๒๗ พิธีกรรมอื่นๆ ของหมู่บ้านก็มีการใช้ผ้าเช่นกัน ผ้าสีแดง-ขาวผืนเล็กๆ ใช้ เป็ นส่วนหนึ่งของการจัดถาดเครื่องเซ่นผี ผ้าฝ้ายทอใช้ในพิธีมงคลต่างๆ (เช่น ผ้ามัดหมี่ ผ้าสืบชะตา เป็ นต้น) ในพิธีศพจะมีการใส่เส้ือผา้ให้ผูต้ายโดยกลบัเอาดา้นในออกเส้ือผา้ผูต้ายก็แจกจ่ายกนั ใน หมู่ญาติใกล้ชิด หรือมอบให้ทางวัดไปแจกจ่ายที่เหลือก็เผาไปพร้อมกับศพผู้ตาย นอกจากน้ีทุกบา้น จะเตรียมที่นอนหมอนมุ้งส ารองส าหรับรับแขกซึ่งจะมีการเย็บปักถักทอเป็ นพิเศษ ภาพที่ ๒๘:การแต่งกายของเจ้านาย และบ่าวในอดีต ๒.๔.๓ เครือข่ายการค้าผ้าระบบเศรษฐกิจในอดีต ๒.๔.๓.๑ การศึกษาเส้นทางการค้าในพื้นที่ทางวัฒนธรรม การศึกษาในพ้ืนที่ทางวฒันธรรมจะตองมองผ่านระบบความสัมพันธ์ที่ ้ นอกเหนือขอบเขตอ านาจรัฐ โดยเฉพาะการค้าทางไกลทางบกซึ่งร้อยรัดดินแดนต่างๆ ที่อยู่ระหว่าง แม่น้า สาละวินและแม่น้า โขงตอนกลางบ้านเล็กเมืองน้อยโดยรอบ ให้พึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจ จากรายงานการวิจัยของจีระนันท์ประเสริฐกุลเรื่อง “การค้าของยูนนานในศตวรรษที่ ๑๙” ระบุว่า ระบบการตลาดของสินค้าที่ส าคัญคือฝ้ายโลหะฝิ่น เกลือและชา ในงานวิจัยเรื่อง “พ่อค้าวัวต่าง” ของชูสิทธิ์ชูชาติระบุว่ามีวัวต่างเดิน ทางผ่านเมืองล าพูนประมาณปี ละ ๓,๐๐๐ ตวัขากลบัข้ึนไปพ่อคา้ไดซ้้ือสินคา้ประเภทเกลือและฝ้าย กลับไปด้วยในแต่ละปี มีขบวนม้าต่างและลาต่างกว่า ๑,๐๐๐ ตัวมาจากยูนนาน และกว่า ๘,๐๐๐ ตัว จากเชียงตุง เชียงรุ่ง และจากรัฐฉานของอังกฤษ ใช้ช้างนับพันตัวบรรทุกสินค้าจากเชียงแสนไป หลวงพระบางและที่อื่นๆ มีพวกรับจ้างแบกหามสินค้านับ ๕,๐๐๐ คน เพื่อไปซ้ือขายในดินแดน พม่าตอนล่าง อีกราวสี่พนัคนไปตามรัฐใกลเ้คียง และไปยงัรัฐฉานขององักฤษที่อยู่เหนือข้ึนไป นอกจากน้ียงัมีววัต่างกวา่๓,๐๐๐ ตัว ที่ใช้ขนสินค้าไปมาระหว่างเชียงใหม่กับเมืองละกอน (ล าปาง) และอีกราว ๕๐๐–๖๐๐ ตวัขนสินคา้ไปพม่าตอนล่างและยงัมีการขนสินคา้ข้ึนล่องโดยใชเ้รือขนไป ตามแม่น้า ในช่วงฤดูฝน ระหว่างเชียงใหม่ล าพูน กับระแหง (ตาก) สินคา้บางส่วนข้ึนไปกบัขบวน พ่อค้าวัวต่าง ม้าต่างไปเมืองเมาะตะมะ ของพม่า และเรือบางล าก็เลยไปไกลถึงปากน้า และบางกอก
๒๘ ภาพที่ ๒๙: เส้นทางการค้าทางบก ที่เชื่อมต่อดินแดนต่างๆ ในล้านนาและบริเวณใกล้เคียง ภาพที่ ๓๐: เส้นทางการค้าทางบก ของพ่อค้าวัวต่าง ที่เชื่อมต่อดินแดนต่างๆ ในล้านนาและบริเวณใกล้เคียง ๒.๔.๓.๒ ธุรกจิการค้าขายผ้าของอ าเภอป่ าซาง นอกจากธุรกิจย่อยๆ ระดับหมู่บ้านในชุมชนชาวไทยอง ไทล้ือในแถบป่า ซางแล้ว ยังมีธุรกิจระดับใหญ่เป็ นกลุ่มการคา้ของชาวบา้นที่ต้งัข้ึนเพื่อการผลิตและจา หน่ายกลุ่ม การคา้ใหญ่เหล่าน้ีจา้งชาวบา้นจา นวนมากให้มาปั่นดา้ยและทอผา้ให้พ่อคา้ผา้รายใหญ่เหล่าน้ีมกัจะ
๒๙ ซ้ือดา้ยที่ทา ขายเป็นธุรกิจมาทอ ดงัน้ันจึงมกัจา้งคนทอมากกว่าคนปั่นดา้ย ช่างทออาจไดร้ับค่าจา้ง เป็ นรายวันหรือตามจ านวนชิ้นงานที่ทอได้ศูนยก์ลางการผลิตผา้ที่ส าคญัอยู่ที่ชุมชนต้งัอยู่บนฝั่ง แม่น้ าทา แม่น้า ปิง ซ่ึงเป็นแม่น้า สายหลกัและเป็นแม่น้า ที่เชื่อมต่อกบัแม่น้า เจา้พระยาซ่ึงไหลผ่าน ภาคกลางของประเทศไทย ขนาดของธุรกิจสิ่งทอนับว่าใหญ่พอสมควร มีการซ้ือฝ้ายล่องเรือมาตาม น้ าคร้ังละ ๒-๓ พันกิโลกรัม ที่ปากบ่อง ป่ าซาง ฉางข้าวน้อย มีโรงงานทอผ้าอยู่ตามชุมชนและ หมู่บา้นจา นวนมาก นอกจากน้นัยงัมีพวกที่ทา งานตามจา นวนชิ้นในหมู่บา้นใกลเ้คียงอีกนบัร้อยคน เจา้ของโรงงานคนหน่ึงมีชาวบา้นรับจา้งทา งานส่งเป็นชิ้นอยใู่นสังกดัเรือส่วนใหญ่ใชข้นส่งฝ้ายดิบ เส้นด้ายที่ส่งไปขาย ตลอดจนส่งผ้าที่ทอส าเร็จแล้วไปขายระหว่างเชียงใหม่ ตาก(ระแหง) ปากน้า โพ และบางกอกในเขตอ าเภอป่ าซางมักจะมีขบวนวัวต่าง ขนสินค้าไปมาแถวพม่าด้านตะวันตก(มะละ แหม่ง) รัฐฉาน ลาวตอนบน (บ่อแกว้หลวงน้า ทาและหลวงพระบาง และเชื่อมต่อไปยังสิบสองปัน นา) สิ้นสุดที่เมืองซือเหมา ภาพที่ ๓๑:ลาต่างของพ่อค้าทางไกล ชาวจีนฮ่อ การค้ามีบทบาทท้ังทางตรงและทางอ้อมต่อการผลิตและจ าหน่าย ผลิตภณัฑ์สิ่งทอ ชาวบา้นในชุมชนชาวไทยองไทล้ือเป็ นอย่างมาก ซึ่งชาวบ้านก็ไม่ได้ทอผ้าใช้เอง แต่ตอ้งซ้ือ(หรือไม่ก็เที่ยวขอจากคนอื่นหรือขโมย) กว่าจะไดเ้งินมาซ้ือเส้ือผา้ชาวบา้นตอ้งทา งาน สารพัดอย่างเป็ นต้นว่า รับจ้างเขาท างาน หรือไม่ก็ท ามาค้าขายของบางอย่าง หรือท าธุรกิจการค้า ก าไรดังได้กล่าวแล้วในตอนต้นว่า เศรษฐกิจของชนบทภาคเหนือของประเทศไทยเป็ นเศรษฐกิจที่ ซับซ้อนแบบต้องพึ่งการตลาดไม่ใช่เป็นเศรษฐกิจแบบเล้ียงตวัเองไดอ้ยา่งที่หลายคนเขา้ใจเสมอไป การผลิตฝ้ายโดยวิธีง่ายๆ เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจ าวันในหมู่บ้านของชาวยองชาว ล้ือจึงมีความเกี่ยวเนื่องกบัการคา้ขายแลกเปลี่ยนกนัหลายข้นัตอน ท้งัโดยตรงและโดยออ้ม
๓๐ ภาพที่ ๓๒:ขบวนวัวต่าง หยดุพกัริมฝั่งแม่น้า ปิง บนเส้นทางการคา้ทางบกในลา้นนากับหัวเมืองใกล้เคียง ๒.๔.๓.๓ ฝ้าย :การผลิตผ้าและการค้าผ้า ระบบเศรษฐกิจแบบ “เล้ียงตวัเองได” ้ของชาวไทยอง ไทล้ือ ที่ปลูกข้าว กินเองและทอผา้ใชเ้องน้นัมีความซบัซอ้นและมีความสัมพนัธ์กบับริบทต่างๆ ทางสังคม จากข้อมูล ทางประวัติศาสตร์ การทอผ้าไม่ใช่เป็ นเพียงแต่ความช านาญที่ชาวบ้านทุกคนมี หากแต่ยังเกี่ยวข้อง กบัการแบ่งงานตามข้นัตอนต่างๆ ในขบวนการผลิตและการคา้ดว้ยข้นัตอนการผลิตดงักล่าวไดแ้ก่ การปลูกการเก็บเกี่ยวการปั่น การทอการยอ้มสีและการเยบ็ ข้นัตอนการผลิตท้งัหมดน้ีไม่ไดท้า กนัภายในครอบครัวแต่ละครอบครัว หากแต่เป็นการแบ่งหน้าที่ตามครอบครัว หมู่บา้น หรือแมแ้ต่แบ่งเป็นภาคในแต่ละข้นัตอนของ ขบวนการผลิตก็มีการแลกเปลี่ยนแรงงานและสินค้า ซึ่ งเป็ นลักษณะของสังคมการค้าที่เกิดข้ึน แตกต่างกัน เนื่องจากผา้ฝ้ายเป็นผา้ที่ใชก้นัทวั่ ไปในสังคมของชาวไทล้ือ แม้จะมีการ ปลูกฝ้ายมากพอกบัความตอ้งการในทอ้งถิ่นและเพื่อการส่งออกไปขายที่อื่น แต่ก็ไม่ไดห้มายความ ว่าชาวบา้นทุกคนมีอาชีพปลูกฝ้ายการปลูกฝ้ายมีอยู่เฉพาะบางทอ้งที่และบางหมู่บา้นเท่าน้ัน ส่วน ใหญ่บริเวณแหล่งปลูกฝ้ายจะอยู่ในแถบที่ราบสูง หมู่บา้นที่มีดินดีและการควบคุมน้ าที่เหมาะกับ การปลูกขา้วจะไม่ใช้ที่ปลูกฝ้ายแต่จะปลูกขา้วยาสูบ และพืชเศรษฐกิจอย่างอื่น ดงัน้นัจะเห็นไดว้่า ลักษณะภูมิประเทศเป็ นตัวก าหนดการค้าด้วย ๒.๔.๔ วัฒนธรรมการแต่งกายและการสนับสนุน ชุดเครื่องแต่งกายชาวไทยองหรือชาวไทล้ือในปัจจุบนั มีรูปแบบไม่แตกต่างไปจาก คนกลุ่มอื่นๆ เช่นชาวไทยวน(คนเมือง) ชาวไทยเขินหรือชาวไทใหญ่ (เง้ียว) ที่อาศัยอยู่ร่วมกันใน สังคมของคนไทยโดยเฉพาะในภาคเหนือ ท้งัน้ีเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเวลาในประวัติศาสตร์ ทาง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง วฒันธรรมและเทคโนโลยียิ่งกระแสการติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงไร้ พรมแดนเคลื่อนไหวท้งัปริมาณและคุณภาพอยู่ในขณะน้ีการเปลี่ยนแปลงและการผสมผสานก็
๓๑ เกิดข้ึนตลอดเวลา ชาวยองหรือชาวล้ือก็อยู่ในกระแสดงักล่าวดว้ย แต่มีปัจจัยอื่นๆ ท าให้ชาวไทย องชาวไทล้ือลุกข้ึนกา หนดอตัลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของตนในท่ามกลางบริบทต่างๆ ทางสังคม ดงัน้ี ๒.๔.๔.๑ระบบการศึกษา สนบัส่งเสริมใหท้อ้งถิ่นต่างๆ ที่มีความหลากหลายไดม้ี พ้ืนที่และโอกาสศึกษาคน้ควา้เรื่องราวและภูมิหลงัทางประวตัิศาสตร์ของตนเอง ๒.๔.๔.๒ กฎหมายโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ฉบบั ปัจจุบนั ให้ทอ้งถิ่นต่างๆ มีสิทธิ และหน้าที่ในการรวมตัวกันทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อแสดงออกในความความเป็ นชุมชน ทอ้งถิ่นที่มีภูมิหลงัทางประวตัิศาสตร์อนัเดียวกนั ๒.๔.๔.๓ การกระตุ้นของรัฐผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม ๒.๔.๔.๔ การกระตุ้นของรัฐผา่นการส่งเสริมการผลิตสินคา้ประจา ถิ่น เช่น สินคา้ OTOP เป็ นต้น ๒.๔.๔.๕ การศึกษาวิจัยทางชาติพันธ์ุของนกัวิชาการทา ให้ชุมชนทอ้งถิ่นต่างเกิด การตื่นตัวเพื่อที่รักษาและคงอยู่ความเป็ นตัวตนของตนเอง (Identity) ๒.๔.๔.๖ กระแสโลกาภิวัตน์(Globalization) ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ มีการแลก ปรับเปลี่ยนขอ้มูลระหวา่งกนัมากข้ึน ๒.๔.๔.๗ การกระจายอ านาจให้ท้องถิ่นต่างๆ เพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนได้มี โอกาสดูแลและพึ่งพาตนเอง ในอนาคตและระยะยาวรัฐส่วนกลางจะลดอ านาจและบทบาทลง ส่วนในกลุ่มของชาวไทยองหรือชาวไทล้ือแต่ในโอกาสพิเศษหรือโอกาสส าคัญ กลุ่มชาวไทยองชาวไทล้ือจะสวมใส่เส้ือที่แสดงถึงเอกลักษณ์ ที่แสดงนัยว่ามีมาแต่ด้งัเดิมในอดีต ของตนเอง ไดแ้ก่ ๒.๔.๕ อนาคตของผ้านุ่ง ผ้าทอชาวไทลื้อ ชาวไทยองหรื อคนไทล้ือในภาคเหนือ มีพัฒนาการในการปรับตัวและการ ผสมผสานทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและภูมิปัญญาพ้ืนบา้นในด้านการทอผา้ตลอดจนการ น าไปใช้ โดยในระยะเกือบ ๒๐๐ ปี วัฒนธรรมจารีตประเพณี วิถีชีวิตได้ปรับเปลี่ยนไปในฐานะ พลเมืองชาวสยาม โดยเฉพาะการทอผ้าและการใช้ผ้า เพื่อให้สอดคล้องบริบททางกายภาพ สังคม วฒันธรรม การเมือง แต่สิ่งที่ยงัคงรักษาไว้ได้ คือ การพูดภาษาไทล้ือด้วยส าเนียงของชาวเมืองยอง การทอผ้า ใช้ผ้าและการแต่งกายของชาวไทยองหรือคนไทล้ือในโอกาสต่างๆ และการแบ่งการใช้งานออกเป็ นกลุ่มของเพศและสถานะทางสังคมในปัจจุบันไม่สามารถแยกแยะ ออกจากกลุ่มคนเมือง (คนไทยวน) และคนกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันได้ แต่มาในระยะราวสอง ทศวรรษที่ผ่าน มีปัจจัยหลายอย่างสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดกระแสการอนุรักษ์ส่งเสริมและสืบ ทอดศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะการแต่งกายเนื่องในโอกาสต่างๆ
๓๒ ภาพที่ ๓๓:การจัดเวทีชาวบ้านที่หมู่บ้านประตูป่ าอ.เมือง จ.ล าพูน ภาพที่ ๓๔ : การจัดเวที “เยาวชนคนรักวัฒนธรรม” ณ ห้องประชุมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ภาพที่ ๓๕: การประกวดธิดาชาวยองในงานฤดูหนาว จ.ล าพูน พ.ศ. ๒๕๓๕
๓๓ ภาพที่ ๓๖: งานสืบสานวัฒธรรมชาวยอง หมู่บ้านแซมและหมู่บ้านป่ าตาล อ าเภอป่ าซางจังหวัดล าพูน
๒.๕ ชนเผ่าปกาเกอะญอ พื้นที่ศึกษา : ชุมชนหมู่บ้านห้วยส้มป่อย หมู่ที่๘ ต าบลดอนแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ นักวิจัย: ทรงพลศักดิ์ รัตนวิไลลักษณ์ ผู้ช่วยวิจัย: ศักดา แสนมี่ นวพล คีรีรักษ์สกุล ไวยิ่ง ทองบือ สุรชัย ทวีเจริญพร อ าไพ คีรีรักษ์สกุล จันทร์ทา ดารารัตนกิจ ขันแก้วรัตนวิไลลักษณ์ ๒.๕.๑ บริบทชุมชน ๒.๕.๑.๑ ที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ ชุมชนเผ่าปกาเกอะญอหมู่บ้านห้วยส้มป่ อย ต้งัอยในู่ ต าบลดอยแก้วอ าเภอ จอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็ นเขตอุทยานแห่งชาติออบหลวงและป่ าสงวนแห่งชาติดอยอิน ทนนท์ พ้ืนที่หมู่บ้านต้งัอยู่บนเชิงเขาบนฝั่งแม่น้า แม่เตี๊ยะบนความสูงระหว่าง ๑,๐๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตรเหนือระดบัน้า ทะเล บริเวณน้ีมีหมู่บ้านชุมชนเผ่าปกาเกอะญอรวมกันหลายหมู่บ้านรวมท้งั หมู่บ้านห้วยส้มป่ อย การแบ่งเขตพ้ืนท่ีแต่ละหมู่บา้นจะแบ่งตามแนวล าธารที่ก้ันระหว่างชุมชน ตามประเพณีของชนเผ่าปกาเกอะญอ ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านห้วยส้มป่ อย แวดล้อมด้วยป่ าดงดิบและป่ าเบญจพรรณท าให้พ้ืนดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกและ มีอากาศชุ่มช้ืนตลอดปี หมู่บ้านห้วยส้มป่ อย มีชื่อเรียกเป็ นภาษาปกาเกอะญอว่า “พุฉี่ คี” จากค า บอกเล่าของผู้อาวุโสว่ากลุ่มหมู่บ้านชุมชนเผ่าปกาเกอะญอเคยต้งัรวมกนัอยู่ในบริเวณลุ่มน้า และมี การโยกย้ายที่อยู่ถึงประมาณ ๙ คร้ังก่อนที่จะกลายเป็ นหมู่บ้านห้วยขนุน บ้านห้วยมะนาว บ้านป่ า เกี๊ยะและบ้านห้วยส้มป่อยในเวลาต่อมา ๒.๕.๑.๒ ประวัติศาสตร์ความเป็ นมา สันนิษฐานว่าชนเผ่าปกาเกอะญอเคยอาศัยอยู่ในแถบตะวันออกของ ดินแดนที่ราบสูงของธิเบต เมื่อประมาณ ๗๓ ปีก่อนพุทธกาลได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ในเขตประเทศ จีน ซึ่ งชาวจีนเรียกชนเผ่าปกาเกอะญอว่า “ชนชาติโจว” ภายหลังถูกกษัตริย์จีนรุกรานเมื่อราวปี พุทธศักราช207 จึงอพยพลงมาอยู่บริเวณลุ่มน้า แยงซีเกียงแล้วถอยร่นลงมาอยู่บริเวณลุ่มแม่น้า โขง รวมท้งัลุ่มแม่น้า สาละวิน ซึ่งในเวลาน้นัชนเผ่าปกาเกอะญอส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเขตประเทศพม่า
๓๕ และมีรัฐของตนเองเป็ นเอกเทศถึง ๒ รัฐ คือรัฐกะยาซึ่งเป็ นดินแดนของปกาเกอะญอเผ่ากะเหรี่ยง แดงกบัรัฐก่อตูเลอนัเป็นถิ่นที่อยของปกาเกอะญอ ู่ เผ่ากะเหรี่ยง “จะกอ” การอพยพคร้ังส าคญัของปกาเกอะญอเขา้สู่ประเทศไทยเกิดข้ึนเมื่อพระ เจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่ารุกรานดินแดนชนเผ่ามอญและชนเผ่าปกาเกอะญอได้เอ้ือเฟ้ือให้ที่พัก หลบภัยแต่เมื่อกองทัพของพม่าได้ติดตามมาท าให้เกิดความหวาดกลัวจึงพากันอพยพเข้าสู่ดินแดน ไทย ในปัจจุบัน การอพยพของชนเผ่าปกาเกอะญอนอกจากจะมีสาเหตุมาจากการหลบหนีภัย สงครามจากการต่อสู้เพื่อเอกราชของชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่าแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากปัจจัยความ ฝื ดเคืองทางเศรษฐกิจอีกด้วย (ขจัดภัย บุรุษพัฒน์, ๒๕๔๐) ๒.๕.๑.๓ ประชากรและการจ าแนกกลุ่ม ในประเทศไทยพบว่ามีชนเผ่าปกาเกอะญออาศัยอยู่ใน ๑๕ จังหวัด ๖๘ อ าเภอ ๒,๑๓๐ หมู่บา้น แยกเป็นหมู่ที่จดัต้งัถูกตอ้งตามกฎหมายจา นวน ๙๓๔ หมู่บ้าน และ ๑,๑๙๖ กลุ่มบ้าน หรือหย่อมบ้าน รวมเป็ นประมาณ ๗๐,๘๙๒ หลังคาเรือน มีประชากรรวมประมาณ ๓๕๓,๕๗๔ คน แยกเป็ นชาย จ านวน ๑๘๐,๒๐๖ คน หญิง จ านวน ๑๗๓,๓๖๘ คน (กองสงเคราะห์ ชาวเขา, ๒๕๔๑) บริเวณภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่มีชนเผ่าปกาเกอะญออาศัยอยู่ มากที่สุดประมาณ ๓๒,๖๙๔ – ๓๘,๙๓๕ คน และอยู่ในเขตอ าเภออมก๋อยมากที่สุด ประมาณ ๑๓,๐๔๖ คน นอกจากน้ันอาศัยในอ าเภออื่นๆ อีกคือ อ าเภอแม่แจ่ม อ าเภอจอมทอง อ าเภอสะเมิง อ าเภอสันป่ าตอง อ าเภอฮอด อ าเภอเชียงดาว อ าเภอแม่แตง อ าเภอฝาง อ าเภอพร้าว อ าเภอสันก าแพง อ าเภอดอยสะเก็ด และอ าเภอเมือง ส่วนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ทุกอ าเภอและมี จ านวนรองลงมาจากจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจา นวนประชากรดังน้ีคือ อ าเภอขุนยวมประมาณ ๔,๔๙๖ คน อ าเภอเมืองประมาณ ๓,๒๕๒ คน จังหวัดเชียงรายมีชนเผ่าปกาเกอะญออาศัยอยู่ ประมาณ ๙๖๗ คน จังหวัดล าปางมีประมาณ ๑๘๔๐ คน ส าหรับจังหวัดพะเยา และล าพูนไม่ทราบ จ านวนที่แน่นอน บริเวณพรมแดนไทย – พม่าชาวปกาเกอะญออาศัยอยู่ประมาณ ๓๑,๕๒๒ คน โดยอยู่ในจังหวัดตากประมาณ ๑๘,๓๒๙ คน ในอ าเภอท่าสองยาง อ าเภอแม่ระมาด อ าเภออุ้ง ผาง อ าเภอบ้านตาก และอ าเภอแม่สอด ส าหรับจังหวัดก าแพงเพชร มีชาวปกาเกอะญออาศัยอยู่ ๕ หมู่บ้าน จ านวนประมาณ ๘๔๕ คน ในเขตอ าเภอเมืองด้านที่ติดกับจังหวัดตาก นอกจากน้ันยังพบ ชาวปกาเกอะญออาศัยอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรีอีกด้วย นักวิชาการได้แบ่งชนชาติปกาเกอะญอออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ไดด้งัน้ี ๑)กะเหรี่ยงสะกอ (Skaw Karen) หรือ “จะกอ” ตามวิธีการออก เสียงของชาวปกาเกอะญอ จะกออาศัยอยู่มากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ล าปาง เชียงราย ตาก และก าแพงเพชร
๓๖ ๒) กะเหรี่ ยงโปว์ (Pwo Karen) คนไทยเรี ยกว่ายางโปว์ พม่า เรียกว่าตาเลียงกะยิน (Taliang Kayin) อาศัยอยู่ในอ าเภออมก๋อย อ าเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และ ในจังหวัดล าพูน กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี อุทัยธานี ๓ ) กะเหรี่ ยงบเว (B’ghwe Karen) ชาวปกาเกอะญอเรี ยกว่า “แบร์” กลุ่มน้ีเรียกตวัเองว่ากะยา (Ka-Ya) คนไทยเรียกว่ายางแดง ค าเดิมของชาวพม่าเรียกว่าคา ยินนี (Kayin-ni) แต่สมัยใหม่เรียกเป็ นคะยา (Kayah) ชาวอังกฤษเรียกคาเรนนี (Karen-ni) ซึ่ งเอา แบบชื่อที่ชาวพม่าเรียกซ่ึงกลุ่มน้ีอาศยัอยใู่นประเทศพม่า ๔)กะเหรี่ยงตองสู้หรือปะโอ (Pa-o) คนไทยและพม่าเรียกว่าตอง ตู (Taungthu) ชาวไทยใหญ่เรียกว่า “ตองซู (Tong-Su)” แต่กลุ่มน้ีเรียกตนเองว่า “ต่อสู่” ส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในพม่าเช่นกัน ๒.๕.๑.๔ ระบบการผลิตและการประกอบอาชีพ เนื่องจากชุมชนปกาเกอะญอมกัต้งัถิ่นฐานอยตู่ามบริเวณหุบเขาสูงจึงด ารง ชีพด้วยหาของป่ าเป็ นหลักและปลูกข้าวไร่โดยการท านาแบบข้ันบันไดรวมท้ังการท าไร่แบบ หมุนเวียนโดยจะกลับมาท าบนพ้ืนที่เดิมในทุกๆ ๕ – ๑๐ ปีนอกจากน้ียงัมีการเล้ียงหมูไก่และวัว เพื่อบริโภคในครัวเรือนและใช้ในการประกอบพิธีกรรม ระยะต่อมาได้มีการท าสวนปลูกพืชผัก ต่างๆ เช่นท าสวนกาแฟ มะนาว ขนุน และอื่นๆ โดยมากจะปลูกกะหล ่าปลี ส าหรับการเล้ียงสัตวท์ ี่ ส าคัญของชุมชนปกาเกอะญอคือการเล้ียงชา้งโดยจะเล้ียงเพื่อเอาไว้ใช้งานรวมท้งัรับจา้งทา งาน ชักลากไม้ซุงในป่ าแต่ในปัจจุบันมักใช้ส าหรับรับจ้างเพื่อการท่องเที่ยว ๒.๕.๒ ภาษา ชนเผ่าชาวปกาเกอะญอแต่เดิมน้นั มีภาษาเขียนเป็ นของตนเอง ส่วนภาษาพูดที่ใช้ ในแต่ละกลุ่มของชาวปกาเกอะญอจะแตกต่างกัน ท้งัน้ีโดยมีข้อสันนิษฐานว่าต้นตระกูลเป็ นภาษา ที่มาจากภาษาจีน - ธิเบต ส่วนภาษาของชนเผ่าปกาเกอะญอกลุ่ม จะกอ โพล่ง และ แบร์ มีความ ใกล้เคียงกับภาษาธิเบต – พม่า (ลักษณะของภาษากลุ่ม จะกอ โพล่ง จะได้รับอิทธิพลจากภาษาใน ตระกูลมอญ-เขมร (Mon-Khmer) โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ภาษามอญ) ซึ่งแต่ละกลุ่มไม่สามารถใช้ภาษา ของตนเองสื่อสารกับกลุ่มอื่นๆ ได้ ๒.๕.๓ ศาสนา ประเพณี ความเชื่อ การประกอบพิธีกรรม สมาชิกชุมชนหมู่บ้านห้วยส้มป่ อยนับถือศาสนาพุทธและผีบรรพบุรุษควบคู่กับ การนับถือศาสนาคริสต์การปกครองชุมชนจะมีผู้น าอยู่ ๒ ระบบ ระบบแรกเป็ นผู้น าโดยการ ถ่ายทอดจากบิดาสู่ลูกชาย ตามประเพณี (หี่โข่) ซึ่งจะมีบทบาทหน้าที่ทางด้านพิธีกรรมต่างๆ ด้วย เช่น การก าหนดวันเวลาผูกข้อมือในพิธีกรรมการข้ึนปี ใหม่ การสะเดาะเคราะห์ปัดรังควาน และการ ประกอบพิธีกรรมในกรณีที่มีการผิดหญิงชายก่อนแต่งงาน เป็นตน้ ส่วนระบบที่ ๒ เป็ นการแต่งต้งั จากทางราชการผู้น าชุมชนระบบน้ีมีบทบาทหน้าที่ในด้านการปกครอง การพัฒนาชุมชน การติดต่อ
๓๗ กับหน่วยงานราชการ เป็ นต้นแต่ในทางปฏิบัติผูน้า ท้งัสองระบบต่างเอ้ือเฟ้ือซึ่งกันและกันเพื่อความ สะดวกในการปฏิบตัิงานของทางราชการและเอ้ือต่อการปฏิบตัิพิธีกรรมตามประเพณีของชนเผา่อีก ด้วย หมู่บ้านชาวปกาเกอะญอปัจจุบันโดยส่วนใหญ่มีวัด และโบส์ถ บางหมู่บ้านมี อาณาเขตของตนโดยเฉพาะซึ่งจ ากัดให้สมาชิกในหมู่บา้นเท่าน้นัที่สามารถทา ”ไร่หมุนเวียน”ภายใน อาณาเขตหมู่บา้นได้การกา หนดอาณาเขตน้ีตอ้งตกลงกบัหมู่บา้นที่อยู่ใกล้เคียง ถ้าหากหมู่บ้านใดที่ มีผู้น าชุมชนเป็ นที่เคารพนับถือของคนในชุมชนมากหรือบางหมู่บ้านมีขนาดใหญ่สามารถดึงดูด สมาชิกในหมู่บ้านอื่นได้ดีอาจใช้อาณาเขตร่วมกันกับหมู่บ้านอื่นอีกหนึ่งหรือหลายหมู่บ้านแบ่งเขต ร่วมกันท าไร่ ๒.๕.๔ การแต่งกาย การแต่งกายของชนเผ่าปกาเกอะญอแต่ละเพศวัยมีความแตกต่างกันคือ ๒.๕.๔.๑ รูปแบบของการแต่งกาย ๑) เพศชาย ในวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่วัยชรา สวมเส้ือทรงกระบอกสีขาวมีลาย คาดเป็ นแถบสีแดงความกว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร ไม่มีลวดลาย และสวมกางเกงสามส่วนแบบ จีนสีด า ๒) เพศหญิง ในวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานจะสวมเส้ือ ทรงกระบอกสีขาวมีความยาวเลยหัวเข่าแทนการสวมกระโปรง ส่วนแม่บ้าน และหญิงวัยชรา จะ สวมใส่เส้ือผา้แยก สัดส่วนเป็นเส้ือและผา้ถุง ๒.๕.๔.๒ ความส าคัญและให้ความหมาย ชนเผ่าปะกาเกอะญอให้ความส าคัญและให้ความหมายของ “การแต่งกาย” ไว้ ๓ ประการคือ ๑) เป็ นเครื่องนุ่งห่มที่ใช้ในการปกปิดเกิดความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็น เครื่องประดบัตกแต่งใหเ้กิดบุคลิกภาพที่ดีข้ึนและสามารถดา รงชีวิตร่วมกบัคนในสังคม ๒) เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม เป็นการบ่งบอกถึง ความเป็นเผา่พนัธุ์น้นัๆ และความประณีต ความเชี่ยวชาญของผถู้กัทอชุดการแต่งกาย ๓) เป็ นเครื่องแทนความหมายให้ความร่มเย็น และความสมบูรณ์ในการ ส่งวิญญาณของคนตาย ๒.๕.๕ กระบวนการเตรียมเส้นด้ายและย้อมสี ๒.๕.๕.๑ วัสดุที่น ามาใช้และการเตรียมเส้นด้าย ฝ้ายที่จะน ามาท าเป็ นวัตถุดิบมาจากการปลูกในไร่ ในสวนและต้องผ่าน กระบวนการปั่นฝ้ายเพื่อที่จะนา มาทอการปั่นฝ้ายตอ้งทา ดว้ยความปราณีตเพื่อให้เส้นด้ายมีความ หนาสม ่าเสมอกันดังล าน าของชาวปกาเกอะญอที่ว่า
๓๘ “หน่อเล่แบ ตือกรือ ตือกรือ เม่อเก่อเส่ทึเก่อ ช อ ทึ” (นางปั่นฝ้ายตือ กรือ ตือกรือ ให้ม้าดึงช้างดึง) หมายถึง ความไม่ประณีตของหญิงสาวในการปั่นด้ายท าให้มีเส้นด้าย ใหญ่เกินไป จนสามารถใช้เป็ นเชือกในการมัดสัตว์ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการท าฝ้ายประกอบไปด้วย ๑) เครื่องนวดฝ้าย(โดะกวี) ๒) เครื่องปั่นด้าย(เกอะหะ) เมื่อเตรียมอุปกรณ์ดงักล่าวพร้อมแลว้ก็สามารถเริ่มดา เนินการทา ฝ้ายตามข้นัตอนต่างๆ น้ี ตามล าดับคือ ๑) เก็บลูกแบที่พร้อมใช้น าตากแดด ๒) คดัแยกเน้ือฝ้ายและเมลด็ออกจากกนัแลว้นา เน้ือฝ้ายมานวด ๓) นา ฝ้ายที่ไดจ้ากการนวดมาปั่นเป็นเส้นดา้ย ๒.๕.๕.๒ วัสดุในการย้อมสี ๑) วัสดุธรรมชาติที่น ามาท าสีย้อมเช่น ขมิ้น (เซ่อ ญอ) ลูกยอ (เคาะ) เปลือกตน้ลิ้นเปรต (ด๊อกะเบะ) เตา (เก่อบอเอะ) ข้ีเถา้ (คลาที) ใบส้มป่ อย (เป้อะชีหล่า) ๒) สีและที่ได้มาจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ - สีขาว สีจากฝ้ายที่ไดจ้ากการปั่นแลว้ - สีด า มาจาก ถ่าน (แซว่ละ) ดินด า (ฮ่อ โค่ ซู) เขม่าด าก้นหม้อ (ซ่อ เป่ อ มุ) - สีแดง มาจาก ดอกต้นกระเจี๊ยบ (แบ มี ชี่) เปลือกต้นเกาะแร (เส่ เกาะ แร) - สีน้า ตาลอมแดง มาจากเปลือกต้นประดู่ (เต่อ เลอ เบะ) - สีเหลือง มาจากขมิ้น (เซ่อ ญอ) รากลูกยอ (เคาะ) - สีเขียว มาจากเปลือกตน้ลิ้นเปรต (ด๊อ กะ เบะ) ภาพที่ ๓๗: เครื่องปั่นด้าย (เกอะ หะ)
๓๙ - สีคราม มาจากข้ีเถา้ (คลาที) - สีชมพู มาจาก เปลือกถึ - สีม่วงอ่อน มาจาก ยอดไม้สัก (ปี่ ฮี่ จ้อ) - สีม่วงเข้ม มาจาก กะหล ่าปลีสีม่วง (เส่ พุ โพ) - สีน้า เงิน มาจาก ต้นหมากมุ่ย (ปลอ หลื่อ ส่า) หมายเหตุ วัตถุที่ท าให้สีติดทนนานไดแ้ก่ข้ีเถ้า (คลาที) ใบส้มป่ อย (เป้อะชีหล่า) เกลือ (อิ ส่า) ๒.๕.๕.๓ ความเชื่อเกี่ยวกับสี ชนเผ่าปกาเกอะญอมีความเชื่อเกี่ยวกับสีในการย้อมชุดเครื่องแต่งกายดงัน้ี ๑) สีขาว บ่งบอกถึงความเป็ นหญิงสาว หรือความบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรมา ปนเป้ือน ๒) สีแดง บ่งบอกถึงสัญชาตญาณของความเป็ นแม่ที่ต้องสูญเสียเลือดใน การคลอดบุตร ส่วนผู้ชาย สีแดงจะบ่งบอกถึงความกล้าหาญ อดทน แสดงถึงความเป็ นชายชาตรี ๓) สีด า บ่งบอกถึงความทุกข์ระทม ความยากล าบากที่อาจจะเกิดข้ึนใน อนาคต ๒.๕.๕.๔ กระบวนการย้อมสี เมื่อได้วัสดุจากธรรมชาติที่ให้สีแล้ว จึงน ามาสกัดและท าการย้อมสี เส้นด้ายตามล าดับข้นัตอนต่อไปน้ี ๑) นา ฝ้ายดิบมาชุบน้า ใหเ้กิดความชุ่ม หากตอ้งการใหไ้ดส้ีที่ชดัสวยงาม จะต้องหมักเส้นด้ายกับวัตถุดิบ ๒ – ๓ คืน ๒) น าฝ้ายมาต้มกับวัตถุดิบที่เป็ นส่วนผสมของสีดังรายละเอียดข้างต้น โดยการคนให้สีเข้ากบัเน้ือเส้นด้าย ๓) น าเส้นด้ายที่ตม้ออกมาผสมกบัน้า ข้ีเถา้ (คลาที) เพื่อกันสีตก แล้ว น าไปตากให้แห้ง ๔) น าเส้นด้ายมาขย้กีบัขา้วสวยเพื่อใหเ้ส้นฝ้ายมีความเหนียวไม่ขาดง่าย แล้วน าไปตากให้แห้ง หมายเหตุการย้อมสีไม่นิยมท าการย้อมในหมู่บ้านหรือในชุมชน เพราะ ชนเผ่าปกาเกอะญอมีความเชื่อเกี่ยวกับการย้อมสีชุดเครื่องแต่งกายว่าขณะท าการย้อมหากมีคนมา ถามถึงสีที่ใช้ย้อม จะท าให้การย้อมด้วยสีน้นั ย้อมออกมาซีดหรือไม่ติด โดยเฉพาะการย้อมด้วยราก ลูกยอ (เคาะ) ๒.๕.๖เทคนิคการถักทอและการสร้างลวดลายบนผืนผ้า
๔๐ ๒.๕.๖.๑ อุปกรณ์ในการทอผ้า ประกอบด้วย -ถ่าเบอะ ท ามาจากไม้ไผ่ ซึ่งมีความยาวประมาณ ๕ ศอก น ามาเจาะรู จ านวน ๑๐ รู - ทะลู ท ามาจากเหล็กเส้น มีความยาวประมาณ ๒ ศอก -กลุ๊ ท ามาจากไม้ไผ่ที่มีรู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ - ๒ นิ้ว -ลื่อ ชุย ท ามาจากไม้ไผ่ หรือไม้ ที่มีการเหลาให้เรียบเป็ นเส้น ความยาว ๒ ศอก - เตอ บี โค่ ท ามาจากไผ่ หรือไม้ โดยน ามาเหลาให้เรียบ ความยาว ๒ ศอก มีขนาดใหญ่กว่าเต่อ บี ค่อ - เต่อบี ค่อ ท ามาจากไม้ไผ่ หรือไม้ ที่มีการเหลาให้เรียบเป็ นเส้น ความ ยาว ๒ ศอก - หน่อ ทะแพะ ทา มาจากไมเ้น้ือแขง็นา มาเหลาใหเ้รียบ ความกว้าง ๓ นิ้วยาว ๒ ศอกครึ่ง มีหัวแหลมเพื่อง่ายต่อการเข้าถึงเส้นด้าย -โจ กวัว เด ท ามาจาก ไม้ไผ่ เพื่อใช้ในการม้วนฝ้าย - หน่อ ทิ ท ามาจากไม้/ไม้ไผ่ โดยมีการเหลาให้เรียบ ความกว้าว ๑.๕ นิ้ว ความยาว ๒ ศอกจ านวน ๒ แผ่นให้มีขนาดและความยาวที่เท่ากัน - ถ่าโค่โบ ทา มาจากไมเ้น้ือแขง็ โดยเหลาใหเ้รียบ เป็นทรงกระบอก ความยาว ๒.๕ ศอก -ค่อ ย่อ ซู ท ามาจากเศษไม้ โดยมีตัดเป็ นท่อนใช้ในการเหยียบเวลาทอ ผ้า - ญ่อ แคว่ ท ามาจากหนังสัตว์ เช่น วัว ควาย แพะ เก้ง (ปัจจุบันใช้ กระสอบมาเย็บเพื่อใช้ในการมัดเอว กับ หน่อ ทิ) -แน มาจากฝ้ายไนล่อน -ข้ีผ้ึง/เทียนไข ใช้ถูกับหน่อ ทา แพะ เพื่อเกิดความลื่น ง่ายต่อการเข้าถึง เส้นด้ายในการทอผ้า ๒.๕.๖.๒ ขั้นตอนการเตรียมและทอผ้า (บึต่า และทา ต่า) ๑) การเตรียมเส้นด้าย(บึ ต่า) คือการน าเส้นด้ายมาข้ึนเครือให้เข้ากับ ถ่า เบอะ โดยน าอุปกรณ์ ที่ เกี่ยวขอ้งไดแ้ก่ถ่าเบอะ ทะลูกลุ๊ลื่อชุย เตอบีโค่เต่อบีค่อ แน มาปักไวก้บัถ่า เบอะ ตามแบบที่ เจาะรูไว้ในการ บึต่า น้นัสามารถแทรกสีของเส้นด้ายได้ตามต้องการ การบึต่า (ข้ึนเครือผา้) ให้ท า ใหแ้ลว้เสร็จก่อนเที่ยงวนัเพราะมีความเชื่อวา่จะทา ใหง้านน้นัล่าชา้ ๒) กระบวนการทอ (ทา ต่า)
๔๑ เป็ นการน าเส้นด้ายจากที่ได้มาจากการบึต่า มาแกะออกจาก ถ่าเบอะ แล้ว จะได้เครือของด้ายเพื่อที่จะทอ อุปกรณ์ที่เกี่ยวขอ้งไดแ้ก่กลุ๊ลื่อชุย เตอบีโค่ เต่อบีค่อ แน หน่อ ทะแพะ หน่อทิท่าโค่โบ ค่อย่อซูย่อแคว่ข้ีผ้ึง/เทียนไข หลังจากน าเครือผ้าที่ได้จากการบึต่าเป็ น การทอเส้นด้ายพร้อมท้ังแทรกลวดลาย สีสันตามที่ต้องการ โดยลวดลายที่น ามาแทรกน้ันเป็น สัญลกัษณ์และมีความหมายดงัน้ี • ต่าดีคลี หมายถึงลวดลายเมล็ดแตงกวา • ต่าแพะ หมายถึงลวดลายเป็ นเส้นโค้งเอียง • ต่ากร่า หมายถึงลวดลายเหมือนไม้ง่าม • โธ่เดะค่อ หมายถึงลวดลายเหมือนคอเป็ ด • ชอดิ๊เช หมายถึงลวดลายเหมือนปีกไก่ • ญ่าโพ หมายถึงลวดลายเหมือนปลา • ลามิเมอ หมายถึงลวดลายเหมือนพระจันทร์ • ตาแม้คลี หมายถึงลวดลายเหมือนตาทวั่ ไป • ตาโมเล หมายถึงลวดลายที่โค้งตลอดสาย • เบอะข่าเคาะปู หมายถึงลวดลายวงกลมเหมือนปากลูกอ๊อด • ต่าซิโร หมายถึงลวดลายเป็ นเส้นแนวยาวที่ทับกัน • ต่าเสะเคะ หมายถึงลวดลายเป็ นเส้นตรง • เก่อปอเดอ หมายถึงลวดลายเหมือนใยแมงมุม • ต่าพะเด หมายถึงลวดลายเส้นตรงแยกออกมาเป็ นแฉก • ฉ่า หมายถึงลวดลายเหมือนดวงดาว • จอเก่อเป หมายถึงลวดลายเหมือนผีเส้ือ • ต่าอูกิน่องี่ หมายถึงลวดลายเป็ นตัวเลขตามที่ต้องการ • ต่าอูกิพอ หมายถึงลวดลายดอกไม้ ๒.๕.๖.๓ ขั้นตอนการตกแต่งลวดลาย ๑)การตกแต่งลวดลายข้นัแรก(ต่าเช๊เคะ หรือ ต่าก๊อเล) เป็นข้นตอนั ใน การตกแต่งลายผ้าต่างๆ ลายแต่ละอย่างมีความเป็นมาต้งัแต่สมยัด้ังเดิม โดยผ่านการสืบทอดของ บรรพบุรุษจนทุกวนัน้ี ๒) การตกแต่งลวดลายข้นัสุดทา้ย (ต่าอูกิ) เป็นข้นัตอนในการตกแต่งที่ ท าให้ลวดลายข้นัสุดทา้ยข้นัตอนต่าอูกิน้ีจะท าให้ผ้าผืนของชนเผ่าปกาเกอะญอมีลวดลายที่สมบูรณ์ หมายเหตุชนเผ่าปกาเกอะญอมีความเชื่อในกระบวนการทอผ้าว่าไม่ควร จะทอผ้าในเวลากลางคืนและจะไม่ทอผ้าในช่วงที่มีการประกอบพิธีกรรมของชนเผ่า เช่น พิธีกรรม ที่เกี่ยวกับ การเกิด การแต่งงาน การตาย เป็ นต้น
๔๒ ๒.๕.๗ เทคนิคการตัดเย็บ ๒.๕.๗.๑วัสดุอุปกรณ์การตัดเย็บ ๑) เข็มขนาดต่าง ๆ ๒) มีด ๓) กรรไกร ๒.๕.๗.๒ วิธีการตัดเย็บ ๑) หลังจากการทอผ้าเสร็จน าผ้ามาตัดตามรูปแบบที่ต้องการ ๒) น าแบบผ้าที่ได้มาเย็บ โดยใช้มือในการตัดเย็บ ๒.๕.๗.๓ วัสดุอุปกรณ์ที่น ามาผลติลวดลาย ๑) ลูกเดือย (เบ๊อะ) ๒) เส้นด้าย (หลื่อ) ๓) เข็ม ขนาดต่างๆ ๒.๕.๗.๔ การสร้างลวดลายโดยการเย็บ ๑) โดยการคัดเลือกลูกเดือยเสมอกันและแข็งแรงสวยงามมาสู่ข้นัการเยบ็ ตามลวดลายต่างๆ ที่ต้องการ ๒.๕.๘ ข้อห้ามเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายชนเผ่าปกาเกอะญอ ๒.๕.๘.๑การแต่งกายตามวัฒนธรรม การแต่งกายต้องแต่งให้ถูกต้องตามวัฒนธรรมการใช้ชุดเครื่องแต่งกาย ของแต่ละเพศคือ ๑) เพศชาย ห้ามทดลองหรือสวมชุดของเครื่องแต่งกายของเพศหญิง ๒) เพศหญิง ห้ามทดลองหรือสวมชุดของเครื่องแต่งกายของเพศชาย (โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ชุดสีแดงของผู้ชาย) ๒.๕.๘.๒ ข้อห้ามของเพศหญิง การสวมชุดของเครื่องแต่งกายสีขาวของเพศหญิง ๑) ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วไม่สามารถสวมใส่ชุดสีขาวได้อีก หากน ามาใส่ จะถือว่าผิดจารีตของชนเผ่า ๒.๕.๘.๓ ข้อห้ามส าหรับชนต่างเผ่า ห้ามบุคคลที่มิใช่สมาชิกของชนเผ่าน าเครื่ องแต่งกายมาสวมใส่ ผิด ประเภท ตามวัฒนธรรมข้อ ๑ และ ๒ เพราะเชื่อว่าจะมีเหตุอันเป็ นไปกับผู้ที่สวมใส่ ๒.๕.๙การสืบทอด ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดแต่งกาย ๒.๕.๙.๑ พื้นที่การถ่ายทอด ๑) บ้าน
๔๓ ๒) ศูนย์กลางของชุมชน ๒.๕.๙.๒ การปฏิบัติ ๑)ถ่ายทอดให้ลูกหลานของครอบครัวตนเองโดยผู้เป็ นอาวุโส ๒) ถ่ายทอดในสถานศึกษาจากกระบวนการเรียนหลักสูตรท้องถิ่นโดย ผู้ทรงคุณวุฒิของชุมชน ดังบทล าน าที่สั่งสอนเยาวชนเรื่องเทคนิคและความพยายามในการทอผ้า “หน่อ ธา ตา เซ้อ นี เตอ หวี หลือ ท่อ ลา ทะ แพะ ทอ ซี” (หญิงทอผ้าสามวันไม่เสร็จ ไมเ้คาะฝ้ายข้ึนราจนหมด) จากบทล าน าดังกล่าว หมายถึง ผู้หญิงที่ทอผ้าช้า จนท าให้อุปกรณ์เครื่อง ทอข้ึนรา “เซ ต่า กิ เซ เล้อ อ่า โด หน่อ เซ ธา เซ เล้อ โหม่ โชะ” (เก่งลายผา้ตอ้งไดต้น้แบบ เก่งล าน าต้องได้จากแม่ครู(ผู้รู้)) จากบทล าน าข้างต้น หมายถึง การสืบทอดองคค์วามรู้ของแต่ละคน มาจากการอบรมสั่งสอนของ ครอบครัว และการรู้จักจดจ าของผู้รับ ๒.๕.๙.๓ พื้นที่การแสดงออก ๑)โบสถ์ ๒)วัด ๓)โรงเรียน ๒.๕.๑๐ ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับแนวคิดการออกแบบลวดลายบนชุดเครื่อง แต่งกาย ๒.๕.๑๐.๑โครงสร้างจากรูปร่างของสัตว์ ชนเผ่าปกาเกอะญอมีความเชื่อในการอยู่ร่วมกบั ป่าและธรรมชาติรวมท้งั สัตว์ต่างๆ และใช้โครงสร้างรูปร่างของสัตว์มาเป็ นโครงสร้างของลวดลายชุดเครื่องแต่งกาย เช่น โครงสร้างลวดลายรูปผีเส้ือเป็ นต้น ๒.๕.๑๐.๒ โครงสร้างจากรูปร่างของธรรมชาติและจักรวาล นอกจากชนเผ่าปกาเกอะญอจะมีความเชื่อในการอยู่ร่วมกับป่ าและใช้ โครงสร้างรูปร่างของสัตว์มาเป็ นโครงสร้างของลวดลายแล้วบางคร้ังยังใช้โครงสร้างจากรูปร่าง ดวงดาวบนท้องฟ้าอีกด้วย
๒.๖ ชนเผ่าม้ง พื้นที่ศึกษา: บ้านแม่สาใหม่ต าบลโป่ งแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นักวิจัย: ลาลีลีลาศีลธรรม ผู้ช่วยวิจัย: ศักดา แสนมี่ บุญสว่างแซ่วะ วิลาวัลย์ธาราวโรดม วชิราภรณ์ ภัทรเคหะ กัลยาแสนยาอรุณ _________________________________________________________________________________________ ๒.๖.๑ บริบทชุมชน ๒.๖.๑.๑ ที่ต้ังและสภาพทางภูมิศาสตร์ ชุมชนเผ่าม้งหมู่บ้านแม่สาใหม่ ต้งัอยบริเวณู่ หมู่ที่ ๖ ของต าบลโป่ งแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สูงจากระดบัน้า ทะเลประมาณ ๑,๐๐๐ เมตรมีล าธารไหลผ่านและมี ภูเขาสูงล้อมรอบ ยอดเขาที่สูงที่สุดในหมู่บา้นสูงจากระดบัน้า ทะเลประมาณ ๑,๔๐๐ เมตร สภาพ พ้ืนที่ของที่ต้งัชุมชนส่วนใหญ่จะลาดชันมีที่ราบน้อยมาก บริเวณป่ าโดยรอบเป็ นประเภทป่ าดงดิบ เป็ นส่วนใหญ่และมีป่าประเภทกึ่งเบญจพรรณในบางพ้ืนที่ การอพยพเข้ามาในพ้ืนที่เริ่มต้งัแต่ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ โดยมา ต้งัหมู่บา้นที่ปางขมุหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หมู่บ้านแม่สาเก่า” ต่อมามีสมาชิกอพยพเข้ามาสมทบ มากข้ึนจนกระทงั่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ จึงได้ย้ายที่ต้งัลงมาที่บ้านแม่สาใหม่โดยมีนายจู่แต่ง แซ่ โซ้ง เป็ นผู้น าหมู่บ้าน ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้ยกฐานะหมู่บ้านเป็ นหมู่บ้านทางการโดยมีนาย หวงัจ้ือ แซ่โซง้เป็นผใู้หญ่บา้นคนแรก (๒๕๑๖ - ๒๕๒๐) นายเยียะเปา แซ่หาง (๒๕๒๐ - ภาพที่ ๓๘: หมู่บ้านแม่สาใหม่
๔๕ ๒๕๒๕) นายจวั๊เปา แซ่โซง้(๒๕๒๖ - ๒๕๓๗) นายสวัสดิ์ แซ่ท้าว (๒๕๓๘ -๒๕๔๑) นายเกษม แซ่โซ้ง (๒๕๔๑ - ๒๕๔๒) นายวิน แซ่ย่าง (๒๕๔๒ - ๒๕๔๔) และนายมนัส ถนอมวรกุล เป็น ผู้ใหญ่บ้าน (ในช่วงท าการศึกษาวิจัยโครงการฯ) ตามล าดับ สา หรับที่มาของชื่อหมู่บา้นน้นัเนื่องมาจากทา เลที่ต้งัอยู่ใกล้ล าห้วยแม่สา นอ้ยซ่ึงเป็นสาขาหน่ึงของน้า แม่สาที่มีตน้ สาข้ึนอยเป็ นจ านวนู่ มาก จึงเรียกชื่อว่า “บ้านแม่สาใหม่” ตามชื่อของล าห้วย ๒.๖.๑.๒ โครงสร้างทางสังคม และการปกครอง ชุมชนบ้านแม่สาใหม่มีจ านวนประชากรประมาณ ๔๒๕ คน ชาย แบ่งเป็ นชาย ๒๒๐ คน หญิง ๒๐๕ คน มีจ านวนหลังคาเรือนประมาณ ๑๐๕ หลังคาเรือน (เฉพาะ หมู่ที่ ๖) การปกครองหมู่บ้านของชุมชนเผ่าม้งบ้านแม่สาใหม่มีการปกครองเป็ น ๒ ลักษณะ คือ แบบเป็ นทางการ และ แบบไม่เป็ นทางการ ๑) แบบเป็ นทางการคือ ระบบการจัดการปกครองโดยองค์กรของรัฐ หรือ ระบบราชการ โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็ นผู้น าหมู่บ้าน มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและกรรมการอีก ๗ ฝ่ าย นอกจากน้นั ยังมีสมาชิกองค์การบริหารส่วนต าบลช่วยกันดูแลและพัฒนาหมู่บ้านซึ่งในหมู่บ้านแม่ สาใหม่มีการแบ่งเขตปกครองออกเป็ น ๕ เขต ๒) แบบไม่เป็ นทางการ คือ เป็ นระบบการปกครองตามโครงสร้างของ ตระกูลนามสกุล “แซ่” คือ การปกครองซึ่งจะมีผู้รู้หรือผู้อาวุโสที่ได้รับการยอมรับนับถือของ ตระกูลแต่ละนามสกุลแซ่เป็ นผู้น าควบคุมดูแลคนในตระกูลของตน ระบบน้ีความเขม้แขง็ข้ึนอยกู่บั ผู้น าในแต่ละตระกูลว่าจะได้รับการยอมรับมากน้อยเพียงใด ส าหรับชุมชนบ้านแม่สาใหม่ ประกอบด้วยตระกูลนามสกุลแซ่ ที่มีสมาชิกในตระกูลจ านวนมากอยู่๔ ตระกูลด้วยกัน คือ ตระกูล นามสกุลแซ่โซ้ง แซ่ท้าว แซ่ย่างและแซ่หาง ๒.๖.๑.๓ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ๑) ที่ดิน พ้ืนที่ภายในชุมชนของชนเผ่าม้งบ้านแม่สาใหม่มีการแบ่งพ้ืนที่การใช ประโยชน์ออกเป็นส่วนๆ ดงัน้ีคือ - พ้ืนที่ท ากิน (ที่ท าการเกษตร) มีเน้ือที่ประมาณ ๓,๔๐๐ ไร่ - พ้ืนที่ป่ าชุมชนใช้สอย มีเน้ือที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ - พ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์เป็นพ้ืนที่อนุรักษเ์พื่อเป็นแหล่งตน้น้า มีเน้ือที่ ประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ (รวมท้งัป่าดงเซง้ ป่ าช้า) - พ้ืนที่ที่อยู่อาศัย มีเน้ือที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่ - พ้ืนที่สาธารณะ(โรงเรียน วัด โบสถ์) มีเน้ือที่ประมาณ ๒๐ไร่
๔๖ ๒) กฎเกณฑ์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ - มีการท าแนวกนัไฟรอบพ้ืนที่ในเขตป่าชุมชน ป่ าใช้สอย ป่ า อนุรักษแ์ละพ้ืนที่ทา กิน - มีการจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวังไฟป่ าในช่วงฤดูแล้ง - เมื่อมีไฟป่ าเข้ามาในเขตรับผิดชอบทุกคนต้องร่วมช่วยกันดับ ไฟป่ า - ห้ามมีการตัดไม้และเผาท าลายป่ าในเขตป่ าอนุรักษ์ ผู้ฝ่ าฝื นจะ ถูกปรับเป็ นเงินจ านวน ๑,๐๐๐ บาท - เมื่อมีความต้องการที่จะใช้สอยในเขตป่ าใช้สอย ต้องได้รับ อนุญาตจากคณะกรรมการหมู่บา้นก่อน และหา้มตดัเพื่อจา หน่ายใหบุ้คคลภายนอกชุมชน - ห้ามบุคคลนอกชุมชนเข้ามาตัดไม้ในเขตป่ าใช้สอยและป่ า อนุรักษ์เป็ นอันขาด - ห้ามล่าสัตว์ป่ าในเขตอนุรักษ์ ผู้ฝ่ าฝื นจะถูกปรับเป็ นเงินจ านวน ๑,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ บาท (สัตว์๔ เท้า ๓,๐๐๐ บาท/สัตว์ปี ก ๑,๐๐๐ บาท) ๒.๖.๑.๔ ระบบการเกษตรของบ้านแม่สาใหม่ ๑)การท าการเกษตรในอดีต(ก่อนการส่งเสริมปลูกพืชทดแทนปลูกฝิ่น ก่อนปีพ.ศ. ๒๕๑๘) ระบบการเกษตรในอดีตของบ้านแม่สาใหม่ก่อนที่จะมีการปลูกพืช ทดแทนฝิ่นน้นัมีระบบการเพาะปลูกหลกัอยู่๔ ระบบใหญ่ๆ คือระบบไร่ฝิ่น ระบบไร่ขา้วระบบไร่ ข้าวโพด และระบบการเล้ียงสัตวพ์ ้ืนบ้านเพื่อไว้ใช้สอย -ระบบไร่ฝิ่ น เป็ นการเพาะปลูกที่มีการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานในไร่ ฝิ่น เช่น กะหล่ าปลีผกักาดเขียว ผกัชีมันฝรั่งแดง เผือก มัน หอม กระเทียม พริกถั่วฯลฯ นอกจากมีพืชที่ปลูกแลว้ยงัมีพืชผกัธรรมชาติหลายชนิดข้ึนอยู่ในไร่ฝิ่นที่สามารถนา มาเป็นอาหาร ได้ ซึ่งในปัจจุบันพืชหลายชนิดได้ลดความนิยมไปแลว้เช่น กะหล่า ปลีดอย มนัฝรั่งสีแดง เป็นตน้ ในสมยัก่อนไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจากเก็บเกี่ยวขา้วโพดเสร็จเเลว้ ประมาณเดือนกันยายน- ตุลาคมก็จะ หว่านเมล็ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว้แลว้จะไปเก็บเกี่ยวยางฝิ่นประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ส าหรับชนเผ่าม้งบ้านแม่สาใหม่แล้ว ไร่ฝิ่นเปรียบเสมือนธนาคารที่ให้ดอกผลเป็นกอบเป็นกา เพราะ รายได้หลกัเป็นเงินมาจากไร่ฝิ่น และถือเป็ นเสมือนสวนครัวของหมู่บ้านเนื่องจากมีพืชผักชนิด ต่างๆ ปลูกอยู่ในไร่รอการบริโภคตลอดเวลา อย่างไรก็ตามหลังจากเลิกปลูกฝิ่นแล้วระบบการ เพาะปลูกก็เปลี่ยนแปลงไป
๔๗ -ระบบไร่ข้าว เป็ นระบบการเพาะปลูกที่ส าคัญอย่างหนึ่ งในสมัยก่อนน้ันการ เดินทางมาซ้ือขา้วถึงในเมืองเชียงใหม่ไดต้อ้งใชเ้วลาหลายวนัฉะน้นัจึงมีการปลูกข้าวไว้ใช้บริโภค ในครอบครัว ในไร่ข้าวจะมีระบบการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานเช่นเดียวกันกับระบบไร่ฝิ่น เช่นการปลูก ฟักทอง แตงกวา แตงร้าน พริก มะระ บวบ เผือก ขิงถวั่ เป็ นต้น ซึ่งสามารถน ามา บริโภคและเล้ียงสัตวไ์ดแต่ ้ ปัจจุบันต้องไปซ้ือมาบริโภคเสียเป็ นส่วนใหญ่ -ระบบไร่ข้าวโพด เป็ นระบบการเพาะปลูกแบบหมุนเวียนซึ่ งมีการปลูกพืชที่ หลากหลายผสมผสานเหมือนไร่ฝิ่น และไร่ข้าวเช่น มีฟักทองแตงกวา มนัฝรั่งแดง เผือกถวั่ อ้อย ซ่ึงขา้วโพดที่ปลูกในสมยัน้ันก็เพื่อนา มาบริโภคและเล้ียงสัตว์โดยจะปลูกข้าวโพดประมาณเดือน พฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน และจะท าการเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม หลังจากน้ันก็จะเตรียมดินเพื่อหว่านเมล็ดฝิ่นลงไป นอกจากระบบการปลูกพืช ๓ ระบบที่กล่าว มาแล้วยังมีการปลูกกัญชงเพื่อน ามาท าเป็ นเครื่องนุ่งห่มและใช้ในพิธีกรรมต่างๆและบางรายปลูก ต้นท้อพันธุ์พ้ืนบา้นไว้ด้วย -ระบบการเลี้ยงสัตว์ ในสมยัก่อนมีการเล้ียงแบบปล่อยตามธรรมชาติ สัตว์ที่นิยมเล้ียง เช่น ม้า วัว เเพะ หมู เป็ ด และไก่ ส าหรับใช้งานและบริโภคตลอดจนใช้เป็ นเครื่องสังเวยประกอบ ในพิธีกรรมต่างๆ ๒) การท าการเกษตรในปัจจุบัน (หลงัปลูกพืชทดแทนฝิ่น หลงปี พ ั .ศ. ๒๕๑๘) การทา การเกษตรในปัจจุบนัของบา้นแม่สาใหม่หลงัจากเลิกปลูกฝิ่นตาม นโยบายของรัฐแล้ว ชาวบ้านได้ปลูกพืชพันธุ์ทดแทนตามที่ทางราชการส่งเสริมหลายชนิด เช่น -ลิ้นจี่ เป็ นไม้ผลหลักชนิดหนึ่งที่น ามาปลูกในชุมชนและมีการ ปลูกกันมากจนกลายเป็ นรายได้ หลักของชุมชนแทนรายไดจ้ากการปลูกฝิ่น - ไม้ดอกเมืองหนาว เช่น เยอร์บีร่า เบญจมาศ สแตติส และอื่นๆ เป็ นพืชที่มีการปลูกค่อนข้างน้อยในหมู่บ้านแม่สาใหม่ - พืชผัก เช่น กะหล ่าปลี สลัด ผักกาดขาวปลีหอมญี่ปุ่ นมีการ ปลูกกันบ้างในพ้ืนที่ท ากินของบางครอบครัวที่ยังไม่มีการปลูกไม้ผลลงไปหรือในพ้ืนที่ที่ไม้ผลยังมี ต้นขนาดเล็กอยู่ - ไม้ผลเมืองหนาวเช่น บ๊วย อาโวกะโด สาลี่ เป็ นไม้ผลที่มีการ ส่งเสริมให้ปลูกด้วยแต่ยังมีปลูกกันน้อยมาก
๔๘ - พืชไร่พ้ืนบ้าน ยังมีการปลูกอยู่มากเช่น ข้าวไร่ ข้าวโพด และ พืชผกัพ้ืนบาน้ อื่นๆ - สัตวเ์ล้ียง ในปัจจุบนัการเล้ียงสัตว์เช่น หมูเป็ดไก่ลดลง จะมี การส่งเสริมใหเ้ล้ียงสัตวพันธุ์ใหม่ ์ อีกด้วย ๒.๖.๑.๕ การกระจายตัวของชุมชนในประเทศไทย ปัจจุบันชุมชนม้งในประเทศไทย มีจ านวนหมู่บ้านประมาณ ๒๖๔ หมู่บ้าน มีจ านวนหลังคาเรือนประมาณ ๑๘,๗๘๗ หลังคาเรือน และมีจ านวนประชากรประมาณ ๑๔๕,๖๘๓ คน กระจายตัวอยู่ใน ๑๔ จังหวัด โดยอาศัยอยู่ในเขตจังหวัด ตาก น่าน เชียงใหม่ เชียงราย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พะเยา ก าแพงเพชร แม่ฮ่องสอน แพร่ ล าปาง เลย สุโขทัย และ สระบุรี ๒.๖.๒ ประวัติความเป็ นมา ค าว่า “ม้ง (Hmong)” เป็ นค าที่ชนเผ่าม้งใช้เรียกตนเองมาต้ังแต่โบราณ ในทาง มนุษยวิทยาถือว่า ม้ง เป็ นชนชาติที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันกับชนชาติจีนหรือจัดอยู่ในสายตระกูล จีน -ธิเบต ซ่ึงมีชนชาติเยา้หรือเมี่ยนร่วมอยใู่นสายตระกูลน้ีดว้ย เมื่อคร้ังอาศัยอยู่ในจีนได้อาศัยอยู่ ที่มลฑลฮูนาน (Hunan / Humnas) บริเวณลุ่มน้ าฮวงโห และแยงซีและเมื่อมีการรุกรานชนกลุ่ม น้อยในประเทศจีน ชนเผ่าม้งจึงอพยพมาทางใต้เข้าสู่ประเทศเวียตนาม ลาว พม่า และไทย โดยแบ่ง ออกเป็ นสามกลุ่ม คือ กลุ่มแรกเข้าสู่ประเทศเวียตนามเหนือ เข้าสู่เมืองหนองเฮต (Nong het) กลุ่มที่ สองเข้ามาสู่ประเทศลาวที่เมืองซ าเหนือ (Samneua) กลุ่มที่สามเข้าสู่ประเทศลาว พม่า และได้ อพยพเข้าสู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยในที่สุด ภาพที่ ๓๙: ระบบเกษตรปัจจุบัน
๔๙ ปัจจุบันสามารถจ าแนกกลุ่มของชนเผ่าม้งออกเป็ น ๓ กลุ่ม จากลักษณะของเครื่อง แต่งกายและภาษาที่ใชด้งัน้ี ๒.๖.๒.๑ ม้งจั้ว (Hmoob ntsuab) ค าว่า “ม้งจ้ัว” ตามศัพท์แปลว่า “ม้งน้ าเงิน” หรื อ “ม้งเขียว” เพราะ กระโปรงของผูห้ญิงจะออกสีน้า เงินเขียวลักษณะของเครื่องแต่งกายที่เด่นชัด คือ ผู้ชายนุ่งกางเกงสี ด ายาวมีลายปักที่ปลายขากางเกง มีผ้าคาดเอว (Siv liab) สีฟ้าครามตรงปลายปักลวดลาย สวมเส้ือ แขนยาวมีลายปักที่ปลายแขน ตวัเส้ือจะมีช่วงตวัส้ัน เวลาใส่ด้านขวาจะทับด้านซ้ายมีลายปักขอบ เส้ือดา้นล่างรอบตวั ผู้หญิงชนเผ่ามง้จ้วัจะนุ่งกระโปรงซึ่งมีลวดลายปักด้วยมือและ เขียนด้วยข้ีผ้ึงออกสีน้ าเงินเขียว มีแถบผ้ากว้างประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตรพาดทับด้านหน้าเรียกว่า “เส” (Sev) สวมเส้ือแขนยาวผา่ ด้านหน้า ที่สาบเส้ือท้งัสองด้าน และปลายแขนมีการปักลวดลาย ส าหรับภาษาพูดของชนเผ่ามง้จ้วับางค าจะแตกต่างไปจากเผ่าม้ง ขาว ๒.๖.๒.๒ ม้งเด๊อะ(Hmoob dawb) “ม้งเด๊อะ” แปลว่า “ม้งขาว” เพราะมีลักษณะของเครื่องแต่งกายที่เด่นชัด คือ กระโปรงของผู้หญิงเป็ นสีขาวล้วน ส่วนกางเกงของผู้ชายจะมีสีด ารูปทรงแบบเป้าส้ัน ขาเป็นรูป ทรงกระบอกเหมือนกางเกงของคนจีน ผู้หญิงอาจใส่กระโปรงสีขาวล้วนหรือนุ่งกางเกง สีดิ เช่นเดียวกับผู้ชาย ปัจจุบนัจะนิยมนุ่งกระโปรง เฉพาะในงานพิธีทางประเพณีที่สา คญัเท่าน้นัเช่น เทศกาลปี ใหม่และพิธีแต่งงานเป็ นต้น ภาษาพูดบางค าจะแตกต่างไปจากภาษาม้งจวั๊ ภาพที่ ๔๐: เครื่องแต่งกายเพศชายและเพศหญิงชนเผา่มง้จ้วั
๕๐ ๒.๖.๒.๓ ม้งกั่วบ๊า ( Hmoob quas npab) หมายถึง “ม้งแขนปล้อง” หรือ “ม้งแขนลาย” ซึ่งมีเครื่องแต่งกายที่สังเกต ได้เด่นชัด คือ เส้ือผูห้ญิงจะมีผ้าเย็บเป็ นลายปล้องต้งัแต่บ่าหรือไหล่ลงไปถึงปลายของแขนท้งัสอง ข้าง ส่วนผู้ชายแต่งชุดเหมือนผู้ชายม้งเด๊อะ ม้งกั่วบ๊าอพยพมาจากประเทศลาวหลังจากปี พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงชุดแต่งกายไปมากมายหลายอย่างจึงยากที่จะแยก มง้กวั่บ๊าจาก ม้งขาวหรือม้งเขียว ส าหรับการใช้ภาษา จะเหมือนกับภาษาม้งขาว อย่างไรก็ตามในปัจจุบันตระกูลชนเผ่าม้งในประเทศไทยมีอยู่ ๑๕ นามสกุล ด้วยกันคือ ๑)แซ่มา้หรือแซ่มวั่ (Xeem muag) ๒) แซ่ย่าง หรือ แซ่ยะ ( Xeem yaj) ๓) แซ่ท้าวหรือแซ่เฒ่า (Xeem Thoj) ๔) แซ่กือ หรือ แซ่เล้า หรือแซ่โล่ (Xeem nkwg / Xeem Lauj ) ๕) แซ่โซ้ง (Xeem xyooj) ๖) แซ่วือ (Xeem vwj) ๗) แซ่ฟ้า (Xeem faj) ๘) แซ่จ้าว(Xeem tsom) ๙) แซ่หาญ (Xeem ham) ๑๐) แซ่จาง (Xeem tsab) ๑๑) แซ่ลี(Xeem lis) ๑๒) แซ่เฮ้อ(Xeem hawj) ๑๓) แซ่ว่าง หรือ แซ่วะ ( Xeem vaj) ๑๔) แซ่ค า (Xeem khab) ๑๕) แซ่เส่ (Xeem xem) ๒.๖.๓ ภาษา ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้จัดภาษาม้งว่า เป็ นภาษาในตระกูลมอญ - เขมร (ออสโตร เอเชียติค) ไท ซีนนีติค (Sinitic) บางท่านถือว่าภาษาม้ง - เมี่ยน เป็ นสาขาหนึ่งของภาษาตระกูลจีน - ธิเบต ภาษาม้งเป็ นภาษาที่มีเสียงก้องและเป็ นค าโดดๆ ต่างกบัภาษาจีนท้งัคา และการออก เสียงมีค าศัพท์จ านวนมากยืมมาจากภาษาจีน ไทย ลาว และชนชาติอื่นๆ ที่ชนเผ่าม้งมีความสัมพันธ์ ด้วย
๕๑ ในประเทศไทยชนเผ่าม้งพูดภาษาที่มีความคล้ายคลึงกับภาษาที่ใช้อยู่ทางตอนใต้ ของประเทศจีน และภาษาพูดของชนเผ่าม้งกลุ่มย่อยต่างๆ ในประเทศไทยสามารถจะใช้ติดต่อกันได้ ๒.๖.๔ วัฒนธรรมการผลติชุดเครื่องแต่งกาย ๒.๖.๔.๑ วัสดุที่น ามาใช้ ๑) หม้งั (Maj) หรือ กัญชง ๒) ซ้อ (Xov) หรือ เส้นด้าย ๓) โด๊ะ (Ntaub) หรือ ผ้า ๔) ก้า (Nkaj) หรือ ต้นฮ่อม ๕) ค้วัเจี๊ยะ(Quav clab) หรือข้ีผ้ึง ๑) หมั้ง (Maj) หรือกัญชง ชนเผ่าม้งปลูกต้น “หม้งั” หรือ“กัญชง” เพื่อน ามาผลิตเป็ นชุดเครื่องแต่ง กายรวมท้งันา มาใชใ้นพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งจะปลูกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม การเก็บเกี่ยวตน้หม้งัจะทา เมื่อมีอายุประมาณ ๓ – ๔ เดือนและมีความสูง ประมาณ ๓ เมตรโดยตัดมาท้งัล าต้น น ามาตากแดดจนแห้งสนิทแล้วจึงลอกเปลือกออกโดยพยายาม ให้เส้นใยที่ลอกออกมามีขนาดเท่าๆ กัน หลังจากน้ันจึงน าเส้นใยไปตา ในครกกระเดื่องเพื่อให้ เปลือกนอกที่ยังคงติดค้างมากับเส้นใยอยู่บ้างหลุดออกไปจนหมด เอาเส้นใยที่ได้มาม้วนเป็ นก้อน แล้วน าไปแช่ในน้า ร้อนใหอ้่อนตวั แล้วน าไปเข้าเครื่องกรอรวมเป็ นมัดไว้ ภาพที่ ๔๑: ต้นหม้งั (Maj) หรือกัญชง ภาพที่๔๒:การลอกเส้นใย
๕๒ จากน้ันไปต้มเคี่ยวในน้ าข้ีเถ้าประมาณ ๕ - ๖ ชั่วโมง แล้วหมักไว้ใน โคลนท าด้วยข้ีเถา้อีกประมาณ ๒ - ๓ วนัจึงนา มาลา้งดว้ยน้า จนเส้นใยมีสีขาวสะอาด ส าหรับกระบวนการรีด จะน าเอาเส้นใยมาเข้าเครื่องรีดท าด้วยขอนไม้ ลักษณะกลมมีขนาดใหญ่พอประมาณและมีผิวเรียบเสมอกัน ทับลงบนเส้นใยที่วางกบัพ้ืนเรียบ การ รีดเส้นใยท าโดยใช้แผ่นหินวางทับขอนไม้แล้วใช้คนข้ึนไปยืนบนแผ่นหินและพยายามโยกขอนไม้ ให้กลิ้งกลับไปกลับมา หลังจากรีดจนแน่ใจว่าเส้นใยอ่อนนุ่มตามต้องการแล้วจึงน าไปล้างด้วยน้า สะอาดตากให้แห้งสนิท และปั่นให้เป็นเส้นดา้ยแลว้จึงนา ไปเก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการทอเป็ นผ้า ต่อไป ๒) ซ๊อ(Xov) หรือ เส้นด้าย “ซ๊อ” ทา มาจากการนา เอาเส้นใยกญัชงที่ผ่านกระบวนการมาข้นัหน่ึงแลว้ มาเขา้เครื่องปั่นให้เป็นเส้นดา้ยเส้นดา้ยที่ออกจากเครื่องปั่นจะวางเก็บไวอ้ยา่งเป็นระเบียบมดัให้ได้ ขนาดตามต้องการแล้วน าเก็บไว้ ภาพที่ ๔๓:การรีดเส้นใย ภาพที่๔๔: ซ้อหรือ เส้นด้าย
๕๓ ๓) โด๊ะ(Ntaub) หรือ ผ้า “โด๊ะ” หรือผ้า ทอข้ึนมาจากเส้นด้ายที่เตรียมไว้เป็นข้นัตอนการน า เส้นดา้ยที่ผา่นกระบวนการมาหลายข้นัตอนจากตน้กญัชงมาทอเป็นผา้ที่มีขนาดกว้างประมาณ ๑๐ - ๑๒ นิ้ว และเนื่องจากเส้นด้ายที่เตรียมไวม้ีสีขาวดงัน้นัผ้าที่ทอได้จะมีลักษณะสีขาวเป็ นสีธรรมชาติ ตามลักษณะสีของเส้นใย ๔) ก้า (Nkaj) หรือ ต้นฮ่อม กา้หรือ ตน้ฮ่อม เป็นพืชที่สามารถนา มายอ้มผา้ให้เป็นสีน้า เงิน ซ่ึงมีการ ปลูกอยู่ทวั่ ไปในชุมชนเผ่าม้ง เพราะนอกจากปลูกไว้ใช้ส าหรับการย้อมสีผ้าแล้วยังสามารถใช้เป็ น พืชสมุนไพรไดด้ว้ยการยอ้มสีผา้น้นันบัวา่เป็นข้นัตอนที่ยุ่งยากและซบัซ้อนพอสมควรตอ้งใชค้วาม ช านาญในการย้อม ๕) คั๊วเจี๊ยะ (Quav ciab) หรือข้ีผ้ึง “คั๊วเจี๊ยะ” หรือ ข้ีผ้ึง เป็นวัตถุดิบที่ชาวม้งน ามาใช้ส าหรับการเขียน ลวดลาย บนผ้าใยกัญชง (ใช้เทคนิคแบบเดียวกันกับการเขียนลายลงบนผ้าบาติค) เพื่อให้ได้สีตาม ต้องการ อุปกรณ์ใช้ส าหรับเขียนลวดลายข้ีผ้ึงลงบนผ้ามีชื่อเรียกว่า “ด๊าเจี๊ยะ(Dar ciab)” ซึ่ งเป็ น ปากกาเขียนข้ีผ้ึงใหผ้า้เป็นลายตามต้องการ ๒.๖.๔.๒ เทคนิคการถักทอและการสร้างลวดลายบนผืนผ้า การออกแบบลวดลายบนผืนผ้าของชนเผ่าม้งมี ๒ ข้นัตอนคือ ๑) โค๋(Qauv) หรือ แม่แบบ ๒) ปักตามโค๋ ภาพที่๔๕: ก้าหรือ ต้นฮ่อม
๕๔ ๑) โค๋(Qauv) หรือ แม่แบบ “โค๋” หมายถึง แม่แบบหรือการออกแบบเพื่อให้ง่ายต่อการปักเย็บ การจะ เยบ็เส้ือผา้ชุดใด ชุดหน่ึงตอ้งมีการออกแบบหรือทา โค๋(Qauv) ล่วงหน้า จากน้นัก็จะปักเยบ็ตามแบบ ที่วางไว้ โค๋ (Qauv) มีด้วยกันหลายแบบ ตัวอย่างที่นิยมใช้จะมีอยู่๔ รูปแบบคือ -โค๋ คะคื่อ (Qauv qab qwj) -โค๋ต๊ะ เตี๊ยะ (Qauv tab tiab) (ส าหรับท ากระโปรง) -โค๋เดรีย ชอ (Qauv ntriag tsho) -โค๋โล ฮา (Qauv laug has) ภาพที่๔๖:โค๋ คะ คื่อ ภาพที่๔๗:โค๋ ต๊ะ เตี๊ยะ (ส าหรับท ากระโปรง) ภาพที่๔๘: โค๋ เดรีย ฌอ
๕๕ ๒) ปักตามโค๋หรือแบบ หลังจากที่ท าโค๋ (Qauv) หรือแม่แบบแล้ว ก็จะมีการปักเสริมลวดลายตาม โค๋หรือแบบที่วางไว้ หากการปักไม่เป็ นไปตามโค๋ ก็อาจจะมีปัญหาในการตัดเย็บชุด ๒.๖.๔.๓ การเก็บรักษา ๑) ทา การซกัตากใหแ้หง้เพื่อป้องกนัเส้ือผา้มีกลิ่นเหมน็อบั ๒) ถ้าเป็ นกระโปรงจะมีการใช้ด้ายเย็บให้เป็ นกลีบม้วนเก็บไว้ เพื่อ ป้องกันไม่ให้กระโปรงเกิดรอยยับ ๓) พบัเส้ือผา้เก็บไวใ้นหีบ (มักท าด้วยไม้ไผ่สานอย่างประณีต) ให้เป็ น สัดส่วนโดยแยกชุดของผู้ชาย และของผู้หญิง จากน้นันา ไปเก็บไวในห้องนอน ้ ภาพที่๔๙: โค๋ โลฮา ภาพที่๕๐- ๕๑: หีบสานสา หรับเก็บเส้ือผา้
๒.๗ ชนเผ่าลาหู่ พื้นที่ศึกษา: หมู่บ้านขุนห้วยไส้หมู่ที่๗ ต าบลเมืองนะ อ าเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านเจียจันทร์ หมู่ที่๑๓ ต าบลเมืองนะ อา เภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านหนองเต่า หมู่ที่๑๓ ต าบลปิงโค้ง อา เภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านนาน้อย หมู่ที่๑๓ ต าบลปิงโค้ง อ าเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านใหม่โป่งจ๊อกพฒันา หมู่ที่๔ ต าบลแม่ทะลบ อ าเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ นักวิจัย: ณรงค์เดช บูทะ ผู้ช่วยนักวิจัย: จ่าที จะคา ศักดิ์ดา แสนมี่ สันติชัย แซ่ย่าง ลาเคละ จะทอ อนุพงษ์ สิริพงศ์วาณิช ______________________________________________________________________________ ๒.๗.๑ บริบทชุมชน ๒.๗.๑.๑ ประวัติความเป็ นมาของชนเผ่าลาหู่ ชนเผ่าลาหู่มีภูมิล าเนาเดิมอยู่บริเวณแคว้นธิเบตของประเทศจีนเมื่อถูกชาว จีนรุกรานจึงถอยร่นอพยพลงมาทางใต้จนกระทั่งในศตวรรษที่ ๑๗ และ ๑๘ ชนเผ่าลาหู่ได้ต้ัง อาณาจักรอิสระของตนเองบริเวณเขตแดนพม่า –จีน ระหว่างทิศตะวันตกของเมืองว้าประเทศพม่า และทิศตะวันออกของแคว้นยูนนานประเทศจีน ในปีพุทธศักราช ๒๔๒๓ – ๒๔๓๓ ชนเผ่าลาหู่ที่ อาศัยอยู่ในบริเวณน้ีถูกทหารจีนรุกรานอีกจึงได้อพยพลงมาทางใต้ บางพวกอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ใน ประเทศลาว บางพวกอาศัยอยู่ในบริเวณรัฐฉานประเทศพม่า และบางพวกอพยพมาอาศัยอยู่ใน ประเทศไทย กลุ่มชนเผ่าลาหู่ที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทยแบ่งออกเป็ นได้ ๖ กลุ่ม คือ ๑) ลาหู่ญี(ลาหู่แดง) ๒) ลาหู่นะ(ลาหู่ด า) ๓) ลาหู่ชี(ลาหู่เหลือง) ๔)ลาหู่บ่าหลา ๕) ลาหู่เชเล ๖) ลาหู่แฮกก่ะแอะ
๕๗ ๒.๗.๑.๒ โครงสร้างการปกครอง หมู่บ้านของชนเผ่าลาหู่ทุกแห่งไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก จะมีหัวหน้าหมู่บ้าน อยู่คนหน่ึง บางหมู่บา้นอาจมีผูช้่วยหัวหน้าอีกก็ได้หัวหน้าหมู่บา้นมีหลายระดับ การแบ่งระดบัน้ี ได้รับอิทธิพลการปกครองภายนอก จะเห็นว่าพวกลาหู่ในรัฐฉานได้รับอิทธิพลทางการปกครองจาก ไทยใหญ่ตา แหน่งเหล่าน้ีบางส่วนก็เป็นการเลือกข้ึนมา บางส่วนก็เป็นมรดกตกทอดกนัมา ส่วน รัฐบาลไทยยอมรับต าแหน่งหัวหน้าเพียงระดับเดียวคือผู้ใหญ่บ้านซึ่งชนเผ่าลาหู่เรียกว่า “แก่” (ย่อมา จากค าว่า “ผู้แก่”)ผูท้ ี่ได้รับการแต่งต้ังจากทางการก็มีตา แหน่งเป็นผูใ้หญ่บ้าน รับผิดชอบข้ึนต่อ รัฐบาลไทย หัวหน้าหมู่บ้านจะปกครองหมู่บ้านโดยมติจากสภาหมู่บ้านซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้ช่วย (ถ้ามี) ผู้อาวุโส ซึ่ งเป็ นที่เคารพนับถือ และพ่อครูหรือพระประจ าหมู่บ้าน ผู้สูงอายุในหมู่บ้านมีอ านาจตัดสินให้หัวหน้าหมู่บ้านพ้นจากต าแหน่งได้ หรือในบางกรณีอาจถูก ขอร้องให้เปลี่ยนการตัดสินใจ หัวหน้าหมู่บ้านจะเป็ นผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่างลูกบ้าน การ ลงโทษจะเป็ นการปรับเงิน ถ้าเป็ นกรณีร้ายแรง เช่น การฆาตกรรม จะน าตัวผู้กระท าผิดส่งให้ต ารวจ ไทยจัดการ ๒.๗.๑.๓ โครงสร้างทางสังคม ๑) ครอบครัว ครอบครัวของลาหู่ประกอบด้วยหัวหน้าครอบครัว ภรรยาและลูก และ หลายๆ ครอบครัวจะรวมเป็ น “ครัวเรื อน”อยู่ภายใต้การปกครองของหัวหน้าครัวเรื อน อาจมี ครัวเรือนที่ประกอบด้วยครอบครัวเดียวแต่ครอบครัวเหล่าน้ีต่อไปจะกลายเป็นครัวเรือนใหญ่ข้ึนมา โดยนับญาติทางฝ่ ายสามีและภรรยาเข้าไปด้วย เนื่องจากผู้ชายลาหู่เมื่อแต่งงานแล้วต้องไปอยู่กับ ครอบครัวของภรรยา ดงัน้ันครัวเรือนที่ว่าน้ีจึงรวมถึงครอบครัวของลูกสาวที่แต่งงานแล้วซึ่งนับเอา สามีและลูกๆ เข้าไปด้วย ครัวเรือนจะเป็นที่รวมความมนั่คงของหมู่บ้าน แต่ละครอบครัวจะมีสมบัติ ของตัวเอง เพาะปลูกเอง แต่ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งน าไปให้หัวหน้าครัวเรือน เช่น ครอบครัวหนึ่ ง ได้ผลผลิต ๓ ส่วน ต้องเอาไปให้หัวหน้าครัวเรือน ๒ ส่วน ถ้าผลิตได้เพียงส่วนเดียวจะต้องเอาไปให้ หัวหน้าหมด แลว้หัวหน้าจะจดัแบ่งให้แก่ครอบครัวที่ปลูกน้ันตามที่หัวหน้าเห็นสมควร หัวหน้า ครัวเรือนจะรับผิดชอบเกี่ยวกับทุกข์สุขของทุกๆ คนในครัวเรือนและเป็นผจู้ดัหาอาหารเส้ือผา้ใหด้ว้ย เมื่อหัวหน้าครัวเรือนเสียชีวิตลง ต าแหน่งหัวหน้าจะตกอยู่กับผู้เป็ นภรรยา และทรัพย์สมบัติที่มีอยู่จะแบ่งให้ลูกหลานที่ยังอาศัยอยู่ด้วยมากกว่าผู้ที่ย้ายออกไปต้งัหลกัแหล่งที่อื่น ส าหรับภรรยาของผู้ตายน้ันถึงแมจ้ะรับตา แหน่งหัวหน้าครัวเรือนต่อมา แต่ที่จริงแล้วเป็ นการด ารง ตา แหน่งชวั่คราวเพราะจะมีการมอบตา แหน่งน้ีให้กับผู้ชายที่อาวุโสที่สุดที่ยังมีอยู่ในครอบครัวต่อไป
๕๘ ซึ่งอาจเป็ นลูกชายหรือลูกเขยก็ได้แต่โดยมากมักจะเป็ นลูกเขยเนื่องจากชาวลาหู่เมื่อแต่งงานแล้ว จะต้องไปอยู่บ้านของภรรยา บุคคลผู้ได้รับมอบจะท าหน้าที่เป็ นหัวหน้าครัวเรือนต่อไป ๒)การแต่งงาน ตามประเพณีที่ผ่านมาชายหนุ่มชาวลาหู่มักจะไปเลือกหาคู่ครองจากหมู่บ้าน อื่น เมื่อตกลงจะอยู่กินฉันสามีภรรยาแล้วฝ่ ายชายก็จะจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอ ลาหู่ไม่นิยมจัดงานแต่งงาน ใหญ่โต ฝ่ายชายจะนา ไก่๒ ตัว (ไก่ตัวผู้และตัวเมีย) เทียนข้ีผ้ึง ๑ คู่น้า ๑ แก้ว เส้นด้าย ๒ เส้น ชนเผ่า ลาหู่แต่ละกลุ่มก็จะมีรายละเอียดในพิธีการที่แตกต่างกันไปบ้าง เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ ายชายจะต้องมาอยู่ บ้านภรรยาเพื่อช่วยท างานให้กับพ่อแม่ของฝ่ ายหญิง ถ้าเป็ นลาหู่แดงต้องอยู่บ้านภรรยา ๒ ปีจากน้ัน จึงแยกบ้านได้ ส าหรับลาหู่ด าอาจอยู่เพียงปี เดียวก็แยกบ้านอยู่ต่างหากได้กรณีฝ่ ายหญิงเป็ นลูกสาว คนเดียวของพ่อแม่ลูกเขยมกัจะเลือกอยกู่บับา้นฝ่ายหญิงแทนที่จะแยกไปต้งับา้นเรือนของตนต่างหาก ๓) การกระจายตัว ชาวลาหู่ในประเทศไทยอาศัยอยู่มากในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ส าหรับจังหวัดเชียงรายส่วนใหญ่อยู่ในเขตอ าเภอแม่จัน อ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงใหม่อยู่ในเขต อ าเภอฝาง อ าเภอเชียงดาว อ าเภออมก๋อย และมีอาศัยอยู่กระจัดกระจายในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก ก าแพงเพชร ล าปาง และเพชรบูรณ์ จ านวนประชากรลาหู่ที่ส ารวจปี พ.ศ. ๒๕๓๘ มีจ านวน ประมาณ ๗๘,๘๔๒ คน (ส านักสถิติแห่งชาติ,๒๕๓๘ , ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา, ๒๕๓๘) ๔) เศรษฐกิจชุมชนและระบบการผลติ ชาวลาหู่พึ่งพาการเกษตรกรรมโดยการท าไร่เป็ นส่วนใหญ่ ที่ท ากินแต่ละที่ จะใช้ประโยชน์ได้อย่างมากประมาณ ๓ ปี จากน้ันจะหาแหล่งทา ไร่ใหม่แลว้กลบัมาใช้พ้ืนที่เดิมอีก ภายหลัง ๑๐ – ๑๕ ปี ล่วงไปแล้ว พืชหลักคือข้าวและข้าวโพดที่ผลิตเพื่อการบริโภค ในอดีตพืชที่เป็ น สินค้าส าคัญและสร้างฐานะให้ชาวลาหู่คือ ฝิ่น และพริกไทย แต่ปัจจุบนัน้ีการเพาะปลูกได้เปลี่ยน รูปแบบไปโดยเลิกผลิตฝิ่นและการผลิตจะมุ่งเน้นเพื่อการค้ามากข้ึน พืชที่ปลูกก็ไม่ใช้พันธุ์พืช พ้ืนเมืองดงัเช่นในอดีต สัตวเ์ล้ียงที่ส าคญัของลาหู่ได้แก่ไก่และหมู บางหมู่บ้านอาจเล้ียงม้าและ ล่อไว้ส าหรับบรรทุกของหรือรับจ้าง ส่วนวัวควายน้ันไม่นิยมเล้ียงกนั โดยทวั่ ไปแลว้สัตวเ์ล้ียงของ ลาหู่ไม่ได้เล้ียงไวข้าย ส่วนใหญ่เล้ียงไวส าหรับ ้ ใช้งานหรือใช้ส าหรับเซ่นสังเวยในพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ๕) ลักษณะสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัย บ้านเรือนของชนเผ่าลาหู่ส่วนมากปลูกยกพ้ืนให้มีใต้ถุนสูง ซึ่ งมักจะใช้ ประโยชน์เป็ นที่เก็บฟืน เสาบา้นเป็นไมเ้น้ือแข็ง พ้ืนและฝาท าด้วยฟากไม้ไผ่หลังคามุงด้วยหญ้าคา หรือใบก้อ การมุงหลังคาด้วยหญ้าคาของชาวลาหู่จะค่อนข้างแตกต่างจากชนเผ่าอื่นๆ คือแทนที่จะ ร้อยหญา้คาเป็นแผงๆ แลว้น ามามุงทีละแผงเรียงซ้อนกนัดงัที่พบเห็นทวั่ ไป กลับใช้หญ้าคามัดรวม
๕๙ เป็ นฟ่อนมุงทับกันจนหนาทึบเช่นเดียวกับวิธีการมุงหลังคาด้วยหญ้าของชาวยุโรป ซึ่งการมุงแบบน้ีจะ ท าให้ใช้ได้ทนนานและท าให้ภายในบ้านอบอุ่นในฤดูหนาว ตัวบ้านแบ่งออกเป็ น ๒ ตอน ด้านหน้าเป็ นชานนอกชายคา ปูด้วยฟากไม้ไผ่ มีบันไดท าด้วยไมท้ ่อนยาวพาดจากพ้ืนดินข้ึนไปสู่ชานบ้าน ด้านหลังเป็ นห้องสี่เหลี่ยมกว้าง ๓ – ๔ เมตร มีฝาไม้ไผ่ สานอยู่รอบทุกด้าน พ้ืนบา้นสูงประมาณ ๑ เมตร ครึ่ ง ท าด้วยไม้ไผ่ล้วนไม่มีเพดาน ตรงกลางห้องมีเตาไฟ ๑ เตา ส าหรับท าอาหาร รอบๆ เตาไฟเป็ นที่นอนและใช้เป็ นที่ต้อนรับแขกด้วย ส าหรับบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านจะใหญ่โตกว่าบ้านของลูกบ้านราว ๒ เท่า มีห้องนอนส าหรับ ต้อนรับแขกและห้องนอนของครอบครัว เตาไฟท าไว้ ๒ แห่ง เพราะบรรดาแขกผู้ไปเยือนหมู่บ้านจะ ไปหาหวัหนา้หมู่บา้นก่อนและมักจะพักค้างแรมอยู่ภายในบ้านด้วย ๖) ลักษณะครอบครัวและเครือญาติ ครอบครัวของลาหู่จะเป็ นลักษณะครอบครัวขยายอาจจะมีที่เป็ นครอบครัว เดี่ยวอยู่บ้างแต่จะต้องมีหัวหน้าครัวเรือนเพียงคนเดียว ทุกคนต้องเชื่อฟังและให้ความเคารพต่อ หวัหนา้ครัวเรือน การนบัญาติน้นัจะนบัรวมญาติทางฝ่ายสามีและภรรยาเขา้ดว้ยกนั ๗) ศาสนา / ความเชื่อ ชาวลาหู่นับถือผีเช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าอื่นๆ ผีที่มีอา นาจที่สุดไดแ้ก่ผีฟ้า ซึ่งลาหู่เรียกว่า “กือซา” ชาวลาหู่นับถือผีฟ้าเปรียบเสมือนเป็ นพระเจ้า ลาหู่เชื่อว่าผีฟ้าเป็ นผู้สร้างสรรพ สิ่งที่ดีงามท้งัหลายในโลกน้ีนอกจากผีฟ้าแลว้ยงัมีผีเรือนและผีหมู่บา้นที่ลาหู่นับถือผีเรือนคือดวง วิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วทา หน้าที่ป้องกนัภยัให้แก่คนในบา้น และจะมีการท าหิ้งบูชาไว้ ตรงหัวนอนของเจ้าของบ้านทุกๆบ้านและเซ่นไหว้เป็ นประจ าหรือเมื่อยามเจ็บป่ วย ส่วนผีหมู่บ้านท า หน้าที่คุ้มครองหมู่บ้านโดยจะมีศาลปลูกอยู่ด้านหนึ่งของหมู่บ้านให้เป็ นที่สิงสถิตย์ซึ่งผีที่กล่าวมา ท้งัหมดน้ีนับถือว่าเป็ นฝ่ ายผีที่ดี ส าหรับฝ่ ายผีร้ายที่ชาวลาหู่เกรงกลวัน้นมีมากมาย ัเช่น ผีน้า ผีป่าผีไร่ ผีภูเขาหลวง เป็ นต้น ๘) ภาษา ชนเผ่าลาหู่ใช้ภาษาพูดเป็ นภาษาธิเบต – พม่า ซึ่ งคล้ายคลึงกับพวกอาข่า และลีซู บางทีก็เหมือนกับภาษาของพวกโล ภาษาบางคา เอามาจากภาษาด้งัเดิมของจีนและไทยใหญ่ ลาหู่ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยใหญ่และลาวพอเข้าใจได้ และบางคนก็พูดภาษาจีนยูนนาน ลาหู่ด าบาง พวกที่อพยพมาจากพม่าสามารถพูดภาษาพม่าไดค้ล่องแคล่ว ท้งัยงัอ่านและเขียนอกัษรโรมนัที่พวก บาทหลวงสอนศาสนาน าไปเผยแพร่ได้อีกด้วย ส าหรับลาหู่แดงปรากฏว่าไม่มีผู้ใดรู้หนังสื อ เนื่องจากภาษาลาหู่ญี (ลาหู่แดง) และลาหู่นะ (ลาหู่ด า) ต่างกันไม่มากนักจึงพอฟังกันรู้เรื่อง ส่วนลาหู่ อีกสองกลุ่ม คือลาหู่เชเลและลาหู่ชีใช้ภาษาพูดที่ต่างกนัออกไปมาก ซ่ึงท้งัลาหู่ดา และลาหู่แดงต่างก็ ประสบความยากล าบากในการติดต่อสื่อสารกบัลาหู่ท้งัสองกลุ่มดงักล่าวขา้งตน้
๖๐ ๒.๗.๒ ข้อมูลพื้นที่ศึกษาวิจัยหลักหมู่บ้านห้วยไส้ ๒.๗.๒.๑ ประวัติชุมชนโดยสังเขป ชุมชนเผ่าลาหู่หมู่บ้านขุนห้วยไส้เป็ นกลุ่มลาหู่ญี หรือลาหู่แดง ก่อต้งัข้ึน เมื่อประมาณปี ๒๕๑๕ ต้งัอยพู่้ืนที่ระหว่างห้วยไส้และห้วยปู โอบล้อมด้วยภูเขาสูง ชุมชนกลุ่มแรก ที่เข้ามาอยู่คือกลุ่มของนายลอผา อยู่ไม่นานก็ย้ายออกไปที่อื่น กลุ่มที่ ๒ เข้ามาอยู่แทนคือกลุ่มของ นายจะเต๊าะและนายแอแส จะทอ ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ กลุ่มของนายจะอื่อ จะคา นายจะนุ แสนไวยากรณ์ และนายแอหยี จะขู่ ซึ่งย้ายมาจากบ้านห้วยบอน อ าเภอฝาง เข้ามาอยู่สมทบ ต่อมาผูอ้าวุโสต้งัให้นาย จะอื่อ จะคา เป็ นผู้น าหมู่บ้านด ารงต าแหน่งจนถึงปี ๒๕๓๘ นายจะที จะคา ได้เป็ นผู้ด ารงต าแหน่ง ผู้น าหมู่บ้านขุนห้วยไส้ถึงปัจจุบัน ๒.๗.๒.๒ การปกครอง หมู่บ้านขุนห้วยไส้มีการจัดการปกครอง ๒ รูปแบบคือ ๑)การปกครองแบบตามกฎจารีตประเพณีของเผ่าลาหู่ มีต าแหน่ง “อาดอ” หรือ“คะแซ” (ผู้น าหมู่บ้าน) มีบทบาทหน้าที่ดูแล ทุกข์ สุข ความสงบเรียบร้อย และไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภายในหมู่บ้าน ๒) การปกครองตามแบบทางราชการ การแต่งต้ังต าแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านท าหน้าที่ติดต่อ ประสานงานกับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวขอ้ง ท้งัภาครัฐและเอกชนตามระบบราชการ ๒.๗.๒.๓ ประชากร สมาชิกหมู่บ้านขุนห้วยไส้มีจ านวนรวมประมาณ ๒๕๐ คน แยกเป็ นผู้ชาย ประมาณ ๑๓๐ คน ผู้หญิงประมาณ ๑๒๐ คน โดยมากอพยพมาจากบ้านห้วยมะยม อ าเภอฝาง บ้าน ดอยปู่ หมื่น อ าเภอแม่อาย และบ้านป่ าหนา อ าเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ภาพที่ ๕๒: ชุมชนเผ่าลาหู่ญีหมู่บ้านขุนห้วยไส้
๖๑ ๒.๗.๒.๔ อาชีพ ชุมชนเผ่าลาหู่หมู่บ้านขุนห้วยไส้มีอาชีพหลักคือการเพาะปลูกข้าวไร่ ข้าว โพด ถวั่ และท าสวนมะม่วง ลิ้นจี่และล าไย ส่วนอาชีพรอง คืองานรับจ้างทวั่ ไป เล้ียงสัตว์และการ หาของป่ า ๒.๗.๒.๔ การศึกษา การศึกษาของชุมชนเผ่าลาหู่หมู่บ้านขุนห้วยไส้มีการจัดการด้านการศึกษา ๓ รูปแบบ คือ ๑) หอแหย่ คือศูนย์ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ ซึ่ งเปรียบเสมือนวัดหรือโบสถ์ เป็ นท้ังสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่ศักดิ์สิ ทธิ์และเป็ นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนท้ังหมู่บ้าน ใช้ ประกอบพิธีกรรมด้านศาสนา ความเชื่อ รักษาโรคภัย เป็ นศูนย์บ าบัดยาเสพติด เต้นร าบันเทิง (ปอย เต เว) และเป็ นศูนย์การเรียนรู้ การสืบทอด ถ่ายทอด การร้ือฟ้ืนประเพณีวฒันธรรม ข้อยกเว้นของการใช้หอแหย่ คือ - ห้ามใช้เป็ นที่ตัดสิ นไกล่เกลี่ย กรณีพิพาทข้อความขัดแย้ง ความผิดต่าง ๆ โดยเด็ดขาด - ห้ามน าอาหารที่เป็นเน้ือสัตว์ทุกชนิดไปรับประทานในหอแหย่ เด็ดขาดยกเว้นเป็ นอาหารเจ - ห้ามพูดค าหยาบ และประพฤติอันใดที่ผิดศีลธรรมในหอแหย่ ๒) ศูนย์วัฒนธรรมเทิดพระเกยีรติแม่ฟ้าหลวงประจ าหมู่บ้าน เป็ นศูนย์ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมจาก ส านักส่งเสริม วัฒนธรรมแห่งชาติ-สวช. ปี ๒๕๔๒ มีการปรับปรุงอาคารและมีการเรียนการสอน การสืบทอด หลกัสูตรทอ้งถิ่น ๓) ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาเทิดพระเกียรติแม่ฟ้าหลวงบ้านขุน ห้วยไส้ ศูนย์บริ การการศึกษาอ าเภอเชียงดาวและศูนย์การศึกษานอกโรงเรี ยน จังหวัดเชียงใหม่ ได้จดัต้งั “ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.)” เมื่อปี ๒๕๓๙ ต่อมาปี ๒๕๔๐ ได้เปลี่ยนชื่อเป็ น “ศูนย์การเรียนชุมชนเทิดพระเกียรติแม่ฟ้าหลวงบ้านขุนห้วยไส้” เพื่อเป็ น การเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า ศูนย์การเรียนแห่งน้ีจดัการเรียน การสอน ต้งัแต่ระดบัเตรียมความพร้อม ถึงช้ันประถมศึกษาปีที่๖ และสอนหลักสูตรเบ็ดเสร็จส าหรับผูใ้หญ่ในภาคกลางคืน นอกจากน้ีมี
๖๒ โครงการการศึกษาทางไกลอีกดว้ย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่จบช้นั ประถมศึกษาแลว้สามารถเรียนต่อ ในระดบัที่สูงข้ึนไป ปัจจุบันมีครูสอน ๑ คน ๒.๗.๒.๕ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้านขุนห้วยไส้มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยองค์กร ชุมชน การจัดการทรัพยากรฯมี ๒ รูปแบบคือ ๑) การจัดการทรัพยากรฯ ตามรูปแบบพิธีกรรมของชนเผ่า มีการฟ้ืนฟูถ่ายทอดภูมิปัญญา และองค์ความรู้ท้องถิ่นของชนเผ่าให้กับ เยาวชน และผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้และจัดพิธีกรรม ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ ดิน น้า ป่ าและสัตว์ป่ า เช่นพิธีกรรม มอ เล เวเป็นพิธีกรรมเล้ียงจ้าวที่ (ป่ า เขา น้า และผืนดิน) เพื่อเป็ นการตอบแทนบุญคุณ ที่มอบความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติมาให้ได้บริโภค พิธีกรรมจะจัดประมาณช่วงเดือนกรกฎาคม ๒) การจัดการทรัพยากรฯ รูปแบบใหม่ จะมีการจัดแยกพ้ืนที่ป่าออกให้เป็ นสัดส่วนเช่น พ้ืนที่อยู่อาศยัพ้ืนที่ทา กิน พ้ืนที่ป่าใช้สอย พ้ืนที่ป่าอนุรักษ์พ้ืนที่ป่าพิธีกรรม มอ เล เว และป่าช้า นอกจากน้ันยงัมีการจัด กิจกรรม ท าแนวกันไฟ ป่ าการเฝ้าระวังไฟป่ า การดับไฟป่ า การออกตรวจป่ า และการปลูกป่ าเสริม ๒.๗.๓ วัฒนธรรมการแต่งกาย ๒.๗.๓.๑ ประวัติศาสตร์ต านานและความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของลาหู่ญี ในอดีตชนเผ่าลาหู่ผลิตชุดเครื่องแต่งกายและเครื่องนุ่งห่มใช้เอง โดยการ เพาะปลูกและทา ไร่ฝ้ายเป็นหลกัช่วงเวลาน้ันยงัไม่มีการซ้ือขายชุดเครื่องแต่งกายนอกจากการใช้ แลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของซึ่ งกันและกัน จึงต้องมีการเตรียมพ้ืนที่เพาะปลูกฝ้าย หาเมล็ดพันธุ์ฝ้ายมา เพาะปลูก บ ารุงรักษา และเก็บเกี่ยวดอกฝ้าย น ามาตากแดดให้แห้ง ผ่านกระบวนการผลิตด้วย เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ กว่าจะมาเป็ นเส้นด้ายและผ้าแต่ละผืนยากล าบากและใช้เวลานานมาก ในรายที่มีสมาชิกในครอบครัวจ านวนมากจะต้องใช้เวลานานเป็ นปีๆ ส าหรับการผลิตชุดเครื่องแต่ง กายให้ครบทุกคน ชนเผ่าลาหู่จึงพยายามสั่งสมความรู้ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญในการ เพาะปลูกฝ้ายและการผลิตชุดเครื่องแต่งกายและเครื่องนุ่งห่มและถ่ายทอดสู่รุ่นต่อๆ มาอย่างไม่ขาด ตอน ความเชื่อของชนเผ่าลาหู่ญี เมื่อมีเด็กคลอดออกมาใหม่ หากเป็ นเพศชายจะ ห่อผ้าตัวเด็กด้วยผ้าของผู้หญิงและหากเป็ นเพศหญิงจะห่อตัวเด็กด้วยผ้าของผู้ชาย เชื่อว่าเมื่อเด็ก เติบโตเป็ นหนุ่มเป็ นสาวแล้ว จะมีความรักความผูกพัน และความสนใจต่อเพศตรงข้าม ภายหลังการ คลอดสามวนัจะสวมใส่เส้ือให้เด็กด้วยเส้ือสีขาว เชื่อว่าเด็กเป็นผูบ้ริสุทธ์ิไม่มีบาป ช่วงประกอบ พิธีกรรมน้ีผู้น าทางความเชื่อจะแต่งเครื่ องแต่งกายด้วยชุดเครื่ องแต่งกายสีขาวหรือสีเหลือง มี ความหมายว่าเป็ นผู้รู้ ผู้ปฏิบัติศีลธรรมและเป็ นผู้เผยแผ่ธรรมะ
๖๓ ผู้อาวุโสลาหู่จะมีล าน าที่ใช้ล้อเล่นกับพวกเด็กๆที่มักไม่ค่อยชอบสวมใส่ เครื่องแต่งกายดงัน้ี ๑) เหวอะก้า ม่า เหวอะ โก ชอกูหญี แพะ ต้วย เอ ลอ เจ้ มีความหมายว่า หากไม่สวมใส่เส้ือผา้แลว้จะกลายเป็นคนเปลือย (ชีเปลือย) ๒) หนอง มา แป้น มา แฮะ ลอเจ้ มีความหมายว่า แมลงและผ้ึงชนิดหน่ึงเมื่อหางมาถูกผิวแลว้จะทา ให้แสบ และคันผิว ๓)แป้น ตู่เด้ลอเจ้ มีความหมายว่า ผ้ึงหรือตัวต่อจะมาจ้ีจะมาต่อย เอานะ ๒.๗.๓.๒ วัฒนธรรมการผลิตเส้นด้าย ๑) ประเภทของฝ้าย ฝ้าย หรือชาวลาหู่เรียกว่า “สาร่า” มี ๒ ชนิด - ฝ้ายเล็ก(สาร่าแอ๋) คุณสมบัติ มีความ เหนียว ทน และ ลื่น ทอผ้า ได้ง่าย สะดวกกว่า - ฝ้ายหลวง (สาร่าโหล) คุณสมบัติดอกใหญ่แต่ขาดง่ายนิยมท า เป็ นเครื่องประกอบพิธีกรรม เช่นท าเครื่องเซ่นไหว้ สายสิญจน์ และไส้เทียนข้ีผ้ึงมากกว่าน ามาทอผ้า ๒)กระบวนการผลิตเส้นด้าย ในอดีตชาวลาหู่ผลิตเส้นด้ายโดยนา ดอกฝ้ายที่แก่แลว้ตากแดดให้แห้งผ่าน ข้นัตอนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ดงัน้ี - จึ๋ จือ เป็ นอุปกรณ์คัดแยกเมล็ดกับดอกฝ้ายออกจากกัน -ฮ่อ มา เป็ นอุปกรณ์ท าดอกฝ้ายให้ฟู ให้ยุ่ย -กู้เป็ นอุปกรณ์ท าดอกฝ้ายให้ม้วนกลายเป็ นด้าย -อ่อ ดี่ เส้นด้ายม้วนเป็ นก้อนกลมๆ - ส่อ ก๋า ที่ม้วนเก็บด้าย -ก๋า กะ ลุ่ย เครื่ องแยกเส้นด้ายไม่ให้ติดหรื อพันกันเพื่อความ สะดวกในการน ามาทอ ๓) การใช้เส้นด้ายส าเร็จรูป เนื่องจากมีอุปสรรคในการจัดเตรียมเส้นด้ายท าให้ปัจจุบันชาวลาหู่นิยมการ น าเส้นด้ายส าเร็จรูปมาถักทอเป็ นผ้าเรียกว่า พา เปอะ โค๊ะ
๖๔ ๒.๗.๓.๓ วัฒนธรรมการผลิตวัสดุย้อมผ้า ชนเผ่าลาหู่ญีมีภูมิปัญญาทอ้งถิ่นที่ใชใ้นการผลิตวสัดุยอ้มผา้โดยใชว้สัดุจาก ธรรมชาติมาเป็นหลกัในการยอ้มเส้นดา้ยดงัน้ี ๑) นอง เจ่ ใช้ยอด และใบจากต้น นอง มาท าน้ ายอ้มสีเขียว และสีด า ต้นนองเป็ นไม้ พุ่มสูงประมาณ ๑ เมตรการน ามาท าสีย้อมโดยเก็บยอดและใบมาแช่น้า เยน็หรือน้า อุ่น ปิ ดฝาภาชนะ ไว้ให้มิดชิดแล้วทิ้งไวน้านประมาณ ๑๕ วัน แล้วกรองเอากากใบนองทิ้งจากน้นั ผสมปูนขาว (ทุ)ลง ไป (เพื่อเป็ นตัวช่วยท าให้สีใบนองติดในเน้ือผา้ไดด้ี) กวนส่วนผสมโดยวิธีใช้ภาชนะเล็กๆ ตักน้ า ย้อมข้ึนมาแล้วเทลงไปใหม่ (ไม่คน) เพื่อให้น้ าของใบนองกับปูนขาวผสมเข้าด้วยกันให้ดี ถ้าเกิดมี ฟองให้ตักออกหรือปล่อยให้ล้นจากถังเอง แล้วทิ้งไวจน้น้ าสีของใบนองตกตะกอนก้นถังจึงรินน้ า ออกให้เหลือแต่น้า สีใบนองแล้วน าเส้นด้ายหรือผ้าที่ต้องการย้อมมาแช่น้า ให้หมาดๆ เสียก่อนแล้วแช่ ลงในสีย้อม หากต้องการสีเข้มให้ย้อมหลายๆ คร้ังหรือแช่ไวน้านๆ ๒) ค่า ใช้ท าน้า ยอ้มสีเขียวและสีด าได้มาจากยอด ใบ หรือล าต้น ของต้นค่าซึ่งเป็ น ไม้พุ่มสูงประมาณ ๑ - ๒ เมตร การทา น้า ยอ้มโดยน ายอด ใบหรือล าต้นค่า มาแช่น้า หมกัไวป้ระมาณ ๑๒ วันแล้วจึงคัดเอากากออก กรองด้วยผา้อีกคร้ังให้เหลือแต่น้ าสีของต้นค่าใช้ย้อมได้ตามความ ต้องการ ๓) แหม่ ซี ใช้ท าน้า ยอ้มสีเหลืองโดยน าหัวแหม่ ซี (ขมิ้นเหลือง) มาบดให้ละเอียดผสม น้า สะอาด แล้วน าผ้ามาแช่จะได้ผ้าสีเหลือง ๔) ปอ สุ ใช้ท าน้า ยอ้มสีแดง ใช้เปลือกต้น ปอ สุซึ่งเป็ นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ น า เปลือกที่ได้มาบดหรือต าให้ละเอียดแล้วนา ลงผสมน้า ร้อนจึงจะน าเส้นด้ายหรือผ้าลงย้อมสีได้ ๕) ค่าง ใช้ท าน้า ยอ้มสีแดง ทา มาจากครั่งโดยน าค่างมาบดให้ละเอียดแล้วน าลงผสม น้า ร้อนทา เป็นสียอ้ม กระบวนการเหมือนการยอ้มดว้ยปอ สุ ๖) ปูนขาวหรือขีเ้ถ้า (ทุ) ใช้เพียงเล็กน้อยเป็ นส่วนผสมเพื่อให้สีย้อมติดเน้ือผา้คงทน สีผ้าจะได้ไม่ตก
๖๕ ๒.๗.๓.๔ ค่านิยมการใช้สีผ้ากับเครื่องแต่งกาย ลาหู่ทุกกลุ่มใช้ผา้สีดา เป็นสีพ้ืนหลกัของเครื่องแต่งกายแต่จะแตกต่างกัน ตรงที่การใช้ผ้าสีอื่นๆ ตกแต่งประดับบนชุดเครื่องแต่งกายท าเป็ นลวดลาย ส าหรับกลุ่มลาหู่ญีใช้ผ้าสี ด าเป็ นเครื่องแต่งกายและใช้ผ้าสีแดงเป็ นผ้าประดับหรือตกแต่งบนชุดเครื่องแต่งกาย ส่วนในช่วง ประกอบพิธีกรรมและงานประเพณี ผู้น าทางความเชื่อจะแต่งกายด้วยผ้าสีขาวหรือสีเหลือง ๒.๗.๓.๕ ที่มา ความเชื่อ ความหมายของสีที่ใช้ ๑) สีด า สีแดง ตามความเชื่อ หากเป็ นด้ายสีด า สีแดงถือว่าเป็ นสีที่ไม่ดีใช้ สองสีน้ีเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมขบัไล่ผีแต่ดา้นการนา มาตดัเยบ็เป็นเครื่องแต่งกายน้นั ไม่ไดม้ี การระบุไว้ ๒) สีขาว สีเหลือง มีความหมายว่า เป็ นสีบริสุทธิ์ ผุดผ่อง โปร่งใส ผู้ที่ แต่งกายชุดสีน้ีไดค้ือผนู้า ทางความเชื่อ เป็ นผู้รู้ ผู้ประกอบพิธีกรรม ด้านประเพณี วัฒนธรรม เคร่งครัด ปฏิบัติตามศีลธรรม เป็ นที่เคารพศรัทธา นับถือ ท าหน้าที่ติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับ สิ่งที่เคารพเชื่อถือ(อื่อ ซา) ๒.๗.๓.๖โครงสร้างและเทคนิคการตัดเย็บ ๑)วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ไดแ้ก่เขม็ดา้ย ผา้กรรไกร และข้ีผ้ึงส าหรับใช้ท าให้ด้ายแข็ง ลื่นและทน สะดวกในการเย็บ ๒.๗.๓.๗ ช่วงเวลาในการตัดเย็บ ๑) วันศีล หรือวันพระ ใช้เวลาตัดเย็บเครื่องแต่งกายภายหลังการประกอบ พิธีกรรมทางความเชื่อเสร็จแล้ว ๒) หลังเลิกงานตอนเย็นจนถึงค ่า เนื่องจากชาวลาหู่จะไม่ใชเ้วลาท้งัวนั ใน การตดัเยบ็เส้ือผา้ ๒.๗.๓.๘ ผู้มีบทบาทในการตัดเย็บ ไดแ้ก่ผู้อาวุโสสตรีแม่บ้าน รวมท้งัหญิงสาวและเด็ก ๒.๗.๓.๙วิธีการตัดเย็บ ๑) เสื้อผู้ชาย มีส่วนประกอบ ๓ ชิ้น คือ - ตวัเส้ือ(อา โปะอ่อ ตัว) มี ๑ ชิ้น -แขนเส้ือ(หลกัแซ) มี ๒ ชิ้น ขั้นตอนที่๑ ตัดผ้าเป็ นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขั้นตอนที่๒ พับครึ่งเป็ นสองส่วนเท่าๆกัน
๖๖ ขั้นตอนที่๓ ตัดเป็ นวงกลมระหว่างกึ่งกลางที่รอยพับ ขั้นตอนที่๔ ผา่จากวงกลมลงมาถึงชายเส้ือ ขั้นตอนที่๕ ตัดผ้าเย็บเป็ นทรงกระบอก ๒ ชิ้น ทา เป็นแขนเส้ือ ขั้นตอนที่ ๖ น ามาเยบ็ต่อท้งัสองขา้งเป็นแขนเส้ือและเย็บตะเข็บ เส้ือท้งัสองดา้น ขั้นตอนที่ ๗ ปักลวดลายที่บริเวณรอบๆคอเส้ือและติดเม็ดกระดุม ๒)กางเกงผู้ชาย มีส่วนประกอบ ๔ ชิ้นเป็น คือ - หวักางเกง (ห่าอ่อก่อ) สีขาว ๑ ชิ้น - ตัวกางเกง (ห่า อ่อ โต) สีด า ๒ ชิ้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผา้ - ปลายกางเกง (ห่า คือ มื่อ) แถบผ้าสีแดง ๒ ชิ้นขา้งละ ๑ ชิ้น - เป้ากางเกง ๒ ชิ้นเป็นรูปสามเหลี่ยมดา้นไม่เท่า ขั้นตอนที่ ๑ ตัดผ้าเป็ นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเท่าๆกันจ านวน ๓ ชิ้น ขั้นตอนที่๒ ตัดผ้าเป็ นรูปสามเหลี่ยมด้านไม่เท่าจ านวน ๓ ชิ้น ขั้นตอนที่๓ น าผ้าสามเหลี่ยมมาเย็บติดกับผ้าสี่เหลี่ยมข้างขวา ๑ ชิ้นและขา้งซา้ย ๑ ชิ้น ขั้นตอนที่๔ นา ผา้ท้งัสองชิ้นมาประกอบกนัและเยบ็ติดกนั เป็ นตัว กางเกง ขั้นตอนที่๕ ตัดต่อหรือทับซ้อนปลายขากางเกงด้วยผ้าสีแดง เรียกว่า หนา เปะ ขั้นตอนที่ ๖ น าตัวกางเกงเย็บต่อกับหัวกางเกงกลายเป็ นตัวกางเกง ส าเร็จรูป ๓) เสื้อผู้หญิง มีส่วนประกอบ ๔ ชิ้น คือ - ตวัเส้ือ(อา โปะอ่อ ตวั) ๑ ชิ้น -แขนเส้ือ(หลกัแซ) มี๒ ชิ้น -แถบผา้สีแดง (ใชต้กแต่งประดบัเพิ่มสีสัน) ขั้นตอนที่๑ ตัดผ้าเป็ นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขั้นตอนที่๒ พับครึ่งเป็ นสองส่วนเท่าๆกัน ขั้นตอนที่๓ ตัดเป็ นวงกลมระหว่างกึ่งกลางที่รอยพับ ขั้นตอนที่๔ ผา่จากวงกลมลงมาถึงชายเส้ือ ขั้นตอนที่๕ ตัดผ้าเย็บเป็ นทรงกระบอก 2 ชิ้น ทา เป็นแขนเส้ือ
๖๗ ขั้นตอนที่๖ นา มาเยบ็ต่อท้งัสองขา้งเป็นแขนเส้ือและเยบ็ตะเขบ็ เส้ือท้งัสองดา้น ขั้นตอนที่๗ เย็บแถบผ้าสีแดง “หนา เปะ” ตามแขน ปลายแขน เส้ือ รอบคอ หนา้อกและชายเส้ือ ขั้นตอนที่ ๘ ปักลวดลายต่างๆ ข้างๆ แถบผ้าสีแดง เพื่อให้ดู สวยงาม ขั้นตอนที่๙ ประดบัดว้ยเครื่องเงินตามบนเส้ือ ๔) ผ้าซิ่นผู้หญิง มีส่วนประกอบ ๔ ชิ้น - หวัผา้ซิ่น (แท ดูอ่อก่อ)จา นวน ๑ ชิ้น - ตวัผา้ซิ่น (แท ดู อ่อ โต) จ านวน ๑ ชิ้น - ปลายผา้ซิ่น (แท ดูอ่อ มื่อ)จา นวน ๒ ชิ้น ขั้นตอนที่๑ ตัดผ้าเป็ นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตามขนาดของร่างกาย ขั้นตอนที่๒ ต่อหรือทบัซ้อนแถบผา้สีแดง หวัผา้ซิ่น และปลาย ผา้ซิ่น ขั้นตอนที่ ๓ ปักลวดลายข้างๆ แถบผ้าสีแดง บนตวัผา้ซิ่น เพิ่มสีสัน เพื่อความสวยงาม ขั้นตอนที่๔ นา หวัผา้ซิ่นมาเยบ็ต่อกบัตวัผา้ซิ่น ๕) ลวดลายที่ประดับบนชุดเครื่องแต่งกายของผู้หญิง -อา หย่อ วิ เป็ นลายดอกต้นยอ -กงะคือ ก๋ายลายตีนไก่ -อา เกาะก๋าย ลายงอยาว -อ่อ ตอ กุ๋ยลายดอกงอส้ันเป็นตอนๆ รูปแบบลวดลายที่ประดบับนชุดเครื่องแต่งกายของชนเผา่ลาหู่น้นัสังเกตและเลียนแบบจาก ธรรมชาติท้งัจากพืชและสัตว์เช่นลวดลายดอดไมแ้ละรอยเทา้สัตว์ ๒.๗.๓.๑๐ การใช้ประโยชน์และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และเครื่องประดับ ๑) ประเภทการใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์ผ้า - ใช้เป็ นเครื่องแต่งกาย หรือเครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจ าวัน - ใชเ้ป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เนื่องจากในอดีตไม่มีการ ซ้ือขาย - ใช้เป็ นของขวัญของที่ระลึก เนื่องในงานประเพณีปี ใหม่
๖๘ - ใชเ้ป็นสิ่งของในพิธีกรรมขอขมาจากผใหญ่ เมื่อได้กล่าวล่วงเกิน ู้ ผู้ใหญ่ - ใช้ในการประกอบพิธีกรรม เช่น ทา เป็นธงผา้ปัดเป่าขบั ไล่สิ่งชวั่ ร้ายต่างๆ ไม่ให้เข้ามาในหมู่บ้าน ๒) ค่าใช้จ่ายส าหรับจัดซื้อและจัดท าเครื่องแต่งกายปัจจุบัน -ค่าวัสดุอุปกณ์ เช่น เข็ม เส้นด้าย ผ้า และเครื่องประดับเงิน -ค่าตัดเย็บเครื่องแต่งกาย -ค่าประดับเครื่องเงิน ๓)รายการเครื่องแต่งกายผู้ชาย - เสื้อ ผู้ใหญ่ ราคาประมาณ ๓๐๐ - ๖๐๐ บาท เด็ก ราคาประมาณ ๑๒๐ - ๒๐๐ บาท -กางเกงผู้ใหญ่ ราคาประมาณ ๒๐๐ - ๓๐๐ บาท เด็ก ราคาประมาณ ๑๒๐ - ๒๐๐ บาท ๔)รายการเครื่องแต่งกายผู้หญิง - เสื้อ ผู้ใหญ่ ราคาประมาณ ๔๐๐ - ๖๐๐ บาท เด็ก ราคาประมาณ ๒๐๐ - ๓๐๐ บาท - ซิ่น ผู้ใหญ่ ราคาประมาณ ๔๐๐ - ๖๐๐ บาท เด็ก ราคาประมาณ ๒๐๐ - ๓๐๐ บาท เข็มขัด(เหรียญเงินรูเปี ย) ราคาประมาณ ๕,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ บาท ๒.๗.๓.๑๑การดูแลและเกบ็รักษาเครื่องแต่งกาย การเก็บรักษาเครื่องแต่งกายของชนเผ่าลาหู่ จะเก็บโดยการกลับด้านเครื่อง แต่งกายโดยเอาด้านนอกเข้าด้านใน ด้านในออกด้านนอกและพบัแขนเส้ือเขา้หาตวัเส้ือแลว้พบัตวั เส้ือตาม เก็บไวอ้ย่างเรียบร้อย การซักเครื่องแต่งกายจะใช้มือขย้ีเบาๆ และกลบัดา้นเส้ือตากแดดไว้ เพื่อไม่ใหเ้น้ือสีผ้าซีดจาง ๒.๗.๔ กระบวนการสืบทอดองค์ความรู้การแต่งกายและเครื่องแต่งกายชนเผ่า ๒.๗.๔.๑ พื้นที่การถ่ายทอด การสืบทอด ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแต่งกายและการผลิตชุดเครื่องแต่ง กายชนเผ่าของชาวลาหู่ส่วนใหญ่จะท าในวันศีล ซึ่งจะหยุดการท างานในไร่เพื่อท าพิธีกรรมทางความ เชื่อและพักผ่อนเสร็จแล้วจะเป็ นช่วงเวลาที่ผู้รู้เรื่องการตัดเย็บเครื่องแต่งกาย ถ่ายทอดวิชาความรู้การ ตัดเย็บให้กับสาวๆหรือผูท้ี่เพิ่งจะเป็นแม่บ้านใหม่ๆ โดยนั่งเรียนกนั บนชานบ้านเป็ นกลุ่มๆ ส่วนใน
๖๙ เวลากลางคืนของทุกๆ วันผู้เป็ นแม่จะท าการถ่ายทอดความรู้ให้ลูกๆ โดยจะใชพ้ ้ืนที่บริเวณข้างๆ เตา ไฟที่อยู่กลางตวับา้น และก่อไฟใชไม้สน ้ (เกี๊ยะ)และไม้ไผ่แห้งเป็นแสงสว่างส าหรับฝึ กเรียนและจะ ไม่ใชเ้วลาท้งัวนัในการเรียน หรือการตัดเย็บเครื่องแต่งกาย ๒.๗.๔.๒ ขั้นตอนการถ่ายทอดสืบทอดองค์ความรู้ด้านเครื่องแต่งกาย ๑) เรียนเทคนิคและกระบวนการต่างๆ จากผู้อาวุโส ๒) ฝึ กประสบการณ์โดยการทดลองท าด้วยตนเองท้งัในด้านการออกไป เลือกซ้ือผ้าในเมืองการวัด การตัดเย็บ และการออกแบบลวดลาย ๓) ผลิตงานเพื่อใช้ในสถานการณ์จริง สั่งสมประสบการณ์จนชา นาญ ๔) สังเกต จดจ า ข้อดี ข้อบกพร่องแล้วน าไปถ่ายทอดให้เยาวชนรุ่นต่อไป ๒.๗.๔.๓ ผู้เกยี่วข้องในกระบวนการถ่ายทอดสืบทอดองค์ความรู้ด้านเครื่องแต่งกาย ๑) พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด ๒) ลูก ๓) หลาน ๔) ผู้รู้ ผู้อาวุโส ผู้เชี่ยวชาญในชุมชน ๕) ผู้น าทางความเชื่อ(โตโบ-สล่ะ-อาจา-ลาส่อ–ตาร่า-กา สอ มา) ๒.๗.๔.๔ พื้นที่การแสดงออกของวัฒนธรรมเครื่องแต่งกาย ๑) วันศีล เดือนขึ้น ๑๕ ค ่า เดือนแรม ๑๕ ค ่า วันเข้าพรรษา และวันออก พรรษา กลุ่มลาหู่ญีจะหยุดการท างานในไร่ตามวันดังกล่าว เพื่อหยุดประกอบ พิธีกรรมและมีกิจกรรมสืบทอด ถ่ายทอด ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและป้อย เต เว (การ เต้นร า) ที่หอแหย่(ศูนย์ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ) โดยเป็นพ้ืนที่ที่ลาหู่จะแต่งกายดว้ยชุดเครื่อง แต่งกายที่ท าเสร็จใหม่ๆ สวยงามมาอวดกัน ๒)วันกินข้าวใหม่ เมื่อผลผลิตข้าวไร่ใหม่ออกมาจะจัดงานวันกินข้าวใหม่เพื่อเป็ นการขอบคุณ หรือตอบแทนบุญคุณผูม้ีพระคุณท้ัง จาหลี(ช่างตีเหล็กประจ าหมู่บ้าน) ที่ช่วยผลิตและซ่อมแซม อุปกรณ์ เครื่องมือการท ามาหากินให้ได้ผลผลิตที่ดีและขอบคุณ จ้าวป่ า จ้าวเขาจ้าวน้า ที่ช่วยดูแล และ ประทานความอุดมสมบูรณ์ท าให้ได้ผลผลิตที่ดีงามให้มีกินมีใช้ วันกินข้าวใหม่ของลาหู่แต่ละหมู่บ้าน จัดไม่พร้อมกัน สมาชิกหมู่บ้านที่จัดงานจะแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายชุดๆสวยงามมาให้การต้อนรับ และสมาชิกหมู่บ้านที่จะไปเที่ยวงานต่างก็แต่งกายชุดใหม่ที่สวยงามไปร่วมงานเช่นกันจึงเป็ นเสมือน พ้ืนที่แข่งขันกันแสดงชุดเครื่องแต่งกายของชาวลาหู่เช่นกัน
๗๐ ๓) เทศกาลปี ใหม่ เมื่อเสร็จฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตรในไร่แล้วชนเผ่าลาหู่จะหยุดการ ท างานในไร่และพักผ่อน เพื่อจัดหา จดัเตรียมชุดเครื่องแต่งกาย โดยการซ้ือผา้มาตดัเยบ็เป็นเครื่องแต่ง กายชุดใหม่รวมท้งัถ่ายทอดการตดัเยบ็เครื่องแต่งกายให้กบัลูกหลาน เพื่อเตรียมสวมใส่ตอ้นรับเฉลิม ฉลองปี ใหม่ เรียกว่าประเพณี เขาะ จา เว (ประเพณี กินวอ หรือปี ใหม่) ลาหู่จะแต่งกายชุดใหม่ๆ มา ประชันกันและร่วมเต้นร าปอย เต เว และก่า เคอะ เว ท้งักลางวนัและกลางคืนที่บริเวณลานตน้วอ (ต้นปี ใหม่) เพื่อเป็ นการสรรเสริญ บูชา อื่อ ซา (พระเจ้า) ที่ชนเผ่าลาหู่เคารพนับถือและเซ่นไหว้ ประเพณีปี ใหม่มีด้วยกัน ๗ วัน ๗ คืน แยกเป็ นปี ใหม่ผู้ชาย ๓ คืน ๓ วัน ปี ใหม่ผู้หญิง ๔ คืน ๔วัน ๔) พิธีงานศพ เมื่อมีผู้เสียชีวิตลง ญาติพี่น้องจะแต่งกายศพผู้เสียชีวิตน้ันๆ ด้วยชุดเครื่อง แต่งกายชนเผ่าที่ทา ข้ึนมาใหม่แล้วห่อศพด้วยผ้าสีขาว ๕) การเดินทางไปต่างถิ่น ชนเผ่าลาหู่ที่ต้องเดินทางไปท าธุระยังต่างถิ่นจะแต่งกายด้วยชุดเครื่องแต่ง กายใหม่ หรือเป็ นชุดที่เรียบร้อย ถ้าเป็ นหนุ่มสาวจะต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายให้ครบชุดตามประเพณี ของชนเผ่าทุกประการ ๒.๗.๕ ความเชื่อและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย ๒.๗.๕.๑ ความเชื่อ บรรพบุรุษลาหู่สอนไว้ว่า บ้านเมืองนั้นเสียได้แต่ กฎ จารีต ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมนั้นเสียไม่ได้ มีความหมายว่าบ้านเมืองเสียหายหรือล่มสลายแล้วยังสามารถ ซ่อมแซมหรือสร้างข้ึนมาใหม่ได้อีก แต่จารีต ประเพณี วัฒนธรรมน้ันถ้าสูญเสียไปแล้วท าให้เกิด ความแตกแยก ซ่อมแซมหรือสร้างข้ึนมาใหม่ไม่ได้เช่น วัฒนธรรมภาษาและ เครื่องแต่งกาย เป็ นต้น ฉะน้ันต้องรักษาไวใ้ห้ดีอย่าให้สูญหายอย่าได้ละทิ้งข้อส าคัญที่บรรพบุรุษลาหู่สอนไว้คืออย่าไป สวมใส่เครื่องแต่งกายของชนเผ่าอื่น เพราะถึงแต่งกายดูดีอย่างไรก็ไม่เหมือนเช่นเขาเนื่องจากภาษา และนิสัยใจคอยังคงเป็ นของชนเผ่าตนเอง และจงภูมิใจในชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่าลาหู่ เพราะจะต้อง ใช้สวมใส่ในพิธีกรรมเต้นร า ป้อย เต เว และ ก่า เคอะ เว ในวันส าคัญตามประเพณี เพื่อเป็ นการ สรรเสริญ บูชาอื่อซา (พระเจ้า) เพราะฉะน้ันชาวลาหู่รุ่นลูกรุ่นหลานจะต้องอนุรักษ์ สืบทอด และ ถ่ายทอดขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าลาหู่ไว้สืบไป ๒.๗.๕.๒ แรงบันดาลใจ ๑) ชุดเครื่องแต่งกายมีความโดดเด่น มีลวดลายหลากหลาย และมีสีสัน งดงามแสดงถึงความประณีต ละเอียดอ่อนในการผลิต
๗๑ ๒) เป็ นมรดกมาจากบรรพบุรุษที่ลูกหลานลาหู่ต้องสืบทอดต่อไป ๓) เครื่องแต่งกายมีความเป็ นอัตลักษณ์แสดงความเป็ นตัวตนของชนเผ่า ๔) มีความจ าเป็ นที่ต้องใช้ชุดเครื่องแต่งกายในงานประเพณี พิธีกรรม ส าคัญต่างๆ ๒.๗.๖กระบวนการเลือกรับ ปรับใช้ ที่มีต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง ๒.๗.๖.๑ ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรับ ปรับใช้เครื่องแต่งกายลาหู่ ๑) ด้านสังคม วัฒนธรรม - เกิดจากการอพยพโยกยา้ยขา้มประเทศและขา้มถิ่น ทา ใหเ้กิดการ เปลี่ยนแปลงและปรับใชเ้ครื่องแต่งกายตามสภาพสังคมของคนส่วนใหญ่น้นัๆ - เกิดจากการไม่เห็นความส าคัญ ความรู้สึกที่จะตระหนักในคุณค่า และในการสืบทอด ถ่ายทอดเครื่องแต่งกายลดลง - นโยบายรัฐฯไม่เอ้ือให้มีพ้ืนที่ในการแสดงวฒันธรรมเครื่องแต่ง กายสู่สาธารณชนให้ได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ให้ความส าคัญ และให้การสนับสนุน ๒) ด้านเศรษฐกิจ - วัตถุดิบที่น ามาใช้ในการผลิตเครื่ องแต่งกายที่ถูกต้องตาม ประเพณีอย่างสมบูรณ์หาได้ยากและมีราคาแพง - เทคนิคการผลิตเครื่องแต่งกายโดยใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี ใหม่ๆ แทนการผลิตด้วยมือ เช่น จักรเย็บผ้า อุปกรณ์ลวดลายส าเร็จรูป (ลายดอก) ที่ท าได้ง่าย สามารถ ผลิตได้จ านวนมากกว่าและด้วยราคาที่ถูกกว่า - เกิดการสร้างกระแสสมัยใหม่ นิยมการเปลี่ยนแปลง เกิดแฟชั่น ใหม่ๆ ท าให้เยาวชนเกิดความต้องการ และกลายเป็ นความจ าเป็ นในชีวิตประจ าวันแทนที่ชุดเครื่อง แต่งกายแบบประเพณี ๓) ด้านสิ่งแวดล้อม - สภาพภูมิศาสตร์ภูมิประเทศ ที่ต้งัอยู่อาศยัเปลี่ยนแปลงทา ให้เกิด การปรับใช้ดา้นเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพพ้ืนที่และภูมิอากาศ จากที่เย็นสู่ที่ร้อน การใช้ เน้ือผา้หนาเป็นผา้บาง -ความยุ่งยากในการสวมใส่ ตกแต่งประดับ -ความยุ่งยากในการรักษาความสะอาด ซัก ล้าง ๒.๗.๖.๒ แนวโน้มเครื่องแต่งกายของชนเผ่าในอนาคต ๑) การแต่งชุดเครื่องแต่งกายประจ าชนเผ่าในชีวิตประจ าวันจะลดลงเหลือ แต่เพียงการสวมใส่เนื่องในวนัสา คญัทางพิธีกรรม และงานประเพณีเท่าน้นั
๗๒ ๒) การผลิตชุดเครื่องแต่งกายจะใช้เครื่องเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาแทนที่การ ใชเ้ยบ็ ปักดว้ยมือมากยงิ่ข้ึนเช่นจกัรเยบ็ผา้แบบใช้เท้าเหยียบและจักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้า ๓) เด็ก และวันรุ่นจะแต่งกายตามแฟชนั่สมยัใหม่มากข้ึน ๔) รูปแบบเครื่องแต่งกายจะมีการประยุกต์ หรือดัดแปลงให้เหมาะสมกับ ยุคสมัย ๒.๗.๗ การเคลื่อนตัวของวัฒนธรรมต่อเครื่องแต่งกายชนเผ่าลาหู่ญี ๒.๗.๗.๑ยุคก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ชนเผ่าลาหู่มีการปลูกฝ้าย เพื่อน ามาผลิตเป็ นเส้นด้าย ท าการทอผ้าและ ย้อม สีผ้าเองโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ สามารถตัดเย็บผ้าเป็ นชุดเครื่องแต่งกายและ เครื่องนุ่งห่มใช้เอง ภายในครัวเรือนได้อย่างครบวงจร ในขณะน้นัวตัถุดิบในการผลิตเส้นด้ายและผ้าผืนไม่มีขายต้องผลิต เองท้งัสิ้น การแต่งชุดเครื่องแต่งกายเป็ นรูปแบบเดียวกันหมด สมาชิกชนเผ่าในแต่งกายตามประเพณี อย่างเคร่งครัดทุกเพศ ทุกวัย ทุกโอกาส และทุกสถานภาพ ชนเผ่าลาหู่จึงรู้คุณค่า มีความรู้ เข้าใจ มี ประสบการณ์ในการผลิตผ้าและชุดเครื่องแต่งกายเป็ นอย่างดี มีการสืบทอด ถ่ายทอดกันอย่างต่อเนื่อง การติดต่อสัมพันธ์กับชนเผ่าอื่นๆ มีไม่มากนัก มีเพียงผู้น าหมู่บ้านที่ลงไปซ้ือสิ่งของที่จา เป็นที่ต้องใช้ เท่าน้ัน เช่น เข็ม เกลือและเหล็ก เมื่อซ้ือสิ่งของเสร็จแลว้ตอ้งเดินทางกลบับา้น ถา้กลบับ้านไม่ทัน หรือไม่ถึงก็จะไม่นอนคา้งคืนบา้นคนเมืองหรือพ้ืนที่ราบระหว่างทางโดยเด็ดขาดแต่จะพักระหว่าง ทางที่เป็ นภูเขา (สาเหตุไม่พักอาจเพราะกลัวเป็ นไข้มาลาเรีย) ๒.๗.๗.๒ ยุคตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐– พ.ศ.๒๕๑๙ การผลิตผ้าและชุดเครื่องแต่งกายของเผ่าลาหู่ลดน้อยลง เนื่องจากมีการ ติดต่อสัมพันธ์ ค้าขายกับชนเผ่าอื่นๆและชาวไทยพ้ืนราบมากข้ึนโดยคนเมืองนา ผา้เกลือและเหล็ก ข้ึนไปบนดอยเพื่อแลกเปลี่ยนเป็ นพริก หรืองา คนดอยเริ่มลงไปซ้ือของในเมือง จึงมีการซ้ือผา้ ส าเร็จรูปจากทอ้งตลาดมาสวมใส่แทนการผลิตผา้เอง เพราะหาซ้ือไดง้่าย สะดวกและไม่ยุ่งยากไม่ เสียเวลามากเริ่มมีการซ้ือชุดสา เร็จรูปมาสวมใส่ ๒.๗.๗.๒ ยุคตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐– ปัจจุบัน ไม่มีการผลิตผ้าใช้เอง มีการซ้ือผ้าเครื่องแต่งกายส าเร็จมาสวมใส่ ใช้ เทคโนโลยีใหม่และเครื่องจักร (จักรเย็บผ้า) ในการตดัเยบ็ผา้มากข้ึนเพื่อท าเป็ นธุรกิจการค้า ท าให้ผู้รู้ ในด้านการผลิตตัดเย็บเครื่องแต่งกายชนเผ่าเริ่มลดน้อยลงเหลือเพียงแต่กลุ่มคนเฒ่าคนแก่เท่าน้นัการ สวมใส่ชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่าก็ลดน้อยลง เนื่องจากมีการรับวฒันธรรมการแต่งกายตามแฟชั่น สมยัใหม่มากข้ึน จนทา ให้การแต่งชุดเครื่องแต่งกายเผ่ามีเหลือเฉพาะในวันส าคัญตามงานประกอบ พิธีกรรมและประเพณีเท่าน้นั
๒.๘ ชนเผ่าลีซู พื้นที่ศึกษา : หมู่บ้านไทรงาม หมู่๑๐ ต าบลนาเติงอา เภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านแม่มอญ หมู่ที่๒ ต าบลห้วยชมภูอา เภอเมืองจังหวัดเชียงราย นักวิจัย: อภิธาน สันย้าง ผู้ช่วยนักวิจัย: สมบูรณ์ เลายี่ป๋ า ______________________________________________________________________________ ๒.๘.๑. บริบทชุมชน ๒.๘.๑.๑ ประวัติความเป็นมาชนเผ่าลซีู ลซีูหมายถึง ชนผู้ใฝ่ รู้ แห่งชีวิต มีความหมายมาจากรากศัพท์ ๒ ค า คือค า ว่าลีมาจากค าว่าอิ๊หลี่ซึ่งหมายถึง จารีตประเพณี วัฒนธรรม และวิถีปฏิบัติแห่งชีวิต ส่วนค าที่สอง คือค าว่า ซูมีความหมายว่า ศึกษา การเรียนรู้ ทั้งการเรียนรู้ ในเชิงทฤษฏีและเชิงปฏิบัติชนเผ่าลีซูสืบ เช้ือสายมาจากชนชาติธิเบตและจีนโดยอาศยัอยู่ในมลฑลยูนาน ทางตอนใตข้องประเทศจีน เป็ นชน กลุ่มเช้ือสายโล–โล มีต้นก าเนิดมาจากชนผิวเหลืองหรือมองโกลอยด์ เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๑๔๓๕ ชนเผ่าลีซูได้อพยพหนีภัยสงครามทาง การเมืองในแผ่นดินจีน และมีการอพยพคร้ังใหญ่และกระจดักระจายไปตามที่ต่างๆ บางส่วนได้ อพยพเข้าไปในประเทศปากีสถาน อินเดียและพม่า และบางส่วนเข้ามาอพยพเข้ามาถึงประเทศไทย โดยเริ่มต้งัหลกัแหล่งในแถบดอยแม่สะลอง ต าบลวาวี อ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย แล้วอพยพ ไปอยู่ที่ดอยช้าง และบริเวณอื่นๆ อีกเช่นที่ดอยแม่จอกหลวง โดยชนเผ่าลีซูกลุ่มแรกอพยพมาถึงดอย แม่สะลองเมื่อประมาณ ๘๕ ปี ที่แล้ว ในปัจจุบันชาวลีซูกระจายกันต้ังบ้านเรือนอยู่ในพ้ืนที่๙ จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่มีชนเผ่าลีซูอาศัยอยู่มากที่สุด รองลงมาคือ จังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอนตามล าดับ ส่วนทางภาคเหนือตอนล่างมีชนเผ่าอาศัยอยู่มากในเขต จงัหวดัตาก นอกจากน้ีก็ได้กระจายอยู่ตามยงัจงัหวดัต่างๆ เช่น พะเยาล าปาง สุโขทัย เพชรบูรณ์ และก าแพงเพชร ๒.๘.๑.๒ โครงสร้างการปกครอง ตามประเพณีที่ถือปฏิบตัิกนัมาแต่ด้ังเดิมน้ันหัวหน้าหมู่บ้านข้ึนมาด ารง ต าแหน่งโดยการสืบสายโลหิตแต่ปัจจุบันธรรมเนียมดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ผู้มีอาวุโส ภายในหมู่บ้านเลือกหัวหน้า ซึ่ งในการเลือกหัวหน้ามักไม่มีการขัดแย้งกันเพราะถือเอาความ เหมาะสมเป็ นส าคัญ หากมีเรื่องส าคัญที่ต้องตัดสินใจหัวหน้าหมู่บ้านจะไม่ตัดสินโดยพลการ จนกว่าจะมีผูอ้าวุโสในหมู่บ้านท้ังหมดให้ความเห็นชอบ แต่หากเป็ นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้อง
๗๔ ตัดสินใจโดยฉับพลัน หัวหน้าหมู่บ้านก็จะพิจารณาตัดสินทันทีโดยไม่ต้องขอความเห็นจากบรรดา ผู้อาวุโส ๒.๘.๑.๓ โครงสร้างทางสังคม ๑) การสืบตระกูล จะถือการสืบสายโลหิตทางฝ่ ายบิดาเป็ นส าคัญ เมื่อบุตรชายคนโตแต่งงาน ต้องน าภรรยาเข้ามาอยู่บ้านบิดามารดาของตน เพราะถือว่าบุตรชายเป็ นผู้ได้รับมรดกสืบแซ่สกุล และบุตรชายคนโตเป็ นใหญ่ในบรรดาพี่น้อง ถ้ามีน้องชายแต่งงาน บุตรชายคนโตที่มีครอบครัวแล้ว จะแยกเรือนออกไปอยู่ต่างหาก ๒) การแต่งงาน การเก้ียวสาวของลีซูต่างจากเผ่าอื่น ตรงที่ชาวลีซูนิยมแสดงความรักกนัณ ครกกระเดื่องต าข้าวกลางลานบ้าน หลังรับประทานอาหารค ่าแล้ว หญิงสาวมักนิยมต าข้าวเพื่อใช้ บริโภคในครอบครัว เมื่อไดย้ินเสียงตา ขา้วชายหนุ่มที่สามารถเก้ียวพาราสีหญิงสาวก็จะรีบแต่งตวั ออกจากบา้น ไปช่วยตา ขา้วและพูดจาเก้ียวพาราสีกนัเป็นลา นา เพลงโตต้อบกนัและช่วงที่มีเทศกาล ต่างๆของชนเผ่า เมื่อรักใคร่ชอบพอกันก็จะมีการสู่ขอ โดยฝ่ ายชายต้องเสียสินสอดให้พ่อแม่ฝ่ าย หญิง สินสอดไม่แน่นอนแล้วแต่ฐานะฝ่ ายชาย ถ้าฝ่ ายชายยากจนก็อาจจะยอมไปอยู่บ้านฝ่ ายหญิง ช่วยท างานให้พ่อแม่ของภรรยาสักระยะหนึ่ ง แต่หากบ้านใดมีลูกสาวคนเดียว เมื่อแต่งงานแล้ว ฝ่ ายชายต้องไปอยู่บ้านพ่อแม่ของภรรยา ในกรณีน้ีฝ่ายชาย ไม่ตอ้งเสียค่าสินสอด ๒.๘.๑.๔ เศรษฐกิจ ๑) อาหารและการบริโภค ในสมัย ๘๐ ปีที่แล้วชนเผ่าลีซูได้ดิ้นรนต่อสู้กับโรคภยัต่างๆ แพ้อากาศ โดยเฉพาะอยา่งยิ่งอากาศร้อน การเดินทางสัญจรไปในเมืองซึ่งอากาศจะร้อนกว่าบนที่สูงและในป่ า ลึกดงัน้นัถ้าไม่จ าเป็ นชนเผ่าลีซูจะไม่ออกเดินทางจากหมู่บ้าน สินค้าที่ต้องการมีเฉพาะเน้ือผ้า เกลือ หม้อกระทะ และเครื่องนุ่งห่ม เป็ นต้น และเนื่องจากชนเผ่าลีซูมักเลือกที่ต้ังหมู่บ้านในเขตที่มี ภูมิอากาศหนาวซึ่งไม่เหมาะต่อการเพาะปลูกข้าว ท าให้ขาดแคลนข้าวที่จะใช้บริโภคเป็ นอย่างมาก จึงบริโภคของป่ าแทนข้าว เช่นฮามา มาแซรดจือ ต้น (อ้อยช้าง) หมื่อหงีแฉะ หมื่อเกียะแหละ (มัน เขียว มันลาย) เสอแหวะแน ตูกู๋สื่อเป็ นต้น ๒) การประกอบอาชีพ อาชีพหลักของชนเผ่าลีซูคือ การท าไร่ข้าว การท าไร่ข้าวโพด และปลูก พริกฝ้าย มนั ฝรั่ง และพืชผักต่างๆ การท าไร่ข้าวจะเป็ นการท าเพียงเพื่อบริโภคภายในครอบครัว ตลอดปี มากกว่าขายเป็ นสินค้า การท าไร่ข้าวโพดมีความส าคัญรองจากการท าไร่ข้าว ส าหรับ ขา้วโพดที่ผลิตไดน้า ไปเล้ียงสัตว์ เช่น หมู ไก่และใช้บริโภคเองบ้างมีบางส่วนที่น ามาหมกัตม้กลนั่
๗๕ เป็ นสุราข้าวโพดใช้ดื่มในระหว่างงานพิธีฉลองปีใหม่ หรืองานพิธีอื่นภายในครัวเรือนและหมู่บ้าน ส่วนพืชผักอื่นๆ ก็ปลูกแต่เพียงพอสา หรับบริโภคในครอบครัวเท่าน้นั นอกจากการท าเกษตรกรรมดังกล่าวแล้ว ชาวลีซูยงัเล้ียงสัตวต์ ่างๆ เช่น ไก่หมู แพะแกะและมา้ โดยเฉพาะหมูและไก่น้นัเป็นสัตวเ์ล้ียงที่จะขาดเสียมิไดทุ้กหลังคาเรือนจะ เล้ียงสัตวท์ ้งัสองชนิดน้ีเพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ตามประเพณีของเผ่า นอกจากการท า ไร่และเล้ียงสัตวแ์ลว้ผู้ชายชาวลีซู ยังเป็ นนักล่าสัตว์ฝี มือดีอีกด้วยมีความช านาญในการใช้เครื่องมือ ล่าสัตว์โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ การใช้หน้าไม้เป็ นอย่างดี ๒.๘.๑.๕ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัย บ้านของชาวลีซูจะปลูกติดกบัพ้ืน แต่ก็มีลีซูในบางพ้ืนที่ปลูกบา้นยกพ้ืน สูงข้ึนเล็กน้อย บางแห่งใช้ดินดิบท าเป็ นฝาบ้านแต่โดยมากใช้ไม้ไผ่สาน เสาบ้านท าด้วยไม้ไผ่หรือ ไม้อื่นสุดแต่จะหามาได้ ภายในตภายในตวับา้นจะมีห้องโล่งเป็นท้งัห้องรับแขกรับประทานอาหาร และทา งานรวมท้งัเป็นที่ชุมนุมของสมาชิกในครอบครัวโดยทางซ้ายมือและขวามือของห้องรับแขก จะเป็นห้องนอนของเจ้าของบา้นและครอบครัว นอกจากน้ีจะมีแท่นบูชาดวงวิญญาณบรรพบุรุษ และผีเรือน (คลา้ยกบัแท่นหรือหิ้งบูชาของชาวจีน) ที่มุมด้านในสุดของห้องรับแขกอีกด้วย ๒.๘.๑.๕ ลักษณะครอบครัวและเครือญาติ ครอบครัวของชาวลีซูมีลักษณะเป็ นครอบครัวขยาย มีหัวหน้าครอบครัว ที่ทุกคนจะต้องเคารพนับถือ ผู้ชายเมื่อแต่งงานแล้วจะต้องน าภรรยามาอยู่บ้านของตน การนับญาติ ก็จะนับถือกันไปตามศักดิ์และอายุเป็ นส าคัญ ๒.๘.๑.๖ ศาสนาและความเชื่อ ชาวลีซูนับถือวิญญาณบรรพบุรุษดังน้ันในแต่ละบ้านจะมีแท่นบูชาอยู่ เหนือพ้ืนดินซ่ึงจดัไวแ้ห่งหน่ึงต่างหาก บนแท่นบูชาวางถว้ยธูป เทียน เป็ นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเซ่น ไหว้ บูชาบรรพบุรุษของตน จา นวนถว้ยใส่เครื่องบูชาน้ีมากนอ้ยแลว้แต่ตระกูลที่ตนนับถือ และปัก ธงทิวหางว่าวเล็กๆ บนหิ้งบูชาน้นั ผู้น าทางศาสนา (เหมอหมือ) หมอผี หรือหมอสวด จะท าหน้าที่เป็ นผู้น า ในการประกอบพิธีต่างๆ เช่นงานพิธีแต่งงาน งานศพ พิธีเรียกขวัญ พิธีเซ่นผีต่างๆ เป็ นต้น ๒.๘.๑.๗ ภาษา ชาวลีซูใช้ภาษาในกลุ่ม ธิเบต – พม่าและไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง ต่อมากลุ่มมิชชนั่นารีที่เผยแพร่ศาสนาคริสต์ก็ไดน้า เอาอกัษรโรมนัมาดดัแปลงเป็นภาษาเขียนของ ลีซู ผู้ชายเผ่าลีซูส่วนใหญ่จะพูดได้ หลายภาษา เช่นภาษาจีนยูนาน อาข่า ลาหู่ ไทยใหญ่ ค าเมืองและ ภาษาไทยภาคกลาง
๗๖ ๒.๘.๒ บริบทพื้นที่ที่ท าการศึกษาวิจัย ๒.๘.๒.๑ หมู่บ้านไทรงาม ๑) ที่ตั้งและประวัติ บ้านไทรงามต้ังอยู่หมู่ที่๑ ๐ ต าบ ลแม่ นาเติง อ าเภอป าย จังห วัด แม่ฮ่องสอนพ้ืนที่บริเวณที่ต้งัชุมชนในปัจจุบนัเดิมทีเป็นที่ต้งัชุมชนชาวลวั๊ะมาเป็นระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปี ปัจจุบันยังคงหลงเหลือหลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้อีก คือซากปรักหักพังของเจดีย์โบราณ ซึ่งมีอยู่อย่างกระจัดกระจายทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านและยังมีการค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ ประเภทถ้วยชาม จาน ไห ตามบริเวณพ้ืนที่ทา กินและถ้า ต่างๆ รอบหมู่บา้น อาจเป็ นไปไดว้่าพ้ืนที่ บริเวณน้ีนอกจากจะเคยเป็ นชุมชนพวกลั๊วะแล้วยงัมีชุมชนโบราณยิ่งกว่าเคยอาศัยมาก่อนอีก ปัจจุบันยังรอการส ารวจศึกษาเพื่อหาข้อมูลอันมีค่าทางประวัติศาสตร์ต่อไป ในยุคการสัมปทานท าไม้บา้นไทรงามเป็นพ้ืนที่สัมปทานและถูกใชเ้ป็นที่รวบรวม ไมแ้ละพกัไม้โดยเฉพาะไมส้ ักทองที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์รอบหมู่บา้น ก่อนที่จะมีการลา เลียงไป ยังตัวอ าเภอปาย จงัหวดัแม่ฮ่องสอน ในระหว่างน้นั บริษัทสัมปทานไม้ได้น าลูกจ้างซึ่งเป็ นคนไทย พ้ืนราบเขา้มาอยู่ในพ้ืนที่ส าหรับป่ าสักบ้านไทรงามน้ีเคยมีการสัมปทานไม้ไปแล้ว ๒ ระยะใน ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๑๘ หลงัจากน้นัการสัมปทานป่าไมไ้ดย้กเลิกไปและลูกจ้างของบริษัท จึงเป็ นคนกลุ่มที่ ๒ ที่เข้ามาบุกเบิกจบัจองพ้ืนที่ว่างในบริเวณดงักล่าวเป็นพ้ืนที่ทา มาหากินโดยคน กลุ่มดังกล่าวเป็ นชาวไทยพ้ืนราบจากบา้นแม่ฮ้ีตา บลแม่นะอา เภอปายจงัหวดัแม่ฮ่องสอน และเริ่ม มีการสร้างบา้นเรือนที่อยู่อาศยั โดยได้ต้งัชุมชนแห่งน้ีว่า บ้านไทรงาม ตามลักษณะต้นไทรคู่ ซึ่ง ข้ึนอยู่บริเวณปากทางเข้า –ออกหมู่บ้าน ผู้อาวุโสเล่าว่าในระยะหลังคนพ้ืนราบที่เขา้มาบุกเบิกพ้ืนที่ เหล่าน้ีได้ถูกผีต้นไทรรบกวนเพราะกระทา ความผิดแก่ตน้ ไทร ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ คนเหล่าน้ันจึงได้ ขายพ้ืนที่ให้ชาวชนเผ่าลีซูที่มาจากหมู่บ้านแพมบกและบ้านปางแปกซ่ึงกา ลงัหาพ้ืนที่ทา กินใหม่ และด าเนินการจัดต้งัชุมชนชนเผา่ลีซูต้งัแต่น้นัเป็นตน้มา หมู่บ้านไทรงาม มีชื่อเรี ยกเป็ นภาษาชนเผ่าลีซูว่า หน่ าโข เป็ นชื่อเรี ยกตามลักษณะ ภูมิศาสตร์ของชุมชนที่มีแม่น้า สายใหญ่ไหลผ่านหน้าหมู่บา้นและใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ชุมชนได้รับ การยกระดับเป็ นหมู่บ้านทางการ อยู่ในเขตการปกครองของหมู่ที่ ๑๐ ต าบลแม่นาเติง อ าเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีจ านวนประชากรประมาณ ๔๓๒ คน ๒) สภาพทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านไทรงามประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็ นหลัก โดยพึ่งพา ทรัพยากรธรรมชาติเป็ นหลัก ซึ่งสามารถแบ่งประเภทพ้ืนที่ปลูกพืชในพ้ืนที่ไดด้งัน้ี