โครงการวิจัย ภ ู ม ิไทยช ุ ดไทย Prestigious Thai-dress เล่มที่ ๑ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยุทธ วงศ์แปง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โครงการนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ประจ าปี ๒๕๔๙
ก บทคัดย่อ โครงการ “ภูมิไทยชุดไทย (Prestigious Thai-dress)” เป็ นโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน จากส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ “ปี ๒๕๔๘ ปีแห่งการส่งเสริ มคุณค่าวัฒนธรรมไทย” ตามนโยบายการใช้วัฒนธรรมเป็ นพลังขับเคลื่อน ในการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต การวิจัยเชิงส ารวจในโครงการน้ีเป็นการวิจัยแบบกลุ่ม เพื่อค้นหาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมการแต่งกายของชนเผ่าต่าง ๆ จ านวน ๑๑ ชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใน เขตจังหวัดเชียงใหม่ล าพูน ล าปาง และเชียงราย คือ ชนเผ่าไทเขิน ไทยวน ไทใหญ่ไทล้ือ ปะกาเกอะญอ ม้ง มูเซอ ลีซอ เมี่ยน อาข่า ลัวะ แล้วน าข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์เอารูปแบบโครงสร้างชุดเครื่องแต่งกาย นักวิจัยตัวแทนของแต่ละชนเผ่าได้ท าการศึกษาต้งัแต่องคป์ระกอบพ้ืนฐานต่าง ๆ จนถึงกระบวนการ ผลิตและวัฒนธรรมการบริโภคโดยแบ่งรายละเอียดออกตามลักษณะของเพศ วัย สถานะทางสังคม และโอกาสใช้งาน จากน้นันา เอาขอ้มูลที่ได้มาจัดท าฐานข้อมูลรูปแบบโครงสร้าง (Pattern) ชุดเครื่อง แต่งกายด้วยการร่างภาพ (Sketch) จากข้อมูลที่สังเคราะห์มาได้ลงบนแผ่นกระดาษและเมื่อผ่านการ ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จึงน าภาพร่างที่จดัทา ตามลา ดบัข้นัมาสร้างสรรค์เป็ นภาพในระบบดิจิตัล บนคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมสร้างสรรค์งานกราฟิกส าหรับใช้เป็ นภาพประกอบในการจัดท า ต้นฉบับหนังสือแสดงวัฒนธรรมการแต่งกายในโครงการ “ภูมิไทยชุดไทย” เพื่อด าเนินการพิมพ์ เผยแพร่ในข้นัต่อไป วัตถุประสงค์ที่ส าคัญอีกประการหนึ่งของโครงการวิจัยคือการศึกษารูปแบบการแต่งกายใน ความหมายของสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเพื่อรณรงค์ให้สังคมได้พากันเล็งเห็นคุณค่าของภูมิปัญญา ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา และลักษณะการด ารงชีวิต ซึ่งได้ผ่านกระบวนการสะสมดัดแปลง ให้เหมาะสมในแต่ละยุคสมัยแล้วถ่ายทอดจากบรรพบุรุ ษสู่รุ่ นลูกหลาน ซึ่ งแสดงให้เห็นถึง เอกลักษณ์ที่แตกต่างจากชนชาติอื่นๆ อย่างชัดเจน จากการศึกษาพบว่าเครื่ องแต่งกายเป็ นส่วนส าคัญที่แสดงถึงแหล่งที่มา ความเชื่อ และ วัฒนธรรมของกลุ่มคนไท และกลุ่มชาวเขาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องแต่งกายของสตรีมักจะ แสดงออกอย่างชัดเจนในเรื่องของสีสันลวดลายหรือรายละเอียดของการตกแต่ง ซึ่งอาจจะพบได้น้อย ในกลุ่มของเครื่องแต่งกายของบุรุษ ส่วนด้านการผลิตมีท้งัความคล้ายคลึงและแตกต่างกันในแต่ละ ชนเผ่าในด้านการเลือกใช้วัสดุ เทคนิคการทอ การย้อม และการตัดเย็บเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพ ภูมิศาสตร์ของแต่ละทอ้งถิ่น ตลอดท้งัดาน้ ความสวยงามและความสะดวกสบายในการสวมใส่ตามกาลเทศะ ในการสร้างสรรค์รูปแบบของเครื่องแต่งกายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซ่ึงเป็นข้นัสุดท้าย ของการสังเคราะห์เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า ค่อนข้างจะประสบกับอุปสรรคในการ แยกแยะรายละเอียด รูปแบบ ของโครงสร้าง (Pattern) และส่วนประกอบลวดลาย (Décoration)
ข เป็ นผลมาจากการที่บางชนเผ่าต้องซ่อนเร้นอัตลักษณ์วัฒนธรรมของตนเองเพื่อความอยู่รอดโดยการที่ สมาชิกชุมชนต่างพยายามปรับรูปแบบการแต่งกายและกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ ให้กลมกลืนเข้ากับ บริบทของวัฒนธรรมในสังคมใหม่ที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ ผลกระทบอื่นๆ เกิดจากท้ังระบบ การศึกษาและระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคสินค้า ใหม่อยู่ตลอดเวลาผสมกับอิทธิพลของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งด้านการสื่อสารที่มาในรูปแบบของอุตสาหกรรมบันเทิงประเภทสื่อโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ท และอื่น ๆ ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติการผลิตและการบริโภคเครื่องแต่งกายของสมาชิก แต่ละชนเผ่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดากลุ่มเยาวชน อุปสรรคส าคัญในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลประการแรกคือข้อมูลด้านวิวัฒนาการ ของวัฒนธรรมด้านการแต่งกายของบางชนเผ่าขาดหลักฐานแสดงความเป็ นมาที่ต่อเนื่องเป็ น เพราะชนเผ่าไม่มีภาษาเขียนส าหรับบันทึกไว้อย่างชัดเจน ดังน้ันข้อมูลที่ได้รับจึงมาจากการบอก เล่าของผู้อาวุโสเป็ นส่วนมาก ส่งผลให้ต้องใช้เวลานานข้ึนสา หรับกระบวนการตรวจสอบและ สังเคราะห์ข้อมูลในการน ามาจัดท าฐานข้อมูลรูปแบบโครงสร้าง (Pattern) จึงท าให้การด าเนินการ ในข้นัการร่างภาพบนกระดาษและในข้นั สร้างภาพประกอบในระบบดิจิตัลกราฟิกด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์เป็ นไปอย่างล่าช้าและมีผลกระทบท าให้การปฏิบัติงานโดยรวมคลาดเคลื่อนกว่าที่ ก าหนดไว้เป็ นอย่างมาก ข้อมูลผลการสังเคราะห์รูปแบบโครงสร้างของเครื่ องแต่งกายดังกล่าวได้จัดท าเป็ น รายงานสรุปผลการด าเนินโครงการวิจัยท้งัเป็ นรูปเล่มและบันทึกลงในแผ่นซีดีรอม (C o m p a c t Disk-CD) จา นวน ๑๑ ชุด พร้อมท้ังได้จัดทา ต้นฉบับหนังสือในระบบกราฟิ ก และระบบดิจิตัล (ส าหรับการพิมพ์สี่สีในระบบออฟเซท) จ านวน ๑๒ ชุด โดยแยกเป็ นต้นฉบับหนังสือ“ภูมิไทยชุดไทย (Prestigious Thai-dress)” สรุปฐานข้อมูลรูปแบบโครงสร้าง (Pattern) เครื่องแต่งกายทุกชนเผ่า จ านวน ๑ ชุด และต้นฉบับหนังสือแยกแสดงรายละเอียดของแต่ละชนเผ่า อีกจ านวน ๑๑ ชุด เพื่อด าเนินการพิมพ์เผยแพร่ต่อไป จากผลการด าเนินงานท าให้ท้ังนักวิจัยและสมาชิกชุมชนในพ้ืนที่ศึกษาท้ัง ๑๑ ชนเผ่า ตระหนักถึงอิทธิพลในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการด ารงอยู่ของวัฒนธรรมการแต่งกายของ ชนเผ่าตนเอง ทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้องต่างสนับสนุนและต้องการได้มีส่วนในร่วมโครงการพร้อมท้งัเสนอ ให้จัดท าโครงการต่อเนื่องในระยะยาวเพราะถือเป็ นโอกาสที่จะอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่ อัตลักษณ์วัฒนธรรมการแต่งกายของชนเผ่าให้เป็ นที่รู้จัก เข้าใจ และยอมรับต่อสมาชิก ชุมชนอื่นๆ ตลอดจนองค์กรของรัฐและเอกชนซึ่ งนอกจากจะท าให้เกิดความภาคภูมิใจใน ชาติพันธุ์ของตนเองและเกิดความสมานสามัคคีในสังคมโดยรวมแล้วยังจะเป็ นการส่งเสริ ม การผลิตและการบริโภคสินค้าหัตถกรรมของชนเผ่าท าให้เกิดการพัฒนาอาชีพและรายได้ส าหรับเป็ นแนวทาง ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกของแต่ละชนเผ่าอยา่งยงั่ยนื ต่อไปอีกทางหนึ่งด้วย
ค Abstract “Prestigious Thai-Dress” was a research project supported by National Cultural Committee of Ministry of Culture (MOC) under the policy called “2005-Year of Thai cultural value promotion”. The study aimed to use culture as a motivating power for the development of Thai society by encouraging local and national communities to understand the essential of community’s culture preservation. This strategy will help community members developing their base for the sustainability development of local handicraft production. Group research model was selected to cover a widely scope of research areas as well as the application of a Participatory Action Research (PAR) methodology for an efficient data collection process on field research activities. Selected study areas were focused on various dominant culture preserved local villages located in four provinces of Northern Thailand. Recruited communities were including Chiang mai, Lampoon, Lampang and Chiang Rai. Research population groups were eleven nationalities from the four provinces compiled with: 1) A group of four Tai tribes: Tai-Khuen, Tai-Yuan, Tai-Yai, and Tai-Lue. 2) A set of seven hill-tribes: Karen, Hmong, Yao, Lisu, Mien, Akha and Lua. Eleven teams of local experts on dressing culture were recruited as representatives for each nationality. Researchers were working together with local people by using Participatory Action Research-PAR methodology to collect information and data of community’s culture context. The study included community’s cultural evolution in costume design, production and consumption during the period of last eighty to fifty years, fifty to thirty years, and thirty yeas to present. The classification of cultural identity and costume consumption was categorized by sex, age, social status and the applications. During the final process of field study, information and data collected from each tribe was selected, analyzed and synthesized to set the Nationalities Costume Information Data Base (NCIDB) for the next research process. After the setting of NCIDB, the Graphic creation team collected details of nationalities’ costume structure information and applied for the manually creation process of 11 tribes’ dominant costume pictures. The manual creation technical started from the selection of approved costume structure photos and drawings from NCIDB then re-sketching photos on paper by using black & white including color-sketching techniques. All sketched pictures were inspected again by research teams for a digital system creation process. Approved manually sketched pictures were then transferred to the Digital Graphic Creation Team (DGCT) for the digital illustration creation methodology by the application of series of Computer Graphic Creative Software (CGCS). The approval digital sketching pictures were applied for a ready-to-publish artwork for the Color Off-Set publishing process of “Prestigious Thai-Dress” book. Research report documents were published in three different categories: 1) A Set of eleven volumes of project’s report including CD ROMs. 2) One set of “Prestigious Thai-Dress” prototype book compiled with: a comprehensive of the prototype and a CD ROM containing a ready-to-publish digital artwork of the prototype. 3) A set of eleven nationalities prototype books including 11 comprehensive book’s prototypes including CD ROMs containing a ready-to-publish digital artwork of prototypes. It was to be concluded that the application of PAR methodology led to the final successful of this research. Involved stakeholders were agreed that the project was practically and usefully so that the National Cultural Committee and Ministry of Culture should operate the project continuously as a great motivating power for the sustainability development of both local and national levels.
ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ บทคัดย่อภาษาอังกฤษ สารบัญ สารบัญภาพ ก ง ฉ บทที่ ๑ บทน า ๑.๑ ที่มาและความส าคัญของการวิจัย ๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๓ ค าถามหลักในการวิจัย ๑.๔ สถานที่ด าเนินการวิจัย ๑.๕ ระยะเวลาการด าเนินการโครงการ ๑.๖ ประโยชน์จากผลการด าเนินการวิจัย ๑.๗ การน าผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ ๑ ๒ ๒ ๒ ๓ ๓ ๓ ๓ บทที่ ๒ ข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ศึกษา ๒.๑ ชนเผ่าไทเขิน ๒.๒ ชนเผ่าไทยวน ๒.๓ ชนเผ่าไทใหญ่ ๒.๔ ชนเผา่ ไทล้ือ ๒.๕ ชนเผ่าปกาเกอะญอ ๒.๖ ชนเผ่าม้ง ๒.๗ ชนเผ่าลาหู่ ๒.๘ ชนเผ่าลีซู ๒.๙ ชนเผ่าเมี่ยน ๒.๑๐ ชนเผ่าอาข่า ๒.๑๑ ชนเผ่าละว้า ๔ ๔ ๘ ๑๓ ๒๒ ๓๔ ๔๔ ๕๖ ๗๓ ๘๗ ๑๐๕ ๑๒๑ บทที่ ๓ การส ารวจพื้นที่รวบรวมข้อมูล ประเมินผล ๓.๑ ข้นัตอนและวิธีการดา เนินงาน ๓.๒ แผนการด าเนินงาน ๑๓๙ ๑๓๙ ๑๔๕
จ สารบัญ ๓.๓.๑ การประชุมปฏิบตัิการคร้ังที่๑ ๓.๓.๒ การประชุมปฏิบตัิการคร้ังที่๒ ๓.๓.๓ การประชุมปฏิบตัิการคร้ังที่๓ ๓.๓.๔ การประชุมปฏิบตัิการคร้ังที่๔ ๓.๓ การส ารวจ เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๔ ชุมชนและสถานที่วิจัย ๓.๕ การจัดท าฐานข้อมูลโครงสร้างรูปแบบเครื่องแต่งกายและต้นฉบับ หนังสือ หน้า ๑๔๖ ๑๔๘ ๑๕๐ ๑๕๒ ๑๕๓ ๑๕๔ ๑๕๕ บทที่ ๔ รูปแบบ และโครงสร้าง(Pattern) ชุดเครื่องแต่งกาย ๔.๑ กระบวนการการศึกษารูปแบบและโครงสร้าง(Pattern) ๔.๑.๑ ประเภทของการศึกษาอัตลักษณ์ของชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่า ๔.๑.๒ ลักษณะของรูปแบบโครงสร้าง การประดับชุดเครื่องแต่งกาย ที่ออกแบบไว้โดยเฉพาะส าหรับเพศและวัย ๔.๑.๓ ข้นัตอนการดา เนินการร่างภาพ (Sketch) ๔.๑.๔ การออกแบบจัดท าต้นฉบับหนังสือ ๔.๒ ชนเผ่าไทเขิน ๔.๓ ชนเผ่าไทยวน ๔.๔ ชนเผ่าไทใหญ่ ๔.๕ ชนเผา่ ไทล้ือ ๑๕๗ ๑๕๗ ๑๕๗ ๑๕๗ ๑๔๘ ๑๕๙ ๑๖๐ ๒๐๐ ๒๔๑ ๒๘๑
ง สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๒ - ๕ กระบวนการผลิตเส้นด้าย ๖ ภาพที่ ๖ หูกทอผ้าแบบกี่กระตุก ๗ ภาพที่ ๗ หูกทอผ้าแบบกี่มือธรรมดา ๗ ภาพที่ ๘ การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ ๗ ภาพที่ ๙ อาณาจักรล้านนา ๘ ภาพที่ ๑๐ แสดงที่ต้งัของอา เภอแม่แจ่ม ๙ ภาพที่ ๑๑ แสดงแผนที่จังหวัดเชียงใหม่และอ าเภอแม่แจ่ม ๑๐ ภาพที่ ๑๒ สภาพพ้ืนที่ของอา เภอแม่แจ่ม ๑๑ ภาพที่ ๑๓ วัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทยวนของชาวบ้านอ าเภอแม่แจ่ม ๑๒ ภาพที่ ๑๔ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอในรูปแบบต่างๆ แสดงลวดลายที่เป็ นอัตลักษณ์ ของอ าเภอแม่แจ่ม ๑๒ ภาพที่ ๑๕ ขบวนรถแห่ผา้ซิ่นในงาน มหกรรมซิ่นตีนจกอา เภอแม่แจ่ม ๑๒ ภาพที่ ๑๖ แผนที่แสดงกลุ่มผู้อพยพสู่หมู่บ้านใหม่หมอกจ๋ามและหมู่บ้านเวียง หวาย ๑๕ ภาพที่ ๑๗ ชาวไทเหนือ (ไตแข่) ๑๘ ภาพที่ ๑๘ เครื่องแต่งกายของชาวไทมาวในงานพิธีต่าง ๆ ๑๙ ภาพที่ ๑๙ – ๒๐ การโพกผ้าแบบนาคาเปี๊ยะหงอน (อวดหงอน) ๑๙ ภาพที่ ๒๑ การเกล้าผมแบบ“นาคาเสียหงอน” ของหญิงสาวชาวไทเหนือ ๒๐ ภาพที่ ๒๒ เครื่องแต่งกายชายหนุ่มแต่งเฉพาะมางานเทศกาล ๒๐ ภาพที่ ๒๓ เส้นทางการอพยพเขา้มาต้งัถิ่นของ”ชาวไทล้ือ-ไทยอง” ในเมือง ล าพูน พ.ศ. ๒๓๔๘ ๒๓ ภาพที่ ๒๔ ภาพวาดบนฝาผนังวิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน ๒๔ ภาพที่ ๒๕ ภาพถ่ายทางอากาศเมืองล าพูน ๒๔ ภาพที่ ๒๖ การแต่งกายเพื่อออกไปทา งานนอกบา้นของชาวไทล้ือไทยวน เมื่อ ประมาณ ๑๕๐ ปี ๒๕
จ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๒๗ ผหู้ญิงชาวไทล้ืออา เภอเชียงคา แต่งกายไปงานทา บุญ ๒๖ ภาพที่ ๒๘ การแต่งกายของเจ้านาย และบ่าวในอดีต ๒๗ ภาพที่ ๒๙ เส้นทางการค้าทางบก ที่เชื่อมต่อดินแดนต่างๆ ในล้านนาและ บริเวณใกล้เคียง ๒๘ ภาพที่ ๓๐ เส้นทางการค้าทางบก ของพ่อค้าวัวต่าง ที่เชื่อมต่อดินแดนต่างๆ ในล้านนาและบริเวณใกล้เคียง ๒๘ ภาพที่ ๓๑ ลาต่างของพ่อค้าทางไกล ชาวจีนฮ่อ ๒๙ ภาพที่ ๓๒ ขบวนววัต่าง หยดุพกัริมฝั่งแม่น้า ปิง บนเส้นทางการคา้ทางบกใน ล้านนากับหัวเมืองใกล้เคียง ๓๐ ภาพที่ ๓๓ การจัดเวทีชาวบ้านที่หมู่บ้านประตูป่ า อ.เมือง จ.ล าพูน ๓๒ ภาพที่ ๓๔ การจัดเวที “เยาวชนคนรักวัฒนธรรม” ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ๓๒ ภาพที่ ๓๕ การประกวดธิดาชาวยองในงานฤดูหนาว จ.ล าพูน พ.ศ. ๒๕๓๕ ๓๒ ภาพที่ ๓๖ งานสืบสานวัฒธรรมชาวยอง หมู่บ้านแซมและหมู่บ้านป่ าตาล อ าเภอป่ าซาง จังหวัดล าพูน ๓๓ ภาพที่ ๓๗ เครื่องปั่นดา้ย(เกอะ หะ) ๓๘ ภาพที่ ๓๘ หมู่บ้านแม่สาใหม่ ๔๔ ภาพที่ ๓๙ ระบบเกษตรปัจจุบัน ๔๘ ภาพที่ ๔๐ เครื่องแต่งกายเพศชายและเพศหญิงชนเผา่มง้จ้วั๔๙ ภาพที่ ๔๑ ตน้หม้งั (Maj) หรือกัญชง ๕๑ ภาพที่ ๔๒ การลอกเส้นใย ๕๑ ภาพที่ ๔๓ การรีดเส้นใย ๕๒ ภาพที่ ๔๔ ซ้อหรือ เส้นด้าย ๕๒ ภาพที่ ๔๕ ก้าหรือ ต้นฮ่อม ๕๓ ภาพที่ ๔๖ โค๋ คะ คื่อ ๕๔ ภาพที่ ๔๗ โค๋ ต๊ะ เตี๊ยะ (ส าหรับท ากระโปรง) ๕๔ ภาพที่ ๔๘ โค๋ เดรีย ฌอ ๕๔
ฉ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๔๙ โค๋ โลฮา ๕๕ ภาพที่ ๕๐ - ๕๑ หีบสานสา หรับเก็บเส้ือผา้ ๕๕ ภาพที่ ๕๒ ชุมชนเผ่าลาหู่ญีหมู่บ้านขุนห้วยไส้ ๖๐ ภาพที่ ๕๓ แสดงโครงสร้างลวดลาย กากูลู้ลู้ หรือถูกีลู้ส่วนประดบัคอเส้ือ ๘๓ ภาพที่ ๕๔ แสดงโครงสร้างลวดลาย พีแหละ (ส่วนหัวไหล่) ๘๓ ภาพที่ ๕๕ - ๕๘ สภาพทวั่ ไปของพ้ืนที่ทา วิจยัหมู่บา้นมืดหลอง ๑๒๘ ภาพที่ ๕๙ การเอาเมล็ดออก “ปังคริตเตีย” ๑๓๐ ภาพที่ ๖๐ การดีดฝ้ายให้พอง “โปยฮ” ๑๓๐ ภาพที่ ๖๑ ม้วนฝ้ายเป็ นหลอด “เปลาะเตีย” ๑๓๑ ภาพที่ ๖๒ การปั่นฝ้าย ๑๓๑ ภาพที่ ๖๓ การมัดรวมฝ้าย “ร เซ็ญ กอย” ๑๓๒ ภาพที่ ๖๔ การแช่ดา้ยในน้า ๑๓๒ ภาพที่ ๖๕ การคลุกเส้นดา้ยกบัน้า แป้งเปียก ๑๓๓ ภาพที่ ๖๖ ไม้เจิงปุก (การมัดหมี่) ๑๓๔ ภาพที่ ๖๗ ใบฮ่อม (ฮละแนฮ) ๑๓๔ ภาพที่ ๖๘ การแต่งกายของผู้ใหญ่ ๑๓๕ ภาพที่ ๖๙ การแต่งกายหญิงสาวละวา้แบบด้งัเดิม ๑๓๗ ภาพที่ ๗๐ – ๗๓ ภาพสมาชิกที่เขา้ร่วมประชุมปฏิบตัิการคร้ังที่๑ ๑๔๖ ภาพที่ ๗๔ - ๗๗ ภาพสมาชิกที่เขา้ร่วมประชุมปฏิบตัิการคร้ังที่๒ ๑๔๘ ภาพที่ ๗๘ – ๘๑ ภาพบรรยากาศในการประชุมปฏิบตัิการคร้ังที่๓ ๑๕๐ ภาพที่ ๘๒–๘๕ ภาพสมาชิกที่เขา้ร่วมประชุมปฏิบตัิการคร้ังที่๔ ๑๕๒ ภาพที่ ๘๖ ตัวอย่างภาพร่าง (Sketch) แสดงลักษณะรูปแบบและโครงสร้างชุด เครื่องแต่งกายชนเผ่าต่างๆ ๑๕๙ ภาพที่ ๘๗ โครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหนา้ ๑๖๑ ภาพที่ ๘๘ โครงสร้างเส้ือก้อมด้านหลัง ๑๖๑ ภาพที่ ๘๙ ภาพถ่ายเตี่ยวสะดอ ๑๖๑ ภาพที่ ๙๐ แสดงโครงสร้างเตี่ยวสะดอ ๑๖๒ ภาพที่ ๙๑ แสดงโครงสร้างดา้นหนา้ของเส้ือผชู้ายสา หรับงานพิธีการ ๑๖๒
ช สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๙๒ แสดงโครงสร้างดา้นหลงัของเส้ือผชู้ายสา หรับงานพิธีการ ๑๖๒ ภาพที่ ๙๓ เส้ือปั๊ดไหมจีน ๑๖๓ ภาพที่ ๙๔ เส้ือปั๊ดนวมทา ดว้ยผา้กา มะหยี่๑๖๓ ภาพที่ ๙๕ เส้ือปั๊ดผา้ฝ้ายที่ใชส้วมใส่ในเทศกาลต่างๆ ๑๖๓ ภาพที่ ๙๖ แสดงโครงสร้างดา้นหนา้เส้ือปั๊ดผหู้ญิง ๑๖๔ ภาพที่ ๙๗ แสดงโครงสร้างดา้นหลงัเส้ือปั๊ดผหู้ญิง ๑๖๔ ภาพที่ ๙๘ รูปแบบของผ้าซิ่นที่ใชที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ้ทวั่ ไปของเจา้นาย สตรีในราชส านัก ๑๖๕ ภาพที่ ๙๙ รูปแบบของผา้ซิ่นผา้ฝ้ายที่ใชผ้ลดัเวลาอาบน้า ของเจา้นายสตรีใน ราชส านัก ๑๖๖ ภาพที่ ๑๐๐ รูปแบบของผา้ซิ่นผา้ฝ้ายชุดแบบพิธีการของชาวไทเขินสา หรับเด็ก (๑) ๑๖๖ ภาพที่ ๑๐๑ รูปแบบของผา้ซิ่นผ้าฝ้ายชุดแบบพิธีการของชาวไทเขินส าหรับเด็ก (๒) ๑๖๖ ภาพที่ ๑๐๒ รูปแบบของผา้ซิ่นผา้ฝ้ายชุดแบบพิธีการของชาวไทเขินสา หรับเด็ก (๓) ๑๖๖ ภาพที่ ๑๐๓ รูปแบบของผา้ซิ่นทา ดว้ยผา้ไหมใชที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ้และงาน พิธีการ(๑) ๑๖๗ ภาพที่ ๑๐๔ รูปแบบของผา้ซิ่นทา ดว้ยผา้ไหมใชที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ้และงาน พิธีการ(๒) ๑๖๗ ภาพที่ ๑๐๕ รูปแบบของผา้ซิ่นทา ดว้ยผา้ไหมใชที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ้และงาน พิธีการ(๓) ๑๖๗ ภาพที่ ๑๐๖ รูปแบบของผา้ซิ่นทา ดว้ยผา้ไหมใชท้ ี่ใชใ้นชีวิตประจา วนัและงาน พิธีการ(๔) ๑๖๗ ภาพที่ ๑๐๗ รูปแบบของผา้ซิ่นทา ดว้ยผา้ไหมใชที่ใช้ในชีวิตประจ าวันและงาน ้ พิธีการ(๕) ๑๖๘
ซ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑๐๘ รูปแบบของผา้ซิ่นก่านคอควายทา ดว้ยผา้ฝ้ายใชที่ใช้ใน ้ ชีวิตประจ าวันประจ าวันและงานพิธีการ ๑๖๘ ภาพที่ ๑๐๙ ผา้ซิ่น “ค าเคิบ” หรือ “ซิ่นไหมคา ” ๑๖๘ ภาพที่ ๑๑๐ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๑๗๐ ภาพที่ ๑๑๑ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงที่ใช้ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๗๐ ภาพที่ ๑๑๒ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงที่ใช้ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันในช่วง ระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๑๗๑ ภาพที่ ๑๑๓ การแต่งกายของหญิงสาวอายุประมาณ ๑๕ – ๑๘ ปี ชาวไทยเขิน บ้านสันก้างปลาประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๔ ๑๗๒ ภาพที่ ๑๑๔ ผา้ซิ่นผา้ฝ้ายผหู้ญิงวยัผใู้หญ่ใชที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ้ ประจ าวัน ๑๗๒ ภาพที่ ๑๑๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๑๗๓ ภาพที่ ๑๑๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๗๔ ภาพที่ ๑๑๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๑๗๔ ภาพที่ ๑๑๘ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๑๗๕ ภาพที่ ๑๑๙ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๗๖ ภาพที่ ๑๒๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๑๗๗ ภาพที่ ๑๒๑ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๑๗๘
ฌ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑๒๒ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๗๘ ภาพที่ ๑๒๓ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๑๗๙ ภาพที่ ๑๒๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๘๐ ปี- ๕๐ ปี ๑๘๐ ภาพที่ ๑๒๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๕๐ ปี- ๒๐ ปี ๑๘๑ ภาพที่ ๑๒๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๑๘๒ ภาพที่ ๑๒๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ ปี- ๕๐ ปี ๑๘๓ ภาพที่ ๑๒๘ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ ปี- ๒๐ ปี ๑๘๓ ภาพที่ ๑๒๙ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๑๘๔ ภาพที่ ๑๓๐ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี- ๕๐ ปี ๑๘๕ ภาพที่ ๑๓๑ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี- ๒๐ ปี ๑๘๖ ภาพที่ ๑๓๒ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๑๘๗ ภาพที่ ๑๓๓ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๑๘๘ ภาพที่ ๑๓๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๘๘ ภาพที่ ๑๓๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๑๘๙
ญ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑๓๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๑๙๐ ภาพที่ ๑๓๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๙๑ ภาพที่ ๑๓๘ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๑๙๑ ภาพที่ ๑๓๙ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๑๙๒ ภาพที่ ๑๔๐ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๙๓ ภาพที่ ๑๔๑ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๑๙๔ ภาพที่ ๑๔๒ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๑๙๔ ภาพที่ ๑๔๓ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๙๕ ภาพที่ ๑๔๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๑๙๖ ภาพที่ ๑๔๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๑๙๗ ภาพที่ ๑๔๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๑๙๘ ภาพที่ ๑๔๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๑๙๙ ภาพที่ ๑๔๘ โครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหนา้ ๒๐๓ ภาพที่ ๑๔๙ โครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหลงั๒๐๓ ภาพที่ ๑๕๐ ผ้าห่มตาแสงหรือผ้าห่มตาโก้ง ๒๐๓ ภาพที่ ๑๕๑ ภาพเตี่ยวสะดอแบบขาส้ัน ๒๐๔
ฎ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑๕๒ แสดงโครงสร้างเตี่ยวสะดอ ๒๐๔ ภาพที่ ๑๕๓ แสดงชิ้นส่วนโครงสร้างเส้ือดา้นหนา้ ๒๐๕ ภาพที่ ๑๕๔ แสดงชิ้นส่วนโครงสร้างเส้ือดา้นหลงั๒๐๕ ภาพที่ ๑๕๕ ส่วนประกอบต่างๆ ของผา้ซิ่น ๒๐๗ ภาพที่ ๑๕๖ – ๑๕๗ แสดงวิธีการเกล้ามวยผมของสตรีไทยวนอ าเภอแม่แจ่ม ๒๐๗ ภาพที่ ๑๕๘ แสดงโครงสร้างเส้ือหมอ้ฮ่อมดา้นหนา้ ๒๐๙ ภาพที่ ๑๕๙ แสดงโครงสร้างเส้ือม่อฮ่อมดา้นหลงั๒๐๙ ภาพที่ ๑๖๐ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๑๐ ภาพที่ ๑๖๑ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๑๑ ภาพที่ ๑๖๒ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๑๒ ภาพที่ ๑๖๓ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๑๓ ภาพที่ ๑๖๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๑๔ ภาพที่ ๑๖๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๑๕ ภาพที่ ๑๖๖ ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ ปี – ๕๐ ปี ๒๑๖ ภาพที่ ๑๖๗ ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี ๒๑๖ ภาพที่ ๑๖๘ ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๑๗
ฏ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑๖๙ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๑๘ ภาพที่ ๑๗๐ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๑๙ ภาพที่ ๑๗๑ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๒๒๐ ภาพที่ ๑๗๒ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๘๐ ปี- ๕๐ ปี ๒๒๑ ภาพที่ ๑๗๓ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๕๐ ปี- ๒๐ ปี ๒๒๒ ภาพที่ ๑๗๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๒๒๓ ภาพที่ ๑๗๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ๒๒๔ ภาพที่ ๑๗๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี ๒๒๕ ภาพที่ ๑๗๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี– ปัจจุบัน ๒๒๖ ภาพที่ ๑๗๘ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงในแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ๒๒๗ ภาพที่ ๑๗๙ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี ๒๒๗ ภาพที่ ๑๘๐ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงในแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๒๘ ภาพที่ ๑๘๑ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการในช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๒๙
ฐ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑๘๒ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการในช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๓๐ ภาพที่ ๑๘๓ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๓๑ ภาพที่ ๑๘๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๓๒ ภาพที่ ๑๘๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๓๒ ภาพที่ ๑๘๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี -ปัจจุบัน ๒๓๓ ภาพที่ ๑๘๗ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๓๔ ภาพที่ ๑๘๘ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๓๔ ภาพที่ ๑๘๙ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๒๓๕ ภาพที่ ๑๙๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๓๖ ภาพที่ ๑๙๑ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๓๗ ภาพที่ ๑๙๒ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๓๗ ภาพที่ ๑๙๓ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๓๘ ภาพที่ ๑๙๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๓๙ ภาพที่ ๑๙๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๓๙ ภาพที่ ๑๙๖ ชุดเครื่องแต่งกายของชาวไตแข่ ๒๔๑
ฑ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑๙๗ ชุดเครื่องแต่งกายของชาวไตม่าน ๒๔๑ ภาพที่ ๑๙๘ การแต่งกายแบบพิธีการในช่วงเทศกาลของชาวไตแข่เมืองขอน ๒๔๒ ภาพที่ ๑๙๙ รูปแบบชุดเครื่องแต่งกายในชีวิตประจ าวันของชาวไตแข่เมือง ขอน ๒๔๒ ภาพที่ ๒๐๐ การแต่งกายแบบพิธีการส าหรับการแสดงของชาวไตม่าน ในงานสงกรานต์เมืองมาว ๒๔๓ ภาพที่ ๒๐๑ หญิงสาวชาวไตมาวในเมืองมาวแต่งกายในแบบชีวิตประจ าวัน แบบไตม่าน ๒๔๔ ภาพที่ ๒๐๒ หญิงสาวชาวไตมาวจากเมืองน้า คา ฟ้อนร าในวนัสงกรานต์๒๔๔ ภาพที่ ๒๐๓ การแต่งกายแบบพิธีการของชาวไตมาวในปัจจุบัน(๑) ๒๔๔ ภาพที่ ๒๐๔ การแต่งกายแบบพิธีการของชาวไตมาวในปัจจุบัน(๒) ๒๔๔ ภาพที่ ๒๐๕ ผา้ซิ่นของเจา้นางฟ้า (เจา้หญิง) ทอลวดลายดว้ยเส้นเงินและเส้น ทอง ๒๔๕ ภาพที่ ๒๐๖ ผา้ซิ่นทั่วไปทอด้วยเส้นด้ายหรือไหมอาจแทรกดิ้นเงินดิ้นทอง แทนเส้นเงินและเส้นทอง ๒๔๕ ภาพที่ ๒๐๗ ชุดเครื่องแต่งกายผชู้ายแบบพิธีการจากเมืองมาวใชเ้ส้ือแบบผ่าหน้า ๒๔๖ ภาพที่ ๒๐๘: ชุดเครื่องแต่งกายผชู้ายแบบพิธีการจากเมืองมาวใชเ้ส้ือแบบผ่า หน้า ๒๔๗ ภาพที่ ๒๐๙: ชุดเครื่องแต่งกายผชู้ายแบบพิธีการจากเมืองมาวใชเ้ส้ือแบบหนา้ ป้าย ๒๔๗ ภาพที่ ๒๑๐ รูปแบบของเส้ือป้ายในปัจจุบนั๒๔๘ ภาพที่ ๒๑๑ โครงสร้างเส้ือป้ายดา้นหนา้ ๒๔๘ ภาพที่ ๒๑๒ โครงสร้างเส้ือป้ายดา้นหลงั๒๔๘ ภาพที่ ๒๑๓ ผ้านุ่งมีแถบสองช้นัสา หรับคนที่คา้ขาย ๒๔๙ ภาพที่ ๒๑๔ โครงสร้างเส้ือป้ายของผชู้ายดา้นหนา้ ๒๔๙ ภาพที่ ๒๑๕ โครงสร้างเส้ือป้ายของผชู้ายดา้นหลงั๒๔๙ ภาพที่ ๒๑๖ โครงสร้างกางเกงของผู้ชายชาวไทใหญ่ ๒๕๐
ฒ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๒๑๗ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๕๑ ภาพที่ ๒๑๘ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๕๑ ภาพที่ ๒๑๙ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๕๒ ภาพที่ ๒๒๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๕๓ ภาพที่ ๒๒๑ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๕๓ ภาพที่ ๒๒๒ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ - ปัจจุบัน ๒๕๔ ภาพที่ ๒๒๓ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๕๕ ภาพที่ ๒๒๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๕๕ ภาพที่ ๒๒๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี – ปัจจุบัน ๒๕๖ ภาพที่ ๒๒๖ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๕๗ ภาพที่ ๒๒๗ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๕๗ ภาพที่ ๒๒๘ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี – ปัจจุบัน ๒๕๘ ภาพที่ ๒๒๙ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๕๙
ณ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๒๓๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ในช่วงระยะประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๕๙ ภาพที่ ๒๓๑ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี – ปัจจุบัน ๒๖๐ ภาพที่ ๒๓๒ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๖๐ ภาพที่ ๒๓๓ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๖๑ ภาพที่ ๒๓๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๖๒ ภาพที่ ๒๓๕ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในพิธีการในช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๖๓ ภาพที่ ๒๓๖ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๖๔ ภาพที่ ๒๓๗ งานวันเข้าพรรษาที่วัดป่ าเป้า ๒๖๔ ภาพที่ ๒๓๘ นักเรียนบ้านเวียงหวายแต่งกายแบบชนชาวไทใหญ่ในทุกวันศุกร์ ๒๖๔ ภาพที่ ๒๓๙ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงในแบบพิธีการในช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี ถึง ปัจจุบัน ๒๖๕ ภาพที่ ๒๔๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๖๖ ภาพที่ ๒๔๑ แสดงภาพบรรยากาศงานเทศกาลปี ใหม่ ของชาวไทใหญ่ ๒๖๖ ภาพที่ ๒๔๒ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๖๗ ภาพที่ ๒๔๓ การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ถึง ปัจจุบัน ๒๖๗ ภาพที่ ๒๔๔ ไตขอน บ้านฝาเผ่ เมืองขอน ที่ถูกเรียกว่า ไตแข่แต่งแบบเดิมท้งั ในชีวิตประจ าวันและในงานพิธีกรรมต่าง ๆ (พ.ศ.๒๕๓๗) ๒๖๘
ด สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๒๔๕– ๒๔๖ เส้ือป้ายชุดแต่งกายที่ไดจ้ากหมู่บา้นเวียงหวาย เส้ือเขียวจากร้านตดัผา้ไตที่บา้นใหม่หมอกจ๋าม พ.ศ.๒๕๔๘ ๒๖๘ ภาพที่ ๒๔๗- ๒๔๘ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ในปัจจุบัน ๒๖๙ ภาพที่ ๒๔๙ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๖๙ ภาพที่ ๒๕๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการแบบไทแข่ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๗๐ ภาพที่ ๒๕๑ หญิงวัยชราแต่งกายแบบไทมาวมาร่วมงานประจ าปี ๒๗๑ ภาพที่ ๒๕๒ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๗๑ ภาพที่ ๒๕๓ รูปแบบซิ่นผา่ที่ตดัเยบ็จากผา้ฝ้ายสลบักบัการทอดิ้นเงิน และดิ้น ทองให้เกิดเป็ นลวดลายตามแบบด้งัเดิม ๒๗๒ ภาพที่ ๒๕๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๒๗๒ ภาพที่ ๒๕๕ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๗๓ ภาพที่ ๒๕๖ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๗๔ ภาพที่ ๒๕๗ - ๒๕๘ เด็กผู้ชายในชุดเครื่องแต่งกายแบบบรรยากาศในงาน ประเพณีของชาวไทใหญ่ ๒๗๔ ภาพที่ ๒๕๙ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๗๕ ภาพที่ ๒๖๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๗๕
ต สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๒๖๑ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๗๖ ภาพที่ ๒๖๒ จายสายมาว นักร้องชายยอดนิยม ๒๗๗ ภาพที่ ๒๖๓ - ๒๖๔ รูปแบบชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายชนเผ่าไทใหญ่ในยุคปัจจุบัน จากเมืองมาว ๒๗๗ ภาพที่ ๒๖๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๗๘ ภาพที่ ๒๖๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๗๘ ภาพที่ ๒๖๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๗๙ ภาพที่ ๒๖๘ ลุงขุนมหา อู๋ค าสร้อย ครูหมอไตคนสุดท้าย ๒๘๐ ภาพที่ ๒๖๙ ชุดเครื่องแต่งกายของชายชราชนเผ่าไทใหญ่ ๒๘๐ ภาพที่ ๒๗๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๘๐ ภาพที่ ๒๗๑ แสดงโครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหนา้ ๒๘๒ ภาพที่ ๒๗๒ แสดงโครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหลงั๒๘๒ ภาพที่ ๒๗๓ รูปแบบของผา้ซิ่นก่านคอควาย ๒๘๓ ภาพที่ ๒๗๔ ภาพเตี่ยวสะดอ ๒๘๔ ภาพที่ ๒๗๕ แสดงโครงสร้างเตี่ยวสะดอ ๒๘๔ ภาพที่ ๒๗๖ เส้ือปั๊ดผหู้ญิงไทยล้ือ อ.เชียงคา จ.พะเยา ๒๘๕ ภาพที่ ๒๗๗ แสดงชิ้นส่วนโครงสร้างเส้ือป้ายดา้นหนา้ ๒๘๕ ภาพที่ ๒๗๘ แสดงชิ้นส่วนโครงสร้างเส้ือดา้นหลงั๒๘๕ ภาพที่ ๒๗๙ - ๒๘๐ เส้ือในแบบพิธีการของผชู้ายชาวไทล้ือ ภาพที่ ๒๘๑ แสดงโครงสร้างเส้ือผชู้ายดา้นหนา้ ๒๘๖ ภาพที่ ๒๘๒ แสดงโครงสร้างเส้ือผชายด้านหลังู้ ๒๘๖
ถ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๒๘๓ ภาพผา้ซิ่นชาวไทล้ือจากแหล่งต่างๆ ๒๘๗ ภาพที่ ๒๘๔ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๘๘ ภาพที่ ๒๘๕ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๘๙ ภาพที่ ๒๘๖ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี – ปัจจุบัน ๒๙๐ ภาพที่ ๒๘๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วง ระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๙๑ ภาพที่ ๒๘๘ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๒๙๒ ภาพที่ ๒๘๙ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๙๒ ภาพที่ ๒๙๐ ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๒๙๓ ภาพที่ ๒๙๑ ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วง ระยะประมาณ ๕๐ ปี – ๒๐ ปี ๒๙๔ ภาพที่ ๒๙๒ ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวันช่วง ระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๒๙๕ ภาพที่ ๒๙๓ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๒๙๕ ภาพที่ ๒๙๔ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี ๒๙๖ ภาพที่ ๒๙๕ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๒๙๗ ภาพที่ ๒๙๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ๒๙๘ ภาพที่ ๒๙๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี- ๒๐ ปี ๒๙๙
ท สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๒๙๘ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๒๙๙ ภาพที่ ๒๙๙ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ๓๐๐ ภาพที่ ๓๐๐ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี ๓๐๑ ภาพที่ ๓๐๑ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี ถึงปัจจุบัน ๓๐๒ ภาพที่ ๓๐๒ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ๓๐๒ ภาพที่ ๓๐๓ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี ๓๐๓ ภาพที่ ๓๐๔ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี– ปัจจุบัน ๓๐๔ ภาพที่ ๓๐๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ๓๐๔ ภาพที่ ๓๐๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ๓๐๕ ภาพที่ ๓๐๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการช่วงระยะ ประมาณ ๒๐ปี -ปัจจุบัน ๓๐๖ ภาพที่ ๓๐๘ ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะ ประมาณ ๘๐ ปี – ๕๐ ปี ๓๐๗ ภาพที่ ๓๐๙ ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี – ๒๐ ปี ๓๐๗ ภาพที่ ๓๑๐: ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน ๓๐๘ ภาพที่ ๓๑๑ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ๓๐๙
ธ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๓๑๒ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการ ๓๐๙ ภาพที่ ๓๑๓ ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๓๑๐ ภาพที่ ๓๑๔ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ๓๑๑ ภาพที่ ๓๑๕ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี- ๒๐ ปี ๓๑๒ ภาพที่ ๓๑๖ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๓๑๒ ภาพที่ ๓๑๗ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ๓๑๓ ภาพที่ ๓๑๘ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี ๓๑๔ ภาพที่ ๓๑๙ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ๓๑๕
บทที่ ๑ บทน ำ ๑.๑ ที่มำและควำมส ำคัญของกำรวิจัย ปัจจุบันรัฐบาลมุ่งฟ้ืนฟูและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คนในสังคมได้ เล็งเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา ลักษณะการด ารงชีวิต เป็ นต้น ซ่ึงสิ่ง เหล่าน้ีไดม้ีการสะสมดดัแปลงใหเ้หมาะสมแก่ยุคสมัย และถ่ายทอดจากบรรพบุรุษใหแ้ก่บุตรหลาน ต่อมา เป็ นการแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากชนชาติอื่นๆ อย่างชัดเจน โดยกระทรวง วัฒนธรรมซึ่ งมีหน้าที่หลักส าคัญประการหนึ่ ง คือ การใช้วัฒนธรรมเป็ นพลังขับเคลื่อนในการ พัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุดด้วยวิธีการหาแนวทาง ส่งเสริมการผลิตสื่อประเภทต่างๆ ที่มีคุณค่าทางศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมไทย จึงได้ประกาศให้ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็ น “ปี แห่งการส่งเสริ มคุณค่าวัฒนธรรมไทย” ดังน้ันเพื่อเป็นการสืบทอด เจตนารมณ์ตามนโยบายของรัฐบาล ส านักวิจัยและพัฒนาทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมได้ ตระหนักถึงวัฒนธรรมการแต่งกาย ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป ของผคู้นในแต่ละถิ่น วัฒนธรรมการแต่งกาย หรือวิธีการปกคลุมร่างกายของแต่ละชนชาติแต่ละเผ่าพนัธุ์น้นัยอ่มมี ความแตกต่างกันในเรื่องการใช้วัสดุ และวิธีการตัดเย็บเพื่อให้เหมาะกับการสวมใส่ตามสภาพ ภูมิศาสตร์ของแต่ละทอ้งถิ่น ความสวยงาม ความสะดวกสบาย ชนเผ่าไท ในอาณาจักรไทเดิม อันยิ่งใหญ่ ก็นับเป็ นอีกหนึ่ ง ชนเผ่าส าคัญของโลก ที่มี รากเหง้า ทางวัฒนธรรมการแต่งกาย ที่ประณีตหลากหลายควรค่าแก่การอนุรักษ์ ในปัจจุบันรูปแบบที่เป็ นเสมือนตัวอย่างของเครื่องแต่งกายที่ได้รับการออกแบบให้เป็ น ตวัแทนเครื่องแต่งกายประจา ชาติไทยมีอยู่มากมาย ข้ึนอยู่กับ ค่านิยม ประเพณีวฒันธรรม และ บริบทต่างๆ รวมท้งัความแตกต่างของกลุ่มอายุเพศและวยั ในบรรดาชุดประจา ชาติเหล่าน้นั ชุดที่ ตัดเย็บตามแนวพระราชด าริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็ นที่ยอมรับและนิยมใน กลุ่มสุภาพสตรีทุกระดับ ส่วนชุดไทยพระราชทานก็ถือเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ทวั่ ไปส าหรับกลุ่ม สุภาพบุรุษทุกระดับเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดความนิยมบริโภค สินค้าไทยท าให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ผ้าไทย จึงเกิดกระแสความต้องการ เครื่องแต่งกายในรูปแบบของชุดไทยเป็ นอย่างมาก แต่เนื่องจากผู้บริโภคมีความพึงพอใจและ รสนิยมที่แตกต่างในดา้น รูปแบบ ลวดลายสีสันและเทคนิคการตดัเยบ็ดงัน้นัการตอบสนองความ ต้องการที่หลากหลายต่อการบริโภคดังกล่าว รวมไปถึงการส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้
๒ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและเป็นการเพิ่มทางเลือกของรูปแบบผา้ไทยให้มีคุณค่า เหมาะกบั การสวมใส่ จึงจ าเป็ นต้องมีการศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรากฐานวัฒนธรรมและความนิยมใน การออกแบบ สร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกายของแต่ละทอ้งถิ่นรวมท้งัรสนิยมการบริโภคผลิตภณัฑ์ ผา้ไทยในปัจจุบนัตามลกัษณะชนช้นัเพศ และวยัเพื่อสร้างสรรค์การออกแบบชุดไทยที่มีคุณค่า และเป็ นที่ต้องการต่อไป ๑.๒ วัตถุประสงค ์ของกำรวิจัย ๑.๒.๑ เพื่อศึกษาวัฒนธรรมการแต่งกาย เอกลักษณ์ชุดเครื่องแต่งกายของชนเผ่าต่างๆ จ านวน ๑๑ ชาติพันธุ์ (ไทเขิน ไทยวน ไทใหญ่ไทล้ือ ปกาเกอะญอ มง้ลาหู่ลีซอเมี่ยน อาข่าลวัะ) ๑.๒.๒ เพื่อน าความรู้เรื่องรูปแบบวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ และการบริโภคชุดเครื่องแต่งกายของ แต่ละชาติพันธุ์ในข้อ ๑.๒.๑ มาจัดท าฐานข้อมูลรูปแบบโครงสร้าง (Pattern) ในระบบดิจิตัลที่ใช้ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบช่วยในการออกแบบ (Computer Aided Design System-CADS) ส าหรับประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกายไทย และพิมพ์เผยแพร่ในข้นัต่อไป ๑.๒.๓ เพื่อศึกษาการแต่งกายในความหมายทางสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ๑.๓ ค ำถำมหลักในกำรวิจัย ๑.๓.๑ การออกแบบสร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกายที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของวัฒนธรรม ของแต่ละชาติพันธุ์ มีลักษณะเด่นของส่วนประกอบต่างๆ เป็ นอย่างไร ๑.๓.๒ การแต่งกายในความหมายทางสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ๑.๓.๓ การน าเครื่องแต่งกายไปใช้มีการแบ่งตามสถานะทางสังคม บริบท เทศกาล เพศ และวัยอย่างไร ๑.๔ สถำนที่ด ำเนินกำรวิจัย ๑.๔.๑ ชุมชนวัดสันก้างปลา บ้านสันก้างปลา หมู่ที่ ๖ ต าบลทรายมูล อ าเภอสันก าแพง จังหวัด เชียงใหม่ ตัวแทนกลุ่มไทเขิน ๑.๔.๒ ชุมชนบา้นช่างเคิ่งอ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนกลุ่มไทยวน ๑.๔.๓ ชุมชนวัดป่ าเป้า อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนกลุ่มไทใหญ่ ๑.๔.๔ ชุมชนบ้านประตูป่ า ต.ประตูป่ า อ.เมือง จ.ล าพูน ชุมชนบ้านแซม และชุมชนบ้านป่ าตาล ต.ม่วงน้อย อ.ป่ าซาง จ.ล าพูน ชุมชนบ้านหย่วน ต.บ้านหย่วน อ.เชียงค า จ.พะเยา ตัวแทนกลุ่มไทล้ือ
๓ ๑.๔.๕ ศูนย์กลางการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขา ส านักงาน IMPECT จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนกลุ่มชาวเขา ๗ เผ่า (ปกาเกอะญอ ม้ง ลาหู่ลีซูเมี่ยน อาข่า ลัวะ) ๑.๕ ระยะเวลำกำรด ำเนินกำรโครงกำร ระยะเวลา ๑ ปี ๑.๖ ประโยชน์จำกผลกำรด ำเนินกำรวิจัย ๑.๖.๑ ชุมชนท้งั๑๑ ชาติพนัธุ์ (ไทเขิน ไทยวน ไทใหญ่ ไทล้ือ ปกาเกอะญอ ม้ง ลาหู่ลีซอ เมี่ยน อาข่า ลัวะ) ได้รู้จักและตระหนักถึงคุณค่าของชุดเครื่องแต่งกายตามวัฒนธรรมของตนเอง ๑.๖.๒ ไดแ้บบอยา่งของเครื่องแต่งกายไทยที่สามารถพฒันาใหค้นไทยทวั่ ไปสามารถสวม ใส่ได้ในโอกาสต่างๆ ๑.๗ กำรน ำผลกำรวิจัยไปใช้ประโยชน์ ๑.๗.๑ อนุรักษ์ สืบสาน องค์ความรู้เรื่องเครื่องแต่งกายของชนเผ่า ๑๑ ชาติพันธุ์ (ไทเขิน ไทยวน ไทใหญ่ไทล้ือ ปกาเกอะญอ มง้ลาหู่ลีซอเมี่ยน อาข่าลวัะ) ๑.๗.๒ น าความรู้เรื่องการแต่งกายของชนเผ่าในข้อ ๑.๗.๑ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ เครื่องแต่งกายในชีวิตประจ าวัน ๑.๗.๓ เป็นการเพิ่มทางเลือกในการออกแบบเครื่องแต่งกายแก่วงการแฟชนั่ ไทย
บทที่ ๒ ข ้ อมูลพ ื้นฐานของพ ื้นท ี่ศ ึ กษา ๒.๑ ชนเผ่าไทเขิน พื้นที่ศึกษาบ้านสันก้างปลา หมู่ที่๖ ต าบลทรายมูลอา เภอสันกา แพงจังหวัดเชียงใหม่ นักวิจัย พระครูสิทธิปัญญาภรณ์ ผู้ช่วยวิจัย พระมหาสกุล มหาวีโร _____________________________________________________________________ ๒.๑.๑ บริบทชุมชน ชุมชนเผ่าไทเขินอ าเภอสันก าแพงต้งัหลกัแหล่งใหญ่อยู่บริเวณหมู่บ้านสันก้างปลา รวมท้งั หมู่บ้านทรายมูล หมู่บ้านหัวทุ่ง และหมู่บ้านม่วงม้า ต าบลทรายมูล อ าเภอสันก าแพง จังหวัด เชียงใหม่ สภาพภูมิประเทศมีลักษณะเป็ นที่ราบลุ่มสลับเนินดินประกอบด้วยสวนผลไม้และทุ่งนา ชาวบ้านปลูกบ้านอยู่ค่อนข้างห่างกันโดยบริเวณพ้ืนที่ของบา้นแต่ละหลงัจะมีพ้ืนที่ท าประโยชน์หลายๆ ด้าน เช่น ปลูกต้นไม้ผล พืชผักสวนครัว และเล้ียงสัตว์พร้อมท้งัท าอุตสาหกรรมในครัวเรือนเช่น การทอผ้าเป็ นต้น ภาพที่ ๑:แผนที่พ้ืนที่ศึกษาชุมชนไทเขิน หมบู่า้นสันกา้งปลา ตา บลทรายมูลอา เภอสันกา แพงจงัหวดัเชียงใหม่ ที่มา: ภาควิชาการวางแผนภาคเมืองและชุมชน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๕ การเขา้มาต้งัถิ่นฐานของชุมชนชาวไทเขินหมู่บ้านสันก้างปลาสันนิษฐานว่าบรรพบุรุษอพยพมาจาก เมืองเชียงตุงในระยะที่พระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้กวาดต้อนผู้คนมาไว้ที่เมือง เชียงใหม่ตามที่ไกรศรี นิมมานเหมินทร์ (๒๕๒๔ : ๒๒๑) ในยุค “เก็บผักใส่ ซ้ า เก็บข้าใส่ เมือง” เนื่องจากเมื่อรวบรวมก าลังขับไล่พม่าออกไปจากเชียงใหม่แล้วแต่ก็ยังเป็ นเมืองร้างเพราะประชาชนที่ อาศัยอยู่เดิมถูกกวาดต้อนออกไปหรือหลบหนีภัยสงครามไปอยู่ตามป่ าเขา ท าให้พระเจ้ากาวิละต้องต้งั ฐานทัพอยู่ที่เวียงป่ าซาง (จังหวัดล าพูน) ถึง ๑๔ ปี เพื่อรวบรวมก าลังคนต้งัเชียงใหม่ให้เป็นเมือง หลวงอีกคร้ังหน่ึง โดยนอกจากจะใช้วิธีการเกล้ียกล่อมชกัจูงให้ประชาชนกลบัมาต้งัหลกัแหล่งยัง ถิ่นเดิมของตน ดงัคา ประกาศของพระยาอุปราชธรรมลงักาว่า “ลวัะห้ือ(ให้) ออกมาแป๋ งไฮ่ (สร้าง ไร่) ไทห้ือออกมาแป๋ งนา (สร้างนา)” (ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงใหม่, ๒๕๓๘ : ๑๒๖) แล้วยังส่งกองทัพออกไปกวาดต้อนเอาผู้คนจากเมืองอื่นๆ เช่นปี พ.ศ. ๒๓๔๗ ส่งพระยาอุปราชธรรมลังกาให้ยกกองทัพไปตี เมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมือง กาย เมืองเลน เมืองเชียงขาง เมืองวะ เมืองลวง เมืองหุน เมืองแจ เมืองฮาย เมืองเชียงเจิง เมืองท่า ล่อ เมืองพาน เมืองม้า เมืองล้า เมืองวัง เมืองมาง เมืองขวง เมืองถาด เมืองขางและเมืองสูง (สงวน โชติสุขรัตน์, ๒๕๑๔ : ๔๘๔) ต้อนไพร่พลมาใส่บ้านเมือง โดยให้แยกย้ายไปต้งัถิ่นฐานใน ท้องที่ต่าง ๆ ของเชียงใหม่ซ่ึงปัจจุบนัคือเขตพ้ืนที่บริเวณอ าเภอเมือง อ าเภอสันทราย อ าเภอดอย สะเก็ด อ าเภอสันก าแพงรวมท้ังพ้ืนที่บริเวณจังหวดัล าพูนและจังหวัดใกล้เคียงโดยชุมชนใหม่ เหล่าน้นัก็ยงัคงต้งัชื่อหมู่บ้านตามชุมชนเดิมของตน (สงวน โชติสุขรัตน์, ๒๕๑๒: ๑๘๖) แต่ชาวไท เขินหมู่บ้านสันก้างปลาต้ังชื่อหมู่บ้านให้สัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศ ดังที่อุสาห์ ปูอินต๊ะ (ผู้ทรงคุณวุฒิของชุมชน) อธิบายเรื่องราวของการต้งัชื่อหมู่บ้านสันก้างปลา ว่าไดต้้งัตามชื่อของ ตน้กา้งปลาที่ข้ึนอยบู่ริเวณที่ต้งัของหมู่บา้น ๒.๑.๑.๑วัฒนธรรมและประเพณี ๑) ประเพณีตานข้าวใหม่ ประเพณีตาน (ถวายทาน) ข้าวใหม่น้ีจะมีข้ึนประมาณต้นเดือนมกราคมหรือเดือน สี่เหนือ หลังการเก็บเกี่ยวข้าว จากการท านาซึ่ งท าเพียงปี ละหนึ่ งคร้ังในช่วงเดือนกรกฎาคมถึง มกราคม ผลผลิตที่ได้เรียกว่าข้าวปี นับได้ว่าข้าวเป็ นทรัพยากรเกษตรหลักของชาวไทเขินบ้านสัน ก้างปลา ดังมีค ากล่าวว่า “ข้าวอยู่ยังหลอง (ยุ้งข้าว) แล้ว สบายไปตลอดปี” ดงัน้นั จึงมีพิธีการบูชา ข้าว “ฮ้อง(เรียก) ขวัญข้าว” ในเวลาที่ข้าวยังอยู่ในทุ่งนา รวมท้งัเวลาน าข้าวจากลานนวดไปเก็บยังยุ้งฉาง ของตนเองในหมู่บ้าน ในประเพณีตานข้าวใหม่ชาวบ้านจะน าข้าวเปลือกและข้าวสาร มารวมกันที่วัดเพื่อ ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ในวัด ด้วยความเชื่อว่าต้องถวายข้าวที่เก็บเกี่ยวจากทุ่งนาแด่พระภิกษุก่อนที่จะ น าไปบริโภคในชีวิตประจ าวัน เพื่อความเป็ นศิริมงคลต่อชีวิตและครอบครัวและเพื่ออุทิศส่วนกุศล แด่ บรรพบุรุษ ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วที่มีคุณูปการได้บุกเบิกสร้างไร่สร้างนาให้แก่ลูกหลาน
๖ ปัจจุบันรูปแบบของประเพณีการตานข้าวใหม่บางส่วนได้เปลี่ยนแปลงไปจากการถวายข้าวและ อาหาร มาเป็ นการถวายเงินหรือปัจจัยอื่นๆ ๒)ประเพณีเลยี้งผีปู่ย่า ชาวไทเขินกับชาวไทยวนมีความผูกพนักนัมาต้งัแต่อดีต ดงัน้ันพิธีกรรม และความเชื่อของชาวไทเขินจึงมีส่วนคลา้ยกับของไทยยวนด้ังเดิมอยู่มากเช่น ความเชื่อเรื่องผี ชาวไทเขินเชื่อว่าผีมี ๒ ประเภท คือ “ผีบรรพบุรุษ”และ “ผีประจ าหมู่บ้าน” ส าหรับผีบรรพบุรุษ ซึ่งมักเรียกกันว่า “ผีปู่ ย่า” เป็นผีบรรพบุรุษของตระกูลทางฝ่ ายหญิงจะจัดให้มีการเซ่นไหว้เป็ นประจ า ทุกปีก่อนเทศกาลเข้าพรรษา ชาวไทเขินจะต้องบอกกล่าวให้ผีบรรพบุรุษช่วยรักษาคุ้มครองให้ ลูกหลาน ญาติมิตร ปลอดภัย มีความสุข ไม่เจ็บป่ วย โดยการบูชาด้วยขันดอกไม้ธูปเทียนและเซ่นไหว้ ดว้ยไก่คู่หรือหัวหมูแล้วน ามารับประทานร่วมกันในหมู่ญาติมิตรหลังจากเสร็จพิธีการนับถือผีปู่ ย่า มีอิทธิพลต่อจิตใจของชาวไทเขิน รวมท้งัการควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในหมู่บ้านอีกด้วย ๒.๑.๑.๒ วัฒนธรรมการผลิตชุดเครื่องแต่งกายของชาวไทเขิน ๑) การผลิตเส้นด้าย ในอดีตชาวไทเขินปลูกฝ้ายเป็ นวัตถุดิบส าหรับน ามาใช้ในการผลิตเส้นด้ายซึ่งเพื่อ ทอผ้าใช้ในชีวิตประจ าวัน แต่หลงัจากที่เริ่มมีการผลิตผา้ทอเพื่อจา หน่ายมากข้ึนทา ใหจ านวนฝ้ายที่ ้ ผลิตข้ึนไม่เพียงพอ ตอ้งซ้ือมาจากชุมชนอื่น เช่นจากอ าเภอเมืองเชียงใหม่ อ าเภอสันป่ าตอง อ าเภอ จอมทอง และอ าเภอดอยสะเก็ด เป็ นต้น การผลิตเส้นด้ายที่มีคุณภาพส าหรับน ามาใช้ทอผ้าต้องใช้ ฝ้ายที่ตากแดดให้แห้งสนิทก่อนและผ่านกระบวนการปั่นฝ้ายจนเป็ นเส้นด้ายตามต้องการ ภาพที่ ๒-๕ กระบวนการผลิตเส้นด้าย
๗ ๒) การทอผ้า กลุ่มสตรีชาวไทยเขินบ้านสันก้างปลาทอผ้าโดยใช้กี่ท้งัแบบกี่กระตุก และกี่มือ ธรรมดาและเชื่อว่าควรจะเริ่มเตรียมกี่ทอผา้ในวันอังคารเพราะเป็ นวันดีแต่จะไม่เตรียมกี่ในวันเสาร์ เพราะเชื่อว่าจะท าให้การทอผ้าส าเร็จช้า ๓) การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ การย้อมผ้าด้วยสีจากวัสดุธรรมชาตินับเป็ นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวไทยเขินได้รับ การถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน เทคนิคการย้อมผ้าดังกล่าวท าให้ผ้าที่ ย้อมมีสีสันสวยงาม และผลดีของการใช้วัสดุธรรมชาติคือ สมาชิกชุมชนลดการใช้สารเคมีลง จันทร์ เพ็ญ ทาก าเนิด (ผู้ช านาญการทอผ้าและย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติของชุมชน)ได้คิดค้นการย้อมสีจน เป็ นที่ยอมรับของชุมชน ซึ่งมีตัวอย่างการผลิตสีด้วยส่วนประกอบวัสดุธรรมชาติดงัน้ี - สีน ้าตาล ซึ่งสามารถท าได้จากการน าเอาเปลือกมะพร้าวผสมกับเปลือก มะขามหรืออาจใช้ใบไม้สัก โดยจะเลือกเอามะพร้าวที่แก่จดัน าเอาเปลือกมาต้มพร้อมกับเปลือก มะขามหรือใบสัก สีที่ได้ประมาณ ๒๕ ลิตรจะย้อมผ้าได้ขนาดความยาวประมาณ ๖๐ เมตร - สีเขียว การย้อมผ้าสีเขียวใช้วัสดุหลักจากเปลือกต้นเพกา (ซึ่งอาจน าเอา เปลือกต้นมะม่วงมาผสมเพื่อให้ได้สีเขียวที่แตกต่างออกไป) ภาพที่ ๖ หูกทอผ้าแบบกี่กระตุก ภาพที่ ๗ หูกทอผ้าแบบกี่มือธรรมดา ภาพที่ ๘ การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ
๒.๒ ชนเผ่าไทยวน พื้นที่ศึกษา: ต าบลช่างเคิ่ง อ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ นักวิจัยอาจารย์ มาณพ มานะแซม ____________________________________________________________________________________________________ ๒.๒.๑ บริบทชุมชน ๒.๒.๑.๑ ชุมชนไทยวนล้านนา ภาพที่๙: อาณาจักรล้านนา ดินแดนในเขตแปดจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ ล าพูน ล าปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พะเยา เชียงราย และ แม่ฮ่องสอน รวมท้งับางส่วนของพ้ืนที่ตอน ใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน พ้ืนที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศพม่า พ้ืนที่ตอนเหนือ ของประเทศลาวและประเทศไทยรวมเรียกว่า “ล้านนา” หรือ “ล้านนาไทย”ซ่ึงเป็นถิ่นที่อาศยัอยู่ ของชาวไทหลายกลุ่ม เช่น ชาวไทล้ือซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสิบสองปันนาหรือเมืองเชียงรุ้ง ต้งัอยู่ ตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ชาวไทเขินอาศยัอยทู่ ี่ลุ่มแม่น้า เขินหรือ “ขึน” มีศูนย์กลางอยู่ ทีเมืองเชียงตุงประเทศสหภาพเมียนม่าร์ชาวไทใหญ่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองตองกีประเทศพม่า
๙ เช่นกันรวมถึงบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ชาวไทลาวมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง หลวงพระบางหรือเมืองเชียงทอง ในเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนชาวไทยวนหรือเรียกว่า “คนเมือง” ถือเป็นกลุ่มชนที่อาศยัอยบู่ริเวณพ้ืนที่เขต ๘ จงัหวดัภาคเหนือมากที่สุด โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ในจังหวัดเชียงใหม่ล าพูนล าปาง เชียงราย แพร่ น่าน การศึกษาในคร้ังน้ีได้เลือกศึกษากลุ่มตัวอย่างจากชาวไทยวนในเขต อ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซี่งยังคงรักษาความเป็ นเอกลักษณ์อย่างค่อนข้างเด่นชัด ๒.๒.๑.๒ ที่ตั้งอ าเภอแม่แจ่ม อ าเภอแม่แจ่มต้งัอยห่างจากู่ จังหวัดเชียงใหม่ประมาณ ๑๑๕ กิโลเมตร มีแม่น้า แจ่ม ไหลผ่าน ประชากรส่วนใหญ่จะเป็ นคนเมืองหรือชาวไทยวน รองลงมาเป็ นชนเผ่าปกาเกอะญอ ลัวะ และไทใหญ่ อ าเภอแม่แจ่มแบ่งเขตการปกครองออกเป็ น ๑๐ ตา บล ประกอบดว้ยตา บลช่างเคิ่ง ต าบลท่าผา ต าบลบ้านจันทร์ ต าบลแม่แดด ต าบลบ้านทับ ต าบลกองแขก ต าบลปางหินฝน ต าบลแม่ นาจร ต าบลแม่ศึก และต าบลแม่แจ่มหลวง ภาพที่ ๑๐: แสดงที่ต้งัของอา เภอแม่แจ่ม
๑๐ ภาพที่๑๑: แสดงแผนที่จังหวัดเชียงใหม่และอ าเภอแม่แจ่ม
๑๑ ๒.๒.๑.๓ ภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ในอดีตอ าเภอแม่แจ่มเคยเป็ นเส้นทางผ่านของกองทัพพม่าซึ่งสามารถเดินทางจาก จังหวัดเชียงใหม่ถึงกรุงหงสาวดีใช้เวลาประมาณสามเดือน (สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์, ๒๕๓๔) รวมท้งั เส้นทางการค้าของพ่อค้าวัวต่าง ม้าต่างซึ่งเดินทางมาจากเมืองมะละแหม่งฝั่งทะเลของพม่าเข้ามา ทางอ าเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะต้องผ่านอ าเภอแม่แจ่มแล้วจึงมาถึงตัวเมืองเชียงใหม่ หลงัจากน้นัจึงจะเดินทางต่อไปยังเมืองต่างๆต่อไป จากการค้นคว้าวิจัยท าให้ประเมินได้ว่าถึงแม้อ าเภอแม่แจ่มจะเป็ นดินแดนที่เป็ นเส้นทาง ผ่านของกลุ่มชนต่างๆ ในอดีต แต่หลังจากเส้นทางคมนาคมสมัยใหม่ถูกเชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ มายังจังหวัดชียงใหม่ท าให้เส้นทางการค้าเดิมเสื่อมความนิยม ประกอบกับคาราวานพ่อค้าวัวต่างม้า ต่างที่ค้าขายระหว่างเมืองมะละแหม่งกับเชียงใหม่และดินแดนสิบสองปันนาตลอดถึงเมืองคุนหมิง แห่งแคว้นยูนนานของประเทศจีนสลายตัวลงไป อย่างไรก็ตามเนื่องจากอ าเภอแม่แจ่มมีสภาพ ภูมิศาสตร์แวดล้อมที่มีภูเขาสูงลอ้มรอบหลายช้นัไม่สะดวกต่อการเดินทางติดต่อท าให้ชาวไทยวน ในอ าเภอแม่แจ่มโดยธรรมชาติต้องพึ่งพาตนเองเกือบทุกด้านอยู่แล้ว เมื่อไม่มีกองคาราวานค้าขาย เดินทางผ่านจึงท าให้สภาพแวดล้อมทึ่มีอยู่เปรียบเสมือนเกราะก าบังให้วัฒนธรรมการแต่งกายของ ผู้คนในชุมชนยังสามารถด ารงเอกลักษณ์เอาไว้ได้ดีกวา่ชาวไทยวนในพ้ืนที่อื่นๆ ๒.๒.๑.๓ การประกอบอาชีพ ในอดีตชาวไทยวนอ าเภอแม่แจ่มส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทางการเกษตรโดยเฉพาะอย่าง ยงิ่การทา นาเป็ นหลักจึงมีการจัดระบบเหมืองฝายที่มีคุณภาพเพื่อแบ่งปันน้า เขา้พ้ืนที่เกษตรกรรม เช่นเดียวกับชาวไทยวนในเขตอื่นๆ นอกจากน้นัฝ่ ายบุรุษยังออกจากบ้านเพื่อหาของป่ าอีกทางหนึ่ง ทางฝ่ ายสตรีโดยมากมัก ท างานในบ้านและจัดเตรียมสัมภาระต่างๆ ส าหรับกิจกรรมทางวัฒนธรร ของชุมชน เช่น การผลิตงานหัตถกรรมเพื่อใช้ในครัวเรือนโดยเฉพาะอยา่งยงิ่กระบวนการผลิตชุด เครื่องแต่งกายและเครื่องใช้ในชีวิตประจา วนัเริ่มต้งัแต่กระบวนการปั่นฝ้าย ทอผา้และการตดัเยบ็ ชุดเครื่องแต่งกาย ซึ่งไดร้ับการสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากผู้อาวุโส และที่ยัง ปฏิบตัิกนัจนถึงทุกวนัน้ี คือเทคนิคการทอด้วยลวดลายที่ถือเป็ นอัตลักษณ์ประจ าชุมชนอ าเภอแม่ ภาพที่๑๒: สภาพพ้ืนที่ของอา เภอแม่แจ่ม
๑๒ แจ่มโดยเฉพาะเรียกว่า “ลายทอตีนจก” (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหวัขอ้ไทยวนของบทที่๔) ผ้าทอ ของชาวอ าเภอแม่แจ่มไดร้ับการสนบัสนุนและฟ้ืนฟูใหก้ลายเป็นสินคา้สา คญัของชุมชน นอกจากน้ี ยังได้มีการส่งเสริมให้พัฒนาผลิตภณัฑจ์ากผา้ข้ึนมาอีกหลากหลายรูปแบบ ภาพที่ ๑๕:ขบวนรถแห่ผา้ซิ่นในงาน มหกรรมซิ่นตีนจก อ าเภอแม่แจ่ม ภาพที่ ๑๔: ผลิตภัณฑ์ผ้าทอในรูปแบบต่างๆ แสดงลวดลาย ที่เป็นอัตลักษณ์ของอ าเภอแม่แจ่ม ภาพที่ ๑๓: วัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทยวน ของชาวบ้านอ าเภอแม่แจ่ม
๒.๓ ชนเผ่าไทใหญ่ พื้นที่ศึกษา: วัดป่ าเป้า เลขที่ ๕๘ ถนนมณีนพรัตน์ ต าบลศรีภูมิอ าเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านเวียงหวาย ต าบลม่อนปิ่ น อ าเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านใหม่หมอกจ๋าม ต าบลท่าตอน อ าเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นักวิจัยอาจารย์ เรณู อรรฐาเมศร์ ผู้ช่วยวิจัย พัชรินทร์ เหมาลา เกษม ทิศเหนือ ______________________________________________________________________________ ๒.๓.๑ บริบทชุมชน ๒.๓.๑.๑ ไทใหญ่วัดป่ าเป้า วดั ป่าเป้า ต้ังอยู่ที่เลขที่๕๘ ถนนมณีนพรัตน์ ต าบลศรีภูมิ อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดน้ีอาจนับได้ว่าเป็ นศูนย์รวมของชาวไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียง สถานที่สร้างวัดเดิมเป็ นวังหรือ “คุ้ม” ของพระเจา้กือนาธรรมิการาชเจา้ผูค้รองนครเชียงใหม่ในเช้ือ เจ้าเจ็ดตน ระยะต่อมาช ารุดทรุดโทรมลงไปกลายเป็ นที่รกร้างเต็มไปด้วยต้นไม้ข้ึนหนาทึบ โดยเฉพาะ “ต้นเป้า” ซึ่งเป็ นพืชสมุนไพรประเภทไม้ยืนต้น ชาวไทใหญ่หรือ“เง้ียว” (ชาวไทยวน หรือคนเมืองที่อาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่มักเรียกชาวไทใหญ่ว่า “เง้ียว”แต่ชื่อน้ีถูกปฏิเสธโดยชาว ไทใหญ่และให้เรียกตนเองว่า “ไต”) จึงได้ขออนุญาตสร้างวดัข้ึนในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็ น ศิลปะของชาวไทใหญ่ เรียกชื่อว่า “เชตะวันวิหาร” หรือ“เวฬุวันวิหาร”และมีการบูรณะซ่อมแซม ต่อมาอีกหลายคร้ัง ในสมัยของพระเจ้ากาวิละได้พยายามบูรณะเมืองเชียงใหม่ข้ึนมาอีกหลังจากที่ได้ขับไล่ กองทัพของพม่าออกไปแล้ว พระองค์ได้ส่งกองทัพเชียงใหม่ออกไปกวาดต้อนผู้คนตามนโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า (ตะกร้า) เก็บข้าใส่เมือง” โดยตียึดเอาหัวเมืองต่างๆ นบัต้งัแต่เมืองฝาง เชียงราย เชียง ค า เชียงของ นอกจากน้ันยงัขา้มไปถึงเมืองปู เมืองสาต เมืองกาย เมืองพะยาก เมืองเลน เมืองโก เมืองยอง เมืองเชียงตุง เมืองขอน เมืองยู้ เมืองหลวง เมืองวะ เมืองลวย เมืองตองกาย ในดินแดนพม่า รวมท้งัหัวเมืองในเขตสิบสองปันนา ทางด้านทิศตะวันตก ได้ลงไปกวาดต้อนผู้คนจนถึงฝั่งแม่น้ า สาละวิน หรือแม่น้า คง ตีได้เมืองยวม เมืองขุนยวม เมืองแม่ฮ่องสอน เมืองแหง เมืองปาย เมืองต๋วน เมืองตา้ฝั่ง เมืองผาปูน เมืองยางแดง เมืองส่วยกะยาง เมืองววัลาย เมืองกิติเมืองจ๊อด เป็ นต้น เมื่อท า การกวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่างๆ ซ่ึงรวมท้งัชาวไทใหญ่ (เง้ียว-ไต) ก็ได้มาสมทบกับชาวไทใหญ่ที่ มีอยู่เดิมร่วมกันบูรณะซ่อมแซมวัดป่ าเป้าที่ช ารุดทรุดโทรมข้ึนมาอีก สมัยเจ้าอินทรวิไชยยานนท์ซึ่งเป็ นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ได้ไปท าการกวาดต้อน ชาวไทใหญ่จากเขตพ้ืนที่บ้านแม่กะตอนเข้ามาไว้ในเชียงใหม่เพิ่มเติมอีก ชาวไทใหญ่ที่อพยพมาใน คร้ังน้ีมีครอบครัวของนางต้าว ซึ่งมีลูกสาวชื่อ“ไหล” หรือ “บัวไหล” ซึ่งได้รับเลือกเป็ นนางสนม
๑๔ คนโปรดของเจ้าอินทรวิไชยยานนท์เรียกชื่อว่า “หม่อมบัวไหล”และได้เป็ นผู้น าชาวไทใหญ่ท าการ บูรณะซ่อมแซมวัดป่ าเป้าข้ึนมาอีกในปี พุทธศักราช ๒๔๒๖ เพื่อเป็ นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ต่างๆ สถาปัตยกรรมต่างๆ ในรูปแบบของศิลปะชาวไทใหญ่ในวัดยังคงปรากฏอย่างสมบูรณ์ รวมท้งัสถูปบรรจุอัฐิของนางต้าว ที่บริเวณข่วงก าแพงแก้ว ด้านเหนือองค์เจดีย์ ในวัดป่ าเป้าน้ีอีก ด้วย ชุมชนชาวไทใหญ่ภายหลังพากันไปต้งัถิ่นฐานอยู่ท้งัในบริเวณตัวเมืองเชียงใหม่ เช่น ย่าน ข่วงสิงห์ช้างเผือก ช้างม่อย ท่าแพ วังสิงห์ค า ฟ้าฮ่าม และบริเวณรอบๆ เช่น เขตหมู่บ้านเมืองสาตร หลวง อ าเภอสันทราย นอกจากน้ันยงัต้งัถิ่นฐานอยู่ในเขตอ าเภอดอยสะเก็ด สันก าแพง สันป่ าตอง แม่ริม แม่แตง เชียงดาว และ อ าเภอฝางที่หมู่บ้านบ้านกาด เมืองอิน น้ าบ่อซาววา พระบาทอุดม บ้านหัวฝาย โดยเฉพาะอยา่งยงิ่หมู่บ้านเวียงหวายและบ้านใหม่หมอกจ๋าม ๒.๓.๑.๒ ไทใหญ่หมู่บ้านเวียงหวาย เป็ นชุมชนชาวไทใหญ่ที่อพยพมาต้ังในเขตหมู่บ้านเวียงหวาย ต าบล ม่อนปิ่น อ าเภอฝางมีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี (เรณู อรรฐาเมศร์, 2546) ประวัติศาสตร์การจดัต้งัชุมชน บ้านเวียงหวายอาจจัดออกได้ประมาณ ๔ ยุค ไดแ้ก่ ๑) ยุคพ่อล่าม ๒) ยุคสู่ความเป็ นไท ๓) ยุคหลังสัญญาปางโหลง ๔) ยุคไตต้นฮุงจนถึงปัจจุบัน ๑) ยุคพ่อล่าม เป็ นยุคเริ่มแรกของการก่อต้ังหมู่บ้านเวียงหวายโดยในขณะที่ประเทศ อังกฤษยังมีอ านาจปกครองประเทศพม่าได้เข้ามาจัดต้งับ่อนการพนันและแหล่งเสพฝิ่นในหมู่บ้าน บนพ้ืนที่ของประเทศไทย และได้เลือกเอาหมู่บ้านเวียงหวายให้เป็ นที่ต้งับ่อนภายใต้การควบคุมดูแล ของผู้แทนฝ่ ายอังกฤษ ซึ่งชาวไทใหญ่เรียกว่า “พ่อล่าม” ๒) ยุคปรับเปลี่ยนการปกครอง ต่อมาเมื่อสิ้นยุคการปกครองโดยประเทศอังกฤษและผู้แทนชาวอังกฤษ หรือพ่อล่ามได้กลับไปประเทศพม่าแล้ว ชุมชนไทใหญ่หมู่บ้านเวียงหวายจึงได้ปรับเปลี่ยนมาอยู่ ภายใต้การดูแลของฝ่ ายรัฐบาลไทย โดยผูท้ี่มีอายตุ้งัแต่๒๐ ปีข้ึนไปต้องเสียภาษีรายบุคลให้ทางฝ่ าย ปกครองและผู้ชายไทใหญ่ในหมู่บ้านที่เคยไว้ผมยาว เกล้ามวยไว้กลางศีรษะและโพกผ้า ต้องตัดผม ส้ัน
๑๕ ภาพที่ ๑๖: แผนที่แสดงกลุ่มผู้อพยพสู่หมู่บ้านใหม่หมอกจ๋ามและหมู่บ้านเวียงหวาย ไตจากเมืองมาว ไตจากรัฐฉาน นักศึกษาจาก ม.ย่างกุ้ง เม ื องมาวบา ้ นน ้ า ยอน (สะพานท ่ าตอนถ ึ งบา ้ นใหม ่ หมอกจ ๋ าม )
๑๖ ๓) ยุคหลงัสัญญาปางโหลง เป็ นยุคที่มีการระดมจดัต้งักองก าลังทวงสัญญาในการจดัต้งัรัฐอิสระของ ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในรัฐฉานจากรัฐบาลกลางของประเทศพม่า ซ่ึงรวมท้ังกองก าลังกู้เอกราช ไทใหญ่ที่มีเจ้าน้อยซอยันต๊ะเป็ นหัวหน้าอยู่ด้วย และเป็ นเพราะที่ต้งัชุมชนไทใหญ่หมู่บ้านเวียงหวาย ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่าดงัน้นัจึงต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ๔) ยุคไตต้นฮุงจนถึงปัจจุบัน เป็ นยุคที่มีชาวไทใหญ่อพยพมายังหมู่บ้านเวียงหวายเป็ นกลุ่มหลังสุด และ ด ารงชีวิตอยู่ด้วยการท างานรับจ้างประเภทงานเกษตรกรรม เช่นปลูกหอม กระเทียม รับจ้างเก็บผล ลิ้นจี่และงานอื่นๆ เป็ นต้น ๒.๓.๑.๓ ไทใหญู่หมู่บ้านใหม่หมอกจ๋าม ชุมชนชาวไทใหญู่หมู่บ้านใหม่หมอกจ๋าม แห่งต าบลท่าตอน อ าเภอแม่ อาย จังหวัดเชียงใหม่ เคยมีส่วนร่วมเป็ นหมู่บ้านแกนน าทางการเมืองกองก าลังกู้เอกราชไทใหญ่ของ เจ้าน้อยซอยันต๊ะในระยะแรกและมีประวัติการจดัต้งัหมู่บา้นร่วมเหตุการณ์กับหมู่บ้านเวียงหวาย ปัจจุบันสมาชิกชุมชนมีจา นวนเพิ่มมากข้ึนจากการที่ มีกลุ่มชาวไทใหญ่จากหลายพ้ืนที่อพยพเข้ามา สมทบ ๒.๓.๒ วิวัฒนาการชาติพนัธ์ุไทใหญ่ ๒.๓.๒.๑ อาณาจักรหมอกขาวมาวโหลง ชุมชนชาวไทใหญู่ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเวียงหวาย หมู่บ้านใหม่หมอกจ๋าม และที่มาชุมนุมที่วัดป่ าเป้าในวันเทศกาลส าคัญๆ ต่างเล่าว่าตนเดินทางมาจากเมืองต่างๆ ในประเทศ พม่าในระยะเวลาที่แตกต่างกัน แต่ส่วนมากจะกล่าวยกย่องถึงวีรบุรุษที่ชาวไทใหญ่นับถือคือ เจ้าเสือ ข่านฟ้า ผู้ครองอาณาจักรไทใหญ่เก่าแก่ชื่อ “หมอกขาวมาวโหลง” ซึ่งเคยมีอาณาเขตอยู่บริเวณ ชายแดนประเทศจีนกับประเทศพม่า มีระยะทางดา้นกวา้งจากลุ่มแม่น้า พรหมบุตรไปจนจรดเกาะ ไหหล า ดา้นสูงข้ึนไปจรดเมืองคุนหมิงและลงทางใต้ไปถึงอยุธยา (กัญญา ลีลาภัย, ๒๕๔๒, หน้า ๑๖) ซ่ึงคนไทยพวกน้ีถูกเรียกวา่ "ชาน" หรือ “ซ่าน”แต่พวกเขาเรียกตนเองว่า "ไต" ๒.๓.๒.๒ อาณาจักรโกสัมพี จากการศึกษาของนักวิชาการชาวจีนชื่อ ตาวอานจว้ีเรื่อง “คนไทใต้คง” (อ้างในประคอง นิมมานเหมินทร์, ๒๕๓๘, หน้า ๖๙) กล่าวว่ายังมีนิทานประวัติศาสตร์จ านวน มากปรากกฏในเอกสารประวัติศาสตร์ชนชาติไทและค าบอกเล่าของชุมชนชาวบ้านเมืองมาว(ยุ่ยลี่) ซึ่งท้าวความได้ว่าบรรพบุรุษของไตหรือไท ไดส้ถาปนาเป็นอาณาจกัรมาวข้ึนมาในปลายศตวรรษที่ ๑๐ โดยมี เมืองมาว เมืองซิงกู่เมืองแสนหวีและเมืองซิงเซ่อร่วมกนัสถาปนาอาณาจักรโกสัมพีข้ึน
๑๗ โดย ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมาว และชุมชนไทในแถบใตค้งก่อรูปข้ึนในสมยัโกสัมพีของราชวงศ์ “เสือ” ๒.๓.๒.๓ อาณาจักรขี่ช้าง นักวิชาการจีนอีกท่านหนึ่ งคือ เจียง อ้ีเหลียง (ไป๋ ฉุน, ๒๕๔๔, หน้า ๑๗๘)ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ชนชาติไทและหาข้อมูลยืนยันว่า ชนชาว “ไปเย่ว” เป็ นบรรพบุรุษ ของชาวไทที่เก่าแก่ที่สุด คือ ชนชาว “เตียนเย่ว” ซึ่งอาศัยอยู่พ้ืนที่แถบใตค้งเป็ นอาณาเขตชายแดน ทางใต้ของประเทศจีนซึ่งมีฉายาว่า “อาณาจักรขี่ช้าง”และช้างก็มีเฉพาะในเขตไป่เย่วต้งัแต่สมยั โบราณ ในสมัยราชวงค์โจวและชุนชิว อาณาจักรเย่วของชนเผ่าเย่วถือเป็ น ๑ ใน ๕ รัฐที่ยิ่งใหญ่ อาณาเขตชนเผ่าเย่วน้นัแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ในเขตภาคกลางครอบครองบริเวณลุ่มแม่น้า แยงซีเกียงและจูเจียง ทิศใต้จดไต้หวัน ไหหล า และคาบสมุทรอินโดจีน ทางตะวันตกจดมณฑลยูน นานและแคว้นอัสสัมในประเทศอินเดีย (ไป๋ ฉุน, ๒๕๔๔, หน้า ๑๗๘) ๒.๓.๒.๔ อาณาจักรใต้คง ศาสตราจารย์หวง หุ้ยคุน ได้ให้ข้อสังเกตของเรื่อง คนไทใต้คง (อ้างใน ประคอง นิมมานเหมินท์, ๒๕๓๕, หน้า ๘๔) ที่กล่าวว่า “ราชอาณาจักรขี่ช้าง” เป็ นรัฐแรกสุดที่ ก่อต้งัข้ึนโดยบรรพบุรุษชนชาติไททางภาคตะวนัตก และชนชาติไทใต้คงน่าจะมีวิวัฒนาการมาจาก “เตียนเย่ว” สายหนึ่งของคนเย่วสมัยโบราณ เพราะถ้าดูจากปฏิทินของชาวไทจะเห็นว่าปีเริ่มแรก ของป ฏิ ทิ น ไท ตรงกับ ปี ๙๔ BC (พ.ศ. ๔ ๙๓) ซ่ึงแสดงว่าการใช้ปฏิทินไทน้ันมีมาแต่ “ราชอาณาจักรเตียนเย่วขี่ช้าง” ในสมยัฮนั่ตะวนัตกแลว้ วิวัฒนาการของอาณาจักรชนชาติไทภาค ตะวันตกต่างๆ อาจจะเรียงตามล าดับคือ ๑) อาณาจักรเตียนเย่วขี่ช้าง” (ก่อนคริสตศ์กัราชหน่ึงศตวรรษ) ๒) อาณาจักรตาน หรือฉาน (ต้นคริสต์ศักราช) ๓) อาณาจักรพง (คริสต์ศตวรรษที่ ๑) ๔) อาณาจักรโกสัมพี (คริสต์ศตวรรษที่ ๗) ๕) อาณาจักรลุชวน (คริสต์ศตวรรษที่ ๑๓) อาณาจักรลุชวนถือเป็ นกลุ่มชนเผ่าไทที่เข้มแข็งและมีขนาดใหญ่ที่ต้งัอยู่ ทางภาคตะวันตกของมณฑลยูนนานในประเทศจีน มีอ านาจการปกครองเป็ นเวลากว่า ๒๐๐ ปี ต้งัแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ต่อเนื่องไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ ทางราชวงศ์เหม็งต้องส่งก าลัง จากกรุงปักกิ่งไปปราบปรามถึง ๓ คร้ังจนในที่สุดอาณาจักรลุชวนจึงถูกแบ่งแยกและล่มสลายไป นับแต่น้ันเป็นตน้มาอ านาจปกครองท้องที่ของชนชาติไทภาคตะวันตกของมณฑลยูนนานก็ลดลง จากอาณาจักรกลายเป็ นการปกครองที่มีเจ้าเมืองปกครองแต่ละเมืองโดยไม่ข้ึนต่อกนั เกิดเป็ นกลุ่ม ชนเผ่าไทต่างๆ ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง และอาณาเขตของอาณาจกัรลุชวนที่กล่าวถึงน้ีน่าจะ เป็ นบริเวณที่เรียกว่า “อาณาจักรใต้คง” นนั่เอง
๑๘ ภาพที่ ๑๗: ชาวไทเหนือ(ไตแข่) ๒.๓.๒.๕ จังหวัดใต้คง ค าว่า “ใต้คง” ในอีกความหมายหนึ่งจะหมายถึงชื่อจังหวัดใต้คงที่ต้งัอยใู่น พ้ืนที่บริเวณลุ่มแม่น้า คงหรือแม่น้า สาละวินซึ่งเป็ นจังหวัดอยู่ในเขตปกครองตนเองมณฑลยูนนาน ของสาธารณรัฐประชาชนจีน จังหวัดใต้คงน้ีแยกออกเป็ น ๕ อ าเภอ และ ๑ เมือง คือ ๑)อา เภอลูชีคนไทเรียกกันว่า “เมืองขอน” ๒)อ าเภอหยงเจียน คนไทเรียกกันว่า “เมืองหล้า” ๓)อ าเภอเหลียงเหอ คนไทเรียกกันว่า “เมืองตี่” ๔)อ าเภอหล่งชวน คนไทเรียกกันว่า “เมืองวัน” ๕)“เมืองวันเตง” หรือวันเที่ยงมีฐานะเท่ากับอ าเภอ ๖)“เมืองยุ่ยล”ี่ คนไทเรียกกันว่า “เมืองมาว” ๒.๓.๒.๖กลุ่มชาวไทใหญ่จากอาณาจักรใต้คง เกี่ยวกับที่มาของชาวไทใหญ่ของอาณาจักรใต้คงยังมีหลักฐานที่เจีย เยียน จองศึกษาไว้ว่า “ไทหลวง”ก็คือไทใหญ่ซึ่งมีสภาพคล้ายคลึงกับไทใหญ่รัฐฉานในพม่าและไทใหญ่ จงัหวดัแม่ฮ่องสอนในประเทศไทยท้งัทางเช้ือสาย วฒันธรรมและขนบประเพณีนอกจากน้ันไท ใหญ่ใตค้งน้ียงัอาจแยกออกเป็ นสามกลุ่มคือ ๑) ไตโหลง หรือ ไทใหญ่ กลุ่มไทแถบเต้อคงอยู่ทางตะวันออกของยูน นาน ๒) ไตเหนอ หรือไทเหนือ คือกลุ่มชนที่อยู่ทางเหนือของเมืองมาว แถบ เมืองขอน(มงั่ซื่อ) เมืองตี่ และเมืองหล้า คนไทเหนือน้นั ปรับตวัและวฒันธรรมเขา้กบัวฒันธรรมจีน มากกว่า จึงถูกเรียกว่า "ไตแข่" ซ่ึงแปลว่าไทจีน ส่วนคนไทใตน้ ้นัจะ ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมพม่า จึงถูกเรียกว่า "ไตม่าน" หรือไตพม่า
๑๙ ๓) ไตเต้อ หรือไทใต้คือกลุ่มที่อาศัยอยู่ใกล้ชายแดนพม่าแถบเมืองมาว เมืองวันเตง (วันเที่ยง) เมืองวัน แช่ฝาง (เชียงฝาง) ๒.๓.๓ อตัลกัษณ์ทางชาติพันธ์ุกับวัฒนธรรมการแต่งกาย ชาวไทใหญ่ตีความสัญลักษณ์จากลายผ้าเป็ นต านานของการต่อสู้เช่น การอธิบายว่าผ้าไท ใหญ่มีลวดลายเป็ นต านานการต่อสู้กับพญานาคา บอกถึงการต่อสู้การเอาชนะศัตรูด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่รุนแรง เช่น แล่เน้ือเถือหนงัพญานาคา เอามาประดับเครื่องแต่งกายสตรีเพื่อให้ศัตรูเกรง กลัวและเอาเน้ือมาหมกัเป็นเน้ือส้มเพื่อส่งส่วยเจา้ฟ้า รวมไปถึงการเกล้าผมของหญิงชาวไทใหญ่ก็ เป็ นการข่มพญานาคาให้สยบ ซึ่ งมีวิธีเกล้าอยู่ ๓ แบบ คือ นาคาเปี๊ ยะหงอน นาคาซ่อนหงอน นาคาเสียหงอน ภาพที่ ๑๘: เครื่องแต่งกายของชาวไทมาวในงานพิธีต่าง ๆ ภาพที่ ๑๙-๒๐:การโพกผ้าแบบนาคาเปี๊ ยะหงอน (อวดหงอน)
๒๐ ๒.๓.๓.๑ บทบาทและหน้าที่ของผ้าต่อสังคมชาวไทใหญ่ ผ้าไทใหญ่บอกถึงขบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การต่อสู้ การเอาตัว รอดของไทใหญ่ การอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย บทบาทหน้าที่ของผ้ามีความหมายต่อการด ารง เอกลักษณ์ของชาติ ผ้าในพิธีกรรมอีกท้งัสะท้อนคุณค่าของศาสนาต่อการปกป้องคุมครองภัย และ เป็ นสื่อในการถ่ายทอดและแพร่กระจาย วัฒนธรรมอย่างแนบเนียน จากการศึกษาผ้าไทใหญ่ตาม บริ บทของสังคมวัฒนธรรม กล่าวได้ว่าผ้าก็มีบทบาทหน้าที่ มีความหมาย และสัญลักษณ์ เช่นเดียวกับรูปแบบประเพณีอื่นของสังคม ภาพที่ ๒๒: เครื่องแต่งกายชายหนุ่มแต่งเฉพาะมางานเทศกาล ภาพที่ ๒๑:การเกล้าผมแบบ“นาคาเสียหงอน” ของหญิงสาวชาวไทเหนือ
๒๑ ๒.๓.๓.๒ กระบวนการผลิตชุดเครื่องแต่งกาย เนื่องจากความจ าเป็ นที่ตอ้งอพยพโยกยา้ยสถานที่ต้งัของชาวไทใหญ่ที่มา สมทบเป็ นสมาชิกชุมชนของชุมชนบ้านเวียงหวาย และบ้านใหม่หมอกจ๋าม ทา ใหไ้ม่เอ้ืออา นวยต่อ การผลิตวัตถุดิบส าหรับกระบวนการผลิตสิ่งทอและพ้ืนที่ไม่สามารถจะปลูกฝ้ายเพื่อเอามาท าเส้น ด้ายอย่างพอเพียง ดงัน้นั ชาวไทใหญ่ส่วนมากจะซ้ือเส้นดา้ยส าเร็จรูปมาใช้ในการทอ สีที่ใช้ย้อมจะ ใช้สีวิทยาศาสตร์หรือสีเคมีเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ส่งผลให้เน้ือผา้ สีสันลวดลายและเทคนิค การตัดเย็บเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุดิบ อีกท้งัส่วนมากจะนิยมแต่งกายแบบจีนและแบบพม่าจนเป็ น ผลให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักเทคนิคการทอผ้าหรือการผลิตสิ่งทอแบบด้งัเดิมรวมท้งัไม่รู้จักลวดลายและ สีสันของผ้าทอแบบด้งัเดิมอีกด้วย ชาวไทใหญ่จะมีโอกาสได้แสดงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมการ แต่งกายในงานประเพณีของตน ในการแสดงและการฟ้อนร าต่างๆ เช่น งานประเพณีออกพรรษา และงานบวชที่เรียกว่า “ปอยส่างลอง”เป็ นต้น
๒.๔ ชนเผ่าไทลื้อ พื้นที่ศึกษา: - ชุมชนบ้านประตูป่า ต าบลประตูป่าอา เภอเมืองจังหวัดลา พูน - ชุมชนบ้านแซม ต าบลม่วงน้อยอา เภอป่าซางจังหวัดลา พูน - ชุมชนบ้านป่าตาล ต าบลม่วงน้อยอา เภอป่าซางจังหวัดล าพูน - ชุมชนบ้านหย่วน ต าบลบ้านหย่วน อ าเภอเชียงค า จังหวัดพะเยา นักวิจัย แสวง มาละแซม ผู้ช่วยวิจัย ดร.สัมพันธ์ รัตนบุรี เมืองดี นนทธรรม ______________________________________________________________________________ ๒.๔.๑บริบทชุมชน ๒.๔.๑.๑ ประวัติของชาวไทลื้อ กลุ่มชาวไทล้ือนับเป็ นชนเผ่าที่มีจ านวนมากถึงร้อยละ ๘ ๐ ของ ประชากรในจังหวัดล าพูน นอกจากน้นัยงัมีบางส่วนที่อาศยัอยู่ในจงัหวดัเชียงใหม่เชียงราย พะเยา แพร่และน่าน แต่กลุ่มชาวไทล้ือจงัหวดัลา พูนรวมท้งักลุ่มที่อาศยัอยู่บริเวณเขตติดต่อเชียงใหม่และ ล าพูนเรี ยกตัวเองว่า “คนยอง” หรื อ “ชาวไทยอง” ซึ่ งอันที่จริงแล้วท้ังหมดคือชาวไทล้ือที่มี พัฒนาการทางประวัติศาสตร์กับชาวไทล้ือในดินแดนสิบสองปันนามานานกว่า ๗๐๐ ปี มีหลักฐานปรากฏว่าชาวไทล้ือ(ซ่ึงต้งัอยู่ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่าใน ปัจจุบัน) พากันอพยพเขา้มาต้งัถิ่นฐานในอาณาจักรล้านนาและในเมืองล าพูนต้งัแต่สมยัราชวงศม์งั รายแล้วแต่ได้มีการอพยพผู้คนจ านวนมากจากเมืองยอง ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๔๘–๒๓๕๖ โดย การกวาดต้อนของพระยากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เพื่อฟ้ืนฟูบ้านเมืองหลังสงครามกับพม่า นอกจากกลุ่มชาวไทล้ือจากเมืองยองที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในระยะเวลา ดงักล่าวแลว้ยงัมีคนไทกลุ่มอื่นๆ ดว้ยไดแ้ก่ กลุ่มชาวไทล้ือจากเมืองต่างๆ ในเขตสิบสองปันนา กลุ่มชาวไทใหญ่จากลุ่มแม่น้า คงและกลุ่มชาวไทเขินจากเมืองเชียงตุง พร้อมด้วยชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่นปะกาเกอะญอ ปะหล่อง และตองสู่ เป็ นต้น ในการวิจัยคร้ังน้ีพบว่า ชาวไทยอง และชาวไทลื้อ เป็ นคนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เดียวกัน โดยมีหลักฐาน อา้งอิงจากเรื่องราวในตา นานต่างๆ ของบา้นเมืองที่อยู่ระหว่างแม่น้ าคง (สาละวิน) และแม่น้า โขงตอนกลาง เมื่อราว ๒๐๐ กว่าปีที่ ผ่านมา(พ.ศ. ๒๓๔๘–๒๓๕๖) กลุ่มชาวไทล้ือจากเมืองยองไดอ้พยพเขา้มาต้งัถิ่นฐานในเมืองลา พูนเป็นจา นวนนับหมื่นคน ด้วย เหตุผลด้านการฟ้ืนฟูบา้นเมืองข้ึนมาใหม่หลงัได้รับความเสียหายจากสงคราม จนกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของเมืองลา พูน จนถึงปัจจุบนันอกจากน้ียงักลุ่มชาวไทล้ือจากเมืองยองและเมืองอื่นๆ และสิบสองปันนาไดอ้พยพเขา้มาต้งัถิ่นฐานในเมืองลา พูน เชียงใหม่ลา ปาง เชียงรายและพะเยาอีกหลายคร้ัง แต่มิไดเ้ขา้เป็นกลุ่มใหญ่เหมือนกับกลุ่มชาวไทล้ือที่เมืองลา พูน แต่คนเหล่าน้ีเรียก ตนเองว่า “ชาวไทล้ือ” ซึ่งต่างจากที่จังหวัดล าพูน และในจงัหวดัเชียงใหม่บางพ้ืนที่ซึ่งเรียกตนเองว่า “ชาวไทยอง”
๒๓ อย่างไรก็ตามเนื่องจากกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ในหัวเมืองและดินแดนที่อยู่ ระหว่างแม่น้า คง (แม่น้า สาละวิน) และแม่น้ าโขงตอนกลางมีความสัมพนัธ์ระหว่างกันมาช้านาน แล้ว และการเดินทางไปมาหาสู่กนัจนกระทงั่มีการอพยพยา้ยถิ่นเพื่อต้งัถิ่นฐานในดินแดนใหม่ถือ เป็นเรื่องปกติของผูค้นในแถบน้ีอยู่แลว้ดงัน้นัสังคมและวฒันธรรมของผูค้นในอาณาจักรล้านนา ส่วนใหญ่ซึ่งแม้ในบางด้านจะมีความแตกต่างหลากหลายแต่โดยส่วนรวมแล้วผสมผสานกันจนยาก ที่จะจ าแนกให้ชัดเจน ภาพที่ ๒๓: เส้นทางการอพยพเขา้มาต้งัถิ่นของ”ชาวไทล้ือ-ไทยอง” ในเมืองล าพูน พ.ศ.๒๓๔๘ ด้วยสาเหตุดังกล่าววัฒนธรรมด้านความเป็ นอยู่และวิถีชีวิตโดยเฉพาะการ ทอผ้าและการแต่งกายของชาวไทยวน ชาวไทล้ือในจังหวัดเชียงใหม่และล าพูนก็จึงมีการผสมผสาน กันตลอดมาเป็ นเวลานานกว่า ๒๐๐ ปี และยังเป็ นเรื่องราวที่น่าศึกษาวิเคราะห์เพราะเกี่ยวข้องกับ วงจรชีวิตของคนต้งัแต่เกิดจนตาย วัฒนธรรมด้านการทอผ้าและการแต่งกายยังได้สะท้อนให้เห็น ถึงการด ารงอยู่ของกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตอันเป็ นบ่อเกิดทางศิลปวัฒนธรรม พิธีกรรมและวิถีชีวิต ของผูค้นในแถบน้ีอย่างชัดเจน แต่ “ผ้านุ่งและผ้าทอของชาวไทยองหรือคนไทยล้ือ” ก็มีความ แตกต่างในกระบวนการผลิต รูปแบบและการใช้ผ้าจากคนกลุ่มอื่น เพราะมีบริบททางภูมิศาสตร์ สังคม วฒันธรรม เศรษฐกิจและภูมิปัญญาพ้ืนบา้นที่แตกต่างกนัออกไป
๒๔ ภาพที่ ๒๔: ภาพวาดบนฝาผนังวิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน ๒.๔.๑.๒ ผ้าทอผ้านุ่ง : ในมิติทางประวัติศาสตร์ มนุษยไ์ด้ยกระดับพัฒนาการทางศิลปวฒันธรรมของตนเองข้ึนมาโดย ส่วนหนึ่งมาจากการทอผ้า การผลิตชุดเครื่องแต่งกาย และการน าไปใช้แต่งกาย อันเป็ นบ่อเกิดของ วิถีชีวิต จารีต ประเพณี วัฒนธรรมและภูมิปัญญา ผ้าและเครื่องนุ่งห่มได้กลายเป็ น ๑ใน ๔ ของปัจจัย ที่จ าเป็ นของมนุษย์ จากรายงานวิจัยของแคทเธอรีนโบวี(Catherine A. Bowie) ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๗–๒๕๒๙ ถึงเรื่องราวของธรรมเนียมการทอผ้าในศตวรรษที่ ๑๙ โดยศึกษาจากบันทึกทาง ประวตัิศาสตร์ได้แก่หนังสือพิมพ์บันทึกของกงสุลอังกฤษ ของมิชชันนารีชาวอเมริกันและ นกัท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยยีนแถบน้ีพบขอ้มูลเบ้ืองตน้ว่า เศรษฐกิจแบบ “เล้ียงตวัเองได” ้ ที่ชาวบ้าน ปลูกขา้วกินเองและทอผา้ใชเ้องน้นัมีความซับซ้อนและ มีความสัมพนัธ์กบัการคา้ขายผา้ในแถบน้ี มานานแล้ว ภาพที่ ๒๕: ภาพถ่ายทางอากาศเมืองล าพูน
๒๕ ๒.๔.๒ การแต่งกายของชาวไทลื้อไทยวนในศตวรรษที่ ๑๙ ๒.๔.๒.๑ วัฒนธรรมการแต่งกาย โดยทวั่ ไปการแต่งกายของคนไทยวน และไทล้ือในแถบอ าเภอต่างๆ ที่มี พ้ืนที่ติดต่อกนัของจงัหวดัลา พูนและเชียงใหม่จะแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายส าหรับชาวบ้านและผ้าไหม ส าหรับเจา้นาย เส้ือผา้ของชาวบา้นธรรมดาน้นัเป็นแบบเรียบง่ายคือผูชาย้ นุ่งผ้าเตี่ยว สวมเส้ือหมอ้ ฮ่อมและมีแถบผา้ฝ้ายสีน้ าเงินรอบตรงกลางของตัวเส้ือ ส่วนผูห้ญิงนุ่งผา้ซิ่น โดยมีวิธีนุ่งเหมือน กระโปรงช้นั ในแต่ใชว้ิธีเหน็บเชิงด้านบนของผ้านุ่งเข้าด้วยกันแบบเดียวกับการนุ่งผ้าเตี่ยวของผู้ชาย ซึ่งเป็ นการนุ่งผ้าลักษณะเดียวกับแบบพราหมณ์ โดยไม่ต้องใช้เข็มกลัดหรือเชือกมัด ส่วนมักจะวาง คลุมไวบ้นไหล่แทนการสวมใส่โดยทวั่ ไป และเด็กสาวก็มกัจะไม่มีการปกปิดหนา้อก ภาพที่๒๖: การแต่งกายเพื่อออกไปท างานนอกบ้านของชาวไทล้ือไทยวน เมื่อประมาณ ๑๕๐ ปี ผู้หญิงไทล้ือไทยวนเหล่าน้ีเหนือยังใช้ผ้าที่คล้ายกับผ้าพันคอ เรียกว่า “ผ้าสไบ” ซึ่งเป็ นผ้าแถบเล็กๆใช้พันรอบอกหรือพาดไหล่ หรือพันรอบศีรษะ ลักษณะการแต่งกายของผู้ชายจะนุ่งผา้หยกัร้ังข้ึนมาเหน็บไว้ที่เอวด้านหน้า ผู้ชาย มักจะปล่อยอกเปลือยเช่นกัน และมีผ้าแถบยาวเรียกว่า “ผ้าขะม้า” ซ่ึงใชไ้ดส้ารพดัประโยชน์ต้งัแต่ ใช้พันตัว เช็ดหน้า เป็ นเข็มขัด และนุ่งเป็ นผ้าเตี่ยว ผ้าเตี่ยวที่ใช้นุ่งมีชนิดขนาดแคบที่เวลานุ่งก็ปิ ดได้ เฉพาะส่วนกลางตัว เผยให้เห็นรอยสักตามตวัส่วนผา้เตี่ยวขนาดกวา้งใชนุ้่งต้งัแต่เอวยาวลงมาจรด หวัเข่า ในสมยัต่อมาผูช้ายจึงเริ่มใส่เส้ือมากข้ึนเช่นเดียวกนักบัผหู้ญิงและต่อมาก็นุ่งกางเกงแบบจีน ท าจากผ้าย้อมสีต้นฮ่อมหรือที่เรียกว่า “เตี่ยวสะดอ” ในราว ๑๐๐ ปี ที่ผ่านมา ชาวบา้นทวั่ ไปถือว่าเส้ือผา้เป็นของแพงและหายากผู้คน ยากจนมากจนถึงขนาดผู้หญิงไม่อาจมีผา้ซิ่นเต็มผืน ได้ใส่แค่ผ้าซิ่นยาวแค่เข่า บางคนถึงกับต้อง ขอทานเส้ือผา้จากคนอื่นและมีการลกัขโมยเส้ือผา้กนัเป็นประจา บางคร้ังถึงกบัมีการขโมยผา้ที่ทอ การแต่งเพอื่ออกไปทา งานนอกบา้นของคนยองคนล้ือ เมื่อประมาณ 150 ปี
๒๖ ค้างอยู่ในหูกทอผ้า ข้าทาสบริวารมกัจะใส่เส้ือผา้ที่เจา้นายทิ้งแลว้หรือที่เรียกว่า “ข้ีทรากเจา้” ซึ่ง ถือวา่เป็นของมีค่ามากเนื่องจากเป็นของราคาแพงในสมยัน้นั ในเทศกาลส าคัญชาวบ้านจะหาเส้ือผา้ใหม่มาใส่ ผู้ชายที่มีฐานะดีในหมู่บ้านจะมี ผา้เตี่ยวผา้ซิ่น และผา้สไบทอจากไหมคนละผืน สองผืน ผูห้ญิงจะใส่ผา้ซิ่นที่มีเชิงวิจิตรงดงามแบบ ที่เรียกว่า “ตีนจก” ซึ่งท าด้วยฝ้ายหรือไหม และอาจจะประดับร่างกายด้วยทองหรือเครื่องประดับ อื่นๆ ๒.๔.๒.๒ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันและในพิธีการ ผ้ามีหน้าที่ (Function) และบทบาทอย่างส าคัญในชีวิตความเป็ นอยู่ของ ชาวไทล้ือในแถบจังหวัดล าพูน และเชียงใหม่ การใส่เส้ือผา้ตามฐานะทางสังคม โอกาส และเพศจึง เป็ นการแสดงถึงความเหมาะสม ความเป็ นตัวตนและการถูกยอมรับจากสังคมด้วย นอกจากการใช้ ผ้าเป็ นเครื่องนุ่งห่มแล้ว ยังใช้ประโยชน์ในบ้านและในพิธีกรรมต่างๆ อีกหลายอย่าง ในหมู่ชาวบ้าน ทวั่ๆ ไปมีการนา ผา้มาทา เป็นที่นอน หมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอนและมุ้ง ผ้าที่ใช้ท าที่นอน และหมอน มักจะย้อมสีมะเกลือหรือสีด าและมีแถบผ้าสีแดงสลับหรือขลิบริม ส่วนผ้าปูที่นอนมักเป็ นสีขาวหรือ ขาวสลับแดงเป็ นแถบหรือเป็ นลายตาหมากรุก บางผืนอาจมีการปักประดับหรืออาจทอเป็ นลวดลาย ซบัซอ้นข้ึน ส่วนที่ทา เป็นมุง้กางกนัยงุจะตอ้งทอดว้ยหูกขนาดใหญ่พิเศษ ภาพที่ ๒๗: ผหู้ญิงชาวไทล้ืออา เภอเชียงคา แต่งกายไปงานท าบุญ ผ้าและเครื่องนุ่งห่มมีบทบาทส าคัญในการท าพิธีกรรมต่างๆ เช่น การมอบ ผ้าให้เป็นเครื่องสักการะแก่พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติผู้ใหญ่ในวันที่สี่ของเทศกาลสงกรานต์ (วันปากปี) อีกพิธีหนึ่งที่ผ้ามีบทบาทส าคัญ คือ พิธีบวช โดยเณรหรือ“ลูกแก้ว”จะต้องถูกแบกเดิน รอบหมู่บ้านหรือขี่ม้าโดยสวมใส่เส้ือผา้อย่างดีแบบเจ้านายเพื่อเป็ นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่มี ก าเนิดในราชตระกูล และในระหว่างพิธีก็จะได้รับมอบผ้าสบง จีวรสีเหลืองที่ผู้หญิงในหมู่บ้านจะ ช่วยกันทอ เย็บและย้อมข้ึนมาเพื่อใชใ้นพิธีน้ีโดยเฉพาะ