201
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการสอนที่ .....8.....ชือ่ หนว่ ยการสอน ตวั เก็บประจุ
วัตถปุ ระสงค์ เพ่อื การประเมินผลความรู้ความเข้าใจของผ้เู รยี นก่อนเรยี น
ข้อคาถาม
1. ขอ้ ใดบอกความหมายของตวั เก็บประจุไดถ้ ูกตอ้ ง
ก. เปน็ อปุ กรณ์ทาหน้าท่ีเก็บประจุแรงดนั ไฟฟ้าที่ไหลภายในวงจรไฟฟ้า
ข. เป็นอุปกรณ์ทาหน้าท่ีเก็บประจกุ ระแสไฟฟา้ ท่ีไหลภายในวงจรไฟฟ้า
ค. เป็นอุปกรณ์ทาหน้าที่เกบ็ ประจุพลงั งานไฟฟา้ ไฟฟ้าทไ่ี หลภายในวงจรไฟฟา้
ง. เปน็ อุปกรณ์ทาหน้าทเ่ี กบ็ ประจุกาลังไฟฟา้ ไฟฟา้ ที่ไหลภายในวงจรไฟฟ้า
2. ขอ้ ใดไมใ่ ชช่ นดิ ของตวั เก็บประจุ
ก. ตัวเกบ็ ประจแุ บบอเิ ลก็ โทรไลต์
ข. ตัวเก็บประจุแบบไมกา้
ค. ตัวเก็บประจแุ บบออกซเิ จน
ง. ตัวเก็บประจแุ บบเซรามิก
3. ข้อใดไม่ใชช่ นดิ ของตัวเกบ็ ประจุ
ก. ตวั เก็บประจุแบบเซรามิก
ข. ตวั เก็บประจแุ บบพลาสตกิ
ค. ตวั เกบ็ ประจแุ บบไนโตรเจน
ง. ตัวเกบ็ ประจแุ บบกระดาษทราย
4. ขอ้ ใดไม่ใช่ชนิดของตัวเก็บประจุ
ก. ตวั เก็บประจุแบบเลือกค่าได้
ข. ตัวเก็บประจแุ บบกระดาษทราย
ค. ตวั เก็บประจุแบบเซลล์การนาพลงั แสง
ง. ตัวเกบ็ ประจุแบบอิเลก็ โทรไลต์
5. ข้อใดไม่ใช่หน่วยของตวั เก็บประจุ
ก. pF
ข. nF
ค. GF
ง. FF
202
6. คา่ เก็บประจุ 0.0000000001 ฟาราด เปน็ คา่ เกบ็ ประจใุ ดตอ่ ไปนี้
ก. 10 ไมโครฟาราด
ข. 100 นาโนฟาราด
ค. 1 นาโนฟาราด
ง. 1000 ไมโครฟาราด
7. 33 MFD50 WV มีความหมายว่าอย่างไร
ก. 33 ไมโครฟาราด แรงดนั ใชง้ าน 50 V
ข. 33 นาโนฟาราด แรงดนั ใชง้ าน 50 V
ค. 33 พโิ ครฟาราด แรงดนั ใช้งาน 50 V
ง. ไม่มีข้อถูก
8. ขอ้ ใดคือเครือ่ งมอื การตรวจสอบคุณสมบัตขิ องตวั เกบ็ ประจุ
ก. ดจิ ติ อลมเิ ตอร์
ข. ลักซ์มเิ ตอร์
ค. เธอรโ์ มมิเตอร์
ง. ไมม่ ขี ้อถูก
9. ยา้ นการวัดตวั เกบ็ ประจุ 200 pF วดั คา่ ความจุดได้ตั้งแต่ค่าความจุใด
ก. 0 – 199.9 พโิ ครฟาราด
ข. 0 – 200 ไมโครฟาราด
ค. 0 – 299.9 มลิ ลิฟาราด
ง. 0 – 100.9 ไมโครฟาราด
10. ยา้ นการวัดตวั เกบ็ ประจุ 20 nF วดั ค่าความจดุ ไดต้ ง้ั แต่ค่าความจุใด
ก. 0 – 19.9 พโิ ครฟาราด
ข. 0 – 0.01999 ไมโครฟาราด
ค. 0 – 299.9 ไมโครฟาราด
ง. 0 – 100.9 ไมโครฟาราด
203
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
1. ก. เปน็ อุปกรณ์ทาหน้าทเี่ ก็บประจแุ รงดันไฟฟา้ ท่ีไหลภายในวงจรไฟฟา้
2. ค. ตัวเก็บประจแุ บบออกซิเจน
3. ค. ตัวเก็บประจแุ บบไนโตรเจน
4. ค. ตัวเก็บประจแุ บบเซลล์การนาพลังแสง
5. ง. FF
6. ค. 1 นาโนฟาราด
7. ก. 33 ไมโครฟาราด แรงดันใช้งาน 50 V
8. ก. ดิจติ อลมเิ ตอร์
9. ก. 0 – 199.9 พโิ ครฟาราด
10. ข. 0 – 0.01999 ไมโครฟาราด
204
16. ใบความรู้ที่ ...8.....
หนว่ ยการสอนท่ี ....8.... ชื่อหนว่ ย ตัวเก็บประจุ
ช่อื หัวข้อเรือ่ ง ตัวเก็บประจุ
8.1 โครงสร้างภายในของตัวเก็บประจุ
ตัวเก็บประจุโดยทั่วไปจะทามาจากแผ่นตัวนา 2 แผ่นซ่ึงเป็นแผ่นฟอยล์โลหะบาง ๆ วางประกบ
กันโดยมีฉนวนคั่นกลางท่ีเรียกว่าไดอิเล็กตริก แผ่นฟอยล์นี้จะถูกม้วนเป็นแท่งกลมหรือแบน เพ่ือทาให้รูปร่าง
ของตัวเก็บประจุมีขนาดเล็กสะดวกต่อการใช้งาน แล้วต่อลวดตัวนาซึ่งเช่ือมติดกับแผ่นฟอยล์โลหะแต่ละแผ่น
ออกมาภายนอกสาหรับเป็นขาใช้งาน จากน้ันหุ้มหรือเคลือบด้วยฉนวนภายนอกอีกชั้นเพ่ือความคงทน ซ่ึง
อาจจะมีอลูมเิ นยี มห้มุ กอ่ นอกี ขน้ั หน่ึงเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
8.2 ชนดิ ของตวั เกบ็ ประจุ
ตัวเกบ็ ประจมุ หี ลายชนิดสามารถแบ่งตามโครงสรา้ งและการนาไปใชง้ านไดด้ งนี้
7. ตวั เก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลต์
8. ตวั เก็บประจุชนิดไมกา้
9. ตวั เก็บประจชุ นดิ เซรามิก
10. ตัวเก็บประจชุ นดิ กระดาษ
11. ตวั เก็บประจชุ นิดพลาสติก
12. ตัวเก็บประจชุ นดิ ปรบั ค่าได้
8.3 หนว่ ยของตัวเกบ็ ประจุ
คา่ ความจุของตวั เก็บประจุมหี นว่ ยเป็นฟาราด (Farad) โดยปกติค่าความจุของตวั เก็บประจุจะมี
คา่ น้อยจงึ นยิ มใช้หน่วยทม่ี ีคา่ นอ้ ยลงกวา่ ฟาราดคือใชห้ น่วย
ไมโครฟาราด (Micro farad) ใช้อักษรยอ่ F
พกิ โกฟาราด (Pico farad) ใช้อักษรย่อ pF
นาโนฟาราด (Nano farad) ใชอ้ ักษรย่อ nF
8.4 คณุ สมบตั ิท่วั ไปเกีย่ วกบั ตวั เก็บประจุ
ตัวเก็บประจุมีคุณสมบัติอื่น ๆ ท่ีต้องพิจารณาในการใช้งานอีกหลายอย่าง เช่น การดูดกลืนของ
สารไดอิเล็กตริก ตัวประกอบการสูญเสีย ค่าความต้านทานอนุกรมสมมูล ค่าสัมประสิทธ์ิต่ออุณหภูมิ และ
กระแสไฟตรงรัว่ ไหล
205
8.5 วธิ ีอา่ นค่าตัวเกบ็ ประจุ
การอ่านคา่ ตวั เกบ็ ประจุสามารถอ่านไดจ้ ากตัวเลขตัวอักษรและรหสั สีดังต่อไปน้ี
4. วธิ ีอ่านค่าตวั เกบ็ ประจจุ ากตัวเลขตวั อกั ษร
5. วิธีอ่านคา่ ตัวเก็บประจุโดยรหัสตวั เลข
6. วธิ อี ่านคา่ ตวั เกบ็ ประจโุ ดยใช้รหัสสี
8.6 การตรวจสอบคุณสมบัติของตวั เกบ็ ประจุ
การตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเก็บประจุ เป็นการตรวจสอบว่าตัวเก็บประจุยังสามารถทาการ
ประจุไฟฟ้า คายประจุไฟฟ้าได้ ปกติหรือไม่ โดยตรวจสอบว่ามีกระแสร่ัวไหลผิดปกติหรือไม่ การตรวจสอบตัว
เก็บประจุโดยใช้โอหม์ มิเตอรส์ ามารถตรวจสอบการลัดวงจรการเปดิ วงจร การประจุ การคายประจุ และกระแส
รว่ั ไหลได้ แต่ไมส่ ามารถตรวจสอบค่าความจไุ ด้
8.7 การตรวจสอบคณุ สมบัตขิ องตัวเก็บประจโุ ดยใชโ้ อมห์มิเตอร์
การตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเก็บประจุในการประจุและคายประจุต้องทดสอบนอกวงจร คือ
ไมต่ ่อร่วมกับอปุ กรณ์อื่นและจะต้องไม่มีประจุไฟฟา้ เดิมค้างอยู่ถ้ามใี ห้ทาการคายประจโุ ดยการลัดวงจรระหว่าง
ข้ัวของตัวเก็บประจุ ถ้าตัวเก็บประจุมีค่าความจุมากและประจุไฟฟ้าด้วยศักย์ท่ีสูงการคายประจุควรผ่านตัว
ต้านทานค่าตา่ เพือ่ ปอ้ งกนั การคายประจอุ ยา่ งรุนแรงในลักษณะของประกาย (Spark)
8.8 การวดั คา่ ความจขุ องตัวเกบ็ ประจุโดยใช้ดิจติ อลมลั ตมิ ิเตอร์
การวัดค่าความจุของตัวเก็บประจุโดยใช้ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ หรือดิจิตอลอาร์แอลซีมิเตอร์
ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ท่ีนิยมใช้จะมีจานวนหลักที่แตกต่างกัน เช่น ขนาด 3 1 หลักจะสามารถแสดงค่าได้สูงสุด
2
3 21
1,999 ขนาด 3 4 หลักจะแสดงค่าได้สูงสุด 3,999 และขนาด 4 หลักจะแสดงค่าได้สูงสุด 19,999
ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ขนาด 3 3 หลักและ 4 1 หลักอาจมีคุณสมบัติท่ีปรับย่านการวัดเองโดยอัตโนมัติ แต่
4 2
สาหรบั ทแ่ี นะนานี้จะเปน็ ชนดิ 3 21 หลัก ท่ีตอ้ งบิดสวิตช์เลอื กย่านการวดั เอง สาหรบั มาตรวดั วดั คา่ ความจุจะมี
มาตรวัด 200pF, 2nF, 20nF, 200nF, 2F, 20F, 200F, 2000F มาตรวัดอาจมีมากกว่าหรือน้อยกว่า
ขนึ้ กบั ยห่ี อ้ และรนุ่ ท่ใี ช้
206
17. ใบงาน
ใบกิจกรรมท่ี 8 ตวั เก็บประจุ
สมรรถนะ แสดงดวามรู้เก่ียวกบั ลักษณะและรูปรา่ งของตวั เก็บประจุ
เคร่อื งมือและอุปกรณ์
แผงสาธิตตวั เกบ็ ประจุชนดิ ตา่ ง ๆ
ข้อควรระวัง
ห้ามชุดลอกตวั อักษรบนตวั เก็บประจหุ รืงัดแงะโครงสงตวั เก็บให้ชารดุ ยกเวน้ อุปกรณ์ที่อาจารย์
ผู้สอนให้รอื้ ดูเพือ่ ศกึ ษาโครงสรา้ ง
ขอ้ เสนอแนะ
1. ควรศึกษาทฤษฎหี ัวงานและหนงั สอื อ่ืนๆ ท่เี กีย่ วขอ้ งประกอบ หรือดูจากแคตตาลอกโฆษณา
จาหนา่ ยตวั เกบ็ ประจุจากวารสารอิเล็กรอนิกส์ต่างๆจะช่วยวคิ ระทาตวั เกบ็ ประจตุ ่างๆ ท่ีมเี ป็นชนดิ
อะไรบ้าง
2. รปู ร่างของตวั เก็บประจบุ างชนิดอาจคลา้ ยกนั ต้องพิจารณาจากชื่อย่อ ตัวอักษร ย่หี อ้
เปน็ ส่วนประกอบในการพิจารณาหรือให้อาจารย์ผสู้ อนชว่ ยแนะนาให้ขอ้ สงั เกต
3. ในใบงานนไ้ี ม่เนน้ ความเขา้ ใจเก่ียวกับการอา่ นรหัสต่าง ๆ หรอื ความหมายของตวั เลข
ตวั อกั ษรบนตัวเกบ็ ประแต่เน้นการสังเกตรูปร่างซ่ึงพอท่จี ะสมารถจาแนกชนิดต่างๆ องตัวเก็บประจไุ ด
สว่ นความหมายของข้อมูลบนตวั เก็บประจุอาจมคี วามเข้ใจบ้างเล็กน้อย ซ่ึงจะมีการเรยี นร้ใู นใบงานต่อไป
4. ตวั เกบ็ ประจุชนิตไดไม่มีก็ให้ข้ามไป หรือชตามที่มฝี ึกและไม่ควรใชซ้ า้ กัน
ลาดับข้ันการทดลอง
1. ใหส้ ังเกตรูปร่งลษั ณะของตัวเก็บประจแุ ตล่ ะหนดิ
2. เขียนรปู ร่างลษั ณะของตวั กบ็ ประจุแตล่ ะชนิดพร้อมขอ้ มลู ต่ง ๆ บนตวั เกบ็ ประจุในตารางที่ 8.1
207
ตารางท่ี 8.1
208
ตารางที่ 8.1 ( ต่อ )
สรุปและวิจารณผ์ ลการการทดลอง
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
209
18. แบบประเมนิ ผล
1 .การวัดผลและการประเมินผล
1.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ความมวี นิ ัย และความรบั ผิดชอบ ต้องไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
1.3 สังเกตการปฏิบัติตามใบงานโดยใช้แบบประเมินผลการปฏบิ ัตงิ าน
1.4 ตรวจแบบฝกึ หัด
2. เกณฑ์การวดั และประเมินผล
2.1 แบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัย และความรับผิดชอบ ตอ้ งได้คะแนนไมน่ ้อยกว่า
ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรียน ต้องได้คะแนนไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.3 แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการปฏิบัติตามใบงานต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
2.4 แบบฝึกหัดต้องได้คะแนนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
210
19. แบบฝกึ หัด
จงบอกลกั ษณะโครงสรา้ งของตวั เก็บประจุแตล่ ะแบบท่นี ักเรียนรู้จกั พรอ้ มวาดภาพมาให้
เรียบรอ้ ย
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
211
20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนร้แู บบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
20.1 สรุปผลการจดั การเรยี นรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ตั ิ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จดั หนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกับวัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
2. กาหนดเกณฑ์การประเมนิ ครอบคลุมทัง้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และด้านจติ พิสัย
3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรกู้ ่อนเข้า
สอน
ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
4. มีวธิ ีการนาเข้าสบู่ ทเรียนที่น่าสนใจ
5. มีกจิ กรรมทห่ี ลากหลาย เพ่ือช่วยใหผ้ ้เู รียนเกดิ การเรียนรู้ ความเข้าใจ
6. จัดกิจกรรมที่สง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนค้นควา้ เพื่อหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นกั เรยี นมสี ่วนรว่ มในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
8. จัดกิจกรรมทีเ่ นน้ กระบวนการคดิ ( คิดวิเคราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )
9. กระต้นุ ให้ผู้เรียนแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี
10. จัดกิจกรรมการเรียนรูท้ เ่ี ชอื่ มโยงกับชีวิตจรงิ โดยนาภูมปิ ญั ญา/บรู ณาการเข้ามา
มสี ่วนรว่ ม
11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคุณธรรม จรยิ ธรรม
12. มีการเสรมิ แรงเมื่อนักเรียนปฏบิ ตั ิ หรอื ตอบถูกต้อง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รยี น
14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รียน อยา่ งทว่ั ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาทก่ี าหนด
ด้านสื่อ นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้
16. ใช้สอ่ื ท่ีเหมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผู้เรียน
17. ใช้สอ่ื แหลง่ การเรียนรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสาร
สอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เปน็ ตน้
13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รียน
14. เอาใจใสด่ แู ลผเู้ รียน อย่างทวั่ ถึง
212
15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกาหนด
ด้านการวดั และประเมนิ ผล
18. ผเู้ รยี นมีสว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมินผล
19. ประเมินผลอย่างหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พิสัย
20. ครู ผเู้ รียน ผู้ปกครอง หรือ ผทู้ ี่เกีย่ วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมิน
หมายเหตุ ระดบั การปฏบิ ัติ 5 = ปฏิบตั ดิ ีเย่ียม 4 = ปฏิบัตดิ ี 3 = รวม
ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี
20.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแกป้ ญั หา แนวทางแกป้ ัญหา
ปัญหาที่พบ
ดา้ นการเตรียมการสอน
ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ด้านสอ่ื นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้
ด้านการวัดประเมนิ ผล
ด้านอื่น ๆ (โปรดระบุเปน็ ข้อ ๆ)
ลงชอื่ .................................................................... ครูผ้สู อน
( นายศุภกร มง่ิ คา )
ตาแหน่ง ครูพเิ ศษสอน
............../.................................../....................
21. บนั ทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 213
ชอ่ื -สกุล ผู้นิเทศ ตาแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
ปี
214
แผนการจดั การเรียนรู้ แบบม่งุ เน้นสมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
รหัสวชิ า ..... 2100 – 1006...... วิชา .......................งานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์เบือ้ งตน้ .........................
หนว่ ยท่ี ........9...... ช่ือหนว่ ย ...................................................ตวั เหน่ียวนา……..……………………….………..
ชื่อเร่ือง..................................................ตัวเหนย่ี วนา....................................................จานวน...4...ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั
ตวั เหนีย่ วนำเป็นอปุ กรณ์พ้ืนฐำน ในวงจรไฟฟ้ำและวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์หนำ้ ทเ่ี หนย่ี วนำสนำมแม่เหล็ก
ไฟฟำ้ คือ สะสมพลงั งำนในรูปสนำมแมเ่ หลก็ ไฟฟ้ำโดยกำรทำให้เกดิ กำรพองตัวและยุบตัวของสนำมแมเ่ หลก็
ไฟฟำ้ เมื่อจำ่ ยกระแสไฟฟ้ำให้ สำมำรถนำหลักกำรทำงำนน้ีไปสร้ำงเป็นอปุ กรณ์ไฟฟำ้ และอเิ ล็กทรอนิกส์อื่น ๆ
ได้
ตัวเหน่ยี วนำเป็นเส้นลวดตวั นำขดเป็นวงเรียงกันหลำย ๆ รอบ ลกั ษณะกำรพันเสน้ ลวดตัวนำแตกตำ่ ง
กนั ทำให้กำรเหนีย่ วนำแตกต่ำงกนั กำรพันจำนวนรอบของขดลวดมีผลตอ่ ควำมเหนย่ี วนำ
พันจำนวนรอบน้อยควำมเหน่ียวนำน้อยพนั จำนวนรอบมำกควำมเหนี่ยวนำมำกจำนวนรอบยงั มผี ล
ต่อปริมำณสนำมแมเ่ หลก็ ที่เกิดขึ้นด้วย จำนวนรอบน้อยสนำมแม่เหล็กเกดิ น้อย จำนวนรอบมำกสนำมแม่เหลก็
เกดิ มำก หลกั กำรของตวั เหนย่ี วสำมำรถนำไปประยุกตเ์ ปน็ หม้อแปลงไฟฟำ้ รเี ลย์ ลำโพง ไมโครโฟน และอน่ื ๆ
อีกมำก กำรวัดขดลวดโดยใช้โอห์มมเิ ตอรเ์ ป็นกำรวัดคำ่ ควำมต้ำนทำนไฟตรง แตถ่ ำ้ ตองกำรทรำบค่ำควำม
เหนยี่ วนำจะต้องใช้แอลซีมิเตอรว์ ดั
2. สมรรถนะประจาหน่วยการเรยี นรู้
1. แสดงควำมรู้เกย่ี วกบั ตัวเหนี่ยวนำ
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จุดประสงคท์ ั่วไป
1. อธบิ ำยกำรเกิดสนำมแม่เหลก็ จำกตวั เหนย่ี วนำได้
2. บอกลักษณะโครงสร้ำงของหมอ้ แปลงไฟฟ้ำได้
3. บอกชนดิ ของหม้อแปลงไฟฟ้ำ
4. อธิบำยรูปรำ่ งสญั ลักษณข์ องตวั เหนี่ยวนำชนิดต่ำง ๆ
5. บอกคุณสมบัตแิ ละหน้ำท่ีของตัวเหนย่ี วนำแตล่ ะ
ชนิดได้
6. อธบิ ำยกำรวัดคำ่ ควำมต้ำนทำนของขดลวด
เหน่ยี วนำโดยใชโ้ อหม์ มิเตอร์ได้
7. อธบิ ำยกำรวัดคำ่ ควำมเหนี่ยวนำโดยใชแ้ อลซี
มิเตอร์ได้
215
8.วเิ ครำะห์อำกำรเสียของตวั เหนี่ยวนำโดยใช้มเิ ตอร์ได้
3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. แสดงควำมรู้เกยี่ วกับชนดิ รปู ร่ำงและสญั ลกั ษณข์ องตวั เหนี่ยวนำ
2. วัดและทดสอบตวั เหนย่ี วนำดว้ ยมิเตอร์
4. เน้ือหาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ด้านความรู้
9.1 หลักกำรเบอ้ื งต้นเก่ียวกับตัวเหนีย่ วนำ
9.2 หน่วยของตวั เหน่ียวนำ
9.3 ชนดิ ของตวั เหนี่ยวนำ
9.4 ตวั เหน่ยี วนำทีใ่ ช้ในงำนไฟฟำ้ อิเล็กทรอนิกส์
9.5 หลกั กำรทำงำนของหม้อแปลง
9.6 ประเภทหมอ้ แปลงไฟฟำ้
9.7 รีเลย์
9.8 ลำโพง
9.9 ไมโครโฟน
9.10 กำรวัดตวั เหนยี่ วนำโดยใชโ้ อห์มมิเตอร์
9.11 กำรวัดตัวเหนี่ยวนำโดยใชอ้ ำร์แอลซีดิจิตอลมิเตอร์
สรุปสำระสำคญั
9.1 หลกั กำรเบอื้ งตน้ เกี่ยวกบั ตวั เหนีย่ วนำ
ตัวเหน่ียวนำ (Inductor) เป็นอุปกรณ์ทำงไฟฟ้ำที่เกี่ยวข้องกับสนำมแม่เหล็กไฟฟ้ำเป็นตัว
เช่ือมต่อระหว่ำงวงจรของสนำมแม่เหล็กและวงจรกระแสไฟฟ้ำ คือเป็นตัวที่ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กโดย
กระแสไฟฟำ้ หรอื ทำใหเ้ กดิ กระแสไฟฟ้ำเมื่อสนำมแม่เหล็กยบุ ตวั ลง
9.2 หนว่ ยของตวั เหนีย่ วนำ
ตัวเหนี่ยวนำนิยมใช้ตัวย่อ L ค่ำควำมเหนี่ยวนำมีหน่วยเป็น เฮนรี่ (Henry : H) ซึ่งค่ำควำม
เหน่ียวนำ 1 H หมำยถึง กำรเปล่ียนแปลงของกระแส 1 แอมแปร์ ในวงจรไฟฟ้ำตอ่ เวลำ 1 วินำที และเป็นผล
ให้เกดิ ศกั ยไ์ ฟตำ้ นมขี นำดเท่ำกบั 1 โวลต์ในวงจรไฟฟ้ำน้นั ๆ หนว่ ยที่นยิ มใชค้ อื
1 H = 1000 mH = 1,000,000 H
216
9.3 ชนิดของตัวเหน่ียวนำ
กำรแบ่งตัวเหนี่ยวนำตำมรูปร่ำงและลักษณะภำยนอกสำมำรถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ
ชนิดแรกเป็นตัวเหนี่ยวนำแบบแกนอำกำศ ตัวเหน่ียวนำชนิดที่สอง เรียกว่ำ ตัวเหน่ียวนำแบบแกนแม่เหล็ก
ปลำยปดิ และตวั เหน่ียวนำชนิดที่สำม คือตัวเหน่ียวนำแบบมีแกนปลำยปิด
9.4 ตวั เหนี่ยวนำท่ใี ช้ในงำนไฟฟำ้ อเิ ลก็ ทรอนิกส์
อุปกรณ์ประเภทตัวเหน่ียวนำท่ีนำมำใช้ในวงจรไฟฟ้ำอิเล็กทรอนิกส์ นั้นมีมำกมำย
อำจจัดแบ่งเป็นกลุ่มที่เป็นหม้อแปลงและไม่ใช่หม้อแปลง กลุ่มที่เป็นหม้อแปลงได้แก่ หม้อแปลงกำลัง,
หม้อแปลงอินพุต หม้อแปลงเอำต์พุต หม้อแปลงออโต หม้อแปลงไอเอฟ หม้อแปลงพัลส์ หรือหม้อแปลง
แมตช่งิ ฯลฯ สว่ นกลุ่มท่ไี ม่ใชห่ มอ้ แปลงได้แก่ โช้ก บัลลำสต์ รีเลย์ ลำโพง หฟู งั ไมโครโฟน มอเตอร์ ฯลฯ
9.5 หลักกำรทำงำนของหม้อแปลง
หม้อแปลงเป็นอุปกรณ์ทำงไฟฟ้ำและอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งท่ีทำหน้ำท่ีส่งถ่ำยพลังงำนจำก
ขดลวดปฐมภูมิไปยังขดลวดทุติยภูมิโดยอำศัยกำรเหนี่ยวนำทำงไฟฟ้ำ เมื่อมีกระแสเข้ำทำงขดลวดปฐมภูมิจะ
ทำให้เกิดสนำมแม่เหล็กในแกนเป็นผลทำให้เกิดกำรเหนี่ยวนำไปทำงขดทุติยภูมิ ในแกนเหล็กจะมี
สนำมแมเ่ หล็กหรอื มเี ส้นแรงแม่เหลก็ เชื่อมถงึ กนั ระหวำ่ งขดลวดท้ังสอง ดังนนั้ กำรเปลี่ยนแปลงหรือปอ้ นกระแส
ทำงขดทุติยภูมิย่อมมีผลไปยงั ขดลวดปฐมภมู ิได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่กำรกำหนดเป็นขดปฐมภูมิจะหมำยถึงขด
ท่ีถูกปอ้ นกระแสเขำ้ ไป สว่ นขดทุติยภูมิเปน็ ขดที่จะจ่ำยกระแสออกไป
9.6 ประเภทหมอ้ แปลงไฟฟ้ำ
หม้อแปลงไฟฟ้ำมีหลำยแบบหลำยประเภทซึ่งสำมำรถท่ีจะแบ่งตำมโครงสร้ำงและกำรใช้งำนได้
ดังนี้ หมอ้ แปลงกำลงั หม้อแปลงอนิ พตุ หม้อแปลงเอำทพ์ ุต หมอ้ แปลงแมตชง่ิ หม้อแปลงแบบออโต้ หม้อแปลง
พัลส์ หม้อแปลงบำลัน และหม้อแปลงไอเอฟ
9.7 รีเลย์
รีเลย์ (Relay) เป็นอุปกรณ์ท่ีอำศัยหลักกำรทำงำนของตัวเหน่ียวนำเม่ือตัวเหน่ียวนำมี
กระแสไฟฟ้ำไหลผำ่ นจะเกิดอำนำจแมเ่ หลก็ ดดู หน้ำสมั ผสั ใหเ้ ปดิ หรือปดิ วงจรโหลดทก่ี นิ กระแสสูง ๆ ได้
217
9.8 ลำโพง
ลำโพง (Speaker) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้ำที่เปลี่ยนสัญญำณไฟฟ้ำให้เป็นพลังงำนเสียง ลำโพงท่ี
นยิ มใช้กันมำกเปน็ ชนิดกรวยกระดำษ ขนำดอมิ พแี ดนซท์ ่นี ิยมใช้มี 4 , 8 , 16 ส่วนกำลงั งำนทร่ี ับได้มี
ค่ำต้ังแตไ่ ม่ถงึ วตั ตจ์ นถึงหลำยร้อยวัตต์
9.9 ไมโครโฟน
ไมโครโฟน (Microphone) เป็นอุปกรณ์ทำงอิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้ำท่ีเปล่ียนสัญญำณคลื่นเสียง
หรือคล่ืนอำกำศจำกแหล่งกำเนิดเสยี ง เช่น เสียงพูด เสียงเพลง เสยี งดนตรี เปน็ ต้นใหเ้ ป็นสญั ญำณไฟฟำ้
9.10กำรวดั ตวั เหนยี่ วนำโดยใชโ้ อหม์ มิเตอร์
กำรวัดขดลวดโดยใช้โอห์มมิเตอร์เป็นกำรวดั ค่ำควำมต้ำนทำนไฟตรงเท่ำนัน้ ไม่สำมำรถทรำบค่ำ
ควำมเหนี่ยวนำได้แต่สำมำรถเปรียบเทียบค่ำควำมเหน่ียวนำได้ ถ้ำใช้ลวดเบอร์เดียวกันพันบนแกนชนิดและ
ขนำดเดยี วกัน คือถ้ำวัดค่ำควำมต้ำนทำนได้สูงถอื ว่ำมีคำ่ ควำมเหนยี่ วนำมำกกวำ่ ตัวท่ีวดั ได้ค่ำควำมต้ำนทำนต่ำ
กว่ำ กำรวัดโช้กและหม้อแปลงโดยใช้โอห์มมิเตอร์มีจุดประสงค์หลักคือ ตรวจสอบกำรลัดวงจร กำรซ๊อตรอบ
กำรเปิดวงจร กำรลัดวงจรระหว่ำงขด ตรวจสอบกำรหำขดปฐมภูมิ ทุติยภูมิ หำขำร่วม ขำที่มีค่ำแรงดันเท่ำกนั
โดยจะไมส่ ำมำรถตรวจสอบคำ่ ควำมเหนยี่ วนำได้
9.11กำรวดั ตัวเหน่ยี วนำโดยใช้อำร์แอลซีดจิ ติ อลมเิ ตอร์
กำรวัดค่ำควำมเหนี่ยวนำโดยใช้อำร์แอลซีดิจิตอลมิเตอร์ จะเป็นกำรกำรทดสอบค่ำควำม
เหนีย่ วนำของขดลวด เพอื่ ทดสอบคุณสมบตั ิของคำ่ ควำมเหนี่ยวนำวำ่ มีคำ่ ควำมเหน่ียวนำถกู ต้องหรือไมซ่ ึ่งเป็น
ประโยชนต์ ่อกำรออกแบบและวิเครำะหว์ งจรเพ่ือนำไปใชง้ ำน กรณีที่เลือกใช้อำร์แอลซีดิจิตอลมิเตอร์ขนำด 3
1 หลกั
2
4.2 ดา้ นทกั ษะหรือปฏบิ ตั ิ
ใบงำนท่ี 9 กำรวดั ค่ำของตวั เหน่ียวนำ
4.3 ดา้ นคณุ ธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
แสดงออกดำ้ นกำรตรงต่อเวลำ ควำมสนใจใฝร่ ู้ ควำมซื่อสัตย์ สจุ ริต ควำมมนี ำ้ ใจและแบ่งบนั
ควำมรว่ มมอื ควำมมมี ำรยำท ไม่หยุดน่งิ ท่ีจะแก้ปัญหำ ใช้อปุ กรณ์อยำ่ งฉลำดและรอบคอบ
218
5. กิจกรรมการเรยี นการสอนหรือการเรยี นรู้
ขั้นตอนการสอน/กิจกรรมครู ข้นั ตอนการเรียน/กจิ กรรมผเู้ รียน
ข้ันนาเขา้ สูบ่ ทเรียน (ใช้เวลา 30 นาท)ี ข้ันเตรยี ม (ใชเ้ วลา 30 นาที)
1. ครแู นะนำรำยวิชำ วธิ กี ำรเรยี น กำรมอบหมำย 1. จดั เตรียมวัสดุ อุปกรณ์ สื่อ และเอกสำรตำม
งำน และกำรแตง่ กำย ระเบียบกำรปฏิบตั ิงำนภำยใน ท่ีครูผู้สอนและแผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ กี่ ำหนดไว้
หอ้ งปฏบิ ัตงิ ำนและกำรเบิกเครอ่ื งมือ วัสดุ อุปกรณ์ 2. ทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 9 ตวั เหนยี่ วนำ
ช้ีแจงวิธีวัดผลประเมินผลกำรเรียน กำรจดั เตรยี มวัสดุ สลับกนั ตรวจคำตอบและใหค้ ะแนน
อุปกรณ์ เอกสำร และสือ่ ใหส้ อด คล้องกับงำน และ 3. ทำควำมเขำ้ ใจเก่ยี วกับจดุ ประสงค์กำรเรยี นของ
ใชว้ ัสดอุ ปุ กรณ์ถูกต้องอย่ำงคุ้มค่ำและประหยดั
2. ทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยท่ี 9 ตัวเหนีย่ วนำ ให้ หน่วยกำรเรียนที่ 9
ผเู้ รียนสลับกนั ตรวจคำตอบ และใหค้ ะแนน ขั้นสอน (ใช้เวลา 180 นาที)
3. แจ้งจดุ ประสงค์กำรเรยี นหน่วยกำรเรียนที่ 9 ผเู้ รียนฟงั และคิดตำม พรอ้ มท้ังจดบนั ทกึ เกี่ยวกับ
ขนั้ สอน (ใชเ้ วลา 180 นาท)ี เรอื่ งหลักกำรเบอ้ื งต้นเกยี่ วกับตัวเหนยี่ วนำ หนว่ ย
ของตวั เหนย่ี วนำ ชนดิ ของตวั เหนยี่ วนำ ตวั
ครูสอนเน้ือหำสำระในหัวข้อ
เหนยี่ วนำท่ใี ชใ้ นงำนไฟฟ้ำอเิ ล็กทรอนิกส์ หลกั กำร
9.1 หลกั กำรเบื้องต้นเกีย่ วกับตัวเหน่ียวนำ
ทำงำนของหม้อแปลง ประเภทหมอ้ แปลงไฟฟ้ำ
9.2 หน่วยของตวั เหน่ยี วนำ
รีเลย์ ลำโพง ไมโครโฟน กำรวดั ตัวเหน่ยี วนำโดยใช้
9.3 ชนิดของตัวเหนย่ี วนำ
โอห์มมเิ ตอร์ กำรวดั ตวั เหนย่ี วนำโดยใชอ้ ำร์แอลซี
9.4 ตัวเหนย่ี วนำที่ใช้ในงำนไฟฟ้ำอเิ ล็กทรอนิกส์ ดจิ ติ อลมเิ ตอร์ และนอกจำกนั้นให้นกั เรยี นจดบนั ทึก
9.5 หลกั กำรทำงำนของหม้อแปลง
ควำมรูจ้ ำกกำรสอนของครูท่ีมีนอกเหนือจำกใน
9.6 ประเภทหมอ้ แปลงไฟฟำ้
หนังสอื ผ้เู รียนปฏบิ ตั งิ ำนตำมลำดบั ข้ันกำร
9.7 รีเลย์
ปฏิบตั งิ ำนของใบกิจกรรม
9.8 ลำโพง
9.9 ไมโครโฟน ขน้ั สรปุ (ใช้เวลา 30 นาท)ี
9.10 กำรวัดตวั เหน่ยี วนำโดยใชโ้ อหม์ มิเตอร์ 1. ผ้เู รียนรับฟังคำสรุปและขอ้ แนะนำจำกครู พร้อม
9.11 กำรวัดตัวเหน่ียวนำโดยใชอ้ ำร์แอลซี ท้งั จดบนั ทกึ ข้อมลู และซักถำมหรอื ตอบคำถำมใน
ดิจติ อลมิเตอร์ หวั ข้อทย่ี งั ไมเ่ ข้ำใจ
จำกนน้ั ให้นกั เรียนทำตำมใบงำนที่ 9 กำรวัดค่ำของ 2. ทำแบบทดสอบหลงั เรียน
3. ผเู้ รยี นนำคะแนนจำกแบบทดสอบก่อนเรยี นและ
ตวั เหนย่ี วนำ ขณะนกั เรยี นทำใบงำน ครจู ะ
แบบทดสอบหลังเรยี นมำเปรียบเทยี บ เพื่อดู
สงั เกตกำรณท์ ำงำนกลุ่ม
ควำมกำ้ วหน้ำทำงกำรเรยี นของตนเอง
4. ผู้เรียนทำแบบฝกึ หดั ท้ำยหนว่ ย
219
ขัน้ สรปุ (ใชเ้ วลา 30 นาที)
1. ครูใหผ้ ู้เรยี นช่วยกนั สรปุ
- หลักกำรเบ้ืองตน้ เก่ยี วกับตวั เหนีย่ วนำ
- หนว่ ยของตวั เหนยี่ วนำ
- ชนดิ ของตัวเหนี่ยวนำ
- ตัวเหนย่ี วนำทใี่ ช้ในงำนไฟฟ้ำอิเล็กทรอนกิ ส์
- หลักกำรทำงำนของหม้อแปลง
- ประเภทหม้อแปลงไฟฟำ้
- รีเลย์
- ลำโพง
- ไมโครโฟน
- กำรวัดตวั เหนีย่ วนำโดยใช้โอหม์ มเิ ตอร์
- กำรวดั ตัวเหน่ียวนำโดยใชอ้ ำร์แอลซี
ดจิ ติ อลมเิ ตอร์
2. ครแู จกแบบทดสอบหลงั เรียน
3. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี นพรอ้ มกบั บนั ทึก
คะแนน
4. ให้ผเู้ รยี นทำแบบฝกึ หดั ท้ำยหน่วย
รวมเวลาเรียนท้งั หมด 240 นาที
หรอื 4 ชว่ั โมงเรียน
220
6. ส่ือการเรียนการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สอ่ื สง่ิ พิมพ์
1) เอกสำรประกอบกำรเรยี นวิชำงำนไฟฟำ้ และอเิ ล็กทรอนิกส์ ของนำยอดุลย์ กลั ยำแก้ว
2) แบบทดสอบก่อนเรยี นหน่วยที่ 9 ตัวเหนย่ี วนำ
3) แบบทดสอบหลงั เรยี นหน่วยท่ี 9 ตวั เหนี่ยวนำ
4) เอกสำรกำรเรียนรู้หนว่ ยท่ี 9 ตัวเหน่ยี วนำ
5) แบบฝึกหดั หน่วยที่ 9 ตัวเหนย่ี วนำ
6) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลงั เรียน และแบบฝกึ หดั ท้ำยหน่วย
6.2 สอื่ โสตทัศน์
1) เคร่ืองฉำยภำพ (projector)
2) งำนนำเสนอหนว่ ยท่ี 9 ตวั เหนยี่ วนำ
6.3 สอ่ื ของจรงิ
1) สำยไฟชนดิ ตำ่ ง ๆ
7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. ห้องสมดุ
2. ศูนย์ Internet สมเด็จพระเทพฯ
3. ห้องปฏบิ ัตกิ ำรเขยี นแบบเคร่อื งกลด้วยคอมพิวเตอร์
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
1. อำคำรวทิ ยำบริกำร มหำวทิ ยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคล วิทยำเขตสกลนคร
2. กำรฝึกหำประสบกำรณต์ ำมสถำนประกอบกำรณ์
8. งานทีม่ อบหมาย
8.1 กอ่ นเรียน
1. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
2. ตอบคำถำมก่อนเรยี น เปน็ กำรนำเขำ้ สู่บทเรยี น
8.2 ขณะเรียน
1. ตอบคำถำมระหวำ่ งเรยี น
8.3 หลงั เรยี น
1. ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. ทำแบบฝกึ หดั หลงั เรยี น
3. ทำใบกจิ กรรม
221
9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ท่ีเกิดจากการเรยี นร้ขู องผ้เู รยี น
-
10. เอกสารอ้างอิง
1. หนงั สอื เรียน งำนไฟฟ้ำและอเิ ล็กทรอนิกส์ อดลุ ย์ กลั ยำแก้ว
11. การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวิชาอืน่
1. บูรณำกำรกับวิชำชวี ติ และวัฒนธรรมไทย ดำ้ นกำรพูด กำรอ่ำน กำรเขียนและกำรฝกึ ปฏบิ ตั ติ นทำง
สงั คมดำ้ นกำรเตรียมควำมพร้อม ควำมรับผิดชอบ ควำมสนใจใฝ่รู้
2. บูรณำกำรกบั วชิ ำหลกั เศรษฐศำสตร์ ด้ำนกำรเลือกใชท้ รพั ยำกรอย่ำงประหยัด
12. หลกั การประเมินผลการเรยี น
12.1 กอ่ นเรียน
1. ตรวจสอบระดบั ควำมรู้ควำมเข้ำใจของผู้เรียนก่อนเร่ิมกำรสอน
12.2 ขณะเรียน
1. ตรวจสอบควำมสนใจในกำรเรยี นของผเู้ รยี นโดยกำรถำม-ตอบคำถำมในระหวำ่ งทเ่ี รียน
12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียนพรอ้ มกับเปรียบเทยี บแบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ตรวจแบบฝกึ หัดหลังเรียนเพอื่ ประเมิลระดับควำมเข้ำใจของผูเ้ รียน
3. ตรวจใบกิจกรรม
13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 1 กำรประเมินผลควำมรคู้ วำมเข้ำใจของผเู้ รยี นก่อนเรียน
1. วธิ ีกำรประเมิน : ใหท้ ำแบบทดสอบก่อนเรียน และถำมคำถำมเพ่ือประเมินระดบั ควำมรู้ของผู้เรยี น
2. เคร่ืองกำรประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียน
3. เกณฑ์กำรประเมิน : ใชอ้ ้ำงอิงเป็นตวั เปรยี บเทยี บกบั ผลกำรทดสอบหลังเรยี น
4. เกณฑ์กำรผำ่ น : นักเรยี นสำมำรถทำแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกว่ำคร่งึ หนึ่งของจำนวนข้อของแบบ
ทดสอบทัง้ หมด
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 กำรประเมนิ ผลควำมรูค้ วำมเข้ำใจของผ้เู รียนหลงั เรยี น
1. วิธกี ำรประเมิน : ใหท้ ำแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. เครอ่ื งกำรประเมิน : แบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์กำรประเมิน : ใชเ้ ปรียบเทียบกบั ผลกำรทดสอบก่อนเรียน
4. เกณฑ์กำรผำ่ น : นกั เรยี นสำมำรถทำแบบทดสอบได้ไม่น้อยกวำ่ กำรทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
222
14. แบบทดสอบก่อนเรียน
หนว่ ยการสอนที่ .....9.....ชอ่ื หนว่ ยการสอน ตัวเหนยี่ วนำ
วตั ถปุ ระสงค์ เพื่อ กำรประเมนิ ผลควำมรคู้ วำมเข้ำใจของผเู้ รยี นก่อนเรียน
ข้อคาถาม
1. ข้ออธบิ ำยควำมของตวั เหน่ียวนำไดถ้ ูกต้องทส่ี ุด
ก. ตวั เหน่ยี วนำคอื อปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนิกส์อยำ่ งหน่ึง
ข. ตวั เหนย่ี วนำคอื อุปกรณ์ท่ีทำหนำ้ ทีส่ ะสมพลงั งำนในรูปแบบสนำมแมเ่ หล็ก
ค. ตวั เหนี่ยวนำคืออปุ กรณไ์ ฟฟ้ำอย่ำงหนงึ่
ง. ไม่มีข้อใดถกู
2. ลักษณะตวั เหน่ียวนำในข้อใดถูกต้อง
ก. ตัวเหนย่ี วนำตัวถังทำจำกเซรำมกิ
ข. ตัวเหน่ยี วนำมลี ักษณะเปน็ วงกลม 2 ช้ัน
ค. ตัวเหนีย่ วนำเปน็ เสน้ ลวดวงเรียงกันหลำย ๆ รอบ
ง. ตัวเหนีย่ วนำมีลกั ษณะเหมือนขดลวดตวั นำ
3. ข้อใดไมใ่ ช่หนว่ ยของตัวเหน่ียวนำ
ก. 50 H
ข. 120 mH
ค. 99.99 pH
ง. 12.74 aH
4. ขอ้ ใดไมใ่ ชช่ นดิ ของตวั เหน่ียวนำ
ก. ตัวเหนี่ยวนำชนดิ แกนอำกำศ
ข. ตัวเหน่ียวนำชนิดแกนเหลก็ ปลำยปดิ
ค. ตวั เหนยี่ วนำชนิดแกนปลำยปดิ
ง. ตวั เหน่ียวนำชนิดแกนเงนิ
5. อปุ กรณ์ใดที่มตี ัวเหน่ียวนำเป็นส่วนประกอบ
ก. สตำรท์ เตอร์
ข. หลอดไฟฟูลออเรสเซนต์
ค. บัลลำส
ง. ลวดตวั นำ
223
6. ขอ้ ใดคือหลักกำรทำงำนของหม้อแปลง
ก. ทำหน้ำท่ีแปลงไฟฟ้ำกระแสสลบั ให้เปน้ กระแสตรง
ข. ทำหนำ้ ทีก่ รอกกระแสไฟฟ้ำ
ค. ทำหน้ำท่แี ปลงแรงดันไฟฟ้ำต่ำให้เปน็ แรงดนั ไฟฟำ้ สูง
ง. ทำหนำ้ ทแ่ี ปลงกระแสไฟฟ้ำตำ่ ใหเ้ ปน็ กระแสไฟฟำ้ สงู
7. ขอ้ ใดไม่ใชป่ ระเภทของหม้อแปลงไฟฟ้ำ
ก. หม้อแปลงกำลงั
ข. หมอ้ แปลงอนิ พุท
ค. หมอ้ เปน็ กำลังไฟฟำ้
ง. หมอ้ แปลงออโต้
8. อปุ กรณใ์ ดตอ่ ไปน้ไี มม่ สี ว่ นประกอบของตวั เหน่ยี วนำ
ข. รีเลย์
ก. ลำโพง
ค. หม้อแปลง
ง. ขดลวดควำมร้อน
9. ย่ำนกำรวดั คำ่ ควำมเหนยี่ วนำ 20 H สำมำรถวดั ค่ำควำมเหน่ยี วนำจำกคำ่ เท่ำไหร่ถึงเท่ำไหร่
ก. 0 - 19.99 เฮนร่ี
ข. 0 - 19.99 มลิ ลิเฮนร่ี
ค. 0 - 19.99 ไมโครเฮนร่ี
ง. 0 - 19.99 นำโนเฮนรี่
10. ย่ำนกำรวดั คำ่ ควำมเหนีย่ วนำ 20 H สำมำรถวัดค่ำควำมเหน่ยี วนำจำกคำ่ เทำ่ ไหร่ถึงเทำ่ ไหร่
ก. 0 - 19,999 เฮนรี่
ข. 0 – 19,999 มลิ ลเิ ฮนรี่
ค. 0 - 19,999 ไมโครเฮนรี่
ง. 0 - 19,999 นำโนเฮนร่ี
224
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
1. ข. ตัวเหนย่ี วนำคอื อปุ กรณ์ที่ทำหน้ำท่ีสะสมพลังงำนในรูปแบบสนำมแมเ่ หล็ก
2. ค. ตัวเหนีย่ วนำเป็นเสน้ ลวดวงเรยี งกันหลำย ๆ รอบ
3. ง. 12.74 aH
4. ง. ตัวเหนย่ี วนำชนิดแกนเงนิ
5. ค. บัลลำส
6. ค. ทำหน้ำที่แปลงแรงดันไฟฟ้ำต่ำให้เปน็ แรงดนั ไฟฟ้ำสงู
7. ค. หมอ้ เปน็ กำลังไฟฟ้ำ
8. ง. ขดลวดควำมร้อน
9. ก. 0 - 19.99 เฮนร่ี
10. ข. 0 – 19,999 มลิ ลเิ ฮนรี่
225
15. แบบทดสอบหลงั เรยี น
หนว่ ยการสอนท่ี .....9.....ชอื่ หนว่ ยการสอน ตัวเหนยี่ วนำ
วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือ กำรประเมนิ ผลควำมรคู้ วำมเข้ำใจของผเู้ รยี นก่อนเรียน
ข้อคาถาม
1. ข้ออธบิ ำยควำมของตวั เหน่ียวนำไดถ้ ูกต้องทส่ี ุด
ก. ตวั เหน่ยี วนำคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยำ่ งหน่ึง
ข. ตวั เหนย่ี วนำคืออปุ กรณท์ ่ีทำหนำ้ ทีส่ ะสมพลงั งำนในรูปแบบสนำมแมเ่ หล็ก
ค. ตวั เหนี่ยวนำคืออุปกรณไ์ ฟฟ้ำอย่ำงหนงึ่
ง. ไม่มีข้อใดถกู
2. ลักษณะตวั เหน่ียวนำในข้อใดถูกต้อง
ก. ตัวเหนย่ี วนำตวั ถังทำจำกเซรำมกิ
ข. ตัวเหน่ยี วนำมลี กั ษณะเป็นวงกลม 2 ช้ัน
ค. ตัวเหนีย่ วนำเปน็ เส้นลวดวงเรียงกันหลำย ๆ รอบ
ง. ตัวเหนีย่ วนำมีลกั ษณะเหมือนขดลวดตวั นำ
3. ข้อใดไมใ่ ชห่ น่วยของตัวเหน่ียวนำ
ก. 50 H
ข. 120 mH
ค. 99.99 pH
ง. 12.74 aH
4. ขอ้ ใดไมใ่ ชช่ นดิ ของตวั เหน่ียวนำ
ก. ตัวเหนี่ยวนำชนดิ แกนอำกำศ
ข. ตัวเหน่ียวนำชนดิ แกนเหล็กปลำยปดิ
ค. ตวั เหนยี่ วนำชนิดแกนปลำยปดิ
ง. ตวั เหน่ียวนำชนดิ แกนเงนิ
5. อปุ กรณ์ใดท่มี ตี ัวเหน่ียวนำเป็นส่วนประกอบ
ก. สตำรท์ เตอร์
ข. หลอดไฟฟูลออเรสเซนต์
ค. บัลลำส
ง. ลวดตวั นำ
226
6. ขอ้ ใดคือหลักกำรทำงำนของหม้อแปลง
ก. ทำหน้ำท่ีแปลงไฟฟ้ำกระแสสลบั ให้เปน้ กระแสตรง
ข. ทำหนำ้ ทีก่ รอกกระแสไฟฟ้ำ
ค. ทำหน้ำท่แี ปลงแรงดันไฟฟ้ำต่ำให้เปน็ แรงดนั ไฟฟำ้ สูง
ง. ทำหนำ้ ทแ่ี ปลงกระแสไฟฟ้ำตำ่ ใหเ้ ปน็ กระแสไฟฟำ้ สงู
7. ขอ้ ใดไม่ใชป่ ระเภทของหม้อแปลงไฟฟ้ำ
ก. หม้อแปลงกำลงั
ข. หมอ้ แปลงอนิ พุท
ค. หมอ้ เปน็ กำลังไฟฟำ้
ง. หมอ้ แปลงออโต้
8. อปุ กรณใ์ ดตอ่ ไปน้ไี มม่ สี ว่ นประกอบของตวั เหน่ยี วนำ
ข. รีเลย์
ก. ลำโพง
ค. หม้อแปลง
ง. ขดลวดควำมร้อน
9. ย่ำนกำรวดั คำ่ ควำมเหนยี่ วนำ 20 H สำมำรถวดั ค่ำควำมเหน่ยี วนำจำกคำ่ เท่ำไหร่ถึงเท่ำไหร่
ก. 0 - 19.99 เฮนร่ี
ข. 0 - 19.99 มลิ ลิเฮนร่ี
ค. 0 - 19.99 ไมโครเฮนร่ี
ง. 0 - 19.99 นำโนเฮนรี่
10. ย่ำนกำรวดั คำ่ ควำมเหนีย่ วนำ 20 H สำมำรถวัดค่ำควำมเหน่ยี วนำจำกคำ่ เทำ่ ไหร่ถึงเทำ่ ไหร่
ก. 0 - 19,999 เฮนรี่
ข. 0 – 19,999 มลิ ลเิ ฮนรี่
ค. 0 - 19,999 ไมโครเฮนรี่
ง. 0 - 19,999 นำโนเฮนร่ี
227
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
1. ข. ตัวเหนย่ี วนำคอื อปุ กรณ์ที่ทำหน้ำท่ีสะสมพลังงำนในรูปแบบสนำมแมเ่ หล็ก
2. ค. ตัวเหนีย่ วนำเป็นเสน้ ลวดวงเรยี งกันหลำย ๆ รอบ
3. ง. 12.74 aH
4. ง. ตัวเหนย่ี วนำชนิดแกนเงนิ
5. ค. บัลลำส
6. ค. ทำหน้ำที่แปลงแรงดันไฟฟ้ำต่ำให้เปน็ แรงดนั ไฟฟ้ำสงู
7. ค. หมอ้ เปน็ กำลังไฟฟ้ำ
8. ง. ขดลวดควำมร้อน
9. ก. 0 - 19.99 เฮนร่ี
10. ข. 0 – 19,999 มลิ ลเิ ฮนรี่
228
16. ใบความรทู้ ี่ ...9.....
หนว่ ยการสอนท่ี ....9.... ชือ่ หนว่ ย ตัวเหน่ียวนา
ช่ือหัวข้อเรือ่ ง ตัวเหนีย่ วนา
9.1 หลักกำรเบื้องตน้ เกีย่ วกบั ตวั เหนีย่ วนำ
ตัวเหน่ียวนำ (Inductor) เป็นอุปกรณ์ทำงไฟฟ้ำที่เกี่ยวข้องกับสนำมแม่เหล็กไฟฟ้ำเป็นตัว
เช่ือมต่อระหว่ำงวงจรของสนำมแม่เหล็กและวงจรกระแสไฟฟ้ำ คือเป็นตัวท่ีทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กโดย
กระแสไฟฟ้ำหรือทำใหเ้ กดิ กระแสไฟฟำ้ เมื่อสนำมแม่เหลก็ ยุบตวั ลง
9.2 หน่วยของตัวเหนย่ี วนำ
ตัวเหนี่ยวนำนิยมใช้ตัวย่อ L ค่ำควำมเหนี่ยวนำมีหน่วยเป็น เฮนร่ี (Henry : H) ซ่ึงค่ำควำม
เหนี่ยวนำ 1 H หมำยถึง กำรเปลี่ยนแปลงของกระแส 1 แอมแปร์ ในวงจรไฟฟ้ำต่อเวลำ 1 วินำที และเป็นผล
ให้เกดิ ศักยไ์ ฟตำ้ นมีขนำดเทำ่ กับ 1 โวลตใ์ นวงจรไฟฟำ้ น้นั ๆ หนว่ ยที่นิยมใช้คอื
1 H = 1000 mH = 1,000,000 H
9.3 ชนิดของตวั เหนย่ี วนำ
กำรแบ่งตัวเหนี่ยวนำตำมรูปร่ำงและลักษณะภำยนอกสำมำรถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ
ชนิดแรกเป็นตัวเหน่ียวนำแบบแกนอำกำศ ตัวเหนี่ยวนำชนิดท่ีสอง เรียกว่ำ ตัวเหน่ียวนำแบบแกนแม่เหล็ก
ปลำยปดิ และตวั เหน่ียวนำชนดิ ทสี่ ำม คอื ตวั เหน่ยี วนำแบบมแี กนปลำยปิด
9.4 ตวั เหนี่ยวนำท่ใี ช้ในงำนไฟฟ้ำอเิ ลก็ ทรอนิกส์
อุปกรณ์ประเภทตัวเหน่ียวนำที่นำมำใช้ในวงจรไฟฟ้ำอิเล็กทรอนิกส์ นั้นมีมำกมำย
อำจจัดแบ่งเป็นกลุ่มที่เป็นหม้อแปลงและไม่ใช่หม้อแปลง กลุ่มที่เป็นหม้อแปลงได้แก่ หม้อแปลงกำลัง,
หม้อแปลงอินพุต หม้อแปลงเอำต์พุต หม้อแปลงออโต หม้อแปลงไอเอฟ หม้อแปลงพัลส์ หรือหม้อแปลง
แมตช่งิ ฯลฯ สว่ นกล่มุ ท่ไี ม่ใช่หมอ้ แปลงไดแ้ ก่ โชก้ บลั ลำสต์ รีเลย์ ลำโพง หฟู ัง ไมโครโฟน มอเตอร์ ฯลฯ
9.5 หลกั กำรทำงำนของหม้อแปลง
หม้อแปลงเป็นอุปกรณ์ทำงไฟฟ้ำและอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหน่ึงที่ทำหน้ำท่ีส่งถ่ำยพลังงำนจำก
ขดลวดปฐมภูมิไปยังขดลวดทุติยภูมิโดยอำศัยกำรเหนี่ยวนำทำงไฟฟ้ำ เมื่อมีกระแสเข้ำทำงขดลวดปฐมภูมิจะ
ทำให้เกิดสนำมแม่เหล็กในแกนเป็นผลทำให้เกิดกำรเหนี่ยวนำไปทำงขดทุติยภูมิ ในแกนเหล็กจะมี
สนำมแมเ่ หลก็ หรือมีเสน้ แรงแมเ่ หลก็ เชอื่ มถึงกนั ระหว่ำงขดลวดท้งั สอง ดงั นัน้ กำรเปลยี่ นแปลงหรือปอ้ นกระแส
ทำงขดทุติยภูมิย่อมมีผลไปยงั ขดลวดปฐมภมู ิได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่กำรกำหนดเปน็ ขดปฐมภูมิจะหมำยถึงขด
ทถ่ี กู ปอ้ นกระแสเขำ้ ไป ส่วนขดทตุ ยิ ภูมิเป็นขดท่ีจะจ่ำยกระแสออกไป
229
9.6 ประเภทหมอ้ แปลงไฟฟำ้
หม้อแปลงไฟฟ้ำมีหลำยแบบหลำยประเภทซึ่งสำมำรถท่ีจะแบ่งตำมโครงสร้ำงและกำรใช้งำนได้
ดงั น้ี หม้อแปลงกำลงั หมอ้ แปลงอนิ พตุ หม้อแปลงเอำท์พุต หม้อแปลงแมตชิ่ง หมอ้ แปลงแบบออโต้ หมอ้ แปลง
พลั ส์ หม้อแปลงบำลัน และหม้อแปลงไอเอฟ
9.7 รีเลย์
รีเลย์ (Relay) เป็นอุปกรณ์ท่ีอำศัยหลักกำรทำงำนของตัวเหนี่ยวนำเมื่อตัวเหนี่ยวนำมี
กระแสไฟฟ้ำไหลผ่ำนจะเกิดอำนำจแมเ่ หลก็ ดูดหน้ำสมั ผสั ให้เปิดหรือปิดวงจรโหลดท่กี นิ กระแสสูง ๆ ได้
9.8 ลำโพง
ลำโพง (Speaker) เป็นอุปกรณ์ท่ีทำหน้ำที่เปลี่ยนสัญญำณไฟฟ้ำให้เป็นพลังงำนเสียง ลำโพงท่ี
นยิ มใชก้ ันมำกเปน็ ชนิดกรวยกระดำษ ขนำดอมิ พีแดนซท์ น่ี ิยมใช้มี 4 , 8 , 16 สว่ นกำลงั งำนที่รับได้มี
ค่ำตั้งแต่ไม่ถงึ วตั ตจ์ นถึงหลำยร้อยวตั ต์
9.9 ไมโครโฟน
ไมโครโฟน (Microphone) เป็นอุปกรณ์ทำงอิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้ำที่เปล่ียนสัญญำณคลื่นเสียง
หรือคลื่นอำกำศจำกแหลง่ กำเนิดเสยี ง เช่น เสียงพดู เสยี งเพลง เสยี งดนตรี เปน็ ตน้ ให้เป็นสญั ญำณไฟฟ้ำ
9.10กำรวัดตวั เหนย่ี วนำโดยใช้โอหม์ มิเตอร์
กำรวัดขดลวดโดยใช้โอห์มมิเตอร์เป็นกำรวดั ค่ำควำมต้ำนทำนไฟตรงเท่ำนั้น ไม่สำมำรถทรำบค่ำ
ควำมเหนี่ยวนำได้แต่สำมำรถเปรียบเทียบค่ำควำมเหนี่ยวนำได้ ถ้ำใช้ลวดเบอร์เดียวกันพันบนแกนชนิดและ
ขนำดเดียวกัน คอื ถ้ำวัดค่ำควำมต้ำนทำนได้สูงถอื ว่ำมีค่ำควำมเหนีย่ วนำมำกกว่ำตวั ท่ีวดั ได้ค่ำควำมต้ำนทำนต่ำ
กว่ำ กำรวัดโช้กและหม้อแปลงโดยใช้โอห์มมิเตอร์มีจุดประสงค์หลักคือ ตรวจสอบกำรลัดวงจร กำรซ๊อตรอบ
กำรเปิดวงจร กำรลัดวงจรระหวำ่ งขด ตรวจสอบกำรหำขดปฐมภูมิ ทุติยภูมิ หำขำร่วม ขำท่ีมีค่ำแรงดันเท่ำกัน
โดยจะไม่สำมำรถตรวจสอบคำ่ ควำมเหนีย่ วนำได้
9.11กำรวัดตัวเหนยี่ วนำโดยใช้อำร์แอลซดี จิ ิตอลมิเตอร์
กำรวัดค่ำควำมเหน่ียวนำโดยใช้อำร์แอลซีดิจิตอลมิเตอร์ จะเป็นกำรกำรทดสอบค่ำควำม
เหน่ียวนำของขดลวด เพอ่ื ทดสอบคุณสมบัติของคำ่ ควำมเหน่ียวนำว่ำมีคำ่ ควำมเหนี่ยวนำถกู ต้องหรือไมซ่ ่ึงเป็น
ประโยชน์ตอ่ กำรออกแบบและวิเครำะห์วงจรเพื่อนำไปใช้งำน กรณที ่เี ลือกใช้อำรแ์ อลซีดิจิตอลมิเตอรข์ นำด 3
21 หลัก
230
17. ใบงาน
ใบกิจกรรมที่ 9 ตวั เหน่ียวนา
สมรรถนะ แสดงควำมรเู้ กี่ยวกบั ชนิด รปู ร่ำง และสัญลักษณ์ของตวั เหนยี่ วนำ
เคร่ืองมือและอปุ กรณ์
แผงสำธติ ตัวเหนีย่ วนำชนิดต่ำง ๆ
ข้อควรระวัง
1. หำ้ มดึงสำยหรอื งัดแงะข้วั ต่อหรอื แกะกระดำษ หรอื เขียนขอ้ ควำมเพ่มิ เตมิ ลงบนตวั อปุ กรณ์
ต่ำงๆ
เพรำะจะมผี ลทำให้อุปกรณน์ นั้ ๆ เกิดกำรชำรดุ
2. ห้ำมปอ้ นไฟกระแสตรงหรอื กระแสสลบั เขำ้ ข้ัวต่ำงๆ ของหม้อแปลง หรอื ขดลวดตำ่ ง ๆ เพ่ือ
ไมใ่ หเ้ กดิ กำรชำรุด
ขอ้ เสนอแนะ
1. หม้อแปลงประแก ช่นอินพตุ เอำพตุ ขนำดเลก็ จะสเั กตควำมแตกต่งลำบำกบำงคร้งั ตต้ ง
ควำมชำนำญ หรอื ใชม้ ัลตมิ ิเตอรต์ รวจสอบจึงควรสอบถำมอำจำรย์ผคู้ วบคุม
2. อักษรย่อหรือสีที่แสดงบนขว้ั ของหม้อแปลง หรอื แกนหม้อแปลง รวมทัง้ สีของสำยไฟท่ตี อ่ จำก
ซำ้
ของหม้อแปลง อำจเป็นขอ้ มูลทีเ่ ก่ียวกบั ตัวหม้อแปลง ควรสอบถำมจำกอำจำรย์ผคู้ วบคมุ เพิ่มเติม
3. โชคสำเรจ็ รปู ปัจจุบนั นี้นยิ มใชแ้ ถบสีเชน่ เดยี วกบั ตวั ตำ้ นทำน โดยจะมหี น่วยเปน็ มH
ลาดบั ขั้นการทดลอง
1. ให้สงั เกตรปู ร่ำง ลกั ษณะของตวั เหนย่ี วนำแตล่ ะชนดิ จำกชดุ ฝกึ หรือทีอ่ ำจำรย์ผู้สอนจดั หำให้
2. เขยี นรปู ร่ำงลกั ษณะของตวั เหนี่ยวนำแตล่ ะชนดิ พรอ้ มสัญลกั ษณ์และอธิบำยหน้ำทข่ี องอปุ กรณ์
นั้นดว้ ยข้อควำมส้นั ๆ แตไ่ ด้ใจควำมลงในตำรำงท่ี 9
231
232
18. แบบประเมนิ ผล
1 .กำรวัดผลและกำรประเมินผล
1.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ควำมมวี นิ ัย และควำมรบั ผิดชอบ ต้องไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวำ่
ร้อยละ 70 ผ่ำนเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
1.3 สังเกตกำรปฏิบัติตำมใบงำนโดยใช้แบบประเมินผลกำรปฏบิ ัตงิ ำน
1.4 ตรวจแบบฝกึ หัด
2. เกณฑ์กำรวดั และประเมินผล
2.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ควำมมีวินัย และควำมรับผิดชอบ ตอ้ งได้คะแนนไมน่ ้อยกว่ำ
ร้อยละ 70 ผ่ำนเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรียน ต้องได้คะแนนไมน่ อ้ ยกวำ่ ร้อยละ 60 ผ่ำนเกณฑ์
2.3 แบบประเมนิ พฤตกิ รรมกำรปฏิบัติตำมใบงำนต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่ำร้อยละ 60 ผ่ำนเกณฑ์
2.4 แบบฝึกหดั ต้องได้คะแนนไม่นอ้ ยกว่ำร้อยละ 60 ผำ่ นเกณฑ์
233
19. แบบฝกึ หดั
จงบอกหลกั กำรทำงำนและลักษณะโครงสรำ้ งของตัวเหนยี่ วนำตำมทน่ี กั เรียนเข้ำใจพร้อม
วำดภำพมำให้เรยี บรอ้ ย
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
234
20. บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้
รายการ ระดบั การปฏบิ ตั ิ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จดั หน่วยกำรเรยี นร้ไู ดส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงค์กำรเรยี นรู้
2. กำหนดเกณฑก์ ำรประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดำ้ นควำมรู้ ด้ำนทกั ษะ และด้ำนจติ พสิ ยั
3. เตรยี มวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่ือ นวัตกรรม กิจกรรมตำมแผนกำรจัดกำรเรยี นรูก้ ่อนเข้ำ
สอน
ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4. มวี ธิ ีกำรนำเข้ำสบู่ ทเรียนท่ีนำ่ สนใจ
5. มกี จิ กรรมท่ีหลำกหลำย เพื่อช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ กำรเรยี นรู้ ควำมเข้ำใจ
6. จัดกิจกรรมทส่ี ง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนคน้ ควำ้ เพ่ือหำคำตอบด้วยตนเอง
7. นกั เรยี นมสี ่วนร่วมในกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
8. จดั กิจกรรมท่ีเน้นกระบวนกำรคดิ ( คิดวิเครำะห์ คดิ สงั เครำะห์ คิดสรำ้ งสรรค์ )
9. กระตนุ้ ให้ผู้เรียนแสดงควำมคดิ เหน็ อย่ำงเสรี
10. จัดกิจกรรมกำรเรยี นรทู้ ่เี ชอื่ มโยงกบั ชวี ิตจรงิ โดยนำภูมปิ ญั ญำ/บูรณำกำรเขำ้ มำ
มีสว่ นร่วม
11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
12. มกี ำรเสริมแรงเม่ือนักเรยี นปฏบิ ัติ หรือตอบถูกต้อง
13. มอบหมำยงำนใหเ้ หมำะสมตำมศักยภำพของผ้เู รยี น
14. เอำใจใสด่ ูแลผเู้ รยี น อยำ่ งทัว่ ถงึ
15. ใชเ้ วลำสอนเหมำะสมกับเวลำทก่ี ำหนด
ดา้ นสอ่ื นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้
16. ใช้สื่อท่เี หมำะสมกบั กิจกรรมและศักยภำพของผ้เู รยี น
17. ใช้ส่ือ แหลง่ กำรเรียนรอู้ ยำ่ งหลำกหลำย เชน่ บคุ คล สถำนท่ี ของจริง เอกสำร
สือ่ อิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ตน้
13. มอบหมำยงำนใหเ้ หมำะสมตำมศักยภำพของผูเ้ รียน
14. เอำใจใสด่ แู ลผู้เรยี น อย่ำงท่ัวถึง
235
15. ใชเ้ วลำสอนเหมำะสมกบั เวลำท่ีกำหนด
ด้านการวดั และประเมนิ ผล
18. ผเู้ รยี นมีสว่ นรว่ มในกำรกำหนดเกณฑก์ ำรวดั และประเมินผล
19. ประเมินผลอยำ่ งหลำกหลำยและครบทั้งดำ้ นควำมรู้ ทักษะ และจติ พิสัย
20. ครู ผเู้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกีย่ วข้องมีสว่ นรว่ ม ในกำรประเมิน
หมายเหตุ ระดบั กำรปฏบิ ัติ 5 = ปฏิบัตดิ ีเย่ียม 4 = ปฏิบัตดิ ี 3 = รวม
ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ำรปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี
20.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแกป้ ญั หา แนวทางแกป้ ัญหา
ปัญหาที่พบ
ดา้ นการเตรียมการสอน
ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ด้านส่ือ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้
ด้านการวัดประเมนิ ผล
ด้านอน่ื ๆ (โปรดระบุเปน็ ข้อ ๆ)
ลงชอื่ .................................................................... ครูผ้สู อน
( นำยศุภกร มง่ิ คำ )
ตำแหน่ง ครูพเิ ศษสอน
............../.................................../....................
21. บนั ทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 236
ชอ่ื -สกุล ผู้นิเทศ ตาแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
ปี
237
แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชพี
และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
รหัสวชิ า ..... 2100 – 1006...... วชิ า .......................งานไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกสเ์ บื้องตน้ .........................
หนว่ ยท่ี .....10...... ช่ือหนว่ ย ....................................................ไดโอด……..………………………….……………..
ชือ่ เร่ือง........................................................ไดโอด........................................................จานวน...4...ชว่ั โมง
1. สาระสาคัญ
ไดโอด (Diode) เปน็ อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนกิ ส์ชนิดหน่งึ ซึง่ ควบคมุ ทิศทำงกำรไหลของประจไุ ฟฟำ้
โดยจะยอมให้กระแสไฟฟ้ำไหลในทศิ ทำงเดยี ว และก้ันกำรไหลในทิศทำงตรงกันขำ้ ม ดังน้ันจงึ นับวำ่ เปน็
ประโยชน์อย่ำงมำกในวงจรอเิ ลก็ ทรอนิกส์ เช่นใชเ้ ปน็ ตัวเรียงกระแสไฟฟำ้ ในวงจรภำคจำ่ ยไฟ เป็นต้น
ไดโอดปลอ่ ยแสง (LED : Light Emitting Diode) เป็นอปุ กรณส์ ำรกง่ึ ตัวนำอย่ำงหนง่ึ จดั อยู่ในจำพวก
ไดโอด ทสี่ ำมำรถเปล่งแสงในช่วงสเปกตรัมแคบ เมื่อถูกไบอัสทำงไฟฟำ้ ในทศิ ทำงไปข้ำงหน้ำสีของแสงท่ีเปล่ง
ออกมำนน้ั ขึน้ อยู่กับองคป์ ระกอบทำงเคมีของวัสดกุ ึ่งตวั นำที่ใช้
2. สมรรถนะประจาหน่วยการเรยี นรู้
1. แสดงควำมรู้เก่ยี วกับไดโอด
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3.1 จุดประสงคท์ ั่วไป
1. อธิบำยโครงสร้ำงของไดโอดได้
2. บอกวิธกี ำรจ่ำยไฟไบแอสให้ไดโอดได้ถกู ต้อง
3. บอกกำรวัดค่ำควำมต้ำนทำนของไดโอดแต่ละชนิดได้
4. บอกกำรตรวจสอบหำชนิดของสำรที่นำมำใช้ทำไดโอดได้
5. บอกกำรตรวจสอบสภำพดีหรือเสียของไดโอดได้
3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. . วดั และตรวจสอบไดโอดด้วยมัลติมเิ ตอร์
4. เนอื้ หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ดา้ นความรู้
10.1 โครงสรำ้ งและคุณสมบตั ิของไดโอด
10.2 กำรวดั ตรวจสอบไดโอด
10.3 ชนิดของไดโอดกำลงั และคุณสมบตั ิทีส่ ำคัญของไดโอด
10.4 ไดโอดปล่อยแสง
สรุปสำระสำคัญ
238
10.1 โครงสร้ำงและคุณสมบตั ขิ องไดโอด
ไดโอด (Diode) เป็นอปุ กรณส์ ำรกง่ึ ตวั นำทีน่ ำเอำสำรพีและสำรเอ็นมำต่อเขำ้ ดว้ ยกนั โดยสำรพี
หมำยถึง สำรที่ให้อนุภำคของควำมเป็นบวกมำกกว่ำควำมเป็นลบ ส่วนสำรเอ็น หมำยถึง สำรที่ให้อนุภำคของ
ควำมเป็นลบมำกกวำ่ ควำมเปน็ บวก เมื่อนำสำรท้งั สองมำเช่ือมต่อเข้ำดว้ ยกำรโดปในเตำหลอม 1000 oC ทำให้
เกิดกำรถำ่ ยเทประจเุ ข้ำหำกันระหวำ่ งสำรเอ็นและสำรพีในส่วนของอณูตรงกลำงน้นั จะเกิดภำวะสมดลุ ของช่วง
รอยตอ่ ขึน้ ที่เรยี กวำ่ บริเวณปลอดพำหะ (Depletion region)
10.2 กำรวัดตรวจสอบไดโอด
กำรวัดตรวจสอบไดโอดจะมกี ำรพจิ ำรณำกนั อยู่ 3 ลักษณะ คือ
1) ไดโอดขำด หมำยถึง รอยต่อระหว่ำงสำรพี – เอ็น เปิดออกจำกกัน ทำให้ไดโอดไม่สำมำรถ
นำกระแสได้ทั้งกรณีไบแอสไปหนำ้ และไบแอสย้อนกลับ
2) ไดโอดลัดวงจร หมำยถึง รอยต่อระหว่ำงสำรพี – เอ็น เกิดกำรพังทลำยเข้ำหำกันไดโอด
จะนำกระแส ทั้งกรณไี บแอสไปหน้ำและไบแอสย้อนกลับ
3) ไดโอดรัว่ ไหล หมำยถงึ เงอื่ นไขของกำรไบแอสย้อนกลับโดยใช้ค่ำแรงดันระดับหนงึ่ ท่ียงั ไม่ถือ
คำ่ แรงดันย้อนกลับค่ำยอด เช่น ใชแ้ รงดันจำกโอห์มมิเตอร์แต่เกิดมีคำ่ ควำมต้ำนทำนที่ตำ่ กวำ่ ปกติเมอื่ เทียบกับ
ไดโอดที่ไม่มีกำรร่ัวไหลของกระแส สภำพปกติของไดโอดชนิดเยอรมันเนียมเม่ือถูกไบแอสกลับจะมีค่ำควำม
ต้ำนทำนเป็นประมำณ 100 k – 200 k ขึ้นไป ส่วนไดโอดชนิดซิลิคอนเมื่อถูกไบแอสกลับจะมีค่ำควำม
ตำ้ นทำนเปน็ อนนั ต์
10.3 ชนดิ ของไดโอดกำลงั และคุณสมบัตทิ ่ีสำคัญของไดโอด
ไดโอดที่นิยมใช้มีอยู่ 4 แบบ คือ
1. แบบใช้งำนทั่วไป (General – purpose) ส่วนมำกทำจำกสำรซิลิกอนทนแรงดันและกระแส
ไดส้ งู แรงดนั ไบแอสไปหนำ้ สูงใช้กบั ควำมถไ่ี ดต้ ่ำไมเ่ กนิ 1 kHz แรงดันใช้งำนประมำณ 50V – 1000V
2. แบบฟืน้ ตวั เร็ว (Fast Recovery) มีคุณสมบัติคล้ำยกับแบบใช้งำนทั่วไปแต่ทำงำนได้ท่ี
ควำมถี่สงู กวำ่ แบบแรกประมำณ250 kHz แรงดันใช้งำนประมำณ 50V – 600V
3. แบบเร็วยิ่ง (Ultra fast) เป็นไดโอดท่ีนิยมใช้ในวงจรสวิตช่ิง ทำงำนได้ที่ควำมถี่สูงประมำณ
10 MHz แรงดันใช้งำนประมำณ 200V – 1500V
4. แบบซอตต์กี (Schottky) เป็นไดโอดชนิดพิเศษ คือ ไม่เป็นรอยต่อพี – เอ็น แต่เป็นกำร
เชือ่ มตอ่ ของทองหรืออะลูมินมั่ และวสั ดุกงึ่ ตวั นำชนดิ เอน็ นยิ มใชใ้ นวงจรสวติ ช่ิง
239
10.4 ไดโอดปลอ่ ยแสง
ไดโอดปลอ่ ยแสง (Light emitting diode : LED) เปน็ ไดโอดชนิดหนึ่ง ซงึ่ สำมำรถเปลย่ี น
พลังงำนไฟฟ้ำเป็นพลังงำนแสงไดเ้ มื่อให้ไบแอสไปหน้ำ โครงสร้ำงของไดโอดปล่อยแสงคล้ำยกับไดโอด ทั่ว ๆ
ไปซง่ึ ประกอบมำจำกกำรเอำสำรพีและสำรเอน็ มำประกบกัน เมอ่ื ทำกำรไบแอสไปหนำ้ ให้กบั ไดโอดปล่อยแสง
จะทำใหอ้ ิเลก็ ตรอนท่ีสำรก่ึงตัวนำชนดิ เอ็นมีพลังงำนสูงข้ึน จนสำมำรถว่ิงข้ำมรอยต่อไปรวมกับโฮลในสำรพีได้
และเกิดพลังงำนแสงท่ีเรยี กวำ่ พลงั งำนโฟตรอนปลอ่ ยแสงออกมำ
4.2 ด้านทกั ษะหรือปฏบิ ัติ
ใบงำนที่ 10 ไดโอด
4.3 ดา้ นคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
แสดงออกดำ้ นกำรตรงต่อเวลำ ควำมสนใจใฝร่ ู้ ควำมซื่อสัตย์ สุจรติ ควำมมีนำ้ ใจและแบง่ บนั
ควำมร่วมมือ ควำมมีมำรยำท ไมห่ ยุดนงิ่ ที่จะแก้ปัญหำ ใช้อุปกรณ์อยำ่ งฉลำดและรอบคอบ
5. กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรยี นรู้
ขั้นตอนการสอน/กิจกรรมครู ขนั้ ตอนการเรยี น/กจิ กรรมผเู้ รยี น
ขน้ั นาเข้าสบู่ ทเรยี น (ใช้เวลา 30 นาท)ี ขน้ั เตรยี ม (ใช้เวลา 30 นาที)
1. ครแู นะนำรำยวชิ ำ วิธกี ำรเรียน กำรมอบหมำย 1. จัดเตรียมวสั ดุ อุปกรณ์ สอื่ และเอกสำรตำม
งำน และกำรแตง่ กำย ระเบียบกำรปฏบิ ตั งิ ำนภำยใน ทค่ี รผู สู้ อนและแผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ก่ี ำหนดไว้
ห้องปฏิบัตงิ ำนและกำรเบิกเคร่อื งมือ วัสดุ อุปกรณ์ 2. ทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี 10 ไดโอด สลบั กนั
ช้ีแจงวิธีวดั ผลประเมนิ ผลกำรเรยี น กำรจดั เตรยี มวัสดุ ตรวจคำตอบและใหค้ ะแนน
อปุ กรณ์ เอกสำร และส่อื ใหส้ อด คล้องกบั งำน และ 3. ทำควำมเข้ำใจเกยี่ วกบั จดุ ประสงคก์ ำรเรียนของ
ใชว้ ัสดุอปุ กรณ์ถูกต้องอย่ำงคุ้มคำ่ และประหยดั
2. ทดสอบก่อนเรยี น หน่วยท่ี 10 ไดโอด ใหผ้ ้เู รยี น หน่วยกำรเรียนท่ี 10
สลับกนั ตรวจคำตอบ และให้คะแนน ขนั้ สอน (ใช้เวลา 180 นาท)ี
3. แจง้ จดุ ประสงค์กำรเรียนหน่วยกำรเรยี นที่ 10 ผูเ้ รียนฟังและคิดตำม พร้อมทั้งจดบันทกึ เกย่ี วกับ
ขน้ั สอน (ใชเ้ วลา 180 นาที) เร่ืองโครงสร้ำงและคุณสมบตั ิของไดโอด กำรวดั
ตรวจสอบไดโอด ชนดิ ของไดโอดกำลงั และ
ครูสอนเนือ้ หำสำระในหวั ข้อ
คุณสมบตั ิท่ีสำคญั ของไดโอด ไดโอดปล่อยแสง
10.1 โครงสร้ำงและคณุ สมบัติของไดโอด
และนอกจำกนัน้ ใหน้ ักเรยี นจดบนั ทึกควำมรู้จำกกำร
10.2 กำรวัดตรวจสอบไดโอด
สอนของครูที่มีนอกเหนือจำกในหนังสือ ผเู้ รยี น
10.3 ชนิดของไดโอดกำลงั และคุณสมบัติทสี่ ำคัญ
ของไดโอด ปฏิบตั ิงำนตำมลำดบั ข้ันกำรปฏิบตั งิ ำนของใบ
กจิ กรรม
10.4 ไดโอดปล่อยแสง
240
จำกนนั้ ให้นกั เรยี นทำตำมใบงำนท่ี 10 ไดโอด ขณะ ขน้ั สรปุ (ใช้เวลา 30 นาที)
นกั เรยี นทำใบงำน ครจู ะสังเกตกำรณ์ทำงำนกลุ่ม 1. ผ้เู รียนรบั ฟังคำสรุปและขอ้ แนะนำจำกครู พร้อม
ท้งั จดบันทึกขอ้ มูล และซักถำมหรอื ตอบคำถำมใน
ขั้นสรุป (ใช้เวลา 30 นาที) หวั ขอ้ ที่ยงั ไม่เข้ำใจ
1. ครูใหผ้ ู้เรยี นชว่ ยกนั สรุป 2. ทำแบบทดสอบหลังเรียน
- โครงสร้ำงและคุณสมบตั ิของไดโอด 3. ผเู้ รียนนำคะแนนจำกแบบทดสอบก่อนเรียนและ
- กำรวัดตรวจสอบไดโอด แบบทดสอบหลงั เรียนมำเปรียบเทียบ เพ่ือดู
- ชนดิ ของไดโอดกำลังและคุณสมบตั ิทส่ี ำคัญ ควำมก้ำวหน้ำทำงกำรเรียนของตนเอง
4. ผเู้ รียนทำแบบฝึกหัดทำ้ ยหนว่ ย
ของไดโอด
- ไดโอดปล่อยแสง
2. ครูแจกแบบทดสอบหลังเรียน
3. ครูตรวจแบบทดสอบหลังเรียนพรอ้ มกับบันทึก
คะแนน
4. ใหผ้ เู้ รยี นทำแบบฝึกหัดท้ำยหนว่ ย
รวมเวลาเรียนทง้ั หมด 240 นาที
หรอื 4 ชัว่ โมงเรยี น
241
6. สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้
6.1 สื่อส่งิ พิมพ์
1) เอกสำรประกอบกำรเรยี นวิชำงำนไฟฟำ้ และอิเลก็ ทรอนิกส์ ของนำยอดุลย์ กัลยำแกว้
2) แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 10 ไดโอด
3) แบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 10 ไดโอด
4) เอกสำรกำรเรียนรูห้ นว่ ยท่ี 10 ไดโอด
5) แบบฝึกหดั หน่วยที่ 10. ไดโอด
6) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลงั เรียน และแบบฝกึ หัดท้ำยหน่วย
6.2 สอ่ื โสตทศั น์
1) เครอื่ งฉำยภำพ (projector)
2) งำนนำเสนอหนว่ ยท่ี 10 ไดโอด
6.3 สื่อของจรงิ
1) เครื่องกำเนดิ ไฟฟำ้
7. แหล่งการเรยี นการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. ห้องสมุด
2. ศนู ย์ Internet สมเด็จพระเทพฯ
3. หอ้ งปฏบิ ตั ิกำรเขยี นแบบเครอ่ื งกลด้วยคอมพิวเตอร์
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. อำคำรวทิ ยำบริกำร มหำวิทยำลยั เทคโนโลยีรำชมงคล วิทยำเขตสกลนคร
2. กำรฝึกหำประสบกำรณ์ตำมสถำนประกอบกำรณ์
8. งานที่มอบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ตอบคำถำมก่อนเรยี น เปน็ กำรนำเขำ้ สู่บทเรียน
8.2 ขณะเรียน
1. ตอบคำถำมระหวำ่ งเรียน
8.3 หลงั เรยี น
1. ทำแบบทดสอบหลังเรียน
2. ทำแบบฝกึ หัดหลังเรยี น
3. ทำใบกิจกรรม
242
9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ท่ีเกิดจากการเรยี นร้ขู องผ้เู รยี น
-
10. เอกสารอ้างอิง
1. หนงั สอื เรียน งำนไฟฟ้ำและอเิ ล็กทรอนิกส์ อดุลย์ กัลยำแกว้
11. การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวิชาอืน่
1. บูรณำกำรกับวิชำชวี ติ และวัฒนธรรมไทย ดำ้ นกำรพูด กำรอ่ำน กำรเขียนและกำรฝกึ ปฏบิ ตั ติ นทำง
สังคมดำ้ นกำรเตรยี มควำมพร้อม ควำมรับผิดชอบ ควำมสนใจใฝร่ ู้
2. บูรณำกำรกับวิชำหลกั เศรษฐศำสตร์ ด้ำนกำรเลือกใชท้ รัพยำกรอยำ่ งประหยดั
12. หลกั การประเมินผลการเรยี น
12.1 กอ่ นเรียน
1. ตรวจสอบระดบั ควำมรู้ควำมเข้ำใจของผู้เรียนก่อนเริ่มกำรสอน
12.2 ขณะเรียน
1. ตรวจสอบควำมสนใจในกำรเรยี นของผเู้ รยี นโดยกำรถำม-ตอบคำถำมในระหวำ่ งทเ่ี รียน
12.3 หลังเรยี น
1. ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียนพรอ้ มกับเปรียบเทียบแบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ตรวจแบบฝกึ หัดหลังเรียนเพอื่ ประเมิลระดับควำมเข้ำใจของผู้เรียน
3. ตรวจใบกิจกรรม
13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 1 กำรประเมินผลควำมรคู้ วำมเข้ำใจของผ้เู รยี นกอ่ นเรยี น
1. วธิ ีกำรประเมิน : ใหท้ ำแบบทดสอบก่อนเรียน และถำมคำถำมเพ่ือประเมินระดับควำมรูข้ องผู้เรยี น
2. เคร่ืองกำรประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียน
3. เกณฑ์กำรประเมิน : ใชอ้ ้ำงอิงเป็นตวั เปรยี บเทยี บกบั ผลกำรทดสอบหลังเรียน
4. เกณฑ์กำรผ่ำน : นักเรยี นสำมำรถทำแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกวำ่ ครงึ่ หน่ึงของจำนวนข้อของแบบ
ทดสอบทัง้ หมด
จุดประสงคข์ ้อท่ี 2 กำรประเมนิ ผลควำมรูค้ วำมเข้ำใจของผเู้ รยี นหลงั เรยี น
1. วธิ กี ำรประเมิน : ใหท้ ำแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. เครอ่ื งกำรประเมิน : แบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์กำรประเมนิ : ใชเ้ ปรียบเทียบกบั ผลกำรทดสอบกอ่ นเรยี น
4. เกณฑ์กำรผำ่ น : นกั เรยี นสำมำรถทำแบบทดสอบได้ไม่น้อยกวำ่ กำรทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
243
14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
หนว่ ยการสอนท่ี .....10.....ชอ่ื หน่วยการสอน ไดโอด
วัตถปุ ระสงค์ เพ่อื กำรประเมนิ ผลควำมรู้ควำมเข้ำใจของผู้เรียนกอ่ นเรยี น
ขอ้ คาถาม
1. ข้อใดอธิบำยควำมหมำยของไดโอดได้ถูกต้องทีส่ ดุ
ก. ไดโอดเป็นอุปกรณอ์ ิเล็กทรอนกิ ส์
ข. ไดโอดเป็นอุปกรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ทำหนำ้ ท่แี ปลงไฟฟ้ำ
ค. ไดโอดเปน็ อปุ กรณ์อิเล็กทรอนิกสท์ ำหนำ้ ท่ีเรยี งกระแสไฟฟำ้
ง. ไดโอดเป็นอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสท์ ำหนำ้ ท่ีกรองสัญญำณไฟฟำ้
2. ไบอัสตรงคืออะไร
ก. กำรจำ่ ยแรงดนั ไฟฟำ้ ข้วั บวกท่ขี ำแอโนด ขว้ั ลบทีข่ ำแคโทด
ข. กำรจำ่ ยแรงดันไฟฟำ้ ขัว้ บวกทข่ี ำแคโทด ขว้ั ลบที่ขำแอโนด
ค. กำรจ่ำยแรงดนั ไฟฟำ้ ข้วั บวกทข่ี ำแอโนด ขว้ั ลบที่ขำเกด
ง. กำรจ่ำยแรงดันไฟฟ้ำขวั้ บวกที่ขำเกด ข้วั ลบที่ขำแคโทด
3. ไบอสั กลับคืออะไร
ก. กำรจำ่ ยแรงดนั ไฟฟ้ำข้วั บวกทข่ี ำแอโนด ขวั้ ลบทข่ี ำแคโทด
ข. กำรจำ่ ยแรงดนั ไฟฟ้ำข้ัวบวกท่ีขำแคโทด ขั้วลบท่ีขำแอโนด
ค. กำรจ่ำยแรงดนั ไฟฟ้ำข้ัวบวกทขี่ ำแอโนด ข้วั ลบท่ีขำเกด
ง. กำรจำ่ ยแรงดันไฟฟำ้ ขว้ั บวกท่ีขำเกด ข้วั ลบท่ีขำแคโทด
4. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ขำของไดโอด
ก. A
ข. K
ค. G
ง. ไมม่ ขี ้อใดถูก
5. ขอ้ ใดเป็นอำกำรของไอโอดขำด
ก. ใช้สำยสแี ดงของมเิ ตอรว์ ดั ท่ีขำ A และสำยสีดำวดั ทข่ี ำ K ข้ึนคำ่ ควำมต้ำนทำน
ข. ใช้สำยสแี ดงของมิเตอร์วัดทขี่ ำ A และสำยสีดำวดั ท่ีขำ K ไม่ข้นึ ค่ำควำมตำ้ นทำน
ค. ใชส้ ำยสีแดงของมิเตอร์วัดท่ีขำ K และสำยสดี ำวดั ทข่ี ำ A ขนึ้ ค่ำควำมต้ำนทำน
ง. ใชส้ ำยสแี ดงของมิเตอร์วดั ท่ีขำ K และสำยสดี ำวดั ทีข่ ำ A ไมข่ ้ึนค่ำควำมตำ้ นทำน
244
6. ขอ้ ใดเป็นอำกำรของไอโอดชอ็ ต
ก. ใช้สำยสีแดงของมเิ ตอร์วดั ทขี่ ำ A และสำยสดี ำวดั ทข่ี ำ K ขน้ึ ค่ำควำมต้ำนทำน
ข. ใช้สำยสีแดงของมเิ ตอร์วัดทขี่ ำ K และสำยสีดำวดั ท่ีขำ A ขนึ้ ค่ำควำมต้ำนทำน
ค. ถกู ทัง้ ขอ้ ก. และ ข.
ง. ไม่มขี ้อใดถูก
7. ข้อใดเป็นอำกำรของไอโอดรวั่
ก. ใชส้ ำยสแี ดงของมิเตอร์วัดที่ขำ A และสำยสีดำวดั ที่ขำ K ข้นึ คำ่ ควำมต้ำนทำนเลก็ น้อย
ข. ใช้สำยสีแดงของมิเตอร์วัดที่ขำ A และสำยสดี ำวดั ทข่ี ำ K ไม่ขึน้ ค่ำควำมตำ้ นทำน
ค. ใชส้ ำยสีแดงของมิเตอร์วัดที่ขำ K และสำยสดี ำวดั ทขี่ ำ A ขน้ึ ค่ำควำมต้ำนทำนเล็กน้อย
ง. ใชส้ ำยสีแดงของมิเตอร์วัดทีข่ ำ K และสำยสดี ำวัดท่ีขำ A ไมข่ ้ึนค่ำควำมตำ้ นทำน
8. ข้อใดไม่ใช่ชนดิ ของไดโอด
ก. หลอดไส้
ข. หลอดไฟ LED
ค. ชอตต์กี
ง. ไมม่ ีข้อถูก
9. ไดโอดเบอร์ 1N4006 มีค่ำ Vr เท่ำไหร่
ก. 800 V
ข. 800 A
ค. 800 W
ง. 800 โอหม์
10. ไดโอดเบอร์ 1N54007 มีค่ำ Ir เท่ำไหร่
ก. 50 V
ข. 50 A
ค. 50 W
ง. 50 โอหม์
245
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
1. ค. ไดโอดเป็นอปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนิกสท์ ำหนำ้ ทีเ่ รียงกระแสไฟฟ้ำ
2. ก. กำรจำ่ ยแรงดนั ไฟฟ้ำขั้วบวกท่ีขำแอโนด ขว้ั ลบท่ีขำแคโทด
3. ข. กำรจ่ำยแรงดนั ไฟฟ้ำขั้วบวกที่ขำแคโทด ขวั้ ลบที่ขำแอโนด
4. ค. G
5. ข. ใชส้ ำยสแี ดงของมเิ ตอร์วัดทขี่ ำ A และสำยสีดำวดั ทข่ี ำ K ไมข่ ้ึนค่ำควำมต้ำนทำน
6. ค. ถูกท้ังข้อ ก. และ ข.
7. ค. ใชส้ ำยสแี ดงของมเิ ตอร์วดั ทข่ี ำ K และสำยสดี ำวัดทขี่ ำ A ข้ึนคำ่ ควำมต้ำนทำนเล็กน้อย
8. ก. หลอดไส้
9. ก. 800 V
10. ข. 50 A
246
15. แบบทดสอบหลงั เรยี น
หนว่ ยการสอนท่ี .....10.....ชอ่ื หนว่ ยการสอน ไดโอด
วัตถปุ ระสงค์ เพือ่ กำรประเมนิ ผลควำมร้คู วำมเข้ำใจของผเู้ รียนก่อนเรียน
ขอ้ คาถาม
1. ข้อใดอธิบำยควำมหมำยของไดโอดได้ถกู ต้องท่สี ดุ
ก. ไดโอดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนกิ ส์
ข. ไดโอดเป็นอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสท์ ำหน้ำท่แี ปลงไฟฟ้ำ
ค. ไดโอดเปน็ อปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนกิ สท์ ำหนำ้ ทเี่ รยี งกระแสไฟฟ้ำ
ง. ไดโอดเป็นอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนกิ ส์ทำหนำ้ ทก่ี รองสญั ญำณไฟฟำ้
2. ไบอัสตรงคืออะไร
ก. กำรจำ่ ยแรงดนั ไฟฟ้ำขั้วบวกที่ขำแอโนด ขว้ั ลบท่ขี ำแคโทด
ข. กำรจำ่ ยแรงดันไฟฟ้ำขัว้ บวกทีข่ ำแคโทด ขวั้ ลบท่ีขำแอโนด
ค. กำรจ่ำยแรงดันไฟฟ้ำข้ัวบวกท่ขี ำแอโนด ข้ัวลบท่ขี ำเกด
ง. กำรจ่ำยแรงดันไฟฟ้ำข้ัวบวกที่ขำเกด ขั้วลบท่ีขำแคโทด
3. ไบอสั กลับคืออะไร
ก. กำรจำ่ ยแรงดนั ไฟฟำ้ ขว้ั บวกทข่ี ำแอโนด ขั้วลบท่ขี ำแคโทด
ข. กำรจำ่ ยแรงดนั ไฟฟำ้ ขัว้ บวกทข่ี ำแคโทด ขั้วลบที่ขำแอโนด
ค. กำรจ่ำยแรงดนั ไฟฟ้ำขัว้ บวกทขี่ ำแอโนด ข้วั ลบทีข่ ำเกด
ง. กำรจำ่ ยแรงดันไฟฟ้ำขว้ั บวกทข่ี ำเกด ขั้วลบท่ีขำแคโทด
4. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ขำของไดโอด
ก. A
ข. K
ค. G
ง. ไมม่ ีข้อใดถูก
5. ขอ้ ใดเป็นอำกำรของไอโอดขำด
ก. ใช้สำยสแี ดงของมเิ ตอร์วัดทีข่ ำ A และสำยสีดำวัดที่ขำ K ข้นึ คำ่ ควำมต้ำนทำน
ข. ใช้สำยสแี ดงของมิเตอรว์ ัดท่ีขำ A และสำยสีดำวดั ทีข่ ำ K ไมข่ ้ึนค่ำควำมตำ้ นทำน
ค. ใชส้ ำยสีแดงของมเิ ตอรว์ ดั ทข่ี ำ K และสำยสดี ำวัดทข่ี ำ A ขนึ้ ค่ำควำมต้ำนทำน
ง. ใช้สำยสแี ดงของมิเตอรว์ ัดทขี่ ำ K และสำยสีดำวดั ทีข่ ำ A ไม่ขนึ้ ค่ำควำมต้ำนทำน
247
6. ข้อใดเป็นอำกำรของไอโอดชอ็ ต
ก. ใช้สำยสีแดงของมเิ ตอร์วดั ทขี่ ำ A และสำยสดี ำวดั ทข่ี ำ K ขน้ึ ค่ำควำมต้ำนทำน
ข. ใช้สำยสีแดงของมเิ ตอร์วัดทขี่ ำ K และสำยสีดำวดั ท่ีขำ A ขนึ้ ค่ำควำมต้ำนทำน
ค. ถูกทัง้ ขอ้ ก. และ ข.
ง. ไม่มขี ้อใดถูก
7. ขอ้ ใดเป็นอำกำรของไอโอดรวั่
ก. ใชส้ ำยสแี ดงของมิเตอร์วัดที่ขำ A และสำยสีดำวดั ที่ขำ K ข้นึ คำ่ ควำมต้ำนทำนเลก็ น้อย
ข. ใช้สำยสีแดงของมิเตอร์วัดที่ขำ A และสำยสดี ำวดั ทข่ี ำ K ไม่ขึน้ ค่ำควำมตำ้ นทำน
ค. ใชส้ ำยสีแดงของมิเตอร์วัดที่ขำ K และสำยสดี ำวดั ทขี่ ำ A ขน้ึ ค่ำควำมต้ำนทำนเล็กน้อย
ง. ใชส้ ำยสีแดงของมิเตอร์วัดทีข่ ำ K และสำยสดี ำวัดท่ีขำ A ไมข่ ้ึนค่ำควำมตำ้ นทำน
8. ขอ้ ใดไม่ใช่ชนดิ ของไดโอด
ก. หลอดไส้
ข. หลอดไฟ LED
ค. ชอตต์กี
ง. ไมม่ ีข้อถูก
9. ไดโอดเบอร์ 1N4006 มีค่ำ Vr เท่ำไหร่
ก. 800 V
ข. 800 A
ค. 800 W
ง. 800 โอหม์
10. ไดโอดเบอร์ 1N54007 มีค่ำ Ir เท่ำไหร่
ก. 50 V
ข. 50 A
ค. 50 W
ง. 50 โอหม์
248
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
1. ค. ไดโอดเป็นอปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนิกสท์ ำหนำ้ ทีเ่ รียงกระแสไฟฟ้ำ
2. ก. กำรจำ่ ยแรงดนั ไฟฟ้ำขั้วบวกท่ีขำแอโนด ขว้ั ลบท่ีขำแคโทด
3. ข. กำรจ่ำยแรงดนั ไฟฟ้ำขั้วบวกที่ขำแคโทด ขวั้ ลบที่ขำแอโนด
4. ค. G
5. ข. ใชส้ ำยสแี ดงของมเิ ตอร์วัดทขี่ ำ A และสำยสีดำวดั ทข่ี ำ K ไมข่ ้ึนค่ำควำมต้ำนทำน
6. ค. ถูกท้ังข้อ ก. และ ข.
7. ค. ใชส้ ำยสแี ดงของมเิ ตอร์วดั ทข่ี ำ K และสำยสดี ำวัดทขี่ ำ A ข้ึนคำ่ ควำมต้ำนทำนเล็กน้อย
8. ก. หลอดไส้
9. ก. 800 V
10. ข. 50 A
249
16. ใบความรู้ที่ ...10.....
หน่วยการสอนท่ี ....10.... ชือ่ หนว่ ย ไดโอด
ชือ่ หัวข้อเรือ่ ง ไดโอด
10.1 โครงสร้ำงและคุณสมบตั ขิ องไดโอด
ไดโอด (Diode) เป็นอปุ กรณ์สำรก่ึงตัวนำทน่ี ำเอำสำรพีและสำรเอน็ มำต่อเขำ้ ดว้ ยกนั โดยสำรพี
หมำยถึง สำรที่ให้อนุภำคของควำมเป็นบวกมำกกว่ำควำมเป็นลบ ส่วนสำรเอ็น หมำยถึง สำรที่ให้อนุภำคของ
ควำมเป็นลบมำกกว่ำควำมเปน็ บวก เมอ่ื นำสำรท้ังสองมำเช่ือมต่อเขำ้ ด้วยกำรโดปในเตำหลอม 1000 oC ทำให้
เกดิ กำรถำ่ ยเทประจุเข้ำหำกันระหวำ่ งสำรเอ็นและสำรพีในส่วนของอณูตรงกลำงนนั้ จะเกิดภำวะสมดุลของช่วง
รอยต่อข้นึ ทเ่ี รียกว่ำ บริเวณปลอดพำหะ (Depletion region)
10.2 กำรวดั ตรวจสอบไดโอด
กำรวดั ตรวจสอบไดโอดจะมีกำรพจิ ำรณำกันอยู่ 3 ลกั ษณะ คือ
1) ไดโอดขำด หมำยถึง รอยต่อระหว่ำงสำรพี – เอ็น เปิดออกจำกกัน ทำให้ไดโอดไม่สำมำรถ
นำกระแสไดท้ ง้ั กรณีไบแอสไปหน้ำและไบแอสย้อนกลับ
2) ไดโอดลัดวงจร หมำยถึง รอยต่อระหว่ำงสำรพี – เอ็น เกิดกำรพังทลำยเข้ำหำกันไดโอด
จะนำกระแส ท้ังกรณไี บแอสไปหนำ้ และไบแอสย้อนกลับ
3) ไดโอดรวั่ ไหล หมำยถงึ เงื่อนไขของกำรไบแอสย้อนกลับโดยใช้คำ่ แรงดนั ระดับหนง่ึ ท่ียังไม่ถือ
คำ่ แรงดันยอ้ นกลับค่ำยอด เชน่ ใชแ้ รงดนั จำกโอห์มมิเตอร์แต่เกิดมีคำ่ ควำมตำ้ นทำนท่ีต่ำกว่ำปกติเมอื่ เทียบกับ
ไดโอดท่ีไม่มีกำรร่ัวไหลของกระแส สภำพปกติของไดโอดชนิดเยอรมันเนียมเม่ือถูกไบแอสกลับจะมีค่ำควำม
ต้ำนทำนเป็นประมำณ 100 k – 200 k ข้ึนไป ส่วนไดโอดชนิดซิลิคอนเมื่อถูกไบแอสกลับจะมีค่ำควำม
ต้ำนทำนเปน็ อนันต์
10.3 ชนดิ ของไดโอดกำลงั และคณุ สมบัติทีส่ ำคัญของไดโอด
ไดโอดท่ีนิยมใชม้ อี ยู่ 4 แบบ คอื
1. แบบใช้งำนทั่วไป (General – purpose) ส่วนมำกทำจำกสำรซิลิกอนทนแรงดันและกระแส
ไดส้ งู แรงดันไบแอสไปหนำ้ สูงใชก้ บั ควำมถ่ีไดต้ ำ่ ไมเ่ กนิ 1 kHz แรงดนั ใชง้ ำนประมำณ 50V – 1000V
2. แบบฟื้นตัวเรว็ (Fast Recovery) มีคุณสมบัติคล้ำยกับแบบใช้งำนทั่วไปแต่ทำงำนได้ท่ี
ควำมถ่ีสงู กว่ำแบบแรกประมำณ250 kHz แรงดนั ใช้งำนประมำณ 50V – 600V
250
3. แบบเร็วย่ิง (Ultra fast) เป็นไดโอดที่นิยมใช้ในวงจรสวิตช่ิง ทำงำนได้ท่ีควำมถ่ีสูงประมำณ
10 MHz แรงดนั ใช้งำนประมำณ 200V – 1500V
4. แบบซอตต์กี (Schottky) เป็นไดโอดชนิดพิเศษ คือ ไม่เป็นรอยต่อพี – เอ็น แต่เป็นกำร
เช่ือมตอ่ ของทองหรอื อะลูมนิ ่ัมและวสั ดุกงึ่ ตัวนำชนิดเอน็ นยิ มใชใ้ นวงจรสวิตช่ิง
10.4 ไดโอดปลอ่ ยแสง
ไดโอดปลอ่ ยแสง (Light emitting diode : LED) เป็นไดโอดชนิดหนง่ึ ซ่งึ สำมำรถเปล่ยี น
พลงั งำนไฟฟำ้ เปน็ พลังงำนแสงได้เมื่อให้ไบแอสไปหน้ำ โครงสรำ้ งของไดโอดปล่อยแสงคลำ้ ยกับไดโอด ทว่ั ๆ
ไปซง่ึ ประกอบมำจำกกำรเอำสำรพแี ละสำรเอ็นมำประกบกัน เมอ่ื ทำกำรไบแอสไปหน้ำให้กับไดโอดปลอ่ ยแสง
จะทำใหอ้ ิเล็กตรอนท่ีสำรกึง่ ตัวนำชนดิ เอน็ มีพลังงำนสูงขนึ้ จนสำมำรถว่ิงขำ้ มรอยต่อไปรวมกับโฮลในสำรพีได้
และเกดิ พลังงำนแสงทเี่ รียกวำ่ พลังงำนโฟตรอนปล่อยแสงออกมำ