สูบและผลจากหมุนของเพลาข้อเหวี่ยงเพลาข้อเหวี่ยงได้รับแรงจากลูกสูบและก้านสูบท าให้หมุนด้วยความเร็วสูง
ด้วยเหตุนี้มันจึงท าจากเหล็กไฮเกร็ดผสมคาร์บอนซึ่งมีความทนต่อการสึกหรอสูงแรง ขับที่ใช้ในการขับเคลื่อน
ล้อของรถยนต์ ได้มาจากการเคลื่อนตัวขึ้นลงของก้านสูบและผลจากหมุนของเพลาข้อเหวี่ยงเพลา ข้อเหวี่ยงได้รับ
แรงจากลูกสูบและก้านสูบท าให้หมุนด้วยความเร็วสูง ด้วยเหตุนี้ มันจึงท าจากเหล็กไฮเกร็ดผสมคาร์บอนซึ่งมี
ความทนต่อการสึกกร่อนสูงข้อเจอร์นัลถูกรองรับด้วยแบริ่งเพลาข้อเหวี่ยงของห้องเพลาข้อเหวี่ยง และเพลาข้อ
เหวี่ยงหมุนรอบข้อเจอร์นัลนี้ ข้อเจอร์นัลแต่ละข้อมีแขนเพลาข้อเหวี่ยงประกอบอยู่ ข้อเพลาข้อเหวี่ยงติดตั้งอยู่บน
เพลาข้อเหวี่ยงเยื้องศูนย์กับแกนของเพลา น ้าหนักถ่วงประกอบอยู่ดังรูปเพื่อลดแรงความไม่สมดุลของการหมุน
ของเพลาข้อเหวี่ยง ในขณะที่เครื่องยนต์ท างานที่เพลาข้อเหวี่ยงมีรูน ้ามันเพื่อใช้ส่งน ้ามันหล่อลื่นให้กับข้อเจอร์
นัลแบริ่งก้านสูบ และสลักก้านสูบ
เพลาข้อเหวี่ยงเป็นส่วนที่ส าคัญของเครื่องยนต์ ท าจากเหล็กกล้าที่มีคาร์บอนสูงหรือเหล็กกล้าผสม
นิกเกิล โครเมียม และโมลิบดินั่ม ใช้วิธีเผา ตีขึ้นรูป แล้วใช้เครื่องมือกลกัด กลึง ให้เป็นรูปตามต้องการ ใน
เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่จัดวางสูบเป็นแถวเดียว และมีหลายสูบเพลาข้อเหวี่ยงอาจท าเป็นสองท่อนมีหน้าแปลน
ตรงปลายส าหรับยึดให้ติดกัน เพลาข้อเหวี่ยงจะต้องแข็งแรงต้านทานแรงที่จะท าให้เพลาคดหรือโค้งได้ นั่นคือ
แรงที่กระท าเป็นเส้นตรงจากลูกสูบผ่านก้านสูบมายังเพลาข้อเหวี่ยงและยังต้องทนต่อแรงบิดที่เกิดจากก้านสูบ ซึ่ง
พยายามดันให้เพลาข้อเหวี่ยงหมุนรอบตัวด้วย เพลาข้อเหวี่ยงจะต้องน ามาชุบแข็งเพื่อลดแรงดันที่เกิดขึ้นในเนื้อ
โลหะซึ่งเกิดจากการตีขึ้นรูป และเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อโลหะด้วย การชุบแข็งที่ใช้พลังงานไฟฟ้า
ท าให้เนื้อโลหะด้านนอกร้อนเร็ว นิยมใช้ชุบผิวเพลาข้อเหวี่ยงส่วนที่จะต้องเกิดการเสียดสี ให้มีผิวแข็งแรง
ทนทานต่อการสึกหรอ แต่เนื้อโลหะภายในยังคงเหนียวเหมือนเดิม ผิวของเพลาส่วนที่หมุนในแบริ่งจะต้องได้รับ
การเจียระไน และขัดเป็นพิเศษเพื่อให้ได้ผิวที่เรียบจริง
12.) แบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง (Bearing)
ท าหน้าที่ลดความฝืดที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของโลหะ และลดการสึกหรอของชิ้นส่วนเครื่องยนต์
แบริ่งเครื่องยนต์มี 3 แบบ คือ
1. แบริ่งแบบหล่อในตัวใช้กับเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
2. แบริ่งแบบโลหะบรอนซ์ถอดเปลี่ยนได้ใช้กับเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
3. แบริ่งแบบโลหะเหล็กถอดเปลี่ยนได้ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล
แบริ่งแบบโลหะเหล็กถอดเปลี่ยนได้ท าจากเหล็กที่อาบด้วยทองแดงผสมตะกั่วและดีบุกที่
ผิวหน้าของแบริ่ง ซึ่งผิวหน้าของแบริ่งที่อาบโลหะผสมนี้จะท าให้ลื่นไถลได้ดีเมื่อสัมผัสกับผิวเพลาข้อเหวี่ยง แบ
ริ่งที่ก้านสูบแบ่งออกเป็น 2 ชิ้น และที่ขอบของแบริ่งจะท าเป็นลิ้น เพื่อสวมในฝาประกับก้านสูบและก้านสูบ เพื่อ
ป้องกันไม่ให้แบริ่งหมุนไปกับเพลาข้อเหวี่ยง ซึ่งถ้าแบริ่งหมุนไปกับเพลาข้อเหวี่ยงก็จะท าให้เกิดความร้อนสูงที่
เพลาข้อเหวี่ยง ก้านสูบ และแบริ่ง จนชิ้นส่วนเหล่านี้หลอมละลายเกิดความเสียหาย
พลาสติกเกจ (Plastic gauge) เป็นเส้นพลาสติกเหมือนเส้นด้าย การใช้ พลาสติกเกจใช้ในการวัด
ระยะช่องว่างน ้ามันบริเวณที่ประกับถูกขัน อาทิ ข้อก้านและสลักเพลาข้อเหวี่ยง พลาสติกเกจท าจากพลาสติกอ่อน
และมีทั้งหมด 3 สี โดยแต่ละสีจะแสดงความหนาที่แตกต่างกัน ระยะช่องว่างการวัด :
สีเขียว : 0.025 ~ 0.076 มม.
สีแดง : 0.051 ~ 0.152 มม.
สีน ้าเงิน : 0.102 ~ 0.229 มม.
วิธีใช้
(1) ท าความสะอาดสลักเพลาข้อเหวี่ยงและแบริ่ง
(2) ตัดพลาสติกเกจให้พอดีกับความกว้างของแบริ่ง
(3) ใส่พลาสติกเกจบนสลักเพลาข้อเหวี่ยง
(4) ใส่ประกับแบริ่งบนสลักเพลาข้อเหวี่ยงและขันให้ได้แรงบิดตามค่าก าหนดแรงบิดโดยห้าม
หมุนเพลาข้อเหวี่ยง
(5) ถอดประกับแบริ่งและใช้สเกลวัดค่าจากปลอกพลาสติกเกจเพื่อดูความหนาของพลาสติก
เกจ การวัดความหนาให้วัดที่จุดกว้างที่สุดของพลาสติกเกจ
13.) ล้อช่วยแรง (Fly Wheel)
ล้อช่วยแรงท าด้วยเหล็กหล่อที่หนักยึดไว้ด้วยโบลต์เข้ากับปลายของเพลาข้อเหวี่ยงส าหรับรถที่ใช้
ระบบส่งก าลังแบบธรรมดาในจังหวะจุดระเบิดของเครื่องยนต์ ลูกสูบจะถ่ายทอดก าลังให้กับเพลาข้อเหวี่ยงเพียง
จังหวะเดียวเท่านั้น เพราะว่านอกจากจังหวะนี้แล้วในจังหวะอื่น ๆ ก าลังจะสูญเสียไปเนื่องจากแรงเฉื่อยกับความ
ฝืดล้อช่วยแรงจะยังคงแรงการหมุน (แรงเฉื่อย) ในระหว่างจังหวะอื่น ๆ ไว้ นอกเหนือจากจังหวะจุดระเบิด เพื่อ
ท าให้เพลาข้อเหวี่ยงหมุนไปอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ยังท าให้เครื่องยนต์ท างานได้อย่างราบเรียบด้วยฟันเฟืองที่อยู่
รอบขอบวงกลมของล้อช่วยแรงจะขบกับฟันเฟืองขับของมอเตอร์สตาร์ทในขณะที่เริ่มติดเครื่องยนต์ ในรถยนต์ที่
ใช้เกียร์อัตโนมัติล้อช่วยแรงนี้ถูกเปลี่ยนไปเป็นชุดทอร์กคอนเวอร์เตอร์
14.) เพลาลูกเบี้ยว (Camshaft)
ท าหน้าที่หมุนเพื่อเปิดปิดลิ้นไอดีและลิ้นไอเสียให้ได้ตามจังหวะการท างานของเครื่องยนต์ เพลาลูก
เบี้ยวท าจากเหล็กหล่อขึ้นรูปที่ทนทานต่อแรงบิดแรงเสียดสีได้ดี ส่วนโค้งของยอดลูกเบี้ยวจะออกแบบให้หมุน
เปิดลิ้นได้รวดเร็ว และเมื่อยอดลูกเบี้ยวหมุนเลยไปก็จะให้มีส่วนลาดโค้งมากขึ้นเพื่อให้ลิ้นค่อย ๆ เลื่อนลงปิดที่
บ่าลิ้น เพลาลูกเบี้ยวจะหมุนได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความเร็วของเพลาข้อเหวี่ยงเนื่องจากเพลาลูกเบี้ยวรับก าลังขับ
โดยตรงจากเพลาข้อเหวี่ยง
วิธีการขับลิ้นของเพลาลูกเบี้ยว
A. กลไกขับลิ้นแบบเฟืองไทม์มิ่ง
ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีกลไกลิ้นอยู่เหนือฝาสูบซึ่งเพลาลูกเบี้ยวอยู่ในเสื้อสูบอย่างไรก็ตาม การใช้
เฟืองไทม์มิ่ง การท างานจะเกิดเสียงดังมากกว่าแบบโซ่ไทม์มิ่ง ด้วยเหตุนี้วิธีการขับลิ้นแบบนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้ใน
เครื่องยนต์เบนซินสมัยใหม่
1. เครื่องหมายตั้งเฟืองไทม์มิ่ง โดยก่อนถอดแยกต้องตรวจเครื่องหมายตั้งเฟืองไทม์มิ่งเพื่อจะได้
ประกอบได้
2. การประกอบเฟืองไทม์มิ่ง ให้สูบที่ 1 ของเครื่องยนต์ขึ้นศูนย์ตายบน แล้วติดตั้งเฟืองไทม์มิ่งให้
เครื่องหมายตั้งเฟืองตรงกัน
3. การตรวจระยะฟรีฟันเฟืองไทม์มิ่งเมื่อติดตั้งเฟืองไทม์มิ่งเสร็จแล้วให้ตรวจระยะฟรีฟันเฟืองไทม์
มิ่งให้ได้ตามก าหนดเพราะระยะฟรีฟันเฟืองมากจะท าให้เสียงยิ่งดัง
B. กลไกควบคุมลิ้นแบบโซ่ไทม์มิ่ง
ใช้ในเครื่องยนต์ที่ใช้เพลาลูกเบี้ยวอยู่เหนือฝาสูบและเพลาลูกเบี้ยวคู่อยู่เหนือฝาสูบ เพลาลูกเบี้ยว
จะถูกขับโดยโซ่ไทม์มิ่ง และจะถูกหล่อลื่นด้วยน ้ามันเครื่อง ความตึงของโซ่จะถูกปรับตัวโดยตัวตั้งโซ่และมีตัว
ดันโซ่คอยช่วยลดการสะเทือนของโซ่ เพลาลูกเบี้ยวที่ใช้โซ่เป็นตัวขับนี้จะท างานเงียบกว่าแบบเฟืองไทม์มิ่ง จึง
ท าให้เป็นที่นิยมใช้เมื่อไม่นานมานี้
C. กลไกควบคุมลิ้นแบบสายพานไทม์มิ่ง
เพลาลูกเบี้ยวถูกขับด้วยสายพานแบบมีฟันแทนที่การใช้โซ่ไทม์มิ่ง สายพานนั้นจะท างานได้
เงียบกว่าโซ่ และไม่ต้องการหล่อลื่น หรือการปรับตั้งความถึง อีกทั้งสายพานยังมีน ้าหนักน้อยกว่าวิธีการขับลิ้น
แบบอื่น ด้วยเหตุนี้ปัจจุบันนิยมใช้ในเครื่องยนต์เป็นส่วนมาก
15.) ลิ้นไอดีไอเสีย (Intake Valve and Exhaust Valve)
ติดตั้งเกาะติดอยู่กับด้านบนของฝาสูบ (Cylinder Head) ลิ้นที่ผลิตทนความร้อนได้ดีเป็นพิเศษ ต้องมี
สภาพไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อท างานที่อุณหภูมิและความดันสูง ผิวหน้าของลิ้นไอดีชุบแข็งด้วยวิธีการความถี่สูง
ส่วนผิวหน้าลิ้นไอเสียจะถูกผ่านการเคลือบแข็งแบบสเตลไลท์เฟซซิ่ง
15.1 ระยะห่างลิ้น การขยายตัวของกลไกการท างานของลิ้นในขณะท างาน ซึ่งเมื่อได้รับอุณหภูมิ
สูงขึ้นจะท าให้ลิ้นปิดสนิท ต้องมีการขยับตัวได้ระหว่างกลไกจากเพลาลูกเบี้ยวไปยังลิ้นเรียกว่า ระยะห่างลิ้น
ถ้าไม่จัดให้ระยะห่างระหว่างลิ้นกับกลไกกดลิ้นแล้ว เมื่อเครื่องยนต์มีอุณหภูมิสูงขึ้น อัตรา
การขยายตัวของชิ้นงานมีความแตกต่างกันจะท าให้ลิ้นปิดไม่สนิท เป็นสาเหตุของก าลังเครื่องยนต์ตกลงเนื่องจาก
ก าลังอัดรั่ว ดังนั้นในการใช้งานต้องก าหนดระยะในการปรับตั้งลิ้นในเครื่องยนต์แต่ละแบบห่างประมาณ 0.1-0.3
มม.
15.2 วิธีการปรับตั้งระยะห่างลิ้น
การปรับตั้งลิ้นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี และแต่ละวิธีก็จะด าเนินการปรับตามระยะการขยายตัว
ของชิ้นส่วนขณะร้อนหรือเย็น
ขั้นตอนการปรับตั้งระยะห่างลิ้น
1. เริ่มตั้งลิ้นสูบที่ 1 ก่อน โดยหมุนเครื่องยนต์ให้สูบที่ 1 อยู่ในจังหวะอัดสุดและใน
ขณะเดียวกันสูบที่ 4 อยู่ในจังหวะโอเวอร์แล็ป
2. ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะห่างลิ้น โดยสอดเข้าไปในช่องระหว่างกระเดื่องกดลิ้น และปลาย
ก้านลิ้น ถ้าระยะห่างไม่ได้ตามก าหนด ให้คลายนอตยึดสกรูปรับตั้ง ใช้ไขควงปรับตั้งจนได้ตามค่าที่ก าหนดแล้วล็
อกสกรูปรับตั้งให้แน่น
3. เมื่อปรับตั้งเสร็จแล้วให้ท าการตรวจสอบอีกครั้ง
4. หมุนเครื่องให้สูบที่ 3 อัดสุด สูบ 2 จะอยู่ในจังหวะโอเวอร์แล็ป เพื่อตั้งลิ้นสูบที่ 3 เมื่อตั้ง
เสร็จ ก็หมุนเครื่องอีกครั้งให้สูบ 4 อัดสุด สูบ 1 จะอยู่ในจังหวะโอเวอร์แล็ป เพื่อตั้งลิ้นสูบที่ 4 เมื่อตั้งเสร็จ ก็หมุน
เครื่องอีกครั้งให้สูบ 2 อัดสุด สูบ 3 จะอยู่ในจังหวะโอเวอร์แล็ปเพื่อตั้งลิ้นสูบที่ 2 เป็นอันเสร็จสิ้นการปรับตั้ง
หมายเหตุ ระยะห่างของลิ้นและกระเดื่องกดลิ้น จ าเป็นต้องมีเพื่อให้มีระยะที่พอดีต่อการ
ขยายตัวของวัสดุเมื่ออยู่ในอุณหภูมิท างานและต้องตรวจเช็กปรับตั้งด้วยฟิลเลอร์เกจ จากรูป 2.32 เป็นกลไกชุดล็
อกกระเดื่องลิ้นองศาสูงของระบบ VTEC เมื่อมีน ้ามันมาดันลูกสูบ VTEC ให้ล็อกระบบ VTEC จะท าหน้าที่
เปลี่ยนจากลูกเบี้ยวองศาต ่าไปใช้ลูกเบี้ยวองศาสูง เมื่อรอบเครื่องยนต์สูงถึงตามที่ ECU รถยนต์โปรแกรมมา ลูก
เบี้ยวองศาต ่า เปิดลิ้นแคบๆ เพื่อให้เครื่องยนต์มีก าลังที่เหมาะสมขณะรอบต ่าลูกเบี้ยวองศาสูง เปิดลิ้นกว้างๆ
เพื่อให้เครื่องยนต์มีก าลังที่เหมาะสมขณะรอบสูงเพิ่มปริมาณส่วนผสมไอดีและแก้ปัญหาการหน่วงการไหลของ
อากาศในท่อไอดี และกรองอากาศ
16.) บ่าลิ้น (Valve Seat)
เป็นที่ที่ให้หน้าลิ้นนั่งสนิทซึ่งจะท าให้ไม่เกิดอาการรั่วของไอดีและไอเสีย ท าให้เครื่องยนต์มีก าลัง
อัดสูงตามสภาพการออกแบบของเครื่องยนต์
17.) สปริงลิ้น (Valve Spring)
ท าหน้าที่ดันลิ้นให้ปิดและท าให้หน้าลิ้นสนิทกับบ่าลิ้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลของ
ไอดีและไอเสียได้
2.3 การตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์
ในการถอดแยกชิ้นส่วนเครื่องยนต์ในทุกขั้นตอนปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อเป็นการช่วยในการ
ตัดสินใจในการปรับแต่งเครื่องยนต์
1.) ฝาสูบ ประกอบชิ้นส่วนที่มีโบลต์จ านวนมาก การตรวจวัด และการตรวจเช็กความโก่ง ในขณะถอด
แยก ตรวจเช็ก และประกอบ
1. การถอดแยกชิ้นส่วน ถอดเพลาลูกเบี้ยวและฝาสูบออกจากเสื้อสูบ ถอดลูกถ้วยกดวาล์ว และ
วาล์วออกจากฝาสูบการสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆ
2. ประกอบชิ้นส่วนที่มีโบลต์จ านวนมาก การตรวจวัด และการตรวจเช็กความโก่งในขณะถอดแยก
ตรวจเช็ก และประกอบ
3. ประกอบกลับ ติดตั้งวาล์ว และลูกถ้วยกดวาล์วเข้ากับฝาสูบ ติดตั้งฝาสูบและเพลาลูกเบี้ยวเข้ากับ
เสื้อสูบ ประกับแบริ่ง เพลาลูกเบี้ยว ลูกถ้วยกดวาล์ว ประกับวาล์ว บ่ารอง สปริงวาล์ว วาล์ว ฝาสูบ ปะเก็น ฝาสูบ
เสื้อสูบ (1/1)
2.) ถอดเพลาลูกเบี้ยว
1. ประกับแบริ่ง
2. เพลาลูกเบี้ยว
3.) การจัดต าแหน่งเพลาลูกเบี้ยว
1. จัดต าแหน่งของเพลาลูกเบี้ยวเพื่อให้หลบแรงต้านจากสปริงวาล์ว
2. จัดต าแหน่งเพลาลูกเบี้ยวของเครื่องยนต์แต่ละรุ่นไม่เหมือน โดยการถอดให้อ้างอิงคู่มือของรุ่น
นั้นๆ
3. ถอดเพลาลูกเบี้ยวท าการคลายโบลต์หรือนอตที่ยึดประกับ
4. ถอดแบริ่งและเพลาลูกเบี้ยวออก
5. เรียงตามล าดับหลังจากถอดออกมาแล้ว
4.) ถอดฝาสูบ
1. คลายและถอดโบลต์ยึดฝาสูบจากด้านนอกเข้าด้านในตามล าดับ
2. ใช้ค้อนพลาสติกเคาะที่โครงเพื่อถอดฝาสูบ
3. เมื่อถอดฝาสูบออกมาจะมีน ้าไหลออกมาให้เตรียมถาดรองไว้
5.) การถอดลิ้น
1. จัดเครื่องมือพิเศษให้ตรงกันระหว่างด้านล่างของลิ้นและบ่ารองสปริงลิ้น
2. ขันเครื่องพิเศษเพื่ออัดสปริงลิ้น และถอดประกับลิ้นทั้ง 2 อันออก
3. คลายเครื่องมือพิเศษออกแล้วถอดบ่ารองสปริงลิ้น และสปริงลิ้นออก หลังจากนั้นดันลิ้นออก
ทางด้านห้องเผาไหม้ออกด้วยมือ
4. วางลิ้นและชิ้นส่วนอื่นๆ ลงบนกระดาษที่ท าหมายเลขไว้เพื่อการประกอบที่ถูกต้องและรวดเร็ว
ใช้บรรทัดเหล็กและฟิลเลอร์เกจตรวจสอบความโก่งของฝาสูบ
ข้อแนะน า :
เครื่องยนต์ที่มีการโอเวอร์ฮีตมากอาจท าให้ฝาสูบโก่งได้
1. บรรทัดเหล็กฟิลเลอร์เกจวัด
2. ด้านเสื้อสูบ A
3. ด้านท่อร่วมไอดี B
4. ด้านท่อร่วมไอเสีย C
5. ตรวจสอบรอยแตกร้าของฝาสูบโดยการใช้น ้ายาตรวจหารอยแตกร้าวเพื่อหารอยแตกร้าวและ
ตรวจสอบความเสียหายของฝาสูบ
6.) การตรวจวัดระยะรุนของเพลาลูกเบี้ยว
ก่อนถอดเพลาแยกเพลาลูกเบี้ยวควรท าการตรวจสอบระยะกันรุนของเพลาลูกเบี้ยวโดยใช้ไดอัลเกจ
วัดระยะที่เพลาลูกเบี้ยวก่อนและใช้ไขควงดันเพลาลูกเบี้ยว ระยะรุ่นเพลาลูกเบี้ยวไอดีประมาณ 0.3-0.085 มม.
ส่วนระยะรุนของไอเสียประมาณ 0.035-0.090 มม. ลูกเบี้ยวที่สึกหรอจะท าให้เกิดเสียงดังและเป็นเหตุให้วาล์วไอ
ดีและไอเสียเปิดไม่ตรงกับจังหวะการท างาน ถ้าค่าที่วัดได้ไม่อยู่ในค่าที่ก าหนดให้เปลี่ยนเพลาลูกเบี้ยวใหม่
1. ตรวจเช็กความสูงยอดแคมใช้ไมโครมิเตอร์วัดความสูงของยอดแคม
2. ตรวจเช็กข้อเพลาลูกเบี้ยวใช้ไมโครมิเตอร์วัดขนาดของข้อหลักและข้อก้าน
7.) ระยะห่างช่องว่างน ้ามันลูกด้วยกดลิ้น
ใช้คาลิปเปอร์เกจวัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในของเบ้าลูกถ้วยกดลิ้น และใช้ไมโครมิเตอร์วัดเส้น
ผ่านศูนย์กลางภายนอกของลูกด้วยกดลิ้น และหลังจากนั้นค านวณหาระยะห่างช่องว่างน ้ามัน
1. คาลิปเปอร์เกจ
2. ไมโครมิเตอร์
3. ลูกถ้วยกดลิ้น
8.) วัดความคดงอของเพลาลูกเบี้ยว ใช้ไดอัลเกจวัดความคดงอเพลาลูกเบี้ยว
9.) การตรวจเช็กระยะฟรีของลูกสูบสลัก
การตรวจความแน่นระหว่างลูกสูบและสลักโดยการขยับลูกสูบให้เลื่อนขึ้นลงบนสลักลูกสูบ ถ้า
รู้สึกว่ามีระยะฟรีเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด
1) การถอดแหวนลูกสูบโดยใช้คีมถ่างแหวนลูกสูบ ถอดแหวนลูกสูบออก และแยกไว้เป็นชุดๆ
ของแต่ละสูบ
2) การถอดก้านสูบออกจากลูกสูบ โดยใช้เครื่องมือพิเศษ (SST) อัดลูกสูบออก
3) การท าความสะอาดลูกสูบ ขูดเขม่าออกจากหัวลูกสูบและใช้น ้ายาท าความสะอาดและแปรงขน
ทองเหลือขัดลูกสูบ
10.) การวัดขนาดลูกสูบและแหวนสูบ
1) วัดระยะช่องว่างข้างแหวนลูกสูบ (รุ่นพิเศษ) ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่าง
ช่องว่างร่องแหวนช่อง 1 = 0.04 – 0.08 มม.
ช่องว่างร่องแหวนช่อง 2 = 0.03 – 0.07 มม.
2) การวัดเส้นผ่านศูนย์กลางลูกสูบ
วัดเส้นผ่านศูนย์กลางลูกสูบในแนวตั้งฉากกับกึ่งกลางสลักลูกสูบและต ่าลงมาจากส่วนบน
ของลูกสูบ 24 มม.
ตรวจความแตกต่างระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางกระบอกสูบและลูกสูบ
3) วัดระยะห่างระหว่างปากแหวนลูกสูบด้วยฟิลเลอร์เกจ
ขนาดมาตรฐาน : 0.26 – 0.36 มม. เบอร์ 1
0.15 – 0.30 มม. เบอร์ 2
0.13 – 0.53 มม. เบอร์ 3
ขนาดสูงสุด : 0.95 มม. เบอร์ 1
0.90 มม. เบอร์ 2
0.98 มม. เบอร์ 3
1) การประกอบลูกสูบและก้านสูบ จัดร่องผ่าลูกสูบให้ตรงกับส่วนที่นูนบนก้านสูบ
หมายเหตุ
ล้างชิ้นส่วนทั้งหมดให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นชโลมน ้ามันเครื่องใหม่บนผิวชิ้นส่วนที่ต้อง
หมุนและเคลื่อนไหว
2) การจัดแหวนลูกสูบเข้ากับลูกสูบ
ใช้ตัวถ่างแหวนลูกสูบ ประกอบแหวนอัด 2 ตัว โดยให้ด้านที่มีเครื่องหงายขึ้น
จัดต าแหน่งของปากแหวนลูกสูบไม่ให้ตรงกัน คือแหวนอัดมี 2 ตัว ปากอยู่คนละด้าน แหวน
น ้ามันมี 2 ตัว อยู่คนละด้าน ระวังอย่าจัดปากแหวนแต่ละอัน
11.) ตรวจสอบลิ้นไอดีไอเสีย
1) วัดก้านวาล์วตามจุด 1, 2, 3
2) ใช้ไม้บรรทัดเหล็กทาบบนก้านลิ้นเพื่อดูความคดงอของก้านลิ้นไอดีกับไอเสีย
3) การบดลิ้นไอดีและลิ้นไอเสีย
o
1) การตรวจสอบและท าความสะอาดบ่าลิ้น ปาดบ่าลิ้นด้วยคัตเตอร์ปาดบ่าชนิด 45 ท าความ
สะอาดคราบตะกรันและเขม่า
2) การตรวจสอบต าแหน่งสัมผัสลิ้น ทาสีเส้นบางๆ บริเวณบ่าลิ้น เมื่อประกอบลิ้นแล้วหมุนลิ้น
ไปรอบๆ ออกแรงกดเบาๆ ไปพร้อมๆ กับการบดวาล์วโดยใช้กากเพชรบดด้วยมือ
3) การตรวจหน้าสัมผัสลิ้นและบ่าลิ้น ถ้ามองเห็นหน้าสัมผัสของลิ้นสม ่าเสมอกับบ่าลิ้น แสดง
ว่าแนวของปลอกลิ้นและบ่าลิ้นถูกต้อง ถ้าไม่ดีต้องแต่งบ่าลิ้น Standard 1.2-1.6 มม. (0.047 – 0.063 นิ้ว)
12.) การประกอบชุดลูกสูบ
1) การประกอบลูกสูบและก้านสูบ จัดร่องผ่าลูกสูบให้ตรงกับส่วนที่นูนบนก้านสูบ
หมายเหตุ
ล้างชิ้นส่วนทั้งหมดให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นชโลมน ้ามันเครื่องใหม่บนผิวชิ้นส่วนที่ต้อง
หมุนและเคลื่อนไหว
2) การจัดแหวนลูกสูบเข้ากับลูกสูบ
ใช้ตัวถ่างแหวนลูกสูบ ประกอบแหวนอัด 2 ตัว โดยให้ด้านที่มีเครื่องหงายขึ้น
จัดต าแหน่งของปากแหวนลูกสูบไม่ให้ตรงกัน คือแหวนอัดมี 2 ตัว ปากอยู่คนละด้าน แหวน
น ้ามันมี 2 ตัว อยู่คนละด้าน ระวังอย่างจัดปากแหวนแต่ละตัวให้ตรงกัน
13.) การตรวจสอบเพลาข้อเหวี่ยง
การถอดประกับก้านสูบและวัดระยะช่องว่างน ้ามันหล่อลื่น
1) ตอกเครื่องหมายคู่ที่ก้านสูบและฝาประกับ เพื่อป้องกันสลับคู่ในงานประกอบ
2) ถอดนอตก้านสูบออกถอดฝาประกับก้านสูบ โดยค้อนพลาสติกตีสกรูก้านสูบเบาๆ และดึงฝา
ประกับก้านสูบออก ใส่แบริ่งกลับเข้าที่ฝาประแบริ่ง
3) ท าความสะอาดแบริ่งและเพลาข้อเหวี่ยง
4) ตรวจการช ารุดหรือเป็นรอยของแบริ่ง
5) ตัดพลาสติกเกจวางในแนวยาวบนเพลาข้อเหวี่ยง
การวัดระยะกันรุนของเพลาข้อเหวี่ยง
การวัดระยะกันรุนของเพลาข้อเหวี่ยงติดตั้งนาฬิกาวัด และวัดระยะรุนของเพลาในขณะที่งัดเพลาข้อ
เหวี่ยงด้วยไขควงให้เลื่อนไปหน้าและหลัง ถ้าระยะรุนมากกว่าค่าสูงสุดควรเปลี่ยนแบริ่งกันรุนทั้งชุด
ระยะรุนสูงสุด 0.3 มม.
ระยะรุนมาตรฐาน 0.02 – 0.22 มม.
แผ่นกันรุนขนาด O/S O/S 0.125.0.25
(O/S = Over Size = ขนาดโตกว่ามาตรฐาน)
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน
1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (15 นาที ) 1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (15 นาที )
1. ผู้สอนชี้แจงเรื่องที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 1. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเรื่องที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจ าหน่วยที่ 2 เรื่อง โครงสร้างและ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจ าหน่วยที่ 2 เรื่อง
ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอด
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น แยกเสื้อสูบ
เกี่ยวกับโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊ส 2. ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
โซลีน โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
3. ผู้สอนอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างและ 3. ผู้เรียนฟังผู้สอนอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้าง
ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีนที่ถูกต้องให้ผู้เรียน และชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
ฟัง
2. ขั้นให้ความรู้ (105 นาที) 2. ขั้นให้ความรู้ (105 นาที )
1. ผู้สอนเปิดงานน าเสนอวิชางานเครื่องยนต์ 1. ผู้เรียนฟังงานน าเสนอวิชางานเครื่องยนต์
แก๊สโซลีน หน่วยที่ 2 เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วน แก๊สโซลีน หน่วยที่ 2 เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของ
ของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ เครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชางาน 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชางานเครื่องยนต์
เครื่องยนต์แก๊สโซลีน หน่วยที่ 2 เรื่อง โครงสร้างและ แก๊สโซลีน หน่วยที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วนของ
ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ และ เครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ และฟังผู้สอน
อธิบายเนื้อหาให้ผู้เรียนฟัง อธิบายเนื้อหา
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน
3. ขั้นประยุกต์ใช้ ( 660 นาที ) 3. ขั้นประยุกต์ใช้ ( 660 นาที )
1. ผู้สอนให้ผู้เรียนท าใบงานที่ 2 โครงสร้าง 1. ผู้เรียนท าใบงานที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วน
และชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ ของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนท าแผนการฝึกปฏิบัติงาน 2. ผู้เรียนท าแบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ การ
โครงการ การอธิบายโครงสร้างและชิ้นส่วนของ อธิบายโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์และการ
เครื่องยนต์และการถอดแยกเสื้อสูบ ถอดแยกเสื้อสูบ
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนท าแบบฝึ กหัดที่ 2 เรื่อง 3. ผู้เรียนท าแบบฝึกหัดที่ 2 เรื่องโครงสร้างและ
โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอด ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
แยกเสื้อสูบ
4. ผู้สอนให้ผู้เรียนท ากิจกรรมน าสู่อาเซียน 4. ผู้เรียนท ากิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
หน่วยที่ 2
4. ขั้นสรุปและประเมินผล ( 60 นาที ) 4. ขั้นสรุปและประเมินผล ( 60 นาที )
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อในหน่วย 1. ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันสรุปเนื้อหาใน
เรียนที่ 2 เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ หน่วยเรียนที่ 2 เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของ
และการถอดแยกเสื้อสูบ เครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
(บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-5) (บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-5)
(รวม 840 นาที หรือ 14 คาบเรียน)
งานที่มอบหมายหรือกิจกรรมการวัดผลและประเมินผล
ก่อนเรียน
1. จัดเตรียมเอกสารหน่วยที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
2. ท าความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์การเรียนของหน่วยที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และ
การถอดแยกเสื้อสูบ
3. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
ขณะเรียน
1. ท าใบงานที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
2. ท าแบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ การอธิบายโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยก
เสื้อสูบ
3. ท าแบบฝึกหัดที่ 2 เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
4. ท ากิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
หลังเรียน
ร่วมกันสรุปเนื้อหาที่ได้เรียนให้มีความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน
ผลงาน/ชิ้นงาน/ความส าเร็จของผู้เรียน
1. ใบงานที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
2. แบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ การอธิบายโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อ
สูบ
3. แบบฝึกหัดที่ 2 เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
4. กิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้
สื่อสิ่งพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา งานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน (ใช้ประกอบการเรียนการสอนจุดประสงค์
เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-5)
2. ใบงานที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ ใช้ขั้นประยุกต์ใช้ ข้อ 1
3. แบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ การอธิบายโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อ
สูบ ใช้ขั้นประยุกต์ใช้ ข้อ 2
4. แบบฝึกหัดที่ 2 เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ ใช้ขั้น
ประยุกต์ใช้ ข้อ 3
5. กิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 2 ใช้ขั้นประยุกต์ใช้ ข้อ 4
สื่อโสตทัศน์ (ถ้ามี)
1. เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์
2. งานน าเสนอ
สื่อของจริง
-
แหล่งการเรียนรู้
ในสถานศึกษา
1. ห้องสมุด
2. ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
นอกสถานศึกษา
ผู้ประกอบการ สถานประกอบการ ในท้องถิ่น
การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอื่น
1. บูรณาการกับวิชาภาษาไทย เรื่อง การบอกโครงสร้างอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ และการอธิบายหน้าที่
และการท างานของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องยนต์แต่ละชนิด
2. บูรณาการกับวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การจ าแนกโครงสร้างอุปกรณ์ของเครื่องยนต์
3. บูรณาการกับวิชาการงานอาชีพ เรื่อง การตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์
การประเมินผลการเรียนรู้
หลักการประเมินผลการเรียนรู้
ก่อนเรียน
1. ความรู้พื้นฐานก่อนเรียน
ขณะเรียน
1. ตรวจใบงานที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
2. ตรวจแบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ การอธิบายโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอด
แยกเสื้อสูบ
3. ตรวจแบบฝึกหัดที่ 2 เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
4. ตรวจกิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
หลังเรียน
1. ความรู้ที่ได้หลังจากการเรียน
ผลงาน/ชิ้นงาน/ความส าเร็จของผู้เรียน
1. ใบงานที่ 2 โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
2. แบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ การอธิบายโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยก
เสื้อสูบ
3. แบบฝึกหัดที่ 2 เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
4. กิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
สมรรถนะที่พึงประสงค์
ผู้เรียนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
1. วิเคราะห์และตีความหมาย
2. สาธิตพร้อมแสดงท่าทางประกอบ
3. อภิปรายแสดงความคิดเห็น
4. ประยุกต์ความรู้สู่งานอาชีพ
สมรรถนะการปฏิบัติงานอาชีพ
ถอดแยกเสื้อสูบ และตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์
สมรรถนะการขยายผล
ความสอดคล้อง
จากการเรียนสัปดาห์ที่ 3-4 เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
ผู้เรียนจะมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างอุปกรณ์เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องยนต์ และการตรวจสอบ
ชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ ท าให้ผู้เรียนสามารถน าขั้นตอนการถอดแยกและตรวจสอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์
ไปประยุกต์ใช้ในการท างาน และสามารถตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ได้
รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 1 บอกโครงสร้างอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การให้คะแนน : บอกโครงสร้างอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 2 อธิบายหน้าที่และการท างานของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องยนต์แต่ละ
ชนิดได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การให้คะแนน : อธิบายหน้าที่และการท างานของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องยนต์แต่ละชนิด
ได้ จะได้ 2 คะแนน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 3 จ าแนกโครงสร้างอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การให้คะแนน : จ าแนกโครงสร้างอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ได้ จะได้ 2 คะแนน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 4 ตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การให้คะแนน : ตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ได้ จะได้ 3 คะแนน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 5 น าขั้นตอนการถอดแยกและตรวจสอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไป
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การให้คะแนน : น าขั้นตอนการถอดแยกและตรวจสอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไปประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจ าวันได้ จะได้ 2 คะแนน
ใบงานที่ 2
โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์
และการถอดแยกเสื้อสูบ
จุดประสงค์
1. อธิบายโครงสร้างของวาล์วไอดีไอเสียได้
2. อธิบายชิ้นส่วนฝาสูบและเสื้อสูบได้
3. สามารถตรวจสอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้
กิจกรรม
แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 มอบหมายให้นักศึกษาจัดท าการถอดประกอบและตรวจสอบวาล์วไอดีไอเสียแล้วให้
น าเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
กลุ่มที่ 2 มอบหมายให้นักศึกษาจัดท าวิธีการปรับตั้งระยะห่างวาล์วไอดีและไอเสียให้น าเสนอผลงาน
หน้าชั้นเรียน
กลุ่มที่ 3 มอบหมายให้นักศึกษาใช้เครื่องมือวัดระยะรุนเพลาข้อเหวี่ยงได้แล้วให้น าเสนอผลงานหน้า
ชั้นเรียน
การประเมิน
ล าดับที่ รายการประเมิน 1 2 3 4
1 ความพร้อมในการน าเสนอ จัดท าการถอดประกอบและ
ตรวจสอบวาล์วไอดีไอเสีย และจัดท าวิธีการปรับตั้ง
ระยะห่างวาล์วไอดีและไอเสียและใช้เครื่องมือวัดระยะรุน
เพลาข้อเหวี่ยง
2 ความพร้อมในการน าเสนอการถอดประกอบชิ้นส่วน
เครื่องยนต์ได้
3 ความพร้อมในการน าเสนอการถอดประกอบชิ้นส่วน
เครื่องยนต์ได้
1 = ปรับปรุงแก้ไข ข้อเสนอแนะ
2 = พอใช้ .......................................................................................................................
3 = ดี .......................................................................................................................
4 = ดีมาก .......................................................................................................................
ผู้ประเมิน ..................................................... วันที่ ............... เดือน .............................. พ.ศ. .............
แผนฝึกปฏิบัติงานโครงการ
การอธิบายโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์และการถอดแยกเสื้อสูบ
ผู้ประเมิน ................................................................ วันที่ ................ เดือน ......................... พ.ศ. ...................
ค าสั่ง รายการท างานเครื่องยนต์แก๊สโซลีนการถอดประกอบและตรวจสอบเพลาลูกเบี้ยว อธิบายพร้อมถ่ายรูป
ประกอบ
ขั้นตอนการปฏิบัติ
1. ท าแบบจ าลองการท างานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 4 จังหวะ การถอดประกอบและตรวจสอบเพลาลูก
เบี้ยว
ขั้นตอน
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
2. ท าแบบจ าลองการท างานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 4 จังหวะ การถอดประกอบและตรวจสอบลิ้น
เครื่องยนต์
ขั้นตอนการถอดและตรวจสอบลิ้นเครื่องยนต์
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
แบบฝึกหัดที่ 2
เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์
และการถอดแยกเสื้อสูบ
ตอนที่ 1 จงอธิบายความหมายในแต่ละข้อต่อไปนี้
1. จงอธิบายอ่างน ้ามันเครื่องเป็นอย่างไร
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
2. จงอธิบายสปริงลิ้นท าหน้าที่อย่างไร
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
3. จงอธิบายวาล์วท าหน้าที่อะไรในเครื่องยนต์
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
4. จงอธิบายแหวนอัดท าหน้าที่ใดในเครื่องยนต์
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
5. จงอธิบายกระบอกสูบท าหน้าที่ใดในเครื่องยนต์
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
ตอนที่ 2 จงท าเครื่องหมาย () บนตัวเลือกที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่อยู่กับที่คือข้อใด
ก. ฝาสูบ เสื้อสูบ ลูกสูบ
ข. เพลาข้อเหวี่ยง เสื้อสูบ ลูกสูบ
ค. ลูกเบี้ยว เสื้อสูบ ลูกสูบ
ง. ฝาสูบ เสื้อสูบ กระบอกสูบ
2. ห้องเผาไหม้เครื่องยนต์ติดตั้งบริเวณใดในเครื่องยนต์
ก. เสื้อสูบ
ข. ฝาสูบ
ค. กระบอกสูบ
ง. อ่างน ้ามันเครื่อง
3. ปะเก็นฝาสูบมีโครงสร้างประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ก. เหล็กหล่อ ทองแดง ใยหิน
ข. เหล็กกล้า ทองแดง ใยหิน
ค. เหล็กกล้า ยาง ใยหิน
ง. ข้อ ข. และข้อ ค. ถูก
4. วัสดุที่น ามาใช้ผลิตลูกสูบจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ก. ทนแรงกดดันได้สูง
ข. แผ่กระจายความร้อนได้ช้า
ค. ทนแรงเค้นได้ดี
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
5. แผ่นเหล็กที่อยู่ในอ่างน ้ามันเครื่องใช้ท าอะไร
ก. กรองเศษฝุ่นผง
ข. กรองน ้ามันเครื่องให้สะอาด
ค. ไม่ให้น ้ามันเครื่องกระฉอกไปมา
ง. ถูกทุกข้อ
6. ข้อดีของลูกสูบที่ท าจากอะลูมิเนียมอัลลอยคือข้อใด
ก. น ้าหนักเบา
ข. แผ่กระจายความร้อนได้ดี
ค. ลดความฝืดได้ดี
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
7. ปลอกสูบแบบใดที่ระบายความร้อนได้ดี
ก. เหล็กหล่อผสมแกรไฟต์ขาว
ข. เหล็กหล่อผสม
ค. อะลูมิเนียมอัลลอย
ง. ถูกทุกข้อ
8. แหวนล็อกสลักลูกสูบท าหน้าที่อะไร
ก. ยึดสลักลูกสูบกับรูสลัก
ข. ยึดสลักลูกสูบกับปลายด้านเล็กก้านสูบ
ค. ป้องกันสลักลูกสูบเคลื่อนตัวออก
ง. ป้องกันก้านสูบหลุดออกจากลูกสูบ
9. ก้านสูบที่ใช้กับเครื่องยนต์แก๊สโซลีนท ามาจากโลหะประเภทใด
ก. เหล็กกล้าชนิดพิเศษ
ข. ไทเทเนียมอัลลอย
ค. เหล็กหล่อแกรไฟต์กลม
ง. เหล็กกล้าไนตริก
10. ปัจจุบันเครื่องยนต์แก๊สโซลีนนิยมใช้วิธีการขับลิ้นของเพลาลูกเบี้ยวแบบใดมากที่สุด
ก. แบบเฟืองขับโดยตรง
ข. แบบใช้เฟืองกับโซ่
ค. แบบใช้สายพานกับเฟือง
ง. ข้อ ก. และ ข. ถูก
ตอนที่ 3 จงแบ่งกลุ่มตรวจวัดและถอดประกอบเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
1. ตั้งลิ้นเมื่ออุณหภูมิเครื่องยนต์......................................
2. หมุนเครื่องยนต์ให้สูบ 1 อยู่ .......................................
ในจังหวะ.....................................................................
3. ถ้ากระเดื่องกดลิ้นสูบ 1 ขยับได้ทั้งสองข้างลิ้นไอดีกับ
ไอเสีย แสดงว่าสูบ 1 อยู่ในต าแหน่งศูนย์ตายบน
จังหวะ.........................................................................
4. หมุนเครื่องยนต์ไปอีก 1 รอบ ให้สูบ 4 อัดอยู่ศูนย์
ตายบนจังหวะ..............................................................
ให้ตั้งลิ้นตามต าแหน่งลูกศรแดง
ตั้งลิ้นสูบที่ ลิ้นไอดี (มม.) ลิ้นไอเสีย (มม.)
1
2
3
4
ข้อควรจ า กรณีไม่มีข้อมูลตั้งลิ้นให้ตั้งลิ้นที่ ............... มม.
ตอนที่ 4 จงแบ่งกลุ่มตรวจวัดและถอดประกอบเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
1. ขนาดกระบอกสูบช่วงบน A
ช่วงบน A ผลการวัด (มม.)
1) แนว 1 A
2) แนว 2 A
2. ขนาดกระบอกสูบช่วงกลาง B
ช่วงบน B ผลการวัด (มม.)
1) แนว 1 B
2) แนว 2 B
3. ขนาดกระบอกสูบช่วงกลาง C
ช่วงบน C ผลการวัด (มม.)
1) แนว 1 C
2) แนว 2 C
4. ขนาดกระบอกสูบเฉลี่ยแนว 1 และ 2
ช่วงบน C ผลการวัด (มม.)
1) แนว 1 C
2) แนว 2 C
5. ขนาดแนวตั้งฉากกับสลักลูกสูบ
ขนาดแนวสลักลูกสูบ ผลการวัด (มม.)
1) สูบที่ 1
2) สูบที่ 2
3) สูบที่ 3
4) สูบที่ 4
6. ขนาดชายลูกสูบตั้งฉากกับสลักลูกสูบ
ขนาดแนวสลักลูกสูบ ผลการวัด (มม.)
1) สูบที่ 1
2) สูบที่ 2
3) สูบที่ 3
4) สูบที่ 4
7. ขนาดชายลูกสูบขนานกับลูกสูบ
ขนาดแนวสลักลูกสูบ ผลการวัด (มม.)
1) สูบที่ 1
2) สูบที่ 2
3) สูบที่ 3
4) สูบที่ 4
8. ระยะห่างหล่อลื่น
1) ระยะห่างหล่อลื่นสูงสด .................................................... มม.
2) ถ้าระยะห่างหล่อลื่นมากเกินไปก าหนดต้องเปลี่ยนชุดลูกสูบโตขึ้น
.....................................................................................................................................................
กิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
ตอนที่ 1 จากภาพที่ก าหนด ให้นักเรียนเติมข้อมูลเกี่ยวกับอาเซียนให้ถูกต้อง
ชื่อประเทศ ราชอาณาจักรไทย
เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร
วันชาติ 5 ธันวาคม
สกุลเงิน บาท
วันเข้าร่วมอาเซียน 8 สิงหาคม 2510
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
ชื่อประเทศ
เมืองหลวง
วันชาติ
สกุลเงิน
วันเข้าร่วมอาเซียน
แบบประเมินผลการน าเสนอผลงาน
ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง...........................
รายชื่อสมาชิก
1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่…….
คะแนน
ที่ รายการประเมิน ข้อคิดเห็น
3 2 1
1 เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจน (ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหา ความถูกต้อง
ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า)
2 รูปแบบการน าเสนอ
3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น ้าเสียง ซึ่งท าให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผู้ประเมิน…………………………………………………
เกณฑ์การให้คะแนน
1. เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจนถูกต้อง
3 คะแนน = มีสาระส าคัญครบถ้วนถูกต้อง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระส าคัญไม่ครบถ้วน แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระส าคัญไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามจุดประสงค์
2. รูปแบบการน าเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการน าเสนอที่เหมาะสม มีการใช้เทคนิคที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยี
ประกอบการ น าเสนอที่น่าสนใจ น าวัสดุในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด
2 คะแนน = มีเทคนิคการน าเสนอที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการน าเสนอที่น่าสน ใจ
แต่ขาดการประยุกต์ใช้ วัสดุในท้องถิ่น
1 คะแนน = เทคนิคการน าเสนอไม่เหมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผู้ฟัง
3 คะแนน = ผู้ฟังมากกว่าร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ
2 คะแนน = ผู้ฟังร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความร่วมมือ
1 คะแนน = ผู้ฟังน้อยกว่าร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
แบบประเมินกระบวนการท างานกลุ่ม
ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง...........................
รายชื่อสมาชิก
1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่…….
คะแนน
ที่ รายการประเมิน ข้อคิดเห็น
3 2 1
1 การก าหนดเป้าหมายร่วมกัน
2 การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน
รวม
ผู้ประเมิน…………………………………………………
วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………..
เกณฑ์การให้คะแนน
1. การก าหนดเป้าหมายร่วมกัน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการก าหนดเป้าหมายการท างานอย่างชัดเจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการก าหนดเป้าหมายในการท างาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีส่วนร่วมในการก าหนดเป้าหมายในการท างาน
2. การมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจัดเตรียมสถานที่ สื่อ /
อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีสื่อ / อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง แต่ขาดการ
จัดเตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ทั่วถึงและมีสื่อ / อุปกรณ์ไม่เพียงพอ
3. การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
3 คะแนน = ท างานได้ส าเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่ก าหนด
2 คะแนน = ท างานได้ส าเร็จตามเป้าหมาย แต่ช้ากว่าเวลาที่ก าหนด
1 คะแนน = ท างานไม่ส าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
บันทึกหลังการสอน
หน่วยที่ 2 เรื่อง โครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบ
ผลการใช้แผนการเรียนรู้
1. เนื้อหาสอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
2. สามารถน าไปใช้ปฏิบัติการสอนได้ครบตามกระบวนการเรียนการสอน
3. สื่อการสอนเหมาะสมดี
ผลการเรียนของนักเรียน
1. นักศึกษาส่วนใหญ่มีความสนใจใฝ่รู้ เข้าใจในบทเรียน อภิปรายตอบค าถามในกลุ่ม และร่วมกัน
ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย
2. นักศึกษากระตือรือร้นและรับผิดชอบในการท างานกลุ่มเพื่อให้งานส าเร็จทันเวลาที่ก าหนด
3. นักศึกษาน าความรู้เรื่องโครงสร้างและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และการถอดแยกเสื้อสูบไป
ประยุกต์ใช้
ผลการสอนของครู
1. สอนเนื้อหาได้ครบตามหลักสูตร
2. แผนการสอนและวิธีการสอนครอบคลุมเนื้อหาการสอนท าให้ผู้สอนสอนได้อย่างมั่นใจ
3. สอนได้ทันตามเวลาที่ก าหนด
แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 3
ชื่อวิชา งานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน สอนสัปดาห์ที่ 5-6
ชื่อหน่วย ระบบจุดระเบิด คาบรวม 30
ชื่อเรื่อง ระบบจุดระเบิด จ านวนคาบ 10
สมรรถนะอาชีพประจ าหน่วย
ตรวจสอบแก้ไขระบบจุดระเบิด
สาระส าคัญ
ในเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ส่วนผสมน ้ามันเชื้อเพลิงกับอากาศ (ไอดี) ที่ถูกอัดปริมาตรเล็กลงในกระบอก
สูบแล้วเกิดการระเบิดลุกไหม้ภายในกระบอกสูบ และผลิตพลังงานกลออกมาได้ ก็โดยอาศัยระบบจุดระเบิดซึ่ง
เป็นแหล่งจ่ายพลังงานทางไฟฟ้าให้เกิดประกายไฟขึ้นในกระบอกสูบ
เรื่องที่จะศึกษา
1. โครงสร้างอุปกรณ์เครื่องยนต์
2. ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องยนต์
3. การตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์
จุดประสงค์การเรียน/การสอน
จุดประสงค์ทั่วไป
1. เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการท างานของระบบจุดระเบิด (ด้านพุทธิพิสัย)
2. เพื่อให้มีทักษะในการตรวจสอบและแก้ไขระบบจุดระเบิด (ด้านทักษะพิสัย)
3. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้น าวิธีการตรวจสอบระบบจุดระเบิดไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน
(ด้านจิตพิสัย)
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. บอกองค์ประกอบในการท างานของระบบจุดระเบิดได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
2. อธิบายการท างานของระบบจุดระเบิดได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
3. อธิบายหน้าที่ของอุปกรณ์ชิ้นส่วนระบบจุดระเบิดได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
4. ตรวจสอบระบบจุดระเบิดได้ (ด้านทักษะพิสัย)
5. น าวิธีการตรวจสอบระบบจุดระเบิดไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ (ด้านจิตพิสัย)
เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้
3.1 ระบบจุดระเบิด (Ignition System)
ในเครื่องยนต์แก๊สโซลีนส่วนผสมของเชื้อเพลิงกับอากาศ (ไอดี) ที่ถูกอัดตัวในกระบอกสูบของ
เครื่องยนต์จะเกิดการลุกไหม้ได้ต้องอาศัยระบบจุดระเบิด ซึ่งท าให้เกิดประกายไฟแรงสูง กระโดดข้ามที่เขี้ยวหัว
เทียนในกระบอกสูบตามจังหวะที่เหมาะสม ประกายไฟแรงสูงที่เกิดขึ้นจะมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงประมาณ 20,000
โวลต์ (18,000 – 25,000 โวลต์)
ระบบจุดระเบิดจะท างานได้สมบูรณ์จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้
1. ความแรงของประกายไฟที่กระโดดข้ามที่เขี้ยวหัวเทียนเมื่อไอดีถูกอัดตัวในกระบอกสูบ จะท าให้
ประกายไฟที่กระโดดข้ามที่เขี้ยวหัวเทียนกระโดดข้ามได้ยาก ดังนั้นแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ผลิตจะต้องสูงพอที่จะท า
ให้เกิดประกายไฟกระโดดข้ามที่เขี้ยวหัวเทียนได้
2. จังหวะจุดระเบิดที่เหมาะสม การที่จะให้ไอดีเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ หัวเทียนจะต้องจุดประกายไฟ
ในต าแหน่งหรือจังหวะที่เหมาะสมกับความเร็วรอบและภาระของเครื่องยนต์
3. อายุการใช้งานของอุปกรณ์ที่ยืนนานเครื่องยนต์แก๊สโซลีนจะท างานได้ ต้องอาศัยการจุดประกายไฟ
จากหัวเทียนในระบบจุดระเบิด ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบจุดระเบิดจะต้องมีความทนทาน มีอายุการใช้งานที่
ยืนนานจึงจะท าให้เครื่องยนต์พร้อมที่จะท างานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา
ระบบจุดระเบิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ระบบจุดระเบิดแบบธรรมดา
2. ระบบจุดระเบิดแบบทรานซิสเตอร์
ระบบจุดระเบิดแบบธรรมดา
หมายถึง ระบบจุดระเบิดที่ใช้หน้าทองขาวเป็นอุปกรณ์ตัดต่อวงจรไฟแรงต ่าเพื่อให้เกิดการเหนี่ยวน าใน
คอยล์จุดระเบิด
การท างาน
เมื่อเปิดสวิตช์กุญแจในต าแหน่ง On กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะไหลผ่านขั้ว B ของสวิตช์กุญแจ ผ่าน
ขั้ว Ig. เข้าขั้วบวกของคอยล์จุดระเบิด ผ่านขดลวดปฐมภูมิออกขั้วลบของคอยล์จุดระเบิดเข้าจานจ่าย ถ้าหน้า
ทองขาวต่อกันกระแสไฟฟ้าจะผ่านหน้าทองขาวที่ต่อกันลงกราวนด์ครบวงจร ท าให้ขดลวดปฐมภูมิเกิดอ านาจ
แม่เหล็ก
เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะที่เครื่องยนต์หมุนเพลาลูกเบี้ยวจานจ่ายจะหมุนไปด้วยจนกระทั่งลูกเบี้ยว
จานจ่ายหมุนเปิดหน้าทองขาว ท าให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลในขดลวดปฐมภูมิของคอยล์จุดระเบิดถูกตัดวงจร เป็น
ผลให้เส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดรอบขดลวดปฐมภูมิยุบตัวอย่างทันทีทันใด ตัดกับขดลวดปฐมภูมิและขดลวดทุติยภูมิ
ในคอยล์จุดระเบิดเหนี่ยวน าให้เกิดไฟแรงสูงประมาณ 20,000 โวลต์ที่ขดลวดทุติยภูมิจ่ายไปยังหัวเทียนตาม
จังหวะการจุดระเบิดและยังเหนี่ยวน าให้ขดลวดปฐมภูมิเองเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 500 โวลต์ ซึ่ง
กระแสไฟฟ้านี้พยายามที่จะกระโดดข้ามที่หน้าทองขาวจึงต้องมีคอนเดนเซอร์ต่อขนานกับหน้าทองขาวไว้ เพื่อ
ท าหน้าที่เก็บประจุไฟฟ้าที่เกิดขึ้นไม่ให้กระโดดข้ามหน้าทองขาว และเมื่อหน้าทองขาวต่อกัน คอนเดนเซอร์ซึ่ง
เก็บประจุไฟฟ้าอยู่เต็มจะคายประจุไฟฟ้ากลับเข้าสู่วงจร จนกระทั่งคอนเดนเซอร์คายประจุหมด กระแสไฟฟ้าจาก
แบตเตอรี่จึงเริ่มต้นไหลเข้าขดลวดปฐมภูมิเป็นการเริ่มต้นการท างานของระบบจุดระเบิดอีกครั้งหนึ่ง
ระบบจุดระเบิดแบบธรรมดาประกอบด้วยส่วนประกอบที่ส าคัญคือ แบตเตอรี่ สวิตช์
กุญแจคอยล์จุดระเบิด หน้าทองขาว คอนเดนเซอร์ จานจ่าย และหัวเทียน ในวงจรของระบบจุดระเบิด
สามารถแบ่งออกเป็น 2 วงจรย่อย คือ
1. วงจรไฟแรงต ่า (Low-Tension Circuit) จะเริ่มต้นตั้งแต่แบตเตอรี่จ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านสวิตช์กุญแจ
คอยล์จุดระเบิดด้านขดลวดปฐมภูมิ (Primary winding) ออกไปเข้าจานจ่ายผ่านหน้าทองขาวที่ต่อกันลงกราวด์
ครบวงจร
2. วงจรไฟแรงสูง (High-Tension Circuit) จะเริ่มต้นจากขั้วบวกของคอยล์จุดระเบิดผ่านขดลวดทุติยภูมิ
(Secondary winding) ผ่านไปฝาครอบจานจ่าย ผ่านหัวโรเตอร์ไปยังหัวเทียนลงกราวนด์ครบวงจร
วงจรจุดระเบิดแบบธรรมดาแบบมีตัวความต้านทานภายนอก
การท างาน
เมื่อเปิดสวิตช์กุญแจในต าแหน่ง On กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะไหลผ่านขั้ว B ของ สวิตช์กุญแจผ่าน
ขั้ว Ig. เข้าขั้วบวกของคอยล์จุดระเบิด ผ่านขดลวดปฐมภูมิออกขั้วลบของคอยล์จุดระเบิดเข้าจานจ่าย ถ้าหน้า
ทองขาวต่อกันกระแสไฟฟ้าจะผ่านหน้าทองขาวที่ต่อกันลงกราวน์ด์ครบวงจรท าให้ขดลวดปฐมภูมิเกิดอ านาจ
แม่เหล็กเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ ในขณะที่เครื่องยนต์หมุนเพลาลูกเบี้ยวจานจ่ายจะหมุนไปด้วย จนกระทั่งลูกเบี้ยว
จานจ่ายหมุนเปิดหน้าทองขาว ท าให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลในขดลวดปฐมภูมิของคอยล์จุดระเบิดถูกตัดวงจร เป็น
ผลให้เส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดรอบขดลวดปฐมภูมิยุบตัวอย่างทันทีทันใด ตัดกับขดลวดปฐมภูมิและขดลวดทุติยภูมิ
ในคอยล์จุดระเบิดเหนี่ยวน าให้เกิดไฟแรงสูงประมาณ 20,000 โวลต์ ที่ขดลวดทุติยภูมิจ่ายไปยังหัวเทียนตาม
จังหวะการจุดระเบิดและยังเหนี่ยวน าให้ขดลวดปฐมภูมิเองเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 500 โวลต์ ซึ่ง
กระแสไฟฟ้านี้พยายามที่จะกระโดดข้ามที่หน้าทองขาวจึงต้องมีคอนเดนเซอร์ต่อขนานกับหน้าทองขาวไว้ เพื่อ
ท าหน้าที่เก็บประจุไฟฟ้าที่เกิดขึ้นไม่ให้กระโดดข้ามหน้าทองขาว และเมื่อหน้าทองขาวต่อกัน คอนเดนเซอร์ซึ่ง
เก็บประจุไฟฟ้าอยู่เต็มจะคายประจุไฟฟ้ากลับเข้าสู่วงจร จนกระทั่งคอนเดนเซอร์คายประจุหมด กระแสไฟฟ้าจาก
แบตเตอรี่จึงเริ่มต้นไหลเข้าขดลวดปฐมภูมิเป็นการเริ่มต้นการท างานของระบบจุดระเบิดอีกครั้งหนึ่ง
คอยล์จุดระเบิด ท าหน้าที่เช่นเดียวกับหม้อแปลงไฟฟ้าคือเพิ่มแรงเคลื่อนไฟฟ้าจาก 12 โวลต์ เป็น 20,000
โวลต์ เพื่อให้สามารถกระโดดข้ามเขี้ยวหัวเทียนได้ ภายในคอยล์จุดระเบิดจะประกอบด้วยขดลวดปฐมภูมิพัน
รอบแกนเหล็กอ่อนด้วยลวดทองแดงขนาดใหญ่โดยพัน 150 ถึง 300 รอบทับขดลวดทุติยภูมิซึ่งเป็นลวดทองแดง
ขนาดเล็กพันรอบแกนเหล็กอ่อนเดียวกันประมาณ 20,000 รอบ และเพื่อป้องกันการลัดวงจรระหว่างขดลวดทั้ง
สองขดจึงมีกระดาษบางๆ คั่นอยู่ และบรรจุน ้ามันอยู่ภายในเพื่อช่วยระบายความร้อน ปลายด้านหนึ่งของขดลวด
ปฐมภูมิจะต่ออยู่กับขั้วบวก (+) และปลายอีกด้านจะต่อเข้ากับขั้วลบ (-) ของคอยล์จุดระเบิด ส าหรับขดลวดทุติย
ภูมิจะต่อปลายด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวก (+) ของคอยล์จุดระเบิด ส่วนปลายอีกด้านจะต่ออยู่กับขั้วไฟแรงสูงตรง
กลางคอยล์จุดระเบิดที่ใช้ส าหรับต่อสายไฟแรงสูงไปฝาครอบจานจ่าย
3.2 อุปกรณ์ชิ้นส่วนระบบจุดระเบิด
1.) จานจ่าย (Distributor) จะติดตั้งอยู่ที่เครื่องยนต์ ท าหน้าที่ให้หน้าทองขาวเป็นสวิตช์ปิด-เปิดวงจรไฟ
แรงต ่าตามจังหวะการหมุนของลูกเบี้ยวจานจ่าย จานจ่ายประกอบด้วยฝาครอบจานจ่าย โรเตอร์ ชุดหน้าทองขาว
และคอนเดนเซอร์ นอจากนี้ยังมีชุดกลไกควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าแบบสุญญากาศ และชุดกลไกควบคุมการ
จุดระเบิดล่วงหน้าแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ประกอบอยู่ภายในด้วย
ส่วนประกอบจานจ่าย
1. ฝาจานจ่าย 2. ที่ล็อกจานจ่าย
3. ยางกันฝุ่น 4. แท่งคาร์บอน
5. โรเตอร์ 6. ชุดหน้าทองขาว
7. แผ่นรองชุดหน้าทองขาว 8. สายกราวนด์
9. ลูกเบี้ยวจานจ่าย 10. ตุ้มน ้าหนัก
11. สปริงดึงตุ้มน ้าหนัก 12. เพลาจานจ่าย
13. แหวนรอง 14. เรือนจานจ่าย
15. สายไฟชุดทองขาว 16. ชุดขั้วต่อ
17. คอนเดนเซอร์ 18. ชุดสุญญากาศ
19. แผ่นยึดจานจ่าย 20. เฟืองจานจ่าย
2.) ชุดหน้าทองขาว (Breaker Section) ท าหน้าที่ตัด-ต่อวงจรไฟปฐมภูมิชุดหน้าทองขาวจะ
ประกอบด้วยหน้าทองขาว (Contact) ที่อยู่กับที่ซึ่งต่อลงกราวนด์ และหน้าทองขาว ตัวที่เคลื่อนที่ซึ่งที่จุดหมุนของ
ส่วนนี้จะมีฉนวนป้องกันการลงกราวนด์ หน้าทองขาวตัวที่เคลื่อนที่นี้จะต่อรับกระแสไฟฟ้าจากขดลวดปฐมภูมิ
และจะมีไฟเบอร์ท าหน้าที่ถ่ายทอดก าลังจากลูกเบี้ยวจานจ่ายเพื่อท าหน้าที่ปิด-เปิดหน้าทองขาว สปริงแผ่นของ
หน้าทองขาวจะท าหน้าที่ปิดหน้าทองขาวให้สนิท
มุมดเวล (Dwell Angle) คือมุมของลูกเบี้ยวจานจ่าย ตั้งแต่หน้าทองขาวเริ่มปิดจนถึงหน้าทองขาวเริ่มเปิด
มุมดเวลของเครื่องยนต์ 4 สูบ ประมาณ 52 องศา
มุมดเวลของเครื่องยนต์ 6 สูบ ประมาณ 41 องศา
ค่ามุมดเวลน้อยแสดงว่าระยะห่างของหน้าทองขาวห่างมากเกินไป
ค่ามุมดเวลมากแสดงว่าระยะห่างของหน้าทองขาวชิดเกินไป
- มุมดเวลน้อยเกินไปจะท าให้ระยะเวลาที่หน้าทองขาวปิดสั้น เพราะระยะห่างของหน้าทองขาวห่าง
มากเกินไป (หน้าทองขาวจะปิดช้าและเปิดเร็ว) เป็นผลให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านขดลวดปฐมภูมิของคอยล์จุด
ระเบิดมีเวลาน้อยลง ในขณะที่เครื่องยนต์เดินเบาจะไม่มีผลต่อเครื่องยนต์ชัดเจน แต่เมื่อเครื่องยนต์มีความเร็วรอบ
สูงขึ้น กระแสไฟฟ้าในขดลวดปฐมภูมิจะไม่เพียงพอ การเหนี่ยวน าในขดลวดทุติยภูมิจจะน้อยลงท าให้ไฟแรงสูง
ขาดหายเป็นช่วงๆ จังหวะการจุดระเบิดของเครื่องยนต์เกิดการผิดพลาด
3.) กลไกปรับตั้งค่าออกเทน จังหวะการจุดระเบิดต้องปรับใหม่เหมาะสมกับเวลาที่ไอดีเกิดการเผาไหม้
ซึ่งก าลังงานสูงสุดที่ได้จากการเผาไหม้ในกระบอกสูบจะเกิดขึ้นที่ 10 องศาหลัง TDC ความเร็วในการเผาไหม้
ของไอดีจะแตกต่างกันในการใช้น ้ามันเชื้อเพลิงค่าออกเทนต ่า อุณหภูมิในการจุดระเบิดก็จะสูงกว่าเมื่อใช้น ้ามัน
เชื้อเพลิงที่มีค่าออกเทนปกติ ดังนั้นเวลาในการจุดระเบิดต้องใช้เวลาที่มากขึ้นในการจุดระเบิดก าลังดันสูงสุด
เพื่อให้ระบบจุดระเบิดไอดีและเกิดการเผาไหม้ ดังนั้นความเร็วในการเผาไหม้ช้า เวลาเกิดก าลังดันสูงสุดจากการ
เผาไหม้จะยาวนานกว่า
4.) คอนเดนเซอร์ (Condenser) ท าจากตะกั่วแผ่นบางๆ ตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไป วางซ้อนกันและถูกกั้นด้วย
กระดาษไขม้วนบรรจุอยู่ในกล่องโลหะรูปทรงกระบอกและปิดผนึกป้องกันการรั่วของกระแสไฟฟ้า ปกติ
คอนเดนเซอร์จะติดตั้งอยู่ด้านนอกข้างจานจ่ายต่อขนานกับชุดหน้าทองขาว คอนเดนเซอร์จะท าหน้าที่เก็บประจุ
ไฟฟ้าในขณะที่หน้าทองขาวเปิด ซึ่งเกิดจากการเหนี่ยวน าตัวเองของขดลวดปฐมภูมิโดยมีแรงเคลื่อนไฟฟ้า
ประมาณ 500 โวลต์ กระแสไฟฟ้านี้จะพยายามกระโดดข้ามหน้าทองขาวและเพื่อให้เกิดประกายไฟที่หน้า
ทองขาวน้อยที่สุด จึงต่อคอนเดนเซอร์ขนานไว้ในวงจรเพื่อให้กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นไปสะสมไว้ในคอนเดนเซอร์
ชั่วคราว การเลือกใช้คอนเดนเซอร์กับระบบจุดระเบิดจะต้องเลือกขนาดความจุให้เหมาะกับระบบจุดระเบิดของ
รถยนต์ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตได้ออกแบบไว้ ความจุของคอนเดนเซอร์มีหน่วยวัดเป็นไมโครฟารัด (Microfarad หรือ F)
การใช้คอนเดนเซอร์ที่มีค่าความจุน้อยเกินไป จะท าให้เนื้อโลหะของหน้าทองขาวด้านบวก (ตัวที่
เคลื่อนที่) นูนออกมา และด้านลบ (ตัวที่อยู่กับที่) เป็นหลุม และการใช้คอนเดนเซอร์ที่มีค่าความจุมากเกินไปจะ
ท าให้เนื้อโลหะของหน้าทองขาวทางด้านบวกเป็นหลุมและทางด้านลบนูนออกมา
5.) โรเตอร์ (Rotor) โรเตอร์หรือหัวนกกระจอก ท าด้วยสารสังเคราะห์ที่สามารถทนความร้อนสูงและ
ต้องเป็นฉนวนที่ดี ที่ตัวโรเตอร์จะมีสะพานไฟอยู่ตรงส่วนบนและยื่นออกไปนอกตัวโรเตอร์ โรเตอร์ท าหน้าที่
หมุนจ่ายไฟแรงสูงที่รับมาจากคอยล์จุดระเบิดไปยังสายไฟแรงสูงที่ต่อไปยังหัวเทียน
6.) ฝาจานจ่าย (Distributor Cap) ท าจากสารสังเคราะห์เช่นเดียวกับโรเตอร์ ที่ฝาครอบจานจ่ายจะมีรูตรง
กึ่งกลาง ด้านในจะติดตั้งแท่งคาร์บอนโดยมีสปริงดันแท่งคาร์บอนไว้เพื่อให้แท่งคาร์บอนสัมผัสกับสะพานไฟที่
ตัวโรเตอร์ตลอดเวลา และรอบๆ ฝาจานจ่ายจะมีรูสายหัวเทียนจ านวนเท่ากับกระบอกสูบซึ่งจะรับไฟแรงสูงจาก
โรเตอร์ ระยะห่างระหว่างสะพานไฟของโรเตอร์กับขั้วไฟของฝาจานจ่ายจะประมาณ 0.8 มิลลิเมตร
7.) กลไกควบคุมการจุดระเบิด หลังจากที่ไอดีถูกจุดด้วยประกายไฟจะต้องใช้ระยะเวลาจ านวนหนึ่งที่
เปลวไฟจะแพร่กระจายไปจนทั่วห้องเผาไหม้ ด้วยเหตุนี้จึงมีระยะเวลาล่าช้าเล็กน้อยระหว่างเวลาที่เริ่มจุดระเบิด
จนกระทั่งได้ความดันจากการเผาไหม้มากที่สุด (ประมาณ 8 องศาหลังการจุดระเบิดที่รอบเดินเบา) ฉะนั้นจึงต้อง
ตั้งจังหวะในการจุดระเบิดที่เหมาะสมเพื่อที่จะให้ได้ก าลังสูงสุดจากเครื่องยนต์ ด้วยเวลาที่ล่าช้าของการเผาไหม้
ในห้องเผาไหม้หลังจากการจุดระเบิดองก าหนดให้ไอดีถูกจุดระเบิดก่อนศูนย์ตายบน (TDC) ซึ่งเรียกว่า จังหวะ
การจุดระเบิด (Ignition Timing)
ระบบจุดระเบิดแบบกึ่งทรานซิสเตอร์
แบบกึ่งทรานซิสเตอร์ ยังใช้หน้าทองขาว คอนเดนเซอร์ แต่มีทรานซิสเตอร์มาช่วยจุดแบบทรานซิสเตอร์
ล้วน ไม่มีทองขาวและคอนเดนเซอร์เครื่องก าเนิดสัญญาณ ประกอบด้วยแม่เหล็ก ขดลวดก าเนิดสัญญาณ และโร
เตอร์ก าเนิดสัญญาณชุดช่วยจุดระเบิด ประกอบด้วยตัวตรวจจับสัญญาณ ภาคขยายสัญญาณ ทรานซิสเตอร์ก าลัง
การควบคุมมุมดเวล จะควบคุมระยะเวลาที่กระแสไฟไหลผ่านขดลวดปฐมภูมิและรักษาให้กระแสไหลคงที่
ตลอดเวลาจากความเร็วรอบต ่าถึงรอบสูง อุปกรณ์จุดระเบิดแบบรวมเป็นอุปกรณ์จุดระเบิดที่ชุดช่วยจุดระเบิดและ
คอยล์จุดระเบิดรวมเข้าด้วยกันในชุดจานจ่ายระบบจุดระเบิดแบบ CDI ประกอบด้วยชุดก าเนิดสัญญาณ ขดลวด
ก าเนิดสัญญาณ ชุดขยายสัญญาณ ชุดแปลงไฟกระแสตรงจากแรงเคลื่อนกระแสต ่าเป็นแรงเคลื่อนไฟสูงและตัว
ไทริสเตอร์
จังหวะการจุดระเบิดของหัวเทียนจ าเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้สัมพันธ์กับความเร็วรอบและภาระ
ของเครื่องยนต์ ซึ่งในระบบจุดระเบิดจะมีการควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าไว้ที่ตัวจานจ่ายโดยมีการควบคุม 2
แบบ คือ
1. ชุดกลไกควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าแบบสุญญากาศ (Vacuum Advancer)
ในขณะที่เครื่องยนต์เดินเบาลิ้นปี กผีเสื้อจะปิ ด ท่อสุญญากาศซึ่งติดตั้งเหนือลิ้นปี กผีเสื้อของ
คาร์บูเรเตอร์จะไม่เกิดสุญญากาศ กลไกควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าจะไม่ท างาน และเมื่อลิ้นผีเสื้อเริ่มเปิดจะ
เกิดสุญญากาศที่ท่อสุญญากาศ ท าให้ห้องของไดอะแฟรมด้านที่ท่อสุญญากาศต่ออยู่เป็นสุญญากาศอากาศในห้อง
ไดอะแฟรมอีกด้านหนึ่ง จึงดันไดอะแฟรมให้เคลื่อนตัวโดยชนะแรงดันสปริง เป็นผลให้ก้านต่อดึงแผ่นรองชุด
ทองขาวให้เคลื่อนที่หมุนในทิศทางตรงข้ามการหมุนของลูกเบี้ยวจานจ่าย ท าให้จังหวะการจุดระเบิดเกิดล่วงหน้า
มากขึ้น ซึ่งจะใช้ควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าในช่วงความเร็วต ่าถึงปานกลาง
ในขณะที่เครื่องยนต์เดินเบาที่ประมาณ 800 รอบ/นาที (800 rpm) การจุดระเบิดล่วงหน้าปกติจะตั้งไว้
ประมาณ 8 องศาก่อนศูนย์ตายบน (8 BTDC) ซึ่งเมื่อความเร็วรอบของเครื่องยนต์สูงขึ้นองศาการจุดระเบิดจะ
เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การท างานของชุดกลไกควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าแบบสุญญากาศจะท างานจนกระทั่ง
ความเร็วของเครื่องยนต์ถึงประมาณ 3,000 รอบ/นาที จึงสิ้นสุดการท างาน ชุดควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าแบบ
แรงเหวี่ยงหนีศูนย์จะเริ่มท างานต่อจากชุดควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าแบบสุญญากาศ โดยตุ้มน ้าหนักของชุด
ควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าจะเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์มากพอที่จะท าให้ตุ้มน ้าหนักเหวี่ยงตัวออกดันแผ่นลูก
เบี้ยวให้เคลื่อนที่ไปโดยชนะแรงดึงของสปริง เป็นการเพิ่มองศาการจุดระเบิดล่วงหน้า การจุดระเบิดล่วงหน้าจะ
เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับความเร็วรอบของเครื่องยนต์ ชุดควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์นี้จะมี
ตัวสลักบังคับเป็นตัวก าหนดการจุดระเบิดล่วงหน้าสูงสุดคือเมื่อตุ้มน ้าหนักเหวี่ยงตัวออกดันแผ่นลูกเบี้ยวจนชน
สลักบังคับจะเป็นการสิ้นสุดระยะการเคลื่อนตัวของแผ่นลูกเบี้ยว การจุดระเบิดล่วงหน้าจะไม่เพิ่มขึ้นอีกถึงแม้ว่า
เครื่องยนต์จะมีความเร็วรอบเพิ่มสูงขึ้นอีกก็ตาม ตัวปรับค่า ออกเทน จังหวะการจุดระเบิดต้องมีการปรับตั้ง
เพื่อให้เกิดการเผาไหม้ไอดีได้สมบูรณ์ที่สุด การใช้น ้ามันที่มีค่าออกเทนต ่าระยะเวลาในการเผาไหม้จะสั้น ดังนั้น
แรงดันจากการเผาไหม้สูงสุดจึงเกิดก่อน 8 องศาหลังการจุดระเบิด เมื่อใช้น ้ามันที่มีค่าออกเทนสูงขึ้นการเผาไหม้
จะใช้เวลามากขึ้นแรงดันสูงสุดของการเผาไหม้จะเกิดหลัง 8 องศาหลังการจุดระเบิด เครื่องยนต์จะไม่สามารถให้
สมรรถนะเต็มที่ได้ ดังนั้นเมื่อใช้น ้ามันที่มีค่าออกเทนต ่าลงจะต้องตั้งองศาการจุดระเบิดล่วงหน้าให้น้อยลงแต่ถ้า
ใช้น ้ามันที่มีค่าออกเทนสูงขึ้นจะต้องตั้งองศาการจุดระเบิดล่วงหน้ามากขึ้น โดยใช้ตัวปรับค่าออกเทนเพื่อ
แก้ปัญหานี้
2. ชุดกลไกควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ (Governor Advancer)
8.) หัวเทียน (Spark Plugs) หัวเทียนเป็นอุปกรณ์ที่ส าคัญชิ้นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ใช้น ้ามันเบนซินเป็น
เชื้อเพลิง หัวเทียนจะท าหน้าที่จุดส่วนผสมที่อยู่ในกระบอกสูบให้เกิดการเผาไหม้ โดยท าให้เกิดประกายไฟที่
เขี้ยวของหัวเทียน
1. คุณสมบัติของหัวเทียน
1) ต้องทนอุณหภูมิได้สูงถึง 2,500 ๐C
2) ต้องทนรับแรงดันในกระบอกสูบได้สูงถึง 50 Kg/Cm2
3) ต้องทนทานต่อแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูง ๆ ได้
4) การจุดประกายไฟแน่นอนทุกสภาวะการท างาน
5) ให้ค่าความร้อนที่ถูกต้อง
6) มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
7) ทนต่อการกัดกร่อนทางเคมีและแก๊สที่เผาไหม้
2. การผลิตหัวเทียน
ฉนวนกระเบื้อง (Insulation) ฉนวนหัวเทียนท ามาจากสารอะลูมินา (AL2O3) บริสุทธิ์ ซึ่งมี
คุณสมบัติทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างกะทันหันและทนต่อการกัดกร่อนส่วนการขึ้นรูปจะใช้
อุณหภูมิประมาณ 1,600๐C
เปลือกโลหะ (Meal Shell) การขึ้นรูปเปลือกโลหะ มี 2 วิธี คือ การอัดขึ้นรูปคร่าวๆ แล้วกลึงแต่ง
ให้เรียบร้อยหรือการกลึงจากท่อนเหล็กรูปหกเหลี่ยมโดยตรง แต่นิยมใช้วิธีแรกเพราะงานกลึงน้อยกว่า หลังจาก
ได้รูปร่างแล้วก็เชื่อมเข้าตามต าแหน่งแล้วกลึงเกลียวก่อนชุบ
ขั้ว (Electrode) วัสดุที่ใช้ท าขั้วต้องมีคุณสมบัติทนต่อการสึกหรอและกัดกร่อน และยังต้องจุด
ประกายไฟได้ง่ายๆ แม้แรงเคลื่อนไม่คงที่ก็ตาม ส่วนมากขั้วจะท าจากโลหะผสมนิกเกิลกับโครเมียม แมงกานีส
ซิลิคอน ส่วนขั้วแกนกลางท าโดยการอัดโลหะผสมดังกล่าวขึ้นรูปเป็นท่อนกลมตัดเป็นชิ้นมาเชื่อมกับปลาย
ทองแดงและน าความร้อนได้ดี
3. ประเภทของหัวเทียน
หัวเทียนที่มีอยู่ในปัจจุบันมีเกณฑ์หรือค่าความร้อนต่างๆ กันสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1.) หัวเทียนร้อน คือหัวเทียนที่มีระยะทางระบายความร้อนจากเขี้ยวหัวเทียนถึงฝาสูบยาว ท า
ให้ระบายความร้อนได้ยาก ความร้อนจะสะสมอยู่ในตัวมากเหมาะส าหรับเครื่องยนต์ท างานความเร็วต ่า
2.) หัวเทียนมาตรฐาน คือ หัวเทียนที่มีความร้อนขนาดกลาง ระยะทางระบายความร้อนจะอยู่
ระหว่างหัวเทียนร้อนและหัวเทียนเย็นเหมาะส าหรับเครื่องยนต์ที่ท างานความเร็วปานกลาง
3.) หัวเทียนเย็น คือ หัวเทียนที่มีระยะทางระบายความร้อนจากเขี้ยวถึงฝาสูบสั้นระบายความ
ร้อนได้เร็วใช้กับเครื่องยนต์ที่ใช้ความเร็วสูง ๆ
4. การตั้งระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียน
ระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียนจะต้องตั้งให้ถูกต้อง ซึ่งโดยทั่วไปค่าความห่างมาตรฐานจะอยู่ที่ 0.6
– 0.8 มม. (0.024 = 0.31 นิ้ว)
การสังเกตสีเขี้ยของหัวเทียน
1.) เขี้ยวของหัวเทียนแห้งโดยตลอดอาจมีลักษณะคล้ายผงละเอียดจับอยู่บริเวณเขี้ยวจะเป็นสี
น ้าตาลอ่อนแสดงว่าการเผาไหม้สมบูรณ์
2.) เขี้ยวของหัวเทียนมีสีด าแห้ง แต่สามารถเช็ดออกได้ง่าย แสดงว่าส่วนผสมหนาไปควร
ปรับตั้งคาร์บูเรเตอร์ใหม่ หรือตรวจสบโช้ค หรือหม้อกรองอากาศ
3.) เขี้ยวของหัวเทียนเปียกด้วยน ้ามันเครื่องแสดงว่ามีน ้ามันเครื่องเข้าไปเผาไหม้กับน ้ามัน
เชื้อเพลิงได้ ซึ่งหมายความว่า ลูกสูบ แหวนสูบ อื่นๆ มีการสึกหรอ
4.) เขี้ยวหัวเทียนมีลักษณะไหม้และกร่อน แสดงว่าเครื่องยนต์ท างานที่อุณหภูมิสูงเกินไป อาจ
เป็นเพราะการใช้หัวเทียนผิดเบอร์ และถ้าปล่อยไว้นานจนเขม่าจับมากๆ อาจท าให้เกิดการชิงจุดระเบิดก่อน
5.) มีผงสีขาวจับอยู่เขี้ยวหัวเทียนบางทีอาจเป็นสีเหลือง แสดงว่าน ้ามันเชื้อเพลิงมีส่วนผสม
ของตะกั่วอาจท าให้หัวเทียนเกิดประกายไฟรั่วลงดินได้
ข้อขัดข้องของหัวเทียนมีสาเหตุใหญ่ๆ เนื่องมาจาก
1. การสึกหรอของเขี้ยวหัวเทียน
2. ฉนวนหุ้มแตก
3. มีเขม่าและน ้ามันเครื่องติดอยู่ที่เขี้ยวหัวเทียนมากเกินไป
4. หัวเทียนหมดอายุ ซึ่งอยู่ในรถจักรยานยนต์จะมีอายุการใช้งาน 3,000-5,000 กิโลเมตร
ผลเสียถ้าเกิดหัวเทียนหมดอายุและมีการใช้
1. สิ้นเปลืองน ้ามันเชื้อเพลิง
2. ท าให้ระบบจ่ายไฟท างานหนัก
3. เพิ่มปัญหามลพิษ เพราะการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์
5. โค้ดของหัวเทียน
BP6ES
อักษรตัวแรกจะบอกขนาดความโตของเกลียว อักษรตัวที่ 2 จะบอกลักษณะโครงสร้างตัวเลข จะ
บอกค่าความร้อน มากจะเย็น น้อยจะร้อน อักษรหลังตัวเลขตัวแรกจะบอกความยาวของเกลียว อักษรหลังตัวเลข
ตัวที่ 2 จะบอกลักษณะโครงสร้างพิเศษ
s : แกนกลางเป็นทองแดง
C : ใช้กับเครื่องยนต์ความเร็วสูง
N : ใช้กับรถแข่งมีเขี้ยวงอเป็นนิกเกิล
M : ชนิดแกนสั้น
A : แบบ 2 เขี้ยวใช้กับเครื่องยนต์โรตารี
R : ชนิดมีรีซิสเตอร์ที่แกนกลางของหัวเทียน Hitachi L46PW
L = ความยาวของเกลียว
4 = ความโตของเกลียว
6 = ค่าความร้อน มากร้อน น้อยเย็น
P = ลักษณะโครงสร้าง
W = แกนกลางเป็นทองแดง Champion N9Y
N = ความยาวของเกลียว
9 = ค่าความร้อน มากร้อน น้อยเย็น
Y = ลักษณะโครงสร้าง
3.3 การตรวจสอบระบบจุดระเบิด
ได้ศึกษาเกี่ยวกับวงจรจุดระเบิด ไล่วงจรตั้งแต่เริ่มต้นที่แบตเตอรรี่ไปสิ้นสุดที่หัวเทียนจากการศึกษา
พบว่าไฟจุดระเบิดมีแรงดันสูงมาก ได้ท าการศึกษาจานจ่ายจนเข้าใจได้รู้วิธีการจุดระเบิด
การตรวจดูหัวเทียนว่ามีประกายไฟหรือไม่
วิธีตรวจ
ถอดสายไฟแรงสูงออกจากหัวเทียน จับสายไฟแรงสูงแล้วจ่อให้ปลายอยู่ห่างจากเครื่องยนต์ประมาณ 6-7
มม. สตาร์ทเครื่องยนต์ ถ้ามีประกายไฟกระโดดจากปลายสายไฟไปยังเครื่องยนต์แสดงว่าระบบไฟจุดระเบิดไป
ยังหัวเทียนเรียบร้อยดี ในกรณีที่เครื่องยนต์ไม่ติดเนื่องมาจากหัวเทียนเองหรือตั้งจังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง
การตรวจดูประกายไฟที่ขั้วกลางของฝาจานจ่าย
วิธีตรวจ
ดึงสายไฟแรงสูงที่ต่อจากคอยล์มายังขั้วกลางของจานจ่ายไฟให้ออกจากฝาจานจ่าย จ่อปลายที่ดึงออกมา
ให้ห่างจากตัวเครื่องประมาณ 6-7 มม. สตาร์ทเครื่องยนต์หรือเปิดฝาจานจ่ายออกและเปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์แล้ว
ใช้ไขควงเขี่ยหน้าทองขาวให้เปิด-ปิด ถ้ามีประกายไฟโดดข้ามแสดงว่าระบบจุดระเบิดจากส่วนแรกจนกระทั่งถึง
ขั้วต่อสายไฟแรงสูงที่ตรงกลางของจานจ่ายท างานเรียบร้อยดี ฉะนั้นปัญหาอยู่ที่ฝาจานจ่ายหรือโรเตอร์จาน
จ่ายไฟเสีย ถ้าไม่มีประกายไฟแสดงว่าข้อบกพร่องอยู่ที่วงจรไฟต ่า
การตรวจฝาจานจ่ายไฟ
วิธีตรวจ
1. ถอดฝาจานจ่ายไฟออก ตรวจหารอยร้าวในฝาจานจ่ายไฟ ถ้ามีรอยร้าวไฟแรงสูงจะเดินทางรอยร้าว
และไม่มีไฟไปยังหัวเทียน
2. ถ้ารูส าหรับใส่สายไฟแรงสูงที่ฝาจานจ่ายไฟเป็นสนิมหรือเป็นรอยไหม้ ให้ใช้กระดาษทรายขัดท า
ความสะอาด
3. ตรวจดูผิวหน้าหัวขั้วแต่ละช่องของฝาจานจ่าย ถ้าขรุขระและไม่เสมอกันโดยมีคราบออกไซด์มาจับ
ให้ใช้ไขควงขูดออก
การตรวจโรเตอร์
วิธีตรวจ
1. ดึงสายไฟแรงสูงที่มาจากคอยล์จุดระเบิดออกจากรูกลางของฝาจานจ่าย จ่อปลายสายไฟแรงสูงห่าง
จากส่วนที่เป็นโลหะของโรเตอร์ประมาณ 3 มม.
2. สตาร์ทเครื่องยนต์หรือเปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์ แล้วเปิด-ปิดหน้าทองขาวซ ้ากัน 2-3 ครั้ง ถ้ามีประกาย
ไฟระหว่างโรเตอร์กับปลายสายไฟแสดงว่าฉนวนโรเตอร์ไม่ดี เปลี่ยนโรเตอร์ใหม่ การตรวจไฟแรงต ่าไปยังจาน
จ่ายไฟถ้าการตรวจประกายไฟที่ขั้วกลางของฝาจานจ่ายไม่มีประกายไฟ แสดงว่าส่วนหนึ่งส่วนใดในวงจรไฟต ่า
จากแบตเตอรี่ไปลงดินผ่านสวิตช์ไฟเครื่องยนต์
คอยล์จุดระเบิดและจานจ่าย
วิธีตรวจ
1. ปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์ ถอดสายไฟแรงต ่าทางด้านจานจ่ายไฟออก
2. เปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์และต่อสายไฟแรงต ่าลงดิน ถ้ามีประกายไฟกระโดดจากปลายสายไฟไปยัง
ตัวเครื่องยนต์ แสดงว่าวงจรไฟต ่า (แบตเตอรี่, สวิตช์ไฟเครื่องยนต์, คอยล์จุดระเบิด, ขั้วไฟต ่าของจานจ่ายไฟ)
เรียบร้อย
3. ถ้าไม่มีประกายไฟหมายความว่าจุดใดจุดหนึ่งในวงจรไฟต ่าจากแบตเตอรี่ไปยังจานจ่ายไฟบกพร่อง
การตรวจไฟแรงต ่าไปยังคอยล์จุดระเบิด
วิธีตรวจ
1. ปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์ ปลดสายไฟแรงต ่าที่ต่อระหว่างสวิตช์ไฟเครื่องยนต์กับคอยล์จุดระเบิดทาง
ปลายด้านคอยล์
2. เปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์และต่อปลายสายที่ปลดไว้ลงดิน ถ้ามีประกายไฟออกมาแสดงว่าส่วนของ
วงจรไฟแรงต ่าคือ แบตเตอรี่ สวิตช์ไฟเครื่องยนต์ ขั้วไฟแรงต ่าเข้าคอยล์จุดระเบิดไม่มีอะไรเสียหาย ดังนั้น
จุดบกพร่องอยู่ที่คอยล์จุดระเบิด หรือสายไฟแรงต ่าจากคอยล์ไปยังจานจ่ายไฟขาดหรือขั้วไฟต่อไว้ไม่แน่น
การตรวจไฟแรงต ่าไปยังสวิตช์
วิธีตรวจ
เปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์ ต่อสายไฟแรงต ่าของคอยล์จุดระเบิดไปยังจานจ่ายไฟ ใช้ไขควงแตะขั้วลบของ
คอยล์ลงแท่นเครื่องยนต์ ถ้ามีประกายไฟคอยล์จุดระเบิดอยู่ในสภาพดี ถ้าไม่แสดงว่าคอยล์เสียหรือจุดใดจุดหนึ่ง
จากแบตเตอรี่ สวิตช์ไฟเครื่องยนต์ ไปยังขั้วบวกของคอยล์บกพร่อง
การตรวจหน้าทองขาว
วิธีตรวจ
1. เปิดฝาจานจ่ายไฟและดึงโรเตอร์ออกมา ถ้าหน้าทองขาวเปิดท าให้มันปิดโดยการหมุนเครื่องยนต์
3. เปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์และใช้มือขยับหน้าทองขาวให้เปิด-ปิดตรวจดูประกายไฟที่กระโดดจาก
ปลายสายไฟแรงสูงที่ต่อมาจากคอยล์ไปยังตัวเครื่องยนต์ ถ้าไม่มีประกายไฟหรือมีเพียงอ่อน ๆ และให้ตรวจดู
ประกายไฟที่หน้าทองขาว ถ้าไม่มีประกายไฟแสดงว่าหน้าทองขาวไม่ดี
4. ตรวจดูผิวหน้าสัมผัสกันของหน้าทองขาวถ้าหน้าสัมผัสกันไม่เรียบ ปิดสวิตช์เครื่องยนต์และใช้ตะไบ
ขัดหน้าทองขาว หรือกระดาษทรายขัดให้เรียบ
การตั้งหน้าทองขาว
วิธีตรวจ
1. ถอดฝาจานจ่ายไฟและโรเตอร์เมื่อปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์แล้ว ใช้ประแจหมุนเครื่องยนต์จนกระทั่ง
เดือยของก้านหน้าทองขาวขึ้นไปอยู่บนยอดลูกเบี้ยวของแกนจานจ่าย
2. ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะห่างหน้าทองขาว ถ้าไม่ถูกต้องให้คลายสกรูซึ่งยึดก้านหน้าทองขาวและปรับ
หน้าทองขาวให้ได้ระยะถูกต้อง
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน
1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (15 นาที ) 1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (15 นาที )
1. ผู้สอนชี้แจงเรื่องที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 1. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเรื่องที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจ าหน่วยที่ 3 เรื่อง ระบบจุดระเบิด จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจ าหน่วยที่ 3 เรื่อง ระบบ
จุดระเบิด
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น 2. ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
เกี่ยวกับระบบจุดระเบิด ระบบจุดระเบิด
3. ผู้สอนอธิบายเกี่ยวกับระบบจุดระเบิดที่ 3. ผู้เรียนฟังผู้สอนอธิบายเกี่ยวกับระบบจุด
ถูกต้องให้ผู้เรียนฟัง ระเบิด
2. ขั้นให้ความรู้ (105 นาที) 2. ขั้นให้ความรู้ (105 นาที )
1. ผู้สอนเปิดงานน าเสนอวิชางานเครื่องยนต์ 1. ผู้เรียนฟังงานน าเสนอวิชางานเครื่องยนต์
แก๊สโซลีน หน่วยที่ 3 เรื่อง ระบบจุดระเบิด แก๊สโซลีน หน่วยที่ 3 เรื่อง ระบบจุดระเบิด
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชางาน 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชางานเครื่องยนต์
เครื่องยนต์แก๊สโซลีน หน่วยที่ 3 เรื่อง ระบบจุด แก๊สโซลีน หน่วยที่ 3 ระบบจุดระเบิด และฟังผู้สอน
ระเบิด และอธิบายเนื้อหาให้ผู้เรียนฟัง อธิบายเนื้อหา
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน
3. ขั้นประยุกต์ใช้ ( 660 นาที ) 3. ขั้นประยุกต์ใช้ ( 660 นาที )
1. ผู้สอนให้ผู้เรียนท าใบงานที่ 3 ระบบจุด 1. ผู้เรียนท าใบงานที่ 3 ระบบจุดระเบิด
ระเบิด
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนท าแผนการฝึกปฏิบัติงาน 2. ผู้เรียนท าแบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ ระบบ
โครงการ ระบบจุดระเบิด จุดระเบิด
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนท าแบบฝึ กหัดที่ 3 เรื่อง 3. ผู้เรียนท าแบบฝึกหัดที่ 3 เรื่องระบบจุดระเบิด
ระบบจุดระเบิด
4. ผู้สอนให้ผู้เรียนท ากิจกรรมน าสู่อาเซียน 4. ผู้เรียนท ากิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 3
หน่วยที่ 3
4. ขั้นสรุปและประเมินผล ( 60 นาที ) 4. ขั้นสรุปและประเมินผล ( 60 นาที )
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อในหน่วย 1. ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันสรุปเนื้อหาใน
เรียนที่ 3 เรื่อง ระบบจุดระเบิด หน่วยเรียนที่ 3 เรื่อง ระบบจุดระเบิด
(บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-5) (บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-5)
(รวม 840 นาที หรือ 14 คาบเรียน)
งานที่มอบหมายหรือกิจกรรมการวัดผลและประเมินผล
ก่อนเรียน
1. จัดเตรียมเอกสารหน่วยที่ 3 ระบบจุดระเบิด
2. ท าความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์การเรียนของหน่วยที่ 3 ระบบจุดระเบิด
3. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบจุดระเบิด
ขณะเรียน
1. ท าใบงานที่ 3 ระบบจุดระเบิด
2. ท าแบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ ระบบจุดระเบิด
3. ท าแบบฝึกหัดที่ 3 เรื่องระบบจุดระเบิด
4. ท ากิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 3
หลังเรียน
ร่วมกันสรุปเนื้อหาที่ได้เรียนให้มีความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน
ผลงาน/ชิ้นงาน/ความส าเร็จของผู้เรียน
1. ใบงานที่ 3 ระบบจุดระเบิด
2. แบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ ระบบจุดระเบิด
3. แบบฝึกหัดที่ 3 เรื่องระบบจุดระเบิด
4. กิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 3
สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้
สื่อสิ่งพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา งานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน (ใช้ประกอบการเรียนการสอนจุดประสงค์
เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-5)
2. ใบงานที่ 3 ระบบจุดระเบิด ใช้ขั้นประยุกต์ใช้ ข้อ 1
3. แบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ ระบบจุดระเบิด ใช้ขั้นประยุกต์ใช้ ข้อ 2
4. แบบฝึกหัดที่ 3 เรื่องระบบจุดระเบิด ใช้ขั้นประยุกต์ใช้ ข้อ 3
5. กิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 3 ใช้ขั้นประยุกต์ใช้ ข้อ 4
สื่อโสตทัศน์ (ถ้ามี)
1. เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์
2. งานน าเสนอ
สื่อของจริง
-
แหล่งการเรียนรู้
ในสถานศึกษา
1. ห้องสมุด
2. ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
นอกสถานศึกษา
ผู้ประกอบการ สถานประกอบการ ในท้องถิ่น
การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอื่น
1. บูรณาการกับวิชาภาษาไทย เรื่อง การบอกองค์ประกอบในการท างานของระบบจุดระเบิด การ
อธิบายการท างานของระบบจุดระเบิด และอธิบายหน้าที่ของอุปกรณ์ชิ้นส่วนระบบจุดระเบิด
2. บูรณาการกับวิชาการงานอาชีพ เรื่อง การตรวจสอบสอบระบบจุดระเบิด
การประเมินผลการเรียนรู้
หลักการประเมินผลการเรียนรู้
ก่อนเรียน
1. ความรู้พื้นฐานก่อนเรียน
ขณะเรียน
1. ตรวจใบงานที่ 3 ระบบจุดระเบิด
2. ตรวจแบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ ระบบจุดระเบิด
3. ตรวจแบบฝึกหัดที่ 3 เรื่องระบบจุดระเบิด
4. ตรวจกิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 3
หลังเรียน
1. ความรู้ที่ได้หลังจากการเรียน
ผลงาน/ชิ้นงาน/ความส าเร็จของผู้เรียน
1. ใบงานที่ 3 ระบบจุดระเบิด
2. แบบฝึกปฏิบัติงานโครงการ ระบบจุดระเบิด
3. แบบฝึกหัดที่ 3 เรื่องระบบจุดระเบิด
4. กิจกรรมน าสู่อาเซียน หน่วยที่ 3
สมรรถนะที่พึงประสงค์
ผู้เรียนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ ระบบจุดระเบิด
1. วิเคราะห์และตีความหมาย
2. สาธิตพร้อมแสดงท่าทางประกอบ
3. อภิปรายแสดงความคิดเห็น
4. ประยุกต์ความรู้สู่งานอาชีพ
สมรรถนะการปฏิบัติงานอาชีพ
ตรวจสอบและแก้ไขระบบจุดระเบิด
สมรรถนะการขยายผล
ความสอดคล้อง
จากการเรียนสัปดาห์ที่ 5-6 เรื่อง ระบบจุดระเบิด ผู้เรียนจะมีความรู้เกี่ยวกับ โครงสร้างอุปกรณ์
เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องยนต์ และการตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ ท าให้ผู้เรียนสามารถ
น าวิธีการตรวจสอบระบบจุดระเบิดไปประยุกต์ใช้ในการท างานจริงได้