The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการวิจัยภูมิไทยชุดไทยPrestigious Thai-dress (ส่วนที่1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-22 02:53:56

โครงการวิจัยภูมิไทยชุดไทยPrestigious Thai-dress (ส่วนที่1)

โครงการวิจัยภูมิไทยชุดไทยPrestigious Thai-dress (ส่วนที่1)

๑๒๗ ส่วนจะเป็ นแกงอะไรน้ันข้ึนอยู่ชนิดของผักที่ใส่ เช่น ถ้าใส่ผักกาด (โต๊ะโกล๊ะ)จะเรียกว่าเกอโต๊ะ โกล๊ะเป็ นต้น นอกจากน้ียงันิยมใช้ผักบางชนิดตากแห้งย่างกับไฟ เช่น ใบผักขม (ฮละละซอง) ใช้ กินกบัน้า พริกแต่ถ้าหากเป็ นอาหารในพิธีกรรมหรือตามประเพณี จะฆ่าววัควาย หมูหรือไก่ใน พิธีกรรมแล้วใช้เน้ือน้นัมาปรุงอาหาร ๒.๑๑.๕ สุขภาพอนามัย ๒.๑๑.๕.๑ การรักษาโรค การรักษาโรคของชาวละว้าปฏิบัติกันใน ๒ ลักษณะ คือ พึ่งพาการรักษา โรคแบบสมัยใหม่ และการรักษาโรคแบบด้ังเดิม โดยส่วนใหญ่หากเกิดการเจ็บป่วยข้ึนจะรักษา แบบสมัยใหม่เป็ นอันดับแรกเช่นไปขอยาจากสถานีอนามัยต าบล หรือขอซ้ือยาจากกองทุนหลวง พระราชทาน บางคร้ังอาจถึงข้นัไปโรงพยาบาลให้แพทย์ตรวจ ต่อเมื่อการรักษาน้นไม่ได้ผลจะรักษา ั โรคแบบพ้ืนบา้น คือ มีการเสี่ยงทาย (สโป๊ ก) เล้ียงผี และรักษาด้วยยาสมุนไพร ๒.๑๑.๕.๒ การคลอดบุตร การคลอดบุตรแบบด้งัเดิมน้นัอาศยัหมอตา แยในหมู่บา้น ส่วนผู้ที่ต้องการ คลอดแบบสมัยใหม่นิยมไปท าคลอดที่โรงพยาบาล ผูท้ี่คลอดท้งัสองแบบน้ีจะต้องอยู่พกัฟ้ืนหรือที่ เรียกว่า “อยู่ไฟ” หลังคลอดที่บ้านของตนซึ่ งชาวละว้าถือเป็ นเรื่องส าคัญมาก หากอยู่ไฟไม่ดี หรือไม่อยู่ไฟเลยจะเกิดอาการที่เรียกว่า “ผิดเดือน” ท าให้หญิงผูน้้นัมีลกัษณะตวัซีดเหลือง การอยู่ ไฟน้นั หากเป็ นลูกคนแรกจะใช้เวลา ๕ วัน ลูกคนต่อมาจะใช้เวลา ๓ วัน โดยใช้ห้องเตาไฟปิ ดล้อม ด้วยเสื่อโดยรอบเพื่อกันไม่ให้ลมพัดลอดเข้าไปได้ บริเวณหน้าบันไดบ้านจะปักด้วยเฉลว (ไม้ไผ่ สานเป็ นรูปกลมมีรัศมีออกมาโดยรอบเพื่อกันผี) ที่ลงคาถาส าหรับหญิงที่เพิ่งคลอดโดยเฉพาะและ ผกูดว้ยกิ่งมะเขือที่มีหนาม ผูช้ายที่มีคาถาจะเป็ นคนลงอาคม และผชู้ายทวั่ ไปจะไม่นิยมเข้าไปเยี่ยม ที่อยู่ไฟ เพราะเชื่อว่าเป็ นการข่มอาคมกันและเนื่องจากชาวละวา้เชื่อว่าผูห้ญิงทีเพิ่งคลอดน้ัน ขวัญอ่อนผีจะท าร้ายได้ง่าย จึงต้องผูกข้อมือด้วยเชือกฝ้ายสีด าและสีขาวที่ผ่านการลงอาคมแล้ว ๒.๑๑.๖ สภาพทั่วไปของหมู่บ้านที่ท าการศึกษาวิจัย ๒.๑๑.๖.๑ ประวัติหมู่บ้าน หมู่บ้านมืดหลองเดิมมีชื่อว่า “ย่วงมายฮลอง” แปลว่าภูเขาสูงเนื่องจากตัว หมู่บา้นต้งัอยู่บนภูเขาสูงที่สุดในแถบน้ีต่อมาได้มีการอพยพถึง ๒ คร้ัง เนื่องจากชาวบ้านเจ็บไข้ได้ ป่ วยเป็ นจ านวนมากไม่ร่มเย็นเป็ นสุขและเชื่อว่าผีลงโทษจึงพากันอพยพมาอยู่ที่ปัจจุบันเป็ นเวลา ประมาณ ๒๐๐ ปี มาแล้ว น าโดย “ขุนอินทร์” ซึ่งเป็ นขุนหลวงเผ่าละว้าในสมัยก่อน จากน้ันไดม้ี สมาชิกกลุ่มหนึ่งอพยพออกไปอยู่ในเขตอ าเภอสันป่ าตอง


๑๒๘ ๒.๑๑.๖.๒ ลกัษณะทางภูมิศาสตร์ ๑) ภูมิประเทศ บ้านมืดหลองต้งัอยู่บนภูเขาสูงห่างจากตัวอ าเภอแม่แจ่ม ๔๕ กิโลเมตรและห่างจากตัวจังหวัด เชียงใหม่ ๑๖๕ กิโลเมตร มีภูเขาล้อมรอบมีสวนและไร่แม่น้า ที่ไหลผา่นคือแม่น้า แม่ตูม ๒) ภาษา ภาษาที่ใช้สื่อสารในชุมชนจะใช้ภาษาลัวะ ผู้ใหญ่ที่เป็ นผู้ชายสามารถพูด ภาษาไทยกลางได้ดี ผู้หญิงจะพูดภาษาลัวะและภาษาเหนือ (ค าเมือง) พูดภาษาไทยกลางไม่ได้ เด็กๆ สามารถพูดภาษาไทยกลางได้ ๓) ความสัมพันธ์ในชุมชน สมาชิกหมู่บ้านมืดหลองมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น จะมี วัฒนธรรมการ “โฮวเลิ่ม” คือการไปแอ่วหรือเยี่ยมเยียนบ้านซึ่งสามารถท าได้ตลอดเวลาข้ึนอยู่กบั ว่ามีเวลาว่างตอนไหน เช่น ตอนเช้าพ่อบ้าน แม่บ้านจะโฮวเลิ่มบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนบ้าน หลังจากกินข้าวเสร็จถ้าไม่ได้ไปท าไร่ท าสวนก็จะโฮวเลิ่มกันได้ตลอดวันและท าได้ทุกเพศทุกวัย ต้งัแต่เด็กเล็กไปจนถึงผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ ส่วนหนุ่มๆ จะมีวัฒนธรรมการ “แอ่วสาว”คือการแวะไปเยี่ยม สาวๆ ที่บ้านซึ่งจะท าในช่วงค ่าประมาณหลัง ๒ ทุ่ม หากชอบพอกันสามารถพูดคุยกันจนถึงรุ่งเช้า วัฒนธรรมการโฮวเลิ่มน้ีถือเป็นกลไกทางสังคมที่เชื่อมร้อยถักทอความสัมพันธ์ของชาวบ้านท าให้ ชาวบ้านมืดหลองมีการติดต่อสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่น ๒.๑๑.๗ ความเชื่อกับส่วนประกอบของเครื่องแต่งกายหญิงชนเผ่าละว้า ๒.๑๑.๗.๑เสื้อที่ใส่ทั่วไป (เลอ ปิ ปิ ง) ภาพที่ ๕๕ - ๕๘: สภาพทวั่ ไปของพ้ืนที่ทา วจิยัหมู่บา้นมืดหลอง


๑๒๙ มีความเชื่อในการใส่เส้ือสีขาวมาต้งัแต่ด้งัเดิมโดยบรรพบุรุษเชื่อกันว่าสี ขาวเป็นสีที่เป็นมงคล บริสุทธ์ิเริ่มจากความบริสุทธ์ิของดอกฝ้ายสีขาวเช่นเดียวกบัการใชไ้ก่ตวัผูส้ี ขาวในการทา พิธีกรรม ฉะน้นัการใส่เส้ือสีขาวจะทา ใหเ้จา้ที่เจา้ทางรู้จกัคนที่เป็นละว้าและจะรักษา ปกป้องตลอดไป ๒.๑๑.๗.๒ เสื้อสีด าส าหรับงานพิธีกรรม (เลอ ปิ ลอง) เส้ือสีดา ส่วนมากจะเป็ นการใส่ในพิธีมงคลต่างๆ เชื่อว่าผู้ใดที่ใส่เส้ือสีดา เป็ นผู้มีเกียรติและเป็ นการให้เกียรติกับสถานที่ที่ประกอบพิธีกรรมตลอดท้งัเจา้ที่ดว้ย คนที่ใส่เส้ือสี ดา น้ันนอกจากจะเป็นคนหนุ่มสาวที่บริสูทธิ์ สวยงามแล้ว ยังเป็ นคนที่มีเกียรติในการเป็ นผู้น า สมาชิกอื่นๆ ในชุมชนด้วย ๒.๑๑.๗.๓ เสื้อสีด า (ขลัง) เชื่อกันว่าทุกครอบครัวต้องมีไว้เพราะวา่ทุกคนเป็นหน้ีแห่งความตาย หาก ผู้หญิงคนใดในชุมชนเสียชีวิตจะได้มอบเส้ือสีด าดังกล่าวให้เพื่อคนที่ตายน้นัจะไดจาก้ ไปอย่างมี ความสุข ๒.๑๑.๗.๔ ผ้าซิ่นลายขาว(ใด่ปุก ปิง) ไม่มีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องแต่เป็ นที่มีลวดลายแบบด้งัเดิมที่สุดที่มีการ นิยมใส่มากในอดีต ๒.๑๑.๗.๕ ผ้าซิ่นลาย(ใด่ โน) เชื่อว่าเป็ นผา้ซิ่นที่มีไว้ส าหรับเป็ นของตอบแทนซึ่งกันและกัน และถ้าเป็ น การมอบจากลูกเขยใหก้บัแม่ยายจะทา ใหค้นใหม้ีความสุขและคนรับน้นัอายยุนืยาว ๒.๑๑.๗.๖ ผ้าพันแขน (ปอ เตะ) ผ้าพันขา (ปอชวง) เป็ นเครื่องแต่งกายที่มิได้มีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง ๒.๑๑.๗.๗ ก าไลเงิน (เบล) สร้อยคอที่ท าจากลูกปัด (ฮนัง ทัม ดา) สร้อยเม็ดเงิน (ฮนัง มา) สร้อยคอสลึง (ฮนัง มะฮลัม) เป็ นเครื่องแต่งกายที่มิได้มีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องเป็ นการน ามาสวมใส่ ประดับเพื่อความสวยงามและแสดงถึงความมีฐานะทางสังคมด้วย ๒.๑๑.๘ วัฒนธรรมการแต่งกาย ๒.๑๑.๘.๑ ขั้นตอนการผลิตเส้นด้าย ฝ้ายมีความส าคัญและจ าเป็ นต่อวิถีชีวิตชนเผ่าละว้าเป็ นอย่างมากในอดีต น้นันอกจากจะใชใ้นการผลิตเส้นด้ายจัดท าเป็ นเครื่องนุ่งห่มแล้ว ยังน าไปใช้ประโยชน์ในส่วนอื่นๆ อีกมาก เช่น ในการท าพิธีกรรม การน าไปแลกเปลี่ยนกับข้าวปลาอาหาร เป็ นต้น ข้นัตอนการผลิต เส้นด้ายมีดงัต่อไปน้ี


๑๓๐ ๑) การน าเอาเมล็ดฝ้ายไปปลูกในไร่ข้าวซึ่ งจะท าการปลูกในช่วงเดือน เมษายนของทุกปี โดยปลูกพร้อมกับลงข้าวไร่ซึ่งตรงกับเดือน ๘ ของชนเผ่าละว้า ๒) การรักษาดูแลท าการถากถางหญ้าวัชพืชต่างๆ จ านวน ๓ คร้ัง เท่ากบั การดูแลข้าวเช่นกัน ซึ่งตรงกับเดือนพฤษภาคม สิงหาคม และกันยายน ๓) ท าการเก็บเกี่ยวจากไร่ ซึ่งจะท าการเก็บในช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยว ประมาณเดือน ธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์ ๔) น ามาตากให้แห้ง ๕) คัดเมล็ดออกโดยใช้อุปกรณ์หนีบฝ้ายรี ดเอาเมล็ดให้หลุดออกไป เรียกว่า “ปัง คริต เตีย” ๖) น าดอกฝ้ายที่ได้หลังการรีดไปดีดให้พอง ซึ่งจะท าให้ง่ายต่อการม้วน ฝ้ายเป็ นกลุ่มๆ เรียกว่า “โปยฮ” ภาพที่๕๙:การเอาเมล็ดออก “ปังคริตเตีย” ภาพที่ ๖๐:การดีดฝ้ายให้พอง “โปยฮ”


๑๓๑ ๗) จากน้ันนา ฝ้ายไปมว้นโดยใช้ก้านดอกหญ้าหรือกิ่งไมใ้ผ่ทา การมว้น ฝ้ายที่ได้ ซึ่งจะออกมาในลักษณะที่เป็ นหลอดๆ เรียกว่า “เปลาะเตีย” ๘) ข้นัตอนการปั่นฝ้ายจากม้วนหลอดดา้ยแลว้นา มาปั่นเป็ นเส้นด้ายโดย การใช้อุปกรณ์ซึ่งเรียกว่า “เลิญ”และการปั่นด้ายเรียกว่า “เกล็ญ”ก็จะออกมาเป็ นเส้นด้าย ๙) จากน้ันน าเส้นด้ายที่ปั่นมาแกะคลี่ออกมารวมกันเป็ นมัดๆ โดยใช้ เครื่องมือซึ่ง “ร เซ็ญ” ซ่ึงดา้ยที่ไดท้ ้งัหมดในข้นัตอนน้ีเรียกว่า “กอย ไหม” หรือ“ด้ายดิบ” เส้นด้าย ที่ได้มาในข้นัตอนน้ีสามารถใชใ้นการผูกข้อมือส าหรับพิธีกรรมการเล้ียงผีได้โดยนา ไปย้อมเป็ นสี ดา ซ่ึงจะทา ใหม้ีความศกัด์ิสิทธ์มากข้ึน ภาพที่ ๖๑: ม้วนฝ้ายเป็ นหลอด “เปลาะเตีย” ภาพที่ ๖๒:การปั่นฝ้าย “เกล็ญ”


๑๓๒ ๑๐) น าด้ายไปแช่ในน้ าเย็นประมาน ๓๐ นาทีแล้วขย้ีให้เข้ากับน้ ามาก ที่สุด จากน้นั บีบให้แห้งพอหมาด (หากต้องการใช้ในพิธีกรรมเพื่อให้ได้สีด าก็จะน าไปชุบน้า ดา ซึ่ง ท าจากใบหอม (ท้งหมดเป็ นด้ายดิบ) กอย ไห ัม ๑๑) เมื่อแช่ด้ายเสร็จแล้วจึงน าไปต้มกับข้าวสารโดยมีส่วนผสมดงัน้ี - เส้นด้าย -ข้าวสาร ๑ ก ามือต่อเส้นด้าย ๑ มัด - น้า ระยะเวลาในการต้มจะดูได้จากข้าวสารถ้าเปื่ อยเต็มที่จนจะกลายเป็ นแป้ง เปี ยกก็จะถือวา่ดา้ยน้นัสุกใชก้ารไดแ้ลว้ ๑๒) จากน้ันก็ยกลงจากเตาต้งัไวให้เย็น และ ้คลุกน้า แป้งเปียกข้าวให้เข้า กับเส้นดา้ยอีกคร้ังหน่ึง ภาพที่ ๖๓: การมัดรวมฝ้าย“ร เซ็ญ กอย” ภาพที่๖๔:การแช่ด้ายในน้า


๑๓๓ ๑๓) บีบมัดเส้นด้ายให้น้า ออกพอหมาด น าไปตากแห้งแล้วม้วนให้เป็ นลูก กลมๆ จากน้นัก็นา ไปใชใ้นกระบวนการถกัทอผา้ต่อไป ๒.๑๑.๘.๒ ขั้นตอนการมัดหมี่ (มัดเส้นด้าย) ให้เกิดลาย ๑) ท าการรัดเส้นด้าย - น ากลุ่มเส้นด้ายสองกลุ่มมาพันกันให้เป็ นเส้นเดียว -จัดเส้นด้ายสอดใส่ในเครื่องมือเรียกว่าไม้ “เจิงปุก” - ท าการวัดเส้นด้ายตามระยะความยาวที่ต้องการโดยใช้เชือกมัด ตามจุดที่กะไว้ - นา ไปแช่น้า เปล่านานประมาณ ๑ ชวโมง ั่ และบีบให้น้า ออกจน แห้ง - น าไปแช่ในน้ าสี (ท าจากการต้มใบฮ่อม) ซึ่ งผสมด้วยสาร ส าหรับช่วยสียึดติดไดด้ียิ่งข้ึน คือ ปูนขาว ๑ ขีด น้า มะนาวประมาณ ๑ ขีด และใส่น้า ให้ท่วม และ ต้มนาน ๑๕ นาที -ยกลงใหน้ ้า เยน็และบีบน้า ใหแ้หง้และน าไปตาก -แกะเชือกที่รัดออกก็จะได้ลวดลายบนเส้นด้ายตามต้องการ ภาพที่ ๖๕: การคลุกเส้นดา้ยกบัน้า แป้งเปียก ข้าวเข้ากับข้าว “แม่นกอย”


๑๓๔ ๒) ขั้นตอนการทอผ้า - น าเส้นดา้ยที่รัดเป็นลายที่ไดจ้ดัเตรียมไวข้้ึนเรียงตามลา ดบั บนกี่ ทอผ้า - ท าการทอเหมือนกบัการทอผา้ทวั่ ไป ๒.๑๑.๘.๓ ค่านิยมของการใช้สีผ้ากับเครื่องแต่งกาย ๑) สีเครื่องแต่งกายผู้ชาย ผู้ชายนิยมใส่เส้ือและกางเกงสีขาวเพราะถือว่าสีขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสี ขาวของดอกฝ้ายเป็ นสีที่สวยงาม บริสุทธิ์ ไม่สกปรกและที่ส าคัญกระบวนการผลิตของชนเผ่าลัวะ น้นัจะไม่มีความสลบัซับซ้อนและไม่มีการดัดแปลงแต่อย่างใดจึงท าให้ชายลัวะมีค่านิยมของการใช้ สีผา้ สีขาว ท้งัน้ีเพราะว่ากระบวนการจดัทา น้ันง่าย เริ่มจากการปลูกและการดูแลในไร่ขา้วจนถึง ข้นัตอนการผลิตชุดเครื่องแต่งกายส าเร็จรูป ประกอบกับการที่ชาวละว้ามีความเชื่อว่า เครื่องแต่งกาย ภาพที่ ๖๖:ไม้เจิงปุก (การมัดหมี่) ภาพที่ ๖๗: ใบฮ่อม (ฮละแนฮ)


๑๓๕ สีขาวน้ีเป็นสีที่ท าให้เทวดา ภูตผี เจ้าที่ รับรู้ว่าคนที่สวมใส่คนน้ีเป็นชาติพนัธุ์ละว้าและจะดูแล ปกป้องให้ปลอดจากภยันตรายต่อไป ๒) สีเครื่องแต่งกายผู้หญิง ผู้หญิงชนเผ่าละว้านิยมใช้เส้ือสีขาวด้วยมีค่านิยมเรื่องสีขาวเหมือนกับ ผูช้ายชาวละวา้ทวั่ ไป ส่วนผา้ซิ่นจะการนุ่งผา้ซิ่นสีดา ซ่ึงมีการทอด้วยลวดลายที่หลากสี เช่นสีแดง เป็ นต้น ปัจจุบันนิยมซ้ือด้ายและผ้าผืนที่ทอส าเร็จรูปมาใช้แทนการผลิตเองเนื่องจากเส้นด้ายและผ้า ส าเร็จรูปง่ายต่อการน ามาตัดเย็บ และมีความคงทนมากกว่าจึงส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงค่านิยม การใช้สีผ้าที่ใช้ใส่กันอยู่ตามไปด้วย ๒.๑๑.๘.๔ ความเชื่อและแรงบัลดาลใจในการสร้างสรรค์ แรงผลักดันในการสร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่าละว้าเกิดข้ึนมาจาก ความภาคภูมิใจในชนเผ่าตนเองที่มีการรักษา สืบทอด วัฒนธรรม ประเพณีตลอดจนการผลิตชุด เครื่องแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่ามาอย่างต่อเนื่องถึงแมบ้างคร้ังอาจมีคนมองว่าชุดชนเผ่าละว้า น้ันไม่สวยงามเท่าชนเผ่าอื่น แต่ชนเผ่าละว้า ก็ยังมีความภาคภูมิใจจึงท าให้คนรุ่นหลังยังมีการ สร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกายอย่างสืบเนื่องเพื่อรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะอยา่งยงิ่การ แต่งกายแบบประเพณีในพิธีกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนบ้านต่อไป ๒.๑๑.๘.๕ ค่าใช้จ่ายส าหรับซื้อเครื่องนุ่มห่ม ในอดีตชนเผ่าละว้าจะไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องของเครื่องนุ่งห่ม เพราะทุก ครัวเรือนจะมีการปลูกฝ้ายและผลิตชุดเครื่องแต่งกายด้วยตนเอง ส่วนเส้ือผา้ประเภทอื่นๆน้ันไม่มี โอกาสที่จะซ้ือเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญและไม่มีทุนทรัพย์ แต่ในยุคปัจจุบันการจัดท าชุดเครื่อง แต่งกายแบบประเพณีมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องซ้ือวสัดุต่างๆ แทนการผลิตดว้ยตนเอง เช่นแต่ก่อน ในการจัดท าชุดชนเผ่าส าหรับผู้ชายจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยชุดละ๗๐๐ – ๑,๐๐๐ บาท และ ส าหรับชุดผู้หญิงตกประมาณชุดละ ๑,๐๐๐ – ๑,๒๐๐ บาท ภาพที่ ๖๘: การแต่งกายของผู้ใหญ่


๑๓๖ ๒.๑๑.๘.๖กระบวนการสืบทอด การสืบทอดองคค์วามรู้ในการจดัทา ชุดแต่งกายน้นัตลอดระยะเวลาที่ผ่าน มาจะเป็ นการสืบทอดแบบไม่เป็ นทางการ คือ เกิดจากการเรียนรู้โดยการถ่ายทอดจากผู้อาวุโสสู่คน รุ่นหลัง ด้วยวิธีการเรียนรู้ตามความสนใจของเด็กๆ การดูตัวอย่างและน ามาปฏิบัติในรูปแบบจ าลอง โดยใช้วัสดุที่มีลักษณะคล้ายกับวัสดุตัวจริง เช่น ใบไม้ หรือก้านไม้และเรียนรู้เพิ่มเติมจากการถาม ในสิ่งที่ยังสงสัย จากน้ันจะให้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยของจริงโดยผู้อาวุโสจะคอยเป็ น ผู้ดูแล ความถูกต้อง และสอนเทคนิค วิธีการ ที่ยากข้ึนต่อไป ต่อมาเป็ นการเรียนรู้จากเพื่อนในชุมชน การส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และสืบทอด วัฒนธรรมการแต่งกายของชาว ละว้าจะท างานพิธีกรรมในเทศกาลต่างๆ รวมท้งในเรื่องบทเพลงเช่น ั ค าซอ (ค ากลอนร้องขับ) ใน ลักษณะชื่นชมและหยอกล้อตา หนิเน้ือผา้ชุดเครื่องแต่งกายของหนุ่มสาว นอกจากน้นัมีกิจกรรมการ สืบทอดนอกระบบวิถีชีวิตประจ าวัน เช่น การน าเสนอตามเวทีแลกเปลี่ยนต่างๆ หรือในงานผา้ซิ่น ตีนจกที่ทางราชการจดัข้ึน การจัดให้มีการแลกเปลี่ยนวิทยากรชาวบ้านระดับชุมชนและต าบล การ จัดงานมหกรรมชนเผ่า เป็ นต้น ๒.๑๑.๙ ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรับ ปรับใช้เครื่องแต่งกาย ๒.๑๑.๙.๑ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบันสังคมภายนอกชุมชนชาวละว้ามีความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่างๆ อย่างรวดเร็วยงิ่กลายเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อชาวบ้านในการ เลือกรับ และปรับใช้เครื่องแต่งกาย อย่างมิอาจหลีกหนีได้พ้น การที่ชุมชนต้องเปิ ดประตูรับเอาวัฒนธรรมต่างๆ ของโลกภายนอกที่ แปลกปลอมเข้ามาจนกลายเป็นการยอมรับและเป็นการละทิ้งวฒันธรรมละวา้ไปในที่สุดนับเป็ น ปัญหาในปัจจุบันของชาวละว้าเช่นเดียวกับชนเผ่าอื่นๆ อย่างน้อยที่สุดการผลิตเครื่องแต่งกายตาม ประเพณี ในสมัยใหม่เป็ นการรับเอาวัสดุส าเร็จรูปที่มีขายมาใช้ท าให้สีสันและรูปแบบของลวดลาย อาจมีการดัดแปลงผิดไปจากเดิมมากข้ึน และจะมีค่าใชจ้่ายสูงข้ึนเรื่อยๆ ตามระบบเศรษฐกิจ กล่าว โดยรวมแล้วชนเผ่าละว้ายังถือว่าชุดชนเผ่าเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น มีความส าคัญต่อในด้านจิตใจ และในการท าพิธีกรรมอย่างมากจึงยังต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่าให้คงอยู่นานที่สุด ๒.๑๑.๙.๒ ลักษณะเด่นที่ยังคงอยู่ในกระแสการเปลยี่นแปลง ลักษณะเด่นของชุดเครื่องแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าละว้าที่ยังคง ด ารงอยู่ในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงภายในชุมชน คือโครงสร้างของรูปแบบชุดเครื่องแต่ง กายท้งัชุดของผู้ชายและของผู้หญิงยังคงมีรูปแบบด้งัเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้เส้นด้ายจาก เส้นด้ายที่ผลิตแบบด้งัเดิมมาเป็นเส้นดา้ยที่หาซ้ือไดต้ามทอ้งตลาด อีกเอกลกัษณ์หน่ึงที่ยงัคงดา รงอยู่ คือการสร้างลายผ้าด้วยเทคนิคการมัดหมี่ส าหรับท าลวดลายในการทอผ้าซิ่น เป็นตน้


๑๓๗ ๒.๑๑.๙.๓ การน าไปใช้และการแบ่งตามสถานะทางสังคม จากการศึกษาในงานวิจยัน้ีพบว่าชนเผ่าละว้าไม่มีลักษณะหรือรูปแบบ การแต่งกายที่บ่งบอกถึงฐานะทางสังคม หรือแยกเป็ นชนช้ันต่างๆ แต่อย่างใด ไม่ว่าจะมีฐานะดี หรื อไม่ก็จะแต่งกายในลักษณะและรูปแบบเดียวกัน จะมีแตกต่างกันเล็กน้อยตรงที่การใช้ เครื่องประดับถ้าจะมีการแสดงถึงฐานะของผู้สวมใส่ แต่ในการแต่งกายเพื่อไปร่วมในการประกอบ พิธีกรรมต่างๆ จะมีการเพิ่มเครื่องแต่งกายให้มากข้ึน เพื่อความสวยงาม ความศักดิ์ สิทธิ์และเป็ นการ ใหเ้กียรติในพิธีกรรมน้นั ๒.๑๑.๙.๔ การเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมในเชิงสัญลักษณ์ สิ่งที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ ที่เด่นชัดของชุดแต่งกายชนเผ่าละว้า สามารถมองเห็นได้ ๒ จุด คือ ชุดแต่งกายผู้ชายจะเป็นเส้ือแบบที่ผ่าด้านหน้า ส่วนชุดแต่งกายผู้หญิง จะดูที่ลวดลายผา้ซิ่น ซึ่งมีลวดลายที่แตกต่างจากผ้าชุดชนเผ่าอื่นที่การทอด้วยเส้นด้ายมัดหมี่ สีแดง และสีด า ๒.๑๑.๙.๕ ความสัมพันธ์กับสังคมนอกชนเผ่า ที่มีผลต่อเนื่องกับเครื่องแต่งกาย ๑) ความสัมพันธ์กับชนเผ่าปกาเกอะญอ ละว้าเป็ นชนเผ่าที่มีความสามารถในเรื่องการเรียนรู้ภาษาชนเผ่าอื่นได้ง่าย และมีความสัมพันธ์กับชนเผ่าปกาเกอะญอค่อนขา้งมากท้งัในเรื่องภาษาการประกอบอาชีพ และ พ้ืนที่อยู่อาศยัจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ท าให้ชุดเครื่องแต่งกายบางชิ้นมีชื่อเรียกตามภาษาปกาเกอะญอ หรื อกะเหรี่ ยง และลักษณะชุดเครื่ องแต่งกายมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เช่น เส้ือจะเป็นสีขาว เหมือนกับเส้ือหญิงสาวชนเผ่าปกาเกอะญอแตกต่างกนัตรงที่เส้ือผู้หญิงละว้าน้ันเป็นเส้ือยาวเพียง ถึงเอวของร่างกาย แต่ชุดหญิงสาวปกาเกอะญอมีขนาดความยาวจรดเท้า และยังมีเครื่องประดับเรียก ภาพที่ ๖๙: การแต่งกายหญิงสาวละว้าแบบด้งัเดิม


๑๓๘ ตามชื่อของชนเผ่า ว่า “ฮนังญัง” ซึ่งแปลว่า “สร้อยกะเหรี่ยง” เป็ นสายสร้อยประจ าตัวส าหรับชาว ละว้าทุกคนแขวนไว้ที่คอ และน ามาไขว้กับไหล่ด้านขวา ๒) ความสัมพันธ์กับชนเผ่าไทยวน ชนเผ่าไทยวน หรือคนเมือง เป็ นอีกชาติพันธุ์หนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับ ชนเผ่าละว้าในเรื่องการไปมาหาสู่ ขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาแต่คร้ังอดีต ส่งผลให้คนละว้ารับ เอาวัฒนธรรมการแต่งกายของคนไทยวนมาปรับใช้เช่นกันถึงขนาดนา เอาเส้ือผา้ส าเร็จรูปมาสวมใส่ ซึ่งถือว่าความสัมพันธ์กับกลุ่มน้ีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการแต่งกายของชนเผ่าละว้าเป็ นอย่าง มาก ๒.๑๑.๙.๖การเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมการแต่งกายในอนาคต แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของชุดชนเผ่าละว้าที่เห็นได้ชัดจาก บางชุมชนคือการเริ่มมีการออกแบบผ้าซิ่นที่แตกต่างจากเดิม คือจะมีการเย็บผ้าซิ่นให้มีความกวา้ง น้อยลงเป็ นแบบรัดรูปแทนที่จะใช้นุ่งแบบผ้าถุงท าให้ต้องท าช่องเว้นซ่อนไว้ที่ด้านข้างและด้านหลัง เพื่อให้เดินได้สะดวกข้ึน ท้งัดา้นหลงัและดา้นขา้ง ในส่วนของลวดลายผ้าซิ่นมีกลุ่มบุคคลภายนอก น าผา้ซิ่นมาตัดตกแต่งในรูปแบบผลิตภัณฑ์กระเป๋ าใส่สิ่งของ หรือใส่กระดาษและในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งเป็ นการท าลายวัฒนธรรมของชนเผ่าในเรื่องความเชื่อ และวิถีการปฏิบัติอย่างมาก ในพ้ืนที่เขตอา เภอแม่ลานอ้ยและอา เภอแม่แจ่มของจังหวัดเชียงใหม่ยังมี ชุมชนเผ่าละว้าที่ต้องการอนุรักษ์รูปแบบการแต่งกายชุดชนเผ่าให้คงไว้เหมือนเดิม ส าหรับแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงในด้านรูปแบบน้ันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างดังที่ยกตัวอย่างมาแล้ว แต่ถ้า กล่าวถึงแนวโน้มการของความนิยมนิยมในการสวมใส่ของกลุ่มวัยรุ่นในปัจจุบันมีน้อยมากมีการใส่ ในวิถีชีวิตประจ าวันเพียงร้อยละ ๒๐ ซึ่งถือว่าเป็ นจ านวนที่น้อยมากเพราะเมื่อไปเรียนหนังสือที่ โรงเรียนก็ต้องเปลี่ยนมาแต่งเครื่องแบบนักเรียนเป็ นต้น ถึงแม้ทางจังหวัดจะก าหนดให้มีการแต่ง กายชุดชนเผ่าสัปดาห์ละ ๑ วนัแต่ก็ไม่ช่วยใหเ้หตุการณ์ที่วา่น้ีดีข้ึนมากนกั ประกอบกบัการที่เยาวชน ได้รับเอาวัฒนธรรมอื่นมาจากสื่อโทรทัศน์และอื่นๆ เป็ นประจ าทุกวันท าให้ไม่เห็นความส าคัญของ การแต่งกายแบบประเพณี ในด้านการผลิตมีแนวโน้มการผลิตที่มุ่งเพื่อเป็ นสินค้ามากข้ึนดังน้ัน ความจา เป็นที่จะตอ้งฝึกทกัษะดา้นน้ีสา หรับผหู้ญิงชนเผ่าละว้าจะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ


บทที่ ๓ การส ารวจพื้นที่รวบรวมข ้ อมูล จัดท าโครงสร ้ างรูปแบบเครื่องแต่งกาย จัดท าต้นฉบับหนังสือ _______________________________________________________________________ ๓.๑ ขั้นตอนและวิธีการด าเนินงาน ๓.๑.๑การศึกษาเอกสาร ด ำเนินกำรโดยกำรศึกษำเอกสำร งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมกำรแต่งกำยของ ชนเผำ่๑๑ ชำติพนัธุ์ในประเด็นต่ำงๆ ดงัต่อไปน้ี ๓.๑.๑.๑ บริบทชุมชน ๑) สภำพภูมิศำสตร์ที่ต้งัชุมชน ๒) ประวัติควำมเป็ นมำของชุมชน ๓) วัฒนธรรม ประเพณี ของชุมชน ๓.๑.๑.๒ วัฒนธรรมการการแต่งกาย ๑) วัฒนธรรมกำรผลิตชุดเครื่องแต่งกำยของชุมชน ๒) วัฒนธรรมกำรบริโภคชุดเครื่องแต่งกำยของชุมชน ๓.๑.๑.๓ รูปแบบวัฒนธรรมการแต่งกาย ๑)กำรแต่งกำยในชีวิตประจ ำวัน ๒)กำรแต่งกำยแบบพิธีกำร ๓.๑.๑.๔ วัฒนธรรมการแต่งกายแบ่งตามเพศและวัย ๑) เพศหญิงแยกเป็ น -วัยเด็ก -วัยผู้ใหญ่ - วัยชรำ ๒) เพศชำย แยกเป็ น -วัยเด็ก -วัยผู้ใหญ่ -วัยชรำ


๑๔๐ ๓.๑.๑.๕ รูปแบบ (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกาย ๑) วัสดุที่น ำมำใช้ออกแบบโครงสร้ำง ๒) เทคนิคกำรถักทอและกำรสร้ำงลวดลำยบนผืนผ้ำ ๓) เทคนิดและกระบวนกำรออกแบบโครงสร้ำงและรูปแบบ (Pattern) ชุด เครื่องแต่งกำย ๔) เทคนิคกำรตัดเย็บ ๕)ลักษณะกำรใช้เครื่องประดับตกแต่งบนเครื่องแต่งกำย ๖)ลักษณะกำรใช้เครื่องประดับตกแต่งร่ำงกำยประกอบชุดเครื่องแต่งกำย ๗) เทคนิคกำรเขียนภำพ Pattern จ ำลองแบบชุดเครื่องแต่งกำยตัวแทนของ แต่ละชนเผ่ำโดยใช้กำรสเก็ตซ์ด้วยมือ ๘) เทคนิคกำรเขียนภำพ Pattern จ ำลองแบบชุดเครื่องแต่งกำยในระบบ ดิจิตัลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส ำหรับกำรสร้ำงงำนกรำฟิ ก ๓.๑.๒ การศึกษาภาคสนาม ท ำกำรศึกษำวัฒนธรรมกำรแต่งกำยของชนเผ่ำ ๑๑ ชำติพันธุ์โดย ๓.๑.๒.๑ เลือกสรรวัฒนธรรมชนเผ่า เลือกสรรวัฒนธรรมกำรแต่งกำยของชนเผ่ำ ๑๑ ชำติพันธุ์ คือ ๑) ชนเผ่ำไทเขิน ๒)ชนเผ่ำไทยวน ๓) ชนเผ่ำไทใหญ่ ๔) ชนเผำ่ ไทล้ือ ๕) ชนเผ่ำปกำเกอะญอ ๖) ชนเผ่ำม้ง ๗) ชนเผ่ำลำหู่ ๘) ชนเผ่ำลีซู ๙) ชนเผ่ำเมี่ยน ๑๐) ชนเผ่ำอำข่ำ ๑๑) แ ชนเผ่ำละว้ำ


๑๔๑ ๓.๑.๒.๒ การเลือกสรรนักวิจัยตัวแทนชนเผ่าและขอความเห็นชอบในการเลือกสรร วัฒนธรรมของ ๑๑ ชาติพนัธ์ุ ๑) ชนเผ่ำไทเขิน ท ำกำรศึกษำโดยพระครูสิทธิปัญญำภรณ์ พระมหำสกุล มหำวีโร และคณะจำกวัดสันก้ำงปลำ อ ำเภอสันก ำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ๒) ชนเผ่ำไทยวน ท ำกำรศึกษำโดยอำจำรย์มำณพ มำนะแซม ภำควิชำ ศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหำวิทยำลัยเชียงใหม่ ๓) ชนเผ่ำไทใหญ่ ท ำกำรศึกษำโดยอำจำรย์เรณู อรรฐำเมษ ภำควิชำ ภำษำไทย คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ๔) ชนเผ่ำไทล้ือ ท ำกำรศึกษำโดย อำจำรย์แสวง มำละแซม หมวดวิชำ สังคมศึกษำ โรงเรียนยุพรำชวิทยำลัย ดร.สัมพันธ์ รัตนบุรี คุณเมืองดี นนทธรรม ๕) ชนเผ่ำปกำเกอะญอ ท ำกำรศึกษำโดย คุณทรงพลศักดิ์ รัตนวิไลลักษณ์ และคณะจำกเครือข่ำยกะเหรี่ยงเพื่อวฒันธรรมและสิ่งแวดลอ้ม (กวส.) สมำคมศูนยร์วมกำรศึกษำและ วัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๖) ชนเผ่ำม้ง ท ำกำรศึกษำโดยคุณลำลี สีลำศีลธรรมและคณะจำกกองเลขำ เครือข่ำยม้ง สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๗) ชนเผ่ำลำหู่ ท ำกำรศึกษำโดยคุณณรงค์เดช บูทะ และคณะจำกสมำคม ศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๘) ชนเผ่ำลีซูท ำกำรศึกษำโดยคุณอภิธำน สันย้ำง กองเลขำเครือข่ำยลีซูแห่ง ประเทศไทย สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๙) ชนเผ่ำเมี่ยน ท ำกำรศึกษำโดยคุณบุญยง โชติชัยพิบูล กองเลขำ เครือข่ำยอิ้วเมี่ยน สมำคมศูนยร์วมกำรศึกษำและวฒันธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๑๐) ชนเผ่ำอำข่ำ ท ำกำรศึกษำโดยคุณสุชำติพูเบะกู่กองเลขำเครือข่ำยอำข่ำ สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๑๑) ชนเผ่ำละว้ำ ท ำกำรศึกษำโดยคุณปรีชำ รุ้งประนมกร คณะท ำงำนกอง เลขำนุกำรเครือข่ำยละว้ำ (ละว้ำ) สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๓.๑.๒.๓ พื้นที่วิจัย นักวิจัยตัวแทนชนเผ่ำทำ กำรเลือกสรรพ้ืนที่วิจยัของแต่ละวฒันธรรมชนเผ่ำ ดงัน้ี ๑) ชนเผ่ำไทเขิน ชุมชนบ้ำนสันก้ำงปลำ หมู่ที่ ๖ ต ำบลทรำยมูล อ ำเภอสัน ก ำแพง จังหวัดเชียงใหม่


๑๔๒ ๒) ชนเผ่ำไทยวน ชุมชนในเขตบำ้นช่ำงเคิ่งอำ เภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ๓) ชนเผ่ำไทใหญ่ ชุมชนวัดป่ ำเป้ำต้งัอยทู่ ี่เลขที่๕๘ บริเวณแจ่งศรีภูมิ ถนน มณีนพรัตน์ ต ำบลศรีภูมิ อ ำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้ำนเวียงหวำย และชุมชนบ้ำนใหม่หมอก จ๋ำมอ ำเภอฝำง จังหวัดเชียงใหม่ ๔) ชนเผำ่ ไทล้ือ พ้ืนที่ต่อไปน้ี - ชุมชนบ้ำนประตูป่ ำ ต ำบลประตูป่ ำ อ ำเภอเมือง จังหวัดล ำพูน - ชุมชนบ้ำนแซม ต ำบลม่วงน้อย อ ำเภอป่ ำซำง จังหวัดล ำพูน - ชุมชนบ้ำนป่ ำตำล ต ำบลม่วงน้อย อ ำเภอป่ ำซำง จังหวัดล ำพูน - ชุมชนบ้ำนหย่วน ต ำบลบ้ำนหย่วน อ ำเภอเชียงค ำ จังหวัดพะเยำ ๕) ชนเผ่ำปกำเกอะญอ บ้ำนห้วยส้มป่ อย หมู่ ๘ ต ำบลดอนแก้ว อ ำเภอ จอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ๖) ชนเผ่ำม้ง ชุมชนบ้ำนแม่สำใหม่ หมู่ ๖ ต ำบลโป่งแยง อ ำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๗) ชนเผ่ำลำหู่ ชุมชนบ้ำนขุนห้วยไส้ หมู่ที่ 7 ต ำบลเมืองนะ อ ำเภอเชียง ดำว จังหวัดเชียงใหม่เป็นพ้ืนที่หลกัและส ำรวจเพิ่มเติมจำกพ้ืนที่ชุมชนบ้ำนเจียจันทร์ บ้ำนหนองเต่ำ บ้ำนนำน้อย อ ำเภอเชียงดำว จังหวัดเชียงใหม่ และบ้ำนใหม่โป่ งจ๊อกพัฒนำ อ ำเภอไชยปรำกำร จังหวัดเชียงใหม่ ๘) ชนเผ่ำลีซูชุมชนหมู่บ้ำนไทรงำมหมู่ที่ ๑๐ ต ำบลนำเติง อ ำเภอปำย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และหมู่บ้ำนแม่มอญ หมู่ที่ ๒ ต ำบลห้วยชมภู อ ำเภอเมือง จังหวัดเชียงรำย ๙) ชนเผ่ำเมี่ยน ชุมชนหมู่บ้ำนสำมเหลี่ยม (กิ่วต่ำ ) หมู่ที่๑๑ ต ำบลปงเตำ อ ำเภองำว จังหวัดล ำปำง ๑๐) ชนเผ่ำอำข่ำ ชุมชนกลุ่มหน่ำคะ หมู่บ้ำนพนำเสรี หมู่ที่ ๒๕ ต ำบลท่ำก๊อ อ ำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรำย ๑๑) ชนเผ่ำละว้ำ ชุมชนบ้ำนมืดหลอง ต ำบลบ้ำนทับ อ ำเภอแม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ ๓.๑.๒.๔ การด าเนินงานภาคสนาม ดำ เนินกำรศึกษำวฒันธรรมกำรแต่งกำยของชนเผำ่๑๑ ชำติพนัธุ์ในพ้ืนที่ ชุมชนในประเด็นต่ำงๆ ดงัต่อไปน้ี ๑) บริบทชุมชน - สภำพภูมิศำสตร์ที่ต้งัชุมชน - ประวัติควำมเป็ นมำของชุมชน


๑๔๓ -วัฒนธรรม ประเพณี ของชุมชน ๒) วัฒนธรรมการการแต่งกาย -วัฒนธรรมกำรผลิตชุดเครื่องแต่งกำยของชุมชน -วัฒนธรรมกำรบริโภคชุดเครื่องแต่งกำยของชุมชน ๓) รูปแบบวัฒนธรรมการแต่งกาย -กำรแต่งกำยในชีวิตประจ ำวัน -กำรแต่งกำยแบบพิธีกำร ๔) การแบ่งวัฒนธรรมการแต่งกายตามเพศและวัย เพศหญิงแยกเป็ น -วัยเด็ก -วัยผู้ใหญ่ - วัยชรำ เพศชำย แยกเป็ น -วัยเด็ก -วัยผู้ใหญ่ -วัยชรำ ๕) รูปแบบ (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกาย -วัสดุที่น ำมำใช้ ออกแบบโครงสร้ำง - เทคนิคกำรถักทอและกำรสร้ำงลวดลำยบนผืนผ้ำ - เทคนิ ดและกระบวนกำรออกแบบโครงสร้ำงและรู ปแบบ (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกำย - เทคนิคกำรตัดเย็บ -ลักษณะกำรใช้เครื่องประดับตกแต่งบนเครื่องแต่งกำย -ลักษณะกำรใช้เครื่องประดับตกแต่งร่ำงกำยประกอบชุดเครื่อง แต่งกำย ๓.๑.๓ การรวบรวมข้อมูล กำรสรุปผลกำรคัดเลือกข้อมูลชำติพันธุ์ในด้ำน ๓.๑.๓.๑ บริบทชุมชน ๓.๑.๓.๒ วัฒนธรรมกำรกำรแต่งกำย ๓.๑.๓.๓ รูปแบบ (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกำย


๑๔๔ ๓.๑.๔ การเขียนภาพโครงสร้างรูปแบบเครื่องแต่งกายโดยใช้การร่างภาพด้วยมือ ๓.๑.๔.๑ กำรตรวจสอบรำยละเอียดข้อมูลชำติพันธุ์ที่คัดเลือก ๓.๑.๔.๒ กำรเขียนภำพโครงสร้ำงรูปแบบชุดเครื่องแต่งกำย ๓.๑.๔.๓ กำรตรวจสอบรำยละเอียดภำพโครงสร้ำงรูปแบบชุดเครื่องแต่งกำย ๓.๑.๕ การเขียนภาพโครงสร้างรูปแบบเครื่องแต่งกายระบบดิจิตัลด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์ส าหรับการสร้างงานกราฟิ ก ๓.๑.๕.๑ กำรศึกษำรำยละเอียดโครงสร้ำงภำพชุดเครื่องแต่งกำย ๓.๑.๕.๒ กำรเขียนภำพโครงสร้ำงรูปแบบชุดเครื่องแต่งกำยด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์ส ำหรับกำรสร้ำงงำนกรำฟิ กและโปรแกรมสร้ำงภำพประกอบ ๓.๑.๕.๓ กำรตรวจสอบรำยละเอียดภำพโครงสร้ำงรูปแบบชุดเครื่องแต่งกำย ระบบดิจิตัลกรำฟิ ก ๓.๑.๕.๔ กำรบันทึกภำพโครงสร้ำงรูปแบบชุดเครื่องแต่งกำยด้วยระบบดิจิตัลที่ใช้ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบช่วยในกำรออกแบบ (Computer Aided DesignSystem-CADS) ๓.๑.๖ การจัดท าต้นฉบับหนังสือ ๓.๑.๖.๑ กำรตรวจสอบรำยละเอียดข้อมูลชำติพันธุ์ที่คัดเลือก ๓.๑.๖.๒ กำรตรวจสอบรำยละเอียดข้อมูลภำพโครงสร้ำงรูปแบบชุดเครื่องแต่งกำย ระบบดิจิตัลกรำฟิ ก ๓.๑.๖.๓ กำรจัดพิมพ์รำยงำนสรุปผลกำรด ำเนินโครงกำรวิจัยพร้อมจัดท ำรูปเล่ม และบันทึกลงในแผ่นซีดีรอม (CD ROM) จ ำนวน ๑๑ ชุด ๓.๑.๖.๔ กำรออกแบบจัดหน้ำต้นฉบับหนังสือ“ภูมิไทยชุดไทย(Prestigious Thaidress)” รวมวัฒนธรรมกำรแต่งกำยของชนเผ่ำ๑๑ ชำติพันธุ์ในระบบดิจิตัลโดยใช้โปรแกรมส ำหรับ กำรสร้ำงงำนกรำฟิ กและโปรแกรมสร้ำงภำพประกอบพร้อมจัดท ำต้นฉบับหนังสือจ ำลอง จัดท ำเป็ น รูปเล่มเหมือนจริงและบันทึกลงในแผ่นซีดีรอม (CD ROM) จ ำนวน ๑ ชุด ๓.๑.๖.๕ กำรออกแบบจัดหน้ำต้นฉบับหนังสือแสดงวัฒนธรรมกำรแต่งกำยของชน เผ่ำแต่ละชนเผ่ำ ในระบบดิจิตัลโดยใช้โปรแกรมส ำหรับกำรสร้ำงงำนกรำฟิ กและโปรแกรมสร้ำง ภำพประกอบพร้อมจัดท ำต้นฉบับหนังสือจ ำลองโดยจัดท ำเป็นรูปเล่มเหมือนจริงและบันทึกลงใน แผ่นซีดีรอม (CD ROM) จ ำนวน ๑๑ ชุด


๑๔๕ ๓.๒ แผนการด าเนินงาน กำรด ำเนินกำรศึกษำวิจัยโครงกำร “ภูมิไทย ชุดไทย”Prestigious Thai-Dress ต้องใช้เวลำเข้ำ ไปคลุกคลีมีส่วนร่วมกับทุกฝ่ำยที่เกี่ยวข้อง นับต้ังแต่นักวิจัยตัวแทนชนเผ่ำท้ัง ๑๑ ชนเผ่ำ และ ประชำกรในชุมชนหรือหมู่บำ้นที่เป็นพ้ืนที่ศึกษำ ดงัน้นัจึงแบ่งกำรจดักำรประชุมปฏิบตัิกำรออกเป็ น ๔ คร้ังด้วยกันเพื่อให้นักวิจัยตัวแทนแต่ละชนเผ่ำได้มีโอกำสน ำเสนอควำมก้ำวหน้ำ ปัญหำและ อุปสรรคในกำรด ำเนินงำนเป็ นระยะๆ ดงัต่อไปน้ี ๓.๒.๑ การประชุมปฏิบัติการครั้งที่ ๑ วันอังคำรที่ ๒๑ มิถุนำยน ๒๕๔๘ ณ ห้อง ๒๗๑๓๓ อำคำรรำชภฏัเฉลิมพระเกียรติช้นั๑๓ บณัฑิตวิทยำลยัมหำวิทยำลยัรำชภฏัเชียงใหม่ ๓.๒.๒ การประชุมปฏิบัติการคร้ังที่๒ วันพฤหัสบดีที่ ๔ สิ งหำคม ๒๕๔๘ ณ ห้อง ๒๗๑๓๓ อำคำรรำชภฏัเฉลิมพระเกียรติช้นั๑๓ บณัฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ๓.๒.๓ การประชุมปฏิบัติการคร้ังที่๓ วันศุกร์ที่ ๒๖ สิงหำคม ๒๕๔๘ ณ ห้อง ๒๗๑๓๓ อำคำรรำชภฏัเฉลิมพระเกียรติช้นั๑๓ บณัฑิตวิทยำลยัมหำวิทยำลยัรำชภฏัเชียงใหม่ ๓.๒.๔ การประชุมปฏิบัติการคร้ังที่๔ วันจันทร์ที่ ๑๒ กันยำยน ๒๕๔๘ ณ ห้อง ๒๗๑๓๓ อำคำรรำชภฏัเฉลิมพระเกียรติช้นั๑๓ บณัฑิตวิทยำลยัมหำวิทยำลยัรำชภฏัเชียงใหม่


๑๔๖ รายละเอยีดการประชุมปฏิบัติการ ๓.๒.๑ การประชุมปฏิบัติการคร้ังที่๑ ประชุมวันอังคำรที่ ๒๑ มิถุนำยน ๒๕๔๘ ณ ห้อง ๒๗๑๓๓ อำคำรรำชภัฏเฉลิมพระเกียรติ ช้นั ๑๓ บัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ภาพที่ ๗๐ – ๗๓: ภำพสมำชิกที่เขำ้ร่วมประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังที่๑ กำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังที่๑ น้ีมีผู้เข้ำร่วมประชุมดงัรำยชื่อต่อไปน้ี ๑. ผศ.ดร.ประยุทธ วงศ์แปง คณบดีบัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ (ประธำนที่ประชุมและหัวหน้ำโครงกำร) ๒. ผอ.กุลวดี เจริญศรี ผู้อ ำนวยกำรส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรม ส ำนักงำนคณะกรรมกำรวัฒนธรรมแห่งชำติ กระทรวง วัฒนธรรม ๓. คุณมณฑิรำ สวัสดิรักษำ ส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรม ๔.คุณกุลยำ เรือนทองดี ส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรม


๑๔๗ ๕.อ.แสวง มำละแซม หมวดวิชำสังคมศึกษำ โรงเรียนยุพรำชวิทยำลัย (ตวัแทนชนเผำ่ ไทล้ือ) ๖. พระครูสิทธิปัญญำภรณ์ เจ้ำอำวำสวัดสันก้ำงปลำอ ำเภอสันก ำแพง จังหวัดเชียงใหม่(ตัวแทนชนเผ่ำไทเขิน) ๗.ผอ.ศักดิ์ดำ แสนมี่ สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) (ตัวแทนชำวเขำ 7 เผ่ำ) ๘.อ.เรณู อรรฐำเมษ ภำควิชำภำษำไทย คณะมนุษยศำสตร์และ สังคมศำสตร์มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่(ตัวแทนชน เผ่ำไทใหญ่) ๙. ดร.เสรี ปำนซำง (ตัวแทนบัณฑิตวิทยำลัย) มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ๑๐. ดร.บังอร ฉัตรรุ่งเรือง (ตัวแทนบัณฑิตวิทยำลัย) มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ๑๑.อ.ไกรสิทธิ์พิรุณ (ตัวแทนบัณฑิตวิทยำลัย) มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ๑๒.คุณมัตติกำ ทังสุภูติ (ตัวแทนบัณฑิตวิทยำลัย) มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ในกำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังแรกน้ีเป็ นกำรแนะน ำสมำชิกนักวิจัยตวัแทนของท้งั๑๑ ชนเผ่ำ และน ำเสนอควำมเป็ นมำของโครงกำรควำมร่วมมือระหว่ำงส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรม ส ำนักงำนคณะกรรมกำรวัฒนธรรมแห่งชำติ กระทรวงวัฒนธรรม และบัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัย รำชภฏัเชียงใหม่พร้อมท้งัแนวทำงในกำรดำ เนินกำรศึกษำโครงกำรวิจยัน้ี


๑๔๘ ๓.๒.๒ การประชุมปฏิบัติการคร้ังที่๒ ประชุมวันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหำคม ๒๕๔๘ ณ ห้อง ๒๗๑๓๓ อำคำรรำชภัฏเฉลิมพระเกียรติ ช้นั๑๓ บณัฑิตวิทยำลยัมหำวิทยำลยัรำชภฏัเชียงใหม่ ภาพที่ ๗๔ - ๗๗: ภำพสมำชิกที่เข้ำร่วมประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังที่๒ กำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังที่๒ น้ีมีผู้เข้ำร่วมประชุมดงัรำยชื่อต่อไปน้ี ๑. ผศ.ดร.ประยุทธ วงศ์แปง คณบดีบัณฑิตวิทยำลัยมหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ (ประธำนที่ประชุมและหัวหน้ำโครงกำร) ๒. ผอ.กุลวดี เจริญศรี ผู้อ ำนวยกำรส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรมส ำนักงำน คณะกรรมกำรวัฒนธรรมแห่งชำติ กระทรวงวัฒนธรรม ๓. คุณมณฑิรำ สวัสดิรักษำ ส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรมฯ ๔. คุณกุลยำ เรือนทองดี ส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรมฯ ๕. พระครูสิทธิปัญญำภรณ์ เจ้ำอำวำสวัดสันก้ำงปลำอ ำเภอสันก ำแพงจังหวัดเชียงใหม่ (ตัวแทนชนเผ่ำไทเขิน)


๑๔๙ ๖. พระมหำสกุล มหำวีโร วัดชัยศรีภูมิ (นักวิจัยร่วมชนเผ่ำไทเขิน) ๗. พระเอม ฉนฺทสำโร วัดสันก้ำงปลำ (ผู้ช่วยนักวิจัย ชนเผ่ำไทเขิน) ๘. อ.เรณู อรรฐำเมษ ภำควิชำภำษำไทย คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่(ตัวแทนชนเผ่ำไทใหญ่) ๙. คุณพัชรินทร์ เหมำลำ ผู้ช่วยนักวิจัย ชนเผ่ำไทใหญ่ ๑๐.คุณปิ ยพร คลศิลป์ ผู้ช่วยนักวิจัย ชนเผ่ำไทใหญ ๑๑.ผอ.ศักดิ์ดำ แสนมี่ สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๑๒. คุณสันติชัย แซ่ย่ำง นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๓.คุณสันทัด คณิตชยำนันท์ นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๔.คุณมัตติกำ ทังสุภูติ บัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ในกำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังน้ีเป็นกำรน ำเสนอขอ้มูลพ้ืนฐำนของพ้ืนที่เป้ำหมำยตำมหัวข้อที่ ไดร้ับ ดงัน้ี - ลกัษณะภูมิศำสตร์ภูมิอำกำศของพ้ืนที่ศึกษำ - พ้ืนฐำนทำงประวตัิศำสตร์ - พ้ืนฐำนประเพณีและวฒันธรรมควำมเป็นอยู่


๑๕๐ ๓.๒.๓ การประชุมปฏิบัติการคร้ังที่๓ ประชุมวันศุกร์ที่ ๒๖ สิงหำคม ๒๕๔๘ ณ หอ้ง ๒๗๑๓๓ อำคำรรำชภฏัเฉลิมพระเกียรติช้นั ๑๓ บัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ภาพที่ ๗๘ – ๘๑: ภำพบรรยำกำศในกำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังที่๓ กำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังที่๓ น้ีมีผเู้ขำ้ร่วมประชุมดงัรำยชื่อต่อไปน้ี ๑. ผศ.ดร.ประยุทธ วงศ์แปง คณบดีบัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ (ประธำนที่ประชุมและหัวหน้ำโครงกำร) ๒. พระครูสิทธิปัญญำภรณ์ เจ้ำอำวำสวัดสันก้ำงปลำอ ำเภอสันก ำแพง จังหวัดเชียงใหม่(ตัวแทนชนเผ่ำไทเขิน) ๓. อ.เรณู อรรฐำเมษ ภำควิชำภำษำไทย คณะมนุษยศำสตร์และ สังคมศำสตร์มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ (ตัวแทนชนเผ่ำไทใหญ่) ๔. อ.แสวง มำละแซม หมวดวิชำสังคมศึกษำ โรงเรียนยุพรำชวิทยำลัย (ตัวแทนชนเผ่ำไทใหญ่)


๑๕๑ ๕. อ.มำณพ มำนะแซม ภำควิชำศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหำวิทยำลัยเชียงใหม่(ตัวแทนชนเผ่ำไทยวน) ๖. พระมหำสกุล มหำวีโร นักวิจัยร่วมชนเผ่ำไทเขิน วัดชัยศรีภูมิ (นักวิจัยร่วมชนเผ่ำไทเขิน) ๗. พระเอม ฉนฺทสำโร วัดสันก้ำงปลำ (ผู้ช่วยนักวิจัย ชนเผ่ำไทเขิน) ๘. คุณสันติชัย แซ่ย่ำง นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๙. คุณสันทัด คณิตชยำนันท์ นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๐. นำยณรงค์เดช บูทะ นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๑. นำยอภิธำน สันย้ำง นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๒. นำยสมบูรณ์ เลำยี่ป๋ ำ นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๓. นำยลำสี ลีลำศีลธรรม นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๔. นำยนวผล ศิริรักษ์สกุล นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๕. นำยปรีชำ รุ้งประนมกร นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๖. นำยสุชำติพูเบะกู่นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๗.คุณพัชรินทร์ เหมำลำ ผู้ช่วยนักวิจัย ชนเผ่ำไทใหญ่ ๑๘.คุณมัตติกำ ทังสุภูติ บัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ในกำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังน้ีเป็นกำรน ำเสนอข้อมูลด้ำนวัฒนธรรมกำรแต่งกำยของชุมชน และหมู่บำ้นที่เป็นพ้ืนที่ศึกษำตำมหวัขอ้ที่ไดร้ับ ดงัน้ี - วัฒนธรรมกำรแต่งกำยตำมประเพณี และเทศกำลแยกตำมเพศ และวัย - ชุดเครื่องแต่งกำยยอดนิยมตำมประเพณี และเทศกำลแยกตำมเพศ และ วัย - ลักษณะเด่นของรูปแบบ ลวดลำยของชุดเครื่องแต่งกำยยอดนิยมตำม ประเพณีและเทศกำลแยกตำมเพศ และวัย - กำรผลิตชุดเครื่องแต่งกำย/ วัตถุดิบ/ กระบวนกำรผลิต/ กำรออกแบบ ลวดลำย/ กำรเก็บรักษำ - รูปแบบของกำรประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน


๑๕๒ ๓.๒.๔ การประชุมปฏิบัติการคร้ังที่๔ ประชุมวันจันทร์ที่ ๑๒ กันยำยน ๒๕๔๘ ณ ห้อง ๒๗๑๓๓ อำคำรรำชภัฏเฉลิมพระเกียรติ ช้นั๑๓ บณัฑิตวิทยำลยัมหำวิทยำลยัรำชภฏัเชียงใหม่ ภาพที่ ๘๒ – ๘๕: ภำพสมำชิกที่เขำ้ร่วมประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังที่ ๔ กำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังที่๔ น้ีมีผเู้ขำ้ร่วมประชุมดงัรำยชื่อต่อไปน้ี ๑. ผศ.ดร.ประยุทธ วงศ์แปง คณบดีบัณฑิตวิทยำลัยมหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ (ประธำนที่ประชุมและหัวหน้ำโครงกำร) ๒. ผอ.กุลวดี เจริญศรี ผู้อ ำนวยกำรส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรม ส ำนักงำนคณะกรรมกำรวัฒนธรรมแห่งชำติกระทรวง วัฒนธรรม ๓. คุณมณฑิรำ สวัสดิรักษำ ส ำนักวิจัยและพัฒนำทำงวัฒนธรรม ๔. พระครูสิทธิปัญญำภรณ์ เจ้ำอำวำสวัดสันก้ำงปลำอ ำเภอสันก ำแพง จังหวัดเชียงใหม่(ตัวแทนชนเผ่ำไทเขิน) ๕. อ.เรณู อรรฐำเมษ ภำควิชำภำษำไทย คณะมนุษยศำสตร์และ


๑๕๓ สังคมศำสตร์มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ (ตัวแทนชนเผ่ำไทใหญ่) ๖. อ.แสวง มำละแซม หมวดวิชำสังคมศึกษำ โรงเรียนยุพรำชวิทยำลัย (ตวัแทนชนเผำ่ ไทล้ือ) ๗. อ.มำณพ มำนะแซม ภำควิชำศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลปมหำวิทยำลัยเชียงใหม่ (ตัวแทนชนเผ่ำไทยวน) ๘. พระมหำสกุล มหำวีโร นักวิจัยร่วมชนเผ่ำไทเขิน วัดชัยศรีภูมิ (นักวิจัยร่วมชนเผ่ำไทเขิน) ๙. พระเอม ฉนฺทสำโร วัดสันก้ำงปลำ (ผู้ช่วยนักวิจัย ชนเผ่ำไทเขิน) ๑๐. คุณสันติชัย แซ่ย่ำง นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๑. คุณบุญยง โชติชัยพิบูล นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๒. คุณบุญสว่ำง แซ่วะ นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๓.คุณณรงค์เดช บูทะ นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๔.คุณอภิธำน สันย้ำง นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๕. คุณลำสี ลีลำศีลธรรม นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๖. คุณปรีชำ รุ้งประนมกร นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๗.คุณสุชำติพูเบะกู่นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๘.คุณอำแพ่ มำโฟ๊ ะ นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๑๙.คุณทรงพลศักดิ์ รัตนวิไลลักษณ์ นักวิจัยร่วมจำก IMPECT ๒๐.คุณพัชรินทร์ เหมำลำ ผู้ช่วยนักวิจัย ชนเผ่ำไทใหญ่ ๒๑. คุณมัตติกำ ทังสุภูติ บัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ในกำรประชุมปฏิบตัิกำรคร้ังน้ีสมำชิกนกัวิจยัตวัแทนของท้งั๑๑ ชนเผ่ำไดน้ำ เสนอรำยงำน สรุปผลกำรด ำเนินกำรศึกษำเครื่องแต่งกำยที่เป็ นอัตลักษณ์ของแต่ละชำติพันธุ์โดยแบ่งตำมลักษณะ กำรบริโภคตำมเพศ วัย โอกำสและสถำนะทำงสังคม เช่นกำรแยกภำพแสดงจุดเด่นของเครื่องแต่งกำย แต่ละชุด และกำรเขียนลำยเส้นชิ้นส่วนต่ำงๆ ของเครื่องแต่งกำยแต่ละชุด พร้อมท้งัส่งรูปเล่มและแผ่น บันทึกข้อมูล CD-Rom พ้ืนฐำนของพ้ืนที่เป้ำหมำยตำมหวัขอ้ที่ไดร้ับ ดงัน้ี ๓.๓ การส ารวจ เก็บรวบรวมและวิเคราะห ์ ข ้ อมูล กำรวิจัยเรื่อง “ภูมิไทย ชุดไทย” ในคร้ังน้ีเป็ นกำรวิจัยเชิงส ำรวจ เก็บข้อมูล วิเครำะห์ข้อมูล เพื่อออกแบบสร้ำงสรรค์ชุดไทยร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์และมีคุณค่ำ ซึ่งกำรวิจัยใช้ท้ังเทคนิคกำร สืบค้นข้อมูลจำกเอกสำรที่เกี่ยวข้องและข้อมูลภำคสนำมจำกประชำกรใน ๓ จังหวัดคือ เชียงใหม่ ล ำพูน ล ำปำง เชียงรำย และประกอบด้วยชนเผ่ำต่ำง ๆ ถึง ๑๑ ชำติพันธุ์คือ ชนเผ่ำไทเขิน ไทยวน ไท


๑๕๔ ใหญ่ ไทล้ือ ปกำเกอะยอ ม้ง ลำหู่ลีซูเมี่ยน อำข่ำ และละว้ำ กำรวิจัยภำคสนำมเน้นกระบวนกำร ปฏิบัติแบบมีส่วนร่วม Participatory Action Research (PAR) เพื่อให้เกิดกระบวนกำรร่วมกิจกรรม ค้นคว้ำวิจัยระหว่ำงนักวิจัยและชุมชน ท ำให้ตระหนักในคุณค่ำและเกิดควำมภำคภูมิใจในมรดกภูมิ ปัญญำด้ำนวัฒนธรรมกำรแต่งกำยของชนเผ่ำ ในขณะที่กำรวิเครำะห์ข้อมูลเป็ นกำรค้นหำเอกลักษณ์ที่ เด่นของชุดเครื่องแต่งกำยของชนเผ่ำเพื่อท ำกำรแยกรูปแบบ Pattern ตำมลักษณะของเพศและวัย บริบท เทศกำลต่อไป ๓.๔ ชุมชนและสถานที่และผู้วิจัย ขอบเขตดำ้นพ้ืนที่ที่ใช้ในกำรเก็บขอ้มูลชนเผ่ำ ๑๑ ชนเผ่ำ แบ่งเป็นพ้ืนที่ต่ำงๆ ซึ่งนักวิจัยที่ เป็ นตัวแทนของแต่ละชนเผ่ำได้พิจำรณำเลือกชุมชนหรือหมู่บ้ำนที่มีร่องรอยของวัฒนธรรมชนเผ่ำที่ แท้จริง ค่อนข้ำงจะเป็ นชุมชนที่ยังอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมกำรแต่งกำยตำมแบบของชนเผ่ำดัง มีรำยชื่อสถำนที่และนักวิจัยที่แสดงตำมรำยกำรด้ำนล่ำง ๓.๔.๑ ชนเผ่าไทเขิน ชุมชนบ้ำนสันก้ำงปลำ หมู่ที่ ๖ ต ำบลทรำยมูล อ ำเภอสันก ำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ท ำกำรศึกษำโดยพระครูสิทธิปัญญำภรณ์ พระมหำสกุล มหำวีโร และคณะจำกวัด สันก้ำงปลำ อ ำเภอสันก ำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ๓.๔.๒ ชนเผ่าไทยวน ชุมชนในเขตบำ้นช่ำงเคิ่งอ ำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ท ำกำรศึกษำ โดยอำจำรย์มำณพ มำนะแซม ภำควิชำศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์มหำวิทยำลัยเชียงใหม่ ๓.๔.๓ ชนเผ่าไทใหญ่ ชุมชนวัดป่ ำเป้ำต้งัอยทู่ ี่เลขที่๕๘ บริเวณแจ่งศรีภูมิ ถนนมณีนพรัตน์ ต ำบลศรีภูมิ อ ำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้ำนเวียงหวำย และชุมชนบ้ำนใหม่หมอกจ๋ำมอ ำเภอ ฝำง จังหวัดเชียงใหม่ ท ำกำรศึกษำโดยอำจำรย์เรณู อรรฐำเมษ ภำควิชำภำษำไทย คณะมนุษยศำสตร์ และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ๓.๔.๔ ชนเผ่าไทลื้อ ท ำกำรศึกษำโดย อำจำรย์แสวง มำละแซม หมวดวิชำสังคมศึกษำ โรงเรียนยุพรำชวิทยำลัย ดร.สัมพันธ์ รัตนบุรี คุณเมืองดี นนทธรรม ในพ้ืนที่ต่อไปน้ี ๑) ชุมชนบ้ำนประตูป่ ำ ต ำบลประตูป่ ำ อ ำเภอเมือง จังหวัดล ำพูน ๒) ชุมชนบ้ำนแซม ต ำบลม่วงน้อย อ ำเภอป่ ำซำง จังหวัดล ำพูน ๓) ชุมชนบ้ำนป่ ำตำล ต ำบลม่วงน้อย อ ำเภอป่ ำซำง จังหวัดล ำพูน ๓) ชุมชนบ้ำนหย่วน ต ำบลบ้ำนหย่วน อ ำเภอเชียงค ำ จังหวัดพะเยำ ๓.๔.๕ ชนเผ่าปกาเกอะญอ บ้ำนห้วยส้มป่ อย หมู่ ๘ ต ำบลดอนแก้ว อ ำเภอจอมทอง จังหวัด เชียงใหม่ ท ำกำรศึกษำโดย คุณทรงพลศักดิ์ รัตนวิไลลักษณ์ และคณะจำกเครือข่ำยกะเหรี่ยงเพื่อ วฒันธรรมและสิ่งแวดลอ้ม (กวส.) สมำคมศูนยร์วมกำรศึกษำและวฒันธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๓.๔.๖ ชนเผ่าม้ง ชุมชนบ้ำนแม่สำใหม่ หมู่ ๖ ต ำบลโป่งแยง อ ำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่


๑๕๕ ท ำกำรศึกษำโดยคุณลำลี สีลำศีลธรรมและคณะจำกกองเลขำเครือข่ำยม้ง สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำ และวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๓.๔.๗ ชนเผ่าลาหู่ชุมชนบ้ำนขุนห้วยไส้ หมู่ที่ 7 ต ำบลเมืองนะ อ ำเภอเชียงดำว จังหวัด เชียงใหม่เป็นพ้ืนที่หลกัและส ำรวจเพิ่มเติมจำกพ้ืนที่ชุมชนบ้ำนเจียจันทร์ บ้ำนหนองเต่ำ บ้ำนนำน้อย อ ำเภอเชียงดำว จังหวัดเชียงใหม่ และบ้ำนใหม่โป่ งจ๊อกพัฒนำ อ ำเภอไชยปรำกำร จังหวัดเชียงใหม่ ท ำกำรศึกษำโดยคุณณรงค์เดช บูทะและคณะจำกสมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๓.๔.๘ ชนเผ่าลซีูชุมชนหมู่บ้ำนไทรงำมหมู่ที่ ๑๐ ต ำบลนำเติง อ ำเภอปำย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และหมู่บ้ำนแม่มอญ หมู่ที่ ๒ ต ำบลห้วยชมภู อ ำเภอเมือง จังหวัดเชียงรำย ท ำกำรศึกษำโดยคุณอภิธำน สันย้ำง กองเลขำเครือข่ำยลีซูแห่งประเทศไทย สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๓.๔.๙ ชนเผ่าเมี่ยน ชุมชนหมู่บ้ำนสำมเหลี่ยม (กิ่วต่ำ ) หมู่ที่๑๑ ต ำบลปงเตำ อ ำเภองำว จังหวัดล ำปำง ท ำกำรศึกษำโดยคุณบุญยง โชติชัยพิบูล กองเลขำเครือข่ำยอิ้วเมี่ยน สมำคมศูนยร์วม กำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๓.๔.๑๐ ชนเผ่าอาข่า ชุมชนกลุ่มหน่ำค๊ะ หมู่บ้ำนพนำเสรี หมู่ที่ ๒๕ ต ำบลท่ำก๊อ อ ำเภอแม่ สรวย จังหวัดเชียงรำย ท ำกำรศึกษำโดยคุณสุชำติพูเบะกู่กองเลขำเครือข่ำยอำข่ำ สมำคมศูนย์รวม กำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๓.๔.๑๑ ชนเผ่าละว้า ชุมชนบ้ำนมืดหลอง เลขที่ ๒๙ ต ำบลบ้ำนทับ อ ำเภอแม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ ท ำกำรศึกษำโดยคุณปรีชำ รุ้งประนมกร คณะท ำงำนกองเลขำนุกำรเครือข่ำยละว้ำ (ละว้ำ) สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมไทยภูเขำ (IMPECT) ๓.๕ การจัดท าฐานข้อมูลโครงสร้างรูปแบบเครื่องแต่งกายและต้นฉบับหนังสือ เป็ นข้นัตอนกำรจัดท ำฐำนข้อมูลโครงสร้ำงรูปแบบเครื่องแต่งกำยและต้นฉบับหนังสือจำกกำร ร่วมศึกษำข้อมูลวัฒนธรรมเครื่องแต่งกำยกับนักวิจัยตัวแทนท้งั๑๑ ชนเผำ่ ซึ่งหลังจำกรวบรวมแต่ละชน เผ่ำไว้ครบแล้วจึงด ำเนินกำรวิเครำะห์ เพื่อแยกแยะรำยละเอียด ลักษณะ และส่วนประกอบของรูปแบบ โครงสร้ำง (Pattern) เอกลักษณ์ที่เด่นของชุดเครื่องแต่งกำยของชนเผ่ำโดยแบ่งกำรด ำเนินกำรออกเป็ น สองส่วนคือ แบ่งตำมลักษณะกำรใช้งำน และแบ่งตำมลักษณะเพศและวัยโดยมีรำยละเอียดดงัน้ี ๓.๕.๑ แบ่งตามลักษณะการใช้งาน คือ ๓.๕.๑.๑ กำรแต่งกำยในชีวิตประจ ำวัน ๓.๕.๑.๒ กำรแต่งกำยแบบพิธีกำร


๑๕๖ ๓.๕.๒ แบ่งตามเพศและวัย คือ ๓.๕.๒.๑ เพศหญิงแยกเป็ น ๑) วัยเด็ก ๒) วัยผู้ใหญ่ ๓) วัยชรำ ๓.๕.๒.๒ เพศชำยแยกเป็ น ๑) วัยเด็ก ๒) วัยผู้ใหญ่ ๓) วัยชรำ ข้นัตอนกำรดำ เนินกำรวิเครำะห์แยกแยะ สรุปขอ้มูลและจดัทำ เป็นภำพ Pattern จ ำลองแบบ ชุดเครื่องแต่งกำยตัวแทนของแต่ละชนเผ่ำ โดยใช้เทคนิคกำรสเก็ตซ์ด้วยมือ และสร้ำงภำพประกอบ ในระบบดิจิตัลกรำฟิ คด้วยโปรแกรมส ำหรับกำรสร้ำงงำนกรำฟิ กและโปรแกรมสร้ำงภำพประกอบ จำกน้นั น ำมำจัดท ำต้นฉบับหนังสือระบบดิจิตัล (ส ำหรับกำรพิมพ์สี่สีในระบบออฟเซท) พร้อมท้งัจัดท ำ ต้นฉบับหนังสือจ ำลอง จัดท ำเป็ นรูปเล่มเหมือนจริงและบันทึกลงในแผ่นซีดีรอม (CD ROM) จ ำนวน ๑๒ เล่ม โดยแยกเป็ นต้นฉบับหนังสือ “ภูมิไทยชุดไทย (Prestigious Thai-dress)” สรุป ฐำนข้อมูลรูปแบบโครงสร้ำง (Pattern) ทุกชนเผ่ำจ ำนวน ๑ เล่ม และต้นฉบับหนังสือแยกแสดง รำยละเอียดของแต่ละชนเผ่ำอีกจ ำนวน ๑๑ เล่ม เพื่อท ำกำรพิมพ์เผยแพร่


บทที่ ๔ รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกาย _____________________________________________________________ ๔.๑ กระบวนการศึกษารูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ๔.๑.๑ ประเภทของการศึกษาอตัลกัษณ์ของชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่า การศึกษาอัตลักษณ์รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ของชุดเครื่องแต่งกายชน เผ่าจ านวน ๑๑ ชาติพันธุ์ (ไทเขิน ไทยวน ไทใหญ่ ไทล้ือ ปกาเกอะญอ ม้ง ลาหู่ ลีซู เมี่ยน อาข่า ละว้า)ได้ด าเนินการศึกษาในสองส่วนหลัก คือ ๔.๑.๑.๑ ลักษณะการน าไปใช้งาน ๔.๑.๑.๒ ลักษณะของรูปแบบ โครงสร้าง การประดับชุดเครื่องแต่งกายที่ ออกแบบไว้โดยเฉพาะส าหรับเพศ และวัย ๔.๑.๑.๑ ลักษณะการน าไปใช้งาน การศึกษาอัตลักษณ์ในด้านลักษณะการน าไปใช้งานได้แบ่งออกเป็ น ๒ ประเภท ซึ่ งในแต่ละประเภทกล่าวถึงลักษณะของชุดเครื่ องแต่งกายที่นิยมน าไปใช้งานใน ๓ ช่วง ระยะเวลา คือ ๑) การแต่งกายในชีวิตประจ าวัน - ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ถึง ๕๐ ปี - ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ถึง ๒๐ ปี - ช่วงระยะประมาณ ๒๐ปี จนถึง ปัจจุบัน ๒) การแต่งกายแบบพิธีการ - ช่วงระยะประมาณ ๘๐ ถึง ๕๐ ปี - ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ถึง ๒๐ ปี - ช่วงระยะประมาณ ๒๐ปี จนถึง ปัจจุบัน ๔.๑.๒ ลักษณะของรูปแบบ โครงสร้าง การประดับชุดเครื่องแต่งกายที่ออกแบบไว้ โดยเฉพาะส าหรับเพศ และวัย ส าหรับการศึกษาอัตลักษณ์ของรูปแบบ โครงสร้าง ชุดเครื่องแต่งกายตามเพศ และวัยได้แยกออกเป็ น ๒ กลุ่มหลัก คือ


๑๕๘ ๔.๑.๒.๑กลุ่มเพศชาย ๑) วัยเด็ก ๒) วัยผู้ใหญ่ ๓) วัยชรา ๔.๑.๒.๑กลุ่มเพศหญิง ๑) วัยเด็ก ๒) วัยผู้ใหญ่ ๓) วัยชรา สรุปได้ว่ากระบวนการศึกษารูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกายส าหรับ ทุกชนเผ่าจะมีการแบ่งรายละเอียดออกเป็ นหัวข้อลักษณะการน าไปใช้งานซึ่งแบ่งออกเป็ น ๓ ช่วง ระยะเวลา และในหัวข้อลักษณะของรูปแบบ โครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายตามเพศ และวัย จะแบ่ง ออกเป็ นกลุ่มเพศชาย และเพศหญิงซึ่งในแต่ละกลุ่มจะแยกออกเป็ นวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ และ วัยชรา ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ท้ังจากคา บอกเล่าการให้สัมภาษณ์ภาพถ่ายและภาพร่าง ตลอดจนการจัดแสดงและสาธิตด้วยชุดเครื่องแต่งกายที่ใช้จริง ได้ถูกน ามาวิเคราะห์และจ าแนก รายละเอียดออกตามเน้ือหาของแต่ละหัวขอ้หลกัและหัวขอ้ยอ่ยต่างๆ ดังกล่าว ส าหรับเป็ นข้อมูล ในการร่างภาพประกอบและจัดท าโครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายในล าดับต่อไป ๔.๑.๓ ขั้นตอนการด าเนินการร่างภาพ (Sketch) ผลของข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์แยกแยะรายละเอียดได้น ามาเป็ นแนวทาง ในการด าเนินข้นัตอนการร่างภาพ (Sketch)ระบายสีและตกแต่งภาพ ซ่ึงเป็นข้นัตอนที่ใช้ใช้เวลา ในการด าเนินการค่อนข้างมากเนื่องจากต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องเป็ นระยะๆ อยู่ ตลอดเวลา ท้งัน้ีภาพร่างที่จดัทา ข้ึนมาและผ่านการตรวจสอบเบ้ืองตน้แลว้น้นั ไดน้า มาใชอ้ธิบาย ส าหรับเน้ือหาในหัวขอ้ต่างๆ รวมท้งัในบางหัวขอ้ที่ไม่สามารถหาภาพถ่ายแสดงอย่างครบถว้น และส าหรับหวัขอ้ที่ภาพถ่ายไม่ชดัเจน รวมท้งัการจดัทา รายละเอียดแยกชิ้นส่วนของรูปแบบ และ โครงสร้าง(Pattern) ชุดเครื่องแต่งกายบางชุดที่มีการออกแบบค่อนข้างจะซับซ้อนและต้องการ รายละเอียดในการอธิบายมากกว่าปกติท้งัน้ีเพื่อทา ให้เกิดความเขา้ใจในรูปแบบของชุดเครื่อง แต่งกายชนเผา่น้นัๆ อยา่งชดัเจนยงิ่ข้ึน การร่างภาพ ระบายสี และตกแต่งท าโดยใช้เทคนิคการร่างภาพด้วยมือแล้วจึงท า การตรวจสอบความถูกต้อง และดา เนินการสร้างภาพเหล่าน้ันข้ึนมาใหม่ในระบบดิจิตัลบน คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมสร้างสรรค์งานกราฟิ กและภาพประกอบระดับมืออาชีพ เพื่อจัดเก็บ เป็ นข้อมูลชุดเครื่ องแต่งกายชนเผ่า (Nationalities Costume Information Data Base - NCIDB) ส าหรับน าไปประกอบการออกแบบกราฟิ กเพื่อจัดท าต้นฉบับหนังสือ โครงการวิจัย “ภูมิไทยชุด ไทย” (Prestigious Thai-dress) ต่อไป


๑๕๙ ภาพที่ ๘๖: ตัวอย่างภาพร่าง (Sketch) แสดงลักษณะรูปแบบและโครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่าต่างๆ ๔.๑.๔ การออกแบบจัดท าต้นฉบับหนังสือ การออกแบบจัดท าต้นฉบับหนังสือ เป็ นการปฏิบัติงานโดยใช้การออกแบบ ระบบดิจิตลับนคอมพิวเตอร์ดว้ยโปรแกรมจดัหนา้สิ่งพิมพ์โปรแกรมสร้างสรรคง์านกราฟิกและ โปรแกรมสร้างภาพประกอบ เพื่อสร้างต้นฉบับหนังสือจ านวน 3 ชุดหลัก คือ ต้นฉบับรายงาน โครงการวิจัย ต้นฉบับหนังสือ “ภูมิไทยชุดไทย” (Prestigious Thai-dress) และต้นฉบับหนังสือ ของแต่ละชนเผ่า ต้นฉบับระบบดิจิตัลของหนังสือแต่ละชุดจะถูกบันทึกไว้ในแผ่น CD ROM เพื่อ ใช้แนบกับรายงานโครงการวิจัย และส าหรับการพิมพ์สี่ สี ในระบบออฟเซทในข้ันต่อไป นอกจากน้ันรายละเอียดของเน้ือหาจากตน้ฉบบัระบบดิจิตลัดังกล่าวได้รับการพิมพ์ออกมาใน ระบบ Laser Jet เพื่อจัดท าเป็ นต้นฉบับหนังสือตัวอย่างแบบเหมือนจริง (Composition Dummy) โดยแยกเป็ นต้นฉบับหนังสือ “ภูมิไทยชุดไทย” (Prestigious Thai-dress) ซึ่งรวมเอารายละเอียด รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ของชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่าจ านวน ๑๑ ชาติพันธุ์ (ไทเขิน ไทย วน ไทใหญ่ ไทล้ือ ปกาเกอะญอ ม้ง ลาหู่ ลีซู เมี่ยน อาข่า ละว้า) จ านวน ๑ ชุด และจัดท าเป็ น ต้นฉบับหนังสือรายละเอียดรูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกายของแต่ละชนเผ่า อีกเป็ นจ านวน ๑๑ ชุด ด้วยกัน


๑๖๐ ๔.๒ ชนเผ่าไทเขิน พื้นที่ศึกษา: บ้านสันก้างปลา หมู่ที่ ๖ ต าบลทรายมูล อ าเภอสันก าแพง จังหวัดเชียงใหม่ นักวิจัยหลัก: พระครูสิทธิปัญญาภรณ์ ผู้ช่วยวิจัย: พระมหาสกุล มหาวีโร ๔.๒.๑วัฒนธรรมการแต่งกาย จากการยา้ยถิ่นฐานจากเชียงตุงสู่เชียงใหม่ในฐานะเชลยศึกในยุคเก็บผกัใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง เมื่อมาอยู่ในเชียงใหม่ต้องซ่อนวัฒนธรรมของชาวไทเขินไม่สามารถแสดงตัวตน ของตนเองได้ แม้แต่การแต่งกายซึ่งถือว่าเป็ นเอกลักษณ์ของชาวไทเขินก็ต้องถูกซ่อนไว้เป็ นช่วง ระยะเวลา “ถูกกดทับทางวัฒนธรรม” ดังที่กล่าวไว้ในบทที่สอง ดงัน้นั รูปแบบการแต่งกายของ ชาวไทเขินจึงเป็ นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทเขินกับวัฒนธรรมไทยวนจนแทบจะแยก ไม่ออกในเรื่องความแตกต่างของการแต่งกายแบบไทเขินและไทยวนนอกจากเมื่อมีการแต่งกาย ด้วยชุดไทเขินในเทศกาลหรือประเพณีต่างๆ ๔.๒.๒ โครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายที่เป็ นเอกลักษณ์ของชาวไทเขิน ๔.๒.๒.๑โครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ๑) เสื้อ - เสื้อก้อม เสื้อบ่าห้อยเสื้ออก ในอดีตผู้หญิงชาวไทเขิน ไทยวน และไทล้ือไม่นิยมสวมเส้ือ แต่ใช้ผ้าพันรอบหน้าอกหรือห่มเฉียงแบบสไบและมีผ้าอีกผืนหนึ่งคลุมไหล่หรือโพกศีรษะ ใน ระยะต่อมาจึงเริ่มหันมาสวม “เสื้อก้อม” หมายถึงเสื้อตัวส้ันขนาดเล็กรัดรูป ที่พัฒนามาจาก เสื้อช้ันในหรือยกทรงของชาวยุโรปที่น ามาเผยแพร่เมื่อคร้ังผูห้ญิงระดับเจ้านายช้ันสูงชาว ไทยวนเริ่มหันมาแต่งกายตามแบบตะวันตก เสื้อชนิดน้ีเป็นที่นิยมสวมใส่ส าหรับหญิงสาว และผหู้ญิงวยัผใู้หญ่จนกระทงั่วยัชราในระยะต่อมา การสวมใส่เส้ือก้อม มักใช้สวมเมื่ออยู่ที่บ้านหรือในละแวก ชุมชนโดยจะนุ่งผา้ซิ่นรัดดว้ยเข็มขดัเงินและสวมเส้ือกอ้มเพียงตวัเดียวแลว้ใชผ้า้อีกผืนหน่ึงคลุม ไหล่หรือโพกศีรษะ ต่อเมื่อมีแขกมาหาหรือตอ้งไปร่วมกิจกรรมในชุมชนจึงสวมเส้ือผา้ฝ้ายคอ กลมแบบผ่าหน้าแขนส้ันหรือแขนยาวทับอีกทีหน่ึง เสื้อชนิดน้ีบางทีเรียกว่า “เส้ือบ่าห้อย” “เส้ือห้อย” หรือ “ เส้ืออก”และเด็กผู้หญิง รวมท้งัหญิงวัยชราเมื่อสวมเสื้อกอ้มหรือบ่าห้อยแลว้ เนื่องจากความหย่อนยานของหน้าอก กลา้มเนื้อไหล่และแขนทา ให้ดูแล้วเหมือนกับเส้ือมี ลักษณะหลวมจนดูเหมือนว่าสวมเส้ือคอกระเชา้แบบของสตรีภาคกลาง


๑๖๑ โครงสร้างของเส้ือก้อมหรือเส้ือบ่าห้อยมีลักษณะโครงสร้าง คลา้ยเส้ือยกทรงมีขนาดพอดีกบัลา ตวัแต่ไม่รัดรูปมาก มีความยาวเกือบถึงสะเอว ตวัเส้ืออาจผ่า ดา้นหน้าหรือดา้นหลงัติดกระดุมแป๊บหรือตะขอส าหรับยึดท้งัสองดา้นเขา้ดว้ยกนัอาจเจาะรูใช้ กระดุมเม็ดแบบธรรมดา หรือใช้ซิปรูดจะท ากระเป๋ าเล็กๆ ไว้ด้านหน้าเพื่อเอาไว้เก็บเงินหรือเก็บ ของจุกจิกที่ต้องใช้พกติดตัวเช่นยาดมเป็ นต้น ปัจจุบันยังมีผู้หญิงสูงอายุท้งัเผ่าไทเขินไทยวน และ ไทล้ือ นิยมสวมใส่เป็นเส้ือสา หรับใชใ้นชีวิตประจา วนักนัอยทู่วั่ ไป ๒)กางเกง - เตี่ยวสะดอ ชาวไทเขินรวมท้ังชาวไทยวน และไทล้ือเรียกกางเกงว่า “เตี่ยว” ส่วน “เตี่ยวสะดอ” ในอดีตเป็ นกางเกงที่นิยมสวมใส่จนเป็ นเสมือนเอกลักษณ์ของชนเผ่า ต่างๆ ในอาณาจักรล้านนา รูปแบบคล้ายกับกางเกงของชาวจีนคือช่วงขาใหญ่ เอวกว้างเมื่อเวลา สวมใส่จึงมีการพับด้านหน้าแล้วใช้เชือกผูกหรือใช้เข็มขัดรัดเข้าไปอีกทีหนึ่งวัสดุที่น ามาใช้ทอ โดยมากจะเป็ นฝ้ายแล้วน ามาย้อมด้วยต้นครามหรือต้นฮ่อมให้เกิดเป็ นสีหม้อฮ่อมหรือสีน้า เงิน เข้มเกือบด า เตี่ยวสะดอมีท้ังแบบขาส้ันซึ่ งจะมีความยาวประมาณเข่าหรืออาจเลยลงไปอีก ประมาณ ๓๐ เซนติเมตร และแบบขายาวซึ่งขาจะยาวจนกรอมเท้ากางเกงชนิดน้ีบางท้องถิ่น เช่น จังหวัดน่านจะว่า “เตี่ยวสามดูก” หมายถึงกระดูกหรือตะเข็บรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนผา้ที่นูน ข้ึนมาซ่ึงวิธีการตัดเยบ็น้นั จะมีอยู่สามตะเข็บด้วยกัน ภาพที่ ๘๙: ภาพถ่ายเตี่ยวสะดอ ภาพที่ ๘๗: โครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหนา้ ภาพที่ ๘๘: โครงสร้างเส้ือกอ้มดา้นหลงั


๑๖๒ ภาพที่๙๐: แสดงโครงสร้างเตี่ยวสะดอ ๔.๒.๒.๒ โครงสร้างชุดเครื่องแต่งกายที่นิยมใช้ในงานพิธีการ ๑) เสื้อ - เสื้อผู้ชายส าหรับงานพธิีการ รูปแบบเส้ือมีลักษณะเป็ นคอกลมเส้ือแขนส้ัน ผ่ากลางและติด กระดุมที่ท าจากผ้า(คล้ายกระดุมจีน) หรือตลอดแนวสาบเส้ือบางโอกาสก็โพกผ้าที่ศีรษะด้วยผ้า ฝ้ายสีเดียวกบัเส้ือเช่นเดียวกับวัยเด็ก - เสื้อปั๊ดของผู้หญิง ภาพที่๙๑: แสดงโครงสร้างด้านหน้าของเส้ือผชู้ายสา หรับงานพิธีการ ภาพที่ ๙๒: แสดงโครงสร้างด้านหลังของเส้ือผชู้ายสา หรับงานพิธีการ


๑๖๓ ผู้หญิงชาวไทเขินนิยมสวมเส้ือที่เรียกว่า “เส้ือปั๊ด” เป็นเส้ือที่มี ลกัษณะโครงสร้างเป็นเส้ือแบบผ่าหนา้แต่สาบเส้ือดา้นขวาจะมีรูปร่างเป็นลกัษณะชายธงและจะ ยาวกว่าอีกด้านหนึ่งเวลาสวมจะต้องดึงส่วนเป็ นชายธงเบี่ยงหรือป้ายข้ามไปทับอีกฟากหนึ่ง ซึ่ง ตรงกับค าว่า “ปั๊ด” นั่นเอง จากน้ันจะมดัยึดดว้ยเชือกผูกความกวา้งประมาณคร่ึงเซนติเมตร ยาว ประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ซ่ึงเชือกท่อนแรกเยบ็ติดกบัชายเส้ือดา้นหน่ึงและปลายเชือกอีกท่อนเย็บ ติดที่ตวัเส้ือดา้นขา้งอีกจุดหน่ึง เส้ือปั๊ดมักตัดเย็บให้พอดีกับรูปร่างผู้สวมใส่ และชายเส้ือดา้นล่าง จะส้ันอยปู่ระมาณบ้นัเอว โดยมากเส้ือปั๊ดมักใช้สวมใส่ในงานที่เป็ นพิธีการและมีอยู่ หลายประเภทท้งัน้ีเพื่อให้เหมาะส าหรับการใช้งานตามฤดูกาลเช่น “เส้ือปั๊ดนวม” เป็นเส้ือปั๊ดซึ่ง ตดัเย็บจากผา้แลว้บุด้วยฟองน้ าแผ่นบางหรือผา้กา มะหยี่ที่มีคุณสมบัติป้องกันอากาศหนาวได้ และ“เส้ือปั๊ดไหมจีน” จะตดัเยบ็จากผา้แพรเน้ือดีซ่ึงโดยมากมีไว้สา หรับเจา้นายช้นัสูง ภาพที่ ๙๔: เส้ือปั๊ดนวมท าด้วยผ้าก ามะหยี่ ภาพที่๙๓: เส้ือปั๊ดไหมจีน ภาพที่ ๙๕: เส้ือปั๊ดผา้ฝ้ายที่ใช้สวมใส่ในเทศกาลต่างๆ


๑๖๔ - ผ้าซิ่น ผา้ซิ่นที่นิยมใชส้วมใส่ในเทศกาลหรืองานพิธีการต่างๆ น้นั มีส่วนประกอบของโครงสร้างอยู่ ๓ ส่วนด้วยกันคือ หัวซิ่น หรือเอวซิ่น เป็ นการน าแถบผ้ามาต่อเขา้กบัตวัซิ่นส่วน ที่อยู่ด้านบน ถ้าหากสวมหรื อนุ่งผา้ซิ่น ส่วนหัวซิ่น หรือเอวที่ว่าน้ีจะอยู่บริ เวณช่วงเอว ซึ่ ง โดยมากจะใช้ผ้าฝ้ายเพราะจะคงรูปและระบายอากาศได้ดีกว่า ตัวซิ่น หรือ กลางซิ่น คือ ส่วนด้านกว้างของผ้าทอผืนที่น ามา ทา เป็นผา้ซิ่น ถา้หากสวมหรือนุ่งอยู่“ตวัซิ่น” หรือ “กลางซิ่น”คือส่วนที่อยู่บริเวณบนสะโพกลง มาถึงบริเวณเข่า ซึ่งจะเป็ นส่วนที่มีลวดลายที่เกิดจากการทอ โดยทวั่ ไปแลว้การทอลายผา้ของชาว ไทยเขินจะมีลวดลายตดัขวางเท่าน้นั ซึ่งเรียกว่า “ลายมุข” หางซิ่น หรือส่ วนตีนซิ่น เป็ นส่วนที่ต่อจากตัวผา้ซิ่นลงไป ด้านล่างสุด มีความกว้างประมาณ ๑ ฟุต ท าด้วยผ้าฝ้ายสีด าหรือสีแดง ในอดีตจะมีผ้าซิ่นที่เรี ยกว่า “ซิ่นก่าน” (“ก่าน” หมายถึง ร่องรอยสีที่ด่างหรือสีที่แตกต่างพาดผ่านบนสีพ้ืน เช่น การทอผา้ให้มีลวดลายหรือแถบเส้นด้ายสี ต่างๆ ที่ทอสลบักบัสีพ้ืน หรือการนา แถบผา้ที่มีสีต่างจากสีพ้ืนมาต่อเขา้ดว้ยกนั ) ซ่ึงเป็นการน าเอา ผา้ซิ่นมาต่อให้มีความยาวมากข้ึนด้วยผ้าต่างสีเนื่องจากความกวา้งของหน้าผา้ผืนที่ทอไดน้ ้ันไม่ กวา้งพอเมื่อนา มาตดัเป็นผา้ซิ่นจึงมีการต่อตีนและเอวผา้ซิ่น ผา้ที่นา มาต่อโดยส่วนมากจะเป็ นผ้า ฝ้ายกวา้งประมาณ ๑ ฟุต มีท้ังสีด าและแดง ซึ่งในการใช้สีของผ้าที่จะน ามาต่อตีนหรือเอว จะ ภาพที่ ๙๖: แสดงโครงสร้างดา้นหนา้เส้ือปั๊ดผหู้ญิง ภาพที่ ๙๗: แสดงโครงสร้างดา้นหลงัเส้ือปั๊ดผหู้ญิง


๑๖๕ ข้ึนอยู่กับสีของผา้ซิ่น ถา้หากผา้ซิ่นสีเขม้ผา้ที่น ามาต่อตีนและเอวก็จะเป็นสีดา ส่วนผา้ซิ่นที่ เป็ นสีอ่อน เช่น ชมพู เหลืองอ่อน เขียวอ่อน สีฟ้า ผ้าที่น ามาต่อตีนหรือเอวก็จะเป็ นสีแดง และ นอกจากน้นัการต่อตีนซิ่นหากนา สีใดต่อตีนซิ่นก็จะตอ้งนา สีน้นัต่อเอวซิ่นดว้ย ผา้ซิ่นถือไดว้่าเป็นสัญลกัษณ์ส าคญั ในการบอกที่มาของชาติ พันธุ์ได้และจะมีขนาดส้ันยาวตามความสูงของรูปร่างผูส้วมใส่ขนาดของผา้ซิ่นมกัจะข้ึนอยู่กบั ความยาวของฟื มที่ก าหนดหน้ากว้างของผ้าด้วยจ านวนของเส้นด้ายยืนในหูกทอผ้าซึ่งจะกลายมา เป็ นขนาดหน้ากวา้งของผา้ทอผืนน้นัๆ และจากความยาวของผา้ทอก็จะตดัแบ่งออกเป็นความยาว ของผา้ซิ่นให้มีความยาวตามที่ต้องการ แต่ความกวา้งหรือหน้ากวา้งของผา้ทอจะไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงได้ดงัน้นั จึงมีการใชแ้ถบผา้มาต่อผา้ซิ่นท้งัดา้นบน และดา้นล่างให้ยาวข้ึนเหมาะสม กับความสูงของผู้สวมใส่ดังกล่าว ผ้าที่น ามาต่อโดยมากจะเป็ นผ้าฝ้ายทอให้มีขนาดหน้ากว้าง ประมาณ ๑ ฟุต มักย้อมให้เป็ นสีเดียว เช่น สีด าและสีแดงเป็ นต้น ในการใช้สีของผ้าที่จะน ามา ต่อข้ึนอยู่กบัสีของผา้ซิ่น ถา้หากผา้ซิ่นสีเขม้ผา้ที่นา มาต่อก็จะเป็นสีดา ส่วนผา้ซิ่นที่เป็นสีอ่อน เช่น ชมพู เหลืองอ่อน เขียวอ่อน สีฟ้า ผ้าที่น ามาต่อก็จะใช้สีแดง และในการต่อผ้าซิ่น หากนา ผ้า สีใดต่อตีนซิ่นหรือด้านล่างก็จะต้องน าผ้าสีน้นัต่อเอวซิ่นที่อยู่ด้านบนด้วย ผา้ซิ่นของผู้หญิงชาวไทเขินที่น ามาสวมใส่โดยมากเป็ นการ ดดัแปลงและนา เอารูปแบบการทอผา้ซิ่นส าหรับเจานายสตรี ้ ในราชส านักสมัยที่อยู่เมืองเชียงตุง ซ่ึงจะมีการออกแบบต่อตีนซิ่นดว้ยผา้และลวดลายที่ค่อนขา้งหลากหลายชนิดและรูปแบบ ท้งัน้ี เนื่องมาจากสมยัก่อนทางราชส านกัจะไดร้ับเครื่องบรรณาการเป็ นผ้าที่ส่งมาถวายจากหลากหลาย ชนชาติดงัน้นัจึงนา เอาลกัษณะเด่นของผา้แต่ละแบบมาตกแต่งลงบนผา้ซิ่นให้กลายเป็นรูปแบบ ของไทเขินอีกทีหนึ่ง ถึงแม้จะหมดสมัยรุ่งเรืองของราชส านักไปแล้วก็ตาม รูปแบบดังกล่าวก็ได้ คลี่คลายมาเป็ นรูปแบบผา้ซิ่นของชาวไทเขินที่น าไปใช้ในชีวิตประจ าวันและในงานพิธีการตาม เทศกาลส าคัญๆ ต่างๆ รวมท้งัรูปแบบที่ไดค้ิดคน้ข้ึนมาป็นของชาวไทเขินเองอีกด้วย ภาพที่๙๘:รูปแบบของผา้ซิ่นที่ใชใ้นชีวิตประจา วนัทวั่ ไปของเจ้านายสตรีในราช ส านักที่กลายเป็ นชุดแบบพิธีการของชาวไทเขิน “ตัวซิ่น”จะเป็ นผ้าไหมทอ ลวดลายในแนวขวาง “ตีนซิ่น” เป็ นผ้าไหมไม่มีลวดลายโดยมากจะเป็ นสีเขียวซึ่ง เป็ นสีที่ได้รับอิทธิพลจากชาวไทใหญ่


๑๖๖ ภาพที่๙๙:รูปแบบของผา้ซิ่นผ้าฝ้ายที่ใช้ผลัดเวลาอาบน้า ของเจ้านายสตรีในราช ส านักที่กลายเป็ นชุดแบบพิธีการของชาวไทเขิน “ตวัซิ่น” เป็ นผ้าฝ้ายสีฟ้าหรือสี อื่นทอลวดลายสีขาวในแนวขวาง “เอวซิ่น”และ “ตีนซิ่น” เป็นผ้าฝ้ายสีด าไม่มี ลวดลาย ภาพที่๑๐๐: รูปแบบของผา้ซิ่นผ้าฝ้ายชุดแบบพิธีการของชาวไทเขินส าหรับเด็ก และผู้มีรูปร่างไม่สูงมาก ผา้ซิ่นชุดน้ีไม่มีเอวซิ่น คงมีแต่ตวัซิ่นและตีนซิ่นเป็ นผ้า ฝ้ายสีน้า เงินไม่มีลวดลายและยาวเป็ นพิเศษกว่าตีนซิ่นของผา้ซิ่นชนิดอื่นๆ ภาพที่๑๐๑: รูปแบบของผา้ซิ่นผ้าฝ้ายชุดแบบพิธีการของชาวไทเขินส าหรับเด็ก และผู้มีรูปร่างไม่สูงมาก ไม่มีเอวซิ่น ตีนซิ่นเป็ นผ้าฝ้าย สีด า และสีน้ าเงินไม่มี ลวดลายและยาวกว่าตีนซิ่นตามปกติ ภาพที่๑๐๒:รูปแบบของผา้ซิ่นผ้าฝ้ายชุดแบบพิธีการของชาวไทเขินส าหรับเด็ก และผู้มีรูปร่างไม่สูงมาก ไม่มีเอวซิ่นและตีนซิ่นทอให้มีลวดลายจนเต็มหน้าผืนผ้า


๑๖๗ ภาพที่๑๐๓:รูปแบบของผา้ซิ่นท าด้วยผ้าไหมใช้ในชีวิตประจ าวันและงานพิธีการ ทอให้มีลวดลายจนเตม็หนา้ผืนผา้พร้อมท้งัเอวซิ่นและตีนซิ่นทอคร้ังเดียวดว้ยหูก ทอผ้าขนาดใหญ่ ภาพที่๑๐๔:รูปแบบของผา้ซิ่นท าด้วยผ้าไหมใช้ในชีวิตประจ าวันและงานพิธีการ ทอให้มีลวดลายจนเต็มหน้าผืนผา้พร้อมท้งัเอวซิ่นและตีนซิ่นทอคร้ังเดียวดว้ยหูก ทอผ้าขนาดใหญ่ ภาพที่๑๐๕:รูปแบบของผา้ซิ่นท าด้วยผ้าไหมใช้ในชีวิตประจ าวันและงานพิธีการ ทอดว้ยหูกทอผา้ขนาดใหญ่ให้มีลวดลายจนเต็มหน้าผืนผา้พร้อมท้งัเอวซิ่นและตีน ซิ่น ภาพที่๑๐๖:รูปแบบของผา้ซิ่นท าด้วยผ้าไหมใช้ในชีวิตประจ าวันและงานพิธีการ ทอหูกทอผา้ขนาดใหญ่ให้มีลวดลายจนเต็มหน้าผืนผา้พร้อมท้งัเอวซิ่นและตีนซิ่น ด้วย


๑๖๘ นอกจากน้ันยังมีผ้าซิ่นไหมเรี ยกว่า “ซิ่นค าเคิบ” (“ค า” หมายถึง “ทอง”และ “เคิบ” หมายถึง “การเคลือบ”) หรือ“ซิ่นไหมคา ” ซึ่งเป็ นชุดเครื่องแต่งกาย ส าหรับเจา้นายช้นัสูงผา้ซิ่นชนิดน้ีตวัซิ่น จะท าด้วยผ้าไหมซึ่งทอลวดลายด้วยไหมสีทองท าให้มี ความสวยงาม ดูมีราคาสูง เนื่องจากสีพ้ืนของผา้ไหมซ่ึงโดยมากจะเป็นสีอ่อนขบัดว้ยสีทองของ เส้นด้ายที่ทอสลับเป็ นลวดลาย ตีนซิ่นมีลักษณะพิเศษ คือ มักท าด้วยผ้าไหมสีเขียว ปักลวดลาย ด้วยกระดุมเงินเจาะรูตรงกลางขนาดเล็ก (ใช้ส าหรับตกแต่ง) โดยปักตามขอบแนวผ้าต่อระหว่าง ตวัซิ่นกบั ตีนซิ่น บางคร้ังอาจทา ด้วยแผ่นผ้าปักเป็ นลายดอกไม้ต่างๆ ภาพที่ ๑๐๙:ผ้าซิ่น “ค าเคิบ” หรือ“ซิ่นไหมคา ”จะมีผ้าปักลายดอกบัวหรือ ลายดอกกระดงังาต่อมาจากตวัซิ่นอีกช้นัหน่ึง ภาพที่๑๐๗:รูปแบบของผา้ซิ่นท าด้วยผ้าไหมใช้ในชีวิตประจ าวันและงานพิธีการ ทอให้มีลวดลายจนเต็มหน้าผืนผา้พร้อมท้งัเอวซิ่นและตีนซิ่นดว้ยหูกทอผา้ขนาด ใหญ่ ภาพที่ ๑๐๘: รูปแบบของผา้ซิ่นก่านคอควายท าด้วยผ้าฝ้ายใช้ในชีวิตประจ าวัน และงานพิธีการ สีดา ตลอดท้งผืนและช่วงบน ั และด้านล่างทอให้มีลวดลายแถบสี แดงกวา้งประมาณ ๑ นิ้วคร่ึง ส่วนตรงกลางทอลวดลายแถบสีแดงขนาดเท่าเดิม ๑ คู่โดยให้มีช่องว่างระหว่างแถบท้ังสองเส้นประมาณคร่ึงนิ้ว ทอด้วยหูกทอผา้ ขนาดใหญ่


๑๖๙ ๔.๒.๓ การศึกษาอัตลักษณ์รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ชุดเครื่องแต่งกายที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน การศึกษาอัตลักษณ์รูปแบบและโครงสร้าง (Pattern) ออกแบบชุดเครื่องแต่งกาย ชนเผ่าไทเขินที่ใช้ในชีวิตประจ าวันจะเลือกเฉพาะชุดที่มีเอกลักษณ์หรือชุดยอดนิยมในแต่ละยุค สมัย โดยพิจารณาแยกเป็ นการแต่งกายของเพศหญิงและเพศชายซึ่งแต่ละเพศจะถูกแบ่งออกตาม วัยเป็ นอีก ๓ กลุ่ม คือ วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา ท้ังน้ีในแต่ละกลุ่มยังได้แบ่งระยะของ การศึกษาออกเป็ น ๓ ช่วงโดยประมาณคือ ช่วงเวลาประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ระยะประมาณ ๕๐ ถึง ๒๐ ปีและช่วงเวลาประมาณ ๒๐ ปี ถึงปัจจุบัน ดังรายละเอียดต่อไปน้ี ๔.๒.๓.๑ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของเด็กผู้หญิง ๑) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี การแต่งกายของชาวไทยเขินในช่วงเวลาประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปีก่อนน้ี ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการแต่งกายในชีวิตประจ าวันของชาวไทยวนหรือคนเมืองเชียงใหม่ โดยเฉพาะอยา่งยงิ่รูปแบบของเส้ือและผา้ซิ่น - เสื้อ การแต่งกายของเด็กผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่กับบ้านหรือมีเทศกาลก็ จะแต่งเหมือนกัน เพราะในสมยัน้ันเส้ือผ้าเป็ นของหายาก เส้ือผา้ที่จะใส่จึงมกัเป็นชุดเดียวกัน ส าหรับเส้ือนิยมสวม “เส้ือบ่าห้อย” ตัวเส้ือมีลักษณะหลวม มีจีบห่างๆท้งัดา้นหน้าและดา้นหลงั ดา้นบนมีผา้ต่อขอบตวัเส้ือจากตวัเส้ือและผา้ต่อขอบดา้นบนมีสายส าหรับคลอ้งไหล่ท้งั2ขา้งทา ดว้ยผา้กวา้งประมาณ 1 นิ้วคร่ึงหรือทา ดว้ยดา้ยที่ถกัเป็นแถบแลว้ถกัหรือเยบ็ ให้ติดกบัตวัเส้ือ มี รูปแบบคลา้ยกบัเส้ือคอกระเช้าของภาคกลาง ท าด้วยผ้าฝ้ายที่ได้จากการทอและย้อมด้วยสีจาก วัสดุธรรมชาติส่วนมากตัดเย็บด้วยมือเพื่อใช้ในครอบครัว - ผ้าซิ่น เด็กหญิงจะนุ่งผ้าถุงหรือผ้าซิ่นเป็ นผ้าฝ้ายบางทีอาจทอเป็ นสี เดียวล้วนแต่โดยมากมีสีดา เป็นสีพ้ืน สลับกับการทอด้ายสีแดงหรือสีขาว คนั่ เป็ นระยะ และใน ระยะต้นยุคส่วนมากไม่สวมรองเท้าเนื่องจากมีราคาแพง ผู้มีฐานะอาจสวมรองเท้าแตะหนัง ต่อมา ในสมยัราว ๕๐ ปีจึงเริ่มสวมรองเทา้แตะกนัมากข้ึน


๑๗๐ ๒) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ การแต่งกายของเด็กหญิงในยุคน้ีมีหลายรูปแบบมีท้งัสวมเส้ือ บ่าห้อย ขณะเดียวกันเริ่มมีการซ้ือเส้ือผา้ส าเร็จรูปมากข้ึนโดยเฉพาะเครื่องแบบนักเรียนเช่น กระโปรงและเส้ือตลอดจนเส้ือยืดและกางเกงท้งัชนิดขาส้ันและขายาวซ่ึงเป็นชุดที่ตดัเยบ็ส าเร็จ มาแลว้ดังน้ันเวลาอยู่บา้นหรือมีเทศกาลก็จะสวมใส่กนัหลากหลายตามความต้องการและตาม ฐานะของผู้สวมใส่ - ผ้าซิ่น ระยะแรกของยุคยังมีเด็กผู้หญิงนุ่งผา้ซิ่นทอด้วยผา้ฝ้ายใน ชีวิตประจ าวันอยู่แต่ต่อมานิยมสวมกระโปรง เช่นกระโปรงนักเรียนและกระโปรงชนิดอื่นๆ รวมท้งักางเกงขาส้ันและขายาวแบบต่างๆ แทนการนุ่งผา้ซิ่น แต่ถา้จะนุ่งก็จะเป็นผาถุงส าเร็จรูป ้ พิมพล์วดลายสีต่างๆ มากกวา่ผา้ซิ่นแบบผา้ฝ้ายทอเองเช่นที่เคยเป็นมา ภาพที่ ๑๑๐: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี ภาพที่ ๑๑๑: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กผู้หญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี


๑๗๑ ๓) การแต่งกายของเด็กผู้หญิงในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน - เสื้อ การแต่งกายของเด็กหญิงไทเขินเมื่ออยู่ที่บ้านและในชุมชนใน ยุคประมาณ ๒๐ ปี ถึงปัจจุบันน้ีในระยะแรกแทบไม่มีการสวมเส้ือบ่าห้อยแบบสมัยเดิมอีกต่อไป แมก้ระทงั่การสวมเส้ือเครื่องแบบนักเรียนเวลาอยู่บ้านหรือท างานในละแวกบ้านแทนการสวม เส้ือบ่าห้อยและนุ่งผา้ซิ่นก็หายไปหมดสิ้น กลายเป็นสวมใส่เส้ือยืด หรือเส้ือแขนส้ันแบบต่างๆ ชุดตัดเย็บส าเร็จรูปสีต่างๆ ส าหรับเด็กตามแบบที่นิยมกันทั่วไป แต่เมื่อมีการรณรงค์ให้มีการ ฟ้ืนฟูวฒันธรรมการแต่งกายแบบประเพณีไทเขินจึงมีการแต่งเส้ือปั๊ดในเทศกาลหรือตามงาน แสดงต่างๆ แต่ไม่นิยมเส้ือบ่าหอ้ยอีกเลย - ผ้าซิ่น ในระยะแรกแทบไม่มีเด็กผูห้ญิงนิยมนุ่งผา้ซิ่นดงักล่าวไวใ้น ปลายยคุก่อนและแมก้ระทงั่การสวมกระโปรงชุดนกัเรียนแทนผา้ถุงเวลาอยบู่า้นก็เสื่อมความนิยม ไปดว้ยคงมีการแต่งกายดว้ยการสวมกางเกงท้งัชนิดขาส้ันและขายาวรวมท้งักระโปรงหรือชุดตดั เย็บส าเร็จรูปสีต่างๆส าหรับเด็ก แต่ต่อมาเมื่อเกิดการรณรงค์ให้มีการแต่งกายแบบไทเขินจึงมีผู้ สวมใส่ผ้าซิ่นในงานเทศกาลแต่ไม่ได้เป็ นการน ามาใช้ในชีวิตประจ าวัน ภาพที่ ๑๑๒: ชุดเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน


๑๗๒ ๔.๒.๓.๒ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ ๑) การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ ระยะแรกเส้ือที่ใชจ้ะเป็นเส้ือบ่าห้อยและเส้ือปั๊ดแบบต่างๆ ที่ เหมาะสมกับฤดูกาล ต่อมาในปลายยุคนิยมใส่เส้ือมีคอปก ที่เรียกกันว่า “เส้ือคอปก” หรือ “เส้ือ คอฮาวาย”ก็มีส่วนทรงผม มีท้งัไวผ้มส้ันหนา้มา้ ไวผ้มยาวถกัเปียและเกลา้ผม และบางคนเริ่ม ดัดผมให้หยิกเป็ นลอนตามแบบที่นิยมในภาพยนตร์ - ผ้าซิ่น ระยะแรกจะสวมใส่ผ้าซิ่นที่เป็ นผ้าฝ้ายไม่นิยมนา เอาผา้ซิ่นผา้ ไหมมาสวมใส่ในชีวิตประจ าวันเพราะถือเป็ นของมีราคาอยา่งไรก็ตามในช่วงปลายยคุน้ีผหู้ญิง จะเริ่มสวมกระโปรงและเส้ือคอปก หรือชุดเส้ือที่เย็บติดกับกระโปรงสีสันสดใส สวมกางเกงผ้า ยืดรัดรูปแบบมีที่ยึดเท้า หรืออาจเป็ นกางเกงยีนส์และสวมรองเท้าหนังหรือผ้าใบสีขาวตามแบบที่ มีการสวมใส่โดยดาราแสดงน าในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ท้งัไทยและสากล ภาพที่ ๑๑๔: ผา้ซิ่นผา้ฝ้ายผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ภาพที่ ๑๑๓:การแต่งกายของหญิงสาวอายุประมาณ ๑๕ – ๑๘ ปี ชาวไทยเขินบ้านสันก้างปลาประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๔


๑๗๓ ๒)การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ ยังคงสวมเส้ือก้อมหรือเส้ือบ่าห้อย และเส้ือแขนกุดคอกว้าง หรือเส้ือแขนส้ันคอมีปกหรือเส้ือคอฮาวายเป็นหลักในระยะแรก แต่ตอนหลงันิยมสวมเส้ือที่ ออกแบบใหม่มีสีสัน ลวดลายตามแฟชนั่และระยะสุดทา้ยของยคุน้ีเริ่มนิยมสวมเส้ือยดืชนิดคอมี ปก หรือเส้ือยดืคอกลมหรือคอรูปตวัวี - ผ้าซิ่น เมื่อเจริญวยัข้ึนมาอยู่ในวัยสาว การแต่งกายของหญิงสาวจะมี การพัฒนาการทอผา้ซิ่นให้มีลวดลายมากข้ึนอีกเมื่อทา งานอยู่กับบ้านหรือในละแวกบ้านใน ระยะแรกของช่วงเวลา ๕๐-๒๐ ปีน้ีหญิงสาวยงันิยมนุ่งผา้ซิ่นกนัอยู่และมีหลายแบบด้วยกัน เวลา อยู่กับบ้านอาจนุ่งผ้าซิ่นสีเดียว แต่ต่อมาเริ่มนิยมสวมใส่ผ้าซิ่นที่พิมพ์ลวดลายส าเร็จรูปหรือที่ เรี ยกว่า “ผ้าถุง” ซ่ึงหาซ้ือได้จากตลาดทั่วไป เนื่องจากมีความคงทน และมีลวดลายสีสัน หลากหลายกว่าผา้ฝ้ายทอมือระยะหลงัของช่วงเวลาน้ีหญิงสาวชาวไทเขินเริ่มสวมใส่กระโปรง และกางเกงส าเร็จรูปมากกว่านุ่งผ้าซิ่นแบบที่เคยปฏิบตัิมา นอกจากแม่บา้นที่เป็นชาวบา้นทวั่ ไป และท างานอยู่กับบ้านหรือท างานด้านเกษตรกรรม หัตถกรรมต่างๆ ที่ยงันุ่งผา้ซิ่นแต่เป็นผา้ซิ่น พิมพล์วดลายสา เร็จรูปแบบโสร่งที่มีขายทวั่ ไปดงักล่าว มีนอ้ยรายที่ใชผ้า้ฝ้ายทอข้ึนมาเอง ภาพที่ ๑๑๕: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี


๑๗๔ ๓)การแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี- ปัจจุบัน - เสื้อ การสวมเส้ือบ่าห้อยลดนอ้ยลงจนแทบไม่มีผสู้วมใส่แต่หันไป สวมเส้ือแขนส้ันคอมีปกหรือเส้ือคอฮาวายรวมท้งัเส้ือที่ออกแบบใหม่มีสีสัน ลวดลายตามแฟชนั่ และนิยมสวมเส้ือยดืชนิดคอมีปก หรือเส้ือยืดคอกลมหรือคอรูปตัววี เสียเป็ นส่วนมาก - ผ้าซิ่น มีการสวมใส่ผา้ซิ่นพิมพล์วดลายสา เร็จรูปแบบโสร่งอยู่บ้างใน กลุ่มแม่บา้น แต่หญิงสาวนิยมสวมกระโปรง รวมท้งักางเกงแบบขาส้ันและขายาวมากกว่า ซ่ึง กางเกงจะมีหลากหลายรูปแบบเช่นกางเกงขายาวส าหรับเล่นกีฬาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกางเกงยีนส์ เป็ นที่นิยมน ามาสวมใส่มากที่สุดแทบจะทุกโอกาส และกลายเป็ นรูปแบบของการแต่งกายสมยัน้ี ไปเลยทีเดียว ภาพที่ ๑๑๖: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี ภาพที่ ๑๑๗: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน


๑๗๕ ๔.๒.๓.๓ การแต่งกายในชีวิตประจ าวันของผู้หญิงวัยชรา ๑) การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๘๐ - ๕๐ ปี - เสื้อ การแต่งกายของผู้สูงอายุหญิงในอดีตไม่พิถีพิถันเท่าไรนัก ส่วนมากเวลาอยู่กับบ้านมักจะไม่สวมเส้ือแต่จะใช้ผ้าฝ้ายผืนใหญ่ส าหรับคลุมไหล่ลักษณะคล้าย ผ้าสไบใช้ประโยชน์บางเวลาน ามาพันรอบอก หรือโพกศีรษะ แต่โดยทวั่ ไปจะสวมเส้ือก้อมหรือ เส้ือบ่าห้อยเป็ นหลัก - ผ้าซิ่น มักนุ่งซิ่นผา้ฝ้ายสีเทา สีดา หรือสีน้า ตาลมีลายขวาง ซึ่งอาจทอ ให้มีลวดลายสลับไปแล้วแต่เทคนิคและความช านาญในการทอผ้าของแต่ละคนเพราะจะสามารถ ทอผ้าเป็ นทุกคนมาต้งัแต่วยัเยาว์ผา้ซิ่นมักมีการต่อหัวและตีนซิ่นเป็นสีดา เวลานุ่งจะคาดทับรัด เอวดว้ยเขม็ขดัเงินและมว้นชายผา้ซิ่นทบั ๒) การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๕๐ - ๒๐ ปี - เสื้อ การแต่งกายต้งัแต่ระยะเวลาประมาณ ๕๐ ปีของผู้หญิงวัยชรา ชาวไทเขินยังไม่ค่อยสวมเส้ือยังคงใช้ผ้าคลุมไหล่พันรอบอก และโพกศีรษะแต่ในระยะประมาณ ๓๐ ปีต่อมาเริ่มสวมเส้ือก้อม และเส้ือแขนส้ันหรือยาวข้ึนอยู่กบัลกัษณะของงานว่าทา อยู่ในบา้น หรือกลางแจ้ง แต่ยังนิยมใช้ผ้าคลุมไหล่หรือผ้าโพกศีรษะอยู่เช่นเดิม ภาพที่๑๑๘: ชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๘๐ – ๕๐ ปี


๑๗๖ - ผ้าซิ่น ระยะเวลาประมาณ ๕๐ ปีที่แล้วผา้ซิ่นของผู้หญิงวัยชรามี ลักษณะเป็ นผ้าฝ้ายสีเทา สีดา หรือสีน้ าตาลมีลายขวาง ต่อมามีการสวมใส่ผา้ซิ่นพิมพ์ลวดลาย ส าเร็จรูปแบบโสร่งมากข้ึนเนื่องจากมีการทอผา้ซิ่นใชเอง้ น้อยลงไปเรื่อยๆ ๓) การแต่งกายของผู้หญิงวัยชราในช่วงระยะประมาณ ๒๐ ปี - ปัจจุบัน - เสื้อ ต้งัแต่ระยะเวลา ๒๐ ปี จนถึงปัจจุบัน หญิงวัยชราชาวไทเขิน บางคนก็ยังนิยมสวมเส้ือบ่าห้อย มีผ้าพาดไหล่หรือโพกศีรษะ และอาจสวมใส่เส้ือแขนส้ันหรือ ยาวข้ึนอยกู่บัลกัษณะของงานวา่ทา อยใู่นบา้นหรือกลางแจง้ นับได้ว่ากลุ่มคนวัยชราเป็ นกลุ่มเดียว ของชาวไทเขินที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสวมชุดเครื่องแต่งกายน้อยที่สุด - ผ้าซิ่น ลักษณะของผา้ซิ่นของผู้หญิงวัยชราในยุคน้ีบางคนยงัสวมใส่ ผ้าซิ่นที่เป็นผา้ฝ้ายแบบด้งัเดิม แต่ส่วนมากจะสวมใส่ผา้ซิ่นพิมพล์วดลายส าเร็จรูปแบบโสร่งมาก ข้ึนที่น่าสังเกตคือผูห้ญิงวยัชราชาวไทเขินจะไม่นิยมสวมกางเกงไม่ว่าขายาวหรือส้ันรวมท้ัง กางเกงในรูปแบบอื่นๆ ภาพที่๑๑๙: ชุดเครื่องแต่งกายของของผู้หญิงวัยชราที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ช่วงระยะประมาณ ๕๐ ปี– ๒๐ ปี


Click to View FlipBook Version