏศิลป์และละคร 214 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 นาฏยศัพท์ ภาษาท่า และการตีบท 214 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 ร าวงมาตรฐาน 227 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 การแสดงเต้นก าร าเคียว 241 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 การเต้นร าจังหวะวอลตซ์ 254 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การจัดการแสดงและการวิจารณ์การแสดง 266 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 การเป็นนักแสดงและผู้ชม 266 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 การวิจารณ์การแสดงของนักแสดง 279 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 การจัดการแสดง 292


1 1. แนวทางการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ คู่มือครูแผนการจัดการเรียนรู้ดนตรี-นาฏศิลป์เล่มนี้จัดท าขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้ครูใช้ประกอบการ จัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ดนตรี-นาฏศิลป์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ซึ่งการแบ่งหน่วยการเรียนรู้ส าหรับ จัดท าแผนการจัดการ เรียนรู้รายชั้วโมงในคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้แบ่งเนี้อหาเป็น 6 หน่วย สามารถใช้ควบคู่กับสื่อการ เรียนรู้ ดนตรี-นาฏศิลป์สมบูรณ์แบบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และหนังสือ เรียน รายวิชาพื้นฐาน ดนตรี-นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้ ดังนี้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 วงดนตรีและบทเพลง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 วิเคราะห์องค์ประกอบดนตรี หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ดนตรีกับมรดกทางวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ความรู้พนฐานเกี่ยวกับนาฏศิลป์และละครของไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 การแสดงนาฏศิลป์และละคร หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การจัดการแสดงและการวิจารณ์การแสดง แผนการจัดการเรียนรู้นี่ได้น่าเสนอรายละเอียดไว้ครบถ้วนตามแนวทางการจัดท่าแผนการจัดการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนได้พัฒนาองค์ความรู้สมรรถนะส าคัญและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้อย่างครบถ้วนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ครูควรศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้นี้ให้ละเอียดเพื่อปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพ แวดล้อม สถานการณ์ และ สภาพของนักเรียนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้จะแบ่งแผนการจัดการเรียนรู้ออกเป็นรายชั้วโมงซึ่งมีจ านวนมาก น้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความยาวของเนื้อหาสาระ และในแต่ละหน่วยการเรียนรู้มีองค์ประกอบด้งนี้ 1. ผังมโนทัศน์เป้าหมายการเรียนรู้ แสดงขอบข่ายเนื้อหาการจัดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมความรู้ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ทักษะ/กระบวนการ และภาระงาน/ขึ้นงาน 2. กรอบแนวคิดการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ BWD (Backward Design Template) เป็น กรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ แบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผล การเรียนรู้ตามที่ก าหนดไว้อย่างแท้จริง ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ จะระบุว่าในหน่วยการเรียนรู้นี้แบ่งเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ กี่แผน และแต่ละแผนใช้เวลาในการจัดกิจกรรมกี่ชั้วโมง


2 3. แผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ตามกรอบแนวคิดการออกแบบ การ จัดการเรียนรู้แบบ BWD ประกอบด้วย 3.1 ขอบเขตแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยล าดับที่ของแผน ชื่อแผน และเวลาเรียน เข่น แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ประเภทของวงดนตรี เวลา 3 ชั้วโมง 3.2.สาระส าคัญเป็นความคิดรวบยอดของเนื้อหาที่น่ามาจัดการเรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการ เรียนรู้ 3.3.ตัวซีวัดชั้นปี เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ตรวจสอบนักเรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาที่น าเสนอในแต่ละ แผนการจัดการเรียนรู้นั้น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร 3.4.จุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นส่วนที่บอกจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียนภายหลัง จากการเรียนจบในแต่ละแผน ทั้งในด้านความรู้ (K) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (A) ด้าน ทักษะ/ กระบวนการ (P) ซึ่งสอดคล้องสัมพันธ์กับตัวชี้วัดชั้นปีและเนื้อหาในแผนการจัดการเรียนรู้นั้น ๆ 3.5.การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นการตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้ว่าหลังจากจัดการ เรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว นักเรียนมีพัฒนาการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามเป้าหมาย ที่ คาดหวังไว้หรือไม่ และมีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงส่งเสริมในด้านใดบ้าง ดังนั้น ในแต่ละ แผนการ จัดการเรียนรู้จึงได้ออกแบบวิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ของนักเรียนไว้ อย่างหลากหลาย เช่น การท าแบบทดสอบ การตอบค าถามสั้น ๆ การตรวจผลงาน การ สังเกตพฤติกรรมทั้งที่ เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม เป็นต้นโดยเน้นการปฏิบัติให้สอดคล้องและเหมาะสม กับตัวชี้วัดและมาตรฐานการ เรียนรู้วิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เหล่านี้ครูสามารถน าไปใช้ประเมิน นักเรียนได้ ทั้งในระหว่างการจัดการเรียนรู้และการท ากิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการน าความรู้ไปใช่ในชีวิต ประจ าวัน 3.6.สาระการเรียนรู้ เป็นหัวช้อยย่อยที่น ามาจัดการเรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่ง สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้แกนกลาง 3.7.แนวทางบูรณาการ เป็นการเสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องที่เรียนรู้ ของ แต่ละแผนให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษา ต่างประเทศ เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องและครอบคลุมสถานการณ์จริง 3.8.กระบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นการเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เนื้อหาในแต่ละ เรื่อง โดยใช้แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ทั้งนื้เพื่อให้ครูน าไปใช้ประโยชน์ใน การ วางแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 5 ชั้น ได้แก่


3 ชั้นที่ 1 ชั้นน าเข้าสู่บทเรียน ชั้นที่ 2 ชั้นสอน ชั้นที่ 3 ชั้นสรุป ชั้นที่ 4 ฟิกฝนนักเรียน ชั้นที่ 5 การน าไปใช้ 3.9.กิจกรรมเสนอแนะเพิ่มเติมส าหรับกลุ่มสนใจพิเศษและส าหรับฟิกทักษะเพิ่มเติม เป็น กิจกรรมเสนอแนะส าหรับให้นักเรียนได้พัฒนาเพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากที่ได้จัดการเรียนรู้มา แล้ว ในชั้วโมงเรียน กิจกรรมเสนอแนะมี 2 ลักษณะ คือ กิจกรรมส าหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษและ ต้องการ ศึกษาด้นคว้าในเนื้อหานั้น ๆ ให้ลึกขึ้งกว้างขวางยิ่งขึ้น และกิจกรรมส าหรับการเรียนรู้ให้ครบตาม เป้าหมาย ซึ่งมีลักษณะเป็นการซ่อมเสริม 3.10.ลื่อ/แหล่งการเรียนรู้ เป็นรายชื่อลื่อการเรียนรู้ทุกประ๓ทที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมี ทั้ง ลื่อธรรมชาติ ลื่อสิ่งพิมพ์ ลื่อเทคโนโลยี และลื่อบุคคล เช่น หนังสือ เอกสารความรู้ รูปภาพ เครือข่าย อินเทอร์เน็ต วีดิทัศน์ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น 3.11.บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ เป็นส่วนที่ให้ครูบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ว่าประสบความ ส าเร็จหรือไม่ มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง ได้แกไขปัญหาและอุปสรรคนั้นอย่างไร และข้อเสนอ แนะ ส าหรับการจัดการเรียนรู้ครั้งต่อไปนอกจากนี้ยังอ านวยความสะดวกให้ครู โดยจัดท าแบบทดสอบต่าง ๆ และ ความรู้เสริมส าหรับครู บันทึกลงในซีดี (CD) ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบเพื่อใช้วัดและประเมินผลนักเรียน ก่อน การจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบ เป็นแบบทดสอบเพื่อใช้วัดและประเมินผลนักเรียนปลายภาค 3 ด้านได้แก่ (1) ด้านความรู้ มีแบบทดสอบทั้งที่เป็นแบบปรนัยและอัตนัย (2) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม เป็นตารางการประเมิน (3) ด้านทักษะ/กระบวนการ เป็นตารางการประเมิน 3) ความรู้เสริมส าหรับครูเป็นการน าเสนอความรู้ในเรื่องต่าง ๆ แก่ครู เช่น ความรู้เรื่อง โครงงาน เป็นต้น 4) แบบฟอร์มโครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design ครูควรศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ จัดกิจกรรมให้นักเรียน ได้ พัฒนาครบทุกสมรรถนะส าคัญที่ก าหนดไวในหลักสูตร กล่าวคือ สมรรถนะในการลื่อสาร การคิด การ แก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต และการใช้เทคโนโลยี รวมถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตร และ กิจกรรมเสนอแนะเพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติมให้เต็มตามศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งได้ก าหนดไว้ในแผนการ


4 จัดการเรียนรู้นี้แล้วนอกจากนี้ครูสามารถปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสภาพความพร้อมของ นักเรียนและสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ซึ่งจะใช้เป็นผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได้ แผนการจัดการเรียนรู้นี้ได้ อ านวยความสะดวกให้ครูโดยได้พิมพ์โครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design ให้ครูเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่ครูปรับปรุงเองไว้ด้วยแล้ว สัญลักษณ์ลักษณะกิจกรรมการเรียนรู้ ในสี่อการเรียนรู้ ดนตรี-นาฏศิลป์สมบูรณ์แบบ และแบบฟิกทักษะ รายวิชาฟืนฐาน ดนตรี-นาฏศิลป์ทุก เล่มได้ก าหนดสัญลักษณ์ก ากับกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ทุกกิจกรรมเพื่อช่วยให้ครูและนักเรียนทราบ ลักษณะของ กิจกรรมนั้น ๆ เพื่อการจัดกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมาย สัญลักษณ์ลักษณะกิจกรรมการเรียนรู้ มีดังนี้ การปฏิบัติจริง/ฟิกทักษะ เป็นกิจกรรมให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงหรือฟิกปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ อันจะช่วย ให้การเรียนรู้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างสมบูรณ์และติดตัวคงทน ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมให้นักเรียนใช้พัฒนาทักษะการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การศึกษาด้นคว้า/สืบด้น เป็นกิจกรรมให้นักเรียนศึกษาด้นคว้าหรือสืบค้นเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเองจนเกิดเป็นนิสัย การสังเกต เป็นกิจกรรมให้นักเรียนรู้จักสังเกตสิ่งที่ต้องการเรียนรู้จนสร้างองค์ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ และมีเหตุผล ทักษะการฟ้ง/ดูเป็นกิจกรรมให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการฟ้งและการดูต่าง ๆ การเคลื่อนไหว เป็นกิจกรรมให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว โครงงาน เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาการคิด การวางแผน และการแก้ปัญหาการประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน เป็นกิจกรรมให้นักเรียนน าความรู้ ทักษะไปประยุกต์ใช้ไนชีวิต ประจ าวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด การท าประโยชน์ให้สังคม เป็นกิจกรรมให้นักเรียนปฏิบัติในการท าประโยชน์เพื่อสังคมเพื่อการอยู่ ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข กิจกรรมส าหรับกลุ่มพิเศษ เป็นกิจกรรมส าหรับให้นักเรียนใช้พัฒนาการเรียนรู้เพิ่มเดิม เพื่อ การพัฒนา ให้เต็มตามศักยภาพ กิจกรรมส าหรับซ่อมเสริม เป็นกิจกรรมส าหรับให้นักเรียนใช้เรียนซ่อมเสริมเพื่อให้เกิดการ เรียนรู้ตาม ตัวชี้วัด การส ารวจ เป็นกิจกรรมส าหรับให้นักเรียนส ารวจ รวบรวมข้อมูลเพื่อน ามาศึกษาวิเคราะห์หา เหตุผล ฟิกความเป็นผู้รอบคอบ 3. การออกแบบ การจัดการ เรียน รูแบบ Backward Design (BWD) การจัดการเรียนรู้หรือการสอนเป็นงานที่ครูทุกคนต้องใช้กลวิธีต่าง ๆ มากมายเพื่อให้นักเรียน สนใจที่จะ เรียนรู้และเกิดผลตามที่ครูคาดหวัง การจัดการเรียนรู้จัดเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความรู้ความ สามารถตลอดจน


5 ประสบการณ์อย่างมาก ครูบางคนอาจจะละเลยเรื่องของการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หรือการออกแบบการ สอน ซึ่งเป็นงานที่ครูจะต้องท าก่อนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ท าอย่างไร ท าไมจึงต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้ ครูทุกคนผ่านการศึกษาและได้เรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบการจัดการเรียนรู้มาแล้วในอดีตการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้จะเริ่มต้นจากการก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้การวางแผนการจัดการเรียนรู้ การ ด าเนินการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ปัจจุบันการเรียนรู้ได้มีการเปลี่ยนแปลง ไปตาม สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ เข้ามามี บทบาทต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้จากลื่อและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ มีอยู่รอบตัว ตังนั้นการออกแบบการจัดการเรียนรู้จึงเป็นกระบวนการส าคัญที่ครูจ าเป็นต้องด าเนินการ ให้เหมาะสมกับ ศักยภาพของนักเรียนแต่ละบุคคล วิกกินส์และแมกไท นักการศึกษาชาวอเมริกันได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการ เรียนรู้ ซึ่งเขาเรียกว่า Backward Design ซึ่งเป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ครูจะต้องก าหนดผลลัพธ์ ปลายทางที่ต้องการให้เกิดชึ้นกับนักเรียนก่อน โดยเขาทั้งสองให้ชื่อว่า ความเข้าใจที่คงทน (Enduring Understandings) เมื่อก าหนดความเข้าใจที่คงทนได้แล้ว ครูจะต้องบอกให้ได้ว่าความเข้าใจที่คงทนของ นักเรียนนี้เกิดจากอะไร นักเรียนจะต้องมีหรือแสดงพฤติกรรมอะไรบ้าง ครูมีหรือใช้วิธีการวัดอะไรบ้างที่ จะ บอกว่านักเรียนมีหรือแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นแล้ว จากนั้นครูจึงนึกถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ที่จะท าให้ นักเรียน เกิดความเข้าใจที่คงทนต่อไป แนวคิดของ Backward Design Backward Design เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ผลลัพธ์ปลายทางเป็นหลัก ซึ่งผลลัพธ์ ปลายทางนี้จะเกิดขึ้นกับนักเรียนก็ต่อเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้ ทั้งนี้ครูจะต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ กรอบความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลมีความสัมพันธ์กัน จากนั้นจึงจะลงมือเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ขยาย รายละเอียดเพิ่มเติมให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพต่อไป กรอบความคิดหลักของการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดย Backward Design มีขั้นตอนหลักที่ ส าคัญ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ก าหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขั้นกับนักเรียน ขั้นที่ 2 ก าหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผล การ เรียนรู้ตามที่ก าหนดไว้อย่างแท้จริง ขั้นที่ 3 วางแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ก าหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขั้นกับนักเรียน ก่อนที่จะก าหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขั้นกับนักเรียนนั้น ครูควรตอบค าถามส าคัญ ต่อไปนี้


6 - นักเรียนควรจะมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถท าสิ่งใดได้บ้าง - เนื้อหาสาระใดบ้างที่มีความส าคัญต่อการสร้างความเข้าใจของนักเรียน และความเข้าใจที่คงทน (Enduring Understandings) ที่ครูต้องการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนมีอะไรบ้าง เมื่อจะตอบค าถามส าคัญด้งกล่าวข้างต้น ให้ครูนึกถึงเป้าหมายของการศึกษา มาตรฐานการเรียนรู้ ด้านเนื้อหา ระดับชาติที่ปรากฏอยู่ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นฟืนฐาน พุทธคักราช 2551 รวมทั้ง มาตรฐานการ เรียนรู้ระดับเขตฟืนที่การศึกษาหรือท้องถิ่นการทบทวนความคาดหวังของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นฟืน ฐาน เนื่องจากมาตรฐานแต่ละ ระดับจะมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างลดหลั่นกันไป ด้วยเหตุนี้ขั้นที่ 1 ของ Backward Design ครูจึงต้องจัดล าดับความส าคัญและเลือกผลลัพธ์ปลายทางของ นักเรียน ซึ่งเป็น ผลการเรียนรู้ที่เกิดจากความเข้าใจที่คงทนต่อไป ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียนความเข้าใจที่คงทนคืออะไร ความเข้าใจที่คงทนเป็นความรู้ที่ลึกซึ่ง ได้แก่ ความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์ และหลักการของเนื้อหาและวิชาที่นักเรียนเรียนรู้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เป็นความรู้ที่ อิงเนื้อหา ความรู้นี้เกิดจากการสะสมข้อมูลต่าง ๆ ของนักเรียนและเป็นองค์ความรู้ที่นักเรียน สร้างขั้น ด้วยตนเองการเขียนความเข้าใจที่คงทนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ถ้าความเข้าใจที่คงทน หมายถึงสาระส าคัญของสิ่งที่จะเรียนรู้แล้ว ครูควรจะรู้ว่าสาระส าคัญ หมายถึงอะไร ค าว่า สาระส าคัญ มาจาก ค าว่า Concept ซึ่งนักการศึกษาของไทยแปลเป็นภาษาไทยว่า สาระส าคัญ ความคิดรวบยอด มโนทัศน์ มโน มติ และลังกัป ซึ่งการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้นิยมใช้ ค าว่า สาระส าคัญสาระส าคัญเป็นข้อความที่แสดง แก่นหรือเป้าหมายเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปรวม และข้อแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยอาจครอบคลุมข้อเท็จจริง กฎ ทฤษฎี ประเด็น และการ สรุปสาระส าคัญและข้อความที่มีลักษณะรวบยอด อย่างอื่น ประเภทของสาระส าคัญ 1. ระดับกว้าง (Broad Concept) 2. ระดับการน าไปใช้ (Operative Concept หรือ Functional Concept) ตัวอย่างสาระส าคัญระดับกว้าง - เครื่องดนตรีไทยมีมากมายหลายชนิด - วงดนตรีไทยสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ตัวอย่างสาระส าคัญระดับการน าไปใช้ - เครื่องดนตรีไทยมีมากมายหลายชนิด แต่สามารถจัดเป็นประเภทได้ 4 ประเภท ได้แก่ เครื่อง ดีด เครื่องลี เครื่องตี และเครื่องเป่า - วงดนตรีไทยสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ วงเครื่องสาย วงปีพาทย์ และวงมโหรี แนวทางการเขียนสาระส าคัญ


7 1. ให้เขียนสาระส าคัญของทุกเรื่อง โดยแยกเป็นข้อ ๆ (จ านวนข้อของสาระส าคัญจะเท่ากับจ านวน เรื่อง) 2. การเขียนสาระส าคัญที่ดีควรเป็นสาระส าคัญระดับการน าไปใช้ 3. สาระส าคัญต้องครอบคลุมประเด็นส าคัญครบถ้วน เพราะหากขาดส่วนใดไปแล้วจะท าให้ นักเรียนรับ สาระส าคัญที่ผิดไปทันที 4. การเขียนสาระส าคัญที่จะให้ครอบคลุมประเด็นส าคัญวิธีการหนึ่งคือ การเขียนแผนผัง สาระส าคัญ ตัวอย่างการเขียนแผนผังสาระส าคัญ สาระส าคัญของประเภทของวงดนตรีไทย : วงดนตรีไทยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ วงเครื่องสาย วงปีพาทย์ และวงมโหรี ซึ่งวงดนตรีไทยแต่ละประเภทก็จะมีลักษณะแตกต่างกันไป 5. การเขียนสาระส าคัญเกี่ยวกับเรื่องใดควรเขียนลักษณะเด่นที่มองเห็นได้หรือนึกได้ออกมาเป็น ข้อ ๆ แล้วจ าแนกลักษณะเหล่านั้นเป็นลักษณะจ าเพาะและลักษณะประกอบ 6. การเขียนข้อความที่เป็นสาระส าคัญ ควรใช้ภาษาที่มีการขัดเกลาอย่างดี เลี่ยงค าที่มีความหมาย ก ากวมหรือฟุ่มเฟือย สาระส าคัญของวงเครื่องสายผสม : วงเครื่องสายผสมเป็นวงดนตรีไทยชนิดหนึ่งประกอบด้วย เครื่องลี และเครื่องดีดเป็นหลัก ที่เรียกว่าวงเครื่องสายผสมเพราะเป็นการน าเครื่องดนตรีต่างชาติมาร่วม บรรเลงในวง เครื่องสาย เช่น วงเครื่องสายผสมขิม เป็นการน าขิมซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของจีนมาร่วมบรรเลง ผู้บรรเลงจะเป็น ผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นเด็กหรือผู้1 ใหญ่ก็ได้ และเลียงที่เกิดจากวงเครื่องสายผสมจะไพเราะ หรือไม่ขึ้นกับ ความสามารถของผู้บรรเลง ขั้นที่ 2 ก าหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึงเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการ เรียน รู้ตามที่ก าหนดไว้อย่างแท้จริง เมื่อครูก าหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียนแล้ว ก่อนที่จะด าเนินการขั้นต่อไป ขอให้ ครูตอบค าถามส าคัญต่อไปนี้ - นักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกในลักษณะใดจึงท าให้ครูทราบว่านักเรียนบรรลุผลลัพธ์ ปลายทางตามที่ก าหนดไว้แล้ว - ครูมีหลักฐานหรือใช้วิธีการใดที่สามารถระบุได้ว่านักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกตาม ผลลัพธ์ ปลายทางที่ก าหนดไว้ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักการของ Backward Design เน้นให้ครูรวบรวมหลักฐาน การ วัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่จ าเป็นและมีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่า การจัดการเรียนรู้ท าให้ นักเรียน เกิดผลสัมฤทธิ์แล้ว ไม่ใช่เรียนแค่ให้จบตามหลักสูตรหรือเรียนตามชุดของกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ครูก าหนดไว้ เท่านั้น วิธีการของ Backward Design ต้องการกระตุ้นให้ครูคิดล่วงหน้าว่า ครูควรจะ ก าหนดและรวบรวม หลักฐานเชิงประจักษ์อะไรบ้างก่อนที่จะออกแบบหน่วยการเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักฐานด้งกล่าวควรจะ


8 เป็นหลักฐานที่สามารถใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ ที่มีประโยชน์ส าหรับนักเรียนและครู ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ครู ควรใชวิธีการวัดและประเมินแบบต่อเนื่องอย่างไม่เป็นทางการและเป็นทางการ ตลอดระยะเวลาที่ครูจัด กิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่น้กเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ต้องการให้ครูท่าการ วัดและประเมินผลการเรียนรู้ ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียกว่า สอนไปวัดผลไป จึงกล่าวได้ว่าขั้นนี้ครูควรนึกถึงพฤติกรรมหรือการแสดงออกของนักเรียนโดยพิจารณาจากผลงาน หรือ ชิ้นงานที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเรียนเกิดผลลัพธ์ปลายทางตามเกณฑ์ที่ก าหนด ไว้แล้ว และเกณฑ์ที่ใช้ประเมินควรเป็นเกณฑ์คุณภาพในรูปของมิติคุณภาพ (Rubrics) อย่างไรก็ตาม ครูอาจจะมี หลักฐานหรือใช้วิธีการอื่น ๆ เช่น การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน การสัมภาษณ์ การ ศึกษาด้นคว้า การ ฟิกปฏิบัติขณะเรียนรู้ประกอบด้วยก็ได้ การก าหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการ เรียนรู้ตามผลลัพธ์ปลายทางที่ก าหนดไว้แล้ว หลังจากที่ครูได้ก าหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดชิ้นกับนักเรียนแล้ว ครูควรก าหนด ภาระงาน และวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตามผลลัพธ์ ปลายทางที่ ก าหนดไว้แล้ว ภาระงาน หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ก าหนดให้นักเรียนปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์การ เรียนรู้/ตัวชี้วัดขั้นปี/มาตรฐานการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ลักษณะส าคัญของงานจะต้องเป็นงานที่สอดคล้องกับ ชีวิตจริงในชีวิตประจ าวัน เป็นเหตุการณ์จริงมากกว่ากิจกรรมที่จ าลองชิ้นเพื่อใช้ในการทดสอบ ซึ่งเรียกว่า งาน ที่ปฏิบัติเป็นงานที่มีความหมายต่อนักเรียน (Meaningful Task) นอกจากนี้งานและกิจกรรมจะต้องมี ขอบเขต ที่ซัดเจน สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้/ตัวชี้วัดขั้นปี/มาตรฐานการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิด ชิ้นกับ นักเรียน ทั้งนี้เมื่อได้ภาระงานครบถ้วนตามที่ต้องการแล้ว ครูจะต้องนึกถึงวิธีการและเครื่องมือที่จะใช้วัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนซึ่งมีอยู่มากมายหลายประเภท ครูจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับภาระงานที่ นักเรียนปฏิบัติ ความเข้าใจที่คงทนจะเกิดขึ้นได้ นักเรียนจะต้องมีความสามารถ 6 ประการ ได้แก่ 1. การอธิบาย ชี้แจง เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการอธิบายหรือชี้แจงในสิ่งที่เรียนรู้ ได้อย่างถูกต้อง สอดคล้อง มีเหตุมีผล และเป็นระบบ 2. การแปลความและดีความ เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการแปลความและตีความ ได้อย่างมีความหมาย ตรงประเด็น กระจ่างชัด และทะลุปรุโปร่ง 3. การประยุกต์ ดัดแปลง และน าไปใช้ เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการน าสิ่งที่ ได้เรียนรู้ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล มีประสิทธิภาพ และคล่องแคล่ว


9 4. การมีมุมมองที่หลากหลาย เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการมีมุมมองที่น่าเชื่อถือ เป็นไปได้ มีความลึกซึ้ง แจ่มซัด และแปลกใหม่ 5. การให้ความส าคัญและใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการ มีความละเอียดรอบคอบ เปิดเผย รับฟ้งความคิดเห็นของผู้อื่น ระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความกระทบ กระเทือน ต่อผู้อื่น 6. การรู้จักตนเอง เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการมีความตระหนักรู้ สามารถ ประมวลผลข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย ปรับตัวได้ รู้จักใคร่ครวญ และมีความเฉลียวฉลาด นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นฟืนฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ก าหนดสมรรถนะส าคัญ ของ นักเรียนหลังจากส าเร็จการศึกษาตามหลักสูตรไว้ 5 ประการ ด้งนี้ 1. ความสามารถในการลื่อสาร เป็นความสามารถของนักเรียนในการก่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ อันจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อประนีประนอม การเลือกที่จะรับและ ไม่ รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดย ค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถของนักเรียนในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดเชิงคุณธรรม และการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อ น าไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถของนักเรียนในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนฟืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน และ แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และ สิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการและทักษะในการด าเนินซีวิต เป็นความสามารถของ นักเรียนในด้านการน ากระบวนการต่าง ๆไปใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน การท างาน และการอยู่ร่วมกัน ใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการและหาทางออกที่เหมาะสมด้าน ความ ขัดแย้งและความแตกต่างระหว่างบุคคล การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพ แวดล้อม การลืบเสาะหาความรู้ และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ ตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถของนักเรียนในการเลือกใช้เทคโนโลยี ด้าน ต่าง ๆ ทั้งด้านวัตถุ แนวคิด และวิธีการในการพัฒนาตนเองและสังคมด้านการเรียนรู้ การลือสาร การท างาน การแก้ปัญหา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม


10 นอกจากสมรรถนะส าคัญของนักเรียนหลังจากส าเร็จการศึกษาตามหลักสูตรที่กล่าวแล้วช้างต้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นฟืนฐาน พุทธคักราช 2551 ได้ก าหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ นักเรียน หลังจากส าเร็จการศึกษาตามหลักสูตรไว้ 8 ประการ ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์เป็นคุณลักษณะในฐานะพลเมืองไทย ต้องรู้คุณค่า หวงแหน และ เทิดทูน สถาบันสูงสุดของชาติ 2. ซี่อสัตย์สุจริต เป็นคุณลักษณะที่นักเรียนมีจิตส านึก ค่านิยม และมีคุณธรรม จริยธรรม ในการ อยู่ ร่วมก้นกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข 3. มีวินัย เป็นคุณลักษณะของนักเรียนด้านการประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคมอย่างมี ความริบผิดชอบ และความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น 4. ใฝ่เรียนรู้เป็นคุณลักษณะของนักเรียนด้านความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ อยากรู้ อยากเรียน รักการอ่าน การเขียน การพึง รู้จักตั้งค าถามเพื่อหาเหตุผลทั้งด้วยตนเองและร่วมกับผู้อื่น ด้วย ความขยันหมั่นเพียรและอดทน และเปิดรับความคิดใหม่ ๆ 5. อยู่อย่างพอเพียง เป็นคุณลักษณะของนักเรียนในการด ารงชีวิตอย่างมีความพอประมาณ ใช้ สิ่งของอย่างประหยัด พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่บนหลักเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี 6. มุ่งมั่นในการท างาน เป็นคุณลักษณะของนักเรียนที่มีจิตส านึกในการใช้บริหารงานและทรัพยากร อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนในการท างานตามความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะและมุ่งมั่นต่อความส าเร็จของงาน 7. รักความเป็นไทย เป็นคุณลักษณะของนักเรียนที่รู้จักหวงแหน อนุรักษ์ พัฒนาวิถีชีวิตของคนไทย ประพฤติตามวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่ไทย 8. มีจิตสาธารณะ เป็นคุณลักษณะของนักเรียนที่ได้ท าประโยชน์ตามความสามารถ ความถนัด และ ความสนใจในลักษณะอาสาสมัครเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ความเลียสละ มีจิตมุ่งท าประโยชน์ต่อ ครอบครัว ชุมชน สังคม ดังนั้นการก าหนดภาระงานให้นักเรียนปฏิบัติ รวมทั้งการเลือกวิธีการและเครื่องมือประเมิน ผลการ เรียนรู้นั้น ครูควรค านึงถึงความสามารถของนักเรียน 6 ประการ ตามแนวคิดของ Backward Design สมรรถนะส าคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนหลังจากส าเร็จการศึกษาตาม หลักสูตรที่ได้กล่าว ไว้ข้างต้น เพื่อให้ภาระงาน วิธีการ และเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุม สิ่งที่สะท้อนผลลัพธ์ ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขั้นกับนักเรียนอย่างแท้จริง นอกจากนี้การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของ Backward Design ในขั้นที่ 2 นี้ ครู จะต้อง ค านึงถึงภาระงาน วิธีการ เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ มี ประสิทธิภาพ ตรงกับสภาพจริง มีความยืดหยุ่น และให้ความสบายใจแก่นักเรียนเป็นส าคัญ


11 ขั้นที่ 3 วางแผนการจัดการเรียนรู้ เมื่อครูมีความรู้ความเข้าใจที่ซัดเจนเกี่ยวกับการก าหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขั้นกับ นักเรียน รวมทิ้งก าหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนเกิดการ เรียนรู้ตามที่ก าหนดไว้อย่างแท้จริงแล้ว ขั้นต่อไปครูควรนึกถึงกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่จะจัดให้แก่ นักเรียน การที่ครูจะนึกถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะจัดให้นักเรียนได้นั้น ครูควรตอบค าถามส าคัญต่อไปนี้ - ถ้าครูต้องการจะจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนเกิดความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอด หลักการ และทักษะ/กระบวนการต่าง ๆ ที่จ าเป็นส าหรับนักเรียน ซึ่งจะท าให้นักเรียนเกิดผลลัพธ์ปลายทาง ตามที่ก าหนดไว้ รวมทั้งเกิดเป็นความเข้าใจที่คงทนต่อไปนั้น ครูสามารถจะใช้วิธีการง่าย ๆ อะไรบ้าง - กิจกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยเป็นลี่อน าให้นักเรียนเกิดความรู้และทักษะที่จ าเป็นมีอะไรบ้าง - สื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมและดีที่สุด ซึ่งจะท าให้นักเรียนบรรลุตามมาตรฐานของ หลักสูตรมีอะไรบ้าง - กิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ก าหนดไว้ควรจัดกิจกรรมใดก่อน และควรจัดกิจกรรมใดภายหลัง - กิจกรรมต่าง ๆ ออกแบบไว้เพื่อตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนหรือไม่ เพราะ เหตุใด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเกิดผลลัพธ์ปลายทางตามแนวคิดของ Backward Design นั้น วิกกินส์และแมกไทได้เสนอแนะให้ครูเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดของ WHERETO (ไปที่ไหน) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ W แทน กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดให้นั้นจะต้องช่วยให้นักเรียนรู้ว่าหน่วยการเรียนรู้นี้จะด าเนินไป ใน ทิศทางใด (Where) และสิ่งที่คาดหวังคืออะไร (What) มีอะไรบ้างช่วยให้ครูทราบว่านักเรียนมีความรู้ พื้นฐาน และความสนใจอะไรบ้าง H แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรดึงดูดความสนใจนักเรียนทุกคน (Hook) ท าให้นักเรียนเกิดความ สนใจ ในสิ่งที่จะเรียนรู้ (Hold) และใช้สิ่งที่นักเรียนสนใจเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ E แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรส่งเสริมและจัดให้ (Equip) นักเรียนได้มีประสบการณ์ (Experience) ใน แนวคิดหลัก/ความคิดรวบยอด และส ารวจ รวมทั้งวินิจฉัย (Explore) ในประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ R แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดทบทวน (Rethink) ปรับ (Revise) ความ เข้าใจในความรู้และงานที่ปฏิบัติ E แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ประเมิน (Evaluate) ผลงานและสิ่งที่ เกี่ยวข้อง กับการเรียนรู้ T แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรออกแบบ (Tailored) ส าหรับนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อให้ สอดคล้อง กับความต้องการ ความสนใจ และความสามารถที่แตกต่างกันของนักเรียน


12 T แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้เป็นระบบ (Organized) ตามล าดับการเรียนรู้ของ นักเรียน และกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ตั้งแต่เริ่มแรกและตลอดไป ทั้งนี้เพื่อ การเรียนรู้ที่มี ประสิทธิผล อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า การวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีการก าหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ การ ล าดับบทเรียนรวมทั้งลื่อและแหล่งการเรียนรูที่เฉพาะเจาะจงนั้นจะประสบผลส าเร็จได้ก็ต่อเมื่อครูได้มีการ ก าหนดผลลัพธ์ปลายทาง หลักฐาน และวิธีการวัดและประเมินผลที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตาม ที่ ก าหนดไว้อย่างแท้จริงแล้ว การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นเพียงสื่อที่จะน าไปสู่เป้าหมายความส าเร็จที่ ต้องการ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ถ้าครูมีเป้าหมายที่ชัดเจนก็จะช่วยท าให้การวางแผนการจัดการเรียนรู้และการ จัดกิจกรรม การเรียนรู้สามารถท าให้นักเรียนเกิดผลล้มฤทธิ์ตามที่ก าหนดไวได้ โดยสรุปจึงกล่าวได้ว่า ขั้นนี้เป็นการค้นหาสื่อการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ สอดคล้องเหมาะสมกับนักเรียน กิจกรรมที่ก าหนดขั้นควรเป็นกิจกรรมที่จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถ สร้าง และสรุปเป็นความคิดรวบยอด และหลักการที่ส าคัญของสาระที่เรียนรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจที่คงทน รวมทั้ง ความรู้สึกและค่านิยมที่ดีไปพร้อม ๆ กับทักษะความช านาญ รูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมงจากการออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของ Backward Design เขียนโดยใช้รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้แบบเรียงหัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ - ชื่อแผน... (ระบุชื่อและล าดับที่ของแผนการจัดการเรียนรู้) - ชื่อเรื่อง... (ระบุชื่อเรื่องที่จะท าการจัดการเรียนรู้) - สาระที่... (ระบุสาระที่ใช้จัดการเรียนรู้) - เวลา... (ระบุระยะเวลาที่ใชในการจัดการเรียนรู้ต่อ 1 แผน) - ชั้น... (ระบุชั้นที่จัดการเรียนรู้) - หน่วยการเรียนรู้ที่... (ระบุชื่อและล าดับที่ของหน่วยการเรียนรู้) - สาระส าคัญ... (เขียนความคิดรวบยอดหรือมโนทัศน์ของหัวเรื่องที่จะจัดการเรียนรู้) - ตัวชี้วัดชั้นปี... (ระบุตัวชี้วัดชั้นปีที่ใช้เป็นเป้าหมายของแผนการจัดการเรียนรู้) - จุดประสงค์การเรียนรู้... (ก าหนดให้สอดคล้องกับสมรรถนะส าคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียนหลังจากส าเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธคักราช 2551 ซึ่ง ประกอบด้วย ด้านความรู้ (Knowledge: K) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (Affective: A) ด้านทักษะ/กระบวนการ (Performance: P))


13 - การวัดและประเมินผลการเรียนรู้... (ระบุวิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน) - สาระการเรียนรู้... (ระบุสาระและเนื้อหาที่ใช้จัดการเรียนรู้ อาจเขียนเฉพาะหัวเรื่องก็ได้) - กระบวนการจัดการเรียนรู้... (ก าหนดให้สอดคล้องกับธรรมชาติของกลุ่มสาระและการบูรณาการ ช้ามสาระ) - กิจกรรมเสนอแนะ... (ระบุรายละเอียดของกิจกรรมที่นักเรียนควรปฏิบัติเพิ่มเดิม) - แนวทางบูรณาการ... (เสนอแนะและระบุกิจกรรมของกลุ่มสาระอื่นที่บูรณาการร่วมกัน) - สื่อ/แหล่งการเรียนรู้... (ระบุสี่อ อุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้) - บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้... (รายละเอียดของผลการจัดการเรียนรู้ตามแผนที่ก าหนดไว้ อาจน่า เสนอข้อเด่นและข้อด้อยให้เป็นข้อมูลที่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการท าวิจัยในชั้นเรียนได้) ในส่วนของการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้นั้น ให้ครูที่เขียนแผนฯ น่าชั้นตอนหลักของเทคนิค วิธีการ ของการจัดการเรียนรูที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ เช่น การเรียนแบบแก้ปัญหา การศึกษาเป็นรายบุคคล การ อภิปรายกลุ่มย่อย/กลุ่มใหญ่ การฟิกปฏิบัติการ การสืบคันข้อมูล ฯลฯ มาเขียนในชั้นสอน โดยให้ ค านึงถึง ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การใช้แนวคิดของการออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของ Backward Design จะช่วยให้ ครูมี ความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้และใช้แผนการจัดการเรียนรู้ของในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไป 4. เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรูการวัดและประเมินผลการเรียนรูดนตรี – นาฏศิลป กลุ่มสาระการเรียน รูศิลปะ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 24 (2) และ (3) ได้ระบุแนวทาง การจัดการ เรียนรู้ โดยเน้นการฟิกทักษะกระบวนการคิด การฟิกทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จากแหล่งการ เรียนรู้ที่หลากหลาย การฟิกปฏิบัติจริงและการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อการป้องกันและ แก้ปัญหา ดังนั้นเพื่อให้ การจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวนี้การจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ ในคู่มือครู แผนการจัดการ เรียนรู้ ดนตรี-นาฏศิลป์ชุดนี้ จึงยึดแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง (Child-Centered) เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการ ที่ผสมผสานเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ กับหัวข้อเรื่องหรือประเด็นที่สอดคล้องกับชีวิตจริง เพื่อให้นักเรียนเกิดการพัฒนาในองค์รวม เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับสภาพและปัญหาที่เกิดในวิถีชีวิตของนักเรียน แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของครูจากการเป็นผู้ ชี้น า หรือถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ช่วยเหลือ อ านวยความสะดวก และส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนโดยใช้ วิธีการต่าง


14 ๆ อย่างหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียนเกิดการสร้างสรรค์ความรู้และน าความรู้ไปใช้อย่าง มีประสิทธิภาพ คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ ดนตรี-นาฏศิลป์ชุดนี้ จึงได้น าเสนอทฤษฎีและเทคนิค วิธีการเรียนการสอนต่าง ๆ มาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ เช่น การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning-BBL) เป็นวิธีการจัดการ เรียนรู้ ที่อิงผลการวิจัยทางประสาทวิทยา ซึ่งได้เสนอแนะไว้ว่า ตามธรรมชาตินั้นสมองเรียนรู้ได้อย่างไร โดยได้ กล่าวถึงโครงสร้างที่แท้จริงของสมองและการท างานของสมองมนุษย์ที่มีการแปรเปลี่ยนไปตาม ขั้นของการ พัฒนา ซึ่งสามารถน ามาใช้เป็นกรอบแนวคิดของการสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning-PBL) เป็นวิธีการจัดการ เรียนรู้ที่ใช้ปัญหาที่เกิดขั้นเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้โดยให้นักเรียนร่วม กัน แก้ปัญหาภายใต้การแนะน าของครู ให้นักเรียนช่วยกันตั้งค าถามและช่วยกันด้นหาค าตอบ โดยอาจใช้ ความรู้ เดิมมาแก้ปัญหา หรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมส าหรับการแก้ปัญหา น าข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้ามา สรุปเป็น ข้อมูลในการแก้ปัญหา แล้วช่วยก้นประเมินการแก้ปัญหาเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาครั้งต่อไป ส าหร้บขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบพหุปัญญา (Multiple Intelligences) เป็นการพัฒนาองค์รวมของ นักเรียน ทั้งสมองด้านซ้ายและสมองด้านขวา บนพื้นฐานความสามารถและสติปัญญาที่แตกต่างกันของแต่ละ บุคคล มุ่งหมายจะให้นักเรียนสามารถแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ภายใต้ความหลากหลายของ วัฒนธรรม หรือสภาพแวดล้อม การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการจัดสถานการณ์และบรรยากาศ ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ฟิกให้นักเรียนที่มีลักษณะแตกต่างกันทั้งสติปัญญาและความถนัด ร่วมกัน ท างานเป็นกลุ่ม ร่วมกันศึกษาค้นคว้า การจัดการเรียนรู้แบบใช้หมวกความคิด 6 ใบ (Six Thinking Hats) ให้นักเรียนฟิกตั้งค าถาม และตอบค าถามที่ใช้ความคิดในลักษณะต่าง ๆ โดยสามารถอธิบายเหตุผลประกอบ หรือวิเคราะห์วิจารณ์ ได้ การจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็นการฟิกให้นักเรียนเรียนรู้ จากการ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการท าความเข้าใจปัญหา วางแผนแก้ปัญหา ด าเนินการแก้ปัญหา และ ตรวจสอบหรือ มองย้อนกลับ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Work) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่ ส่งเสริม ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้หรือค้นคว้าหา ค าตอบในสิ่งที่นักเรียนอยากรู้หรือสงสัย ด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างหลากหลาย การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ (Active Learning) ให้นักเรียนได้ทดลองท าด้วยตนเอง เพื่อ จะได้เรียนรู้ขั้นตอนของงาน รู้จักวิธีแก้ปัญหาในการท างาน


15 การจัดการเรียนรู้แบบสร้างผังความคิด (Concept Mapping) เป็นการสอนด้วยวิธีการจัดกลุ่ม ความคิดรวบยอด เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์กันระหว่างความคิดหลักและความคิดรองลงไป โดยน าเสนอ เป็น ภาพหรือเป็นผัง การจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experience Learning) เป็นการจัดกิจกรรมหรือจัด ประสบการณ์ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติ แล้วกระตุ้นให้นักเรียนพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เจตคติ ใหม่ ๆ หรือวิธีการคิดใหม่ ๆ การเรียนรู้โดยการแสดงบทบาทสมมุติ (Role Playing) เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ แสดง บทบาทในสถานการณ์ที่สมมุติขึ้น โดยอาจก าหนดให้แสดงบทบาทสมมุติที่เป็นพฤติกรรมของ บุคคลอื่น หรือ แสดงพฤติกรรมในบทบาทของตนเองในสถานการณ์ต่าง ๆ การเรียนรู้จากเกมจ าลองสถานการณ์ (Simulation Gaming) เป็นเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ คล้ายกับการแสดงบทบาทสมมุติ แต่เป็นการให้เล่นเกมจ าลองสถานการณ์ โดยครูน าสถานการณ์จริงมา จ าลองไว้ในห้องเรียนโดยการก าหนดกฎกติกา เงื่อนไขส าหรับเกมนั้นๆ แล้วให้นักเรียนไปเล่นเกมหรือ กิจกรรม ในสถานการณ์จ าลองนั้น การจัดการเรียนรู้ต้องจัดควบคู่กับการวัดและการประเมินผลตามภาระงานและขึ้นงานที่สอดคล้องกับ ตัววัด แผนการจัดการเรียนรู้นี้ได้เสนอการวัดและประเมินผลครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้าน คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม และด้านทักษะ/กระบวนการ เน้นวิธีการวัดที่หลากหลายตามสถานการณ์ จริง การดู ร่องรอยต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการดูกระบวนการท างาน และผลผลิตของงาน โดยออกแบบการ ประเมินก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน และแบบทดสอบประจ าหน่วยพร้อมแบบฟอร์มและเกณฑ์ การประเมิน เพื่ออ านวย ความสะดวกให้ครูไว้พร้อม ทั้งนี้ครูอาจเพิ่มเดิมโดยการออกแบบการวัดและ ประเมินด้วย มิติคุณภาพ (Rubrics)


16 ก าหนดการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่2 ประจ าปีการศึกษา 2565 แผนฯ ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ เนื้อหา วัน เดือน ปี ที่สอน เวลา (ชม.) 1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ ดนตรีไทย - เครื่องหมายและสัญลักษณ์ทางดนตรี - เสียงร้องและเสียงของเครื่องดนตรีใน บทเพลงจากวัฒนธรรมต่างๆ 2 2 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ ดนตรีไทย - บทบาทและอิทธิพลของดนตรี - องค์ประกอบของดนตรีในแต่ละ วัฒนธรรม 2 3 เครื่องดนตรีและวง ดนตรีไทย - เสียงร้องและเสียงของเครื่องดนตรีใน บทเพลงจากวัฒนธรรมต่างๆ 2 4 เครื่องดนตรีและวง ดนตรีไทย - วงดนตรีพื้นบ้าน - วงดนตรีไทย 2 5 เครื่องดนตรีและวง ดนตรีไทย - การใช้และบ ารุงรักษาเครื่องดนตรีของ ตน 2 สอบกลางภาค 6 หลักการขับร้องและ บรรเลงเครื่องดนตรี ไทย - การขับร้องและการบรรเลงเครื่อง ดนตรีประกอบการขับร้อง 2 7 หลักการขับร้องและ บรรเลงเครื่องดนตรี ไทย - การขับร้องและการบรรเลงเครื่อง ดนตรีประกอบการขับร้อง 2 8 หลักการขับร้องและ บรรเลงเครื่องดนตรี ไทย - การขับร้องและการบรรเลงเครื่อง ดนตรีประกอบการขับร้อง 2 9 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ ดนตรีสากล - เครื่องมือและสัญลักษณ์ทางดนตรี - องค์ประกอบของดนตรีในแต่ละ วัฒนธรรม 2 10 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ ดนตรีสากล - เครื่องมือและสัญลักษณ์ทางดนตรี - องค์ประกอบของดนตรี 2 สอบปลายภาค


17 แผนฯ ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ เนื้อหา วัน เดือน ปี ที่สอน เวลา (ชม.) 11 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ ดนตรีสากล - เครื่องมือและสัญลักษณ์ทางดนตรี - องค์ประกอบของดนตรีในแต่ละ วัฒนธรรม 2 12 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ ดนตรีสากล - เครื่องมือและสัญลักษณ์ทางดนตรี - องค์ประกอบของดนตรีในแต่ละ วัฒนธรรม 2 13 เครื่องดนตรีและวง ดนตรีสากล - วงดนตรีสากล 2 14 เครื่องดนตรีและวง ดนตรีสากล - วงดนตรีสากล 2 15 เครื่องดนตรีและวง ดนตรีสากล - วงดนตรีสากล - การใช้และบ ารุงรักษาเครื่องดนตรีของ ตน 2 สอบกลางภาค 16 หลักการร้องและ บรรเลงเพลงสากล - หลักการร้องเพลงสากล 2 17 หลักการร้องและ บรรเลงเพลงสากล - การบรรเลงเครื่องดนตรีสากล 2 18 หลักการร้องและ บรรเลงเพลงสากล - การขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรี ประกอบ 2 19 หลักการร้องและ บรรเลงเพลงสากล - การถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลง - การประเมินคุณภาพของบทเพลง 2 20 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ นาฏศิลป์และละคร ไทย - นาฏลีลา 2 สอบปลายภาค


18 โครงสร้างรายวิชาดนตรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เวลา ๔๐ ชั่วโมง ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ม.ฐ.ตัวชี้วัด สาระส าคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ าหนัก (คะแนน) ๑ ความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับดนตรีไทย ศ ๒.๑ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ศ ๒.๒ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ดนตรีไทยเป็นมรดกอันล้ าค่าอย่าง หนึ่งของชาติ เพราะบรรพบุรุษของ เราได้สร้างสรรค์ขึ้นมาจากภูมิปัญญา และได้อนุรักษ์สืบทอดกันมาจนถึง ปัจจุบัน ดังนั้น ในฐานะที่เราเกิดมาอยู่บน ผืนแผ่นดินไทยจึงจ าเป็นต้องศึกษาสิ่ง ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับดนตรีไทยให้ เข้าใจอย่างครบถ้วน ๔ ๑๐ ๒ เครื่องดนตรีและวง ดนตรีไทย ศ ๒.๑ ม.๑/๒ ม.๑/๔ ม.๑/๙ เครื่องดนตรีถือเป็นเครื่องมือส าคัญ ส าหรับใช้บรรเลงให้เกิดระดับเสียงที่ เป็นท านองตามที่นักดนตรีต้องการ เครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นในแต่ละ วัฒนธรรมนั้น มีการจ าแนกแยก แยก ประเภทแตกต่างกันเครื่องดนตรีแต่ ละชนิดมีการน ามารวมประสมเป็นวง ดนตรี ซึ่งเมื่อบรรเลงร่วมกันแล้ว จะ ก่อให้เกิดอรรถรสของความไพเราะที่ หลากหลาย ๖ ๑๕ ๓ หลักการขับร้องและ บรรเลงเครื่องดนตรี ไทย ศ ๒.๑ ม.๑/๓ การศึกษาเกี่ยวกับการขับร้องและ การบรรเลงเครื่องดนตรีไทย จ าเป็นต้องศึกษาทั้งความหมาย ประเภทของการขับร้อง อวัยวะที่ เกี่ยวข้องกับการขับร้อง หลักการและ ขั้นตอนในการฝึกขับร้อง และเมื่อขับ ร้องได้ ก็ควรศึกษาวิธีการปฏิบัติ เครื่องดนตรีด้วย ๖ ๑๕


19 ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ม.ฐ.ตัวชี้วัด สาระส าคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ าหนัก (คะแนน) ๔ ความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับดนตรีสากล ศ ๒.๑ ม.๑/๑ ศ ๒.๒ ม.๑/๒ ดนตรีสามารถใช้สื่อสารให้บุคคล เกิดอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจ ได้คล้ายกันกับภาษาพูดและเขียน ซึ่ง ผู้ฟังหรือผู้อ่านจะสามารถรับสาร ได้มากน้อยต่างกันเพียงใดนั้นขึ้นอยู่ กับพื้นฐานทางด้านอายุ การศึกษา ความรู้ในวิชาดนตรี ประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม สถานะทางสังคมและ วัฒนธรรมของแต่ละคน ดนตรีสากล หมายถึง ดนตรีใน วัฒนธรรมตะวันตกที่ได้รับการ เผยแพร่ไปสู่ภูมิภาคอื่นๆจนเป็นที่ ยอมรับและนิยมของคนทั่วโลก ๘ ๑๐ ๕ เครื่องดนตรีและวง ดนตรีสากล ศ ๒.๑ ม.๑/๔ ม.๑/๙ เครื่องดนตรีมีประวัติความเป็นมาที่ ยาวนาน ในสมัยก่อนมนุษย์ใช้การตี เกาะเคาะไม้ ประกอบในการสวด อ้อนวอนเทพเจ้า ต่อมามนุษย์เริ่ม ดัดแปลงอุปกรณ์ที่ใช้ในการล่าสัตว์มา เป็นเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด ปัจจุบันเรามีเครื่องดนตรีสากล หลายสกุลและจ าแนกได้หลาย ประเภท รวมทั้งการน ามาประสมเป็น วงดนตรีสากลได้หลากหลายรูปแบบ ตามวัตถุประสงค์ของการน าไปใช้ การเรียนรู้เครื่องดนตรีสากลและวง ดนตรีจะช่วยท าให้เรามีความเข้าใจ ดนตรีสากลมากยิ่งขึ้น ๖ ๑๕


20 ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ม.ฐ.ตัวชี้วัด สาระส าคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ าหนัก (คะแนน) ๖ หลักการร้องและ บรรเลงเพลงสากล ศ ๒.๑ ม.๑/๑ ม.๑/๓ ม.๑/๕ ม.๑/๖ ม.๑/๗ ม.๑/๘ ในการขับร้องเพลงสากลให้มี คุณภาพดีนั้น ต้องรู้จักเตรียมตัวและ ฝึกหัดร้องเพลงโดยเฉพาะการใช้พลัง เสียง นอกจากนี้การรู้โน้ตสากลก็มี ความส าคัญส าหรับผู้ขับร้องมาก ผู้ประพันธ์ส่วนใหญ่จะบันทึกไว้เป็น โน้ตอย่างละเอียด ผู้ขับร้องที่สามารถ อ่านโน้ตได้ก็สามารถร้องเพลงนั้นได้ อย่างถูกต้องตามที่ผู้ประพันธ์ต้องการ ทั้งนี้ในการร้องเพลงจ าเป็นต้อง หมั่นฝึกซ้อมขับร้องอยู่เสมอและ พยายามแก้ไขข้อบกพร่องในการร้อง ก็จะช่วยท าให้การร้องเพลงสากลของ เรามีประสิทธิภาพ ๘ ๑๕ ๗ ความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับนาฏศิลป์ และละครไทย ศ ๓.๑ ม.๑/๑ ม.๑/๓ ม.๑/๓ ร าวง เป็นการละเล่นพื้นเมืองที่นิยม เล่นกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่ง ในระยะนั้น เรียกว่า ร าโทน เพราะใช้ เป็นเครื่องดนตรีประกอบการเล่น และมีท่าร าที่ร าตามความสนุกสนาน ไม่มีแบบแผน ต่อมาใน พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้น ามาปรับปรุงบทร้อง และท่าร าขึ้นเพื่อให้เป็นแบบฉบับ ตามหลัก นาฏศิลป์ไทย ซึ่งมีบท เพลงที่แต่งขึ้นใหม่ 10 บทเพลง และ มีท่าร าประกอบนอกจากปรับปรุงท่า ร า บทร้องแล้ว ยังเปลี่ยนชื่อเรียก จาก การเล่นร าโทนเปลี่ยนเป็นร าวง มาตรฐาน ๒ ๒๐


21 ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ม.ฐ.ตัวชี้วัด สาระส าคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ าหนัก (คะแนน) เพราะดนตรีที่ใช้บรรเลงบทเพลงมี หลายอย่าง และไม่จ าเป็นที่จะต้องใช้ จังหวะโทนเพียงอย่างเดียว รวม ๔๐ ๑๐๐


22 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดนตรีไทย เวลา 4 ชั่วโมง หน่วยย่อยที่ 1 เรื่อง ความหมายและประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เวลา 2 ชั่วโมง จัดกิจกรรมวันที่ ............ เดือน ................. พ.ศ. ......... โรงเรียนสวายวิทยาคาร สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 : เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน ตัวชี้วัดชั้นปี ข้อที่ 1 อ่าน เขียน ร้องโน้ตไทยและโน้ตสากล ตัวชี้วัดชั้นปี ข้อที่ 2 เปรียบเทียบเสียงร้องและเสียงของเครื่องดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มาตรฐาน ศ 2.2 : เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของดนตรีที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ตัวชี้วัดชั้นปี ข้อที่ 1 อธิบายบทบาทความส าคัญและอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อสังคมไทย ตัวชี้วัดชั้นปี ข้อที่ 2 ระบุความหลากหลายขององค์ประกอบดนตรีในวัฒนธรรมต่างกัน สมรรถนะส าคัญ ข้อที่ 2 ความสามารถในการคิด ข้อที่ 4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ข้อที่ 2 ซื่อสัตย์สุจริต ข้อที่ 4 ใฝ่เรียนรู้ ข้อที่ 5 อยู่อย่างพอเพียง ข้อที่ 7 รักความเป็นไทย สาระส าคัญ : ดนตรีไทยเป็นมรดกอันล้ าค่าอย่างหนึ่งของชาติ เพราะบรรพบุรุษของเราได้สร้างสรรค์ขึ้นจาก ภูมิปัญญา และได้อนุรักษ์สืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น เครื่องดนตรี ลีลา จังหวะ หรือท่วงท านอง ของบทเพลง นอกจากนี้ ดนตรีไทยยังเป็นเอกลักษณ์ประจ าชาติที่แฝงไว้ด้วยความวิจิตรบรรจงอันแสดงถึง วัฒนธรรมไทยอยู่ในตัว ดังนั้น ในฐานะที่เราเกิดมาอยู่บนผืนแผ่นดินไทยจึงจ าเป็นต้องศึกษาสิ่งต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับดนตรีไทย ได้แก่ ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย ระบบเสียง ท านอง ลักษณะของบทเพลง เครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในโน้ตเพลงไทยให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. สามารถบอกองค์ประกอบของดนตรีไทยได้ (K) 2. ล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทย ได้ (P) 3. ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และมีความสุข (A)


23 สาระการเรียนรู้ 1. เครื่องหมายและสัญลักษณ์ทางดนตรี 2. เสียงร้องและเสียงของเครื่องดนตรีในบทเพลงจากวัฒนธรรมต่างๆ 3. บทบาทและอิทธิพลของดนตรี 4. องค์ประกอบของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม กระบวนการจัดการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1 บทบาทครู บทบาทผู้เรียน ทฤษฏีการเรียนรู้ที่ใช้หรือ เป้าหมายของกิจกรรม ขั้นที่ 1 ขั้นน า - ครูกล่าวทักทายและส ารวจความ พร้อมของผู้เรียน โดยให้ทุกคนหยุดการ ท าพฤติกรรมอื่นๆ แล้วมุ่งความสนใจ มายังครูผู้สอน - ครูพูดคุยกับนักเรียนเกี่ยวกับดนตรีว่า นักเรียนคิดว่าดนตรีหมายถึงอะไร ที่มาที่ ไปเป็นอย่างไร - นักเรียนหยุดการท ากิจกรรม ต่างๆ ทักทายครูพร้อมทั้งมุ่ง ความสนใจมายังครูเพื่อสร้าง ความพร้อมในการเรียนรู้ของ ตนเอง - นักเรียนร่วมกันพูดคุยและ แสดงความคิดเห็น - เป็นการเตรียมความพร้อม ของผู้เรียนในการเรียนรู้ - เป็นการทบทวนความรู้เดิม และเชื่อมโยงสู่เนื้อหาใหม่ ของผู้เรียน จากประสบ การณ์ตรงในชีวิตของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวน ประสบการณ์ของตนเองกับ ค าถามหรือเรื่องราวที่พูดคุย ด้วยโดยเชื่อมโยงความรู้เดิม กับความรู้ใหม่ที่จะให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ของผู้เรียนหรือองค์ความรู้ จากเนื้อหาที่ผู้เรียนได้เรียน ผ่านมา


24 บทบาทครู บทบาทผู้เรียน ทฤษฏีการเรียนรู้ที่ใช้หรือ เป้าหมายของกิจกรรม - ครูแนะน าให้ผู้เรียนทราบเนื้อหาและ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่จะเรียนกันใน วันนี้ บอกเงื่อนไขในการท ากิจกรรม ต่างๆ พร้อมทั้งซักถามความเข้าใจใน เงื่อนไขต่างๆที่ครูก าหนด หลังจากนั้น ชักชวนให้ผู้เรียนมาฟังบรรยาย ภาพ เสียงประกอบการเรียน - ผู้เรียนตอบข้อซักถามของครู เพื่อแสดงให้เห็นความเข้าใจ เกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อตกลง ต่างๆในการเรียนรู้พร้อมทั้งฟัง บรรยาย ภาพ เสียงตามที่ครูได้ เปิดให้ดู - เป็นการเร้าความสนใจและ ให้ผู้เรียนได้ทราบและเข้าใจ ถึงเป้าหมายในการเรียนรู้ และเงื่อนไข เพื่อให้เห็น ขั้นที่ 2 ขั้นน าเสนอบทเรียน - ครูแจกใบความรู้ให้นักเรียนพร้อมทั้ง อธิบายเกี่ยวกับยุคสมัยของดนตรีไทย และอธิบายองค์ประกอบของดนตรีไทย พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามใน ส่วนที่สงสัย - ผู้เรียนอ่านเนื้อหาและฟังครู บรรยายเกี่ยวองค์ประกอบของ ดนตรีไทย และยุคสมัยของดนตรี ไทย พร้อมซักถามในส่วนที่ นักเรียนสงสัย - ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการจัด และรวบรวมเพื่อให้เกิดการ ปรับความสมดุลทางความรู้ โดยให้ความรู้เดิมกับความรู้ ใหม่สัมพันธ์กันเพื่อให้ผู้เรียน สามารถสร้างความหมายที่ ถูกต้องขององค์ความรู้ใหม่ ขั้นที่ 3 การฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ - ครูให้นักเรียนได้เรียนด้วยตัวเองโดย การเปิดวีดีโอบรรยายเกี่ยวกับยุคของ ดนตรีไทยและองค์ประกอบของดนตรี ไทย โดยนักเรียนเป็นคนเลือกเปิดกันเอง - นักเรียนเปิดวีดีโอพร้อมพูดคุย กันเกี่ยวกับเนื้อหาในบทเรียน - ใช้กฎแห่งการฝึกหัดเพื่อ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเรียนรู้ที่ค่อนข้างถาวร - ใช้กฎแห่งความพึงพอใจ เมื่อผู้เรียนสามารถพัฒนา พฤติกรรมการเรียนได้ตาม เป้าหมายที่ก าหนดแล้วแล้ว ให้ผู้เรียนได้แสดงออกทาง พฤติกรรมบรรยากาศและ แรงจูงใจในการเรียนรู้ที่ดีแก่ ผู้เรียน


25 บทบาทครู บทบาทผู้เรียน ทฤษฏีการเรียนรู้ที่ใช้หรือ เป้าหมายของกิจกรรม ขั้นที่ 4 ขั้นหลังปฏิบัติกิจกรรมการ เรียนรู้ - ครูทบทวนเนื้อหาเรื่องยุคของดนตรี ไทยและองค์ประกอบของดนตรีไทย - ครูชี้แจงให้นักเรียนทราบว่าจะจัดให้มี การสอบในเรื่อง ยุคของดนตรีไทยและ องค์ประกอบของดนตรีไทยในชั่วโมง ถัดไป - นักเรียนช่วยกันบอกยุคของ ดนตรีไทยและองค์ประกอบของ ดนตรีไทย - นักเรียนมีการสอบถาม ครูในส่วนที่ไม่เข้าใจ และมีการพูดคุยกัน เกี่ยวกับเนื้อหาที่จะ สอบในชั่วโมงถัดไป - นักเรียนมีการฟังแล้วคิด วิเคราะห์ มีการปรึกษากัน ภายในชั้นเรียนแล้วตอบครู นักเรียนเกิดความ กระตือรือร้น ชั่วโมงที่ 2 บทบาทครู บทบาทผู้เรียน ทฤษฏีการเรียนรู้ที่ใช้หรือ เป้าหมายของกิจกรรม ขั้นที่ 1 ขั้นน า - ครูกล่าวทักทายนักเรียนและถามถึง เนื้อหาที่เรียนมาในคาบที่แล้ว หลังจาก นั้นครูให้นักเรียนจัดห้องเพื่อใช้ในการ สอบเรื่องยุคของดนตรีไทยและ องค์ประกอบของดนตรีไท - นักเรียนทักทายครูและตอบ ค าถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่ครูถาม และจัดห้องเรียนเพื่อที่จะสอบ - นักเรียนมีการฟังแล้วคิด วิเคราะห์ มีการจดจ าใน เนื้อหาเดิมที่ตนเองเคยเรียน มา ขั้นที่ 2 การฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ ครูได้จัดให้มีการสอบเรื่องยุคของดนตรี ไทยและองค์ประกอบของดนตรีไทย นักเรียนท าการสอบในเรื่องยุค ของดนตรีและองค์ประกอบของ ดนตรีไทย นักเรียนได้น าทักษะที่เคย เรียนมาน ามาใช้ในการสอบ


26 สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. ใบความรู้ 2. วิทยุเทปหรือCD 3. วีดีทัศน์การองค์ประกอบทางดนตรีไทย 4. ข้อสอบยุคของดนตรีไทยและองค์ประกอบของดนตรีไทย 5. ใบกิจกรรม กระบวนการวัดและประเมินผล ผู้ประเมิน ครูเป็นผู้ประเมิน สิ่งที่ต้องวัดและประเมินผล 1. สามารถบอกองค์ประกอบของดนตรีไทยได้ (K) 2. ล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทยได้ (P) 3. ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และมีความสุข (A) วิธีการวัด เรื่องที่ต้องการวัดและประเมินผล วิธีการวัด บอกองค์ประกอบของดนตรีไทย การทดสอบ ล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทย การทดสอบ ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และมีความสุข การสังเกตพฤติกรรม เครื่องมือวัด แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของดนตรีไทย เรื่อง ระดับคะแนน 1 2 3 4 5 บอกองค์ประกอบของดนตรีไทย แบบทดสอบความรู้เหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทย เรื่อง ระดับคะแนน 1 2 3 4 5 ล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทย แบบสังเกตพฤติกรรม เรื่อง ระดับคะแนน 1 2 3 4 5 ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และมี ความสุข


27 เกณฑ์การวัด เกณฑ์การวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของดนตรีไทย 5 คะแนน หมายถึง สามารถบอกองค์ประกอบของวงดนตรีไทยได้ถูกต้องจ านวน 4 อย่าง 4 คะแนน หมายถึง สามารถบอกองค์ประกอบของวงดนตรีไทยได้ถูกต้องจ านวน 3 อย่าง 3 คะแนน หมายถึง สามารถบอกองค์ประกอบของวงดนตรีไทยได้ถูกต้องจ านวน 2 อย่าง 2 คะแนน หมายถึง สามารถบอกองค์ประกอบของวงดนตรีไทยได้ถูกต้องจ านวน 1 อย่าง 1 คะแนน หมายถึง ไม่สามารถบอกองค์ประกอบของวงดนตรีไทยได้ เกณฑ์การวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของวงดนตรีไทยที่ตนเองรู้จักหรือพบเห็น 5 คะแนน หมายถึง สามารถล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทยได้ถูกต้อง จ านวน 4 ยุค 4 คะแนน หมายถึง สามารถล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทยได้ถูกต้อง จ านวน 3 ยุค 3 คะแนน หมายถึง สามารถล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทยได้ถูกต้อง จ านวน 2 ยุค 2 คะแนน หมายถึง สามารถล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทยได้ถูกต้อง จ านวน 1 ยุค 1 คะแนน หมายถึง ไม่สามารถล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทยได้เลย เกณฑ์การวัดคุณธรรม เรื่อง การมีส่วนร่วมและความซื่อสัตย์ 5 คะแนน หมายถึง มีส่วนร่วมอย่าง กระตือรือร้น สนุกสนาน แสดงบทบาทความเป็นผู้น าที่ ดีอย่างชัดเจน มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง 4 คะแนน หมายถึง มีส่วนร่วมอย่าง กระตือรือร้น สนุกสนาน มีความเป็นผู้น า มีความคิด สร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง 3 คะแนน หมายถึง มีส่วนร่วมอย่าง กระตือรือร้น สนุกสนาน มีความเป็นผู้ตามที่ดีมี ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง 2 คะแนน หมายถึง มีส่วนร่วม อย่างกระตือรือร้น สนุกสนาน เป็นผู้ตามไม่ค่อยกล้า แสดงออกขาดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง 1 คะแนน หมายถึง มีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างสนุกสนาน เป็นผู้ตามไม่ค่อยกล้บ แสดงออกขาดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเลย ซื่อสัตย์ต่อตนเอง เกณฑ์การประเมิน 1. สามารถบอกองค์ประกอบของดนตรีไทย (5) 2. ล าดับเหตุการณ์ของยุคสมัยทางดนตรีของไทย (5) 3. ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และมีความสุข (5) คะแนนรวมจากจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้งหมดรวม 15 คะแนน ผู้เรียนต้องได้ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไปจึงจะถือ ว่าผ่าน


28 บันทึกหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ บรรยากาศในชั้นเรียน .................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................... ............................................................................................................................. ....................................... .................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................... 1. ด้านความรู้ ............................................................................................................................. ....................................... .................................................................................................................................................................... 2. ด้านทักษะ/กระบวนการ ............................................................................................................................. ....................................... ............................................................................................................................. ....................................... 3. ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ............................................................................................................................................................. ....... ............................................................................................................................. ....................................... ปัญหาและอุปสรรค ............................................................................................................................. ....................................... ........................................................................................................................................................... ......... ......................................................................................................................... ........................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................... .................................................................................................................................................................... ลงชื่อ……………………………………..…ผู้บันทึก ( นายวันเฉลิม หงษ์สระ )


29 ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ......................................................... ( นายศึกษา จุนเสริม) ความคิดเห็นของหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ......................................................... ( นางสิริกานต์ วายโศรก ) ความเห็นผู้บริหารสถานศึกษา ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ลงชื่อ .............................................ผู้อ านวยการโรงเรียน ( นางสาวทองใบ ตลับทอง )


30 ภาคผนวก ภาคผนวก ก ใบความรู้เรื่องยุคของดนตรีไทย ภาคผนวก ข ใบความรู้เรื่ององค์ประกอบของดนตรีไทย ภาคผนวก ค แบบบันทึกคะแนนข้อสอบ ภาคผนวก ง แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความซื่อสัตย์


31 ใบความรู้ที่ 1 เรื่อง ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย ดนตรีไทย เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของไทย ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศต่างๆ เช่นอินเดีย, จีน, อินโดนีเซีย และอื่น ๆ เครื่องดนตรีมี4 ประเภท ดีด สีตีเป่า ดนตรีไทย ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ า ค่าของชนชาติไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณซึ่งดนตรีไทยได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะขอ แบ่งยุคของดนตรีไทย เพื่อให้สะดวกต่อการศึกษา ดังนี้ สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จากประวัติศาสตร์ชนชาติไทยเดิมที่ได้อพยพมาจากแถบภูเขาอัลไต และอพยพเรื่อยมาจนถึงแหลมทองใน ปัจจุบัน และได้ปรากฏหลักฐานเป็นจดหมายของอาจารย์ที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งอาจารย์มนตรีตราโมท กล่าวว่า ดังนี้“จดหมายของอาจารย์ผู้หนึ่ง ในโรงเรียนที่เซียงไฮ้ซึ่งมีมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทย เรา ลงในวันที่ 11 ตุลาคม 2484 กล่าวว่า เขาได้ท าการศึกษาค้นคว้าต านานดึกด าบรรพ์ของชาติไทยในดินแดน จีน ได้หลักฐานไว้หลายอย่าง มีความในหนังสือฉบับนี้กล่าวว่า คนไทยมีอุปนิสัยทางศิลปะทางดนตรีมาแต่ดึก ด าบรรพ์” จากข้อความในจดหมายที่ยกมา แสดงให้เห็นว่า ดนตรีไทยมีมาควบคู่กับคนไทย มาตั้งแต่โบราณ ก่อนการอพยพลงมาสู่แหลมทองในปัจจุบัน และยังมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับดนตรีไทย ซึ่ง อาจารย์ มนตรีตราโมท ได้กล่าวถึงความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นมาเกี่ยวกับดนตรีไทยและเพลงไทยอีกว่า “ใน ตอนกลางลุ่มแม่น้ าแยงซีเป็นที่ตั้งของอาณาจักรฌ้อ ซึ่งนักประวัติศาสตร์โดยมากกล่าวรับรองว่า ฌ้อในสมัย นั้นคือชนชาติไทย พระเจ้าฌ้อปาออง ซึ่งครองราชอยู่ระหว่าง พ.ศ. 310 ถึง343 ว่าเป็นกษัตริย์ไทย ในสมัยนั้น จีนได้เครื่องดนตรีไปจากชนชาติในดินแดนตอนใต้หลายอย่าง ที่ปรากฏชัดคือ กลองชนิดหนึ่งซึ่งจีนใช้อยู่จนทุก วันนี้เรียกว่า “น่านตังกู” อันหมายถึงกลองชาวใต้ลักษณะเป็นกลองขึงหนังตรึงด้วยหมุดทั้งสองหน้า อย่าง “ กลองทัด ” ของไทยเราไม่ผิดเพี้ยนเลย และรูปร่างก็แตกต่างจากกลองชนิดอื่นๆ ของจีน ซึ่งเข้าใจว่า อาจได้ไปจากกลองของชนชาติไทย ในสมัยครั้งกระโน้นก็เป็นได้” หลักฐานส าคัญอีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอก ถึง “เครื่องดนตรีไทย” และเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ ของไทยก็คือ “แคน” โดยมีหลักฐานยืนยัน ซึ่งมีบันทึกของ จีนได้บันทึกไว้ว่า “ที่เมืองCHANGSHA แคว้นยูนาน เป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง เขาได้พบ ศพ 2 ศพ ที่เกรียวกราวมาก คือ เป็นศพที่มีอายุตั้ง 2,000 ปีแล้วร่างกายอยู่อย่างเก่าเอาอะไรกดเข้าไปก็ไม่ เป็นอะไร แล้วเครื่องแต่งกายก็วิจิตรพิศดารมาก รัฐบาลของเขาให้ชื่อศพนี้ว่า “The Duke of Tai and his Consart” ในข้าง ๆ ศพ ปรากฏสิ่งของอยู่ 2 อย่างคือ เครื่องใช้ประจ าวันเป็นเครื่องเขิน เครื่องเขินที่ คล้าย ๆ กับเชียงใหม่เรานี้แล้วก็เป็นจ านวนนับร้อยแล้วอีกสิ่งหนึ่งก็เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ตรงกับของเรา ที่เรียกว่า แคน ในเรื่องที่เกี่ยวกับแคนนี้สุมาลีนิมมานุภาพ ยังเล่าเพิ่มเติมพอสรุปได้ว่า จากบันทึกของจีนที่ บันทึกว่าจีนมีแคนใช้ประมาณ 3,000 ปีแต่จีนมีแคนใช้หลังไทย เพราะฉะนั้นแคนไทยต้องมีอายุมากกว่า 3,000 ปีที่กล่าวว่าจีนมีแคนใช้หลังไทยเพราะถ้าใช้หลังการเปรียบเทียบจะเห็นว่าแคน ของจีนสวยงาม ประณีต กระทัดรัดกว่าของไทย เพราะจีนได้แบบอย่างและรูปแบบไปจากแคนไทย ซึ่งมีรูปร่างยาว ใช้วัสดุที่ไม่ ทนทานเท่าแคนของจีน ซึ่งเมื่อจีนเห็นข้อบกพร่องของแคนไทยแล้วจึงน าไปปรับปรุงให้กระทัดรัดและสวย งาม จากแคนของไทย ได้พัฒนาเป็นเครื่องดนตรีอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น ขลุ่ย และปี่ซอ เพราะขลุ่ยท าง่ายกว่า


32 แคน เพียงแต่เจาะรูที่ไม้ไผ่ก็เป่าได้แล้ว อย่างเช่น ขลุ่ยผิวของจีน ส่วนปี่ซอก็คือลูกของแคนนั้นเองใช้ลิ้นโลหะ ประกอบกับไม้ไผ่เข้าแล้วเจาะรูเพื่อบังคับเสียง อย่างเช่น ปี่ซอของทางภาคเหนือในปัจจุบันซึ่งต่อมาจึงใช้ไม้ท า เครื่องบังคับลมเรียกว่า “ดาก” เข้าไปในตัวของไม้ไผ่แล้วเจาะลิ้น(ปากนกแก้ว) ท าให้เกิดเสียง เช่น ขลุ่ยชนิด ต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี การดนตรีในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนับเป็นสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะว่า เรื่องราวชนชาติไทยปรากฏหลักฐานเด่นชัดขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อพ่อขุนรามค าแหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยและ จารึกเรื่องราวต่างๆ ลงในศิลา และจากศิลาจารึกสมัยสุโขทัยนี้ ท าให้ทราบประวัติศาสตร์สุโขทัยอย่างดี เพราะ ในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามค าแหงที่จารึกเป็นค าสั้นๆ ว่า “ เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ท า ให้เราทราบถึงดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยได้เป็นอย่างดีมีความกว้างขวางมากมาย เสียงพาทย์ หมายถึง การ บรรเลงวงปี่พาทย์ เสียงพิณ หมายถึง วงเครื่องสาย เป็นต้น ทวีสิทธิ์ ไทยวิจิตร ได้กล่าวถึงเครื่องดนตรีไทยใน สมัยสุโขทัย โดยสันนิษฐานว่า เครื่องดนตรีไทย มีกลองสองหน้า แตรงอน (คล้ายเขาสัตว์ท าด้วยโลหะ ) แตร สังข์ (ท าจากหอยสังข์) ตะโพน ฆ้อง กลองทัด ฉิ่ง บัณเฑาะ กรับ กังสดาล มโหระทึก ซอสามสาย ระนาด ปี่ ไฉน สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี การดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนับได้ว่า มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก เพราะ ประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันมาก ซึ่งเครื่องดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ได้รับมาจากกรุงสุโขทัย แต่ก็ได้ มีการปรับปรุงรูปร่าง ตลอดจนการประสมวงดนตรี และได้มีการพัฒนาคิดค้นเรื่องดนตรีเพิ่มเติม เช่น จะเข้ เป็นต้น ด้วยความเจริญรุ่งเรืองในการดนตรีไทย มีประชาชนนิยมเล่นดนตรีไทยกันอย่างกว้างขวางจะเล่นดนตรี กันจนเกินขอบเขต จนต้องออกกฏมณเฑียรบาล ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนารถ( พ.ศ.1991 - 2031 ) ว่า “…ห้ามขับร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน” ในสมัยกรุงศรี อยุธยาเป็นราชธานี ปรากฏเครื่องดนตรีครบทุกประเภท ดังนี้ เครื่องดีด ได้แก่ กระจับปี่ จะเข้ พิณเพี้ยะ พิณน้ าเต้า เครื่องสี ได้แก่ ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง เครื่องตีไม้ ได้แก่ กรับพวง กรับคู่ กรับเสภา ระนาดเอก เครื่องตีโลหะ ได้แก่ ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องคู่ ฆ้องชัย ฆ้องโหม่ง ฉิ่งฉาบ มโหระทึก เครื่องตีหนัง ได้แก่ ตะโพน (ทับ) โทน ร ามะนา กลองทัด กลองตุ๊ก


33 เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่ใน ปี่กลาง (คงมีพวกปี่มอญและปี่ชวาด้วย) ขลุ่ย แตรงอน สมัยกรุงธนบุรี เนื่องด้วยในรัชสมัยนี้ปกครองโดย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 พระราชกรณียกิจที่ส าคัญในรัชสมัย ของพระองค์ คือ การกอบกู้เอกราชจากพม่าภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยขับไล่ทหารพม่าออกจากราชอาณาจักรจนหมดสิ้น และยังทรงท าสงครามตลอดรัช สมัยเพื่อรวบรวมแผ่นดินซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ ขุนศึกก๊กต่าง ๆ ให้เป็นปึกแผ่น เช่นเดียวกับขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ พระองค์ยัง ทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศในด้านต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติหลังสงคราม ทรง ส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการศึกษา เนื่องจากพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อแผ่นดินไทยอย่างอเนกอนันต์รัฐบาลไทยจึงได้ ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" และยังทรงได้รับสมัญญานาม มหาราช แม้ตลอดรัชกาลเป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปีประกอบกับเป็นสมัยแห่งการก่อร่างสร้าง เมือง และการป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทยในสมัยนี้จึงไม่ปรากฏหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่า ยังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของ ดนตรีไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากบ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงครามและได้มีการ ก่อสร้างเมืองให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความ สงบร่มเย็น โดยทั่วไป แล้ว ศิลป วัฒนธรรม ของชาติ ก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบ ารุง และ ส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะ ทางด้าน ดนตรีไทย ในสมัยนี้ ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นล าดับ


34 สมัยรัชกาลที่1 ในสมัยนี้ดนตรีไทยส่วนใหญ่ยังคงมีลักษณะรูปแบบตามที่มีมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรี อยุธยา ที่พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยนี้ก็คือ การเพิ่ม กลองทัด ขึ้นอีก 1 ลูก ใน วงปี่พาทย์ ซึ่ง แต่เดิมมา มีแค่ 1 ลูก รวม มี กลองทัด 2 ลูก มีเสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และ เสียงต่ า (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้ กลองทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์นี้ ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ สมัยรัชกาลที่2 ในสมัยนี้เป็นยุคทองของ ดนตรีไทย ยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ องค์ พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัย ดนตรีไทย เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรง พระปรีชาสามารถ ในทาง ดนตรีไทย ถึงขนาดที่ ทรงดนตรีไทย คือ ซอ สามสาย ได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า "ซอสายฟ้าฟาด" การพัฒนาเปลี่ยนแปลงของดนตรีไทยในสมัยนี้ก็คือ ได้มีการน าเอา วงปี่พาทย์มาบรรเลง ประกอบการขับเสภา เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลง จาก "เปิงมาง" ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า "สองหน้า" ใช้ตีก ากับจังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ ประกอบการขับเสภา เนื่องจากเห็นว่าตะโพนดังเกินไป จนกระทั่งกลบเสียงขับ กลองสองหน้านี้ ปัจจุบันนิยม ใช้ตีก ากับจังหวะหน้าทับ ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง สมัยรัชกาลที่3 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้ม มาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็กมาคู่กับ ฆ้องวงใหญ่


35 สมัยรัชกาลที่4 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ เครื่องดนตรี เพิ่มขึ้นอีก 2 ชนิด เลียนแบบ ระนาดเอก และระนาดทุ้ม โดยใช้โลหะ ท าลูกระนาด และท ารางระนาดให้แตกต่างไปจากรางระนาดเอก และระนาดทุ้ม (ไม้) เรียกว่า ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก น ามาบรรเลงเพิ่มในวงปี่พาทย์ เครื่องคู่ ท าให้ ขนาดของ วงปี่พาทย์ขยายใหญ่ขึ้นจึงเรียกว่า วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ อนึ่งในสมัยนี้วงการดนตรีไทย นิยมการร้องเพลงส่งให้ดนตรีรับ หรือที่เรียกว่า "การ ร้องส่ง" กันมากจนกระทั่ง การขับเสภาซึ่งเคยนิยมกันมาก่อนค่อย ๆ หายไปและ การร้องส่งก็เป็นแนวทางให้มีผู้คิดแต่งขยายเพลง 2 ชั้นของเดิมให้เป็นเพลง 3 ชั้น และตัดลง เป็นชั้นเดียว จนกระทั่งกลายเป็นเพลงเถาในที่สุด (นับว่าเพลงเถาเกิดขึ้นมากมายในสมัยนี้) นอกจากนี้ วงเครื่องสาย ก็ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน สมัยรัชกาลที่5 ได้มีการปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นใหม่ชนิดหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า "วงปี่ พาทย์ดึกด าบรรพ์" โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ส าหรับใช้ บรรเลงประกอบการแสดง "ละครดึกด าบรรพ์" ซึ่งเป็น ละครที่เพิ่งปรับปรุง ขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน หลักการปรับปรุงของท่านก็โดยการตัดเครื่อง ดนตรีชนิดเสียงเล็กแหลม หรือดังเกินไปออก คงไว้แต่เครื่องดนตรีที่มีเสียง ทุ้ม นุ่มนวล กับเพิ่มเครื่องดนตรีบางอย่างเข้ามาใหม่ เครื่องดนตรี ในวงปี่พาทย์ดึกด าบรรพ์ จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ขลุ่ย ซออู้ ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง 7 ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และ เครื่องก ากับจังหวะ สมัยรัชกาลที่6 ได้มีการปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง โดยน าวงดนตรีของมอญมาผสม กับ วงปี่พาทย์ของไทย ต่อมาเรียกวงดนตรีผสมนี้ว่า "วงปี่พาทย์มอญ" โดยหลวง ประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)เป็นผู้ปรับปรุงขึ้น วงปี่พาทย์มอญดังกล่าวนี้ ก็มี ทั้งวงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เครื่องคู่ และเครื่องใหญ่ เช่นเดียวกับวงปี่พาทย์ของ ไทย และกลายเป็นที่นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ นอกจากนี้ยังได้มี การน าเครื่องดนตรีของต่างชาติ เข้ามาบรรเลงผสมกับ วงดนตรี ไทย บางชนิดก็น ามาดัดแปลงเป็นเครื่องดนตรีของไทย ท าให้รูปแบบของ วงดนตรี ไทย เปลี่ยนแปลงพัฒนา ดังนี้ คือ การน าเครื่องดนตรีของชวา หรืออินโดนีเซีย คือ "อังกะลุง" มาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก โดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลป บรรเลง) ทั้งนี้โดยน ามาดัดแปลง ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้มีเสียงครบ 7 เสียง (เดิมมี5 เสียง) ปรับปรุงวิธีการเล่น


36 โดยถือเขย่าคนละ 2 เสียง ท าให้เครื่องดนตรีชนิดนี้ กลายเป็นเครื่องดนตรีไทยอีกอย่างหนึ่ง เพราะคนไทย สามารถท าอังกะลุงได้เอง อีกทั้งวิธีการบรรเลงก็เป็นแบบเฉพาะของเรา แตกต่างไปจากของชวาโดยสิ้นเชิง การน าเครื่องดนตรีของต่างชาติเข้ามาบรรเลงผสมในวงเครื่องสาย ได้แก่ ขิมของจีน และออร์แกนของฝรั่ง ท า ให้วงเครื่องสายพัฒนารูปแบบของวงไปอีกลักษณะหนึ่ง คือ "วงเครื่องสายผสม" สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสนพระทัยทางด้าน ดนตรี ไทย มากเช่นกัน พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ เพลงไทยที่ไพเราะไว้ถึง 3 เพลง คือ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น เพลงเขมรลอยองค์ (เถา) และเพลงราตรีประดับ ดาว (เถา) พระองค์และพระราชินีได้โปรดให้ครูดนตรีเข้าไปถวายการสอนดนตรีใน วัง แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ระยะเวลาแห่งการครองราชย์ของพระองค์ไม่นาน เนื่องมาจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ หลังจากนั้นได้2 ปี มิฉะนั้นแล้ว ดนตรีไทย ก็คงจะเจริญรุ่งเรืองมาก ในสมัยแห่ง พระองค์ อย่างไรก็ตามดนตรีไทยในสมัยรัชกาลนี้ นับว่าได้พัฒนารูปแบบ และลักษณะ มาจนกระทั่ง สมบูรณ์ เป็นแบบแผนดังเช่น ในปัจจุบันนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า ในสมัยที่ปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมีผู้นิยม ดนตรีไทยกันมากและมีผู้มีฝีมือทางดนตรี ตลอดจนมีความคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้พัฒนาก้าวหน้ามา ตามล าดับ พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ตลอดจนขุนนางผู้ใหญ่ ได้ให้ความอุปถัมภ์ และท านุบ ารุงดนตรีไทยในวัง ต่างๆ มักจะมีวงดนตรีประจ าวัง เช่น วงวังบูรพา วงวังบางขุนพรหม วงวังบางคอแหลม และวงวังปลายเนิน แต่ ละวงต่างก็ขวนขวายหาครูดนตรีนักดนตรีที่มีฝีมือเข้ามาประจ าวง มีการฝึกซ้อมกันอยู่เนืองนิจ บางครั้งก็มีการ ประกวดประชันกัน จึงท าให้ดนตรีไทยเจริญเฟื่องฟูมาก ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ดนตรีไทยเริ่มซบเซาลง อาจกล่าวได้ว่า เป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ ดนตรีไทย เกือบจะถึงจุด จบ เนื่องจากรัฐบาลในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายทีเรียกว่า "รัฐนิยม" ซึ่งนโยบายนี้ มีผลกระทบ ต่อ ดนตรีไทย ด้วย กล่าวคือมีการห้ามบรรเลงดนตรีไทย เพราะเห็นว่าไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศให้ ทัดเทียมกับอารยประเทศ ใครจะจัดให้มีการบรรเลง ดนตรีไทย ต้องขออนุญาต จากทางราชการก่อน อีกทั้ง นักดนตรีไทยก็จะต้องมีบัตรนักดนตรีที่ ทางราชการออกให้ จนกระทั่งต่อมาอีกหลายปี เมื่อได้มี การสั่งยกเลิก "รัฐนิยม" ดังกล่าวเสีย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ดนตรี ไทย ก็ไม่รุ่งเรืองเท่าแต่ก่อน ยังล้มลุกคลุกคลาน มาจนกระทั่งบัดนี้ เนื่องจากวิถีชีวิต และสังคมไทย เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมวัฒนธรรมทางดนตรีของต่างชาติ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจ าวันของคนไทยเป็น อันมาก ดนตรีที่เราได้ยินได้ฟัง และได้เห็นกันทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือที่บรรเลงตามงานต่าง ๆ โดยมากก็เป็น ดนตรีของต่างชาติ หาใช่ "เสียงพาทย์ เสียงพิณ" ดังแต่ก่อนไม่


37 สมัยรัชกาลที่ 8 พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยทรงต้องพระแสงปืนเมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายใน พระบรมมหาราชวัง สมัยรัชกาลที่ 9 ด้วยพระองค์ได้ทรงเชี่ยวชาญทางด้านดนตรีสากลในแนวดนตรีแจ๊สเป็นพิเศษ แต่ก็มิได้ละทิ้งแขนงดนตรีไทย ทรงให้การอุปถัมป์วงการดนตรีไทยเรื่อยมา พระองค์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง ทรงเชี่ยวชาญรอบรู้เรื่องดนตรีเป็นอย่างดีและ ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คราริเน็ต ทรัมเป็ตกีตาร์และ เปียโน โปรดดนตรีแจ๊สเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้พระราชนิพนธ์เพลงที่มี ความหมายและไพเราะหลายเพลงด้วยกัน เช่น เพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียน เป็น เพลงแรก สายฝน ยามเย็นใกล้รุ่ง ลมหนาว ยิ้มสู้ค่ าแล้ว ไกลกังวลความฝันอันสูงสุด และเราสู้หรือจะเป็นพร ปีใหม่ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนส าคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวไทยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช มีพระราชปรีชาญาณในเรื่องของดนตรีทรงพระราชนิพนธ์ท านองเพลงตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จ พระอนุชาธิราช รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น 48 เพลง เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ท านอง และค าร้อง ภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง มี5 เพลง คือ "Echo", "Still on My Mind", "Old-Fashioned Melody", "No Moon" และ "Dream Island" นอกจากนี้มีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ท านองขึ้นภายหลังใส่ในค าร้องที่มี ผู้ประพันธ์ไว้แล้ว คือ ความฝันอันสูงสุด เราสู้และ รัก ผู้ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แต่งค าร้องประกอบเพลงพระราชนิพนธ์มีหลายท่าน ได้แก่หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญ ศิริจักรพันธุ์, ศาสตราจารย์ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา,ศาสตราจารย์ดร.ประเสริฐ ณ นคร, ท่าน ผู้หญิงสมโรจน์สวัสดิกุล ณ อยุธยา, นายจ านงราชกิจ (จรัล บุณยรัตพันธุ์), ม.ร.ว.เสนีย์ปราโมช ม.ล.ประพันธ์ สนิทวงศ์และท่านผู้หญิงมณีรัตน์บุนนาค เป็นต้น ในยุคแรก หลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีท านองและค าร้องสมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ครูเอื้อ สุนทรสนาน น าไปบรรเลงในวงดนตรีกรมโฆษณาการหรือวงสุนทราภรณ์ เพื่อให้แพร่หลาย ทั่วไป ปรากฏว่าหลายเพลงกลายเป็นเพลงยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ


38 ในระยะหลังพระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมาย ท าให้พระองค์ทรงไม่มีเวลาที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลง ใหม่ๆออกมา เพลงสุดท้ายที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ออกมาคือเพลง "เมนูไข่" เป็นเพลงแนวสนุกสนาน เนื้อ ร้องโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพ ครบ 72 พรรษาแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์เมื่อ พ.ศ. 2538 โดยสรุปใจความส าคัญ จากสมัยสุโขทัยสืบต่อมาสมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ดนตรีไทยจัดเป็นดนตรีที่มีแบบแผนหรือดนตรี คลาสสิก (Classic Music) เครื่องดนตรีไทยนั้นกรมศิลปากร จ าแนกไว้รวมทั้งสิ้น 56 ชนิด ประกอบด้วยเครื่อง ตี เครื่องเป่า เครื่องดีด และเครื่องสี เครื่องดนตรีไทยที่นิยมใช้กันมาก ดังนี้ - เครื่องดีด ได้แก่ พิณน้ าเต้า พิณ เพ้ย กระจับปี่ ซึง จะเข้ - เครื่องสี ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย ซอล้อ - เครื่องตีประเภทไม้ ได้แก่ เกราะ โกร่ง กรับ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม เครื่องตีที่ท าด้วยโลหะ ได้แก่ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง ฆ้อง หุ่ย และเครื่องตีที่ท าด้วยหนัง ได้แก่ กลองทุกประเภท - เครื่องเป่า ได้แก่ ขลุ่ย ปี่ แคน แตร สังข์ เป็นต้น เสริม สุโขทัยก่อน สรุป ดนตรีไทย มีประวัติความเป็นมาควบคู่กับชนชาติไทย ก่อนที่จะอพยพมาสู่ถิ่นแหลมทองในปัจจุบัน เครื่อง ดนตรีชิ้นแรกที่ค้นพบคือ กลองและแคน ต่อมาได้พัฒนาจากแคนเป็นปี่ซอและขลุ่ย ซึ่งเป็นเครื่องดนตรี ประเภทเป่า เพราะท าได้ง่าย เพียงแต่เจาะรูแล้วท าเครื่องบังคับลมก็สามารถเป่าเป็นเสียงดนตรีได้แล้ว สุโขทัยหลัง สรุป เครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น เครื่องดนตรีมีครบทั้ง 4 ประเภท อย่างเช่นสมัยปัจจุบัน คือ เครื่องดีด ได้แก่ พิณ เป็นต้น เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่ ขลุ่ย เป็นต้น เครื่องตี ได้แก่ ระนาด ฆ้อง กลอง เป็นต้นเครื่องสี ได้แก่ ซอ เป็นต้น อยุธยา สรุป ดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี และมี การคิดค้นเครื่องดนตรีเพิ่มเติม ประชาชนนิยมเล่นดนตรีไทย กันอย่างกว้างขวาง แม้แต่ในเขตพระราชฐาน จน ต้องมีการออกกฎมณเฑียรบาลเกี่ยวกับการห้ามเล่นดนตรีไทยในเขตพระราชฐาน


39 องค์ประกอบดนตรีไทย ดนตรีไทยมีองค์ประกอบ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. จังหวะ คือ หน่วยที่ใช้วัดความสั้นยาวของเสียงดนตรีโดยการเคาะหรือนับ ท าให้ดนตรีเกิดการเคลื่อนไหว ในดนตรีไทยมีจังหวะที่ส าคัญ ดังนี้ - จังหวะสามัญ คือ จังหวะที่เคาะประกอบบทเพลง ประกอบด้วยจังหวะตก-ยก การเคาะต้องเคาะให้ พอดีตรงกับจังหวะ ทุกเพลงมีการเคาะจังหวะสามัญเหมือนกันหมดต่างกันเพียงความช้า-เร็ว - จังหวะฉิ่ง คือ ประกอบด้วยเสียงฉิ่ง-ฉับ อัตราของการตีฉิ่งจะแตกต่างกันตามอัตราจังหวะของเพลง เพลงไทยทั่วไปจะมีอัตราจังหวะ 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 สามชั้น - - - - - - - ฉิ่ง - - - - - - - ฉับ สองชั้น - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ ชั้นเดียว - ฉิ่ง - ฉับ - ฉิ่ง - ฉับ - ฉิ่ง - ฉับ - ฉิ่ง - ฉับ - จังหวะหน้าทับ หมายถึง จังหวะการตีของเครื่องดนตรีประเภทหนังชนิดต่าง ๆ เพื่อประกอบบทเพลง และต้องใช้จังหวะหน้าทับให้เหมาะกับบทเพลง จังหวะหน้าทับมีหลายรูปแบบ มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ออกไป นักดนตรีต้องทราบว่าเพลงที่บรรเลงนั้นเป็นเพลงชนิดใด บรรเลงด้วยวงประเภทใด เพื่อที่จะต้อง เลือกจังหวะหน้าทับให้ถูกต้องกับบทเพลงนั้น ๆ ทับเป็นเหมือนผู้ก ากับอันส าคัญ เป็นหัวหน้าของบทเพลงอย่างหนึ่ง วิธีตีหรือเพลงของทับนี้จึงเรียกว่า "หน้าทับ" หน้าทับมีอยู่ ๓ ลักษณะ คือ หน้าทับปรบไก่ เป็นชื่อของหน้าทับประเภทหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสัดค่อนข้างยาว (ทุกๆ อัตรามีความยาวเป็น ๒ เท่าของหน้าทับ สองไม้) ใช้ส าหรับตีประกอบเพลงที่มีท านองด าเนิน ประโยควรรคตอนเป็นระเบียบหน้าทับประเภทที่เรียกว่า ปรบไก่นี้ ปราชญ์ทางด้านดนตรีโบราณได้คิดอัตรา ๒ ชั้น ขึ้นมาก่อน โดยแปลงจากเสียงร้องลูกคู่ในการร้อง เพลง ปรบไก่ (เพลงพื้นเมืองโบราณเพลงหนึ่ง) มาเป็นวิธีตะโพนค ารับและท านองร้องของลูกคู่ เพลงปรบไก่นั้น ร้องว่า "ฉ่า ฉ่า ฉ่า ช้า-ชะ ฉ่า ไฮ้" และเปลี่ยนออกมาเป็นเสียงตะโพนดังนี้ "พรึง ป๊ะ ตุ๊บ พรึง พรึง ตุ๊บ พรึง" หน้าทับนี้จึงเรียกว่า "ปรบไก่" แต่เมื่อขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น หรือตัดลงเหลือชั้นเดียว ก็คงเรียกกว่าหน้าทับ ปรบไก่ เช่นเดิม หน้าทับปรบไก่อันนี้เป็นพื้นฐานในการ ประดิษฐ์หน้าทับอื่นๆ เช่น หน้าทับเขมร หน้าทับสดา ยงค์ (เพลงที่มีส าเนียงแขก) เป็นต้น 3 ชั้น - - ทั่ง ติง ทั่งติงโจ๊ะจ๊ะ - - โจ๊ะ จ๊ะ - - โจ๊ะ จ๊ะ - - - - - - โจ๊ะ จ๊ะ - - โจ๊ะ จ๊ะ - - โจ๊ะ จ๊ะ - ติง - ติง - ทั่งติงทั่ง ติงทั่ง - ติง - โจ๊ะ - จ๊ะ - ติง - ทั่ง - ติง - ติง - ทั่ง - ติง - ติง - ทั่ง


40 2 ชั้น - - ทั่ง ติง ทั่งติงโจ๊ะจ๊ะ - - โจ๊ะ จ๊ะ - - โจ๊ะ จ๊ะ - ติง - ทั่ง - ติง - ติง - ทั่ง - ติง - ติง - ทั่ง ชั้นเดียว - - ติง ทั่ง - ติง - - ติง ทั่ง - ติง - ทั่ง ติง ทั่ง หน้าทับสองไม้ หน้าทับสองไม้ เป็นหน้าทับที่มีจังหวะค่อนข้างสั้นเพื่อใช้กับท านองเพลงที่มีประโยคสั้นๆ เพลงที่มีท านอง หรือทางร้องพลิกแพลง มีความยาวไม่แน่นอน เช่น "ด้นสองไม้" - ละครนอก เพลงฉ่อย แอ่ว และลิเก เป็นต้น เมื่อเป็นเพลงสามชั้น หน้าทับสองไม้ก็ขยายขึ้น ถ้าเป็นเพลงชั้นเดียวหน้าทับก็ลดลง แต่ยังคงเรียกหน้าทับสอง ไม้อยู่เช่นเดิม หน้าทับสองไม้เป็นพื้นฐานของหน้าทับอื่นๆ เช่น หน้าทับลาว หน้าทับเจ้าเซ็น เป็นต้น เสียงของ ตะโพน หน้าทับสองไม้จะเป็น "ป๊ะ ตุ๊บ ติง ป๊ะ ตุ๊บ พรึง" หรือ "ตุ๊บ พรึง พรึง พรึง" 3 ชั้น - - ทั่ง ติง ทั่งติงโจ๊ะจ๊ะ - - โจ๊ะ จ๊ะ - - โจ๊ะ จ๊ะ - ติง – ติง - ทั่ง ติง ทั่ง - ติง – ติง - ทั่ง ติง ทั่ง 2 ชั้น (ติ้ง)- -โจ๊ะจ๊ะ ติงติง-ติง - - โจ๊ะ จ๊ะ ติงติง-ทั่ง ชั้นเดียว (ติ้ง)- -โจ๊ะจ๊ะ ติงติง-ทั่ง จังหวะหน้าทับพิเศษ คือหน้าทับที่ประกอบเพลงที่ไม่สามารถใช้หน้าทับปรบไก่ หรือสองไม้ได้ เพราะบางเพลงมีจังหวะติด บางที ก็ผสมจังหวะ เช่น เพลงชมตลาด เพลงโอ้ ต่างๆ หรือเพลงที่มีจังหวะไม่สม่ าเสมอ เช่นเพลงรัว ต่างๆ หรือเพลง ที่มีประโยคสั้นบ้าง ยาวบ้าง เช่นเพลงฉิ่งบางเพลง เพลงบางประเภทสามารถตีหน้าทับปรบไก่ และหน้าทับสอง ไม้ได้ แต่ไม่นิยม เช่นเพลงภาษา ซึ่งนอกจากจะแต่งท านองและเนื้อร้องเลียนแบบของชาติต่าง ๆ แล้ว ยังต้อง ใช้หน้าทับก ากับจังหวะให้ฟังเป็นเพลงของชาตินั้นจริง ๆ เช่น เพลงแขกก็ใช้หน้าทับแขก เพลงมอญก็ใช้หน้า ทับมอญ เป็นต้น ****ทับ เป็นชื่อเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนังหน้าเดียว ใช้ตีประกอบจังหวะท านอง ดนตรีมาแต่โบราณ สมัยปัจจุบันเรียกว่า โทน (ตีคู่กับร ามะนาในวงมโหรี) หน้าที่อันส าคัญของทับคือการตีประกอบจังหวะให้ถูกต้องตามประโยคเพลง และกลมกลืนกับท านองเพลงร้องหรือดนตรี****


41 2. เสียง (Tone) เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่เป็นไปอย่างสม่ าเสมอ ส่วนเสียงอึกทึกหรือเสียงรบกวน เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่ไม่สม่ าเสมอ ลักษณะความแตกต่างของเสียงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติส าคัญ 4 ประการ คือ 1.1 ระดับเสียง (Pitch) หมายถึง ระดับความสูงต่ าของเสียง ซึ่งเกิดจากจ านวนความถี่ของการสั่นสะเทือน กล่าวคือ ถ้าเสียงมีความถี่สูง ลักษณะการสั่นสะเทือนเร็ว จะส่งผลให้มีระดับเสียงสูง แต่ถ้าหากเสียงมีความถี่ ต่ า ลักษณะการสั่นสะเทือนช้า จะส่งผลให้มีระดับเสียงต่ า 1.2 ความสั้น-ยาวของเสียง (Duration) เป็นคุณสมบัติที่ส าคัญอย่างยิ่งของการก าหนดลีลา จังหวะ การสร้าง ความสั้น-ยาวของเสียง อาจสังเกตได้จากลีลาการกรอระนาดเอก ฆ้องวง ส่วนซออาจแสดงออกมาในลักษณะ ของการลากคันชักยาวๆ 1.3 ความเข้มของเสียง (Intensity) ความเข้มของเสียงเกี่ยวข้องกับน้ าหนักของความหนักเบาของเสียง ความ เข้มของเสียงจะช่วยให้เสียงมีลีลาจังหวะที่สมบูรณ์ ในกรณีของดนตรีไทยจะปรากฏอย่างเด่นชัดในเพลงเชิดจีน 1.4 คุณภาพของเสียง (Quality) เกิดจากคุณภาพของแหล่งก าเนิดเสียงที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น วิธีการผลิตเสียง รูปทรงของแหล่งก าเนิดเสียง วัสดุที่ใช้ท าแหล่งก าเนิดเสียง เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักส าคัญที่ ท าให้ผู้ฟังสามารถแยกแยะสีสันของเสียงระหว่างเครื่องดนตรีเครื่องหนึ่งกับอีกเครื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน 3. ท านอง หมายถึง ระดับเสียงดนตรีสูง ๆ ต่ า ๆ ที่มีความสั้นยาวแตกต่างกนออกไปน ามาเรียบเรียงให้ติดต่อกันตาม ความประสงค์ของผู้เขียนท านองนั้น ท านองเพลงในดนตรีไทยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ - ท านองเพลงทางร้อง ท านองเพลงทางร้องจะต้องมีเนื้อเพลงประกอบเข้ากับท านองเพลง จะต้องมีการ ปรับปรุงแต่งให้ค านั้น ๆ กลมกลืนเข้ากับท านองเพลง ผันแปรไปตามท านองเพลงโดยต้องใช้เทคนิคใน การร้องหลายประการเพื่อที่จะท าให้ท านองเพลงทางร้องเกิดความไพเราะได้ - ท านองเพลงทางบรรเลงหรือท านองเพลงทางรับ ท านองเพลงทางบรรเลงเกิดขึ้นจากการแปรท านอง จากฆ้องวงใหญ่ ดนตรีไทยจะก าหนดให้ท านองที่เกิดจากฆ้องวงใหญ่เป็นท านองหลัก (Basic Melody) ของบทเพลง นักดนตรีที่เล่นประจ าแต่เครื่องมือจะต้องจ าท านองหลักให้ได้แล้วคิดแปร ท านองจากท านองหลักนั้นให้เป็นท านองเต็ม ให้เหมาะสมกับแนวทางการบรรเลงของเครื่องดนตรีแต่ ละชนิด นักดนตรีมีอิสระในการแปรท านองมาก สิ่งที่นักดนตรีทุกคนจะต้องยึดไว้เป็นหลักในการแปรท านองคือเสียงสุดท้ายของวรรคเพลงให้ได้ตามวิถีทาง ของตนเอง นักดนตรีจะเรียกเสียงสุดท้ายว่าของวรรคเพลงนี้ว่าลูกตก เพลงในอัตราจังหวะที่ต่างกันจะมีจุดที่ ถือว่าเป็นลูกตกต่างกันท านองเพลงทั้งทางร้องและทางรับย่อมมีองค์ประกอบที่ส าคัญดังนี้ 1.ระดับเสียง 2.พิสัยของท านอง 3.ความยาวของท านองรูปแบบของท านองเพลง


42 4.จังหวะของท านอง 5.หลักเสียงของท านอง 4. การประสานเสียง การประสานเสียง เกิดจากการร้องหรือการบรรเลงดนตรีคนละแนวเสียงให้ดังไปพร้อม ๆ กัน การ ประสานเสียงในดนตรีไทยเกิดขึ้นได้ทั้งการขับร้องและการบรรเลงดนตรี ในการขับร้องประกอบดนตรีที่จะท าให้เกิดการประสานเสียงขึ้น เสียงร้องและเสียงดนตรีจะต้องดังไปพร้อม ๆ กัน การขับร้องที่จะท าให้เกิดการประสานเสียงมีอยู่ 2 แบบ คือ - เสียงประสานจากการร้อง ร้องคลอ คือ การร้องไปพร้อม ๆ กับการบรรเลง เครื่องดนตรีที่เลียนแบบเสียงร้อง ในแนวท านองเดียวกัน ร้องเคล้า คือ การร้องไปพร้อม ๆ กับการบรรเลงเครื่องดนตรีที่เลียนแบบเสียงร้อง ต่างฝ่าย ต่างก็ด าเนินแนวท านองให้อยู่ภายในหลักเสียงเดียวกัน - เสียงประสานจากการบรรเลง การประสานเสียงในเครื่องดนตรีชนิดเดียวกัน เครื่องดนตรีบางชนิด เช่น จะเข้ ขิม ฆ้อง ระนาด สามารถท าให้เกิดเสียงดังขึ้น 2 เสียงพร้อมๆ กันได้ เสียงหนึ่งถือว่าเป็น เสียงของท านองหลัก อีกเสียงหนึ่ง คือ เสียงประสาน แนวท านองหลักขั้นคู่เสียงที่น ามาใช้มีตั้งแต่ คู่ 2 ถึง คู่ 7 การประสานเสียงระหว่างเครื่องดนตรีการบรรเลงดนตรีไทยที่มีเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน มักจะไม่นิยมที่จะบรรเลงไปในทางเดียวกันนักดนตรีจะต้องจ าท านองหลักของเพลงให้ได้แล้วจึงคิด ประดิษฐ์แนวท านองใหม่ให้เหมาะสมกับเครื่องดนตรีนั้น ๆ โดยให้ยึดเสียงท้ายวรรคหรือลูกตกเป็น เสียงบังคับ ดังนั้นในการบรรเลงเป็นวงดนตรีเสียงที่ต่างกันจะดังขึ้นพร้อมกันในจังหวะเดียวกัน การ ประสานเสียงในระหว่างเครื่องดนตรีจึงเกิดขึ้นเราจะได้เสียงประสานที่เป็นขั้นคู่เสียงตั้งแต่ คู่2 คู่ 3 คู่4 คู่5 คู่6 คู่7 คู่8 และจะได้เสียงประสานของกระแสเสียงที่เกิดขึ้นจากเครื่องดนตรีต่าง ชนิดกันด้วย


43 แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความซื่อสัตย์ ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดนตรีไทย กลุ่มสาระเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 หน่วยที่ 1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดนตรีไทย หน่วยย่อยที่ 1 เรื่อง ยุคของดนตรีไทย และองค์ประกอบดนตรีไทย เลขที่ ชื่อ – สกุล คะแนนเต็ม 5 คะแนน ผ่าน / ไม่ผ่าน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ลงชื่อ………..…………………..………….…………………ผู้ประเมิน (นายวันเฉลิม หงษ์สระ) …………/…………../…………


44 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดนตรีไทย เวลา 4 ชั่วโมง หน่วยย่อยที่ 1 เรื่อง ความหมายและประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เวลา 2 ชั่วโมง จัดกิจกรรมวันที่ ..... เดือน ................. พ.ศ. ......... โรงเรียนสวายวิทยาคาร สาระที่2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 : เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน ตัวชี้วัดชั้นปี ข้อที่ 1 อ่าน เขียน ร้องโน้ตไทยและโน้ตสากล ตัวชี้วัดชั้นปี ข้อที่ 2 เปรียบเทียบเสียงร้องและเสียงของเครื่องดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มาตรฐาน ศ 2.2 : เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของดนตรีที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ตัวชี้วัดชั้นปี ข้อที่ 1 อธิบายบทบาทความส าคัญและอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อสังคมไทย ตัวชี้วัดชั้นปี ข้อที่ 2 ระบุความหลากหลายขององค์ประกอบดนตรีในวัฒนธรรมต่างกัน สมรรถนะส าคัญ ข้อที่ 2 ความสามารถในการคิด ข้อที่ 4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ข้อที่ 2 ซื่อสัตย์สุจริต ข้อที่ 4 ใฝ่เรียนรู้ ข้อที่ 5 อยู่อย่างพอเพียง ข้อที่ 7 รักความเป็นไทย สาระส าคัญ : ดนตรีไทยเป็นมรดกอันล้ าค่าอย่างหนึ่งของชาติ เพราะบรรพบุรุษของเราได้สร้างสรรค์ขึ้นจาก ภูมิปัญญา และได้อนุรักษ์สืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น เครื่องดนตรี ลีลา จังหวะ หรือท่วงท านอง ของบทเพลง นอกจากนี้ ดนตรีไทยยังเป็นเอกลักษณ์ประจ าชาติที่แฝงไว้ด้วยความวิจิตรบรรจงอันแสดงถึง วัฒนธรรมไทยอยู่ในตัว ดังนั้น ในฐานะที่เราเกิดมาอยู่บนผืนแผ่นดินไทยจึงจ าเป็นต้องศึกษาสิ่งต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับดนตรีไทย ได้แก่ ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย ระบบเสียง ท านอง ลักษณะของบทเพลง เครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในโน้ตเพลงไทยให้เข้าใจอย่างครบถ้วน


45 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. สามารถเขียนระดับเสียงของดนตรีได้ (K) 2. สามารถตีจังหวะหน้าทับปรบไก่ 1 ชั้นได้ (P) 3. ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และมีความสุข (A) สาระการเรียนรู้ 1. เครื่องหมายและสัญลักษณ์ทางดนตรี 2. เสียงร้องและเสียงของเครื่องดนตรีในบทเพลงจากวัฒนธรรมต่างๆ 3. บทบาทและอิทธิพลของดนตรี 4. องค์ประกอบของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม กระบวนการจัดการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1 บทบาทครู บทบาทผู้เรียน ทฤษฏีการเรียนรู้ที่ใช้หรือ เป้าหมายของกิจกรรม ขั้นที่ 1 ขั้นน า - ครูกล่าวทักทายและส ารวจความ พร้อมของผู้เรียน โดยให้ทุกคนหยุด การท าพฤติกรรมอื่นๆ แล้วมุ่งความ สนใจมายังครูผู้สอน - ครูพูดคุยกับนักเรียนเกี่ยวกับดนตรี ว่านักเรียนคิดว่าดนตรีหมายถึงอะไร ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร - นักเรียนหยุดการท ากิจกรรม ต่างๆ ทักทายครูพร้อมทั้งมุ่ง ความสนใจมายังครูเพื่อสร้าง ความพร้อมในการเรียนรู้ของ ตนเอง - นักเรียนร่วมกันพูดคุยและ แสดงความคิดเห็น - เป็นการเตรียมความพร้อมของ ผู้เรียนในการเรียนรู้ - เป็นการทบทวนความรู้เดิม และเชื่อมโยงสู่เนื้อหาใหม่ของ ผู้เรียน จากประสบการณ์ตรงใน ชีวิตของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ ทบทวนประสบการณ์ของตนเอง กับค าถามหรือเรื่องราวที่พูดคุย ด้วยโดยเชื่อมโยงความรู้เดิมกับ ความรู้ใหม่ที่จะ จาก ประสบการณ์ของผู้เรียนหรือ องค์ความรู้จากเนื้อหาที่ผู้เรียน ได้เรียนผ่านมา


Click to View FlipBook Version