The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอน 20100-1005 งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นายศุภกร มิ่งคำ, 2020-09-02 06:28:59

20100-1005 งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

แผนการสอน 20100-1005 งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

101

แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชพี
และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

รหสั วิชา ..... 2100 – 1006...... วชิ า .......................งานไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนกิ ส์เบือ้ งต้น.........................
หน่วยที่ ........4...... ชอื่ หนว่ ย ..........................................วงจรไฟฟา้ แสงสว่าง……………..……………….……..
ช่ือเร่ือง.............................................วงจรไฟฟา้ แสงสวา่ ง............................................จานวน...4...ชัว่ โมง

1. สาระสาคัญ

การทจ่ี ะทาใหเ้ กดิ แสงสว่างในวงจรไฟฟ้าได้นั้น ในวงจรจะต้องประกอบดว้ ยแหลง่ จา่ ยไฟฟ้า
สาหรบั ป้อนแรงดนั และกระแสใหก้ ับหลอดโดยผา่ นสายไฟ โดยที่แหล่งจา่ ยไฟฟา้ จะเป็นแบบไฟฟ้ากระแสตรง
หรอื กระแสสลับขึน้ อยู่กับชนิดของหลอดท่ีต้องการใช้กบั ไฟฟ้าประเภทใด ถา้ เปน็ ไฟฟา้ ท่ีใช้ตามอาคาร
บ้านเรือน ตอ้ งปอ้ นไฟฟา้ กระแสสลบั ให้กับหลอดไฟ

หลอดไฟที่ใชง้ านในปจั จุบันมีอยมู่ ากมายหลายประเภท เช่น หลอดไส้ หลอดนีออน หลอดแสงจันทร์
หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดทังสเตนฮาโลเจน หลอดไลหะฮาไลด์ หลอดโซเดยี ม เป็นต้น หลอดบางประเภท
เปน็ ทคี่ ุน้ เคยและพบเห็นได้ท่ัวไป เช่น หลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น

2. สมรรถนะประจาหน่วยการเรียนรู้

1. แสดงความร้เู กีย่ วกบั วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 จุดประสงคท์ ั่วไป
1. บอกข้อดีข้อเสยี ของหลอดแตล่ ะชนดิ ได้
2. อธิบายการต่อวงจรหลอดไส้ได้
3. อธิบายการทางานวงจรหลอดฟลูออเรสเซนตไ์ ด้
4. คานวณหาคา่ กาลงั งานที่เกิดข้นึ กบั หลอดไฟได้อยา่ งถกู ต้อง

3.2 จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
1. ตอ่ และตรวจสอบวงจรไฟฟา้ แสงสวา่ งเบื้องต้น

4. เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ดา้ นความรู้
4.1 หลอดไส้
4.2 หลอดฟลูออเรสเซนต์
4.3 หลอดแสงจันทร์
4.4 หลอดคอมแพคฟลอู อเรสเซนต์
4.5 หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายในชนิดอเิ ลก็ ทรอนิกส์

102

4.6 หลอดคอมแพคบลั ลาสต์ภายนอก
สรุปสาระสาคญั

4.1 หลอดไส้
หลอดไส้ (Incandescent Lamp) เป็นหลอดที่มใี ช้อยใู่ นยุคแรก ๆ ในปจั จุบันถึงแมจ้ ะมีการใช้งาน
น้อยลง เน่อื งจากปริมาณแสงทีเ่ ปลง่ ออกมาต่อกาลงั ไฟฟ้าที่ใช้มคี ่านอ้ ยเมือ่ เปรยี บเทียบกับหลอดชนิดอ่นื ๆ
และมีอายุการใช้งานที่สนั้ กว่า แตก่ ย็ งั มีใช้งานอยู่ ดว้ ยเหตผุ ลทวี่ า่ มีราคาถูก มีหลายขนาด หลายรปู ร่าง และมี
หลายสี
4.2 หลอดฟลูออเรสเซนต์
เป็นหลอดไฟฟา้ ทน่ี ยิ มใช้กันท่ัวไป เพราะวา่ ให้แสงสว่างนวลสบายตา และมีอายกุ ารใช้งาน
ทยี่ าวนานกว่าหลอดไสถ้ ึง 8 เทา่ ลกั ษณะของหลอดเป็นรูปทรงกระบอก รูปวงกลมและตัวยู มขี นาดอัตราทน
กาลัง 10 วตั ต์ 20 วตั ต์ 32 วตั ต์ และ 40 วตั ต์ เป็นต้น ขนาด 40 วัตต์มอี ายกุ ารใช้งาน 8,000 ถงึ 12,000
ช่ัวโมง ใหค้ วามสวา่ งของแสงประมาณ 3,100 ลูเมน
4.3 หลอดแสงจันทร์
การทางานของหลอดแสงจันทร์ อาศยั หลกั การผา่ นกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหลอดบรรจกุ ๊าซเฉ่อื ยผสมไอ
ปรอทความดนั สงู ทาให้เปล่งแสงออกมา เมื่อกา๊ ซความดันสูงแตกตัว โดยอาศยั การอาร์ก หรือการเกดิ ประกาย
ไฟของขวั้ หลอดดังนนั้ จึงตอ้ งการแรงดนั สงู มากในการจดุ หลอด ปกตจิ ะใชบ้ ัลลาสตช์ ่วย ซง่ึ ต้องเปน็ บัลลาสตท์ ่ี
ใช้เฉพาะกบั หลอดแสงจันทรเ์ ท่านัน้ แตม่ หี ลอดแสงจนั ทรท์ ี่ออกแบบพเิ ศษขนึ้ มาสามารถจดุ หลอดไดโ้ ดยไม่
ตอ้ งใชบ้ ัลลาสต์ แต่มปี ระสทิ ธิภาพต่ากวา่ หลอดแสงจนั ทรแ์ บบมีบลั ลาสต์ รปู รา่ งลกั ษณะของหลอดแสงจนั ทร์
4.4 หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์

หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ คอื หลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดเลก็ พฒั นาขึ้นมาเพอ่ื
ประหยดั พลังงานไฟฟ้าและใช้แทนหลอดไส้มีกาลังส่องสวา่ งสงู มอี ายกุ ารใชง้ านเฉล่ยี 8,000 ช่วั โมง

4.5 หลอดคอมแพคบลั ลาสต์ภายในชนิดอเิ ล็กทรอนกิ ส์
เป็นหลอดประหยดั ไฟอีกชนิดหนึ่ง บลั ลาสตแ์ ละสตาร์ทเตอรเ์ ปน็ แบบอเิ ล็กทรอนิกสเ์ รยี กรหัสหลอด
ว่า PCL อายกุ ารใชง้ านเฉลี่ย 8,000 ชั่วโมง มขี นาด 9 วัตต์ 11 วตั ต์ 15 วตั ต์ และ 20 วตั ต์
4.6 หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายนอก
หลอดชนิดน้บี ลั ลาสต์และสตาร์ทเตอร์จะอยูภ่ ายนอกคอื สามารถเปล่ียนเฉพาะหลอดไดห้ ลอดชนิดนีม้ ี
รหสั PL – S หรอื เรยี กวา่ หลอดตะเกยี บ มีขนาด 7 วัตต์ 9 วัตต์ และ 11 วัตต์

4.2 ด้านทักษะหรือปฏิบัติ
ใบงานที่ 4 วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง

103

4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพียง
แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝร่ ู้ ความซอ่ื สัตย์ สจุ รติ ความมีนา้ ใจและแบง่ บัน

ความรว่ มมอื ความมีมารยาท ไม่หยุดนง่ิ ที่จะแกป้ ญั หา ใชอ้ ปุ กรณ์อย่างฉลาดและรอบคอบ

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรียนรู้

ขน้ั ตอนการสอน/กจิ กรรมครู ขัน้ ตอนการเรียน/กิจกรรมผูเ้ รียน

ขน้ั นาเขา้ สูบ่ ทเรียน (ใชเ้ วลา 30 นาท)ี ขั้นเตรยี ม (ใชเ้ วลา 30 นาที)

1. ครแู นะนารายวิชา วธิ กี ารเรียน การมอบหมาย 1. จดั เตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ์ สอ่ื และเอกสารตาม

งาน และการแต่งกาย ระเบียบการปฏบิ ตั ิงานภายใน ท่ีครผู ้สู อนและแผนการจดั การเรียนรู้ทกี่ าหนดไว้

หอ้ งปฏบิ ัตงิ านและการเบิกเคร่ืองมือ วสั ดุ อปุ กรณ์ 2. ทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 4 วงจรไฟฟา้ แสง

ช้แี จงวธิ ีวัดผลประเมินผลการเรียน การจัดเตรียมวสั ดุ สว่าง สลบั กันตรวจคาตอบและใหค้ ะแนน
อุปกรณ์ เอกสาร และสือ่ ให้สอด คล้องกับงาน และ 3. ทาความเข้าใจเก่ียวกับจุดประสงคก์ ารเรยี นของ
ใช้วัสดุอุปกรณถ์ ูกต้องอย่างคุ้มคา่ และประหยดั
2. ทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 4 วงจรไฟฟ้าแสง หน่วยการเรียนที่ 4
สว่าง ใหผ้ ู้เรยี นสลบั กนั ตรวจคาตอบ และให้ ขน้ั สอน (ใช้เวลา 180 นาที)
คะแนน ผเู้ รยี นฟงั และคดิ ตาม พรอ้ มท้ังจดบนั ทกึ เกย่ี วกับ
3. แจ้งจุดประสงค์การเรียนหนว่ ยการเรยี นท่ี 4 เร่อื งหลอดไส้ หลอดฟลอู อเรสเซนต์ หลอดแสง
ขนั้ สอน (ใชเ้ วลา 180 นาที) จนั ทร์ หลอดคอมแพคฟลอู อเรสเซนต์ หลอด
ครูสอนเนือ้ หาสาระในหัวข้อ คอมแพคบัลลาสต์ภายในชนดิ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
4.1 หลอดไส้ หลอดคอมแพคบัลลาสตภ์ ายนอก
4.2 หลอดฟลอู อเรสเซนต์ และนอกจากนั้นให้นกั เรียนจดบนั ทกึ ความรจู้ ากการ
4.3 หลอดแสงจนั ทร์ สอนของครูที่มีนอกเหนอื จากในหนังสือ ผู้เรียน
4.4 หลอดคอมแพคฟลอู อเรสเซนต์ ปฏิบตั ิงานตามลาดับขั้นการปฏบิ ตั ิงานของใบ
4.5 หลอดคอมแพคบลั ลาสต์ภายในชนิด กิจกรรม

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ข้นั สรุป (ใชเ้ วลา 30 นาที)

4.6 หลอดคอมแพคบลั ลาสต์ภายนอก 1. ผู้เรียนรับฟังคาสรปุ และข้อแนะนาจากครู พร้อม

จากนน้ั ให้นกั เรียนทาตามใบงานที่ 4 วงจรไฟฟ้าแสง ทั้งจดบันทึกขอ้ มลู และซักถามหรอื ตอบคาถามใน
สว่าง ขณะนักเรยี นทาใบงาน ครูจะสงั เกตการณ์ หวั ขอ้ ทีย่ ังไม่เข้าใจ
2. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
ทางานกลุ่ม

104

ขัน้ สรปุ (ใชเ้ วลา 30 นาท)ี 3. ผู้เรยี นนาคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรยี นและ
1. ครสู รปุ เนือ้ หาสาระการเรียนรู้ แบบทดสอบหลังเรยี นมาเปรียบเทียบ เพ่ือดู
- หลอดไส้ ความกา้ วหน้าทางการเรยี นของตนเอง
- หลอดฟลูออเรสเซนต์ 4. ผู้เรยี นทาแบบฝกึ หัดทา้ ยหนว่ ย
- หลอดแสงจันทร์
- หลอดคอมแพคฟลอู อเรสเซนต์
- หลอดคอมแพคบลั ลาสต์ภายในชนดิ

อิเล็กทรอนิกส์
- หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายนอก
2. ครแู จกแบบทดสอบหลังเรียน
3. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรียนพรอ้ มกบั บันทึก
คะแนน
4. ให้ผู้เรยี นทาแบบฝกึ หัดทา้ ยหนว่ ย

รวมเวลาเรยี นท้งั หมด 240 นาที
หรอื 4 ช่ัวโมงเรียน

105

6. สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้

6.1 สอ่ื สง่ิ พิมพ์
1) เอกสารประกอบการเรยี นวิชางานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์ ของนายอดุลย์ กลั ยาแก้ว
2) แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 4 วงจรไฟฟ้าแสงสวา่ ง
3) แบบทดสอบหลงั เรยี นหนว่ ยที่ 4 วงจรไฟฟ้าแสงสวา่ ง
4) เอกสารการเรียนรู้หน่วยท่ี 4 วงจรไฟฟ้าแสงสวา่ ง
5) แบบฝกึ หัดหนว่ ยท่ี 4 วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง
6) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลงั เรยี น และแบบฝึกหดั ทา้ ยหนว่ ย

6.2 ส่ือโสตทศั น์
1) เคร่อื งฉายภาพ (projector)
2) งานนาเสนอหนว่ ยท่ี 4 วงจรไฟฟ้าแสงสวา่ ง

6.3 ส่ือของจรงิ
1) ชุดทดลองวงจรไฟฟา้

7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมดุ
2. ศูนย์ Internet สมเด็จพระเทพฯ
3. หอ้ งปฏิบัติการเขยี นแบบเครื่องกลดว้ ยคอมพวิ เตอร์

7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. อาคารวทิ ยาบริการ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสกลนคร
2. การฝึกหาประสบการณต์ ามสถานประกอบการณ์

8. งานที่มอบหมาย

8.1 ก่อนเรยี น
1. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
2. ตอบคาถามก่อนเรยี น เป็นการนาเข้าสู่บทเรียน

8.2 ขณะเรียน
1. ตอบคาถามระหวา่ งเรียน

8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบทดสอบหลังเรยี น
2. ทาแบบฝกึ หัดหลงั เรียน
3. ทาใบกิจกรรม

106

9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ท่ีเกิดจากการเรยี นร้ขู องผ้เู รยี น

-

10. เอกสารอ้างอิง

1. หนงั สอื เรียน งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์ อดลุ ย์ กัลยาแก้ว

11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวิชาอืน่

1. บูรณาการกับวิชาชวี ติ และวัฒนธรรมไทย ดา้ นการพูด การอ่าน การเขยี นและการฝกึ ปฏบิ ตั ติ นทาง
สงั คมดา้ นการเตรียมความพร้อม ความรับผิดชอบ ความสนใจใฝร่ ู้

2. บูรณาการกบั วชิ าหลกั เศรษฐศาสตร์ ด้านการเลือกใชท้ รัพยากรอยา่ งประหยดั

12. หลกั การประเมินผลการเรยี น

12.1 กอ่ นเรียน
1. ตรวจสอบระดบั ความรู้ความเขา้ ใจของผู้เรียนกอ่ นเริ่มการสอน

12.2 ขณะเรียน
1. ตรวจสอบความสนใจในการเรยี นของผเู้ รยี นโดยการถาม-ตอบคาถามในระหวา่ งทเ่ี รียน

12.3 หลงั เรียน
1. ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียนพรอ้ มกับเปรียบเทยี บแบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ตรวจแบบฝกึ หัดหลังเรียนเพอื่ ประเมินระดับความเข้าใจของผเู้ รียน
3. ตรวจใบกิจกรรม

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น

จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 1 การประเมินผลความรู้ความเข้าใจของผู้เรยี นกอ่ นเรียน
1. วธิ ีการประเมิน : ใหท้ าแบบทดสอบก่อนเรียน และถามคาถามเพ่ือประเมินระดับความรขู้ องผู้เรยี น
2. เคร่ืองการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : ใชอ้ ้างอิงเป็นตวั เปรยี บเทยี บกบั ผลการทดสอบหลงั เรยี น
4. เกณฑ์การผา่ น : นักเรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกว่าคร่ึงหนึ่งของจานวนข้อของแบบ

ทดสอบทัง้ หมด
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 2 การประเมนิ ผลความร้คู วามเข้าใจของผเู้ รียนหลังเรยี น
1. วิธกี ารประเมนิ : ใหท้ าแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : ใชเ้ ปรียบเทียบกบั ผลการทดสอบกอ่ นเรยี น
4. เกณฑ์การผา่ น : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกวา่ การทาแบบทดสอบก่อนเรียน

107

14. แบบทดสอบก่อนเรียน

หนว่ ยการสอนที่ .....4.....ช่อื หน่วยการสอน วงจรไฟฟ้าแสงสวา่ ง
วัตถปุ ระสงค์ เพื่อ การประเมินผลความรู้ความเข้าใจของผู้เรยี นก่อนเรียน
ข้อคาถาม
1. หลอดไฟชนดิ ใดทนี่ ิยมใชใ้ นยุคแรก ๆ
ก. หลอดฟลูออเรสเซนต์
ข. หลอดแสงจันทร์
ค. หลอดอนิ แดนเดสเซนต์
ง. หลอดนอี อน

2. ข้อใดไม่ใชส่ ว่ นประกอบของวงจรแสงสว่าง
ก. แหลง่ จา่ ยไฟ
ข. ฟวิ ส์
ค. หลอดไฟ
ง. สวิตช์และสายต่อวงจร

3. ข้อใดไมใ่ ช่ข้อเสียของหลอดไส้
ก. ต้องใชอ้ ปุ กรณ์มาก
ข. ใหแ้ สงสวา่ งต่า
ค. ตอ้ งเปลย่ี นหลอดบ่อย ๆ
ง. ราคาสูง

4. บลั ลาสตท์ ่ใี ช้กับหลอดฟลูออเรสเซนต์ทาหน้าที่อะไร
ก. เพื่อช่วยในการจดุ ไสห้ ลอดให้ทางาน
ข. สร้างแรงดนั ไฟฟ้าสงู ในขณะทห่ี ลอดเร่ิมทางาน
ค. ลดแรงดันไฟฟ้าทีต่ กคร่อมหลอดให้ต่าลงเมื่อหลอดตดิ แลว้
ง. เพม่ิ แรงดนั ตกคร่อมหลอดให้สงู ข้ึน

5. สตารท์ เตอรม์ ีหน้าทอี่ ะไร
ก, ลดแรงดันไฟฟ้าท่ีตกครอ่ มหลอดให้ต่าลงเม่ือหลอดติดแล้ว
ข. สรา้ งแรงดันไฟฟ้าสงู ในขณะทีห่ ลอดเริ่มทางาน
ค. เพิ่มกระแสในวงจรหลอดไฟ
ง. เพ่อื ช่วยในกาจุดไส้หลอดให้ทางาน

108

6. ข้อไมใ่ ชข่ อ้ ดขี องหลอดฟลูออเรสเซนต์
ก, ราคาตดิ ตัง้ ตา่ กว่าหลอดไส้
ข. อายกุ ารใช้งานยาวนาน
ค. กินกาลังไฟน้อย
ง. ใหค้ วามรอ้ นน้อยกวา่ หลอดไส
7. จากรูปคือหลอดไฟชนดิ ใด

ก. หลอดฮาโลเจน
ข. หลอดแสงจันทร์
ค. หลอดคอมแพค
ง. หลอดไส้
8. จากรูปคอื หลอดไฟชนิดใด

ก. หลอดคอมแพค
ข. หลอดเมทัลฮาไลด์
ค. หลอดแสงจันทร์
ง. หลอดฮาโลเจน

109

9. จากรปู คือหลอดไฟชนิดใด

ก. หลอดไส้
ข. หลอดเมทัลฮาไลด์
ค. หลอดฮาโลเจน
ง. หลอดแสงจนั ทร์

10. หลอดไฟชนิดใดเมื่อเปดิ ไฟแล้วตอ้ งรอประมาณ 5- 10 นาทถี ึงจะสวา่ งเต็มท่ี
ก. หลอดคอมแพค
ข. หลอดฮาโลเจน
ค. หลอดน่ีออน
ง. หลอดแสงจันทร์

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน

1. ค. หลอดอนิ แดนเดสเซนต์
2. ข. ฟิวส์
3. ง. ราคาสงู

4. ข. สร้างแรงดันไฟฟ้าสูงในขณะทีห่ ลอดเริ่มทางาน
5. ง. เพอื่ ชว่ ยในกาจุดไสห้ ลอดให้ทางาน
6. ก. ราคาตดิ ต้ังต่ากวา่ หลอดไส้
7. ค. หลอดคอมแพค
8. ข. หลอดเมทัลฮาไลด์
9. ก. หลอดไส้
10. ง. หลอดแสงจันทร์

110

15. แบบทดสอบหลงั เรียน

หนว่ ยการสอนท่ี .....4.....ช่อื หน่วยการสอน วงจรไฟฟ้าแสงสวา่ ง
วัตถุประสงค์ เพื่อ การประเมนิ ผลความรู้ความเข้าใจของผู้เรยี นก่อนเรียน
ขอ้ คาถาม
1. หลอดไฟชนดิ ใดที่นิยมใช้ในยคุ แรก ๆ
ก. หลอดฟลูออเรสเซนต์
ข. หลอดแสงจันทร์
ค. หลอดอนิ แดนเดสเซนต์
ง. หลอดนอี อน

2. ขอ้ ใดไมใ่ ชส่ ว่ นประกอบของวงจรแสงสว่าง
ก. แหลง่ จา่ ยไฟ
ข. ฟิวส์
ค. หลอดไฟ
ง. สวติ ช์และสายต่อวงจร

3. ขอ้ ใดไม่ใช่ข้อเสียของหลอดไส้
ก. ต้องใชอ้ ปุ กรณ์มาก
ข. ให้แสงสวา่ งต่า
ค. ต้องเปลย่ี นหลอดบ่อย ๆ
ง. ราคาสูง

4. บัลลาสตท์ ่ใี ช้กบั หลอดฟลูออเรสเซนต์ทาหน้าที่อะไร
ก. เพ่ือช่วยในการจดุ ไส้หลอดให้ทางาน
ข. สรา้ งแรงดนั ไฟฟ้าสูงในขณะทห่ี ลอดเร่ิมทางาน
ค. ลดแรงดันไฟฟ้าท่ตี กคร่อมหลอดให้ต่าลงเมื่อหลอดตดิ แลว้
ง. เพ่ิมแรงดนั ตกคร่อมหลอดให้สูงขน้ึ

5. สตารท์ เตอรม์ ีหนา้ ทีอ่ ะไร
ก, ลดแรงดันไฟฟ้าทตี่ กครอ่ มหลอดให้ต่าลงเม่ือหลอดติดแล้ว
ข. สร้างแรงดนั ไฟฟา้ สงู ในขณะทห่ี ลอดเร่ิมทางาน
ค. เพิ่มกระแสในวงจรหลอดไฟ
ง. เพอื่ ชว่ ยในกาจุดไส้หลอดใหท้ างาน

111

6. ข้อไมใ่ ชข่ อ้ ดขี องหลอดฟลูออเรสเซนต์
ก, ราคาตดิ ตัง้ ตา่ กวา่ หลอดไส้
ข. อายกุ ารใช้งานยาวนาน
ค. กินกาลังไฟน้อย
ง. ใหค้ วามรอ้ นน้อยกวา่ หลอดไส
7. จากรูปคือหลอดไฟชนดิ ใด

ก. หลอดฮาโลเจน
ข. หลอดแสงจันทร์
ค. หลอดคอมแพค
ง. หลอดไส้
8. จากรูปคอื หลอดไฟชนิดใด

ก. หลอดคอมแพค
ข. หลอดเมทัลฮาไลด์
ค. หลอดแสงจันทร์
ง. หลอดฮาโลเจน

112

9. จากรูปคือหลอดไฟชนดิ ใด

ก. หลอดไส้
ข. หลอดเมทัลฮาไลด์
ค. หลอดฮาโลเจน
ง. หลอดแสงจนั ทร์

10. หลอดไฟชนิดใดเมื่อเปดิ ไฟแล้วตอ้ งรอประมาณ 5- 10 นาทถี ึงจะสวา่ งเต็มท่ี
ก. หลอดคอมแพค
ข. หลอดฮาโลเจน
ค. หลอดน่ีออน
ง. หลอดแสงจันทร์

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น

1. ค. หลอดอนิ แดนเดสเซนต์
2. ข. ฟวิ ส์
3. ง. ราคาสงู

4. ข. สร้างแรงดันไฟฟา้ สงู ในขณะทีห่ ลอดเริ่มทางาน
5. ง. เพ่อื ชว่ ยในกาจุดไส้หลอดให้ทางาน
6. ก. ราคาตดิ ต้ังต่ากว่าหลอดไส้
7. ค. หลอดคอมแพค
8. ข. หลอดเมทัลฮาไลด์
9. ก. หลอดไส้
10. ง. หลอดแสงจันทร์

113

16. ใบความรูท้ ่ี ...4.....

หน่วยการสอนที่ ....4.... ชื่อหน่วย วงจรไฟฟา้ แสงสว่าง
ชื่อหัวข้อเรอื่ ง วงจรไฟฟ้าแสงสวา่ ง

4.1 หลอดไส้
หลอดไส้ (Incandescent Lamp) เปน็ หลอดที่มใี ช้อยใู่ นยุคแรก ๆ ในปัจจบุ ันถึงแมจ้ ะมีการใช้งาน
นอ้ ยลง เนอ่ื งจากปรมิ าณแสงท่ีเปล่งออกมาต่อกาลังไฟฟา้ ท่ีใชม้ ีคา่ นอ้ ยเม่อื เปรยี บเทยี บกับหลอดชนดิ อ่นื ๆ
และมีอายกุ ารใชง้ านที่สั้นกว่า แตก่ ย็ งั มีใชง้ านอยู่ ดว้ ยเหตุผลทวี่ า่ มีราคาถูก มีหลายขนาด หลายรูปร่าง และมี
หลายสี
4.2 หลอดฟลอู อเรสเซนต์
เป็นหลอดไฟฟา้ ทน่ี ยิ มใช้กันทั่วไป เพราะวา่ ให้แสงสว่างนวลสบายตา และมีอายุการใช้งาน
ที่ยาวนานกว่าหลอดไสถ้ ึง 8 เท่า ลกั ษณะของหลอดเป็นรูปทรงกระบอก รูปวงกลมและตัวยู มขี นาดอตั ราทน
กาลงั 10 วัตต์ 20 วัตต์ 32 วัตต์ และ 40 วัตต์ เปน็ ต้น ขนาด 40 วัตต์มีอายุการใชง้ าน 8,000 ถงึ 12,000
ชัว่ โมง ให้ความสว่างของแสงประมาณ 3,100 ลูเมน
4.3 หลอดแสงจันทร์
การทางานของหลอดแสงจันทร์ อาศยั หลักการผ่านกระแสไฟฟ้าเขา้ ไปในหลอดบรรจกุ า๊ ซเฉือ่ ยผสมไอ
ปรอทความดันสงู ทาใหเ้ ปล่งแสงออกมา เม่อื กา๊ ซความดนั สูงแตกตวั โดยอาศัยการอาร์ก หรือการเกิดประกาย
ไฟของขัว้ หลอดดงั นัน้ จึงต้องการแรงดนั สูงมากในการจุดหลอด ปกตจิ ะใช้บลั ลาสต์ช่วย ซ่งึ ตอ้ งเป็นบลั ลาสตท์ ่ี
ใช้เฉพาะกบั หลอดแสงจันทร์เท่านนั้ แตม่ ีหลอดแสงจันทร์ท่ีออกแบบพิเศษข้นึ มาสามารถจดุ หลอดได้โดยไม่
ต้องใช้บลั ลาสต์ แตม่ ีประสิทธิภาพตา่ กวา่ หลอดแสงจนั ทร์แบบมีบลั ลาสต์ รปู รา่ งลักษณะของหลอดแสงจนั ทร์
4.4 หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์

หลอดคอมแพคฟลอู อเรสเซนต์ คือ หลอดฟลอู อเรสเซนต์ขนาดเลก็ พัฒนาขน้ึ มาเพื่อ
ประหยดั พลังงานไฟฟ้าและใช้แทนหลอดไส้มีกาลงั ส่องสวา่ งสูง มีอายกุ ารใช้งานเฉล่ีย 8,000 ชว่ั โมง

4.5 หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายในชนิดอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
เป็นหลอดประหยดั ไฟอีกชนดิ หน่งึ บลั ลาสตแ์ ละสตารท์ เตอร์เป็นแบบอเิ ลก็ ทรอนิกส์เรยี กรหัสหลอด
วา่ PCL อายุการใชง้ านเฉลี่ย 8,000 ชว่ั โมง มีขนาด 9 วตั ต์ 11 วตั ต์ 15 วัตต์ และ 20 วตั ต์
4.6 หลอดคอมแพคบลั ลาสต์ภายนอก
หลอดชนิดน้บี ลั ลาสตแ์ ละสตาร์ทเตอร์จะอย่ภู ายนอกคอื สามารถเปลย่ี นเฉพาะหลอดได้หลอดชนิดนมี้ ี
รหัส PL – S หรือเรียกวา่ หลอดตะเกียบ มีขนาด 7 วัตต์ 9 วัตต์ และ 11 วตั ต์

114

17. ใบงาน

ใบกจิ กรรมที่ 4 วงจรไฟฟา้ แสงสว่าง

สมรรถนะ ตอ่ และตรวจสอบวงจรไฟฟ้แสงสวา่ งเบ้ืองตนั
เคร่ืองมอื และอุปกรณ์

1. แผงสายเมน
2. แผงสวติ ซ์
3. แผงหลอดไฟฟ้าแบบเผาไส้ 12 V 10 พ และ 12 V 25 W
4. แผงหลอดฟลูออเรสเซนต์
5. ดิจติ อลมลั ติมิเตอร์
6. สายตอ่ วงจร
ขอ้ ควรระวงั
1. ควรสงั เกตเครอ่ื งป้องกนั ไฟทาร่วั ประจาหอ้ งปฏิบตั ิงานวา่ ไดบ้ ิดสวติ ช์อกไปยังตาแหน่งป้องกัน

ไฟรัว่ หรอื ไม่ ถ้าไม่ให้แจง้ อาจารยผ์ คู้ วบคุมทราบ
2. ไมค่ วรปลดเคร่ืองวัดกระแสหรือสายต่อวงจรขณะวงจรกาลงั ทางานอยู่ เพราะจะเกิดประกายไฟ

ที่ข้วั สัมผัส แต่ให้ใชว้ ิธโี ยกเบรกเกอร์ลงก่อน
3. ก่อนใช้มัลตมิ ิเตอรใ์ ห้เลือกตาแหน่งวัด ( VAC หรือ IAC ) ให้เลือกข้วั เสียบสายวดั และยา่ นวดั ให้ ถูกต้อง

มิฉะนนั้ มัลติมเิ ตอร์อาจชารดุ ไดง้ า่ ย โดยเฉพาะกรณีมีมัลติมเิ ตอร์ตวั เดยี ว การวัตโวลตจ์ ะต้องตอ่ สายเขา้ ท่ีข้วั
เสยี บ V/Q และ com ส่วนการวดั กระแสจะต้องต่อสายข้ัวท่ีหัวเสียบ 10 A com ซ่ึงจะต้องมีการเปลี่ยนขว้ั
เสียบเมือ่ เปล่ียนการวัดจากแรงดนั เปน็ กระแสหรือจากกระแสเปน็ แรงดนั

ข้อเสนอแนะ
1 กอ่ นโยกเบรกเกอรข์ ึ้นควรตรวจสอบความถูกตอ้ งของวงจรกอ่ นทุกครง้ั
2 ข้ัวเหมายถงึ ขว้ั ทมี่ ศี ักยไ์ ฟฟ้าสูงประมาณ 200 VAC เมอื่ เทยี บกบั N สามารถช๊อดหรอื ดูดถา้ ร่างกายส่วนใด

ส่วนหน่ึงไปสัมผัส ข้ัว L นจ้ี ะใหผ้ ลในการซ๊อตแมว้ า่ วงจรจะผ่านอปุ กรณ์หรอื เครอ่ื งมือวัดเชน่ สวิตช์
และมัลติมิเตอร์แล้วก็ตาม
3. เมื่อยกเบรกเกอรข์ น้ึ ทร่ี ูเต้าเสยี บของแผงสายเมนซึ่งมี 2 ชุดติดกนั ข้ัว L จะอยู่ซา้ ยมือ ขว้ั N จะ
อยขู่ วามือและข้ัว G ( Gond ) อยกู่ ง่ึ กลางซึ่งในการทดลองนี้จะไมถ่ กู ใช้งาน

ทาการทดลองวัดด่าความต้านทานของอปุ กรณ์ท่ีนามาต่อเป็นวงจรหลอด ฟลอู อเรสเซนต์ ดังน้ี
- วัดความตา้ นทานของสตาร์ทเตอร์ได้......................................................................โอหม์
- วดั ความตา้ นทานของบลั ลาสตไ์ ด้............................................................................โอห์ม
- วดั ความต้านทานของหลอดฟลอู อเรสเซนตไ์ ด้........................................................โอหม์

115

- วัดความต้านทานของไสห้ ลอดฟลูออเรสเซนตค์ ู่ซ้ายมอื ได้.......................................โอห์ม
- วัดความตา้ นทานของไส้หลอดฟลูออเรสเซนต์คู่ขวามอื ได้.......................................โอห์ม

รปู ที่ 4.1 วงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์
6. ตอ่ วงจรตามรูปที่ 4.1 กดสวิตช์ S1 เม่อื หลอดติดทากาวัดค่า Vin VB IF ตามทตี่ ารางท่ี 4.1
บนั ทึกค่าทอ่ี ่านไดล้ งในตารางที่ 4.1
ตารางท่ี 4.1

7. คานวณหาค่า P จากสูตร P = V x I บนั ทึกค่าท่ีได้จากการคานวณลงในตารางท่ี 4.1
8. ต่อวงจรสวติ ชส์ องทางดังรูปท่ี 4.2
9. โยกเมนสวิตซไ์ ปตาแหน่ง ON แลว้ ทาการกดสวติ ชเ์ ปดิ ปิดตามตารางท่ี 4.2
ตารางท่ี 4.2

116

รูปที่ 4.2 วงจรการทดลองสวติ ช์ 2 ทาง

สรปุ และวิจารณ์ผลการการทดลอง
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

117

18. แบบประเมนิ ผล

1 .การวัดผลและการประเมินผล
1.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ความมวี นิ ัย และความรบั ผิดชอบ ต้องไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
1.3 สังเกตการปฏิบัติตามใบงานโดยใช้แบบประเมินผลการปฏบิ ัตงิ าน
1.4 ตรวจแบบฝกึ หัด

2. เกณฑ์การวดั และประเมินผล
2.1 แบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัย และความรับผิดชอบ ตอ้ งได้คะแนนไมน่ ้อยกว่า
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรียน ต้องได้คะแนนไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.3 แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการปฏิบัติตามใบงานต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.4 แบบฝึกหดั ต้องได้คะแนนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

118

19. แบบฝกึ หดั

จงอธิบายหลกั การทางาน การใช้งานของหลอดในแตล่ ่ะชนดิ

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

119

20. บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้

รายการ ระดบั การปฏบิ ตั ิ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จดั หน่วยการเรยี นร้ไู ดส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงค์การเรยี นรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจติ พสิ ยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่ือ นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจัดการเรยี นรูก้ ่อนเข้า

สอน

ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนาเข้าสบู่ ทเรียนท่ีนา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมท่ีหลากหลาย เพื่อช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเข้าใจ

6. จัดกิจกรรมทส่ี ง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนคน้ ควา้ เพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นกั เรยี นมสี ่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

8. จดั กิจกรรมท่ีเน้นกระบวนการคดิ ( คิดวิเคราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คิดสรา้ งสรรค์ )

9. กระตนุ้ ให้ผู้เรียนแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี

10. จัดกิจกรรมการเรยี นรทู้ ่เี ชอื่ มโยงกบั ชวี ิตจรงิ โดยนาภูมปิ ญั ญา/บูรณาการเขา้ มา

มีสว่ นร่วม

11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเม่ือนักเรยี นปฏบิ ัติ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รยี น

14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รยี น อยา่ งทัว่ ถงึ

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาทก่ี าหนด

ดา้ นสอ่ื นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้

16. ใช้สื่อท่เี หมาะสมกบั กิจกรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น

17. ใช้ส่ือ แหลง่ การเรียนรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

สือ่ อิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ตน้

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รียน

14. เอาใจใสด่ แู ลผู้เรยี น อย่างท่ัวถึง

120

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกาหนด

ด้านการวดั และประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมีสว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมินผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พิสัย

20. ครู ผเู้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกีย่ วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมิน

หมายเหตุ ระดบั การปฏบิ ัติ 5 = ปฏิบัตดิ ีเย่ียม 4 = ปฏิบัตดิ ี 3 = รวม

ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี

20.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแกป้ ญั หา แนวทางแกป้ ัญหา

ปัญหาที่พบ
ดา้ นการเตรียมการสอน

ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

ด้านส่ือ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

ด้านการวัดประเมนิ ผล

ด้านอน่ื ๆ (โปรดระบุเปน็ ข้อ ๆ)

ลงชอื่ .................................................................... ครูผ้สู อน
( นายศุภกร มง่ิ คา )
ตาแหน่ง ครูพเิ ศษสอน

............../.................................../....................

21. บนั ทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 121
ชอ่ื -สกุล ผู้นิเทศ ตาแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
ปี

122

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชพี
และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รหัสวิชา ..... 2100 – 1006...... วชิ า .....................งานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์เบ้ืองตน้ .....................
หนว่ ยที่ ........5...... ช่ือหน่วย ..........................อปุ กรณป์ ้องกนั ไฟฟ้าและการตอ่ สายดิน…………....….……..
ช่ือเร่อื ง.............................อุปกรณ์ป้องกนั ไฟฟา้ และการตอ่ สายดิน..............................จานวน...4...ชวั่ โมง

1. สาระสาคญั

ไฟฟ้าทใี่ ช้ตามบา้ นเรือนเป็นไฟฟา้ กระแสสลับ นิยมเรยี กส้ัน ๆ ว่า ไฟเอซี (AC : Alternating
Current) มีคา่ ความต่างศักย์เทา่ กบั 220 โวลต์ 1 เฟส 2 สาย สายหน่งึ มีศกั ย์ไฟฟ้าเปน็ ศูนย์ เมื่อเทียบกบั
พนื้ ดนิ เรยี กวา่ สายนิวตรอน (Neutral Wire) หรอื สาย N ส่วนอีกสายหนึง่ จะมีศักย์ไฟฟ้าสูงเม่อื เทียบกบั
พน้ื ดินเรียกว่า สายไฟ (Live Wire หรอื Hot Wire) นยิ มเรียกส้นั ๆ วา่ สาย Line หรือ L ดว้ ยเหตนุ เ้ี อง
ศกั ย์ไฟฟ้าระหว่างสาย L กับ N จงึ ต่างศกั ย์กัน 220 โวลต์ ถา้ หากวา่ สาย L สัมผสั กบั สาย N โดยไมผ่ ่านโหลด
ใด ๆ จะทาให้เกดิ ความร้อนจานวนมหาศาล ณ จุดที่สายสัมผสั กัน ส่งผลใหเ้ กิดการอาร์กและเกิดประกายไฟ
อย่างรุนแรง ทาให้สายไฟฟ้าหลอมละลาย และขาดออกจากกนั ในทนั ที ลักษณะเชน่ นเ้ี รียกวา่ เกิดการลดั วงจร
หรอื เรยี กวา่ ไฟชอ็ ต ในทางปฏิบตั ิจึงต้องตดิ ต้ังอปุ กรณป์ ้องกนั ไฟฟ้า เพอื่ ป้องกันอนั ตรายทจ่ี ะเกิดกับระบบ
ไฟฟา้ เนือ่ งจากการลัดวงจร การเลอื กอปุ กรณ์ตัดตอนกระแสไฟฟ้า จะต้องทาความเขา้ ใจถงึ หลกั การทางาน
ของอุปกรณป์ อ้ งกันแต่ละชนิด เพื่อให้สามารถเลือกใช้อปุ กรณป์ ้องกนั ได้อยา่ งถูกต้อง เหมาะสม มีความ
ปลอดภยั อุปกรณป์ ้องกนั ทางไฟฟา้ ทน่ี ยิ มใช้กนั ทว่ั ไปตามบ้านเรือนและอาคารสานกั งานต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ฟวิ ส์
เซอร์กติ เบรกเกอร์ สวิตชท์ ิชโิ น่ โหลดเซ็นเตอร์ เซฟตีส้ วิตช์ และ กราวดร์ ๊อด

2. สมรรถนะประจาหน่วยการเรียนรู้

1. แสดงความรู้เก่ียวกับอุปกรณ์ปอ้ งกันไฟฟ้าและการต่อสายดิน

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

3.1 จดุ ประสงค์ท่ัวไป
1. บอกประโยชนข์ องอุปกรณ์ปอ้ งกันไฟฟา้ ได้
2. อธิบายโครงสรา้ งของฟิวส์แตล่ ะชนิดได้
3. อธบิ ายหลักการทางานของสวติ ชต์ ัดวงจรอตั โนมัตไิ ด้
4. สามารถติดต้ังเครอื่ งตัดกระแสไฟฟ้าอตั โนมัตเิ ขา้ กับระบบไฟฟ้าไดอ้ ย่างถกู ต้อง
5. บอกวิธกี ารปรบั ความไวของเครื่องตดั กระแสไฟฟ้าอตั โนมัตไิ ด้อยา่ งถูกต้อง
6. เลือกขนาดของสายดนิ และการตอ่ ลงดินได้อย่างถูกต้อง

3.2 จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. ประกอบและตรวจสอบอปุ กรณ์ปอ้ งกันไฟฟา้ และการต่อสายดนิ เบื้องต้น

123

4. เนือ้ หาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ด้านความรู้
5.1 ฟวิ ส์
5.2 ปลั๊กฟวิ ส์
5.3 สวิตช์ตัดวงจรอตั โนมตั ิ
5.4 สวติ ช์ทชิ ิโน่
5.5 โหลดเซน็ เตอร์
5.6 เซฟต้สี วติ ช์
5.7 การต่อสายดิน

สรุปสาระสาคญั
5.1 ฟิวส์
ฟิวส์ (Fuse) เปน็ อุปกรณ์ป้องกันท่นี ยิ มใช้งานท่วั ไป เน่ืองจากใชง้ านง่าย ติดต้ังสะดวก ฟิวส์จะทา

หน้าทตี่ ัดกระแสออกจากวงจร เมื่อเกดิ การลดั วงจรและกระแสไฟฟ้าไหลเกนิ พกิ ัด สว่ นประกอบของฟิวสท์ า
จากโลหะผสม เชน่ ทองแดง ตะกั่ว ดีบกุ สามารถนาไฟฟา้ ไดด้ ี จดุ หลอมละลายต่าฟวิ ส์จะหลอมละลายทนั ที
เมอื่ มีกระแสไหลผา่ นมากเกนิ คา่ พิกดั ที่ฟิวส์สามารถจะทนได้ การใช้งานฟิวส์จะต้องใชง้ านร่วมกบั กระบอกฟวิ ส์
เพ่อื ป้องกันอนั ตรายและสบั เปลยี่ นได้สะดวก

5.2 ปลัก๊ ฟิวส์
ปล๊กั ฟวิ ส์ (Plug Fuse) หมายถึง ฟวิ ส์ท่ีมเี คร่ืองห่อหมุ้ ฟิวส์ไวท้ งั้ หมด และเปน็ อปุ กรณท์ ่ใี ชง้ านคู่กับ
สะพานไฟหรือคตั เอาตบ์ นแผงจา่ ยไฟ ปล๊ักฟวิ ส์ท่ใี ช้งานทั่วไปเป็นชนิด D – Fuse ซ่งึ บรรจไุ วใ้ นกระเบื้อง
ทรงกระบอกกลวงปิด ภายในบรรจุทรายละเอียดเพ่ือช่วยในการดบั อาร์กและระบายความรอ้ นเม่ือฟวิ สข์ าด
5.3 สวิตชต์ ดั วงจรอัตโนมตั ิ
สวิตชต์ ดั วงจรอัตโนมตั ิ (Circuit Breaker) หมายถงึ อุปกรณท์ ท่ี างานเปดิ และปดิ วงจรไฟฟ้าแบบไม่
อตั โนมตั แิ ต่สามารถเปิดวงจรได้อตั โนมตั ิ ถ้ามีกระแสไหลผา่ นเกินกว่าคา่ ที่กาหนดโดยไม่มีความเสยี หายเกิดขน้ึ
โดยทเ่ี ซอรก์ ิตเบรกเกอร์ไม่ได้รบั ความเสียหาย เม่ือแก้ไขวงจรเสร็จก็สามารถใชง้ านเซอร์กิตเบรก – เกอรใ์ หม่
ได้อีกโดยโยกสวิตช์ที่เบรกเกอร์อีกครั้ง
5.4 สวิตช์ทชิ ิโน่
สวติ ช์ทิชโิ น่ (Ticino) เปน็ อุปกรณต์ ดั ตอนและป้องกนั เฉพาะจุดซงึ่ นยิ มใชท้ ่วั ไป เนอ่ื งจากสามารถ
ปอ้ งกนั ได้ ท้ังการลัดวงจรและโอเวอรโ์ หลด จงึ เหมาะทส่ี ุดสาหรับการป้องกันระบบปรับอากาศ (Air
conditioner) โครงสรา้ งภายนอกจะมปี ่มุ สแี ดงและสีดาเพื่อควบคุมการทางาน
5.5 โหลดเซน็ เตอร์
โหลดเซ็นเตอร์ (Load Center) หมายถงึ ศนู ย์ควบคมุ การจ่ายไฟ มีลักษณะเปน็ ตโู้ ลหะทาจาก
แผน่ เหลก็ บาง ๆ ภายในจะมรี อ่ งสาหรับเสียบลูกเซอรก์ ิตเบรกเกอร์ (ลูกซีบ)ี โดยจะตัดเฉพาะวงจรของสาย
Line เพียงอย่างเดียว นยิ มใช้ตามอาคารทมี่ ีจานวนหลาย ๆ ชัน้ หรือภายในอาคารท่ีมกี ารใชก้ ระแสจานวน

124

มาก นอกจากนีย้ ังงา่ ยต่อการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในหลงั เน่อื งจากมีอสิ ระในการตัดและตอ่ วงจร กลา่ วคือ
ลูกเซอร์กิตเบรกเกอร์หน่งึ ตวั จะใชค้ วบคมุ ระบบไฟฟา้ หนึ่งหอ้ งทงั้ วงจรไฟฟา้ แสงสวา่ งและวงจรกาลัง

5.6 เซฟต้ีสวิตช์
เซฟตส้ี วิตช์ (Safety Switch) เรียกอกี อย่างหนึง่ วา่ สวิตช์นิรภัย เป็นอุปกรณ์ตัดตอนและปอ้ งกัน
อนั แรกท่ที าหนา้ ทีร่ ับแรงดนั ไฟฟา้ จากภายนอกอาคารเข้ามาภายในตวั อาคาร ดังนั้น ในอาคารหนึ่งหลังอาจจะ
มีเซฟตส้ี วิตช์เพียงตัวเดยี ว ยกเวน้ ในกรณีท่เี ปน็ อาคารขนาดใหญ่ มกี ารออกแบบไว้เปน็ การเฉพาะเทา่ นั้น จงึ
อาจจะมเี ซฟต้สี วติ ชม์ ากกวา่ หนึง่ ตัว ดงั น้ัน จึงออกแบบให้มีความแขง็ แรงพิเศษ
5.7 การตอ่ สายดิน
การตอ่ สายดนิ (Ground) หรือท่เี รยี กอีกอย่างวา่ การต่อลงกราวด์ หมายถึง การใช้ตวั นาไฟฟ้า
ต่อเชือ่ มระหว่างวงจรไฟฟ้าหรือเคร่ืองใช้ไฟฟ้าส่วนทีเ่ ปน็ โลหะลงสู่พน้ื ดนิ ถา้ หากเกิดมกี ระแสร่วั ไหลกระแสก็
จะไหลลงดิน ทาให้ผู้ทีไ่ ปสมั ผัสปลอดภัยจากการถูกกระแสไฟฟ้าดูด ดังนั้นการต่อสายดนิ จึงเป็นวธิ ีการป้องกัน
อันตรายทด่ี ีทสี่ ดุ แตต่ ามบ้านเรอื นส่วนใหญ่จะไมน่ ยิ มต่อลงดนิ ซง่ึ เปน็ การมองข้ามความปลอดภัยในชวี ิตและ
ทรพั ยส์ นิ หลกั ดิน (Ground rod) ต้องทาด้วยวัสดุทีท่ นต่อการผกุ ร่อน และไม่เปน็ สนิม เช่น แทง่ ทองแดง แทง่
เหลก็ ชบุ หรอื ห้มุ ดว้ ยทองแดงและไม่มีปลายเหล็กโผลอ่ อกมาสมั ผัสกบั เนื้อดนิ เพอ่ื ไม่ใหเ้ หล็กเปน็ สนมิ และต้อง
ไม่มีการเจาะรเู พ่ือยึดทองแดงกับเหล็กให้ติดกนั มฉิ ะนั้นแท่งเหลก็ จะเปน็ สนมิ ตามรูทเี่ จาะนนั้

4.2 ด้านทกั ษะหรือปฏบิ ตั ิ
ใบงานที่ 5 อุปกรณ์ป้องกนั ไฟฟา้ และการต่อสายดิน

4.3 ด้านคุณธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง
แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝ่รู้ ความซอ่ื สัตย์ สจุ ริต ความมีนา้ ใจและแบง่ บัน

ความรว่ มมือ ความมมี ารยาท ไม่หยุดนิง่ ทีจ่ ะแก้ปญั หา ใชอ้ ปุ กรณ์อย่างฉลาดและรอบคอบ

5. กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้

ข้ันตอนการสอน/กจิ กรรมครู ข้ันตอนการเรยี น/กจิ กรรมผูเ้ รยี น

ขั้นนาเข้าส่บู ทเรียน (ใช้เวลา 30 นาที) ขน้ั เตรียม (ใช้เวลา 30 นาที)

1. ครแู นะนารายวิชา วิธกี ารเรยี น การมอบหมาย 1. จดั เตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ์ สอื่ และเอกสารตาม

งาน และการแต่งกาย ระเบยี บการปฏบิ ัตงิ านภายใน ทค่ี รผู ู้สอนและแผนการจดั การเรียนรูท้ กี่ าหนดไว้

หอ้ งปฏบิ ัติงานและการเบิกเครอื่ งมือ วสั ดุ อปุ กรณ์ 2. ทดสอบก่อนเรยี น หน่วยท่ี 5 อุปกรณ์ป้องกัน
ช้ีแจงวิธีวัดผลประเมินผลการเรยี น การจัดเตรยี มวสั ดุ ไฟฟา้ และการต่อสายดินและให้คะแนน
อปุ กรณ์ เอกสาร และส่ือ ใหส้ อด คลอ้ งกับงาน และ 3. ทาความเขา้ ใจเกยี่ วกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนของ
ใช้วสั ดุอปุ กรณ์ถูกต้องอย่างคุ้มคา่ และประหยัด หน่วยการเรยี นที่ 5

125

2. ทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยที่ 5 อปุ กรณป์ ้องกนั ขน้ั สอน (ใชเ้ วลา 180 นาที)
ไฟฟา้ และการต่อสายดนิ ใหผ้ ู้เรยี นสลับกันตรวจ ผเู้ รียนฟังและคดิ ตาม พร้อมท้ังจดบนั ทึกเกยี่ วกับ
คาตอบ และให้คะแนน เรอื่ งฟิวส์ ปล๊กั ฟิวส์ สวิตช์ตดั วงจรอตั โนมัติ สวติ ช์ทิ
3. แจง้ จุดประสงค์การเรยี นหน่วยการเรียนท่ี 5 ชโิ น่ โหลดเซ็นเตอร์ เซฟต้สี วิตช์ การตอ่ สายดนิ และ
ขัน้ สอน (ใชเ้ วลา 180 นาที) นอกจากน้ันให้นกั เรียนจดบนั ทึกความรูจ้ ากการ
ครสู อนเนอื้ หาสาระในหวั ข้อ สอนของครทู ี่มีนอกเหนอื จากในหนงั สอื ผู้เรียน
5.1 ฟิวส์ ปฏบิ ตั งิ านตามลาดบั ขนั้ การปฏิบตั ิงานของใบ
5.2 ปลัก๊ ฟวิ ส์ กิจกรรม
5.3 สวติ ช์ตดั วงจรอัตโนมัติ ขน้ั สรุป (ใชเ้ วลา 30 นาท)ี
5.4 สวติ ช์ทชิ โิ น่ 1. ผูเ้ รียนรับฟงั คาสรุปและข้อแนะนาจากครู พร้อม
5.5 โหลดเซ็นเตอร์ ทัง้ จดบนั ทึกขอ้ มูล และซักถามหรือตอบคาถามใน
5.6 เซฟตีส้ วติ ช์ หวั ขอ้ ทยี่ ังไมเ่ ข้าใจ
5.7 การต่อสายดิน 2. ทาแบบทดสอบหลังเรยี น
จากน้ันให้นกั เรยี นทาตามใบงานที่ 5 อุปกรณ์ 3. ผเู้ รียนนาคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและ
ป้องกันไฟฟ้าและการต่อสายดิน ขณะนักเรียนทา แบบทดสอบหลังเรียนมาเปรียบเทียบ เพ่ือดู
ใบงาน ครจู ะสงั เกตการณ์ทางานกลุ่ม ความก้าวหน้าทางการเรยี นของตนเอง
4. ผเู้ รยี นทาแบบฝึกหดั ทา้ ยหน่วย
ข้ันสรุป (ใชเ้ วลา 30 นาที)
1. ครูสรุปเนอื้ หาสาระการเรียนรู้
- ฟิวส์
- ปลก๊ั ฟวิ ส์
- สวิตช์ตดั วงจรอัตโนมตั ิ
- สวิตชท์ ชิ ิโน่
- โหลดเซ็นเตอร์
- เซฟตสี้ วิตช์
- การต่อสายดนิ
2. ครูแจกแบบทดสอบหลงั เรียน
3. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรียนพร้อมกับบันทึก

คะแนน
4. ใหผ้ ้เู รียนทาแบบฝึกหดั ท้ายหน่วย

126

รวมเวลาเรยี นท้งั หมด 240 นาที
หรือ 4 ชว่ั โมงเรียน

6. ส่ือการเรยี นการสอน/การเรียนรู้

6.1 สื่อส่ิงพิมพ์
1) เอกสารประกอบการเรยี นวชิ างานไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ ของนายอดุลย์ กลั ยาแกว้
2) แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 5 อปุ กรณ์ป้องกนั ไฟฟ้าและการต่อสายดิน
3) แบบทดสอบหลงั เรียนหนว่ ยที่ 5 อปุ กรณ์ป้องกันไฟฟ้าและการต่อสายดิน
4) เอกสารการเรียนร้หู น่วยท่ี 5 อปุ กรณป์ ้องกันไฟฟ้าและการตอ่ สายดนิ
5) แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 5 อุปกรณป์ อ้ งกันไฟฟ้าและการต่อสายดนิ
6) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น และแบบฝึกหัดทา้ ยหน่วย

6.2 สือ่ โสตทัศน์
1) เคร่ืองฉายภาพ (projector)
2) งานนาเสนอหนว่ ยท่ี 5 อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าและการต่อสายดิน

6.3 ส่อื ของจริง
1) อปุ กรณป์ อ้ งกันวงจรไฟฟ้า

7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมดุ
2. ศนู ย์ Internet สมเด็จพระเทพฯ
3. หอ้ งปฏิบัตกิ ารเขียนแบบเครอ่ื งกลด้วยคอมพวิ เตอร์

7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. อาคารวทิ ยาบริการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล วิทยาเขตสกลนคร
2. การฝกึ หาประสบการณ์ตามสถานประกอบการณ์

127

8. งานทมี่ อบหมาย

8.1 กอ่ นเรยี น
1. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
2. ตอบคาถามก่อนเรียน เป็นการนาเข้าสบู่ ทเรียน

8.2 ขณะเรียน
1. ตอบคาถามระหว่างเรยี น

8.3 หลังเรยี น
1. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. ทาแบบฝกึ หดั หลงั เรยี น
3. ทาใบกจิ กรรม

9. ผลงาน/ชิ้นงาน ทเ่ี กดิ จากการเรยี นร้ขู องผู้เรยี น

-

10. เอกสารอา้ งองิ

1. หนงั สือเรียน งานไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ อดุลย์ กลั ยาแก้ว

11. การบรู ณาการ/ความสมั พนั ธ์กับรายวิชาอน่ื

1. บูรณาการกบั วชิ าชีวิตและวัฒนธรรมไทย ดา้ นการพูด การอา่ น การเขียนและการฝกึ ปฏิบัติตนทาง
สังคมดา้ นการเตรยี มความพร้อม ความรบั ผิดชอบ ความสนใจใฝ่รู้

2. บูรณาการกับวชิ าหลักเศรษฐศาสตร์ ดา้ นการเลือกใช้ทรัพยากรอยา่ งประหยัด

12. หลักการประเมนิ ผลการเรียน

12.1 ก่อนเรยี น
1. ตรวจสอบระดบั ความรูค้ วามเขา้ ใจของผู้เรยี นกอ่ นเร่ิมการสอน

12.2 ขณะเรียน
1. ตรวจสอบความสนใจในการเรยี นของผูเ้ รียนโดยการถาม-ตอบคาถามในระหว่างทีเ่ รียน

12.3 หลงั เรียน
1. ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี นพร้อมกบั เปรยี บเทยี บแบบทดสอบก่อนเรียน
2. ตรวจแบบฝกึ หดั หลงั เรยี นเพือ่ ประเมนิ ระดบั ความเข้าใจของผู้เรียน
3. ตรวจใบกจิ กรรม

13. รายละเอยี ดการประเมินผลการเรียน

จุดประสงคข์ ้อท่ี 1 การประเมนิ ผลความรคู้ วามเข้าใจของผูเ้ รียนกอ่ นเรียน
1. วธิ ีการประเมนิ : ใหท้ าแบบทดสอบก่อนเรียน และถามคาถามเพ่ือประเมนิ ระดบั ความรขู้ องผู้เรียน

128

2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : ใชอ้ ้างอิงเป็นตวั เปรียบเทียบกับผลการทดสอบหลังเรียน
4. เกณฑ์การผ่าน : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกว่าครง่ึ หน่ึงของจานวนข้อของแบบ

ทดสอบทงั้ หมด
จดุ ประสงค์ข้อที่ 2 การประเมนิ ผลความรูค้ วามเข้าใจของผเู้ รียนหลังเรียน
1. วิธีการประเมนิ : ให้ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. เคร่ืองการประเมนิ : แบบทดสอบหลงั เรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : ใชเ้ ปรียบเทยี บกบั ผลการทดสอบก่อนเรยี น
4. เกณฑ์การผ่าน : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกวา่ การทาแบบทดสอบก่อนเรยี น

129

14. แบบทดสอบก่อนเรียน

หน่วยการสอนท่ี .....5.....ชื่อหนว่ ยการสอน อปุ กรณ์ปอ้ งกนั ไฟฟ้าและการต่อสายดนิ
วตั ถุประสงค์ เพือ่ การประเมินผลความร้คู วามเข้าใจของผู้เรยี นกอ่ นเรยี น
ข้อคาถาม
1. ข้อใดเป็นมาตรฐานของฟิวส์ตามข้อกาหนดของมาตรฐาน วสท.

ก. ฟวิ ส์ทาจากวัสดุท่หี ลอมละลายง่าย เพอื่ ตัดวงจรโดยเรว็ ขณะเกดิ ลัดวงจร
ข. กระแสของฟวิ สต์ อ้ งไม่สูงกวา่ ของขัว้ รับฟิวส์ แสดงพิกัดแรงดนั และกระแสให้เห็น
ค. ฟิวส์กบั ข้วั รับฟวิ สใ์ ช้โลหะชนิดเดยี วกัน และป้องกันการผุกร่อน
ง. ถูกทกุ ขอ้

2. ขอ้ ใดไม่เปน็ ไปตามมาตรฐานของเซอร์กิตเบรกเกอร์ตามข้อกาหนดของมาตรฐาน วสท.
ก. ปลดไดโ้ ดยอิสระและต้องปลดสับไดด้ ้วยมือ มเี คร่ืองหมายแสดงว่าอยใู่ นตาแหน่งสับหรอื ปลด
ข. หลังจากติดตงั้ แล้วเห็นเครื่องหมายแสดงพิกดั ของแรงดัน กระแสเม่ือเปดิ แผ่นก้นั หรือฝาครอบ
ค. แบบปรับตง้ั ได้ การปรบั ตง้ั คา่ กระแสหรอื เวลา ทาไดเ้ ฉพาะผทู้ ม่ี ีหนา้ ทเ่ี ก่ยี วข้อง
ง. มีเครือ่ งหมายแสดงพิกดั ของแรงดนั กระแสหรือไม่ก็ได้

3. ข้อใดบอกความหมายของเซอรก์ ติ เบรกเกอรไ์ ดถ้ ูกต้องท่ีสดุ
ก. สวิตช์ตัดวงจรอัตโนมตั ิ
ข. อุปกรณส์ วติ ช์ทาหนา้ ที่ปลดวงจรเมอื่ เกิดสภาวะวงจรผิดปกติ
ค. อปุ กรณส์ วิตช์ท่นี ากระแสและสบั –ปลดวงจรตามพกิ ดั ไดโ้ ดยปลอดภยั
ง. อปุ กรณ์สวิตชท์ าหนา้ ที่สบั วงจรในสภาวะวงจรปกติ

4. ขอ้ ใดเปน็ ประเภทของเซอรก์ ิตเบรกเกอร์
ก. เซอรก์ ติ เบรกเกอร์แบบห่อหุ้มปดิ มิดและเซอร์กิตเบรกเกอร์แบบอากาศ
ข. เซอรก์ ติ เบรกเกอรแ์ บบทว่ั ไปและเซอร์กติ เบรกเกอร์แบบตดั ไฟรั่ว
ค. เซอรก์ ติ เบรกเกอร์แบบตัดด้วยความร้อนและเซอร์กติ เบรกเกอร์แบบตัดดว้ ยแม่เหล็ก
ง. เซอร์กติ เบรกเกอร์แบบห่อหุม้ และเซอรก์ ติ เบรกเกอรแ์ บบไม่ห่อหุ้ม

5. การเลอื กใช้เซอรก์ ิตเบรกเกอรแ์ ละสายไฟฟ้าของวงจรยอ่ ย เปน็ ไปตามข้อใด
ก. สายไฟฟ้าของวงจรย่อยมีขนาดไม่ต่ากว่า 1.5 ตร.มม.
ข. ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์เท่ากบั 1.25 เท่าของกระแสโหลด
ค. สายไฟฟ้าของวงจรย่อยมีขนาดกระแสไม่น้อยกว่าพกิ ัดของเซอร์กิตเบรกเกอรป์ ้องกนั วงจรย่อย
ง. ถูกทุกข้อ

130

จากรปู จงตอบคาถามข้อ 6

6. ถา้ คานวณโหลดสงู สดุ ได้ 14 A จะเลือกใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ย่อยขนาดเท่าไร

ก. 10 A ข. 16 A ค. 20 A ง. 25 A

จากตาราง จงตอบคาถามข้อ 7

7. จากข้อ 6 ถ้าเลอื กวธิ เี ดินสายไฟฟ้าด้วยท่ออโลหะ จะตอ้ งเลอื กสายอะไร และขนาดสายเทา่ ไร
ก. สาย VAF-G ขนาด 2 x 4/1.5 ตร.มม. ข. สาย THW ขนาด 4 ตร.มม.
ค. สาย VAF-G ขนาด 2 x 2.5/1.5 ตร.มม. ง. สาย THW ขนาด 2.5 ตร.มม.

131

8. ถ้าคานวณรวมโหลดสงู สดุ ได้ 20 A จะเลอื กใช้เมนเซอร์กิตเบรกเกอร์ (MCB) ขนาดเทา่ ไร ถา้ เลอื กวธิ ีเดิน
สายไฟฟ้าดว้ ยท่อโลหะ จะตอ้ งเลือกสายอะไรและขนาดสายเท่าไร
ก. เลอื ก MCB ขนาด 20 A, เลอื กสาย THW ขนาด 4 ตร.มม.
ข. เลอื ก MCB ขนาด 25 A, เลือกสาย THW ขนาด 4 ตร.มม.
ค. เลอื ก MCB ขนาด 25 A, เลอื กสาย THW ขนาด 6 ตร.มม.
ง. เลอื ก MCB ขนาด 32 A, เลือกสาย THW ขนาด 6 ตร.มม.

9. ขอ้ ใดอธิบายลกั ษณะของโหลดเซนเตอร์ไดถ้ ูกต้องท่สี ดุ
ก. ศนู ย์กลางโหลด ใชค้ วบคุมการจ่ายไฟของบา้ นขนาดใหญ่ อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม
ข. แผงยอ่ ยสาหรับควบคุมการจ่ายไฟในระบบ 3 เฟส 4 สาย
ค. แผงย่อยสาหรับควบคมุ การจา่ ยไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย
ง. แผงยอ่ ยสาหรับควบคมุ การจ่ายไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย และ 3 เฟส 4 สาย

10. ข้อใดอธิบายลกั ษณะของคอนซเู มอร์ยูนติ ได้ถูกต้องท่ีสุด
ก. ศูนยก์ ลางโหลด ใชค้ วบคุมการจา่ ยไฟของบา้ นขนาดใหญ่ อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม
ข. แผงยอ่ ยสาหรับควบคุมการจ่ายไฟในระบบ 3 เฟส 4 สาย
ค. แผงย่อยสาหรบั ควบคมุ การจา่ ยไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย
ง. แผงยอ่ ยสาหรับควบคมุ การจา่ ยไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย และ 3 เฟส 4 สาย

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

1. ข. กระแสของฟิวส์ต้องไมส่ งู กวา่ ของขั้วรบั ฟวิ ส์ แสดงพิกัดแรงดัน และกระแสให้เห็น
2. ง. มเี ครอ่ื งหมายแสดงพิกดั ของแรงดัน กระแสหรือไมก่ ็ได้
3. ค. อปุ กรณ์สวติ ชท์ ่ีนากระแสและสับ–ปลดวงจรตามพิกดั ไดโ้ ดยปลอดภัย
4. ง. เต้ารบั ทเ่ี ปน็ จดุ จา่ ยไฟให้เครื่องใช้ไฟฟา้
5. ค. สายไฟฟ้าของวงจรย่อยมีขนาดกระแสไมน่ ้อยกว่าพิกัดของเซอร์กติ เบรกเกอรป์ ้องกันวงจรย่อย
6. ค. 20 A
7. ข. สาย THW ขนาด 4 ตร.มม.
8. ค. เลอื ก MCB ขนาด 25 A, เลือกสาย THW ขนาด 6 ตร.มม.
9. ง. แผงยอ่ ยสาหรับควบคมุ การจา่ ยไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย และ 3 เฟส 4 สาย
10. ค. แผงย่อยสาหรับควบคุมการจ่ายไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย

132

15. แบบทดสอบหลงั เรียน

หน่วยการสอนท่ี .....5.....ช่อื หนว่ ยการสอน อปุ กรณ์ป้องกนั ไฟฟ้าและการต่อสายดิน
วตั ถุประสงค์ เพือ่ การประเมินผลความร้คู วามเข้าใจของผู้เรยี นกอ่ นเรียน
ข้อคาถาม
1. ข้อใดเป็นมาตรฐานของฟิวส์ตามขอ้ กาหนดของมาตรฐาน วสท.

ก. ฟวิ ส์ทาจากวัสดทุ หี่ ลอมละลายง่าย เพอ่ื ตัดวงจรโดยเร็วขณะเกดิ ลดั วงจร
ข. กระแสของฟวิ สต์ ้องไม่สูงกวา่ ของข้ัวรับฟวิ ส์ แสดงพิกัดแรงดนั และกระแสใหเ้ ห็น
ค. ฟิวส์กบั ข้วั รับฟวิ ส์ใช้โลหะชนิดเดียวกนั และปอ้ งกันการผุกร่อน
ง. ถูกทกุ ขอ้

2. ขอ้ ใดไม่เปน็ ไปตามมาตรฐานของเซอร์กิตเบรกเกอร์ตามข้อกาหนดของมาตรฐาน วสท.
ก. ปลดไดโ้ ดยอิสระและต้องปลดสับไดด้ ้วยมือ มีเครอ่ื งหมายแสดงว่าอย่ใู นตาแหน่งสับหรอื ปลด
ข. หลังจากตดิ ตงั้ แล้วเห็นเครื่องหมายแสดงพิกดั ของแรงดัน กระแสเมื่อเปดิ แผน่ ก้นั หรือฝาครอบ
ค. แบบปรับตงั้ ได้ การปรบั ตั้งคา่ กระแสหรือเวลา ทาไดเ้ ฉพาะผทู้ ม่ี ีหนา้ ท่เี ก่ียวข้อง
ง. มีเครือ่ งหมายแสดงพิกดั ของแรงดนั กระแสหรอื ไมก่ ็ได้

3. ข้อใดบอกความหมายของเซอรก์ ติ เบรกเกอร์ไดถ้ ูกต้องที่สดุ
ก. สวิตช์ตัดวงจรอตั โนมตั ิ
ข. อุปกรณส์ วิตช์ทาหนา้ ที่ปลดวงจรเม่อื เกิดสภาวะวงจรผิดปกติ
ค. อปุ กรณส์ วิตช์ทีน่ ากระแสและสบั –ปลดวงจรตามพิกดั ไดโ้ ดยปลอดภัย
ง. อปุ กรณ์สวิตชท์ าหนา้ ที่สบั วงจรในสภาวะวงจรปกติ

4. ขอ้ ใดเปน็ ประเภทของเซอรก์ ิตเบรกเกอร์
ก. เซอรก์ ติ เบรกเกอร์แบบห่อหุ้มปดิ มิดและเซอร์กิตเบรกเกอรแ์ บบอากาศ
ข. เซอรก์ ติ เบรกเกอรแ์ บบทว่ั ไปและเซอร์กติ เบรกเกอร์แบบตัดไฟรั่ว
ค. เซอรก์ ติ เบรกเกอร์แบบตัดด้วยความร้อนและเซอร์กิตเบรกเกอร์แบบตดั ด้วยแม่เหล็ก
ง. เซอร์กติ เบรกเกอร์แบบห่อหุม้ และเซอรก์ ิตเบรกเกอรแ์ บบไม่ห่อหุ้ม

5. การเลอื กใช้เซอรก์ ิตเบรกเกอรแ์ ละสายไฟฟ้าของวงจรย่อย เปน็ ไปตามข้อใด
ก. สายไฟฟ้าของวงจรย่อยมีขนาดไม่ตา่ กวา่ 1.5 ตร.มม.
ข. ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอรเ์ ท่ากบั 1.25 เทา่ ของกระแสโหลด
ค. สายไฟฟ้าของวงจรย่อยมขี นาดกระแสไม่น้อยกวา่ พิกัดของเซอร์กิตเบรกเกอร์ป้องกนั วงจรย่อย
ง. ถูกทุกข้อ

133

จากรปู จงตอบคาถามข้อ 6

6. ถา้ คานวณโหลดสงู สดุ ได้ 14 A จะเลือกใชเ้ ซอร์กิตเบรกเกอร์ย่อยขนาดเทา่ ไร
ก. 10 A ข. 16 A ค. 20 A ง. 25 A

จากตาราง จงตอบคาถามขอ้ 7

7. จากขอ้ 6 ถ้าเลอื กวิธเี ดินสายไฟฟ้าด้วยท่ออโลหะ จะต้องเลือกสายอะไร และขนาดสายเทา่ ไร
ก. สาย VAF-G ขนาด 2 x 4/1.5 ตร.มม. ข. สาย THW ขนาด 4 ตร.มม.
ค. สาย VAF-G ขนาด 2 x 2.5/1.5 ตร.มม. ง. สาย THW ขนาด 2.5 ตร.มม.

134

8. ถ้าคานวณรวมโหลดสงู สดุ ได้ 20 A จะเลือกใชเ้ มนเซอร์กิตเบรกเกอร์ (MCB) ขนาดเทา่ ไร ถา้ เลอื กวธิ ีเดิน
สายไฟฟ้าดว้ ยท่อโลหะ จะต้องเลือกสายอะไรและขนาดสายเท่าไร
ก. เลอื ก MCB ขนาด 20 A, เลอื กสาย THW ขนาด 4 ตร.มม.
ข. เลอื ก MCB ขนาด 25 A, เลือกสาย THW ขนาด 4 ตร.มม.
ค. เลอื ก MCB ขนาด 25 A, เลอื กสาย THW ขนาด 6 ตร.มม.
ง. เลอื ก MCB ขนาด 32 A, เลือกสาย THW ขนาด 6 ตร.มม.

9. ขอ้ ใดอธิบายลกั ษณะของโหลดเซนเตอร์ไดถ้ ูกต้องท่สี ดุ
ก. ศนู ย์กลางโหลด ใช้ควบคุมการจ่ายไฟของบา้ นขนาดใหญ่ อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม
ข. แผงยอ่ ยสาหรบั ควบคมุ การจ่ายไฟในระบบ 3 เฟส 4 สาย
ค. แผงย่อยสาหรบั ควบคมุ การจา่ ยไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย
ง. แผงยอ่ ยสาหรบั ควบคุมการจ่ายไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย และ 3 เฟส 4 สาย

10. ขอ้ ใดอธิบายลกั ษณะของคอนซเู มอรย์ ูนิตได้ถูกต้องท่ีสุด
ก. ศูนยก์ ลางโหลด ใชค้ วบคุมการจ่ายไฟของบา้ นขนาดใหญ่ อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม
ข. แผงยอ่ ยสาหรบั ควบคมุ การจ่ายไฟในระบบ 3 เฟส 4 สาย
ค. แผงย่อยสาหรบั ควบคมุ การจา่ ยไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย
ง. แผงยอ่ ยสาหรับควบคุมการจ่ายไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย และ 3 เฟส 4 สาย

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น

1. ข. กระแสของฟิวส์ต้องไมส่ งู กวา่ ของขั้วรบั ฟวิ ส์ แสดงพิกัดแรงดัน และกระแสให้เห็น
2. ง. มเี ครอ่ื งหมายแสดงพิกดั ของแรงดัน กระแสหรือไมก่ ็ได้
3. ค. อปุ กรณ์สวติ ชท์ ี่นากระแสและสับ–ปลดวงจรตามพิกดั ไดโ้ ดยปลอดภัย
4. ง. เต้ารบั ทเ่ี ปน็ จดุ จ่ายไฟใหเ้ ครื่องใช้ไฟฟ้า
5. ค. สายไฟฟ้าของวงจรย่อยมขี นาดกระแสไมน่ ้อยกว่าพิกัดของเซอร์กติ เบรกเกอรป์ ้องกันวงจรย่อย
6. ค. 20 A
7. ข. สาย THW ขนาด 4 ตร.มม.
8. ค. เลือก MCB ขนาด 25 A, เลือกสาย THW ขนาด 6 ตร.มม.
9. ง. แผงยอ่ ยสาหรับควบคมุ การจ่ายไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย และ 3 เฟส 4 สาย
10. ค. แผงย่อยสาหรับควบคุมการจ่ายไฟในระบบ 1 เฟส 2 สาย

135

16. ใบความรู้ท่ี ...5.....

หน่วยการสอนท่ี ....5.... ชอ่ื หน่วย อุปกรณป์ ้องกนั ไฟฟ้าและการต่อสายดิน
ชอื่ หัวข้อเรื่อง อปุ กรณป์ ้องกันไฟฟ้าและการตอ่ สายดิน

5.1 ฟิวส์
ฟิวส์ (Fuse) เป็นอุปกรณป์ ้องกันที่นิยมใช้งานท่ัวไป เน่ืองจากใช้งานง่าย ตดิ ต้ังสะดวก ฟิวส์จะทา
หนา้ ท่ตี ดั กระแสออกจากวงจร เมอ่ื เกดิ การลดั วงจรและกระแสไฟฟ้าไหลเกินพิกัด ส่วนประกอบของฟวิ ส์ทา
จากโลหะผสม เช่น ทองแดง ตะกั่ว ดบี ุก สามารถนาไฟฟา้ ไดด้ ี จดุ หลอมละลายตา่ ฟวิ ส์จะหลอมละลายทนั ที
เม่ือมีกระแสไหลผ่านมากเกนิ คา่ พิกัดที่ฟวิ สส์ ามารถจะทนได้ การใช้งานฟิวส์จะต้องใชง้ านรว่ มกับกระบอกฟิวส์
เพอ่ื ป้องกันอันตรายและสับเปลี่ยนได้สะดวก
5.2 ปล๊กั ฟิวส์
ปล๊ักฟิวส์ (Plug Fuse) หมายถึง ฟิวส์ที่มีเครอ่ื งห่อหมุ้ ฟิวสไ์ วท้ ั้งหมด และเป็นอุปกรณ์ทีใ่ ช้งานคกู่ ับ
สะพานไฟหรือคัตเอาต์บนแผงจ่ายไฟ ปลั๊กฟวิ สท์ ่ีใช้งานท่วั ไปเปน็ ชนิด D – Fuse ซ่ึงบรรจุไวใ้ นกระเบ้ือง
ทรงกระบอกกลวงปดิ ภายในบรรจทุ รายละเอียดเพ่ือช่วยในการดับอาร์กและระบายความรอ้ นเม่ือฟิวส์ขาด
5.3 สวติ ช์ตัดวงจรอตั โนมัติ
สวติ ช์ตดั วงจรอัตโนมัติ (Circuit Breaker) หมายถงึ อปุ กรณ์ท่ีทางานเปิดและปิดวงจรไฟฟ้าแบบไม่
อัตโนมตั แิ ต่สามารถเปดิ วงจรได้อัตโนมตั ิ ถา้ มีกระแสไหลผา่ นเกินกวา่ ค่าท่กี าหนดโดยไม่มีความเสียหายเกิดขนึ้
โดยท่เี ซอร์กติ เบรกเกอร์ไม่ได้รับความเสียหาย เมอื่ แก้ไขวงจรเสรจ็ ก็สามารถใช้งานเซอร์กิตเบรก – เกอร์ใหม่
ไดอ้ ีกโดยโยกสวติ ชท์ ีเ่ บรกเกอรอ์ กี คร้ัง
5.4 สวิตช์ทชิ ิโน่
สวิตช์ทชิ ิโน่ (Ticino) เปน็ อปุ กรณต์ ัดตอนและป้องกนั เฉพาะจดุ ซ่งึ นยิ มใชท้ ่ัวไป เน่ืองจากสามารถ
ปอ้ งกนั ได้ ทั้งการลดั วงจรและโอเวอร์โหลด จึงเหมาะท่สี ุดสาหรับการปอ้ งกนั ระบบปรับอากาศ (Air
conditioner) โครงสร้างภายนอกจะมปี ุ่มสีแดงและสดี าเพ่ือควบคมุ การทางาน
5.5 โหลดเซ็นเตอร์
โหลดเซน็ เตอร์ (Load Center) หมายถึง ศนู ย์ควบคมุ การจ่ายไฟ มลี ักษณะเป็นตโู้ ลหะทาจาก
แผน่ เหล็กบาง ๆ ภายในจะมรี อ่ งสาหรบั เสียบลกู เซอร์กติ เบรกเกอร์ (ลกู ซบี ี) โดยจะตัดเฉพาะวงจรของสาย
Line เพียงอย่างเดยี ว นยิ มใช้ตามอาคารที่มจี านวนหลาย ๆ ชนั้ หรือภายในอาคารท่ีมกี ารใช้กระแสจานวน
มาก นอกจากน้ียังง่ายต่อการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในหลัง เน่ืองจากมอี สิ ระในการตัดและตอ่ วงจร กล่าวคือ
ลูกเซอร์กติ เบรกเกอร์หน่งึ ตวั จะใชค้ วบคมุ ระบบไฟฟา้ หนง่ึ หอ้ งท้งั วงจรไฟฟา้ แสงสว่างและวงจรกาลงั
5.6 เซฟตส้ี วิตช์
เซฟตีส้ วิตช์ (Safety Switch) เรียกอกี อย่างหนง่ึ วา่ สวติ ช์นิรภยั เปน็ อุปกรณต์ ัดตอนและปอ้ งกนั

136

อันแรกที่ทาหน้าที่รับแรงดนั ไฟฟ้าจากภายนอกอาคารเข้ามาภายในตวั อาคาร ดังนั้น ในอาคารหนงึ่ หลังอาจจะ
มเี ซฟตี้สวติ ช์เพียงตัวเดียว ยกเวน้ ในกรณีทเี่ ปน็ อาคารขนาดใหญ่ มีการออกแบบไว้เปน็ การเฉพาะเทา่ นัน้ จึง
อาจจะมีเซฟตส้ี วิตช์มากกว่าหน่ึงตัว ดังนั้น จงึ ออกแบบให้มีความแข็งแรงพเิ ศษ

5.7 การต่อสายดิน
การตอ่ สายดิน (Ground) หรอื ทเ่ี รียกอกี อย่างว่า การต่อลงกราวด์ หมายถึง การใช้ตวั นาไฟฟ้า
ต่อเชือ่ มระหวา่ งวงจรไฟฟ้าหรอื เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าสว่ นทเ่ี ปน็ โลหะลงส่พู นื้ ดิน ถ้าหากเกิดมีกระแสรัว่ ไหลกระแสก็
จะไหลลงดนิ ทาใหผ้ ู้ทีไ่ ปสมั ผัสปลอดภัยจากการถกู กระแสไฟฟา้ ดูด ดงั น้นั การต่อสายดินจงึ เปน็ วธิ ีการปอ้ งกัน
อันตรายท่ีดีท่สี ดุ แตต่ ามบ้านเรือนส่วนใหญจ่ ะไม่นิยมต่อลงดนิ ซึง่ เป็นการมองขา้ มความปลอดภัยในชวี ิตและ
ทรพั ยส์ ิน หลักดิน (Ground rod) ตอ้ งทาดว้ ยวสั ดทุ ท่ี นต่อการผกุ ร่อน และไมเ่ ปน็ สนิม เชน่ แทง่ ทองแดง แท่ง
เหล็กชุบหรือหุ้มด้วยทองแดงและไม่มีปลายเหลก็ โผล่ออกมาสัมผัสกบั เน้ือดนิ เพ่อื ไมใ่ หเ้ หลก็ เป็นสนิม และต้อง
ไมม่ ีการเจาะรเู พ่ือยดึ ทองแดงกับเหล็กให้ติดกัน มฉิ ะน้ันแท่งเหล็กจะเป็นสนมิ ตามรทู ี่เจาะน้ัน

137

17. ใบงาน

ใบกจิ กรรมท่ี 5 อปุ กรณป์ อ้ งกนั ไฟฟา้ และการตอ่ สายดิน

สมรรถนะ ประกอบและตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกนั ไฟฟ้าและการต่อสายดนิ เบื้องตัน
เครอ่ื งมอื และอุปกรณ์
1. แผงสายเมน
2. แผงเครื่องตดั กระแสไฟฟ้าอัตโนมตั ิ (Ground fault interrupter)
3. ดิจติ อลมัลติมิเตอร์
4. แท่งสายดนิ (rd : กราวด์ร๊อด) ขนาด 518 นิว้ x 6 ฟุต
5. ตวั ประกับสายดนิ (Ground clamp: แคล้มปร์ ปู หัวใจ)
6. สายดนิ
7. สายต่อวงจร
คาแนะนา

เครอื่ งตดั กระแสไฟฟ้าอตั โนมัตเิ ป็นอปุ กรณ์ไฟฟ้าทชี่ ่วยเพ่มิ ความปลอดภยั ในการใชก้ ระแสไฟฟา้ ทมี่ ี
ประสทิ ธิภาพค่อนขา้ งสงู คือมีจุดประสงคห์ ลักในการปอ้ งกนั ไฟฟา้ ดูดกรณีท่รี ่างกายไปสัมผสั สายทีม่ ีศักย์
ไฟ (L) หรอื สมั ผสั เคร่ืองใชไ้ ฟฟา้ ทีม่ ีการ่ัวไหลของกระแสลงตัวถังของเครื่องในปริมาณทเ่ี ครื่องตดั กระแส
ควบคมุ อยู่ เซอร์กติ เบรกเกอร์ซึง่ ทาหน้าทเ่ี ป็นคตั เอาต์จะปรบั ตวั (RESET) ให้อยู่ในสภาวะออฟ คอื L.N จะ
ถูกตัดออกจากระบบไฟฟา้ ในบา้ นในเวลาทรี่ วดเรว็ จนทาใหก้ ารทรี่ ่างกายถูกไฟดูดไม่เกิดอนั ตรายต่อชวี ิต
คณุ สมบัตเิ พม่ิ เติมที่อาจสร้างมาพร้อมคือการปอ้ งกนั แรงดันไฟเกนิ (Over voltage protection) และ
ปอ้ งกนั ไฟต่าเกิน (Under voltage protection)

คณุ สมบัติทางไฟฟ้าของเครอื่ งตดั กระแสไฟฟ้าอตั โนมตั ิ (ยี่ห้อ PRO - TECH)
- ใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ 1 เฟส 220 VAC + 20% ความถี่ 50 HZ
- ขีดจากัดกระแส ของเซอร์กิตเบรกเกอร์ 30 A (รุน่ 30A)
- เครอ่ื งป้องกนั ความผดิ พร่องลงดิน (earth - fault protection) ความไว (sensitivity)
1 - 3 ms ระดบั กระแสท่ปี ้องกนั ความผิดพร่องลงดิน 5- 30 mA เวลาในการตดั
(trip time) 30 - 70 ms
- ขนาดของกระแสที่ทาให้เซอร์กติ เบรกเกอรท์ างานท่ีกระแส3 - 5 เท่าของอตั ราสูงสดุ (30 A)
ภายในเวลา 30 -70 mร ที่ตาแหนง่ 5, 10, 20, 30 m

รายละเอยี ดตาแหน่งการใช้งานของเครือ่ งตดั กระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ (ย่ีห้อ PRO - TECH)
- เซอร์กิตเบรกเกอรท์ าหน้าท่ีเป็นคตั เอาต์ โยกขึ้นยู่ทตี่ าแหนง่ เปิด (0) เพื่อจา่ ยกระแสไฟฟ้า
เขา้ บ้านและโยกลงทีต่ าแหนง่ ปดิ (off) เมอ่ื ต้องการตัดกระแสไฟออก
- ตาแหนง่ แสดงการทางานมี 5 mA, 10 mA, 30 mA, check (ตรวจสอบ) และ drect (ต่อสายตรง

138

โดยไม่ผา่ นระบบป้องกนั ความผดิ พร่องลงดิน) โดยแตล่ ะตาแหน่งจะใชล้ กู บดิ เป็นตวั เลือก
- ปมุ่ ทดสอบ (TEST BUTTON) เม่ือลกู บิดอยู่ในตาแหนง่ 5 mA, 10 mA, 20 mA, 30 mA ตาแหนง่

ใดตาแหนง่ หนึ่งแลว้ กดปุม่ ทดสอบเคร่อื งวัดจะตัดกระแสไฟฟ้าแสดงว่าเครอื่ งทางานปกติ ถ้าต้อง
ตรวจสอบเคร่อื งโดยไมต่ ดั กระแสไฟฟา้ ใหห้ มุนลูกบดิ ไปตาแหน่งตรวจสอบ (Check) แลว้ กดปุ่ม
ทดสอบจะมเี สียงออดแสดงว่าเคร่ืองทางานปกติ จากนัน้ ตอ้ งปรบั ลูกบิดไปยังตาแหนง่ กระแสเพื่อ
เขา้ สู่ระบบปอ้ งกัน
- ออด (Buzzer) จะดังเมื่อมีการทดสอบเคร่ืองโดยไมต่ ้องตัดกระแสซ่ึงจะใช้ปุ่มทดสอบหรอื จะดัง
เมื่อมกี ารตรวจสอบกระแสไฟฟ้ารวั่ และในกรณีกระแสรวั่ เกิน30 mA และลูกบิดอย่ดู าแหน่ง
ตรวจสอบ(check) กล่าวคือระบบจะดังโดยไม่ต้องกดปุ่ม Test
- หลอดไฟสแี ดงเตอื นอนั ตราย เมื่อหมุนลกู บิดไปยงั ตาแหน่งตรวจสอบ (Check) หรือตาแหน่งต่อ
ตรง (Direct) หลอดไฟน้ีจะตดิ เป็นการเตือนอันตรายในการใช้ไฟฟ้า (เครื่องจะไม่ตดั กระแสไฟฟ้า
เมื่อเกดิ ไฟรวั่ หรือไฟดูด)
วิธีติดตง้ั
โดยปกติการติดต้ังเคร่ืองตัดกระแสไฟฟา้ อตั โนมัติตามบ้านจะตอ่ เครื่องหลงั เซอร์กติ เบรกเกอร์ หรือ
หลงั คัตเอาต์รวม หรือฟิวสเ์ พื่อจะสามารถควบคุมการใชไ้ ฟฟ้าทั้งบ้าน โดยขัว้ L จะต่อเข้าขั้วด้านบนซา้ ยมือ
ขัว้ N จะต่อเขา้ ขั้วด้านบนขวามือ
การตอ่ ลงดนิ
การต่อลงดนิ ถ้าสามารถทาได้ตอ้ งต่อเคร่ืองใช้ไฟฟ้าทีเ่ ปน็ โลหะลงดนิ และหากเครื่องใชไ้ พท้าใด
มีทีต่ ่อลงดินอยตู่ ้องต่อลงดินด้วย สายทต่ี ่อลงดนิ เป็นสายทองแดงทม่ี ี เสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 25 มม2 สว่ นแท้งสาย
ดนิ ท่ีฝงั ลงดินตอ้ งทาดว้ ยเหล็กอาบนา้ ยาทองแดงทมี่ ี เส้นผ่านศูนยก์ ลาง 12.5 มม2 ขน้ึ ไป หรอื เหล็กอาบน้ายา
สงั กะสที ่ีมี เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 25 มม2 ข้นึ ไปยาวไมน่ ้อยกว่า 1.5 เมตร และควรเลอื กฝงั่ ดินบริเวณทีม่ ีความข้นึ
การตอ่ ตัวประกบั สายดนิ (Ground Clmp) ต้องขนั น็อตให้แน่นระวังอู่ใหป้ ลายนอ็ ตไปกดทบั จนสายตวั นาขาด
จากนน้ั พันเทปรอบตวั ประกับสายดนิ โดยจดั สายดินให้อย่ชู ิดแทง่ สายดินเพื่อป้องกนั การโยกคลอน
ขอ้ ควรระวัง
การทดลองนี้ครูอาจารย์ผคู้ วบคมุ จะต่อไฟตรงยังท่ีโต๊ะทดลองโดยไม่ผ่านเครื่องตัดกระแสไฟฟา้
อตั โนมตั ิ การทดลองจงึ ตอ้ งเพิ่มความระมัดระวังอยา่ ใหส้ วนใดส่วนหนงึ่ ของรา่ งกายไปสัมผัสวงจรไฟฟ้า
ข้อเสนอแนะ
การตอ่ สาย L N เข้าเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอตั โนมตั ิให้ถูกต้องคือ อยูด่ ้านซา้ ยมือ N อยู่ด้านขวามือ
เครอื่ งจะทางานได้มีประสิทธิภาพมากข้ึน
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ตอ่ แผงเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอตั โนมัติ เข้าแผงสายเมนดังรูปท่ี 5.1

139

รูปที่ 5.1 การต่อเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ
2. โยกเบรกเกอร์ ของแผงสายเมนและของแผงเครื่องตัดกระแสไฟฟา้ ข้ึน
3. หมนุ สวิตชเ์ ลือกไปยงั ตาแหนง่ ต่าง ๆ ตามตารางที่ 5.4 แล้วกดปมุ่ Test บันทกึ สภาพของ

เบรกเกอรส์ ถานะของเสียงเตอื นและสถานะของหลอดไฟลงในตารางที่ 5.1
ตารางที่ 5.1

140

1. โยกเบรกเกอร์ของเคร่ืองตัดกระแสไฟฟา้ ข้ึนแลว้ ทาการทดลองตามตารางท่ี 5.1 บันทึกผลทีไ่ ดล้ ง
ตารางท่ี 5.1

รปู ที่ 5.2 วงจรการทดสอบเคร่ืองตดั กระแสไฟฟ้าและกระแสรว่ั ไหล

2. ต่อวงจรตามรปู ท5ี่ 17 ต่อแผงเคร่อื งตัดระแสไฟฟา้ เข้าแผงสายเมนปรบั สวติ ช์เลอื กไปที่
ตาแหน่ง DIRECT อย่าลืมตอ่ สายกราวด์

3. ยกเบรกเกอร์ของแผงสายเมนและแผงของเครื่องตดั กระแสไฟฟา้ ข้นึ
4. ทาการทดลองตามตารางที่55 บนั ทึกค่ากระแสลงในตารางท่ี 5.2 การเปลี่ยนจดุ วดั แต่ละคร้ัง

ควรยกเบรกเกอร์ลงก่อน
ตารางท่ี 5.2

5. จากรูปวงจรที่ 5.17 ต่อสาย L' เขา้ ข้ัว A โดยตรงแล้วให้ยกเบรกเกอร์ของเครอื่ งตดั กระแสไฟฟ้า
กอ่ นจงึ ยกเบรกเกอร์ของแผงสายเมนตามลาดับตามตารางท่ี 5.6 บันทึกผลท่เี กิดขึ้นในแตล่ ะเงื่อนไข ในการ
ตอ่ L' ไปยังจุดA, B, C, D, E ตามลาดับ โดยในช่องตาแหน่งสวิตซเ์ ลอื กจะมีการบันทึกดาเกยี่ วกบั เบรก
เกอร์OFF หรือ เบรกเกอร์ อN มเี สยี งหรือหลอดสวา่ ง เป็นตน้

141

ตารางที่ 5.3

สรปุ และวจิ ารณ์ผลการการทดลอง

............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

142

18. แบบประเมนิ ผล

1 .การวัดผลและการประเมินผล
1.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ความมวี นิ ัย และความรบั ผิดชอบ ต้องไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
1.3 สังเกตการปฏิบัติตามใบงานโดยใช้แบบประเมินผลการปฏบิ ัตงิ าน
1.4 ตรวจแบบฝกึ หัด

2. เกณฑ์การวดั และประเมินผล
2.1 แบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัย และความรับผิดชอบ ตอ้ งได้คะแนนไมน่ ้อยกว่า
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรียน ต้องได้คะแนนไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.3 แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการปฏิบัติตามใบงานต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.4 แบบฝึกหดั ต้องได้คะแนนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

143

19. แบบฝึกหดั

จงอธิบายหลกั การทางาน การใช้งานของอุปกรณป์ อ้ งกันไฟฟ้า

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

144

20. บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้

รายการ ระดบั การปฏบิ ตั ิ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จดั หน่วยการเรยี นร้ไู ดส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงค์การเรยี นรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจติ พสิ ยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่ือ นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจัดการเรยี นรูก้ ่อนเข้า

สอน

ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนาเข้าสบู่ ทเรียนท่ีนา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมท่ีหลากหลาย เพื่อช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเข้าใจ

6. จัดกิจกรรมทส่ี ง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนคน้ ควา้ เพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นกั เรยี นมสี ่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

8. จดั กิจกรรมท่ีเน้นกระบวนการคดิ ( คิดวิเคราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คิดสรา้ งสรรค์ )

9. กระตนุ้ ให้ผู้เรียนแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี

10. จัดกิจกรรมการเรยี นรทู้ ่เี ชอื่ มโยงกบั ชวี ิตจรงิ โดยนาภูมปิ ญั ญา/บูรณาการเขา้ มา

มีสว่ นร่วม

11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเม่ือนักเรยี นปฏบิ ัติ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รยี น

14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รยี น อยา่ งทัว่ ถงึ

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาทก่ี าหนด

ดา้ นสอ่ื นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้

16. ใช้สื่อท่เี หมาะสมกบั กิจกรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น

17. ใช้ส่ือ แหลง่ การเรียนรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

สือ่ อิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ตน้

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รียน

14. เอาใจใสด่ แู ลผู้เรยี น อย่างท่ัวถึง

145

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกาหนด

ด้านการวดั และประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมีสว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมินผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พิสัย

20. ครู ผเู้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกีย่ วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมิน

หมายเหตุ ระดบั การปฏบิ ัติ 5 = ปฏิบัตดิ ีเย่ียม 4 = ปฏิบัตดิ ี 3 = รวม

ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี

20.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแกป้ ญั หา แนวทางแกป้ ัญหา

ปัญหาที่พบ
ดา้ นการเตรียมการสอน

ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

ด้านส่ือ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

ด้านการวัดประเมนิ ผล

ด้านอน่ื ๆ (โปรดระบุเปน็ ข้อ ๆ)

ลงชอื่ .................................................................... ครูผ้สู อน
( นายศุภกร มง่ิ คา )
ตาแหน่ง ครูพเิ ศษสอน

............../.................................../....................

21. บนั ทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 146
ชอ่ื -สกุล ผู้นิเทศ ตาแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
ปี

147

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

รหัสวิชา ..... 2100 – 1006...... วิชา .......................งานไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกสเ์ บ้อื งตน้ .........................
หน่วยท่ี ........6...... ช่ือหนว่ ย ....................................การควบคุมมอเตอร์เบื้องต้น……………..………………..
ชือ่ เรือ่ ง........................................การควบคุมมอเตอร์เบอื้ งต้น.....................................จานวน...4...ช่ัวโมง

1. สาระสาคัญ

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลบั ที่ใช้งานโดยทวั่ ไปจะมอี ยู่ 2 ชนดิ คอื 1 เฟส และ 3 เฟส การท่ีจะ
ทาใหม้ อเตอรห์ มุนจะต้องมีอุปกรณ์ควบคุมและปอ้ งกันเชน่ สวิตช์ ฟวิ ส์ คอนแทกเตอร์ โอเวอรโ์ หลดรีเลย์
ไทมเ์ มอร์รีเลย์ เป็นต้น วงจรควบคุมมอเตอรม์ ีหน้าทส่ี าคัญคือ ควบคุมความเร็ว กลับทิศทางการหมนุ ป้องกนั
โหลดมอเตอร์เกินซึ่งจะข้ึนอยู่กบั การใชง้ านและการออกแบบวงจรควบคุมให้เหมาะสมกับงาน

2. สมรรถนะประจาหน่วยการเรียนรู้

1. แสดงความรเู้ กี่ยวกบั การควบคุมมอเตอรเ์ บื้องตน้

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 จดุ ประสงค์ทั่วไป
1. บอกความหมายและจุดประสงค์ของการควบคุมมอเตอร์ได้
2. บอกอปุ กรณ์ทีใ่ ช้ในการควบคุมมอเตอรไ์ ด้
3. อธิบายหลกั การทางานของมอเตอรไ์ ฟฟ้า 1 เฟสและ 3 เฟส ได้
4. อธบิ ายวิธกี ารควบคมุ มอเตอร์ 1 เฟส และ 3 เฟส ได้

3.2 จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. ต่อวงจรและอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ไฟฟา้ เบื้องตน้
2. ต่อวงจรและอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ 3 เฟสเบือ้ งต้น

4. เนอ้ื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ดา้ นความรู้
6.1 ความหมายและจุดประสงคข์ องการควบคมุ มอเตอร์
6.2 อปุ กรณ์ท่ใี ชส้ าหรับการควบคุมมอเตอร์
6.3 มอเตอรไ์ ฟฟ้ากระแสสลบั
6.4 วิธกี ารควบคมุ มอเตอร์

148

สรปุ สาระสาคัญ
6.1 ความหมายและจดุ ประสงคข์ องการควบคุมมอเตอร์
การควบคมุ มอเตอร์ หมายถึง การควบคมุ ให้มอเตอรห์ มนุ ใช้งานได้ โดยมอเตอรไ์ ม่ไหม้และประหยัด

กระแสไฟฟา้ เน่ืองจากมอเตอรห์ มนุ ได้รวดเรว็ ทนั ที ในขณะที่มอเตอร์จะเรม่ิ หมุนมอเตอร์จะใชก้ ระแสเริ่มตน้
หมุนประมาณ 2 – 6 เท่าของกระแส ตอนทม่ี อเตอรท์ างานปกตแิ ละใช้เวลาในการเรง่ ความเรว็ จนถงึ ความเรว็
ปกติ ย่งิ ถ้าเปน็ มอเตอร์ที่มีกาลังแรงมา้ สูง ๆ ยง่ิ ต้องใช้เวลาในการเรง่ ความเรว็ มาก อันเป็นสาเหตใุ หม้ อเตอร์
เกดิ การไหม้ได้

การบังคบั ใหม้ อเตอร์ทางานตามทตี่ ้องการ ทั้งนีข้ น้ึ อยกู่ บั จุดประสงค์ของการใช้งาน ซงึ่ ประกอบดว้ ย
1) การเริม่ หมนุ หมายถงึ การเร่ิมหมนุ ของมอเตอรค์ วรจะปฏิบัติอยา่ งไร เช่น ลดแรงดนั ขณะ
เริ่มหมนุ หรือจา่ ยแรงดันเตม็ พกิ ดั เนื่องจากมีผลต่อแรงบิด หรือทอร์ก (Torque) อันจะทาใหเ้ กิดความ
เสียหายตอ่ แหวนและตลบั ลูกปนื ของมอเตอรไ์ ด้
2) การสลับทศิ ทางการหมนุ (Direction Control) หมายถึง การบังคบั ให้มอเตอร์กลับทางหมนุ แบบ
ทันทที ันใดจากทวนเข็มนาฬิกา หรอื ตรงกนั ขา้ มหรือให้มอเตอรห์ ยดุ หมุนก่อนจงึ คอ่ ยกลับทางหมนุ
3) การควบคุมความเรว็ (Speed Motor) หมายถงึ การบงั คบั ให้มอเตอร์หมุนชา้ ลงหรือเร็วกวา่ เดมิ
เนื่องจากมอเตอรบ์ างชนดิ ออกแบบใหม้ ีขดลวดมากกว่า 1 ชุด ดังนั้น จงึ ต้องสังเกตท่ปี า้ ยบอกพิกัดหรือเนม
เพลต (Name Plate) ใหเ้ ขา้ ใจกอ่ นนาไปใช้งาน
4) การจากัดกระแสขณะเรมิ่ หมนุ หมายถงึ การหลีกเล่ียงไมใ่ หม้ ีกระแสจานวนมากขณะที่เร่ิมหมุน
เพอ่ื ป้องกันฉนวนของขดลวดไดร้ ับความเสียหาย เช่น ใชต้ ัวต้านทานตอ่ ร่วมเข้ากบั วงจรขณะเริ่มหมุน หรือเริ่ม
หมุนแบบสตาร์รันแบบเดลตา้
5) การป้องกนั มอเตอร์ หมายถงึ การติดต้ังอปุ กรณ์ป้องกันอย่างเหมาะสม เพ่อื ป้องกันการใช้งานเกนิ
กาลัง (Overload) หรอื การลัดวงจร (Short Circuit) รวมถึงความปลอดภัยของผูป้ ฏิบัตงิ านอีกด้วย
6.2 อปุ กรณ์ทใี่ ชส้ าหรับการควบคมุ มอเตอร์
การควบคมุ มอเตอร์แบบกึง่ อัตโนมตั ิ จะต้องใช้อปุ กรณ์ประกอบหลายอยา่ ง ได้แก่ Push Button
Switch, Overload Relay, Magnetic Switch, Timer Relay, Pilot Lamp, Auxiliary Relay และ Fuse

6.3 มอเตอรไ์ ฟฟ้ากระแสสลบั
อินดักชัน่ มอเตอร์ (Induction Motor) ทน่ี ยิ มใชง้ านทั่วไป จะอาศยั วธิ กี ารเหนยี่ วนาทางไฟฟา้
กล่าวคือ ตัวโรเตอร์ (Rotor) ซง่ึ เปน็ สว่ นทห่ี มุนจะไม่มีกระแสไฟฟ้าจา่ ยเข้ามา เหมือนกับมอเตอรไ์ ฟฟ้า
กระแสตรง แต่จะอาศัยการเหน่ียวนาไฟฟ้าท่เี กดิ จากขดลวดตวั นาซงึ่ พนั ไว้ในร่องสลอ๊ ดของสเตเตอร์
โดยเกิดเปน็ แรงบิดควบครู่ ะหวา่ งโรเตอรก์ ับสเตเตอร์ และทาให้โรเตอรห์ มนุ ไปได้ ท่ีนิยมใช้งานโดยทั่วไป แบง่
ออกเปน็ 2 ชนิดคือชนดิ 1 เฟส และชนดิ 3 เฟส

149

6.4 วธิ ีการควบคมุ มอเตอร์
ความหมายของวธิ ีการควบคุมมอเตอร์

1) การควบคุมด้วยมือ หรือที่เรียกวา่ Manual Control หมายถึงใชค้ นหรือโอเปอเรเตอร์
(Operator) ทาหน้าทค่ี วบคมุ โดยตรง เช่น ใช้วธิ ีการเสยี บเขา้ กบั ปล๊ัก สว่ นมากจะใช้กับมอเตอร์ทีม่ ีขนาดเล็ก
ไดแ้ ก่ เครอ่ื งใช้ไฟฟา้ ภายในบ้านท่วั ไป

2) แบบกง่ึ อัตโนมัติ หมายถงึ การใช้อปุ กรณป์ ระกอบเขา้ มาช่วยในการควบคมุ ได้แก่ Magnetic
Contactor และ Push Button Switch ซง่ึ เป็นวธิ ีการควบคมุ ท่ีจะกล่าวถงึ ต่อไป

3) แบบอัตโนมตั ิ หรือท่เี รยี กว่า Automatic Control หมายถึง การตดิ ตั้งอปุ กรณต์ รวจจับ (Sensor
Devices) ไวต้ ามจุดต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทางานไดเ้ องตลอดเวลา ตัวอยา่ งเชน่ การตดิ ตั้งสวิตชล์ ูกลอย
(Float Switch) เพอ่ื ควบคมุ ระดับนา้ ในถงั หรือติดตัง้ Timer Relay เพื่อนบั เวลา

4.2 ด้านทักษะหรือปฏิบตั ิ
ใบงานท่ี 5 ต่อวงจรและอปุ กรณ์ควบคุมมอเตอร์ไฟฟา้ เบ้ืองตน้

4.3 ดา้ นคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝ่รู้ ความซอ่ื สัตย์ สจุ รติ ความมนี ้าใจและแบ่งบัน

ความรว่ มมอื ความมมี ารยาท ไม่หยดุ นิง่ ท่จี ะแกป้ ญั หา ใชอ้ ุปกรณ์อยา่ งฉลาดและรอบคอบ

5. กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้

ข้นั ตอนการสอน/กิจกรรมครู ขัน้ ตอนการเรยี น/กจิ กรรมผู้เรยี น

ขน้ั นาเข้าสู่บทเรยี น (ใช้เวลา 30 นาที) ขนั้ เตรียม (ใช้เวลา 30 นาที)

1. ครแู นะนารายวิชา วธิ ีการเรียน การมอบหมาย 1. จดั เตรยี มวัสดุ อุปกรณ์ ส่ือ และเอกสารตาม

งาน และการแตง่ กาย ระเบียบการปฏิบตั ิงานภายใน ทค่ี รูผู้สอนและแผนการจดั การเรยี นรู้ทก่ี าหนดไว้

หอ้ งปฏบิ ัติงานและการเบิกเคร่อื งมือ วัสดุ อุปกรณ์ 2. ทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยท่ี 6 การควบคุมมอเตอร์

ชีแ้ จงวิธีวัดผลประเมินผลการเรียน การจดั เตรยี มวัสดุ เบ้อื งตน้ สลับกันตรวจคาตอบและให้คะแนน
อปุ กรณ์ เอกสาร และสอ่ื ใหส้ อด คลอ้ งกับงาน และ 3. ทาความเข้าใจเกี่ยวกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นของ
ใชว้ ัสดอุ ุปกรณถ์ ูกต้องอย่างคุ้มค่าและประหยดั หนว่ ยการเรยี นที่ 6
2. ทดสอบก่อนเรยี น หน่วยที่ 6 การควบคุมมอเตอร์
เบ้อื งต้น ใหผ้ ู้เรยี นสลบั กันตรวจคาตอบ และให้ ข้ันสอน (ใช้เวลา 180 นาท)ี
ผู้เรียนฟงั และคิดตาม พร้อมทั้งจดบันทึกเก่ียวกบั
คะแนน เร่อื งความหมายและจุดประสงคข์ องการควบคมุ
3. แจง้ จดุ ประสงค์การเรยี นหน่วยการเรียนที่ 6 มอเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรบั การควบคมุ มอเตอร์
ขัน้ สอน (ใชเ้ วลา 180 นาท)ี
มอเตอรไ์ ฟฟ้ากระแสสลบั วธิ กี ารควบคมุ มอเตอร์
ครสู อนเนอ้ื หาสาระในหวั ข้อ

150

6.1 ความหมายและจุดประสงคข์ องการควบคุม และนอกจากน้ันใหน้ ักเรยี นจดบนั ทึกความรจู้ ากการ
มอเตอร์ สอนของครูท่ีมนี อกเหนอื จากในหนงั สอื ผู้เรียน
ปฏิบัติงานตามลาดบั ขนั้ การปฏบิ ตั งิ านของใบ
6.2 อปุ กรณท์ ่ีใชส้ าหรับการควบคุมมอเตอร์ กจิ กรรม
6.3 มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ
6.4 วธิ กี ารควบคมุ มอเตอร์ ข้นั สรปุ (ใชเ้ วลา 30 นาท)ี
จากนัน้ ให้นกั เรียนทาตามใบงานท่ี 6 การควบคุม 1. ผู้เรยี นรับฟงั คาสรปุ และข้อแนะนาจากครู พร้อม
มอเตอร์เบือ้ งตน้ ขณะนกั เรียนทาใบงาน ครจู ะ ทัง้ จดบนั ทึกข้อมูล และซักถามหรอื ตอบคาถามใน
สงั เกตการณท์ างานกลมุ่ หัวขอ้ ท่ียังไม่เข้าใจ
2. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
ขน้ั สรุป (ใช้เวลา 30 นาท)ี 3. ผู้เรยี นนาคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและ
1. ครสู รุปเน้ือหาสาระการเรยี นรู้ แบบทดสอบหลังเรยี นมาเปรียบเทยี บ เพื่อดู
- ความหมายและจดุ ประสงค์ของการควบคุม ความก้าวหนา้ ทางการเรยี นของตนเอง
4. ผเู้ รยี นทาแบบฝึกหัดท้ายหน่วย
มอเตอร์
- อปุ กรณท์ ีใ่ ช้สาหรับการควบคุมมอเตอร์
- มอเตอรไ์ ฟฟา้ กระแสสลบั
- วธิ ีการควบคมุ มอเตอร์
2. ครูแจกแบบทดสอบหลงั เรียน
3. ครูตรวจแบบทดสอบหลังเรียนพรอ้ มกบั บนั ทึก
คะแนน
4. ใหผ้ ้เู รียนทาแบบฝึกหดั ทา้ ยหน่วย

รวมเวลาเรยี นท้งั หมด 240 นาที
หรือ 4 ชัว่ โมงเรยี น


Click to View FlipBook Version