แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๑7
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ๕ : ลิขติ สารงานแบบพมิ พ์ เร่อื ง เนน้ ใชห้ ลากภาษา (๓) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๓
สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้
ป ระโ ย ค ท่ีซับ ซ้อ น คือ ก า รนารูป ป ระโ ยค ข้นั นา ห้องสมดุ
ทงั้ ประโยคสามัญ ประโยครวมและประโยคซ้อนมาขยาย ๑. นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนความรู้เรื่องประโยค สื่อ
ความใหซ้ ับซ้อนยิ่งขน้ึ การเรียนรู้ในเร่ืองประโยคซับซ้อน สามัญ ประโยครวม และประโยคซอ้ น เพ่อื เปน็ ความรู้พืน้ ฐ านใ น ใบความรู้ “ประโยคซบั ซ้อน”
จะท าใ ห้ผู้เรีย น ส ามารถ วิเค ราะห์ รูป แ บ บ ของ การเรียนเรือ่ งประโยคซับซ้อนท่ียากย่ิงข้นึ
ประโยคไดอ้ ย่างถกู ต้องตามโครงสร้างของประโยค
๒. เข้าสู่บทเรียนโดยการเชื่อมโยงเข้าสู่วรรณกรรมเรือ่ ง
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ พระบรมราโชวาทว่าในพระบรมราโชวาทประกอบเป็นงานเขียน ภาระงาน/ช้ินงาน
ดา้ นความรู้ ร้อยแก้วขนาดยาวทบ่ี อกเลา่ ความคิดที่ต่อเนื่องกันจึงประกอบดว้ ย -
-268- นกั เรียนสามารถอธิบายโครงสรา้ งของประโยค ประโยคหลายประโยค หลายชนดิ เมื่อหลายประโยครวมกันจะ
ซับซอ้ นไดถ้ ูกต้อง กลายเป็นประโยคซับซอ้ น การวัดและประเมินผล
-
ทักษะและกระบวนการ ขั้นสอน
นักเรยี นสามารถวเิ คราะห์โครงสรา้ งของประโยค ๑. ครแู ละนักเรยี นอภิปราย สบั เปลีย่ นกับการสนทนา
ซับซอ้ นได้ถกู ต้อง ซักถาม เก่ยี วกบั หลักการของประโยคซบั ซ้อน ประกอบดว้ ย
- ประโยคซับซ้อนประเภทประโยครวมรวมท่มี คี าเชื่อม
ด้านคุณลกั ษณะ หลายแหง่ ใน ๑ ประโยค มักมคี าวา่ และ แต่ หรอื
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. มุง่ ม่ันในการทางาน - ประโยคซบั ซ้อน ทีม่ ปี ระโยคความซ้อนซอ้ นกัน
มากกว่า ๒ แห่ง มกั มีคาว่า ที่ ซ่ึง อัน
268
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพิมพ์ แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑7 เวลา ๑ ช่วั โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เรื่อง เน้นใชห้ ลากภาษา (๓) ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓
สมรรถนะทตี่ อ้ งการใหเ้ กิดกบั ผเู้ รยี น รายวิชา ภาษาไทย ๓
- ประโยคซับซ้อนที่มปี ระโยครวม และประโยคซอ้ น
1. การสื่อสาร รวมกนั มากวา่ ๒ แห่งใน ๑ ประโยค
2. การคิดขัน้ สูง ๒. นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ว่าข้อความท่ียกมาเป็น
ประโยคซบั ซอ้ นหรือไม่ เพราะเหตุใด
-269-
“จงร้ตู ัวเป็นนิจเถอะวา่ เกิดมาเปน็ เจ้านายมียศบรรดาศกั ดิ์
มากจริงอยู่ แต่ไม่เป็นความจาเป็นเลยทผี่ ู้ใดเป็นพระเจ้า
แผ่นดนิ ขึ้น จะต้องใชร้ าชการอันเป็นช่องทางทจ่ี ะหาเกียรติยศ
ชือ่ เสียงและทรัพย์สมบัติ”
แนวคาตอบ
เป็นประโยคซบั ซ้อน เพราะ ประกอบด้วยประโยคซอ้ นและประโยค
รวมอยู่ด้วยกนั ดังนี้ ประโยคซบั ซ้อนทมี่ ีโครงใหญ่เป็นประโยครวม
เช่ือมดว้ ยคาเชอื่ ม “แต่”
ประโยคย่อยที่ ๑ จงรู้ตัวเป็นนิจเถอะว่า เกิดมาเป็นเจ้านายมียศ
บรรดาศักดม์ิ ากจรงิ อยู่ มโี ครงสร้างเป็นประโยคซอ้ น
ประโยคยอ่ ยท่ี ๒ ไมเ่ ปน็ ความจาเปน็ เลยท่ผี ้ใู ดเปน็ พระเจา้ แผ่นดินข้ึน
จะตอ้ งใชร้ าชการอนั เป็นชอ่ งทางท่จี ะหาเกียรติยศชื่อเสยี งและทรัพย์
สมบัติ มลี ักษณะเป็นประโยคซอ้ น ทม่ี อี นปุ ระโยคซอ้ นอยู่ ๒ ชน้ั คือ
๑. ผู้ใดเปน็ พระเจา้ แผน่ ดนิ ขนึ้ จะต้องใช้ราชการอนั เปน็ ช่องทาง
269
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพิมพ์ แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี ๑7 เวลา ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรื่อง เนน้ ใชห้ ลากภาษา (๓) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๓
๒. ที่จะหาเกียรติยศชื่อเสยี งและทรพั ยส์ มบตั ิ
ขัน้ สรุป
นกั เรยี นและครูร่วมกันสรุปความรกู้ ารวเิ คราะหโ์ ครงส ร้าง
ประโยคซบั ซอ้ นในพระบรมราโชวาทขา้ งต้นอีกคร้ังหน่งึ
-270-
270
ใบความรู้
“ประโยคซบั ซ้อน”
ประโยคเปน็ หนว่ ยทางภาษาท่ีใชส้ ือ่ สารไดค้ วามสมบรู ณ์ ทาใหผ้ ้ฟู ังหรอื ผอู้ ่านรู้ว่าผพู้ ดู หรือ
ผู้เขียนคิดเห็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร เป็นต้น ประโยคท่ีใช้สื่อสารกันโดยทว่ั ไป
ไดแ้ ก่ประโยค ๓ ชนิด คอื ประโยคสามัญ ประโยครวม และประโยคซ้อน ในกรณที ีผ่ ้พู ดู หรือผู้เขยี น
ตอ้ งการบอกเลา่ ความคดิ ท่ีตอ่ เนือ่ งกันมาก ๆ กอ็ าจใช้ประโยคหลายประโยครวมกัน คอื อาจเป็น
ประโยคชนิดเดยี วกนั หรือตา่ งชนิดกัน กไ็ ด้ ประโยคลกั ษณะน้ีบางทา่ นเรียกวา่ ประโยคซบั ซอ้ น
ประโยคซับซอ้ นมีลกั ษณะโดยสงั เขปดงั น้ี
๑) ประโยครวมทม่ี ีคาเชอื่ มหลายคาท่ีเช่อื มประโยคยอ่ ยหลายประโยคใหเ้ ปน็ ประโยค
เดียวกัน เชน่
- ผมรักครอบครวั และรกั เพอ่ื น ๆ แต่ผมรกั ประเทศชาตบิ ้านเมอื งมากกว่าคนในครอบครัว
และเพื่อนพ้องท้งั หลายของผม
ประโยคซับซ้อนนปี้ ระกอบไปด้วยประโยคยอ่ ย 3 ประโยค มคี าเชื่อม และ เช่อื มประโยค
ยอ่ ย ผมรักครอบครัว กบั ประโยคย่อย (ผม) รกั เพอื่ น ๆ เขา้ ดว้ ยกนั แลว้ มีคาเช่อื ม แต่ เชือ่ มประโยค
ยอ่ ย ผมรกั ประเทศชาตบิ ้านเมอื งมากกว่าคนในครอบครัวและเพ่ือนพ้องท้งั หลายของผม เข้าไปอีก
ช้นั หนง่ึ
กรณีที่ประโยคซบั ซอ้ นประกอบด้วยประโยคย่อยหลายประโยคเชอ่ื มเขา้ ดว้ ยกันด้วยคาเชอื่ ม
และ, หรอื คาเช่ือม และ, หรอื อาจปรากฏเพียงคร้งั เดยี วหนา้ ประโยคย่อยลาดับสดุ ทา้ ย เชน่
- เรารกั พอ่ เรารักแม่ เรารกั ลกู เมยี และกร็ กั บา้ นเกิดเมอื งนอนของเรา
ประโยคซับซ้อนนี้ประกอบไปด้วยประโยคยอ่ ย 4 ประโยค ทกุ ประโยคลว้ นเปน็ ประโยค
สามัญ แตป่ รากฏคาเชื่อม และ เพยี งครั้งเดยี วหนา้ ประโยคยอ่ ยลาดบั สดุ ท้าย
๒) ประโยคซ้อนทีม่ อี นุประโยคหลายอนุประโยคซอ้ นอยู่ เช่น
- แผ่นดนิ ทบี่ รรพบรุ ุษของเราต้องแลกมาดว้ ยเลือด ซ่ึงชโลมหล่ังลงดนิ ผืนน้ี จะยอมใหค้ น
ท่ีเอาแตก่ อบโกยทาลายพินาศลงไปไมไ่ ด้
ประโยคซับซอ้ นนีม้ าจากประโยคสามญั ว่า แผน่ ดนิ ผนื นี้จะยอมใหค้ นทาลายพนิ าศลงไปไม่ได้
คาวา่ แผ่นดิน มีอนปุ ระโยค ที่บรรพบรุ ุษของเราต้องแลกมาด้วยเลอื ดซงึ่ ชโลมหล่งั ลงดิน และ คน
มอี นุประโยค ท่เี อาแตก่ อบโกย ขยายตามลาดับ นอกจากน้ี ในอนปุ ระโยคทข่ี ยายคานาม แผ่นดิน
ยงั มอี นุประโยคซ่ึงชโลมหลงั่ ลงดิน ขยายคานาม เลือด ซอ้ นอยู่อกี ชนั้ หนึง่ ด้วย
๓) ประโยคทม่ี ที ั้งลักษณะของประโยคซ้อนและประโยครวมอย่ดู ว้ ยกนั เช่น
- เขาสอนลกู ชายวัยเรียนวา่ ควรมีความรักแต่ไมไ่ ดส้ อนลูกชายว่าจะตอ้ งมแี ฟนในขณะท่ี
ยงั เรยี นหนงั สอื อยู่
ประโยคซับซ้อนน้ี มีโครงใหญ่เปน็ ความรวม เชือ่ มด้วยคาเชอื่ ม แต่ประโยคย่อยท่ี ๑ เขาสอน
ลูกชายวัยเรียนว่าควรมีความรกั มลี ักษณะเปน็ ประโยคซอ้ น ส่วนประโยคยอ่ ยที่ ๒ (เขา) ไม่ได้สอนลกู
ชายว่าจะตอ้ งมแี ฟนในขณะทีย่ ังเรยี นหนงั สืออยู่ มลี ักษณะเป็นประโยคซอ้ นทมี่ อี นุประโยคซ้อนอยู่ถงึ
-227711-
๒ ช้นั คอื มอี นุประโยค วา่ จะต้องมแี ฟนในขณะท่ียงั เรียนหนงั สืออยู่ เป็นส่วนเติมเตม็ ของกรยิ า สอน
อยูช่ ้ันหน่ึง และมอี นปุ ระโยค ทย่ี งั เรยี นหนงั สืออยู่ ขยายคานาม ขณะ
-227722-
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ ๑8
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพมิ พ์ เรอื่ ง เนน้ ใช้หลากภาษา (๔) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
ประโยคทซ่ี บั ซอ้ น คอื การนารปู ประโยค ทัง้ ประโยค ขั้นนา หอ้ งสมุด
สามัญ ประโยครวมและประโยคซอ้ นมาขยายความให้ ๑. นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนความรู้เรื่องประโยค สอื่
ซับซอ้ นย่ิงข้ึน การเรยี นรู้ในเรื่องประโยคซับซ้อนจะทาให้ ซบั ซ้อนท่นี ักเรยี นเคยศกึ ษาในคาบเรียนท่ีผา่ นมา -
ผู้เรยี น สามารถวิเคราะห์รปู แบบของประประโยคได้อย่าง
ถกู ต้องตามโครงสรา้ งของประโยค ๒. นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายเกีย่ วกับประเภทของประโยค
ซับซอ้ นเพ่ือเป็นการเชื่อมโยงเขา้ สูเ่ นอ้ื หา
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ดา้ นความรู้ ข้นั สอน ภาระงาน/ชิน้ งาน
1. นักเรยี นแบ่งกลุม่ ออกเป็น ๔ กล่มุ กล่มุ ละเทา่ ๆ กัน
-273- นกั เรยี นสามารถอธิบายโครงสร้างของประโยค (กลมุ่ สามารถปรับไดต้ ามความเหมาะสม) ให้ร่วมกนั ทากิจกรรม -
ซับชอ้ นไดถ้ กู ตอ้ ง
ทักษะและกระบวนการ การแตง่ ประโยคตามประเภทประโยคซบั ซอ้ น การวดั และประเมินผล
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานหน้าชั้นเรยี น และ แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม
๑. นักเรยี นสามารถจาแนกประเภทของประโยค
อธิบายประเดน็ ความรู้เพิ่มเตมิ เพ่ือใหเ้ พื่อนนักเรียนในช้นั เรยี น
ซบั ซอ้ นไดถ้ กู ตอ้ ง เขา้ ใจยิง่ ขน้ึ
๒. นกั เรยี นสามารถวิเคราะห์ประโยคซับซ้อนได้
ถกู ตอ้ ง ข้นั สรปุ
นกั เรียนรว่ มกันสรุปความรู้เรอ่ื งประโยคซบั ซ้อนเพื่อเป็น
ด้านคุณลกั ษณะ การทบทวน โดยครูใหค้ าแนะนาเพิม่ เติมด้วยวิธกี ารถาม – ตอบ
1. ใฝเ่ รยี นรู้ ดงั นี้
2. มงุ่ มัน่ ในการทางาน - ประโยคซบั ซ้อนคอื อะไร
- โครงสรา้ งของประโยคซบั ซอ้ นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
- ลักษณะของประโยคซับซอ้ นเป็นอย่างไร
273
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพมิ พ์ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑8 เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรือ่ ง เนน้ ใชห้ ลากภาษา (๔) ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๓
สมรรถนะทีต่ ้องการใหเ้ กดิ กบั ผู้เรียน รายวชิ า ภาษาไทย ๓
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรียนโดยให้อยูใ่ นดลุ ยพินจิ ของ
1. การสื่อสาร ครผู ้สู อน)
2. การคดิ ขัน้ สงู
-274-
274
แบบประเมนิ การทางานกล่มุ
คาชี้แจง ใหค้ รูประเมินการทางานกลุม่ ของนกั เรียนตามรายการประเมิน
รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไมม่ กี ารกาหนด
สมาชกิ อย่างชัดเจน สมาชกิ ไม่ครบถว้ น บทบาทหนา้ ที่
๒. การมีส่วนรว่ ม มสี ่วนรว่ มในการ มีส่วนรว่ มในการ มีสว่ นร่วมในการ
ปฏิบตั ิงานกลุ่ม ปฏิบตั งิ านกลุ่มบา้ ง ปฏิบัตงิ านกลุ่มนอ้ ย
มากหรือไม่มีสว่ นร่วม
๓. การรับฟังและแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รับฟังความคดิ เหน็
คิดเหน็ คิดเห็นอยา่ งมีเหตุผล คดิ เหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล ของผู้อ่นื นอ้ ยมาก
และสรา้ งสรรคอ์ ยา่ ง และสรา้ งสรรค์เป็น หรอื ไมร่ บั ฟงั ความ
สม่าเสมอ บางคร้งั คิดเห็นผู้อน่ื
๔. ความรับผิดชอบ รบั ผิดชอบงานทไี่ ด้รบั รบั ผิดชอบงานทไ่ี ด้รบั ไมร่ ับผดิ ชอบงานที่
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แตเ่ สร็จไม่ ไดร้ ับมอบหมาย
ตามเวลาทก่ี าหนด ทันตามกาหนด
* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ีได/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดบั คะแนน ปรบั ปรงุ
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
-227755-
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๑9
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๕ : ลขิ ิตสารงานแบบพมิ พ์ เรื่อง เนน้ ใช้หลากภาษา (๕) เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรียนรู้
ภาษาไทยเปน็ เอกลักษณท์ างวฒั นธรรม เปน็ เครอ่ื ง ข้นั นา หอ้ งสมุด
สืบทอดวัฒนธรรม ภาษาไทยนิยมความคลอ้ งจองเพือ่ ๑. นกั เรยี นและครูรว่ มกันสนทนาถงึ ภาษาและการใช้ภาษา สอื่
ความไพเราะ ภาษาไทยมที ง้ั ภาษามาตรฐานและภาษาถ่นิ ในประเทศไทยเราปัจจุบัน 1. ใบความรู้ “ภาษากลาง ภาษาราชการ”
ตา่ ง ๆ รวมทัง้ มีวรรณคดีวรรณกรรมท่สี ะท้อนวฒั นธรรม 2. ใบงาน “ภาษาราชการ”
และวถิ ชี ีวติ ของคนไทยได้เปน็ อยา่ งดี ๒. นักเรียนตอบคาถามวา่ ภาษาในเมืองไทยเรามีกภี่ าษา
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ภาษาอะไรบ้าง (คาถามกระตุ้นความคิด) ภาระงาน/ช้นิ งาน
ดา้ นความรู้ (พิจารณาตามคาตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของ
-276- ครผู ู้สอน)
นกั เรียนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษาราชก ารได้ ๓. นักเรียนลองยกตวั อย่างการใช้ภาษาราชการทีถ่ กู ตอ้ ง การทาใบงาน “ภาษาราชการ”
ถกู ตอ้ ง ควรมีหลกั การอยา่ งไร
ทกั ษะและกระบวนการ ข้ันสอน การวดั และประเมนิ ผล
แบบประเมนิ การทางานกลมุ่
นักเรยี นสามารถวเิ คราะห์ลกั ษณะของภาษาราชการ 1. นักเรียนและครูรว่ มกันอภิปรายการใชภ้ าษาในพระบรม
ได้ถกู ต้อง ราโชวาทของพระบาทสมเด็จพ ระจุลจอมเกล้าเจ้าอ ยู่หัว
ด้านคุณลักษณะ ทีพ่ ระราชทานใหแ้ กพ่ ระเจา้ ลกู ยาเธอทัง้ ๔ พระองค์ ทีจ่ ะเสด็จไป
ศกึ ษาตอ่ ประเทศยุโรปวา่ เป็นภาษาราชการหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
นกั เรียนสามารถนาความร้เู รอ่ื ง ภาษาราชการไป แนวคาตอบ
ปรับประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ ประจาวันได้ถกู ตอ้ ง เป็นภาษาราชการ เพราะภาษากลางเป็นภาษามาตรฐานท่ีใช้ใน
การติดต่อสื่อสารร่วมกันท่ัวประเทศ ซึ่งทาให้เกิดความเข้าใจใน
การติดต่อสอ่ื สาร
276
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ ๕ : ลิขิตสารงานแบบพมิ พ์ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑9 เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง เนน้ ใช้หลากภาษา (๕) ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
สมรรถนะที่ตอ้ งการใหเ้ กดิ กับผู้เรียน รายวชิ า ภาษาไทย ๓
2. นักเรียนศกึ ษาใบความรู้ “ภาษากลาง ภาษาราชการ”
1. การสื่อสาร และทากจิ กรรมกลมุ่ ดงั นี้
2. การคิดขัน้ สูง 2.๑ นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 - 4 คน ทาใบงาน
“ภาษาราชการ”
-277- 2.2 ตัวแทนกลุ่มออกมานาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
และอธิบายประเดน็ ความรู้เพ่ิมเตมิ เพือ่ ใหเ้ พื่อนนกั เรยี นในชั้นเรียน
เข้าใจยิง่ ขนึ้
3. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปองค์ความรู้เรื่องภาษ า
ราชการ เพื่อเปน็ การทบทวนและให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มส่งใบงาน
“ภาษาราชการ”
ข้ันสรุป
สุ่มตัวแทนนักเรยี นนาเสนอสรุปผลการเรยี นการสอนอีกคร้ัง
หน้าช้นั เรยี น ครูชว่ ยตรวจสอบความถูกตอ้ งและอธบิ ายเพ่ิมเติม
277
ใบความรู้
“ภาษากลาง ภาษาราชการ”
ภาษาสาเนียงที่คนส่วนใหญ่ของประเทศใช้ส่ือสารติดต่อกัน เรียกว่า “ภาษากลาง”
ส่วนภาษาทใ่ี ชก้ ันเฉพาะกล่มุ คนท่ีอาศัยอย่ใู นภูมภิ าค และมลี ักษณะแตกต่างกบั ภาษากลางเรียกว่า
“ภาษาถิน่ ” โดยทว่ั ไปภาษาที่เลือกมาเป็นภาษากลางของประเทศมักเป็นภาษาทใ่ี ชพ้ ดู ในเมอื งหลวง
เชน่ ภาษาไทยทีเ่ ป็นภาษาไทยสาเนียงกรุงเทพฯ เป็นภาษากลาง ภาษาจนี ทเ่ี ป็นภาษากลางก็คือภาษา
แมนดารินสาเนยี งปกั กง่ิ ภาษาฮนิ ดี ทีเ่ ป็นภาษากลางคือภาษาฮนิ ดีสาเนียงท่ใี ชพ้ ดู ในนครนวิ เดลี เปน็
ต้น
คาว่า ภาษากลาง หมายถึง ภาษาซ่ึงยอมรับโดยคนส่วนใหญ่ว่าเป็นภาษาหลักที่ใช้
ตดิ ตอ่ ส่อื สารกับทางราชการ ใชต้ ดิ ต่อเจรจาธุรกจิ ใช้ในการเรียนการสอน ใชเ้ ผยแพร่ออกทางส่ือวทิ ยุ
และโทรทัศน์ เป็นภาษาหลกั ทใี่ ช้เป็นส่ือกลางสร้างความเข้าใจระหว่างคนทั้งประเทศ เปน็ ภาษา
สาเนยี งแรกท่ีชาวต่างชาติผู้ประสงค์ จะศกึ ษาภาษาของประเทศนน้ั ๆ จะตอ้ งเรยี นรู้ภาษากล าง
ของโลกเป็นภาษาทป่ี ระมุขของประเทศ ผู้นาประเทศ ตัวแทน ของประเทศ ทูต ฯลฯ ใช้พดู ในที่
ประชุมสหประชาชาตหิ รือในการประชุมนานาชาติ
โดยทัว่ ไปภาษากลางของประเทศหนง่ึ มักเป็นภาษาเดียวกับท่ีใช้ติดต่อสอื่ สารกับทางราชการ
จึงเรียกว่า “ภาษาราชการ” ในประเทศไทยภาษากลางกบั ภาษาราชการเป็นภาษาเดยี วกนั คอื
ภาษาไทยกรงุ เทพฯ แตใ่ นบางประเทศอาจมีภาษาราชการมากกวา่ ๑ ภาษา เชน่ ประเทศแคนาดามี
ภาษาราชการ ๒ ภาษา คอื ภาษาองั กฤษกบั ภาษาฝร่ังเศส ส่วนในประเทศอนิ เดยี ซ่ึงมชี ุมชนต่าง
ภาษาและตา่ งวัฒนธรรมเป็นจานวนมาก มภี าษาราชการมากถึง ๑๕ ภาษา
-227788-
ใบใงบางนาน
“ภ“าภษาาษราารชากชากรา”ร”
ชอ่ื ช...ือ่ ...................................................................................................................................................ช..้ั.น.ช..้ัน........................เ.ล...ขเลทข.่ี .ท...ี.่ ..........................................
คาคชาีแ้ ชจี้แงจจงงเจปงลเปี่ยลนยี่คนาจคาากจภากาภษาาษต่อาตไปอ่ นไปี้ นใหี้ ้เใปหน็เ้ ปภ็นาภษาาษราาชรกาชารกใาหรถ้ใหูกถ้ตกูอ้ ตง้อง
ภาภษาาษทาว่ั ทไป่วั ไป ภาภษาาษราาชรากชากราร
๑. ๑บ.อบกอก
๒. ๒ท.าทา
๓. ๓ต.รวตจรดวจู ดู
๔. ๔ใค. รใ่คร่
๕. ๕ช.่วชย่วย
๖. ๖ถ.้าถ้า
๗. ๗เด. ี๋ยเดว๋ยีนวี้ น้ี
๘. ๘เห. มเหือมนอืกนนั กนั
๙. ๙อ.ยอา่ งยไา่ รงไร
๑๐๑. ๐ได. ้ไไหดมไ้ หม
๑๑๑. ๑ไม. ่ไไดม้ไ่ ด้
๑๒๑. ๒ไม. ด่ไมี ด่ ี
๑๓๑. ๓ท.าทไมาไม
๑๔๑. ๔อ.ะอไระไร
๑๕๑. ๕ข.อขยอมื ยืม
๑๖๑. ๖ต.ดิ ตตดิ่อตไปอ่ ยไปังยงั
๑๗๑. ๗ใน. เใรนื่อเงรนือ่ ้ีงน้ี
๑๘๑. ๘เส. รเจ็สแรจ็ลแ้วล้ว
๑๙๑. ๙ย.ังไยมังไ่ไดม้ท่ไดา้ทเลายเลย
๒๐๒. ๐แ.บแบบไหบนไหน
272979
-279-
เฉลยใบงาน
ภาษาราชการ
ช่ือ.............................................................................ช้ัน...............เลขท่.ี .......................
คาชี้แจง จงเปลย่ี นคาจากภาษาตอ่ ไปนี้ ให้เปน็ ภาษาราชการให้ถูกตอ้ ง
ภาษาท่ัวไป ภาษาราชการ
๑. บอก ๑. แจง้
๒. ทา ๒. ดาเนนิ การ
๓. ตรวจดู ๓. ตรวจสอบ
๔. ใคร่ ๔. ประสงค์
๕. ช่วย ๕. อนเุ คราะห์
๖. ถา้ ๖. หาก
๗. เดย๋ี วนี้ ๗. ขณะนี้
๘. เหมอื นกัน ๘. เชน่ เดยี วกนั
๙. อย่างไร ๙. เชน่ ใด,ประการใด
๑๐. ได้ไหม ๑๐. ไดห้ รอื ไม่
๑๑. ไม่ได้ ๑๑. มิได้,หามิได้
๑๒. ไม่ดี ๑๒. มิชอบ
๑๓. ทาไม ๑๓. เหตใุ ด
๑๔. อะไร ๑๔. สิง่ ใด,อนั ใด
๑๕. ขอยมื ๑๕. ขอรับการสนบั สนุน
๑๖. ตดิ ต่อไปยงั ๑๖. ประสานงานไปยัง
๑๗. ในเร่อื งน้ี ๑๗. ในกรณนี ้ี
๑๘. เสร็จแลว้ ๑๘. เสร็จแล้ว,เรยี บร้อยแล้ว
๑๙. ยงั ไมไ่ ด้ทาเลย ๑๙. ยงั ไม่ไดด้ าเนนิ การแต่อยา่ งใด
๒๐. แบบไหน ๒๐. แบบใด
280
-280-
แบบประเมนิ การทางานกลมุ่
คาชีแ้ จง ใหค้ รูประเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไม่มกี ารกาหนด
สมาชกิ อยา่ งชดั เจน สมาชิกไม่ครบถว้ น บทบาทหนา้ ที่
๒. การมีสว่ นรว่ ม มีส่วนรว่ มในการ มีส่วนร่วมในการ มีส่วนร่วมในการ
ปฏบิ ัตงิ านกลุ่ม ปฏบิ ัติงานกลมุ่ บา้ ง ปฏบิ ัติงานกลุม่ น้อย
มากหรอื ไม่มสี ่วนรว่ ม
๓. การรับฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รบั ฟงั ความคดิ เห็น
คดิ เหน็ คิดเหน็ อยา่ งมีเหตผุ ล คดิ เหน็ อยา่ งมีเหตผุ ล ของผอู้ น่ื น้อยมาก
และสรา้ งสรรค์อย่าง และสรา้ งสรรค์เปน็ หรือไม่รับฟงั ความ
สมา่ เสมอ บางครงั้ คดิ เหน็ ผอู้ นื่
๔. ความรบั ผิดชอบ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ด้รบั รับผิดชอบงานที่ไดร้ บั ไมร่ ับผดิ ชอบงานที่
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แต่เสร็จไม่ ไดร้ ับมอบหมาย
ตามเวลาท่กี าหนด ทนั ตามกาหนด
* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ีได/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมิน ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดับคะแนน ปรับปรงุ
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
2-82181-
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 20
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ ๕ : ลิขติ สารงานแบบพมิ พ์ เรื่อง เน้นใชห้ ลากภาษา (๖) เวลา ๑ ช่วั โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ ๓
สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้
ภาษาไทยเป็นเอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรม เป็นเครอ่ื ง ขัน้ นา ห้องสมุด
สืบทอดวัฒนธรรม ภาษาไทยนิยมความคล้องจองเพ่อื ๑. นกั เรยี นและครูทบทวนความร้เู รื่องลกั ษณะของภาษา สือ่
ความไพเราะ ภาษาไทยมีท้ังภาษามาตรฐานและภาษาถนิ่ ราชการในคาบเรยี นทผ่ี ่านมา ใบงาน “เปลย่ี นคาทาภาษาราชการ”
ตา่ ง ๆ รวมทงั้ มีวรรณคดีวรรณกรรมท่ีสะทอ้ นวฒั นธรรม
และวิถชี ีวิตของคนไทยไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ๒. นักเรยี นและครรู ่วมกนั สนทนาเก่ียวกับการติดตอ่ สอ่ื สาร ภาระงาน/ช้ินงาน
จุดประสงค์การเรยี นรู้ ระหว่างบคุ คลต่าง ๆ การใชภ้ าษาในการสื่อสารให้เหมาะสมกับ การทาใบงาน “เปลีย่ นคาทาภาษาราชการ”
ด้านความรู้ บุคคลอย่างไม่ถูกต้องน้ัน ก็ย่อมทาให้การส่ือสารไม่ประสบ
-282- นั ก เ รี ย นส าม ารถ บ อ ก ลัก ษณ ะขอ ง ภาษ าราชการ ความสาเร็จ การวัดและประเมนิ ผล
ไดถ้ ูกตอ้ ง แบบประเมินการทางานกล่มุ
ขั้นสอน
๑. ครูต้ังคาถามกับนักเรียนว่า วิธีการใดที่จะช่วยให้
ทักษะและกระบวนการ คนแต่ละภมู ภิ าคสื่อสารกันได้รู้เร่อื ง และตรงประเด็นและสุภ าพ
นักเรียนสามารถวิเคราะห์ความแตก่ ตา่ งระหวา่ งภาษา ท่ีสดุ ในการสอ่ื สาร
ราชการและภาษาถนิ่ ไดถ้ กู ต้อง แนวคาตอบ
ด้านคณุ ลักษณะ ตอ้ งกาหนดภาษากลางหรอื ภาษาราชการเป็นมาตรฐาน เพอื่ ใช้
สือ่ สารกันได้ทวั่ ประเทศ
นกั เรียนสามารถนาความรเู้ รอ่ื ง ภาษาราชการ
ไปปรบั ประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจาวนั ได้ถูกต้อง 2. นกั เรยี นแบง่ กลมุ่ กลุ่มละ 3 - 4 คน รว่ มกนั ทาใบงาน
“เปล่ียนคาทาภาษาราชการ โดยใหน้ ักเรยี นเขยี นจดหมายถงึ เพอื่ น
โดยใช้ภาษาราชการแทนคาท่มี ีลกั ษณะเปน็ ภาษาพูด
282
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๕ : ลขิ ิตสารงานแบบพมิ พ์ แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 20 เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง เน้นใช้หลากภาษา (๖) ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓
สมรรถนะทตี่ ้องการใหเ้ กิดกบั ผ้เู รียน รายวิชา ภาษาไทย ๓
ขน้ั สรุป
1. การสื่อสาร ตัวแทนกล่มุ ออกมานาเสนอใบงานและสรุปผลการเรยี น
2. การคดิ ข้ันสูง การสอนอกี ครงั้ หน้าชั้นเรียน ครูช่วยตรวจสอบความถกู ตอ้ งและ
อธบิ ายเพ่ิมเตมิ
-283-
283
ใบงาน
“เปล่ียนคาทาภาษาราชการ”
คาช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นเขียนจดหมายถงึ เพอื่ นโดยใช้ภาษาราชการทส่ี ุภาพใหถ้ กู ต้องและสมบูรณ์
............................................................................................................................. .....................................................
..................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
..................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................. ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... . .... ...... ..... .....
..................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................................................
....................................................................................................................................... ...........................................
........................................................................................ ..........................................................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
..................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................. ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ...... ..... ..... ..... . ..... .....
........................................................................................................................ ..........................................................
............................................................................................................................. .....................................................
................................................................................................................................................ ..................................
..................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
-228844-
แบบประเมนิ การทางานกล่มุ
คาชีแ้ จง ให้ครูประเมินการทางานกล่มุ ของนักเรยี นตามรายการประเมิน
รายการประเมิน ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไม่มกี ารกาหนด
สมาชกิ อยา่ งชดั เจน สมาชกิ ไม่ครบถ้วน บทบาทหน้าที่
๒. การมสี ว่ นรว่ ม มีส่วนร่วมในการ มีส่วนรว่ มในการ มีสว่ นร่วมในการ
ปฏบิ ตั ิงานกล่มุ ปฏบิ ตั ิงานกลมุ่ บ้าง ปฏิบัตงิ านกล่มุ นอ้ ย
มากหรือไม่มสี ่วนร่วม
๓. การรับฟงั และแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความ รับฟงั ความคิดเห็น
คดิ เห็น คิดเหน็ อยา่ งมีเหตผุ ล คิดเหน็ อย่างมเี หตผุ ล ของผู้อน่ื น้อยมาก
และสรา้ งสรรคอ์ ย่าง และสรา้ งสรรค์เป็น หรอื ไม่รับฟังความ
สม่าเสมอ บางครัง้ คิดเหน็ ผอู้ ื่น
๔. ความรับผิดชอบ รบั ผดิ ชอบงานทีไ่ ดร้ บั รับผดิ ชอบงานท่ีไดร้ บั ไมร่ บั ผดิ ชอบงานที่
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แต่เสรจ็ ไม่ ได้รบั มอบหมาย
ตามเวลาที่กาหนด ทนั ตามกาหนด
* การคดิ คะแนน ร้อยละ = (คะแนนที่ได้/12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดมี าก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ปรับปรุง
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
2-82585-
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 21
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๕ : ลิขติ สารงานแบบพิมพ์ เร่อื ง เน้นใชห้ ลากภาษา (๗) เวลา ๑ ช่วั โมง
กลุม่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๓ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ทางวฒั นธรรม เปน็ เคร่อื ง กิจกรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้
ขั้นนา หอ้ งสมุด
สืบทอดวัฒนธรรม ภาษาไทยนิยมความคลอ้ งจองเพื่อ
ความไพเราะ ภาษาไทยมีทงั้ ภาษามาตรฐานและภาษาถ่นิ ๑. นักเรียนและครูร่วมกันสนทนาว่า ภาษามาตรฐาน สอื่
ตา่ ง ๆ รวมทั้งมวี รรณคดีวรรณกรรมท่สี ะท้อนวฒั นธรรม หมายถึง ภาษาท่ีใช้เปน็ ภาษาราชการ สว่ นภาษาถิ่น คอื ภาษาทใี่ ช้ 1. บตั รคา “ภาษาถน่ิ ”
และวถิ ีชวี ติ ของคนไทยไดเ้ ปน็ อยา่ งดี เฉพาะในทอ้ งถนิ่ ใดทอ้ งถนิ่ หนึง่ มีรปู แบบเฉพาะตวั ทัง้ ถ้อยคาและ 2. ใบความรู้ “ภาษาถิ่น”
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ สาเนยี งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละทอ้ งถนิ่
๒. ครูนาบัตรคาภาษาถน่ิ มาสนทนากับซกั ถามกบั นกั เรียน
ด้านความรู้ ๑๐ บตั รคา โดยตดิ บตั รคาไวบ้ นกระดานหนา้ ชั้นเรยี น
นักเรียนสามารถบอกความหมายของภาษาถนิ่ ได้ ภาระงาน/ชิน้ งาน
-286- ถกู ตอ้ ง บกั หุ่ง ลา -
ทกั ษะและกระบวนการ ยานัด เบ่งิ การวดั และประเมนิ ผล
นกั เรียนสามารถวิเคราะห์ความแตกตา่ งดา้ นเสยี งและ -
ด้านคาศัพทข์ องภาษาถน่ิ ไดถ้ กู ตอ้ ง เตว่ ข้ีหก
ดา้ นคุณลักษณะ บะก้วยก๋า เฮด็ หยัง
นักเรียนเห็นความสาคญั ของการใชภ้ าษาถ่นิ
ฮัก แล
สมรรถนะทต่ี ้องการใหเ้ กดิ กับผเู้ รียน
1. การส่ือสาร ๓. นกั เรียนสังเกตและช่วยกันตอบคาถามวา่ บตั รคาดงั กลา่ ว
2. การคิดขั้นสงู มีความหมายวา่ อยา่ งไร และเป็นภาษาถน่ิ ใด
286
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพิมพ์ แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 21 เวลา ๑ ช่วั โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรอ่ื ง เนน้ ใชห้ ลากภาษา (๗) ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๓
ข้นั สอน
๑. นักเรียนรว่ มกนั หาคาศัพทภ์ าษาถ่นิ คอื ถ่นิ เหนือ ถ่นิ ใต้
ถนิ่ อีสานตามหมวดหม่ตู ่าง ๆ
2. นกั เรียนพิจารณาลักษณะของภาษาถ่นิ แตล่ ะภาษาวา่ มี
ความเหมอื นและแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
ขัน้ สรปุ
นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคิดเห็นถงึ ประโยชนต์ อ่ การศกึ ษา
ภาษาถ่นิ
-287-
287
บัตรคา “ภาษาถนิ่ ”
บักห่งุ ลา
ยานัด เบิง่
เต่ว ขี้หก
บะก้วยก๋า เฮด็ หยงั
ฮัก แล
-228888-
ใบความรู้
“ภาษาถน่ิ ”
ภาษาทใ่ี ชพ้ ูดในท้องท่ีต่าง ๆ ของประเทศหนึง่ มไิ ด้มีลกั ษณะเหมอื นกันทั้งหมด ปัจจัยทท่ี าให้
ภาษาแตกตา่ งกันมีหลายปัจจยั ถน่ิ ท่อี ยู่อาศยั กเ็ ป็นปัจจัยหนึ่งภาษาทแ่ี ตกต่างกนั ไปตามถิ่นทอี่ ยอู่ าศยั
เรียกว่า ภาษาถิ่น ภาษาถิ่นของภาษาไทยแบง่ กวา้ ง ๆ ได้เป็น ๔ ถ่ิน คือ ภาษาไทยถิ่นเหนอื
ภาษาไทยถนิ่ อีสาน ภาษาไทยถิ่นกลาง และภาษาไทยถ่นิ ใต้ นยิ มเรยี กแต่เพียงส้ัน ๆ วา่ ภาษาเหนอื
ภาษาอีสาน ภาษากลาง และภาษาใต้ ภาษาไทยถิน่ ทั้งสน่ี ้ี อาจจาแนกย่อยลงไปอกี ได้ เชน่ ภาษากลาง
อาจแบ่งเป็นภาษาสุพรรณ ภาษาอยุธยา ภาษาเมืองจันท์ ฯลฯ แม้ว่าชือ่ เรี ยกภาษาถนิ่ จะใช้ชอื่
เขตทางการปกครองเดยี วกันจะพดู ภาษาเหมือนกันทง้ั หมด เชน่ ไมจ่ าเปน็ ว่าคนที่เกิดและเติบโต
ในเขตจังหวดั สุพรรณบุรี จะต้องพดู ภาษาไทยกลางถ่นิ สพุ รรณ หากบ้านของชาวสุพรรณคนนั้น
อยคู่ อ่ นไปทางเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็อาจจะพดู ภาษาไทยกลางท่ีมลี ักษณะใกลเ้ คยี งกับภาษา
ของคนอยุธยาได้
คนไทยส่วนใหญ่สังเกตเห็นความแตกต่างของภ าษาแล ะจาแนกภาษ าถ่ินหลัก ๆ
ท้ัง ๔ ถิ่นได้ เช่น สังเกตเหน็ ว่าภาษาเหนือมีลักษณะเฉพาะแตกตา่ งกับภาษาอสี าน ภาษากลาง
และภาษาใต้ แตผ่ ้ทู ไ่ี มร่ ้ภู าษาถ่ิน จะไม่สามารถจาแนกความแตกต่างระหว่างภาษาถ่ินยอ่ ยภาษาหน่ึง
กบั ภาษาถนิ่ ยอ่ ยอีกภาษาหน่ึงซึ่งอยู่ในภาษาถิน่ หลกั เดียวกนั ได้ เช่น คนกรงุ เทพฯ จะสงั เกตไม่ได้ว่า
ภาษาเหนอื ของคนเชียงใหม่กับภาษาเหนือของคนลาปางแตกต่างกันอย่างไร และสังเกตไม่ได้ว่า
ภาษาใตข้ องคนสุราษฎร์ธานีกบั ภาษาใตข้ องคนนครศรธี รรมราชน้ันแตกตา่ งกัน แต่คนเชยี งใหมก่ บั
คนลาปางมักสังเกตได้ว่า ภาษาเชียงใหม่กับภาษาลาปางไมเ่ หมือนกันทีเดียว คนสุราษฎร์ฯ
กบั คนนครฯ กม็ กั สงั เกตได้วา่ ภาษาสรุ าษฎรก์ บั ภาษานครฯ มสี ว่ นทแี่ ตกต่างกนั เป็นตน้
เมื่อเปรียบเทียบภาษาถิ่น ๒ ภาษา จะพบความแตกต่างที่สาคัญ ๒ ประการ ได้แก่
ความแตกต่างดา้ นเสยี งและดา้ นคาศพั ท์
๑. ความแตกตา่ งดา้ นเสยี ง
เสียงของภาษาถิ่นหน่ึงมักแตกต่างกับเสียงของภาษาอีกถ่ินหน่ึงอย่างเปน็ ระบบ เช่น
เสยี งพยญั ชนะ /ค/, /ช/, /ท/, /พ/, /ร/ ในภาษาไทยกลาง มักตรงกบั เสยี ง /ก/, /จ/, /ต/, /ป/, /ฮ/
ในภาษาไทยเหนอื ตามลาดบั เช่น
ภาษาไทยกลาง ภาษาเหนือ
คิดถงึ กึ้ดฮอด
คาบเกยี่ ว กา้ บเกย่ี ว
ช้าง จา๊ ง
ทุกข์ ตุ๊ก
ท้อง ต๊อง
พอ่ ป้อ
พี่ ป้ี
-228899-
ความแตกต่างระหว่างเสียงของภาษาถิ่น ๒ ภาษาเป็นความแตกต่างที่เป็นระบ บ
เม่อื รู้วา่ คาในภาษาถ่นิ หน่ึงใช้เสยี งน้ี กจ็ ะคาดเดาไดว้ า่ คาเดยี วกันในภาษาอกี ถ่นิ หนึง่ จะใช้เสียงอะไ ร
ท าใ ห้พ อ เข้าใ จค ว ามห มาย เมื่อ ฟั ง ค นใ นท้อง ถิ่นนั้น ๆ คุย กัน แ ล ะเข้าใ จช่ือ เฉ พ าะ
ของภาษาถ่นิ นั้น ๆ เช่น เข้าใจความหมายของชื่อ “ดอยตุง” ว่า หมายถึง “เพราะเสียง” /ต/
ในภาษาเหนอื ตรงกบั เสียง /ท/ ในภาษากลาง เป็นต้น
๒. ความแตกตา่ งด้านคาศพั ท์
ความแตกต่างด้านคาศัพท์ระหว่างภ าษ าถ่ิน ๒ ภาษา เป็นความแตกต่างเฉ พ าะ
ไม่มีเหตุผล และไม่มีลักษณะเปน็ ระบบอยา่ งความแตกตา่ งดา้ นเสียงกลา่ วคอื ทานายไมไ่ ดว้ า่ คาศพั ท์
คาหน่ึงในภาษาถ่ินหน่งึ จะตรงกับคาศพั ท์อะไรในภาษาอีกถนิ่ หน่งึ เช่น คาว่า อรอ่ ย ในภาษาไทยกลาง
ในภาษาไทยเหนือใช้คาว่า ลา ภาษาไทยอสี านใช้คาว่า แซ่บ ส่วนภาษาไทยใต้ใช้คาว่า อรอ่ ย
เชน่ เดียวกับภาษาไทยกลาง แต่ออกเสยี งแต่พยางคท์ า้ ยและออกเสยี งวรรณยกุ ต์ต่างออกไปเป็น รอ่ ย
หรอื หรอย จะเหน็ ว่าในกรณีคา อร่อย ความแตกตา่ งระหว่างภาษากลางกบั ภาษาใตอ้ ยู่ในลักษณะที่
ทานายได้ เพราะเป็นความแตกต่างด้านเสียงมากกว่าเปน็ ความแตกต่างด้านคาศพั ท์ ส่วนความ
แตกต่างระหวา่ งภาษากลางกบั ภาษาเหนอื ระหวา่ งภาษากลางกบั ภาษาอีสาน ระหวา่ งภาษาเหนอื กบั
ภาษาอสี านเปน็ ความแตกต่างด้านคาศพั ทซ์ ึง่ ทานายหรอื คาดเดาไมไ่ ด้
เมื่อสารวจคาศพั ท์ในภาษากลาง ภาษาเหนอื ภาษาอีสาน และภาษาใต้ จะสงั เกตได้วา่ ภาษา
เหนอื กบั ภาษาอสี าน และภาษากลางกบั ภาษาใต้ จะใช้คาศพั ทร์ ่วมกันเป็นสว่ นใหญ่ เชน่ ภาษาเหนอื
และภาษาอีสาน ใช้คาว่า ไผ “ใคร”, ดงั “จมูก”, มว่ น “สนกุ ” ฯลฯ เหมือนกัน ส่วนภาษากลางและ
ภาษาใตใ้ ชค้ าวา่ ทะเล, จมกู , มะละกอ ฯลฯ เหมือนกนั แต่ภาษาใตจ้ ะตัดคาใหม้ พี ยางคน์ ้อยลงเป็น
เล,หมู
-229900-
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒2
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๕ : ลิขิตสารงานแบบพิมพ์ เรื่อง เนน้ ใช้หลากภาษา (๘) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๓
สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด ข้ันสอน
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ทางวฒั นธรรม เปน็ เครอื่ ง ๑. นักเรียนและครูร่วมกันสนทนาเรื่องความสาคัญของ แหล่งเรยี นรู้
ห้องสมุด
สืบทอดวัฒนธรรม ภาษาไทยนิยมความคลอ้ งจองเพ่อื ภาษาถิ่นท่ีสง่ ผลตอ่ การใช้ภาษาไทยมาตรฐาน โดยสมุ่ นักเรียน
ความไพเราะ ภาษาไทยมีท้ังภาษามาตรฐานและภาษาถิ่น ภายในชัน้ เรียนกล่าวถึงความสาคญั ๒ - ๓ คน ครอู ธบิ ายเพิม่ เติม
ตา่ ง ๆ รวมทงั้ มวี รรณคดีวรรณกรรมท่สี ะท้อนวฒั นธรรม ๒. นักเรียนทากิจกรรมกลมุ่ “รจู้ กั ภาษาถน่ิ ” ดงั น้ี ส่ือ
และวิถีชวี ิตของคนไทยได้เปน็ อยา่ งดี ๒.๑ นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๓ กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน -
-291- จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ (กล่มุ สามารถปรบั ได้ตามความเหมาะสม) ภาระงาน/ชิ้นงาน
ด้านความรู้ ๒.๒ นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนจับหัวขอ้ ภาษาถน่ิ -
นั ก เ รี ย นส าม ารถ บ อ ก ค ว าม ห ม าย ข อ ง ภ าษ าถ่ิ น ห น้าชั้นเรีย น ซ่ึง หัว ข้อที่ไ ด้จะประก อบไ ปด้วย ภ าษาถิ่น การวดั และประเมินผล
ไดถ้ ูกตอ้ ง ความแตกต่างภาษาด้านเสยี ง และความแตกตา่ งภาษาด้านคาศัพท์ แบบประเมนิ การทางานกล่มุ
ทักษะและกระบวนการ
๒.๓ นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ไดห้ ัวขอ้ ในการการศึกษ าแล้ว
นักเรยี นสามารถวิเคราะห์ความแตก่ ต่างด้านเสยี งและ ให้แต่ละกลมุ่ ศกึ ษาหาความรู้ ดงั น้ี
ด้านคาศพั ท์ของภาษาถิน่ ไดถ้ กู ตอ้ ง
ดา้ นคณุ ลักษณะ กลุม่ ที่ ๑ ภาษาถิน่
กลมุ่ ท่ี ๒ ความแตกต่างภาษาดา้ นเสียง
นักเรียนเหน็ ความสาคัญของการใช้ภาษาถ่ิน กลมุ่ ที่ ๓ ความแตกตา่ งภาษาดา้ นคาศัพท์
สมรรถนะทต่ี อ้ งการให้เกดิ กบั ผูเ้ รียน ๓. นักเรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกันดาเนินการสารวจ คาศัพท์
หรือสานวนภาษา และศึกษาคาอ่านและความหมายร่วมกนั
1. การส่ือสาร 4. สมาชิกในกลมุ่ สง่ ตวั แทนกล่มุ สรุปใจความสาคัญเรื่องที่
2. การคดิ ขัน้ สงู ได้รับมอบหมายหน้าชนั้ เรียน
291
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๕ : ลิขติ สารงานแบบพิมพ์ แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๒2 เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรื่อง เน้นใช้หลากภาษา (๘) ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๓
ขนั้ สรปุ
๑. นักเรียนและครูร่วมกันวเิ คราะห์ วิจารณ์แลกเปลี่ยน
เรยี นรู้ โดยครูเติมเตม็ ในส่วนท่ขี าดหาย
๒. นักเรียนและครรู ว่ มสรปุ บทเรียนจากการทากิจกรรมการ
เรียนการสอนในวนั น้ี
-292-
292
แบบประเมนิ การทางานกลมุ่
คาชีแ้ จง ใหค้ รูประเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไม่มกี ารกาหนด
สมาชกิ อยา่ งชดั เจน สมาชิกไม่ครบถว้ น บทบาทหนา้ ที่
๒. การมีสว่ นรว่ ม มีส่วนรว่ มในการ มีส่วนร่วมในการ มีส่วนร่วมในการ
ปฏิบัตงิ านกลุ่ม ปฏบิ ัติงานกลมุ่ บา้ ง ปฏบิ ัติงานกลุม่ น้อย
มากหรอื ไม่มสี ่วนรว่ ม
๓. การรับฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รบั ฟงั ความคดิ เห็น
คดิ เหน็ คดิ เหน็ อยา่ งมีเหตผุ ล คดิ เหน็ อยา่ งมีเหตผุ ล ของผอู้ น่ื น้อยมาก
และสรา้ งสรรค์อย่าง และสรา้ งสรรค์เปน็ หรือไม่รับฟงั ความ
สมา่ เสมอ บางครงั้ คดิ เหน็ ผอู้ นื่
๔. ความรบั ผิดชอบ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ด้รบั รับผิดชอบงานที่ไดร้ บั ไมร่ ับผดิ ชอบงานที่
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แต่เสร็จไม่ ไดร้ ับมอบหมาย
ตามเวลาท่กี าหนด ทนั ตามกาหนด
* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ีได/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมิน ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดับคะแนน ปรับปรงุ
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
2-92393-
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๒3
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพมิ พ์ เรือ่ ง เน้นใชห้ ลากภาษา (๙) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๓ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓
สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้
ภาษาไทยเป็นเอกลกั ษณท์ างวฒั นธรรม เป็นเคร่ือง ขั้นนา ห้องสมดุ
สืบทอดวัฒนธรรม ภาษาไทยนิยมความคล้อง จอ ง ๑. นัก เรีย นแ ล ะค รู ท บ ท ว นค ว ามรู้เรื่อ ง ภ าษ าถ่ิน สื่อ
เพ่ือความไพเราะ ภาษาไทยมีท้ังภาษามาตรฐานและ ความแตกตา่ งภาษาดา้ นเสียง และความแตกตา่ งด้านคาศพั ท์ ใบงาน “ภาษาถ่นิ ”
ภาษาถ่ินต่าง ๆ รวมทง้ั มีวรรณคดีวรรณกรรมท่สี ะท้อ น ในคาบเรียนทีผ่ ่านมา
วฒั นธรรมและวถิ ชี ีวติ ของคนไทยไดเ้ ป็นอยา่ งดี
๒. นกั เรยี นศึกษาความหมาย และตวั อย่างคาภาษาถนิ่
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๓. นักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
-294- ด้านความรู้ (คาถามกระตนุ้ ความคดิ ) ภาระงาน/ช้ินงาน
การทาใบงาน “ภาษาถนิ่ ”
นักเรยี นสามารถบอกลักษณะของภาษาถิ่นได้ถกู ตอ้ ง นักเรยี นคิดว่าจากตัวอยา่ งภาษาถิ่นจากหนังสอื นกั เรีย นเห็น
ทกั ษะและกระบวนการ ความต่างในด้านใด และมวี ธิ กี ารอยา่ งรถึงทาใหร้ ูถ้ งึ ความหมาย
นักเรียนสามารถจาแนกความแตก่ ต่างดา้ นเสียงและ ของคานนั้ ๆ (พิจารณาตามคาตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดลุ ย การวัดและประเมินผล
พนิ ิจของครูผ้สู อน) -
ด้านคาศัพทข์ องภาษาถน่ิ แต่ละถน่ิ ได้ถกู ตอ้ ง
ดา้ นคุณลกั ษณะ
นกั เรียนเหน็ ความสาคัญของการใชภ้ าษาถ่นิ ข้นั สอน
๑. นักเรียนสงั เกตภาพในใบงาน “ภาษาถิ่น” ให้นักเรียนพูด
ในแต่ละถิ่น
ออกเสยี งจากภาพทีละภาพโดยใชภ้ าษาในทอ้ งถนิ่ ของนักเรยี น
สมรรถนะทีต่ อ้ งการใหเ้ กดิ กบั ผเู้ รียน ๒. นักเรยี นเขียนภาษาถิ่นจากภาพในใบงาน “ภาษาถ่ิน”
1. การส่ือสาร โดยใชภ้ าษาในท้องถ่นิ ทีน่ ักเรยี นอาศัยอยู่
2. การคดิ ขั้นสงู ๓. ครูสุ่มนักเรียนภายในห้อง ๒ - ๓ คนนาเสนอผลงาน
ในใบงานหน้าชน้ั เรียน
ข้นั สรุป
294
หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๕ : ลขิ ิตสารงานแบบพมิ พ์ แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๒3 เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เรอ่ื ง เน้นใชห้ ลากภาษา (๙) ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๓
๑. นักเรียนและครูร่วมกนั เฉลยใบงาน “ภาษาถิ่น”
๒. นักเรียนและครูร่วมสรุปบทเรยี นจากการทากิจกรรม
การเรยี นการสอนในวนั น้อี กี หนึ่งคร้ังเพอื่ เป็นการทบทวน
-295-
295
ใบงาน ภาษาถ่นิ
“ภาษาถ่ิน”
คาชี้แจง ให้นักเรียนเขียนคาภาษาถนิ่ ของตนเองให้สอดคลอ้ งกับภาพ
ภาพ
-229966-
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๒4
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๕ : ลิขิตสารงานแบบพมิ พ์ เรอื่ ง พูดต่อหน้าสาธารณะ (๑) เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๓ ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรู้
การพูดในทปี่ ระชมุ ชนมีหลายแบบ ทัง้ การพดู คน ข้ันนา หอ้ งสมดุ
เดียวหรอื พูดเดี่ยว กบั พูดหลายคน การพูดเด่ยี วอาจพูด ๑. นกั เรียนรว่ มกันสนทนาโดยครูใชค้ าถามกระตุ้นความคิด สอ่ื
ในลักษณะการเปิดประชุมสัมมนา สนุ ทรพจน์ ปาฐกถา “หากนกั เรยี นพบปญั หาท่ีเกิดขน้ึ ภายในชั้นเรียน นักเรยี นจะเลือก ใบความรู้ “การพดู ในทปี่ ระชมุ ชน”
หรอื บรรยาย การพูดหลายคนมีการอภปิ ราย การโต้วาที วิธกี ารใดในการแกไ้ ขปญั หา”
การยอวาที เปน็ ตน้ ภาระงาน/ชนิ้ งาน
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๑.๑ การประชุมในหอ้ งเรียน -
ดา้ นความรู้ ๑.๒ ลยุ แก้ปัญหานั้นดว้ ยตนเอง
๑.๓ น่ิงเฉยไม่สนใจกบั สง่ิ ทเ่ี กิดขนึ้
-297- นกั เรยี นสามารถบอกหลักการพูดในทป่ี ระชมุ ช นได้ ๒. นักเรียนและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการประชุม
ถูกตอ้ ง และการพดู ในที่ประชมุ ชน การวัดและประเมนิ ผล
ทกั ษะและกระบวนการ ข้นั สอน แบบประเมินการทางานกลุม่
นักเรยี นสามารถพูดในท่ปี ระชุมชนได้อย่างถกู ต้องตรง ๑. นกั เรยี นจับกลุม่ ๓ - ๔ คน ศกึ ษาหลกั การพดู ต่อท่ชี ุมชน
ตามหลกั การ จากใบความรู้ “การพูดในทปี่ ระชมุ ชน” รว่ มกนั
ด้านคณุ ลกั ษณะ
๒. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ ประเด็นท่ี
นักเรยี นมีมารยาทในการพูด นา่ สนใจในท้องถ่นิ ท่สี ามารถไปศึกษาและนามาพดู ได้
สมรรถนะที่ตอ้ งการให้เกิดกบั ผู้เรียน ๓. ตวั แทนนักเรียนแตล่ ะกลุ่มเสนอหัวข้อประเด็นที่จะไป
1. การส่ือสาร ศึกษาในชุมชน เพื่อแลกเปลย่ี นเรียนรู้และเตรียมความพรอ้ ม
2. การคิดข้นั สูง สาหรับการเขียนบทพดู และลงชมุ ชนศกึ ษาหาข้อมูล
ข้นั สรุป
297
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพมิ พ์ แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๒4 เวลา ๑ ชั่วโมง
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรือ่ ง พูดต่อหนา้ สาธารณะ (๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๓
นักเรยี นรว่ มกันแสดงความคิดเห็นเกีย่ วกับเร่อื งการพดู ต่อ
หนา้ ชมุ ชนและครูโยงประเด็นไปสเู่ รื่องมารยาทของการพูด
-298-
298
ใบความรู้
“การพดู ในที่ประชุมชน”
การพูดในท่ีประชุมชนมหี ลายแบบ ท้งั การพดู คนเดยี วหรือพูดเด่ยี ว กับพูดหลายคน การพูดเดี่ยว
อาจพูดในลักษณะการเปิดการประชุมสัมมนา สุนทรพจน์ ปาฐกถาหรือบรรยาย การพูดหลายคน
มีการอภิปราย การโต้วาที การยอวาที เปน็ ต้น
การเปิดการประชุมสัมมนา เป็นการพูดที่ประธานซึ่งได้รับเชิญมาเป็นเกยี รติแก่การประชุม
การสมั มนา หรือการอบรมซ่งึ มีผู้เขา้ รว่ มเปน็ จานวนมากเมอื่ ผ้เู ปน็ ประธานมาถงึ หัวหน้าผ้จู ดั ประชมุ จะรายงาน
ให้ประธานทราบถึงที่มาของการประชุม ประธานกลา่ วเปิดการประชุม คากลา่ วนั้นเป็นถอ้ ยคาท่ีใช้ภ าษา
ทางการ กลา่ วถึงความสาคญั ของเร่อื งทป่ี ระชุมหรือผลที่จะเกิดจากการประชุม เป็นต้น เปน็ การให้กาลงั ใจ
แก่ผ้เู ข้าประชมุ และเปน็ พิธกี ารเพ่ือแสดงว่าการประชมุ นั้นได้เร่ิมขึน้ แล้ว
สุนทรพจน์ เป็นการพูดของบุคคลสาคญั ซึ่งกลา่ วตอ่ ทป่ี ระชมุ ในการประชุมสมั มนาที่มีผู้เข้ารว่ ม
จานวนมาก หรือกล่าวกับผู้ฟังทางส่ือมวลชน เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีในวาระ
ที่เข้ารับหนา้ ทีบ่ ริหารประเทศ การกลา่ วสุนทรพจนข์ องผรู้ ับรางวัลโนเบล สุนทรพจน์ของนกั วิชาการทไี่ ด้รับ
การยกย่องกลา่ วในที่ประชมุ วิชาการระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ เป็นตน้ การกล่าวสุนทรพจน์
เปน็ รปู แบบการพูดท่เี ป็นทางการ มเี น้ือหาสาระท่ีโดดเด่นให้ขอ้ คิดเป็นที่ประทับใจ สุนทรพจน์ของบุคคลสาคญั
ในโอกาสสาคัญมักมีขอ้ ความทนี่ ่าจดจา และอาจนาไปอา้ งอิงได้ เช่น ตอนหน่ึงในสนุ ทรพจน์ของจอหน์
เอฟ. เคเนดี้ อดีตประธานาธิบดชี องสหรัฐอเมริกาว่า อย่าถามวา่ ประเทศจะให้อะไรแกท่ า่ น แต่ถามว่าท่านจะ
ทาอะไรให้ประเทศบ้าง เปน็ ตน้
การอภิปราย คือ การพูดชี้แจงแสดงความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็นที่ ประกอบดว้ ยเหตุผล
มีจดุ มุ่งหมายเพ่ือร่วมกนั พจิ ารณาหรือแก้ปัญหาเร่ืองใดเร่ืองหนง่ึ การอภปิ รายแบง่ ตามลกั ษณะการพูด ได้แก่
การอภปิ รายทางวิชาการในการสมั มนา การอภิปรายในการประชมุ กลุ่ม การอภิปรายในที่ประชุมชน เป็นตน้
การอภิปรายในการประชมุ กลมุ่ มักจัดในการประชมุ สัมมนา การประชุมเชิงปฏบิ ตั ิการ การอภปิ ราย
กลมุ่ สมาชิกในกลุ่มจะผลัดกนั แสดงความคิดเห็นในลักษณะแลกเปลีย่ นความรู้ ความคดิ เหน็ ซึ่งกนั และกัน
สมาชกิ ในกลุม่ จงึ มบี ทบาทเป็นท้ังผูพ้ ดู และผฟู้ ัง
การอภิปรายในท่ีประชมุ ชน อาจแบง่ เปน็ ผู้อภปิ รายประมาณ ๓-๗ คน และผ้ฟู ัง ผ้อู ภิปรายจะพูด
แสดงความคิดเหน็ ในหัวข้อปัญหาแตล่ ะข้อตามทรรศนะของตน หัวข้อการอภปิ รายมักเป็นเร่ืองปญั หา
สงั คมสว่ นรวม ผู้อภปิ รายจะให้ความรูแ้ ละแนวคิดในการแก้ปัญหา ผู้อภิปรายจงึ ควรเปน็ ผูม้ ีความรใู้ นเรือ่ งทจี่ ะ
พูดเป็นอยา่ งดี การแสดงความคิดเห็นของผ้อู ภปิ รายอาจสอดคลอ้ งกัน หรือแตกต่างกนั กไ็ ด้ ผฟู้ งั อาจร่วม
อภปิ รายซกั ถามไดต้ ามโอกาสท่ีผ้จู ดั จดั ให้
ก ารอ ภิปรายในที่ประชุมชน จะมีผู้ดาเนินก ารอ ภิปราย ทาหน้าที่ก ล่าวนาก ารอภิปราย
แจ้งวัตถุประสงค์ของการอภิปราย แนะนาผู้อภิปรายทุกคนให้ผู้ ฟังรู้จักโดยบอกช่ือ ตาแหน่ง หน้าท่ี
ประสบการณ์ และความสามารถทเี่ หมาะสมกับการอภปิ ราย เชิญผู้อภิปรายแต่ละคนพูดโดยการซักถาม
ประเดน็ ปญั หาหรอื หวั ขอ้ ย่อยทีละปญั หาเพอ่ื ให้ผอู้ ภปิ รายแตล่ ะคนพดู แสดงทรรศนะของตน ดูแลใหผ้ อู้ ภปิ ราย
พูดตามเวลาทีก่ าหนดและไมใ่ ห้พดู ออกนอกเรื่องหรอื นอกประเด็น สรุปสง่ิ ที่ผู้พดู อภิปรายแตล่ ะคนพดู แล้ว
-229999-
อย่างส้ัน ๆ เมื่อผู้อภิปรายพูดครบทุกหัวข้อแล้วอาจเปิดโอกาสให้ผู้ฟงั ซักถามขอ้ สงสัย หรือรว่ มแสดง
ความคดิ เห็น เม่ือสิน้ สุดการอภปิ รายแล้ว ผดู้ าเนินการอภิปรายจะสรปุ ความคิดความเห็นทั้งหมดเป็นข้อเสนอ
หรือผลของการอภิปราย การอภปิ รายแบบนเี้ ปน็ วธิ ีการทีด่ ีท่ีจะแก้ปญั หาส่วนรวมเพราะจะไดฟ้ งั ความคดิ เห็น
จากบคุ คลหลายฝ่าย ทาใหไ้ ด้ฟังความคิดจากหลายมมุ มองและเป็นการเผยแพร่ความร้คู วามคดิ จากวทิ ยากรนน้ั
การโตว้ าที คอื การพดู โตก้ ันของบุคคล ๒ ฝา่ ยในท่ปี ระชมุ ตามหัวขอ้ หรือญัตตทิ ีก่ าหนดขึ้น ฝ่ายหน่งึ
เป็นฝา่ ยเสนอปัญหาหรอื หัวข้อซ่งึ เรียกว่าญตั ตอิ ีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านญัตติ ผพู้ ูดใชค้ าพูดเพอื่ โน้มน้าวใ จผู้ฟัง
ให้มคี วามคดิ คล้อยตามและสนับสนนุ เหตผุ ลของตน
การพูดโต้วาทีเป็นการแข่งขันมีการตัดสินแพ้ชนะโดยผูต้ ัดสินจะพจิ ารณาว่าเหตผุ ลของฝา่ ยใด
มีน้าหนักน่าเชอ่ื ถอื สามารถหักล้างเหตุผลของฝา่ ยตรงขา้ มได้มากกว่า มีการใชค้ าพูดท่ีดึงดูดความสนใจ
และมีการใช้สานวนภาษาได้ดีกว่า หัวข้อหรอื ญัตติในการพูดโตว้ าที ควรเป็นเร่ืองเสริมสร้างสตปิ ัญญา
เปน็ ประโยชน์ต่อผู้ฟัง มคี ุณค่า ไมเ่ ปน็ ภยั ตอ่ สงั คม ผู้โต้วาทีประกอบดว้ ย ประธาน เป็นผ้กู ลา่ วช้ีแจงญัตติ
และแนะนาผู้พูดโตวาทที ้งั สองฝ่าย หัวหนา้ ฝา่ ยเสนอ เปน็ ผู้พดู กอ่ นเพอ่ื สนับสนุนญัตติ หวั หนา้ ฝ่ายค้าน
เป็นผพู้ ดู ตอ่ จากหวั หนา้ ฝา่ ยเสนอใชเ้ วลาพูดนานเทา่ กับหวั หนา้ ฝา่ ยเสนอ ผู้สนบั สนนุ ฝ่ายเสนอจะมกี ีค่ นก็ได้
สว่ นมากมปี ระมาณ ๓ คน ผู้สนบั สนุนฝ่ายค้านมีจานวนเทา่ กบั ผู้สนบั สนุนฝ่ายเสนอ ผู้โตวาทคี วรมคี วามรู้เรื่อง
ท่ีต้งั เป็นญัตติ มีวาทศลิ ป์ มีเหตผุ ล มมี ารยาทดีทั้งในการพดู และการฟัง ไมพ่ ดู เสียดสี หรือนาเรอื่ งสว่ นตวั มาพดู
ไมม่ ุ่งเอาชนะอยา่ งเดยี วจนไม่นึกถึงผลเสยี ของสว่ นรวม
การยอวาที คือ การพูดเยนิ ยอแบบยกยอปอปน้ั ไม่ได้พูดเพื่อยกยอ่ งชมเชยสรรเสริญกันจรงิ ๆ
เพยี งใชว้ าทศิลปพ์ ดู ประชดประชนั เหนบ็ แนม กระทบกระเทียบแทนการพดู ดว้ ยถ้อยคาทร่ี นุ่ แรง ผ้พู ดู แบ่งเปน็
๒ ฝา่ ย เหมอื นกับการพูดโตวาที แตเ่ รียกว่า ฝา่ ยเยิน และ ฝา่ ยยอ มจี านวนผูพ้ ูดฝา่ ยละ ๓-๔ คน ท้งั สองฝ่าย
ไมพ่ ูดขัดแยง้ กนั แต่จะชว่ ยกันพูดเยินยอในหวั ขอ้ หรอื ญัตติน้ัน ๆ การพดู ยอวาทมี ักไมใ่ ช่การแขง่ ขันทจ่ี ะต้อง
ตดั สนิ แพ้ชนะ
การตั้งหัวขอ้ หรือญัตตใิ นการยอวาที มักจะต้องมีคาว่า “ดีทีสดุ ” “สบายท่ีสดุ ” หรือคาทีล่ งทา้ ย
ด้วยคาว่า “ท่ีสุด” ซง่ึ ควรตรงกันข้ามกับความจริงซ่ึงอาจจะ “เลวที่สดุ ” หรือ “ลาบากที่สดุ ” กไ็ ด้ จุดเด่นของ
การยอวาที คือ การใชศ้ ลิ ปะการพูดใหเ้ กดิ อารมณข์ ัน เพราะถ้าไม่มอี ารมณข์ ันก็จะเปน็ การพูดท่ีจริงจงั ไปต้อง
พดู ในลีลาแบบทเี ล่นทจี ริง อกี ท้ังตอ้ งใช้ศิลปะการพดู เพ่ือจใ้ี จผู้ฟังใหเ้ กดิ ความรู้สกึ สะใจ การพูดยอวาทเี ป็น
ศิลปะการพูดท่ีค่อนข้างยาก เพราะถ้าผู้พูดไม่เก่งจริงก็จะพูดออกไปในทางรุนแรง ก้าวร้าว ซึ่งไม่ใช่
วัตถุประสงค์ ของการพูดยอวาที ปจั จุบนั จงึ มักจะพดู ในลกั ษณะที่เรยี กว่า “แซววาที” เป็นการพูดให้เกิด
อารมณข์ ัน เปน็ การหยอกลอ้ กันมากกว่า ซ่งึ การแซววาทีสามารถใชก้ ารยอวาทีผสมได้
-330000-
แบบประเมินการทางานกลมุ่
คาชีแ้ จง ให้ครูประเมินการทางานกลมุ่ ของนกั เรยี นตามรายการประเมิน
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไม่มกี ารกาหนด
สมาชิกอย่างชัดเจน สมาชิกไม่ครบถว้ น บทบาทหนา้ ที่
๒. การมีส่วนรว่ ม มีส่วนร่วมในการ มสี ว่ นรว่ มในการ มสี ว่ นรว่ มในการ
ปฏิบัตงิ านกลุม่ ปฏิบัตงิ านกลุ่มบา้ ง ปฏบิ ัติงานกล่มุ น้อย
มากหรือไมม่ สี ่วนรว่ ม
๓. การรับฟังและแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รับฟังความคดิ เห็น
คดิ เห็น คดิ เหน็ อย่างมีเหตผุ ล คิดเหน็ อย่างมีเหตุผล ของผู้อนื่ นอ้ ยมาก
และสรา้ งสรรคอ์ ย่าง และสรา้ งสรรคเ์ ปน็ หรอื ไม่รบั ฟงั ความ
สม่าเสมอ บางคร้งั คิดเหน็ ผู้อน่ื
๔. ความรับผิดชอบ รับผดิ ชอบงานท่ีได้รับ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ด้รบั ไมร่ ับผิดชอบงานท่ี
มอบหมายและเสรจ็ มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไม่ ได้รับมอบหมาย
ตามเวลาท่ีกาหนด ทนั ตามกาหนด
* การคดิ คะแนน ร้อยละ = (คะแนนท่ีได/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดับคะแนน ปรบั ปรุง
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
-330011-
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๒5
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ ๕ : ลขิ ิตสารงานแบบพิมพ์ เรือ่ ง พดู ต่อหน้าสาธารณะ (๒) เวลา ๑ ชว่ั โมง
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓
-302- สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้
การพูดในที่ประชุมชนมีหลายแบบ ทั้งการพูด ขัน้ นา หอ้ งสมุด
คนเดียวหรือพูดเด่ียว กับพูดหลายคน การพูดเดี่ยว ครูเปิดประเดน็ คาถามถึงสิ่งทน่ี ักเรียนได้ไปเรยี นรใู้ นชุมชน สอ่ื
อาจพูดในลักษณะการเปดิ ประชุมสัมมนา สุนทรพจน์ โดยแตล่ ะกลมุ่ ต้องแบง่ หน้าท่กี นั รบั ผดิ ชอบให้ทกุ คนมโี อกาสไดพ้ ูด -
ปาฐกถาหรือบรรยาย การพูดหลายคนมีการอภิปราย ข้นั สอน
การโต้วาที การยอวาที เปน็ ตน้ ภาระงาน/ชน้ิ งาน
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. นักเรยี นกลมุ่ เดิม เขยี นบทพูดต่อหน้าชุมชนในหัวขอ้ ท่ี บทพดู ต่อหน้าชุมชน
ดา้ นความรู้ นักเรยี นไปศึกษา
การวดั และประเมินผล
บอกหลักการพดู ต่อหนา้ ชมุ ชน ๒. แตล่ ะกลมุ่ นาเสนอบทพดู ทไี่ ดเ้ ขียนไวต้ อ่ เพ่ือนในช้ัน แบบประเมินการทางานกลุ่ม
ทักษะและกระบวนการ เพอื่ แลกเปล่ียนเรยี นรู้ หรือเพมิ่ ประเดน็ เนอ้ื หาท่ขี าดหายไป
ข้นั สรุป
พดู ต่อหน้าชุมชน
ด้านคณุ ลกั ษณะ นกั เรียนและครรู ่วมกนั สรปุ ความรู้ท่ไี ด้จากการเตรยี มบท
พูดในวนั นี้และใหน้ ักเรยี นฝึกซ้อมเพ่ือเตรียมพดู ตอ่ หนา้ ชมุ ชน
นกั เรียนมมี ารยาทในการพดู ในคร้ังตอ่ ไป
สมรรถนะท่ตี ้องการให้เกิดกับผู้เรียน
1. การส่ือสาร
2. การคิดข้นั สงู
302
แบบประเมินการทางานกลุม่
คาช้ีแจง ให้ครูประเมนิ การทางานกลุ่มของนกั เรียนตามรายการประเมิน
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไม่มีการกาหนด
สมาชกิ อยา่ งชดั เจน สมาชิกไม่ครบถ้วน บทบาทหน้าที่
๒. การมีส่วนร่วม มีสว่ นร่วมในการ มสี ่วนร่วมในการ มีส่วนร่วมในการ
ปฏิบตั งิ านกลุ่ม ปฏิบตั ิงานกลุ่มบา้ ง ปฏบิ ัตงิ านกลุ่มน้อย
มากหรือไมม่ ีส่วนรว่ ม
๓. การรบั ฟงั และแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความ รบั ฟังความคดิ เห็น
คิดเหน็ คดิ เหน็ อยา่ งมเี หตุผล คดิ เห็นอยา่ งมีเหตุผล ของผอู้ ่นื นอ้ ยมาก
และสรา้ งสรรคอ์ ย่าง และสร้างสรรคเ์ ปน็ หรอื ไม่รับฟงั ความ
สม่าเสมอ บางครัง้ คิดเห็นผ้อู ื่น
๔. ความรับผดิ ชอบ รบั ผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ ับ รับผดิ ชอบงานท่ีไดร้ บั ไมร่ ับผิดชอบงานที่
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แต่เสร็จไม่ ได้รบั มอบหมาย
ตามเวลาท่ีกาหนด ทนั ตามกาหนด
* การคดิ คะแนน ร้อยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑ์ของระดับคะแนน ปรับปรงุ
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
-330033-
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ ๒6
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๕ : ลิขิตสารงานแบบพิมพ์ เรอ่ื ง พูดต่อหน้าสาธารณะ (๓) เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๓ ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓
สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรียนรู้
การพูดในทป่ี ระชมุ ชนมหี ลายแบบ ทัง้ การพูดคน ขน้ั นา หอ้ งสมดุ
เดียวหรอื พูดเด่ยี ว กบั พูดหลายคน การพูดเดยี่ วอาจพูด นักเรยี นและครูรว่ มกนั ทบทวนขน้ั ตอนความรู้เรื่องก ารพูด สือ่
ในลักษณะการเปิดประชมุ สัมมนา สุนทรพจน์ ปาฐกถา ตอ่ หน้าชมุ ชน -
หรอื บรรยาย การพดู หลายคนมกี ารอภิปราย การโต้วาที ขน้ั สอน
การยอวาที เปน็ ตน้ ภาระงาน/ช้ินงาน
๑. ตัวแทนนกั เรยี นจับสลากลาดับการพูดตามหวั ขอ้ ที่
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ นกั เรียนไดศ้ กึ ษา
-304- ด้านความรู้ ๒. เร่มิ การพดู ตอ่ หน้าชมุ ชนตามลาดับ และให้เพอื่ นกลมุ่ อ่นื -
การวดั และประเมินผล
บอกหลักการพดู ต่อหนา้ ชมุ ชน ทีไ่ มไ่ ดน้ าเสนอจดประเดน็ เน้ือหาท่ีมีความนา่ สนใจ จุดเดน่
ทกั ษะและกระบวนการ จดุ พัฒนาของกลุม่ เพ่ือน แบบประเมินการทางานกล่มุ
พูดต่อหนา้ ชุมชน ๓. นกั เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็นถงึ การพดู ของ
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ แตล่ ะกลุ่มและวจิ ารณร์ ว่ มกนั
นกั เรยี นมีมารยาทในการพดู ขั้นสรปุ
ครูกล่าวชมเชยนักเรีย นทุก ค นพ ร้อ มทั้ง เส นอ แ นะ
สมรรถนะที่ต้องการใหเ้ กิดกับผู้เรียน ในการพูดให้นักเรียน เพ่ือพัฒนาการพูดให้ดียงิ่ ข้นึ และการนา
1. การส่ือสาร เทคนคิ การพูดไปปรบั ใช้เนอื่ งในโอกาสตา่ ง ๆ
2. การคิดขน้ั สูง
304
แบบประเมินการทางานกลมุ่
คาชีแ้ จง ให้ครูประเมินการทางานกลมุ่ ของนกั เรยี นตามรายการประเมิน
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไม่มกี ารกาหนด
สมาชิกอย่างชัดเจน สมาชิกไม่ครบถว้ น บทบาทหนา้ ที่
๒. การมีส่วนรว่ ม มีส่วนร่วมในการ มสี ว่ นรว่ มในการ มสี ว่ นรว่ มในการ
ปฏิบัตงิ านกลุม่ ปฏิบัตงิ านกลุ่มบา้ ง ปฏบิ ัติงานกล่มุ น้อย
มากหรือไมม่ สี ่วนรว่ ม
๓. การรับฟังและแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รับฟังความคดิ เห็น
คดิ เห็น คดิ เหน็ อย่างมีเหตผุ ล คิดเหน็ อย่างมีเหตุผล ของผู้อนื่ นอ้ ยมาก
และสรา้ งสรรคอ์ ย่าง และสรา้ งสรรคเ์ ปน็ หรอื ไม่รบั ฟงั ความ
สม่าเสมอ บางคร้งั คิดเหน็ ผู้อน่ื
๔. ความรับผิดชอบ รับผดิ ชอบงานท่ีได้รับ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ด้รบั ไมร่ ับผิดชอบงานท่ี
มอบหมายและเสรจ็ มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไม่ ได้รับมอบหมาย
ตามเวลาท่ีกาหนด ทนั ตามกาหนด
* การคดิ คะแนน ร้อยละ = (คะแนนท่ีได/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดับคะแนน ปรบั ปรุง
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
-330055-
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒7
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๕ : ลิขติ สารงานแบบพิมพ์ เรื่อง สาระทางการ (๑) เวลา ๑ ชั่วโมง
กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓
-306- สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
ศัพท์ทางวชิ าการและวชิ าชีพ คือ ศัพท์เฉพาะที่ ขั้นนา หอ้ งสมดุ
สร้างข้ึนเพ่ือใช้ในศาสตร์แขนงตา่ ง ๆ ตามสาขาหรือ ๑. ครูนาบัตรคามาใหน้ ักเรียนในหอ้ งอ่านท้งั หมด ๓ คา ส่ือ
วิชาชีพน้ัน ๆ จาเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เพ่ือให้เข้าใ จ ดังนี้ 1. ใบความรู้ “ศัพทว์ ิชาการ”
ความหมาย 2. พจนานกุ รม
จุดประสงค์การเรียนรู้ คาที่ ๑ อุปมา
ดา้ นความรู้ คาที่ ๒ วิตามิน ภาระงาน/ชิ้นงาน
คาที่ ๓ ประเพณี -
นักเรียนบอกความหมายของคาศัพท์ทางวชิ าการ ๒. ครถู ามนักเรียนในหอ้ งเรียนวา่ คาศพั ท์ทงั้ 3 คาที่นกั เรียน
และวิชาชีพได้ ได้อ่านไป ตรงกับคาศัพท์ทางวิชาการเก่ียวกับอะไร ครูเฉลย การวดั และประเมินผล
ทกั ษะและกระบวนการ คาตอบท่ีถกู ตอ้ ง พร้อมกบั เชอื่ มโยงเน้อื หาเข้าสบู่ ทเรียน แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม
ขั้นสอน
นักเรยี นจาแนกคาศพั ทท์ างวชิ าการและวชิ าชีพ 1. นักเรียนศึกษาความรู้เรื่องศัพท์ทางวิชากา ร จาก
ได้อย่างถูกตอ้ ง ใบความรู้ “ศัพท์วิชาการ” และพจนานุกรม จากนั้นนักเรียน
ดา้ นคุณลักษณะ แบง่ กลมุ่ เปน็ ๓ กลมุ่ ตามความสมัครใจ โดยใช้วชิ าทนี่ กั เรียนชอบ
เป็นตัวกาหนดกล่มุ โดยครกู าหนดให้มี ๓ กลุ่มให้นกั เรยี นเลือก
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. มุ่งมน่ั ในการทางาน
สมรรถนะทตี่ อ้ งการใหเ้ กิดกบั ผู้เรยี น ดังนี้
1. การสื่อสาร กล่มุ ท่ี ๑ การศึกษา
2. การคิดขน้ั สงู กลุ่มท่ี ๒ การแพทย์
กลุ่มที่ ๓ เทคโนโลยี
๒. นักเรียนจับสลากเพอ่ื สมุ่ กลมุ่ ออกมาเขียนคาศพั ท์วชิ าการ
306
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๕ : ลิขิตสารงานแบบพิมพ์ แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๒7 เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เร่อื ง สาระทางการ (๑) ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย 3
ของวชิ าทต่ี นเองได้รบั ผดิ ชอบทกี่ ระดานหนา้ ชั้นเรียน โดยให้เวลา
เขียนกลุ่มละ ๕ วินาที กลุ่มไหนไม่สามารถทาได้ทนั เวลาก่อน
สามครัง้ ตกรอบจนเหลอื กล่มุ ทีช่ นะกลุม่ เดียว
ข้นั สรปุ
ครูสุ่มถามนักเรียน เรื่อง คาศัพท์ทางวชิ าการ และสรุป
ค ว าม รู้ ใ ห้ นั ก เ รี ย นมี ค ว าม เ ข้ าใ จเ กี่ ย ว กั บค าศั พ ท์ ทาง วิ ชาการ
มากย่ิงขึ้น แล้วให้นักเรียนทีส่ งสัยไดส้ อบถามในส่งิ ทนี่ ักเรยี น
ยังไม่เขา้ ใจ
-307-
307
ใบความรู้
“ศัพทว์ ิชาการ”
ศัพท์วิชาการ หมายถึง คาศัพทท์ ใ่ี ช่กลา่ วถงึ หรือใชอ้ ธิบายเร่ืองราวทเ่ี ป็นความรู้ทางวิชาการ
แขนงตา่ ง ๆ มักเปน็ คาที่ไม่ใชก้ นั โดยทวั่ ไป เช่น ศพั ทว์ ทิ ยาศาสตร์ ศัพท์ทางธุรกจิ สาขาต่าง ๆ ศัพท์กฎหมาย
ฯลฯ ศพั ท์วชิ าการเปน็ คนท่ีผูศ้ ึกษาวชิ าการนัน้ ๆ เขา้ ใจร่วมกนั อย่างดี ส่วนผู้ที่ไม่ได้ศกึ ษาอาจไม่เขา้ ใจ ศัพท์
วิชาการสว่ นมากเป็นคาที่รับมาจากภาษาต่างประเทศ และนกั วชิ าการสาขานัน้ ๆ แปลหรอื สรา้ งคาข้ึนเป็น
ศัพทบ์ ญั ญัติและกาหนดใหม้ ีความหมายตรงกับคาภาษาต่างประเทศเหลา่ น้ัน
ตวั อยา่ งศพั ทว์ ชิ าการในสาขาตา่ ง ๆ
ศพั ท์สาขาวิทยาศาสตร์
คลอโรฟลี ล์ การสังเคราะหแ์ สง ปรากฏการณเ์ รือนกระจก การกาทอนเซลล์ พล้าสมา ฯลฯ
ศัพท์สาขาคณติ ศาสตร์
เอกนาม พหนุ าม ทฤษฎบี ท เช็ตวา่ ง จานวนอตรรกยะ รากทีส่ อง ไซน์ โคไซน์ คอรด์ ฯลฯ
ศัพทส์ าขาเศรษฐศาสตร์
อุปสงค์ ห้นุ บุริมสทิ ธิ์ ธุรกรรม ไตรมาส เงนิ เฟอ้ ดลุ บัญชีเดนิ สะพัด จีดีพี ฯลฯ
ศพั ท์สาขากฎหมาย
คดีดา คดีถึงท่ีสดุ กระทงความ ทาให้เสยี ทรัพย์ อาญาแผ่นดิน กฎหมายระหว่างประเทศ
แผนกคดเี มอื ง ใหก้ ารภาคเสธ ฯลฯ
-330088-
แบบประเมินการทางานกลุ่ม
คาชีแ้ จง ให้ครูประเมินการทางานกลุ่มของนักเรยี นตามรายการประเมนิ
รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหน้าที่ ไม่มีการกาหนด
สมาชิกอย่างชัดเจน สมาชกิ ไมค่ รบถ้วน บทบาทหนา้ ที่
๒. การมสี ่วนร่วม มสี ว่ นรว่ มในการ มสี ว่ นรว่ มในการ มีสว่ นร่วมในการ
ปฏบิ ตั งิ านกลุ่ม ปฏบิ ัตงิ านกลุ่มบ้าง ปฏบิ ัติงานกลุ่มนอ้ ย
มากหรือไม่มสี ว่ นร่วม
๓. การรบั ฟังและแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รบั ฟงั ความคิดเหน็
คดิ เห็น คดิ เหน็ อย่างมีเหตผุ ล คดิ เห็นอยา่ งมีเหตผุ ล ของผู้อ่นื น้อยมาก
และสร้างสรรค์อยา่ ง และสรา้ งสรรคเ์ ป็น หรือไมร่ บั ฟงั ความ
สมา่ เสมอ บางคร้ัง คิดเห็นผอู้ ื่น
๔. ความรับผิดชอบ รับผิดชอบงานที่ไดร้ บั รบั ผดิ ชอบงานท่ไี ดร้ บั ไมร่ ับผดิ ชอบงานท่ี
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แตเ่ สร็จไม่ ได้รับมอบหมาย
ตามเวลาท่กี าหนด ทันตามกาหนด
* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดมี าก
การแปลผลการประเมิน ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดับคะแนน ปรบั ปรงุ
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
ร้อยละ ๐ – ๔๙
-330099-
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๒8
หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๕ : ลิขติ สารงานแบบพิมพ์ เร่อื ง สาระทางการ (๒) เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓
-310- สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรียนรู้
ศัพท์ทางวิชาการและวิชาชีพ คือ ศัพท์เฉพาะ ขั้นนา ห้องสมุด
ท่ีสร้างข้ึนเพ่ือใชใ้ นศาสตร์แขนงต่าง ๆ ตามสาขาหรือ ๑. ครูทบทวนเรื่องคาศัพท์วิชาการ โดยครูนาคาศัพท์ ส่ือ
วิชาชีพน้ัน ๆ จาเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เพ่ือให้เข้าใ จ วิชาการ ๕ กล่มุ วชิ ามาให้นกั เรยี นจาแนกออกเปน็ หมวดหมู่ โดยใช้ พจนานุกรม
ความหมาย วิธีการสุม่ คาศพั ทแ์ จกนกั เรียนภายในช้ันเรยี น แลว้ นามาติดบน
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ กระดานดาตามหมวดหมู่ที่ครูกาหนดให้ ๕ กลุ่มวิชา ได้แก่ ภาระงาน/ช้นิ งาน
ดา้ นความรู้ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ การงานอาชีพ และสังคม -
ศึกษา
นักเรียนบอกความหมายของคาศพั ท์ทางวชิ าการ การวัดและประเมนิ ผล
และวิชาชพี ได้ ๒. ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกตอ้ งและ แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม
ทักษะและกระบวนการ รว่ มกันสนทนาเกีย่ วกบั วธิ ีการสงั เกตคาศพั ท์
ข้ันสอน
นกั เรยี นจาแนกคาศพั ทท์ างวิชาการและวชิ าชพี ได้
อย่างถูกตอ้ ง ๑. นักเรียนแบ่งกลมุ่ ออกเป็น ๓ กลุ่ม โดยครูกาหนดให้
ดา้ นคณุ ลักษณะ แตล่ ะกลมุ่ คน้ หาคาศพั ท์ทางวชิ าการในพจนานุกรมตามหมวดหมู่
1. ใฝเ่ รยี นรู้ ของตนเองดังนี้
2. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
สมรรถนะที่ต้องการให้เกดิ กับผู้เรียน กลุ่มท่ี ๑ วิชาภาษาไทย
1. การสื่อสาร กลุม่ ที่ ๒ วิชาวทิ ยาศาสตร์
2. การคดิ ข้นั สูง กลุม่ ท่ี ๓ วชิ าดนตรีศิลปะ
๒. นักเรียนแต่ละกลุ่มนาค าศัพท์ที่ได้ศึกษ าแ ล ะห า
ความหมาย มาเขียนไวบ้ นกระดานดา
310
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี ๕ : ลิขิตสารงานแบบพิมพ์ แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๒8 เวลา ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง สาระทางการ (๒) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๓
๓. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอคาศพั ทแ์ ละวธิ ีการที่นกั เรียน
สังเกตคาศัพท์และการจาแนกคาศัพท์ตามหมวดหมู่ทนี่ ักเรียน
ได้รับ ว่านักเรียนมีวธิ ีการหรือหลกั การสังเกตว่าคาดังกล่าวอยู่
หมวดท่ีตนเองไดร้ บั อยา่ งไรบา้ ง
ขน้ั สรปุ
นักเรียนและครูสรปุ ความหมายของคาศพั ทว์ ชิ าการ
-311-
311
แบบประเมินการทางานกลมุ่
คาชีแ้ จง ให้ครูประเมินการทางานกลมุ่ ของนกั เรยี นตามรายการประเมิน
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไม่มกี ารกาหนด
สมาชิกอย่างชัดเจน สมาชิกไม่ครบถว้ น บทบาทหนา้ ที่
๒. การมีส่วนรว่ ม มีส่วนร่วมในการ มสี ว่ นรว่ มในการ มสี ว่ นรว่ มในการ
ปฏิบัตงิ านกลุม่ ปฏิบัตงิ านกลุ่มบา้ ง ปฏบิ ัติงานกล่มุ น้อย
มากหรือไมม่ สี ่วนรว่ ม
๓. การรับฟังและแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รับฟงั และแสดงความ รับฟังความคดิ เห็น
คดิ เห็น คดิ เหน็ อย่างมีเหตผุ ล คิดเหน็ อย่างมีเหตุผล ของผู้อนื่ นอ้ ยมาก
และสรา้ งสรรคอ์ ย่าง และสรา้ งสรรคเ์ ปน็ หรอื ไม่รบั ฟงั ความ
สม่าเสมอ บางคร้งั คิดเหน็ ผู้อน่ื
๔. ความรับผิดชอบ รับผดิ ชอบงานท่ีได้รับ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ด้รบั ไมร่ ับผิดชอบงานท่ี
มอบหมายและเสรจ็ มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไม่ ได้รับมอบหมาย
ตามเวลาท่ีกาหนด ทนั ตามกาหนด
* การคดิ คะแนน ร้อยละ = (คะแนนท่ีได/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดับคะแนน ปรบั ปรุง
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
-331122-
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพมิ พ์ แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ ๒๙ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรอื่ ง สาระทางการ (3) ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด รายวชิ า ภาษาไทย ๓
แบบฟอรม์ สมคั รงานน้นั เป็นแบบฟอรม์ ประเภท กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
ตดิ ต่อกบั หนว่ ยงานซ่งึ นกั เรยี นตอ้ งอ่านใหร้ อบคอบและ ขัน้ นา
กรอกขอ้ มูลตรงตามความจริง ๑. นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครูใช้คาถามดังน้ี หอ้ งสมดุ
สอื่
จุดประสงค์การเรียนรู้ - นักเรียนอยากสมัครงานใด และคิดว่าคุณสมบัติใดท่ีมี
ด้านความรู้ ความสาคัญต่อการสมัครงานท่ีนกั เรียนต้องการ -
บอกหลกั การกรอกแบบสมคั รงาน ๒. ครนู านักเรยี นสนทนาเกี่ยวกับการกรอกแบบสมคั รงาน ภาระงาน/ชน้ิ งาน
ทกั ษะและกระบวนการ ซกั ถามนักเรยี นว่าเคยมีประสบการณ์กรอกแบบสมคั รงานมาก่อน
-313- หรือไม่ (นกั เรยี นอาจเคยมปี ระสบการณท์ างานช่วั คราว หรอื งาน -
กรอกแบบสมคั รงานได้ พิ เศ ษ ท่ีจ้าง นักเรียนนัก ศึก ษาทาง าน)ใ ห้นักเรียนท่ีเคยมี การวัดและประเมินผล
ดา้ นคณุ ลักษณะ ประสบการณอ์ ธิบายข้นั ตอนการกรอกแบบสมคั รงานและบอกข้อ
-
1. ใฝ่เรียนรู้
2. ม่งุ มัน่ ในการทางาน ควรระวังให้เพ่อื นฟงั
สมรรถนะทต่ี ้องการใหเ้ กดิ กับผเู้ รียน
1. การสื่อสาร ขั้นสอน
2. การคิดขั้นสงู ๑. นักเรียนร่วมกันสนทนา ครูคอยสังเกตให้คาแนะนา
โดยใช้คาถาม ดังนี้
- ข้นั ตอนแรกในการกรอกแบบสมคั รงาน ควรทาอย่างไร
แนวคาตอบ
อ่านคาแนะนาในการกรอกแบบสมัครงาน คาสั่งอน่ื ๆ ให้ละเอียด
และปฏิบตั ติ ามอย่างเครง่ ครดั
- การกรอกแบบสมัครงานทด่ี ีควรเขียนใหม้ ีลักษณะอยา่ งไร
แนวคาตอบ
313
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๕ : ลิขติ สารงานแบบพิมพ์ แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ ๒๙ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรอ่ื ง สาระทางการ (3) ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๓
-314-
เขียนใหส้ ะอาดเรยี บรอ้ ย ไม่มรี อย ขีดฆา่ สกปรก
- เมอ่ื จาเปน็ ต้องมีรอยขดี ลบ ฆา่ ในแบบสมคั รงาน ควรปฏิบัติ
อยา่ งไร
แนวคาตอบ
ควรเซน็ ชอื่ กากับไวต้ รงนน้ั ดว้ ยทกุ ครง้ั
- ช่องวา่ งใดที่ไมม่ กี ารกรอกควรทาอย่างไร
แนวคาตอบ
ใส่เครื่องหมาย (-) เพอื่ ใหแ้ บบสมคั รงานสมบรู ณ์
๒. นกั เรยี นฝกึ กรอกแบบสมคั รงาน โดยคานงึ ถงึ ขอ้ ระวังใน
การกรอกแบบสมคั รงาน
๓. นักเรียนจับคู่ ๒ คน แลกเปล่ยี นกนั วจิ ารณ์และแสดง
ความคดิ เหน็ เก่ยี วกับการกรอกแบบสมัครงานของเพอ่ื น
๔. ครคู ดั เลอื กแบบสมคั รงานของนักเรียนที่สมบูรณ์ออกมา
นาเสนอหนา้ ช้ันเรียน พร้อมทัง้ อธิบายเพิ่มเติม
ขัน้ สรุป
นักเรียนและครรู ่วมกนั สรุปความรู้ ดงั น้ี
- การกรอกแบบสมัครงาน เป็นขั้นตอนแรกของการทดสอบ
ความสามารถของผสู้ มัครงาน ดงั นนั้ ผ้สู มคั รงานจะต้องเขยี นดว้ ย
ความรอบคอบ ลายมอื สวยงาม สะอาด ชัดเจน
314
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๓๐
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๕ : ลิขิตสารงานแบบพมิ พ์ เรื่อง สาระทางการ (4) เวลา ๑ ชว่ั โมง
กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๓
-315- สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
แ บ บ ฟ อ ร์ ม ส มั ครง านนั้ นเ ป็ นแ บ บฟ อร์ ม ป ระเภท ข้ันนา ห้องสมุด
ตดิ ต่อกับหนว่ ยงานซ่ึงนักเรยี นต้องอ่านให้รอบคอบและ ๑. นักเรียนและครูรว่ มสนทนากันเพอื่ ทบทวนความรู้เร่ือง สอ่ื
กรอกขอ้ มลู ตรงตามความจรงิ การกรอกแบบสมคั รงาน -
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๒. ครถู ามคาถาม ดังต่อไปน้ี ภาระงาน/ช้ินงาน
ดา้ นความรู้ นักเรยี นคิดว่าการสมัครงานท่ไี มป่ ระสบความสาเร็จ อาจเกิด -
จากสาเหตุใดบา้ ง
นกั เรียนบอกหลกั การกรอกแบบสมัครงานไดถ้ ูกตอ้ ง ขั้นสอน การวดั และประเมนิ ผล
ตรงตามหลักการ ๑. ครนู าตัวอยา่ งแบบสมัครงานของเพ่อื นที่กรอกแบบสมคั ร แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม
ทักษะและกระบวนการ งานในคาบที่ผ่านมา ใหน้ กั เรียนเปรียบเทียบความแตกต่าง
๒. นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเกยี่ วกับความสาคัญ
นักเรียนสามารถกรอกแบบสมัครงานได้ถกู ตอ้ งตรง ของการกรอกแบบสมัครงาน
ตามหลักการ ๓. นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ ๕ คน วิเคราะห์องคป์ ระกอบ
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ ของแบบสมัครงานที่ดี ข้อระวังในการกรอกแบบสมัครงาน
ตัวอยา่ งการกรอกแบบสมคั รงานท่ีนกั เรยี นวเิ คราะห์จากผล งาน
1. ใฝเ่ รยี นรู้ ของเพื่อนว่าแบบใดดีหรือไมด่ ี ขอ้ ควรรเู้ ก่ยี วกบั การสมัครงาน
2. มงุ่ มั่นในการทางาน ๔. นักเรียนแต่ละกลุ่มฝึกเขยี นบรรยายคุณสมบตั ทิ ี่ดขี อง
สมรรถนะท่ีต้องการใหเ้ กดิ กบั ผูเ้ รียน งานแตล่ ะชนิด โดยครใู ห้นกั เรียนเลือกงานตามความสนใจ
1. การส่ือสาร
2. การคดิ ขน้ั สูง
๕. นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานการเขียนบรรยาย
คุณสมบตั ทิ ด่ี ขี องแต่ละงาน
315
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพิมพ์ แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๓๐ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุม่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
เรือ่ ง สาระทางการ (4)
รายวิชา ภาษาไทย ๓
ขัน้ สรุป
นกั เรยี นและครูร่วมกันสรุปความรวู้ ่าการกรอกแบบสมัค ร
งานทีค่ รบถว้ นสมบูรณ์ ถูกต้องชัดเจนถือวา่ เป็นมารยาทที่สาคัญ
และเป็นปัจจยั สาคญั ท่ีทาใหก้ ารสมัครงานประสบความสาเรจ็
-316-
316
แบบประเมนิ การทางานกล่มุ
คาชี้แจง ใหค้ รูประเมินการทางานกลุม่ ของนกั เรียนตามรายการประเมิน
รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไมม่ กี ารกาหนด
สมาชกิ อย่างชัดเจน สมาชกิ ไม่ครบถว้ น บทบาทหนา้ ที่
๒. การมีส่วนรว่ ม มสี ่วนรว่ มในการ มีส่วนรว่ มในการ มีสว่ นร่วมในการ
ปฏิบตั ิงานกลุ่ม ปฏิบตั งิ านกลุ่มบา้ ง ปฏิบัตงิ านกลุ่มนอ้ ย
มากหรือไม่มีสว่ นร่วม
๓. การรับฟังและแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รับฟังความคดิ เหน็
คิดเหน็ คิดเห็นอยา่ งมีเหตุผล คดิ เหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล ของผู้อ่นื นอ้ ยมาก
และสรา้ งสรรคอ์ ยา่ ง และสรา้ งสรรค์เป็น หรอื ไมร่ บั ฟงั ความ
สม่าเสมอ บางคร้งั คิดเห็นผู้อน่ื
๔. ความรับผิดชอบ รบั ผิดชอบงานทไี่ ด้รบั รบั ผิดชอบงานทไ่ี ด้รบั ไมร่ ับผดิ ชอบงานที่
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แตเ่ สร็จไม่ ไดร้ ับมอบหมาย
ตามเวลาทก่ี าหนด ทันตามกาหนด
* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ีได/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดบั คะแนน ปรบั ปรงุ
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙
-331177-