๑๗๗ ๔.๒.๓.๔ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของเด็กผู้ชาย ๑) การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี เนื่องจากในยุคน้ีเส้ือผา้ชุดเครื่องแต่งกายมีราคาแพงถือเป็ นของหายาก ประกอบกับผู้คนส่วนมากในสมยัน้ีมีฐานะยากจน ดงัน้นัการแต่งกายของเด็กผู้ชายเมื่ออยู่กับบ้าน หรือออกไปในละแวกชุมชนโดยมากจึงแทบไม่มีรูปแบบที่แตกต่างกับชนเผ่าอื่นๆ เช่นไทยวน และไทล้ือเป็นตน้ - เสื้อ เด็กผู้ชายชาวไทยเขินมักจะไม่สวมเส้ือแต่อาจมีกรณีที่มีเส้ือ เก่าจากการใชง้านอื่นก็นา มาสวมใส่เช่นเส้ือเครื่องแบบนกัเรียนเก่า หรือเส้ือหมอ้ฮ่อมเก่า บางคร้ัง อาจใชเ้ส้ือเก่าที่ไดจ้ากผูใ้หญ่ให้มาอีกทอดหน่ึงผมู้ีฐานะดีอาจซ้ือเส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือเส้ือยดืมา สวมใส่ -กางเกง ชาวไทเขินเรียกกางเกงว่า “เตี่ยว” ในระยะ ๕๐ -๔๐ ปี แรก เด็กผู้ชายนิยมสวมกางเกงแบบสามส่วนขาส้ันทา จากผา้ฝ้ายยอมด้วยต้นครามหรือต้นฮ่อมเป็ นสี ้ น้ าเงินเข้มหรือดา ที่เรียกว่า “เตี่ยวสะดอ” หรืออาจเป็ นกางเกงขาส้ันสีกากีที่เป็ นเครื่องแบบ นักเรียนส าหรับผู้ที่เข้าเรียนแล้วบางคนอาจไดร้ับกางเกงท้งัแบบขาส้ันและขายาวจากผูป้กครอง แต่มีจ านวนน้อยมากในระยะต่อมาเริ่มใส่กางเกงขาส้ันเครื่องแบบนักเรียนมากข้ึน ภาพที่ ๑๒๐: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๑๗๘ ๒) การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ ในช่วงแรกของยุคน้ีเด็กชายชาวไทเขินมักไม่สวมเส้ือใน ชีวิตประจ าวันหรืออาจสวมเส้ือหมอ้ฮ่อม และเส้ือเชิร์ตแขนส้ัน แต่ในระยะต่อมานิยมสวมเส้ือ กล้ามและเส้ือยืดพิมพ์ลายรูปสัตว์หรือเป็ นลวดลายสีสันฉูดฉาด -กางเกง นิยมสวมกางเกงขาส้ันเครื่ องแบบนักเรี ยนหรื ออาจสวม กางเกงขายาวแบบสามส่วนที่เรียกว่า “เตี่ยวสะดอ”แต่ต่อมานิยมสวมกางเกงผ้ายืดส าหรับเล่น กีฬาท้งัชนิดขายาวและขาส้ันรวมท้งักางเกงผา้ท้งัแบบธรรมดาและกางเกงยีนส์ส าเร็จรูปต่างๆ ภาพที่ ๑๒๑: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี ภาพที่ ๑๒๒: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ – ๒๐ ปี
๑๗๙ ๓) การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน - เสื้อ ในชีวิตประจ าวันเด็กชายชาวไทเขินในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี มีน้อยมากที่จะไม่สวมเส้ือเลย และในขณะเดียวกันการน าเส้ือหม้อฮ่อมมาสวมใส่ก็ลด น้อยลงมากจนแทบไม่ปรากฏให้เห็น โดยมากจะนิยมสวมเส้ือเชิร์ตแขนส้ันตัดเย็บส าเร็จรูป ส าหรับเด็กโดยเฉพาะหรือประเภทเส้ือยืดคอปกคอกลม คอรูปตวัวีพิมพ์ลายรูปสัตวห์รือเป็น ลวดลายต่างๆ สีสันฉูดฉาด -กางเกง ในชีวิตประจ าวันยุค ๒๐ ปี- ปัจจุบันน้ีในระยะแรกกางเกง ขายาวแบบสามส่วนหรือ “เตี่ยวสะดอ” ซึ่งเคยเป็ นกางเกงที่ชาวไทเขินท้งัเด็กและผูใ้หญ่นิยมนุ่ง ทวั่ ไปในชีวิตประจ าวันรวมท้งักางเกงขาส้ันเครื่องแบบนักเรียนน้ันในระยะแรกๆ ของสมยัน้ีมี ผู้น ามาสวมใส่น้อยมาก และในระยะต่อมาแทบไม่ปรากฏให้เห็นเลย บรรดาเด็กชายต่างหันไป สวมกางเกงกีฬาท้ังชนิดขายาวและขาส้ันรวมท้ังกางเกงผา้ท้ังแบบธรรมดาและกางเกงยีนส์ ส าเร็จรูปต่างๆ เสียเป็ นส่วนมาก ถึงแม้ในระยะประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็ นต้นมาได้มีการ ส่งเสริมให้ฟ้ืนฟูวฒันธรรมการแต่งกายโดยให้โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่จัดให้มีวันแต่ง กายแบบพ้ืนเมืองสัปดาห์ละอย่างน้อย ๑ วนัทา ให้เริ่มมีการสวมใส่ชุดเตี่ยวสะดอข้ึนมาอีกใน กลุ่มเด็กๆ แต่มักจะเป็ นการแต่งเพื่อไปโรงเรียนมากกว่าการใช้งานในชีวิตประจ าวันอย่างปกติ ทวั่ ไป ภาพที่ ๑๒๓: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายที่ใช้ชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๑๘๐ ๔.๒.๓.๕ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ ๑) การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปีที่แล้วมาเนื่องมาจากความฝื ดเคือง ทางเศรษฐกิจและเส้ือผา้หายาก มีราคาแพงผู้ชายชาวไทยเขินโดยมากจึงมักจะไม่ค่อยสวมเส้ือ ในการท างานและในการใช้ชีวิตประจ าวันในบ้านและในละแวกชุมชนที่อาศัย แต่บางทีอาจสวม เส้ือหมอ้ฮ่อมและในกรณีที่ตอ้งทา งานกลางแจง้อาจสวมเส้ือเชิร์ตแขนยาวเก่าที่ผ่านการใช้งาน แบบพิธีการในรูปแบบต่างๆ มาก่อนแล้ว ในระยะประมาณ ๕๐ ปี ต่อมาเมื่อเส้ือผา้ส าเร็จรูป แพร่หลายมากข้ึนก็เริ่มนา เส้ือผา้เก่าเหล่าน้นัมาสวมใส่ใชใ้นชีวิตประจ าวันมากข้ึน ผู้มีฐานะดีอาจ ซ้ือเส้ือเชิร์ตหรือเส้ือยืดแขนส้ันมีคอปกมาสวมใส่แต่โดยมากนิยมสวมเส้ือผา้ฝ้ายหรือผา้ป่านมี ลกัษณะเป็นเส้ือคอกลมผา่หนา้มีกระดุมแบบเส้ือหมอ้ฮ่อมแต่เป็นสีขาว -กางเกง ระยะประมาณ ๘๐ ปี ที่แล้วผู้ชายชาวไทเขินนิยมสวมกางเกง แบบสามส่วนหรือเตี่ยวสะดอ ท้งัแบบขาส้ันและขายาวหรืออาจเป็ นกางเกงขายาวส าเร็จรูป ส่วน ผู้มีฐานะดีนิยมสวมกางเกงแพรของจีนคู่กบัเส้ือผา้ป่านคอกลมสีขาวเมื่ออยใู่นบา้นหรือใช้กางเกง แพรเป็ นชุดนอน ๒) การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ ในการด าเนินชีวิตประจ าวันของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ชาวไทเขินใน ยคุน้ีระยะแรกยงัมีอยู่บา้งที่ไม่ค่อยนิยมสวมเส้ือแต่โดยมากสวมเส้ือหม้อฮ่อม และเส้ือเชิร์ตแขน ส้ันหรือแขนยาวในเวลาท างานในบ้านหรือกลางแจ้ง จากอิทธิพลของภาพยนตร์ท าให้ชายหนุ่ม ต่างนิยมใส่เส้ือเชิร์ตหรือเส้ือยืดแขนส้ันมีคอปกมาสวมใส่และพบัแขนเส้ือเหมือนการแต่งกายภาพที่ ๑๒๔: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ า ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี- ๕๐ ปี
๑๘๑ ของดาราภาพยนตร์ผู้สูงอายุกว่าแต่ยังไม่อยู่ในวัยชรานิยมสวมเส้ือผา้ฝ้ายหรือผา้ป่านมีลกัษณะ เป็นเส้ือคอกลมผา่หนา้มีกระดุมแบบเส้ือหมอ้ฮ่อมแต่เป็นสีขาว ในระยะต่อมานิยมสวมเส้ือเชิร์ต แขนส้ันและแขนยาวท้งัแบบสีลว้นและเป็นลวดลายต่างๆ รวมท้งัเส้ือยืดท้งัแบบคอปกและแบบ คอกลม สีต่างๆ พิมพ์ลวดลายหลายรูปแบบ เส้ือแบบหมอ้ฮ่อมไม่ค่อยมีผสู้วมใส่ -กางเกง ระยะแรกของยุคน้ีผู้ชายชาวไทเขินบางกลุ่มยังนิยมสวม กางเกงขาสามส่วนหรือเตี่ยวสะดอแต่จากอิทธิพลของภาพยนตร์ท าให้ชายหนุ่มนิยมสวมกางเกง ผ้าลินินสีกากีขายาว หรือกางเกงยนีส์สีน้า เงินหรือสีขาวรัดรูป พร้อมท้งัสวมรองเทา้หนงัหุ้มขอ้ สี ด าส่วนผู้สูงอายุข้ึนมานิยมสวมกางเกงแพรของจีนเมื่ออยู่ในบ้านหรือใช้เป็ นชุดนอน ในระยะ ต่อมานิยมสวมกางเกงขายาวหรือกางเกงยีนส์ขาบานและรองเท้ายกพ้ืนสูงและระยะสุดท้ายของ ยคุน้ีนิยมสวมกางเกงยีนส์เป็ นส่วนมากและไม่ค่อยปรากฏการสวมกางเกงแบบเตี่ยวสะดอให้เห็น แต่อย่างใด ๓) การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน - เสื้อ เส้ือแบบหมอ้ฮ่อมไม่ค่อยมีผสู้วมใส่แต่นิยมสวมเส้ือเชิร์ตแขน ส้ันและแขนยาวท้งัแบบสีลว้นและเป็นลวดลายต่างๆ รวมท้งัเส้ือยืดท้งัแบบคอปกและแบบคอ กลม สีต่างๆ พิมพ์ลวดลายหลายรูปแบบ รวมท้งัเส้ือคลุมทบัเช่นเส้ือผา้ยนีส์และเส้ือประเภทอื่นๆ ภาพที่ ๑๒๕ : ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี- ๒๐ ปี
๑๘๒ -กางเกง นิยมสวมกางเกงแบบสา เร็จรูปท้งัชนิดขาส้ันและขายาวที่มีขาย หลากหลายรูปแบบซึ่งบางทีเป็ นกางเกงผ้ายืดส าหรับเล่นกีฬา ส่วนมากจะใส่กางเกงยนีส์สีน้า เงิน หรือสีเข้มอื่นๆ พร้อมท้งัสวมรองเทา้ผ้าใบแต่โดยมากจะนิยมสวมรองเทา้แตะท้งัแบบทา ด้วย หนังหรือพลาสติค ในช่วงแรกๆ ไม่ค่อยปรากฏการสวมกางเกงแบบเตี่ยวสะดอให้เห็นแต่อย่างใด แต่ประมาณ ๔-๕ ปีที่ผ่านมามีการรณรงค์ให้แต่งกายแบบพ้ืนเมืองมากข้ึนก็เริ่มมีผูส้วมเตี่ยว สะดออยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับแพร่หลายและเป็ นการสวมใส่ตามกระแสการรณรงค์มากกว่าเป็ นการ สวมใส่ด้วยความต้องการดังเช่นในสมัย ๘๐ – ๕๐ ปี ที่ผ่านมา ๔.๒.๓.๖การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของผู้ชายวัยชรา ๑) การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ ในการด าเนินชีวิตประจ าวันผู้ชายวัยชราชาวไทเขินมักไม่สวม เส้ือ หรื ออาจสวมเส้ือหม้อฮ่อม เส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือแขนยาวในเวลาท างานในบ้านหรือ กลางแจ้ง -กางเกง นิยมสวมกางเกงขาสามส่วนหรือเตี่ยวสะดอท้งัชนิดขาส้ันและ ขายาวบางโอกาสก็สวมกางเกงส าเร็จรูปขายาว มักใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวหรือโพกศีรษะหรือใช้พาด ไหล่ท าเป็ นผ้าเช็ด ส่วนผู้มีฐานะดีนิยมสวมกางเกงแพรของจีนเมื่ออยู่ในบ้านหรือ ใช้เป็ นชุดนอน ภาพที่ ๑๒๖: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๑๘๓ ๒) การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ ในระยะแรกของยุคน้ียงัไม่ค่อยสวมเส้ืออาจสวมเส้ือหมอ้ฮ่อม หรือเส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือแขนยาวในเวลาทา งานในบา้นหรือกลางแจง้ระยะต่อมานิยมสวมเส้ือ เชิร์ตแขนส้ันหรือแขนยาว รวมท้งัเส้ือยดืคอกลมในเวลาท างานในบ้านหรือกลางแจ้ง -กางเกง ตอนต้นของยคุน้ีชายชราชาวไทเขินยังนิยมสวมกางเกงขาสาม ส่วนเตี่ยวสะดอและมีบางคนยังนิยมสวมกางเกงแพรของจีนเมื่ออยู่ในบ้านหรือใช้เป็ นชุดนอน แต่ระยะปลายยุคการนุ่งเตี่ยวสะดอและกางเกงแพรเริ่มหายไปจะนิยมนุ่งกางเกงส าเร็จรูปขาส้ัน หรือขายาวแต่ยังนิยมใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวหรือโพกศีรษะหรือใช้พาดไหล่ท าเป็ นผ้าเช็ดอยู่ ภาพที่ ๑๒๗: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ภาพที่ ๑๒๘: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี
๑๘๔ ๓) การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี – ปัจจุบัน - เสื้อ ในระยะประมาณ ๒๐ ปี – ปัจจุบันน้ีไม่ค่อยมีผู้ชายวัยชราที่ไม่ สวมเส้ือแต่การสวมเส้ือหมอ้ฮ่อมก็ลดน้อยลง จะหันมาสวมใส่เส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือแขนยาวใน เวลาท างานในบ้านหรือกลางแจ้งรวมท้งัเส้ือยดืคอกลมในเวลาอยู่ในบ้านหรือท างานกลางแจ้ง -กางเกง ตอนต้นยุคน้ีการสวมใส่เตี่ยวสะดอก็ลดลงเป็ นอย่างมาก รวมท้งัการสวมกางเกงแพรของจีนเมื่ออยู่ในบ้านหรือใช้เป็ นชุดนอน จะนิยมนุ่งกางเกงส าเร็จรูป ขาส้ันหรือขายาวแต่ยังนิยมใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวหรือโพกศีรษะหรือใช้พาดไหล่ท าเป็ นผ้าเช็ดอยู่ บ้าง ในระยะหลังจะนิยมสวมกางเกงส าเร็จรูปขายาวและไม่ใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวหรือพาดไหล่ อย่างที่เคยเป็ นมา ๔.๒.๔ การศึกษาอัตลักษณ์รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกายในแบบ พิธีการ การศึกษาอัตลักษณ์รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ออกแบบชุดเครื่องแต่งกาย ชนเผ่าไทเขินในแบบพิธีการจะเลือกเฉพาะชุดที่มีเอกลักษณ์หรือชุดเครื่องแต่งกายแบบที่นิยม สวมใส่มากที่สุดในแต่ละยุคสมัยเช่นเดียวกับวิธีการในการศึกษาชุดเครื่ องแต่งกายที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน โดยจะแยกหัวข้อเป็ นเพศหญิงและเพศชายแบ่งแต่ละเพศออกเป็ น ๓ กลุ่ม คือ วัย เด็ก วัยผู้ใหญ่ และวัยชราเช่นเดียวกัน ท้ังน้ีช่วงระยะการศึกษาก็จะแบ่งออกเป็ น ๓ ช่วง โดยประมาณคือ ช่วง ๘๐ - ๕๐ ปี ช่วง ๕๐ ถึง ๒๐ ปีและช่วง ๒๐ ปี ถึงปัจจุบัน ดงัต่อไปน้ี ภาพที่ ๑๒๙ : ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวันช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๑๘๕ ๔.๒.๔.๑ การแต่งกายในแบบพิธีการของเด็กผู้หญิง ๑) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ เนื่องจากในระยะแรกของยุคน้ีเส้ือผา้หายากและมีราคาแพง ถึงแม้จะมีการทอกันข้ึนมาเองได้แต่กระบวนการต้องใช้เวลามากและผลิตได้จา นวนน้อยจึง น ามาใช้เฉพาะที่จ าเป็ นจริงๆ เท่าน้ัน เด็กผูห้ญิงจะไม่ค่อยไดใ้ส่เส้ือจนกว่าจะโตเป็นสาวรุ่นซ่ึงก็ เหมือนกบัเด็กผชู้ายท้งัหลายที่ไม่ไดใ้ส่เส้ือเช่นกนันอกจากผทู้ี่มีฐานะดีและที่ตอ้งไปเขา้โรงเรียน ดงัน้นั การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในแบบพิธีการจะการแต่งกายของเด็กหญิง ไม่ว่าจะอยู่กับบ้าน หรือมีเทศกาลก็แต่งเหมือนกัน ส าหรับเส้ือนิยมนุ่งเส้ือบ่าห้อย น้อยรายที่จะได้สวมเส้ือปั๊ด ส่วนมากตัดเย็บกันเองในครัวเรือน ใช้เย็บด้วยมือ เป็ นผ้าฝ้ายที่ได้จากทอ ย้อมสีธรรมชาติและ อาจมีผา้โพกศีรษะเป็นสีเดียวกบัเส้ือแต่ในปลายยุคน้ีเริ่มมีการสวมเส้ือปั๊ดหรืออาจเป็นเส้ือคอ กลมผ่าหน้าแบบของผู้ใหญ่และเริ่มซ้ือเส้ือแขนส้ัน คอปกส าเร็จรูปแบบต่างๆ มาสวมใส่ - ผ้าซิ่น การนุ่งผา้ซิ่นมกันุ่งผา้ซิ่นที่เป็ นสีเดียวลว้นบา้ง หรือผา้ซิ่นทอ ลายขวางสลับแบบธรรมดา รวมท้งัผา้ซิ่นตีนก่านที่ทอให้มีสีดา เป็นสีพ้ืน และมีแถบสีแดงเป็ น เส้นคนั่ ประมาณ สี่แถวเป็ นต้น ตอนปลายยคุเริ่มมีการซ้ือชุดเส้ือกระโปรงสา เร็จรูป มาสวมใส่ ๒) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี - เสื้อ ระยะแรกยังนิยมนุ่งเส้ือบ่าห้อยและเส้ือปั๊ดหรืออาจสวมเส้ือ คอกลมผ่าหน้าสีขาว สีน้า ตาลอ่อน หรือสีชมพูพร้อมท้งัมวยผมแลว้รวบไว้ด้านข้างและทัดด้วย ปิ่นปักผมหรือ ดอกไม้สด หรือโพกศีรษะตามแบบของผใู้หญ่ระยะต่อมานิยมซ้ือเส้ือแขนส้ัน ภาพที่ ๑๓๐: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี
๑๘๖ คอปกส าเร็จรูปแบบต่างๆ รวมท้งัเส้ือยดืพิมพ์ลายแบบเด็กๆ มาสวมใส่ มีการสวมหมวกแทนการ โพกศีรษะ - ผ้าซิ่น ส าหรับการนุ่งผา้ซิ่นยังเหมือนกับยุค ๘๐ - ๕๐ ปีคือมักนุ่ง ผา้ซิ่นเป็นผา้ซิ่นสีเดียวลว้นบา้ง หรือผา้ซิ่นทอลายขวางธรรมดา รวมท้งัผา้ซิ่นตีนก่าน ที่ทอสีด า เป็นสีพ้ืน ทอแถบสีแดงเป็นเส้นคั่นประมาณ สี่แถบ แต่ยุคน้ีเริ่มมีการซ้ือชุดเส้ือกระโปรง ส าเร็จรูป รวมท้งักางเกงขาส้ัน ขายาวสีต่างๆ มาสวมใส่มากข้ึนจนท าให้ในช่วงปลายยุคการแต่ง กายแบบประเพณีเสื่อมความนิยมลงไปแทบหมดสิ้น ๓) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน - เสื้อ จากการเสื่ อมความนิยมในการแต่งกายชุดประเพณี ท าให้ ในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปีที่แล้วมาไดม้ีการรณรงค์ฟ้ืนฟูการแต่งกายแบบประเพณีข้ึนมาและ ในช่วงแรกๆ ของยุคน้ีเริ่มมีการหันมาแต่งกายแบบไทเขินอีกคร้ังหนึ่ง เช่น ในเทศกาลส าคัญ เด็กผู้หญิงชาวไทเขินจะสวมเส้ือปั๊ด แต่วัสดุในการทา เส้ือมักตัดเย็บจากผ้าไหมจีนสีอ่อนๆและ โพกหัวด้วยผ้าสีเดียวกบัเส้ือหรือสีโทนอ่อน มีน้อยรายที่ผลิตผ้าทอและตัดเย็บเป็ นชุดแต่งกายเอง เหมือนที่เคยทา ในสมยัก่อน แต่การแต่งชุดประเพณีไทเขินดังกล่าวโดยมากเป็ นเพียงการแต่งเพื่อ แสดงในงานพิธีบางคร้ังเท่าน้นัและยังมีการประยุกต์รูปแบบชุดเครื่องแต่งกายจนผิดเพ้ียนไปจาก เดิมเป็ นอันมาก อย่างไรก็ตามส่วนมากเด็กผู้หญิงจะนิยมสวมใส่ชุดเส้ือผา้สา เร็จรูปตามแบบสมยั นิยมมากกว่า ภาพที่๑๓๑: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี
๑๘๗ - ผ้าซิ่น ผา้ซิ่นในยุคน้ียงัเป็นผา้ซิ่นสีเดียวลว้นบา้ง หรือผา้ซิ่นทอลาย ขวางแต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว การใช้วัสดุจะใช้ผ้าไหมเทียมมาทอหรือตัดเย็บทา ให้บางคร้ังมี ลายผ้าที่มาจากการทอด้วยเครื่องจักรจากโรงงานบ้างซึ่งไม่ใช่รูปแบบลวดลายประเพณีที่เคยทอ กนัมา หรือไปซ้ือชุดผา้ซิ่นส าเร็จรูปที่ทา ข้ึนมาขายโดยไม่ไดค้า นึงถึงอตัลกัษณ์ของแต่ละชนเผ่า ท าให้การแต่งกายดูปะปนกันไปแยกไม่ออกว่าเป็ นแบบชนเผ่าใด ๔.๒.๔.๒ การแต่งกายในแบบพิธีการของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ ๑) การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ เมื่อเจริญวยัข้ึนมาอยู่ในวยัสาว เริ่มมีการแต่งกายและประดับ ประดาหลากหลายรูปแบบมากข้ึน เช่น มีท้ังเส้ือบ่าห้อย และเส้ือแขนส้ัน คอปก แขนส้ัน ชาวบา้นเรียกว่า เส้ือคอปก หรือเส้ือคอฮาวายก็มีส่วนทรงผมนิยมไว้ผมยาวและเกล้ามวยผม ใน เทศกาลหรืองานพิธีการต่างๆ ผหู้ญิงชาวไทเขินมกัจะสวมเส้ือปั๊ดสีขาว สีน้า ตาลอ่อน หรือสีชมพู พร้อมท้ังมวยผมแล้วรวบไว้ด้านข้าง และทัดด้วยปิ่นปักผมหรือ ดอกไม้สดข้ึนอยู่กับฐานะ บางคร้ังอาจโพกศีรษะด้วยผ้าสีเดียวกบัเส้ือ - ผ้าซิ่น มีท้งัแบบผา้ฝ้ายและผา้ไหมตามฐานะของบุคคลและมีการ ออกแบบลวดลายหลากหลายรูปแบบมีท้งัทา ตามแบบเดิมและแบบเจา้นายสตรีในราชสา นกั สมยัก่อน ภาพที่ ๑๓๒: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี– ปัจจุบัน
๑๘๘ ๒) การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี–๒๐ ปี - เสื้อ รูปแบบของเส้ือมีความหลากหลายยงิ่ข้ึน ในระยะแรกยงัมีการ สวมเส้ือปั๊ดอยบู่า้ง แต่ระยะต่อมาใชส้วมใส่เฉพาะงานพิธีกรรมสา คญัเท่าน้นัและคลี่คลายมาเป็น การสวมใส่เส้ือผา้ตามแฟชนั่เช่น ใส่เส้ือแขนส้ันคอปก หรือเส้ือคอจีบแบบต่างๆ ส่วนเส้ือปั๊ด แบบไทเขินตอนปลายยุคไม่ค่อยมีผู้น ามาสวมใส่ - ผ้าซิ่น มีท้งัแบบผา้ฝ้ายและผา้ไหมตามฐานะของบุคคลและมีการ ออกแบบลวดลายหลากหลายรูปแบบมีท้งัทา ตามแบบเดิมและแบบเจา้นายสตรีในราชสา นกั สมยัก่อน อยา่งไรก็ตามระยะต่อมาเริ่มนิยมสวมกระโปรงหรือกางเกงแทนการนุ่งผา้ซิ่น พอเวลา มีงานก็จะสวมใส่ผ้าซิ่นที่มีลวดลายดอกไม้ซ่ึงหาซ้ือไดจ้ากตลาด ภาพที่ ๑๓๓: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ภาพที่ ๑๓๔: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี
๑๘๙ ๓) การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี– ปัจจุบัน - เสื้อ เป็นยคุที่มีการรณรงคฟ์้ืนฟูอัตลักษณ์วัฒนธรรมการแต่งกาย ด้งัเดิมของชาวไทเขิน มีการแต่งกายยอ้นยคุแต่เป็นการนา เอารูปแบบในอดีตมาประยกุตใ์ชใ้น เทศกาลหรือประเพณีที่สา คญั โดยเฉพาะกลุ่มสตรีจะมีการนุ่งเส้ือปั๊ดและโพกศีรษะดว้ยผา้สีขาว และสีอื่นๆ ตามสีของเส้ือ - ผ้าซิ่น ยคุน้ีมีการฟ้ืนฟูการผลิตผา้ซิ่นข้ึนใหม่ในหมู่บ้านแต่วัสดุที่ใช้ มกัจะเป็นการซ้ือมาจากทอ้งตลาดเสียเป็นส่วนใหญ่อยา่งไรก็ตามรูปแบบลวดลายในการทอผา้ก็ ยงัมีโครงสร้างแบบเดิมถึงแมจ้ะมีการประยกุตล์ายต่างๆ ผสมเขา้ไปมากข้ึน แต่การแต่งกายก็เป็ น เพียงเพื่อใช้ส าหรับการแสดงออกถึงความเป็นชาวไทเขินในงานที่จดัข้ึนมาโดยเฉพาะเท่าน้นัแต่ สา หรับงานเทศกาลทวั่ ไปมกัจะแต่งกายตามสมยันิยม เช่นสวมกางเกงหรือกระโปรงแทน ๔.๒.๔.๓ การแต่งกายในแบบพิธีการของผู้หญิงวัยชรา ๑) การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ มักแต่งกายด้วยเส้ือปั๊ดผา้ฝ้ายแขนยาวหรือเส้ือคอกลมผา่หนา้ คอไม่มีปก ติดยึดด้วยกระดุมท าจากไม้กลึงหรือกระดุมผ้า หรือแบบใช้เชือกมัด มีผ้าโพกศีรษะ เป็ นผ้าฝ้ายเช่นกัน หรืออาจเกล้ามวยผมมัดเป็ นจุกไว้ด้านหลังแล้วใช้ดอกไม้ประดับ และใช้ผ้า เช็ดพาดไหล่แทนการโพกศีรษะ ภาพที่ ๑๓๕: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๑๙๐ - ผ้าซิ่น การใช้ผา้ซิ่นของผูสู้งอายุหญิงช่วงเทศกาล มีพิถีพิถนัข้ึนมา บา้ง นิยมนุ่งผา้ซิ่นแบบเดียวกับที่หญิงสาวใช้กันที่เรียกว่า “ซิ่นก่าน” หมายถึงผ้าซิ่นที่มีการต่อหัว ซิ่นและต่อตีนซิ่นคนละสีกบัตวัซิ่น ๒) การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ ในเทศกาลยังคงนิยมสวมใส่เส้ือปั๊ดผา้ฝ้ายสีขาว สีเทา หรือ สี น้า ตาลออน (ซึ่งเป็ นลักษณะของสีผ้าฝ้ายที่ย้อมด้วยวัสดุ ่จากธรรมชาติ) เป็นเส้ือแขนยาว หรืออาจ สวมเส้ือแบบเส้ือคอกลม ผ่ากลาง ติดกระดุมไว้ทรงผมแบบเกล้ามวยทัดด้วยดอกไม้สดเป็ น ดอกไมพ้ ้ืนบา้น คือดอกจา ปีหรือโพกศีรษะดว้ยผา้สีเดียวกบัเส้ือ - ผ้าซิ่น นิยมนุ่งผา้ซิ่นก่านเหมือนกับในช่วงระยะประมาณ๘๐ ปีและ เนื่องจากผู้คนในวัยชรามักจะไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้านการแต่งกายตามกระแสนิยม อย่างเต็มที่เหมือนวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาวทา ให้ยงัคงเหลือรูปแบบการแต่งกายที่เคยใชม้าก่อนอยู่ เป็ นส่วนมาก ภาพที่ ๑๓๖: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการ ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี
๑๙๑ ๓) การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๒๐ปี- ปัจจุบัน - เสื้อ ในช่วงระยะประมาณ ๒๐ปีที่ผ่านมา ชาวไทเขินได้รณรงค์ให้ มีการแต่งกายย้อนยุค คือ น าเอารูปแบบในอดีตมาแต่งกายใหม่โดยผู้หญิงวัยชราจะเป็ นก าลัง ส าคัญในการรณรงค์ดังกล่าว เช่น การกลับมาสวมเส้ือปั๊ด โพกศีรษะดว้ยผ้าขาวและผ้าสีถือเป็ น โอกาสที่เหมาะสมที่ชาวไทเขินจะได้เปิ ดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนเองอย่างสง่าผ่าเผยโดยผ่าน การแต่งกายในรูปแบบอันเป็ นเอกลักษณ์ของตนเอง - ผ้าซิ่น ในเทศกาลที่ส าคัญจะนิยมนุ่งผ้าซิ่นที่ทา กนัข้ึนในหมู่บา้น ที่มี รูปแบบเดียวกันกับผา้ซิ่นที่ใช้โดยผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ แต่ไม่มีลวดลายตกแต่งมากเหมือนผา้ซิ่นของ หญิงสาว ภาพที่๑๓๗ : ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ภาพที่ ๑๓๘: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๑๙๒ ๔.๒.๔.๔ การแต่งกายในแบบพิธีการของเด็กผู้ชาย ๑) การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ ในระยะแรกของยุคน้ีเส้ือผา้ยังหายาก และมีราคาแพง ถึงแม้ จะผลิตผ้าฝ้ายและผ้าไหมข้ึนมาเองไดแ้ต่กระบวนการตอ้งใชเ้วลามากและผลิตไดจ้า นวนนอ้ยจึง น ามาใช้เฉพาะที่จ าเป็ น เด็กชายลูกหลานผู้มีฐานะดีอาจสวมใส่เส้ือผ้าไหมสีขาวหรือสีน้ าตาล อ่อน ที่มีลักษณะเป็ นคอกลมผ่าหน้า และติดกระดุมที่ท าจากผ้าลักษณะคล้ายกระดุมจีน ตลอด แนวสาบเส้ือ ซ่ึงโดยทวั่ ไปจะเป็นเส้ือผา้ฝ้ายซ่ึงถา้ยอ้มดว้ยตน้ครามหรือตน้ฮ่อมก็จะเรียกว่าเส้ือ หม้อฮ่อม ในบางโอกาสก็อาจโพกผ้าที่ศีรษะด้วยผ้าฝ้ายสีเดียวกบัเส้ือหรือกางเกง ปลายยุคจะหัน มานิยมใส่เส้ือเชิร์ตส าเร็จรูปแขนส้ัน คอปก ที่เป็นเครื่องแบบนกัเรียน หรืออาจเป็นเส้ือสีต่างๆท้งั แขนยาวและส้ัน -กางเกง ในระยะแรกของยุคน้ียังสวมเตี่ยวสะดอเป็ นหลักส าหรับ เด็กชายทั่วไป ผู้ที่มีฐานะดีและที่ต้องไปเข้าโรงเรียนจะนิยมสวมกางเกงขาส้ันชุดเครื่องแบบ นกัเรียนหรือกางเกงสีอื่นท้งักางเกงขายาวอีกด้วย ในตอนปลายยุคการสวมใส่เตี่ยวสะดอได้เสื่อม ความนิยมลงไปมากและจะสวมใส่กางเกงขาส้ันเป็นหลกั ๒)การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ การแต่งกายในแบบพิธีการตามประเพณีในยุคน้ีเด็กชายยังคง สวมเส้ือผา้ฝ้ายหมอ้ฮ่อม หรือเส้ือผา้ฝ้ายคอกลมสีขาวหรือสีน้า ตาลอ่อน และติดกระดุมที่ท าจาก ผา้ลกัษณะคลา้ยกระดุมจีน ตลอดแนวสาบเส้ือ แต่ความนิยมแต่งกายแบบประเพณีลดน้อยลงมาก ภาพที่ ๑๓๙: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี
๑๙๓ ในระยะหลังจะแต่งกายด้วยเส้ือเชิร์ตแขนส้ัน สีต่างๆ เป็ นหลักส าหรับงานเทศกาลหรือพิธีการ ต่างๆ -กางเกง ในยุคน้ีแทบไม่มีเด็กผูช้ายสวมเตี่ยวสะดอท้งัแบบขาส้ันหรือ ขายาวอีกต่อไป ถึงแมจ้ะสวมเส้ือหมอ้ฮ่อม หรือเส้ือผา้ฝ้ายคอกลมสีขาวหรือสีน้ าตาลอ่อนอยู่ บ้าง แต่ส าหรับกางเกงนิยมสวมกางเกงขาส้ันชุดเครื่องแบบนักเรียนหรือกางเกงสีอื่นรวมท้ัง กางเกงขายาวในบางโอกาสอีกด้วย ๒)การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน - เสื้อ ในการแต่งกายแบบพิธีการตามกระบวนการรณรงค์ฟ้ืนฟู ประเพณีการแต่งกายแบบไทเขินเด็กผู้ชายจะสวมเส้ือผา้ฝ้ายสีขาวหรือสีน้า ตาลอ่อน ที่มีลกัษณะ เป็นคอกลมและติดกระดุมที่ทา จากผา้ลกัษณะคลา้ยกระดุมจีน ตลอดแนวสาบเส้ือแต่บางทีมีการ เยบ็ลวดลายประยุกตต์ ่างๆ ทา ให้รูปแบบไม่เหมือนกบัเส้ือในอดีตท้งัหมดแต่ก็ถือกนัวา่เป็นแบบ ไทเขินประยุกต์ บางโอกาสก็โพกผ้าที่ศีรษะดว้ยผา้ฝ้ายสีเดียวกบัเส้ือหรือกางเกง -กางเกง ใช้เตี่ยวสะดอหรือ กางเกงขาสามส่วน สีขาวหรือสีน้า ตาลอ่อน แต่บางคร้ังก็ใชก้างเกงขายาวธรรมดาแต่เป็นสีขาวหรือสีอื่นๆ และสวมรองเทา้แตะสีน้า ตาลหรือ รองเท้าผ้าใบสีขาวหรือสีอื่น ภาพที่๑๔๐: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี
๑๙๔ ๔.๒.๔.๕ การแต่งกายในในแบบพิธีการของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ ๑)การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี - เสื้อ ผูช้ายชาวไทเขินนิยมสวมเส้ือสองช้นัคือไม่ติดกระดุมเส้ือตวั นอก หรือสวมเส้ือที่มีลกัษณะเป็นคอกลมและติดกระดุมที่ทา จากผา้ลกัษณะคลา้ยกระดุมจีน ตลอดแนวสาบเส้ือบางโอกาสก็โพกผา้ที่ศีรษะดว้ยผา้ฝ้ายสีเดียวกบัเส้ือเช่นเดียวกับวัยเด็ก -กางเกง ในระยะแรกของยุคแม้ในงานพิธีการส าคัญ ผู้ชายชาวไทเขินก็ ยังนิยมสวมเตี่ยวสะดอ หรือกางเกงขาสามส่วนขายาวสีขาวหรือสีน้า ตาลอ่อน บางคนก็สวม กางเกงขายาวธรรมดาสีต่างๆ ต่อมาตอนปลายยุคนิยมสวมกางเกงมากว่าเตี่ยวสะดอ ภาพที่ ๑๔๑: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน ภาพที่ ๑๔๒: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี
๑๙๕ ๒)การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี - เสื้อ ในระยะแรกยงัมีผูน้ิยมสวมใส่เส้ือแบบไทเขินต่อเนื่องจากยุค ๘๐ – ๕๐ ปีแต่ระยะต่อมาหันไปสวมใส่ชุดเส้ือเชิร์ตแขนยาว หรือแขนส้ันสีขาวหรือสีต่างๆ ตามสมัยนิยม -กางเกง การสวมเตี่ยวสะดอ หรือกางเกงขาสามส่วนขายาวในงาน เทศกาลไดเ้สื่อมความนิยมแทบหมดสิ้น นอกจากใส่เพื่อการแสดงบางคร้ังเท่าน้นับรรดาหนุ่มๆ ชาวไทเขินหนัมาใส่กางเกงขายาวที่มีขายตามทอ้งตลาดหรืออาจสั่งตดัจากร้านตดัเส้ือและกางเกง ที่มีอยทู่วั่ ไปรวมท้งัการสวมรองเทา้หนงัหรือผา้ใบตามแบบแฟชนั่ ๓) การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี– ปัจจุบัน - เสื้อ เมื่อมีการรณรงค์ให้มีการแต่งกายแบบพ้ืนถิ่นในตอนต้นของ ยุคน้ีจึงเริมมีการแต่งกายแบบไทเขินในงานพิธีกรรมส าคัญตามเทศกาลแต่ได้มีการประยุกต์ รูปแบบของเส้ือมีลักษณะเป็นเส้ือแขนส้ันผ่าหน้ามีกระดุมผา้ ปล่อยชายอาจมีกระเป๋าเล็กๆ ด้านหน้าล่างท้ังซ้ายและขวาหรือ ตรงอกเส้ือด้านซ้ายมือ คอเส้ือไม่มีปกคล้ายเส้ือคอจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจมีลวดลายทอยกข้ึนมา หรือน าแผ่นผา้ทอลวดลายผืนเล็กๆ เย็บตกแต่ง บริเวณหน้าอกท้งัสองดา้นหรือส่วนปกคอเส้ือ หรือบริเวณไหล่แต่แทจ้ริงแลว้เป็นแบบที่ท้งัชน ภาพที่ ๑๔๓: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี
๑๙๖ เผ่าไทยวน ไทล้ือ ต่างก็น าไปสวมใส่ในยุคเดียวกันน้ีเช่นกันจึงอนุโลมว่าเป็นแบบไทเขิน ประยุกต์แต่โดยทวั่ ไปนิยมสวมใส่เส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือแขนยาวสีสุภาพ -กางเกง กางเกงเป็ นชุดเครื่องแต่งกายไทเขินที่ยังคงลักษณะโครงสร้าง หรือรูปแบบไม่แตกต่างจากที่เคยเป็ นมามากนัก คือยังนิยมใช้เตี่ยวสะดอ หรือกางเกงขาสามส่วน ขายาวเช่นเดิม แต่ตอนปลายยุคได้มีการปรับปรุงให้มีการเย็บสายรัดเอว ท าด้วยผ้าทบเย็บเป็ นรูป เส้นแบนกว้างประมาณครึ่ งเซนติเมตร มีสองเส้นแต่ละเส้นยาวประมาณ ๕๐ ถึง ๘๐ เซนติเมตร เย็บหัวด้านหนึ่งของแต่ละเส้นติดกับตัวกางเกงด้านหลังบริเวณตรงกลางห่างจากขอบกางเกง ด้านบนลงมาประมาณ ๒๐ เซนติเมตร เวลานุ่งเมื่อขมวดชายกางเกงเข่าด้วยกันแล้วสามารถดึง ปลายสายรัดเอวที่ปล่อยทิ้งแต่ละข้างมามัดเพื่อรัดเอวแทนเข็มขัดซึ่งถือเป็ นการออกแบบที่เป็ น ประโยชน์มาก แต่ส่วนมากจะสวมกางเกงขายาวสีสุภาพตามสมัยนิยมและสวมรองเท้าผ้าใบหรือ รองเท้าหนัง ๔.๒.๔.๖ การแต่งกายในแบบพธิีการของผู้ชายวัยชรา ๑)การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี - เสื้อ ในระยะแรกยังนิยมสวมเส้ือผา้ฝ้ายสีขาวหรือสีน้ าตาลอ่อน แขนยาว ที่มีลักษณะเป็ นคอกลมผ่าหน้าและติดกระดุมตลอดแนวสาบเส้ือลักษณะแบบที่เรียกว่า เส้ือหมอ้ฮ่อม บางโอกาสอาจจะมีผ้าคาดเอวและโพกที่ศีรษะด้วยผ้าฝ้ายและสะพายย่ามท าด้วยผ้า ฝ้ายสีเดียวกบัเส้ือหรือกางเกง ภาพที่ ๑๔๔: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่แบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๑๙๗ -กางเกง ชายชราชาวไทเขินในยคุน้ียงันิยมสวมกางเกงขาสามส่วนหรือ เตี่ยวสะดอเหมือนของวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ตามงานและโอกาส ตอนปลายยคุเริ่มหันมาใส่กางเกง ขายาวที่มีขายตามทอ้งตลาดหรืออาจสั่งตดัจากร้านตดัเส้ือและกางเกงที่มีอยทู่วั่ ไปรวมท้งัการ สวมรองเทา้หนงัหรือผา้ใบตามแบบแฟชนั่ ๒)การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี - เสื้อ ในยุคน้ีการสวมเส้ือลกัษณะแบบเส้ือหมอ้ฮ่อมที่ทา ดว้ยผ้าฝ้าย สีขาวหรือสีน้า ตาลอ่อนแขนยาวเหมือนกับยุค ๘๐ – ๕๐ ปี ที่ผ่านมารวมท้งัการโพกผ้าที่ศีรษะ ดว้ยผา้สีเดียวกบัเส้ือหรือกางเกงแต่ระยะหลังโดยมากจะสวมใส่ชุดเส้ือเชิร์ตแขนยาว หรือแขน ส้ันสีขาวหรือสีต่างๆ ตามสมยันิยม -กางเกง ระยะแรกๆยังมีการสวมใส่เตี่ยวสะดออยู่บ้างแต่โดยมากใส่ กางเกงขายาวสีสุภาพตามสมัยนิยม อาจสวมรองเท้าแตะหรือผู้ที่มีฐานะดีอาจสวมรองเท้าหนัง หรือผ้าใบ และการสะพายย่ามยังมีอยู่จนกระทงั่เริ่มเสื่อมความนิยมไปในปลายยุค ภาพที่ ๑๔๕: ชุดเครื่ องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี
๑๙๘ ๓)การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี– ปัจจุบัน - เสื้อ การสวมเส้ือผา้ฝ้ายคอกลมและโพกผ้าที่ศีรษะด้วยผ้าฝ้ายสี เดียวกบัเส้ือหรือกางเกง ไดย้อ้นกลบัมาอีกคร้ังเมื่อมีการรณรงค์ให้มีการแต่งกายแบบประเพณีใน ตอนต้นของยุคและเริ่มมีการแต่งกายแบบไทเขินในงานพิธีกรรมส าคัญตามเทศกาลแต่รูปแบบ ของเส้ือมีการประยุกต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจมีลวดลายทอน าแผ่นผ้าทอลวดลายผืนเล็กๆ เย็บ ตกแต่งบริเวณหน้าอกท้งัสองดา้นหรือส่วนปกคอเส้ือ หรือบริเวณไหล่ ซึ่งเป็นแบบที่ท้งัชนเผ่า ไทยวน ไทล้ือ ต่างก็นา ไปสวมใส่ในยุคเดียวกนัน้ีเช่นกนัจึงอนุโลมว่าเป็นแบบไทเขินประยุกต์ แต่โดยทวั่ ไปนิยมสวมใส่เส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือแขนยาวสีสุภาพ บางคร้ังอาจยงัมีผา้คาดเอวแต่ การโพกศีรษะมีน้อยมากและไม่มีผู้นิยมการสะพายย่ามเช่นยุคที่ผ่านมา -กางเกง การสวมเตี่ยวสะดอสีเดียวกบัเส้ือยงัมีอยบู่า้งในบางโอกาสตาม กระแสการรณรงค์ให้มีการแต่งกายแบบประเพณีส่วนการสวมกางเกงแพรของจีนน้นัเสื่อมความ นิยมไปโดยสิ้นเชิงผู้ชายวัยชราชาวไทเขินต่างหันมาสวมใส่กางเกงขายาวส าเร็จรูปที่มีขายทวั่ ไป หรืออาจสั่งตดัจากร้านตดัเส้ือและกางเกงรวมท้งัการสวมรองเท้าหนังหรือผ้าใบ หรืออาจเป็ น รองเท้าแตะหนังแบบต่างๆ ภาพที่ ๑๔๖: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี
๑๙๙ ภาพที่ ๑๔๗: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราแบบพิธีการ ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๔.๓ ชนเผ่าไทยวน พื้นที่ศึกษา: ต าบลช่างเคิ่ง อ. แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่ นักวิจัย: มาณพ มานะแซม ____________________________________________________________________________ ๔.๓.๑วัฒนธรรมการแต่งกาย ชนเผ่าไทยวนนับเป็ นกลุ่มชนที่มีอ านาจในอาณาจักรล้านนาและโดยเฉพาะ อยา่งยงิ่ในเมืองเชียงใหม่ ดงัน้นั รูปแบบและโครงสร้างของชุดเครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมการ แต่งกายของชาวไทยวนย่อมจะต้องมีอิทธิพลต่อชนเผ่าที่ถูกกวาดต้อนหรืออพยพมาอยู่ใต้การ ปกครอง เช่นชนเผ่าไทเขิน ไทล้ือ และอื่นๆ ซึ่ งต่างพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมและ วัฒนธรรมความเป็ นอยู่ตามวิถีชีวิตของชาวไทยวนให้มากที่สุด กระบวนการในการปรับตวัน้ัน บางคร้ังตอ้งซ่อนเร้นวฒันธรรมของชนเผ่าตนเองท้งัน้ีเพื่อความอยู่รอดและเพื่อให้กลมกลืนกับ อิทธิพลที่ครอบง าอยู่ ถ้ากล่าวถึงกระบวนการในการปรับตัวทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะด้านการแต่ง กายน้ันที่จริ งแล้วก่อนหน้าที่ชนเผ่าเหล่าน้ีจะอพยพมาอยู่ในบริเวณจังหวัดเชียงใหม่และ ภาคเหนือตอนบนน้ัน ต่างก็เคยมีความสัมพันธ์ระหว่างชนเผ่าและมีการแลกเปลี่ยนรูปแบบทาง วัฒนธรรมด้านการแต่งกายซึ่งกันและกันอยู่แล้วโดยวิถีทางการค้าขายและการอพยพโยกยา้ยถิ่น ไปมาบริเวณดินแดนที่ต้ังอยู่ตอนใต้ของจีนจนถึงตอนเหนือของไทยซึ่ งขณะน้ันยังไม่มีการ แบ่งแยกเป็ นชาติรัฐหรือเป็ นประเทศที่มีขอบเขตอย่างชัดเจนเช่นในปัจจุบัน ดังน้ันเมื่อมีการ อพยพมาอาศัยอยู่ภายใต้ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศเดียวกันประกอบกับการที่ต้องปรับตัว เข้ากับวัฒนธรรมของผู้มีอ านาจเหนือกว่าจึงส่งผลให้ลักษณะการแต่งกายโดยรวมของชาวไทยวน ไทเขิน ไทใหญ่ และไทล้ือ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณตัวเมืองเชียงใหม่และปริมณฑลค่อนข้างจะมี ความคล้ายคลึงกันเป็ นอย่างมาก หากจะพยายามแยกแยะให้เห็นถึงความแตกต่างในความคล้ายคลึงดังกล่าวก็ อาจจะมีในส่วนของการประดับตกแต่งและลวดลายที่ทอหรือปักลงบนผืนผ้าซึ่ งส่วนมากจะ สะท้อนอิทธิพลที่ได้รับจากธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ วิถีชีวิต ความเชื่อหรือเรื่องราวตามค าบอก เล่าตลอดถึงการพยายามสื่อความหมายถึงการที่วัฒนธรรมตนได้ถูกกดทับอยู่ของบางชนเผ่าเป็ น ต้น ส าหรับชาวไทยวนอ าเภอแม่แจ่มนอกจากจะมีวัฒนธรรมที่เด่นชัดในการทอลวดลายด้วย เทคนิคการย้อมเส้นด้ายแบบมัดย้อมท าให้สีเส้นด้ายแตกต่างกันซึ่งเป็ นที่นิยมในกลุ่มชาวละว้า และชนเผ่าไทอื่นๆ ด้วยเช่นกัน แล้วยังมีเทคนิคการทอผ้า เพื่อใช้ทา เป็นเชิงผา้ซิ่นซ่ึงเป็นส่วนที่ เรียกว่า “ตีนซิ่น”โดยการสอดเส้นดา้ยให้มีลวดลายอย่างวิจิตรเรียกเทคนิคน้ีว่า “จก” เป็ นเทคนิค การทา ลวดลายบนผืนผา้ด้วยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งแยกเป็ นพิเศษเข้าไปเป็ นช่วงๆไม่ติดต่อกัน
๒๐๑ ตลอดหน้ากว้างของผ้า ส่วนการ “จก”คือเวลาท าการทอผ้าซึ่งจะต้องมีเส้นด้ายยืน (เส้นด้ายที่เป็น ตัวก าหนดความยาวของผืนผ้า) และมีเส้นด้ายพุ่ง (เส้นด้ายด้านขวางที่สอดในกระสวยใช้พุ่งจาก ด้านข้าง) ซึ่งการจกจะเป็ นการใช้ขนเม่นไม้แหลม หรืออาจใช้นิ้วมือล้วงหรือสอดเข้าไปดึงยก เส้นด้ายยืนข้ึนแล้วสอดใส่เส้นด้ายพุ่งโดยกระสวยเพื่อให้ด้ายสลับลวดลายตามต้องการ การท าจก จะมีลักษณะของลวดลายคล้ายๆ วิธีปักผสมทอผ้าซิ่นที่ไดจ้ากวิธีน้ีจึงเรียกว่า “ผ้าซิ่นตีนจก” อย่างไรก็ตามเมื่อประเทศไทยเปิ ดรับเอาวัฒนธรรมจากตะวันตกมาประยุกต์ใช้ อย่างเต็มที่ได้ส่งผลให้รูปแบบการแต่งกายของชนเผ่าที่เป็ นประชากรในจังหวัดเชียงใหม่และ ปริมณฑลตลอดถึงจังหวดัอื่นๆ ทั่วประเทศถูกปรับเปลี่ยนไปตามอิทธิพลทางการเมืองการ ปกครอง ตลอดถึงอิทธิพลของสื่อและกลไกทางการตลาด จนละทิ้งวฒันธรรมเดิมไปแทบหมด สิ้น จนในที่สุดได้เกิดกระแสการพยายามสร้างความนิยมวฒันธรรมพ้ืนถิ่น และภูมิปัญญา ชาวบ้าน โดยโครงการต่างๆที่ได้รับการสนับสนุนจากท้งัภาครัฐและเอกชน ในส่วนของอ าเภอ แม่แจ่มเองก็มีการด าเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการร้ือฟ้ืนวัฒนธรรมต่างๆ การจัดแสดง รวมท้งัการ พัฒนาประเพณีเพื่อการท่องเที่ยวข้ึน อาทิเช่น งานจุลกฐิน งานเทศกาลมหกรรมผา้ตีนจกแม่แจ่ม มีการนา ผา้ตีนจกข้ึนมาจดัประกวดและสร้างสรรคเ์ป็นรูปร่างต่างๆบนขบวนรถแห่มากมาย กระบวนการร้ือฟ้ืนทางวฒันธรรมท้องถิ่นภายใต้กระแสความเคลื่อนไหว สนับสนุนความเป็ นไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านของผู้คนในสังคมปัจจุบัน ท าให้กระบวนการ ผลิตผ้าทอพ้ืนบา้นของชาวไทยวนอา เภอแม่แจ่มตื่นตัวได้รับการฟ้ืนฟูไปดว้ยแต่จะเป็ นการผลิต เพื่อการพาณิชย์มากกว่าเพื่อการใช้งานในวิถีชีวิตประจ าวันแบบด้งัเดิม ท าให้รูปแบบชุดเครื่อง แต่งกายที่ผลิตข้ึนมามีลกัษณะออกไปในแบบประยุกต์เช่น น าเอาผ้าตีนจกส าหรับตกแต่งชาย ผา้ซิ่นไปประดบั ปกคอเส้ือ ทา เป็นผา้สไบห่ม น าไปประดับท าเครื่องตกแต่งอื่นๆ หรือแม้กระทงั่ ท าเป็ นลวดลายประกอบหมวกหรือผ้าโพกศีรษะซึ่งได้รับการวิจารณ์ว่าเป็ นการบิดเบือนหน้าที่ใช้ สอยโดยตรงตามประเพณีของการใช้ผ้าหรือลวดลายประกอบซึ่งออกแบบไว้ส าหรับหน้าที่ใช้ สอยแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ เหตุการณ์กระแสความเคลื่อนไหวร้ือฟ้ืนวฒันธรรมทอ้งถิ่น ดงักล่าวจึงอาจเป็นท้งนิมิตที่ดีในการสืบสานวัฒนธรรมแต่ขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็ นการปฏิวัติ ั วัฒนธรรมของท้งัชาวไทยวน และกลุ่มที่ใกลช้ิด เช่น ไทล้ือไทเขิน และไทใหญ่ตลอดท้งัชนเผ่า อื่นๆ ได้เช่นกัน
๒๐๒ ๔.๓.๒ โครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลกัษณ์ของชาวไทยวน ๔.๓.๒.๑ ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิง ๑) เสื้อ - เสื้อก้อม เสื้อบ่าห้อยเสื้ออก ค าว่า “ก้อม” หมายถึงส้ัน รัดรูปหรือส้ันและมีขนาดเล็กดังน้ัน “เสื้อก้อม”โดยทั่วไปจึงหมายถึงเสื้อตัวส้ันขนาดเล็กรัดรูป ส าหรับรูปแบบของเสื้อก้อม น่าจะเป็นเสื้อที่พฒันามาจากเสื้อช้ันในหรือยกทรงของชาวยุโรปที่น ามาเผยแพร่เมื่อคร้ัง ผู้หญิงระดับเจ้านายช้ันสูงชาวไทยวนเริ่มหันมาแต่งกายตามแบบตะวันตกจนรูปแบบของ เส้ือชนิดน้ีกลายมาเป็ นที่นิยมสวมใส่ส าหรับหญิงสาวและผู้หญิงวัยผูใ้หญ่จนกระทงั่วยัชราใน หมู่ชาวไทยวน ไทล้ือและไทเขินซึ่งในอดีตไม่นิยมสวมเส้ือ ดังน้ันการที่เส้ือก้อมกลายเป็นที่ ยอมรับอย่างรวดเร็วอาจเป็ นเพราะเส้ือชนิดน้ีมีรูปแบบที่ยังคงให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับความเคย ชินที่ไม่นิยมสวมเส้ือมาก่อนนนั่เอง การสวมใส่เส้ือกอ้ม มักใช้สวมเมื่ออยู่ที่บ้านหรือในละแวกชุมชนโดย จะนุ่งผา้ซิ่นรัดดว้ยเข็มขดัเงินและสวมเส้ือกอ้มเพียงตวัเดียวแลว้ใชผ้า้อีกผืนหนึ่งคลุมไหล่หรือ โพกศีรษะ ต่อเมื่อมีแขกมาหาหรือตอ้งไปร่วมกิจกรรมในชุมชนจึงสวมเส้ือผ้าฝ้ายคอกลมแบบผ่า หน้าแขนส้ันหรือแขนยาวทับอีกทีหนึ่ ง เสื้อชนิดน้ีดูแล้วเหมือนแขวนห้อยไวกับบ่าหรือ ้ ไหล่ มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า “เส้ือบ่าห้อย” “เส้ือห้อย” หรือ บางทีเรียกว่า “ เส้ืออก”และผู้หญิงวัย ชราเมื่อสวมเส้ือกอ้มหรือบ่าห้อยแลว้เนื่องจากความหย่อนยานของหน้าอก และกลา้มเน้ือไหล่ และแขนทา ให้ดูแลว้เหมือนกบัเส้ือมีลกัษณะหลวมจนดูเหมือนว่าสวมเส้ือคอกระเช้าแบบของ สตรีภาคกลาง ส าหรับการตัดเย็บเนื่องจากในอดีตโดยมากจะใช้ผ้าฝ้ายตัดเย็บข้ึนมา เองจึงท าให้รูปทรงออกมาเป็นแบบเส้ือยกทรงผสมกับเส้ือบ่าห้อยโดยโครงสร้างของเส้ือมี ลกัษณะคลา้ยเส้ือยกทรงโดยมากมีขนาดพอดีกับล าตัวแต่ไม่รัดรูปมากเท่ากบัเส้ือยกทรงและมี ความยาวลงมาถึงบริเวณสะดือ ตวัเส้ืออาจผ่าด้านหน้าหรือด้านหลังติดกระดุมแป๊ บหรือตะขอ สา หรับยดึท้งัสองดา้นเขา้ดว้ยกนั หรืออาจเจาะรูใช้กระดุมเม็ดแบบธรรมดา ในระยะหลังมีการใช้ ซิปรูดท้งัแบบโลหะและพลาสติกแทนเพื่อความสะดวกแต่ผู้ชราบางท่านยังนิยมมี่จะใช้ตะขอ หรือกระดุมแป๊ บมากกว่า กรณีที่เส้ือถูกออกแบบให้ผ่าด้านหน้าก็จะท ากระเป๋ าเล็กๆ ไว้ท้งัซ้าย และขวาด้านละหนึ่งใบหรืออาจท าเป็ นกระเป๋ าขนาดใหญ่ข้ึนและถ้าออกแบบให้ผ่าด้านหลังจะมี มีกระเป๋ าเพียงใบเดียวอยู่ตรงกลางท้งัน้ีเพื่อเอาไว้เก็บเงินเมื่อน าสินค้าไปขายที่ตลาดหรือเอาไว้ เก็บของที่ต้องใช้พกติดตัวเช่นยาดมเป็ นต้น ปัจจุบันยังมีผู้หญิงสูงอายุและวยัชราเผ่าไทยวน ไทล้ือ และไทเขินนิยมสวมใส่เป็นเส้ือสา หรับใชใ้นชีวิตประจา วนักนัอยทู่วั่ ไป
๒๐๓ - ผ้าตุ๊ม “ผ้าตุ๊ม” หมายถึง ผ้าห่มหรือผ้าคลุมไหล่ท ามาจากผ้าฝ้ายที่ใช้ เส้นดา้ยขนาดหนากว่าปกติทอเป็นผา้ผืน นิยมใช้กนัท้งัผูช้ายและผูห้ญิงผาตุ๊มจะเป็ นการน าผ้า ้ สองผืนมาเย็บต่อเข้าด้วยกันกลายเป็ นผ้าผืนเดียวให้มีหน้ากว้างประมาณ ๑๒๐ ซม. ยาวประมาณ ๒๐๐ ซม. โดยมากจะทอเป็นลายตาราง สีที่นิยมคือ เส้นจะมีสีดา สลับกับสีแดงบนพ้ืนขาว เรียกว่า “ผ้าห่มตาแสง” (“ตาแสง” หมายถึงรูปตารางสี่เหลี่ยมต่อเนื่องกันเช่นตารางหมากรุก) หรือ “ผ้าห่มตาโก้ง” (“โก้ง” หมายถึงพ้ืนผิวหนา้ของวตัถุหรือผิวหนงัที่มีลวดลายหรือจุดด่างเป็น ดวงๆ หรือเป็นริ้วๆ)และหากทอเป็นสีพ้ืนธรรมดาท้งัผืน ช่างทอมกัจะแทรกเส้นฝ้ายสีดา เป็นริ้ว สอดเข้าไป ตรงบริเวณริมขอบผ้าอีกที ภาพที่๑๔๘: โครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหนา้ ภาพที่๑๔๙: โครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหลงั ภาพที่ ๑๕๐: ผ้าห่มตาแสงหรือผ้าห่มตาโก้ง
๒๐๔ ๒) ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชาย - เตี่ยวสะดอ “เตี่ยวส ะดอ” เป็ น กางเกงที่ นิ ยม สวมใส่ จน เป็ นเส มือน เอกลักษณ์ของชนเผ่าชาวไทยวน รวมท้ังชาวไทเขิน และไทล้ือรวมไปถึงชนเผ่าต่างๆ ใน อาณาจักรล้านนาบางกลุ่มอีกด้วย เตี่ยวสะดอมีรูปแบบคล้ายกับกางเกงของชาวจีนคือช่วงขาใหญ่ เอวกว้างเมื่อเวลาสวมใส่ จึงมีการพับด้านหน้าแล้วใช้เชือกผูกหรือใช้เข็มขัดรัดเข้าไปอีกทีหนึ่ง วัสดุที่น ามาใช้ทอโดยมากจะเป็ นฝ้ายแล้วน ามาย้อมด้วยต้นครามหรือต้นฮ่อมให้เกิดเป็ นสีหม้อ ฮ่อมหรือสีน้า เงินเขม้เกือบดา เตี่ยวสะดอมีท้งัแบบขาส้ันซึ่งจะมีความยาวประมาณเข่าหรืออาจ เลยลงไปอีกประมาณ ๑๐ เซนติเมตร และแบบขายาวซึ่งขาจะยาวจนกรอมเท้ากางเกงชนิดน้ีบาง ท้องถิ่น เช่นจงัหวดัน่าน จะเรียกว่า “เตี่ยวสามดูก” หมายถึงกระดูกหรือตะเข็บรอยต่อระหว่าง ชิ้นส่วนผา้ที่นูนข้ึนมา ซึ่งวิธีการตัดเยบ็น้นัจะมีอยสู่ามตะเขบ็ดว้ยกนั ภาพที่๑๕๒:แสดงโครงสร้างเตี่ยวสะดอ ภาพที่ ๑๕๑: ภาพเตี่ยวสะดอแบบขาส้ัน
๒๐๕ ๔.๓.๒.๒ โครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายที่นิยมใช้ในงานพธิีการ ๑)ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิง - เสื้อ สตรีวยัผใู้หญ่จะสวมเส้ือผ้าฝ้ายแขนกระบอกยาว หรือ เส้ือคอ กลมแขนกระบอกต่อแขนต ่า จับจีบเกล็ดที่บริเวณเอวท้งัด้านหน้าและหลังให้เข้ารูปเล็กน้อย ภาพที่ ๑๕๓:แสดงชิ้นส่วนโครงสร้างเส้ือดา้นหนา้ ภาพที่ ๑๕๔: แสดงชิ้นส่วนโครงสร้างเส้ือดา้นหลงั แขนเส้ือ คอเส้ือ
๒๐๖ - ผ้าซิ่น รูปแบบและโครงสร้างของผา้ซิ่นรวมท้งัลวดลายต่าง ๆ ที่ทอ ลงบน ผืนผา้ก่อนที่จะน ามาผลิตเป็นชุดเครื่องแต่งกายส่วนล่างของผู้หญิงชนเผ่าต่างๆ ที่นิยม สวมใส่ผา้ซิ่นเช่น ไทเขิน ไทล้ือและโดยเฉพาะอยา่งยิ่งชาวไทยวนจะบอกถึงแหล่งที่มาการผลิต รวมท้งัของกลุ่มชนได้โดยสังเกตจากสีสันลวดลายและโครงสร้างที่ปรากฏไปบนผืนผา้ สิ่งน้ีถือ เป็นลกัษณะพิเศษของผา้ซิ่นซ่ึงต่างจากเครื่องแต่งกายของบุรุษที่จะมีความคลา้ยคลึงกนัเป็นส่วน ใหญ่ ในการนุ่งผ้าถุงหรือผา้ซิ่นของสตรีชาวไทยวน อา เภอแม่แจ่มน้นัก็จะมีท้งัในแบบที่ทบจาก ซ้ายทบัขวาและทบจากขวาทบัซ้ายหรือไม่ก็ทบท้งัซ้ายและขวาเขา้มาอยู่ตรงกลาง ผา้ซิ่นอาจจะ ทอด้วยฝ้ายหรือทอจากไหมช้นัดีในบางคร้ังอาจจะสอดแทรกเทคนิคพิเศษเข้าไปเช่นเทคนิคยก จกขิดต่างๆ ท้งัน้ีก็ข้ึนอยู่กบั โอกาสของการนา ไปใช้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นซิ่นตีนจก หรือซิ่นที่ทอ ข้ึนจากผา้ไหม เมื่อเวลาจะนา มาสวมใส่ก็มกัจะใส่ซิ่นซ้อนเอาไวด้า้นในอีกช้นัท้งัน้ีเพื่อกนัมิให้ เปรอะเป้ือนง่าย อีกท้งัซิ่นเหล่าน้ีโดยมากจะน ามาสวมใส่ในโอกาสส าคัญเท่าน้ัน จึงไม่นิยม น ามาซักเพราะความสดใสของสีและลายอาจจะเลอะเลือน ผ้าซิ่นไทยวนมีโครงสร้างอยู่ ๓ ส่วน ด้วยกันคือ หัวซิ่น คือส่วนของผา้ที่น ามาต่อจากตัวซิ่นด้านบน เมื่อเวลานุ่งจะอยู่บริเวณเอวกว้างประมาณหนึ่งคืบมักจะใช้สีขาวหรือสีอ่อนๆ ต่อมาเมื่อมีการ พัฒนากี่กระตุกให้สามารถทอผา้หนา้กวา้งข้ึนในสมยัเจา้แกว้นวรัฐคนจึงหันไปนิยมนุ่ง ซิ่นตีน ลวด คือผา้ซิ่นที่ทอไดต้้งัแต่เชิงถึงเอวรวดเดียวโดยไม่มีการเยบ็ต่อกนัเช่นที่ผา่นมา ตัวซิ่น เป็นส่วนที่ต่อจากหัวซิ่นลงมาเวลาสวมใส่ สัดส่วนของตวัซิ่นจะอยู่บริเวณต้งัแต่สะโพกบนลงมาจนถึงหนา้แขง้ที่ใช้งานปกติทวั่ ไปตวัซิ่น จะเป็ นผ้าฝ้ายทอลายขวางเย็บตะเข็บเดี่ยว สีของผา้ซิ่นจะยอ้มดว้ยสีจากพืชเป็นสีต่าง ๆ เช่นสีดา , แดง, ม่วง เหลืองหรือน้า ตาล ตีนซิ่น คือเชิงผา้ซิ่นที่ต่อจากตัวซิ่นอยู่บริเวณด้าน ล่างสุด โดยมากจะเป็ นสีด าหรือสีแดงกว้างประมาณหนึ่งคืบ หากออกงานพิธีหรืองานบุญส าคัญ เชิงผา้ซิ่นจะถูกทอข้ึนมาอยา่ งประณีตงดงามเรียกซิ่นลกัษณะน้ีวา่ซิ่นตีนจก
๒๐๗ ภาพที่ ๑๕๕: ส่วนประกอบต่างๆ ของผ้าซิ่น - ทรงผม ผู้หญิงชาวไทยวนจะถือว่าศีรษะเป็ นของสูงและเป็ นที่รวม ของขวัญกับความเป็ นสิริมงคลต่างๆ ดงัน้นัจึงให้ความเคารพและระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้ศีรษะ เป็ นอย่างมาก จะพบเห็นสตรีไทยวนจะมวยผมแล้วเสียบดอกไม้ประดับเพื่อความสวยงามและ บูชาขวัญของตนเอง ส าหรับในกลุ่มชาวบ้านอ าเภอแม่แจ่มจะน าดอกไม้ที่ออกตามฤดูกาลมา เสียบผม นอกจากน้ันยงัอาจใชดอกไม้ที่ท าจากโลหะ ้ เงินหรือทองที่เรียกว่า “ดอกไม้ไหว” หรือ ชนิดที่ท าจากกระดาษสีทองที่เรียกว่า “ดอกตองกะลิ๊ก” ( “ตอง” หมายถึงทอง “กะลิ๊ก” หมายถึง การคลึงหรือม้วนวัตถุแผ่นบาง) ภาพที่ ๑๕๖–๑๕๗: แสดงวิธีการเกล้ามวยผมของสตรีไทยวนอ าเภอแม่แจ่ม การเกล้าผมเป็ นมวยของสตรีชาวไทยวนอ าเภอแม่แจ่มน้ัน ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานจะเกล้ามวยผมไว้เหนือท้ายทอย ส่วนคนแก่มกัจะเกล้ามวยไว้ต ่าลงมาหรือ ตรงท้ายทอยพอดีการมวยผมจะดึงผมด้านหน้าให้ตึงเรียบ แล้วเสียบหย่องโลหะ(เข็มเสียบผม) หัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น
๒๐๘ เข้าที่มวย หย่องจะท าด้วยเส้นโลหะบิดเป็ นเกลียวเล็กๆ ดัดโค้งคล้ายตัวยู (U) อาจจะท าด้วยวัสดุ เงิน ทอง นาก หรือโลหะอื่นๆ ตามฐานะของผู้ใช้ หรืออาจใช้ปิ่นปักผมซ่ึงในอา เภอแม่แจ่มน้ีมี ชื่อเสียงในการท าหย่องและปิ่นเรียกว่า “ปิ่นแม่แจ่ม” นอกจากน้ียงันิยมเกลา้มวยผมแบบญี่ปุ่นหรือเรียกว่าแบบ “ชักหงีบ” (“หงีบ” หมายถึง “ขมับ”) คือดึงด้านหน้าตรงกลางตึงเรียบ แลว้ใช้นิ้วสอดสองขา้ง ดึงตรงขมับใหผ้มโป่งออกมาเลก็นอ้ยท้งัสองขา้ง ทรงผมดงักล่าวน้ีพระราชายาเจา้ดารารัศมีทรง เป็ นผู้น าเข้ามาเผยแพร่ในหัวเมืองฝ่ ายเหนือเมื่อคราวเสด็จกลับเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ทรง ผมแบบน้ีจะเกลา้มวยสูงเหนือทา้ยทอยและผมตรงท้ายทอยอาจดึงให้ตึงหรือท าให้โป่ งแล้วแต่ ความพอใจของผู้แต่ง ส่วนด้านหน้าจะใช้หมอนหนุนผมด้านหน้าให้มองดูต้งัสูงข้ึนแลว้ปักปิ่น ตรงมวยผมด้านใดด้านหนึ่งและเหน็บหวีโดยสับเอาไว้ตรงมวยผม จากน้นัจึงประดับมวยผมด้วย ช่อ“ดอกไม้ไหว” หรือ ดอกไม้อีกทีหนึ่ง - เครื่องประดับ สตรีชาวไทยวนนอกจากจะสวมสร้อยคอ ก าไลต่างๆ แล้วจะ นิยมสวมตุ้มหูแบบที่เรียกว่า “ลานหู” ซึ่งอาจใช้แผ่นโลหะเช่น เงิน ทอง นาก ทองเหลือง มาม้วน ท าเป็ นก้านกลมเล็กๆ สอดในรูหูที่เจาะไว้ผู้หญิงทวั่ ไปมักจะใช้ใบลานม้วนสอดแทนเมื่อถอด เครื่องประดับออก ลานหูอาจจะประดับอัญมณีโดยท าเป็ นหัวลักษณะแบบหัวแหวนแล้วน าไป เชื่อมปิ ดครอบก้านด้านหัวและที่ปลายด้านท้ายจะท าเกลียวหรือสลักยึดส าหรับน๊อตหรือตัวยึดที่มี ขนาดเล็กกว่าด้านหัวเพื่อยึดเครื่องประดับติดกับรูหูด้านหลัง ตัวหมุดสลักยึดหรือน๊อตน้ีเรียกว่า “ละกดั๊” ๒) ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชาย - เสื้อ รูปแบบเส้ือของผู้ชายชาวไทยวนได้รับอิท ธิ พ ลมาจาก วัฒนธรรมของจีน อินเดียและของตะวันตก ต้งัแต่ช่วงสมยัของรัชกาลที่๕ เป็นตน้มาได้มีการ ปฏิวัติเครื่องแต่งกายกันอย่างมาก ในระยะแรกเริ่มเส้ือบุรุษจะทอจากผา้ฝ้ายสีขาวหรืออาจจะ น าไปย้อมน้า ครามให้เป็ นสีน้า เงินเขม้หรือสีหมอ้ฮ่อม โครงสร้างตวัเส้ือจะเป็นแบบง่าย ๆ คือคอ กลมผ่าหน้าตลอด ผูกเชือกหรือติดกระดุม มีกระเป๋าเส้ืออยู่ด้านหน้าตรงชายเส้ือท้ังสองขา้ง ต่อมาก็พฒันาเป็นเส้ือผา่คร่ึงอกติดกระดุม จะมีกระเป๋ าหรือไม่มีก็ได้
๒๐๙ - ผ้าเช็ด ผ้าเช็ดส าหรับผู้ชายชาวไทยวนอ าเภอแม่แจ่มเคยเป็ นที่นิยมใน กลุ่มผู้ชายวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุท าจากผ้าฝ้ายทอผืนเล็กๆ กว้างประมาณครึ่ งฟุต ยาวประมาณ หนึ่งเมตรมีลายขิด อยู่ตรงชายผ้า ในอดีตสาวๆ จะทอเป็ นของขวัญไว้ให้ชายหนุ่มที่ชอบพอ หรือลูกสาวจะทอไว้ให้บิดาเพื่อส าหรับใช้พาดไหล่เวลาไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ตามประเพณี -กางเกง ในส่วนของกางเกงส าหรับงานพิธีการในอดีตคงมีแต่ “เตี่ยว สะดอ”หรือ “เตี่ยวสามดูก” การสวมใส่เครื่องแต่งกายในลกัษณะดังกล่าวน้ัน ปัจจุบันในเขต อ าเภอแม่แจ่มยังพอมีให้เห็นในกลุ่มของชายผู้สูงอายุ หากอยู่กับบ้านอาจจะนุ่งแค่เตี่ยวสะดอตัว เดียวแต่เมื่อออกนอกบา้นก็จะสวมใส่เส้ือหมอ้ฮ่อมหรือเส้ือคอกลมให้เรียบร้อย หากไปงานบุญ จะมีผ้าเช็ดพาดไหล่ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนในยุคประมาณหลังแปดสิบปีเป็ นต้นมาจะมีการ สวมใส่กางเกงในรูปแบบของตะวนัตกมากข้ึน แต่ตวัเส้ือยงัคงเป็นเส้ือคอกลมแบบหม้อฮ่อม ภาพที่ ๑๕๘: แสดงโครงสร้างเส้ือหมอ้ฮ่อมดา้นหนา้ ภาพที่๑๕๙: แสดงโครงสร้างเส้ือม่อฮ่อมดา้นหลงั
๒๑๐ อย่างเดิมหรือไม่ในช่วงหลังก็จะมีตัวเส้ือในแบบตะวนัตกอย่างที่นิยมกันในกลุ่มพ่อบ้านวัย กลางคน ๔.๓.๓ การศึกษาอัตลักษณ์รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกายที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน ส าหรับการศึกษาอัตลักษณ์รูปแบบและโครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวันของชาวไทยวนอ าเภอแม่แจ่มจะจัดล าดับความส าคัญของการแต่งกายไปตาม กิจกรรมและในโอกาสต่างๆ และจะเลือกเฉพาะชุดที่มีเอกลักษณ์ที่เด่นของชนเผ่าในแต่ละยุค สมัย ซึ่งจะแบ่งออกเป็ น ๓ ช่วงคือ ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ปี และช่วงระยะประมาณ ๒๐ปี- ปัจจุบันโดยพิจารณาเป็ นการแต่งกายในโอกาสปกติ และ การแต่งกายในโอกาสพิเศษซึ่งจะมีความแตกต่างตามเพศและวยัดงัน้ี ๔.๓.๓.๑ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของเด็กผู้หญิง ๑) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ ระยะต้นยุคเด็กผูห้ญิงโดยทวั่ ไปมกัไม่สวมเส้ือหรืออาจสวม เส้ือบ่าห้อยถา้ถึงฤดูอากาศหนาวก็อาจสวมเส้ือลักษณะแบบหม้อฮ่อมคือคอกลมแขนกระบอก ส้ันหรือยาวผ่าหน้าติดกระดุมแป๊ บและใช้ผ้าตุ๊มหรือผ้าห่มคลุมทับ ต่อมานิยมซ้ือเส้ือส าเร็จรูปมา ใส่รวมท้งัเส้ือกนัหนาวแบบต่างๆ - ผ้าซิ่น จะนุ่ งผ้าถุงหรื อผ้าซิ่นที่มีลักษณะเป็ นผ้าฝ้ายย้อมด้วยสี ธรรมชาติซึ่งอาจเป็ นสีเดียวล้วน หรืออาจมีลายสลับ เรียก “ซิ่นตีนก่าน” ภาพที่ ๑๖๐: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี
๒๑๑ ๒) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ การแต่งกายของเด็กหญิงในยคุน้ีมีท้งัสวมเส้ือบ่าห้อยเส้ือหมอ้ ฮ่อมแขนยาวขณะเดียวกนัเริ่มมีการซ้ือเส้ือผา้ส าเร็จรูปมากข้ึนโดยเฉพาะเส้ือเครื่องแบบนักเรียน ตลอดจนเส้ือยืดและชุดเส้ือกระโปรงที่ตดัเยบ็ส าเร็จมาแลว้ดงัน้นัเวลาอยู่กับบ้านก็จะสวมใส่กัน หลากหลายแบบตามฐานะของผู้สวมใส่แต่ในตอนปลายยุคจา นวนของผสู้วมใส่เส้ือแบบพ้ืนเมือง ลดน้อยลงมาก - ผ้าซิ่น ในระยะแรกของยุคยังมีเด็กผู้หญิงนุ่งผา้ซิ่นทอดว้ยผา้ฝ้ายใน ชีวิตประจ าวันอยู่แต่ต่อมานิยมสวมใส่ผ้าถุงส าเร็จรูปพิมพล์วดลายสีต่างๆ มากกว่าผา้ซิ่นแบบผา้ ฝ้ายทอเองเช่นที่เคยเป็ นมา ในระยะปลายยุคนิยมสวมกระโปรง เช่นกระโปรงนักเรียนและชุดเส้ือ กระโปรงรวมท้งักางเกงขาส้ันและขายาว รวมท้งักางเกงเล่นกีฬาแบบต่างๆ แทนการนุ่งผา้ซิ่น ๓) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปีถึงปัจจุบัน - เสื้อ ในระยะแรกเด็กหญิงชาวไทยวนเมื่ออยู่ที่บ้านและในชุมชน แทบไม่มีการแต่งกายแบบสวมเส้ือบ่าห้อยตามสมัยเดิมอีกต่อไป กลายเป็ นนิยมสวมใส่เส้ือยืด เส้ือกีฬา หรือเส้ือแขนส้ันแบบต่างๆ ชุดตัดเย็บส าเร็จรูปสีต่างๆ ส าหรับเด็กตามแบบที่นิยมกัน ทวั่ ไป - ผ้าซิ่น ในระยะแรกแทบไม่มีเด็กผูห้ญิงนิยมนุ่งผา้ซิ่นดงักล่าวไวใ้น ปลายยคุก่อนและแมก้ระทงั่การสวมกระโปรงชุดนกัเรียนแทนผา้ถุงเวลาอยบู่า้นก็เสื่อมความนิยม ภาพที่๑๖๑: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี
๒๑๒ ไปดว้ยคงมีการแต่งกายดว้ยการสวมกางเกงท้งัชนิดขาส้ันและขายาวรวมท้งักระโปรงหรือชุดตดั เย็บส าเร็จรูปสีต่างๆส าหรับเด็ก แต่ต่อมาเมื่อเกิดการรณรงค์ให้มีการแต่งกายแบบประเพณีใน ตอนหลังจึงมีผูส้วมใส่ผา้ซิ่นในช่วงกิจกรรมการจัดงานเทศกาลแสดงแก่นักท่องเที่ยวแต่ไม่ได้ เป็ นการน ามาใช้ในชีวิตประจ าวันอีกต่อไป ๔.๓.๓.๒ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ ๑) การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ ต้งัแต่ก่อนยุคน้ีจนถึงตอนตน้ยุคผู้หญิงชาวไทยวนมักจะไม่ใส่ เส้ืออาจจะใช้มีเพียงผา้ฝ้ายหรือผ้าเน้ือบางสีอ่อนยาวประมาณ ๒ เมตรพันส่วนหน้าอกหรือใช้ คล้องคอ ปล่อยชายผา้ไวด้า้นหนา้หรือคลอ้งทิ้งชายไปดา้นหลงับางคร้ังก็ใชห้ ่มเฉียงแบบสไบ เรียกว่า “สะหว้ายแล่ง” หรือ “เบี่ยงบ้าย”แล้วแต่ความสะดวกเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวหรืออากาศเย็นก็ จะใช้ผ้าตุ๊มหรือผ้าห่มคลุมไหล่จากน้ันไดห้ ันมาสวมเส้ือตามกระแสวฒันธรรมโดยสวมเส้ือบ่า ห้อย และเส้ือคอกลม ตัวหลวม แขนกระบอกต่อแขนต ่าผ่าอกตลอด อาจผูกเชือกหรือติดยึดด้วย “บ่าต่อมแต็บ” หรือกระดุมแป๊ บ มีกระเป๋าท้งัสองขา้ง ตอนปลายยุคเริ่มมีผูส้วมเส้ือแขนส้ันหรือ แขนยาวคอปกตามสมัยนิยม ส่วนทรงผม มีท้งัเกล้าผม ไว้ผมยาวถักเปี ย และบางคนเริ่มดดัผมให้ หยิกเป็ นลอนตามแบบที่นิยมในภาพยนตร์ - ผ้าซิ่น ในสมัยอดีตสตรีชาวไทยวนจะให้ความส าคัญกับเครื่องแต่ง กายท่อนล่างคือผ้าซิ่นมาก โดยทวั่ๆ ไปนิยมนุ่งผา้ซิ่นตีนจกซ่ึงการทอจกแต่ละหมู่บ้านก็จะมี ลวดลายต่างกนั ไปซ่ึงการนุ่งผา้ซิ่นน้ีเองจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงเรื่องราวความเป็ นมาของสตรีชาว ไทยวนในแต่ละพ้ืนที่ดว้ยเช่นกนัการผลิตผ้าทอด้วยเทคนิคการย้อมมัดลายขิดสลับกับการทอจก ภาพที่ ๑๖๒: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๒๑๓ ของชาวอ าเภอแม่แจ่มนับว่าเป็ นงานฝี มือที่ประณีตงดงาม เป็ นที่ภาคภูมิใจของสตรีชาวแม่แจ่ม เพราะตอ้งศึกษากระบวนการเหล่าน้ีจากบรรพบุรุษและสืบต่องานฝีมือดังกล่าวมาเป็ นเครื่องแต่ง กายของตนเอง การวัดความพร้อมของคุณสมบัติกุลสตรีชาวแม่แจ่มส่วนหนึ่งอยู่ที่ฝี มือการผลิต ผา้จกน้ีเอง ๒) การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ ระยะแรกยังมีผู้สวมเส้ือก้อม เส้ือบ่าห้อย และเส้ือผ้าฝ้ายคอ กลมแขนกระบอกกันอยู่แต่ต่อมานิยมใส่เส้ือมีคอปก ที่เรียกกันว่า “เส้ือคอปก” หรือ “เส้ือคอ ฮาวาย” หรือชุดเส้ือที่เยบ็ติดกบักระโปรงสีสันสดใส ตามแบบในภาพยนตร์ในระยะปลายยคุนิยม ใส่เส้ือยดืคอปกหรือคอกลม และแบบต่างๆ ตามกระแสแฟชนั่สมยัใหม่ - ผ้าซิ่น ระยะแรกจะสวมใส่ผ้าซิ่นที่เป็ นผ้าฝ้ายไม่นิยมนา เอาผา้ซิ่นท า ด้วยผ้าไหมมาสวมใส่ในชีวิตประจ าวันเพราะถือเป็ นของมีราคาและบางคนเริ่มใชผ้า้ถุงพิมพ์ลาย ส าเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดแทนผ้าทอเอง ในช่วงถัดมาจะเริ่มสวมกระโปรง สวมกางเกงผ้า ยืดรัดรูปแบบมีที่ยึดเท้า หรืออาจเป็ นกางเกงยีนส์และสวมรองเท้าแตะ ผ้าใบหรือหนังตามแบบที่ มีการสวมใส่โดยดาราแสดงนา ในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ท้งัไทย และสากล ปลายยคุน้ีนิยมสวม กางเกงยนีส์และกางเกงสา หรับเล่นกีฬาท้งัขาส้ันและขายาว ภาพที่ ๑๖๓: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี
๒๑๔ อยา่งไรก็ตามยงัมีสตรีที่แต่งงานแลว้บางกลุ่มทา การผลิตผา้ซิ่น ตีนจกซึ่งถือเป็ นงานฝี มือที่ประณีตงดงาม และพยายามใชก้ระบวนการผลิตแบบด้งัเดิมเพื่อสืบต่อ งานฝี มือดังกล่าวแต่เป็ นการผลิตเพื่อพาณิชย์ท าให้มีการประยุกต์รูปแบบและลวดลายมากข้ึน ๓)การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน - เสื้อ การสวมเส้ือบ่าห้อยลดนอ้ยลงจนไม่มีผสู้วมใส่แต่หนั ไปสวม เส้ือแขนส้ันมีคอปกหรือเส้ือคอฮาวายและนิยมสวมเส้ือยืดชนิดมีคอปก หรือเส้ือยดืคอกลมหรือ คอรูปตัววี รวมท้งัเส้ือที่ออกแบบใหม่มีสีสัน ลวดลายตามแฟชนั่ เสียเป็ นส่วนมากและเริ่มหนัมา สวมเส้ือแบบประเพณีอีกคร้ังหน่ึงเมื่อการรณรงค์ให้มีการผลิตชุดเครื่องแต่งกายและการแต่งกาย ตามแบบประเพณีแต่มักจะเป็ นการแต่งเพื่อร่วมกิจกรรมดังกล่าวเท่าน้นั - ผ้าซิ่น มีการสวมใส่ผา้ซิ่นพิมพล์วดลายสา เร็จรูปแบบโสร่งอยู่บ้างใน กลุ่มแม่บา้นแต่หญิงสาวนิยมสวมกระโปรง รวมท้งักางเกงแบบขาส้ันและขายาวมากกว่า ซ่ึง กางเกงจะมีหลากหลายรูปแบบเช่นกางเกงขายาวส าหรับเล่นกีฬาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกางเกงยีนส์ เป็ นที่นิยมน ามาสวมใส่มากที่สุดแทบจะทุกโอกาส และกลายเป็ นรูปแบบของการแต่งกายสมยัน้ี ไปเลยทีเดียว ต่อมาในตอนหลังเมื่อเกิดการรณรงค์ให้มีการผลิตชุดเครื่องแต่งกายและการแต่ง กายตามแบบประเพณีกลุ่มผู้ผลิตผ้าทอจกได้ท าการออกแบบประยุกต์ผา้ซิ่นในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเผยแพร่และน ามาสวมใส่ในช่วงกิจกรรมการจดังานเทศกาลแสดงแก่นกัท่องเที่ยวมากข้ึนแต่ ไม่ค่อยมีผู้น ามาใช้ในชีวิตประจ าวันอย่างแท้จริงมากนัก ภาพที่ ๑๖๔: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี
๒๑๕ ๔.๓.๓.๓ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของผู้หญิงวัยชรา ๑)การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ การแต่งกายของผู้สูงอายุหญิงในอดีตไม่พิถีพิถันเท่าไรนัก ส่วนมากเวลาอยู่กบับา้นมกัจะไม่สวมเส้ือแต่จะใชผ้า้ฝ้ายลกัษณะคลา้ยผา้สไบใชป้ระโยชน์บาง เวลาน ามาพันรอบอก หรือพันรอบศีรษะ และมีผ้าคลุมไหล่แต่โดยทวั่ ไปจะสวมเส้ือกอ้มหรือเส้ือ บ่าห้อยเป็ นหลัก และอาจสวมทับด้วยเส้ือคอกลมผ่าหน้า แขนกระบอก เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวหรือ อากาศเย็นในช่วงเช้าจะใช้ ผ้าตุ๊มหรือผ้าห่มคลุมทับอีกที - ผ้าซิ่น ผา้ซิ่นมีลักษณะเป็ นผ้าทอสีเดียวล้วนหรือทอลายขวางเป็ น แถบสีขาวเส้นเล็กๆ กว้างประมาณครึ่งเซ็นติเมตรเว้นระยะ ระหว่างเส้นประมาณหนึ่งเซ็นติเมตร หรืออาจสลบัดว้ยแถบลายขิดหรือลายมดัหมี่ที่เกิดจากเทคนิคการยอ้มเส้นดา้ยแบบมดัยอ้ม ผา้ซิ่น ชนิดน้ีต่อตีนซิ่นแบบไม่มีลายจกเพราะถือวา่ผา้ซิ่นที่ทอลวดลายสวยงาม ผ้าซิ่นผา้ไหม หรือผ้าทอ จกลว้นเป็นสิ่งมีค่าไม่ควรนา มาสวมใส่ในการปฏิบตัิงานในชีวิตประจา วนัทวั่ ไป ภาพที่ ๑๖๕: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน
๒๑๖ ๒) การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ การแต่งกายช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปีของผู้หญิงวัยชราชาว ไทยวนมักสวมเส้ือก้อมหรือเส้ือบ่าห้อยใช้ผ้าตุ้ม ห่มเฉียงบ่าทับอีกทีหนึ่ง บางคร้ังอาจใส่เส้ือ แขนส้ันหรือยาวทบัอีกทีหน่ึงข้ึนอยู่กบัลกัษณะของงานว่าทา อยู่ในบา้นหรือกลางแจง้อย่างไรก็ ตามบางกลุ่มยังไม่นิยมสวมเส้ือคงใช้เพียงผ้าคลุมไหล่พันรอบอก หรือพันศีรษะอย่างที่เคยเป็ นมา - ผ้าซิ่น เมื่อเวลาออกนอกบา้นไปทา งานในสวนในไร่ก็จะสวมซิ่นก่าน ไม่มีตีนจกหรือหากเป็นชาวแม่แจ่มก็จะนิยมนุ่งซิ่นตีนรวด คือผา้ซิ่นที่มีการทอเพียงคร้ังเดียว พร้อมกนัท้งัสามส่วนคือส่วนเอวซิ่น ตวัซิ่นและตีนซิ่น มีลกัษณะเฉพาะคือเอวซิ่นและตีนซิ่นทอ เป็นสีล้วนสีเดียวและนิยมทอเป็ นสีดา หรือสีแดง ส่วนตวัซิ่นทอแบบมดัก่าน (เส้นด้ายย้อมมัดทอ เป็ นลายขิด) ให้มีลายขวาง ต่อมาในระยะหลังของยุคน้ีมีผู้สวมใส่ผา้ซิ่นพิมพ์ลวดลายส าเร็จรูป แบบโสร่งมากข้ึนเนื่องจากมีราคาถูกและประหยัดเวลามากกว่าการทอใส่เอง ภาพที่๑๖๗: ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี – ๒๐ ปี ภาพที่๑๖๖: ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราทีใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี – ๕๐ ปี
๒๑๗ ๓) การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่ วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน - เสื้อ ยังมีผู้ไม่นิยมสวมเส้ืออยบู่า้งแต่ส่วนมากสวมเส้ือก้อมและ สวมเส้ือผ้าฝ้ายแขนกระบอกคอกลมหรืออาจสวมเส้ือคอปกตามสมยันิยม ยังมีการใช้ผ้าคลุมไหล่ และโพกศีรษะอยู่ - ผ้าซิ่น การใช้ผ้าซิ่นนิยมสวมใส่ผา้ซิ่นพิมพล์วดลายส าเร็จรูปมากกว่า ผา้ทอเช่นสมยัก่อนเนื่องจากการทอผา้ใชเ้องลดนอ้ยลงมากแต่ไม่มีผู้หญิงวัยชราชาวไทยวนนิยม สวมกางเกงไม่ว่าจะเป็นแบบขาส้ันหรือขายาวถึงแมจ้ะเคยสวมใส่มาบา้งเมื่อยังอยู่ในวัยผู้ใหญ่ก็ ตาม ๔.๓.๓.๔ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของเด็กผู้ชาย ๑)การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ เด็กชายชาวไทยวนมักไม่สวมเส้ือในชีวิตประจ าวันหรืออาจ สวมเส้ือแขนส้ันและเส้ือม่อฮ่อม บางคนที่มีเส้ือเก่าจากการใช้งานอื่นก็น ามาสวมใส่เช่นเส้ือ เครื่องแบบนักเรียนเก่า หรือเส้ือหมอ้ฮ่อมเก่า บางคร้ังอาจใชเ้ส้ือเก่าที่ไดจ้ากผูใ้หญ่ให้มาอีกทอด หนึ่งลูกหลานผมู้ีฐานะดีอาจซ้ือเส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือเส้ือยดืมาสวมใส่ ภาพที่๑๖๘: ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๒๑๘ -กางเกง การแต่งกายของเด็กผู้ชายเมื่ออยู่กับบ้านหรือออกไปในละแวก ชุมชนในระยะแรกยังนิยมสวมเตี่ยวสะดอขาส้ัน ต่อมาเริ่มมีกางเกงที่เรียกว่า “เตี่ยวขาก้อม” คือ กางเกงขาส้ันมีเชือกผูกแบบหูรูดที่เอวทา จากผา้ฝ้ายหรือผ้าป่ าน หรืออาจสวมกางเกงเครื่องแบบ นกัเรียนขาส้ันสีกากีไม่ค่อยสวมรองเท้า ๒) การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ ในช่วงต้นยุคยังมีเด็กผู้ชายชาวไทยวนส่วนมากที่ไม่สวมเส้ือ แต่ต่อมาเริ่มนิยมสวมเส้ือหม้อฮ่อมสีขาวหรือสีน้ าเงินรวมท้ังเส้ือแขนส้ันเช่นเส้ือเครื่องแบบ นกัเรียนเก่ารวมท้งัการซ้ือเส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือเส้ือยืดพิมพ์ลายการ์ตูนส าหรับเด็กมาสวมใส่กัน อย่างแพร่หลายในระยะต่อมา -กางเกง ระยะแรกยังนิยมสวมเตี่ยวสะดอขาส้ันเตี่ยวขาก้อมและกางเกง เครื่องแบบนกัเรียนขาส้ันสีกากีและยังไม่ค่อยสวมรองเท้าแต่ต่อมาเริ่มซ้ือกางเกงขาส้ันและขายาว สีต่างๆ ที่ออกแบบมาส าหรับเด็กๆ มากข้ึนรวมท้งัเริ่มใส่รองเทา้แตะฟองน้ ารองเท้าผ้าใบและ รองเท้าหนังแบบต่างๆ อีกด้วย ภาพที่ ๑๖๙: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี
๒๑๙ ๓) การแต่งกายของเด็กผู้ชายในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน - เสื้อ ในชีวิตประจ าวันเด็กชายชาวไทยวนในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี มีน้อยมากที่จะไม่สวมเส้ือเลย และในขณะเดียวกันการน าเส้ือหม้อฮ่อมมาสวมใส่ก็ลด น้อยลงมากจนแทบไม่ปรากฏให้เห็นด้วยเช่นกัน โดยมากจะนิยมสวมเส้ือเชิร์ตแขนส้ันตดัเยบ็ ส าเร็จรูปส าหรับเด็กโดยเฉพาะหรือเส้ือประเภทเส้ือยืดคอปก คอกลม คอรูปตัววี ส าหรับเล่นกีฬา หรือเส้ือพิมพ์ลายรูปสัตว์หรือเป็ นลวดลายต่างๆ สีสันฉูดฉาด -กางเกง ในชีวิตประจ าวันยุค ๒๐ ปี- ปัจจุบันน้ีในระยะแรกกางเกง ขายาวแบบสามส่วนหรือ “เตี่ยวสะดอ” ซึ่งเคยเป็ นกางเกงที่ชาวไทยวนท้งัเด็กและผใู้หญ่นิยมนุ่ง ทวั่ ไปในชีวิตประจ าวันรวมท้งักางเกงขาส้ันเครื่องแบบนักเรียนน้ันในระยะแรกๆ ของสมยัน้ีมี ผู้น ามาสวมใส่น้อยมาก และในระยะต่อมาแทบไม่ปรากฏให้เห็นเลย บรรดาเด็กชายต่างหันไป สวมกางเกงกีฬาท้งัชนิดขาส้ันและขายาวรวมท้งักางเกงผ้าแบบธรรมดาและกางเกงยีนส์ส าเร็จรูป ต่างๆ เสียเป็ นส่วนมาก ถึงแม้ในระยะประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็ นต้นมาได้มีการส่งเสริมให้ฟ้ืนฟู วัฒนธรรมการแต่งกายโดยให้โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่จัดให้มีวันส าหรับแต่งกายแบบ พ้ืนเมืองสัปดาห์ละอย่างนอ้ย ๑ วนัทา ให้เริ่มมีการสวมใส่ชุดเตี่ยวสะดอข้ึนมาอีกในกลุ่มเด็กๆ แต่มักจะเป็ นการแต่งเพื่อไปโรงเรียนมากกว่าการใช้งานในชีวิตประจา วนัอย่างปกติทวั่ ไป ส่วน รองเทา้จะนิยมสวมรองเทา้แตะฟองน้า และรองเท้าผ้าใบเป็ นส่วนมาก ภาพที่ ๑๗๐: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี
๒๒๐ ๔.๓.๓.๕ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ ๑) การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ ในระยะแรกๆ ของยุคน้ีการแต่งกายในชีวิตประจ าวันของ ผู้ชายชาวไทยวนส่วนมากยังนิยมเปลือยกายท่อนบนห่มผ้าตุ๊มหรือมีผ้าพาดไหล่ และสวมเส้ือ หม้อฮ่อม และสะพายย่ามไวใ้ส่ของใชเ้วลาทา งานเช่นมีดพร้าขา้วห่อและใบยาสูบหั่นตากแห้ง พร้อมใบตองกลว้ยตากแห้งตดัเป็นแผ่นๆ ส าหรับมวนบุหรี่พ้ืนเมืองที่เรียกว่า “บุหรี่ข้ีโย”และ ต่อมาเมื่อกระแสความนิยมการแต่งดัวแบบทางกรุงเทพฯ มีอิทธิพลต่อแนวทางการแต่งกายจึงเริ่ม หันมา นิยมสวมเส้ือกลา้มและสวมทบัดว้ยเส้ือเชิร์ต แขนส้ันหรือแขนยาว จนกระทงั่กลายเป็น การสวมใส่เส้ือตามแฟชนั่จากภาพยนตร์ท้งัของไทยและต่างประเทศในปลายยุค -กางเกง ในระยะแรกของยุคเมื่อผู้ชายชาวไทยวนอยู่กับบ้านหรื อ ออกไปในละแวกชุมชนยังนิยมนุ่งผ้าผืนเดียวขมวดเอวและม้วนชายสอดไว้ด้านหลังที่เรียกว่านุ่ง ผ้าต้อยเพื่ออวดลายสักที่ขาและตามร่างกาย หรือสวมเตี่ยวสะดอท้งัแบบขาส้ันและขายาวและที่ นิยมมากคือเขม็ขดัหนงัรัดเอวซ่ึงนอกจากจะช่วยร้ังกางเกงแลว้ยงัสามารถใชเ้หน็บฝักมีด (ท าด้วย หวายส าหรับเก็บมีดขนาดใหญ่เช่นมีดอีโต้ หรือขวาน) เอาไว้ด้านหลังท าให้สะดวกต่อการท างาน มากข้ึน ไม่ค่อยสวมรองเท้า ที่นิยมอีกอย่างหนึ่งคือกางเกงแพรแบบจีนส าหรับผู้มีฐานะมักใช้ สวมเมื่ออยู่บ้านหรือเป็ นชุดนอน ในตอนปลายยุคจึงมีบางส่วนที่เริ่มเปลี่ยนมาสวมกางเกงขายาว ส าเร็จรูปตามแฟชนั่แบบตะวันตกในภาพยนตร์และสวมรองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้า หนังอีกด้วย ภาพที่ ๑๗๑: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้ชายในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๒๒๑ ๒) การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ ในระยะแรกๆ ของยคุน้ียงัมีบางคนไม่นิยมสวมเส้ือจะใช้เพียง ผ้าตุ๊มหรือผ้าพาดไหล่ แต่ส่วนมากจะสวมเส้ือหมอ้ฮ่อมคาดทับด้วยผ้าขาวม้า หรือมีผ้าคลุมไหล่ หรือโพกศรีษะและสะพายย่าม จากน้ันไดเ้ริ่มหันมานิยมสวมเส้ือกลา้มหรือเส้ือยืดคอกลมและ สวมทบัด้วยเส้ือเชิร์ต แขนส้ันหรือแขนยาวปล่อยชายและยังมีผู้นิยมคาดเอวด้วยผ้าขาวม้า แต่ ต่อมาในปลายยุคการสวมใส่เส้ือหมอ้ฮ่อมและการใชผ้า้ขาวมา้รวมท้งัการสะพายย่ามแมก้ระทงั่ การสวมเส้ือกลา้มไวช้้นั ในไดเสื่อมความนิยมไป ้ อย่างรวดเร็วจนแทบหมดสิ้น แต่หันมานิยมสวม ใส่เส้ือเชิร์ต แขนส้ันหรือแขนยาวปล่อยชายหรือเส้ือยืดคอกลมหรือคอปกรวมท้งัเส้ือส าหรับเล่น กีฬาแบบต่างๆ แทน บางคร้ังมีเส้ือคลุมทบัเช่นเส้ือผา้ยีนส์และสวมหมวกแก๊บหรือหมวกแบบ ต่างๆ แทนการโพกผ้า -กางเกง ในระยะแรกของยุคยังมีผู้สวมเตี่ยวสะดอท้งัแบบขาส้ันและขา ยาวสวมรองเท้าแตะรวมท้ังการสวมกางเกงแพรแบบจีน เมื่ออยู่บ้านหรือเป็นชุดนอนแต่ ขณะเดียวกันก็มีผู้เปลี่ยนมานุ่งกางเกงขายาวส าเร็จรูปและนิยมสวมกางเกงยีนส์และกางเกง ส าหรับเล่นกีฬาท้งัแบบขาส้ันและขายาว สวมรองเท้าแตะหรือรองเท้าผ้าใบ จนกระทงั่ในปลาย ยุคการนุ่งเตี่ยวสะดอและกางเกงแพรแบบจีนแทบไม่มีปรากฏให้เห็นอีกต่อไป ภาพที่ ๑๗๒: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี- ๕๐ ปี
๒๒๒ ๓)การแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ๒๐ปี - ปัจจุบัน - เสื้อ นิยมสวมเส้ือเชิร์ตแขนส้ันและแขนยาวท้งัแบบสีลว้นและเป็น ลวดลายต่างๆ รวมท้งัเส้ือยืดท้งัแบบคอปกและแบบคอกลม สีต่างๆ พิมพล์วดลายหลายรูปแบบ รวมท้งัเส้ือคลุมทบัเช่นเส้ือผา้ยีนส์และเส้ือประเภทอื่นๆ จนกระทงั่ ได้มีการรณรงค์ให้มีการแต่ง กายแบบประเพณีในชีวิตประจ าวันจึงมีผู้สวมเส้ือแบบหมอ้ฮ่อมคาดผ้าขาวม้า สะพายย่ามอยู่บ้าง ตามกิจกรรมที่รณรงค์แต่ไม่ไดแ้ต่งเพื่อการใชง้านอยา่งจริงจงัเช่นสมยัก่อน แต่สมยัน้ีไม่นิยมโพก ผ้า คงใช้หมวกแก๊บและหมวกผ้าแบบต่างๆ แทน -กางเกง ในช่วงแรกๆ ไม่ค่อยปรากฏการสวมกางเกงแบบเตี่ยวสะดอ ให้เห็นแต่อย่างใด จะนิยมสวมกางเกงแบบส าเร็จรูปท้งัชนิดขาส้ันและขายาวที่มีขายหลากหลาย รูปแบบซ่ึงบางทีเป็นกางเกงผา้ยดืส าหรับเล่นกีฬา ส่วนมากจะใส่กางเกงยีนส์สีน้า เงิน หรือสีอื่นๆ พร้อมท้งัสวมรองเทา้ผา้ใบแต่โดยมากจะนิยมสวมรองเทา้แตะท้งัแบบทา ดว้ยหนงัหรือพลาสติค และถ้าหากท างานในไร่ สวน ทุ่งนาก็จะนิยมสวมรองเท้าหุ้มข้อหรือรองเท้าบู้ทพลาสติคสูง ประมาณหัวเข่าเพื่อป้องกันเท้าแต่เมื่อมีการรณรงคใ์ห้แต่งกายแบบพ้ืนเมืองมากข้ึนก็เริ่มมีผูส้วม เตี่ยวสะดออยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับแพร่หลายและเป็ นการสวมใส่ตามกระแสการรณรงค์มากกว่าเป็ น การสวมใส่ด้วยความต้องการใช้งานอย่างจริงจังดังเช่นในสมัย ๘๐ – ๕๐ ปี ที่ผ่านมา ภาพที่ ๑๗๓ : ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี- ๒๐ ปี
๒๒๓ ๔.๓.๓.๖การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของผู้ชายวัยชราชาว ๑)การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ เมื่อท างานอยู่ที่บ้านหรือไปเยี่ยมเยียนในละแวกชุมชน ผู้ชาย วัยชราชาวไทยวนยังนิยมเปลือยกายท่อนบนและห่มผ้าตุ๊มหรือมีผ้าพาดไหล่ และสวมเส้ือหมอ้ ฮ่อมคาดผ้าขาวม้าและสะพายย่ามไว้ใส่มีดพร้า ข้าวห่อ และใบยาสูบมวนบุหรี่ข้ีโยและต่อมาใน ปลายยุคเมื่อกระแสความนิยมการแต่งดัวแบบตะวันตกมีอิทธิพลต่อแนวทางการแต่งกาย บางคน จึงเริ่มหนัมาสวมเส้ือกลา้มและสวมทบัดว้ยเส้ือเชิร์ต แขนส้ันหรือแขนยาวแต่ก็ยังสะพายย่ามและ คาดผ้าขาวม้าเช่นเดิม -กางเกง ผู้ชายวัยชราชาวไทยวนแทบทุกคนจะมีลายสักเป็ นรูปยันต์ คาถาต่างๆ ต้ังแต่บริเวณขอ้เท้า น่อง และจะมีมากต้งัแต่เหนือหัวเข่าจนถึงตน้คอและหัวไหล่ นอกจากน้ันยงัมีอยู่ตามแขนท้งัสองขา้งจนถึงหลงัมือและจะมีประเพณีนุ่งผ้าผืนเดียวขมวดเอว และม้วนชายสอดไว้ด้านหลังที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อยเพื่ออวดลายสักที่ขาและตามร่างกายต้งัแต่วยั หนุ่มและแต่งตวัในรูปแบบน้ีจนกระทงั่วยัชรา บางคร้ังอาจสวมเตี่ยวสะดอท้งัแบบขาส้ันและขา ยาวไม่ค่อยสวมรองเท้า ถึงแม้ในช่วงปลายยุคจะมีบางส่วนที่เริ่มเปลี่ยนมาสวมกางเกงขายาว ส าเร็จรูปตามแฟชั่นแบบตะวนัตก สวมรองเท้าแตะบ้างแล้วก็ตามที่เริ่มนิยมอีกอย่างหน่ึงคือ กางเกงแพรแบบจีน มักใช้สวมเมื่ออยู่บ้านหรือเป็ นชุดนอน ภาพที่ ๑๗๔: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวันช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน
๒๒๔ ๒) การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในชีวิตประจ าวันของผู้ชายวัยชรา ชาวไทยวนส่วนใหญ่ในสมยัน้ียงันิยมเปลือยกายท่อนบนและห่มผ้าตุ๊มหรือมีผ้าพาดไหล่ หรือ อาจสวมเส้ือหมอ้ฮ่อมหรือเส้ือคอกลมลกัษณะเหมือนเส้ือหมอ้ฮ่อมแต่ผ่าลงมาเพียงคร่ึงอกติด กระดุม ตัดด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าป่ านสีขาวแล้วใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว โพกศีรษะหรือใช้พาดไหล่ท า เป็ นผ้าเช็ด สะพายย่ามดังเช่นที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับกระแสความนิยมสวมเส้ือกลา้มและสวมทับ ดว้ยเส้ือเชิร์ต แขนส้ันหรือแขนยาว ในตอนปลายยุคการใช้ผ้าขาวม้าและสะพายย่ามลดน้อยลง มากจนแทบไม่ปรากฏ -กางเกง การนุ่งผ้าผืนเดียวที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อยเพื่ออวดลายสักที่ขาและ ตามร่างกายเริ่มมีนอ้ยลงและหายไปตอนปลายยุคเนื่องจากผู้ชายวัยชราที่มีลายสักต่างสิ้นอายุขยั แต่ผู้ชายวัยชรารุ่นถัดมายังนิยมสวมเตี่ยวสะดอท้งัแบบขาส้ันและขายาว รวมท้งัการสวมรองเท้า แตะการใช้เข็มขัดหนงัรัดเอวช่วยร้ังกางเกงและใช้เหน็บฝักมีดหรือขวาน อย่างไรก็ตามในตอน ปลายยุคส่วนมากเริ่มเปลี่ยนจากการสวมเตี่ยวสะดอมานิยมสวมกางเกงขายาวส าเร็จรูปตาม แฟชนั่แบบตะวนัตกและสวมรองเท้าแตะหรือรองเท้าผ้าใบแต่ยังใช้เข็มขัดหนังรัดเอวเหน็บฝัก มีดอย่างเดิม ภาพที่ ๑๗๕: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ปี– ๕๐ ปี ที่ใช้ใน
๒๒๕ ๓) การแต่งกายของผู้ชายวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี – ปัจจุบัน - เสื้อ ในระยะประมาณ ๒๐ ปีจนถึงปัจจุบันน้ีไม่ค่อยมีผู้ชายวัยชราที่ ไม่สวมเส้ือช่วงเวลาที่อยู่ในบ้านหรือท างานกลางแจ้งแต่การสวมเส้ือหมอ้ฮ่อมก็ลดน้อยลงมาก มักสวมเส้ือคอกลมลกัษณะเหมือนเส้ือหมอ้ฮ่อมแต่ผ่าลงมาเพียงคร่ึงอกติดกระดุม ตดัดว้ยผา้ฝ้าย หรือผ้าป่ านสีขาวมากกว่า ไม่นิยมใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว โพกศีรษะหรือใช้พาดไหล่ท าเป็ นผ้าเช็ด รวมท้งัสะพายย่ามอีกต่อไป โดยมากจะหันมาสวมใส่เส้ือยืดคอกลม รวมท้งัเส้ือเชิร์ตแขนส้ันหรือ แขนยาวในเวลาท างานในบ้านหรือกลางแจ้ง -กางเกง ตอนตน้ยุคน้ีการสวมใส่เตี่ยวสะดอท้งัแบบขาส้ันและขายาว รวมท้งัการสวมกางเกงแพรของจีนเมื่ออยู่ในบ้านหรือใช้เป็ นชุดนอนยังคงพอมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ ประมาณกลางยุคได้เสื่อมความนิยมลงและจะนิยมนุ่งกางเกงสา เร็จรูปขาส้ันหรือขายาวและสวม รองเท้าแตะหรือรองเท้าผ้าใบ และรองเท้าบู้ทพลาสติคสูงประมาณหัวเข่าเพื่อป้องกันเท้าแต่ยังใช้ เข็มขัดหนังรัดเอวเหน็บฝักมีดอย่างเดิม ภาพที่ ๑๗๖: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี
๒๒๖ ๔.๓.๔ การศึกษาอัตลักษณ์รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกายในแบบ พิธีการ ๔.๓.๔.๑ การแต่งกายในแบบพิธีการของเด็กผู้หญิง ๑) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ เส้ือแบบพิธีการของเด็กผู้หญิงจะมีลักษณะเป็ นแบบเส้ือหมอ้ ฮ่อมสีขาวหรือสีน้ าเงิน คอกลม ตัวหลวม แขนกระบอกต่อแขนต ่า ผ่าด้านหน้าและยึดติดด้วย กระดุมแป๊ บ หรือกระดุมธรรมดา หรือแบบมีเชือกมัดแทนกระดุม มีกระเป๋าท้งัสองขา้ง - ผ้าซิ่น จะนุ่ งผ้าถุงหรื อผ้าซิ่นที่มีลักษณะเป็ นผ้าฝ้ายย้อมด้วยสี ธรรมชาติซึ่งอาจเป็ นสีเดียวล้วน หรืออาจมีลายสลับ เรียก “ซิ่นตีนก่าน”อาจสวมรองเท้าแตะ หรือไม่สวมรองเท้า ภาพที่ ๑๗๗ : ชุดเครื่องแต่งกายของผู้ชายวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี– ปัจจุบัน