The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการวิจัยภูมิไทยชุดไทยPrestigious Thai-dress (ส่วนที่1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-22 02:53:56

โครงการวิจัยภูมิไทยชุดไทยPrestigious Thai-dress (ส่วนที่1)

โครงการวิจัยภูมิไทยชุดไทยPrestigious Thai-dress (ส่วนที่1)

๗๗ -การท าไร่ พืชหลักที่ปลูกในการท าไร่ของชาวลีซอคือข้าวไร่ และข้าวโพด สา หรับเล้ียงสัตว์และบริโภคในครัวเรือน นอกจากน้นัยงัมีพริก กระเทียม และผกัพ้ืนบา้น -การท าสวน ชาวลีซอมักจะปลูก มะม่วง ขนุน มะขาม เป็ นต้น แต่ไม่ได้มีไว้ ส าหรับจ าหน่ายจะใช้ส าหรับบริโภคในครัวเรือนเท่าน้นั -การหาของป่ า ชุมชนสามารถหาของป่ าที่ชุมชนดูแลอยู่มาบริโภคเป็ นอาหาร และเป็ นยารักษาโรค เช่น พืชผักชนิดต่างๆ กุ้ง หอย ปู ปลา ผลไม้ป่ า หน่อไม้และเห็ด เป็ นต้น -การเลี้ยงสัตว์ การเล้ียง หมู และไก่มีความจ าเป็ นอย่างมากในสังคมชาวลีซู เพราะจะต้องน าไปใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา ส าหรับวัวเป็นการเล้ียงเพื่อจ าหน่ายเป็ นรายได้ อีกทางหนึ่งของแต่ละครัวเรือน ยงัมีการเล้ียงเป็ ดเพื่อการบริโภคในครัวเรือนอีกด้วย ส่วนสุนัขและ แมวถือเป็นสัตวเ์ล้ียงคู่บา้นไม่นิยมน ามาบริโภค -การคมนาคม หมู่บ้านไทรงาม ห่างจากตัวเมืองอ าเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร สภาพถนนเข้าหมู่บ้านไทรงามเป็ นถนนลูกรังที่สามารถเดินทางเข้า-ออก ชุมชนได้ตลอดปี ๒.๘.๒.๒ หมู่บ้านแม่มอญ ๑) ที่ตั้งและประวัติ ต้งัอยู่หมู่ที่๒ ต าบลห้วยชมภู อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เดิมทีหมู่บ้าน แม่มอญเป็ นชุมชนของชาวเขาเผ่าม้ง สันนิษฐานว่าชาวม้งมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านดังกล่าวประมาณ ๑๐ - ๑๕ ปี หลังจากชาวม้งได้อพยพไปอยู่ที่อื่นแล้วระยะต่อมาชนเผ่าลาหู่ด าจึงได้อพยพเข้ามาอยู่ต่อ เป็ นระยะเวลากว่า ๒๐ ปี แล้วอพยพไปอยู่แหล่งอื่น ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมาจากหลักฐานต่างๆ ที่ ปรากฏจากลักษณะของหลุมฝังศพในหมู่บ้าน จากสวนไม้ผลที่ปลูกทิ้งไว้ตลอดจนแหล่งปลูกสร้าง เดิมของชุมชนม้งและลาหู่ด าโดยเฉพาะ (หล่าคือฮาดู่) หมายถึงชุมชนลาหู่ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ (ปี มะเส็ง) ชาวลีซูกลุ่มหนึ่งได้อพยพมาจากประเทศจีน และพม่าโดยการน าของนายปู่ก่าผะ ตามี่แลว้มาอาศยัอยู่ในบริเวณระหว่างเขตบ้านดอยช้างและ บ้านห้วยส้าเชียงราย ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๖๖ มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง โดยน าของนายอะโบโหม่ แซซี่ ได้


๗๘ อพยพเข้าจากบ้านดอยช้างมาอยู่บา้นแม่มอญ ในขณะน้ันมีจา นวนครัวเรือนอยู่แค่๔ หลังคาเรือน ไดแ้ก่นายอะโบโหม่ แซซี่ นายอะเลต่าหนู่ ตามี่ นายอเลหนี่ผ่า ตามี่และนายหมื่อผะหล่าคือ ระยะต่อมาหมู่บา้นแม่มอญมีประชากรมากข้ึนเรื่อยๆ ทางราชการจึงได้ ประกาศต้งัแต่เป็นหมู่บา้นอย่างเป็ นทางการในขณะน้ันหมู่บ้านแม่มอญ อยู่ในเขต ต าบลแม่กรณ์ อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และมีการเลือกต้งัผูใ้หญ่บา้นคร้ังแรกและคนแรกโดยมีแสนเมฆมอก บัญชลี(จี่ใหม่ผะ แซ่ซี) ได้รับเลือกเป็นผูใ้หญ่บา้นข้ึนเป็นคร้ังแรก ซ่ึงในขณะน้ันมีเงินเดือนแค่ ๑.๕๐ บาท และเป็นผูใ้หญ่บา้นจนกระทงั่มาปลดเกษียณในขณะที่มีเงินเดือน ๑๕ บาท ด้งัน้ันการ เลือกต้งัผูใ้หญ่บา้นจึงมีมาต้งัแต่น้ันมาจนถึงปัจจุบนัซ่ึงมีผูใ้หญ่บา้นมาแลว้ท้งั๙ คนโดยมีรายชื่อ ต่อไปน้ี ๑. แสนเมฆมอก บัญชลี ชื่อชนเผ่า นายจี่ใหม่ผะ ฉี่จา ๒. นายอะเลเมียะเมี๊ยะ แซ่ลี ๓. พญาฝรั่งลือยศ ชื่อชนเผ่านายอะซาหย่าเพี๊ยะ ตาหมี่ ๔. หมื่อรับรอง ชื่อชนเผ่านายหมื่อละผะ แซ่หมี่ ๕. นายช่างค า ตาหมี่ ชื่อชนเผ่านายจะคะผะ ตาหมี่ ๖. นายแก่ใส่ ตาหมี่ ชื่อชนเผ่านายซือติผะ ตาหมี่ ๗. นายหลวง แซ่ล้ีชื่อชนเผา่นายอูดิผะแซ่ล้ี ๘. นายแสนเจริญ แสนซี่ ชื่อชนเผ่านายปาก๊ะอิอิ สื่อจา ๙. นายอุดิ แสนซี่ ชื่อชนเผ่านายอูดิ สื่อจา ปัจจุบันบ้านแม่มอญ หมู่ ๒ ต าบลห้วยชมภู อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีระยะทางจากอ าเภอเมืองเชียงราย ประมาณ ๓๕ กิโลเมตรมีถนนที่สามารถสัญจรได้ ๓ เส้นทางคือ ห้วยส้าน–แม่มอญ ดอยช้าง-แม่มอญ และน้ าตกขุนกรณ์-แม่มอญ ชุมชนได้ก่อต้ังมาแล้วเป็น ระยะเวลากว่า ๗๕ ปี บ้านแม่มอญมีประชากรราว ๑๑๕ หลังคาเรือนประกอบด้วยชาวเขาสองชน เผ่าคือ ลีซู ๕๖ หลังคาเรือนและอาข่า ๖๐ หลังคาเรือน ชนเผ่าอาข่าได้อพยพมาจากประเทศพม่าเข้า มาอยู่บ้านแม่มอญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ - ๒๕๒๘ในขณะน้ันมีประชากรราว ๑๒๐ คน ต่อมาจึงมี ประชากรเพิ่มข้ึนเรื่อยๆ ปัจจุบนัมี๖๐ หลังคาเรือนประชากรกว่า ๔๗๐ คน รวมประชากรท้งัสิ้น ราว ๘๓๕ คน ๑) โครงสร้างการปกครอง ตามปกติประเพณีที่ถือปฏิบตัิกันมาแต่ด้ังเดิม ผูน้ าชุมชนดา รงตา แหน่ง โดยการสืบสายโลหิต แต่ปัจจุบันธรรมเนียมดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ผู้อาวุโสภายใน ชุมชนเลือกผู้น า การเลือกผู้น ามักไม่มีความขัดแย้งกัน เพราะการเข้าด ารงต าแหน่งถือเอาความ เหมาะสมเป็ นส าคัญ หากมีเรื่องส าคัญที่ต้องตัดสินใจโดยพลการจนกว่าจะผ่านความเห็นชอบของ ผูรู้้ผูอ้าวุโสในชุมชนท้งัหมด แต่ในกรณีที่เป็ นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องการการตัดสินใจอย่างด่วน


๗๙ ผู้น าชุมชนสามารถใช้อ านาจและหน้าที่จากต าแหน่งมาใช้พิจารณาตัดสินใจได้ทันที โดยไม่ต้อง ผ่านความเห็นชอบจากบรรดาผู้รู้กลุ่มคนที่มีบทบาทส าคัญๆ ในชุมชน ๒ กลุ่มใหญ่ๆ ดงัน้ีคือกลุ่ม ผู้น าด้านความเชื่อและพิธีกรรม และกลุ่มผนู้า ทางการที่ไดร้ับการแต่งต้งัจากทางราชการ - ผู้น าด้านความเชื่อและพิธีกรรม เป็นกลุ่มผู้น าที่ชุมชนให้การยอมรับในพฤติกรรม คุณงามความดี และชุมชนคดัเลือกผนู้า เหล่าน้ีตามหลกัจริยธรรม ซ่ึงประกอบดว้ย • มือ-หมือ คือ ผู้น าทางด้านประเพณี ความเชื่อและ พิธีกรรมในชุมชน • หนี่ผะ คือ ร่างทรงของดวงวิญญาณบรรพบุรุษและเทพ เจา้เพื่อสื่อกบัดวงวิญญาณบรรพบุรุษและสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิเพื่อรักษาโรคภยัไขเ้จ็บและขจดัสิ่งชวั่ร้าย • หนี่ตีซูว คือ ผู้สวดบทพิธีกรรมในงานพิธีต่างๆ เช่น พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ พิธีโซวฮาคูว (เรียกขวัญ) เป็ นต้น • โซโหม่โซตี คือ ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน มีบทบาทเป็ นที่ ปรึกษาของผู้ใหญ่บ้านและร่วมพิจารณาข้อพิพาทของสมาชิกในชุมชนกรรมการหมู่บ้าน คือ คณะกรรมการของชุมชนที่แกนน าชุมชนได้คัดเลือกกันไว้ เพื่อร่วมพัฒนาและดูแล รักษาความสงบ เรียบร้อยของชุมชนร่วมกับฆว่าทูและผู้อาวุโสในชุมชน •แนฉื่อ ซี๊อซู คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพและยา สมุนไพร - ผู้น าทางการ เป็นกลุ่มผูน้า ที่ไดร้ับการแต่งต้งัหรือจากการคดัเลือกจากชุมชน เอง ตามหลักการปกครอง ของกรมการปกครอง • ฆว่าทู คือ ผู้น าทางด้านการปกครองของหมู่บ้าน รวมท้งัเป็นผใู้หญ่บา้นที่เป็นทางการดว้ย •ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน •อบต. ชุมชน


๘๐ ๒.๘.๓ วัฒนธรรมการแต่งกาย ๒.๘.๓.๑ บริบทวัฒนธรรมการแต่งกายชนเผ่าลซีู ในสมยัก่อนตามตา นานผูรู้้ของชนเผ่าลีซูได้กล่าวไว้ว่า การผลิตชุดแต่ง กายชนเผ่าลีซูเริ่มจากการใช้เปลือกไมมาท าเป็ นเส้นด้ายและทอเป็ นผ้าผืนที่ ้ ภาษาลีซูเรียกว่า ขื้อผี่ การสร้างชุดเครื่องแต่งกายข้ึนมาเองเนื่องมาจากการที่ชนเผ่าลีซูต้องเคลื่อนย้ายชุมชนอยู่เสมอท าให้ สมาชิกทุกคนต้องพยายามพึ่งพาตนเองในทุกสถานการณ์ และผลจากการเคลื่อนย้ายชุมชนท าให้ไม่ สามารถสร้างฐานะทางครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงจึงต้องผลิตเส้ือผา้ใช้เอง ส าหรับบาง ครอบครัวที่มีฐานะดีก็สามารถหาซ้ือผา้ได้ ระยะต่อมาวัฒนธรรมการผลิตและการเลือกใช้แต่งกายของชนเผ่าลีซูได้มี การเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น ความหลากสีสันของผ้า เนื่องมาจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีในการ ผลิตผ้าผืนท าให้เกิดความแตกต่างในเรื่องการประยุกต์ใช้วัสดุของการผลิตชุดเครื่องแต่งกายท้งัของ ผู้ชายและของผู้หญิง ถึงแม้จะออกแบบชุดเครื่องแต่งกายในรูปแบบประเพณีเดิมของชนเผ่าแต่นิยม เพิ่มใหม้ีความเด่น ความสวยและสีสันของลวดลายข้ึนตามยคุสมยั ผู้หญิงชาวลีซูมักจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการตัดเย็บและปัก ลวดลายสีสันต่างๆ กบัสมาชิชุมชนอื่นๆ เมื่อมีโอกาสถือเป็นการเรียนรู้เพิ่มเติมโดยตรงอย่างไรก็ ตามผู้หญิงลีซูจะพยายามถ่อมตนในเรื่องความรู้ ฝี มือและผลงานการผลิตชุดเครื่องแต่งกายของตน เสมอและมักใช้เวลารวมกลุ่มเพื่อตัดเยบ็เส้ือผา้กันในช่วงวันศีลี (วันหยุด)และช่วงเดือน ๑๑ เป็ น ตน้ ไปซ่ึงเป็นช่วงใกลเ้ทศกาลปีใหม่จะมาถึง ซ่ึงทุกวนัน้ีก็ยงัถือปฏิบตัิกนั ชนเผ่าลีซูมีความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายหลายประการ เช่นในต านานได้กล่าว ไว้เกี่ยวกับสีของผ้าและเส้นด้ายเย็บผ้า โดยเฉพาะชุดแต่งกายของผู้ชายลีซูห้ามใช้ผ้าและด้ายสีแดง สีชมพูและสีม่วง เพราะมีความเชื่อว่าจะเคราะห์ร้ายถึงชีวิต ผู้ชายลีซูจึงไม่นิยมใช้เหล่าน้ี กระบวนการผลิตผ้าผืนสู่การตัดเย็บเป็ นชุดเส้ือและกางเกงของชนเผ่าลีซูจะถือว่า เป็ นหน้าที่ของผูห้ญิงเท่าน้ันและต้องพยายามเรียนรู้และฝึ กฝนปฏิบัติจนมีความช านาญ ผู้หญิงชน เผ่าลีซูจะได้รับการสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้ ทักษะจากแม่และผู้ทรงคุณวุฒิตลอดจนการเรียนรู้ จากการแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้านและกลุ่มแม่บ้านในชุมชน โดยมากช่วงเวลาการศึกษาเรียนรู้จะอยู่ ในระหว่างอายุประมาณ ๒ - ๑๖ ปี ๒.๘.๓.๒ วัตถุดิบและขั้นตอนการผลิต ๑)การทอผ้า การได้มาของเส้นด้ายดิบและการท าเป็ นเส้นด้ายส าเร็จส าหรับชนเผ่าลีซู สมยัก่อนเริ่มจากการหาเปลือกไมต้น้กญัชง,กัญชา แล้วใช้มีดขูดผิวเปลือกช้นันอกออกเอาเน้ือเยื่อ ช้นั ในมาตม้ ในหมอ้แลว้ทุบให้ละเอียดลา้งออกดว้ยน้า เยน็เอาไปตากแดดให้แห้งแลว้ฉีกเป็น เส้น


๘๑ หมุนใส่อุปกรณ์ที่ชื่อว่า “กือลือ” เป็ นอุปกรณ์ที่ท าด้วยแท่งไม้และมีแผ่นไม้กลมๆ เจาะรูตรงกลาง วิธีการคือใชห้มุนลกัษณะปั่นเส้นดา้ยดิบซ่ึงเป็นข้นัตอนสุดทา้ยของการผลิตเส้นดา้ย การทอผ้าของชนเผ่าลีซูใช้เทคนิคการทอแบบเดียวกับชาวเขาชนเผ่าอื่นๆ คือใช้กี่ทอผา้ทา ข้ึนเองอย่างง่ายๆ ขอให้เพียงสามารถโยงเส้นดา้ยยืนท้งัสองดา้นคือส่วนหัวและ ส่วนท้ายและมีระยะห่างเพียงพอที่จะดึงฟื มสางเส้นด้ายให้ตรงและสามารถพุ่งกระสวยไปมา ทางด้านขวางได้สะดวก และเนื่องจากต้องการความสะดวกคล่องตัวท าให้กี่ที่ใช้มีความกว้างน้อย กว่ากี่ที่ใช้กนั โดยทวั่ๆ ไป ส่งผลให้ไดผ้า้หน้าแคบกว่าปกติไปดว้ย ดงัน้ันผา้ทอของชาวเขาเมื่อจะ น ามาตัดเย็บชุดเครื่องแต่งกายจึงมักมีรูปแบบที่ต้องน าผ้า ๒ผืนมาเย็บประกบกันจึงจะกว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร เป็ นต้น ผ้าที่ทอโดยมากจะไม่สอดใส่ลวดสายสลับซับซ้อน จะเป็ นการทอเพื่อให้ เป็ นผ้าผืนยาว เพื่อตัดเย็บท าเป็ นย่าม หรือท าเป็ นชุดแต่งกายอีกทีหนึ่ง ๒.๘.๓.๓ การย้อมผ้า ๑) การผลิตสีย้อมจากวัสดุธรรมชาติ ในอดีตชาวลาหู่ผลิตน้ ายอ้มเส้นดา้ยหรือย้อมผ้าจากต้นพืชหรือยอด ใบ ดอกผลรวมท้งัเปลือกของตน้ ไมท้ี่หาไดใ้นทอ้งถิ่น พืชที่นิยมใชเ้ช่น - ติ๊เผี่ย ต้นติ๊เผี่ยเป็ นต้นไม้ที่สามารถน าใบมาทา เป็นน้า ยอ้มโดยการต้ม แลว้รินเอาน้ าสีซ่ึงจะได้เป็ นสีฟ้าเข้มมักใช้ย้อมผ้าของคนหนุ่มสาว และยอด และใบไม้ที่ได้จาก ต้นติ๊เผี่ยยังใช้ประกอบเป็ นยาสมุนไพรอีกด้วย - นื้ดจือ คือต้นไม้ชนิดหนึ่ งที่สามารถน าเอาน าเปลือกของล าต้นมาบด หรือตา ให้ละอียดแลว้ใส่ลงไปในน้า ตม้รินกากออกแลว้จึงไดน้ ้า สีมายอ้มผา้ต่อไป เปลือกต้นน้ืดจือ น้ีเมื่อนา มาผ่านขบวนการสร้างสีแล้วจะได้สีแดง ๒) การผลิตสีย้อมในปัจจุบัน เนื่องจากความยุ่งยากในการจดัเตรียมวสัดุและผลิตน้า ยอ้มสีจึงมีผลทา ให้ ชาวลาหู่ในปัจจุบันไม่นิยมผลิตน าย้อมสีด้วยตนเองอีกต่อไปและหันมาซ้ือสีเคมีส าเร็จรูปจากร้าน ขายวัสดุส าหรับผลิตเครื่องแต่งกายที่อยู่ในเมืองมาใชถ้า้หากตอ้งการยอ้มผา้แต่โดยมากมกัเลือกซ้ือ ผ้าส าเร็จรูปเป็ นผืนมาตัดเย็บโดยใช้จักรเย็บผ้าซึ่งสะดวก และสีไม่ตกเหมือนการย้อมด้วยวัสดุ ธรรมชาติที่เคยท ามา


๘๒ ๒.๘.๓.๔ ค่านิยมของการใช้สีผ้ากับเครื่องแต่งกาย ค่านิยมการใช้สีผา้ของชนเผ่าลีซูน้ันจะแบ่งตามวยัเช่นหนุ่มสาวจะนิยมสีผา้ที่มีสี สดฉูดฉาด และเป็ นที่ต้องตาต้องใจกับเพศตรงข้าม เช่นสีฟ้า สีน้า เงิน สีเขียว เป็ นต้น ส่วนผู้ใหญ่ก็ มักนิยมผ้าที่มีสีด า หรือสีม่วงเข้ม ๒.๘.๓.๕ ความเชื่อความหมายของสีที่ใช้ เน้ือผา้รวมท้งัเส้นด้ายที่มีสีแดง สีชมพู ห้ามผู้ชายน ามาสวมใส่หรือน ามา เป็ นเครื่องประดับตกแต่งชุดเครื่องแต่งกายและร่างกาย เพราะมีความเชื่อว่าผ้าสีดังกล่าวจะน ามาซึ่ง เคราะห์ร้ายถึงข้นัเสียชีวิตได้และไม่มีความเชื่อเป็ นพิเศษส าหรับสีอื่นๆ ชนเผ่าลีซูมักจะนิยมใช้สีฟ้า สีน้า เงิน สีเขียว ที่ดูสดใสมีชีวิตชีวา ๒.๘.๓.๖ การสร้างแบบชุดเครื่องแต่งกายของชนเผ่า ๑) การออกแบบ สร้างแบบ ตามธรรมเนียมของชนเผ่าลาหู่ ผู้มีบทบาทในการสร้างแบบชุด เครื่องแต่งกายจะด าเนินการโดยผู้ทรงคุณวุฒิประจา ชนเผ่าซ่ึงโดยมากตา แหน่งน้ีจะตกเป็นหน้าที่ ผู้หญิงอาวุโสของหมู่บ้าน ๒) ขั้นตอนการออกแบบ สร้างแบบ ในการออกแบบ สร้างแบบของชุดแต่งกายชนเผ่าเชื่อว่ามีมานาน แล้ว แต่ไม่มีต าราสอนเป็ นลายลักษณ์อักษร ผู้รู้ในด้านการออกแบบก็ได้ความรู้มาจากการสืบทอด ถ่ายทอดต่อๆ กันมาอีกทีหน่ึงท้ังน้ีโดยอาศัยจากวิธีการสังเกตและจดจา จนถึงทุกวนัน้ีซ่ึงก็เป็น เอกลักษณ์อีกอย่างของชนเผ่าลีซูที่ยังใช้ลักษณะแบบชุดแต่งกายที่เป็ นแบบเดียวกัน เพียงแต่ สมยัก่อนไม่มีการใชอุ้ปกรณ์ในการสร้างแบบเหมือนทุกวนัน้ีที่ใชเครื่องมือวัดระยะ เช่น ้ ตลับเมตร หรือ แถบวัดระยะเข้ามาช่วยในการออกแบบ การออกแบบตกแต่งลวดลายบนชุดเครื่องแต่งกายของชาวลีซูซึ่ง จะมีสีดา เป็นพ้ืนจึงมกัเน้นลวดลายให้มีสีสันสดใส จะใช้ผ้าหลากสีในการตกแต่งให้เป็ นลวดลาย บนเส้ือผา้โดยเฉพาะเส้ือของผหู้ญิงจะตกแต่งให้ดูมีความซับซ้อนและสวยงามเป็ นพิเศษ ๒.๘.๓.๗ โครงสร้างของลวดลายบนเครื่องแต่งกาย ๑) โครงสร้างของลวดลายบนชุดเครื่องแต่งกายผู้ชาย บนชุดเครื่องแต่งกายชายของชนเผ่าลีซูจะไม่มีลวดลายประกอบ มีแต่ เพียงลวดลายของเครื่องประดบัเท่าน้นั


๘๓ ๒) โครงสร้างของลวดลายบนชุดเครื่องแต่งกายผู้หญิง การสร้างลวดลายบนตัวเส้ือของผหู้ญิงจะเนน้ลายและเน้ือผา้ที่เป็นสีแดง ซึ่งเป็ นจุดเด่นในการสร้างลวดลายของชนเผ่าลีซูจะ ตัวลวดลายจะไม่ได้เน้นในด้านให้มีความหมาย แอบแฝงหากแต่จะเน้นในด้านความเรียบร้อย ละเอียด ประณีต ซึ่งเป็ นเอกลักษณ์ของผู้หญิงชนเผ่า ลีซูส่วนประกอบของชิ้นส่วนลวดลายบนเส้ือผหู้ญิงแยกออกได้เป็ น ๓ ส่วนคือ -กากูลู้ลู้หรือถูกลีู้ เป็นชิ้นส่วนแถบผ้ามีลายถักสีด าด้านหลังและลายปัก แถบสีส้มสลับแดงกว้างประมาณ ๓ นิ้วเดินขอบเป็นรูปวงรีออม้จากด้านหน้ามาถึงด้านหลังจนจรด กนั ใชเ้ยบ็ทบับนส่วนคอและไหล่ของตวัเส้ือ - พีแหละ เป็นชิ้นส่วนแถบผ้ามีลายถักแถบสีส้มสลับแดงกว้าง ประมาณ ๓ นิ้ว เดินขอบเย็บติดชายเส้ือดา้บนบริเวณหัวไหล่ ข้างออ้มลงมาถึงใตร้ักแร้ท้งัดา้นหน้า และด้านหลัง - เพียกัวะมา เป็นชิ้นส่วนที่เย็บติดบริเวณอกข้างซ้าย ภาพที่ ๕๓: แสดงโครงสร้างลวดลาย กากูลู้ลู้หรือถูกีลู้ส่วนประดบัคอเส้ือ ภาพที่ ๕๔: แสดงโครงสร้างลวดลาย พีแหละ(ส่วนหัวไหล่)


๘๔ ๒.๘.๓.๘ ชนิดในการแต่งลวดลาย หรือเย็บเสื้อผ้า ผ้าแถบที่เย็บ ถัก และปักลวดลายในรูปแบบต่างๆ ที่ใช้ตกแต่งชุดเครื่อง แต่งกายชนเผ่าลีซูมี ๖ รูปแบบดงัน้ี ๑) ซือเหมมา คือลวดลายที่เย็บรอยต่อของผ้า ๒ ชิ้น ๒) ขื่อจูกวั๋มา คือลวดลายที่ตกแต่งขอบผ้า ๓) ซือติ๊หลิกั๋วมาคือลวดลายที่เย็บติดกับถุงน่อง ๔) เมียซือตั๋วมา คือลวดลายที่เย็บบนหมวกของเด็กผู้ชายและผู้หญิง ๕) อ้าก่าตู๋วตู๋ว คือลวดลายที่เย็บบนขอบย่าม,ถุงน่องของผู้หญิง ๖) อ้าก่าเซะหลิ คือลวดลายที่เย็บบนขอบหมวกเด็กผู้หญิงและบนไหล่ ท้งั๒ ข้างของชุดเครื่องแต่งกายผู้หญิง ๒.๘.๓.๙วัสดุอุปกรณ์ที่น ามาผลติลวดลาย วสัดุที่ใชใ้นการผลิตลวดลายมีดงัน้ี ๑)จักรเย็บผ้า ๒) เข็ม ๓) ด้าย ๔) เน้ือผา้หลากสีสัน ๒.๘.๓.๑๐ ความเชื่อและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ๑)แรงผลกัดันในการสร้างสรรค์ชุดชนเผ่า ชาวลีซูเป็ นชนเผ่าที่ชอบประดิษฐ์ลวดลายสวยงามลงบนชุดเตรื่องแต่ง กาย ถึงกับมีการประกวดแข่งขันกันในการตดัเย็บเส้ือผา้ที่เน้นเรื่องสีสันลวดลายของชุดแต่งกาย และจะมีการสวมใส่ชุดแสดงลวดลายที่ประดิษฐ์ข้ึนน ามาอวดความสวยงามกันในช่วงเทศกาลปี ใหม่ ถ้าชุดของใครได้รับการยกย่องชมเชยจากเพื่อนบ้านมากก็จะเป็ นที่ยอมรับให้เป็ นผู้ช านาญด้าน การผลิตหรือตัดเยบ็เส้ือผา้ของชุมชนหรือชนเผ่าไป ท าให้เกิดการเรียนการสอนต่อสมาชิกในชุมชน และเป็ นแรงผลักดันในการคิดสร้างสรรค์ชุดเตรื่องแต่งชนเผ่ากายของชนเผ่าต่อไป ๒) ความหมายของสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ชุดแต่งกายของชาวลีซูจะสวมใส่อย่างไรข้ึนอยู่กับกาลเทศะซึ่งการแต่ง กายในแต่ละเทศกาลจะบอกชดัเจน เช่น คนกลางคนหรือชราจะนิยมใส่ผา้สีที่เขม้เช่น สีน้า เงินเขม้ หรือออกสีแบบมืดทึบ แต่ส าหรับวัยเด็กหรือบรรดาหนุ่มสาว จะสวมใส่เส้ือผา้ที่มีสีสันสดใส


๘๕ เนื่องจากชาวลีซูเป็ นชนเผ่าที่มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใส ชอบหัวเราะ ยิ้มแยม้ และผูกผันกับธรรมชาติมา เนิ่นนาน จึงทา ใหชาว้ ลีซูนิยมสีเขียวเป็ นหลัก จนกระทงั่ชนเผ่าอื่นถึงกบัเขา้ใจว่าผูท้ี่สวมใส่ชุดที่มี ส่วนประกอบเป็ นสีเขียวจะต้องเป็ นชาวลีซูอย่างแน่นอน ๒.๘.๔ กระบวนการเลือกรับปรับใช้และการสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย ๒.๘.๔.๑ การใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ผ้าของชุมชน ในอดีตน้ันการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ผ้าของชนเผ่ามีเพียง วัตถุประสงค์เดียวเท่าน้นัคือ เป็ นการตัดเย็บเพื่อใช้สวมใส่ ต่างจากสมัยปัจจุบันซึ่งเป็ นการผลิตเพื่อ การพาณิชย์จึงท าให้องค์ประกอบหลายๆอย่างในกระบวนการผลิตและการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็ นเรื่องสีสันของผ้า ลวดลายของการประดับตกแต่ง รวมท้งัโครงสร้างรูปแบบหรือรูปทรง เช่น ความยาวของขากางเกงจะยาวข้ึน หรือการน าลวดลายประดับตกแต่งเครื่องแต่งกายไปประดับ ตกแต่งบนผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆเช่น เป็นลวดลายกระเป๋าถือ,ลวดลายกางเกงประยกุตข์องชนพ้ืน ราบเป็ นต้น อย่างไรก็ตามชุดเครื่องแต่งกายพร้อมเครื่องประดับเต็มรูปแบบตาม ประเพณีของชนเผ่าลีซูยงัทรงคุณค่าและยงิ่เพิ่มข้ึนไปตามยคุสมยัอนัแสดงถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม ประเพณีของชนเผ่า ถ้าค านวณมูลค่าเป็นราคาซ้ือขายยิ่งแสดงใหเ้ห็นชดัเจนคุณค่าทางวฒันธรรม ประเพณีตามที่ได้กล่าวถึง เช่นในสมัยประมาณ ๕๐ ปีก่อนจะมีมูลค่าชุดละประมาณ ๓,๕๐๐ บาท แต่ในปัจจุบันจะมีราคาสูงถึงชุดละประมาณ ๕๐,๐๐๐ – ๖๐,๐๐๐ บาทข้ึนไป ๒.๘.๔.๒ กระบวนการสืบทอดทางวัฒนธรรม การถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมการแต่งกาย เป็ น กระบวนการถ่ายทอดที่ต้องอาศัยการด าเนินการให้เป็นธรรมชาติของวิถีชีวิต โดยการสังเกต จดจ า แล้วจึงน ามาปฏิบัติตาม แต่จะต้องพยายามฝึ กฝนให้เกิดความช านาญ ซึ่งโดยมากจะรับเอาแบบอย่าง จากแม่พ่อ หรือคนรอบขา้ง พ้ืนที่การถ่ายทอดจะไม่จา กดัเฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่งหรือใน ชุมชนของชนเผ่าเดียวกันเท่าน้นั การเรียนรู้จากนอกชุมชนเป็ นเวทีการเรียนรู้ที่ส าคัญเช่นกัน ช่วงเวลาในการถ่ายทอดจะดูว่ามีเวลาช่วงไหนที่ว่าง ส่วนใหญ่จะเป็ นช่วงเดือน 11 หรือวันศีล (วันหยุด)ของชนเผ่า ประเด็นส าคัญของการถ่ายทอดน้นัข้ึนอยผู้รู้กับผู้ ู่ ที่จะเรียนรู้ว่าจะสามารถท า ให้การถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมการแต่งกาย ด าเนินไปด้วยความราบรื่นเพียงใด ส าหรับชนเผ่าลีซู ช่วงเทศกาลปี ใหม่จะเป็ นพ้ืนที่การแสดงออกทาง วฒันธรรมเครื่องแต่งกายพ้ืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และนิยมใช้ในการอวดโฉมเครื่องแต่งกายกันมากที่สุด นอกจากน้นัการแสดงชุดชนเผ่าในสถานที่ต่าง ๆ หรือการแต่งกายตามวันส าคัญที่เป็ นมงคลเช่นงาน แต่งงาน การท าบุญเทพต่าง ๆ จะเป็นพ้ืนที่การแสดงออกทางวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายที่นิยม รองลงมา


๘๖ ๒.๘.๔.๓ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเครื่องแต่งกายของชนเผ่าลซีู วัฒนธรรมการออกแบบ และผลิตชุดเครื่องแต่งกายของชนเผ่าลีซูที่ผ่าน มาต้งัแตอ่ดีตจนถึงปัจจุบนัน้นัตอ้งยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดมาตามยุคตามสมัยไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของลวดลายสีสันที่เพิ่มมากข้ึนรวมท้งัความต้องการใช้เครื่องประดับตกแต่งที่ท าด้วยโลหะ เงินในปริมาณที่มากข้ึนซ่ึงมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การแสดงออกถึงฐานะที่ต่างกัน นอกจากการเปลี่ยนแปลงเรื่องลวดลายของสีและเครื่องประดับแล้วยังรวมถึงการใช้ประโยชน์จาก ชุดเครื่องแต่งกายโดยจะมีการผลิตเพื่อเชิงธุรกิจมากข้ึน ปัจจุบันถ้ามองในภาพรวมแล้วเยาวชนและ วัยรุ่นของชนเผ่าลีซูให้ความส าคัญในการสวมใส่ชุดเครื่องแต่งกายของชนเผ่าลดน้อยลง ส่วนใหญ่ แมก้ระทงั่ขณะอยู่ในหมู่บ้านก็มักจะแต่งกายในชุดสมัยนิยมแบบคนไทยพ้ืนราบมากกว่าชุดชนเผ่า


๒.๙ ชนเผ่าเมี่ยน พื้นที่ศึกษา: หมู่บ้านสามเหลยี่ม(กวิ่ต ่า) หมู่ที่๑๑ ต าบลปงเตา อ าเภองาว จังหวัดล าปาง นักวิจัย: บุญยง โชติชัยพิบูล ผู้ช่วยนักวิจัย: สันทัด คณิตชยานันท์ อูก๋วย แซ่ลี ยิง้ลิ่น แซ่เติ๋น พิกุล แซ่ลี ๒.๙.๑. บริบทชุมชน ๒.๙.๑.๑ ต านานก าเนิดชาวเมี่ยน ตามต านานชาวเมี่ยนเล่าสืบต่อกันมาว่ามีการแบ่งยุคสมัยของกาลเวลาที่ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษยชาติออกเป็ น ๔ ยุคใหญ่ๆ คือ ๑) ยุคฒ่างยุ่นเจียบฒ้าง เป็ นยุคที่ยังไม่มีโลกและมนุษย์คงมีแต่พวกเทวดาที่อาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ และเทวดาเหล่าน้นัจะมีอายขุยัหลายหมื่นปี ๒)ยุคฒงยุ่นเจียบฒ้าง เป็นสมยัที่เริ่มมีโลกและเกิดมนุษยก์่ึงเทวดาข้ึน แต่มนุษยเ์หล่าน้ันยงัไม่รู้จัก ใส่เส้ือผา้และโลกก็ยงัมืดมวัมองไม่เห็นกระทงั่ ดวงอาทิตย์ในยคุสมยัน้ีเหล่าเทวดาและมนุษยก์่ึงเทวดามี อายุขัย ๓,๘๖๐ ปี ๓) ยุคห่ายุ่นเจียบฒ้าง เป็ นยุคสมัยที่เหล่าเทวดาพากันมาอาศัยอยู่บนโลกร่วมกับมนุษย์กึ่งเทวดาแต่ จะมีอายุขัยลดลงเหลือเพียง ๑๒๐ ปี ๔) ยุคหมัวะกิ๊ดนิ่นเกน สมัยที่ ๔หรือยุคโลกปัจจุบันเป็นสมยัที่มนุษยร์วมท้งัชาวเมี่ยนเกิดข้ึนมาบน โลกและจะมีอายุขัยเพียง ๖๐ ปี เหล่าเทวดาอาศัยไม่ได้อาศัยอยู่บนโลกรวมกับมนุษย์อีกต่อไปเพียงแต่ ยังคอยช่วยเหลือมนุษย์ท้งัหลายอยู่ห่างๆ และชนเผ่าเมี่ยนได้ขยายเผ่าพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวาง ๒.๙.๑.๒ ประวัติศาสตร์ความเป็ นมา ชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) ได้รับการจัดให้อยู่ในเช้ือชาติมองโกลอยด์ (Mongoloid) ในตระกูลจีน -ธิเบต (Sino-Tibetan) ค าเรียก “เย้า”ไดป้รากฏคร้ังแรกในเอกสารบนัทึกของจีนในสมัย ราชวงศ์ถัง โดยปรากฏในชื่อ “ม่อ เย้า” มีความหมายว่า “ไม่อยู่ใต้อ านาจของผู้ใด” ตามต านานเล่ากัน ว่า เมื่อประมาณสองพันกว่าปี มาแล้วบรรพชนชาวเมี่ยนหรือเย้าได้ต้งัถิ่นฐานอยู่บริเวณที่ราบรอบๆ


๘๘ ทะเลสาบตงถิง แถบแม่น้า แยงซีแต่ไม่ยอมอ่อนน้อมให้ชนชาติผู้ปกครองรัฐและไม่ยินยอมอยู่ภายใต้ การบังคับกดขี่ของรัฐได้อพยพเข้าไปในป่ าลึกบนภูเขาสูงและต้งัถิ่นฐานสร้างบา้นเรือนข้ึนเพื่อปกป้อง เสรีภาพของตนเอง จึงถูกขนานนามว่าม่อ เย้า ซึ่ง เหยา ซี เหลียนได้บันทึกไว้ใน เหลียง ซู ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง ค าว่า “ม่อ”ถูกยกเลิกไปเหลือแต่ค าว่า “เย้า” เท่าน้ัน ซึ่งก่อนหน้าน้ีชนกลุ่มน้ีถูกเรียกว่า “หมาน” หรือ “หนัน หมาน” (พวกป่ าเถื่อนทางใต้) หรือ “ชาน จือ” (บุตรแห่งขุนเขา) หรือ “พ่านหู จ่ง” (เช้ือสายของพ่าน หู) กล่าวกันว่าในประเทศจีนชนชาวเย้ามีค า เรียกขานชื่อของตนเองแตกต่างกันถึง ๒๘ ชื่อ แต่ชนชาวเย้าในประเทศไทยเรียกตัวเองว่า “เมี่ยน” (Mien) หรือ“อิ้วเมี่ยน” (Iu Mien) เหยา ซุ่น อัน (๑๙๙๙) กล่าวว่าชาวเย้าในประเทศจีนแยกออกเป็ น ๔ กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ ๑) เผา่เป้ียน ๒) เผ่าปูนู ๓) เผ่าฉาซัน ๔) เผา่ผิงต้ี ชาวเยา้เผ่าเป้ียนมีประชากรมากที่สุดและเป็นกลุ่มที่ยา้ยถิ่นตลอดเวลาเป็ น ระยะทางที่ไกลที่สุดและยังกระจายกันอยู่ในอาณาบริเวณที่กว้างขวางที่สุดด้วยโดยเริ่มอพยพโยกย้ายใน สมยัราชวงศ์ฉินฮนั่จากมณฑลฮูหนานไปยังมณฑลกวางตุ้งกุ้ยโจวกวางสีและยูนนานซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ของจีนและย้ายเข้าสู่ภาคเหนือของเวียดนามในราวค.ศ. ๑๕- ๑๖ ต่อจากน้นัก็ยา้ยเขา้สู่ ประเทศลาว พม่า และไทย เมื่อสงครามในประเทศเวียดนามและประเทศลาวยุติลงในปีค.ศ.๑๙๗๕ ชาวเยา้เผ่าเป้ียนบางส่วนก็ไดย้า้ยถิ่นล้ีภยัทางการเมืองอีกคร้ังโดยไปต้งัถิ่นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แคนาดาและสวีเดน ๒.๙.๑.๓ ชื่อและภาษา ค าว่า “เย้า” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ค าจ ากัดความว่า “เป็ นชนชาวเขาเผ่าหนึ่ง อยู่ในประเทศไทยตอนเหนือ” ค าว่า “เย้า” ไม่มีในภาษาของชาวเมี่ยน เพราะจะ ไม่เรียกตัวเองว่า “เย้า”แต่จะเรียกตัวเองหรือเผ่าตัวเองว่า “เมี่ยน” หรือ “อิ้วเมี่ยน” ซึ่งแปลว่า “คน” ภาษาของชาวเมี่ยน จัดอยู่ในตระกูลจีน-ธิเบต สาขาแม้ว-เย้า ภาษาพูด พัฒนา มาจากกลุ่มภาษาหนึ่งของชาวหมาน และได้แพร่กระจายไปสู่เขตต่างๆ ตามทอ้งถิ่นที่ชาวเมี่ยน อพยพ ไปถึง จนกระทงั่ในสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลายและสมัยต้นราชวงศ์ชิงภาษาเย้าหรือเมี่ยนได้กระจายไป ทวั่เขตมณฑลกวางสีกวางตุ้ง กุ้ยโจว ฮูหนาน และยูนนาน จากการติดต่อกับชนเผ่าอื่นๆ เป็ นระยะเวลา นาน ท าให้ภาษาเมี่ยนในทอ้งถิ่นต่างๆ มีวิวัฒนาการที่แตกต่างกันไปด้วย


๘๙ ภาษาเมี่ยนในปัจจุบันผ่านการพัฒนากลายเป็ นภาษาถิ่นแยกลงไปอีกถึง ประมาณ ๓ ภาษาย่อยคือ ๑) ภาษาเมี่ยน ๒) ภาษาปูนุ ๓) ภาษาลักจา ส าหรับภาษาเขียน ชาวเมี่ยนได้ยืมการเขียนตัวอักษรของภาษาจีนหรือฮนั่มา ใช้แต่ได้มีการดัดแปลงจากอักษรบางตัวให้มีวิธีการเขียนต่างกันกับตัวอักษรจีนแบบมาตรฐาน ท าให้ได้ ภาษาเขียนใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งมีลักษณะผสมระหว่างภาษาเมี่ยนกับภาษาจีนเรียกว่าเป็ นรูปแบบ การเขียนแบบ “ถูสู้จ้ือ” หรือตวัหนังสือของทอ้งถิ่นแต่อกัษรที่ประดิษฐ์ข้ึนน้ีก็มีจา นวนไม่มากและใช้ เขียนข้อความให้สมบูรณ์ไม่ได้ ต้องใช้ปนกับตัวหนังสือจีน การอ่านค าศัพท์ในภาษาเมี่ยนจะอ่านเป็ น ส าเนียงชาวเมี่ยน ส่วนค าศัพท์ในภาษาจีนจะอ่านออกเสียงเป็นส าเนียงภาษาย่อยชนิดหน่ึงของภาษาถิ่น กวางตุ้ง ดงัน้ันถ้าอ่านค าศัพท์น้ันตามส าเนียงของภาษาจีนกลางปัจจุบันก็จะอธิบายความหมายไม่ได้ เป็ นต้นซึ่งบรรดาหนังสือคัดเพลง คัมภีร์ทางศาสนา หนังสือล าดับญาติวงศ์และเอกสารต่างๆ ล้วนใช้ ภาษาที่เขียนผสมกนัน้ีท้งัสิ้น ๒.๙.๑.๓ การตั้งหลักแหล่งในประเทศไทย หมู่บ้านของชาวเมี่ยนส่วนมากจะต้งัอยู่บนพ้ืนที่สูงอาศัยอยู่กระจัดกระจาย ทวั่ ไปทางตอนเหนือของประเทศไทยในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ล าปาง น่าน และไกล ออกไปอีกถึงในเขต จังหวัดตาก สุโขทัย ก าแพงเพชร และเพชรบูรณ์ ๒.๙.๒ โครงสร้างทางสังคม ชุมชนของเมี่ยนในอดีตน้ันเป็นชุมชนพ่ึงตนเองค่อนขา้งสูงท้งัในด้านการด ารงชีวิต และการจัดการภายในชุมชน จะมีต าแหน่งหรือฝ่ ายต่างๆ ที่มีความสา คญัและเอ้ือต่อการจดัการในชุมชน น้นั ๆ ซี่งต าแหน่งหรือฝ่ ายต่างๆ ในชุมชนของชนเผ่าเมี่ยนพอจะสรุปไดด้งัน้ี ๒.๙.๒.๑ ผู้ปกครองหรือหัวหน้าหมู่บ้าน ในชุมชนของเมี่ยนจะมีผู้ปกครองหรือหัวหน้าหมู่บ้าน ๑ คน หัวหน้าบา้นน้ี อาจได้รับการแต่งต้ังจากทางราชการหรืออาจไม่ได้รับการแต่งต้ังจากทางราชการก็ได้โดยทั่วไป หัวหน้าหมู่บ้านมักจะเป็ นบุคคลที่มาจากกลุ่มแซ่สกุลที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน หรืออาจเป็ นผู้น าในการ อพยพมาต้ังหมู่บ้านแห่งใหม่ซึ่ งจะท าหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านและเป็ นผู้ไกล่เกลี่ยคดีหรือ ข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดข้ึนภายในชุมชนและระหว่างชุมชน ภาษาเมี่ยนเรียกว่า “ต้าวเมี่ยน” หรือ“ล่าง โก๋” หรือ “ล่างเฒ้ียว”จะเป็ นผู้ที่มีชื่อเสียงและมีความเสียสละใหแ้ก่ชุมชน


๙๐ ๒.๙.๒.๒ กล่มุผู้อาวุโส เป็ นกลุ่มที่มีความส าคัญในหมู่บ้านมากโดยเฉพาะในด้านการปกครองและ ดูแลหมู่บ้าน ซึ่งจะท างานร่วมกับหัวหน้าหมู่บ้านเวลามีปัญหาหรือคดีความต่างๆ เพราะชาวเมี่ยนนับ ถือและยกย่องผู้อาวุโส ว่าเป็ นผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามากกว่า ดังมีค า กล่าวที่ว่า “ปัว เต้า โฮ่ว แซง ต๋ องตุ๊ เหยียด เต้า เมี่ยนโก๋ ปัว เต้า เมี่ยนโก๋ ต๋ องตุ๊ เหยียด เต้า เฒ้ียว” หมายความว่า “คนหนุ่ม ๓ คน เทียบเท่ากบัคนแก่๑ คน คนแก่๓ คน เทียบเท่ากับผู้ปกครอง ๑ คน” ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความส าคัญของกลุ่มผู้อาวุโสในชุมชนได้อย่างชัดเจน ๒.๙.๒.๓ ผู้ประกอบพธิีกรรม โดยทั่วไปภาษาเมี่ยนเรียกคนกลุ่มน้ีว่า “ซิบ เม้ียน เมี่ยน” หรื ออาจารย์ผู้ ประกอบพิธีกรรม ซึ่งจะเป็ นผู้ที่มีบทบาทและได้รับความนับถือในสังคมมาก ด้วยความเชื่อที่ว่าในโลก น้ีมีท้งัสิ่งที่เกิดข้ึนโดยธรรมชาติและเหนือธรรมชาติคือวิญญาณหรือผีซ่ึงจะมีท้งัผีดีและผีร้ายผีดีจะ ช่วยเหลือปกป้องคุ้มครองมนุษย์ส่วนผีร้ายจะท าให้เกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาข้ึน ดงัน้ันเพื่อให้มนุษยม์ ี ความสุขความเจริญรุ่งเรืองชาวเมี่ยนจึงต้องติดต่อกับผีหรือวิญญาณดีให้ช่วยปกป้องคุ้มครองพร้อมท้งั ช่วยควบคุมผีร้ายไม่ให้ท าอันตรายหรือก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีแก่มนุษย์ในการน้ีจึงต้องมีอาจารย์ผู้ ประกอบพิธีกรรมเป็ นผู้ประกอบพิธีดังกล่าว ผู้ที่จะเป็ น ซิบ เม้ียน เมี่ยนไดน้ ้นั จะต้องเรียนรู้ตัวหนังสือ ภาษาจีนและภาษาผสมของชาวเมี่ยนให้แตกฉานเสียก่อน เพราะชาวเมี่ยนใช้ภาษาเหล่าน้ีในการบันทึก เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจา วนัและใชป้ระกอบพิธีกรรมท้งัการเขียนและการสวด อาจารยผ์ูป้ระกอบ พิธีกรรมจะต้องเป็ นผู้ที่เคยผ่านพิธี “กว๋าตัง” หรือพิธีบวช ซึ่ งถือว่าเป็ นคนที่มีบุญบารมีมากกว่าคน ธรรมดา อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมจะแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ๑) ห่า จ่าย เมี้ยน หมายถึงอาจารยผ์ูป้ระกอบพิธีกรรมที่ทา พิธีไดเ้ฉพาะในโลกเท่าน้นั ซึ่งจะท า พิธีเล็กๆ ได้เช่น สู่ขวัญ สะเดาะเคราะห์ เป็ นต้น ๒) จ่าง จ๋าย เมี้ยน เป็ นอาจารยผ์ูท้ ี่สามารถประกอบพิธีได้ท้ังในโลกและนอกโลก หรืออีกชื่อ หนึ่ง “โฒ๋ว ไซ อง” หมายถึงอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมใหญ่ได้ เช่น พิธีงานศพ เป็ นต้น ในหมู่บ้าน หนึ่งอาจจะมีอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมได้หลายคน ข้ึนอยกู่บัความสามารถและความสนใจ ๒.๙.๒.๔ ช่างตีเหล็ก สังคมของเมี่ยนเป็ นสังคมเกษตรกรรมดงัน้ันในการท ามาหากินจึงต้องอาศัย อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ที่ใช้เหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น จอบ เสียม มีด ขวาน ส่วนมากจะซ้ือเหล็ก แผ่นมาจากในเมืองแล้วน ามาให้ช่างตีเหล็กประจ าหมู่บ้านเป็ นคนท าให้ เนื่องจากการท าเกษตรบนภูเขา ต้องการอุปกรณ์ที่ออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนกับอุปกรณ์ส าหรับการท าเกษตรกรรมแบบ


๙๑ พ้ืนราบ ดงัน้นัช่างตีเหลก็จึงมีความส าคญัมากในการทา อุปกรณ์การเกษตรดังกล่าว ต าแหน่งช่างตีเหล็ก น้ีส่วนใหญ่จะสืบทอดกนั ในสายตระกูลแต่ก็มีการถ่ายทอดใหก้บับุคคลภายนอกที่สนใจ ๒.๙.๒.๕ ช่างเงิน ในสังคมชาวเมี่ยน โลหะเงินเป็ นทรัพย์สินที่มีค่ามากเพราะนอกจากจะใช้เป็ น สิ่งมีค่าส าหรับแลกเปลี่ยนสิ่งของและใช้ในการปรับไหมแล้ว ยังน ามาท าเป็ นเครื่องประดับต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องประดบัของสตรีท้งัแหวน กา ไล ต่างหูและสร้อยคอต่าง ๆ ซึ่งช่างเงินในหมู่บ้านจะ เป็ นคนออกแบบจัดท าให้ด้วยวิธีการที่ประณีต ละเอียดและสลักลวดลายที่งดงาม ดงัน้นั ช่างเงินจึงเป็ น ต าแหน่งที่มีความส าคัญอีกต าแหน่งหนึ่งในด้านศิลปหัตถกรรมในสังคมของชาวเมี่ยน ต าแหน่งช่างเงิน น้ีส่วนใหญ่จะมีการสืบทอดในสายตระกูลเดียวกันแต่ก็มีการถ่ายทอดใหแ้ก่ผสู้นใจทวั่ ไปอีกด้วย ๒.๙.๒.๖ หมอยาสมุนไพร หมอยาสมุนไพร หรือ “เดียไซ” จะเป็ นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤกษศาสตร์ และ การใช้สมุนไพรในการรักษาผู้ป่ วยเป็ นพิเศษ ต าแหน่งเดียไซสามารถเป็ นได้ท้งัผูห้ญิงและผูช้ายแต่หมอ บางคนอาจเก่งในการรักษาโรคเฉพาะดา้นเท่าน้นั ในชุมชนหนึ่งๆ จะมีหมอยาสมุนไพรหลายคนแต่ที่ เก่ง หรือมีชื่อเสียงเป็นที่นิยมของคนทวั่ ไปจะมีไม่มากนัก หมอสมุนไพรจะมีอยู่สองประเภทคือ ๑) ประเภทที่ถ่ายทอดตามสายตระกูล ๒) ประเภทที่ไปศึกษาจากหมอยา จะเป็ นหมอยาสมุนไพรที่มีความรู้ด้วยการเรียนจากหมอยาที่มีชื่อเสียงมา เรียกว่า “เปี๊ ยด” ๒.๙.๒.๗ หมอต าแย ในบางคร้ังหมอต าแยกับหมอยาสมุนไพรอาจจะเป็ นบุคคลคนเดียวกันก็ได้ เพราะในสังคมชาวเมี่ยนให้ความส าคัญกับการดูแลแม่และเด็กหลังคลอด ผู้ที่จะเป็ นหมอต าแยได้ต้อง เป็ นผู้ที่มีความรู้ในด้านการใช้สมุนไพรและสามารถดูแลหญิงหลังคลอดและเด็กได้อย่างปลอดภัย ๒.๙.๓ ระบบการตัดสินคดี การตัดสิ นคดีของชาวเมี่ยนน้ันเมื่อมีผู้กระท าผิดจะมีการตัดสิ นกันที่บ้านของ ผู้ใหญ่บ้านหรือก านัน โดยคู่กรณีจะมาแจ้งให้ทางผู้ใหญ่บ้าน ก านันทราบวันนัดหมายล่วงหน้า เมื่อถึง เวลาทางก านันจะเชิญอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรม ผู้อาวุโส และคณะกรรมการในหมู่บ้านมาร่วมเป็ น พยาน คู่กรณีท้ังสองฝ่ายจะต้องเชิญผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตนเองมาร่วมด้วยและจะต้อง เตรียมไก่มาฝ่ายละ ๑ ตัว สุรา พร้อมท้งัเงินต้งัแต่๑๐๐ บาทข้ึนไป เมื่อท้งัสองฝ่ายมาถึงแลว้ก็จะฆ่าไก่ และประกอบอาหารน าไปวางเตรียมไว้บนโต๊ะตัดสินความ พร้อมท้งัวางเงินและสุราไว้ด้วย จากน้ันจะ เริ่มผลัดกันเล่าเรื่องราวความขดัแยง้ให้แก่คณะกรรมการทราบ การตดัสินจะใชเ้สียงส่วนใหญ่เมื่อท้งั


๙๒ สองฝ่ ายสามารถยอมรับการตัดสินของคณะกรรมการได้ อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมก็จะท าพิธีเชิญผี บรรพบุรุษลงมาช่วยดูและรับฟังร่วมเป็นพยานให้กบัการตดัสินคดีความคร้ังน้ีและให้คู่กรณีให้คา มนั่ สัญญาวา่ต่อไปน้ีจะไม่ให้มีกรณีเช่นน้ีเกิดข้ึนอีกหลงัจากน้นัทุกคนจะลงมือรับประทานอาหารและร่วม ดื่มสุราด้วยกัน ในกรณีที่ไม่สามารถตดัสินคดีความให้เสร็จภายในวนัน้ัน อาหารที่อยู่บนโต๊ะตดัสิน คดีจะต้องไม่น ามารับประทานและต้องทิ้งให้หมด และถ้าตัดสินคดีความต่อในวันรุ่งข้ึนก็น าไก่มา ประกอบอาหารใหม่ ส่วนเงินที่น ามาวางน้นัท้งัสองฝ่ายจะวางเป็นจา นวนเกิน ๑๐๐ บาทข้ึนไปเท่าไหร่ ก็ได้อาจจะไม่เท่ากันแต่ฝ่ ายที่แพ้คดีความจะต้องวางเงินเป็ นจ านวนเท่ากับฝ่ ายที่ชนะวางไว้และเงิน จา นวนน้ีจะถูกแบ่งให้เป็นค่าสินน้ าใจให้แก่คณะกรรมการที่มาร่วมตัดสิน หากคดีความไหนที่ไม่ สามารถจะตัดสินคดีสิ้นสุดที่บา้นของกา นันไดจะถูกส่งไปให้ทาง ้ราชการช่วยตัดสินซึ่งส่วนใหญ่จะ เป็ นคดีที่ร้ายแรง เช่น การปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ต่างๆ เป็ นต้น ๒.๙.๔ ระบบครอบครัว ครอบครัวของชาวเมี่ยนน้นัส่วนมากจะเป็นครอบครัวขยายคือ มีคู่สมรสในครอบครัว หลายคู่ เช่น ปู่-ย่า พ่อ-แม่ ลูกชาย-ลูกสะใภ้ และหากครอบครัวใดมีลูกชายหลายคน ก็อาจจะมีคู่สมรส มากข้ึน สมาชิกในครอบครัวก็อาจจะมีต้งัแต่๒ - ๒๐ คน ในครอบครัวก็จะมีหัวหน้าครอบครัวซึ่งทุก คนจะต้องเคารพเชื่อฟังและสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวก็จะเคารพกันตามศักด์ิให้ความเคารพแก่ผู้ อาวุโส การนับญาติจะนบั ใหข้้ึนกบั ทางฝ่ ายชาย เมื่อผู้ชายเมี่ยนแต่งงานจะนิยมน าภรรยาของตนมาอยู่กับฝ่ ายพ่อแม่ของตนเอง ผู้ อาวุโสฝ่ ายชายจะเป็ นผู้น าครอบครัวและมีอ านาจสูงสุดในบ้าน ยกเว้นเฉพาะเรื่องงานครัวซึ่งเป็ นหน้าที่ ของฝ่ ายหญิง ส่วนในเรื่องอื่นๆ แมว้่าผูอ้าวุโสชายจะเป็นผูต้ดัสินใจแต่ก่อนการตดัสินใจมกัจะมีการ ปรึกษาหารือกับสมาชิกในบ้าน คือ บุตรชายคนโต และภรรยาก่อน สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะแบ่งงานกันท ากล่าวคือ พ่อบ้านจะมีหน้าที่หลักในการ รับผิดชอบและการตัดสินใจระดับครอบครัวเช่น การเลือกพ้ืนที่เพาะปลูก พืชพันธุ์ที่จะน ามาปลูก รวมท้งัการติดต่อคา้ขายฝ่ ายแม่บ้านจะรับผิดชอบงานในครัวเรือน เช่นการเตรียมอาหารและประกอบ อาหาร ทา ความสะอาดบา้นซักเส้ือผา้การจดัหาเส้ือผา้ให้สมาชิกของครอบครัว ดูแลการใช้จ่ายของ ครอบครัว (อย่างไรก็ตามผู้ชายจะมีอ านาจในการตัดสินใจที่จะใช้จ่ายเงินมากกว่าผู้หญิงเพราะสังคม ชาวเมี่ยนถือว่าผู้ชายมีความรู้และประสบการณ์มากกว่า) ส่วนการอบรมเล้ียงดูการดูแลรักษาบุตรหรือการเจ็บป่ วยเล็กน้อยของสมาชิกเป็ น หน้าที่ของสตรีชาวเมี่ยน ซึ่งจะมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมากกว่าผู้ชายและจะปลูกสมุนไพรไว้ใช้เอง ส่วนการเล้ียงสัตวเ์ล้ียงและการท างานในไร่ สวน จะท าร่วมกับฝ่ ายชายด้วย ลูก ๆ ก็จะมีหน้าที่ช่วยเหลือ พ่อ แม่ ในงานต่างๆ ผู้หญิงเมี่ยนจะท างานหนักและพอมีเวลาว่างก็จะถักหรือปักผ้าส าหรับใส่เองหรือ


๙๓ ขายเป็ นรายได้พิเศษ ชาวเมี่ยนให้ความนับถือและสืบเช้ือสายทางฝ่ ายชายโดยลูกจะใช้นามสกุลหรือแซ่ ตามฝ่ ายพ่อและถือวิญญาณบรรพบุรุษของตระกูลทางพ่อ ชาวเมี่ยนมีอิสระในการเลือกคู่ครองและนิยม ที่จะแต่งงานกับคนในกลุ่มญาติ(Endogamy) ดงัน้นั ชายและหญิงที่ใช้แซ่เดียวกันแต่อยู่คนละกลุ่มเครือ ญาติย่อยจึงสามารถแต่งงานกันได้ ๒.๙.๕ โครงสร้างทางครอบครัว ชนเผ่าเมี่ยนมีระบบโครงสร้างและระดับช้ันทางครอบครัวโดยสามารถจะแยกเป็ น รายละเอียดดงัน้ี ๒.๙.๕.๑ลา ดับตระกูล ตระกูลแซ่ของชนเผ่าเมี่ยนในประเทศไทย -แซ่พ่าน (โล่ห์เป้ียนเมี่ยน) -แซ่ลี (โล่ห์เหลยเมี่ยน) -แซ่จ๋าว (โล่ห์เจ๋วเมี่ยน) -แซ่ต้งัเติ๋น เต็น เติน (โล่ห์ตงั่เมี่ยน) -แซ่ล่อ (โล่ห์ล่อเมี่ยน) -แซ่ว่าง (โล่ห์ย่างเมี่ยน) -แซ่ฟุ้ง (โล่ห์ปู๋ งเมี่ยน) -แซ่เฉิน แซ่ฉิ่น (โล่ห์จนั่เมี่ยน) -แซ่ตวั๊ะ(โล่ห์ตวั๊ะเมี่ยน) -แซ่ท่าว (โล่ห์ท่าวเมี่ยน) ๒.๙.๕.๒ การเรียงล าดับญาติและการเรียกชื่อ ๑) การเรียงลา ดับญาติในตระกูล -ล าดับที่ ๑ องถายแงะ + กู๋ถายแงะ -ล าดับที่ ๒ องถาย + กู๋ถาย -ล าดับที่ ๓ อง + กู๋ (ปู่ ย่า) -ล าดับที่ ๔ เตียแต + มา (พ่อแม่) -ล าดับที่ ๕ ตอน + เซี๊ยะ (ลูกชายลูกสาว) -ล าดับที่ ๖ ฟุน (หลาน) -ล าดับที่ ๗ ฟ๊ ะ (เหลน ) -จุดนบัเริ่มตน้เอีย+ เอ้า (ตัวเอง เมีย)


๙๔ ๒) กรณีสามี เรียกญาติของฝ่ ายภรรยา - ปู่ ของภรรยา เรียกว่า อง -ย่าของภรรยา เรียกว่า กู๋ - ตาของภรรยา เรียกว่า ตาอง -ยายของภรรยา เรียกว่า ตากู๋ - พ่อของภรรยา เรียกว่า เตีย -แม่ของภรรยา เรียกว่า มา - พี่ชายของภรรยา เรียกว่า โต้มเหนา - พี่สะใภ้ของภรรยา เรียกว่า โต้มเมี่ยง - พี่เขยของภรรยา เรียกว่า ป้วย - น้องชายของภรรยา เรียกว่า เหนา - น้องสาวของภรรยา เรียกว่า เฑี๋ย ๓) กรณีภรรยาเรียกชื่อญาติทางฝ่ ายสามี - ปู่ ของสามี เรียกว่า อง -ย่าของสามี เรียกว่า กู๋ - ตาของสามี เรียกว่า ตาอง -ยายของสามี เรียกว่า ตากู๋ - พ่อของสามี เรียกว่า เตีย -แม่ของสามี เรียกว่า มา - พี่ชายของสามี เรียกว่า แป๊ ะ - เมียของพี่ชายสามี เรียกว่า จ้วั - พี่สาวของสามี เรียกว่า โกว - พี่เขยของสามี เรียกว่า เฌี๋ย - น้องชายของสามี เรียกว่า เหนา/เหยียว - เมียของน้องชายสามี เรียกว่า เฑี๋ย - น้องสาวของสามี เรียกว่า หมวั่ - สามีของน้องสาวสามี/สามีของพี่สาวสามี เรียกว่า เฑี๋ย - พี่สาวของพ่อสามี เรียกว่า โกว - พี่ชายของพ่อสามี เรียกว่า แป๊ ะ - เมียของพี่ชายพ่อสามี เรียกว่า จ้วั


๙๕ ๔) รุ่นของตระกูล ในแต่ละตระกูลจะมีรุ่นของตระกูล บางตระกูลมี ๔ รุ่น บางตระกูลมีถึง ๕ รุ่น การนับรุ่นจะนับต้งัแต่รุ่นแรกไปเรื่อยๆ จนครบ ๔ หรือ ๕ รุ่น (ข้ึนอยู่กบัแต่ละตระกูล) แล้วก็จะ เวียนกลับมานับที่รุ่นแรกใหม่เวียนไปเช่นน้ีเรื่อยๆ หากตอ้งการทราบว่าคนๆ น้ันเป็นญาติหรือไม่ก็ ตอ้งทราบก่อนว่ามาจากตระกูลไหน เมื่อทราบว่ามาจากตระกูลเดียวกัน ก็จะหมายถึงว่าเป็ นญาติกัน ดงัน้นัจะต้องถามต่อว่าเป็ นลูกของใคร การถามเช่นน้ีจะทา ให้ทราบว่าเป็นรุ่นไหนของตระกูลและเป็ น ญาติเกี่ยวข้องกันอย่างไร จะเรียงล าดับญาติกันอย่างไรเช่นเป็ นปู่ ลุง ป้า อา หลาน หรืออาจเป็ นรุ่น เดียวกันเป็ นต้น ๒.๙.๖ ข้อมูลพื้นฐานชุมชนศึกษาวิจัย หมู่บ้านสามเหลี่ยมหรือเรียกชื่อตามภาษาทอ้งถิ่นว่า “บ้านกิ่วต่า ” ต้งัอยู่บริเวณ หมู่ที่ ๑๑ ต าบลปงเตา อ าเภองาว จังหวัดล าปาง ที่ต้ังหมู่บ้านอยู่ในพ้ืนที่หุบเขาที่สูงจากระดับน้ าทะเล ประมาณ ๘๐๐ เมตร มีภูเขาโอบล้อมอยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้และมีแม่น้า ไหลผ่านจากทิศตะวนัออก ไปทางทิศตะวันตก ราวปี พ.ศ. ๒๕๑๒ มีบริษัทขุดแร่ตัดถนนเพื่อการขนส่งแร่ผ่านที่ต้งัหมู่บ้านจึงได้ ชกัชวนกนัเขา้มาอยู่อาศยัและเพิ่มจา นวนข้ึนเรื่อยๆ ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ จึงไดต้้งัเป็นชุมชนถาวรข้ึนโดย เป็นหยอ่มบา้นข้ึนกบัหมู่บา้นบ่อสี่เหลี่ยม หมู่ ๖ ต.ปงเตา อ.งาว จ.ล าปาง มีผู้น าชุมชนในต าแหน่งผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านปกครองกันเรื่อยมา จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงได้แยกเป็ นหมู่บ้าน เอกเทศมีผู้ใหญ่บ้านปกครองมาจนถึงปัจจุบัน ประชากรในหมู่บ้านนับถือผีบรรพบุรุษเป็ นหลักและนับถือศาสนาพุทธประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์มี ศาสนสถาน ๒ แห่งคือวัด และโบสถ์อย่างละ ๑ แห่ง ๒.๙.๗ วัฒนธรรมการผลิตชุดเครื่องแต่งกาย ๒.๙.๗.๑ กระบวนการเส้นด้าย ๑)วัตถุดิบ จากค าบอกเล่าท าให้ทราบว่าในอดีตน้ัน การได้มาของวัตถุดิบต่างๆ ในการ ผลิตเส้ือผา้เครื่องนุ่งห่มเป็ นเรื่องค่อนข้างยากล าบาก ท้งัผา้ เส้นด้าย หรือวัสดุต่างๆ ที่ใช้ประกอบกับ การผลิตเส้ือผา้เครื่องแต่งกายของชาวเมี่ยน ล้วนแล้วแต่จะต้องท าข้ึนมาเอง เช่น ทอผ้าเพื่อจะใช้ตัดเย็บ เส้ือผา้และปักลวดลาย ซึ่งผ้าที่ทอข้ึนจากฝ้ายน้ันชาวเมี่ยนเรียกว่า “ปุ่ ย เดีย” แปลว่า “ผ้าฝ้าย”แต่ใน ปัจจุบันชาวเมี่ยนไม่ท าการทอผ้าอีกต่อไป เนื่องจากเหตุผลหลายประการ เช่น การอพยพโยกย้ายอยู่


๙๖ เนืองๆ ประกอบกับความยุ่งยากในการผลิตดังกล่าว จึงมักใชว้ิธีการซ้ือมาจากในเมือง ส าหรับข้นัตอน การผลิตวัสดุต่างๆ ส าหรับการผลิตเครื่องแต่งกาย มีดงัน้ี -การปลูกฝ้าย ในอดีตการปลูกฝ้ายเป็ นการปลูกเพื่อน ามาเป็ นวัตถุดิบในการผลิต เครื่องนุ่งห่ม (ปัจจุบันชาวเมี่ยนเปลี่ยนระบบการปลูกฝ้ายเป็ นการผลิตฝ้ายดิบเพื่อจ าหน่าย) - ผลิตเส้นด้าย น าผลผลิตฝ้ายที่ได้มาปั่นใหเ้ป็นดา้ย -การทอผ้า การน าเส้นดา้ยที่ผ่านการปั่นส าเร็จมาทอเป็นผา้ซ่ึงจะทอเป็นผา้ด้าย ดิบธรรมดาไม่มีลวดลายเนื่องจากจะต้องน าผ้าที่ผลิตได้ไปย้อมและตกแต่งด้วยการปักลวดลายต่างๆ ต่อไป ๒.๙.๗.๒ กระบวนการผลิตสีย้อม ๑) วัสดุจากธรรมชาติ - ต้นฮ่อม ชาวเมี่ยนย้อมผ้าโดยใช้สีที่ได้จากวัสดุธรรมชาติเนื่องจากเป็ นสีที่หา ได้ง่าย และส่วนใหญ่จะเป็ นการย้อมผ้าให้เป็ นสีด า พืชที่เมี่ยนนิยมใช้ก็คือ ต้นฮ่อม(Kaphicarcanthus cusia) หรือต้นครามที่ภาษาเมี่ยนเรียกว่า “ต้นย่าม” มีขนาดสูงเต็มที่ประมาณ ๘๐ เซนติเมตร ชาว เมี่ยนมักจะปลูกต้นฮ่อมไว้ในบริเวณบ้าน เพราะนอกจากจะใช้ส าหรับเตรียมไว้เป็ นสีย้อมผ้าแล้ว ยังใช้ เป็นยาพ้ืนบา้นที่เมื่อน ามาถูกับมือจะมีคุณภาพท าให้สามารถลดอาการไข้ได้การย้อมสีเส้นด้ายหรือผ้า โดยใช้ต้นฮ่อม ต้องใช้ผู้ย้อมที่มีความช านาญเป็ นพิเศษเนื่องจากต้องอาศัยประสบการณ์เป็ นอย่างมาก ๒) ขั้นตอนส าหรับการเตรียมวัสดุ -การตัดต้นฮ่อม เริ่มจากการไปตดัตน้ฮ่อมในตอนเช้ามืดเนื่องจากชาวเมี่ยนมีความเชื่อ เกี่ยวกับสีที่จะได้ว่าเพราะอากาศที่ค่อนข้างเย็นจะท าให้เม็ดสีไปอยู่ในส่วนยอดหรือในส่วนใบของต้น ฮ่อม แต่ในตอนกลางวันจนถึงตอนเย็นซึ่งมีแดดจัดและอากาศร้อนจะท าให้เม็ดสีของต้นฮ่อมหนีลงไป อยู่ที่รากซึ่งมีความเย็นมากกว่า -การผลิตสีย้อม เป็นข้นัตอนการน ายอดหรือใบต้นฮ่อมที่ตัดมา แช่ลงในน้า ที่เตรียม ไว้ในโอ่งหรือภาชนะใช้เวลาประมาณ ๓ – ๔ วัน เมื่อหมักได้ที่แล้วแยกเอากากใบฮ่อมออกให้เหลือไว้ แต่น้า แล้วจึงน าปูนขาว หรือที่ชาวเมี่ยนเรียกว่า “ฮุย” ใส่ลงไป คนให้เข้ากันและรอให้เม็ดสีตกตะกอน แล้วรินน้ าออกใช้ผ้ากรองให้เหลือแต่ส่วนตะกอนที่เป็นเน้ือสีเป็ นกากสีด า ในข้นัตอนน้ีจะได้สีเพื่อ นา ไปใชใ้นข้นัตอนต่อไป


๙๗ -การเตรียมน ้าย้อม การเตรียมน้า ย้อมส าหรับย้อมสีเส้นด้าย หรือผ้าจะต้องตม้น้า สะอาด ที่เตรียมไว้ในภาชนะให้เดือด ใส่สีที่ได้จากต้นฮ่อมลงไป คนให้สีละลายแล้วน าเหล้าโรงใบชะพลู ตะไคร้ ข่า เปลือกส้ม และกระดูกสัตวผ์สมลงไปท้งัน้ีเพื่อให้เป็ นสารช่วยท าให้สียึดติดเส้นด้าย หรือผ้า ง่ายและคงทนข้ึน เหตุที่ตอ้งใส่กระดูกเชื่อกนัว่าเพื่อกนั ไม่ให้น้า สีที่ย้อมมีสีซีดจางหรือหรือเรียกว่าสี ตาย เนื่องจากชาวเมี่ยนเชื่อกันว่าถ้าหากผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือคนมีครรภ์มาเห็นน้ าสีที่เตรียมไว้ เสียก่อนแลว้น้า สีน้ันก็จะซีดจางหรือกลายเป็ นสีตายไป ดงัน้นการใส่กระดูกลงไปด้วย ั จะช่วยป้องกัน สิ่งดงักล่าวจากน้นันา เอากากส่วนผสมท้งัหมดออกใหเ้หลือแต่น้า ยอ้มในภาชนะเพื่อนา ผา้ลงย้อม ๓) ขั้นตอนการย้อม น าเส้นด้ายหรือผ้าที่ต้องการย้อมแช่ลงในน้า สะอาดแล้วบิดให้พอหมาด (การ ทา ใหผ้า้เปียกก่อนนา ไปตม้ในหมอ้ สีเพื่อใหส้ีสามารถติดเน้ือผ้าได้สม ่าเสมอ)จากน้นั น าผ้าลงไปแช่ใน น้า ย้อมที่ต้มเตรียมไว้ในข้นัแรกควรแช่ผา้เพียงเลก็นอ้ยเพราะเชื่อกนัว่าในช่วงแรกน้ีน้า สียงัไม่แขง็แรง ต้องรอประมาณ ๒ - ๓ วัน จึงจะสามารถแช่ในคราวละปริมาณมากๆ ได้ ต่อจากน้นั น าผ้าที่ผ่านการแช่ น้า สีแลว้ออกมาส ารวจความสม ่าเสมอของสี ซึ่งสามารถย้อมใหม่ได้อีกจนกว่าจะได้ความเข้มของสีที่ ต้องการ แล้วน ามาผึ่งตากให้แห้ง จากน้ันน าเส้นด้ายหรือผ้าที่แห้งแลว้น้ันไปแช่ในน้ าอุ่นแล้วตากให้ แห้งอีกคร้ังหน่ึงเพื่อท าให้ผ้าออ่นนุ่มก่อนที่จะน าผ้าไปปักลวดลาย และใช้ประโยชน์ต่อไป ๒.๙.๗.๓ ค่านิยมของการใช้สี ในการสร้างสรรค์เส้ือผา้และเครื่องแต่งกายของชาวเมี่ยนแท้จริงแล้วไม่ได้ ก าหนดสีที่ชัดเจนว่าจะต้องใช้สีใด แต่ถ้ากล่าวตามความนิยมแล้วจะใช้สีด าเป็ นหลักหรือเป็นสีพ้ืนใน การผลิตเส้ือผา้เครื่องแต่งกาย ส่วนสีแดง และสีขาวใช้ส าหรับงานพิธีกรรมต่างๆ ส าหรับเส้นด้ายที่ใช้ ส าหรับการตกแต่งต่างๆ น้นัชาวเมี่ยนจะนิยมใช้สีขาว เขียว เหลือง แดง และน้า เงิน ในปัจจุบันอาจจะมี สีฟ้า สีชมพู สีม่วง และสีเขียวอ่อนเพิ่มเขา้มาเพื่อความสวยงามมากยงิ่ข้ึน ๒.๙.๗.๔ ที่มา ความเชื่อ ความหมายของสีที่ใช้ โดยปกติแล้วชาวเมี่ยนมักจะเลือกสีต่างๆ ตามใจชอบ แต่จะมีกรณีของคนที่ อยากจะได้สีที่เหมาะสมกับดวงชะตาชีวิตของตนเองก็จะไปหาผู้ประกอบพิธีกรรมหรือผู้ที่มีความรู้เรื่อง ดวงชะตาของชุมชนเพื่อค านวณดูว่าสีใดคือสีที่ตรงกับดวงชะตา เมื่อได้สีที่ต้องการแล้วมักจะเลือก อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านให้เป็นสีน้นัๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลของตนเอง แต่โดยทวั่ ไป แล้วชาวเมี่ยนจะนิยมใช้สีดา หรือน้ าเงินเข้มเกือบดา และปักลวดลายสีต่างๆ เนื่องจากเหตุผลต่างๆ ดงัต่อไปน้ี ๑) ท าตามค าสั่งสอน เนื่องจากมี “ฟิ นเมี่ยน” หรือเทวดาสอนให้ชาวเมี่ยนรู้จกัการทา เส้ือผา้เพื่อสวม ใส่และไดบ้อกใหใ้ชส้ีดา หรือสีน้า เงินเขม้


๙๘ ๒) เพมิ่อุณหภูมิแก่ร่างกาย ตามปกติเชื่อว่าเส้ือผา้สีที่มีความเข้มหรือสีด ามักจะสามารถดูดซับความร้อน จากแสงแดดได้ดีซึ่งจะท าให้ร่างกายอบอุ่นมากข้ึน ท้งัน้ีเนื่องจากในอดีตชาวเมี่ยนอาศัยอยู่บนพ้ืนที่สูง ในเขตประเทศจีนซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น จึงนิยมสวมใส่เส้ือผา้ที่มีสีเขม้ ๓) การรักษาความสะอาด สีดา หรือสีเขม้น้ันมักไม่เป้ือนง่าย เนื่องจากมองเห็นรอยเป้ือนต่าง ๆ ได้ยาก ไม่เหมือนผ้าสีอ่อนๆ หรือสีขาว ๔) การตกแต่ง เส้ือผา้สีที่มีความเข้มหรือสีด าสามารถใช้เส้นด้ายสีอื่นๆ ปักลวดลายแล้ว มองเห็นได้ชัด ท าให้ดูแล้วสวยงาม เด่น เป็ นสง่า ๕) ป้องกันอันตราย ชาวเมี่ยนจะใช้เส้นด้ายสีฟ้าหรือสีเขียวมาปักลวดลายตรงบริเวณส่วนของ ปลายกางเกง (ใต้เข่า) และจะไม่ใช้สีเหลืองเป็ นอันขาดเนื่องจากมีความเชื่อว่า ถ้าหากปักสีเหลืองที่ ปลายขากางเกงแล้วจะท าให้เสือมองเห็นได้ชัดและอาจจะถูกกัดเอาได้โดยง่าย ๒.๙.๘ ความเชื่อและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย ๒.๙.๘.๑ ความเชื่อ ชาวเมี่ยนมีความเชื่อในด้านการผลิตเครื่องแต่งกายและการแต่งกายดงัน้ี ๑) ท าตามค าสั่งสอน มี “ฟิ นเมี่ยน” หรือเทวดาสอนให้ชาวเมี่ยนรู้จักการประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย และรู้จักการแต่งกายตามเพศ และวัย ดงัน้ันชุดเครื่องแต่งกายตามประเพณีของชาวเมี่ยนจึงเป็ นเครื่อง แต่งกายที่สวยงาม เหมาะสม และมีคุณประโยชน์อยา่งยงิ่ ๒) การเป็ นชาวเมี่ยนที่สมบูรณ์ เชื่อว่าการเป็ นชาวเมี่ยนที่สมบูรณ์แท้จริงต้องแต่งกายตามประเพณี ๓) การมีมารยาทที่ดี การแต่งกายที่ถูกต้องตามประเพณีชาวเมี่ยนบ่งบอกถึงการมีมารยาทที่ดีอย่าง ยงิ่ สมควรได้รับการยกย่องนับถือ ๔) ความเป็นผู้มีวัฒนธรรมอนัสูงส่ง เครื่องแต่งกายที่มีคุณภาพดีและสวยงามวิจิตรบรรจงบ่งบอกถึงความเป็ นผู้มี วัฒนธรรมอันสูงส่ง


๙๙ ๒.๙.๘.๒ แรงบันดาลใจ ๑) ความสวยงาม ชาวเมี่ยนเห็นว่าชุดเครื่องแต่งกายตามประเพณีของชาวเมี่ยนมีความสวยงาม มากไม่แพ้ชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่าอื่นๆ ดงัน้นัจา เป็นที่จะตอ้งสร้างสรรคช์ุดข้ึนมาเพื่อดา รงไวซ้่ึงคุณค่า และความสวยงามของชุดเครื่องแต่งกายตามประเพณีของชาวเมี่ยนเอาไว้ ๒) แสดงถึงอัตลักษณ์ ชุดเครื่องแต่งกายตามประเพณีของชาวเมี่ยนเป็ นเครื่องแสดงถึงอัตลักษณ์ ความเป็ นตัวตนของชาวเมี่ยน ๓) การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี เป็นการการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีจากบรรพบุรุษ ซึ่งได้ส่งผ่านจากรุ่น สู่รุ่นโดยทางชุดเครื่องแต่งกายตามประเพณีและยังผลให้มีการผลิตเครื่องแต่งกายเพื่อผ่านจากรุ่นไปสู่ รุ่นลูก หลาน ต่อไป ๔) พิธีกรรม ถือเป็ นความจ าเป็ นส าหรับชาวเมี่ยนที่จะต้องสวมใส่ในงานประเพณีและ พิธีกรรมต่างๆ ๕) ความต้องการส่วนบุคคลและสังคม แรงจูงใจในสังคมด้านอื่นๆ เช่น การที่จะมีการครองคู่ หรือจะมีพิธีแต่งงาน ซึ่งฝ่ ายเจ้าสาวจ าเป็ นที่จะต้องอยู่กับบ้านเพื่อที่จะท าชุดแต่งกายเพื่อใช้ในงานพิธีแต่งงาน ๒.๙.๙การใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์ผ้า ๒.๙.๙.๑ ประเภทการใช้ประโยชน์ ๑) ใช้สวมใส่ในชีวิตประจ าวัน ๒) ใช้แลกเปลี่ยนตามความพอใจ เนื่องจากในอดีตไม่มีการซ้ือขายในชุมชน เมื่อมีความต้องการหรือเกิดความจ าเป็ นในการใช้ผ้า หรือชุดเครื่องแต่งกายประเภทที่ไม่ไดผ้ลิตข้ึนเก็บ ไว้ก็จะน าผ้าที่มีไปขอแลกเปลี่ยนกับของญาติหรือเพื่อนบ้านตามที่ต้องการ ๓) การให้เป็ นของขวัญ ของที่ระลึกด้วยความรัก หรืออาจให้เพราะความ สงสารแก่ผทู้ี่มีฐานะยากจนกวา่ ๒.๙.๙.๒ ค่าใช้จ่ายส าหรับการซื้อเครื่องแต่งกาย ๑) ค่าใช้จ่ายในการซ้ือผา้ฝ้ายสีขาวมายอ้มเป็นสีน้า เงินเข้มหรือด า ๒)การซ้ือวสดุอุปกรณ์ที่จ าเป็ นในการตัด เย็บและการปักลวดลายต่างๆ เช่น ั เส้นด้ายสีต่างๆ เข็ม กรรไกร


๑๐๐ ๓) การซ้ือเครื่องประดบั ประเภทเงิน เช่น ซ้ือเครื่องประดบัส าเร็จรูป ซ้ือเงิน แท่งหรือเงินเม็ดมาตีและท าเป็ นเครื่องประดับ ๒.๙.๙.๓ ราคาเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับส าเร็จรูปของชาวเมี่ยน ๑) เครื่องแต่งกายบุรุษ - เส้ือ ราคาประมาณ ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ บาท -กางเกง ราคาประมาณ ๕๐๐ - ๗๐๐ บาท -ผ้าโพกศีรษะ ราคาประมาณ ๘๐๐ - ๑,๐๐๐ บาท - หมวก ราคาประมาณ ๒๐๐ – ๓๐๐ บาท -ผ้าพันขา ราคาประมาณ ๓๐๐ - ๔๐๐ บาท - สายรัดหรือเข็มขัด ราคาประมาณ ๕๐ - ๑๐๐ บาท ๒) เครื่องแต่งกายสตรี - เส้ือ ราคาประมาณ ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ บาท -กางเกงผู้ใหญ่ ราคาประมาณ ๕,๐๐๐ บาท -กางเกงเด็ก ราคาประมาณ ๑,๐๐๐ บาท -ผา้โพกศรีษะช้นั ใน ราคาประมาณ ๑๐๐ บาท -ผ้าโพกศรีษะช้นันอก ราคาประมาณ ๓,๐๐๐ บาท -ผ้าคาดเอว ราคาประมาณ ๗,๐๐๐ - ๘,๐๐๐ บาท -ผ้าพันแข้ง ราคาประมาณ ๒๐๐ บาท ๓) เครื่องแต่งกายเด็ก - หมวกเด็กชาย ราคาประมาณ ๒๐๐ บาท - หมวกเด็กหญิง ราคาประมาณ ๓๐๐ บาท ๔) เครื่องประดับ - “ฮน้อมฮยุน” (ตุ้มหู) ราคาประมาณ ๒๐๐ บาท - “ปั๋วเจ้ียม” (ก าไลข้อมือ) ราคาประมาณ ๓,๐๐๐ บาท - “จ๋าว่าน” (ก าไลคอ) • “จ๋าว่านโดะ” (ก าไลคอเดี่ยว) ๗,๐๐๐ บาท • “จ๋าว่านป้า” (ก าไลคอชุด) ๑๕,๐๐๐ บาท - “ปั๋วโดะแฑง” (แหวน) ราคาประมาณ ๒๐๐ บาท - “ละเขาเบ้” (กระดุมเงินเหลี่ยม ๙ เม็ด) ๒,๕๐๐ บาท - “จ๋าวา่นหลิ่ม” (สร้อยคอ) ราคาประมาณ ๔,๕๐๐ บาท - “ปะจนั๋หลิ่ม” (สร้อยประดับผ้าโพกหัว) ๔,๕๐๐ บาท - “บัวะฝิ น” (สร้อยประดับข้างหลัง) ๗,๐๐๐ บาท


๑๐๑ ๒.๙.๑๐ กระบวนการสืบทอด ๒.๙.๑๐.๑ พื้นที่การถ่ายทอด ๑) การถ่ายทอดในวิถีชีวิตประจ าวันในบ้าน ในไร่ ในสวน ๒) การถ่ายทอดในงานพิธีกรรมต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานบวช และงานศพ ๓) การถ่ายทอดในงานเทศกาลตามวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เช่น งานวันปี ใหม่ งานวันสาร์ทจีน ๔) การถ่ายทอดผ่านบทเพลง ๕) การถ่ายทอดผ่านนิทาน ต านาน เรื่องเล่า ๖) การถ่ายทอดผ่านบทสวด โดยเฉพาะบทสวดในงานศพ จะมีบทที่กล่าวถึง เรื่องเครื่องแต่งกาย ๒.๙.๑๐.๒ กระบวนการถ่ายทอดสืบทอดองค์ความรู้ด้านเครื่องแต่งกาย ๑) สอนด้วยการบอกเล่า ๒) เรียนฝึ กทักษะโดยการปฏิบัติ ๓) ปฏิบัติจริงในวิถีชีวิตประจ าวัน ๔) สังเกต จดจ าจากเพื่อนบา้นในชุมชนและคิดคน้เทคนิคเพิ่มเติม ๒.๙.๑๐.๓ ผู้เกยี่วข้องในกระบวนการถ่ายทอดสืบทอดองค์ความรู้ด้านเครื่องแต่งกาย ๑) พ่อ ปู่ ตา ทวด ๒) แม่ย่ายาย ทวด ๓) ลูก ๔) หลาน ๕) ผู้รู้ผู้อาวุโสในชุมชน ๖) ผู้ประกอบพิธีกรรม ๗) ครู อาจารย์ในโรงเรียน ๘) นักเรียนในโรงเรียน ๒.๙.๑๐.๔ พื้นที่การแสดงออกของวัฒนธรรมเครื่องแต่งกาย ๑) การแสดงออกในวิถีชีวิตประจ าวันในบ้าน ในไร่ ในสวน ๒) การแสดงออกในงานพิธีกรรมต่างๆ เช่นงานแต่งงาน งานบวชและงานศพ ๓) การแสดงออกในงานเทศกาลตามวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เช่น งานวันปี- ใหม่ งานวันสาร์ทจีน ๔) การแสดงออกผ่านบทเพลง ๕) การแสดงออกผ่านนิทาน ต านาน เรื่องเล่า


๑๐๒ ๖) การแสดงออกผ่านบทสวด โดยเฉพาะบทสวดในงานศพ จะมีบทที่ กล่าวถึงเรื่องเครื่องแต่งกาย ๒.๙.๑๑ กระบวนการเลือกรับปรับใช้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง ๒.๙.๑๑.๑ ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรับปรับใช้เครื่องแต่งกาย ๑) ด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี -การเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าด้านต่างๆ ของสังคม -อิทธิพลการสร้างความนิยมแฟชนั่ แบบใหม่จากสื่อโดยประเภท โทรทัศน์ -การยอมรับจากสังคมภายนอก ๒) ด้านสิ่งแวดล้อม - เส้ือผา้หนาร้อน ไม่เหมาะกับสภาพอากาศเนื่องจากชุดเครื่องแต่ง กายตามประเพณีของชาวเมี่ยนเหมาะสมส าหรับภูมิอากาศเขตหนาว แต่เมื่อได้อพยพมาอยู่ในเขตร้อน จึงตอ้งปรับเน้ือผา้ใหบ้างและส่วนประกอบใหเ้หมาะสมเป็ นต้น -การได้รับการศึกษาจากโรงเรียนในรูปแบบใหม่ท าให้การยอมรับ วัฒนธรรมเดิมมีน้อยลง -การที่ชาวเมี่ยนต้องออกไปท างานรับจ้างนอกชุมชน เช่น การไป ท างานในตัวเมือง จึงต้องปรับสภาพการแต่งกายให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมใหม่ ๓) ด้านเศรษฐกิจ - หาวัตถุดิบในการผลิตยากกว่าสมยัก่อน -กระบวนการผลิตชุดเครื่องแต่งกายตามประเพณีตามสภาพ เศรษฐกิจสมัยใหม่มีราคาแพงมากจนเกินฐานะของสมาชิกบางครอบครัวในชุมชน ๔) นโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว - นโยบายสนับสนุนให้ชุมชนเป็ นแหล่งการท่องเที่ยวอาจนับเป็ น สาเหตุส าคัญที่ท าให้ชุมชน โดยเฉพาะเยาวชนต้องยอมรับเอาประชากรต่างถิ่นและวฒันธรรมอื่นๆ ที่ แปลกปลอมเข้ามาร่วมใช้ในชีวิตประจ าวัน ๕) ลักษณะการออกแบบของเครื่องแต่งกาย - สวมใส่ยาก - ตกแต่งยาก - ซักล้างยาก - สีตกโดยเฉพาะกางเกงผู้หญิง


๑๐๓ ๒.๙.๑๑.๒ สัญลกัษณ์เด่นที่ยังคงอยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลง ๑) การแต่งกายในงานพิธีกรรม ๒) การแต่งกายในงานเทศกาล ๓) การแต่งกายคา สั่งจากทางการ ๔) การแต่งกายของกลุ่มผู้สูงอายุ ๒.๙.๑๑.๓ แนวโน้มกระบวนการเลือกรับปรับใช้ในอนาคต วัฒนธรรมการสวมใส่ชุดเครื่องแต่งกายแบบประเพณีของชาวเมี่ยนยังคงมีอยู่ ต่อไปแต่จะมีใช้งานในวิถีชีวิตประจ าวันลดน้อยลงเรื่อยๆ ตามกระแสอิทธิพลของความต้องการด้าน เศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าในวิทยาการด้านต่างๆ ของโลก การแต่งกายเต็มรูปแบบใน ปัจจุบันมีเพียงในเทศกาลต่างๆ และในโรงเรียนที่ทางราชการบังคับให้นักเรียนแต่งกายตามแบบ ท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละหน่ึงวนัเท่าน้นั ๒.๙.๑๑.๔ ข้อเสนอแนะ ๑) ชาวเมี่ยนตอ้งเพิ่มแนวทางในการสอนลูกหลานให้รู้จักความเป็ นมาและ คุณค่าความส าคัญความจ าเป็ นของเครื่องแต่งกายเมี่ยนอย่างลึกซ้ึง เพื่อให้เกิดจิตส านึกในคุณค่า วัฒนธรรมการสวมใส่ชุดเครื่องแต่งกายแบบประเพณี ๒) ควรจัดให้มีการศึกษาวิจัยและรณรงค์เผยแพร่วัฒนธรรมการสวมใส่ชุด เครื่ องแต่งกายแบบประเพณีอย่างแพร่หลายเพื่อสร้างความเข้าใจและการยอมรับให้เห็นคุณค่า ความส าคัญ ๓) ชาวเมี่ยนต้องจัดให้มีกระบวนการส่งเสริมวัฒนธรรมการสวมใส่ชุดเครื่อง แต่งกายแบบประเพณีประจ าเผ่าอย่างจริงจัง ๒.๙.๑๒ การเคลื่อนตัวของวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายชาวเมี่ยน ๒.๙.๑๒.๑ ความหมายของเครื่องแต่งกายแต่ละยุคสมัย ๑) การให้ความหมายของรูปแบบการแต่งกายของชุมชนเมี่ยน - เมี่ยนเป็ นชนเผ่าที่มีประวัติศาสตร์ความเป็ นมายาวนาน เกี่ยวข้องกับ ราชวงศช์ ้นัสูงในราชอาณาจักรจีนโบราณ (เป้ียนฮู่ง) - เมี่ยนเป็ นชนเผ่าที่มีความเจริญด้านภาษา และมีความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณีด้านการแต่งกายที่เป็ นเอกลักษณ์ของตนเองมาช้านาน โดยมีเรื่องราวระบุอยู่ในเอกสาร ต ารา นิทาน เรื่องเล่า - มี “ฟิ นเมี่ยน” (เทวดา) สอนสั่งให้รู้จกการประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย ั และการแต่งกายตามเพศ วัย


๑๐๔ -คาดว่าในสมัยโบราณกาล เมี่ยน ๑๒ แซ่ตระกูลคงจะแต่งกาย เหมือนกัน แต่เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่นการอพยพโยกยา้ย สภาพสิ่งแวดล้อม ความเหมาะสม ความ จ าเป็ นบางอย่างท าให้เกิดความเปลี่ยนแปลง จึงเกิดความแตกต่างกันออกไปในปัจจุบัน -ถ้าเป็ นเมี่ยนก็ต้องแต่งกายตามประเพณีในชุดชนเผ่าเมี่ยน เพราะ เครื่องแต่งกายแสดงออกถึงความเป็ นเมี่ยนอย่างหนึ่ง ๒) การเข้าใจความหมายทางวัฒนธรรมในเชิงสัญลักษณ์ -ลายปักต่างๆ แสดงออกถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ ประวัติศาสตร์ความเป็ นมา วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเชื่อ และการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติและ สิ่งแวดลอ้ม


๒.๑๐ ชนเผ่าอาข่า พื้นที่ศึกษา: ชนเผ่าอาข่ากลุ่มหน่าคะ หมู่บ้านพนาเสรีหมู่ที่๒๕ ต าบลท่าก๊ออ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นักวิจัย: สุชาติพูเบะกู่ ผู้ช่วยนักวิจัย: อาแพ่ มาโฟ๊ ะ เบิ้ม อาซาง ชาญชัย โฟเบะ อาโกะ มาโปะ _____________________________________________________________________ ๒.๑๐.๑ บริบทชุมชน ๒.๑๐.๑.๑ ประวัติความเป็ นมา ชนเผ่าอาข่าหรือที่คนไทยทวั่ ไปรู้จกักนั ในนามชนเผ่า “อีก้อ” ชนกลุ่มน้ีมี ชื่อเรียกหลายชื่อ อาทิ“อีก้อ” (Ekaw) หรือ “ก้อ” (Kaw) ชาวลาวมักเรียก “ข่าก้อ” (Kha Ko) ชาว พม่าเรียกว่า “อีก้อ” เช่นเดียวกัน ส่วนชาวจีนเรียกว่า “โวนี” (Woni) หรือ“ฮานนี่” ชนกลุ่มน้ีเรียก ตนเองว่า “อาข่า” (Akha)แต่บางทีก็เรียกว่า “หย่านยี่” (Zaq nyiq) ตามต านาน กล่าวถึงตวามเป็ นมาของอาข่าว่า เคยต้งัอาณาจักรอยู่บริเวณ ตน้แม่น้า ไทฮ้วั่สุยหรือแม่น้า ดอกทอ้ (บุญช่วย 2506, น.479) ต่อมาถูกรุกรานจ าเป็ นต้องถอยร่นลง มาอาศัยอยู่ในแถบมณฑลไกวเจาและมณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน ในสมยัน้นัชาวอา ข่าในมณฑลยูนนานท าการค้าฝิ่นกับชาวจีนเพื่อแลกกับอาหาร (Lebar and others. 1964,p.34) ระยะต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรุนแรง จึงเป็ นเหตุให้อาข่าบางกลุ่มต้องอพยพลง มาทางตอนใต้ ซึ่งจากการศึกษาบทสวดส าหรับพิธีงานศพของอาข่าในประเทศไทย พบว่ามีการ กล่าวเปรียบเทียบชาวอาข่ากับชาวจีนเหมือนกับสองแม่น้า ใหญ่คือ แม่น้า อี่หม่า (Iq maq) หมายถึง “แม่น้า ขุ่นท้งัปี”และ แม่น้า ละซะ (Lav sav) หมายถึง “แม่น้า ใส” ซึ่งไม่อาจร่วมทางกันได้ว่า Maq dzoer iq maq lav sav aq lawr lof-ear maq dzoer mir-a. หมายถึง “เราไม่สามารถผสานกันได้เปรียบ เสมือนกบัแม่น้า สองสายแม้จะไหลมาบรรจบกันก็ผสมเข้าด้วยกันไม่ได้” ๒.๑๐.๑.๒ การแบ่งกลุ่มชนเผ่าอาข่า หลังจากที่ชาวอาข่าได้อพยพลงมาทางใต้เรื่อยมาจนในที่สุดจึงได้อาศัย กระจัดกระจายอยู่ตามประเทศจีน พม่า ลาว และทางตอนเหนือของประเทศไทย ชาวอาข่าที่อาศัยอยู่ ในยูนนานมี๔ แขนง คือ ๑) Tyitso ๒) Akho


๑๐๖ ๓) Jen G’we ๔) Hteu La ส่วนอาข่าที่อาศัยในพม่า ไทยและลาวแบ่งออกเป็ น ๗ กลุ่ม คือ ๑) Puli ๒) Nu-Quay ๓) O Ma ๔) Muc chi ๕) Phu Sang ๖) O’Pa ๗) Lu Ma ซึ่งในการศึกษาวัฒนธรรมการแต่งกายชนเผ่าอาข่าได้เลือกศึกษากลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มหน่าคะ (Nu-Quay) ๒.๑๐.๒ ภาษา ๒.๑๐.๒.๑วิวัฒนาการภาษาอาข่า นักมนุษย์วิทยาได้จัดภาษาอาข่าไว้ในกลุ่มพม่าโล-โล (Bermese-Lo-Lo) ซึ่งแยกออกมาจากกลุ่มธิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) ในกลุ่มพม่าโล-โล น้ีแยกออกเป็ นอีกสามกลุ่ม ชาติพันธุ์ คือ อาข่า ลาหู่ และลีซูชนเผ่าอาข่ามีภาษาพูดเป็ นของตนเองแต่ไม่มีตัวอักษรที่จะใช้ บนัทึกจนกระทงั่ ไดร้ับการเผยแพร่ศาสนาคริสต์จากเหล่ามิชชนันารีและยอมรับเอาตวัอกัษรโรมนั มาเป็ นภาษาเขียนในปัจจุบัน ส าหรับต านานเรื่องภาษาของชนเผ่าอาข่าได้เล่าไว้ว่า อาข่าเคยมีภาษา เขียนเป็ นของตนเองโดยจารึกตัวอักษรไว้บนแผ่นหนังควาย แต่เมื่อเกิดศึกสงครามและเสบียง อาหารขาดแคลนดงัน้นัเพื่อรักษาชีวิตประชากรก็ได้มีข้อตกลงให้น าเอาหนังควายมาเป็ นอาหารแล้ว ใช้วิธีจดจ าภาษาเหล่าน้ันไว้ นอกจากน้ันแผ่นหนังควายยังเก็บรักษายากและล าบากต่อการขนย้าย ดังน้ันอาข่าจึงหันมาใช้วิธีจดจา และถ่ายทอดด้วยภาษาพูดส าหรับเน้ือหาการสืบทอดพิธีกรรม ประเพณีวฒันธรรม และจารีตประเพณีรวมท้งัการดา รงวิถีชีวิตเรื่อยมา ๒.๑๐.๒.๒ ภาษาเขียนของอาข่า ในระยะที่ชาวอาข่าอพยพมาอาศัยอยู่ในประเทศพม่าและได้รับการ เผยแพร่ศาสนาคริสต์จึงได้เรียนการใช้ภาษาเขียนด้วยตัวอักษรโรมัน แต่มีวิธีการเขียนที่แตกต่างกัน แยกออกเป็ นสองแบบตามลัทธิที่นับถือ คือ การเขียนแบบอาข่าโรมันคาทอลิกและแบบอาข่าโป รแตสแตนท์ ยกตัวอย่างเช่น ค าว่า “มนุษย์”อาข่าโรมันคาทอลิก เขียนว่า “Caw ha”ขณะที่อาข่าโป รแตสแตนท์ เขียนว่า “Tsaw ha” เป็ นต้น


๑๐๗ ต่อมาในสมัยหลงัสงครามโลกคร้ังที่สองได้มีมิชชันนารีของท้งัสองนิกาย เข้ามาเผยแพร่ศาสนาแก่ชาวเขาเผ่าต่างๆ รวมท้งัชนเผ่าอาข่า ในประเทศไทย ท าให้การใช้ภาษา เขียนด้วยตัวอักษรโรมันแพร่หลายจนในปัจจุบัน ภาษาเขียนของชนเผ่าอาข่าในประเทศไทยมีระบบ การเขียนที่แตกต่างกันอยู่สามรู ปแบบ ส าหรับแบบที่หนึ่ งและแบบที่สองคือแบบ อาข่า โรมันคาทอลิกและแบบอาข่าโปรแตสแตนท์น้ันใช้ระบบเดียวกนักบั ที่มีอยู่เดิมในกลุ่มอาข่าของ ประเทศพม่า แต่แบบที่ สามเป็ นการประยุกต์จากระบบการเขียนของอาข่าในประเทศจีนผสมกับ แบบที่หนึ่งและสองอีกทีหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ค าว่า “กิน”อาข่าในประเทศจีน เขียนว่า “Ssaq”อาข่าใน ประเทศพม่าและไทยท้งัสองกลุ่มลัทธิเขียนว่า “Dza”แบบที่สามเขียนว่า “Dzaq” เป็ นต้น ๒.๑๐.๓ ประเพณีความเชื่อและศาสนา ๒.๑๐.๓.๑ วัฒนธรรมการนับถือ ประเพณี ความเชื่อและศาสนา ส าหรับด้านประเพณีความเชื่อและศาสนาของชนเผ่าอาข่าในประเทศ ไทยมีท้งันับถือประเพณีด้งัเดิมและนับถือศาสนาต่างๆ คือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและ นิกายโปรแตสแตนท์ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม ๑) วัฒนธรรมของกลุ่มอาข่าในประเทศไทย กลุ่มที่นับถือประเพณีเดิมหรือกลุ่มนับถือบรรพชน ต่างมีความเชื่อกันว่า ชนเผ่าอาข่ามีศาสดาชื่อ “อ่าเผว่ หมี่แย๊” (Aq poeq miq yaer)คือ ซึ่งเป็ นบรรพชนที่ได้ล่วงลับไป แลว้นนั่เองซึ่งจะกลายเป็ นผู้ดูแลทุกข์สุขให้กับชาวอาข่าที่ยงัมีชีวิตอยทู่้งัหลายและกลุ่มนับถือจารีต เดิมน้ีจะสามารถท่องจา ชื่อของบรรพชนต้งัแต่คนแรกจนคนสุดท้าย ซึ่งอาข่าเรียกว่า “จึ” โดยเริ่ม จากบรรพชนรุ่นแรกที่ “ซึมมิโอ” (Smio)จนมาถึงปัจจุบันแต่ละสายตระกูลจะอยู่ประมาณระหว่าง ล าดับที่ ๕๐ ถึง ๖๐ ช่วงอายุคน ชาวอาข่ากลุ่มนับถือประเพณีเดิมยังมีความเชื่อกันว่าถ้าหากผู้ใด เสียชีวิตลงแล้วก็จะต้องไปอยู่กับบรรพชนตลอดไปจะไม่มีการกลับมาเกิดใหม่อีกซึ่งในแต่ละปีจะมี การประกอบพิธีบวงสรวงบรรพชนถึง 9คร้ัง พิธีกรรมน้ีจะรวมถึงประเพณีโล้ชิงช้าฉลองปี ใหม่ และเล่นลูกข่างอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามกลุ่มที่เชื่อด้งัเดิมน้ีนบัวนัแต่จะมีจ านวนสมาชิกลดลงไปเรื่อยๆ ๒) วัฒนธรรมของกลุ่มอาข่าในประเทศจีน จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างชาวอาข่าที่อยู่ในประเทศ จีน พม่าลาว และไทย น้ัน พบว่า ส่วนใหญ่ของกลุ่มชาวอาข่าที่อาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ใน ประเทศจีนไม่มีการประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวขอ้งกบัความเชื่อด้งัเดิมอีกแล้ว เป็ นผลมาจากสมัยการ ปฏิวัติวัฒนธรรมของกลุ่มเยาวชนเรดการ์ด (Red Guard) ของจีนที่ห้ามการประกอบพิธีกรรมความ เชื่อใดๆ ปัจจุบันชาวอาข่าในประเทศ จีนไม่มีผู้ท าหน้าที่สวด หรือ “พีมะ” ที่สามารถสวดใน พิธีกรรมส าหรับงานศพได้อีกแต่ก็ยังสามารถนับเรียงล าดับชื่อบรรพชน หรือ “จึ” ได้


๑๐๘ ๓) วัฒนธรรมของกลุ่มอาข่าในประเทศพม่า ในประเทศพม่าประชากรอาข่าส่วนใหญ่นับถือพิธีแบพติสของศาสนา คริสต์ ส าหรับกลุ่มที่นับถือประเพณีด้งัเดิมอย่างเต็มรูปแบบพอมีเหลืออยู่บ้างแต่มักจะเป็ นกลุ่มที่ อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในถิ่นทุระกนัดารตามแนวรอยตะเข็บของประเทศลาวและไทย อย่างไรก็ ตามมีกลุ่มอาข่ากลุ่มเล็กๆ อาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง ในเขตรัฐฉาน ที่นบัถือประเพณีด้งัเดิมอยู่เช่นกัน แต่การประกอบพิธีบวงสรวงบรรพชนได้ลดเหลือเพียง 3คร้ังเท่าน้ัน (จากจ านวน 9คร้ังตามที่ ปฏิบตัิทั่วไป) ส่วนกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์น้ันนอกจากจะไม่ยึดถือประเพณีด้ังเดิมแล้วยังไม่ สามารถนับชื่อบรรพชนของตนเองได้เลย ๔) วัฒนธรรมของกลุ่มอาข่าในประเทศลาว ทางด้านชาวอาข่าในประเทศลาวส่วนใหญ่จะอาศยัอยู่ในเมืองหลวงน้า ทา เมืองสิง และเมืองพงสาลี ซ่ึงยงัปฏิบตัิตามประเพณีและวฒันธรรมด้งัเดิมครบสมบูรณ์ทุกประการ และยังพบว่าลักษณะการแต่งกายของชายและหญิง มีความหลากหลายมากกว่าอาข่าในประเทศไทย อีกด้วย แต่มีอยู่สองกลุ่มที่มีภาษาเป็ นของตนเองที่แตกต่างไปจากกลุ่มอาข่าท้งัหลาย สามารถพูด ภาษาอาข่าทวั่ ไปได้และการท่องชื่อบรรพชนหรือจึ ก็มีการเริ่มนับที่ซึมมิโอเช่นกัน กลุ่มแรกเป็ น กลุ่มที่เรียกตนเองว่า “ปอแฉ่” (Byawr tsaeq) ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในเมืองพงสาลี จะเรียกตัวเองว่า “ออมา” (Awr ma)วิธีการนับล าดับชื่อบรรพชนของท้งัสองกลุ่มน้ีไดแ้ยกออกจากนับล าดับชื่อของ บรรพชนที่ 14 ที่เรียกว่า “ถ่องผ่อง” (Tangq pangq) ซึ่งชาวอาข่าในประเทศไทยเชื่อว่า กลุ่มที่นับชื่อ บรรพชนแยกออกไปจากล าดับที่ 14 หรือถ่องผ่อง น้ันเป็นกลุ่มชาติพนัธุ์กลุ่มอื่นที่หันมานับถือ ประเพณีวัฒนธรรมของอาข่า ๒.๑๐.๔ ประเพณีการสืบตระกูล ตามประเพณีการสืบตระกูลของชาวอาข่าจะมีการนับสายตระกูลทางฝ่ ายบิดา ใน พิธีต้งัชื่อเด็กแรกเกิดจะเอาค าสุดท้ายหนึ่งค าของชื่อบิดาข้ึนตน้แลว้ต่อดว้ยชื่อใหม่ของเด็กเช่น พ่อ ชื่อ “อาจู” ต้งัชื่อให้ลูกเป็น “จูเนีย” เป็ นต้น และต่อไปชื่อน้ีจะกลายเป็นชื่อสกุลของวงศ์ตระกูล ซ่ึง นนั่ก็คือ“จึ” หรือชื่อบรรพบุรุษนนั่เอง กรณีที่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่อาข่า แต่มีความประสงค์จะเข้ามาในวงศ์ตระกูล ของอาข่าก็ย่อมท าได้โดยสามารถพ่วงต่อทางตระกูลใดตระกูลหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีปรากฏมากนัก ใน ประเทศไทยมีเพียงตระกูลเดียวที่พ่วงต่อกับวงศ์ตระอื่น คือ ตระกูล “อามอ” ซึ่งพ่วงต่อจากตระกูล “โจะลึ” (Dzof luiv) ส่วนใหญ่แล้วนิยมให้พ่วงต่อจากล าดับที่ 14 หรือ“ถ่องผ่อง” (Tangq pangq) ดงัน้นัอาข่าในประเทศไทยเชื่อว่าสายตระกูลที่แยกออกจากถ่องผ่อง น้นั ไม่ใช่อาข่า 100 % แต่จาก การวิจยักลุ่มชาติพนัธุ์อาข่าในภาคพ้ืนเอเชียพบวา่มี9 สายตระกูลที่แยกออกไปจาก ถ่องผ่อง


๑๐๙ ๒.๑๐.๕ สภาพเศรษฐกิจและสังคม ชาติพันธุ์อาข่ามีจ านวนประชากรในประเทศไทยประมาณ 50,000-60,000 คน และ ยังไม่ได้รับหลักฐานทางราชการยอมรับให้เป็ นประชาชนไทยอยู่จ านวนไม่น้อย ผลที่ตามมาจึงท า ให้ไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ ในที่ท ากิน ส าหรับการประกอบอาชีพโดยทวั่ ไปไม่แตกต่างไปจากกลุ่ม ชาวเขาอื่นๆ เท่าใดนักคือ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อยังชีพโดยปลูก ข้าวและ ข้าวโพด เป็ นหลักนอกจากน้ันยังปลูกพืชชนิดอื่นๆ แซมในไร่แปลงหนึ่ งๆ บางทีมีการปลูกพืช มากกว่า 40 ชนิด แต่ปัจจุบันการปลูกพืชเหล่าน้ีลดจา นวนลงไปมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจจึงเน้นการผลิตเพื่อการคา้มากข้ึน ตน้ทุนในการผลิตก็สูงข้ึน จึงมีความจา เป็นที่ตอ้งกูย้ืมท้งัในระบบและนอกระบบทา ให้เกิดหน้ีสิน มากข้ึน การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่จึงหันมาท างานบริการและรับจ้างในเมืองมากข้ึนไม่ว่าจะเป็ น กรรมกรก่อสร้าง เป็ นเด็กเสิร์ฟตามร้านอาหารที่เป็ นแหล่งบริการส าหรับนักท่องเที่ยว บางส่วนถูก ชักจูงเข้าไปค้าขายทางเพศและบางส่วนก็ไปขายแรงงานยังต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลี และ ญี่ปุ่ นเป็ นต้น ๒.๑๐.๖ การปกครอง ชนเผ่าอาข่าในประเทศไทยมีการปกครองแบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ ๒.๑๐.๖.๑การปกครองแบบจารีตประเพณี การปกครองแบบจารีตประเพณี จะมีผู้น าของชุมชนโดยจารีตและเป็ น การคดัเลือกมาจากสมาชิกของสายตระกูลที่เคยเป็นผูป้กครองมาก่อนเท่าน้ัน มีบทบาทหน้าที่ดา้น กิจกรรมโดยรวมของหมู่บ้าน ต าแหน่งต่างๆ ตามจารี ตประเพณี สามารถแบ่งได้ตามล าดับ ความสา คญัดงัน้ี ๑) จ้อบ๊า ( jawr bar ) ต าแหน่งจ้อบ๊า ถือเป็ นต าแหน่งที่ใหญ่สุดในการปกครองแบบจารี ต ประเพณีของอาข่า ในอดีตจ้อบ๊านอกจากจะท าหน้าที่หัวหน้าในการประกอบพิธีกรรมทาง วัฒนธรรมแล้วจะต้องท าหน้าที่ก าหนดกฏเกณฑ์ด้านการปกครองชุมชนให้เกิดประโยชน์สุขแก่ ประชาชนที่อยู่ในอาณาเขตควบคุม ปัจจุบนัตา แหน่งน้ีไม่มีการแต่งต้งัแลว้ ๒) ปยะ ( pyavq ) ต าแหน่งปยะ หรือออกเสียงว่า “เปี ยะ” เป็ นต าแหน่งผู้มีความเชี่ยวชาญ ด้านวัฒนธรรม ประเพณีชาวอาข่า เปรียบเสมือนเป็ นผู้พิพากษา คือ มีความสามารถก าหนดวิธี ปฏิบัติพิธีกรรมต่างๆ หรือตัดสินแนวทางการสืบทอดพิธีกรรม จารีตประเพณีได้ ซึ่งตา แหน่งน้ียัง ไม่มีการแต่งต้งัในชุมชนอาข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย


๑๑๐ ๓) เจ่วมะ (dzoeq ma ) ต าแหน่ง “เจ่วมะ” เป็ นผู้น าการปกครองตามโครงสร้างประเพณีและ วฒันธรรมอาข่าในปัจจุบนัซ่ึงมีหนา้ที่กา หนดวนัฤกษด์ีในการเริ่มเทศกาลประเพณีต่างๆของชุมชน ในรอบปี เจ่วมาจะใช้บ้านตนเองเป็ นศูนย์รวมการประชุมทางวัฒนธรรมในหมู่บ้าน ตลอดจนการ ตัดสินความผิดที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ต าแหน่งเจ่วมาน้ีอาจจะไดร้ับการแต่งต้งัจากชุมชนหรืออาจมา จากการสืบสายโลหิตก็ได้แต่ผูท้ ี่จะได้รับเลือกต้งัต้องได้รับความเชื่อถือ ไม่มีมลทินที่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อวัฒนธรรมชาวอาข่ามาก่อน เช่น สายตระกูลไม่เคยคลอดลูกแฝด หรือไม่เคยมีการ คลอดเด็กที่พิการเป็ นต้น เชื่อกันว่าการที่มีเจ่วมาที่ดีน้ันจะท าให้ชุมชนมีความสมบูรณ์ในเรื่อง ผลผลิตและชุมชนจะมีแต่ความสงบสุข ถ้าหากเจ่วมาปฏิบัติไม่ดีแลว้ชุมชนก็จะมีการแต่งต้งัคนใหม่ ข้ึนมาแทนได้ แต่มีข้อปฏิบัติทางประเพณีว่าจะต้องย้ายชุมชนหรือเปลี่ยนศาสนสถานของชุมชน ด้วย ๔) ขะมา (qav ma ) ต าแหน่งขะมา เป็ นเพียงสมาชิกในชุมชนคนหนึ่งที่เป็ นบุคคลที่สามารถ เชื่อถือได้ มีความเป็ นกลาง มีความยุติธรรม เป็ นที่ยอมรับของชาวบ้าน แต่ตามจารีตประเพณี จะไม่ มีการแต่งต้งัตา แหน่งขะมาน้ีอย่างเป็ นทางการ กล่าวคือ การที่จะให้มีตา แหน่งน้ีเกิดข้ึนในชุมชนได้ ก็ต้องเลือกผู้ที่ท าตัวให้มีบทบาทจนเป็ นที่ยอมรับของชุมชน เป็ นคนที่มีความสามารถในการท า กิจกรรมต่างๆ และรอบรู้เรื่องสังคมในหลายๆด้าน ๕) หน่าเหง่อ (naq ngeuq) ต าแห น่ งห น่ าเห ง่อ เป็ น ผู้มี บ ท บ าท ส าคัญ ใน ก ารท าห น้าที่ เป็ น ประชาสัมพันธ์และยังเป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดข้ึนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็ นปัญหาระหว่าง ครอบครัวต่อครอบครัวหรือระหว่างชุมชนกับครอบครัว นอกจากน้ันยงัท าหน้าที่ในการจัดเก็บ รวบรวมเงิน หรือสัตว์เล้ียงที่เป็ นของส่วนกลางในชุมชน ซึ่งอาจได้มาจากการปรับไหมคนที่ท าผิด กฎและจารีตประเพณีของชุมชน ต าแหน่งหน่าเหง่อน้ีสามารถต้งัได้มากกว่าหนึ่งคนข้ึนอยู่กบัขนาด ของชุมชน ๖) บาจี่ ( ba jiq ) ต าแหน่งบาจี่ เป็ นต าแหน่งช่างตีเหลก็ทุกชุมชนจะตอ้งมีตา แหน่งน้ีเพราะ อุปกรณ์ที่เป็ นเครื่องมือทางการเกษตร เช่น มีด จอบ เสียม ต่างๆ จะต้องใช้ช่างตีเหล็กเป็ นผู้ท าให้ เปรียบเสมือนเป็ นนายช่างประจ าแต่ละครอบครัวเลยทีเดียว ในแต่ละปีท้งัชุมชนจะต้องไปช่วยท าไร่ ให้กับบาจี่อย่างน้อย 1 วัน อันเป็ นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยตีเหล็กให้ชาวบ้านมีอุปกรณ์ในการ ประกอบอาชีพได้นอกจากน้ีเมื่อมีคนตายเกิดข้ึนในชุมชน อุปกรณ์ที่ใช้ในงานศพจะตอ้งทา พิธีตี เหล็กก่อน ถึงจะน าไปใช้ได้ดังน้ันตา แหน่งบทบาทบาจี่จึงมีความส าคัญส าหรับชุมชนอาข่าอยู่ เสมอ


๑๑๑ ๗) พี้มา (pir ma) ตา แหน่งพ้ีมา มีบทบาทการทา พิธีในงานศพ หรือเปรียบเสมือนเป็ นพระ สวด ท้งัมีบทบาทในการเป็นหมอไสยศาสตร์รักษาโรคภยัไขเ้จ็บของชุมชนอาข่า ดงัน้นัตา แหน่ง พ้ีมาจึงมีความจ าเป็ นต่อชุมชนอยา่งยงิ่เช่นกนัและสามารถมีได้มากกว่าหนึ่งคนข้ึนไปโดยไม่จ ากัด จ านวน แต่ตา แหน่งน้ีไม่มีการแต่งต้งัด้วยเชื่อกันวา่จะตอ้งสืบทอดทางเช้ือสายมาต้งัแต่บรรพบุรุษ จึงจะเป็ นได้ ๘) ยี้ผ่า (nyir paq) ตา แหน่งย้ผีา่น้ีในชุมชนอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้โดยสามารถที่จะขอยืมตัว มาจากชุมชนอื่นๆ แทนได้ย้ผีา่ มีบทบาทในการดูแลรักษาโรค โดยเฉพาะการเข้าทรงและการดูดวง ชะตาต่างๆ อันจะน าไปสู่การประกอบพิธีกรรม เพื่อแก้บนต่างๆ ๒.๑๐.๖.๒ การปกครองตามแบบราชการ ในการปกครองตามแบบราชการ ชาวอาข่าจะท าการเลือกผู้น าของชุมชน เหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆ ตามที่ทางราชการก าหนด คือ “ผู้ใหญ่บ้าน”ผู้ด ารงตา แหน่งน้ีจะท าหน้าที่ ให้กับชุมชนในการติดต่อกับทางราชการหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ๒.๑๐.๗ การต้ังชุมชน โดยทวั่ ไปแลว้ชนเผ่าอาข่ามักจะนิยมต้งัหมู่บา้นอยู่บนพ้ืนที่สูงตามบริเวณภูเขาที่มี ความสูงประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ฟุตจากระดบัน้า ทะเลในการต้งัชุมชนใหม่ของชาวอาข่าจะมีการ เลือกท าเลที่ต้งัให้เหมาะสมโดยจะมีการเสี่ยงทายด้วยไข่โดยผู้น าตามประเพณีหรือ“เจว่มา” (dzoeq ma) ซึ่งจะถือเป็นการตดัสินใจว่าสามารถต้งัชุมชนบนพ้ืนที่น้นั ได้หรือไม่ วิธีการเสี่ยงทายจะปล่อย ไข่จากความสูงระดับหูคนให้ตกลงบนพ้ืน ถ้าหากไข่ใบน้นัแตกแสดงวา่เจา้ที่ดินบริเวณน้นัอนุญาต ให้ต้งัชุมชนไดแ้ต่ถา้ปล่อยไข่ตกพ้ืนถึงสามคร้ังแล้วยังไม่แตกก็ถือว่าบริเวณน้นัเจา้ที่ดินไม่อนุญาต ใหใ้นการต้งัชุมชน การต้งัชุมชนของอาข่าจะมีการน าหลักความเชื่อตามธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องใน การเลือกท าเล เช่น นิยมเลือกพ้ืนที่อยหู่ ่างจากแม่น้า หรือหนองน้า หรือพ้ืนที่ราบ ท้งัน้ีเนื่องจากการ แพร่ระบาดของโรคมาลาเรียเป็นสาเหตุสา คญัที่ทา ใหชุ้มชนตอ้งอยไู่กลจากแม่น้า อีกสาเหตุหน่ึงก็คือ ป้องกันอุทกภัยและหนีห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ ๒.๑๐.๗.๑ องค์ประกอบในการต้ังชุมชน อาข่านิยมต้งัหมู่บ้านที่มีขนาดโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ๓๐-๕๐ หลังคา เรือน แต่ละชุมชนจะมีประชากรระหว่าง ๕๐๐ – ๑,๐๐๐ คน และมีองคป์ระกอบดงัน้ีคือ


๑๑๒ ๑) ประตูหมู่บ้าน เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านชาวอาข่าสถาปัตยกรรมแรกที่จะพบเห็นคือประตู หมู่บ้าน เรียกว่า “ล้อข่อง” (lawr kangq)แปลว่าเขตคุม้ครองดูแล อาข่าเชื่อว่าประตูหมู่บา้นน้ีเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองไม่ให้เกิดภัยร้ายข้ึนกบัผู้คนในหมู่บ้าน ประตูดังกล่าวน้ี จะสร้างไว้สองด้าน คือ ด้านทิศตะวันออกและตะวันตกเพื่อที่จะก้นัสิ่งชวั่ ร้ายไม่ให้มาแผ้วพานกับ การด ารงชีวิตของคน ลักษณะของประตูจะมีเสาปลูกคร่อมทางเดินและจะผูก“ตะแหลว” หรือไม้ไผ่ สานเป็นวงกลมมีรัศมีออกมาโดยรอบเป็นเครื่องบูชาและกนัวิญญาณชวั่ร้ายซ่ึงชาวอาข่าเรียกว่า “ด้า แล้” (dar laer) ติดที่เสาแล้วประดับประดาด้วยรูปสัตว์ต่างๆ และที่ส าคัญก็คือจะมีรูปแกะสลักไม้ ชายหญิง ต้งัให้ยืนอยู่ใกล้ๆ กับเสาของประตูท้ังสองฟาก ตน้ ไม้ที่ข้ึนอยู่รอบๆบริวารของประตู หมู่บ้านก็จะผูกตะแหลวไว้เพื่อเป็ นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็ นที่เคารพนับถือ ประตูท้งัสองน้ีชาวบา้น จะประกอบพิธีซ่อมแซมข้ึนมาใหม่ทุกๆ ปีและหา้มตดัตน้ ไมใ้นบริเวณน้นัอยา่งเด็ดขาดอีกดว้ย ๒) ศาลเจ้าที่ อาข่าเชื่อวา่ผืนพิภพน้ีมีเจา้ที่และจะต้องจัดท าสถานที่ไว้ให้สิงสถิตย์สถาน ที่ว่าน้ีจะเลือกเอาจากด้านทิศเหนือของชุมชนเสมอและต้งัอยู่ไกลออกไปจากหมู่บ้านราว ๕๐๐ เมตร เรียกว่า “ม้ีซ้อง” (mir sangr)แปลว่า เจ้าที่ผืนแผ่นดิน สถานที่ต้งัม้ีซ้องต้องเป็ นภูเขาซึ่งเป็ น พ้ืนที่อยู่สูงกวา่ระดบัลา ธารและจะมีการเซ่นไหว้ทุกปี โดยเอาหมูและไก่รวมท้งัเมล็ดพันธุ์ต่างๆที่ ปลูกลงในพ้ืนดินมาเป็ นเครื่องเซ่นไหว้ เพราะชาวอาข่ามีความเชื่อว่าม้ีซ้องเป็ นผู้ดูแลรักษาการปลูก พืชไร่ให้เจริญงอกงามอีกด้วย จึงเอาพืชพนัธุ์ธญัญาหารไปถวายให้กบัเจา้ที่ทุกๆ ปีก่อนที่จะทา การ ปลูกพืช พิธีน้ีมกัจะทา กนัช่วงปลายเดือนเมษายน ๓) บ่อน ้า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อีกแห่งหนึ่งของชาวอาข่า คือบ่อน้า ซึ่งเรียกว่า “อ้ีซอ้ลอ้ เขาะ” (ir shawr lawr qawf) แปลว่า “แหล่งน้า บริสุทธ์ิ” มกัจะต้งัอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓๐๐- ๕๐๐ เมตร เป็ นบ่อน้า ที่นา เอาน้า มาใช้ในการเซ่นไหว้บรรพบุรุษและประกอบพิธีกรรมต่างๆ และ ทุกๆปีจะมีพิธีเซ่นไหวบ้ ่อน้ าบริสุทธ์ิแห่งน้ีเพื่อให้เจา้แม่โพสพดูแลน้ าให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ตลอดปีเวลาทา พิธีกรรมส าคญัต่างๆ ก็จะไปตกัน้า ในที่แห่งน้ีโดยผูห้ญิงจะตอ้งแต่งกายประจ าเผ่า ให้เต็มยศและยังมีพิธีกรรมส าหรับลา้งเมล็ดพนัธุ์ขา้วก่อนที่จะปลูกลงดินโดยผนู้า หมู่บา้นทางจารีต และกลุ่มอาวุโสของหมู่บ้านหรื อ “เจว่มา” (Dzoeq ma) สิ่งของที่จะต้องเซ่นไหว้บ่อน้ าน้ี ประกอบด้วย ไก่๒ ตัว และในวันท าพิธีคนในชุมชนต้องหยุดท าไร่ ๑ วนัขอ้ห้ามส าหรับบ่อน้ า บริสุทธิ์ ก็คือ ห้ามไปเล่นหรือไปตัดฟันต้นไม้หรือสิ่งใดๆ ในบริเวณน้ัน ถ้าใครฝ่ าฝื นต้องปรับเป็ น หมู และ เหล้า ซึ่งยังไม่มีใครฝ่าฝืนในกฎขอ้หา้มน้ีและถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดมา


๑๑๓ ๔) ชิงช้า ถัดจากประตูหมู่บ้านก็คือที่ต้ังของชิงช้า (laf cheuq) ถือเป็ นสถานที่ ส าคัญอีกแห่งหนึ่งของชุมชน ชาวอาข่าจะมีการสร้างชิงช้าและท าพิธีโล้ชิงช้าเพียงปี ละ ๑ คร้ัง เท่าน้ัน เทศกาลโลช้ิงช้าจะมีข้ึนราวประมาณปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนและมีการ ประกอบพิธีกรรมท้งัหมด ๔ วัน -วันแรกมีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ -วันที่สองสร้างชิงช้า -วันที่สามพิธีโล้ชิงช้า -วันที่สี่พิธีโล้ชิงช้า พิธีโล้ชิงช้าถือว่าเป็ นพิธีที่ให้เกียรติผู้หญิงดงัน้ันในระหว่างงานโล้ชิงช้า ผู้หญิงชาวอาข่าจะแต่งกายและประดับประดาด้วยเครื่องแต่งกายเต็มยศอย่างสวยงามเป็ นกรณีพิเศษ พร้อมท้งัท าการโล้ชิงช้าและร้องเพลงประกอบพรรณนาถึงความเป็ นมาของพิธีโล้ชิงช้า ๕) ลานสันทนาการ เป็ นลานแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยมีกิจกรรมการร้อง ร าท าเพลงและกิจกรรมสันทนาการ ลานดังกล่าวเรียก “แดข่อง” (deh qangq) เป็ นสถานที่พักผ่อน หยอ่นใจหลงัจากไดท้า งานอยา่งเหน็ดเหนื่อยท้งัวนัจากไร่หรือสวนชาวบ้านจะมาผ่อนคลายอารมณ์ ที่ลานน้ีในการมาเที่ยวแดข่องไม่ว่าใครก็มาร่วมกิจกรรมได้ไม่จ ากัดเพศและวัย โดยมากจะไปร้อง เพลง เต้นร า มีการร้องเพลงโต้ตอบระหว่างหญิงและชาย หนุ่มสาวอาข่าจะเรียนรู้วิถีชีวิตของอาข่า ไดจ้ากการร้องเพลง เพราะเน้ือหาจะเน้นถึงชีวิตและความเป็ นอยู่ของบรรพบุรุษของอาข่า และจะ สืบทอดวัฒนธรรมของชนเผ่าต่อไป เพราะลานแห่งน้ีจะมีการสอนแนวทางการด าเนินชีวิต ครอบคลุมไปทุกเรื่อง โดยเอาความรู้ของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนกัน ๖) ป่าชุมชน ชุมชนอาข่าจะจดัใหม้ีพ้ืนที่ป่ าในรัศมีประมาณ ๑-๒ กิโลเมตร รอบชุมชน เพื่อเอาไว้ให้ชาวบ้านใช้บริโภค สังเกตได้ว่าหมู่บ้านอาข่ามักจะถูกล้อมรอบไปด้วยป่ าชุมชนเสมอ ชาวบา้นจะตดัไมใ้นป่าน้ีเท่าที่จา เป็นในการสร้างบา้น และเอาไว้ปล่อยสัตวเ์ล้ียง เช่น มา้ววัควาย หมู และ แพะ เป็ นต้น


๑๑๔ ๒.๑๐.๗.๒ ลักษณะการสร้างบ้าน อาข่านิยมสร้างบ้านกัน ๒ ลักษณะ คือ ๑) ยุ้มเอาะ(Nymr awv) เป็ นบ้านที่สร้างครอบอยู่บนพ้ืนดิน โดยมีส่วนครึ่ งหนึ่งของภายในบ้านยก พ้ืนข้ึนสูงประมาณคร่ึงเมตรและอาศยัพ้ืนดินเป็นพ้ืนอีกคร่ึงหน่ึง ส่วนที่ยกพ้ืนน้นัจะทา ฝาไมไ้ผ่ก้นั แบ่งออกเป็ นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งใช้เป็ นที่นอนของผู้ชายและอีกส่วนหน่ึงเป็นที่นอนของผูห้ญิงฝั่ง หอ้งนอนของผหู้ญิงจะมีหิ้งบรรพบุรุษอยู่เหนือที่นอน มีประตูเขา้ออกท้งัสองดา้น ตรงกลางตัวบ้าน มีเตาไฟเพื่อประกอบอาหาร เหนือเตาไฟมีหิ้งแขวนไวเ้พื่อเก็บของประเภท อาหารแห้งและเมล็ด พันธุ์พืชชนิดต่างๆ ๒) ยุ้มโก้(Nymr gor) เป็ นบ้านที่มีลักษณะยกสูงจากพ้ืนประมาณหนึ่ งเมตรครึ่ งถึงสองเมตร บริเวณใต้ถุนบ้านมักจะจัดให้เป็ นที่เก็บฟื นและเป็ นคอกสัตว์หรือเลา้ไก่ ภายในบ้านแบ่งออกเป็ น สัดส่วน คือ มีบนัไดข้ึนลงสองขา้งและมีประตูรับบนัไดท้งัสองแห่ง ด้านในจะก้นัฝาไว้ตรงกึ่งกลาง โดยเว้นทางเดินเข้าออกไว้กว้างประมาณ ๒ เมตร แยกห้องหนึ่งเป็ นที่นอนของผู้ชาย และอีกห้อง หนึ่งเป็ นที่นอนของผู้หญิง ซีกของผู้หญิงจะมีเตาไฟอยู่ ๒ เตา ตรงกลางที่ก้นัฝาติดกบั ห้องผู้ชาย ๑ เตา ใช้เป็ นที่ประกอบอาหาร และมีอีกเตาหนึ่ งต้ังอยู่ที่บริเวณมุมห้องซึ่ งส่วนใหญ่ใช้ส าหรับต้ม อาหารเล้ียงสัตว์ในห้องผู้ชายจะมีเตาไฟอยู่ ๑ เตา ซึ่งใช้เป็นที่ตม้น้า ร้อนไว้ปรุงน้ าชารับรองแขก บริเวณใต้ถุนบ้านจะท าตระแกรงสานด้วยไม้ไผ่ใช้เก็บสิ่งของเครื่องใช้ด้านเหนือเตาไฟข้ึนไปจะมี หิ้งส าหรับเก็บของจา พวกอาหารแห้งหรือเมล็ดพนัธุ์พืช นอกจากน้นัจะมีหิ้งอยบริเวณมุมห้องเหนือ ู่ ที่นอนส าหรับเป็ นประกอบพิธีกรรมส าคัญในรอบปี ซึ่งอาข่าเรียกว่า “อ่าเผว่ เปาะเหลาะ” หรือ เป็ น ที่ทา พิธีใหก้บับรรพชนนนั่เอง ๒.๑๐.๘ ข้อมูลพื้นฐานชุมชนศึกษาวิจัย ๒.๑๐.๘.๑ หมู่บ้านพนาเสรี ๑) สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน ที่ต้ังหมู่บ้านอาข่าพนาเสรีอยู่สูงจากระดับน้ าทะเลประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ เมตร ภูมิประเทศของพ้ืนที่ส่วนมากเป็นภูเขาสลบัซับซอ้น มีลา ห้วยแม่น้า ข่นุไหลผ่าน พ้ืนที่ ส่วนใหญ่อยเู่ขตป่าสงวนและพ้ืนที่ของโครงการหลวงห้วยน้า ข่นุจ านวนหย่อมบ้านมี ๓ หย่อมบ้าน บ้านพนาเสรี บ้านใหม่พัฒนา บ้านแม่จันใต้จา นวนประชากรท้งัหมดประมาณ ๑,๒๒๒ คน จ านวน ๑๗๘ หลังคาเรือน มีการนับถือศาสนาแตกต่างกันคือ หมู่บ้านพนาเสรีนับถือศาสนาคริสต์นิกาย


๑๑๕ โรมันคาทอลิก หมู่บ้านใหม่พัฒนานับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ และหมู่บ้านแม่จันใต้ นับถือผีบรรพบุรุษ ๒) สภาพเศรษฐกิจ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมและรับจ้าง บางส่วน ท าไร่และสวนผลไม้ พืชที่สา คญัทางเศรษฐกิจคือขา้ว ทอ้บ๊วยขิงขา้วโพด มีการเล้ียงสัตว์คือไก่ สุกร โค ปัจจุบันมีการปลูกชาจีน และชาอัสสัมบางส่วน ๒.๑๐.๙วัฒนธรรมการแต่งกาย ๒.๑๐.๙.๑ ความเชื่อและข้อห้ามเกี่ยวกับผ้าและชุดเครื่องแต่งกาย ๑)การคลอดลูกฝาแฝดกับการทอผ้า ชนเผ่าอาข่ามีความเชื่อว่าการคลอดลูกแฝดน้นัเป็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นลางร้าย จะท าให้พบแต่สิ่งที่ไม่ดีในชีวิต หากมีหญิงในหมู่บ้านคลอดลูกฝาแฝดในขณะที่สมาชิกคนอื่นใน หมู่บ้านก าลังทอผ้าอยู่ ให้ถือว่าผ้าที่ก าลังทออยู่น้ันเป็นผา้เสียหรือไม่บริสุทธิ์ ถือว่าเป็ นผ้าที่ไม่ สะอาด ปนเป้ือนด้วยความชั่วร้ายและจะโชคร้าย ดังน้ันคนที่อาจจะยังใช้ผา้ทอน้ันได้จึงมีแต่ เฉพาะเด็กและคนแก่เท่าน้นัส่วนคนหนุ่มสาวและผูท้ี่สมรสแลว้อยู่ในช่วงวยักลางคนไม่ควรนา ผ้า น้นัมาใชเป็ นอันขาด ้เพราะเชื่อวา่เมื่อนา ผา้น้ีมาใชแ้ลว้จะไดลู้กฝาแฝดไปด้วย ๒) ของมีคมและการตัดผ้า ชนเผ่าอาข่าห้ามน าเอามีดหรือของมีคมอื่นๆ ตัด สับ ฟัน หั่น ซอย ผ้า เพราะเชื่อว่าผ้าก็มีจิตวิญญาณเปรียบเสมือนคน จึงไม่ควรน าของมีคมมาตัด ๓) ห้ามเผา ห้ามน าเอาเส้ือผา้ ชุดเครื่องแต่งกายไปเผา เพราะอาข่าจะถือว่าการเผาผ้า น้ันจะมีข้ึนก็ต่อเมื่อคนตายเท่าน้ัน ดงัน้ันถ้าเจ้าของเส้ือผา้ยังไม่ตายก็ไม่สามารถเผาชุดเครื่องแต่ง กายได้ของบุคคลน้นัๆ ได้ ๔)การตัดเย็บผ้ากลางคืน ห้ามตัดเย็บเส้ือผา้ ชุดเครื่องแต่งกายในเวลากลางคืนเนื่องจากชาวอาข่าจะ ตดัเยบ็เส้ือผา้ที่ใช้ส าหรับให้กับคนตายหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วและเชื่อว่าผู้ที่ฝ่ าฝื นต้องพบกับ สิ่งที่ไม่ดีและเจ็บป่ วยได้ ๕)การแต่งกาย ห้ามสมาชิกหมู่บ้านที่แต่งกายไม่ครบชุดตามประเพณีของเผ่าเดินทางเข้า ไปในชุมชนอื่นๆ เพราะ มีความเชื่อว่าเมื่อกลับมาจะท าให้น าเอาสิ่งที่ไม่ดีกลับเข้ามาในชุมชน


๑๑๖ ๖)การใส่รองเท้า ห้ามใส่รองเท้าเข้าบ้านถือว่าผิดธรรมเนียมและไม่ให้เกียรติกับเจ้าบ้าน ซ่ึงจะใส่เขา้บา้นไดเ้ฉพาะช่วงที่มีงานศพเท่าน้นั ๗) ผู้หญิงต้ังครรภ์ ห้ามผู้หญิงที่ก าลังมีท้องตดัเยบ็เส้ือผ้าให้กับสามี เนื่องจากเชื่อว่าตัวผู้หญิง จะไปข่มสามีซ่ึงจะทา ใหเ้จ็บไขห้รือมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดข้ึนกบัสามีต่อไป ๒.๑๐.๑๐วัฒนธรรมการผลิตและบริโภคเครื่องแต่งกาย ๒.๑๐.๑๐.๑ วัตถุดิบ ๑)การผลิตเส้นด้ายจากฝ้าย -การปลูกฝ้าย วิธีการปลูกฝ้ายของชาวอาข่าคล้ายกับการปลูกข้าวไร่ซึ่ งจะใช้ เสียมขุดหลุมเล็กๆ แล้วหยอดเมล็ดฝ้ายลงไป จะท าการปลูกในช่วงเดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวช่วง เดือนพฤศจิกายน หลังจากน้นันา มาตากให้แห้งและนวดแยกเน้ือฝ้ายและเมล็ดออกจากกัน -การดีดฝ้าย การดีดฝ้ายเป็นข้ันตอนท าให้เน้ือฝ้ายละเอียดและนุ่ม เพื่อให้ ข้นัตอนการปั่นเส้นดา้ยจะไม่สะดุดหรือขาด การดีดฝ้ายที่ถือว่าดีน้ัน จะตอ้งมีลกัษณะเป็ นฟองฟู คล้ายกับก้อนเมฆ -การดึงเส้นด้าย เป็นข้นัตอนการดึงเส้นด้ายและจัดให้เป็ นระเบียบพร้อมเข้าสู่ กระบวนการเตรียมข้นัสุดทา้ย - ชุบเส้นด้าย วิธีการในข้นัตอนน้ีคือ ตม้แป้งที่ท าจากข้าวจนกลายป็ นแป้ง เปี ยกแล้วน าเส้นด้ายที่เตรียมไว้ลงแช่จนได้ที่แล้วจึงน าไปนึ่ง และผึ่งตากให้แหง้ข้นัตอนน้ีเป็นการ ท าให้เส้นด้ายมีความเหนียวและไม่ขาดง่าย ๒.๑๐.๑๐.๒ การผลิตสีและการย้อม การย้อมสีเส้นด้ายและผ้าในอดีตใช้สีจากวัสดุธรรมชาติโดยเฉพาะการ ย้อมผ้าสีด า จะใช้ต้นและใบฮ่อม (myanq) มาเป็นวสัดุเริ่มจากตดัตน้ฮ่อมและใบมาหมกักบัน้า ทิ้งไว้ ประมาณ ๓ - ๔ วนัหลงัจากน้ันกรองเอากากตน้ฮ่อมออกให้เหลือแต่น้า สีจากน้นันา เอาปูนขาวมา ผสม (เพื่อเป็นสารช่วยยึดสีให้ติดเน้ือผา้ไดด้ียิ่งข้ึน)คนให้เข้ากันแล้วปล่อยทิ้งไว้๑ คืน เทน้า ทิ้งให้


๑๑๗ เหลือแต่ส่วนผสมของเน้ือสีที่ตกตะกอนอยู่ก้นถังข้นัตอนต่อมาเป็ นการน าเอาเน้ือสีที่ไดไ้ปผสมกบั น้า สะอาดแล้วปล่อยทิ้งไวป้ระมาณ ๓ วันโดยต้องคนทุกวัน เมื่อจะย้อมสีเส้นด้ายหรือผ้าก็เอาลงไปจุ่มในน้ าสีต้นฮ่อมปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ ๑ ชวั่โมงจึงนา ไปผึ่งตากแห้งแลว้นา กลบัเขา้สู่กระบวนการยอ้มต้งัแต่ตน้ท้งัหมดย้อมเจ็ด คร้ัง จึงจะไดสี้ผ้าที่ด าเข้มตามต้องการ ซึ่งผ้าที่จะน ามาเอามาตัดชุดเครื่องแต่งกายท้งัชายและหญิง ล้วนแต่ใชผ้า้สีดา เท่าน้นัเพราะเมื่อปักลวดลายต่างๆ ลงบนผ้าจะท าให้เห็นเด่นชัด สวยงาม และยัง มีความเชื่อว่าบรรพบุรุษได้ให้สัญญาต่อชนเผ่าอาข่าด้วยกันว่าถ้าเป็ นชาวอาข่าจะต้องสวมใส่เส้ือผา้ ที่เป็ นสีด า เพื่อเป็ นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็ นชนเผ่าอาข่า ๒.๑๐.๑๐.๓ เทคนิคการตัดเย็บ ๑) วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดเย็บ - กรรไกร - เข็มเย็บผ้า -ผ้า - เส้นด้าย ๒) ช่วงเวลาในการตัดเย็บ การตัดเย็บจะท ากันในวันหยุดตามประเพณีพิธีกรรมของอาข่า และเป็ น วันที่ผู้ถ่ายทอดและสืบทอดมีเวลาว่าง คนที่จะสวมใส่ต้องเป็ นแบบในการตัดเย็บ ๓) ข้อห้ามในการตัดเย็บ - ห้ามตัดเย็บช่วงมีงานศพในชุมชน -ห้ามตัดเย็บช่วงเวลากลางคืน เพราะถือว่าเป็ นเวลาที่ชาวอาข่าจะตัดเย็บ ชุดให้กับคนตายใช้ในการห่อศพ ๔) ผู้มีบทบาทในการตัดเย็บ ในสังคมอาข่าผู้มีบทบาทในการตัดเย็บ คือ ผู้หญิงที่มีความเชี่ยวชาญและ มีประสบการณ์เฉพาะทาง เช่น ผมู้ีประสบการณ์ดา้นการตดักางเกง เส้ือเป็นตน้ ๕) วิธีการตัดเย็บ ก่อนที่จะตดัเยบ็น้นัตอ้งวดัขนาดความยาวและความกว้างตามรูปร่างของ ผทู้ี่จะสวมใส่เส้ือดว้ยผา้ก่อน โดยใชผ้า้ผืนที่จะตดัน้นัวดักบัคนที่จะสวมใส่หรือโดยประมาณจาก เส้ือตวัเดิมที่มีอยู่เพราะในสมยัก่อนชุมชนอาข่าไม่มีไมบ้รรทดัหรือตลบัเมตรในการวดั


๑๑๘ ๒.๑๐.๑๐.๔ วัสดุตกแต่งเสื้อผ้า ๑)วัสดตกแต่งุชุดเครื่องแต่งกายผู้ชาย - เครื่องประดับโลหะเงิน เช่น เหรียญรูปี(Ngeu taer)กระดุมเงิน กลมและแบน (Choer qawv) -ขนไก่ยอ้มสี(Ya shav Naq Shor) -แถบผ้าสีต่างๆ เช่น ขาว น้า เงิน แดง (Shaqpar) ๒)วัสดุตกแต่งชุดเครื่องแต่งกายผู้หญิง - เครื่องประดับโลหะเงิน เช่น เหรียญรูปี ย์ (Ngeu taer) กระดุม เงินกลมและแบน (Choer qawv) -ขนไก่ยอ้มสี(Ya shav Naq Shor) - เม็ดเดือยแบบกลมและแบบยาว -ลูกปัด (Dzur ma) เป็ นลูกปัดพลาสติคสีต่างๆ ใช้ทดแทนเม็ด เดือย สีที่นิยมใช้มากคือแดงขาวเหลือง น้า เงิน เขียว -แถบผ้าสีต่างๆ เช่น ขาว น้า เงิน แดง (Shaqpar) - เส้นด้ายปักลาย (Shaqkanr) ๒.๑๐.๑๐.๕ ความเชื่อและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ๑)แรงผลกัดันในการสร้างสรรค์ชุดชนเผ่า แรงผลักดันในการสร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกายประจ าชนเผ่าอาข่า น่าจะ เป็นเพราะเหตุผลดงัต่อไปน้ีคือ - ต้องการให้ชุดเครื่ องแต่งกายที่จัดท าส วยงามและรักษ า รูปแบบอัตลักษณ์ความเป็ นชนเผ่า - ต้องการรักษา และสืบทอดเทคนิคและกระบวนการตัดเย็บให้ ถูกต้องตามแบบประเพณีด้งัเดิม - ต้องการรักษา และสืบทอดประเพณีการตัดเย็บตามข้อบังคับใน จารีตประเพณี - ต้องการรักษาชื่อเสียงของผู้ตัดเย็บและผู้ปักลาย ๒) ปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนกับเยาวชนและสถานการณ์ความต้องการ เครื่องแต่งกายในรูปแบบใหม่ ประกอบกับการที่ผูอ้าวุโสของชนเผ่าเริ่มมองเห็นความจา เป็นที่ จะต้องรณรงค์ให้ชุมชนรักษาวัฒนธรรม ประเพณีเกี่ยวกับการผลิตชุดเครื่องแต่งกายซึ่งเป็ นเสมือน สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็ นชนเผ่าอาข่าแต่ละกลุ่ม


๑๑๙ ๒.๑๐.๑๐.๖ ความหมายทางสัญลักษณ์ และวัฒนธรรม ๑) การใช้ประโยชน์ผลติภัณฑ์ผ้าของชุมชน -การซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน ส าหรับชาวอาข่าการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ผ้าจากการ ซ้ือ ขาย ในบางคร้ังจะไม่สามารถทา ไดแ้ต่จะใชว้ิธีแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ผ้าของตนเองกับผ้าหรือสิ่งของ อื่นๆ ซึ่งกันและกันในชุมชน เช่น ผา้ส าหรับตดัเยบ็เส้ือ(paer qanq) กางเกง กระโปรงถุงน่อง เส้ือ บังอก และหมวก -การมอบให้ในโอกาสพิเศษ ในสังคมอาข่าลูกหลานจะมอบสิ่งของให้กับพ่อแม่ผูอ้าวุโสที่ นับถือในโอกาสต่างๆ ซึ่งสิ่งที่นิยมมอบให้ คือ ย่าม (PAERTANR)ผ้าโพกหัว (UQJANQ)รองเท้า (SHAEQNAWV) และเส้ือ(PAERQANQ) เป็ นต้น ๒) กระบวนการสืบทอด - พื้นที่การถ่ายทอด ใชพ้ ้ืนที่ในหมู่บา้นเป็นหลกันอกจากในหมู่บา้นแลว้ยงัสามารถ ถ่ายทอดได้ตามสถานที่ต่างๆ ตามกิจกรรม เช่น ในไร่ ขณะพัก ส่วนการถ่ายทอดเกี่ยวกับการตัด เย็บผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ น้ัน สามารถถ่ายทอดไดท้ ี่บา้นของเจา้ของที่จะใช้ผา้เท่าน้ัน เช่น การ ตดัเยบ็ผา้ห่อศพเป็นตน้การถ่ายทอดองคค์วามรู้เกี่ยวกบัการตดัเยบ็น้นัจะถ่ายทอดที่มีเทศกาลต่างๆ เพราะเป็ นเวลาที่ผู้ถ่ายทอดและผู้เรียนรู้มีเวลาว่าง เช่นวันหยุดประจ าเดือน เทศกาลปี ใหม่ เป็ นต้น - ผู้ที่เกี่ยวข้องกบักระบวนการสืบทอด –ถ่ายทอด ผู้ที่สืบทอดถ่ายทอดเกี่ยวกับการตัดเย็บเส้ือผ้าและ การปัก ลวดลายต่างๆน้ัน โดยมากเป็ นเด็กหญิงอายุประมาณ ๑๓ ปีข้ึนไปทุกคน ส่วนบทบาทของผูท้ี่เป็น คนถ่ายทอด คือ กลุ่มผู้หญิงอาวุโสที่มีประสบการณ์และที่ช านาญทุกคนถือเป็ นหน้าที่ ที่จะต้อง ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับลูกหลานของเครือญาติและผู้ที่จะมาเรียนรู้ทุกๆ คน ๓) พื้นที่การแสดงออกของวัฒนธรรมเครื่องแต่งกาย ในอดีตน้ันทุกที่ท้ังในและนอกหมู่บ้าน ทุกเวลา ทุกโอกาส ล้วนเป็ น พ้ืนที่การแสดงออกของวฒันธรรมของเครื่องแต่งกายแต่การแสดงออกที่ชดัเจนคือ ช่วงมีประเพณี พิธีกรรมในชุมชน และแสดงออกผ่านทางต านาน นิทาน เรื่องเล่า และบทเพลง ๔)กระบวนการเลือกรับ ปรับใช้ ที่มีต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรับ ปรับใช้เครื่องแต่งกาย ดังสุภาษิตบทหนึ่งของ อาข่าที่กล่าวไว้ว่า “อนาคตฟ้าและดินจะสลับที่กัน” เหมือนปัจจุบันที่เส้ือผา้การแต่งกายต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป ปัจจยัหลกัของการเปลี่ยนแปลงก็คือการหาวตัถุดิบในการทา เครื่องแต่งกายยากข้ึน


๑๒๐ ความสะดวกสบาย รวมท้งัความเปลี่ยนแปลงด้านความเชื่อก็มีส่วนส าคัญในการเปลี่ยนวิถีการ ด ารงชีวิตด้านการแต่งกาย ๗) สัญลกัษณ์เด่นที่ยังคงอยู่ในกระแสการเปลยี่นแปลง ลักษณะเด่นที่สามารถสังเกตได้ชัดคือ การแต่งชุดชนเผ่า และโทนสีด้ายที่ เข้มแสดงออกทางผ้าปักลวดลายที่ปรากฏอยู่บนชุดแต่งกายที่ยังคงเป็นลวดลายเดิม อีกท้งัสังเกตได้ จาก หมวกของผู้หญิงอาข่าที่สวมใส่อยู่ อาข่าเรียกว่า “อู่ โชว้” ( Uq choer ) ไม่ว่าจะเป็ นอาข่ากลุ่ม ใดๆ จะอยู่ประเทศไหน ก็จะมีการสวมอู่โชว้ แต่จะมีความแตกต่างกันของแต่ละกลุ่ม แต่ถ้าไม่ได้ แต่งชุดชนเผา่สิ่งที่สังเกตไดก้็คือจากสื่อสาร หรือ ภาษาที่ใช้ในการสนทนา อย่างไรก็ตามท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒ น์ ได้ส่ งผลกระทบ ต่อ วัฒนธรรมและวิถีการด าเนินชีวิตของอาข่าเป็ นอย่างมาก หากไม่ใช่ช่วงเทศกาลหรือเป็ นโอกาส พิเศษ ก็จะสังเกตเห็นได้ยาก ๘) แนวโน้มเครื่องแต่งกายของชนเผ่าในอนาคต การแต่งกายชุดชนเผ่าอาข่าแบบด้งัเดิมมีแนวโน้มว่ามีจะลดน้อยลงและ ไม่ให้ความส าคัญเหมือนอดีต เพราะ สังคมอาข่าปัจจุบันถูกกลมกลืนให้เข้ากับสังคมไทย การ เปลี่ยนแปลงระบบความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรม จึงมีผลท าให้การแต่งกายของชนเผ่าอาข่าลด น้อยลงและไม่ค่อยให้ความส าคัญกับการแต่งกายประจ าเผ่าเหมือนในอดีต


๒.๑๑ ชนเผ่าละว้า พื้นที่ศึกษา: บ้านมืดหลอง หมู่๒ ต าบลบ้านทับ อา เภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ นักวิจัย: ปรีชา รุ้งประนมกร ผู้ช่วยนักวิจัย: วิชัยจันทร์ตา ปรีชา ทวีสุขตระกูล พรพรรณ นิลุบลไพบูลย์ ___________________________________________________________ ๒.๑๑.๑ บริบทชุมชน ๒.๑๑.๑.๑ ประวัติศาสตร์ละว้า ชนเผ่าละว้า หรือ “ลัวะ” เป็นกลุ่มชนพ้ืนเมืองที่ต้งัถิ่นฐานอยู่ในภาคเหนือ ของประเทศไทยบริเวณที่ต้งัของอาณาจักรล้านนาก่อนที่อารยธรรมอินเดียจะขยายอิทธิพลเขา้มาใน แถบน้ี(Condominas, ๑๙๘๘) ชนเผ่าน้ีเรี ยกตนเองว่า “ละเวื่อะ” ได้มีหลักฐานต่างๆ แสดง ความสัมพันธ์ของชาวละว้ากับชาวไทยวนแห่งเมืองเชียงใหม่มาต้งัแต่สมยัอดีตกาลเช่น มักจะพบ ค าว่า “เวียงชงมาง” จากค าสวดในพิธีกรรมต่างๆ ของชาวละว้า นอกจากน้ียังมีต านานเมือง เชียงใหม่ ต านานสุวรรณค าแดง และต านานเชียงใหม่ปางเดิม ได้กล่าวถึงชาวละว้าเอาไว้ว่า เป็ นชน พ้ืนเมืองเดิมที่อาศยัอยู่บริเวณเวียงเจ็ดรินหรือบริเวณเชิงดอยสุเทพ ต่อมากลุ่มคนไทยวนได้พากัน อพยพเขา้ไปต้งัถิ่นฐานอยรู่ ่วมกนั ความสัมพันธ์ระหว่างละว้ากับไทยวนในด้านความเชื่อจะเห็นได้ ชัดกรณีที่พระยามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ที่บริเวณดอยสุเทพแล้วพระองค์ได้รับอิทธิพลการบูชา เสาอินทขิลซึ่งก็ถือเป็ นเสาหลักเมืองจากพวกละว้าเป็ นต้น ประวตัิศาสตร์ของละวา้มาสิ้นสุดลงในราวปีพ.ศ. ๑๒๐๐ ในสมัยขุน หลวงวิลังคะผู้น าชาวละว้าซึ่งหลงรักพระนางจามเทวีผู้ครองนครหริภุญชัย แต่พระนางจามเทวีไม่ สนพระทยัและเกิดการทา้ทายอา นาจกนัจนถึงข้นัทา สงคราม ขุนหลวงวิลังคะได้พุ่งสะเน่าไปยัง เมืองหริภุญชัย เพื่อแสดงแสนยานุภาพ (ยังปรากฏหลักฐานบ้านหนองสะเน่ามาจนถึงปัจจุบัน) แต่ ท้ายที่สุดขุนหลวงวิลังกะก็พ่ายแพแ้ก่กลศึกของพระนางจามเทวีชาวละวา้บางส่วนจึงหลบหนีไป อยู่บนภูเขา และบางส่วนก็ยงัอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ าปิง ชาวละวา้กลุ่มน้ีได้ถูกผสานกลืนไปใน วัฒนธรรมของชนเผ่าไทยวน ส่วนชาวละว้าที่อยู่บนดอยยังคงรักษาเอกลักษณ์เผ่าพันธุ์สืบมาจนถึง ทุกวนัน้ี แม้ว่าอาณาจักรละว้าจะล่มสลายไปในสมัยของขุนหลวงวิลังคะ แต่ ความสัมพันธ์ระหว่างชาวละว้ากับคนไทยวนและชาวล้านนายังคงปรากฏให้เห็นอยู่เสมอใน ประวัติศาสตร์ เช่นสมัยพระเจ้ากาวิละ (ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๖) ฟ้ืนฟูเมืองเชียงใหม่ได้ จัดให้มีขบวนคนละว้าเดินจูงสุนัขเขา้เมืองก่อนหนา้ขบวนของพระองค์เป็ นต้น


๑๒๒ ๒.๑๑.๑.๒ ภาษา ภาษาละว้าเป็ นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) สาย มอญ – เขมร (Mon-Khmer) โดยอยู่ในสาขาย่อยของปะหล่อง –ว้า (Palaung - Wa) ลักษณะที่เห็น ได้ชัดว่าเป็ นภาษาที่อยู่ร่วมอยู่ในตระกูลกับภาษามอญ – เขมรก็คือการที่ภาษาละว้าไม่มีระบบเสียง ๒.๑๑.๑.๓ ประชากร ชาวละวา้ต้งัถิ่นฐานหนาแน่นอยู่บริเวณแนวตะเข็บของจังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน บางส่วนอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย ปัจจุบันชาวละว้าได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ใน บริเวณที่ราบกันมากข้ึน เช่น ที่บ้านบ่อหลวงและบ้านกองลอย อ.ฮอด จ.เชียงใหม่จ านวน ประชากรละว้าท้งัหมดมีอยู่ประมาณ ๒๒,๐๙๔ คน รวมเป็ นจ านวน ๖๕ หมู่บ้าน ๔,๓๐๗ หลังคา เรือน ๕,๐๔๕ ครอบครัว ๒.๑๑.๑.๔ การต้ังถิ่นฐานและลกัษณะที่อยู่อาศัย ๑) ท าเลที่ตั้ง หมู่บ้านของชาวละว้ามักต้ังอยู่ในบริเวณหุบเขาสูงกว่าระดับน้ าทะเล ประมาณ ๑,๐๐๐ ฟุต จะนิยมเลือกท าเลใกล้กับต้นน้ าลา ธาร มีพ้ืนที่นาและไร่เป็ นบริเวณกว้าง ล้อมรอบหมู่บ้าน ปัจจุบันภายในหมู่บ้านมีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัยเช่น การส่งน้ าผ่าน ท่อพีวีซีไปตามบ้าน หรือติดต้งัก๊อกน้ าไวต้ามจุดที่ส าคญัของหมู่บา้น ครัวเรือนใดที่ไม่ต่อน้ าเขา้ บ้านก็จะน าถังมารองน้า ไปใช้บางหมู่บา้นก็มีไฟฟ้าใชแ้ลว้ ส าหรับหมู่บา้นที่ไฟฟ้ายงัเขา้ไปไม่ถึง ก็จะอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้า มนัก๊าดในยามค่า ๒) ลักษณะสถาปัตยกรรม ชาวละว้าจะปลูกบ้านให้แนวหลังคาตัดขวางไปในทิศเหนือและใต้เพื่อ ไม่ให้ขนานกับการทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เพราะเชื่อว่าดวงอาทิตย์จะต้องสามารถ เคลื่อนที่ขา้มหลงัคาบา้นน้นั ได้ลักษณะบ้านจะเป็นบา้นช้นัเดียวยกพ้ืนสูงประมาณ ๒ – ๒.๕ เมตร โครงทา ดว้ยไมเ้น้ือแข็งหรืออาจทา ด้วยไมไ้ผ่ท้งัหมด พ้ืนปูด้วยไม้แผ่นหรืออาจปูด้วยไม้ไผ่สับที่ เรียกว่า “ฟาก” หลังคามุงด้วยแผงหญ้าคามุงยาวคลุมเกือบถึงพ้ืนดินแต่มีช่องเล็กๆ ที่สามารถเปิ ดอ้า ออกโดยใชไ้มค้้า ให้แสงสว่างลอดผ่านเข้ามาในตัวบ้านได้หนา้จวั่จะประดบัดว้ยกาแลท้งัสองดา้น ภายในบ้านมีอยู่เพียงห้องเดียวมีเตาไฟอยู่ภายในห้อง ฝาผนังใช้ไม้แผ่น หรือไม้ไผ่สาน นอกจากน้ียงันิยมเจาะรูเล็กๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๓ – ๔ นิ้วที่ฝาผนังด้าน ห้องครัวเพื่อใช้มองลอดจากภายในบ้านดูด้านนอกได้และระบายอากาศไปในตัว ห้องน้ีจึงเป็นท้งั ห้องครัว ห้องนอน ห้องรับแขก ส าหรับผูท้ี่นับถือผีจะมีเครื่องเล้ียงผีต่างๆปรากฏที่มุมห้อง ท้งัที่ หัวนอนและปลายเท้า สมาชิกในครอบครัวจะนอนร่วมกนั ในหอ้งน้ีท้งัหมด แต่หากลูกชายแต่งงาน ก็จะแบ่งห้องต้งัแผงเต้ียๆ ข้ึนมาและสร้างเตาไฟภายในห้องน้ันข้ึนมาอีกและหากว่ามีลูกชายที่จะ แต่งงานอีกก็ต้องสร้างเตาไฟเพิ่มที่นอกชาน ส าหรับบรรดาลูกชายเมื่อมีความพร้อมก็จะออกมา


๑๒๓ สร้างบ้านใหม่ ส าหรับด้านนอกห้องบริเวณท าเป็ นชานใต้ชายคาที่มุงยาวจากหลังคาเลยลงไปจน เกือบติดพ้ืนดิน ถัดจากชานบ้านที่มีหลังคาคลุมจะเป็ นชานโล่งและที่ต้งัหมอ้น้า ส าหรับดื่ม ส่วนที่ เลยจากชานลงมาบนพ้ืนดินและมีชายคาคลุมเป็ นที่ต้งัครกกระเดื่องส าหรับต าข้าว และท างานอื่นๆ บริเวณใตถุ้นบา้นทา เป็นคอกสัตวเ์ล้ียงและที่เก็บฟืน ๒.๑๑.๑.๕ อุปนิสัยและวิถีชีวิตโดยทั่วไป ชาวละว้าเป็ นคนสุภาพ ใจเย็น ซื่อสัตย์และมีน้า ใจให้ความส าคญักบัการ รับรองผู้มาเยี่ยมเยียนบ้าน จะต้อนรับด้วยชุดหมากและเมี่ยง (ใบชาหมกัส าหรับเค้ียว) รวมท้งัส ารับ อาหารที่มีอยู่และจะใหแ้ขกกินอาหารก่อนส่วนเจา้ของบา้นน้นัจะกินทีหลงัและเมื่อแขกจะออกจาก บ้านจะต้องมีสิ่งของให้แขกติดมือกลับไปเสมอแมจ้ะเป็นสิ่งเล็กน้อยแต่ถือว่าเป็นสิ่งส าคัญมาก สิ่งของที่ชาวละว้ามอบให้แขกอาจเป็ น ห่อเมี่ยง ขนมออพเญ้ือก(ข้าวเหนียวนึ่งต าผสมเกลือและงา) พริกเป็ นต้น ชาวละว้าจะนิยมสูบยาเส้นที่ปลูกเอง ผู้หญิงที่มีอายุประมาณ ๓๐ ปีข้ึนไปนิยมสูบยา ด้วยกล้อง (Pipe) มาก ส่วนผู้ชายนิยมมวนยาเส้นด้วยใบตองแห้งหรือกระดาษทุกชนิดที่หาได้โดย มักจะพกถุงยาเส้นไว้ติดตัวและพับแผ่นกระดาษไว้ส าหรับมวน ๒.๑๑.๑.๖ อาชีพและความเป็นอยู่ ๑) การปลูกพืช ชาวละว้ามีอาชีพหลักทางด้านเกษตรกรรมแต่จะท าเพื่อเล้ียงครอบครัว เป็ นส าคัญต่อเมื่อผลิตผลทางการเกษตรมีมากเกินความต้องการถึงจะแบ่งผลผลิตน้ันไปขาย นอกจากน้ีชาวละวา้บางหมู่บา้นไดเ้ปลี่ยนพ้ืนที่ไร่มาเป็นพ้ืนที่สวนผกัเพื่อการคา้ขายอีกดว้ย ส่วน ชาวละว้าที่ไม่ใชพ้ ้ืนที่ไร่ก็จะให้ชาวกะเหรี่ยงเช่าปีละประมาณ ๒๐๐ บาท นอกจากอาชีพทางด้าน เกษตรกรรมแล้วชาวละว้า (ลัวะ) ยังมีอาชีพเกี่ยวกับการเล้ียงสัตว์และอาชีพเสริมอื่นๆ อีก การ เพาะปลูกของชาวละว้าอาจแบ่งออกเป็ น การท าไร่และการท านา -การท าไร่ เป็ นการใช้เน้ือที่บนไหล่เขาส าหรับปลูกข้าวไร่พร้อมกับพืชผัก สวนครัวโดยการขุดหลุมเล็กๆ หยอดเมล็ดข้าวพร้อมกับเมล็ดพืชผักและดอกไม้ผสมลงไปในคราว เดียวกัน เช่น เมล็ดงา ถวั่ฝักยาว ดอกดาวเรือง หงอนไก่เป็นตน้นอกจากจะนิยมปลูกดอกไม้ใน ไร่แล้วยังปลูกพริก มะเขือ แตง ข้าวโพด ยาสูบอีกด้วย การปลูกพืชพนัธุ์ท้งัหลายในพ้ืนที่ท าไร่น้ี จะอาศยัน้ าฝนเพียงอย่างเดียว และก่อนที่จะปลูกพืชผกัเหล่าน้ีจะมีพิธีกรรมฟันไร่และถางป่ า ใน การใช้พ้ืนที่เป็ นการจัดให้มีระบบการเพาะปลูกแบบหมุนเวียนในพ้ืนที่ที่มีอยู่ เช่น หากหมู่บ้านใดมี พ้ืนที่ไร่ของหมู่บ้านอยู่ ๘ แห่ง แต่ละแห่งจะใช้ท าไร่ประมาณ ๑ ปีแล้วย้ายปแห่งใหม่ท าไปจนครบ ๘ แห่ง ก็จะกลับมาฟันไร่และถางป่ าตรงที่เดิมอีก


๑๒๔ -การท านา เริ่มทา หลังจากปลูกข้าวไร่เสร็จแล้วประมาณ ๒ เดือน โดยจะลง มือปลูกข้าวแบบนาด าในที่นาบริเวณเชิงเขารอบหมู่บ้าน โดยปรับพ้ืนที่ในลกัษณะเป็ นข้นับนัได มี การขดุทางระบายน้า จากลา ธารเขา้สู่ที่นาโดยใช้ปล้องไมไ้ผห่รือท่อพีวีซีต่อเป็นท่อระบายน้า เขา้มา ในพ้ืนที่เมื่อไม่ใชน้ ้า จะปิ ดท่อน้า น้นั ไวจนกว่าจะ ้ตอ้งการระบายน้า เขา้นาอีก ๒) การเลี้ยงสัตว์ ชาวละว้านอกจากจะท าการเพาะปลูกแล้วยังท าการเล้ียงสัตวซึ่ง์มีท้งัววั ควายและหมูสัตวเ์หล่าน้ีเป็นสัตวท์ ี่เล้ียงไวเ้กือบจะทุกครอบครัวจะเล้ียงมากหรือนอ้ยน้นัแลว้แต่ ฐานะและความสามารถของแต่ละครอบครัวการเล้ียงสัตว์ของหมู่บ้านอาจเล้ียงไวใ้นบ้านและ ปล่อยไว้ตามป่ า ส าหรับวัวควายที่น ามาเล้ียงไว้ในบ้านจะท าคอกไว้ใต้ถุนฉางเก็บธัญญพืชและใต้ ถุนบ้าน ทุกเช้าก็จะน าออกไปเล้ียงไวใ้นบริเวณป่าตอนเย็นจึงน ากลับมาที่คอก แต่ถา้เล้ียงแบบ ปล่อยจะน าวัว ควาย ไปปล่อยให้อาศัยอยู่ตามป่ าบนภูเขาแล้วเจ้าของจึงจะไปตามดูเป็ นระยะๆ ๓)อาชีพเสริม นอกจากการดา เนินชีวิตโดยอาศยัการปลูกพืชและเล้ียงสัตวเ์ป็นงานหลกั แล้ว ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันท าให้ชาวละว้าตอ้งดิ้นรนเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีข้ึน เมื่อว่างจาก การท าเกษตรกรรมแล้วยังได้มประกอบอาชีพเสริมที่ได้สืบต่อจากภูมิปัญญาด้งัเดิมของบรรพบุรุษ โดยต้งัเป็นกลุ่มผสู้นใจข้ึนในหมู่บา้นซ่ึงมีหลายกลุ่มดว้ยกนัเช่น -การทอผ้า การทอผ้าเป็ นวิถีชีวิตของชาวละว้ามาต้งัแต่อดีตโดยเริ่มฝึกการ ทอต้งัแต่ยงัเป็นเด็กเนื่องจากชาวละว้าเป็ นกลุ่มชนที่ต้องพึ่งตนเองเพราะว่าอาศยัอยู่ในถิ่นทุรกนัดาร คมนาคมสู่โลกภายนอกการเดินทางไม่สะดวกอยู่ห่างไกลความเจริญ แม้แต่เส้ือผา้ก็ทอใชเ้องภายใน หมู่บ้านดงัน้นัการทอผ้าจึงกลายเป็ นวิถีชีวิตของผู้หญิงชาวละว้าแต่การทอผ้าเป็ นเพียงการทอเพื่อใช้ ในครอบครัวตนเองเท่าน้นั -การตีเหล็ก อาชีพช่างตีเหล็กมีคู่มากับชุมชนชาวละว้าต้งัแต่อดีตเช่นกันมีการ ผลิตและจ าหน่ายเครื่องใช้ที่ท าด้วยเหล็ก เช่นสามารถท าปื นแก๊ป หอก ดาบได้และเมื่อเหตุการณ์ บ้านเมืองมีความสงบชาวบ้านได้น าเอาเหล็กมาท าเป็ นเครื่องมือส าหรับการเกษตรเช่น จอบ เสียม มีด ผาน ไถ คราด -การท าเครื่องเงิน กลุ่มชนชาวละว้าเป็ นกลุ่มที่รักสวยรักงามชอบการแต่งกายให้ สวยงามและนิยมประดับเครื่องเงินไม่ว่าจะเป็ นผู้หญิงหรือผู้ชาย การท าเครื่องเงินถือเป็ นภูมิปัญญา ที่บรรพบุรุษกลุ่มชนชาวละว้าได้กระท ามานานและถ่ายทอดสู่ยุคปัจจุบัน


๑๒๕ จะสังเกตเครื่องประดับต่างๆ เช่น สร้อยคอกา ไล ปิ่นปักผม และฝักมีด จะท าหรือประดับตกแต่ง ด้วยโลหะเงินท้ังสิ้น ส าหรับผู้ชายนิยมประดับกายด้วย มีดส้ัน และมีดด้ามงาช้างที่ฝักประดับ ตกแต่งด้วยเงินซึ่งถือกันว่าเป็ นผู้มีฐานะดี ผู้หญิงจะประดับร่างกายด้วยสร้อยคอ ต่างหู ก าไลข้อมือ ก าไลขอ้เท้า ปิ่นปักผม ที่ท าด้วยโลหะเงินถือกันว่าถ้าหญิงสาวคนไหนมีเครื่องประดับเงินมาก นับเป็ นคนมีฐานะดีในหมู่บ้าน ๒.๑๑.๒ ระบบการปกครองและการจัดการในครอบครัว ๒.๑๑.๒.๑รูปแบบการปกครอง ชาวละว้ามีการปกครอง ๒ รูปแบบ คือ การปกครองโดยมีผู้น าตาม ประเพณีเดิม และการปกครองโดยผูน้ าที่ได้รับการแต่งต้งัจากทางราชการคือ ผู้ใหญ่บ้าน และ ก านัน ซึ่งมีหนา้ที่รับผิดชอบในการบริหารและปกครองทอ้งถิ่น แต่หากชาวละวา้ประกอบประเพณี พิธีกรรมใดข้ึน ผนู้า อยา่งเป็นทางการจะต้องเคารพเชื่อฟังผู้น าตามประเพณีเดิม ๒.๑๑.๒.๒ โครงสร้างครอบครัว ลกัษณะทางโครงสร้างของครอบครัวชาวละวา้น้นัเป็นท้งัครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยาย คือ เมื่อลูกชายแต่งงาน ในระยะแรกอาจอยู่ร่วมกับ พ่อ แม่ แต่ต่อมาเมื่อมีความ พร้อมก็จะแยกออกไปอยู่ตามล าพังกับครอบครัวของตนเอง ส่วนลูกชายคนสุดท้องมีหน้าที่ดูแลพ่อ แม่และอาศัยอยู่ในบ้านของพ่อแม่ ๒.๑๑.๒.๓ เครือญาติ ในหมู่บา้นจะประกอบดว้ยเครือญาติหลายกลุ่ม กลุ่มเครือญาติน้ีอาจแบ่ง ออกได้เป็ นส ๒ ขนาด กลุ่มเครือญาติขนาดใหญ่เรียกว่า “เจอ” หรือ“ยวง” ส่วนตระกูลกลุ่มเครือ ญาติระดับรองลงมาเรียกว่า “เอียกปุ” ๒.๑๑.๒.๔ การแต่งงาน พิธีแต่งงานมักจัดข้ึนในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึง เดือนกุมภาพันธ์ ชาวละว้าสืบสายตระกูลทางฝ่ ายชายและจะไม่แต่งงานกับคนที่อยู่ตระกูลเดียวกัน หากแต่งงานระหว่างญาติพี่น้องเชื่อว่าคนผูน้้ันจะกลายเป็นผีปอบ หรือ “ผีกะ”และจะไม่ได้รับการ ยอมรับจากชาวบ้าน ชาวละว้าไม่นิยมให้มีการหย่าร้างหรือมีคู่ครองหลายคนแต่อนุญาตให้สามารถ แต่งงานกับคนต่างเผ่าพันธุ์เช่น ชาวกะเหรี่ยงหรือคนไทยวน เป็ นต้น นอกจากน้นัยงัถือกันว่าน้อง จะไม่แต่งงานก่อนพี่โดยเฉพาะผู้หญิง แต่หากต้องการแต่งงานจริงๆ ฝ่ ายเจ้าบ่าวต้องเสียค่าปรับ ให้กับและจะไม่ค านึงถึงเรื่องความแตกต่างในเรื่องอายุของฝ่ ายหญิง เจ้าสาวอาจจะมีอายุมากหรือ น้อยกว่าคู่ของตนก็ได้


๑๒๖ ๒.๑๑.๓ ความเชื่อและพิธีกรรม ๒.๑๑.๓.๑ ความเชื่อและพิธีกรรม ชาวละว้าได้อาศัยอยู่กับธรรมชาติจึงมีความเชื่อและเคารพสิ่งเหนือ ธรรมชาติตาม ความเชื่อไดแ้ก่เรื่องเทวดา ภูตผีต่างๆ ที่ถือว่าเป็ นตัวแทนเจ้าของสิ่งที่เป็นธรรมชาติ น้ันๆ จึงท าการเซ่นไหว้ บวงสรวง เทวดา ภูตผีป่าไม้ภูเขา แม่น้ า พ้ืนดิน เมื่อจะทา การสิ่งใดที่ เกี่ยวข้องกับธรรมชาติเหล่าน้ีก็จะท าพิธีกรรมเซ่นไหว้ เช่น การถางป่ า เผาป่ า ปลูกพืชไร่ จนกระทงั่ พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด การแต่งงาน การปลูกบ้าน แม้เมื่อมีเจ็บป่ วย และเสียชีวิต อาจกล่าวได้ว่า วิถีชีวิตของชาวละว้ามีความเกี่ยวข้องกับเทวดา ภูตผีต้งัแต่เกิดจนกระทงั่ตาย ๒.๑๑.๓.๒ พิธีกรรมงานศพ ในบรรดาพิธีกรรมต่างๆ ถือกันว่าพิธีกรรมงานศพเป็ นงานที่สนุกที่สุด การจัดพิธีศพจัดตามความสะดวกของเจ้าบ้าน เช่น พิธีศพของคนมีฐานะจะใช้ควายหรือวัวฆ่า ประกอบอาหารเล้ียงในพิธีและมีการละเล่นที่เรียกว่า “ชวงละมาง”และ “มฮลอก”แต่หากเป็ นพิธี ศพของคนทวั่ ไปที่ไม่มีกา ลงัทรัพยมากก็ ์สามารถใช้หมูแทนได้แต่ในกรณีที่ใช้หมูน้ีห้ามเล่นชวง ละมางและมฮลอกอย่างเด็ดขาด การเล่นชวงละมางมีวิธีเล่นคล้ายการร าลาวกระทบไม้โดยใช้ไม้ไผ่ ๕ คู่ สา หรับคนธรรมดาและ ๗ คู่ส าหรับชนช้นัขุน(ซะมัง) หรือระดับหัวหน้าเผ่าผู้เล่นท้งัสองฝ่ายจะถือ ไม้ไผ่เป็ นคู่ๆ พาดอยู่บนรางไม่ไผ่ที่รองรับอยู่ด้านล่างและใช้ตีกระทบกันเมื่อมีผู้ร าเข้ามา และผู้ชาย จะเป็นคนเล่นเท่าน้ัน ในอดีตหนุ่มๆ ชาวละวา้จะนิยมสักลายหมึกที่ขาท้งัสองขา้งและนิยมนุ่งผ้า ขมวดข้ึนไปรัดเอวเพื่ออวดรอยสักอันแสดงให้เห็นถึงความเป็ นชายชาตรีให้สาวๆ ได้ชื่นชมดงัน้ัน การเล่นชวงละมางจึงเป็ นโอกาสที่จะได้ถกผ้านุ่งหรือกางเกงข้ึนสูงจนเห็นรอยสักหมึกแต่ปัจจุบัน ชายหนุ่มมกันุ่งแต่กางเกงขายาวจึงเป็นการเตน้แบบทวั่ ไปไม่ตอ้งอวดรอยสักดงัแต่ก่อน ส่วนการเล่นมฮลอกเป็ นการใช้ปูนขาวหรือถ่านเขียนเป็ นกิ่งกา้นตน้ ไมลง้ บนใบไม้หรือแผ่นไม้ที่เตรียมมา ผูเ้ล่นมีท้งัผูห้ญิงและผูช้าย เวลาเล่นจะร้องบทซอหรือค ากลอนที่ ใช้ร้องเฉพาะในพิธีศพเท่าน้ัน เน้ือหาของบทซอจะสอดคลอ้งกบัการช้ีรูปกิ่งไม้ต่างๆ ที่เขียนบน ใบไม้หรือแผ่นไม้น้ัน หากผู้ร้องไม่สามารถร้องให้ลงพอดีกับเส้นที่ช้ีก็จะเป็นที่ขบขนัแก่ท้งัผูเ้ล่น และผู้ชม ๒.๑๑.๔ อาหาร ชาวละว้าบริโภคข้าวเจ้าเป็ นอาหารหลักและใช้ข้าวเหนียวท าอาหารประกอบหรือ ขนมของหวานต่างๆและใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ นิยมอาหารรสเผ็ดจัดและค่อนข้างเค็ม มี เครื่องปรุงหลกัคือ พริก เกลือและถวั่เน่า (ถวั่เหลืองหมักคล้ายกะปิ) กบัขา้วหลกัคือ น้า พริกมีผัก ชนิดต่างๆ ประกอบ ส่วนแกงหรือที่เรียกว่า “เกอ” น้ัน ก็จะน าเอา พริก เกลือ ถวั่เน่าผสมน้ าแกง


Click to View FlipBook Version