The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอน 20100-1005 งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นายศุภกร มิ่งคำ, 2020-09-02 06:28:59

20100-1005 งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

แผนการสอน 20100-1005 งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

51

18. แบบประเมินผล

1 .การวัดผลและการประเมนิ ผล
1.1 แบบประเมนิ พฤตกิ รรม ความมวี ินยั และความรับผดิ ชอบ ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
1.3 สงั เกตการปฏิบัตติ ามใบงานโดยใช้แบบประเมินผลการปฏบิ ตั งิ าน
1.4 ตรวจแบบฝึกหดั

2. เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ความมีวนิ ยั และความรบั ผดิ ชอบ ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลังเรยี น ต้องได้คะแนนไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
2.3 แบบประเมนิ พฤติกรรมการปฏบิ ัติตามใบงานต้องไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.4 แบบฝกึ หัดตอ้ งได้คะแนนไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

52

19. แบบฝึกหดั

จงบอกมาตรฐานทเ่ี กี่ยวข้องกับความปลอดภัยในงานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์วา่ มี
อะไรบา้ ง

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

53

20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบม่งุ เนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

20.1 สรุปผลการจดั การเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏิบตั ิ
54321

ด้านการเตรยี มการสอน

1.จดั หนว่ ยการเรียนรู้ไดส้ อดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้ังด้านความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจิตพิสัย

3. เตรยี มวัสดุ-อุปกรณ์ สอื่ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรยี นร้กู ่อนเขา้

สอน

ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

4. มีวธิ ีการนาเข้าสบู่ ทเรียนท่ีนา่ สนใจ

5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่ือชว่ ยให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเข้าใจ

6. จัดกจิ กรรมทส่ี ง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นกั เรียนมีสว่ นรว่ มในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

8. จดั กิจกรรมทเี่ นน้ กระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คิดสงั เคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )

9. กระตนุ้ ให้ผู้เรยี นแสดงความคดิ เห็นอย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนรู้ทเ่ี ชื่อมโยงกับชีวติ จริงโดยนาภมู ิปญั ญา/บรู ณาการเขา้ มา

มีส่วนรว่ ม

11. จดั กจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รยี น

14. เอาใจใสด่ แู ลผเู้ รยี น อย่างทว่ั ถึง

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาทีก่ าหนด

ด้านส่อื นวตั กรรม แหล่งการเรียนรู้

16. ใช้ส่ือทีเ่ หมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผเู้ รยี น

17. ใชส้ อื่ แหล่งการเรยี นรู้อย่างหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ต้น

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รยี น อยา่ งท่วั ถงึ

54

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทีก่ าหนด

ด้านการวัดและประเมนิ ผล

18. ผู้เรียนมีส่วนรว่ มในการกาหนดเกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พสิ ยั

20. ครู ผเู้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผูท้ ี่เก่ียวข้องมสี ่วนรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดบั การปฏบิ ัติ 5 = ปฏบิ ัตดิ เี ย่ียม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = รวม

ปฏบิ ตั พิ อใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ัติ เฉลยี่

20.2 ปญั หาที่พบ และแนวทางแก้ปัญหา แนวทางแก้ปัญหา

ปัญหาท่ีพบ
ด้านการเตรียมการสอน

ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

ด้านสอื่ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

ดา้ นการวดั ประเมนิ ผล

ดา้ นอนื่ ๆ (โปรดระบุเป็นขอ้ ๆ)

ลงชื่อ .................................................................... ครผู ้สู อน
( นายศภุ กร ม่งิ คา )
ตาแหนง่ ครพู เิ ศษสอน

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 55
ชอื่ -สกุล ผู้นเิ ทศ ตาแหนง่
วัน-เดอื น- เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม
ปี

56

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพ
และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รหัสวิชา ..... 2100 – 1006...... วชิ า .......................งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกสเ์ บ้อื งตน้ .........................
หนว่ ยท่ี ........2...... ช่อื หนว่ ย .....................แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า……..…………………………..
ชือ่ เรอื่ ง...............................แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้าและพลังงานไฟฟา้ .................................จานวน...4...ชั่วโมง

1. สาระสาคัญ

อะตอมจะประกอบไปดว้ ยอนุภาคไฟฟ้าเล็ก ๆ 3 ชนดิ คืออิเล็กตรอน โปรตอนและนวิ ตรอน
โดยที่อเิ ลก็ ตรอนจะมีประจุไฟฟ้าเปน็ ลบ โปรตอนมีประจไุ ฟฟา้ เปน็ บวก และในนิวตรอนมีประจุไฟฟ้า
เป็นกลางในสภาวะปกตอิ ะตอมจะมสี ภาพเสถยี ร ถ้าอิเลก็ ตรอนที่อยู่วงนอกสุดไดร้ บั พลังงานกจ็ ะทาให้
อเิ ล็กตรอน เคล่อื นทีไ่ ปอยใู่ นอะตอมทอี่ ยู่ถดั ไปทาใหเ้ กดิ การไหลของอิเล็กตรอนพลงั งานท่ีจะทาใหอ้ ิเลก็ ตรอน
ในวตั ถตุ ัวนาไหลได้ คือแหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ เช่นถ่านไฟฉาย การกาเนดิ ไฟฟ้าสามารถกาเนิดไดจ้ ากหลายแหล่ง
เช่น การเสียดสี การกด จากแสงอาทิตย์ ความรอ้ น ปฏกิ ริ ิยาเคมี และสนามแมเ่ หล็กไฟฟ้า แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้
จากแสงเชน่ โซล่าเซลล์ ปฏิกิริยาเคมีเช่นถ่านไฟฉาย จากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เชน่ จากเครือ่ งกาเนิดไฟฟ้า
ไฟฟา้ จะแบง่ เปน็ ไฟฟ้าสถิตและไฟฟา้ กระแส แตท่ ีน่ ยิ มใชง้ านคือไฟฟ้ากระแสซ่ึงจะมีไฟฟา้ กระแสสลับและ
ไฟฟ้ากระแสตรง

2. สมรรถนะประจาหนว่ ยการเรียนรู้

1. แสดงความรูเ้ กีย่ วกบั แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้าและพลงั งานไฟฟ้า

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

3.1 จดุ ประสงค์ทั่วไป
1. อธบิ ายโครงสร้างของอะตอมได้
2. อธบิ ายการไหลของอเิ ลก็ ตรอนได้
3. บอกทมี่ าของแหล่งกาเนิดไฟฟา้ ได้
4. อธิบายโครงสร้างของถา่ นไฟฉายได้
5. อธบิ ายหลกั การทางานของเครื่องกาเนิดไฟฟ้ากระแสตรงได้
6. อธบิ ายหลักการทางานของเครอื่ งกาเนดิ ไฟฟา้ กระแสสลับหนึ่งเฟสและสามเฟสได้
7. บอกคุณสมบตั ิการตอ่ เซลลไ์ ฟฟ้าอนุกรมและขนานได้ถกู ต้อง

3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1. ประกอบและตรวจสอบวงจรไฟฟ้าเบ้ืองต้น

57

4. เนื้อหาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ดา้ นความรู้
2.1 อะตอม
2.2 การเคล่ือนทข่ี องอเิ ล็กตรอน
2.3 แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้
2.4 ชนิดของไฟฟา้
2.5 พลังงานไฟฟ้า

สรปุ สาระสาคัญ
2.1 อะตอม

สสารที่มีในโลกนปี้ ระกอบด้วยอนุภาคเลก็ ๆ ซ่งึ เรียกวา่ อะตอม (Atoms) หรือ ปรมาณู ภายใน
อะตอมจะประกอบไปด้วยอนุภาคไฟฟ้าเล็ก ๆ 3 ชนิด คอื อิเลก็ ตรอน โปรตอนและนิวตรอน โดยที่อเิ ล็กตรอน
จะมปี ระจุไฟฟ้าเป็นลบ โปรตอนมปี ระจไุ ฟฟ้าเปน็ บวก และในนวิ ตรอนมีประจุไฟฟ้าเปน็ กลาง การอยู่ร่วมกัน
ของอนภุ าคทั้งสามในอะตอมเป็นลกั ษณะที่โปรตอนและนิวตรอนรว่ มกนั อยตู่ รงกลาง เรียกว่า นวิ เคลยี ส และมี
อิเล็กตรอนโคจรอยรู่ อบ ๆ

2.2 การเคลอื่ นที่ของอิเลก็ ตรอน
ภายในอะตอมจะมีอเิ ล็กตรอนโคจรอยรู่ อบ ๆ นวิ เคลียสเป็นวง ๆ อิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกสุด

เรียกว่า อเิ ล็กตรอนอิสระ ถา้ อิเลก็ ตรอนท่ีอยวู่ งนอกนี้ไดร้ ับพลงั งานก็จะทาให้อิเล็กตรอนเคล่ือนที่ไปอยู่ใน
อะตอมทอี่ ยู่ถัดไปทาใหเ้ กดิ การไหลของอเิ ลก็ ตรอน พลังงานท่จี ะทาใหอ้ เิ ล็กตรอนในวตั ถุตวั นาไหลได้ คือ
เคร่อื งกาเนิดไฟฟา้ เช่นถา่ นไฟฉาย โดยจะทาหน้าท่ีท้ังการรบั และจ่ายอิเล็กตรอน ซึ่งเรียกว่า ขั้วไฟฟ้า
โดยกาหนดไวว้ า่ ขวั้ ทร่ี บั อิเล็กตรอนเรียกวา่ ขั้วบวก ข้ัวที่จา่ ยอเิ ล็กตรอนเรียกว่า ข้ัวลบ กระแสอิเล็กตรอนจะ
ไหลจากขวั้ ลบไปหาขว้ั บวก

2.3 แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้า
แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ มหี ลายชนิดสามารถจาแนกได้ดงั น้ี

1.แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ ทเี่ กดิ ขึ้นจากการเสยี ดสีของวตั ถุ
2.แหลง่ กาเนิดไฟฟา้ ท่เี กิดข้ึนจากพลังงานทางเคมี
3.แหลง่ กาเนิดไฟฟ้าทเ่ี กิดขน้ึ จากพลงั งานแม่เหล็กไฟฟ้า
4.แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ ท่เี กดิ ขนึ้ จากพลังงานแสง
5.แหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ ท่เี กดิ ขน้ึ จากพลังงานความร้อน
6.แหลง่ กาเนิดไฟฟา้ ที่เกิดข้นึ จากแรงกด

58

2.4ชนดิ ของไฟฟา้
ไฟฟา้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังน้ี

1. ไฟฟ้าสถติ เกิดข้นึ จากการเสียดสี โดยการนาสารตา่ งชนิดมาถูกนั อเิ ล็กตรอนท่ีอยูใ่ นวงจรโคจรของ
สารทง้ั สองอาจชนกันได้ทาให้สารช้นิ หนึง่ สูญเสยี อเิ ล็กตรอนไปให้กับสารหน่ึง แต่เนอ่ื งจากว่าสาร
เหลา่ นีไ้ ม่ได้ตอ่ กับสารภายนอก อเิ ล็กตรอนไมม่ โี อกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ท่สี ารน้นั จึงเรียกไฟฟา้ แบบนี้
วา่ ไฟฟา้ สถิต
2. ไฟฟ้ากระแสคือ แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าที่มนุษย์คิดค้นขนึ้ มา เกิดจากการเคลื่อนทขี่ องอเิ ล็กตรอนไป
ตามสายตัวนาหรือสายไฟฟา้ ดว้ ยความเร็วเทา่ แสงคือ 186,000 ไมล์ ต่อวินาที หรอื 300 ล้านเมตรตอ่
วินาทีไฟฟา้ กระแส เป็นไฟฟา้ ทใ่ี ชอ้ ยูใ่ นบา้ นพักอาศยั และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป
2.5พลงั งานไฟฟา้
พลังงานไฟฟ้า (Energy) หมายถงึ ความสามารถของแรงดันไฟฟ้าท่ีทาใหป้ ระจุไฟฟ้าเคลื่อนที่

4.2 ดา้ นทกั ษะหรือปฏิบัติ
ใบงานที่ 2 แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้าและไฟฟ้า

4.3 ดา้ นคุณธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝร่ ู้ ความซ่ือสัตย์ สจุ ริต ความมีนา้ ใจและแบ่งบนั ความร่วมมือ
ความมมี ารยาท ไมห่ ยุดน่ิงท่ีจะแก้ปัญหา ใชอ้ ุปกรณ์อย่างฉลาดและรอบคอบ

5. กิจกรรมการเรยี นการสอนหรือการเรยี นรู้

ข้ันตอนการสอน/กิจกรรมครู ขัน้ ตอนการเรยี น/กิจกรรมผเู้ รยี น

ข้นั นาเขา้ สูบ่ ทเรยี น (ใชเ้ วลา 30 นาที) ขั้นเตรียม (ใชเ้ วลา 30 นาที)

1. ครแู นะนารายวิชา วธิ กี ารเรยี น การมอบหมาย 1. จัดเตรียมวสั ดุ อปุ กรณ์ ส่อื และเอกสารตาม

งาน และการแตง่ กาย ระเบียบการปฏบิ ตั ิงานภายใน ทคี่ รผู สู้ อนและแผนการจดั การเรียนรู้ทก่ี าหนดไว้

หอ้ งปฏิบตั งิ านและการเบิกเคร่ืองมือ วสั ดุ อปุ กรณ์ 2. ทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยท่ี 2 แหลง่ กาเนิดไฟฟา้

ชแี้ จงวธิ ีวัดผลประเมนิ ผลการเรียน การจัดเตรียมวัสดุ และพลงั งานไฟฟ้าสลบั กันตรวจคาตอบและให้
อุปกรณ์ เอกสาร และสอ่ื ให้สอด คลอ้ งกบั งาน และ คะแนน
ใช้วัสดอุ ปุ กรณ์ถูกต้องอย่างคุ้มคา่ และประหยัด
2. ทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี 2 แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้า 3. ทาความเข้าใจเกี่ยวกบั จดุ ประสงคก์ ารเรยี นของ
หน่วยการเรยี นท่ี 2
และพลังงานไฟฟ้า ใหผ้ ู้เรียนสลบั กันตรวจคาตอบ
และใหค้ ะแนน ข้นั สอน (ใช้เวลา 180 นาท)ี
3. แจง้ จดุ ประสงค์การเรยี นหนว่ ยการเรยี นท่ี 2 ผเู้ รียนฟงั และคิดตาม พรอ้ มทั้งจดบันทกึ เกย่ี วกบั

59

ขนั้ สอน (ใชเ้ วลา 180 นาที) เรื่องอะตอม การเคลอ่ื นท่ขี องอิเลก็ ตรอน
ครสู อนเนอ้ื หาสาระในหัวข้อ แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้า ชนิดของไฟฟา้ พลงั งานไฟฟา้
2.1 อะตอม และนอกจากนัน้ ใหน้ ักเรียนจดบันทกึ ความรู้จากการ
2.2 การเคล่อื นท่ขี องอเิ ลก็ ตรอน สอนของครทู ี่มนี อกเหนือจากในหนังสอื ผูเ้ รยี น
2.3 แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ ปฏบิ ัตงิ านตามลาดบั ข้นั การปฏบิ ัติงานของใบ
2.4 ชนดิ ของไฟฟา้ กจิ กรรม
2.5 พลังงานไฟฟ้า
จากนัน้ ใหน้ กั เรยี นทาตามใบงานที่ 2 แหล่งกาเนิด ขนั้ สรุป (ใชเ้ วลา 30 นาท)ี
ไฟฟ้าและไฟฟา้ ขณะนักเรียนทาใบงาน ครูจะ 1. ผูเ้ รียนรบั ฟงั คาสรุปและข้อแนะนาจากครู พร้อม
สังเกตการณท์ างานกลมุ่ ทั้งจดบนั ทกึ ข้อมูล และซักถามหรือตอบคาถามใน
หัวข้อท่ยี งั ไมเ่ ข้าใจ
ขั้นสรุป (ใชเ้ วลา 30 นาที) 2. ทาแบบทดสอบหลังเรยี น
1. ครใู หผ้ ูเ้ รียนช่วยกนั สรปุ 3. ผเู้ รียนนาคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและ
แบบทดสอบหลังเรยี นมาเปรียบเทยี บ เพ่ือดู
- อะตอม ความกา้ วหน้าทางการเรยี นของตนเอง
- การเคล่อื นท่ีของอเิ ล็กตรอน 4. ผูเ้ รียนทาแบบฝกึ หดั ท้ายหนว่ ย
- แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้า
- ชนิดของไฟฟ้า
- พลังงานไฟฟ้า
2. ครแู จกแบบทดสอบหลังเรียน
3. ครตู รวจแบบทดสอบหลังเรยี นพร้อมกบั บนั ทึก
คะแนน
4. ให้ผเู้ รียนทาแบบฝกึ หดั ท้ายหนว่ ย

รวมเวลาเรยี นท้งั หมด 240 นาที
หรอื 4 ชว่ั โมงเรียน

60

6. ส่อื การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้

6.1 สื่อสง่ิ พิมพ์
1) เอกสารประกอบการเรยี นวชิ างานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์ ของนายอดลุ ย์ กลั ยาแก้ว
2) แบบทดสอบก่อนเรยี นหน่วยที่ 2 แหลง่ กาเนิดไฟฟา้ และพลังงานไฟฟ้า
3) แบบทดสอบหลังเรยี นหนว่ ยท่ี 2 แหล่งกาเนิดไฟฟา้ และพลังงานไฟฟา้
4) เอกสารการเรียนร้หู นว่ ยท่ี 2 แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า
5) แบบฝึกหดั หน่วยที่ 2 แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าและพลังงานไฟฟา้
6) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น และแบบฝึกหัดท้ายหนว่ ย

6.2 สอ่ื โสตทัศน์
1) เครอื่ งฉายภาพ (projector)
2) งานนาเสนอหน่วยท่ี 2 แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า

6.3 สอื่ ของจริง
1) เคร่อื งกาเนดิ ไฟฟ้า

7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมุด
2. ศูนย์ Internet สมเด็จพระเทพฯ
3. หอ้ งปฏบิ ัติการเขียนแบบเคร่ืองกลดว้ ยคอมพวิ เตอร์

7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. อาคารวทิ ยาบริการ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล วทิ ยาเขตสกลนคร
2. การฝกึ หาประสบการณต์ ามสถานประกอบการณ์

8. งานทมี่ อบหมาย

8.1 ก่อนเรยี น
1. แบบทดสอบก่อนเรียน
2. ตอบคาถามก่อนเรียน เปน็ การนาเข้าสบู่ ทเรียน

8.2 ขณะเรยี น
1. ตอบคาถามระหว่างเรียน

8.3 หลังเรยี น
1. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. ทาแบบฝึกหัดหลงั เรยี น
3. ทาใบกจิ กรรมท่ี 2

61

9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ทเี่ กดิ จากการเรียนรขู้ องผ้เู รยี น

-

10. เอกสารอ้างอิง

1. หนงั สอื เรียน งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อดลุ ย์ กลั ยาแกว้

11. การบูรณาการ/ความสมั พนั ธ์กับรายวิชาอืน่

1. บูรณาการกับวชิ าชีวติ และวัฒนธรรมไทย ด้านการพดู การอ่าน การเขียนและการฝกึ ปฏบิ ตั ติ นทาง
สงั คมด้านการเตรียมความพร้อม ความรบั ผดิ ชอบ ความสนใจใฝร่ ู้

2. บูรณาการกับวชิ าหลักเศรษฐศาสตร์ ดา้ นการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด

12. หลกั การประเมินผลการเรยี น

12.1 กอ่ นเรยี น
1. ตรวจสอบระดับความรคู้ วามเข้าใจของผเู้ รยี นกอ่ นเร่ิมการสอน

12.2 ขณะเรียน
1. ตรวจสอบความสนใจในการเรียนของผู้เรยี นโดยการถาม-ตอบคาถามในระหว่างที่เรียน

12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี นพร้อมกบั เปรียบเทยี บแบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ตรวจแบบฝกึ หดั หลงั เรยี นเพอื่ ประเมลิ ระดบั ความเขา้ ใจของผูเ้ รียน
3. ตรวจใบกจิ กรรม

13. รายละเอียดการประเมนิ ผลการเรียน

จดุ ประสงค์ข้อที่ 1 การประเมินผลความรู้ความเข้าใจของผเู้ รยี นก่อนเรยี น
1. วธิ กี ารประเมนิ : ใหท้ าแบบทดสอบก่อนเรียน และถามคาถามเพ่ือประเมินระดับความรู้ของผู้เรยี น
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : ใชอ้ า้ งอิงเปน็ ตัวเปรยี บเทียบกบั ผลการทดสอบหลังเรียน
4. เกณฑ์การผ่าน : นักเรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกว่าครึ่งหน่ึงของจานวนข้อของแบบ

ทดสอบท้งั หมด
จุดประสงค์ข้อท่ี 2 การประเมนิ ผลความรคู้ วามเข้าใจของผเู้ รียนหลงั เรยี น
1. วิธกี ารประเมิน : ให้ทาแบบทดสอบหลงั เรียน
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบหลงั เรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : ใชเ้ ปรยี บเทียบกบั ผลการทดสอบกอ่ นเรยี น
4. เกณฑ์การผา่ น : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกวา่ การทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

62

14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน

หน่วยการสอนท่ี .....2.....ช่อื หน่วยการสอน แหลง่ กาเนิดไฟฟ้าและพลงั งานไฟฟา้
วัตถปุ ระสงค์ เพือ่ การประเมินผลความรคู้ วามเข้าใจของผ้เู รียนก่อนเรยี น
ขอ้ คาถาม
1. ข้อใดไม่ใชส่ ว่ นประกอบของอะตอม
ข. อิเลก็ ตรอน
ก. โปรตอน
ค. นวิ ตรอน
ง. วงโคจร

2. ข้อใดไมใ่ ชว่ ธิ ีการทาใหเ้ กดิ ไฟฟา้
ก. การทาปฏกิ ริ ิยาเคมี
ข. การแชโ่ ลหะกับความเยน็
ค. การใช้แรงกดกับผลึกควอตซ์
ง. การใชข้ ดลวดตัดสนามแม่เหล็ก

3. ขอ้ ใดเกดิ ไฟฟ้าสถิต
ก. ฟ้าแลบขณะฝนตก
ข. แท่งอาพนั ดดู ผงเล็ก ๆ ใด
ค. หวีดูดเสน้ ผมได้
ง. ถกู หมดทุกข้อ

4. ขอ้ ใดคือข้อแตกตา่ งของเคร่อื งกาเนิดไฟฟา้ กระแสตรงกับไฟฟา้ กระแสลบั
ข. ขว้ั แมเ่ หลก็
ก. การวางขดลวด
ค. แปรงถ่าน
ง. วงแหวนแยก

5. ข้อใดคือคุณสมบัติของเซลล์ปฐมภูมิ
ก. ไมต่ อ้ งประจุไฟกอ่ นใชง้ าน
ข. ประจไุ ฟก่อนใชง้ านได้สงู กวา่ เซลลท์ ตุ ยิ ภูมิ
ค. ใชง้ านหมดสภาพแลว้ สามารถนากลับมาใช้ได้ใหมอ่ ีก
ง. ใช้งานหมดสภาพแล้วไมส่ ามารถนากลบั มาใช้ได้ใหม่

63

6. ขอ้ ใดคือคุณสมบตั ิของเซลล์ทตุ ภิ มู ิ
ก. ใช้งานหมดสภาพแลว้ สามารถนากลับมาใช้ไดใ้ หมอ่ ีก
ข. ไมต่ อ้ งประจุไฟก่อนใช้งาน
ค. ประจุไฟก่อนใช้งานได้น้อยกว่าเซลล์ปฐมภูมิ
ง. ไมส่ ามารถนากลบั มาใชใ้ หม่ได้อีก

7. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ส่วนประกอบของเซลล์ถา่ นไฟฉาย
ก. สารอเิ ล็กโตรไลท์
ข. โลหะสังกะสี
ค. แท่งคารบ์ อน
ง. นา้ กลัน่

8. แหลง่ กาเนิดไฟฟ้าที่มาจากแสงคือข้อใด
ก. แบตเตอรี่
ข. โซลา่ เซลล์
ค. เซลลป์ ฐมภมู ิ
ง. เซลลท์ ุตยิ ภมู ิ

9. ขอ้ ใดไม่ใชส่ ่วนประกอบของแบตเตอรี
ก. ไฮโดรออกไซด์
ข. แผ่นทองแดง
ค. กรดกามะถนั
ง. น้ากลนั่

10. ถ่านไฟฉาย 12 V3 A ต่ออนกุ รม 2 ก้อน จะทาให้แรงดันไฟฟา้ และกระแสไฟฟ้าดงั ข้อใด
ก. 24 V/1.5 A
1. 12 VI3A
ค. 24 V/3 A
ง. 12 V/6 A

64

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

1. ง. วงโคจร
2. ข. การแชโ่ ลหะกบั ความเย็น
3. ง. ถูกหมดทกุ ขอ้
4. ค. แปรงถ่าน
5. ง. ใชง้ านหมดสภาพแลว้ ไม่สามารถนากลบั มาใช้ได้ใหม่
6. ก. ใชง้ านหมดสภาพแลว้ สามารถนากลบั มาใช้ไดใ้ หม่อีก
7. ง. น้ากล่ัน
8. ข. โซล่าเซลล์
9. ค. กรดกามะถนั
10. ค. 24 V/3 A

65

15. แบบทดสอบหลงั เรียน

หน่วยการสอนท่ี .....2.....ชื่อหนว่ ยการสอน แหลง่ กาเนิดไฟฟ้าและพลงั งานไฟฟา้
วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือ การประเมนิ ผลความรคู้ วามเข้าใจของผ้เู รียนก่อนเรยี น
ขอ้ คาถาม
1. ขอ้ ใดไมใ่ ชส่ ว่ นประกอบของอะตอม
ข. อเิ ลก็ ตรอน
ก. โปรตอน
ค. นิวตรอน
ง. วงโคจร

2. ข้อใดไม่ใชว่ ธิ ีการทาให้เกิดไฟฟา้
ก. การทาปฏิกริ ิยาเคมี
ข. การแชโ่ ลหะกับความเยน็
ค. การใชแ้ รงกดกับผลึกควอตซ์
ง. การใช้ขดลวดตดั สนามแมเ่ หลก็

3. ข้อใดเกดิ ไฟฟ้าสถติ
ก. ฟา้ แลบขณะฝนตก
ข. แท่งอาพันดดู ผงเล็ก ๆ ใด
ค. หวีดูดเสน้ ผมได้
ง. ถูกหมดทุกข้อ

4. ขอ้ ใดคือข้อแตกตา่ งของเคร่อื งกาเนิดไฟฟา้ กระแสตรงกับไฟฟา้ กระแสลบั
ข. ขวั้ แมเ่ หล็ก
ก. การวางขดลวด
ค. แปรงถา่ น
ง. วงแหวนแยก

5. ข้อใดคือคุณสมบตั ิของเซลล์ปฐมภูมิ
ก. ไมต่ ้องประจุไฟก่อนใชง้ าน
ข. ประจุไฟก่อนใชง้ านได้สูงกวา่ เซลลท์ ตุ ยิ ภูมิ
ค. ใช้งานหมดสภาพแล้วสามารถนากลับมาใช้ได้ใหมอ่ ีก
ง. ใชง้ านหมดสภาพแล้วไม่สามารถนากลบั มาใช้ได้ใหม่

66

6. ข้อใดคือคุณสมบตั ิของเซลลท์ ุตภิ ูมิ
ก. ใชง้ านหมดสภาพแลว้ สามารถนากลบั มาใชไ้ ดใ้ หมอ่ ีก
ข. ไมต่ อ้ งประจุไฟก่อนใช้งาน
ค. ประจุไฟก่อนใช้งานไดน้ ้อยกวา่ เซลล์ปฐมภูมิ
ง. ไม่สามารถนากลบั มาใชใ้ หม่ได้อีก

7. ข้อใดไมใ่ ช่ส่วนประกอบของเซลล์ถา่ นไฟฉาย
ก. สารอิเลก็ โตรไลท์
ข. โลหะสงั กะสี
ค. แท่งคารบ์ อน
ง. น้ากลนั่

8. แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าท่ีมาจากแสงคือข้อใด
ก. แบตเตอรี่
ข. โซลา่ เซลล์
ค. เซลลป์ ฐมภมู ิ
ง. เซลล์ทตุ ยิ ภมู ิ

9. ขอ้ ใดไมใ่ ชส่ ่วนประกอบของแบตเตอร่ี
ก. ไฮโดรออกไซด์
ข. แผน่ ทองแดง
ค. กรดกามะถนั
ง. นา้ กล่นั

10. ถ่านไฟฉาย 12 V3 A ต่ออนกุ รม 2 กอ้ น จะทาให้แรงดันไฟฟา้ และกระแสไฟฟ้าดงั ข้อใด
ก. 24 V/1.5 A
1. 12 VI3A
ค. 24 V/3 A
ง. 12 V/6 A

67

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

1. ง. วงโคจร
2. ข. การแชโ่ ลหะกบั ความเย็น
3. ง. ถูกหมดทกุ ขอ้
4. ค. แปรงถ่าน
5. ง. ใชง้ านหมดสภาพแลว้ ไม่สามารถนากลบั มาใช้ได้ใหม่
6. ก. ใชง้ านหมดสภาพแลว้ สามารถนากลบั มาใช้ไดใ้ หม่อีก
7. ง. น้ากล่ัน
8. ข. โซล่าเซลล์
9. ค. กรดกามะถนั
10. ค. 24 V/3 A

68

16. ใบความรทู้ ี่ ...2.....

หนว่ ยการสอนที่ ....2.... ช่ือหนว่ ย แหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ และพลงั งานไฟฟ้า
ชอ่ื หัวข้อเรอ่ื ง แหล่งกาเนิดไฟฟ้าและพลังงานไฟฟา้

2.1 อะตอม
สสารท่ีมีในโลกนี้ประกอบดว้ ยอนภุ าคเล็ก ๆ ซ่งึ เรยี กว่าอะตอม (Atoms) หรอื ปรมาณู ภายใน

อะตอมจะประกอบไปดว้ ยอนุภาคไฟฟา้ เลก็ ๆ 3 ชนิด คอื อิเล็กตรอน โปรตอนและนิวตรอน โดยท่อี ิเล็กตรอน
จะมปี ระจุไฟฟา้ เป็นลบ โปรตอนมีประจุไฟฟา้ เป็นบวก และในนวิ ตรอนมีประจุไฟฟ้าเป็นกลาง การอยูร่ ่วมกัน
ของอนภุ าคทั้งสามในอะตอมเป็นลกั ษณะท่ีโปรตอนและนิวตรอนร่วมกนั อยตู่ รงกลาง เรยี กวา่ นิวเคลียส และมี
อิเล็กตรอนโคจรอย่รู อบ ๆ

2.2 การเคลอ่ื นที่ของอิเล็กตรอน
ภายในอะตอมจะมีอเิ ลก็ ตรอนโคจรอยรู่ อบ ๆ นวิ เคลียสเป็นวง ๆ อิเล็กตรอนทีอ่ ยวู่ งนอกสุด

เรียกวา่ อเิ ลก็ ตรอนอิสระ ถา้ อิเล็กตรอนท่ีอยู่วงนอกนี้ได้รับพลงั งานกจ็ ะทาให้อิเล็กตรอนเคลอ่ื นที่ไปอยู่ใน
อะตอมทอี่ ยู่ถัดไปทาให้เกิดการไหลของอิเล็กตรอน พลังงานทจ่ี ะทาให้อเิ ลก็ ตรอนในวัตถุตัวนาไหลได้ คือ
เคร่อื งกาเนดิ ไฟฟ้าเช่นถา่ นไฟฉาย โดยจะทาหน้าที่ทั้งการรบั และจา่ ยอิเล็กตรอน ซึ่งเรยี กว่า ขั้วไฟฟ้า
โดยกาหนดไว้ว่าขั้วทรี่ ับอิเล็กตรอนเรียกวา่ ขว้ั บวก ข้วั ทีจ่ ่ายอิเล็กตรอนเรยี กวา่ ขั้วลบ กระแสอิเล็กตรอนจะ
ไหลจากขวั้ ลบไปหาขั้วบวก

2.3 แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้
แหลง่ กาเนิดไฟฟา้ มีหลายชนิดสามารถจาแนกได้ดังน้ี

1.แหล่งกาเนิดไฟฟา้ ทเ่ี กิดขน้ึ จากการเสียดสขี องวตั ถุ
2.แหลง่ กาเนิดไฟฟา้ ท่เี กิดขน้ึ จากพลงั งานทางเคมี
3.แหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ ที่เกิดขน้ึ จากพลงั งานแมเ่ หลก็ ไฟฟา้
4.แหล่งกาเนิดไฟฟ้าทีเ่ กิดขึ้นจากพลังงานแสง
5.แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าทเี่ กิดข้ึนจากพลงั งานความร้อน
6.แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าทเี่ กดิ ขน้ึ จากแรงกด

2.4ชนิดของไฟฟา้
ไฟฟ้าแบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ ดังน้ี

1. ไฟฟ้าสถติ เกิดขนึ้ จากการเสยี ดสี โดยการนาสารต่างชนดิ มาถูกันอิเล็กตรอนที่อย่ใู นวงจรโคจรของ
สารท้งั สองอาจชนกันไดท้ าให้สารชิ้นหนึ่งสญู เสยี อเิ ลก็ ตรอนไปใหก้ บั สารหนงึ่ แตเ่ น่อื งจากวา่ สาร
เหลา่ น้ไี มไ่ ด้ตอ่ กบั สารภายนอก อเิ ลก็ ตรอนไม่มโี อกาสถ่ายเทไดจ้ งึ คงอยู่ทีส่ ารนั้น จึงเรยี กไฟฟา้ แบบนี้
ว่าไฟฟา้ สถิต
2. ไฟฟ้ากระแสคือ แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าที่มนษุ ย์คดิ ค้นขึน้ มา เกดิ จากการเคล่ือนทข่ี องอเิ ล็กตรอนไป

69

ตามสายตวั นาหรอื สายไฟฟา้ ด้วยความเรว็ เทา่ แสงคือ 186,000 ไมล์ ตอ่ วนิ าที หรือ 300 ลา้ นเมตรตอ่
วนิ าทีไฟฟา้ กระแส เปน็ ไฟฟ้าที่ใช้อยูใ่ นบ้านพกั อาศยั และในโรงงานอตุ สาหกรรมทวั่ ไป
2.5พลังงานไฟฟ้า
พลังงานไฟฟ้า (Energy) หมายถึง ความสามารถของแรงดันไฟฟ้าที่ทาใหป้ ระจุไฟฟ้าเคลื่อนที่

70

17. ใบงาน

ใบกจิ กรรมท่ี 2 แหลง่ กาเนิดไฟฟ้าและกาลงั ไฟฟา้

สมรรถนะ ประกอบและตรวจสอบวงจรไฟพาเบื้องตัน

เครอื่ งมอื และอุปกรณ์

1. ถ่านไฟอาย 1.5 V 4 กอ้ น

2. โวลต์มิเตอร์ 1 ตวั

3. แอมมเิ ตอร์ 1 ตวั

4. หลอดไฟ 1.5 V 0.5 W 2 หลอด

5. สายต่อวงจร 5 เสน้

ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. กอ่ วงจรถา่ นไฟฉายดังรูปที่ 2.1

รปู ที่ 2.1
2. ใช้โวลต์มิเตอร์วดั แรงดนั ไฟฟ้า ดงั รูปได้............................... V
จากรูปที่ 2.1 เป็นการต่อถ่านไฟฉายแบบ.......................................................................
3. ตอ่ วงจรถา่ นไฟฉาย ดังรูปที่ 2.2

รปู ท่ี 2.2

71
4. ใช้โวลต์มเิ ตอร์วัดแรงดนั ไฟฟ้า ดังรปู ที่ 2.2 ได้..................... V
จากรปู ที่ 2.2 เปน็ การต่อถ่านไฟฉายแบบ.............................................................................................
5. ตอ่ วงจรถา่ นไฟฉายดังรูปที่ 2.3

รูปท่ี 2.18
6. ใชโ้ วลต์มิเตอร์วัดแรงดนั ไฟฟ้า ดงั รูปได้ ..................... V
จากรปู ท่ี 2.3 เป็นการตอ่ ถ่านไฟฉายแบบ ...........................................................................................
7. ตอ่ วงจรตามรปู ที่ 2.4 หลอดไฟจะตดิ สว่าง ใช้แอมมิเตอร์วดั กระแสไฟฟ้าท่ีไหลในวงจรมคี ่าเทา่ กบั
..........................................มลิ ลิแอมป์ (mA)

รูปที่ 2.19

72

8. คานวณหากาลงั ไฟฟ้าของหลอดไฟมคี ่าเท่ากับ………………………………………มลิ ลวิ ัตต์ (mW)
9. ตอ่ วงจรดังรูปที่ 2.5 โดยใชห้ ลอดไฟ 2 หลอดต่อแบบ .............................. สังเกตความสวา่ งของหลอดไฟจะ
......................................................... ใช้แอมป์มเิ ตอรว์ ดั กระแสได้ ........................................... mA
ใชโ้ วลตม์ ิเตอร์วดั แรงดันไฟฟ้าตกคลอ่ มหลอดท่ี 1 ได้ ..................... V หลอดท่ี 2 ได้ ..................... V

รูปท่ี 2.20

10. คานวณค่ากาลังไฟฟ้าท่หี ลอดท่ี 1 ได้ ................................................................ mW
ทห่ี ลอดท่ี 2 ได้ ................................................................ mW

สรุปและวิจารณผ์ ลการการทดลอง
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

73

18. แบบประเมินผล

1 .การวัดผลและการประเมนิ ผล
1.1 แบบประเมนิ พฤตกิ รรม ความมวี ินยั และความรับผดิ ชอบ ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
1.3 สงั เกตการปฏิบัติตามใบงานโดยใช้แบบประเมินผลการปฏบิ ตั งิ าน
1.4 ตรวจแบบฝึกหดั

2. เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ความมีวนิ ยั และความรบั ผดิ ชอบ ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรยี น ต้องได้คะแนนไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
2.3 แบบประเมนิ พฤติกรรมการปฏบิ ัติตามใบงานต้องไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.4 แบบฝกึ หัดตอ้ งได้คะแนนไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

74

19. แบบฝกึ หดั

จงบอกลกั ษณะของความแตกตา่ งระหวา่ งวงจรอนกุ รมและวงจรขนานในเรื่องแรงดันไฟฟ้า
และกระแสไฟฟา้

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

75

20. บนั ทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบม่งุ เนน้ สมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

20.1 สรุปผลการจัดการเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏิบตั ิ
54321

ดา้ นการเตรียมการสอน

1.จดั หนว่ ยการเรียนรูไ้ ดส้ อดคลอ้ งกับวัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑ์การประเมินครอบคลุมท้ังด้านความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจิตพิสัย

3. เตรยี มวัสดุ-อปุ กรณ์ สอื่ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรู้ก่อนเขา้

สอน

ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

4. มีวธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นท่ีน่าสนใจ

5. มีกิจกรรมท่ีหลากหลาย เพื่อชว่ ยให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ

6. จัดกจิ กรรมท่สี ง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รียนคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นกั เรยี นมีส่วนรว่ มในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

8. จดั กิจกรรมทีเ่ น้นกระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คิดสงั เคราะห์ คดิ สร้างสรรค์ )

9. กระตนุ้ ให้ผ้เู รียนแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนรูท้ ่ีเชือ่ มโยงกับชีวติ จริงโดยนาภูมิปญั ญา/บรู ณาการเขา้ มา

มีส่วนร่วม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเมอ่ื นักเรียนปฏิบตั ิ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรยี น

14. เอาใจใสด่ แู ลผ้เู รียน อย่างทว่ั ถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทีก่ าหนด

ด้านสอ่ื นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้

16. ใชส้ ือ่ ที่เหมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผเู้ รยี น

17. ใชส้ อ่ื แหล่งการเรียนรู้อยา่ งหลากหลาย เชน่ บุคคล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ต้น

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รยี น

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง

76

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล

18. ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจิตพสิ ยั

20. ครู ผเู้ รยี น ผู้ปกครอง หรือ ผู้ท่เี กี่ยวข้องมีส่วนร่วม ในการประเมิน

หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ัติ 5 = ปฏบิ ตั ดิ ีเยยี่ ม 4 = ปฏบิ ัตดิ ี 3 = รวม

ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏิบัติ เฉลยี่

20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแก้ปญั หา แนวทางแก้ปัญหา

ปญั หาที่พบ
ดา้ นการเตรยี มการสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

ด้านส่อื นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

ด้านการวดั ประเมินผล

ด้านอนื่ ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ขอ้ ๆ)

ลงชื่อ .................................................................... ครผู ้สู อน
( นายศภุ กร ม่งิ คา )
ตาแหนง่ ครพู เิ ศษสอน

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 77
ชอื่ -สกุล ผู้นเิ ทศ ตาแหนง่
วัน-เดอื น- เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม
ปี

78

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

รหัสวิชา ..... 2100 – 1006...... วชิ า .......................งานไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนกิ ส์เบื้องต้น.........................
หน่วยที่ ........3...... ชอื่ หนว่ ย .....................กฎของโอหม์ และวงจรไฟฟ้าเบื้องตน้ ……..…………………………..
ช่อื เร่ือง...............................กฎของโอหม์ และวงจรไฟฟา้ เบือ้ งต้น.................................จานวน...8...ชวั่ โมง

1. สาระสาคัญ

ยอรจ์ ซีมอนโอหม์ นักฟสิ กิ สช์ าวเยอรมนั ได้คิดคน้ กฎของโอห์มกลา่ วว่า ความสัมพันธข์ อง
แรงดันกระแสและความต้านทาน โดยปริมาณของกระแสไฟฟา้ ทไี่ หลในวงจรจะเปลย่ี นแปลงไปตามค่าแรงดนั
ทจ่ี ่ายใหก้ ับวงจรนัน้ แต่เปล่ยี นแปลงเปน็ ส่วนกลบั กบั ความตา้ นทานไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าเบ้ืองตน้
มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนคือแหลง่ จา่ ยไฟฟ้า สายตัวนา และโหลด วงจรอนุกรม คือการนาเอาอปุ กรณ์
ทางไฟฟ้ามาต่อกันในลกั ษณะทป่ี ลายดา้ นหน่งึ ของอุปกรณ์ตวั ท่ี 1 ต่อเขา้ กบั อปุ กรณ์ตวั ที่ 2 จากน้ัน
นาปลายท่เี หลอื ของอปุ กรณ์ตัวท่ี 2 ไปต่อกับอปุ กรณต์ ัวที่ 3 ไปเรือ่ ย ๆ มีผลทาให้กระแสท่ไี หลในวงจร
มีค่าเทา่ กนั ความต้านทานรวมของวงจรมีค่าเทา่ กบั ความต้านทานทุกตวั รวมกนั วงจรขนาน คอื วงจรท่เี กิดจาก
การต่ออปุ กรณไ์ ฟฟ้าตง้ั แต่ 2 ตัวขึ้นไปต่อคร่อมหลังชนหลงั กันไปเรื่อย ๆ มผี ลทาให้คา่ ของแรงดันไฟฟ้าที่ตก
คร่อมอปุ กรณไ์ ฟฟ้าแตล่ ะตวั มีค่าเทา่ กัน สว่ นการไหลของกระแสไฟฟ้าจะมีต้ังแต่ 2 ทางข้ึนไปส่วนค่าความ
ตา้ นทานรวมภายในวงจรขนานจะมคี า่ เท่ากบั ผลรวมของส่วนกลับของค่าความตา้ นทานทุกตัวรวมกัน วงจร
ผสมเปน็ การต่ออปุ กรณ์ไฟฟ้าดงั แต่ 3 ตัวขึน้ ไปตอ่ กนั เป็นวงจรอนุกรมและวงจรขนานผสมกนั ไป
ทาให้คณุ สมบัติวงจรเปลย่ี นไปตามวงจรอนุกรมและวงจรขนาน

2. สมรรถนะประจาหนว่ ยการเรยี นรู้

1. แสดงความรู้เกยี่ วกบั กฎของโอห์มและวงจรไฟฟ้าเบ้ืองต้น

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 จุดประสงคท์ ่ัวไป
1. อธิบายกฎของโอหม์ ไดถ้ ูกตอ้ ง
2. คานวณหาคา่ แรงดนั กระแสและความต้านทานจากกฎของโอห์มได้ถกู ต้อง
3. บอกส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าได้ถกู ต้อง
4. บอกลกั ษณะและคณุ สมบัตขิ องวงจรอนุกรมวงจรขนานและวงจรผสมได้ถูกต้อง
5. คานวณหาค่าความตา้ นทาน กระแส และแรงดนั จากวงจรอนกุ รม ขนาน ผสมไดถ้ ูกต้อง

3.2 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. ประกอบและวัดทดสอบวงจรไฟฟา้ เบ้ืองต้น

79

4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ด้านความรู้

3.1 กฎของโอห์ม

3.2 วงจรไฟฟ้าเบ้อื งต้น

3.3 วงจรอนกุ รม

3.4 วงจรขนาน

3.5 วงจรผสม

สรปุ สาระสาคัญ

3.1 กฎของโอห์ม

ยอรจ์ ซีมอนโอหม์ (George Simon Ohm) นกั ฟิสิกสช์ าวเยอรมนั ได้คิดคน้ กฎของโอห์มโดยกล่าวว่า

ในวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะประกอบดว้ ยสว่ นสาคญั 3 สว่ น คอื แหลง่ จ่ายพลงั งานไฟฟ้าซ่ึงประกอบด้วย

แรงดนั ไฟฟา้ และกระแสไฟฟ้าอุปกรณ์ไฟฟา้ หรือความตา้ นทานไฟฟ้า ความสาคัญของวงจรไฟฟา้ ท่จี ะตอ้ ง

คานึงถงึ เม่อื มีการต่อวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะตอ้ งทราบคา่ แรงดันและกระแสที่จะทาให้อปุ กรณ์ไฟฟา้ ไมเ่ สียหาย

ดงั นน้ั จงึ ไดส้ รุปเปน็ กฎของโอห์มออกมาดังน้ี คือ

1) ในวงจรใด ๆ กระแสไฟฟ้า (I) ทไี่ หลในวงจรน้นั จะเป็นแปรผนั ตรงกบั แรงดนั ไฟฟา้ (E)

I E

2) ในวงจรใด ๆ กระแสไฟฟา้ ทไี่ หลในวงจรนั้นจะแปรผนั ตรงกับความตา้ นทานไฟฟา้ (R)
1
I  R

สามารถเขียนเป็นสตู รคานวณไดด้ งั นี้ I = RE

3.2 วงจรไฟฟ้าเบ้อื งต้น

วงจรไฟฟ้าเบ้ืองต้น มสี ่วนประกอบหลกั 3 ส่วน คือ แหลง่ จ่ายไฟฟ้า สายตวั นา และโหลด

3.3 วงจรอนกุ รม

วงจรอนุกรม (Series Circuit) หมายถึงการนาเอาอุปกรณ์ทางไฟฟ้ามาตอ่ กนั ในลกั ษณะท่ีปลายด้าน

หนึ่งของอปุ กรณต์ ัวที่ 1 ต่อเข้ากับอุปกรณ์ตัวที่ 2 จากน้นั นาปลายทเี่ หลอื ของอุปกรณ์ตัวที่ 2 ไปต่อกบั อุปกรณ์

ตัวที่ 3 และจะต่อลักษณะน้ไี ปเรอ่ื ย ๆ

3.4 วงจรขนาน

วงจรขนาน (Parallel Circuit) คอื วงจรที่เกิดจากการต่ออปุ กรณ์ไฟฟา้ ตง้ั แต่ 2 ตวั ขึ้นไปตอ่ คร่อมหลัง

ชนหลังกนั ไปเรอื่ ย ๆ มผี ลทาให้คา่ ของแรงดนั ไฟฟา้ ที่ตกคร่อมอปุ กรณ์ไฟฟ้าแตล่ ะตวั มีค่าเทา่ กัน ส่วนการไหล

ของกระแสไฟฟ้าจะมีต้งั แต่ 2 สาขาขนึ้ ไป ส่วนค่าความต้านทานรวมภายในวงจรขนานจะมคี ่าเทา่ กับผลรวม

ของสว่ นกลับของค่าความต้านทานทกุ ตัวรวมกนั ซ่ึงค่าความต้านทานรวมภายในวงจรไฟฟ้าแบบขนานจะมีค่า

80

นอ้ ยกว่าคา่ ความต้านทานทีม่ ีคา่ นอ้ ยที่สดุ เสมอ และค่าแรงดนั ทตี่ กคร่อมตวั ต้านทานไฟฟ้าแตล่ ะตัวจะมีค่า
เท่ากบั แหลง่ จ่าย
3.5 วงจรผสม

วงจรผสมคอื วงจรทีป่ ระกอบดว้ ยอปุ กรณ์ตั้งแต่ 3 ตัวขึน้ ไปนามาตอ่ กนั ทง้ั แบบขนานและแบบอนุกรม
ผสมกนั

4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏิบตั ิ
ใบงานท่ี 3 กฎของโอห์มและวงจรไฟฟ้าเบอื้ งตน้

4.3 ด้านคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกจิ พอเพียง
แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝ่รู้ ความซื่อสัตย์ สุจริต ความมนี ้าใจและแบง่ บนั ความรว่ มมือ
ความมีมารยาท ไมห่ ยดุ นิ่งท่ีจะแก้ปัญหา ใช้อปุ กรณอ์ ย่างฉลาดและรอบคอบ

5. กิจกรรมการเรยี นการสอนหรือการเรียนรู้

5.1 กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้ ครัง้ ท่ี 1

ข้นั ตอนการสอน/กจิ กรรมครู ขนั้ ตอนการเรยี น/กจิ กรรมผเู้ รียน

ข้นั นาเขา้ สูบ่ ทเรียน (ใชเ้ วลา 30 นาท)ี ขนั้ เตรียม (ใชเ้ วลา 30 นาที)

1. ครแู นะนารายวชิ า วธิ ีการเรียน การมอบหมาย 1. จดั เตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ์ สื่อ และเอกสารตาม

งาน และการแต่งกาย ระเบียบการปฏิบตั ิงานภายใน ทค่ี รูผู้สอนและแผนการจดั การเรยี นรู้ทกี่ าหนดไว้

ห้องปฏิบตั งิ านและการเบิกเครือ่ งมือ วัสดุ อุปกรณ์ 2. ทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยท่ี 3 กฎของโอห์มและ

ชแ้ี จงวธิ ีวดั ผลประเมินผลการเรยี น การจดั เตรยี มวสั ดุ วงจรไฟฟ้าเบอ้ื งตน้ สลับกันตรวจคาตอบและให้
อปุ กรณ์ เอกสาร และส่อื ใหส้ อด คลอ้ งกับงาน และ คะแนน
ใชว้ ัสดอุ ปุ กรณ์ถูกต้องอย่างคุ้มค่าและประหยัด
2. ทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยท่ี 3 กฎของโอห์มและ 3. ทาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั จุดประสงค์การเรยี นของ
วงจรไฟฟ้าเบื้องตน้ ให้ผ้เู รียนสลับกนั ตรวจคาตอบ หน่วยการเรยี นที่ 3
และให้คะแนน ขั้นสอน (ใช้เวลา 180 นาท)ี
3. แจง้ จุดประสงค์การเรียนหน่วยการเรยี นที่ 3 ผู้เรียนฟังและคิดตาม พรอ้ มท้ังจดบันทกึ เกยี่ วกับ
ข้ันสอน (ใช้เวลา 180 นาที) เรอื่ งกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้าเบือ้ งต้น วงจรอนกุ รม
ครสู อนเน้อื หาสาระในหวั ข้อ วงจรขนาน วงจรผสมและนอกจากนัน้ ให้นักเรยี นจด
3.1 กฎของโอห์ม บันทกึ ความรู้จากการสอนของครทู ม่ี นี อกเหนือจาก
3.2 วงจรไฟฟ้าเบอื้ งตน้ ในหนังสอื ผเู้ รยี นปฏบิ ัตงิ านตามลาดับขั้นการ
3.3 วงจรอนุกรม ปฏบิ ตั งิ านของใบกจิ กรรม

81

3.4 วงจรขนาน ขั้นสรุป (ใช้เวลา 30 นาท)ี

3.5 วงจรผสม 1. ผ้เู รียนรบั ฟังคาสรุปและขอ้ แนะนาจากครู พร้อม

จากนัน้ ใหน้ ักเรียนทาตามใบงานที่ 3 กฎของโอห์ม ท้งั จดบนั ทกึ ขอ้ มูล และซักถามหรอื ตอบคาถามใน
และวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ขณะนักเรยี นทาใบงาน ครู หวั ข้อท่ยี ังไมเ่ ข้าใจ

จะสังเกตการณ์ทางานกลุ่ม

ขนั้ สรุป (ใช้เวลา 30 นาที)
1. ครสู รุปเนือ้ หาสาระการเรียนรู้
- กฎของโอห์ม
- วงจรไฟฟ้าเบ้ืองต้น
- วงจรอนุกรม
- วงจรขนาน
- วงจรผสม

รวมเวลาเรียน 240 นาที
หรอื 4 ชัว่ โมงเรียน

5.2 กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรียนรู้ คร้งั ที่ 2

ขั้นตอนการสอน/กจิ กรรมครู ขัน้ ตอนการเรียน/กิจกรรมผูเ้ รียน

ขน้ั นาเข้าสูบ่ ทเรยี น (ใช้เวลา 30 นาที) ข้นั เตรยี ม (ใช้เวลา 30 นาที)
1. ครทู บทวนเนอื้ หาท่ีเรียนผา่ นมาหนว่ ยการเรียนที่ 1. นักเรยี นทบทวนเนื้อหาทเ่ี รียนผา่ นมาหน่วยการ
3 ใหน้ ักเรียน เรียนที่ 3
ข้ันสอน (ใช้เวลา 180 นาที) ขั้นสอน (ใชเ้ วลา 180 นาท)ี
ครใู ห้นกั เรียนทาใบงานท่ี 3 กฎของโอห์มและ นกั เรยี นทาใบงานที่ 3 กฎของโอหม์ และวงจรไฟฟ้า
วงจรไฟฟ้าเบ้ืองต้น ตอ่ จากการเรียนคร้งั ก่อน ขณะ เบือ้ งตน้ ต่อจากการเรยี นครง้ั กอ่ น
นักเรียนทาใบงาน ครจู ะสงั เกตการณ์ทางานกลุ่ม ขนั้ สรุป (ใช้เวลา 30 นาท)ี
ขน้ั สรปุ (ใชเ้ วลา 30 นาท)ี 1. ผูเ้ รยี นรับฟังคาสรุปและข้อแนะนาจากครู พร้อม
1. ครูสรปุ เนอื้ หาสาระการเรยี นรู้ ท้งั จดบันทกึ ข้อมูล และซักถามหรือตอบคาถามใน
- กฎของโอหม์ หวั ข้อทย่ี งั ไม่เข้าใจ

82

- วงจรไฟฟา้ เบื้องต้น 2. ทาแบบทดสอบหลังเรียน
- วงจรอนกุ รม 3. ผู้เรียนนาคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและ
- วงจรขนาน แบบทดสอบหลงั เรียนมาเปรียบเทียบ เพื่อดู
- วงจรผสม ความก้าวหนา้ ทางการเรยี นของตนเอง
2. ครแู จกแบบทดสอบหลงั เรียน 4. ผู้เรียนทาแบบฝกึ หดั ท้ายหน่วย
3. ครตู รวจแบบทดสอบหลังเรยี นพร้อมกบั บนั ทึก
คะแนน
4. ให้ผู้เรยี นทาแบบฝกึ หัดทา้ ยหนว่ ย

รวมเวลาเรยี น 240 นาที
หรือ 4 ช่ัวโมงเรียน

รวมเวลาเรียนทงั้ หมด 480 นาที
หรือ 8 ชว่ั โมงเรยี น

6. สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้

6.1 สื่อส่ิงพิมพ์
1) เอกสารประกอบการเรยี นวิชางานไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ของนายอดลุ ย์ กัลยาแก้ว
2) แบบทดสอบก่อนเรยี นหน่วยที่ 3 กฎของโอห์มและวงจรไฟฟ้าเบื้องตน้
3) แบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยท่ี 3 กฎของโอห์มและวงจรไฟฟ้าเบ้ืองตน้
4) เอกสารการเรยี นรูห้ นว่ ยท่ี 3 กฎของโอห์มและวงจรไฟฟา้ เบอ้ื งตน้
5) แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 3 กฎของโอห์มและวงจรไฟฟา้ เบื้องต้น
6) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น และแบบฝึกหัดทา้ ยหน่วย

6.2 สื่อโสตทัศน์
1) เครื่องฉายภาพ (projector)
2) งานนาเสนอหน่วยที่ 3 กฎของโอห์มและวงจรไฟฟ้าเบ้ืองต้น

83

6.3 สอื่ ของจริง
1) ชดุ ทดลองวงจรไฟฟา้

7. แหล่งการเรยี นการสอน/การเรียนรู้

7.1 ภายในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุด
2. ศูนย์ Internet สมเด็จพระเทพฯ
3. หอ้ งปฏิบตั ิการเขียนแบบเคร่อื งกลดว้ ยคอมพิวเตอร์

7.2 ภายนอกสถานศึกษา
1. อาคารวิทยาบริการ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วทิ ยาเขตสกลนคร

2. การฝกึ หาประสบการณ์ตามสถานประกอบการณ์

8. งานท่ีมอบหมาย

8.1 ก่อนเรียน
1. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
2. ตอบคาถามก่อนเรียน เปน็ การนาเข้าสบู่ ทเรยี น

8.2 ขณะเรียน
1. ตอบคาถามระหวา่ งเรยี น

8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบทดสอบหลังเรยี น
2. ทาแบบฝกึ หัดหลังเรยี น
3. ทาใบกิจกรรม

9. ผลงาน/ชิน้ งาน ทีเ่ กดิ จากการเรียนรขู้ องผู้เรียน

-

10. เอกสารอ้างองิ

1. หนงั สือเรยี น งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์ อดลุ ย์ กลั ยาแก้ว

11. การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวิชาอนื่

1. บูรณาการกบั วิชาชีวติ และวฒั นธรรมไทย ด้านการพดู การอา่ น การเขียนและการฝกึ ปฏบิ ตั ิตนทาง
สงั คมดา้ นการเตรยี มความพร้อม ความรบั ผิดชอบ ความสนใจใฝร่ ู้

2. บูรณาการกับวิชาหลกั เศรษฐศาสตร์ ด้านการเลือกใชท้ รพั ยากรอย่างประหยัด

84

12. หลักการประเมนิ ผลการเรียน

12.1 ก่อนเรียน
1. ตรวจสอบระดบั ความรคู้ วามเข้าใจของผูเ้ รียนก่อนเร่ิมการสอน

12.2 ขณะเรยี น
1. ตรวจสอบความสนใจในการเรยี นของผู้เรยี นโดยการถาม-ตอบคาถามในระหวา่ งที่เรยี น

12.3 หลังเรยี น
1. ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี นพรอ้ มกับเปรยี บเทยี บแบบทดสอบก่อนเรียน
2. ตรวจแบบฝกึ หดั หลงั เรียนเพอ่ื ประเมินระดับความเข้าใจของผ้เู รียน
3. ตรวจใบกิจกรรม

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น

จดุ ประสงค์ข้อท่ี 1 การประเมนิ ผลความรูค้ วามเข้าใจของผูเ้ รยี นก่อนเรยี น
1. วธิ กี ารประเมิน : ให้ทาแบบทดสอบก่อนเรยี น และถามคาถามเพ่ือประเมินระดบั ความรขู้ องผเู้ รยี น
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : ใช้อา้ งองิ เปน็ ตวั เปรียบเทียบกับผลการทดสอบหลงั เรยี น
4. เกณฑ์การผ่าน : นกั เรียนสามารถทาแบบทดสอบได้ไม่น้อยกว่าคร่งึ หน่ึงของจานวนข้อของแบบ

ทดสอบทง้ั หมด
จุดประสงค์ข้อที่ 2 การประเมนิ ผลความรคู้ วามเข้าใจของผเู้ รยี นหลงั เรียน
1. วธิ กี ารประเมนิ : ใหท้ าแบบทดสอบหลังเรยี น
2. เคร่ืองการประเมนิ : แบบทดสอบหลงั เรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : ใช้เปรยี บเทยี บกบั ผลการทดสอบกอ่ นเรียน
4. เกณฑ์การผ่าน : นักเรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกวา่ การทาแบบทดสอบก่อนเรยี น

85

14. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

หนว่ ยการสอนที่ .....3.....ชื่อหนว่ ยการสอน กฎของโอหม์ และวงจรไฟฟา้ เบื้องตน้
วัตถุประสงค์ เพือ่ การประเมนิ ผลความรคู้ วามเข้าใจของผเู้ รียนกอ่ นเรียน
ข้อคาถาม

1. ข้อใดกลา่ วไดถ้ ูกตอ้ งตามกฎของโอหม์
ก. แรงตนั แปรผันตรงกบั กระแส
ข. กระแสแปรผันตรงกับแรงดนั
ค ความต้านทานแปรผันตรงกับกระแส
ง. กระแสแปรผกผันกบั ความต้านทาน

2. จากกฎของโอหม์ ความตา้ นทานในวงจรไฟฟ้าหาได้จากขอ้ ใด
ก. R= E/I
ข. I = E/R
ค. R= I/E
ง. 1xR

3. คา่ ความตา้ นทานรวม (R) ในวงจรไฟฟ้าแบบอนกุ รม เท่ากบั ข้อใด
ก. Rt=R1+R2=R3+...+Rn
ข. Rt=R1+R2+R3.+...+Rn
ค Rt=R1+R2=R3+...+Rn
ง Rt=R1+R2+R3+...+Vn

4. ในวงจรอนกุ รมแรงดนั ที่แหลง่ จา่ ย E หรือ ง, มีคา่ เท่ากับข้อใด
n. Vt=V1=V2,=V3,=...Vn
ข. Vt=V1=V2+V3.+ ...+ V
ค. Vt=V1,+V2+V3+ ...+V
ง. Vt=V1,+V2=V3,+ ...+V

5. กระแสไฟฟ้ารวมของวงจรไฟฟ้าแบบขนานหาไดจ้ ากข้อใด
ก. It = I1 + I2 + I3 +……+In
ข. It = I1 = I2 = I3 =……In
ค. It = I1 = I2 = I3 =……Rn
ง. It = I1 x V1

86

6. ขอ้ ใดกล่วถกู ต้องท่สี ุดในวงจรไฟฟ้าแบบขนาน
ก.It = I1 = I2 = I3 +……+ In
ข It = I1 + I2 + I3 =…… In
ค Vt = V1 = V2 = V3 +……+ Vn
ง. Vt = V1 + V2 + V3 +……+ Vn

7. ขอ้ ใด คือคุณสมบัตขิ องวงจรไฟฟ้าแบบผสม
ก. วงจรไฟฟ้าทีม่ ีวงจรอนกุ รมและวงจรขนานรวมอยใู่ นวงจรเดยี วกนั
ข. ความตา้ นทานท้ังหมดของวงจรเทา่ กบั ตัวตา้ นทานทกุ ตวั รวมกนั
ด, แรงดนั ตกคร่อมตัวต้านทานทุกตวั รวมกนั เท่ากบั แหล่งจ่าย
ง. กระแสไฟฟ้าทีไ่ หลในวงจรมีค่าเท่ากนั

8. ส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าใดทาหนา้ ทเ่ี ปน็ โหลด
ก. สายไฟ
ข. หลอดไฟ
ค. แหล่งกาเนดิ
ง. สวติ ช์

9. การตอ่ เซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมมีคุณสมบตั ิอยา่ งไร
ก. กระแสเพิ่มข้ึน
ข. แรงดนั เพ่ิมข้นึ
ค. กระแสลดลง
ง. แรงดนั ลดลง

10. การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนานมคี ุณสมบัติอยา่ งไร
ข. แรงดันเพิ่มข้นึ
ก. กระแสลดลง
ค. กระแสเพมิ่ ข้ึน
ง. แรงดนั ลดลง

87

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน

1. ง. กระแสแปรผกผนั กบั ความตา้ นทาน
2. R= E/I
3. ข. Rt=R1+R2+R3.+...+Rn
4. ค. Vt=V1,+V2+V3+ ...+V
5. ก. It = I1 + I2 + I3 +……+In
6. ค Vt = V1 = V2 = V3 =……= Vn
7. ก. วงจรไฟฟ้าที่มีวงจรอนุกรมและวงจรขนานรวมอย่ใู นวงจรเดยี วกัน
8. ข. หลอดไฟ
9. ข. แรงดันเพิม่ ข้ึน
10. ค. กระแสเพ่ิมข้ึน

88

15. แบบทดสอบหลงั เรยี น

หนว่ ยการสอนที่ .....3.....ชือ่ หน่วยการสอน กฎของโอหม์ และวงจรไฟฟา้ เบื้องตน้
วัตถุประสงค์ เพ่ือ การประเมินผลความร้คู วามเข้าใจของผเู้ รียนกอ่ นเรียน
ข้อคาถาม

1. ข้อใดกลา่ วไดถ้ ูกตอ้ งตามกฎของโอหม์
ก. แรงตนั แปรผนั ตรงกับกระแส
ข. กระแสแปรผันตรงกบั แรงดัน
ค ความต้านทานแปรผันตรงกับกระแส
ง. กระแสแปรผกผันกบั ความตา้ นทาน

2. จากกฎของโอห์มความต้านทานในวงจรไฟฟ้าหาได้จากขอ้ ใด
ก. R= E/I
ข. I = E/R
ค. R= I/E
ง. 1xR

3. คา่ ความตา้ นทานรวม (R) ในวงจรไฟฟ้าแบบอนกุ รม เท่ากบั ข้อใด
ก. Rt=R1+R2=R3+...+Rn
ข. Rt=R1+R2+R3.+...+Rn
ค Rt=R1+R2=R3+...+Rn
ง Rt=R1+R2+R3+...+Vn

4. ในวงจรอนกุ รมแรงดันท่แี หล่งจา่ ย E หรือ ง, มีคา่ เท่ากับข้อใด
n. Vt=V1=V2,=V3,=...Vn
ข. Vt=V1=V2+V3.+ ...+ V
ค. Vt=V1,+V2+V3+ ...+V
ง. Vt=V1,+V2=V3,+ ...+V

5. กระแสไฟฟ้ารวมของวงจรไฟฟ้าแบบขนานหาไดจ้ ากข้อใด
ก. It = I1 + I2 + I3 +……+In
ข. It = I1 = I2 = I3 =……In
ค. It = I1 = I2 = I3 =……Rn
ง. It = I1 x V1

89

6. ขอ้ ใดกล่วถูกต้องท่ีสุดในวงจรไฟฟ้าแบบขนาน
ก.It = I1 = I2 = I3 +……+ In
ข It = I1 + I2 + I3 =…… In
ค Vt = V1 = V2 = V3 =……= Vn
ง. Vt = V1 + V2 + V3 +……+ Vn

7. ขอ้ ใด คือคุณสมบตั ขิ องวงจรไฟฟ้าแบบผสม
ก. วงจรไฟฟ้าท่ีมีวงจรอนุกรมและวงจรขนานรวมอยใู่ นวงจรเดยี วกนั
ข. ความตา้ นทานทั้งหมดของวงจรเทา่ กบั ตัวตา้ นทานทกุ ตวั รวมกนั
ด, แรงดนั ตกคร่อมตัวตา้ นทานทุกตวั รวมกนั เท่ากบั แหล่งจ่าย
ง. กระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรมคี า่ เท่ากนั

8. ส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าใดทาหนา้ ทเ่ี ปน็ โหลด
ก. สายไฟ
ข. หลอดไฟ
ค. แหล่งกาเนดิ
ง. สวติ ช์

9. การตอ่ เซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมมีคุณสมบตั ิอยา่ งไร
ก. กระแสเพ่ิมข้ึน
ข. แรงดนั เพม่ิ ข้ึน
ค. กระแสลดลง
ง. แรงดนั ลดลง

10. การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนานมคี ณุ สมบัติอยา่ งไร
ข. แรงดนั เพิ่มข้ึน
ก. กระแสลดลง
ค. กระแสเพ่ิมขึ้น
ง. แรงดนั ลดลง

90

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น

1. ง. กระแสแปรผกผันกบั ความตา้ นทาน
2. R= E/I
3. ข. Rt=R1+R2+R3.+...+Rn
4. ค. Vt=V1,+V2+V3+ ...+V
5. ก. It = I1 + I2 + I3 +……+In
6. ค Vt = V1 = V2 = V3 =……= Vn
7. วงจรไฟฟา้ ท่มี วี งจรอนุกรมและวงจรขนานรวมอยู่ในวงจรเดียวกนั
8. ข. หลอดไฟ
9. ข. แรงดันเพิ่มข้นึ
10. ค. กระแสเพ่ิมข้นึ

91

16. ใบความร้ทู ่ี ...3.....

หนว่ ยการสอนท่ี ....3.... ชื่อหน่วย กฎของโอห์มและวงจรไฟฟา้ เบื้องต้น
ช่อื หัวข้อเรื่อง กฎของโอห์มและวงจรไฟฟ้าเบ้ืองต้น

3.1 กฎของโอห์ม

ยอร์จซีมอนโอห์ม (George Simon Ohm) นักฟสิ ิกสช์ าวเยอรมัน ได้คิดคน้ กฎของโอห์มโดยกลา่ ววา่

ในวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะประกอบด้วยสว่ นสาคัญ 3 ส่วน คอื แหล่งจา่ ยพลงั งานไฟฟา้ ซ่ึงประกอบดว้ ย

แรงดันไฟฟา้ และกระแสไฟฟา้ อปุ กรณ์ไฟฟา้ หรือความต้านทานไฟฟ้า ความสาคญั ของวงจรไฟฟ้าที่จะต้อง

คานงึ ถึงเมื่อมกี ารต่อวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะต้องทราบค่าแรงดันและกระแสทจี่ ะทาให้อุปกรณ์ไฟฟา้ ไม่เสียหาย

ดงั น้ันจึงได้สรปุ เป็นกฎของโอห์มออกมาดงั น้ี คือ

1) ในวงจรใด ๆ กระแสไฟฟ้า (I) ทไ่ี หลในวงจรนัน้ จะเปน็ แปรผันตรงกับแรงดันไฟฟา้ (E)

I E

2) ในวงจรใด ๆ กระแสไฟฟ้าทีไ่ หลในวงจรนัน้ จะแปรผนั ตรงกับความตา้ นทานไฟฟา้ (R)
1
I  R

สามารถเขยี นเป็นสตู รคานวณได้ดงั นี้ E
R
I =

3.2 วงจรไฟฟ้าเบอ้ื งต้น

วงจรไฟฟ้าเบือ้ งตน้ มีส่วนประกอบหลกั 3 สว่ น คือ แหล่งจ่ายไฟฟ้า สายตวั นา และโหลด

3.3 วงจรอนกุ รม

วงจรอนกุ รม (Series Circuit) หมายถงึ การนาเอาอุปกรณ์ทางไฟฟา้ มาตอ่ กนั ในลักษณะที่ปลายด้าน

หนง่ึ ของอุปกรณ์ตวั ท่ี 1 ต่อเข้ากบั อปุ กรณต์ วั ที่ 2 จากนั้นนาปลายทเ่ี หลือของอุปกรณต์ ัวท่ี 2 ไปต่อกับอปุ กรณ์

ตัวท่ี 3 และจะต่อลักษณะนไ้ี ปเรื่อย ๆ

3.4 วงจรขนาน

วงจรขนาน (Parallel Circuit) คือวงจรท่ีเกดิ จากการต่ออุปกรณ์ไฟฟา้ ตง้ั แต่ 2 ตัวขึ้นไปต่อคร่อมหลัง

ชนหลงั กนั ไปเร่อื ย ๆ มผี ลทาให้ค่าของแรงดนั ไฟฟ้าท่ีตกคร่อมอปุ กรณ์ไฟฟ้าแต่ละตวั มีคา่ เทา่ กัน สว่ นการไหล

ของกระแสไฟฟ้าจะมตี ั้งแต่ 2 สาขาข้นึ ไป สว่ นคา่ ความตา้ นทานรวมภายในวงจรขนานจะมีคา่ เท่ากับผลรวม

ของสว่ นกลบั ของค่าความต้านทานทุกตวั รวมกัน ซึง่ คา่ ความตา้ นทานรวมภายในวงจรไฟฟา้ แบบขนานจะมคี ่า

นอ้ ยกว่าคา่ ความต้านทานทมี่ ีค่านอ้ ยทสี่ ุดเสมอ และคา่ แรงดันท่ตี กคร่อมตัวตา้ นทานไฟฟ้าแต่ละตวั จะมีคา่

เทา่ กบั แหลง่ จ่าย

3.5 วงจรผสม

วงจรผสมคอื วงจรทปี่ ระกอบดว้ ยอปุ กรณ์ตั้งแต่ 3 ตัวข้นึ ไปนามาต่อกันทัง้ แบบขนานและแบบอนกุ รม

ผสมกนั

92

17. ใบงาน

ใบกจิ กรรมที่ 3 กฎของโอห์มและวงจรไฟฟ้าเบ้อื งต้น

สมรรถนะ ประกอบและวดั ทดสอบวงจรไฟฟ้าเบื้องตัน

เคร่ืองมอื และอุปกรณ์

1. ตัวต้านทาน 1 kQ 3 ตวั

2. ตัวต้านทาน 2 kQ 2 ตวั

3. แหลง่ จ่ายไฟฟ้ากระแสตรง 1 เครื่อง

4. มลั ตมิ ิเตอร์ 1 ตวั

5. สายตอ่ วงจร 5 เสน้

ลาดบั ข้นั การทดลอง

1. ประกอบวงจรตามรปู ที่ 3.1 ใช้มัลตมิ เิ ตอร์วดั แรดนั และกระแสตามรปู อนคาแรงดนั และกระแสท่ไี ด้บนั ทึกลง

ในตารางที่ 3.1

รูปท่ี 3.1 วงจรอนุกรม

ตารางที่ 3.1 กระแส (mA) แรงดนั ( V ) ความตา้ นทานรวม
I1 I2 I3 IT
การวัด V1 V2 V3 ET RT
จากการวัด
จากการคานวณ

93

2. ปลดแหล่งจ่ายไฟออกใหโ้ อห์มมเิ ตอรว์ ัดค่าความต้านทานรวมดงั รูปที่ 3.2 พร้อมบนั ทึกผลลงในตารางท่ี 3 1

รูปที่ 3.2 การวัดคาความตน้ ทานรวมท้ังหมด
3. แสดงวธิ กี ารคานวณหาคา่ กระแส แรงดนั และความต้านทานพร้อมบนั ทึกลงในตารางที่ 3.1
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ประกอบวงจรตามรปู ท่ี 3.3 ใช้มัลตมิ เิ ตอรว์ ดั แรงดนั และกระแสตามรปู อ่านคาแรงดนั และกระแส
ที่ได้บันทึกลงในตารางท่ี 3.1

รปู ที่ 3.3 วงจรขนาน

94

ตารางที่ 3.2

การวัด กระแส (mA) แรงดนั ( V ) ความตา้ นทานรวม

จากการวัด I1 I2 I3 IT V1 V2 V3 ET RT
จากการคานวณ

5. ปลดแหล่งจ่ายไฟออกใช้โอห์มมิเตอรว์ ดั ค่าความต้นทานรวมดังรูปท่ี 3.3 พร้อมบันทึกผลลงในตารางที่ 3.2

รูปที่ 3.4 การวดั ค่าความต้านทานทง้ั หมดของวงจรขนาน
6. แสดงวธิ กี ารคานวณหาค่ากระแส แรงดันและความตน้ ทานพรอ้ มบนั ทกึ ลงในตารางที่ 3.2
................................................................................................ ..............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................... ...............................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
7, ประกอบวงจรตามรปู ท่ี 3.5 ใช้มัลติมิเตอรว์ ัดแรงตันและกระแสตามรูปยา่ นค่าแรงดนั และ
กระแลท่ีได้บันทึกลงในตารางที่ 3.3

รูปท่ี 3.5 วงจรผสม

95

ตารางท่ี 3.3 กระแส (mA) แรงดนั ( V ) ความตา้ นทานรวม
I1 I2 I3 IT
การวัด V1 V2 V3 ET RT

จากการวัด
จากการคานวณ

8. ปลดแหล่งจ่ายไฟออกใชโ้ อห์มมเิ ตอร์วดั ค่าความต้านทานรวมดงั รปู ที่ 3.5 พร้อมบนั ทึกผลลงใน
ตารางที่ 3.3

รปู ท่ี 3.6 การวดั ค่าความต้านทานท้งั หมดของวงจรผสม

9. แสดงวิธกี างคานวณหาค่ากระแส แรงตนั และความต้นทานพรอ้ มบนั ทกึ ลงในตารางท่ี 3.3 สรุปและวจิ ารณ์
ผลการทดลอง

สรุปและวิจารณผ์ ลการการทดลอง
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

96

18. แบบประเมินผล

1 .การวัดผลและการประเมนิ ผล
1.1 แบบประเมนิ พฤตกิ รรม ความมวี ินยั และความรับผดิ ชอบ ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
1.3 สงั เกตการปฏิบัติตามใบงานโดยใช้แบบประเมินผลการปฏบิ ตั งิ าน
1.4 ตรวจแบบฝึกหดั

2. เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ความมีวนิ ยั และความรบั ผดิ ชอบ ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรยี น ต้องได้คะแนนไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
2.3 แบบประเมนิ พฤติกรรมการปฏบิ ัติตามใบงานต้องไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.4 แบบฝกึ หัดตอ้ งได้คะแนนไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

97

19. แบบฝึกหดั

จงบอกคณุ สมบัตขิ องวงจรไฟฟา้

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

98

20. บนั ทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบม่งุ เนน้ สมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

20.1 สรุปผลการจัดการเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏิบตั ิ
54321

ดา้ นการเตรียมการสอน

1.จดั หนว่ ยการเรียนรูไ้ ดส้ อดคลอ้ งกับวัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑ์การประเมินครอบคลุมท้ังด้านความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจติ พิสัย

3. เตรยี มวัสดุ-อปุ กรณ์ สอื่ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรู้ก่อนเขา้

สอน

ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

4. มีวธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นท่ีน่าสนใจ

5. มีกิจกรรมท่ีหลากหลาย เพื่อชว่ ยให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ

6. จัดกจิ กรรมท่สี ง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รียนคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นกั เรยี นมีส่วนรว่ มในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

8. จดั กิจกรรมทีเ่ น้นกระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คิดสงั เคราะห์ คดิ สร้างสรรค์ )

9. กระตนุ้ ให้ผ้เู รียนแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนรูท้ ่ีเชือ่ มโยงกับชีวติ จริงโดยนาภูมิปญั ญา/บรู ณาการเขา้ มา

มีส่วนร่วม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเมอ่ื นักเรียนปฏิบตั ิ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรยี น

14. เอาใจใสด่ แู ลผ้เู รียน อย่างทว่ั ถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทีก่ าหนด

ด้านสอ่ื นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้

16. ใชส้ ือ่ ที่เหมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผเู้ รยี น

17. ใชส้ อ่ื แหล่งการเรียนรู้อยา่ งหลากหลาย เชน่ บุคคล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ต้น

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รยี น

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง

99

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล

18. ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจิตพสิ ยั

20. ครู ผเู้ รยี น ผู้ปกครอง หรือ ผู้ท่เี กี่ยวข้องมีส่วนร่วม ในการประเมิน

หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ัติ 5 = ปฏบิ ตั ดิ ีเยยี่ ม 4 = ปฏบิ ัตดิ ี 3 = รวม

ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏิบัติ เฉลยี่

20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแก้ปญั หา แนวทางแก้ปัญหา

ปญั หาที่พบ
ดา้ นการเตรยี มการสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

ด้านส่อื นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

ด้านการวดั ประเมินผล

ด้านอนื่ ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ขอ้ ๆ)

ลงชื่อ .................................................................... ครผู ้สู อน
( นายศภุ กร ม่งิ คา )
ตาแหนง่ ครพู เิ ศษสอน

............../.................................../....................

21. บนั ทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 100
ชอ่ื -สกุล ผู้นิเทศ ตาแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
ปี


Click to View FlipBook Version